LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 1/2546

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจ๋กับเพื่อนไปดูการแสดงคอนเสิร์ตประเทืองปัญญา  เห็นจ๋องนักเรียนอาชีวะต่างสถาบันที่เป็นคู่อริเดินมาดูคอนเสิร์ตด้วย  จึงถือไม้วิ่งไล่ตีแต่จ๋องวิ่งหนีไม่ยอมสู้ด้วย  ขณะเดียวกัน  เอกซึ่งเป็นคู่อริกับโรงเรียนของจ๋องเห็นจ๋องถูกไล่ตีจึงวิ่งตามไปเพื่อทำร้ายจ๋องด้วย  เมื่อโจ๋ไล่ตามทันตีจ๋องล้มลงได้รับบาดเจ็บ  เอกจึงตรงเข้าไปใช้มีดคัตเตอร์กรีดข้อมือจ๋องจนได้รับอันตรายสาหัส  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  โจ๋จะมีความผิดต่อร่างกายฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

มาตรา  297  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  299  วรรคแรก  ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป  และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส  โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้นต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ประกอบด้วย

1       ทำร้าย

2       ผู้อื่น

3       จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

องค์ประกอบความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  299  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้

2       ระหว่างบุคคลตั้งแต่  3  คนขึ้นไป

3       บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่  รับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น

4       โดยเจตนา

โจ๋ถือไม้วิ่งไล่ตีจ๋อง  แต่จ๋องไม่ยอมสู้ด้วย  และขณะจ๋องวิ่งหนีโจ๋ไล่ตามทันตีจ๋องล้มลงได้รับบาดเจ็บ  เป็นกรณีที่โจ๋ทำร้ายจ๋องเพียงฝ่ายเดียว  ถือมิได้ว่าเป็นการสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน  โจ๋จึงต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295

ส่วนการที่เอกใช้มีดคัตเตอร์กรีดข้อมือจ๋องได้รับอันตรายสาหัส  โจ๋ก็มิต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297  ด้วย  เพราะมิใช่เป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด  ทั้งนี้ลักษณะของการเป็นตัวการร่วมกันกระทำผิด  ต้องมีการกระทำร่วมกันและต้องมีเจตนาร่วมกันด้วย  ในส่วนของการกระทำอาจมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำ  ส่วนการมีเจตนาร่วมกันนั้น  ต้องมีการตกลงหรือคบคิดกันว่าจะร่วมกันกระทำผิด  ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด เป็นเหตุให้มีคนหลายคนต่างเข้ามาทำร้ายผู้ใดถึงแก่ความตาย  โดยผู้ที่เข้ามาทำร้ายไม่ได้สมคบกันมาก่อน  จึงไม่มีเจตนาร่วมกันกระทำผิด  คงมีแต่การกระทำร่วมกันเท่านั้น  ไม่มีลักษณะร่วมกันกระทำผิด  แต่เป็นเรื่องต่างคนต่างทำร้าย  แต่ละคนจึงมีความผิดเฉพาะผลที่เกิดจากการกระทำของตนเท่านั้น

นอกจากนี้โจ๋ยังไม่มีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ตามมาตรา  299  วรรคแรก  เพราะการที่โจ๋และเอกเข้าร่วมทำร้ายจ๋องฝ่ายเดียว  โดยจ๋องมิได้สมัครใจเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ด้วย  จึงมิใช่การชุลมุนต่อสู้ตามนัยมาตรา  299  วรรคแรก  โจ๋จึงไม่ต้องรับผิด

สรุป  โจ๋มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295

 

ข้อ  2  นายศุกร์หลอกลวงเด็กชายอาทิตย์บุตรของนายพุธให้ขึ้นรถไปด้วยกัน  หลังจากนั้น  2  วัน  นายศุกร์ได้โทรศัพท์เรียกเอาเงินค่าไถ่จากนายพุธ  โดยขู่เข็ญว่าถ้านายพุธไปแจ้งความต่อตำรวจจะตัดมือทั้ง  2  ข้างของเด็กชายอาทิตย์  นายพุธกลัวว่าบุตรจะได้รับอันตรายจึงยอมมอบเงินค่าไถ่ตามที่นายศุกร์เรียกเอา  หลังจากได้ค่าไถ่แล้วนายศุกร์ได้นำตัวเด็กชายอาทิตย์มาปล่อยไว้ที่หน้าบ้านของนายพุธ  และเด็กชายอาทิตย์ก็กลับเข้าบ้านโดยไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด  จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  ถ้าต่อมานายศุกร์ถูกจับกุมและถูกฟ้องต่อศาลว่ากระทำความผิดฐานเอาตัวเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายศุกร์จะเป็นความผิดตามคำฟ้องและต้องรับโทษอย่างไรหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  313  ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

(1) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป

ต้องระวางโทษ…

มาตรา  316  ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา  313  มาตรา  314  หรือมาตรา  315  จัดให้ผู้ถูกเอาตัวไป  ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา  โดยผู้นั้นมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต  ให้ลงโทษน้อยกว่ากฎหมายกำหนดไว้  แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานเอาตัวเด็กอายุยังไม่เกิน  15  ปีไปเรียกค่าไถ่  ตามมาตรา  313  วรรคแรก (1)  ประกอบด้วย

1       เอาตัวเด็กอายุไม่เกิน  15  ปีไป

2       โดยเจตนา

3       เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

นายศุกร์หลอกลวงเด็กชายอาทิตย์บุตรของนายพุธให้ขึ้นรถไปด้วยกัน  และได้โทรศัพท์เรียกค่าไถ่จากนายพุธ  นายศุกร์มีความผิดฐานเอาตัวเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ตามมาตรา  313  วรรคแรก  (1)  แต่หลังจากได้ค่าไถ่แล้ว  นายศุกร์ได้นำตัวเด็กชายอาทิตย์มาปล่อยไว้ที่หน้าบ้านของนายพุธ  เป็นกรณีที่นายศุกร์ได้จัดให้เด็กชายอาทิตย์ได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา  และเด็กชายอาทิตย์ก็ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด  จึงลดโทษให้โดยศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามมาตรา  316

สรุป  นายศุกร์มีความผิดฐานเอาตัวเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ตามมาตรา  313  วรรคแรก  (1)  แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามมาตรา  316

 

ข้อ  3  โชคเป็นสามีของชุลีพร  ร่วมกันกับชัยคบคิดกันจะเอาเงินจากชุลีพรซึ่งเป็นภริยาของโชค  ชัยจึงไปพบชุลีพรที่บ้านตามแผนการของโชค  ชัยอ้างว่าโชคเป็นหนี้ตนเองอยู่  50,000  บาท  และพูดขู่ชุลีพรให้ชำระหนี้แก่ตน  มิฉะนั้นจะแจ้งตำรวจมาจับโชคไปนอนในตารางให้เข็ด  ชุลีพรกลัวว่าโชคผู้เป็นสามีจะถูกจับกุมตามคำขู่  จึงยอมตามคำขู่ของชัย  แต่เนื่องจากมีเงินไม่พอจึงขอเขียนเช็คเป็นจำนวน  50,000  บาทมอบแก่ชัยไป  โดยเช็คกำหนดให้ไปรับเงินอีก  15  วัน  นับแต่วันที่ได้มอบให้  แต่ปรากฏว่าชัยถูกตำรวจจับก่อนที่ไปรับเงิน  ดังนี้โชคกับชัยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  86  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการช่วยเหลือ  หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำผิดก่อน  หรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม  ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้น  ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

มาตรา  337  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษ..

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก  ตามมาตรา  337  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจ

2       ผู้อื่น

3       โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สาม

4       ให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตน  หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน

5       จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น 

6       โดยเจตนา

ชัยได้ไปขู่จะแจ้งจับโชคซึ่งเป็นสามีของชุลีพรตามแผนการของโชคให้ชุลีพรยอมมอบเงินให้ทั้งที่รู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ  จึงเป็นการข่มขืนใจชุลีพรว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของโชคบุคคลที่สามถึงแม้ว่าโชคซึ่งเป็นบุคคลที่สามจะรู้ก็ตาม  แต่เมื่อชุลีพรกลัวตามคำขู่และยอมจะให้เงิน  50,000  บาท  ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกทรัพย์แล้ว  แม้ชัยจะยังไม่ได้รับเงินตามที่ขู่เนื่องจากโดนตำรวจจับก็ตาม เพราะความผิดดังกล่าวเมื่อผู้ถูกข่มขืนใจยอมให้  หรือยอมจะให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินตามที่ถูกข่มขืนใจแล้วย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที  ชัยจึงมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์  ตามมาตรา  337  วรรคแรก

ส่วนโชค ซึ่งเป็นผู้วางแผน  ถือได้ว่ามีเจตนาร่วมในการกระทำความผิด  แต่ไม่ได้เข้าร่วมในการกระทำความผิดด้วย  ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโชคอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ  ซึ่งเป็นวิสัยที่อาจจะช่วยเหลือชัยได้ทันท่วงที  จึงไม่ใช่การแบ่งหน้าที่กันทำ  ไม่เป็นตัวการ  แต่เป็นการส่งเสริมช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่ชัยก่อนกระทำผิด  โชคจึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนก่อนการกระทำผิดฐานกรรโชกทรัพย์  ตามมาตรา  337  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  86

สรุป  ชัยมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์  ส่วนโชคเป็นเพียงผู้สนับสนุน

 

ข้อ  4  ส้มฝากข้าวสารไว้กับชมพู่เป็นจำนวน  20  ถัง  ชมพู่นำข้าวสารดังกล่าวไปเก็บไว้  แต่ต่อมาชมพู่ได้เอาข้าวสารที่ส้มฝากไว้ไปขายให้แก่เงาะทั้งหมดในราคา  5,000  บาท  ภายหลังส้มมาทวงข้าวสารคืนชมพู่จึงบอกว่าได้ขายให้แก่เงาะไปแล้วเป็นเงิน  5,000  บาท เดี๋ยวจะจ่ายเป็นเงินให้แก่ส้มแทน  ส้มเห็นว่าได้ราคาดีจึงยอมรับเป็นเงินแทน  ชมพู่ให้เงินแก่ส้มไป  500  บาท  โดยบอกว่าตอนนี้ไม่มีเงินจึงขอผัดชำระเงิน  และให้ส้มมารับเงินสิ้นเดือน  ปรากฏว่าส้มมาขอรับชำระเงินตามวันนัด  ชมพู่อ้างว่าไม่รู้เรื่องดังกล่าวและปฏิเสธชำระเงิน  ส้มจึงฟ้องร้องเป็นคดีว่าชมพู่ยักยอกเงินค่าข้าวสารของตนเองไป  ดังนี้  การกระทำของชมพู่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหาของส้มหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

ส้มฝากข้าวสารไว้กับชมพู่จำนวน  20  ถัง  การที่ชมพู่ได้นำข้าวสารของส้มที่รับฝากไว้ไปขายได้เป็นเงิน  5,000  บาท  แล้วภายหลังส้มยอมรับจำนวนเงินดังกล่าวแทนข้าวสารที่ฝากไว้  แต่ชมพู่ชำระเพียงบางส่วนและขอผัดชำระเงินส่วนที่เหลือ  แล้วภายหลังไม่ชำระเงินตามนัด  ดังนี้เป็นเรื่องการเบียดบังเอาทรัพย์ที่รับฝากเป็นของตนโดยทุจริต  อันเป็นความผิดฐานยักยอกข้าวสาร  ตามมาตรา  352  วรรคแรก

แต่ข้อเท็จจริงส้มฟ้องร้องเป็นคดีว่าชมพู่ยักยอกเงินค่าข้าวสาร  หาใช่เป็นการฟ้องหาว่ายักยอกข้าวสารไม่  แม้จะถือว่าข้าวสารเป็นของส้ม  ซึ่งหากจะมีกรณีจะต้องคืนข้าวสารและชมพู่คืนไม่ได้  ชมพู่อาจจะต้องใช้เงินแก่ส้ม  แต่ก็เป็นการบังคับตัวชมพู่เอาเงินมาใช้แทนทรัพย์

ส่วนตัวเงินที่ชมพู่ยักยอกเอาข้าวสารไปขายมาได้  ตกเป็นของชมพู่  ไม่ใช่เป็นของส้มหรือที่ส้มจะบังคับเอากับเงินนั้นได้โดยตรง  เพราะชมพู่ไม่ใช่ตัวแทนขายข้าวสารในนามของส้ม  แม้ชมพู่จะชำระให้บางส่วนแล้วปฏิเสธการชำระเงิน  เอาเงินจำนวนนี้ไปไม่เอามาให้ส้ม  ส้มจะว่าชมพู่ยักยอกเงินค่าข้าวสารนี้ไม่ได้  ฟ้องของส้มไม่มีมูลคดีอาญา  เมื่อชมพู่ไม่คืนเงินจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง  ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก

เมื่อส้มฟ้องกล่าวหาว่าชมพู่ยักยอกเงินค่าข้าวสารไม่ได้ฟ้องว่าชมพู่ยักยอกข้าวสาร  ข้อกล่าวหาของส้มจึงไม่ถูกต้อง  เพราะเงินที่ขายข้าวสารได้เป็นของชมพู่

สรุป  การกระทำของชมพู่ไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหาของส้มแต่ประการใด

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 2/2546

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2546

 ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  หนึ่งและสองอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน  เกิดมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน  หนึ่งชกต่อยสองนอนหมดสติอยู่ในบ้านตามลำพัง  บังเอิญเกิดไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดไฟลุกไหม้บ้าน  สองซึ่งนอนหมดสติไม่สามารถหนีออกมาทันจึงถูกไฟคลอกถึงแก่ความตาย  ดังนี้  หนึ่งจะมีความผิดต่อชีวิตร่างกายฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  290  วรรคแรก  ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

หนึ่งชกต่อยสองนอนหมดสติอยู่ในบ้าน  หนึ่งมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา  295  ส่วนการที่ไฟฟ้าลัดวงจรทำให้ไฟลุกไหม้บ้านจนสองถูกไฟคลอกตายนั้น  หนึ่งไม่มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามมาตรา  290  เพราะความตายไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการที่หนึ่งทำร้ายสอง  การที่เกิดไฟไหม้บ้านทำให้สองตายเป็นเหตุแทรกแซงที่ไม่พึงคาดหมายได้  จึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของหนึ่งกับผลคือความตายของสอง

สรุป  หนึ่งมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา  295

 

ข้อ  2  นายอาทิตย์กับ น.ส.เดือนเด่น  ซึ่งมีอายุ  17  ปี  มีความรักต่อกันมาประมาณ  2  ปี  น.ส.เดือนเด่นเคยบอกให้นายอาทิตย์ไปสู่ขอแต่นายอาทิตย์ก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา  เพราะความจริงนายอาทิตย์มีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว  แต่ได้แยกกันอยู่เป็นเวลาหลายปีโดยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันตามกฎหมาย  วันหนึ่ง  น.ส.เดือนเด่นได้หนีออกจากบ้านไปขออยู่กินฉันสามีภรรยากับนายอาทิตย์และนายอาทิตย์ก็ยินยอม  หลังจากอยู่กินกันได้ประมาณ  1  เดือน  นายอาทิตย์ก็ส่งตัว น.ส.เดือนเด่นกลับบ้านโดยบอกว่าถ้าหย่ากับภรรยาแล้วจะไปสู่ขอในภายหลัง  แต่นายอาทิตย์ก็ไม่ได้ไปสู่ขอ  น.ส.เดือนเด่นตามที่รับปากไว้  จากข้อเท็จจริงดังกล่าวให้วินิจฉัยว่า  การกระทำของนายอาทิตย์จะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

น.ส.เดือนเด่นอายุ  17  ปี  ได้หนีออกจากบ้านไปขออยู่กินฉันสามีภรรยากับนายอาทิตย์  ซึ่งนายอาทิตย์ถึงแม้จะมีภรรยาอยู่ก่อนและไม่สามารถให้  น.ส.เดือนเด่นเป็นภรรยาอีกได้ก็ตาม  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า  น.ส.เดือนเด่นได้หนีออกจากบ้านไปขออยู่กับนายอาทิตย์เอง โดยนายอาทิตย์ไม่ได้พาหรือชักชวนแต่อย่างใด  นายอาทิตย์จึงไม่ได้พราก  น.ส.เดือนเด่นไปจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแลตามมาตรา  319

สรุป  นายอาทิตย์ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร  ตามมาตรา  319

 

ข้อ  3  นายเก่ง  นายโก้  นายก้อง  และนายก้าน  ชักชวนกันจะไปทำร้ายนายเอก  และนายโท  นายเก่งและพวกได้ไปยืนดักรอนายเอกกับนายโทอยู่ที่ป้ายรถเมล์  ขณะนั้นเห็นนายแดงยืนสูบบุหรี่  นายเก่งพร้อมพวกเดินเข้าไปขอสูบบุหรี่  นายแดงไม่ไห้  นายเก่งจึงใช้มีดจี้เอวนายแดงแล้วพูดขอบุหรี่มิฉะนั้นจะถูกทำร้าย  นายแดงจึงยื่นซองบุหรี่ให้สูบ  นายเก่งรับมาแจกนายโก้  นายก้อง  และนายก้าน  ซึ่งยืนดูอยู่เฉยๆ  แต่ไม่ได้ขัดขวางการกระทำของนายเก่ง  ทั้งสี่คนได้ยืนสูบบุหรี่เพื่อรอนายเอก  กับนายโทต่อไป  ปรากฏว่านายเอกลงจากรถมาคนเดียว  นายเก่งกับพวกเข้ารุมทำร้ายและช่วยกันถอดเสื้อและกางเกงนายเอกด้วยความคึกคะนอง  และเพื่อให้นายเอกได้รับความอับอาย  จากนั้นนายเก่งกับพวกได้วิ่งหนีไปด้วยกัน  ระหว่างทางได้โยนเสื้อและกางเกงของนายเอกเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง  ดังนี้  นายเก่ง  นายโก้  นายก้อง  และนายก้าน  กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  339  วรรคแรก  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

2       ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  340  ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์  ตามมาตรา  340  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ชิงทรัพย์

2       โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่  3  คนขึ้นไป

3       โดยเจตนา

การที่นายเก่งใช้มีดขู่นายแดงเพื่อขอบุหรี่  เป็นการขู่เข็ญในทันใดนั้นว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น  แม้นายโก้  นายก้อง  และนายก้านไม่ได้ทำอะไร  แต่ทั้งสามคนได้รับผลคือบุหรี่ที่นายเก่งเอามาแจกให้สูบ  และทั้งสามยืนร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมช่วยเหลือพรรคพวกได้ทันท่วงที  พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน  ในการชิงทรัพย์นายแดงเมื่อได้ร่วมชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่  3  คนขึ้นไป  นายเก่ง  นายโก้  นายก้อง  และนายก้าน  จึงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามมาตรา  340  วรรคแรก

ส่วนการที่นายเก่งกับพวกเจตนาเพียงจะไปทำร้ายนายเอก  ไม่ได้เจตนาจะไปชิงทรัพย์นายเอกการที่เอาเสื้อกางเกงไปก็เพื่อความคึกคะนองตามวิสัยที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อยให้นายเอกได้รับความอับอายเท่านั้น  หาได้มีเจตนามุ่งหมายแสวงหาประโยชน์ในตัวทรัพย์ไม่  นายเก่งกับพวกหากระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์นายเอกไม่

สรุป  นายเก่งกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์นายแดงเท่านั้น

หมายเหตุ  แม้นายเก่งกับพวกจะไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์นายเอก  ตามมาตรา  340  วรรคแรก  แต่เป็นความผิดต่อเสรีภาพของนายเอกตามมาตรา  309  วรรคแรก  ซึ่งไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะโจทย์ถามเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น

 

ข้อ  4  ต้นใช้เอกสารแสดงคุณวุฒิปลอมว่าตนจบการศึกษาด้านการเงินการธนาคาร  ไปสมัครเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงทองจำกัด  ธนาคารฯหลงเชื่อจึงรับต้นเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อเงินเดือนๆละ  9,000  บาท  ต้นสามารถทำงานได้  โดยไม่มีใครสงสัย  และได้รับเงินเดือนตอบแทนการทำงานไปได้  2  เดือน  เป็นเงิน  18,000  บาท  ปรากฏว่าเดือนที่  3  ธนาคารฯทราบว่าต้นไม่ได้จบการศึกษาตามที่กล่าวอ้าง  ธนาคารฯจึงกล่าวหาว่าต้นฉ้อโกงทำให้ธนาคารฯต้องเสียเงินไป  18,000  บาท  ดังนี้  ต้นกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  341  ผู้ใดโดยทุจริต  หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง  และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ  ถอน  หรือทำลาย  เอกสารสิทธิ  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  ประกอบด้วย

 1       หลอกลวงผู้อื่นด้วยการ

(ก)  แสดงข้อความเป็นเท็จ  หรือ

(ข)  ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

2       โดยการหลอกลวงนั้น

(ก)  ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม

(ข)  ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การที่จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  นั้น  ผลของการหลอกลวงนั้น  ผู้กระทำผิดต้องได้ทรัพย์ไปจากผู้ถูกหลอกลวงหรือทำให้บุคคลที่สาม  ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ  กล่าวคือ  มีเจตนาให้ผู้ถูกหลอกลวงส่ง

มอบทรัพย์สิน  ทำ  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ  ดังนั้นถ้าหลอกลวงโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว  แต่ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน  ก็เป็นเพียงพยายามฉ้อโกง

ต้นใช้เอกสารแสดงคุณวุฒิปลอมว่าตนจบการศึกษาด้านการเงินการธนาคารเพื่อสมัครเข้าทำงานที่ธนาคาร  กรุงทอง  จำกัด  ธนาคารฯก็รับเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ  การที่ต้นไปหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จจนธนาคารฯ  รับเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อดังกล่าว  เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้งานทำเท่านั้น  มิได้มีเจตนาหลอกลวงเพื่อให้ได้ซึ่งทรัพย์สินของธนาคารฯ  ส่วนเงินเดือนที่ได้รับจำนวน  18,000  บาท  ก็เป็นเงินที่ได้จากการทำงานให้กับธนาคารฯ  ดังนั้นการกระทำของต้นจึงไม่ใช่เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง  อันจะเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  แต่ประการใด

สรุป  การกระทำของต้นจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 S/2546

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001  กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ขณะที่นายเมฆขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อออกกำลังกายบนถนนในสวนสาธารณะ  ถูกสุนัขตัวโตท่าทางดุร้ายวิ่งไล่กวดจะกัดนายเมฆจนต้องความเร็วรถหนี  ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนนางมืดที่เดินข้ามถนนล้มลงศีรษะกระแทกพื้นจนตาบอด  ดังนี้  นายเมฆจะมีความผิดต่อร่างกายฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  297  อันตรายสาหัสนั้น  คือ

(1) ตาบอด  หูหนวก  ลิ้นขาด  หรือเสียฆานประสาท

มาตรา  300  ผู้ใดกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  300  ประกอบด้วย

1       กระทำด้วยประการใดๆ

2       การกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

3       โดยประมาท

นายเมฆขับขี่รถจักรยานในถนนสาธารณะ  ถูกสุนัขตัวโตท่าทางดุร้ายวิ่งไล่กวดจะกัดนายเมฆจนต้องเร่งความเร็วหนี  ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่นายเมฆไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับขี่รถจักรยานเหมือนวิสัยของคนทั่วๆไปได้  เพราะนายเมฆถูกสุนัขวิ่งไล่จะกัด  ดังนั้นเมื่อรถจักรยานของนายเมฆพุ่งชนนางมืดที่เดินข้ามถนน  เป็นผลให้นางมืดตาบอด  นายเมฆก็ไม่ต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  300  แต่อย่างใด

สรุป  นายเมฆไม่มีความผิดต่อร่างกาย

 

ข้อ  2  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่งนายพุธซึ่งเป็นโจทก์ได้แต่งตั้งให้นายอาทิตย์เป็นทนายความ  คดีนั้นศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายพุธแพ้คดี  นายพุธไม่พอใจในการทำหน้าที่ทนายความของนายอาทิตย์  วันเกิดเหตุ  ขณะที่นายอาทิตย์กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อนอีกหลายคน  นายพุธได้เดินเข้าไปหานายอาทิตย์และชี้หน้านายอาทิตย์พร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังว่า  ทนายกระจอก  เฮงซวย  ว่าความตอนแรกดีแต่ตอนท้ายกลายเป็นนกสองหัว  เหยียบเรือสองแคม  แล้วก็เดินจากไป  ต่อมานายอาทิตย์ได้ฟ้องนายพุธว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายพุธเป็นความผิดตามฟ้อองหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  326  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326  ประกอบด้วย

1       ใส่ความผู้อื่น

2       ต่อบุคคลที่สาม

3       โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง

4       โดยเจตนา

คำว่า  ใส่ความ  ตามนัยมาตรา  326  หมายความว่า  พูดหาเหตุร้าย  หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย  โดยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง  ซึ่งกระทำต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง  ดังนั้นข้อความที่เป็นถ้อยคำเปรียบเทียบที่ไม่สุภาพหรือเหยียดหยามให้อับอาย  ยังไม่ถือว่าเป็นการกล่าวหาเรื่องร้ายอันเป็นการใส่ความ

การที่นายพุธได้เดินเข้าไปหานายอาทิตย์และชี้หน้านายอาทิตย์พร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังว่า  ทนายกระจอก  เฮงซวย  ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นการกล่าวต่อหน้านายอาทิตย์และเพื่อนของนายอาทิตย์อีกหลายคน  แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการดูหมิ่นเหยียดหยามให้อับอายเจ็บใจ  ยังไม่ถือว่าเป็นการใส่ความให้เสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง  ไม่เป็นการหมิ่นประมาท  ตามนัยมาตรา  326

แต่อย่างไรก็ดีคำกล่าวที่ว่า  ว่าความตอนแรกดีแต่ตอนท้ายกลายเป็นนกสองหัว  เหยียบเรือสองแคม  ถึงแม้นายพุธจะพูดต่อหน้านายอาทิตย์โดยตรง  แต่ก็พูดด้วยเสียงอันดัง  ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเพื่อนของนายอาทิตย์จะทราบข้อความนั้นได้  จึงเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามแล้ว  และข้อความนั้นก็น่าจะทำให้นายอาทิตย์เสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  ถูกเกลียดชังได้  จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา  326

สรุป  นายพุธมีความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326

 

ข้อ  3  แดงและขาวเป็นเพื่อนกันวันหนึ่งขาวได้ซื้อนาฬิกาข้อมือใหม่มาเรือนหนึ่ง  แดงเห็นนาฬิกาใหม่ของขาวแดงอยากได้นาฬิกาเรือนนี้มาเป็นของตน  จึงมีเหตุการณ์เกิดขึ้นว่าขณะที่ขาวนอนหลับสนิทอยู่นั้นแดงได้ค่อยๆถอดนาฬิกาที่ข้อมือของขาวโดยที่ไม่ต้องการให้ขาวรู้สึกตัวเลย  เมื่อแดงดึงนาฬิกาพ้นจากมือของขาวมาอยู่ในมือของแดงแล้วด้วยความตื่นเต้นและกลังว่าขาวจะตื่นขึ้นมา  แดงได้ทำนาฬิกาตกตรงพื้นบริเวณที่ขาวกำลังหลับอยู่  ขาวรู้สึกตัวเพราะได้ยินของตกลงพื้นขาวจึงหยิบนาฬิกาเรือนนั้นมาใส่ตามเดิม  ดังนี้การกระทำของแดงมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพียงใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

คำว่า  เอาไป  หมายความว่า  เอาไปจากการครอบครองของผู้อื่นจะด้วยวิธีการใดก็ได้  แต่ต้องเป็นการทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปจากเดิมในลักษณะที่จะพาเอาไปได้  ทั้งนี้เพื่อแย่งการครอบครองหรือตัดสิทธิของเจ้าของทรัพย์  มิใช่เป็นการเอาไปชั่วคราว

ดังนั้น  ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดสำเร็จทันทีที่ทรัพย์เคลื่อนที่ไป

แดงมีเจตนาทุจริตอยากได้นาฬิกาข้อมือของขาวมาเป็นของตน  จึงได้ถอดนาฬิกาเรือนนั้นออกจากข้อมือของขาวโดยไม่ได้ต้องการให้ขาวรู้สึกตัว  เมื่อแดงดึงนาฬิกาพ้นจากมือของขาว  ถือว่าแดงได้มีการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว  เพราะทรัพย์ได้เคลื่อนที่จากอำนาจการครอบครองของขาว  ไปสู่อำนาจการครอบครองของแดงแล้วจึงเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา  334  แล้ว  และเมื่อเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต่อมาแดงจะทำนาฬิกาตกพื้น  และขาวได้หยิบนาฬิกาเรือนนั้นมาใส่ตามเดิม  ก็ไม่มีผลทำให้ความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จกลายมาเป็น

ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ได้  แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334

อนึ่ง  การที่แดงเจตนาลักทรัพย์ในขณะที่ขาวหลับสนิทอยู่  ขาวมิได้เห็นหรือรู้สึกถึงการลักทรัพย์ไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ที่ฉกฉวยเอาซึ่งหน้าแต่อย่างใด  เพราะการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  หมายถึง  กิริยาอาการที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็ว  ซึ่งทรัพย์ที่ฉกฉวยอยู่กับหรือใกล้ชิดกับตัวผู้ครอบครองหรือผู้ครอบครองแทน  และขณะที่ถูกฉกฉวยผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย    ดังนั้นถ้ามีการฉกฉวยเอาทรัพย์ไปโดยเร็วในขณะที่เจ้าทรัพย์กำลังนอนหลับอยู่  หรือผู้ครอบครองกำลังหลับอยู่จึงไม่น่าจะเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  แดงจึงไม่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

สรุป  แดงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

 

ข้อ  4  สมศรีไปซื้อของในร้านนายเหมือนในราคา  56  บาท  โดยส่งธนบัตรใบละ  1,000  บาทให้นายเหมือนรับเงินมาแล้วรีบซุกธนบัตรใบละ  1,000  บาท  นั้นไว้ใต้ลิ้นชักเก็บเงิน  แล้วทอนเงินให้สมศรีเพียง  44  บาท  สมศรีทวงเงินทอนที่ขาดอีก  900  แต่นายเหมือนไม่ยอมให้  อ้างว่าสมศรีชำระเงินค่าของเพียง  100  บาท  พร้อมทั้งหยิบธนบัตรใบละ  100  บาท  ในลิ้นชักเก็บเงินส่งให้ดู  สมศรีจึงไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายเหมือน  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่านายเหมือนจะมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

สมศรีส่งธนบัตรใบละ  1,000  บาท  เพื่อชำระค่าสินค้าเป็นเงิน  56  บาท  แก่นายเหมือน  ถือได้ว่าสมศรีได้มอบการครอบครองธนบัตรใบละ  1,000  บาท  ดังกล่าวแก่นายเหมือนแล้ว  เพราะผู้ที่ชำระหนี้ต้องการเงินทอนในจำนวนที่ขาดอยู่เท่านั้น  เงินที่ส่งมอบให้นั้นเท่ากับเป็นการโอนการครอบครองรวมทั้งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในเงินนั้นไปเลย  นายเหมือนจึงเป็นเจ้าของธนบัตรใบละ  1,000  บาทดังกล่าว  ดังนั้นการที่นายเหมือนรีบซุกธนบัตรใบละ  1,000  บาทดังกล่าวไว้ในลิ้นชัก  และทอนให้สมศรีเพียง  44  บาท  อ้างว่าสมศรีชำระเงินค่าสินค้าเพียง  100  บาท  พร้อมทั้งหยิบธนบัตรใบละ  100  บาท  ในลิ้นชักมาให้ดูด้วยนั้น  แม้จะเป็นเจตนาทุจริตของนายเหมือนที่จะไม่ทอนเงินแก่สมศรีให้ครบตามความจริง  โดยเจตนาที่จะเอาเงินที่เหลือจำนวน  900  บาทเป็นของตนอันเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  แต่เจตนาทุจริตดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ธนบัตรใบละ  1,000  บาทอยู่ในความครอบครองของนายเหมือนหรือนายเหมือนเป็นเจ้าของแล้ว  จึงไม่มีการแย่งการครอบครองจากสมศรี  ไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต  ไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334  ได้  ด้วยเหตุผลที่ว่า  ลักทรัพย์ของตนเองนั้นหาอาจมีได้ไม่

นอกจากนี้นายเหมือนยังไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  ด้วย  เพราะการจะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์นั้น  จะต้องเป็นการมอบการครอบครองทรัพย์ให้ผ๔กระทำผิด  และผู้กระทำผิดนั้นเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต  แต่กรณีตามอุทาหรณ์เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในธนบัตรใบละ  1,000  บาท  ให้นายเหมือนไปเลย  มิใช่เพียงแต่มอบการครอบครองเท่านั้น  นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าเงินทอนอีก  944  บาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเหมือน  ดังนั้นการที่นายเหมือนไม่ทอนเงินตามจำนวนที่แท้จริง  จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์  เพราะกรรมสิทธิ์ในธนบัตรได้โอนไปยังนายเหมือนแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ดีนายเหมือนก็ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย  เพราะไม่ได้มีการแสดงเจตนาข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก  กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

สรุป  นายเหมือนไม่มีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 2/2547

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  หนึ่งขับรถพาสองซึ่งเป็นเพื่อนกันไปร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่  ระหว่างทางรถที่หนึ่งขับขี่มาเกิดไปเฉี่ยวชนกับรถของยอด  แต่ตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้เกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรง  จนกระทั่งหนึ่งชักปืนออกยิงใส่ยอด  1  นัด  แต่กระสุนพลาดเป้าหมาย  สองซึ่งเห็นเหตุการณ์จึงหยิบมีดในรถวิ่งลงไปจ้วงแทงยอดจนถึงแก่ความตาย  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  หนึ่งจะมีความผิดต่อชีวิตฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  83  ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ  ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

ลักษณะของการเป็นตัวการร่วมกันกระทำผิด  ต้องมีการกระทำร่วมกันและต้องมีเจตนาร่วมกันด้วย  ส่วนการมีเจตนาร่วมกันนั้น  โดยหลักจะต้องมีการตกลงหรือคบคิดกันว่าจะร่วมกันกระทำผิดแต่ในบางเหตุการณ์การร่วมกันกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร่วมกันมาก่อนเกิดเหตุเสมอไป  อาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเหตุนั้นเองก็ได้  ทั้งนี้แล้วแต่ข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น

หนึ่งชักปืนยิงใส่ยอด  1  นัด  แต่กระสุนพลาดเป้าหมาย  สองซึ่งเห็นเหตุการณ์จึงหยิบมีดในรถวิ่งลงไปจ้วงแทงยอดจนถึงแก่ความตาย ดังนี้จะเห็นว่าหนึ่งและสองมิได้คบคิดกันว่าจะร่วมกันกระทำผิดหรือตกลงกันเพื่อประทุษร้ายผู้ตายมาก่อน  สองเห็นยอดถูกกระสุนปืนนัดแรก  แต่กระสุนพลาดไม่ถึงแก่ความตาย  สองก็ใช้มีดในรถวิ่งลงไปแทงจนถึงแก่ความตาย  ดังนี้เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าสองมีความประสงค์ที่จะช่วยหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย  จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  83

สรุป  หนึ่งมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาเป็นผลสำเร็จตามมาตรา  288  โดยต้องร่วมรับผิดกับสองในฐานะเป็นตัวการร่วม  ตามมาตรา  83   

 

ข้อ  2  นายอาทิตย์เป็นนายกเทศมนตรีซึ่งครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง  นายอาทิตย์ได้สั่งจ่ายเช็คในการทำธุรกิจของครอบครัว  ปรากฏว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย  เพราะนายอาทิตย์ลืมนำเงินเข้าบัญชีธนาคารจึงปฏิเสธการจ่ายเงิน  ผู้ทรงเช็คได้นำเช็คไปแจ้งความดำนินคดีกับนายอาทิตย์  นายพุธซึ่งเคยลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกับนาย

อาทิตย์ได้พูดกับบุคคลหลายคนว่าจะต้องเตรียมเลือกตั้งนายกเทศมนตรีใหม่  เพราะนายอาทิตย์จ่ายเช็คไม่มีเงินและกำลังจะถูกจับดำเนินคดี  ต่อมานายอาทิตย์จึงฟ้องนายพุธว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ในชั้นศาลนายพุธให้การรับสารภาพว่าได้พูดข้อความดังกล่าวจริง  แต่ก็ขอพิสูจน์ความจริง  ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  326  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  330  ในกรณีหมิ่นประมาท  ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด  พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์  ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น  เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว  และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326  ประกอบด้วย

1       ใส่ความผู้อื่น

2       ต่อบุคคลที่สาม

3       โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง

4       โดยเจตนา

นายพุธได้ใส่ความนายอาทิตย์ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีต่อบุคคลที่สามว่าต้องเตรียมเลือกตั้งนายกเทศมนตรีใหม่  เพราะนายอาทิตย์จ่ายเช็คไม่มีเงินและกำลังจะถูกจับดำเนินคดี  เป็นกรณีที่น่าจะทำให้นายอาทิตย์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  นายพุธมีความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326  และข้อความที่นายพุธพูด  ถึงแม้จะเป็นความจริง  แต่ก็ห้ามมิให้พิสูจน์ความจริงตามมาตรา  330  วรรคสอง  เพราะการสั่งจ่ายเช็คของนายอาทิตย์เป็นเรื่องธุรกิจในครอบครัว  จึงเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพราะนายอาทิตย์ไม่ได้กระทำในตำแหน่งนายกเทศมนตรี

สรุป  นายพุธจึงขอพิสูจน์ความจริงไม่ได้  และการกระทำของนายพุธเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326

 

ข้อ  3  แดงมีเรื่องทะเลาะกับขาวโดยแดงกล่าวหาขาวว่าขาวแย่งเขียวซึ่งเป็นคนรักของแดงไป  ด้วยความโกรธขาวมาก  แดงได้วางแผนเพื่อฆ่าขาว  วันหนึ่งขณะขาวกลับจากที่ทำงานก่อนที่ขาวจะเข้าไปในบ้านแดงได้ใช้ปืนยิงขาวจนถึงแก่ความตาย  แดงได้เข้าไปดูศพขาวเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าขาวตายจริง  แดงพบว่าขาวสวมสร้อยคอทองคำหนักสิบบาท  แดงจึงเอาสร้อยที่คอของขาวไปโดยคิดว่าจะนำไปให้เขียว  เพราะแดงไม่ต้องการเอาสร้อยคอของขาวไปใช้เองอยู่แล้ว  ดังนี้  แดงมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การที่แดงใช้ปืนยิงขาวจนถึงแก่ความตาย  และพบว่าขาวมีสร้อยคอทองคำหนัก  10  บาทสวมอยู่ที่คอ  แดงจึงเอาสร้อยคอนั้นไป  ดังนี้เมื่อแดงถึงแก่ความตายแล้ว  มรดกของแดงทุกชนิดรวมทั้งสร้อยคอทองคำดังกล่าวจึงตกเป็นของทายาทของแดง  ตามกฎหมายมรดก  ถือว่าทายาทเป็นผู้ครอบครองเมื่อขาวตายแล้ว  แดงจึงเกิดเจตนาทุจริตขึ้นในภายหลังเอาทรัพย์ที่ศพไปเป็นประโยชน์ของผู้อื่นเสียเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น  เป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของทายาท  แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

สรุป  แดงมีความผิดฐานลักทรัพย์

หมายเหตุ  กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  แดงมีความผิดฐานลักทรัพย์กระทงหนึ่ง  และฆ่าผู้อื่นอีกกระทงหนึ่ง  แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  เพราะในชั้นแรกการฆ่ามิได้ประสงค์เพื่อเอาทรัพย์ของผู้ตาย

 

ข้อ  4  อ้วนทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง  ได้นำรถยนต์เก่าของตนที่มีสภาพเบรก  และเครื่องยนต์ไม่ค่อยดี (ราคาประมาณ  100,000  บาท)  ไปทำสีรถยนต์ใหม่  จากนั้นอ้วนจึงไปทำสัญญากู้ผอมจำนวน  300,000  บาท  โดยเอารถยนต์ดังกล่าวไปจำนำตามสัญญากู้เงินไว้ด้วย  โดยอ้วนปกปิดไม่ยอมแจ้งให้ผอมทราบว่าตนไปทำสีรถยนต์ใหม่  ผอมดูจากสภาพภายนอกเห็นว่ารถยนต์สภาพดี  และเห็นว่าอ้วนทำงานเป็นหลักแหล่งก็เลยให้อ้วนกู้ยืมเงินไป  300,000  บาท  เมื่ออ้วนได้รับเงินจากผอมแล้ว  ก็นำเงินไปเล่นการพนันจนหมดภายในวันเดียวและไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่ผอมเลย  ในที่สุดผอมไปบังคับชำระหนี้กับรถยนต์ดังกล่าว  ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวขายได้เพียง  150,000  บาท  ดังนี้  ผอมจะฟ้องร้องอ้วนเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  ประกอบด้วย

1       หลอกลวงผู้อื่นด้วยการ

(ก)  แสดงข้อความเป็นเท็จ  หรือ

(ข)  ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

2       โดยการหลอกลวงนั้น

(ก)  ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม

(ข)  ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

อ้วนนำรถยนต์คันเก่าของตนไปทำสีรถยนต์ใหม่เพื่อนำไปประกันการชำระหนี้เงินกู้จากผอม  ซึ่งการที่ผอมจะให้อ้วนกู้ยืมเงินหรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่าผอมเชื่อในหลักทรัพย์และความสามารถในการชำระหนี้ของอ้วน  และการที่อ้วนปกปิดไม่ยอมแจ้งให้ผอมทราบว่านไปทำสีรถยนต์ใหม่นั้น  อ้วนไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผอมทราบ  ไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวงโดยปกปิดความจริง  ซึ่งควรบอกให้แจ้ง  ให้ผอมทำสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิหรือได้ไปซึ่งทรัพย์สิน  (เงิน  300,000  บาท)  แต่ประการใด  เมื่ออ้วนไม่ยอมชำระหนี้  จึงเป็นกรณีความผิดทางแพ่ง  ไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกง  ตามมาตรา  341

สรุป  การกระทำของอ้วนไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง  ตามมาตรา  341

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 ซ่อม S/2547

การสอบซ่อมภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายท้อแท้รู้สึกผิดหวังในชีวิตอย่างมากต้องการฆ่าตัวตายจึงไปนอนขวางถนนเพื่อให้รถทับ  นายบุญส่งขับรถบรรทุกมาตามถนนเห็นนายท้อแท้นอนอยู่บนถนนในระยะไกล  แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนมานอนคิดว่าเป็นเศษกองผ้าจึงมิได้ลดความเร็วของรถ  กว่าจะเห็นชัดว่าเป็นคนก็ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน  รถจึงทับนายท้อแท้ถึงแก่ความตาย  ดังนี้  นายบุญส่งจะมีความผิดต่อชีวิตฐานใด  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  291  ผู้ใดกระทำประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามมาตรา  291  ประกอบด้วย

1       กระทำด้วยประการใดๆ

2       การกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

3       โดยประมาท

นายท้อแท้ต้องการฆ่าตัวตายจึงไปนอนขวางถนนเพื่อให้รถทับ  ปรากฏว่านายบุญส่งขับรถบรรทุกมาตามถนนเห็นนายท้อแท้นอนอยู่บนถนนจากระยะไกล  กลับมิได้ลดความเร็วของรถ  เป็นเหตุให้รถทับนายท้อแท้ถึงแก่ความตาย  นายบุญส่งมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา  291  แม้นายท้อแท้จะมีเจตนาฆ่าตนเอง  แต่การที่นายบุญส่งเห็นแต่ไกลว่ามีสิ่งของกองอยู่ที่ถนนน่าจะลดความเร็วของรถลง  อันเป็นการใช้ความระมัดระวังของคนขับรถทั่วไปที่จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  แต่นายบุญส่งกลับขับรถไปทับนายท้อแท้ตาย  นายบุญส่งจึงต้องรับผิด

สรุป  นายบุญส่งมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามมาตรา  291 

 

ข้อ  2  นายเสน่ห์กับ  น.ส.อ้อยอายุ  17  ปี  มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาหลายปี  วันเกิดเหตุนายเสน่ห์ได้รับตัว  น.ส.อ้อยจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งไปที่บ้านพักซึ่งนายเสน่ห์เช่าอยู่ด้วยเจตนาจะร่วมประเวณีกัน  เมื่อไปถึงบ้านพักโดยยังไม่ได้ร่วมประเวณี  บิดาของ  น.ส.อ้อยก็ตามไปพบและพาตัว  น.ส.อ้อยกลับบ้าน  และหลังจากนั้นบิดาของ  น.ส.อ้อยก็เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายเสน่ห์  ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายเสน่ห์จะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

การพรากเด็กหรือผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  หมายถึง  การพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  ทำให้ความปกครองดูแลของบุคคลดังกล่าว  ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน  อันเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบุคคลดังกล่าว

เมื่อผู้กระทำความผิดมีเจตนาพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร  ถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารสำเร็จนับแต่ผู้กระทำความผิดเริ่มพรากผู้เยาว์แล้ว  แม้จำเลยจะยังไม่ได้กระทำการข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม  การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลังจากนั้น  จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง

การที่นายเสน่ห์รับตัว  น.ส.อ้อยอายุ  17  ปี  ไปที่บ้านเช่าด้วยเจตนาจะร่วมประเวณี  เป็นการพรากผู้เยาว์  อายุกว่า  15  ปี  แต่ไม่เกิน  18  ปี  ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร  โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ถึงแม้นายเสน่ห์จะยังไม่ได้ร่วมประเวณีกับ  น.ส.อ้อย  แต่ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

สรุป  การกระทำของนายเสน่ห์เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์  ตามมาตรา  319  วรรคแรก

 

ข้อ  3  สร้อยเพื่อนบ้านของแหวนเห็นแหวนเห่อรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่งซื้อมามาก   สร้อยจึงวางแผนแกล้งแหวนเพื่อหยอกล้อแหวนเล่น  โดยนำตะปูเรือใบ  5  ตัวไปโรยปากซอยเข้าออกบ้านของแหวน  ปรากฏว่ากำไลเพื่อนหญิงของแหวนขี่รถจักรยานยนต์มาหาแหวน  เมื่อเลี้ยวเข้าซอยบ้านแหวนรถจักรยานยนต์ของกำไลจึงเหยียบตะปูที่สร้อยวางไว้  ขณะนั้นสร้อยซึ่งแอบดูอยู่เกิดความโลภอยากได้รถจักรยานยนต์ของกำไล  จึงทำทีเข้าไปช่วยเหลือ  และยินดีจะนำรถจักรยานยนต์ของกำไลไปปะยางที่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กำไลรู้ว่าสร้อยเป็นเพื่อนบ้านของแหวน  จึงให้รถจักรยานยนต์ของตนกับสร้อย  เพื่อให้สร้อยนำไปปะยางตามที่สร้อยเสนอ  เมื่อทางร้านฯ ปะยางรถจักรยานยนต์ของกำไลเสร็จแล้ว  สร้อยกลับขี่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปไว้ที่บ้านของญาติซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของตนประมาณ  10 กิโลเมตร  โดยบอกกับญาติว่าเป็นของตนแล้วพรุ่งนี้ จะมารับคืน  ดังนี้  ท่านคิดว่าสร้อยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

มาตรา  339  วรรคแรก  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

การที่สร้อยนำตะปูเรือใบโรยไว้ที่ปากซอยเพื่อเจตนาแกล้งแหวนนั้น  มิได้มีเจตนาที่จะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์  แม้การกระทำของสร้อยจะเล็งเห็นผลได้ว่าจะทำให้จักรยานยนต์ของผู้อื่นเสียหายก็ตาม  แต่ก็เป็นเจตนาเล็งเห็นผลที่ไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์  จึงไม่ใช่ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  80  แต่การกระทำของสร้อยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว  ตามมาตรา  334  เพราะสร้อยเกิดเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์ของผู้อื่น โดยทำทีเข้าไปช่วยเหลือและจะนำรถไปปะยางที่ร้านซ่อม  แม้กำไลจะส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ของตนเพื่อให้สร้อยนำไปซ่อมก็ตาม  ก็มิได้เกิดขึ้นจากความสมัครใจแต่เป็นการหลอกให้ส่งมอบการครอบครองเพื่อจะได้เอาทรัพย์นั้นไป  จึงเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตนั่นเอง

สรุป  สร้อยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

 

ข้อ  4  แสงทำสัญญาจะซื้อขายข้าวสารกับสว่าง  5  เกวียน  ราคาเกวียนละ  5,000  บาท  เป็นจำนวนเงิน  25,000  บาท  โดยแสงได้วางเงินมัดจำให้แก่สว่างไว้แล้วเป็นจำนวนเงิน  10,000  บาท  โดยขณะนั้นสว่างมีข้าวเปลือกที่ตากอยู่ที่ลานนวดข้าวอยู่ประมาณ  10  เกวียน  ซึ่งพร้อมที่จะสีเป็นข้าวสาร  โดยสว่างจะจัดส่งข้าวสารไปให้แสงที่บ้าน  หลังจากนั้นมืดได้มาติดต่อซื้อข้าวเปลือกจากสว่าง  10  เกวียน  โดยให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดมาก  เมื่อคำนวณแล้วสว่างจะได้ราคาจากมืดเป็นจำนวนเงินประมาณ  100,000  บาท  สว่างจึงขายข้าวเปลือก  ทั้งหมดของตนให้กับมืดไป  สว่างจึงไม่มีข้าวเปลือกที่จะสีเพื่อจัดส่งให้กับแสง  สว่างจึงโทรศัพท์ไปบอกกับแสงว่าไม่สามารถจัดส่งข้าวสารให้ได้  และไม่ยอมคืนเงินมัดจำให้แก่แสง    ดังนี้  ท่านคิดว่าสว่างกระทำ

ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  341  ผู้ใดโดยทุจริต  หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง  และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ  ถอน  หรือทำลาย  เอกสารสิทธิ  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  ประกอบด้วย

1       หลอกลวงผู้อื่นด้วยการ

(ก)  แสดงข้อความเป็นเท็จ  หรือ

(ข)  ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

2       โดยการหลอกลวงนั้น

(ก)  ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม

(ข)  ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การแสดงข้อความอันเป็นเท็จอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น  จะต้องเป็นการแสดงข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน  ซึ่งทำให้เห็นว่าผู้กระทำผิดมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก  ถ้าเป็นข้อตกลงตามสัญญาหรือคำรับรองว่าจะกระทำการใดในอนาคตแล้วไม่กระทำตามสัญญาหรือคำรับรอง  ไม่ถือเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง  คงเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

การที่สว่างทำสัญญาจะซื้อขายข้าวสารให้กับแสงนั้น  ขณะนั้นข้าวเปลือกที่ตากอยู่ที่ลานนวดข้าวอยู่จริง  ซึ่งสามารถส่งให้แสงได้ตามสัญญา  แต่ปรากฏว่าภายหลังได้ขายข้าวเปลือกให้กับมืดไป  และไม่สามารถจัดส่งได้ตามสัญญา  ทั้งไม่ยอมคืนเงินมัดจำให้กับแสง  กรณีเป็นเรื่องของการผิดสัญญาซื้อขายเท่านั้น  เพราะการที่จะฟังว่าสว่างฉ้อโกงแสงหรือไม่นั้น  ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่าสว่างมีเจตาทุจริตมาตั้งแต่แรก  เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะที่แสงทำสัญญาและวางมัดจำนั้น  สว่างได้ขายข้าวเปลือกไปให้คนอื่นแล้วอันจะทำให้เห็นว่าสว่างมีเจตนาทุจริตหลอกลวงแสงมาตั้งแต่แรก  จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง  ไม่มีมูลเป็นความผิดทางอาญา

สรุป  การกระทำของสว่างไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 S/2547

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายหนึ่งกำลังขับรถด้วยความเร็ว  80  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  นายสองซึ่งขับรถตามหลังมาได้ให้สัญญาณขอแซง  นายหนึ่งเร่งเครื่องยนต์ขับรถเร็วขึ้นไม่ยอมให้แซง  จนถึงที่เกิดเหตุขณะที่นายสามขับรถสวนทางมา  นายหนึ่งจึงห้ามล้อกะทันหัน  นายสองจึงขับรถหลบไปทางด้านขวาเพื่อไม่ให้รถชนท้ายรถของนายหนึ่ง  รถของนายสองได้ชนเข้ากับรถของนายสามเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย  ส่วนนายสามได้รับอันตรายสาหัส  จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายหนึ่งจะเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

นายหนึ่งขับรถด้วยความเร็ว  80  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  นายสองซึ่งขับรถตามหลังมาได้ให้สัญญาณขอแซง  แต่นายหนึ่งกลับห้ามล้อกะทันหันในขณะที่นายสามขับรถสวนทางมา  นายหนึ่งย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำดังกล่าวได้ว่า  นายสองซึ่งขับรถตามหลังมาจะต้องขับรถหลบไปทางด้านขวาเพื่อไม่ให้รถชนท้ายรถของนายหนึ่งและชนกับรถของนายสามซึ่งขับสวนมา  จนเป็นเหตุให้มีคนตาย  จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่า  เมื่อนายสองถึงแก่ความตาย  นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามมาตรา  288  ส่วนกรณีนายสามที่ได้รับอันตรายสาหัสนั้น  นายหนึ่งย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสามด้วย  ตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80

สรุป  กรณีนายสอง  นายหนึ่งมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ส่วนกรณีนายสาม  นายหนึ่งมีความผิดฐานพยายามฆ่า  ตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  2  นายเสน่ห์มีภรรยาอยู่ก่อนแล้วแต่แยกกันอยู่เป็นเวลาหลายปี  นายเสน่ห์ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอยู่กับ  น.ส.สลักจิตซึ่งมีอายุ  16  ปีเศษ  น.ส.สลักจิตเคยขอร้องให้นายเสน่ห์ไปสู่ขอกับบิดามารดาแต่นายเสน่ห์อ้างว่ายังไม่พร้อมเพราะต้องแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน  วันหนึ่ง  น.ส.สลักจิตได้หนีออกจากบ้านไปหานายเสน่ห์และอยู่กินเป็นสามีภรรยากันที่บ้านของนายเสน่ห์  หลังจากนั้นประมาณ  1  เดือน  เมื่อบิดาของ  น.ส.สลักจิตทราบที่อยู่จึงได้ติดตามตัวและพาตัว  น.ส.สลักจิตกลับบ้านพร้อมกับไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายเสน่ห์  ให้วินิจฉัยว่า  นายเสน่ห์จะมีความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

ในกรณีที่ผู้กระทำผิดมีภริยาเพียงแต่แยกกันอยู่  ยังถือว่าภริยานั้นยังคงเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย  การที่ผู้กระทำผิดมีภริยาอยู่แล้ว  ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำผิดไม่มีเจตนาจะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นภริยาการพาหรือชักชวนผู้เยาว์ไป  อาจเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารได้

อย่างไรก็ตาม  องค์ประกอบความผิดที่สำคัญประการหนึ่งของความผิดฐานพรากผู้เยาว์  คือต้องมีการพราก  ซึ่งหมายถึงการเอาไปหรือแยกเด็กออกมาจากบิดามารดา  ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยไม่จำกัดวิธีการ

น.ส.สลักจิตได้หนีออกจากบ้านไปหานายเสน่ห์เอง  โดยนายเสน่ห์ไม่ได้พาหรือชักชวน  เป็นเรื่องที่  น.ส.สลักจิตผู้เยาว์ต้องการเป็นภริยานายเสน่ห์  และสมัครใจไปจากบิดามารดา  การกระทำดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าพรากอันเป็นองค์ประกอบความผิด  เมื่อนายเสน่ห์ไม่ได้พราก  น.ส.สลักจิตไปจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารแต่อย่างใด  นายเสน่ห์จึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร  ตามมาตรา  319  วรรคแรก

สรุป  การกระทำของนายเสน่ห์ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์  ตามมาตรา  319  วรรคแรก

 

ข้อ  3  วันหนึ่งแดงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับขาวทั้งสองคนจึงเข้าต่อสู้กัน  ในการต่อสู้กันนี้มีม่วงและมืดเพื่อนของแดงยืนคุมเชิงเพื่อมิให้ผู้ใดเข้าไปช่วยขาว  เมื่อการต่อสู้ยุติลงโดยที่แดงได้ต่อยขาวจนขาวล้มลงอยู่กับพื้น  บังเอิญแดงเหลือบไปเห็นสร้อยคอทองคำที่ขาวสวมอยู่ แดงจึงรีบกระชากเอาสร้อยคอเส้นนั้นไปจากคอของขาว  การเอาสร้อยคอของขาวไปนี้ม่วงและมืดไม่เห็นการกระทำนี้เลย  หลังจากนั้นคนทั้งสามก็พากันหลบหนีไป  ดังนี้  แดง  ม่วง  และมืดมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  336  ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  339  วรรคแรก  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  340  ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336  ประกอบด้วย

1       ลักทรัพย์

2       โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

3       โดยเจตนา

การที่แดงทะเลาะวิวาทกับขาว  ซึ่งแดงได้ต่อยขาวจนล้มลงกับพื้น  และยังได้รีบกระชากสร้อยคอไปจากคอของขาวด้วยนั้น  เป็นกิริยาอาการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเร็ว  และขณะที่ถูกฉกฉวยขาวรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย  ทั้งนี้โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง  ถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการลักทรัพย์ของผู้อื่นโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ดังนั้นแดงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336  แต่แดงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์  เพราะแดงได้ทะเลาะวิวาท  ชกต่อยกับขาวในตอนแรกนั้นมิได้มีเจตนาจะเอาทรัพย์ไปจากขาว  เจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลังจึงไม่ใช่การกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339  ส่วนม่วงและมืดก็มิใช่ตัวการในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ที่จะทำให้เป็นการร่วมกระทำความผิดอันเป็นลักษณะของความผิดฐานปล้นทรัพย์  ตามมาตรา  340  แต่อย่างใด

อนึ่ง  การที่แดงรีบกระชากสร้อยคอไปจากขาว  หลังจากที่ขาวล้มลงนั้น  ม่วงและมืดไม่เห็นการกระทำนั้นเลย  ม่วงและมืดจึงมิใช่ตัวการในการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ด้วยเช่นกัน

สรุป  แดงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336  ส่วนม่วงและมืดมิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยจึงไม่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

 

ข้อ  4  เขียวไปซื้อนาฬิกาเรือนหนึ่งจากร้านของดำและได้ชำระเงินค่านาฬิกาให้ดำในราคา  3,000  บาท  ดำส่งนาฬิกาที่ห่อใส่กล่องให้เขียวและด้วยความเผอเรอของดำ  ดำลืมเก็บเงิน  3,000  บาท  ที่ได้รับมาจากเขียวแต่ดำได้ใส่เงินไว้ในกล่องนาฬิกาแล้วส่งมอบนาฬิกาและเงินในกล่องให้เขียวไป  เขียวกลับไปถึงบ้านจึงพบว่ามีเงินอยู่ในกล่องนาฬิกาที่ซื้อมา  เขียวจึงนำเงิน  3,000  บาท  ไปฝากธนาคารในชื่อบัญชีฝากของเขียวโดยคิดจะเก็บไว้ให้ลูกของเขียว  ดังนี้  ท่านเห็นว่า  เขียวมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบของผู้กระทำความผิด  เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด  หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้  ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

วินิจฉัย

บทบัญญัติมาตรา  352  วรรคสอง  เป็นเหตุลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดฐานยักยอก  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ถ้าทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดยักยอกนั้นตกมาอยู่ในครอบครองของผู้กระทำความผิดเพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด  หรือเป็นทรัพย์สินหาย  ซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้แล้วยักยอกไว้  ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษเพียงกึ่งหนึ่งของโทษตามมาตรา  352  วรรคแรก

เขียวซื้อนาฬิกาจากร้านของดำโดยชำระเงิน  3,000  บาท  เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของดำ  แต่ดำลืมเก็บเงิน  3,000  บาท  และยังได้ใส่เงินไว้ในกล่องนาฬิกาที่ได้มอบแก่เขียวไป  เขียวได้พบว่ามีเงินอยู่ในกล่อง  แล้วนำไปฝากธนาคารในชื่อบัญชีฝากของเขียว  ถือว่าเขียวได้ครอบครองเงิน  3,000  บาท  ที่ดำส่งมอบให้โดยสำคัญผิด  และได้เบียดบังโดยนำเงิน  3,000  บาท  ไปฝากไว้ในธนาคารในชื่อบัญชีเงินฝากของเขียวเอง  แม้จะเก็บไว้ให้ลูกของตน  ก็เป็นการกระทำโดยทุจริต  เพราะเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  เขียวมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดตามมาตรา  352  วรรคสอง

สรุป  เขียวมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคสอง

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 สอบซ่อม 1/2548

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  นางยุพาพาเด็กชายก้องบุตรชายอายุเพียง  3  ปี  ไปรักษาฟันกับหมอสมจิต  หมอตรวจแล้วเห็นว่าต้องอุดฟัน  แต่เด็กชายก้องร้องไห้และดิ้นไม่ยอมให้หมอสมจิตอุดฟัน  หมอสมจิตจึงบอกนางยุพาว่าจะต้องมัดตัวเด็กชายก้องให้นิ่งๆ  มิฉะนั้นจะไม่สามารถรักษาได้  นางยุพาเชื่อถือในหมอสมจิตรจึงยินยอมให้มัด  เด็กชายก้องซึ่งกลัวการอุดฟันมากพยายามดิ้นรนแต่ดิ้นไม่ได้เพราะถูกมัดติดเก้าอี้อยู่เพียงลำพังกับหมอ  ความกลัวสุดขีดประกอบกับอายุน้อยเพียง  3  ปี  ทำให้เด็กชายก้องถึงกับช็อกหมดสติหัวใจหยุดเต้นจนตัวเขียว  กว่าจะทำการช่วยเหลือพยาบาลหัวใจกลับมาเต้นได้ก็ปรากฏว่าสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป  ทำให้สมองบกพร่อง  ร่างกายพิการเดินไม่ได้  ดังนี้  หมอสมจิตจะมีความผิดต่อร่างกายฐานใดหรือไม่

 ธงคำตอบ

มาตรา  300  ผู้ใดกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  300  ประกอบด้วย

1       กระทำด้วยประการใดๆ

2       การกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

3       โดยประมาท

การที่หมอสมจิตมัดเด็กชายก้องที่มีอายุเพียง  3  ปี  ไว้กับเก้าอี้  เพื่อจะได้อุดฟันโดยสะดวก  จนทำให้เด็กชายก้องช็อกหมดสติเป็นผลให้สมองบกพร่อง  ร่างกายพิการเดินไม่ได้  หมอสมจิตมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส  เพราะเป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวัง  โดยวิสัยของผู้เป็นแพทย์  การที่มัดเด็กเล็กๆเพียงเพื่อสะดวกในการอุดฟันย่อมไม่ควร  อีกทั้งเมื่อเด็กชายก้องหมดสติร้องจนตัวเขียวแล้วค่อยส่งไปรักษาพยาบาลเป็นการขาดความระมัดระวัง  ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนี้จักต้องมีตามวิสัยแพทย์  แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ  เป็นผลให้เด็กชายก้องพิการอันเป็นอันตรายสาหัส  จึงต้องรับผิดตามมาตรา  300

สรุป  หมอสมจิตมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  300

 

ข้อ  2  นายอาทิตย์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายคือ  นางจันทร์  และมีบุตรด้วยกัน  1  คน  นายอาทิตย์กับนางจันทร์มีปัญหาครอบครัวและทะเลาะมีปากเสียงกันเป็นประจำ  ในที่สุดบุคคลทั้งสองจึงตกลงแยกกันอยู่และจดทะเบียนหย่าเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว  หลังจากแยกกันอยู่ได้ประมาณ  5  ปี  นายอาทิตย์ก็ไปมีความรักและความสัมพันธ์กับ  น.ส.ดารา  อายุ  17  ปีเศษ  นายอาทิตย์ได้ชักชวนให้  น.ส.ดารา มาอยู่กินเป็นสามีภริยาที่บ้านโดยตั้งใจว่าเมื่อหย่าขาดจากนางจันทร์แล้วก็จะจดทะเบียนสมรสกับ  น.ส.ดารา  บุตรของนายอาทิตย์ไม่ชอบ น.ส.ดารา  และทะเลาะกลั่นแกล้งกันเป็นประจำ  หลังจากอยู่ได้เพียง  1  เดือน  น.ส.ดาราก็หนีกลับบ้าน  ต่อมาบิดาของ  น.ส.ดาราได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายอาทิตย์  ให้วินิจฉัยว่า  การกระทำของนายอาทิตย์จะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

นายอาทิตย์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วคือ  นางจันทร์  แต่ได้ตกลงแยกกันอยู่และจะจดทะเบียนหย่ากันภายหลัง  ในระหว่างแยกกันอยู่นายอาทิตย์ได้มีความรักและความสัมพันธ์กับ  น.ส.ดารา  อายุ 17  ปีเศษ  และได้ชักชวนให้  น.ส.ดารามาอยู่กินเป็นสามีภริยาที่บ้าน  การที่นายอาทิตย์ชักชวน  น.ส.ดาราไปอยู่ด้วยกัน  และ  น.ส.ดาราก็เต็มใจไปอยู่ด้วย  แต่ก็ไม่มีทางเลยที่จะทำให้  น.ส.ดาราเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายได้  แสดงว่านายอาทิตย์มีเจตนาจะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นภริยาไม่  ดังนั้นการกระทำของนายอาทิตย์จึงเป็นการพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า  15  ปี  แต่ไม่เกิน  18  ปี  ไปเสียจากบิดามารดาฯ  เพื่อการอนาจาร  โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก

สรุป  นายอาทิตย์มีความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา  319  วรรคแรก

 

ข้อ  3  นายชิตพกอาวุธปืนเพ่อจะชิงทรัพย์นายแก้วลูกมหาเศรษฐีที่มักพกเงินติดตัวไว้เป็นจำนวนมาก  พอตกเย็นนายชิตจึงแกล้งชวนนายแก้วไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ  เมื่อเดินผ่านห้องน้ำสาธารณะนายชิตทำทีขอเข้าห้องน้ำ  โดยให้นายแก้วนั่งรออยู่  เมื่อเข้าไปในห้องน้ำนายชิตได้ใช้หมวกไหมพรมสวมศีรษะไว้เพื่อไม่ให้นายแก้วจำตนเองได้  ปรากฏว่าขณะนายชิตกำลังจะออกจากห้องน้ำ  นายชิตเห็นนายแก้วกำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่สายตรวจอยู่  จึงไม่กล้าออกมาแต่แอบหลบหนีไปก่อน  ดังนี้  นายชิตกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

มาตรา  339  วรรคแรก  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

นายชิตแกล้งหลอกนายแก้วลูกมหาเศรษฐีไปเพื่อชิงทรัพย์  จึงแกล้งชวนนายแก้วไปเดินที่สวนสาธารณะ  และทำทีขอเข้าห้องน้ำ  โดยให้นายแก้วนั่งรออยู่  เมื่อเข้าไปในห้องน้ำนายชิตได้ใช้หมวกไหมพรมสวมศีรษะไว้เพื่อไม่ให้นายแก้วจำหน้าตนเองได้  แต่ยังไม่ทันลงมือชิงทรัพย์  นายชิตเห็นนายแก้วกำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่สายตรวจ  จึงได้หลบไป  ถือว่านายชิตยังมิได้ลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334  แต่อย่างใด  เพราะจะเป็นการลงมือกระทำความผิดได้  ต้องเป็นกรณีที่การกระทำนั้นได้ใกล้ชิดกับผลสำเร็จแล้ว  ดังนั้นเมื่อยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด  การกระทำของนายชิตก็ไม่เป็นการพยายามลักทรัพย์ด้วยและเมื่อไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์  ก็ย่อมไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339

สรุป  การกระทำของนายชิตไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แต่อย่างใด

 

ข้อ  4  นายแมวนำธนบัตรจำนวน  200  บาท  ไปขอแลกธนบัตรย่อยกับนายไก่  ขณะนั้นลูกค้าของนายไก่กำลังแน่นร้าน  ทำให้นายไก่ส่งธนบัตรย่อยใบ  20  บาทบ้าง  50  บาทบ้าง  โดยติดธนบัตร  500  บาทปนมาด้วยโดยพลั้งเผลอ  นายแมวรับธนบัตรมานับและรู้ว่ามีธนบัตรใบ  500  เกินมา  แต่ด้วยความโลภจึงรีบนำเงินใส่กระเป๋ากางเกงแล้วรีบเดินออกจากร้านไป  พอพ้นช่วงตึกแถวร้านค้าไปได้สัก  20  เมตร  นายไก่มองไม่เห็นธนบัตรใบ  500  บาทของตนเอง  จึงวิ่งไปที่หน้าร้านและตะโกนเรียกนายแมวให้หยุด  แต่นายแมวไม่หยุด  ดังนี้  นายแมวกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบของผู้กระทำความผิด  เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด  หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้  ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

วินิจฉัย

นายแมวนำธนบัตรจำนวน  200  บาท  ไปขอแลกธนบัตรย่อยกับนายไก่  นายไก่ส่งธนบัตรใบละ  500  บาท  ติดมากับธนบัตรย่อยโดยพลั้งเผลอ  ธนบัตรใบ  500  บาทดังกล่าวได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของนายแมว  เพราะนายไก่ส่งมอบให้โดยสำคัญผิด  เมื่อนายแมวเห็นธนบัตรใบละ  500  บาทเกินมา  แล้วไม่คืนนายแมวยังได้นำเงินใส่กระเป๋ากางเกงแล้วรีบเดินออกจากร้านไป  ถือว่านายแมวเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนเองโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด  ตามมาตรา  352  วรรคสอง

สรุป  นายแมวมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคสอง

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 1/2548

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  บู๊มีเรื่องโกรธเคืองบอยจึงมาดักรอบทำร้าย  บู๊เห็นบอยเดินผ่านมาพอได้ระยะบู๊ใช้ท่อนไม้ฟาดไปที่ขาของบอยอย่างแรง  แต่ปรากฏว่าขาข้างที่ถูกฟาดเป็นขาเทียม  ทำให้ขาเทียมหักไม่สามารถเดินได้ตามปกติ  ต้องรอใส่ขาเทียมอันใหม่นานกว่า  1  เดือน  ดังนี้  บู๊จะมีความผิดต่อร่างกายฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

มาตรา  297  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษ

อันตรายสาหัสนั้น  คือ

(3) เสียแขน  ขา  มือ  เท้า  นิ้ว  หรืออวัยวะอื่นใด

(8)  ทุพพลภาพ  หรือเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน  หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ประกอบด้วย

1       ทำร้าย

2       ผู้อื่น

3       จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

บู๊ใช้ท่อนไม้ฟาดไปที่ขาของบอยอย่างแรง  แต่ขาข้างที่ถูกฟาดเป็นขาเทียม  บู๊จึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตามมาตรา  295 ประกอบมาตรา  80  เพราะเป็นการทำร้ายไม่สำเร็จการกระทำของบู๊ไม่บรรลุผล  ไม่เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของบอย  และขาเทียมก็ไม่ใช่อวัยวะที่เป็นร่างกายแม้จะทำให้ไม่สามารถเดินได้ตามปกตินานเกินกว่า  1  เดือน  ก็ไม่ใช่อันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297 (3)  หรือ  (8)  เพราะไม่ถือเป็นอันตรายแก่ร่างกายของบอยตั้งแต่ต้นแล้ว

สรุป  บู๊มีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตามมาตรา  295  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  2  นายเสรีมีเจตนาจะเอาตัว  ด.ช.เอ  บุตรของนางเดือนไปเพื่อเรียกค่าไถ่  เพราะรู้ว่านางเดือนเป็นผู้มีฐานะดี  นายเสรีได้สอบถามแม่ค้าคนหนึ่งซึ่งขายขนมข้างสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านว่าเด็กคนใดเป็น  ด.ช.เอ  แม่ค้าชี้ไปที่  ด.ช.บี  นายเสรีจึงเข้าไปหลอก  ด.ช.บี  พาขึ้นรถไปด้วยกันแล้วนำตัวไปกักขังไว้ที่บ้านร้างแห่งหนึ่งแถวชานเมือง  ต่อมาประมาณ  2  ชั่วโมง  พอนายเสรีรู้ว่าเด็กที่เอาตัวไปไม่ใช่บุตรของนางเดือนจึงนำตัว  ด.ช.บี  กลับไปส่งที่สนามเด็กเล่นตามเดิม  โดยไม่ได้เรียกค่าไถ่แต่อย่างใด  ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายเสรีเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพในฐานเอาเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  61  ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด  ผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่

มาตรา  313  ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

(1) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป

(2) เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปโดยใช้อุบายหลอกลวง  ขู่เข็ญ  ใช้กำลังประทุษร้าย  ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม  หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด  หรือ

(3) หน่วงเหนี่ยว  หรือกักขังบุคคลใด

ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานเอาตัวเด็กอายุยังไม่เกิน  15  ปีไปเรียกค่าไถ่  ตามมาตรา  313  วรรคแรก (1)  ประกอบด้วย

1       เอาตัวเด็กอายุไม่เกิน  15  ปีไป

2       โดยเจตนา

3       เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

นายเสรีมีเจตนาจะเอาตัว  ด.ช.เอ  บุตรของนางเดือนไปเพื่อเรียกค่าไถ่  แต่สำคัญผิดหลอกเอาตัว  ด.ช.บี  ขึ้นรถไปด้วยกันแล้วนำตัวไปกักขังไว้ที่บ้านร้างแห่งหนึ่งแถวชานเมือง  ดังนี้นายเสรีจะยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่มีเจตนาจะลักพาตัว  ด.ช.บี  ไปเรียกค่าไถ่มิได้  ตามมาตรา  61

เมื่อนายเสรีได้ลงมือเอาเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี  ไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  ก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา  313  วรรคแรก (1)  แล้ว  และแม้นายเสรีจะนำตัว  ด.ช.บี  กลับไปส่งที่สนามเด็กเล่นตามเดิม  และแม้จะยังไม่ได้เรียกค่าไถ่ก็ตาม  ทั้งนี้เพราะมาตรา  313  บัญญัติไว้แต่เพียงว่า  เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  หาจำต้องได้ค่าไถ่มาแล้วจึงจะมีความผิด  ดังนี้การจับคนไปเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นความผิดสำเร็จ  เมื่อนำตัวคนไปโดยเจตนาพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่แม้ยังไม่ได้ติดต่อเรียกค่าไถ่ก็ตาม

สรุป  การกระทำของนายเสรีเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพในฐานเอาตัวเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ตามมาตรา  313  วรรคแรก(1)

 

ข้อ  3  ป่านกับฝ้ายเป็นเพื่อนสนิทกัน  ป่านมีนิสัยชอบเล่นการพนัน  วันหนึ่งป่านขอยืมเงินฝ้าย  แต่ฝ้ายไม่ยอมให้เพราะรู้ว่าป่านจะต้องนำเงินไปเล่นการพนัน  ทั้งสองจึงทะเลาะกัน  พอตกดึกป่านไปแอบอยู่ท้ายซอยซึ่งไม่มีดวงไฟส่องทาง  และไม่สามารถทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร  โดยป่านตั้งใจว่าจะไปลักทรัพย์คนที่เดินผ่านมา  พอดีฝ้ายออกมาตามหาป่านเพื่อขอคืนดีด้วย  ฝ้ายได้เดินมาถึงท้ายซอยป่านจึงเข้าไปใช้มือซ้ายกระชากคอเสื้อ  แล้วใช้มือขวากระตุกสร้อยคอที่ฝ้ายสวมอยู่ขาดออกแล้วเอาสร้อยไป  แรงกระชากคอเสื้อ  ทำให้คอของฝ้ายเป็นรอยบวมแดง  ไม่ถึงกับเป็นบาดแผลมีเลือดออกปรากฏว่าฝ้ายได้ร้องตะโกนให้คนช่วยเหลือ  ป่านซึ่งจำเสียงของฝ้ายได้จึงบอกว่าไม่ต้องตะโกนแล้วโยนสร้อยไปทางฝ้ายและวิ่งหลบหนีไป  ดังนี้  ป่านกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  336  ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336  ประกอบด้วย

1       ลักทรัพย์

2       โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

3       โดยเจตนา

ป่านมีเจตนาลักทรัพย์โดยทุจริต  โดยใช้มือซ้ายกระชากคอเสื้อ  แล้ใช้มือขวากระตุกสายสร้อยคอที่ฝ้ายสวมอยู่ขาดออกจากกัน  เป็นการกระทำต่อเนื่องกันในทันที  เพื่อประสงค์เอาสร้อยคอของฝ้ายเป็นสำคัญ  และเป็นเพียงวิธีเอาทรัพย์ของฝ้ายเท่านั้น  แม้ว่าการกระชากคอเสื้อจะทำให้คอของฝ้ายเป็นรอยบวมแดงก็ตาม  ก็เจตนาเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  มิใช่มีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อเอาทรัพย์อันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ได้  การกระทำของป่านเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์สำเร็จ  แม้ว่าจะเปลี่ยนใจคืนทรัพย์ให้กับฝ้ายก็ตาม  ก็ไม่ทำให้กลับกลายเป็นพยายามวิ่งราวทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ไม่สำเร็จ

สรุป  ป่านกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  336

 

ข้อ  4  ในวันที่  1  กันยายน  2548  แดงได้ทำเช็คปลอมขึ้นฉบับหนึ่ง  และแดงได้เข้าไปซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากเต็นท์ขายรถยนต์ของขาว  ขาวได้ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ให้แดงในราคา  400,000  บาท  โดยแดงได้ตกลงตามสัญญาซื้อขายกับขาวว่า  ขาวจะนำรถยนต์ไปจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นใน  7  วันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย  โดยแดงตกลงชำระเงินด้วยเช็คของธนาคารแห่งหนึ่ง  ซึ่งจะรับเงินตามเช็คฉบับนี้ในวันที่  1  กันยายน  2548  ส่วนขาวจะมอบรถยนต์ให้แดงเมื่อจดทะเบียนรถยนต์เรียบร้อยแล้ว  เมื่อแดงได้มอบเช็คฉบับที่แดงปลอมขึ้นเองให้ขาวไปแล้ว  แดงพูดกับขาวว่าแดงขอทดลองขับรถดูว่ามีสภาพดีหรือไม่  ขาวจึงมอบรถยนต์ให้แดงลองไปขับดู  เมื่อแดงได้รับมอบรถยนต์จากขาวแล้ว  แดงจึงรีบขับรถยนต์คันนี้ไปขายให้เหลืองทันทีในราคา  100,000  บาท  ตามที่ได้วางแผนกันไว้  ขณะเดียวกันนี้เองขาวได้โทรไปถามธนาคารตามเช็คที่แดงมอบให้  ขาวจึงทราบว่าเป็นเช็คปลอม  ให้ท่านวินิจฉัยว่าแดงมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  341  ผู้ใดโดยทุจริต  หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง  และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ  ถอน  หรือทำลาย  เอกสารสิทธิ  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  ประกอบด้วย

1       หลอกลวงผู้อื่นด้วยการ

(ก)  แสดงข้อความเป็นเท็จ  หรือ

(ข)  ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

2       โดยการหลอกลวงนั้น

(ก)  ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม

(ข)  ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การที่แดงทำเช็คปลอมขึ้นเพื่อไปทำสัญญาซื้อขายรถยนต์จากขาว  จนได้รับมอบรถยนต์จากขาวไป  ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์การหลอกลวงโดยมีการวางแผนเป็นขั้นๆ  เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อแล้วส่งมอบทรัพย์ให้  แสดงให้เห็นว่าแดงมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาตั้งแต่ต้นแล้ว  เป็นการหลอกลวงขาวตั้งแต่ทำสัญญาอันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในปัจจุบัน  แม้ขาวจะตกลงทำสัญญาซื้อขายรถให้แดงนั้นกรรมสิทธ์ในรถยนต์จะตกเป็นของแดงตั้งแต่ทำสัญญาซื้อขายกันก็ตาม

เมื่อแดงได้รับมอบรถยนต์จากขาวแล้ว  แม้จะอ้างว่าเอารถไปลองขับดูก็ตาม  ก็เป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากขาว  เมื่อเจตนาพิเศษของแดงเป็นการกระทำโดยทุจริต  เพราะต้องการเอารถไปขายให้เหลือง  ดังนั้นแดงจึงมีความผิดฐานฉ้อโกง  ตามมาตรา  341

สรุป  แดงมีความผิดฐานฉ้อโกง  ตามมาตรา  341

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 2/2548

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  สุเทพตกงานมากว่า  3  เดือน  ไม่มีเงินใช้  เห็นอรสายืนอยู่ตามลำพังที่ป้ายรถโดยสาร  สุเทพตรงเข้าแย่งกระเป๋าสตางค์ที่อรสาสะพายอยู่  อรสาไม่ยอมเกิดยื้อยุดกัน  สุเทพผลักอรสาล้มลงก้นกระแทกพื้นทำให้อรสาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้  7  เดือน  เกิดอาการปวดท้องถูกนำส่งโรงพยาบาล  ทารกคลอดออกมาก่อนกำหนดแพทย์พยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ  แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทำให้ทารกถึงแก่ความตายในอีก  2  วันต่อมา  ส่วนอรสานอนรักษาตัวอยู่  5  วันก็หายเป็นปกติ  ดังนี้  สุเทพมีความผิดต่อชีวิตหรือร่างกายฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

มาตรา  297  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษ…

อันตรายสาหัสนั้น  คือ

(5)  แท้งลูก

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ประกอบด้วย

1       ทำร้าย

2       ผู้อื่น

3       จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสถึงแท้งลูกตามมาตรา  297 (5)  นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่กระทำให้ลูกในครรภ์ของผู้ถูกทำร้ายคลอดออกมาในลักษณะที่ลูกนั้นไม่มีชีวิตรอดหรือตายในครรภ์

นางอรสาคลอดบุตรก่อนกำหนดเวลาในลักษณะที่เด็กยังมีชีวิตอยู่ต่อมาอีก  2  วัน  แล้วจึงตาย  มิใช่เป็นกรณีที่ลูกในครรภ์ของผู้ถูกทำร้ายคลอดออกมาในลักษณะที่ลูกนั้นไม่มีชีวิตรอดหรือตายในครรภ์  ย่อมไม่เป็นการแท้งลูก  และไม่เป็นอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297  (5)  สุเทพจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอรสาจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม  เมื่ออรสาล้มก้นกระแทกพื้น  เกิดอาการปวดท้องต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอรสานอนรักษาตัวอยู่ถึง  5  วัน  จึงจะหายเป็นปกติ  ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายแล้ว  ดังนั้นสุเทพจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ตามมาตรา  295  (สุเทพไม่มีความผิดฐานฆ่าเด็ก ตามมาตรา  288  เพราะขณะสุเทพทำร้ายอรสานั้น  ทารกในครรภ์ยังไม่มีสภาพบุคคล  ตาม  ป.พ.พ. มาตรา  15)

สรุป  สุเทพมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอรสา  ตามมาตรา  295

 

ข้อ  2  นายเล็กจำนำสร้อยไว้กับนายใหญ่โดยนายใหญ่ได้สวมสร้อยไว้ที่คอตลอดเวลา  นายเล็กไม่มีเงินไถ่คืนแต่ก็อยากได้สร้อยไปสวมใส่เพื่อให้มารดาเห็นว่าสร้อยยังอยู่กับตน  นายเล็กจึงขอยืมสร้อยคืนไปชั่วคราวแต่นายใหญ่ไม่ยอม  วันเกิดเหตุเวลาประมาณ  09.00  น  ขณะที่นายใหญ่ยืนอยู่ที่ป้ายจอดรถประจำทาง  นายเล็กได้ใช้อาวุธปืนขู่เข็ญให้นายใหญ่คืนสร้อยให้  ทันใดนั้นได้มีรถตำรวจแล่นมา  นายใหญ่จึงชี้มือไปทางด้านหลังของนายเล็กพร้อมกับร้องขึ้นว่าตำรวจมา  ขณะที่นายเล็กมองตามที่นายใหญ่ชี้  นายใหญ่ก็ถือโอกาสวิ่งไปหาตำรวจและในที่สุดนายเล็กก็ถูกจับกุมตัวไว้ได้  จากข้อเท็จจริงดังกล่าวให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายเล็กจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใด  หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  309  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ  ตามมาตรา  309  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใด

2       โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง  หรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย

3       จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้น  หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

4       โดยเจตนา

นายเล็กจำนำสร้อยไว้กับนายใหญ่โดยนายใหญ่ได้สวมสร้อยไว้ที่คอตลอดมา  นายเล็กได้ใช้ปืนขู่เข็ญให้นายใหญ่คืนสร้อยให้  เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพตามมาตรา  309  แต่นายใหญ่ยังไม่ได้คืนสร้อยให้ตามที่ถูกข่มขืนใจ  การกระทำของนายเล็กจึงเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  ตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80

สรุป  นายเล็กมีความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  3  แดงเข้าไปในบริษัทขายรถยนต์แห่งหนึ่งและแดงได้พบกับเขียวพนักงานขายรถยนต์  แดงสอบถามถึงราคารถยนต์  และแดงแจ้งกับเขียวว่าแดงต้องการซื้อรถยนต์รุ่น  CX  2000  ซึ่งแดงบอกกับเขียวว่าแดงขอลองขับดูก่อนได้หรือไม่  เขียวจึงมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แดงลองขับดู แดงขับรถวนเวียนอยู่ในบริเวณบริษัทได้รอบหนึ่ง  แล้วแดงได้ขับรถออกจากบริษัทไปทันที  หลังจากนั้นแดงนำรถยนต์คันนี้ไปขายให้กับนายบุญมาเพื่อนของตนที่รอรับซื้อรถเพื่อจะนำไปขายยังประเทศลาวต่อไป  ดังนี้แดงมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

แดงแจ้งต่อเขียวพนักงานขายรถยนต์ว่าต้องการซื้อรถยนต์และขอลองขับดูก่อน  การที่เขียวมอบรถยนต์ให้แดงลองขับดูนั้น  ถือไม่ได้ว่าแดงได้รับมอบการครอบครองรถยนต์  เพราะเป็นการมอบให้ไปลองขับเท่านั้น  แดงเพียงยึดถือทรัพย์คือรถยนต์  การครอบครองรถจึงอยู่ที่บริษัทผู้ขาย  เมื่อแดงนำรถไปขายจึงเป็นการเอารถยนต์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต  มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334  (หรืออาจจะถือว่าแดงหลอกเอาการครอบครองรถยนต์ไปจากผู้อื่นจึงเป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตนั่นเอง)

สรุป  แดงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

 

ข้อ  4  นายศักดิ์มีอาชีพรับซื้อขายของเก่าและวัตถุโบราณ  ถ้าเป็นวัตถุโบราณขนาดใหญ่ก็จะขายต่อให้กับนายแสง  ซึ่งมีร้านขายวัตถุโบราณในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งเป็นประจำโดยไม่ได้คิดกำไรมากนัก  วันหนึ่งลูกค้าประจำของนายแสงอยากได้พระพุทธรูปสมัยอยุธยา  นายแสงจึงติดต่อกับนายศักดิ์เพื่อช่วยหาพระพุทธรูปดังกล่าวให้  โดยส่งเงินไปให้กับนายศักดิ์ไว้เป็นจำนวน   100,000  บาท  ปรากฏว่านายศักดิ์สามารถหาพระพุทธรูปตามที่นายแสงต้องการได้  โดยซื้อมาจากนายสมบูรณ์ในราคา  100,000  บาท  แต่วันเดียวกันนั้นเองนายสุขสันต์ได้มาขอซื้อจากนายศักดิ์  150,000  บาท  นายศักดิ์เกิดความโลภเพราะเห็นว่าได้กำไร  จึงได้ขายให้กับนายสุขสันต์ไป  ผ่านไป  1  สัปดาห์  นายแสงได้ติดต่อสอบถามและบอกกับนายศักดิ์ว่าถ้าไม่สามารถหาได้ก็ให้ส่งเงินคืน  ปรากฏว่านายศักดิ์ไม่ยอมคืนเงินให้กับนายแสง  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่านายศักดิ์กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

นายศักดิ์และนายแสง  เป็นพ่อค้าซื้อขายวัตถุโบราณ  นายแสงต้องการพระพุทธรูป  จึงติดต่อให้นายศักดิ์ช่วยหาพระพุทธรูปดังกล่าวและส่งเงินไปให้นายศักดิ์ในฐานะผู้ซื้อ  นายศักดิ์เป็นผู้ขาย  นายศักดิ์ไม่ได้รับเงินไว้ในฐานะตัวแทน  จึงไม่ถือว่านายศักดิ์ครอบครองเงิน  เมื่อนายศักดิ์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองเงินของนายแสง  การที่นายแสงแจ้งแก่นายศักดิ์ว่าถ้าไม่สามารถหาได้ให้ส่งเงินคืน  แต่นายศักดิ์ไม่ยอมคืน  การไม่ส่งเงินคืนของนายศักดิ์จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่ง  การกระทำของนายศักดิ์ไม่เป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก

สรุป  นายศักดิ์ไม่มีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 S/2548

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายสนองขับรถบนทางหลวงจากจังหวัดลำปางมุ่งหน้าไปจังหวัดแพร่  โดยมีนายสว่างขับรถตามหลังมา  นายสว่างได้ให้สัญญาณไปขอแซงหลายครั้งแต่นายสนองก็เร่งเครื่องยนต์ขับรถเร็วขึ้นไม่ยอมให้แซง  เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนบนไหล่เขา  ด้านหนึ่งของถนนเป็นภูเขาส่วนอีกด้านเป็นเหวลึกประมาณ  30  เมตร  นายสว่างได้ขับรถเร่งความเร็วแซงขึ้นและหมุนพวงมาลัยขับรถปาดหน้ารถของนายสนองแล้วเหยียบเบรกกะทันหัน  นายสนองจึงต้องเหยียบเบรกและขับรถหลบไปทางซ้ายทำให้รถตกลงไปในเหวข้างทางแต่ตัวรถไปติดกับต้นไม้ใหญ่รถจึงหยุด  นายสนองได้รับอันตรายคือขาซ้ายหักต้องเข้าเฝือกรักษาอยู่  40  วัน  จึงหาย  จากข้อเท็จจริงดังกล่าวให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายสว่างจะเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตหรือร่างกายฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  59  วรรคสอง  กระทำโดยเจตนา  ได้แก่  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล  หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

 วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

การกระทำที่จะเป็นความผิด  ตามมาตรา  288  นั้น  นอกจากจะมีการกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการฆ่าบุคคลอื่นแล้ว  ผู้กระทำยังต้องมีเจตนา  ตามมาตรา  59  วรรคสอง  ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในด้วย  อาจจะเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลก็ได้

สำหรับเจตนาเล็งเห็นผล  หมายความว่า  ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้  ดังนั้นหากผู้กระทำเล็งเห็นว่าผลนั้นจะเกิดขึ้น  แม้ในที่สุดผลจะไม่เกิด  ผู้กระทำต้องรับผิดฐานพยายาม

นายสว่างเจตนาขับรถปาดหน้ารถของนายสนอง  เพื่อให้นายสนองต้องหักหลบจะได้ตกลงไปในเหวข้างทาง  ซึ่งลึกประมาณ  30  เมตร  ที่เกิดเหตุเป็นไหล่เขา  ถ้ารถตกลงไปย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องทำให้คนในรถถึงแก่ความตาย  การกระทำของนายสว่างจึงเห็นได้ว่ามีเจตนาฆ่านายสนอง  ซึ่งเป็นเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผลตามมาตรา  59  วรรคสอง  เมื่อปรากฏว่านายสนองไม่ถึงแก่ความตาย  นายสว่างจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าคนตายตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80

สรุป  นายสว่างมีความผิดฐานพยายามฆ่าคนตาย

 

ข้อ  2  นายเสน่ห์กับ  น.ส.แอน  อายุ  17  ปีเศษ  เป็นคู่รักกัน  วันหนึ่ง  น.ส.แอน  ได้มาหานายเสน่ห์ที่บ้านหลังจากที่บุคคลทั้งสองได้นั่งฟังเพลงและพูดคุยกันที่ห้องรับแขกได้ประมาณ  1  ชั่วโมง  นายเสน่ห์ก็ชวน  น.ส.แอนเข้าไปในห้องนอน  ต่อมาบิดาของ  น.ส.แอนก็ตามมาที่บ้านของนายเสน่ห์และพบน.ส.แอนอยู่กับนายเสน่ห์ในห้องนอนโดยยังไม่ได้ร่วมประเวณีกัน  บิดาของน.ส.แอน  จึงพาตัว  น.ส.แอนกลับบ้านแล้วได้ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายเสน่ห์ในข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร  ในชั้นสอบสวนนายเสน่ห์ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด  เพราะที่ชวน  น.ส.แอนเข้าไปในห้องนอนก็เพื่อจะดูหนังวีดีโอ  ประกอบกับยังไม่ได้มีการร่วมประเวณีกันแต่อย่างใด  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า  นายเสน่ห์จะมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

การพราก  หมายถึง  การพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  ทำให้ความปกครองดูแลของบุคคลดังกล่าว  ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน  อันเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบุคคลดังกล่าว

น.ส.แอน  อายุ  17  ปีเศษ  ได้มาหานายเสน่ห์ที่บ้าน  โดยนายเสน่ห์มิได้ชักชวนแต่อย่างใด  จึงเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ไปที่บ้านนายเสน่ห์โดยสมัครใจ  มิได้เกิดจากการที่จำเลยชักพาไป  การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นการ  พราก  ตามนัยของมาตรา  319  วรรคแรก  นายเสน่ห์จึงไม่มีความผิดตามมาตรา  319  วรรคแรก

เมื่อไม่เป็นการพราก  แม้นายเสน่ห์จะชวน  น.ส.แอน  เข้าไปในห้องนอน  โดยมีเจตนาจะร่วมประเวณีกัน  แต่ยังไม่ได้ร่วมประเวณีนั้นก็ไม่เป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร

สรุป  นายเสน่ห์ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา  319  วรรคแรก

 

ข้อ  3  แดงและขาวเป็นเพื่อนกันได้เข้าไปรับประทานอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง  เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ  แดงเป็นผู้จ่ายเงินค่าอาหารทั้งหมด  แดงบอกขาวว่าวันนี้แดงขอเลี้ยงข้าวเอง  แดงได้ให้เงินกับพนักงานเก็บเงินไป  โดยส่งธนบัตรใบละ  1,000  บาท  ให้ซึ่งเป็นค่าอาหารเพียง  200  บาท  พนักงานรับเงินไปแล้วได้นำเงินทอน  800  บาท  เพื่อมาทอนให้กับแดงในขณะนั้นเองแดงเกิดปวดท้องขึ้นมาทันที  แดงเห็นพนักงานร้านอาหารเดินมาอยู่ห่างประมาณ  10  เมตร  แดงบอกกับขาวว่าทนไม่ไหวแล้วจะไปเข้าห้องน้ำให้ขาวรับเงินทอนไว้เดี๋ยวตนจะกลับมาเอา  แดงรีบไปเข้าห้องน้ำในภัตตาคารแห่งนั้นและเมื่อแดงทำธุระเสร็จ  แดงได้กลับมาที่โต๊ะอาหาร  ขาวส่งเงินทอนให้แดงเพียง  700  บาท  พร้อมกับบอกแดงว่าเงินทอนนับเรียบร้อยแล้วไม่ต้องนับอีก  แดงรับเงินจากขาวไปเพียง  700  บาท  โดยไม่รู้ว่าขาวยักเอาไว้เสีย  100  บาท  ดังนี้ท่านเห็นว่าการกระทำของขาวจะเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การลักทรัพย์  เป็นเรื่องการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปจากการครอบครองของผู้อื่นโดยทุจริต  หรือการแย่งการครอบครองนั่นเอง

การครอบครองทรัพย์  หมายถึง  การยึดถือทรัพย์โดยมีเจตนาที่จะยึดถือไว้เพื่อตนเอง  และผู้ครอบครองมีฐานะเป็นผู้มีอำนาจเหนือทรัพย์นั้นอย่างแท้จริง

แดงเป็นผู้จ่ายเงินค่าอาหารทั้งหมด  โดยส่งธนบัตรใบละ  1,000  บาท  แต่ค่าอาหารเพียง  200  บาท  พนักงานนำเงิน  800  บาท  เพื่อทอนให้แดง  แต่แดงให้ขาวรับเงินทอนไว้แทนเพื่อตนจะได้ไปเข้าห้องน้ำ  ดังนี้เงินทอน  800  บาทดังกล่าวยังคงเป็นเงินของแดง  เป็นกรณีที่แดงผู้เสียหายให้ขาวรับเงินทอนไว้แทนเป็นการชั่วคราวชั่วระยะเวลาที่แดงไปเข้าห้องน้ำ  มิได้เจตนาสละการครอบครองให้  ถือว่าเงินยังอยู่ในครอบครองของแดงผู้เสียหาย  ขาวเป็นเพียงผู้ยึดถือแทนแดงเท่านั้น  แต่ไม่ได้ครอบครองเงินนั้นเพราะแดงเป็นผู้ครอบครอง (แดงมิได้ออกไปจากภัตตาคาร)  เมื่อขาวยักเงินไว้  100  บาท  จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของแดงโดยสุจริตแล้ว  ขาวมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334  หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกไม่

สรุป  ขาวมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

 

ข้อ  4  นางเดือนได้ฝากเงินไว้กับนางฟ้า  20,000  บาท  หลังจากนั้นประมาณปีเศษนางเดือนจึงไปขอรับเงินคืน  นางฟ้าบอกว่าเงินที่รับฝากได้นำไปใช้หมดแล้วยังไม่มีคืนให้และขอผัดผ่อนโดยไม่เคยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากต่อมานางเดือนได้ทวงถามอีกหลายครั้งนางฟ้าก็ขอผัดผ่อนเรื่อยมา  จนกระทั่งนางเดือนได้ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนางฟ้า  เมื่อพนักงานสอบสวนเรียกไปสอบถามนางฟ้าจึงได้ปฏิเสธว่าไม่เคยรับฝากเงินจากนางเดือน  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่านางฟ้าจะมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

ในเรื่องฝากเงินนี้  ประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์  มาตรา  672  ได้บัญญัติไว้เป็นใจความว่า  ผู้รับฝากไม่พึงต้องคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับมี่ฝาก  แต่จะต้องใช้เงินให้ครบจำนวน  ผู้รับฝากมีสิทธิจะนำเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้  หากแต่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินที่ฝากจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม  ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเป็นจำนวนดังว่านั้น  กฎหมายดังกล่าวมานี้แสดงว่าผู้รับฝากเงินมีสิทธิเอาเงินที่ฝากไปใช้ได้  โดยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวน  ทั้งนี้แม้จะไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ฝากก็ตาม

นางเดือนผู้เสียหายรับว่าครั้งแรกได้ไปทวงเงินจากนางฟ้า  โดยนางฟ้าบอกว่าเอาเงินไปใช้หมดแล้วยังไม่มีคืนให้  และขอผัดผ่อนโดยไม่เคยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝาก  หลังจากนั้นนางเดือนผู้เสียหายไปทวงเงินจากนางฟ้าหลายครั้ง  แต่นางฟ้าขอผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งนางเดือนไปแจ้งความดำเนินคดี  นางฟ้าจึงปฏิเสธว่าไม่เคยรับฝากเงินจากนางเดือน  ดังนี้  แสดงว่าขณะที่นางฟ้าเอาเงินไปใช้หมดนางฟ้าไม่มีเจตนาทุจริตยักยอกเงินนั้น   เพราะนางฟ้าได้ขอผัดผ่อนการชำระเงินอยู่  จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง  การที่นางฟ้าปฏิเสธในชั้นสอบสวนในภายหลังว่าไม่เคยรับฝากเงินกับนางเดือนผู้เสียหายไม่ทำให้นางฟ้ามีความผิดฐานทุจริตยักยอกเงินที่รับฝาก

สรุป  นางฟ้าจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก