หน้าแรก บล็อก

POL3313 การบริหารการพัฒนา s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL3313 การบริหารการพัฒนา
———————————————————————-
คำสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายถึงจุดกำเนิดและความเป็นมาของกระแสแนวคิดการบริหารการพัฒนา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การผลักดันของประเทศมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทในช่วงเวลานั้น มาโดยละเอียด

แนวคำตอบ

จุดกำเนิดและความเป็นมา

กระแสแนวคิดเรื่องการบริหารการพัฒนาถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 18 จากผลงานของนักคิดชื่อ อดัม สมิธ (Adam Smith) และอดัม เฟอร์กูสัน (Adam Ferguson) และเริ่มมีการเผยแพร่อย่างมากในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากภายหลังสงครามฯ พบว่าประเทศในแถบยุโรปส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่และสภาวะทางเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างมาก สหรัฐอเมริกาจึงได้เข้าไปมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประเทศยุโรปให้ฟื้นตัวจากสภาพสงครามและการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การยกระดับภาวะทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น โดยกำหนดแผนมาร์แชล (Marshall Plan) ขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านเงินทุน ด้านทรัพยากรและด้านเทคโนโลยี โดยเป็นการช่วยเหลือที่ยึดหลักการของการช่วยเหลือตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน อย่างไรก็ตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาการไม่พัฒนาในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา ได้นำเสนอแนวทางในการพัฒนาตามรูปแบบของอเมริกา เพื่อสร้างภาวะทันสมัยให้กับระบบบริหารและนำไปสู่การพัฒนาในที่สุด

จากการนำเสนอของนักวิชาการนั้นสะท้อนให้เห็นได้ว่า การบริหารการพัฒนาเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการบริหารนโยบาย แผนงาน และโครงการ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนา ดังจะเห็นได้จากการบริหารโครงการพัฒนาการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาทางการเมือง ซึ่งกลไกในการบริหารการพัฒนามักเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบบริหารราชการ หรือการพัฒนาการบริหาร (Administration Development) เพื่อสร้างกลไกการบริหารและพัฒนาที่ดี โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปทั้งในส่วนของโครงสร้าง กระบวนการ และพฤติกรรม ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ การปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูปการเมือง เป็นต้น ซึ่งกลไกการบริหารและพัฒนาที่ดีและมีคุณภาพจะผลักดันให้เกิดการบริหารการพัฒนา (Development Administration) ในโครงการบริหารการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้เป็นอย่างดี จนนำไปสู่การพัฒนาประเทศ (Nations Development) ผลลัพธ์จากการบริหารการพัฒนาจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในส่วนรวม ซึ่งปรากฏให้เห็นถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่สุขของประชาชน และการเมืองที่มีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเป็นการร่วมมือกับประเทศยุโรปอื่น ๆ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย รวมทั้งธนาคารโลกและมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation) และมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ก็มีส่วนให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มจากกลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (Comparative Administration Group) หรือ CAG นักวิชาการกลุ่มนี้มีความสนใจศึกษาถึงระบบบริหารการพัฒนาของกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อหาข้อสรุปถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาการไม่พัฒนาในประเทศกลุ่มดังกล่าว

จากการศึกษาการบริหารการพัฒนาได้มีนักวิชาการหลายท่านพยายามให้ข้อสังเกตความแตกต่างของลักษณะดังกล่าว อาทิเช่น เอ็ดเวิร์ด ไวด์เนอร์ (Edward W. Weidner) และซอล แคทซ์ (Saul M. Katz) ฯลฯ โดยจากการประมวลแนวความคิดของนักวิชาการในการพิจารณา “การพัฒนา” พบลักษณะเด่นในหลายประการโดยสรุปได้ดังนี้

1. มีลักษณะเป็นพลวัต (Dynamics) การพัฒนามีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง
2. มีลักษณะของการเจริญเติบโต (Growth) เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทั้งในส่วนของปริมาณและคุณภาพ
3. มีลักษณะของความก้าวหน้า (Progress) เป็นเรื่องของการเกิดสิ่งที่ดีขึ้น สร้างสรรค์
4. มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงด้วยความตั้งใจ (Deliberate) เป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยความตั้งใจให้ประสบผลสำเร็จ เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
5. มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงโดยคำนึงถึงศักยภาพของมนุษย์ (Capacity)

แนวคิดการบริหารการพัฒนา

Edward W. Weidner ได้กล่าวถึงการบริหารการพัฒนาว่าเป็นโครงการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้แล้ว (Program of Planned Change) จึงควรทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงว่ามีอยู่ 3 ชนิด คือ

1. การเจริญเติบโต (Growth) เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของคุณสมบัติในตัวของผู้กระทำเอง อาจจำกัดความหมายได้ว่า การเจริญเติบโต คือ การเปลี่ยนแปลงในระดับของการกระทำการ เช่น การหมั่นดูแลรักษาให้พืชเติบโตแข็งแรงมีเมล็ดมากขึ้น ทำให้ผลผลิตส่วนรวมมากขึ้น หรือเด็กได้รับการเลี้ยงดูให้ตัวโตขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น หรือเดิมมนุษย์ใช้รถม้าในการคมนาคมขนส่งไปมาถึงกัน เมื่อมีการปรับปรุงตัวรถให้ดีขึ้น บำรุงม้าให้แข็งแรงก็เป็นผลให้สามารถขนส่งได้เร็วขึ้น

2. การพัฒนา (Development) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวกระทำการเสียเองอาจให้คำนิยามได้ว่า การพัฒนา คือ การเปลี่ยนแปลงระบบที่การกระทำ (Development is Changes in the System which Performs) ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงใช้พันธุ์พืชที่ดีขึ้นกว่าเดิม ย่อมทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยวิธีการพัฒนาพันธุ์ หรือการที่ทารกเปลี่ยนแปลงจากท่านอนเป็นท่าคว่ำได้ จากคว่ำมาเป็นคืบ เป็นคลาน จากนั่งเป็นยืน จากยืนเป็นเดิน เป็นวิ่งได้ เรียกว่าเด็กพัฒนา (Child Development) เพราะเด็กสามารถใช้แขน ขา แทนที่จะนอนได้เพียงอย่างเดียว หรือการที่มนุษย์ต้องการสื่อสารคมนาคมให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้คิดเครื่องจักรไอน้ำซึ่งนำมาใช้เป็นรถไฟ เป็นรถยนต์ เป็นเครื่องบินมีใบพัด เป็นเครื่องบินไอพ่น จนกระทั่งเป็นจรวดยานอวกาศ ล้วนแต่เป็นการพัฒนาทางการขนส่งทั้งสิ้น เป็นต้น

3. การแปลงรูป (Transformation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตัวกระทำการอาจกำหนดความหมายได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ (Transformation is Changes in Environmental Factors) ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีใช้ดินในการปลูกพืชจากไม่เคยใช้ปุ๋ยมาใช้ปุ๋ย มีการยกร่องให้ ฯลฯ ซึ่งทำให้ได้ผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสามารถของเด็กได้ เมื่อเปลี่ยนแปลงวิธีเลี้ยงดูหรือให้การศึกษา หรือในกรณีการคมนาคมขนส่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงที่รถยนต์ แต่เปลี่ยนแปลงที่ตัวถนนหนทางให้มีถนนดี ๆ เพิ่มขึ้น พื้นเรียบขึ้น กว้างขึ้น และสามารถไปถึงหัวเมืองต่าง ๆ มากขึ้น

กระบวนการแปลงรูปมีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมซึ่งอาจพิจารณานำมาเปลี่ยนแปลงได้หลายประการ ได้แก่
1) สภาพภูมิศาสตร์ อาจมีผลต่อการแปลงรูปได้โดยการรู้จักใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ ปลูกพืชหรือทำเหมืองแร่ หรือผลิตผลอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ที่มีอยู่ หากไม่เหมาะสมก็แปลงรูปเสียได้ เช่น สร้างเขื่อนเพื่อการชลประทานหรือเพื่อพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
2) ภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่สำคัญ เพราะมีผลกระทบกระเทือนต่อการเมืองโดยตรง
3) ภาวะประชากรกับการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเพราะอาจมีลู่ทางนำประชากรมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มาก
4) สภาพแวดล้อมทางจิตใจและทางวัฒนธรรม ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคม หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางจิตใจและวัฒนธรรมบางอย่างแล้ว ก็อาจมีผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าได้มาก

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ชนิด คือ ความเจริญเติบโต การพัฒนา และการแปลงรูปต่างมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละอย่างจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางเจริญก้าวหน้าด้วยกันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น การเกษตรอาจทำได้โดยการหมั่นดูแลรักษา การเปลี่ยนแปลงพันธุ์ให้ดีกว่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพของดินที่ใช้ปลูกพืชโดยการยกร่อง ใส่ปุ๋ย ฯลฯ หรือความเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมมีผลกระทบกระเทือนภาวะแวดล้อมให้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความเติบโตยิ่งขึ้นอีก ในทำนองเดียวกันการพัฒนาอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมซึ่งอาจส่งเสริมหรือถ่วงการพัฒนา เช่น การเปลี่ยนพันธุ์ข้าวโพดอาจมีผลให้ท้องถิ่นที่ซึ่งเคยปลูกข้าวโพดพันธุ์เก่าได้ดีเสียไป เท่ากับลดปริมาณผลิตพันธุ์เก่า แต่ปริมาณผลิตของพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นเพราะแต่เดิมไม่เคยปลูก เป็นต้น

ในระยะเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา แวดวงการศึกษาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ดูจะให้ความสนใจในการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการด้อยพัฒนาในประเทศโลกที่สาม ความคึกคักในแวดวงวิชาการดูได้จากการนำเสนอถึงแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้มีการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย และการนำเสนอผลงานทางวิชาการอย่างมากมาย โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

กระแสแนวคิดของกลุ่ม Marxism
แนวคิดของกลุ่มนี้เป็นแนวคิดการพัฒนาของกลุ่มประเทศสังคมนิยม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงตอนปลายทศวรรษที่ 1960 จากผลงานของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ปัญหาการพัฒนาในยุโรปตะวันตก โดยสรุปลักษณะสำคัญของความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาของมาร์กซิสต์ดังต่อไปนี้

1. ทฤษฎีของมาร์กซิสต์ เริ่มด้วยการเปลี่ยนมโนทัศน์ที่ว่า “มิใช่จิตสำนึกที่เป็นตัวกำหนดสภาพความเป็นอยู่ของเขา แต่สภาพความเป็นอยู่ของเขาเป็นตัวกำหนดจิตสำนึก” ดังนั้นพลังการผลิต (แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และความรู้วิทยาศาสตร์ เทคนิคต่าง ๆ) จะมีความสอดคล้องกับสภาพความสัมพันธ์ในสังคม (แสดงความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ) และก่อให้เกิดความขัดแย้งของชนชั้นทางสังคมระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ เนื่องจากการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ

2. พลังการพัฒนา เป็นการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิต อันได้แก่ การเพิ่มทักษะทางด้านแรงงาน การค้นพบทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ฯลฯ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การพัฒนาพลังการผลิตไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ มักพบว่าชนชั้นกรรมาชีพซึ่งถือเป็นพลังการผลิตมักถูกเอารัดเอาเปรียบและขูดรีดแรงงานมากกว่าการให้โอกาสการพัฒนา

3. การเปลี่ยนแปลงเป็นการเคลื่อนไหวจากสถานภาพที่ต่ำต้อยไปสู่สถานภาพที่ดีกว่า เพราะการพัฒนาตามแนวทางนี้เปิดโอกาสให้มีที่พัฒนาพลังการผลิตมากกว่าเดิม

หัวใจสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือ การมุ่งมองถึงปัญหาของประเทศโลกที่สามอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาโดยอาศัยกรอบของประเทศสังคมนิยมดังเช่นการเสนอให้ทำลายล้างการจัดระเบียบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาแบบทุนนิยมจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม สืบเนื่องจากการถ่ายโอนระหว่างประเทศศูนย์กลางและประเทศบริวาร ดังนั้นจึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาของประเทศโลกที่สามเป็นอิสระและหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์กับจักรวรรดินิยม โดยการวางแผนแบบสังคมนิยม และสร้างเครือข่ายของประเทศที่เป็นสังคมนิยมด้วยกันทางเศรษฐกิจ

กระแสแนวคิดทุนนิยมภายใต้อิทธิพลของตะวันตก
แนวทางดังกล่าวถูกนำเสนอโดยพวกนักคิดในสายปฏิฐานนิยม (The Positivist) โดยมีลักษณะสำคัญ คือ การมุ่งเน้นการประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยุคนีโอคลาสสิกกับทฤษฎีสังคมศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการเสนอเทคนิคและแนวทางการพัฒนาตามแนวทางของตะวันตก วิเคราะห์ปัญหาของสังคมด้อยพัฒนา ซึ่งมีความรุ่งเรืองและได้รับความนิยมสูงสุดในทศวรรษที่ 1950 – 1960 โดยนักวิชาการในกลุ่มดังกล่าวได้นำเสนอ “ทฤษฎีภาวะทันสมัย” (Modernization Theory) การนำเสนอของแนวทางที่ 1 เกิดขึ้นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศโลกที่สามอย่างกว้างขวางในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 จนถึงทศวรรษที่ 1960 ก่อนจะเสื่อมลงประมาณต้นปี 1970 อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศด้อยพัฒนาอย่างกว้างขวาง สืบเนื่องจากความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศยุโรปตะวันตก และการผลักดันของประธานาธิบดีทรูแมน (Truman) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเสนอนโยบายในการให้ความช่วยเหลือจากประเทศโลกที่สาม โดยการกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนการมาร์แชล” (The Marshall Plan) โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการผลักดันอุดมการณ์การพัฒนาแก่ประเทศโลกที่สาม

หัวใจสำคัญของทฤษฎีพยายามนำเสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศให้กับประเทศโลกที่สาม โดยเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้ลอกเลียนแบบอย่างการพัฒนาของประเทศตะวันตก เพื่อสร้างความทันสมัยในการบริหารให้กับประเทศโลกที่สาม โดยได้นำเสนอ “ทฤษฎีภาวะทันสมัย” ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาของตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในประเทศโลกที่สาม ซึ่งจะเป็นการผสมผสานแนวคิดของนักคิดตะวันตกหลายคน เช่น ดับเบิลยู รอสทาว (W. Rostow) และฮันติงตัน (Huntington)

อิทธิพลของทฤษฎีการทำให้ทันสมัยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปของการพัฒนายอดนิยมที่เน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งรูปแบบในการพัฒนาดังกล่าวได้รับการยอมรับขององค์การระหว่างประเทศที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนา เช่น องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก หรือหน่วยงานของรัฐบาลตะวันตกทั้งหลายที่ให้ความช่วยเหลือประเทศโลกที่สาม โดยการพัฒนาดังกล่าวนี้จะเน้นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industrialization) ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเน้นการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) โดยมีความเชื่อที่ว่า

เมื่อประเทศโลกที่สามสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าแล้วผลพวงของการพัฒนาดังกล่าวจะกระจายไปสู่คนทั้งประเทศอย่างเท่าเทียมกันโดยอัตโนมัติ

กระแสแนวคิดของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากผลงานการศึกษาเรื่อง Development Administration From Underdevelopment to Sustainable Development ซึ่งได้นำเสนอถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดการบริหารการพัฒนาของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสแนวคิดเริ่มจากเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ เพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร, ผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งผลให้เกิดมลภาวะสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาโครงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ละเลยผลกระทบที่มีต่อสภาพสังคม, รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ และการที่ภาครัฐไม่ได้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของการดำเนินนโยบายการพัฒนานั่นเอง

ในเวลาต่อมาได้ส่งผลให้เกิดแนวคิดของกลุ่มที่ 2 เกิดขึ้นประมาณต้นศตวรรษที่ 1960 เป็นแนวคิดของพวกนักคิดหัวก้าวหน้า (The Radicals) แยกแนวคิดการพัฒนาออกจากสังคมอเมริกัน มองทฤษฎีกระแสหลัก หรือ Modernization ว่าเป็นการมองปัญหาที่คับแคบ ไม่ครอบคลุมถึงแก่นแท้ของปัญหาแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเริ่มมีการมองปัญหาการพัฒนาที่ลุ่มลึกและรอบด้านมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลงานของคาร์โดโซ และฟาเลทโอ (Cardoso and Faletto) ซึ่งมองถึงปัญหาการด้อยพัฒนาของประเทศโลกที่สามมิใช่การมองว่าเป็นผลจากการกดขี่ขูดรีดเท่านั้น แต่มองว่าเป็นผลจากการปฏิสัมพันธ์ หรือปะทะสังสรรค์กันระหว่างปัจจัยภายในของประเทศโลกที่สามเองกับปัจจัยภายนอกต่าง ๆ กล่าวคือ ในสังคมของประเทศโลกที่สาม ซึ่งตกอยู่ในสภาพการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจกับประเทศที่พัฒนาแล้วสูงมาก โครงสร้างของการครอบงำในสังคมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หรือกลุ่มพลังใดพลังหนึ่ง หากแต่ว่าเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างปัจจัยภายในของประเทศโลกที่สามกับปัจจัยภายนอก เช่น การร่วมมือกันระหว่างทุนภายในกับทุนภายนอก และบรรษัทข้ามชาติในรูปของกิจการร่วมกันต่าง ๆ โดยทุนภายในทำหน้าที่เป็นหัวหอกให้กับการขยายตัวของทุนภายนอกเข้ามาในประเทศ และมีลักษณะของการพึ่งพาระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า “External Link and Internal Roots”

นอกจากนี้นักวิชาการสายยุโรป เช่น Seer และกลุ่มนักวิชาการลาตินอเมริกัน ได้นำเสนอแนวคิด ทฤษฎีการพึ่งพา (Dependency Theory) โดยหัวใจของแนวคิดทฤษฎีพึ่งพานั้นจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขและการเอาเปรียบของประเทศที่พัฒนาแล้วที่มักถูกเรียกว่าเป็น ประเทศศูนย์กลางที่มีต่อประเทศโลกที่สามหรือประเทศบริวาร จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ข้อ 2. จงอธิบายถึงหลักการสำคัญในการผลักดันให้กระแสแนวคิดการพัฒนาทุนนิยมเสรีได้รับความนิยมในการนำมาใช้เป็นกรอบพื้นฐานในการบริหารและการพัฒนาในหลายประเทศ พร้อมทั้งอธิบายว่า เหตุใดปัจจุบันจึงเกิดกระแสแนวคิดการพัฒนาทางเลือกคู่ขนานไปกับแนวคิดกระแสทุนนิยม ยกตัวอย่างถึงประเด็นดังกล่าว จากปรากฏการณ์การพัฒนาของประเทศไทยในปัจจุบัน

แนวคำตอบ

การบริหารและการพัฒนานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของนักคิดกระแสหลัก ซึ่งได้นำเสนอการพัฒนาประเทศบนแนวทางของ “ทฤษฎีการสร้างความทันสมัย” (Theory of Modernization) จากนักคิดในกลุ่มกระแสหลัก โดยฮันติงตัน (Huntington) ได้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความทันสมัยคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งได้แก่ การสร้างอุตสาหกรรม ความเจริญทางเศรษฐกิจ การเขยิบสถานภาพในทางสังคมให้ดีขึ้น และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

ลักษณะของความทันสมัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่

1. ลักษณะทางด้านเศรษฐกิจ
– ส่งผลให้มีการประกอบอาชีพอุตสาหกรรม
– ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้และการบริโภคอยู่ในระดับสูง
– มีการสะสมทุน เพื่อส่งเสริมการผลิตอยู่ในระดับสูง
– มีการวางรากฐานปัจจัยพื้นฐานการผลิต เช่น ถนน เขื่อน และไฟฟ้า
– ใช้ความรู้วิทยาการควบคุมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยังประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง

2. ลักษณะทางด้านการเมือง
– หน้าที่ของระบบการเมืองมีมากและสลับซับซ้อน
– อำนาจหน้าที่ทางการเมืองถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน
– การมุ่งเน้นให้ประชาชนต่อการกำหนดทิศทางทางการเมือง

3. ลักษณะทางด้านสังคม
– ให้ความสำคัญกับความสามารถของบุคคล และโอกาสที่เท่าเทียมกัน
– การทำงานมีการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน
– มีระเบียบกฎหมาย ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติมากกว่าจารีตประเพณี
– คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการสำรวจงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนา พบว่า ผลงานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะนำเสนอให้เห็นถึงมุมมองของกระแสการเปลี่ยนแปลงการบริหารการพัฒนาใน 4 ประเด็น คือ

1. การบริหารการพัฒนามุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

การวิจัยการบริหารการพัฒนาส่วนใหญ่ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ภาครัฐมักจะมีบทบาทต่อการผลักดันการบริหารการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในรูปของโครงการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการบริหารการพัฒนาแบบบนลงล่าง แต่ในปัจจุบันการบริหารการพัฒนามีลักษณะแบบมุ่งเน้นให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทในการบริหารการพัฒนามากขึ้น การบริหารการพัฒนาผลักดันจากส่วนล่างขึ้นบน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจภาคประชาสังคม (Main Street Capitalism) จากผลงานของ David M. Smick เรื่อง The Great Equalizer : How Main Street Capitalism Can Create an Economy for Everyone ได้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของทุนนิยมภาคประชาชน และได้เสนอระบบทัศน์ใหม่สำหรับการบริหารการพัฒนาของอเมริกันที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ทุนนิยมทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “ทุนนิยมแบบวอลล์สตรีท” โดยดำเนินการบริหารแบบระดับบนลงสู่ระดับล่าง ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของชนชั้นนายทุน

และชนชั้นนำทางการเมือง ได้เข้ามามีบทบาทในการครอบงำกิจการด้านเศรษฐกิจของประเทศ มีส่วนต่อการทำลายการพัฒนาของเศรษฐกิจภาคประชาชน หรือกลุ่มธุรกิจรากหญ้า กลุ่มผู้ประกอบการ SME ซึ่งในมุมมองของ David M. Smick ถือว่าเป็นการทำลายในส่วนของนวัตกรรมของผู้ใช้แรงงานและชนชั้นกลาง ส่งผลต่อสถานภาพรายได้ และคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้เสนอให้เกิดการผลักดันแนวคิดการพัฒนาภายใต้แนวคิดทุนนิยมภาคประชาชน หรือ Main Street Capitalism เพื่อสร้างความเสมอภาคในการดำเนินธุรกิจ (The Great Equalizer) สร้างกลไกที่จะพัฒนานวัตกรรมที่มาจากคนระดับล่างของสังคม และสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มทุนขนาดเล็กและกลุ่มทุนขนาดใหญ่

ตัวอย่างเช่น ผลงานเรื่องความเข้มแข็งและศักยภาพขององค์กรชุมชนในจังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า องค์กรชุมชนในลักษณะประกอบการเชิงวิสาหกิจและองค์กรชุมชนที่มีลักษณะเชิงสังคมและวัฒนธรรมจัดว่ามีศักยภาพในการบริหารการพัฒนา อันเนื่องมาจากความสามารถในการแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชน โดยใช้ต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรที่มีอยู่ภายในชุมชน โดยเสนอแนะให้รัฐให้ความสำคัญกับองค์การชุมชนและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศโดยให้ความสำคัญกับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น และใช้ศักยภาพของท้องถิ่นในฐานะกลไกของการพัฒนาประเทศจากระดับล่างไปสู่ระดับบนให้มากยิ่งขึ้น

2. การบริหารการพัฒนามุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างสังคม
จากการสำรวจข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ ซึ่งสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และผลงานวิจัยที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ปัญญาและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ

ในขณะเดียวกัน สกว. ได้ใช้นำงานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน โดยสร้างการเรียนรู้ผ่านการวิจัยในระดับชุมชน ท้องถิ่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังทั้งในเชิงนโยบาย เชิงสาธารณะ เชิงพาณิชย์ และเชิงชุมชน ท้องถิ่น พื้นที่

ตัวอย่างเช่น ผลงานการวิจัยของ สกว. ซึ่งมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องบนฐานความรู้ โดยประเด็นวิจัยทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ในระดับประเทศหรือระดับโครงสร้างลงมาถึงการพัฒนาพื้นที่ด้วยนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยี และการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อการแก้ปัญหาของชุมชนด้วย กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในประเด็นสำคัญดังนี้

1) การสร้างธรรมาภิบาลและลดคอร์รัปชัน จะเห็นได้จากการที่ สกว. ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษาและสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องคอร์รัปชันในหลายลักษณะ เช่น การสำรวจเพื่อศึกษาประสบการณ์และการรับรู้เรื่องคอร์รัปชันของประชาชน การศึกษาการคอร์รัปชันรูปแบบต่าง ๆ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการคอร์รัปชันด้วยกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกว่า 30 เรื่อง อาทิ ระบบสัมปทาน และการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการภาครัฐ การศึกษาเพื่อให้ข้อเสนอแนะบางกรณีต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

2) แนวทางการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ตัวอย่างการวิจัยที่กำลังดำเนินการเช่น การออกแบบระบบการเลือกตั้ง มีการศึกษาเพื่อแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้แทนในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนควรสอดคล้องกับสัดส่วนของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ มากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ การศึกษาบทบาทของทหารในระบอบประชาธิปไตย การศึกษาตัวแบบตำรวจประชาธิปไตยภายใต้แนวคิดที่ว่า ตำรวจ คือ ประชาชนเป็นสมาชิกในสังคมที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รักษาความสงบในสังคม การออกแบบงานตำรวจในการชุมนุมประท้วงเพื่อบรรเทาความขัดแย้งในสังคมไทย เป็นต้น

3) โจทย์การวิจัยเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ ในภาพรวมระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตด้วยดี ด้วยการใช้ทรัพยากรในประเทศในการผลิตภาคการเกษตร การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการจัดการโดยภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการเกษตร และอาศัยการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีบางอุตสาหกรรม การเข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ และความสำเร็จของภาคเอกชนในการเปิดตลาดใหม่

4. การบริหารการพัฒนามุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การบริหารการพัฒนาปัจจุบันให้ความสำคัญกับมุมมองในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากข้อสังเกตขององค์การสหประชาชาติ ในประเด็นความหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คืออะไรที่เหนือกว่าการขึ้นลงของรายได้ประชาชาติ “การสร้างสรรค์สภาวะแวดล้อมที่มนุษย์สามารถที่จะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเพื่อนำไปสู่การสร้างผลผลิตและการริเริ่มสร้างสรรค์ชีวิตตามความต้องการของตนเองและส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อเสนอของมหาตมะ คานธี ที่มองว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือ การผลักดันให้เกิดผลผลิตภายใต้การตระหนักศักยภาพของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาจะเป็นเรื่องของการขยายโอกาสของมนุษย์ตามคุณค่าแห่งชีวิตที่เขาต้องการ และการบริหารการพัฒนาไม่ใช่เพียงแค่การสร้างรายได้แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาสให้แก่มนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของอริสโตเติล ที่มองว่า “ความมั่งคั่งมิใช่เป็นสิ่งที่เราเสาะแสวงหา แต่เป็นไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการขจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปเท่านั้น”

สำหรับประเทศไทยการบริหารการพัฒนาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นต้นมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์มาโดยตลอด โดยจะเห็นว่านักวิชาการกลุ่มการบริหารการพัฒนาจะมองว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ร่วมกับการศึกษาวิจัย

ตัวอย่างเช่น ผลงานวิจัยเรื่อง สมรรถนะของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พบว่า สมรรถนะหลักของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจัดว่าอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ สมรรถนะความสามารถในการแก้ไขปัญหา การใช้คอมพิวเตอร์ในการบริการด้านการท่องเที่ยว การทำงานร่วมกับทีมงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ด้านความรู้และความสามารถใช้เทคนิคการปฏิบัติงานมาใช้ในการบริการนักท่องเที่ยวในส่วนของสมรรถนะต้นแบบของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก คือ สมรรถนะด้านความรู้ (Knowledge) ความรู้พื้นฐานด้านภาษาต่างประเทศ และในกลุ่มภาษาอาเซียน, สมรรถนะด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้พื้นฐานภาษาต่างประเทศ ความรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ และสินค้าพื้นถิ่น ความรู้เฉพาะทางโดยเฉพาะเทคโนโลยี ความรู้ด้านการจัดการการท่องเที่ยว และความรู้การคิดวิเคราะห์และพัฒนาด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ทักษะการแนะนำสถานที่ ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือความเป็นท้องถิ่น รวมไปถึงทักษะการให้บริการและการอำนวยความสะดวก, สมรรถนะด้านทัศนคติ ได้แก่ การปลูกจิตสำนึกในด้านมนุษยสัมพันธ์และภาวะผู้นำ

โดยในส่วนของปัจจัยและเงื่อนไขที่มีผลต่อการพัฒนาสมรรถนะหลักของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ พบว่า ปัจจัยขององค์การ ได้แก่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพสังคม ค่านิยมชุมชนและประเพณีการขยายตัวทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานการณ์ทางการเมือง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สภาพของภูมิศาสตร์ในพื้นที่ นโยบายของภาครัฐในการเตรียมติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว และส่งเสริมการพัฒนา ปัจจัยส่วนบุคคล ทัศนคติ จิตสำนึกของบุคลากร ภูมิหลังที่มีความหลากหลาย

พื้นฐานทางการศึกษา โอกาสในการเข้าถึงการอบรม ปัจจัยและเงื่อนไขของหน่วยงาน ภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กร การจัดสรรงบประมาณ กฎระเบียบของราชการ จำนวนบุคลากร การทำงานเป็นทีม ค่านิยมของหน่วยงาน ความต่อเนื่องของโครงการฝึกอบรม นโยบายการให้ค่าตอบแทนพิเศษ

อย่างไรก็ตาม แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะหลักของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยว (ระยะต้นน้ำ) ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ทั้งส่วนของแผนระยะเร่งด่วน (ระยะกลางน้ำ) ภาครัฐต้องสร้างกลุ่มพันธมิตร (ระยะปลายน้ำ) ภาครัฐต้องจัดตั้งหน่วยงานในการติดตามและประเมินผลการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวการติดตามและประเมินผลพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของการทำงานอย่างต่อเนื่อง

4. การบริหารการพัฒนามุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล
การบริหารการพัฒนาของปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะหมายถึง การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวางรากฐานการแข่งขันเชิงธุรกิจรูปแบบใหม่ในระยะยาวภายใต้การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศสำหรับธุรกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจที่จะส่งผลต่อการขยายฐานเศรษฐกิจและอัตราการจ้างงานของไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ผลงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลในประเทศไทย โดยการวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจ

ผลการวิจัยดังกล่าว พบว่า ความยั่งยืนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีอิทธิพลโดยรวมสูงสุดต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลในประเทศไทย ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถ้าให้ความสำคัญในเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ มีการเข้าถึงบริการภาครัฐสม่ำเสมอ เข้าถึงแหล่งเงินทุนต่ำ ก็จะช่วยให้เกิดความยั่งยืน การนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในธุรกิจ จะทำให้ผู้ประกอบการบริหารเงินทุนได้ สามารถเพิ่มมูลค่าทางสินค้า และทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ

ในขณะที่รัฐบาลกำลังมุ่งเน้นเป็นประเทศไทย 4.0 นั้น การขับเคลื่อนของภาครัฐและเอกชนจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในเรื่องของกฎหมายหรือระเบียบรวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมต่าง ๆ นโยบายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อปัจจัยการผลิต ภาษี และการผูกขาดการดำเนินธุรกิจและการโฆษณา รัฐบาลจะต้องมีหน้าที่สร้างปัจจัยที่เอื้อต่อความสามารถของผู้ประกอบการ เช่น การขยายเครือข่าย 4G/5G เข้าถึงทุกหมู่บ้านและสร้างช่องทาง (Government Channel) ที่ให้เข้าถึงข้อมูลของรัฐได้โดยง่าย และดำเนินการขยายโครงข่าย Internet ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างกลไก และยกระดับความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทย ตลอดจนเตรียมฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงระบบการค้าไทยให้เข้ากับระบบสากล ดังนั้นโอกาสทางธุรกิจจึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ปัจจัยตัวที่สองที่ส่งผลทางตรง คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตควรเลือกใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิด

อย่างไรจึงจะทำให้เสียต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด หรือการทำให้ได้ผลผลิตสูงที่สุดภายใต้เงินทุนที่เขามีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่การตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านอุปโภค บริโภค สินค้าหรือบริการด้วยราคาและคุณภาพที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการรายอื่นและมีผลตอบแทนเป็นกำไรคุ้มค่าเพียงพอกับปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ที่ลงทุนไป การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วยดิจิทัลเพื่อสร้างธุรกิจให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้นับเป็นเรื่องที่ดีมาก ขณะเดียวกันภาครัฐต้องดูศักยภาพและความพร้อมของกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวด้วยว่ามีองค์ความรู้และให้ความสำคัญเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด

การนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อทำความเข้าใจและคาดการณ์การกระทำที่เป็นไปได้ที่ลูกค้าจะใช้ในกระบวนการตัดสินใจของตน โดยการใช้เทคโนโลยีมาช่วย เช่น ระบบบริหารจัดการลูกค้า (Customer Responsibility Services : CRM) เพื่อทำการตลาดและสื่อสารกับลูกค้าเป็นไปโดยอัตโนมัติ การนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในธุรกิจจะทำให้ผู้ประกอบการบริหารเงินทุนได้ สามารถเพิ่มมูลค่าทางสินค้า และทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยความสามารถทางการจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในแต่ละองค์กรจะทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในกระบวนการผลิตหรือกระจายสินค้า จะทำให้ผู้ประกอบการมีความได้เปรียบในด้านต้นทุน การตลาดยุคใหม่จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มคู่แข่งขันมากขึ้นด้วย ดังนั้นการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายที่ดีและประทับใจจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

—————————————————-

ข้อ 3. จงอธิบายถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหาสาระของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 – 13 พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงนโยบายของรัฐบาลไทยในปัจจุบันว่ามีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาของไทยหรือไม่ อย่างไร

แนวคำตอบ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ได้กำหนดแนวทางหลักในการพัฒนาประเทศ เน้นด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในรูปของระบบคมนาคมขนส่ง การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนอุบลรัตน์ โครงการการชลประทานแก่งกระจาน แม่ยม แม่แตง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเน้นระบบสาธารณูปการ ซึ่งมีการสร้างทางหลวงสายหลักเชื่อมต่อภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ถนนสายเอเชียเชื่อมสู่ภาคเหนือ ถนนมิตรภาพเชื่อมสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในทางการศึกษามีการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาโดยการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขยายระดับการศึกษาไปสู่ส่วนภูมิภาค แผนพัฒนาฯฉบับที่นี้ใช้กลยุทธ์การพัฒนาแบบไม่สมดุล (Unbalanced Growth) ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ยังคงยึดแนวตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 โดยได้ขยายขอบเขตของแผนครอบคลุมไปถึงรัฐวิสาหกิจและองค์การส่วนท้องถิ่น และขยายแผนไปถึงการพัฒนาด้านสังคม ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มคำว่า “สังคม” ต่อท้ายชื่อแผน แต่จุดมุ่งหมายของแผนยังคงอยู่ที่การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้พยายามส่งเสริมและพัฒนารัฐวิสาหกิจที่รัฐตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจเอง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังให้ความสนใจในการพัฒนาชนบท โดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการพัฒนาชนบทอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 – 80 ของงบประมาณ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 – 2519)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ถือเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความเท่าเทียมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองระหว่างคนรวยกับคนจน และคนชนบทกับคนในเมือง หลังจากการวางแผนจากส่วนกลางมาเป็นเวลา 10 ปี พบว่าความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติกลายเป็นปัญหาใหญ่ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฐานะทางเศรษฐกิจที่แย่ลงเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ ประกอบกับปัญหาทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทำให้มีการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตชนบทและปฏิบัติการไปทั่วประเทศ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524)
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้นภาวะทางการเมืองภายในประเทศไม่มีความแน่นอน จึงทำให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ได้ถูกกำหนดเป้าหมายไว้หลายชุด เพื่อว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจตามการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะพบว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล สามารถปรับแผนฯ ให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลได้โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกแผนฯ แล้วร่างใหม่ โดยวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่นี้คือ

1. เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
2. ลดช่องว่างแห่งฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในหมู่ประชาชนให้น้อยลง
3. ลดอัตราการเพิ่มและปรับปรุงคุณภาพของประชากร ตลอดทั้งการเพิ่มการจ้างงาน
4. เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลัก ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
5. สนับสนุนขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529)
การพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ยังคงเน้นการกระจายความเจริญไปสู่ชนบท ในขณะเดียวกันมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในทศวรรษนี้ คือ แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Washington Consensus) โดยเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ เริ่มเปลี่ยนวิธีการวางแผนจากรายโครงการมาเป็นการจัดทำแผนงาน (Programming) โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาชนบทและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก กล่าวคือ การวางแผนยังคงมีลักษณะ Top-Down แต่เริ่มมีการกระจายการวางแผนลงสู่ระดับภูมิภาค และพื้นที่มีการใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน (Integrated Rural Development) ในปี 2527 เพื่อผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานหลักคือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องทำงานประสานแผนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากร และใช้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชนบทมากขึ้น

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530 – 2534)
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 เน้นวัตถุประสงค์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เริ่มใช้วิธีการวางแผนในลักษณะแผนงานทั้งหมด 10 แผนงาน คือ

1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม
2. แผนพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม
3. แผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. แผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
5. แผนปรับปรุงระบบบริหารของรัฐ
6. แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ
7. แผนพัฒนาระบบการผลิต
8. แผนพัฒนาระบบการตลาด
9. แผนพัฒนาระบบการสร้างงาน
10. แผนพัฒนาเมืองและพื้นที่เฉพาะ

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนการวางแผนจากระดับล่างขึ้นมาข้างบน ตลอดจนการปรับปรุงการบริหารและทบทวนบทบาทของภาครัฐในการบริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์อย่างยั่งยืน ซึ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม UNDP ได้ประกาศให้ทศวรรษนี้เป็นทศวรรษที่มีมนุษย์เป็นเป้าหมายของการพัฒนา ซึ่งการสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนา เรียกว่า Human Development Index : HDI

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 – 2539)
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ให้ความสำคัญในการปรับปรุงการบริหารการพัฒนาชนบท กระจายอำนาจการบริหารและการตัดสินใจให้จังหวัดมากขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิตคนในชนบท โครงการให้การศึกษา และสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทมากยิ่งขึ้น

แนวทางการพัฒนานั้นเริ่มมองเห็นความจำเป็นในการกำหนดแนวความคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์หลักไว้ 3 ประการ คือ
1. รักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
2. กระจายรายได้และกระจายการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคและชนบทให้กว้างขวาง
3. เร่งรัดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544)
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 นั้นมีลักษณะเข้าสู่การพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดความไม่สมดุลระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในอดีตที่ผ่านมาจะทำให้ประชาชนในประเทศไทยมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่กลับพบว่าทำให้คนไทยและสังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยมสูงขึ้น ขาดความเอื้ออาทรต่อกัน ภาพรวมของการพัฒนาที่ผ่านมาจึงมีลักษณะขาดความสมดุล กล่าวคือ เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดที่สำคัญของแผนฯ นั้นมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยกำหนด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549)
เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของวิสัยทัศน์ร่วมภายใต้ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และสังคมไทยที่พึงประสงค์ในอนาคต แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 จึงกำหนดวัตถุประสงค์หลักไว้ดังนี้

1. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกัน

2. เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถพึ่งตนเองได้อย่างรู้เท่าทันโลก

3. เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีในสังคมไทยทุกระดับ

4. เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึ่งพาตนเอง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ได้กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ ไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพเสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี”

พันธกิจ เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จึงเห็นควรกำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ ดังนี้

1. พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม นำความรอบรู้อย่างเท่ากัน

2. เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม

3. ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม

4. พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559)
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ได้กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ ไว้ดังนี้
วิสัยทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีต่อภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลง”

พันธกิจ

1. สร้างสังคมเป็นธรรมและเป็นสังคมที่มีคุณภาพ ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตได้รับการคุ้มครองทางสังคมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

2. พัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีคุณธรรม เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะและการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

3. พัฒนาฐานการผลิตและบริการให้เข้มแข็งและมีคุณภาพบนฐานความรู้ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญา สร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน

4. สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้กำหนดวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ ไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์

การกำหนดวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ยึดวิสัยทัศน์ของกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

วัตถุประสงค์

1. เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข

2. เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการทางสังคมที่มีคุณภาพ ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ

3. เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้ มีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งของฐานการผลิตแบบบริการเดิมและขยายฐานใหม่โดยการใช้นวัตกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น

4. เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้สามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

5. เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และมีการทำงานเชิงบูรณาการของภาคีการพัฒนา

6. เพื่อให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค โดยการพัฒนาภูมิภาคและเมืองเพื่อรองรับการพัฒนา ยกระดับฐานการผลิตและบริการเดิม และขยายฐานการผลิตและบริการใหม่

7. เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค และนานาชาติได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ประเทศไทยมีบทบาทนำและสร้างสรรค์ในด้านการค้า การบริการ และการลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค และโลก

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) เป็นแผนระดับที่ 2 ที่แปลงยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มีการวางกรอบการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี โดยมีความมุ่งหมายที่จะเร่งเพิ่มศักยภาพของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรง และเสริมสร้างความสามารถในการสร้างสรรค์ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ดังนั้นการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีวัตถุประสงค์เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ซึ่งหมายถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับโครงสร้าง นโยบาย และกลไก ทั้งนี้เพื่อมุ่งเสริมสร้างสังคมที่ก้าวทันพลวัตของโลก และเกื้อหนุนให้คนไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงและคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้างต้น

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 นั้นมีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยอาศัยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายหลักไว้ดังต่อไปนี้

1. การปรับโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการสำคัญให้สูงขึ้น และสามารถตอบโจทย์พัฒนาการของเทคโนโลยีและสังคมยุคใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อยกับห่วงโซ่มูลค่าของภาคการผลิตและบริการ รวมถึงพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนและนวัตกรรม

2. การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ โดยพัฒนาให้คนไทยมีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ ทั้งทักษะในด้านความรู้ ทักษะทางพฤติกรรม คุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม เตรียมพร้อมกำลังคนที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคการผลิตและบริการเป้าหมายที่มีศักยภาพและผลิตภาพสูงขึ้น รวมทั้งพัฒนาหลักประกันและความคุ้มครองทางสังคมเพื่อส่งเสริมความมั่นคงในชีวิต

3. การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงรายได้ ความมั่งคั่ง และโอกาสในการแข่งขันของภาคธุรกิจ สนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสให้มีโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงจัดให้มีบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

4. การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน โดยปรับปรุงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตและบริโภคให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ แก้ไขปัญหามลพิษด้วยวิธีการที่ยั่งยืน โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศ ขยะ มลพิษทางน้ำ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

5. การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่ โดยการสร้างความพร้อมในการรับมือและแสวงหาโอกาสจากการเป็นสังคมสูงวัย ภัยจากโรคระบาด ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกทางสถาบันที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้อย่างทันเวลา มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. Good Governance หมายถึงอะไร มีหลักการสำคัญ ๆ อะไรบ้าง จงอธิบาย และนักศึกษาคิดว่า จะนำ Good Governance ไปเป็นหลักการแนวคิดในการปรับปรุงระบบราชการไทยได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

แนวคำตอบ

ธรรมาภิบาล (Good Governance) หมายถึง หลักการบริหารจัดการที่ดี อันเกี่ยวข้องกับ นโยบายของส่วนราชการและพฤติกรรมของบุคลากรในองค์การ หรืออาจกล่าวได้ว่า ธรรมาภิบาลก็คือการบริหาร กิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้สังคมรัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และ ภาคประชาชน โดยจะครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกิจ สามารถอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข มีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลัง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนเสริมความ เข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ ทั้งนี้เพื่อบรรเทาป้องกันหรือแก้ไขเยียวยาภาวะวิกฤติภยันตรายที่อาจจะ มีมาในอนาคต เพราะสังคมจะรู้สึกถึงความยุติธรรม ความโปร่งใสและความมีส่วนร่วม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญ ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เพื่อให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ความเป็นไทย และกระแสโลกในยุคปัจจุบัน

หลักการของ Good Governance มี 6 ประการ ได้แก่

1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมาย กฎ กติกาที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับใช้ เป็นไปตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้ คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของสมาชิก

หลักนิติธรรม เช่น
1) หลักการแบ่งแยกอำนาจ เป็นพื้นฐานที่สำคัญของหลักนิติธรรม ทั้งนี้เพราะ หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นหลักที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจ
2) หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยหลักนิติธรรมจะมีความเกี่ยวพันกันกับ สิทธิในเสรีภาพของบุคคล และสิทธิในความเสมอภาค สิทธิดังกล่าวนื้ถือเป็นพื้นฐานของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อันเป็นหลักการสำคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
3) หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง เนื่องจากการใช้ กฎหมายของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายปกครองที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน มีผลมาจากกฎหมายที่ได้รับ ความเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชน โดยฝ่ายตุลาการจะต้องไม่พิจารณาพิพากษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้แตกต่าง ไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะฉะนั้นฝ่ายตุลาการจึงมีความผูกพันที่จะต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และจะต้องใช้ดุลพินิจโดยปราศจากข้อบกพร่อง
4) หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา เป็นหลักที่เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายปกครองที่ออกกฎหมายลำดับรอง กำหนดหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายให้เป็นตามหลักความแน่นอนของ กฎหมาย หลักห้ามมิให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง และหลักความพอสมควรแก่เหตุ
5) หลักความอิสระของผู้พิพากษา โดยผู้พิพากษาสามารถทำภาระหน้าที่ในทาง ตุลาการได้โดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ผู้พิพากษาจะมีความผูกพันเฉพาะต่อกฎหมาย และทำการพิจารณา พิพากษาภายใต้มโนธรรมของตนเท่านั้น โดยวางอยู่บนพื้นฐานของความอิสระจากคู่ความ ความอิสระจากรัฐ และ ความอิสระจากสังคม
6) หลักไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อไม่มีข้อบัญญัติ ทางกฎหมายให้เป็นความผิดแล้วจะเอาผิดกับบุคคลนั้น ๆ มิได้
7) หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญได้รับการ ยอมรับให้เป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับสูงสุดในระบบกฎหมายของรัฐ และหากกฎหมายที่อยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับนั่นเอง

2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชน พัฒนาตนเอง เพื่อให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต

องค์ประกอบของคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากคอร์รัปชัน (Corruption) หรือมีคอร์รัปชันน้อยลง สำหรับพิษภัยของคอร์รัปชันได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อน และเป็นพฤติกรรม ที่ส่งผลในทางลบต่อคุณธรรมของการบริหารจัดการอย่างร้ายแรง เมื่อพิจารณาเรื่องของคุณธรรมจึงควรพิจารณา เรื่องดังต่อไปนี้
1) องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายน้อยลง
2) องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่ น้อยกว่าหรือไม่มีเท่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
3) องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่ มากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
4) องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการบิดกฎหมาย หรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง

3. หลักความโปร่งใส หมายถึง สุจริตไม่คดโกง หรือมีความหมายตรงกันข้ามกับการทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งเป็นความหมายในเชิงบวก

หลักความโปร่งใส เช่น
1) ความโปร่งใสด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยพฤติการณ์ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ มีการ ตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง, โปร่งใสเห็นระบบงานทั้งหมดได้อย่างชัดเจน, ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รับรู้การทำงาน, มีเจ้าหน้าที่มาด้วยระบบคุณธรรมมีความสามารถสูงมาอยู่ใหม่มากขึ้น, มีการตั้งกรรมการหรือหน่วยงานตรวจสอบ ขึ้นมาใหม่ และมีฝ่ายบัญชีที่เข้มแข็ง
2) ความโปร่งใสด้านให้คุณ ประกอบด้วย พฤติการณ์ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ มีค่าตอบแทน พิเศษในการปฏิบัติงานเป็นผลสำเร็จ, มีค่าตอบแทนเพิ่มสำหรับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ, มีค่าตอบแทน พิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์ และมีมาตรฐานเงินเดือนสูงพอเพียงกับค่าใช้จ่าย
3) ความโปร่งใสด้านการให้โทษ ประกอบด้วย พฤติการณ์ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ มีระบบ การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ, มีวิธีการพิจารณาลงโทษผู้ทำผิดอย่างยุติธรรม, มีการลงโทษจริงจัง หนักเบาตาม เหตุแห่งการกระทำผิด, มีระบบการฟ้องร้องผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ, หัวหน้างานลงโทษผู้ทุจริตอย่างจริงจัง, มีการปรามผู้ส่อทุจริตให้เลิกความพยายามทุจริต และมีกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว
4) ความโปร่งใสด้านการเปิดเผย ประกอบด้วย พฤติการณ์ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ประชาชนได้เข้ามารับรู้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบ, ประชาชนและสื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการจัดซื้อ จัดหา การให้สัมปทานการออกกฎระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ, ประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มีโอกาสควบคุมฝ่ายบริหารโดยวิธีการต่าง ๆ มากขึ้น และมีการใช้กลุ่มวิชาชีพภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบ

4. หลักความมีส่วนร่วม หมายถึง การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองและ ทางการบริหาร การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร การให้ข้อมูลแก่ประชาชน การแสดงความคิดเห็น การให้คำปรึกษา การร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ และร่วมควบคุมงานสาธารณะ

หลักความมีส่วนร่วม เช่น
1) การให้ข้อมูล เป็นระดับต่ำสุดและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้วางแผนโครงการ และยังเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้องใด ๆ เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าว การแสดง นิทรรศการ การทำหนังสือพิมพ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น
2) การเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้วางแผนโครงการเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น และประเด็นในการประเมินข้อดี ข้อเสียชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการริเริ่มโครงการต่าง ๆ และการบรรยายให้ ประชาชนฟังเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ แล้วขอความคิดเห็นจากผู้ฟัง รวมไปถึงการร่วมปรึกษาหารือ เป็นต้น
3) การวางแผนร่วมกันและการตัดสินใจ เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าการปรึกษาหารือ กล่าวคือ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมที่มีขอบเขตกว้างมากขึ้น มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ และวางแผน เตรียมโครงการ และเตรียมรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ โดยระดับนี้มักใช้ในกรณีที่เป็นเรื่องซับซ้อน และมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นมากมาย เช่น การใช้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ อนุญาโตตุลาการเพื่อปัญหาข้อขัดแย้ง การเจรจาเพื่อหาทางประนีประนอมกัน เป็นต้น
4) การพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน เป็น ระดับขั้นที่สูงสุดของการมีส่วนร่วม กล่าวคือ เป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการได้ตระหนักถึงความสำคัญและ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้มีการพัฒนาสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการมี ส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น จนอยู่ในระดับที่สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่และเกิดประโยชน์สูงสุด

5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ สำนึกในความรับผิดชอบ ต่อสังคม การใส่ใจต่อปัญหาสาธารณะ ความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาสาธารณะ การเคารพในความคิดเห็น ที่แตกต่าง และความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

หลักความรับผิดชอบ เช่น
1) การมีเป้าหมายชัดเจน เป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกของระบบสำนึกรับผิดชอบ กล่าวคือ องค์การจะต้องทำการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ชัดเจนว่าต้องการ บรรลุอะไรและเมื่อไรที่ต้องการเห็นผลลัพธ์นั้น
2) ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน จากเป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้นั้นต้องประกาศ ให้ทุกคนได้รับรู้และเกิดความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ต้องการบรรลุ และเงื่อนไขเวลาที่ต้องการให้เห็นผลงาน เปิดโอกาส ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โครงการสร้างวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประสานกำลังคนร่วมใจกันทำงาน เพื่อผลิตภาพโดยรวมขององค์การ
3) การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรม สำนึกความรับผิดชอบอยู่ที่ความสามารถของหน่วยงานในการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในองค์การ ผู้บริหารให้ความสนับสนุน แนะนำ และทำการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานงานร่วมมือกันทำงาน ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การ
4) การจัดการพฤติกรรมที่ไม่เอื้อการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งในปัจจุบันนั้น การเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นเรื่องปกติ และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงมักจะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้นหน่วยงานจึงต้องมีมาตรการในการจัดการกับพฤติกรรมการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้ทุกคน เกิดการยอมรับแนวความคิดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ
5) การมีแผนการสำรอง ซึ่งส่วนประกอบสำคัญขององค์การที่มีลักษณะวัฒนธรรม สำนึกรับผิดชอบจะต้องมีการวางแผนฟื้นฟูที่สามารถสื่อสารให้ทุกคนในองค์การได้ทราบและเข้าใจถึงแผนและ นโยบายขององค์การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ต้องมีการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสมบูรณ์อย่างเปิดเผย
6) การติดตามและประเมินผลการทำงาน กล่าวคือ องค์การจำเป็นต้องมีการติดตาม และประเมินผลการทำงานเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบดูว่าผลงานนั้นเป็นไปตามมาตรฐาน คุณภาพงานที่กำหนดไว้หรือไม่ สำหรับผลงานที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดจะต้องมีการดำเนินการ แก้ไขในทันที ซึ่งขณะเดียวกันผลงานที่ได้มาตรฐานต้องได้รับการยอมรับยกย่องในองค์การ

6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ส่วนรวม โดยใช้อย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุด

หลักความคุ้มค่า เช่น
1) การประหยัด ประกอบด้วย การทำงานและผลตอบแทนบุคลากรเป็นไปอย่าง เหมาะสม การไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ การมีผลผลิตหรือบริการได้มาตรฐาน การมีการตรวจสอบภายใน และการจัดทำรายงานการเงิน และการมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
2) การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย การใช้ทรัพยากรอย่าง มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และมีการใช้ผลตอบแทนตามผลงาน
3) ความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย การมีนโยบาย แผน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย การมีการเน้นผลงานด้านบริการ การมีการประเมินผลการทำงาน และผู้บริหารระดับสูงมีสภาวะ ผู้นำ

ธรรมาภิบาลกับระบบราชการ

หลัก Good Governance นั้นสามารถนำมาปรับใช้ในระบบราชการไทยได้ แม้ว่าการปฏิรูป ระบบราชการหรือการปฏิรูปภาครัฐไทยเกิดขึ้นจากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ภาครัฐต้องทำงาน อย่างมีศักยภาพ และกระแสประชาธิปไตยที่ภาคประชาชนคาดหวังจากภาครัฐมากขึ้น ดังนั้นการปฏิรูประบบ ราชการจึงเป็นภารกิจที่รัฐบาลในประเทศดำเนินการเปลี่ยนลักษณะการบริหารราชการแผ่นดิน การให้บริการและ พัฒนาระบบราชการตามหลักการบริหารราชการแนวใหม่ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อให้ได้ “ระบบราชการ 4.0” หรือ “ระบบการบริหารภาครัฐแนวใหม่”

ในการนำ Good Governance มาปรับใช้จะได้ผลมากแค่ไหนนั้นพบว่า ระบบราชการหรือ ระบบบริหารงานภาครัฐจำเป็นต้องมีลักษณะที่พึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
1. รัฐบาลจะมีบทบาทหน้าที่เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะต้องทำเท่านั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน ประชาชน และชุมชนมีบทบาทมากขึ้น
2. การบริหารภายในภาคราชการจะมีความรวดเร็ว มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง
3. การจัดองค์การมีความกะทัดรัด เหมาะสม คล่องตัว และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่าง รวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายและสภาพแวดล้อม
4. มีลักษณะของการทำงานและการให้บริการที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ และอุปกรณ์ ที่เหมาะสมต่อการทำงานที่รวดเร็ว
5. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคุณภาพและมีมาตรฐานทางคุณธรรมสูง เป็นมืออาชีพ และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
6. ข้าราชการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมีประชาชนและประเทศชาติเป็นเป้าหมาย
7. มีกลไกการบริหารงานบุคคลที่ได้มาตรฐานสากล มีระบบค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อ เปิดโอกาสให้คนไทยมีคุณภาพและมีศักยภาพสูงเต็มใจเข้ารับราชการเป็นอาชีพ
8. มีวัฒนธรรมและบรรยากาศในการทำงานแบบมีส่วนร่วม
9. มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบได้ เป็นต้น

การปฏิรูประบบบริหารงานภาครัฐร่วมสมัยที่มีความหลากหลายในตัวเอง มีลักษณะของ การผสมผสานองค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชา ต้องการให้อิสระและความคล่องตัวทางการบริหารเพื่อก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาผลการดำเนินงาน โดยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของประสิทธิภาพและประสิทธิผล และคุณภาพของการให้บริการและความคุ้มค่า

การบริหารภาครัฐแนวใหม่ได้พัฒนามาจากรูปแบบและประสบการณ์ในการปฏิรูปและอาศัย องค์ความรู้ในแบบสหวิทยาการ โดยการลดขนาดและบทบาทของรัฐให้เล็กลงหรือให้มีเหลือน้อยที่สุด หรือปรับ ให้เข้ากับการแข่งขันในระบบตลาด โดยวิธีการต่าง ๆ และต้องการเปลี่ยนแปลงให้การบริหารราชการแผ่นดิน มีความทันสมัยให้มากขึ้น ในการนำวิธีการบริหารในเชิงธุรกิจเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล และคุณภาพของการให้บริการประชาชน

ระบบราชการ 4.0 มีการมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี ภาครัฐทำการปรับตัว อำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมยุคดิจิตอล ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นความคล่องตัวเพื่อขับเคลื่อนภารกิจพิเศษ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ระบบราชการ 4.0

ระบบราชการ 4.0 พบว่า ภาครัฐทำการปรับตัว อำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลมุ่งเน้นการคล่องตัวเพื่อขับเคลื่อนภารกิจพิเศษในการทำงานภายใต้ธรรมาภิบาล ที่ยึดหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความ คุ้มค่า ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

– หลักนิติธรรม พบว่ามีการประกาศใช้กฎหมายแก้ไขปรับปรุง ตลอดยกเลิกกฎหมายเก่า และเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้เหมาะกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณา อนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐปี พ.ศ. 2560 เป็นต้น จึงเห็นได้ว่ากรณีการทุจริตที่เป็นคดีความ จะเป็นที่สนใจของประชาชน
– หลักคุณธรรม พบว่ามีการดำเนินงาน รณรงค์ให้หน่วยงานราชการส่งเสริมคุณธรรมและ ความโปร่งใสของหน่วยงานราชการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีการนำคดีความ เกี่ยวกับการทุจริตเข้าพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง
– หลักความโปร่งใส พบว่าหลังเกิดเหตุการณ์ต่างชาติประเมินความโปร่งใสของประเทศ ไทยอยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลจึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานภาครัฐ ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นบรรทัดฐานในการ ปฏิบัติหน้าที่ โดยที่ผ่านมา ปรากฏว่าระดับความโปร่งใสในประเทศไทย จากการประเมินขององค์การต่าง ๆ ดีขึ้น
– หลักการมีส่วนร่วม พบว่ายุทธศาสตร์ประชารัฐของรัฐบาลเป็นความร่วมมือกันให้เกิด พลังการสร้างสรรค์ให้ทำดี ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล หรือเพื่อข้าราชการ แต่เพื่อประชาชนทุกคน ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประชารัฐ ได้แก่ การเสริมสร้างหลักการใช้บังคับกฎหมายที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์และปรัชญากฎหมาย โอกาส และสภาวะแวดล้อม ให้สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน, การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาของ ทุกภาคส่วน, การเพิ่มพูนประสิทธิผลและประสิทธิภาพของภาครัฐ และการสร้างความต่อเนื่องในการบริหารรัฐกิจ
– หลักความรับผิดชอบ พบว่ารัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะเข้าใจ รากเหง้าของปัญหาต่าง ๆ เป็นอย่างดี จัดระเบียบสังคมอย่างจริงจัง และมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ยากไร้
– หลักความคุ้มค่า พบว่ามีความต้องการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่ส่วนรวม กระจายสินค้าและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบการขนส่งให้เป็นศูนย์กลาง ของอาเซียนอีกด้วย

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ข้อ 2. ตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ได้เรียบเรียงไว้และนำไปใช้ กับกระทรวง กรมต่าง ๆ มาแล้วหลายตัวแบบ ตัวแบบทั่วไป (General Model) เป็นตัวแบบหนึ่งที่ ได้ทดลองใช้มาแล้ว ท่านคิดว่าตัวแบบทั่วไปมีปัจจัยสำคัญ ๆ อะไรบ้างที่จะทำให้การนำนโยบาย ไปปฏิบัติประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร จงอธิบาย (แยกอธิบายเป็นข้อ ๆ ตามปัจจัย)

แนวคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ได้เสนอตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติไว้ 6 ตัวแบบ ดังนี้
1. ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model)
2. ตัวแบบทางด้านการจัดการ (Management Model)
3. ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model)
4. ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)
5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model)
6. ตัวแบบทั่วไป (General Model)

ตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติแบบทั่วไป (General Model) ถือว่าเป็นตัวแบบหนึ่งที่มี การนำไปทดลองใช้กับกระทรวง กรมต่าง ๆ มาแล้ว

ตัวแบบทั่วไป (General Model) มองว่า ปัจจัยที่จะทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบ ความสำเร็จนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น ขีดสมรรถนะของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามนโยบาย ความชัดเจนของตัวนโยบาย กระบวนการติดต่อสื่อสาร การให้ความร่วมมือสนับสนุนจากผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติได้ ไม่มากก็น้อย ซึ่งตัวแบบทั่วไปสามารถแสดงได้ดังรูปต่อไปนี้

(รูปภาพแผนผัง: แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง บรรทัดฐานของวัตถุประสงค์ของนโยบาย, ทรัพยากร, กระบวนการติดต่อสื่อสาร, กิจกรรมเพื่อให้การบังคับใช้มีผล, ลักษณะของหน่วยปฏิบัติ, ความสนับสนุนของผู้ปฏิบัติ, สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม, สภาวะทางการเมือง ไปสู่ ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ)

ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่ทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มีดังนี้

1. สมรรถนะของหน่วยงานที่นำนโยบายไปปฏิบัติ พิจารณาจากขีดความสามารถของ หน่วยงาน ซึ่งความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้นพบว่าส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสมรรถนะของหน่วยงานที่ รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ว่ามีความสามารถในการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์มากน้อย เพียงใด ซึ่งสมรรถนะจะมีมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยย่อยอีกหลายประการ ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคลากร เงินทุน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนปัจจัยด้านวิชาการหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในนโยบายนั้น

2. ตัวนโยบาย พิจารณาจากผลประโยชน์สัมพัทธ์ของนโยบาย กล่าวคือ เมื่อนำนโยบาย ไปปฏิบัติจะต้องมีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งผลประโยชน์สัมพัทธ์จะดูว่ามีคนที่ได้ประโยชน์ มากกว่าหรือไม่ ถ้าคนได้ประโยชน์มากกว่าก็ทำงานง่าย แต่ถ้าคนที่เสียประโยชน์มีมากกว่า และเป็นคนมีพลัง เสียงดังก็ถือเป็นเรื่องยาก จากหลักการที่ว่านโยบายที่ดีต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้กับคนที่ควรได้ประโยชน์จาก นโยบาย และไม่ควรให้ประโยชน์กับผู้ที่ไม่ควรได้ประโยชน์จากนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติจึงต้องแยกให้ ได้ว่าใครควรได้ประโยชน์ ใครไม่ควรได้ประโยชน์จากนโยบาย ถ้าทำได้การนำนโยบายไปปฏิบัติย่อมได้รับการ สนับสนุน ซึ่งประเด็นต่อมาก็คือ ความสอดคล้องระหว่างแนวทางของนโยบายกับค่านิยมในสังคม ถ้าสอดคล้องกัน สังคมจะยอมรับนโยบายได้ง่าย แต่ถ้าขัดแย้งกัน ประชาชนก็จะไม่ให้ความร่วมมือกับนโยบายนั้น ๆ

3. วัตถุประสงค์ของนโยบาย พิจารณาจากความชัดเจน ความเข้าใจตรงกัน สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ที่มี และในแต่ละข้อไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน รวมถึงความยากหรือง่ายในการรับรู้ วัตถุประสงค์ ถ้ารับรู้ยาก โอกาสที่นโยบายจะปฏิบัติให้สำเร็จย่อมน้อย แต่ถ้ารับรู้ง่าย อ่านแล้วเข้าใจว่า นโยบายต้องการอะไร ซึ่งนโยบายแบบนี้ก็จะปฏิบัติง่าย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูง และในขณะเดียวกัน ถ้ามีดัชนีชี้วัดเป็นรูปธรรม ผู้ปฏิบัติรับรู้ได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด โอกาสที่จะทำให้ประสบความสำเร็จย่อมมีมาก

4. ความเป็นไปได้ทางการเมือง พิจารณาจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือผู้นำในสังคม เช่น ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้นำทางสังคม และอิทธิพลของกลุ่มสื่อมวลชน ซึ่งต้องยอมรับว่า นโยบายใด ที่สื่อสนับสนุนหรือเชียร์จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

5. ความเป็นไปได้ทางเทคนิค/ทฤษฎี พิจารณาจากการร่างนโยบายผ่านกระบวนการ ที่ถูกต้องตามที่สังคมวางระเบียบไว้หรือไม่ เช่น นโยบายที่ต้องทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือทำ ประชาพิจารณ์เสียก่อนก็ต้องทำตามนั้น ถ้าไปทำแบบลัดขั้นตอนก็อาจจะก่อปัญหาได้ในภายหลัง รวมไปถึง แนวทางในการนำนโยบายไปปฏิบัติ นโยบายใดที่ไม่เรียกร้องให้ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มากจนเกินไป นโยบายนั้นก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้การนำนโยบายไปปฏิบัติที่ต้องขึ้นอยู่ กับเทคโนโลยี ต้องเหมาะสม ไม่ล้าสมัยเกินไปหรือล้ำสมัยจนตามไม่ทัน

6. ความพอเพียงของทรัพยากร พิจารณาจากการสนับสนุนในด้านการเงิน กล่าวคือ นโยบายนั้นจะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินอย่างมั่นคงแน่นอน ทำสัญญากันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีแผนงบประมาณที่ชัดเจน รวมไปถึงคุณภาพของกำลังคนทั้งในแง่ของความรู้และเจตคติด้วย

7. ลักษณะของหน่วยที่นำนโยบายไปปฏิบัติ พิจารณาจากประเภทของหน่วยโครงสร้าง ภารกิจเหมาะสมกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งพบว่าโครงสร้างองค์การแบบแบนราบมีลำดับชั้นน้อยจะดีกว่า โครงสร้างองค์การแบบแนวดิ่งลำดับชั้นมาก ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับงานแต่ละงาน ถ้างานที่ต้องการความละเอียด แม่นยำสูง ถ้าวิธีการผิด ผลลัพธ์ก็จะผิด จึงควรจัดโครงสร้างองค์การแบบแนวดิ่งที่แต่ละชั้นมีสมาชิกไม่กี่คน หัวหน้าสามารถควบคุมงานได้อย่างใกล้ชิดทั่วถึง สำหรับโครงสร้างองค์การแบบแบนราบนั้นจะมีลำดับชั้นน้อย แต่ละชั้นมีสมาชิกมาก จึงเหมาะกับงานที่ต้องการการปรึกษาหารือกัน ไม่มีผลลัพธ์โดยเจาะจง สามารถปฏิบัติได้ หลาย ๆ แนวทาง ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดผลก็ไม่แตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพบว่างานนโยบายจะเหมาะสมกับ แนวระนาบมากกว่า

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ข้อ 3. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองที่เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับ “ความเป็นกลางทางการเมือง” ว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง มา 2 ประเด็น และความสัมพันธ์ดังกล่าวได้สร้าง ปัญหาข้อขัดแย้งในด้านอำนาจและด้านนโยบายหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง สถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

ระบบการเมืองอำมาตยาธิปไตย คือ ระบบที่อำนาจทางการเมืองส่วนใหญ่อยู่ในมือของ ข้าราชการประจำและกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหาร ซึ่งจะต่างจาก “ความเป็นกลางทางการเมือง” ที่หมายถึงการที่บุคคลหรือองค์กรไม่ฝักใฝ่หรือสนับสนุนฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้นระบบการเมือง อำมาตยาธิปไตยจึงขัดแย้งกับความเป็นกลางทางการเมืองอย่างชัดเจน เนื่องจากระบบนี้นั้นการใช้อำนาจของ ข้าราชการในการบริหารประเทศ ซึ่งมักจะมีการจัดตั้งและรักษาอำนาจผ่านการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ในขณะที่ ความเป็นกลางทางการเมืองต้องการให้ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และไม่มีการเลือกปฏิบัติ

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองอำมาตยาธิปไตยกับความเป็นกลางทางการเมือง

1. การแทรกแซงทางการเมือง กล่าวคือ ระบบการเมืองโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา นั้นมักจะขาดสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงและมีความสามารถ ดังนั้นการถ่วงดุลหรือการควบคุมอำนาจของ ระบบราชการจึงมีน้อย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการประจำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้ามามีบทบาททาง การเมืองได้ง่าย ซึ่งดูเป็นลักษณะการขาดดุลของอำนาจ แต่หากพิจารณากันอย่างแท้จริงแล้วก็นับเป็นหน้าที่ของ ระบบราชการที่จะต้องเข้ามาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของชาติ ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองขาดองค์กรทางการเมือง พื้นฐานอื่น ๆ เช่น สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น นอกจากนี้ฝ่ายข้าราชการประจำมักจะมองว่าฝ่ายการเมืองนั้นไม่มี ความถนัดชัดเจนในการสร้างนโยบาย เนื่องจากคอยแก่งแย่งตำแหน่งกันทางการเมือง และการเข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็เป็นเพียงครั้งคราว ขาดความรู้และไม่มีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการ การไม่มี ความสามารถเฉพาะด้านดังกล่าวทำให้ฝ่ายข้าราชการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระดับน้อยที่สุดคือ การให้ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ไปจนถึงระดับมากที่สุดคือ การเข้าครอบงำฝ่ายการเมืองโดยการเสนอหรือทำนโยบายเสียเอง และกรณีนี้จะมีความรุนแรงยิ่งขึ้นถ้าหากข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในขณะเดียวกัน นอกจากนั้นความไม่ไว้วางใจฝ่ายการเมือง เนื่องจากเกรงว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าแทรกแซงในงานประจำของตน อันทำให้ผลประโยชน์และสถานภาพของตนถูกกระทบกระเทือน ซึ่งการไม่เข้าใจหรือการไม่ยอมรับปฏิบัติตาม หลักความเป็นกลางทางการเมืองก็เป็นเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำเข้าแทรกแซง ฝ่ายการเมืองเช่นกัน

2. ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง กล่าวคือ ข้าราชการประจำนั้นเข้าดำรงตำแหน่งหรือ เข้าทำงานโดยการสอบตามระบบคุณธรรม ระยะในการดำรงตำแหน่งและความมั่นคงในอาชีพนั้นจัดว่าเป็น ความแตกต่างที่ไม่แปรเปลี่ยนไป แต่ความแตกต่างด้านอื่น ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว เช่น ความรู้ ความชำนาญงาน เป็นต้น ถ้าไม่มีความผิดปฏิบัติราชการไปตามปกติ ก็อยู่ในระบบราชการไปจนปลดเกษียณอายุ ราชการ ซึ่งหมายความว่าข้าราชการประจำปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องมากกว่าข้าราชการการเมือง ส่วนข้าราชการ การเมืองนั้นเข้าดำรงตำแหน่งโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน หรือการแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจาก ประชาชน มีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อมีการยุบสภา ก่อนกำหนด มีการปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีการปฏิรูป หรือพ้นจากตำแหน่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง เช่น การปรับคณะรัฐมนตรี เป็นต้น จึงทำให้ถูกมองว่าพฤติกรรมของข้าราชการการเมืองมักผันแปรไป ตามมติมหาชนและข้อเรียกร้องของผู้มีสิทธิออกเสียง แต่สำหรับข้าราชการประจำนั้นจะปฏิบัติตนตามกรอบ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของข้าราชการ และไม่มีความจำเป็นโดยตรงที่จะเอาใจหัวคะแนนหรือประชาชน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ว่าข้าราชการประจำจะสังกัดพรรคการเมืองโดยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ ในทางปฏิบัติแล้วจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด และจะต้องทำตามมติของประชาชนที่เกี่ยว [ข้อง] โดยตรงกับงานที่ข้าราชการผู้นั้นกระทำอยู่

3. การวางตนไม่เป็นกลางทางการเมือง กล่าวคือ หลักการวางตนเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการประจำนั้นถือเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของระบบคุณธรรม ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองอาจให้ ความหมายได้ว่าเป็นการประพฤติและปฏิบัติตน โดยมีเจตจำนงที่จะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งนับเป็นหลักการ สำคัญที่มุ่งหวังให้ข้าราชการประจำปฏิบัติหน้าที่ของตนตามความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่และเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ ในทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งในฐานะของข้าราชการประจำจะต้องปฏิบัติตามนโยบาย ของรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม

ในทางปฏิบัตินั้นแม้ว่าจะมีหลักการของระบบคุณธรรมและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องดังกล่าว รวมไปถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2499 ซึ่งต้องการให้ข้าราชการวางตนเป็นกลางทางการเมืองก็ตาม แต่การปฏิบัติในหลายประการยังไม่มี ความชัดเจนเท่าที่ควร สิ่งที่ยากจะปฏิเสธก็คือ ความพึงพอใจในพรรคการเมืองหรือตัวข้าราชการการเมืองของ ตัวข้าราชการประจำแต่ละคน รวมทั้งผลประโยชน์และผลกระทบต่าง ๆ ที่จะได้รับ นอกจากนี้ในการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งของข้าราชการประจำอาจมองได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้ เนื่องจาก ข้าราชการจะมีความรู้สึกต้องการตอบแทนบุญคุณอันเป็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมของสังคมไทยประการหนึ่ง ไม่มากก็น้อย และข้าราชการการเมืองก็ได้รับการประพฤติปฏิบัติในลักษณะพิเศษหรือยกเว้น เช่น ได้รับข้อมูล ข่าวสารที่สำคัญและทันสมัย ได้รับการบริการเป็นกรณีเร่งด่วนเป็นพิเศษ เป็นต้น

ข้อขัดแย้งในด้านอำนาจ

1. ภูมิหลังที่มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ข้าราชการการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งหรือ โดยการแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง ซึ่งข้าราชการการเมืองหรือรัฐบาลมีจุดแข็งอยู่ที่สามารถอ้างความชอบธรรม จากความเห็นชอบของประชาชน และมีความลึกซึ้งทราบถึงปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อกำหนด นโยบายและเจตนารมณ์ของนโยบายได้ดี แต่ข้าราชการประจำแล้วมีความชอบธรรมของการดำรงตำแหน่ง โดยผ่านระบบคุณธรรม ซึ่งข้าราชการประจำจะมีจุดแข็งที่มีความรู้ความสามารถ มีข้อมูลข่าวสารที่ดี และมีความ ต่อเนื่องในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งหากโอกาสเอื้ออำนวยก็สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงการกำหนดนโยบายสาธารณะ ได้เช่นกัน

ในด้านการรับรู้เป้าหมายและวิธีการบริหารราชการก็ยังมีความแตกต่างกันจากโครงสร้าง การจัดองค์การและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งอำนาจหน้าที่และวิธีการ บริหารราชการที่กำหนดไว้แตกต่างกัน จึงทำให้ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำต่างก็มีเป้าหมายใน การทำงาน มีแรงจูงใจหรือแรงกดดัน ตลอดจนมีแนวทางในการทำงานและวิธีการบริหารที่แตกต่างกัน และ หากแต่ละฝ่ายต่างก็ยึดเป้าหมายและวิธีการบริหารราชการในลักษณะปัจเจกบุคคลหรือฝ่ายของตนเอง จะทำให้ เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ดีและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ

2. ข้อขัดแย้งในด้านการบริหารงานบุคคล กล่าวคือ ข้าราชการการเมืองที่เข้ามาโดยผ่าน ระบบการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งโดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นว่าเป็นการใช้ระบบการ สรรหาบุคคลตามระบบอุปถัมภ์ ซึ่งแตกต่างจากการสรรหาข้าราชการประจำที่ใช้ระบบคุณธรรม น่าจะเป็นพื้นฐาน อันหนึ่งที่ทำให้มีทัศนคติที่แตกต่างกัน แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีการบัญญัติมิให้ข้าราชการการเมืองใช้สถานะหรือ ตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายการบริหารงานบุคคลของข้าราชการประจำ ในการบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นเงินเดือน หรือการให้พ้นจากตำแหน่งก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหรือทบวง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำเกี่ยวพันกับอำนาจในการอนุมัติ หรือเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อบรรจุแต่งตั้งข้าราชการประจำระดับสูงอย่างใกล้ชิด

กรณีตัวอย่างที่ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งหลายประการที่เกิดขึ้น นั้นมาจากเรื่องของอำนาจในการบริหารงานบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “การให้คุณให้โทษ” ข้าราชการประจำ ในฐานะของผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มักจะมี แนวความคิดในการช่วงชิงอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการประจำระดับสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียง โต้แย้ง และ ช่วงชิงกันมานาน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนแนวความคิดของตนเอง เช่น ฝ่ายการเมืองอ้างว่า เมื่อตน ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้บริหารราชการแผ่นดินแล้ว ก็ควรมีอำนาจในการเลือกใช้คนได้ตามควรแก่กรณี หากฝ่ายการเมืองไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ ข้าราชการประจำก็อาจจะไม่สนองนโยบายของฝ่ายการเมือง เท่าที่ควร

ข้อขัดแย้งในด้านนโยบาย

1. การแทรกแซงการกำหนดนโยบาย กล่าวคือ การแทรกแซงการกำหนดนโยบาย สาธารณะของข้าราชการประจำหรือความพยายามของข้าราชการประจำที่จะเข้าไปมีอิทธิพลหรือเรียกร้องการ กำหนดนโยบายซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการการเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น เป้าหมายและนโยบายที่ ฝ่ายการเมืองหรือคณะรัฐมนตรีกำหนดขึ้นบางครั้งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและขาดความชัดเจน ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่ทำให้ระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข้าราชการประจำไม่สามารถ นำเอานโยบายไปปฏิบัติได้

กรณีตัวอย่างซึ่งจะเห็นได้จากการปฏิรูปทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเจตนารมณ์ ที่จะก่อให้เกิดข้าราชการการเมืองที่มีลักษณะของความเป็นอาชีพ และมีแนวโน้มว่าจะมีความเสถียรภาพหรือความ ต่อเนื่องในการดำรงตำแหน่งมากยิ่งขึ้น มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น และการบริหารราชการแผ่นดินของข้าราชการ การเมืองก็พยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องของการขาดข้อมูลที่กำหนดนโยบาย และเลือกทางเลือกหรือตัดสินใจ ให้นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่ดีออกมา แม้ว่าจะมีสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีหรือมีการยืมตัวข้าราชการ ประจำระดับเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพจำนวนหนึ่งออกมาเพื่อช่วยราชการก็ตาม ความสำคัญของระบบราชการและ ข้าราชการประจำที่เป็นสถาบันกลไกสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและให้ ข้อเท็จจริงในเชิงการปฏิบัติ หากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างเกี่ยวกับหลายฝ่าย การรวบรวมข้อมูลสำคัญ เพื่อประกอบการตัดสินใจก็จะต้องอาศัยข้าราชการเป็นผู้รวบรวม ยิ่งถ้าเรื่องใดที่ต้องอาศัยข้อมูลข่าวสาร และ คำเสนอแนะจากข้าราชการประจำมาก ๆ ก็จะยิ่งทำให้ข้าราชการประจำเข้ามามีส่วนในการผลักดันและกำหนด นโยบาย ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ของข้าราชการการเมืองสูงตามไปด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า ข้าราชการประจำยังเป็นกลไกสำคัญที่จะรองรับต่อการกำหนด นโยบาย ซึ่งข้าราชการการเมืองต้องการผลการดำเนินงานที่ดี ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมาย อุดมการณ์ และ ความต่อเนื่องในอาชีพนักการเมือง และได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งผลการดำเนินงานตามนโยบายของ ข้าราชการประจำจึงมีความสำคัญต่อข้าราชการการเมืองที่จะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการยอมรับและเห็นความสำคัญของนโยบายของข้าราชการประจำจะเป็นเครื่องประกันถึงความสำเร็จ หรือการบรรลุเป้าหมายของนโยบายที่ข้าราชการการเมืองเป็นผู้กำหนด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าข้าราชการประจำ มีส่วนสัมพันธ์ต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของข้าราชการการเมืองด้วยนั่นเอง

2. การแทรกแซงการนำนโยบายไปปฏิบัติ กล่าวคือ การแทรกแซงการนำนโยบายไป ปฏิบัติของข้าราชการการเมืองนั้นอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยที่สำคัญจะมาจากข้าราชการการเมือง ต้องการผลงานที่ชัดเจนตามนโยบายหรือเป้าหมายที่วางไว้ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายซึ่งอาจจะออกมาเป็น นโยบาย มาตรการ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ ก็ตาม ความไม่ไว้วางใจข้าราชการประจำที่ปฏิบัติงานให้บังเกิดผลใน เวลาที่กำหนดซึ่งต้องการความรวดเร็ว จึงมักจะเข้ามาแทรกแซงในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้าราชการ การเมืองมักจะเข้ามาล้วงลูก เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ หลายครั้งเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มักถูก วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากการล้วงลูกดังกล่าวจะเป็นการกำหนดงาน โครงการ เป้าหมาย พื้นที่ วิธีการ เม็ดเงินหรืองบประมาณเพื่อลงในจังหวัดหรือพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อฐานคะแนนเสียง ของตนหรือพรรคการเมืองที่ตนสังกัด

ตัวอย่างกรณีศึกษา

จากกรณีการยุบพรรคก้าวไกลของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยศาลมีคำสั่งยุบพรรค และมีการ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564 – 31 มกราคม พ.ศ. 2567 ซึ่งได้อ้างว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง โดยเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง

โดยมีใจความสำคัญหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 รับฟังได้ว่า พรรคก้าวไกลผู้ถูกร้องกระทำการล้มล้างการปกครองฯ ย่อมเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อ การปกครองฯ ด้วย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า คำว่าเป็นปฏิปักษ์ ไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึง ขนาดล้มล้างทำลายให้สิ้นไป ทั้งยังไม่จำเป็นต้องถึงขนาดตั้งตนให้เป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพียงแค่เป็น การกระทำที่มีลักษณะขัดขวาง สกัดกั้นไม่ให้เจริญก้าวหน้า หรือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือทำให้เป็นที่ลักษณะการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แล้ว”

แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฯ 2560 มาตรา 49 จะไม่ได้ระบุให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ แต่ก็มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น ใน พ.ร.ป. พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำวินิจฉัยและสั่งยุบพรรคการเมืองได้

การยุบพรรคก้าวไกลโดยศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้สร้างความกังวลและวิพากษ์วิจารณ์อย่าง กว้างขวาง โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า การกระทำของ พรรคก้าวไกลเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็น การกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า การยุบพรรคก้าวไกลเป็นผลมาจากการใช้กฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรม และศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายกว้างเกินไป ไม่ได้คำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของพรรคก้าวไกล อีกทั้งยังเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งการยุบพรรคการเมือง ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรง มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ข้อ 4. การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยมของการทำงานในระบบราชการใหม่ตามสภาวะปัจจุบันควร ดำเนินการอย่างไรที่จะสามารถสร้าง “วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย” (Bureaucratic Cultural) ที่เหมาะสมภายใต้การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (ธรรมาภิบาล) เพื่อมุ่งสู่ ระบบราชการ 4.0 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย (Bureaucratic Cultural) นั้นถูกหล่อหลอม โดยวัฒนธรรมของสังคมและการปกครอง เป็นผลให้ค่านิยมการเปิดรับต่อวัฒนธรรมอื่นและการยอมรับอำนาจ ของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า จัดได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของข้าราชการ ซึ่งแสดงออกในด้านทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการกระทำต่าง ๆ ในการทำงาน นอกจากค่านิยมหลักดังกล่าว สังคมไทยยังมีค่านิยมอีกหลายอย่าง ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย เช่น ค่านิยมความเป็นปัจเจกชนนิยม (Individualism) ค่านิยมรักสนุก ชอบอิสระ ชอบสบาย มีความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

ระบบราชการ 4.0

ระบบราชการ 4.0 หรือ “ระบบราชการดิจิทัล” เป็นระบบราชการในบริบทไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศไทยที่ว่า “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่ พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงมี นโยบายที่จะใช้โมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน หรือที่เรามักรู้จักกันว่า ไทยแลนด์ 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 ดังนั้นระบบราชการจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดรับและส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการ และราชการซึ่งเป็นฟันเฟือง สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สามารถปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับทิศทางการบริหารของประเทศ

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยมของการทำงานในระบบราชการใหม่ 4.0

1. จะทำอย่างไรให้การบริการภาครัฐสามารถตอบโจทย์ได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องการยกระดับการบริการให้มีมาตรฐานเท่านั้น
2. จะทำอย่างไรให้หน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานแบบบูรณาการร่วมมือกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบริการที่ลื่นไหล (Seamless) ซึ่งต่างจากเดิมที่มุ่งเน้นพัฒนาแต่ละหน่วยงาน สามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน
3. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐขับเคลื่อนประเทศได้ด้วยการยึดภารกิจเชิงประเด็น (Agenda- Based) โดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งต่างจากเดิมที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
4. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐขับเคลื่อน IT เพื่อพลิกโฉมทุกส่วนของภาครัฐอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Transformation) ซึ่งต่างจากเดิมที่ IT มีบทบาทเพียงแค่สนับสนุนการพัฒนาเป็นครั้งคราว
5. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐใช้เทคโนโลยีในการปรับสมดุลระหว่างความมีประสิทธิภาพและ ความโปร่งใส ซึ่งต่างจากเดิมที่ภาครัฐต้องการเพียงแค่การสร้างกลไกการปฏิบัติงานให้มีความรัดกุม เพื่อป้องกัน ช่องโหว่ของการทุจริต

ระบบราชการหรือภาครัฐนั้นจะต้องทำงานโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม ที่ดี (ธรรมาภิบาล) ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก ให้สามารถเป็นที่เชื่อถือ ไว้วางใจ และเป็นที่พึ่ง ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ด้าน คือ

1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ต้องมีความเปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน โดย บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ หรือมีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และสามารถ เข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไกหรือภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายภารกิจที่ภาครัฐไม่ควรดำเนินการเองออกไปให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการแทน

2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ ต้องทำงานในเชิงรุกและมองไปข้างหน้า โดย ตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า ประชาชนจะได้อะไร มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความต้องการและตอบสนองความต้องการ ของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อขอรับบริการหรือร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกโดยมีการเชื่อมโยงกันเองของทางราชการ เพื่อให้บริการต่าง ๆ สามารถเสร็จสิ้น ในจุดเดียว

3. มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย กล่าวคือ ต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า มี การวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ ในการตอบโต้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถใน การตอบสนองกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา ตลอดจนเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และปรับตัวเข้าสู่ สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่

การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (ธรรมาภิบาล) เพื่อมุ่งไปสู่ระบบราชการ 4.0 จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. การสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับการ ทำงานให้สูงขึ้นไปกว่าการประสานงานกัน (Coordination) หรือทำงานด้วยกัน (Cooperation) ไปสู่การร่วมมือกัน (Collaboration) อย่างแท้จริง โดยจัดระบบให้มีการวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการ ร่วมกัน มีการระดมและนำเอาทรัพยากรทุกชนิดเข้ามาแบ่งปันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการยอมรับความเสี่ยง และรับผิดชอบต่อผลสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อพัฒนาประเทศหรือแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนที่มี ความสลับซับซ้อนมากขึ้น

2. การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือ Solutions ใหม่ ๆ อันจะ เกิด Big Impact เพื่อปรับปรุงและออกแบบการให้บริการสาธารณะและนโยบายสาธารณะให้สามารถตอบโจทย์ ความท้าทายของประเทศหรือตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ อันแปรผันไปตาม สภาพพลวัตของการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยรูปแบบห้องปฏิบัติการ (Gov Lab–Public Sector Innovation Lab) และใช้กระบวนการความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

3. การปรับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของการจัดเก็บและประมวล ข้อมูลผ่าน Cloud Computing อุปกรณ์ประเภท Smart Phone และ Collaboration Tool ทำให้สามารถ ติดต่อกันได้อย่าง Real Time ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอันสลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้

 

POL3301 นโยบายสาธารณะ s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3301 นโยบายสาธารณะ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 1. – 5. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Harold Lasswell
(2) Thomas R. Dye
(3) Theodore Lowi
(4) William Greenwood
(5) Carl J. Friedrich
————————————————————————-

1. ใครให้เหตุผลในการกำหนดนโยบายไว้ 3 ประการ คือ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เหตุผลทางวิชาชีพ และเหตุผลทางการเมือง
ตอบ 2 หน้า 57, (คำบรรยาย) โทมัส อาร์. ดาย (Thomas R. Dye) ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผล (ความสำคัญ) ของการศึกษาและการกำหนดนโยบายสาธารณะไว้ 3 ประการ คือ
1. เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Reasons) คือ การทำความเข้าใจเหตุและผลของการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย เพื่อให้ได้นโยบายที่มีเหตุผลมากที่สุด
2. เหตุผลทางวิชาชีพ (Professional Reasons) คือ การนำความรู้เชิงนโยบายไปใช้แก้ปัญหาทางด้านการปฏิบัติ โดยวิชาชีพที่แตกต่างกันจะทำให้การกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติของแต่ละวิชาชีพมีความแตกต่างกัน
3. เหตุผลทางการเมือง (Political Reasons) คือ การดัดแปลงนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสมทางการเมืองมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยการใช้เหตุผลทางการเมืองมักจะทำให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผลแต่เป็นที่ยอมรับของประชาชน เช่น นโยบายประชานิยมต่าง ๆ เป็นต้น

2. ใครได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งนโยบายศาสตร์
ตอบ 1 หน้า 3, 58 – 59 ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell) ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่เน้นการสร้างภาพรวมและได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์” ได้ให้ความหมายนโยบายสาธารณะร่วมกับอับราแฮม แคปแพลน (Abraham Kaplan) ว่า “นโยบายสาธารณะ หมายถึง แผนหรือโครงการที่กำหนดขึ้น อันประกอบด้วยเป้าหมาย คุณค่า และแนวการปฏิบัติงานต่างๆ”

3. ใครจำแนกประเภทของนโยบายตามเนื้อหาสาระของนโยบาย
ตอบ 3 หน้า 5 – 6, (คำบรรยาย) ธีโอดอร์ โลวาย (Theodore Lowi) ได้เสนอให้จำแนกประเภทของนโยบายตามเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของนโยบายนั้น ๆ ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. นโยบายที่เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับ (Regulative Policy)
2. นโยบายการกระจายบริการของรัฐ (Distributive Policy)
3. นโยบายเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมหรือการจัดสรรทรัพยากรเสียใหม่ (Re-Distributive Policy)

4. ใครกล่าวว่านโยบายสาธารณะหมายถึงการตัดสินใจขั้นต้นของรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางกว้าง ๆ สำหรับเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินงานของหน่วยงานไปสู่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
ตอบ 4 หน้า 3 วิลเลียม กรีนวูด (William Greenwood) กล่าวว่า นโยบายสาธารณะ หมายถึง การตัดสินใจขั้นต้นของรัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางกว้าง ๆ สำหรับเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินงานของหน่วยงานไปสู่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

5. ใครกล่าวว่าอุปสรรคเป็นพื้นฐานผลักดันให้มีการเสนอนโยบายขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์
ตอบ 5 หน้า 3 คาร์ล เจ. ฟรีดริช (Carl J. Friedrich) กล่าวว่า นโยบายสาธารณะ หมายถึง ข้อเสนอสำหรับแนวทางการดำเนินงานของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือรัฐบาล ภายในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่งซึ่งอาจมีทั้งอุปสรรคและโอกาสบางประการ โดยอุปสรรคและโอกาสนี้จะเป็นพื้นฐานผลักดันให้มีการเสนอนโยบายขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ และเอาชนะสภาพการณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ก็นำไปสู่เป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 6. – 10. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) ประสิทธิผล
(2) ประสิทธิภาพ
(3) ความเหมาะสม
(4) ความพอเพียง
(5) ความสามารถในการตอบสนอง
————————————————————————-

6. ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบาย ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 1 หน้า 98, (คำบรรยาย) ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการผลิตผลผลิตหรือให้บริการได้ครบถ้วนตรงตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้

7. การใช้เกณฑ์หลาย ๆ เกณฑ์มาพิจารณาพร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 3 หน้า 101 ความเหมาะสม (Appropriateness) หมายถึง การพิจารณาคุณค่าและความเหมาะสมของเป้าหมายของทางเลือกที่กำหนดไว้ โดยการนำเกณฑ์หลาย ๆ เกณฑ์มาพิจารณาพร้อม ๆ กัน

8. ความสามารถในการผลิตผลผลิตหรือให้บริการโดยมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 2 หน้า 99, (คำบรรยาย) ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายโดยใช้ต้นทุนต่ำสุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการผลิตผลผลิตหรือให้บริการโดยมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด

9. ความสามารถของทางเลือกที่สอดคล้องกับค่านิยมพื้นฐานของกลุ่มต่าง ๆ ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 5 หน้า 101 ความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง ความสามารถของทางเลือกที่สอดคล้องกับความต้องการ ความชอบ และค่านิยมพื้นฐานของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งทางเลือกที่มีความสามารถในการตอบสนองสูงก็คือ ทางเลือกที่สามารถทำให้กลุ่มที่มีความจำเป็นสูงได้รับผลจากทางเลือกนั้นด้วย

10. ความสามารถในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่ ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 4 หน้า 100 ความพอเพียง (Adequacy) หมายถึง ความสามารถในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่ โดยทั่วไปเงื่อนไขของทรัพยากรมักจะวัดในรูปของงบประมาณที่มีอยู่

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 11. – 15. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) ทฤษฎีกลุ่ม
(2) ทฤษฎีผู้นำ
(3) ทฤษฎีระบบ
(4) ทฤษฎีสถาบันนิยม
(5) ทฤษฎีการตัดสินใจ
————————————————————————-

11. สังคมถูกแบ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจกับกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีอำนาจ คนกลุ่มน้อยเป็นผู้กำหนดนโยบายตามความต้องการหรือค่านิยมของตน เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 2 หน้า 106 – 107, (คำบรรยาย) ทฤษฎีผู้นำ (Elite Theory) อธิบายว่า
1. สังคมถูกแบ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจกับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีอำนาจ โดยผู้ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม แต่มีอำนาจเป็นผู้ตัดสินหรือจัดสรรคุณค่าของสังคมและกำหนดนโยบายสาธารณะให้เป็นไปตามความต้องการหรือค่านิยมของตน ขณะที่ประชาชนหรือคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในนโยบายสาธารณะด้วย
2. ผู้นำจะแสดงความสมานฉันท์กับค่านิยมพื้นฐานของระบบสังคมและพยายามสงวนรักษาระบบไว้
3. นโยบายสาธารณะไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการของมวลชน แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นค่านิยมของผู้นำมากกว่า
4. ผู้นำมีอิทธิพลต่อมวลชนมากกว่ามวลชนมีอิทธิพลต่อผู้นำ ฯลฯ

12. นโยบายสาธารณะได้มาจากการเจรจาต่อรอง เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 1 หน้า 107, (คำบรรยาย) ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) อธิบายว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับนโยบายสาธารณะ โดยชี้ให้เห็นว่านโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการเจรจาต่อรอง การประนีประนอม และการถ่วงดุลผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

13. ตัวแบบเหตุผลนิยม เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 5 หน้า 108 ตัวแบบเหตุผลนิยม (Rational Comprehensive Model) เป็นตัวแบบที่อยู่ในทฤษฎีการตัดสินใจ (Decision Making Theory) อธิบายว่า นโยบายเกิดจากการตัดสินใจภายใต้หลักการของเหตุและผล โดยอาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริง ประกอบกับการคำนึงถึงคุณค่าต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งนโยบายที่ดีที่สุดและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นนโยบายที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุด ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเกิดความพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลตอบแทนที่ได้รับมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เสียไป

14. กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นจากบทบาทของรัฐ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 4 หน้า 108 ทฤษฎีสถาบันนิยม (Institutional Theory) อธิบายว่า กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นจากบทบาทของสถาบันของรัฐ ดังนั้นการกำหนดนโยบายสาธารณะซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งทางการเมืองย่อมมาจากสถาบันของรัฐด้วย ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีความชอบธรรม มีความเป็นสากล และมีการผูกขาดอำนาจบังคับ

15. สภาพแวดล้อม เป็นตัวแปรที่สำคัญในทฤษฎีใด
ตอบ 3 หน้า 108, (คำบรรยาย) ทฤษฎีระบบ (System Theory) อธิบายว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบ โดยเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สำคัญ 5 ตัวแปร คือ
1. ปัจจัยนำเข้า (Inputs)
2. กระบวนการ (Process)
3. ปัจจัยนำออกหรือผลผลิต (Outputs)
4. ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)
5. สภาพแวดล้อม (Environment)

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 16. – 20. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) James E. Anderson
(2) Charles E. Merriam
(3) Stuart S. Nagel
(4) William Dunn
(5) E.S. Quade
————————————————————————-

16. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายไว้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ประยุกต์ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลมาแปรรูปเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่มีสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน
ตอบ 4 หน้า 72 วิลเลียม ดันน์ (William Dunn) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ประยุกต์ที่ใช้วิธีการหลากหลายในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลมาแปรรูปเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในทางการเมืองที่มีสภาวการณ์แตกต่างกัน

17. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายไว้ว่าเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารในการปรับปรุงวิธีการกำหนดนโยบาย
ตอบ 5 หน้า 72 เควค (E.S. Quade) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารในการปรับปรุงวิธีการกำหนดนโยบายเพื่อการตัดสินใจ โดยการใช้เทคนิคการวิจัยดำเนินงาน การวิเคราะห์ระบบ การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ การวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผล และรูปแบบอื่น ๆ ที่จะได้มาซึ่งการแก้ปัญหาในทางการเมืองและองค์การด้วยการตัดสินใจและการนำไปปฏิบัติ

18. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายไว้ว่าเป็นการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในชุดของเป้าหมายที่กำหนดไว้
ตอบ 3 หน้า 72 สจ๊วตท์ เอส. นาเกล (Stuart S. Nagel) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นการกำหนดและตัดสินทางเลือกของนโยบาย โดยการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุดในชุดของเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเปรียบเทียบทางเลือกเหล่านั้นกับการบรรลุเป้าหมาย

19. ใครจำแนกกระบวนการของนโยบายออกเป็น 5 ขั้นตอน
ตอบ 1 หน้า 18 เจมส์ อี. แอนเดอร์สัน (James E. Anderson) ได้จำแนกกระบวนการของนโยบายออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1. การกำหนดปัญหา (Problem Formation) 2. การกำหนดกรอบของนโยบาย (Formulation) 3. การยอมรับนโยบาย (Adoption) 4. การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation) 5. การประเมินผลนโยบาย (Evaluation)

20. ใครกล่าวว่านโยบายศาสตร์เป็นการผสมผสานแนวคิดการวิเคราะห์เชิงประจักษนิยมกับพหุนิยมใหม่เข้าด้วยกัน
ตอบ 2 หน้า 59 ชาร์ลส์ อี. เมอร์เรียม (Charles E. Merriam) กล่าวว่า นโยบายศาสตร์เป็นการผสมผสานแนวคิดการวิเคราะห์เชิงประจักษนิยม (Empiric-Analytic Approach) กับพหุนิยมใหม่ (Neo-Pluralist Tradition) เข้าด้วยกัน ดังนั้นการวิเคราะห์นโยบายจึงควรเน้นในเรื่องค่านิยมและการมีส่วนร่วมของประชาชน

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 21. – 25. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) การก่อตัวของนโยบาย
(2) การนำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) การเตรียมและเสนอนโยบาย
(4) การอนุมัติและประกาศนโยบาย
(5) การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย
————————————————————————-

21. การพิจารณาปัญหานโยบายเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 1 หน้า 23 – 25 ขั้นตอนการก่อตัวของนโยบาย (Policy Formation) ประกอบด้วย
1. การพิจารณาปัญหาหรือความต้องการของประชาชน 2. การพิจารณาเวลาที่เกิดปัญหา
3. ปัญหาที่รัฐบาลสนใจ 4. การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

22. การกำหนดทางเลือก และการกำหนดวัตถุประสงค์เป็นขั้นตอนใด
ตอบ 3 หน้า 25 – 26, (คำบรรยาย) การเตรียมและเสนอนโยบาย (Policy Formulation) เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการศึกษาค้นคว้าเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายเรื่องนั้น ๆ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย
1. การกำหนดวัตถุประสงค์
2. การกำหนดทางเลือก
3. การจัดทำร่างนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ แนวทางและมาตรการ การจัดลำดับทางเลือก และการหาข้อมูลประกอบการพิจารณา

23. การจัดวาระในการพิจารณานโยบายเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 4 หน้า 49 – 50 ขั้นตอนการอนุมัติและประกาศนโยบาย (Policy Adoption) ประกอบด้วย
1. การจัดวาระในการพิจารณานโยบาย 2. การพิจารณาร่างนโยบาย
3. การอนุมัติหรือไม่อนุมัติ 4. การประกาศนโยบาย

24. การสรุปผลของนโยบายทั้งหมดไปใช้ในการกำหนดนโยบายอื่นเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 5 หน้า 52 – 53 ขั้นตอนการปรับปรุง แก้ไข และยกเลิกนโยบาย (Policy Termination) ประกอบด้วย 1. การนำผลหรือข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลนโยบายมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจในการปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกนโยบาย 2. การนำผลสรุปของการประเมินผลนโยบายทั้งหมดไปใช้ในการกำหนดนโยบายอื่น ๆ ต่อไป

25. การที่หน่วยงานนำนโยบายมาแปลงเป็นแผนงานและโครงการเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 2 หน้า 50 – 51, (คำบรรยาย) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงการนำทรัพยากรต่าง ๆ ไปจัดสรรเพื่อก่อให้เกิดผลตามนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย 1. การส่งต่อนโยบาย (Policy Delivery)
2. การตีความหรือแปลงนโยบายออกมาเป็นแผนงานและโครงการ
3. การชี้แจงเกี่ยวกับนโยบาย 4. การดำเนินงานของหน่วยงานระดับปฏิบัติ (Street-Level Bureaucracy) 5. การจัดระบบสนับสนุน ได้แก่ ข้อมูลข่าวสาร การมอบหมายอำนาจหน้าที่และการติดต่อสื่อสาร 6. การติดตามและควบคุมผลการปฏิบัติงาน

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 26. – 30. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) การระดมสมอง
(2) การวิจัยดำเนินงาน
(3) แผนภูมิก้างปลา
(4) ตารางวิเคราะห์ปัญหา
(5) การสร้างดัชนี
————————————————————————-

26. เทคนิคใดเกี่ยวข้องกับค่าต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม
ตอบ 5 หน้า 114, (คำบรรยาย) การสร้างดัชนีสังคม (Social Indicator) เป็นเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับค่าต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม โดยดัชนีสังคมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ดัชนีแบบปรนัย มีลักษณะเป็นรูปธรรมและให้ค่าทางตัวเลขได้ 2. ดัชนีแบบอัตนัย มีลักษณะเป็นนามธรรม สังเกตไม่ได้ จับต้องไม่ได้ และให้ค่าทางตัวเลขค่อนข้างลำบาก

27. การวิเคราะห์ปัญหาโดยการประชุมร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อแสดงความคิดเห็นหาแนวทางในการแก้ปัญหา เกี่ยวข้องกับเทคนิคใด
ตอบ 1 หน้า 113 การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นการวิเคราะห์ปัญหาโดยการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อแสดงความคิดเห็นและหาแนวทางในการแก้ปัญหา วิธีการนี้จะทำให้ได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากผู้ที่เกี่ยวข้องได้หลากหลายมุมมองและมีแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุด

28. เทคนิคใดที่พัฒนามาจากกลุ่มสร้างคุณภาพงาน
ตอบ 3 หน้า 113 แผนภูมิก้างปลา (Fishbone or Ishikawa Diagram) เป็นเทคนิคที่พัฒนามาจากภาคเอกชนที่เรียกว่า Q.C.C. (Quality Control Circle) หรือกลุ่มสร้างคุณภาพงาน โดยเทคนิคนี้ผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มงานเดียวกันจะร่วมกันแก้ปัญหาเพราะทราบถึงสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยละเอียด

29. เทคนิคใดใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์วิเคราะห์ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน
ตอบ 2 หน้า 113 การวิจัยดำเนินงาน (Operation Research) เป็นการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้ตัวแบบ (Model) ทางคณิตศาสตร์มาวิเคราะห์ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน มีตัวแปรหรือปัจจัยสำคัญหลายตัว ผู้วิเคราะห์ไม่สามารถใช้ความคิดเห็นส่วนตัวมาเป็นข้อสรุปได้

30. เทคนิคใดนำสภาพปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาได้ชัดเจน
ตอบ 4 หน้า 112, (คำบรรยาย) ตารางวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis Table) เป็นการวิเคราะห์ปัญหาโดยการจัดทำเป็นตาราง โดยการนำสภาพปัญหา (ลักษณะของปัญหา) สาเหตุ (กลุ่มของสาเหตุ) และแนวทางแก้ไขปัญหามาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาได้ชัดเจนในตารางเดียวกัน

31. การนำศาสตร์ในหลาย ๆ สาขามาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เป็นแนวโน้มในเรื่องใด
(1) แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า
(2) แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ
(3) แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย
(4) แนวโน้มเกี่ยวกับรูปแบบ
(5) แนวโน้มเกี่ยวกับการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน
ตอบ 3 หน้า 74 แนวโน้มการวิเคราะห์นโยบายในอนาคต มี 3 แนวโน้มใหญ่ คือ
1. แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า จะมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายโดยหาทางเลือกที่ดีที่สุดที่ทำให้ประชาชนพอใจ และสนองต่อคุณค่าต่าง ๆ ของสังคม โดยการเน้นให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้นโยบายที่เกิดขึ้นสนองตอบต่อสังคมโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง
2. แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย จะมุ่งเน้นการหาวิธีการที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้โดยการพิจารณามิติทางการเมืองและการบริหาร และมีการนำศาสตร์ในหลาย ๆ สาขาวิชามาใช้ในการวิเคราะห์นโยบายในลักษณะสหวิทยาการ
3. แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ จะมุ่งเน้นการนำหลักการทางธุรกิจมาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เช่น การวิเคราะห์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน (Cost-Benefit) รวมทั้งการคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่จะเกิดขึ้นด้วย

32. กระแสความคิดที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นการสร้างภาพรวม และกลุ่มที่ต่อต้านการสร้างภาพรวม อยู่ในยุคใด
(1) ยุคพัฒนาประสิทธิผล
(2) ยุคเริ่มต้น
(3) ยุคพัฒนาให้เป็นศาสตร์
(4) ยุคการนำไปปฏิบัติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 58 – 59 กระแสความคิดในยุคพัฒนาให้เป็นศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่เน้นการสร้างภาพรวม (Synopsis) เป็นกลุ่มที่ใช้ทฤษฎีระบบเป็นแนวคิดหลัก ใช้ประจักษนิยมเชิงสถิติเป็นระเบียบวิธี และใช้การคำนวณค่าสูงสุดเป็นเกณฑ์การตัดสินใจ เช่น แนวคิดของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell) ชาร์ลส์ อี. เมอร์เรียม (Charles E. Merriam) ธีโอดอร์ โลวาย (Theodore Lowi) เป็นต้น
2. กลุ่มที่ต่อต้านการสร้างภาพรวม (Anti-Synopsis) เป็นกลุ่มที่ใช้พหุนิยมเป็นแนวคิดหลัก ใช้การวิเคราะห์เฉพาะบริบทและเฉพาะกรณีเป็นระเบียบวิธี และใช้ความสมเหตุสมผลทางสังคมหรือการบูรณาการผลประโยชน์เป็นเกณฑ์การตัดสินใจ เช่น แนวคิดของไวท์ วอลโด (Dwight Waldo) โรเบิร์ต เอ. ดาห์ล (Robert A. Dahl) เฮอร์เบิร์ต ไซมอน (Herbert Simon) เป็นต้น

33. การนำหลักการทางธุรกิจมาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เป็นแนวโน้มในเรื่องใด
(1) แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า
(2) แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ
(3) แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย
(4) แนวโน้มเกี่ยวกับรูปแบบ
(5) แนวโน้มเกี่ยวกับการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

34. ปัญหาที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้แนวทางแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งมีลักษณะไม่คงที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) ความเป็นอัตนัยของปัญหา
(2) ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของปัญหา
(3) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน
(4) ปัญหาที่มีโครงสร้างแน่นอน
(5) ความเป็นพลวัตของปัญหา
ตอบ 5 หน้า 91 ความเป็นพลวัตของปัญหา (Dynamism) คือ ปัญหานโยบายแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้แนวทางแก้ปัญหาก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งมีลักษณะไม่คงที่ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ถาวรจึงไม่มี มีเพียงแต่แก้ปัญหาหนึ่งซึ่งอาจก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่เปลี่ยนสภาพไปนั่นเอง

35. ปัญหาที่ยุ่งยากมากที่สุด สลับซับซ้อนมากที่สุด มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทางออกมีหลายวิธีจนไม่จำกัด เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) ความเป็นอัตนัยของปัญหา
(2) ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของปัญหา
(3) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน
(4) ปัญหาที่มีโครงสร้างแน่นอน
(5) ความเป็นพลวัตของปัญหา
ตอบ 3 หน้า 92 ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน (Ill-Structured Problem) ถือเป็นปัญหาที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากที่สุด เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดประเด็นปัญหาจำนวนมาก ทางออกในการแก้ปัญหามีหลายวิธีจนไม่จำกัด อรรถประโยชน์ไม่เป็นที่ยอมรับทั่วกัน นอกจากนี้ผลลัพธ์ก็ไม่มีทางทราบได้ และการคำนวณหาความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ก็ทำไม่ได้ด้วย เช่น ปัญหาในการพัฒนาชนบท เป็นต้น

36. เพรสแมนและวิลดัฟสกี้นิยามความหมายของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ข้อใดถูกต้อง
(1) ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินงานต่าง ๆ ตามนโยบาย
(2) การจัดหาวิธีในการดำเนินการ หรือทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
(3) ขั้นตอนการทำงานโดยมีปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์
(4) เน้นภารกิจหลักของภาครัฐ ภาคเอกชนร่วมงาน ดำเนินงานต่าง ๆ
(5) การนำไปปฏิบัติ ทำให้สำเร็จ เติมเต็ม ผลลัพธ์ ทำให้สมบูรณ์
ตอบ 5 หน้า 142 – 143 เพรสแมนและวิลดัฟสกี (Pressman & Wildavsky) กล่าวว่า การนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ การนำไปปฏิบัติ ทำให้สำเร็จ เติมเต็ม ผลลัพธ์ ทำให้สมบูรณ์ และการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จนั้นต้องกำหนดรูปแบบของนโยบายไปพร้อมกับวิธีการนำนโยบายไปปฏิบัติ

37. เพรสแมนและวิลดัฟสกี้กล่าวถึงการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จต้องกำหนดสิ่งใด
(1) ผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่พร้อมวิธีการดำเนินงาน
(2) ผู้รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) ขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินงาน
(4) งบประมาณในการดำเนินงาน
(5) รูปแบบของนโยบายไปพร้อมกับวิธีการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 36. ประกอบ

38. วิลเลียมส์มักเน้นความหมาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ การดำเนินการเพื่อให้นโยบายสำเร็จลุล่วง มีความคล้ายคลึงกับนักวิชาการใด
(1) โทมัส บี. สมิท และแมคลัฟลิน
(2) เพรสแมน & วิลดัฟสกี และบาร์แดช
(3) ไบรเซนไชน์และกอกจิน
(4) เพรสแมน & วิลดัฟสกี และซาบาเตียร์ & แมซมาเนียน
(5) แวน มิเตอร์ & แวน ฮอร์น และซาบาเตียร์ & แมซมาเนียน
ตอบ 4 หน้า 143 วิลเลียมส์ ชี้ว่า กิริยาที่เรียกว่า นำไปปฏิบัติ (Implement) มีความหมายหลักอยู่ 2 ประการ คือ
1. การจัดหาหรือตระเตรียมวิธีการทั้งหลายทั้งปวงที่จะทำให้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงให้พรักพร้อม
2. การดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งในทรรศนะของวิลเลียมส์เขาเน้นความหมายประการที่สองมากกว่าความหมายแรก นั่นคือ ในทรรศนะของวิลเลียมส์นั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ การดำเนินการเพื่อให้นโยบายสำเร็จลุล่วงซึ่งเป็นความหมายที่คล้ายคลึงกับความหมายที่เพรสแมนและวิลดัฟสกี และซาบาเตียร์และแมซมาเนียนยึดถือนั่นเอง

39. นักวิชาการรุ่นบุกเบิกของการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ นักวิชาการท่านใด
(1) พอล เอ. ซาบาเตียร์
(2) เพรสแมนและวิลดัฟสกี
(3) ยูยีน บาร์แดช
(4) ริปเลย์และแฟรงกลิน
(5) มิลบรีย์ แมคลัฟลิน
ตอบ 2 หน้า 144 – 145 เพรสแมนและวิลดัฟสกี (Pressman & Wildavsky) นักวิชาการรุ่นบุกเบิกของการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้เสนอผลงานการวิจัยการนำนโยบายไปปฏิบัติภายใต้ชื่อ “Implementation” เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งผลงานฉบับนี้ถือว่าเป็นก้าวหน้าสำคัญชิ้นหนึ่งที่ทำให้เกิดวิชาการนำนโยบายไปปฏิบัติขึ้นในการศึกษานโยบายสาธารณะ

40. การนำนโยบายไปปฏิบัติ วิลเลียมเน้นการพิจารณาในฐานะอะไร
(1) นักทฤษฎีองค์การ
(2) นักทฤษฎีการจัดองค์การ
(3) นักทฤษฎีพฤติกรรมองค์การ
(4) นักทฤษฎีระบบองค์การ
(5) นักทฤษฎีนโยบายสาธารณะ
ตอบ 1 หน้า 144 ลักษณะสำคัญของการนำนโยบายไปปฏิบัติอาจมีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับจุดเน้นหรือความสนใจของนักวิชาการแต่ละคน เช่น แมซมาเนียนและซาบาเตียร์มองการนำนโยบายไปปฏิบัติจากทรรศนะทางกฎหมายและมองจากระดับมหภาค ในขณะที่วิลเลียมเน้นการพิจารณาในฐานะของนักทฤษฎีองค์การ กล่าวคือ มองโดยใช้องค์การเป็นกรอบอ้างอิง

41. แรนดาล ริปเลย์ และเกรซ แฟรงกลินกล่าวถึงลักษณะของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ข้อใดถูก
(1) ผู้เกี่ยวข้องเป็นคนสำคัญ ๆ ในคณะรัฐบาล
(2) นโยบายเป็นของรัฐ ตอบสนองประชากรได้
(3) รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก
(4) มีหน่วยงานหลายระดับ หลายกระทรวง
(5) หน่วยงานในทุกระดับสามารถกำหนดนโยบายได้
ตอบ 4 หน้า 144 แรนดาล ริปเลย์ และเกรซ แฟรงกลิน (Randell Ripley and Grace Franklin) ได้พิจารณาลักษณะของการนำนโยบายไปปฏิบัติว่ามีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
1. มีผู้เกี่ยวข้องสำคัญ ๆ มากมาย
2. ผู้เกี่ยวข้องล้วนมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายและมักแตกต่างกัน
3. นโยบายและโครงการของรัฐบาลมักขยายใหญ่โตขึ้นทุกวัน
4. หน่วยงานในหลายระดับ จากหลายกระทรวง ทบวง กรม มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ
5. มีปัจจัยหลายประการที่สำคัญมากและอยู่นอกเหนือการควบคุม

42. การนำนโยบายการจ้างงานชนกลุ่มน้อยไปปฏิบัติไม่ประสบผลสำเร็จ ตามแนวคิดของเพรสแมนและวิลดัฟสกี พบว่า
(1) เทคโนโลยีไม่ได้มาตรฐาน
(2) มีหน่วยงานหลายระดับในการดำเนินงาน
(3) วัตถุประสงค์หลากหลาย ไม่แน่นอน
(4) ผู้นำองค์การขาดการสื่อสารที่ดี
(5) ขาดการประสานงานที่ดี
ตอบ 5 หน้า 145 งานวิจัยของเพรสแมนและวิลดัฟสกี (Pressman & Wildavsky) พบว่า การนำนโยบายการจ้างงานชนกลุ่มน้อยไปปฏิบัติไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดจากผู้ริเริ่มและรับผิดชอบไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีประเด็นการตัดสินใจมากจนเกินไป มีจำนวนหน่วยงานเข้าไปมีส่วนร่วมมากและต่างก็มีวัตถุประสงค์และวิธีปฏิบัติที่ต่างกัน ตัวโครงการไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย การควบคุมกับการอนุมัติงบประมาณขัดแย้งกัน ลักษณะการดำเนินงานกระทำด้วยความเร่งรีบมีความสลับซับซ้อนสูง และขาดการประสานงานที่ดี

43. อาคม ใจแก้ว กล่าวถึงวิธีการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ ข้อใดถูก
(1) มาตรฐานของนโยบาย
(2) การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอและเหมาะสม
(3) การแสวงหาผลประโยชน์ภายในองค์การ
(4) ปัจจัยด้านนโยบายมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านองค์การ
(5) แรงจูงใจของผู้ปฏิบัตินโยบาย คือ ค่าตอบแทน เงินเดือน และสวัสดิการ
ตอบ 4 หน้า 148 – 149 อาคม ใจแก้ว ได้ศึกษาเรื่อง “การนำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จ” ซึ่งพบว่า ในการทดสอบเชิงปริมาณตัวแบบที่ 2 ปัจจัยด้านข้าราชการและปัจจัยด้านงบประมาณมีความสัมพันธ์ทางตรงกับความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติเชิงทัศนคติ ส่วนปัจจัยด้านนโยบายมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านองค์การ และปัจจัยด้านข้าราชการ ปัจจัยด้านการใช้ข้อมูลและกระบวนการติดต่อไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จเชิงทัศนคติ

44. กระบวนการทำงานทางปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ ของนักวิชาการท่านใด
(1) Pressman & Wildavsky
(2) Eugene Bardach
(3) Brizendine
(4) Milbrey McLaughlin
(5) Malcom Goggin
ตอบ 2 หน้า 142 ยูยีน บาร์แดช (Eugene Bardach) กล่าวว่า กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึง กระบวนการทำงานทางปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของนโยบายก็ได้

45. ไบรเซนไชน์เสนอวิทยานิพนธ์ “California Educational Policy Implementation : The Case of Stull Act” เป็นการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ แบ่งออกเป็นกี่ระยะ
(1) 2 ระยะ
(2) 3 ระยะ
(3) 4 ระยะ
(4) 5 ระยะ
(5) 6 ระยะ
ตอบ 2 หน้า 145 – 146 อีมิลี ไชมี โลวี ไบรเซนไชน์ (Emily Chi-Mei Lowe Brizendine) ได้เสนอวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “California Educational Policy Implementation : The Case of Stull Act” เมื่อปี ค.ศ. 1986 ซึ่งเป็นการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเน้นเรื่องกฎหมาย “Stull Act” ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรการในการปฏิรูปโรงเรียนรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นที่การประเมินครูเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อความสำเร็จทางการศึกษาของโรงเรียน โดยการศึกษาได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. การสำรวจโรงเรียนในเขตพื้นที่ 2. การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 3. การสัมภาษณ์และใช้แบบสอบถาม

46. ตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อศักยภาพของการนำนโยบายไปปฏิบัติของมอลคอม กอกจิน คือ
(1) นโยบาย องค์การ และผู้ปฏิบัติงาน
(2) องค์การ ผู้ปฏิบัติ และการประเมิน
(3) นโยบาย ขั้นตอน และการประเมิน
(4) สภาพแวดล้อม ผู้ปฏิบัติ และการประเมิน
(5) นโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และมาตรฐาน
ตอบ 1 หน้า 156 มอลคอม กอกจิน (Malcom Goggin) ได้เสนอผลจากการศึกษาเพิ่มเติม โดยพบว่าตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อศักยภาพของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่ นโยบาย องค์การ และผู้ปฏิบัติงาน โดยมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม มาเกี่ยวข้องด้วย

47. ข้อใดถูก Van Meter & Van Horn กล่าวถึงการนำนโยบายไปปฏิบัติเชื่อมโยงนโยบายและผลปฏิบัติการ
(1) การตัดสินใจเลือกนโยบาย ตัวเชื่อม และการประเมินผล
(2) สมรรถนะ ตัวเชื่อม และผลสำเร็จ
(3) นโยบาย ตัวเชื่อม และสมรรถนะ
(4) ปัจจัยนำเข้า ตัวเชื่อม และนโยบาย
(5) กำหนด วิธีการ และการประเมินผลนโยบาย
ตอบ 3 หน้า 152 แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น (Van Meter & Van Horn) ได้กำหนดถึงผลต่อพฤติกรรมในการนำนโยบายไปปฏิบัติว่าต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่างนโยบายและผลปฏิบัติการ ได้แก่ 1. นโยบาย (Policy) 2. ตัวเชื่อม (Linkage) 3. สมรรถนะในการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Performance)

48. รูปแบบของนโยบายในทัศนะของมอลคอม กอกจิน ประกอบด้วย
(1) รูปแบบราชการ รูปแบบการบริหาร รูปแบบบูรณาการ
(2) รูปแบบการเมือง รูปแบบสมานฉันท์ รูปแบบความร่วมมือ
(3) รูปแบบการเมือง รูปแบบการปกครอง รูปแบบผสมผสาน
(4) รูปแบบการเมือง รูปแบบการบริหาร รูปแบบบริหารการเมือง
(5) รูปแบบการเมือง รูปแบบประสานงาน รูปแบบทางการ
ตอบ 4 หน้า 156, 159 มอลคอม กอกจิน (Malcom Goggin) ได้เสนอรูปแบบของนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบการเมือง (Political) 2. รูปแบบการบริหาร (Administration) 3. รูปแบบผสมหรือการบริหารการเมือง (Political Administrative)

49. บาร์แดช พบว่า ปัญหาในการนำนโยบายไปปฏิบัติล้มเหลวเพราะเหตุใด ข้อใดถูก
(1) ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
(2) ปัญหาการเมืองระดับชาติ
(3) ความไม่เห็นพ้องระหว่างผู้ปฏิบัติฝ่ายต่าง ๆ
(4) ความไม่ต่อเนื่องของการดำเนินงาน
(5) สภาพแวดล้อมปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
ตอบ 3 หน้า 157 – 158 ยูยีน บาร์แดช (Eugene Bardach) ได้ทำการศึกษาการปฏิรูปนโยบายด้านสุขภาพจิตในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ปัญหาในการนำนโยบายไปปฏิบัติล้มเหลวมีสาเหตุมาจาก
1. ความไม่เห็นพ้องระหว่างผู้ปฏิบัติฝ่ายต่าง ๆ หรือมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติในลักษณะที่ซับซ้อนเกินไป
2. การนำเกมของการนำนโยบายไปปฏิบัติมาใช้ ได้แก่
– เกมที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรไปในทางที่ผิด
– เกมที่ทำให้เป้าหมายของนโยบายบิดเบือนไปจากเดิม

50. ข้อใดถูกต้องตามแนวคิดของบาร์แดช ปัจจัยที่ส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติล้มเหลว
(1) เกมที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรไปในทางที่ผิด
(2) เกมที่มีเป้าหมายชัดเจน
(3) เกมที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรเฉพาะกิจ
(4) เกมที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก
(5) เกมที่มีผลประโยชน์ในการต่อรอง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 49. ประกอบ

51. นักวิชาการที่เริ่มต้นศึกษา “การนำนโยบายไปปฏิบัติ” อย่างเป็นระบบ คือ ท่านใด
(1) โทมัส บี. สมิท
(2) เพรสแมนและวิลดัฟสกี
(3) พอล เอ. ซาบาเตียร์
(4) ยูยีน บาร์แดช
(5) แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น
ตอบ 2 หน้า 164 จากผลงานของเพรสแมนและวิลดัฟสกี (Pressman & Wildavsky) ซึ่งศึกษานโยบายการจ้างงานชนกลุ่มน้อยที่นครโอคแลนด์เมื่อปี ค.ศ. 1973 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และเป็นจุดกำเนิดของวิชาการนำนโยบายไปปฏิบัติ

52. เพรสแมนและวิลดัฟสกีอธิบายถึงเงื่อนไขที่ 1 เป็น X เกิดขึ้นในเวลา t1 จะเกิดผลลัพธ์อะไร ข้อใดถูก
(1) จะเกิด Y เป็นกระบวนการทำงานเชิงยุทธศาสตร์
(2) จะเกิด Y ภารกิจหลักของภาครัฐ
(3) จะเกิด Y ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินงานต่าง ๆ
(4) จะเกิดผลลัพธ์ Y ในเวลาถัดไป t2
(5) จะเกิด Y โดยจัดหาเตรียมการดำเนินการ
ตอบ 4 หน้า 164 เพรสแมนและวิลดัฟสกี (Pressman & Wildavsky) กล่าวว่า นโยบายโดยทั่วไปจะต้องประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงื่อนไขแรกเริ่มและผลที่มุ่งหวัง ดังนั้นถ้ามีเงื่อนไข X เกิดขึ้น ณ เวลาที่ t1 จะเกิดผลลัพธ์ Y ขึ้น ณ เวลาถัดไปคือ t2

53. มองจอยและโอทูเลกล่าวถึงการนำนโยบายไปปฏิบัติประเภท D (Type D) ข้อใดถูกต้อง
(1) นโยบายที่ไม่มีความชัดเจน
(2) มีทรัพยากรทั้งบุคลากรและงบประมาณ
(3) มีความคุ้มค่าของนโยบาย
(4) ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา
(5) จะเกิดการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานได้น้อยที่สุด
ตอบ 5 หน้า 165 – 167 มองจอยและโอทูเล (Montjoy & O’Toole) กล่าวว่า นโยบายประเภท D (Type D) เป็นนโยบายที่ขาดทรัพยากรแต่กำหนดความชัดเจนไว้ว่าจะทำอะไร แต่เนื่องจากข้อจำกัดในแง่ของงานประจำ และการดำเนินการตามนโยบายย่อมคาดการณ์ได้ว่านโยบายดังกล่าวทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานได้น้อยที่สุด

54. มองจอยและโอทูเลสรุปการที่หน่วยงานจะใช้ดุลพินิจมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งใด
(1) การตัดสินใจของผู้บริหารองค์การ
(2) โครงสร้างขององค์การมีความแน่นอน
(3) เทคโนโลยีมีความทันสมัย
(4) ทรัพยากรทางการบริหารมีความเหมาะสม
(5) ความแข็งแกร่งและทิศทางของพลังผลักดันในองค์การ
ตอบ 5 หน้า 167 มองจอยและโอทูเล (Montjoy & O’Toole) สรุปว่า เมื่อนักบริหารต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งในแง่ทรัพยากรและกฎหมายย่อมนำไปสู่การใช้ดุลพินิจในที่สุด ดังนั้นการที่หน่วยงานจะใช้ดุลพินิจมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งและทิศทางของพลังผลักดันในองค์การ วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติขององค์การจะต้องกำหนดความชัดเจนของกฎหมายและจัดสรรทรัพยากรให้แก่ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติเพียงพอ วิธีการที่ดีที่สุดในการบริหารโปรแกรมใหม่คือการตั้งหน่วยขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง

55. เออว์วิน ฮาร์โกรฟ พัฒนาตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ข้อใดถูก
(1) ตัวแบบยุคที่ 1 กอกจิน และโอทูเล
(2) ตัวแบบยุคที่ 2 แมซมาเนียนและซาบาเตียร์
(3) ตัวแบบยุคที่ 2 แวน มิเตอร์และแวน ฮอร์น
(4) ตัวแบบยุคที่ 3 เดวิด อีสตัน
(5) ตัวแบบยุคที่ 3 โทมัส บี. สมิท
ตอบ 2 หน้า 168 เออว์วิน ฮาร์โกรฟ (Erwin Hargrove) ได้พัฒนาตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ตัวแบบยุคที่ 1 เป็นตัวแบบที่พัฒนาขึ้นในระยะต้นจนถึงตัวแบบของแวน มิเตอร์และแวน ฮอร์น
2. ตัวแบบยุคที่ 2 เป็นตัวแบบที่แมซมาเนียนและซาบาเตียร์พัฒนาขึ้นเพื่อการนำไปใช้ทดสอบเชิงประจักษ์
3. ตัวแบบยุคที่ 3 เป็นตัวแบบของกอกจิน บาวแมน เลสเตอร์ และโอทูเลที่มุ่งผสมผสานการนำนโยบายไปปฏิบัติแบบ “Top-Down” กับ “Bottom-UP” เข้าด้วยกัน

56. เออว์วิน ฮาร์โกรฟ พัฒนาวิธีการจากแนวคิดฮิลเพื่อสร้างทฤษฎีระดับกลางวิเคราะห์โปรแกรม ข้อใดถูก
(1) ปัญหาทางนโยบายจะต่างกัน จะเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย
(2) ปัญหาทางนโยบายจะต่างกัน จะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา
(3) กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามลักษณะของนโยบาย
(4) กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามผู้ปฏิบัติงาน
(5) กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามเป้าหมายขององค์การ
ตอบ 3 หน้า 169 เออว์วิน ฮาร์โกรฟ (Erwin Hargrove) ได้พัฒนาวิธีการจากแนวคิดฮิล (Hill) เพื่อสร้างเป็นทฤษฎีระดับกลาง (Middle Range Theory) สำหรับการวิเคราะห์โปรแกรมประเภทต่าง ๆ โดยมีหลักการที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. ปัญหาทางนโยบายที่ต่างประเภทกันจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มของผู้เข้าไปมีส่วนร่วมที่ต่างกันและระดับของการปฏิบัติการที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของนโยบายที่นำเสนอ
2. กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามลักษณะของนโยบายและนโยบายนั้น ๆ ยังสามารถจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำนายกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
3. ภาษาที่ใช้ในกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งจะใช้เป็นพื้นฐานในการจำแนกประเภทของโปรแกรม

57. ข้อใดไม่ใช่ 4 ตัวแปรที่โทมัส บี. สมิท เสนอขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(1) กลุ่มเป้าหมาย
(2) องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) นโยบายที่เป็นอุดมคติ
(4) กลุ่มผลประโยชน์
(5) ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม
ตอบ 4 หน้า 171 โทมัส บี. สมิท (Thomas B. Smith) เสนอขั้นตอนของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรที่สำคัญ 4 ตัวแปร คือ 1. นโยบายที่เป็นอุดมคติ
2. องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ 3. กลุ่มเป้าหมาย 4. ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม

58. โทมัส บี. สมิทกล่าวถึงประเทศในโลกที่สาม ระบบราชการขาดความสามารถ เพราะ
(1) นโยบายไม่ตอบสนองประชาชน
(2) ไม่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน
(3) มีการทุจริตในวงราชการ
(4) มีการแทรกแซงจากข้าราชการการเมือง
(5) กลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลในขั้นกำหนดนโยบาย
ตอบ ไม่มีข้อถูก หน้า 171 โทมัส บี. สมิท (Thomas B. Smith) กล่าวว่า ประเทศในโลกที่สาม รัฐบาลจะกำหนดนโยบายแบบกว้าง ๆ และรวมประเด็นปัญหาต่าง ๆ เข้าไว้ในนโยบาย ในขณะเดียวกันระบบราชการก็ขาดความสามารถในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพราะกลุ่มผลประโยชน์ พรรคฝ่ายค้าน ปัจเจกบุคคล และกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ จะใช้ความพยายามเข้าไปมีอิทธิพลในขั้นของการนำนโยบายไปปฏิบัติมากกว่าการสร้างอิทธิพลในขั้นของการกำหนดนโยบาย

59. แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์นตั้งชื่อตัวแบบ “A Model of the Policy Implementation Process” มีกี่ตัวแปร
(1) 5 ตัวแปร
(2) 6 ตัวแปร
(3) 7 ตัวแปร
(4) 8 ตัวแปร
(5) 9 ตัวแปร
ตอบ 2 หน้า 171 – 173 แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น (Van Meter & Van Horn) ได้เสนอตัวแบบในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยตั้งชื่อตัวแบบว่า “A Model of the Policy Implementation Process” ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรหลัก 6 ตัวแปร คือ
1. มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบาย 2. ทรัพยากร
3. การสื่อสารระหว่างองค์การและกิจกรรมการนำนโยบายไปปฏิบัติ
4. ลักษณะองค์การในการนำนโยบายไปปฏิบัติ 5. เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
6. ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

60. เบอร์แมนชี้ให้เห็นอำนาจอันทรงอิทธิพลและกำหนดความสำเร็จของนโยบายอยู่ที่ใคร
(1) ผู้บริหารระดับท้องถิ่น
(2) ผู้บริหารระดับรัฐบาลกลาง
(3) ผู้ปฏิบัติระดับส่วนกลาง
(4) ผู้ปฏิบัติระดับรัฐบาลกลาง
(5) ผู้ปฏิบัติระดับท้องถิ่น
ตอบ 5 หน้า 174 – 175 พอล เบอร์แมน (Paul Berman) ชี้ให้เห็นว่าอำนาจอันทรงอิทธิพลและกำหนดความสำเร็จของนโยบายอยู่ในมือของผู้ปฏิบัติในระดับท้องถิ่น หาใช่ผู้บริหารจากส่วนกลางแต่อย่างใด

61. ยอร์คสร้าง 11 ตัวแปรที่แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจากนักวิชาการใดไม่ถูกต้อง
(1) ลินเซย์
(2) แอนนิตา
(3) แคมเมอรา
(4) มองจอย โอทูเล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 178 ยอร์ค (Yorke) สร้าง 11 ตัวแปรที่แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจากนักวิชาการ 3 ท่าน คือ ลินเซย์ (Lindsay) แอนนิตา (Anita) และแคมเมอรา (Cameron)

62. วรเดช จันทรศร กล่าวถึงสาระสำคัญของตัวแบบว่าประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย คือ
(1) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านขั้นตอนการดำเนินงาน และปัจจัยต่อองค์การ
(2) ปัจจัยการสื่อสาร ปัจจัยด้านการลงทุน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
(3) ปัจจัยการสื่อสาร ปัจจัยด้านปัญหาทางสมรรถนะ และปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ
(4) ปัจจัยด้านการลงทุน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติงาน
(5) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านขั้นตอนการดำเนินงาน และปัจจัยต่อผู้ปฏิบัติงาน
ตอบ 3 หน้า 183 – 184 วรเดช จันทรศร ได้กล่าวถึงสาระสำคัญของตัวแบบทั่วไปว่าประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย คือ 1. ปัจจัยด้านการสื่อสาร
2. ปัจจัยด้านปัญหาทางสมรรถนะ 3. ปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ

63. จากบทที่ 10 ข้อใดไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐในนโยบายและมาตรการของรัฐในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร
(1) กระทรวงพาณิชย์
(2) กรมพัฒนาชุมชน
(3) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(4) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 2 หน้า 218 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและมาตรการของรัฐในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร มีดังนี้
1. กรมการค้าภายใน
2. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
3. องค์การคลังสินค้า
4. กระทรวงพาณิชย์
5. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

64. ค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 จังหวัดใดมีค่าจ้าง 400 บาท
(1) ภูเก็ต
(2) สงขลา
(3) เชียงใหม่
(4) อุดรธานี
(5) กรุงเทพมหานคร
ตอบ 1 (ความรู้ทั่วไป) จังหวัดที่มีค่าจ้าง 400 บาทตามประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำฉบับที่ 13 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ได้แก่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสุราษฎร์ธานี เฉพาะอำเภอเกาะสมุย

65. ปี พ.ศ. 2568 กระทรวงมหาดไทยมี 5 นโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) จัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
(2) ฟื้นฟูวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ
(3) น้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน
(4) สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน
(5) ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
ตอบ 2 (ความรู้ทั่วไป) ปี พ.ศ. 2568 กระทรวงมหาดไทยมี 5 นโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนี้
1. จัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
2. ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
3. สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน
4. ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน (ข้อนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกแต่เป็นนโยบายจริงที่ถูกต้อง) / 5. น้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน
(หมายเหตุ: ตัวเลือก “ฟื้นฟูวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ” ไม่ใช่หนึ่งใน 5 นโยบายหลัก)

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 66. – 70. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามข้อมูลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี Thailand 4.0 และเอกสารอื่น ๆ
(1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
(2) Thailand 4.0
(3) คำแถลงนโยบายรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
(4) ทิศทางกระแสต่างประเทศ
(5) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13
————————————————————————-

66. ประเทศไทยมี New Engines of Growth ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม
ตอบ 2 (คำบรรยาย) Thailand 4.0 มีสาระสำคัญดังนี้
1. เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
2. เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน
3. เป็นแนวคิดที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภายใต้ทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนมนุษย์
4. เป็นการพัฒนา “เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่” (New Engines of Growth) ซึ่งประเทศไทยมี 2 ด้าน คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมให้เป็นความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการทั้ง 5 ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา ฯลฯ

67. มุ่งเน้นพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
ตอบ 5 (คำบรรยาย) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เป็นแผนที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาดังนี้
1. มุ่งเน้นจากเศรษฐกิจฐานทรัพยากรสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและองค์ความรู้
2. มุ่งเน้นจากการผลิตและบริโภคที่ทำลายสิ่งแวดล้อมสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย
3. มุ่งเน้นจากโอกาสที่กระจุกตัวสู่โอกาสสำหรับทุกกลุ่มคนและทุกพื้นที่
4. มุ่งเน้นจากกำลังคนทักษะต่ำและภาครัฐล้าสมัยสู่กำลังคนและภาครัฐสมรรถนะสูง

68. ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ระบุถึงนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการทันที ดังนี้
1. ผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ
2. ดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs
3. เร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค
4. สร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
5. ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ฯลฯ

69. สร้างรายได้ใหม่ด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

70. มุ่งเน้นวิทยาการทั้ง 5 เพื่อความได้เปรียบ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 66. ประกอบ

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 71. – 75. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามเนื้อหาของการประเมินผลนโยบาย
————————————————————————-

71. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการใช้วิธีและทักษะหลาย ๆ ด้านเพื่อที่จะตกลงใจว่านโยบายที่กำหนดไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ ควรจะใช้หรือไม่ ดำเนินการไปตามที่วางไว้หรือไม่ ช่วยแก้ไขปัญหาตามที่มุ่งหวังไว้หรือไม่
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) Worthen and Sanders
ตอบ 1 หน้า 228 อีมิล เจ. โพซาวัค และเรย์มอนด์ จี. แครี (Emil J. Posavac & Raymond G. Carey) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการใช้วิธีการหลายวิธีและทักษะหลาย ๆ ด้านเพื่อที่จะตกลงใจว่านโยบายที่กำหนดไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ ควรจะใช้หรือไม่ ดำเนินการไปตามที่วางไว้หรือไม่ ช่วยแก้ไขปัญหาตามที่มุ่งหวังไว้หรือไม่

72. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการ การเปรียบเทียบผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในทุกขั้นตอนนโยบาย
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) E.R. House
ตอบ 2 หน้า 229 เจมส์ อี. แอนเดอร์สัน (James E. Anderson) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการ การเปรียบเทียบผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในทุกขั้นตอนของนโยบาย

73. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย โดยเป็นขั้นตอนที่มุ่งผลิตข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลของการดำเนินงานตามนโยบายว่าสามารถสนองความต้องการของสังคม สนองคุณค่าของสังคม และแก้ไขปัญหาที่เป็นเป้าหมายของนโยบายได้หรือไม่
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) E.R. House
ตอบ 4 หน้า 229 วิลเลียม เอ็น. ดันน์ (William N. Dunn) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย โดยเป็นขั้นตอนที่มุ่งผลิตข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลของการดำเนินงานตามนโยบายว่าสามารถสนองความต้องการของสังคม สนองคุณค่าของสังคม และแก้ไขปัญหาที่เป็นเป้าหมายของนโยบายได้หรือไม่

74. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการกระทำที่มีระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบายโดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้กับผลกระทบของการดำเนินการตามนโยบายที่มีต่อปัญหาของสังคมที่เป็นเป้าหมายที่นโยบายนั้นมุ่งแก้ไข
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) Worthen and Sanders
ตอบ 3 หน้า 229 ชาร์ลส์ โอ. โจนส์ (Charles O. Jones) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการกระทำที่มีระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบายโดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้กับผลกระทบของการดำเนินการตามนโยบายที่มีต่อปัญหาของสังคมที่เป็นเป้าหมายที่นโยบายนั้นมุ่งแก้ไข

75. ใครกล่าวว่า การประเมินผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดคุณค่าของผลการดำเนินการตามนโยบายเพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) ศุภชัย ยาวะประภาษ
ตอบ 5 หน้า 230 ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า การประเมินผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดคุณค่าของผลการดำเนินการตามนโยบายเพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งการประเมินผลนี้ไม่ได้แยกเป็นเอกเทศจากขั้นตอนนโยบายอื่น แต่เกี่ยวข้องกันตลอดเวลา

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 76. – 85. จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องตามเนื้อหาของหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
————————————————————————-

76. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 68
(2) มาตรา 71
(3) มาตรา 73
(4) มาตรา 75
(5) มาตรา 77
ตอบ 1 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 68 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
2. รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ
3. รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้

77. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 66
(2) มาตรา 67
(3) มาตรา 68
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 67 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
2. รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา
3. รัฐต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย

78. รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 65
(3) มาตรา 68
(4) มาตรา 70
(5) มาตรา 71
ตอบ 5 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 71 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม
2. รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
3. รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
4. ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม

79. รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 72
(2) มาตรา 74
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 78
ตอบ 4 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 76 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
2. รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
3. รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม
4. รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ

80. รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 74
(2) มาตรา 75
(3) มาตรา 76
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 79. ประกอบ

81. รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 74
(2) มาตรา 75
(3) มาตรา 76
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 79. ประกอบ

82. รัฐพึงวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 68
(2) มาตรา 70
(3) มาตรา 72
(4) มาตรา 74
(5) มาตรา 76
ตอบ 3 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 72 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
2. จัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
3. จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ฯลฯ

83. รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 73
(3) มาตรา 74
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 77
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 73 บัญญัติให้ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

84. รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 73
(2) มาตรา 74
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 75 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. ในการพัฒนาประเทศ รัฐพึงคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
3. รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน ฯลฯ

85. รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 66
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 77
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 66 บัญญัติให้ รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 86. – 95. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามเนื้อหาของเทคนิคในการประเมินผลนโยบาย
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression–Discontinuity Analysis
————————————————————————-

86. เป็นเทคนิคที่เน้นประเมินผลนโยบายจากวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ โดยเชื่อว่าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยผู้กำหนดนโยบายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว
ตอบ 1 หน้า 251 – 252 การประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal Evaluation) เป็นเทคนิคที่ใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการสร้างข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับผลของนโยบาย โดยประเมินผลของนโยบายจากวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ เพราะเชื่อว่าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยผู้กำหนดนโยบายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

87. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการนำนโยบายไปปฏิบัติในรูปของตารางและ/หรือค่าทางสถิติ และกราฟแบบต่าง ๆ
ตอบ 4 หน้า 264 – 265 การวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบขาดตอน (Interrupted Time Series Analysis) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการนำนโยบายไปปฏิบัติในรูปของตารางและ/หรือค่าทางสถิติ และกราฟแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลนโยบายที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงกลุ่มเดียวหรือมีขอบเขตการดำเนินงานที่แน่นอนเพียงแห่งเดียว จุดเด่นของเทคนิคนี้ คือ ช่วยให้ผู้ประเมินผลนโยบายสามารถพิจารณาผลของนโยบายได้อย่างเป็นระบบ โดยสามารถแยกแยะผลของนโยบายที่เกิดขึ้นจริงได้จากผลที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น

88. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้ประเมินผลนโยบายสามารถพิจารณาผลของนโยบายได้อย่างเป็นระบบ โดยสามารถแยกแยะผลของนโยบายที่เกิดขึ้นจริงได้จากผลที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 87. ประกอบ

89. เป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลนโยบายที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงกลุ่มเดียวหรือมีขอบเขตการดำเนินงานที่แน่นอนเพียงแห่งเดียว
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 87. ประกอบ

90. เป็นเทคนิคที่มีหลักการ 5 ประการ คือ Selective Anonymity, Informed Multiple Advocacy, Polarized Statistical Response, Structured Conflict, Computer Conferencing
ตอบ 3 หน้า 260 – 261 วิธีเดลฟีเชิงนโยบาย (Policy Delphi) มีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ
1. ความเป็นนิรนามเฉพาะระยะแรก (Selective Anonymity)
2. ผู้เชี่ยวชาญต่างสำนัก (Informed Multiple Advocacy)
3. การวิเคราะห์ทางสถิติแบบแยกกลุ่ม (Polarized Statistical Response)
4. การจัดโครงสร้างความขัดแย้ง (Structured Conflict)
5. การประชุมโดยคอมพิวเตอร์ (Computer Conferencing)

91. เป็นเทคนิคที่ช่วยในการประเมินผลแบบเทียม โดยช่วยให้ผู้ประเมินผลสามารถคำนวณและเปรียบเทียบผลโดยประมาณของนโยบายที่เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้และกลุ่มเปรียบเทียบที่นำมาพิจารณา
ตอบ 5 หน้า 265 การวิเคราะห์เชิงถดถอยแบบไม่ต่อเนื่อง (Regression–Discontinuity Analysis) เป็นเทคนิคที่ช่วยในการประเมินผลแบบเทียม โดยช่วยให้ผู้ประเมินผลสามารถคำนวณและเปรียบเทียบผลโดยประมาณของนโยบายที่เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้และกลุ่มเปรียบเทียบที่นำมาพิจารณา เทคนิคนี้เหมาะสำหรับการประเมินผลตามแนวการทดลองทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มควบคุมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

92. เป็นเทคนิคที่นำเอาข้อคิดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในเนื้อหาและเรื่องราวของนโยบายที่กำลังประเมินมาประมวลและเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลของนโยบาย
ตอบ 3 หน้า 259 วิธีเดลฟีเชิงนโยบาย (Policy Delphi) เป็นเทคนิคที่นำเอาข้อคิดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในเนื้อหาและเรื่องราวของนโยบายที่กำลังประเมินมาประมวลและเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลของนโยบาย

93. เป็นเทคนิคที่ประกอบไปด้วย การประเมินความสามารถที่จะประเมินได้ และการวิเคราะห์อรรถประโยชน์แบบพหุลักษณ์
ตอบ 2 หน้า 254 – 255 การประเมินผลแบบพิจารณาความเหมาะสม (Decision Theoretical Evaluation) เป็นเทคนิคการประเมินผลที่มุ่งสร้างข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับผลของนโยบายโดยใช้คุณค่าหรือผลประโยชน์ที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับเป็นเกณฑ์ประเมิน ซึ่งรูปแบบของการประเมินผลแบบนี้มี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การประเมินความสามารถที่จะประเมินได้ และการวิเคราะห์อรรถประโยชน์แบบพหุลักษณ์

94. เป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลตามแนวการทดลองทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มควบคุมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 91. ประกอบ

95. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ข้อมูล เหตุผล และข้อสรุปที่ละเอียดครอบคลุมความเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจว่าอะไรแน่ที่เป็นผลของนโยบายนั้น ๆ
ตอบ 3 หน้า 264 ประโยชน์ของวิธีเดลฟีเชิงนโยบาย (Policy Delphi) คือ สามารถให้ข้อมูล เหตุผล และข้อสรุปที่ละเอียดครอบคลุมความเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย การประเมินจึงครอบคลุมกว้างขวางรวมทุกประเด็นไว้หมด ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจว่าอะไรแน่ที่เป็นผลของนโยบายนั้น ๆ

————————————————————————-
ตั้งแต่ข้อ 96. – 100. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามเนื้อหาของวิธีการประเมินผลนโยบาย
(1) Experimental Design
(2) Quasi-Experimental Design
(3) Pre-Experimental Design
(4) Post-Experimental Design
(5) Ongoing-Experimental Design
————————————————————————-

96. มีความมุ่งหมายที่จะทำให้การตีความต่าง ๆ ถูกต้อง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโครงการ มีบ่อยครั้งที่คำอธิบายในผลลัพธ์ที่ถูกต้องจะต้องแสดงให้เห็นถึงการไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือไปจากการแสดงให้เห็นความล้มเหลวของโครงการ
ตอบ 2 หน้า 235 – 236 การวิจัยเชิงประเมินในรูปแบบกึ่งทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ในกรณีที่เงื่อนไขไม่เอื้ออำนวยที่จะใช้การประเมินผลด้วยวิธีการทดลอง วิธีการนี้จะทำให้ได้เปรียบในการนำไปปฏิบัติ โดยผู้ใช้จะต้องยอมรับเบื้องต้นก่อนว่าวิธีการที่จะนำไปใช้มีความสนใจที่ปัจจัยใดบ้างและปล่อยให้ปัจจัยใดบ้างปราศจากการควบคุม
2. มีวิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งคือ การจับคู่ (Matching) ได้แก่ การแสวงหาคู่ในระดับบุคคล พื้นที่ หรือหน่วยการทดลองที่เกี่ยวข้องที่มีความคล้ายคลึงกันตั้งแต่หนึ่งคุณลักษณะที่ศึกษา
3. วิธีการนี้มีความมุ่งหมายที่จะทำให้การตีความต่าง ๆ ถูกต้อง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโครงการ ซึ่งมีบ่อยครั้งที่คำอธิบายในผลลัพธ์ที่ถูกต้องจะแสดงให้เห็นถึงการไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือไปจากการแสดงให้เห็นความล้มเหลวของโครงการ ฯลฯ

97. แบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้โดยมีกลุ่มควบคุมที่ได้มาโดยมิได้มีการสุ่มตัวอย่าง ข้อดี ทำให้ผู้ประเมินได้รับรายละเอียดและมโนภาพมากมาย ทำให้เกิดการตื่นตัวและรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น
ตอบ 3 หน้า 236 – 237 การวิจัยเชิงประเมินแบบเตรียมทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีเตรียมทดลอง (Pre-Experimental Design) แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบศึกษาก่อนและหลังจากที่ได้นำโครงการหนึ่ง ๆ เข้ามาใช้ แบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้แล้วเพียงอย่างเดียว และแบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้โดยมีกลุ่มควบคุมที่ได้มาโดยมิได้มีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งข้อดีของการประเมินผลด้วยวิธีการนี้ คือ
1. ทำให้ผู้ประเมินได้รับรายละเอียดและมโนภาพมากมาย
2. ทำให้เกิดการตื่นตัวและรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น
3. ทำให้ผู้ประเมินได้รับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวังและเป็นระบบ

98. ไม่สามารถจะไปประเมินกระบวนการทั้งหมดของนโยบายได้ จะนำไปใช้ได้เฉพาะในเรื่องของ Input และ Product เท่านั้น
ตอบ 1 หน้า 234 – 235 การวิจัยเชิงประเมินในรูปแบบทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีการทดลอง (Experimental Design) มีข้อจำกัดดังนี้
1. วิธีการที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมักมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การมีผลประโยชน์ในการเลือกกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการมีลักษณะความเคร่งครัดในการเลือกกลุ่มในทางปฏิบัติจะมีน้อย
2. วิธีการทดลองไม่สามารถจะไปประเมินกระบวนการทั้งหมดของนโยบายได้ จะนำไปใช้ได้เฉพาะในเรื่องของ Input และ Product เท่านั้น
3. วิธีการทดลองไม่สามารถควบคุมความเที่ยงตรงภายนอกได้ จึงทำให้ผลที่ได้จากการทดลองอาจจะไม่เหมือนกับผลที่ได้จากการดำเนินการจริง ฯลฯ

99. การมีผลประโยชน์ในการเลือกกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการมีลักษณะความเคร่งครัดในการเลือกกลุ่มในทางปฏิบัติจะมีน้อย
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 98. ประกอบ

100. มีวิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งคือ การจับคู่ (Matching) การแสวงหาคู่ในระดับบุคคล พื้นที่ หรือหน่วยการทดลองที่เกี่ยวข้องที่มีความคล้ายคลึงกันตั้งแต่หนึ่งคุณลักษณะที่ศึกษา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 96. ประกอบ

POL3300 การบริหารการคลัง s/2567 

POL3300 การบริหารการคลัง
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

1. ส่วนขาดดุลทางการคลังเกิดจากข้อใด
(1) รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้
(2) รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย
(3) รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับรายได้
(4) รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ส่วนขาดดุลทางการคลัง (Fiscal Deficit) เกิดจากรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งรัฐบาลสามารถชดเชยการขาดดุลได้โดยใช้วิธีการก่อหนี้สาธารณะ

2. ปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1930 เรียกว่าอะไร
(1) Crisis
(2) The Great Depression
(3) The Great Storm
(4) Hamburger Crisis
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ในช่วงทศวรรษ 1930 เกิดปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หรือที่เรียกว่า The Great Depression ซึ่งทฤษฎีของเคนส์ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้ โดยการเสนอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่มีอยู่เพื่อเป็นการยกระดับอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand)

3. นักเศรษฐศาสตร์สำนักใดไม่ยอมรับการก่อหนี้สาธารณะ
(1) เคนส์เซียน
(2) นีโอลิเบอรัล
(3) พาณิชย์นิยม
(4) เสรีนิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก (Classical Economist) หรือสำนักเสรีนิยม (Liberalist) มองว่า บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจำกัด (Minimalist State) คือ รัฐบาลควรใช้จ่ายงบประมาณอย่างจำกัด ดังนั้นการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลซึ่งนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สำนักนี้

4. ในทฤษฎีของเคนส์การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเป็นการทำงานของกลไกในข้อใด
(1) การบริโภค
(2) การออม
(3) การลงทุน
(4) อุปสงค์มวลรวม
(5) การจับจ่ายใช้สอย
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

5. กรอบแนวคิดที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงขีดจำกัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่าอะไร
(1) วินัยทางการคลัง
(2) กฎเหล็กทางการคลัง
(3) ความยั่งยืนทางการคลัง
(4) กฎกระทรวงการคลัง
(5) ถูกทุกข้อ
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: กรอบแนวคิดที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงขีดจำกัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่า วินัยทางการคลัง

6. บทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดในพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ที่กำหนดขีดจำกัดของการก่อหนี้สาธารณะสำหรับประเทศไทย
(1) มาตรา 9 ทวิ
(2) มาตรา 15
(3) มาตรา 19
(4) มาตรา 21
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 21 ได้กำหนดขีดจำกัดของการก่อหนี้สาธารณะสำหรับประเทศไทยไว้ว่า การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาทไม่เกินวงเงิน ดังนี้ 1. ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 2. ร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

7. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะอยู่ภายใต้สังกัดของหน่วยงานใด
(1) กรมธนารักษ์
(2) กรมบัญชีกลาง
(3) สำนักงบประมาณ
(4) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 อยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การผูกพันหนี้ การบริหารหนี้ และการชำระหนี้ในประเทศและต่างประเทศของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน

8. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก่อตั้งขึ้นในปีใด
(1) ปี พ.ศ. 2540
(2) ปี พ.ศ. 2541
(3) ปี พ.ศ. 2542
(4) ปี พ.ศ. 2543
(5) ปี พ.ศ. 2544
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

9. ข้อใดไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ
(1) หนี้ของรัฐบาล
(2) หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน
(3) หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน
(4) หนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: หนี้สาธารณะ ได้แก่ 1. หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงทั้งหนี้ในประเทศและต่างประเทศ 2. หนี้ของรัฐวิสาหกิจ (ไม่เป็นสถาบันการเงิน) ที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน 3. หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 4. หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 5. หนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น หนี้ของกระทรวงการคลัง เป็นต้น

10. บทบาทของรัฐบาลในลักษณะที่เป็น Minimalist State ตรงกับข้อใด
(1) รัฐบาลไม่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ
(2) รัฐบาลไม่ควรมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ
(3) บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจำกัด
(4) บทบาทของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายของพรรคการเมือง
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

11. ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละเท่าไร
(1) 5.63
(2) 42.56
(3) 54.65
(4) 64.13
(5) 76.51
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 มีจำนวน 11.95 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64.13 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

12. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละเท่าไร
(1) 7.12
(2) 9.60
(3) 15.28
(4) 18.25
(5) 25.74
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละ 7.12

13. ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินภายในประเทศกับการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ในต่างประเทศ
(1) วงเงิน
(2) ระยะเวลาชำระคืน
(3) อัตราดอกเบี้ย
(4) ผู้ที่รับภาระหนี้
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: การก่อหนี้สาธารณะต้องคำนึงถึงผู้ที่รับภาระหนี้ วงเงิน ระยะเวลาชำระคืน และอัตราดอกเบี้ย โดยที่อัตราดอกเบี้ยคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศต่างประเทศ เนื่องจากต้องใช้คืนทั้งต้นเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวนตามค่าเงิน

14. กฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะคือข้อใด
(1) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2545
(2) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2546
(3) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2547
(4) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548
(5) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2550
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: กฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะ คือ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศบังคับใช้ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

15. ข้อใดไม่ใช่ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ
(1) ตั๋วเงินคลัง
(2) ตั๋วสัญญาใช้เงิน
(3) พันธบัตร
(4) บัตรเงินฝาก
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ ได้แก่ 1. ตั๋วเงินคลัง 2. ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3. พันธบัตร

16. ข้อใดเป็นคำนิยามของพันธบัตรที่ถูกต้อง
(1) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินหกเดือน
(2) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน
(3) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกแต่สิบสองเดือนขึ้นไป
(4) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกแต่สิบแปดเดือนขึ้นไป
(5) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกแต่สิบสี่เดือนขึ้นไป
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: พันธบัตร คือ เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

17. ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังไม่อาจกู้เงินเพื่อการใด
(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
(2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
(4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ
(5) พัฒนาตลาดทุนในประเทศ
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ 1. ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2. พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 3. ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ 4. ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ 5. พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ

18. บุคคลใดเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(3) ปลัดกระทรวงการคลัง
(4) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(5) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 1. รายงานสถานะของหนี้สาธารณะต่อคณะรัฐมนตรี 2. เสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ 3. จัดทำหลักเกณฑ์ในการกู้เงิน การค้ำประกัน การชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ และการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ฯลฯ

19. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ
(1) การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
(2) การเป็นเครื่องชี้วัดสถานภาพทางสังคม
(3) การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง
(4) การเป็นมาตรฐานในการกำหนดมูลค่า
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้ 1. การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน 2. การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง 3. การเป็นมาตรฐานในการกำหนดมูลค่า 4. การเป็นมาตรฐานการชำระหนี้ในภายหน้า

20. ข้อใดไม่นับว่าเป็นเงิน
(1) เหรียญกษาปณ์
(2) เช็ค
(3) ตั๋วแลกเงิน
(4) บัตรเครดิต
(5) ศิลปวัตถุ
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: เงิน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ เช็ค ตั๋วแลกเงิน บัตรเครดิต เป็นต้น

21. คำในข้อใดหมายถึงนโยบายการเงิน
(1) Fiscal Policy
(2) Monetary Policy
(3) Financial Policy
(4) Public Policy
(5) ถูกทุกข้อ
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: นโยบายการเงิน (Monetary Policy) หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การควบคุม/กำกับ/กำหนดอัตราดอกเบี้ย การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท การควบคุม/กำกับดูแลสินเชื่อ การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล การออกระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทางการเงิน เป็นต้น โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย

22. การดำเนินนโยบายการเงินไม่มีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเรื่องใด
(1) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
(2) การจ้างงาน
(3) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
(4) เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: การดำเนินนโยบายการเงินมีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน แต่จะไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

23. ECB เป็นชื่อเรียกของธนาคารกลางในข้อใด
(1) ธนาคารกลางแห่งอังกฤษ
(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์
(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป
(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา
(5) ธนาคารกลางแห่งเอเชีย
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ในปัจจุบันธนาคารกลางที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้แก่ ธนาคารกลางแห่งยุโรป (European Central Bank : ECB) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank : FED) เป็นต้น

24. ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน
(1) การควบคุมปริมาณเงิน
(2) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย
(3) การเก็บภาษีศุลกากร
(4) การควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ประกอบด้วย 3 เครื่องมือ คือ การควบคุมปริมาณเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ย และการควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ

25. ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปีใด
(1) พ.ศ. 2480
(2) พ.ศ. 2485
(3) พ.ศ. 2490
(4) พ.ศ. 2495
(5) พ.ศ. 2500
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ ดังนี้ 1. ออกและจัดการธนบัตรของรัฐบาลและบัตรธนาคาร 2. กำหนดและดำเนินนโยบายการเงิน เช่น กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย 3. บริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย 4. เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล 5. เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน 6. กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน 7. บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา ฯลฯ

26. หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย
(1) กระทรวงพาณิชย์
(2) กระทรวงการคลัง
(3) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(4) ธนาคารกรุงไทย
(5) คณะกรรมการนโยบายการเงิน
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

27. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
(1) ออกธนบัตร
(2) บริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย
(3) ผลิตเหรียญกษาปณ์
(4) กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

28. ข้อใดคือลักษณะที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายทางการเงิน
(1) มุ่งหากำไรสูงสุด
(2) หลีกเลี่ยงการแทรกแซงตลาดการเงิน
(3) มีอิสระจากฝ่ายการเมือง
(4) มีอำนาจเด็ดขาด
(5) รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสีย
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ลักษณะที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายทางการเงิน คือ มีอิสระจากฝ่ายการเมือง เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเงินนั้นมีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ดังนั้นการดำเนินนโยบายโดยหน่วยงานที่มีอิสระจากฝ่ายการเมืองย่อมจะเป็นผลดีต่อการบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินมากกว่าการดำเนินนโยบายโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

29. ในปัจจุบันบุคคลใดดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
(1) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล
(2) นายประทิน สันติประภพ
(3) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
(4) นายวิรไท สันติประภพ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: (ความรู้ทั่วไป) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน คือ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

30. ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับเท่าไร
(1) ร้อยละ 0.75 ต่อปี
(2) ร้อยละ 1.5 ต่อปี
(3) ร้อยละ 1.75 ต่อปี
(4) ร้อยละ 2.5 ต่อปี
(5) ร้อยละ 3.0 ต่อปี
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: (ความรู้ทั่วไป) ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.75 ต่อปี

31. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายของการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
(1) เสถียรภาพและความมั่นคง
(2) การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล
(3) การบริหารความเสี่ยงที่ดี
(4) ส่งเสริมการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: เป้าหมายของการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่ 1. ระบบการเงินมีเสถียรภาพและความมั่นคง 2. การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล 3. การบริหารความเสี่ยงที่ดี 4. ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน 5. การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

32. ความต้องการถือเงินของภาคครัวเรือนเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากข้อใด
(1) ความต้องการจับจ่ายใช้สอย
(2) การสร้างความมั่นคง
(3) การสร้างหลักประกันในการดำเนินชีวิต
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ผิดทุกข้อ
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: เงินเป็นสิ่งสำคัญและมีบทบาทอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของเงินนั่นเอง ซึ่งทำให้ภาคครัวเรือนเกิดความต้องการถือเงินเมื่อมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย

33. FED เป็นชื่อเรียกของธนาคารกลางในข้อใด
(1) ธนาคารกลางแห่งฝรั่งเศส
(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์
(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป
(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา
(5) ธนาคารกลางแห่งแอฟริกา
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ

34. ลักษณะของระบบ PPBS
(1) มีการจัดทำบันทึกโครงการ
(2) มีการจัดทำโครงสร้างแผนงาน
(3) มีการจัดทำแผนงานและแผนเงินระยะยาว
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: งบประมาณแบบวางแผนวางโครงการ (Planning Programming Budgeting System : PPBS) เป็นระบบงบประมาณที่ย้ำในด้านการวางแผน วางโครงการโดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ระยะยาว ระบบงบประมาณแบบนี้จะมีการวางแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายและตั้งวงเงินงบประมาณตามแต่ละแผนงาน มีการกำหนดยอดวงเงินงบประมาณโดยใช้หลักความพึงพอใจผสมกับหลักเหตุผล (Limited Rationality หรือ Mixed Scanning) มีการแบ่งเงินงบประมาณออกตามโครงสร้างแผนงานหรือโครงการ (Program Structure) ฯลฯ

35. ลักษณะของระบบงบประมาณแบบที่ย้ำในการควบคุม
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบแสดงรายการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: งบประมาณแบบแสดงรายการ (Line-Item Budget) หรืองบประมาณแบบเก่า (Conventional Budget) หรืองบประมาณแบบประเพณี (Traditional Budget) เป็นระบบงบประมาณที่ย้ำในด้านการควบคุมเพื่อมุ่งตรวจสอบความถูกต้องและความซื่อสัตย์สุจริตของการใช้จ่ายเงินของรัฐ ฯลฯ

36. ข้อใดที่จัดเป็นลักษณะของ Traditional Budget
(1) แบ่งเงินงบประมาณออกตามจังหวัด
(2) มีคู่มือจำแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย
(3) Objective Classification
(4) แบ่งเงินงบประมาณเป็นรายโครงการ
(5) ทั้งข้อ 1, 2, 3 และ 4
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 35. ประกอบ

37. Line-Item Budget ตรงกับข้อใด
(1) Incrementalism
(2) มีคู่มือจำแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย
(3) แบ่งเงินงบประมาณเป็นรายโครงการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 35. ประกอบ

38. ลักษณะของ Performance Budget
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบโครงการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: งบประมาณแบบโครงการ (Program Budget) หรืองบประมาณแบบแสดงผลงาน (Performance Budget) เป็นระบบงบประมาณที่ย้ำในหลักประสิทธิภาพ กล่าวคือ เป็นระบบงบประมาณที่เน้นการควบคุมประสิทธิภาพของการใช้จ่าย หรือให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร ฯลฯ

39. ลักษณะของ Program Budget
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบ PPBS
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 38. ประกอบ

40. ลักษณะของ Zero-Base Budget
(1) Muddling Through
(2) Political Bargaining
(3) Incrementalism
(4) Pure Rationality
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Base Budget : ZBB) เป็นระบบงบประมาณที่อาศัยหลักของเหตุผล (Pure Rationality) ในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกำหนดให้โครงการหรืองานที่เสนอของบประมาณในทุก ๆ ปีงบประมาณจะต้องได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ทั้งระบบ ฯลฯ

41. งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะดังนี้
(1) เป็นบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย
(2) เป็นกฎหมาย
(3) มีกระบวนการจัดทำที่มีลักษณะการรวมอำนาจ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะที่แตกต่างจากงบประมาณเอกชน ดังนี้ 1. เป็นบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายเงินแผ่นดิน 2. เป็นกฎหมายทางการเงิน 3. เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับต่อประชาชนทุกคนในชาติ ฯลฯ

42. ในยุคที่มีความเชื่อว่า… “งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการควบคุมความซื่อสัตย์ในการใช้จ่ายของรัฐบาล…” งบประมาณแผ่นดินจะให้ความสำคัญไปที่
(1) แผนของรัฐในรูปตัวเงินที่แสดงประสิทธิผลของการใช้เงินตามแผนนั้น ๆ
(2) เอกสารที่ประกอบด้วยโครงการต่าง ๆ ซึ่งเสนอขอรายจ่ายเพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ
(3) กระบวนการจัดทำที่มีลักษณะรวมอำนาจ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: ในยุคที่มีความเชื่อว่า งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตามควบคุมการใช้ทรัพยากร หรือควบคุมตรวจสอบความถูกต้องและความซื่อสัตย์สุจริตในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลนั้น งบประมาณแผ่นดินตามความเชื่อนี้จะหมายถึงบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายเงินแผ่นดิน หรือรายละเอียดของบัญชีที่แสดงประเภทของการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล หรือรายละเอียดของทรัพยากรที่หน่วยงานเสนอของบประมาณจากรัฐบาล

43. การบริหารงบประมาณเป็นกิจกรรมที่อยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการงบประมาณ
(1) การควบคุม
(2) การประเมินผล
(3) การอนุมัติ
(4) การจัดเตรียม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: การบริหารงบประมาณ หรือบางทีเรียกว่า การควบคุมงบประมาณ คือ ระยะเวลาของการใช้จ่ายเงินตามที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องหาหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อควบคุมให้การใช้จ่ายเงินของโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

44. สภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด ประชาชนว่างงาน” เรียกสภาวะดังกล่าวว่าอะไร
(1) สภาวะเงินฝืด
(2) สภาวะเงินเฟ้อ
(3) สภาวะการขาดอุปทาน
(4) สภาวะอุปสงค์ล้นตลาด
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: สภาวะเงินฝืด หมายถึง สภาวะที่อุปสงค์ด้านสินค้าและบริการน้อยกว่าอุปทานด้านสินค้าและบริการ หรือเป็นสภาวะที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยเกินไป ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด และประชาชนว่างงาน

45. ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) หลักประสิทธิภาพอาจไม่ได้ไปด้วยกันกับหลักความพึงพอใจ
(2) หลักประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าของเงิน
(3) ในสังคมที่มีความแตกต่างทางความคิดมาก ๆ หลักความพึงพอใจจะประสบปัญหามาก
(4) ศูนย์รวมเงินจะต้องให้การบริหารงบประมาณเป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
(5) หลักความพึงพอใจของประชาชนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: การจัดทำงบประมาณแผ่นดินนั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชน เพราะเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงควรจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน ทั้งนี้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดทำงบประมาณแผ่นดินจึงไม่เกี่ยวข้องกับหลักประสิทธิภาพหรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร

46. สภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด ประชาชนว่างงาน” รัฐบาลควรใช้นโยบายงบประมาณแบบใด
(1) สมดุล
(2) เกินดุล
(3) ขาดดุล
(4) ขาดดุลควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง
(5) ขาดดุลควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: รัฐบาลควรจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการนำนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล และการลดอัตราภาษีอากรมาใช้ควบคู่กับนโยบายการเงิน (ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ)

47. ข้อใดถูกต้องตามหลักทฤษฎีการคลัง
(1) เศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีรายได้มาก
(2) เศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีภาระรายจ่ายน้อยลง
(3) เศรษฐกิจดีคนในสังคมจะมีชีวิตที่เป็นสุข
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ตามหลักทฤษฎีการคลัง หากเศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีรายได้มากและจะมีภาระรายจ่ายน้อยลง ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลจะมีรายได้น้อยลงและมีภาระรายจ่ายมากขึ้น

48. ที่ว่า “งบประมาณแผ่นดินต้องทำเป็น พ.ร.บ.” หมายความว่า
(1) งบประมาณแผ่นดินต้องได้รับการประเมินก่อนนำไปใช้
(2) งบประมาณต้องได้รับการวิเคราะห์ก่อนนำไปใช้
(3) งบประมาณต้องผ่านการทำประชามติก่อนนำไปใช้
(4) ต้องร่างเป็นกฎหมายให้รัฐสภารับรอง
(5) ถูกทุกข้อ
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: งบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชนที่มอบให้กับรัฐบาลในรูปของภาษีอากรและการกู้ยืมเพื่อนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณจึงต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาโดยต้องทำเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ก่อนที่จะนำไปใช้

49. ลักษณะในการกำหนดรายรับรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดินโดยหลักการแล้ว
(1) ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขายสินค้าและบริการ
(2) รายรับเป็นตัวกำหนดรายจ่าย
(3) สามารถใช้รายจ่ายเป็นตัวกำหนดรายรับ
(4) ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บภาษีอากร
(5) ทั้งข้อ 2 และ 4
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ลักษณะการกำหนดรายรับรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดินนั้น โดยหลักการแล้วสามารถใช้รายจ่ายเป็นตัวกำหนดรายรับได้ เนื่องจากรัฐบาลมีแหล่งของรายรับที่กว้างขวาง และมีอำนาจในการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนและก่อหนี้สาธารณะ ในขณะที่เอกชนจะมีรายรับเป็นตัวกำหนดรายจ่าย เพราะเอกชนมีแหล่งรายรับที่จำกัด และขึ้นอยู่กับความสามารถในการหารายได้จากการขายสินค้าและบริการของตนเป็นสำคัญ

50. ลักษณะสำคัญของระบบงบประมาณแบบ PPBS
(1) มีการกระจายการจัดสรรทรัพยากรตามพื้นที่
(2) แบ่งเงินงบประมาณออกตามประเภทการใช้จ่าย
(3) มีการจัดทำโครงสร้างแผนงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

51. ลักษณะสำคัญของงบประมาณแบบโครงการ
(1) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมประสิทธิภาพของการใช้จ่าย
(2) แบ่งเงินงบประมาณออกตามประเภทการใช้จ่าย
(3) มีการจัดทำโครงสร้างแผนงาน
(4) มีการวัดการกระจายการจัดสรรทรัพยากรตามพื้นที่
(5) ทั้งข้อ 1, 2, 3 และ 4
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 38. ประกอบ

52. ระยะเวลาของการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณ เรียกว่า
(1) ปีภาษี
(2) ปีคลัง
(3) เงินประจำงวด
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ระยะเวลาของการบริหารหรือการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณ เรียกว่า “ปีงบประมาณ” หรือ “ปีคลัง” (Fiscal Year) ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีระยะเวลาที่แน่นอน โดยอาจเป็น 6 เดือน 1 ปี (12 เดือน) หรือ 2 ปี (24 เดือน) ก็ได้ แต่จะต้องเป็นเช่นนั้นทุก ๆ ปี และจะเริ่มต้นในเดือนใดของปีปฏิทินก็ได้ เช่น ปีงบประมาณของไทยมีระยะเวลา 12 เดือน เริ่มต้นจากวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี และไปสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป โดยใช้ชื่อปีถัดไปเป็นชื่อปีงบประมาณ

53. ตามแนวคิดแบบสังคมนิยมเบ็ดเสร็จ กลไกในการจัดสรรทรัพยากร ได้แก่
(1) กลไกราคา
(2) การวางแผนจากส่วนกลาง
(3) ระบบสัมปทาน
(4) การวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์
(5) ทั้งข้อ 1 และ 2
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: แนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรของสังคม แบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ 1. แนวคิดแบบสังคมนิยมเบ็ดเสร็จ รัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรของสังคม รัฐใช้การวางแผนจากส่วนกลาง ประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานล้วนเป็นลูกจ้างรัฐ ทำงานให้กับรัฐบาล 2. แนวคิดแบบเสรีนิยม รัฐพึงเข้าไปจัดสรรทรัพยากรในเรื่องที่เอกชนทำไม่ได้หรือทำไม่ได้ดี เอกชนจะใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือในการจัดสรร เสรีภาพในการประกอบอาชีพและเสรีภาพในการค้าขายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรตามแนวคิดนี้

54. ข้อใดเป็น “นโยบายการเงิน”
(1) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย
(2) การควบคุมสินเชื่อ
(3) การกำหนดอัตราลดหย่อนภาษี
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 21. ประกอบ

55. ตัวอย่างของงบประมาณที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับการวางแผนวางโครงการของหน่วยงาน
(1) Program Budget
(2) Zero-Base Budget
(3) Performance Budget
(4) Line-Item Budget
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

56. สถาบันที่ทำหน้าที่ “ตรวจสอบบัญชีการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ”
(1) กรมบัญชีกลาง
(2) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(3) สำนักงบประมาณ
(4) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินและตรวจสอบบัญชีทางการเงินของส่วนราชการต่างๆ โดยแยกการตรวจสอบออกเป็น 2 ระดับ คือ การตรวจสอบระดับหน่วยงานและการตรวจสอบระดับรัฐบาล

57. สถาบันที่ทำหน้าที่ “วิเคราะห์งบประมาณ” ได้แก่
(1) กรมบัญชีกลาง
(2) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(3) สำนักงบประมาณ
(4) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ในการจัดเตรียมงบประมาณนั้น จะมีการจัดทำรายละเอียดของงบประมาณซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ 1. เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณพิจารณาวิเคราะห์งบประมาณร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. สำนักงบประมาณเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ พร้อมด้วยเอกสารงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรี 3. นายกรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พร้อมด้วยเอกสารงบประมาณต่อรัฐสภา

58. ระยะเวลาในการดำเนินการ “อนุมัติ” งบประมาณ มีระยะประมาณกี่เดือน
(1) 3 เดือน
(2) 5 เดือน
(3) 9 เดือน
(4) 12 เดือน
(5) ไม่แน่นอนกำหนดตายตัวไม่ได้
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ระยะเวลาของการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน เรียกว่า วงจรงบประมาณ (Budget Cycle) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุด โดยวงจรงบประมาณของประเทศไทยนั้นจะใช้เวลาประมาณ 22 เดือน ประกอบด้วยกิจกรรมหรือการกระทำ 3 ขั้นตอน คือ การจัดเตรียมประมาณ 6 – 7 เดือน การอนุมัติประมาณ 3 – 4 เดือน และการควบคุมหรือการบริหารเป็นเวลา 12 เดือน

59. งบประมาณใดต่อไปนี้ที่ใช้หลักของ “ศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน”
(1) งบประมาณราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
(2) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
(3) เงินทุนหมุนเวียน
(4) งบรายได้ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะเป็นศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน หมายความว่า ในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ จะต้องมีการบูรณาการแผนทางการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ ให้เป็นแผนเดียวกัน มีการจัดเตรียมและอนุมัติงบประมาณเพียงครั้งเดียว มีการใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากไม่มีความจำเป็นจะไม่มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม รวมทั้งกระบวนการงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องดำเนินไปภายใต้กฎข้อบังคับเดียวกัน ใช้บทบัญญัติเดียวกัน และมีสถาบันหรือหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงบประมาณเดียวกัน โดยงบประมาณที่ใช้หลักศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน ได้แก่ งบประมาณประจำปีของส่วนราชการทั่ว ๆ ไป เช่น งบประมาณของสำนักงบประมาณ กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพาสามิต เป็นต้น

60. Budget Documents หมายถึงอะไร
(1) วงเงินงบประมาณ
(2) เพดานเงินจัดสรร
(3) เงินประจำงวด
(4) ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: Budget Documents หมายถึง เอกสารงบประมาณประจำปี ซึ่งเอกสารงบประมาณประจำปีของไทยมีส่วนประกอบดังนี้ 1. คำแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายทางการคลังและการเงินของประเทศ 2. ตารางแสดงรายรับรายจ่ายเปรียบเทียบ 3. รายละเอียดของหน่วยงาน โครงการ และงานต่าง ๆ ของราชการและรัฐวิสาหกิจ 4. รายงานเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ 5. รายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินของรัฐบาล 6. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

61. ตัวอย่างของบริการที่ถ้าให้เอกชนจัดทำแล้วประชาชนอาจเสียประโยชน์
(1) บริการด้านการรักษาพยาบาล
(2) บริการด้านการศึกษา
(3) โรงงานผลิตรถถัง
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ตามแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรแบบเสรีนิยมนั้น กิจกรรมที่เอกชนจัดทำแล้วประชาชนอาจเสียประโยชน์ ได้แก่ บริการด้านการศึกษา (การจัดการศึกษาภาคบังคับ) บริการด้านสาธารณสุข (การรักษาพยาบาล การป้องกันโรคติดต่อ การให้ความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน) เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมมาตรฐานเพื่อความถูกต้องเหมาะสม

62. การกระจายรายได้ที่เป็นธรรมของสังคม สามารถวัดได้โดย
(1) เปรียบเทียบรายได้ของคนแยกตามกลุ่มอาชีพ
(2) อัตราเงินฝืด
(3) ดูอัตราการว่างงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: งบประมาณแผ่นดินจะต้องเป็นไปเพื่อ 1. สร้างความเจริญเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจหรือความมั่งคั่งของชาติ ซึ่งสามารถวัดได้โดยดูอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตมวลรวม 2. สร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถวัดได้โดยดูอัตราการว่างงาน อัตราเงินฝืด และอัตราเงินเฟ้อ 3. สร้างประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งสามารถวัดได้โดยการดูผลผลิตต่อหน่วย 4. สร้างความเสมอภาคหรือการกระจายทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้กับสังคม ซึ่งสามารถวัดได้โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของรายได้ อัตราการใช้จ่าย และทรัพย์สินที่มี

63. “Mixed Scanning” คืออะไร
(1) วิธีการตัดสินใจ
(2) วิธีการกำกับควบคุม
(3) วิธีการประสานงาน
(4) วิธีการติดตามตรวจสอบ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: วิธีการที่ใช้ในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. การตัดสินใจโดยใช้หลักของเหตุผล (Pure Rationality) 2. การตัดสินใจโดยใช้หลักของความพึงพอใจ (Muddling Through) หรือการวิเคราะห์เฉพาะส่วนที่เพิ่ม (Incrementalism) 3. การตัดสินใจโดยใช้หลักของความพึงพอใจผสมกับหลักของเหตุผล (Limited Rationality หรือ Mixed Scanning)

64. ยอดวงเงินของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินประมาณเท่าใด
(1) 3.78 ล้านล้านบาท
(2) 5.87 ล้านล้านบาท
(3) 9.78 ล้านล้านบาท
(4) 18.52 ล้านล้านบาท
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: (ความรู้ทั่วไป) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยวงเงินดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2568 จำนวน 2.79 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.7%

65. “GDP” ของประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณเท่าใด
(1) 3.78 ล้านล้านบาท
(2) 9.78 ล้านล้านบาท
(3) 18.58 ล้านล้านบาท
(4) 39.52 ล้านล้านบาท
(5) 4.50 ล้านล้านบาท
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: (ความรู้ทั่วไป) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศไทย ปัจจุบัน (ปี 2567) มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 18.58 ล้านล้านบาท

66. “GDP” เป็นตัวบ่งชี้ในเรื่องใด
(1) การกระจายรายได้
(2) การรักษาเสถียรภาพ
(3) ประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร
(4) ความเสมอภาคของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: หน้าที่ของรัฐในทางเศรษฐกิจ มี 4 ประการ คือ 1. การจัดสรรทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีตัวบ่งชี้คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 2. การกระจายรายได้ให้กับประชาชน (Distribution Function) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาค 3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabilization Function) มีตัวบ่งชี้คือ เงินฝืดและเงินเฟ้อ 4. การสร้างประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร (Management Function) เพื่อประสานความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ต่าง ๆ จัดระเบียบในสังคม และดูแลกลไกตลาด

67. ภาษี VAT มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
(1) ฐานความมั่งคั่ง
(2) ฐานการบริโภค
(3) ฐานรายได้
(4) ฐานความมั่งคั่งและฐานการบริโภค
(5) ฐานความมั่งคั่งและฐานรายได้
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ฐานการบริโภค (Consumption Base) เป็นฐานภาษีที่เก็บจากการใช้จ่ายเพื่อบริโภคของประชาชน รวมถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ ตัวอย่างภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต (เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ภาษีน้ำมัน ภาษีเครื่องดื่ม ภาษีไพ่ ภาษีน้ำหอม) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีศุลกากร (ภาษีสินค้าขาเข้า เช่น ภาษีรถยนต์นำเข้า ภาษีสุรานำเข้า) เป็นต้น

68. ภาษีรถจักรยานยนต์ มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ฐานความมั่งคั่ง (Wealth Base) เป็นฐานภาษีที่พิจารณาจากรายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินที่บุคคลได้ครอบครองอยู่ ตัวอย่างภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานความมั่งคั่ง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีโรงแรม ภาษีโรงงาน ภาษีป้าย ภาษีรถยนต์ ภาษีรถจักรยานยนต์ ภาษีมรดก ภาษีดอกเบี้ย เป็นต้น

69. ภาษีสุรานำเข้า มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 67. ประกอบ

70. ภาษีมรดก มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

71. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ฐานรายได้ (Income Base) เป็นฐานภาษีที่วัดจากความสามารถในการเสียภาษี (Ability to Pay) ของประชาชนแต่ละคน โดยพิจารณาจากเงินได้ของบุคคลหรือหน่วยภาษีต่าง ๆ ภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เช่น กำไรจากการขายคริปโตฯ) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

72. ภาษีเงินได้นิติบุคคล มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

73. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

74. ภาษีป้าย มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

75. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

76. ภาษีไพ่ มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 67. ประกอบ

77. ข้อใดไม่ใช่รายได้ของรัฐบาลไทย
(1) ภาษีเงินได้
(2) ค่าสัมปทาน
(3) ค่าบริการ
(4) ค่าปรับ
(5) เงินกู้ต่างประเทศ
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: แหล่งรายรับของรัฐบาลไทย มาจาก 2 ส่วน คือ 1. รายรับที่เป็นรายได้ ได้แก่ ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ (เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าสัมปทาน ค่าบริการ ค่าเช่าทรัพย์สินของรัฐ ค่าขายของกลางที่ยึดมาจากคดี) รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าแสตมป์ฤชากร ค่าปรับ เป็นต้น 2. รายรับที่ไม่เป็นรายได้ ได้แก่ การกู้เงิน การใช้เงินคงคลัง การขายหุ้น เป็นต้น

78. ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการเป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสำหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้าประเภทใด
(1) สินค้าสโมสร
(2) สินค้าเอกชน
(3) สินค้ากึ่งสาธารณะ
(4) ข้อ 1 – 3 ถูก
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: “ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการ” เป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสำหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้า ดังนี้ 1. สินค้าเอกชน (Private Goods) เช่น การบริการขนส่ง การบริการด้านการเงินการธนาคาร เป็นต้น 2. สินค้าสโมสร (Club Goods) หรือสินค้ากึ่งสาธารณะประเภท Price-Excludable Public Goods เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า พลังงาน เป็นต้น 3. สินค้าทั่วไป (Common Goods) หรือสินค้ากึ่งสาธารณะประเภท Congestible Public Goods เช่น ศูนย์สุขภาพ สนามกีฬา ทางด่วน เป็นต้น

79. สินค้าที่ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภคและแยกการบริโภคออกจากกันไม่ได้ จัดเป็นสินค้าประเภทใด
(1) สินค้าสาธารณะ
(2) สินค้าอุปโภคบริโภค
(3) สินค้าเอกชน
(4) สินค้าสโมสร
(5) สินค้าบาป
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ประเภทของสินค้าซึ่งแบ่งโดยใช้ลักษณะของสินค้าเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท โดยสินค้าสาธารณะ (Pure Public Goods) คือสินค้าที่ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค และไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้

80. “สุรา” จัดเป็นสินค้าสรรพสามิตเนื่องจากเหตุผลใด
(1) ทำให้เสียสุขภาพ
(2) ขัดศีลธรรมอันดีงาม
(3) ฟุ่มเฟือย
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: “สุรา” จัดเป็นสินค้าสรรพสามิตเนื่องจากทำให้เสียสุขภาพและขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม

81. นักศึกษารับราชการทหาร ได้รับเงินเดือน 12,400 บาท นักศึกษาต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่
(1) ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี
(2) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 5%
(3) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 10%
(4) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 15%
(5) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 20%
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: กรณีของนักศึกษานั้นถือเป็นผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ โดยเงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี

82. ข้อใดเป็นโครงสร้างอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย
(1) โครงสร้างแบบพื้นฐาน
(2) โครงสร้างแบบถดถอย
(3) โครงสร้างแบบก้าวหน้า
(4) โครงสร้างแบบสัดส่วน
(5) โครงสร้างแบบเร่งรัด
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) จัดเป็นภาษีสรรพากรและเป็นภาษีทางอ้อมที่ผู้ขายสินค้าหรือบริการสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคได้โดยการบวกเพิ่มเข้าไปในสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ดังนั้นผู้แบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงก็คือ ผู้บริโภคสินค้าหรือบริการนั้นเอง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้อัตราภาษีแบบสัดส่วน (Proportional Tax Rate) โดยจัดเก็บในอัตรา 7%

83. ข้อใดเป็นโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย
(1) โครงสร้างแบบพื้นฐาน
(2) โครงสร้างแบบถดถอย
(3) โครงสร้างแบบก้าวหน้า
(4) โครงสร้างแบบสัดส่วน
(5) โครงสร้างแบบเร่งรัด
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปหรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามกฎหมายและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติประเทศไทยจะมีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นรายปีโดยใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Tax Rate)

84. พฤติกรรมในข้อใดผิดกฎหมาย
(1) Tax Compliance
(2) Tax Avoidance
(3) Tax Evasion
(4) Tax Audit
(5) Tax Refund
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: พฤติกรรมการหนีภาษี (Tax Evasion) คือ การไม่ยินยอมเสียภาษีให้กับรัฐ เป็นการกระทำที่มีเจตนาจงใจละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีได้

85. พฤติกรรมในข้อใดเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
(1) การเลี่ยงภาษี
(2) การหนีภาษี
(3) การยอมเสียภาษี
(4) การโกงภาษี
(5) การต่อต้านภาษี
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: พฤติกรรมการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) คือ การที่พลเมืองผู้มีหน้าที่เสียภาษีใช้วิธีการใด ๆ ตามกฎหมายที่มุ่งสร้างให้เกิดผลต่อภาระภาษีของผู้เสียภาษี เพื่อที่จะได้มีภาระภาษีที่จะต้องเสียต่ำกว่าเดิม หรือใช้วิธีการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งการเลี่ยงภาษีนี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และส่งผลโดยตรงให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

86. ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ภาษีมีความซับซ้อน
(1) รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลากหลายประเภท
(2) มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีบ่อย
(3) มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)
(4) การมีข้อลดหย่อนยกเว้นที่หลากหลาย
(5) มีอัตราการจัดเก็บภาษีรูปแบบเดียวกันอัตราเดียว
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: ความซับซ้อนของระบบภาษีและการหารายได้ของรัฐอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ 1. รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลายประเภท หลายอัตรา 2. การมีข้อลดหย่อนยกเว้นที่ซับซ้อนหลากหลาย หรือมีรายการลดหย่อนภาษีจำนวนมาก 3. มีโครงสร้างภาษีทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง 4. มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)

87. นักศึกษานำรถยนต์จากสหรัฐอเมริกามาดัดแปลงในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีชนิดใดบ้าง
(1) ภาษีศุลกากร
(2) ภาษีสรรพสามิต
(3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
เฉลย: ตอบ 5
คำอธิบาย: นักศึกษานำเข้ารถยนต์จากสหรัฐอเมริกามาดัดแปลงในประเทศไทยจะต้องเสียภาษี ดังนี้ 1. ภาษีศุลกากร จากการนำเข้ารถยนต์ 2. ภาษีสรรพสามิต จากการดัดแปลงรถยนต์ 3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการซื้อรถยนต์

88. คุณสมบัติของสินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) คือข้อใด
(1) ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค
(2) ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้
(3) ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า
(4) ข้อ 1 – 3 ถูก
(5) ข้อ 1 – 3 ผิด
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: สินค้าหรือบริการสาธารณะ (Public Goods) หรือเรียกว่า สินค้าสาธารณะแท้หรือสินค้าสาธารณะที่สมบูรณ์ (Pure Public Goods) มีคุณสมบัติดังนี้ 1. ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค (Non-Rival Consumption) หรือกีดกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงสินค้าหรือบริการนั้นได้ 2. ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้ (Non-Excludable) หรือไม่สามารถใช้ราคาเป็นเครื่องมือกีดกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงสินค้าหรือบริการนั้นได้ 3. ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้าหรือบริการ คือ ต้นทุนส่วนเพิ่มเมื่อมีผู้ซื้อสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ (Zero-Marginal Cost)

89. ใครเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
(1) บุคคลธรรมดาผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขาย 154,000 บาทต่อเดือน
(2) นิติบุคคลผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขาย 18,000 บาทต่อเดือน
(3) บุคคลธรรมดาให้บริการเป็นอาชีพ มีรายได้ 80,000 บาทต่อเดือน
(4) นิติบุคคลผู้ให้บริการเป็นอาชีพ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน
(5) บุคคลที่ไม่ได้ขายสินค้าเป็นอาชีพ แต่มีค่านายหน้าจากการขายสินค้า 1.54 ล้านบาทต่อปี
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการเป็นอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล ซึ่งมีรายได้หรือยอดขายเกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี (150,000 บาทต่อเดือน) โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ และต้องชำระภาษีเป็นรายเดือน โดยยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

90. หากนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และไม่มีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร นักศึกษาต้องเลือกเดินเข้าประเทศผ่านช่องทางใด
(1) Red Line
(2) Blue Line
(3) Pink Line
(4) Green Line
(5) Black Line
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: กรณีนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 1. หากมีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร ให้เดินเข้าประเทศผ่านช่อง Red Line 2. หากไม่มีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร ให้เดินเข้าประเทศผ่านช่อง Green Line

91. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสินค้า/บริการสาธารณะที่ดี
(1) ไม่ผลิตมากเกิน
(2) ผลิตน้อยเกิน
(3) ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า
(4) ไม่ทำให้บริโภคเกินความจำเป็น
(5) ไม่ทำให้บริโภคน้อยกว่าที่ควรเป็น
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: คุณลักษณะของสินค้าหรือบริการสาธารณะที่ดี มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีดังนี้ 1. มีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของประชาชนทั่วไปในสังคม ไม่ผลิตมากเกินหรือผลิตน้อยเกิน (No Over or Under Supplies) 2. ประชาชนทั่วไปในสังคมบริโภคหรือใช้บริการสาธารณะนั้นตามความจำเป็น ไม่บริโภคเกินความจำเป็นหรือไม่บริโภคน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (No Over or Under Consumptions) 3. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Resource Maximization)

92. หลักการที่ว่า “ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีที่เท่ากัน ควรเสียภาษีเท่ากัน” เป็นหลักความเสมอภาคในรูปแบบใด
(1) ความเสมอภาคในแนวรับ
(2) ความเสมอภาคในแนวนอน
(3) หลักความเสมอภาคในแนวตั้ง
(4) ความเสมอภาคในเชิงเปรียบเทียบ
(5) ความเสมอภาคระหว่างบุคคล
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: หลักความเสมอภาคในแนวนอน (Horizontal Equity) มีสาระสำคัญว่า ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีที่เท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน ในลักษณะที่ว่า “Equals Should Be Treated Equally”

93. ภาษีชนิดใดไม่เป็นกลาง
(1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
(2) ภาษีซื้อ
(3) ภาษีสรรพสามิต
(4) ภาษีศุลกากร
(5) ภาษีมรดก
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น บริโภคแล้วก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม มีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย หรือได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจึงไม่เป็นกลางตามหลักการภาษีที่ดี ทั้งนี้เพราะเป็นการจัดเก็บภาษีที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนหรือจำกัดการบริโภคของประชาชนให้น้อยลง

94. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสินค้า/บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
(1) ขัดต่อศีลธรรมอันดี
(2) มีความประหยัด
(3) สร้างผลเสียต่อสุขภาพ
(4) ทำลายสิ่งแวดล้อม
(5) มีความฟุ่มเฟือย
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 93. ประกอบ

95. ข้อใดหมายถึงเงินได้จากตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (2)
(1) เงินเดือน
(2) เงินบำนาญ
(3) เงินค่าจ้าง
(4) เบี้ยประชุม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย: ตอบ 4
คำอธิบาย: เงินได้จากตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (2) ได้แก่ 1. ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด 2. เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส 3. เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ 4. เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า 5. เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ 6. เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้ทำนั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

96. “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึงเงินได้ของบุคคลที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใด
(1) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม
(2) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 มีนาคม
(3) ระหว่างวันที่ 14 เมษายน – 31 ธันวาคม
(4) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 พฤษภาคม
(5) ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน
เฉลย: ตอบ 1
คำอธิบาย: เงินได้พึงประเมิน หมายถึง เงินได้ของบุคคลใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของปีใด ๆ หรือเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี (ปีปฏิทิน)

97. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีรอบการชำระภาษีอย่างไร
(1) รายวัน
(2) รายเดือน
(3) รายสัปดาห์
(4) รายปี
(5) รายไตรมาส
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 89. ประกอบ

98. ใครเป็นผู้แบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง
(1) ผู้ผลิตสินค้า
(2) ผู้ขายสินค้า
(3) ผู้บริโภคสินค้า
(4) ผู้โกงสินค้า
(5) ผู้จัดจำหน่ายสินค้า
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ดูคำอธิบายข้อ 82. ประกอบ

99. “สิ่งที่เป็นเหตุให้ต้องเสียภาษี” หมายถึงสิ่งใด
(1) อัตราภาษี
(2) รายได้ภาษี
(3) ฐานภาษี
(4) กลไกภาษี
(5) วัฒนธรรมภาษี
เฉลย: ตอบ 3
คำอธิบาย: ฐานภาษี (Tax Base) หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุขั้นต้นที่ทำให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร หรือสิ่งที่เป็นฐานในการประเมินภาษีอากร โดยในการจัดเก็บภาษีรัฐต้องมีการบริหารจัดเก็บ ว่าจะใช้ฐานภาษีอย่างไรเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายต่าง ๆ ของรัฐ

100. กลไกตลาดภาครัฐหมายถึงอะไร
(1) กลไกการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างภาคเอกชนกับประชาชน
(2) กลไกการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างภาครัฐกับประชาชน
(3) กลไกความสัมพันธ์ทางการปกครองระหว่างนักการเมืองกับประชาชน
(4) กลไกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเอกชนกับประชาชน
(5) กลไกการบูรณาการและประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน
เฉลย: ตอบ 2
คำอธิบาย: กลไกตลาดภาครัฐ คือ กลไกการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ระหว่าง “ภาครัฐ” (รัฐบาล) ในฐานะผู้ประกอบการ ผู้ผลิต หรือผู้ขายกับ “ประชาชน” ในฐานะ ผู้บริโภค ผู้ซื้อ หรือผู้รับบริการ

POL2302 ระเบียบปฏิบัติราชการ s/2567

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2302 (PA 220) ระเบียบปฏิบัติราชการ
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

1. ปัจจุบันการย้าย การโอน การเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นไปตามกฎหมายฉบับใด
(1) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
(2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
(3) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
(4) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550
(5) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ปัจจุบันการย้าย การโอน หรือการเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2564

2. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการย้ายตำแหน่ง
(1) การย้ายไม่จำเป็นต้องอยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุที่จะพิจารณาย้ายได้
(2) การย้ายสามารถย้ายภายในกรมเดียวกัน ประเภทเดียวกัน และสายงานเดียวกัน แต่ไม่สามารถย้ายต่างประเภทกัน และต่างสายงานกันได้
(3) การย้ายเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่ ก.พ. กำหนดก่อน แล้วผู้มีอำนาจสั่งบรรจุจึงจะดำเนินการย้ายได้
(4) การย้ายใน “ระดับที่ต่ำกว่าเดิม” จำเป็นต้องอยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุที่จะพิจารณาย้ายได้ แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่จะย้าย
(5) การย้ายอาจเปลี่ยนไปอยู่ในส่วนราชการในกรมส่วนกลาง หรือไปอยู่ในส่วนภูมิภาคก็ได้ แต่ต้องเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกัน
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การย้าย หมายถึง การย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในกรมเดียวกันหรือกรมเดิม แต่อาจเปลี่ยนไปอยู่ในส่วนราชการในกรมส่วนกลาง หรือไปอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอในส่วนภูมิภาคก็ได้ ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันก็ได้ โดยหลักเกณฑ์ในการย้ายตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีที่อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุที่จะพิจารณาย้ายได้
2. กรณีที่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่ ก.พ. กำหนดก่อน แล้วผู้มีอำนาจสั่งบรรจุจึงจะดำเนินการย้ายได้

3. การเลื่อนระดับของประเภทตำแหน่งอำนวยการ ตำแหน่งที่ต่อจาก “ระดับต้น” คือตำแหน่งใด
(1) ระดับกลาง
(2) ระดับปลาย
(3) ระดับสูง
(4) ระดับพิเศษ
(5) ระดับชำนาญ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การเลื่อนระดับ คือ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทเดียวกันในระดับที่สูงกว่าเดิม โดยเลื่อนได้ไม่เกิน 1 ระดับ ดังนั้นในแต่ละประเภทตำแหน่งจึงสามารถเลื่อนระดับได้ดังนี้
1. ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น -> ระดับสูง
2. ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น -> ระดับสูง
3. ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ -> ระดับชำนาญการ -> ระดับชำนาญการพิเศษ -> ระดับเชี่ยวชาญ -> ระดับทรงคุณวุฒิ
4. ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน -> ระดับชำนาญงาน -> ระดับอาวุโส -> ระดับทักษะพิเศษ

4. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
(1) การเลื่อนระดับให้เลื่อนได้ไม่เกิน 2 ระดับ
(2) การโอนให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ อาจอยู่ในกระทรวงเดิมหรือกระทรวงใหม่ก็ได้
(3) ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ข้าราชการสับเปลี่ยนหน้าที่หรือย้ายโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่นได้
(4) การเลื่อนระดับ คือ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทเดียวกันในระดับที่สูงกว่าเดิม
(5) ข้าราชการสามารถข้ามประเภทตำแหน่งจากระดับปฏิบัติงานไประดับปฏิบัติการได้
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

5. การเลื่อนระดับของประเภทตำแหน่งทั่วไป ตำแหน่งที่ต่อจาก “ระดับปฏิบัติงาน” คือตำแหน่งใด
(1) ระดับเชี่ยวชาญ
(2) ระดับต้น
(3) ระดับชำนาญการ
(4) ระดับปฏิบัติการ
(5) ระดับชำนาญงาน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

6. ข้อใดคือหลักเกณฑ์ในการประเมินการเลื่อนเงินเดือน
(1) ยึดหลักความถูกต้องและเป็นธรรม
(2) ต้องเป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่ ก.พ. กำหนด
(3) ใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานเป็นหลัก
(4) ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานจะเป็นผู้ประเมินผล
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
ตอบ 5 (คำบรรยาย) การประเมินการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ เป็นการประเมินโดยผู้บังคับบัญชา ในแต่ละระดับที่ตนสังกัดอยู่ โดยปกติการประเมินการเลื่อนเงินเดือนจะกระทำตามเกณฑ์ โดยยึดหลักความถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่ ก.พ. กำหนด

7. การเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญในครั้งที่ 1 หรือการเลื่อนในครึ่งปีแรก คือช่วงเวลาใด
(1) 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน
(2) 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม
(3) 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายน
(4) 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน
(5) 1 มีนาคม ถึง 31 สิงหาคม
ตอบ 2 หน้า 19, (คำบรรยาย) การเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญโดยปกติจะเลื่อนปีละ 2 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 เป็นการเลื่อนเงินเดือนสำหรับการปฏิบัติราชการในครึ่งปีแรก (1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม) โดยให้เลื่อนในวันที่ 1 เมษายนของปีที่ได้เลื่อน
ครั้งที่ 2 เป็นการเลื่อนเงินเดือนสำหรับการปฏิบัติราชการในครึ่งปีหลัง (1 เมษายน ถึง 30 กันยายน) โดยให้เลื่อนในวันที่ 1 ตุลาคมของปีถัดไป

8. ข้อใดไม่ใช่หลักการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ
(1) หน่วยงานดำเนินการให้ข้าราชการมีคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์
(2) ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตนต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างมีคุณธรรมและเที่ยงธรรม
(3) ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ให้บำเหน็จ คำชมเชย เครื่องเชิดชูเกียรติ หรือรางวัล
(4) การให้ข้าราชการไปฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศ
(5) การให้ข้าราชการยืมใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานนอกเวลาราชการเมื่อมีเหตุจำเป็น
ตอบ 5 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 72 – 77), (คำบรรยาย) หลักการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ มีดังนี้
1. หน่วยงานราชการต้องดำเนินการให้ข้าราชการมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
2. ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างมีคุณธรรมและเที่ยงธรรม และเสริมสร้างแรงจูงใจให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาดำรงตนเป็นข้าราชการที่ดี
3. หากข้าราชการประพฤติตนอยู่ในจรรยาและระเบียบวินัย และปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ให้บำเหน็จ คำชมเชย เครื่องเชิดชูเกียรติ หรือรางวัล
4. ให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศ ฯลฯ

9. ข้อใดกล่าวถึงหลักการ “Put the right man on the right job” ได้อย่างถูกต้องที่สุด
(1) การสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถได้ถูกที่ถูกเวลา
(2) การสรรหาบุคคลที่มีทักษะความสามารถเข้ามาทำงานด้วยระบบคุณธรรม
(3) การปรับภารกิจของหน่วยงานให้เหมาะสมกับความสามารถของบุคคล
(4) การได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถและสมรรถนะเหมาะสมกับความต้องการของตำแหน่ง
(5) การได้มาซึ่งบุคลากรที่มีทักษะความรู้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บังคับบัญชา
ตอบ 4 (คำบรรยาย) เป้าหมายของการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ มีดังนี้
1. ส่วนราชการได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะเหมาะสมกับความต้องการของตำแหน่ง (Put the right man on the right job at the right time)
2. ส่วนราชการสามารถสรรหาและเลือกสรรบุคคลได้อย่างมีมาตรฐานและคล่องตัว

10. ข้อใดคือคุณสมบัติในการแต่งตั้งข้าราชการใน “สายงานปิด”
(1) สายงานที่กำหนดคุณวุฒิปริญญาสาขาวิชาที่เฉพาะเจาะจง
(2) สายงานที่กำหนดคุณวุฒิปริญญาโดยระบุชื่อสาขาวิชาไว้หลายสาขาวิชา
(3) สายงานที่กำหนดคุณวุฒิปริญญาทุกสาขาวิชาเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
(4) ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) สายงานปิด คือ สายงานที่กำหนดคุณวุฒิปริญญาสาขาวิชาที่เฉพาะเจาะจง เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง เช่น
– ตำแหน่งนิติกรระดับปฏิบัติการ ได้รับปริญญาตรี/โท/เอก/คุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชานิติศาสตร์
– ตำแหน่งนายสัตวแพทย์ระดับปฏิบัติการ ได้รับปริญญาตรีสาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์จากสัตวแพทยสภา

11. คุณสมบัติของตำแหน่งนิติกรระดับปฏิบัติการ มักอยู่ในสายงานประเภทใด
(1) สายงานเปิด
(2) สายงานกึ่งปิด
(3) สายงานปิด
(4) สายงานปิดและสายงานเปิด
(5) สายงานกึ่งปิดกึ่งเปิด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

12. ข้อใดไม่ใช่ความเคลื่อนไหว (Movement) ด้านจริยธรรมสำหรับการบริหารงานภาครัฐในปลายศตวรรษที่ 19
(1) มุ่งแก้ปัญหาการคอร์รัปชันในแวดวงราชการ
(2) การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานจาก “สายการบังคับบัญชา” (Hierarchy) สู่ “ข้อตกลง” (Agreement) หรือ “สัญญา” (Contract)
(3) การปฏิรูประบบข้าราชการพลเรือนไปสู่การสร้างระบบการคัดเลือก
(4) การเปลี่ยนจาก “Spoils System” สู่ “Merit System”
(5) การกำหนดมาตรฐานในการประเมินผลงาน และคัดสรรคนมีความสามารถเข้ามาทำงาน
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ความเคลื่อนไหว (Movement) ด้านจริยธรรมสำหรับการบริหารงานภาครัฐในปลายศตวรรษที่ 19 มีดังนี้
1. การมุ่งแก้ปัญหาการคอร์รัปชันในแวดวงราชการ
2. การบริหารภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพนำไปสู่ข้อเสนอคุณค่าการบริหาร 3E’s
3. จุดเริ่มต้นของจริยธรรมทางการบริหารและการควบคุม
4. การปฏิรูประบบข้าราชการพลเรือนไปสู่การสร้างระบบการคัดเลือก โดยเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์ (Spoils System) ไปสู่ระบบคุณธรรม (Merit System)
5. การกำหนดมาตรฐานในการประเมินผลงาน และคัดสรรคนมีความสามารถเข้ามาทำงาน

13. องค์กรใดเป็นผู้ริเริ่มใช้คำว่า “ธรรมาภิบาล” (Good Governance)
(1) World Bank
(2) IMF
(3) OECD
(4) UN
(5) ASEAN
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ธนาคารโลก (World Bank) เป็นองค์กรแรกที่ริเริ่มใช้คำว่า “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) ในปี ค.ศ. 1989 เพื่ออธิบายถึงการบริหารจัดการที่จะเป็นมาตรฐานในการกำหนดเงื่อนไขการรับการช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่าง ๆ

14. หลักการธรรมาภิบาลในด้าน “Rule of Law” หมายความว่าอย่างไร
(1) ระบบการบริหารภาครัฐมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(2) ภาคประชาสังคมตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วม
(3) ระบบกฎหมายที่ยุติธรรม ชัดเจน และน่าเชื่อถือ
(4) การดำเนินงานด้วยความโปร่งใส
(5) การมีความพร้อมรับผิดชอบ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) หลักการธรรมาภิบาลของธนาคารโลก ประกอบด้วย
1. ระบบการบริหารภาครัฐมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficient and Effective Public Sector)
2. ระบบกฎหมายที่ยุติธรรม ชัดเจน และน่าเชื่อถือ (Rule of Law)
3. ภาคประชาสังคมตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วม (Active Civil Society and Public Participation)
4. การดำเนินงานด้วยความโปร่งใส (Transparency)
5. การมีความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)

15. หลักธรรมาภิบาลในด้าน “ความโปร่งใส” หมายความว่าอย่างไร
(1) การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับของสังคม
(2) เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักประกอบวิชาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ
(3) ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้
(4) การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจ
(5) การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม
ตอบ 3 (คำบรรยาย) หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในสังคม องค์กรทุกวงการให้ความโปร่งใส ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้ ตัวอย่างที่สอดคล้องกับหลักการนี้ เช่น ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามคำสั่งให้กรุงเทพมหานครเปิดเผยข้อมูลเพื่อการเข้าถึงโดยระบบดิจิทัล เป็นต้น

16. ข้อใดคือความผิดทางวินัย
(1) ข้าราชการไม่เข้าอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพราะเข้าใจกฎระเบียบดีแล้ว
(2) ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ธุรการมาปฏิบัติงานเร่งด่วนในวันเสาร์ อาทิตย์ แล้วไม่ปฏิบัติตาม
(3) ข้าราชการให้บริการประชาชนล่าช้า เพราะบุคลากรในหน้าที่เดียวกันลาป่วย จึงมีคนไม่เพียงพอ
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ตัวอย่างความประพฤติของข้าราชการที่ถือว่าเป็นความผิดทางวินัย มีดังนี้
1. ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง เช่น ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ธุรการมาปฏิบัติงานเร่งด่วนในวันเสาร์ อาทิตย์ แล้วไม่ปฏิบัติตาม ไม่ลงชื่อมาทำงานและไม่ไปพบผู้อำนวยการสำนักตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุผล ชักสีหน้าและพูดจาไม่สุภาพกับประชาชนผู้มาติดต่อราชการ กล่าวถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานในบ้านพักข้าราชการ เป็นต้น
2. ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่น ปลอมใบเสร็จ/ใบสำคัญรับเงิน เพื่อเบิกเงินกับหน่วยงานต้นสังกัด ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เป็นต้น

17. ข้อใดคือการลงโทษกรณีวินัยไม่ร้ายแรง
(1) ภาคทัณฑ์
(2) ตัดเงินเดือน
(3) ลดเงินเดือน
(4) ถูกเฉพาะข้อ 2 กับ 3
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 96 และมาตรา 97), (คำบรรยาย) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาความผิด กำหนดโทษ และสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญผู้กระทำผิดทางวินัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน ตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
2. กรณีระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

18. การให้พ้นจากราชการโดยได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนผู้นั้นลาออกจากราชการ คือการลงโทษทางวินัยประเภทใด
(1) ปลดออก
(2) ไล่ออก
(3) พักงาน
(4) ลดตำแหน่ง
(5) ภาคทัณฑ์
ตอบ 1 หน้า 267, (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 97 วรรคสี่), (คำบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งลงโทษทางวินัยขั้นปลดออกจากราชการตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ ส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งลงโทษทางวินัยขั้นไล่ออกจากราชการ จะไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

19. หลักการในข้อใดแสดงถึงการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณากำหนดโทษอย่างถูกต้อง
(1) การตัดสินด้วยเหตุผลที่รับฟังได้ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
(2) ภายในหน่วยงานเดียวกันต้องมีการกำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
(3) การใช้ดุลพินิจต้องอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 (คำบรรยาย) การใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณากำหนดโทษ มีหลักการดังนี้
1. การใช้ดุลพินิจต้องอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
2. การใช้ดุลพินิจจะต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
3. ภายในหน่วยงานเดียวกันต้องมีการกำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

20. หลักการในข้อใดแสดงถึงการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณากำหนดโทษอย่างถูกต้อง
(1) การตัดสินด้วยเหตุผลที่รับฟังได้ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
(2) ภายในหน่วยงานเดียวกันอาจมีการกำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจที่มีมาตรฐานต่างกัน
(3) การใช้ดุลพินิจเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
(4) ผู้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายให้ข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานเดียวกันใช้ดุลพินิจตัดสินใจลงโทษแทนตนเองได้
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 19. ประกอบ

21. ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนการกำหนดโทษและการลงโทษได้อย่างถูกต้อง
A. การสอบสวนทางวินัยได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ
B. การพิจารณาความผิดว่าผิดหรือไม่ และผิดมาตราใด
C. การพิจารณากำหนดโทษว่าควรให้โทษสถานใด
D. การสั่งลงโทษ
(1) A. -> B. -> C. -> D.
(2) B. -> C. -> A. -> D.
(3) B. -> C. -> D. -> A.
(4) A. -> D. -> B. -> C.
(5) D. -> A. -> B. -> C.
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การกำหนดโทษและการลงโทษ มีลำดับขั้นตอนดังนี้
1. การสอบสวนทางวินัยได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ
2. การพิจารณาความผิดว่าผิดหรือไม่ และผิดมาตราใด
3. การพิจารณากำหนดโทษว่าควรให้โทษสถานใด
4. การสั่งลงโทษ

22. ความประพฤติของข้าราชการในข้อใดถือว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(1) ชักสีหน้าและพูดจาไม่สุภาพกับประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
(2) ไม่ลงชื่อมาทำงานและไม่ไปพบผู้อำนวยการสำนักตามคำสั่ง
(3) กล่าวถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าผู้บังคับบัญชา
(4) ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานในบ้านพักข้าราชการ
(5) ปลอมใบเสร็จ/ใบสำคัญรับเงิน เพื่อเบิกเงินกับหน่วยงานต้นสังกัด
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 16. ประกอบ

23. ข้อใดคือข้อกำหนดในด้านวินัยต่อประชาชน
(1) ต้องไม่อาศัยอำนาจหน้าที่ราชการในการหาผลประโยชน์ส่วนตน
(2) ต้องไม่กระทำการล่วงละเมิด/คุกคามทางเพศในที่ทำงาน
(3) ต้องไม่กลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ
(4) ต้องให้ความเป็นธรรม เต็มใจช่วยเหลือแก่ผู้มาติดต่อราชการ
(5) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในหน้าที่ราชการ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ข้อกำหนดในด้านวินัยต่อประชาชน มีดังนี้
1. ต้องต้อนรับ ให้ความเป็นธรรม เต็มใจช่วยเหลือ และให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
2. ต้องไม่ชักสีหน้า ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
3. ต้องอำนวยความสะดวกให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีผู้ใดต้องถูกกลั่นแกล้ง รังแก
4. ต้องบริการด้วยมาตรฐาน ไม่ล่าช้า จงใจถ่วงเรื่อง ละเลย หรือไม่ชัดเจน

24. ข้าราชการพลเรือนสามัญจะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้งต้องมีผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการในระดับใด
(1) ไม่ต่ำกว่าระดับพอใช้ หรือร้อยละ 60
(2) ไม่ต่ำกว่าระดับปานกลาง หรือร้อยละ 60
(3) ไม่ต่ำกว่าระดับปานกลาง หรือร้อยละ 70
(4) ไม่ต่ำกว่าระดับพอใช้ หรือร้อยละ 70
(5) ไม่ต่ำกว่าระดับดี หรือร้อยละ 80
ตอบ 1 หน้า 19, (คำบรรยาย) หลักเกณฑ์การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ มีดังนี้
1. การเลื่อนเงินเดือนให้เลื่อนปีละ 2 ครั้ง
2. การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการแต่ละคนในแต่ละครั้งให้เลื่อนได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 6 ของฐานในการคำนวณ และไม่เกินเงินเดือนสูงสุดตามที่ ก.พ. กำหนด
3. ข้าราชการซึ่งจะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้งต้องมีผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าระดับพอใช้ หรือร้อยละ 60
4. ข้าราชการที่บรรจุเข้ารับราชการทั้งกรณีบรรจุใหม่และบรรจุกลับต้องมีเวลาปฏิบัติราชการในรอบครึ่งปีที่แล้วมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 เดือน

25. การสรรหาและคัดเลือกบุคลากรของหน่วยงานราชการใช้วิธีตามหลักการใด
(1) ระบบคุณธรรม
(2) ระบบอุปถัมภ์
(3) ระบบจริยธรรม
(4) ระบบความเป็นกลาง
(5) ระบบผลสัมฤทธิ์
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 15), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 52), (คำบรรยาย) การสรรหาและคัดเลือกบุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงความรู้ความสามารถ พฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ตลอดจนประโยชน์ของทางราชการด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม

26. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของวินัยราชการ
(1) การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(2) การสร้างความเจริญมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
(3) การสร้างความผาสุกของประชาชน
(4) การสร้างภาพพจน์และชื่อเสียงที่ดีของทางราชการ
(5) การสร้างความมั่งคั่งในอาชีพข้าราชการ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดมุ่งหมายของวินัยราชการ มีดังนี้
1. การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2. การสร้างความเจริญมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
3. การสร้างความผาสุกของประชาชน
4. การสร้างภาพพจน์และชื่อเสียงที่ดีของทางราชการ

27. เหตุใดจึงต้องมีระบบการประเมินเงินเดือนข้าราชการที่ถูกต้องและเป็นธรรม
(1) เพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนและลดโอกาสผิดพลาดในการดำเนินการพิจารณา
(2) เพื่อให้เกิดการคำนวณจัดสรรเงินเดือนแก่ข้าราชการในแต่ละรอบอย่างรวดเร็ว
(3) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการประเมินของหน่วยงานต่าง ๆ
(4) เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ข้าราชการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) เหตุที่ต้องมีระบบการประเมินเงินเดือนข้าราชการที่ถูกต้องและเป็นธรรม มีดังนี้
1. เพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนและลดโอกาสผิดพลาดในการดำเนินการพิจารณา
2. เพื่อให้เกิดการคำนวณจัดสรรเงินเดือนแก่ข้าราชการในแต่ละรอบอย่างรวดเร็ว
3. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการประเมินของหน่วยงานต่าง ๆ
4. เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ข้าราชการสร้างผลลัพธ์ของงานและพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

28. ข้อใดไม่ใช่ข้อกำหนดวินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
(1) ข้าราชการต้องรักษาความลับของทางราชการ
(2) ข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
(3) ข้าราชการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(4) ข้าราชการต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
(5) ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของทางราชการ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ข้อกำหนดวินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีดังนี้
1. ข้าราชการต้องซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม
2. ข้าราชการต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
3. ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ
4. ข้าราชการต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
5. ข้าราชการต้องรักษาความลับของทางราชการ
6. ข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
7. ข้าราชการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ ฯลฯ

29. ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ต้องโทษวินัยปลดออกมีผลตามข้อใด
(1) พ้นจากราชการโดยไม่ได้รับบำเหน็จ
(2) พ้นจากราชการโดยไม่ได้รับบำนาญ
(3) พ้นจากราชการโดยไม่ได้รับเงินชดเชย
(4) พ้นจากราชการโดยได้รับบำเหน็จ บำนาญ
(5) พ้นจากราชการโดยได้รับบำเหน็จ แต่ไม่ได้รับบำนาญ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 18. ประกอบ

30. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการการสรรหาและการเลือกสรร
(1) การสรรหาคือกระบวนการจูงใจและดึงดูดบุคคลทั่วไปให้เข้ามาสมัคร ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมากแต่ขอให้มีคุณสมบัติตรงตามที่หน่วยงานต้องการ
(2) กระบวนการเลือกสรรเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อจากกระบวนการสรรหา
(3) กระบวนการสรรหา มี 3 รูปแบบ คือ แบบภายใน แบบภายนอก และแบบบูรณาการ
(4) การเลือกสรรบุคลากรเข้ารับราชการ มี 2 วิธี คือ การสอบแข่งขัน และการคัดเลือก
(5) การแย่งตัวบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่องค์การ มักเกิดจากการดึงดูดขององค์การที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า สวัสดิการดีกว่า หรือมีความมั่นคงมากกว่า
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การสรรหา (Recruitment) คือ กระบวนการค้นหา จูงใจ และดึงดูดให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานเข้ามาสมัครงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่ขอให้มีคุณสมบัติตรงตามที่หน่วยงานต้องการ โดยวิธีการสรรหา มี 3 รูปแบบ คือ การสรรหาจากภายใน การสรรหาจากภายนอก และการสรรหาแบบบูรณาการ ส่วนการเลือกสรร (Selection) เป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อจากกระบวนการสรรหา โดยการเลือกสรร คือ กระบวนการพิจารณาบุคคลที่ได้สรรหามาแล้ว และคัดเลือกให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดเอาไว้ โดยยึดหลักการแยกความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความรู้ความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะอื่น ๆ ซึ่งวิธีการเลือกสรรมี 2 วิธี คือ การสอบแข่งขัน และการคัดเลือก

31. หลักการข้อใดหมายถึง หน่วยงานราชการทุกแห่งจำเป็นต้องมีแบบแผนและมาตรฐานการทำงาน เพื่อให้หน่วยงานทำงานถูกต้อง เหมาะสม ยืดหยุ่น และคล่องตัว
(1) Rules and Regulations
(2) Hierarchy
(3) Uniformity and Standardization
(4) Supervision and Auditing
(5) Superior and Subordinate
ตอบ 3 (คำบรรยาย) Uniformity and Standardization (in Public Services) หมายถึง หน่วยงานราชการทุกแห่งจำเป็นต้องมีแบบแผนและมาตรฐานการทำงาน เพื่อให้หน่วยงานทำงานถูกต้อง เหมาะสม ยืดหยุ่น และคล่องตัว ตัวอย่างที่สอดคล้องกับหลักการนี้ เช่น การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำมาตรฐานการบริหารและการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีการจัดทำมาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เป็นต้น

32. ใครคือผู้มีอำนาจพิจารณาความผิดและกำหนดโทษของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้กระทำผิดทางวินัย
(1) ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน
(2) นายกรัฐมนตรี
(3) ผู้พิพากษาศาลปกครอง
(4) สภาผู้แทนราษฎร
(5) เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

33. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการลงโทษการประพฤติผิดวินัยของข้าราชการ
(1) ผู้บังคับบัญชาชายได้โอบกอด จับมือ และแซวเรื่องรูปร่างของผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเพศหญิงเป็นประจำ โดยอ้างว่าเป็นการหยอกล้อ ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศ กรณีดังกล่าวจึงสมควรลงโทษด้วยการตักเตือนและทำภาคทัณฑ์ไว้ ไม่ถึงขั้นต้องไล่ออก
(2) ข้าราชการสังกัดหน่วยงานแห่งหนึ่งมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนร่วมงาน โดยพูดจาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และดูถูกดูแคลน กรณีดังกล่าวนับเป็นการผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีผลให้ลงโทษภาคทัณฑ์
(3) ตำรวจเข้าจับกุมกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ขี่รถจักรยานยนต์ผิดกฎจราจร โดยตำรวจบังคับใส่กุญแจมือและทำร้ายร่างกายด้วยการต่อย กระทืบ และใช้เท้าเหยียบหัว จนบาดเจ็บสาหัส กรณีดังกล่าวถือว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นขัดขืนการจับกุม จึงสมควรลงโทษด้วยการลดเงินเดือนหรือตัดเงินเดือน
(4) ข้าราชการสังกัดหน่วยงานหนึ่งมาสายและทำงานผิดพลาดอยู่เป็นประจำติดต่อกันนานถึง 1 สัปดาห์ โดยอ้างว่าต้องดูแลแม่ที่ล้มป่วยกะทันหัน กรณีดังกล่าวนับเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เพราะสร้างความเสียหายแก่หน่วยงาน สมควรลงโทษด้วยการปลดออกหรือไล่ออก
(5) ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานหนึ่งทำเรื่องเบิกค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางอันเป็นเท็จมิใช่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ราชการ กรณีดังกล่าวยังไม่นับเป็นความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เพราะเพิ่งกระทำผิดเป็นครั้งแรก และทำคุณงามความดีมาโดยตลอด จึงสมควรลงโทษด้วยการลดเงินเดือนหรือตัดเงินเดือน
ตอบ 2 (คำบรรยาย) กรณีข้าราชการสังกัดหน่วยงานแห่งหนึ่งมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนร่วมงาน โดยพูดจาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และดูถูกดูแคลน นับเป็นการผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ในฐานไม่สุภาพเรียบร้อย และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างข้าราชการด้วยกัน กรณีดังกล่าวมีผลให้ลงโทษภาคทัณฑ์

34. การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำมาตรฐานการบริหารและการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีการจัดทำมาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ มาตรฐานดังกล่าวจัดเป็นกลไกการสร้างความรับผิดชอบในระบบบริหารงานภาครัฐในรูปแบบใด
(1) Hierarchy
(2) Uniformity and Standardization (in Public Services)
(3) Rules and Regulations
(4) Courts (Constitutional and Administrative Court)
(5) Supervision and Auditing
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

35. ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขในการสั่งให้ออกจากราชการ
(1) สั่งให้ออกเพื่อให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
(2) สั่งให้ออกเพราะขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้าม
(3) สั่งให้ออกระหว่างการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(4) สั่งให้ออกเพื่อไปรับราชการทหาร
(5) สั่งให้ออกไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลสอบทางวินัย
ตอบ 1 หน้า 24 เงื่อนไขในการสั่งให้ออกจากราชการ มีดังนี้
1. สั่งให้ออกระหว่างการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
2. สั่งให้ออกเพราะขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้าม
3. สั่งให้ออกไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย
4. สั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน
5. สั่งให้ออกเพื่อไปรับราชการทหาร

36. ข้อใดเป็นหลักการของระบบคุณธรรม
(1) หลักความสามารถ
(2) หลักความเสมอภาค
(3) หลักความเป็นกลางทางการเมือง
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 17 – 18 หลักการสำคัญของระบบคุณธรรม (Merit System) ในการบริหารงานบุคคลหรือการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ มี 4 ประการ คือ 1.หลักความเสมอภาค (Equality) 2. หลักความรู้ความสามารถ (Competence) 3.หลักความมั่นคง (Security) 4. หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)

37. ตำแหน่งใดต่อไปนี้เป็นประธาน อ.ก.พ. กระทรวง
(1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(2) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
(3) ปลัดกระทรวง
(4) รองปลัดกระทรวง
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 9), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15), (คำบรรยาย) อ.ก.พ. กระทรวง ประกอบด้วย
1. อนุกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง) เป็นประธาน ปลัดกระทรวง เป็นรองประธาน และผู้แทน ก.พ. 1 คน
2. อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมายที่มิได้เป็นข้าราชการในกระทรวงนั้น จำนวนไม่เกิน 3 คน
3. อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงนั้น จำนวนไม่เกิน 5 คน
4. เลขานุการ ซึ่ง อ.ก.พ. กระทรวง แต่งตั้ง จำนวน 1 คน

38. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมีกี่คน
(1) ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 6 คน
(2) ไม่น้อยกว่า 3 คน
(3) ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน
(4) 5 คน
(5) 7 คน
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 7 – 8), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 6 และมาตรา 7), (คำบรรยาย) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.” เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย
1. กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 5 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ
2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน โดยอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี

39. การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับ การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องคำนึงถึง
(1) ความรู้ความสามารถของบุคคล
(2) ความเสมอภาคและความเป็นธรรม
(3) ประโยชน์ของตัวข้าราชการ
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 42 (1)) การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับการรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ

40. ข้อใดเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของข้าราชการการเมือง
(1) มีวาระในการดำรงตำแหน่ง
(2) ต้องสังกัดพรรคการเมือง
(3) เน้นเรื่องประสบการณ์
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 1 หน้า 391, (คำบรรยาย) ลักษณะของข้าราชการการเมือง มีดังนี้
1. เป็นข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 (ฉบับปัจจุบัน)
2. มีอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนรายเดือนคงที่ ซึ่งกำหนดตามตำแหน่งและไม่มีขั้นวิ่ง
3. การเข้าดำรงตำแหน่งเป็นไปตามเหตุผลทางการเมืองหรือตามระบบอุปถัมภ์ (ไม่เน้นเรื่องคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์)
4. การออกจากตำแหน่งในกรณีปกติเป็นไปตามวาระหรือมีวาระในการดำรงตำแหน่งหรือเป็นไปตามเหตุผลทางการเมือง
5. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ

41. หนังสือสั่งการตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบันมีกี่ชนิด
(1) 5 ชนิด
(2) 4 ชนิด
(3) 3 ชนิด
(4) 2 ชนิด
(5) 6 ชนิด
ตอบ 3 หน้า 403, 416, 422, 428, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 26 – 27), (คำบรรยาย) หนังสือราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 (ฉบับปัจจุบัน) มี 6 ชนิด คือ
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตรา
4. หนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด ได้แก่ คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ
5. หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ มี 4 ชนิด ได้แก่ หนังสือรับรอง รายงานการประชุม บันทึก และหนังสืออื่น (ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง และแถบบันทึกภาพ)

42. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หลักสำคัญของระบบคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้ในระบบราชการปัจจุบัน
(1) หลักความมั่นคง
(2) หลักความรู้ความสามารถ
(3) หลักความเสมอภาค
(4) หลักอาวุโส
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 36. ประกอบ

43. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนตามที่ ก.พ. กำหนด คือ
(1) ก.พ.
(2) อธิบดี
(3) อ.ก.พ.
(4) อ.ก.พ. กระทรวง
(5) อ.ก.พ. จังหวัด
ตอบ 2 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 55), (คำบรรยาย) กรณีที่มีเหตุพิเศษที่ ก.พ. เห็นว่าไม่ต้องดำเนินการสอบแข่งขัน สามารถให้อธิบดี (ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 57) เป็นผู้คัดเลือกบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้เป็นรายกรณี (ไม่ใช่เป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคล) เช่น
1. กรณีบรรจุและแต่งตั้งผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนตามที่ ก.พ. กำหนด
2. กรณีบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง หรือทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาวิชาในประเทศหรือต่างประเทศที่สำเร็จการศึกษาแล้ว เป็นต้น

44. ระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไปตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีกี่ระดับ
(1) 2 ระดับ
(2) 3 ระดับ
(3) 4 ระดับ
(4) 5 ระดับ
(5) 6 ระดับ
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 13 – 14), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 46) ระดับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ มีดังนี้
1. ตำแหน่งประเภทบริหาร มี 2 ระดับ คือ ระดับต้น และระดับสูง
2. ตำแหน่งประเภทอำนวยการ มี 2 ระดับ คือ ระดับต้น และระดับสูง
3. ตำแหน่งประเภทวิชาการ มี 5 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับทรงคุณวุฒิ
4. ตำแหน่งประเภททั่วไป มี 4 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ ทั้งนี้การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.พ.

45. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนต้องมีคุณสมบัติบางประการต่อไปนี้
(1) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(2) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง
(3) ไม่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 7 – 8), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคสอง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง และมิได้เป็นกรรมการ ก.พ. โดยตำแหน่งอยู่แล้ว

46. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใดต่อไปนี้ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(1) ปลัดกระทรวง
(2) อธิบดี
(3) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 17 – 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57 (1) (2) (7)), (คำบรรยาย) ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีขั้นตอนการบรรจุและแต่งตั้งโดยต้องขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้แก่ 1. ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น 2. ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

47. ระดับทักษะพิเศษเป็นระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทใด
(1) พิเศษ
(2) วิชาการ
(3) บริหาร
(4) อำนวยการ
(5) ทั่วไป
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

48. ข้าราชการพลเรือนตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ได้แก่
(1) ข้าราชการพลเรือนสามัญ
(2) ข้าราชการพลเรือนในพระองค์
(3) ข้าราชการครู
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35), (คำบรรยาย) ข้าราชการพลเรือน มี 2 ประเภท คือ
1. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งข้าราชการประเภทนี้ถือเป็นข้าราชการส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
2. ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในพระองค์พระมหากษัตริย์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

49. หนังสือราชการชนิดใดต่อไปนี้ไม่ต้องมีคำลงท้ายตามระเบียบงานสารบรรณปัจจุบัน
(1) หนังสือประทับตรา
(2) หนังสือภายใน
(3) หนังสือภายนอก
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 410 – 415, (คำบรรยาย) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก ใช้สำหรับติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ส่วนหนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป ซึ่งหนังสือทั้งสองประเภทนี้จะใช้สำหรับส่วนราชการภายในด้วยกันเองจึงไม่ต้องมีคำลงท้าย

50. ในการปฏิบัติราชการเพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล จะบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ
(1) ตัวบทกฎหมาย
(2) ความร่วมมือของภาคเอกชน
(3) ประชาชนโดยส่วนรวม
(4) กระทรวง กรม ในระบบราชการ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 1, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1) ในการปฏิบัติราชการเพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลจะบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดหรือจะบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่นั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับคน การจัดองค์การ และวิธีการทำงาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบราชการว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานหรือไม่

51. หนังสือประชาสัมพันธ์ตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบันมีกี่ชนิด
(1) ชนิดเดียว
(2) 2 ชนิด
(3) 3 ชนิด
(4) 4 ชนิด
(5) 5 ชนิด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

52. ตำแหน่งใดต่อไปนี้เป็นประธาน อ.ก.พ. กรม
(1) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(2) รองปลัดกระทรวง
(3) ปลัดกระทรวง
(4) อธิบดี
(5) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 9), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 17), (คำบรรยาย) อ.ก.พ. กรม ประกอบด้วย
1. อนุกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดี เป็นประธาน รองอธิบดีที่อธิบดีมอบหมาย 1 คน เป็นรองประธาน
2. อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมายที่มิได้เป็นข้าราชการในกรมนั้น จำนวนไม่เกิน 3 คน
3. อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารหรือประเภทอำนวยการในกรมนั้น จำนวนไม่เกิน 6 คน
4. เลขานุการ ซึ่ง อ.ก.พ. กรม แต่งตั้ง จำนวน 1 คน

53. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับใดที่ระเบียบฯ กำหนดให้ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(1) ประเภทบริหารระดับสูง
(2) ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(3) ประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 46. ประกอบ

54. โทษผิดวินัยตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีกี่สถาน
(1) 2 สถาน
(2) 3 สถาน
(3) 4 สถาน
(4) 5 สถาน
(5) 6 สถาน
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 22 – 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 88), (คำบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7 การดำเนินการทางวินัย โดยโทษทางวินัยมี 5 สถาน ซึ่งแบ่งออกเป็น
1. โทษผิดวินัยประเภทไม่ร้ายแรง มี 3 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ (เบาที่สุด) ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน
2. โทษผิดวินัยประเภทร้ายแรง มี 2 สถาน ได้แก่ ปลดออก และไล่ออก (หนักที่สุด)

55. ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคตามกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน
(1) เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ
(2) เป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(3) มีระดับตำแหน่งระดับเดียวกับตำแหน่งปลัดกระทรวง
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มี 2 ระดับ คือ
1. บริหารระดับต้น ได้แก่ รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม (รองอธิบดี), รองผู้ว่าราชการจังหวัด, อัครราชทูต เป็นต้น
2. บริหารระดับสูง ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง (ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง), รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง (รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและรองปลัดกระทรวง), หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม (อธิบดี), หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ), ผู้ว่าราชการจังหวัด, เอกอัครราชทูต เป็นต้น

56. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใดต่อไปนี้เป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้นตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน
(1) รองอธิบดี
(2) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(3) รองปลัดกระทรวง
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 55. ประกอบ

57. ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
(1) เป็นข้าราชการการเมือง
(2) อาจมีหลายคนได้
(3) มีฐานะเท่ากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 1 หน้า 387, 393 ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีจำนวนเพียง 1 อัตรา

58. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันแบ่งเป็นกี่ประเภท
(1) 2 ประเภท
(2) 3 ประเภท
(3) 4 ประเภท
(4) 5 ประเภท
(5) 6 ประเภท
ตอบ 3 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 45), (คำบรรยาย) ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญแบ่งตามลักษณะงานได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ตำแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กรม และตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทบริหาร
2. ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรมและตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการ เช่น หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดในราชการส่วนภูมิภาค เป็นต้น
3. ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ. กำหนด (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น
4. ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่ ตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งประเภทตามข้อ 1, 2 และ 3 ทั้งนี้ตามที่ ก.พ. กำหนด

59. ข้อใดเป็นโทษผิดวินัยขั้นร้ายแรงตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน
(1) ไล่ออก
(2) ปลดออก
(3) ให้ออก
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 54. ประกอบ

60. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีจำนวนกี่คน
(1) 5 คน
(2) 6 คน
(3) 7 คน
(4) 8 คน
(5) 9 คน
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 11), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 24 และมาตรา 29), (คำบรรยาย) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.ค.” ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นเลขานุการของ ก.พ.ค. โดยตำแหน่ง โดยกรรมการ ก.พ.ค. ต้องทำงานเต็มเวลา และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีนับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ดังนั้นกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ก.พ.ค. อีกมิได้ แต่ให้กรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ค. ใหม่

ตั้งแต่ข้อ 61. – 100. ข้อใดถูกให้ระบายในช่อง 1 ข้อใดผิดให้ระบายในช่อง 2

61. การบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับปริญญาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ ก.พ. รับรอง โดยปกติจะต้องผ่านการสอบแข่งขันเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่เปิดสอบแข่งขันนั้น
ตอบ 1 หน้า 93 – 95 การบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ ก.พ. รับรองเข้ารับราชการนั้น โดยปกติจะต้องผ่านการสอบแข่งขันเช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาในประเทศหรือบุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่เปิดสอบแข่งขันนั้น แต่ต้องเสนอคุณวุฒิให้ ก.พ. พิจารณารับรองเพื่อตีราคาหรือตีค่าคุณวุฒิ และกำหนดหลักเกณฑ์การบรรจุเป็นราย ๆ ทุกรายไป โดย ก.พ. จะพิจารณาจากหลักสูตรการศึกษาและความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ประสาทปริญญาหรือประกาศนียบัตรนั้นด้วย แต่ ก.พ. จะไม่มีอำนาจในการบรรจุและแต่งตั้ง

62. “หนังสือราชการภายนอก” เป็นหนังสือราชการที่ต้องมีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายตามระเบียบงานสารบรรณปัจจุบัน
ตอบ 1 หน้า 404 – 407, (คำบรรยาย) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีโดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก ซึ่งหนังสือภายนอกนี้จะต้องมีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายตามฐานะของผู้รับหนังสือตามตารางการใช้คำขึ้นต้น สรรพนาม และคำลงท้ายที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 2

63. การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 16. ประกอบ

64. ก.พ. มีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่ง คือ พิจารณาจัดระบบทะเบียนประวัติและแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวัน เดือน ปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือน
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 10 – 11), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 8) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. ออกกฎ ก.พ. และระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน
2. ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้บังคับกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน รวมตลอดทั้งกำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีที่เป็นปัญหา
3. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อรับรองคุณวุฒิของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิอย่างอื่น (ตีค่าคุณวุฒิ) เพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือน
4. พิจารณาจัดระบบทะเบียนประวัติและแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวัน เดือน ปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือน ฯลฯ

65. ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ถ้าผู้นั้นมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการพลเรือนบางประการ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ มติของ ก.พ. ในการยกเว้นดังกล่าวต้องได้คะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36 วรรคสอง และวรรคสี่) มติของ ก.พ. ในการยกเว้นลักษณะต้องห้าม (คุณสมบัติต้องห้าม) บางประการสำหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนนั้น ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวนกรรมการที่มาประชุม และการลงมติให้กระทำโดยลับ ซึ่งในการนี้ ก.พ. จะยกเว้นให้เป็นการเฉพาะราย หรือจะประกาศยกเว้นให้เป็นการทั่วไปก็ได้

66. ระเบียบงานสารบรรณ คือ ระเบียบที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ และมีระบบ
ตอบ 2 หน้า 399 ระเบียบงานสารบรรณ คือ ระเบียบที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับหนังสือราชการดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ มีระบบ และเป็นหลักในการปฏิบัติงาน

67. ผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการทำให้ขาดคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36), (คำบรรยาย) ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาบังคับไว้ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้สมัครเข้ารับราชการได้โดยไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติทั่วไป มี 4 กรณี ดังนี้
1. เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
2. เป็นบุคคลล้มละลาย
3. เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา
4. เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ

68. ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกลงโทษปลดออกจากราชการ กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 18. ประกอบ

69. “ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและมีฐานะไม่ต่ำกว่ากรม
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4) “ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและมีฐานะไม่ต่ำกว่ากรม

70. กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรกมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันประกาศเป็นกฎหมาย
ตอบ 2 หน้า 29, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 เป็นกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรก ซึ่งประกาศเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 แต่มิได้มีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันประกาศในราชกิจจาฯ โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้เริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472 หรืออีกราวปีเศษให้หลัง

71. หลักความสามารถตามระบบคุณธรรม หมายความว่า สิทธิที่จะเข้ารับราชการต้องเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปทุกคนที่มีคุณสมบัติตามที่ทางราชการต้องการ
ตอบ 2 หน้า 17 หลักความเสมอภาค (Equality) ตามระบบคุณธรรม หมายความว่า สิทธิที่จะเข้ารับราชการจะต้องเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่ราชการต้องการหรือตามระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้มีโอกาสสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ และต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุเกี่ยวกับเหล่ากำเนิด ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม ศาสนา และเพศของบุคคล

72. การบรรจุข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งออกจากราชการไปแล้วกลับเข้ารับราชการ ระเบียบฯ กำหนดว่า “ถ้าสมัครเข้ารับราชการเมื่อใดทางราชการจะต้องรับผู้นั้นกลับเข้ารับราชการทุกราย”
ตอบ 2 หน้า 99, (คำบรรยาย) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การบรรจุข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งออกจากราชการไปแล้วกลับเข้ารับราชการไว้ว่า “ถ้าสมัครเข้ารับราชการเมื่อใดทางราชการไม่จำเป็นต้องรับผู้นั้นกลับเข้ารับราชการทันที” นั่นคือ ส่วนราชการไม่ถูกผูกพันให้ต้องบรรจุเหมือนกับกรณีผู้ออกจากราชการเพราะไปรับราชการทหาร หรือไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ปล่อยให้ส่วนราชการสามารถใช้ดุลยพินิจจะเลือกบรรจุหรือไม่ก็ได้

73. โดยปกติกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ ระเบียบฯ กำหนดคุณสมบัติประการหนึ่งว่าต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

74. การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ์มีข้อดีประการหนึ่งคือ ช่วยส่งเสริมการวัดผลโดยการสอบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ตอบ 1 หน้า 19 การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ์มีข้อดี คือ
1. ช่วยให้การบริหารงานบุคคลดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
2. ช่วยเสริมการวัดผลโดยการสอบตามระบบคุณธรรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
3. ช่วยให้การบริหารงานบุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันท่วงที

75. คุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือนตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันประการหนึ่งคือ ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างต่ำชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36) คุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน ได้แก่
1. มีสัญชาติไทย
2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
3. เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

76. ระดับทักษะพิเศษเป็นระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

77. ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ ก.พ. โดยตำแหน่งตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 38. ประกอบ

78. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันได้กำหนดเรื่องการสอบสวนและการดำเนินการทางวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญไว้ นับได้ว่าเป็นการสอดคล้องกับหลักความเป็นกลางในทางการเมืองตามระบบคุณธรรม
ตอบ 2 หน้า 18, (คำบรรยาย) หลักความมั่นคง (Security) ตามระบบคุณธรรม หมายถึง การให้หลักประกันแก่ข้าราชการที่มีผลงานและความประพฤติดีจะต้องไม่ถูกให้ออกจากงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดย พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติเรื่องที่สอดคล้องกับหลักการนี้ไว้หลายเรื่อง เช่น การออกจากราชการ การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ การสอบสวน และการดำเนินการทางวินัย เป็นต้น

79. ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 59 วรรคสาม), (คำบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมาก่อน แต่ทั้งนี้จะไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการในระหว่างผู้นั้นอยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ดังนั้นจึงไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือข้อห้ามของข้าราชการพลเรือนแต่อย่างใด

80. กระทรวง กรมใดมีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่งจะบรรจุบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ก.พ. กำหนด
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 15), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 56) กระทรวงหรือกรมใดมีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่งจะบรรจุบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ หรือระดับทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษก็ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ก.พ. กำหนด

81. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยพัฒนาจากระบบคุณธรรมไปสู่ระบบธรรมาภิบาลในปัจจุบันนี้
ตอบ 2 หน้า 25, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) การบริหารงานบุคคลในระบบราชการของไทยได้มีการพัฒนามาตามลำดับ โดยพัฒนามาจากรูปแบบที่ไม่เป็นทางการไปสู่รูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น และจากระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบคุณธรรม โดยทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้รับบริการ

82. “บำเหน็จดำรงชีพ” คือ เงินตอบแทนจ่ายให้ผู้มีสิทธิขอรับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และจ่ายให้เพื่อดำรงชีพเป็นการชั่วคราว
ตอบ 2 (คำบรรยาย) บำเหน็จดำรงชีพ คือ เงินที่จ่ายให้ข้าราชการบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพ ซึ่งจ่ายในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพ ดังนี้
1. ผู้รับบำนาญอายุต่ำกว่า 65 ปี ขอรับได้ไม่เกิน 200,000 บาท
2. ผู้รับบำนาญอายุตั้งแต่ 65 ปี แต่ไม่ถึง 70 ปี ขอรับได้ไม่เกิน 400,000 บาท แต่ถ้าใช้สิทธิตามข้อ 1. ไปแล้ว ขอรับได้ไม่เกินส่วนที่ยังไม่ครบตามสิทธิของผู้นั้น แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 400,000 บาท
3. ผู้รับบำนาญที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ขอรับได้ไม่เกิน 500,000 บาท แต่ถ้าใช้สิทธิตามข้อ 1.และ 2. ไปแล้ว ขอรับได้ไม่เกินส่วนที่ยังไม่ครบตามสิทธิของผู้นั้น แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

83. วินัยของข้าราชการพลเรือนที่ควรคาดหวังจากข้าราชการพลเรือนควรเป็นการรักษาวินัยโดยผู้บังคับบัญชา
ตอบ 2 หน้า 258, (คำบรรยาย) วินัยที่เหมาะสมและควรคาดหวังจากข้าราชการพลเรือนก็คือ การรักษาวินัยด้วยตนเอง (Self-discipline) ซึ่งวินัยที่ปฏิบัติด้วยตนเองนี้จะเป็นที่รู้จักกันในหมู่ข้าราชการพลเรือนได้ก็โดยการที่ข้าราชการพลเรือนรู้ว่าองค์การต้องการให้เขาปฏิบัติตัวอย่างไร และองค์การจะต้องส่งเสริมให้เขารับผิดชอบต่อการกระทำของเขาเอง

84. ปัจจุบันตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูงตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน
ตอบ 2 หน้า 387 – 388, 391, (คำบรรยาย) ตำแหน่งข้าราชการการเมือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
2. ตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

85. การที่ระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดเรื่องการออกจากราชการเมื่อใด นับได้ว่าเป็นมาตรการประการหนึ่งในการแสวงหาความเป็นธรรมแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญ
ตอบ 2 หน้า 307, (คำบรรยาย) การที่กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดเรื่องการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญไว้เป็นกิจจะลักษณะนั้นนับได้ว่าเป็นมาตรการประการหนึ่งในการให้หลักประกันความมั่นคงแก่ข้าราชการตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล มิให้ข้าราชการต้องถูกออกจากราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือเป็นไปโดยอำเภอใจของผู้บังคับบัญชา

86. ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

87. ตำแหน่งเอกอัครราชทูตเป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทอำนวยการระดับสูงตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 55. ประกอบ

88. การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.พ.
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

89. การย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิม ปกติผู้มีอำนาจสั่งย้ายจะกระทำมิได้
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 63 วรรคสาม), (คำบรรยาย) การย้ายหรือการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิม ผู้มีอำนาจสั่งย้ายจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้น ส่วนการย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงกว่าเดิม จะไม่สามารถดำเนินการได้แต่ต้องใช้วิธีการสอบคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน

90. ในการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการของข้าราชการฝ่ายพลเรือนในปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดวิธีปฏิบัติไว้เป็นการแน่นอนเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
ตอบ 1 หน้า 15, (คำบรรยาย) ในการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการของข้าราชการฝ่ายพลเรือนในปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดวิธีปฏิบัติไว้เป็นการแน่นอนเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีหลายฉบับด้วยกัน เช่น ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ระเบียบข้าราชการตุลาการ ระเบียบข้าราชการอัยการ เป็นต้น

91. ผลของการไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการ ถ้าไม่ใช่ความผิดทางวินัยผู้บังคับบัญชาอาจสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนก็ได้
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 20), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 79) ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่เป็นความผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นได้รับการพัฒนา

92. กรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ระเบียบฯ กำหนดว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการอีกไม่ได้
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 60. ประกอบ

93. ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ขอลาออกจากราชการเพื่อไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งอนุญาตการลาออกอาจยับยั้งการลาออกนั้นได้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 24), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109 วรรคห้า), (คำบรรยาย) ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการเพื่อไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)) ตำแหน่งทางการเมือง (เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง, เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง, ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง) หรือตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนด หรือตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการใดที่กฎหมายกำหนดว่าไม่ต้องเป็นข้าราชการ (เช่น นายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐ) หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบต.) ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งอนุญาตการลาออก (ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 57) ไม่อาจยับยั้งการขอลาออกได้ และให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก

94. หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ได้แก่ อธิบดี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นเดียวกับปลัดกระทรวง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 55. ประกอบ

95. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทอำนวยการ ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ. กำหนด เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ตำแห่งนั้น
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

96. การโอนข้าราชการอื่นมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีข้อกำหนดว่าจะต้องให้ ก.พ. พิจารณาอนุมัติก่อนโดยคำนึงถึงประโยชน์ของตัวข้าราชการผู้นั้นเป็นหลัก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า การโอนพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการอื่นมาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญต้องเกิดจากความสมัครใจของตัวผู้ขอโอนเอง โดยเมื่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของทั้ง 2 หน่วยงานตกลงกันได้แล้ว ให้เสนอเรื่องไปยัง ก.พ. เพื่อพิจารณาอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบ ซึ่ง ก.พ. จะพิจารณาอนุมัติโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก

97. ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ผู้มีอำนาจกำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญของส่วนราชการระดับกระทรวง ได้แก่ ปลัดกระทรวง
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 14), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 47) ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการใด จำนวนเท่าใด และเป็นตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ อ.ก.พ. กระทรวง กำหนด โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดเป็นหลัก ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ. กำหนด และต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง

98. คำว่า “ปลัดกระทรวง” ในระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ให้หมายความรวมถึงปลัดทบวงด้วย
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4) คำว่า “ปลัดกระทรวง” ให้หมายความรวมถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดทบวง

99. ข้าราชการการเมืองเข้าดำรงตำแหน่งโดยให้เป็นไปตามเหตุผลทางการเมืองและตามระเบียบข้าราชการการเมืองฉบับปัจจุบันด้วย
ตอบ 1 หน้า 383, 391 ข้าราชการการเมืองได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งโดยเป็นไปตามเหตุผลทางการเมืองหรือตามระบบอุปถัมภ์ (ไม่เน้นเรื่องคุณวุฒิหรือความรู้ความสามารถ) และตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 (ฉบับปัจจุบัน) กล่าวคือ แต่เดิมข้าราชการการเมืองถือว่าเป็นข้าราชการพลเรือนประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ในปัจจุบันได้มีการแยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการพลเรือน เพื่อไม่ให้มีการก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกัน และได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 เพื่อใช้บังคับแก่ข้าราชการการเมืองโดยตรง

100. การมีลำดับขั้นการบังคับบัญชาของระบบราชการ หมายถึง ข้าราชการประจำมีการควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด คือ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด
ตอบ 2 หน้า 2, (คำบรรยาย) การมีลำดับขั้นการบังคับบัญชา (Hierarchy) ของระบบราชการ หมายถึง การที่ข้าราชการประจำแต่ละคนจะต้องมีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการและควบคุมการกระทำของเขาตามลำดับ โดยมีการจำแนกอำนาจหน้าที่หรือภารกิจความรับผิดชอบของตำแหน่ง และมีการควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด คือ ปลัดกระทรวง โดยอาศัยการจัดโครงสร้างแบบพีระมิด

 

POL2100 การปกครองเปรียบเทียบ s/2567

POL2100 การปกครองเปรียบเทียบ
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

1. กลุ่มประเทศที่เรียกว่า The Commonwealth คืออะไร
(1) กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ
(2) กลุ่มประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับอังกฤษ
(3) ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
(4) กลุ่มประเทศซึ่งในอดีตถูกปกครองโดยอังกฤษ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 53, (คำบรรยาย) กลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ (The Commonwealth) คือกลุ่มประเทศซึ่งในอดีตเคยถูกปกครองโดยอังกฤษ ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็ยังมีความผูกพันกับประเทศอังกฤษ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยตรงแล้วก็ตาม ซึ่งประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศในเครือจักรภพ ได้แก่ ออสเตรเลีย บาฮามาส อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา มาเลเซีย เป็นต้น

2. Aristotle ระบุว่า การปกครองที่เลวที่ปกครองโดยประชาชนส่วนมาก เรียกว่า
(1) Tyranny
(2) Oligarchy
(3) Aristocracy
(4) Polity
(5) Democracy
ตอบ 5 หน้า 14, (คำบรรยาย) อริสโตเติล (Aristotle) เห็นว่า ประชาธิปไตย (Democracy) คือการปกครองของคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นฝ่ายกำหนดความต้องการเพื่อให้คนกลุ่มเล็กดำเนินการปกครอง ซึ่งผู้ปกครองคือประชาชนส่วนมาก ปกครองเพื่อประโยชน์ของตนเอง และถือว่าเป็นระบบการปกครองที่เลวที่สุดในทัศนะของอริสโตเติล

3. Aristotle ระบุว่า การปกครองที่ดีที่ปกครองโดยคณะบุคคล เรียกว่า
(1) Tyranny
(2) Oligarchy
(3) Aristocracy
(4) Polity
(5) Democracy
ตอบ 3 หน้า 14, (คำบรรยาย) Aristotle เห็นว่า อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คือ การปกครองที่ดีที่ปกครองโดยคณะบุคคล นั่นคือ ระบบการปกครองโดยกลุ่มคนจำนวนน้อยที่มีคุณภาพในด้านการศึกษาและมีฐานะทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

4. ประเทศใดจัดอยู่ในประเทศโลกกลุ่มที่สอง
(1) สหรัฐอเมริกา
(2) ไทย
(3) อังกฤษ
(4) คิวบา
(5) เกาหลีใต้
ตอบ 4 หน้า 8 – 9, (คำบรรยาย) ประเทศโลกกลุ่มที่ 2 (Second World) หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มประเทศในช่วงสงครามเย็น ได้แก่ สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) จีน เวียดนาม ลาว เกาหลีเหนือ และคิวบา

5. รูปแบบรัฐของอิตาลีปัจจุบันเป็นแบบใด
(1) รัฐเดี่ยว
(2) สาธารณรัฐ
(3) รัฐขยาย
(4) รัฐจารีต
(5) รัฐรวมศูนย์
ตอบ 2 หน้า 137, (คำบรรยาย) อิตาลีได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 และได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1948 ซึ่งยังคงใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

6. ผู้ก่อตั้งพรรค Fascist ในอิตาลี คือใคร
(1) Mazzini
(2) Mussolini
(3) Cavour
(4) Petacc
(5) Garibaldi
ตอบ 2 หน้า 136, (คำบรรยาย) ในปี ค.ศ. 1919 มุสโสลินี (Mussolini) ได้จัดตั้งกลุ่มทหารผ่านศึกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่ม Fasci Italiani di Combattimento และในปี ค.ศ. 1921 ก็ได้จัดตั้งเป็นพรรคฟาสซิสต์ (Fascist) แห่งชาติ และมีสมาชิกได้รับเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกสภา โดยกลุ่มผู้นำทางการเมืองรวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินอิตาลีขณะนั้นได้คิดที่จะให้พรรค Fascist เข้ามาแก้ไขความขัดแย้งจึงได้ตกลงเจรจาให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น

7. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการปกครองภายใต้ยุค Fascist
(1) สหภาพแรงงานถูกยกเลิก
(2) ผู้นำสูงสุดปกครองโดยไม่มีพรรคการเมือง
(3) แรงงานและนายทุนเข้าร่วมในระบบ Corporate State
(4) มีพรรคการเมืองพรรคเดียว
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 2 หน้า 136 – 137, (คำบรรยาย) ในปี ค.ศ. 1924 – 1943 อิตาลีตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบเผด็จการภายใต้พรรค Fascist โดยมุสโสลินี ซึ่งการปกครองภายใต้พรรค Fascist มีลักษณะดังนี้ 1. มีพรรคการเมืองพรรคเดียว คือ พรรค Fascist 2. สหภาพแรงงานต่างๆ ถูกยกเลิก 3. มีการสร้างระบบ Corporate State คือ ดึงเอาฝ่ายแรงงานและฝ่ายนายทุนเข้ามาร่วมอยู่ในกลไกเดียวกัน 4. อำนาจการบริหารทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำที่เรียกว่า Duce (ดูเช่)

8. ความคิดเกี่ยวกับชาติหรือเอกภาพของอิตาลี เกิดขึ้นครั้งแรกจากผู้ปกครองคนใด
(1) มุสโสลินี
(2) นโปเลียน โบนาปาร์ต
(3) มาเคียเวลลี
(4) มาสซินี
(5) แมนโซนี
ตอบ 2 หน้า 132 – 134, (คำบรรยาย) เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ต ขึ้นครองราชย์ในฝรั่งเศสได้ขยายอำนาจเข้ามาปกครองอิตาลี และเมื่อตั้งตนเป็นจักรพรรดิก็ได้ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินของอิตาลีด้วย พร้อมกับส่งพระญาติในราชวงศ์ของตนเข้ามาเป็นผู้ปกครอง ซึ่งการจัดระบบการปกครองของฝรั่งเศสช่วงนี้ทำให้อิตาลีถูกรวมเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน ทำให้ความคิดทำให้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องการรวมตัวเป็นชาติหรือเอกภาพของอิตาลีเริ่มเกิดขึ้นจากการปกครองโดยชาวต่างชาติ หรือจากการเข้าครองอำนาจของฝรั่งเศสนั่นเอง

9. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายที่เด่นชัดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอิตาลี
(1) การรวมศูนย์อำนาจที่รัฐบาลกลาง
(2) การกระจายอำนาจ
(3) การขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
(4) ข้อ 1 และ 3
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 140 – 141 รัฐธรรมนูญอิตาลีมีเป้าหมายที่เด่นชัดในด้านโครงสร้างของระบบการปกครอง ดังนี้ 1. เป็นระบบการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดระหว่างองค์กร 3 ฝ่าย คือ รัฐสภา รัฐบาล และตุลาการ 2. เป็นการกระจายอำนาจแห่งรัฐออกจากกัน กล่าวคือ มีการกระจายอำนาจไปสู่หน่วยการปกครองท้องถิ่นระดับมณฑลอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สามารถรวบอำนาจเด็ดขาดโดยไม่สามารถจะควบคุมได้อีก

10. ศาสนาที่ผู้คนอินเดียนับถือมากที่สุด
(1) ศาสนาอิสลาม
(2) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
(3) ศาสนาคริสต์
(4) ศาสนาพุทธ
(5) ศาสนาเชน
ตอบ 2 หน้า 274, (คำบรรยาย) ศาสนาที่คนอินเดียนับถือมากที่สุด คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ร้อยละ 80) รองลงมาได้แก่ ศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 14) ศาสนาคริสต์ (ร้อยละ 2.4) ศาสนาสิกข์ (ร้อยละ 2) และศาสนาพุทธ ตามลำดับ

11. อินเดียจะมีการจัดลำดับชนชั้นผ่านทางศาสนาพราหมณ์ โดยแบ่งผู้คนในสังคมออกเป็นระบบวรรณะ ซึ่งมีทั้งหมด
(1) 2 วรรณะ
(2) 3 วรรณะ
(3) 4 วรรณะ
(4) 5 วรรณะ
(5) มากกว่า 5 วรรณะขึ้นไป
ตอบ 3 หน้า 274, (คำบรรยาย) อินเดียมีการจัดลำดับชนชั้นผ่านทางศาสนาพราหมณ์ โดยแบ่งผู้คนในสังคมออกเป็น 4 วรรณะ ซึ่งเรียงลำดับจากสูงไปต่ำได้ดังนี้ 1. พราหมณ์ 2. กษัตริย์ 3. แพศย์/ไวศยะ 4. ศูทร

12. อินเดียมีวิวัฒนาการของการจัดการบริหารประเทศในลักษณะแบบตะวันตก โดยได้รับอิทธิพลมาจาก
(1) ประเทศสเปน
(2) ประเทศโปรตุเกส
(3) ประเทศฝรั่งเศส
(4) ประเทศอังกฤษ
(5) ประเทศเนเธอร์แลนด์
ตอบ 4 หน้า 277 – 278, (คำบรรยาย) อังกฤษมีอิทธิพลต่อการจัดการบริหารประเทศในลักษณะแบบตะวันตกของอินเดีย และยังมีอิทธิพลต่ออินเดียในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ทางด้านการปกครอง ได้แก่ ความเป็นเอกภาพ (Unity) และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของส่วนต่าง ๆ ของอินเดีย
2. ทางด้านการศึกษา ได้แก่ การปฏิรูปทางด้านภาษา และให้มีการศึกษาภาคบังคับ
3. ทางด้านสังคม ได้แก่ การลดความสำคัญของระบบวรรณะ และเน้นความเสมอภาคมากขึ้น
4. ทางด้านระบบราชการ ได้แก่ การจัดระบบข้าราชการพลเรือน ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เรียกกันว่า “โครงสร้างเหล็กกล้า” (Steel Frame) ฯลฯ

13. จุดแข็งที่เรียกกันว่า “โครงสร้างเหล็กกล้า” (Steel Frame) ของประเทศอินเดียคือ
(1) ระบบการเมือง
(2) ระบบเศรษฐกิจ
(3) ระบบสังคม
(4) ระบบข้าราชการพลเรือน
(5) ระบบวรรณะ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 12. ประกอบ

14. รัฐธรรมนูญของอินเดียกำหนดให้ผู้ใดต่อไปนี้เป็นประมุขแห่งรัฐ
(1) พระมหากษัตริย์
(2) ประธานาธิบดี
(3) นายกรัฐมนตรี
(4) มหาตมะ คานธี
(5) เยาวหราล เนห์รู
ตอบ 2 หน้า 288, (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญของอินเดียกำหนดให้ประธานาธิบดี (President) เป็นประมุขแห่งรัฐ (Head of State) และนายกรัฐมนตรี (Prime Minister) เป็นหัวหน้ารัฐบาล (Head of Government) โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นางเทราปที เมอร์มู (Droupadi Murmu) ซึ่งมาจากชนเผ่าชายขอบ ส่วนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นายนเรนทรา โมที (Narendra Modi) ซึ่งมาจากวรรณะศูทร

15. ขบวนการชาตินิยมในสมัยที่สามที่มีผลกระทบต่ออังกฤษมาก เกิดจากการใช้เทคนิควิธีต่อสู้ที่เรียกกันว่า
(1) สัตยาเคราะห์
(2) การใช้กำลังต่อสู้อย่างรุนแรง
(3) การใช้การต่อสู้แบบหัวรุนแรง
(4) การเจรจาต่อรอง
(5) การใช้การจลาจล
ตอบ 1 หน้า 280 ขบวนการชาตินิยมในสมัยที่ 3 เป็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย โดยใช้วิธี “สัตยาเคราะห์” หรือสัตยาคฤห์ (Satyagraha) ของมหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นวิธีการต่อสู้แบบอหิงสา (Ahimsa) หรือไม่ใช้กำลังรุนแรงในการต่อสู้ ซึ่งวิธีนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออังกฤษเป็นอย่างมาก ทำให้อังกฤษต้องคืนอิสรภาพให้แก่อินเดียในปี ค.ศ. 1947

16. Civil Disobedience หมายถึง
(1) ประชาสังคม
(2) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
(3) การไม่เชื่อฟังแบบผู้ดีหรือแบบสุภาพ
(4) การหาสูตรประนีประนอม
(5) การสร้างขบวนการมวลชน
ตอบ 3 หน้า 283, (คำบรรยาย) อารยะขัดขืน (Civil Disobedience) หมายถึง การไม่เชื่อฟังแบบผู้ดีหรือแบบสุภาพ

17. ปัจจุบันอินเดียใช้ระบอบการปกครองรูปแบบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
(3) เผด็จการ
(4) คอมมิวนิสต์
(5) ประชาธิปไตยครึ่งใบ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. มีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษ
2. ตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ (Head of State) และตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารหรือหัวหน้ารัฐบาล (Head of Government) แยกออกจากกัน โดยประมุขแห่งรัฐอาจเป็นพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดี ส่วนประมุขฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี
3. ตัวอย่างประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในปัจจุบัน เช่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ฯลฯ

18. ลักษณะของการเป็นรัฐฆราวาสวิสัย (Secular State) ของอินเดียคือ
(1) รัฐกับศาสนาแยกออกจากกัน
(2) รัฐกับศาสนาต้องไปด้วยกัน
(3) ผู้ปกครองต้องการเคารพปฏิบัติตามศาสนาอย่างเคร่งครัด
(4) ผู้ปกครองไม่ต้องเคารพปฏิบัติตามศาสนาอย่างเคร่งครัดมากนัก
(5) ศาสนาต้องเป็นหลักในการบริหารประเทศ
ตอบ 1 หน้า 288, 295, (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญของอินเดียกำหนดให้อินเดียมีลักษณะเป็นรัฐฆราวาสวิสัย (Secular State) คือ ไม่มีการกำหนดศาสนาประจำชาติ โดยรัฐจะต้องเป็นกลางในเรื่องศาสนา และราษฎรทุกคนจะต้องมีสิทธิในการปฏิบัติตามความเชื่อของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐกับศาสนาต้องแยกออกจากกันนั่นเอง

19. นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษที่มีบทบาทในการเป็นเอกราชของอินเดียคือ
(1) Wavell
(2) Churchill
(3) Attlee
(4) Mountbatten
(5) Shivaji
ตอบ 3 หน้า 285 เคลเมนต์ แอทท์ลี (Clement Attlee) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทำให้อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1947

20. ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดียในปี 1946 – 1949 ชื่อว่า
(1) มหาตมะ คานธี
(2) เนห์รู
(3) อินทิรา คานธี
(4) ดร.แอมเบดการ์
(5) ติลัก
ตอบ 4 หน้า 290 ดร.แอมเบดการ์ (Dr. B.R. Ambedkar) ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดียในปี ค.ศ. 1946 – 1949 ซึ่งเป็นผู้มีลำดับชั้นอยู่ในวรรณะต่ำสุดของอินเดีย คือ วรรณะจัณฑาล (Untouchable)

21. วัตถุประสงค์ที่สำคัญอันดับหนึ่งของรัฐธรรมนูญประเทศอินเดียคือ
(1) เพื่อให้มีความยุติธรรมในทุกด้าน
(2) เพื่อเน้นภราดรภาพ
(3) เพื่อเน้นเสรีภาพในหมู่ประชาชน
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 290, (คำบรรยาย) วัตถุประสงค์ที่สำคัญของรัฐธรรมนูญประเทศอินเดีย มีดังนี้
1. เพื่อให้มีความยุติธรรมในทุกด้านทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
2. เพื่อเน้นเสรีภาพในหมู่ประชาชนในการคิด การแสดงออกต่าง ๆ ความเชื่อ วรรณะ และศาสนา
3. เพื่อให้มีการส่งเสริมสถานภาพและโอกาสของประชาชน
4. เพื่อให้มีภราดรภาพโดยเน้นศักดิ์ศรีแห่งปัจเจกชนและเอกภาพของชาติ

22. ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของประเทศอินเดียคือผู้ใด
(1) ราม นาถ โกวินท์
(2) ราเชนทระ ปราสาท
(3) นเรนทรา โมที
(4) เทราปที เมอร์มู
(5) เยาวหราล เนห์รู
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 14. ประกอบ

23. รัฐธรรมนูญอินเดียกำหนดไว้ว่า ประธานาธิบดีอินเดียจะมีวาระ
(1) 1 ปี
(2) 2 ปี
(3) 3 ปี
(4) 4 ปี
(5) 5 ปี
ตอบ 5 หน้า 296, 300 – 302 ประธานาธิบดีอินเดียได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ซึ่งประกอบด้วย 1. ผู้แทนจากทั้งสองสภา คือ สภาล่างหรือโลกสภา (Lok Sabha) และสภาสูงหรือราชยสภา (Rajya Sabha) 2. ผู้แทนจากสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ (State Legislative Assemblies) โดยประธานาธิบดีจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สองได้

24. นโยบายของนิกิตา ครุสเชฟ ข้อใดที่ส่งผลให้สหภาพโซเวียตขัดแย้งกับจีน
(1) การปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
(2) การใช้นโยบายทางเศรษฐกิจเน้นการรวมศูนย์
(3) การยืนหยัดในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
(4) การจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอว์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) นโยบายของนิกิตา ครุสเชฟ (Nikita Khrushchev) ที่ส่งผลให้สหภาพโซเวียตขัดแย้งกับจีน มีดังนี้
1. การพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของสหภาพโซเวียตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าในยุคของสตาลิน
2. การส่งเสริมให้ผู้นำคอมมิวนิสต์หัวก้าวหน้าเข้าไปมีส่วนในการปกครองในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกแทนกลุ่มนิยมสตาลินหัวรุนแรงซึ่งครองอำนาจอยู่ในยุคก่อนหน้านี้

25. ความขัดแย้งสำคัญที่สุดระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นคือเรื่องอะไร
(1) ความขัดแย้งในเรื่องการสำรวจอวกาศ
(2) ความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์
(3) ความขัดแย้งเรื่องสิทธิมนุษยชน
(4) ความขัดแย้งในสงครามเกาหลี
(5) ความขัดแย้งในเรื่องการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
ตอบ 2 (คำบรรยาย) สงครามเย็น (Cold War) เป็นความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ 2 ระบอบ คือ เสรีนิยมประชาธิปไตยซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ โดยความขัดแย้งดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่การใช้กำลังทหารปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่แบ่งออกเป็น 2 ค่ายตามระบอบการเมืองทั้งสองระบอบดังกล่าว

26. ประธานาธิบดีคนแรกของสหพันธรัฐรัสเซียคือใคร
(1) นายโจเซฟ สตาลิน
(2) นายวลาดิเมียร์ ปูติน
(3) นายนิกิตา ครุสเชฟ
(4) นายวลาดิมีร์ อิลิชเลนิน
(5) นายบอริส เยลต์ซิน
ตอบ 5 หน้า 191, 193, (คำบรรยาย) ระบบการปกครอง (System of Government) ภายหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายนับแต่ปี ค.ศ. 1991 จนถึงปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนมาใช้การปกครองระบบประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (ประธานาธิบดีแบบมีนายกรัฐมนตรี) และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย คือ นายบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)

27. นโยบายสำคัญของมิคาเอล กอร์บาชอฟ ที่ส่งผลต่อการล่มสลายของสหภาพโซเวียตคือนโยบายใด
(1) นโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
(2) นโยบาย “ตามให้ทันและแซงหน้าชาติตะวันตก”
(3) กลาสนอสต์-เปเรสทรอยก้า
(4) นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจโดยใช้ระบบทุนนิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 192 – 193, (คำบรรยาย) มิคาเอล กอร์บาชอฟ ได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปประเทศ คือ “นโยบายเปิด-ปรับ” หรือกลาสนอสต์ (Glasnost) และเปเรสทรอยก้า (Perestroika) แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ จึงเป็นเหตุให้สหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1991

28. นายกรัฐมนตรีของรัสเซียปัจจุบันมีที่มาอย่างไร
(1) เลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
(2) จากการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี
(3) จากการเสนอชื่อโดยรัฐสภา
(4) แต่งตั้งโดยวุฒิสภา
(5) แต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี
ตอบ 5 หน้า 193, 195, (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐรัสเซียกำหนดให้ประธานาธิบดีมีฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ (Head of State) เป็นผู้นำกองทัพ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นประมุขฝ่ายบริหารหรือหัวหน้ารัฐบาล (Head of Government) ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี โดยนายกรัฐมนตรีนั้นจะมีหน้าที่ในการบริหารประเทศ

29. ตำแหน่งสำคัญทางการบริหารของสหพันธรัฐรัสเซียที่รองลงมาจากประธานาธิบดีคือตำแหน่งใด
(1) ประธานรัฐสภา
(2) รองประธานาธิบดี
(3) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์
(4) นายกรัฐมนตรี
(5) ประธานศาลสูง
ตอบ 4 หน้า 194, (คำบรรยาย) ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 1993 นั้น ไม่มีตำแหน่งรองประธานาธิบดี ดังนั้นผู้ที่มีความสำคัญรองลงมาจากประธานาธิบดีก็คือ “นายกรัฐมนตรี” (Prime Minister / Chairman of the Government)

30. สหพันธรัฐรัสเซียใช้รูปแบบการปกครองแบบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) ประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา
(3) สังคมนิยมคอมมิวนิสต์
(4) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีตามรูปแบบของสหรัฐอเมริกา
(5) รัฐสวัสดิการ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

31. ข้อใดกล่าวถูกต้องในกรณีของการปกครองในระบบรัฐสภา
(1) มีลักษณะทางอำนาจที่เรียกว่า Separation of Power
(2) ประมุขของรัฐและประมุขฝ่ายบริหารเป็นคนเดียวกัน
(3) มีการเลือกฝ่ายบริหารจากสมาชิกรัฐสภา
(4) ฝ่ายนิติบัญญัติมักคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา
(5) อำนาจในการปกครองอยู่ที่ประมุขของรัฐ
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 33 – 34), (คำบรรยาย) หลักการสำคัญของการปกครองแบบระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ได้แก่ ประชาชนจะเป็นผู้เลือกสมาชิกรัฐสภาโดยตรง, มีการเลือกฝ่ายบริหารจากสมาชิกรัฐสภา, ฝ่ายบริหารมักคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา, ตำแหน่งประมุขของรัฐและประมุขฝ่ายบริหารเป็นคนละคน และอำนาจในการปกครองอยู่ที่ประมุขของฝ่ายบริหาร, การใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีลักษณะความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียกว่า “การเชื่อมโยงอำนาจ” (Fusion of Power) เป็นต้น

32. ความคิดเรื่องการรวมตัวเป็นชาติของอิตาลีเริ่มเกิดขึ้นโดยสาเหตุใด
(1) ลักษณะภูมิประเทศ
(2) ความเข้มแข็งทางประวัติศาสตร์
(3) การปกครองโดยชาวต่างชาติ
(4) ลัทธิฟาสซิสต์
(5) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

33. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย
(1) การปกครองของรัสเซียเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1922
(2) ประธานาธิบดีมีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร
(3) หากประธานาธิบดีไม่อยู่ให้รองประธานาธิบดีปฏิบัติหน้าที่แทน
(4) ประธานาธิบดีมีหน้าที่บริหารประเทศโดยตรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 193 – 194, (คำบรรยาย) การปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย มีลักษณะดังนี้
1. การปกครองเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1993
2. ประธานาธิบดีมีบทบาทในด้านการบริหารโดยเฉพาะทางด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
3. นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการบริหารประเทศโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
4. ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
5. ประธานาธิบดีมีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาดูมา (State Duma)
6. หากประธานาธิบดีไม่อยู่ให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทน ฯลฯ

34. รัสเซียในปัจจุบันใช้ระบอบการปกครองแบบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
(3) ประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา
(4) เผด็จการระบอบปูติน
(5) คอมมิวนิสต์
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

35. นโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจสำคัญของนายวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นไปในลักษณะใด
(1) ประชาธิปไตยและนโยบายตลาดผูกขาดโดยรัฐ
(2) ประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบตลาด
(3) ประชาธิปไตยที่เน้นรัฐสวัสดิการ
(4) ประชาธิปไตยที่เน้นรัฐนิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) มีนโยบายที่สำคัญดังนี้
1. นโยบายทางการเมือง คือ การนำรัสเซียสู่แนวทางประชาธิปไตย
2. นโยบายทางเศรษฐกิจ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด

36. ประเทศใดที่ไม่ใช่สมาชิก ASEAN
(1) อินโดนีเซีย
(2) ติมอร์-เลสเต
(3) มาเลเซีย
(4) สิงคโปร์
(5) บรูไน
ตอบ 2 (คำบรรยาย) อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน

37. ปัจจุบันอินโดนีเซียใช้ระบอบการปกครองรูปแบบใด
(1) สังคมนิยม
(2) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(3) เผด็จการทหาร
(4) ประชาธิปไตยแบบกึ่งรัฐสภา
(5) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
ตอบ 5 หน้า 241 – 242, (คำบรรยาย) อินโดนีเซีย หรือสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) เคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งหัวหน้าหรือผู้นำฝ่ายบริหารคนปัจจุบันของอินโดนีเซีย คือ นายปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2024

38. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
(1) ติมอร์-เลสเตเป็นประเทศที่แยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซีย
(2) อินโดนีเซียเป็นประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
(3) เมียนมาเป็นประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
(4) ลาวเป็นประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
(5) ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากสหรัฐอเมริกา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ

39. พรรคการเมืองของอินโดนีเซียพรรคใดที่ประธานาธิบดี Suharto เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจทางการเมือง
(1) Indonesia National Party
(2) New Indonesia Party of Struggle
(3) Golkar Party
(4) Indonesia Democratic National Party–Struggle
(5) Democratic Renewal Party
ตอบ 3 หน้า 249, (คำบรรยาย) ประธานาธิบดีซูฮาร์โต (Suharto) เป็นผู้ก่อตั้งพรรคโกลคาร์ (Golkar Party) ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจทางการเมืองของฝ่ายทหารโดยตรง แต่จะอยู่ในนามของกลุ่มการเมืองใหม่ที่มีทหารเป็นแกนกลาง เรียกว่า เซคเบอร์โกลคาร์ (Sekber Golkar) ซึ่งกลุ่มดังกล่าวก็ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งทุกครั้งและสามารถครอบงำสถาบันทางรัฐสภาของประเทศมาได้ตลอดนับแต่การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา

40. นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นตลาดการค้า” เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นในยุคนายกรัฐมนตรีของไทยคนใด
(1) พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
(2) พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
(3) พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
(4) พลเอกสุจินดา คราประยูร
(5) พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ในยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีน โดยการ “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้า” ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในกัมพูชา สร้างเสริมโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกับประเทศในกลุ่มอินโดจีน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นในเวลาต่อมา

41. นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบันคือบุคคลใด
(1) สม รังสี
(2) ฮุน มาเนต
(3) เตีย บัญ
(4) ฮุนเซน
(5) ฮอ นำฮง
ตอบ 2 (คำบรรยาย) นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบัน คือ พลเอกฮุน มาเนต จากพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party : CPP) โดยเริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ต่อจากฮุนเซน บิดาของเขา ซึ่งได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

42. การรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 เกิดขึ้นในประเทศใด
(1) ไทย
(2) กัมพูชา
(3) เมียนมา
(4) ลาว
(5) เวียดนาม
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา (พม่า) เมื่อ อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ประธานาธิบดี วีน-มหยิ่น และผู้นำคนอื่น ๆ ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกทหารพม่าควบคุมตัว ต่อมากองทัพเมียนมาได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้ถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดไปที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

43. ประชาธิปไตยชี้นำ (Guided Democracy) ในอินโดนีเซียเกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีคนใด
(1) Suharto
(2) Sukarno
(3) Nasution
(4) Hatta
(5) Habibie
ตอบ 2 หน้า 241, 243, (คำบรรยาย) ในระหว่างปี ค.ศ. 1959 – 1965 อินโดนีเซียได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีการนำหรือประชาธิปไตยชี้นำ (Guided Democracy) ของประธานาธิบดีซูการ์โน (Sukarno) ซึ่งอ้างว่ามีพื้นฐานมาจากรูปแบบการปกครองดั้งเดิมของอินโดนีเซียที่เน้นการปรึกษาหารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เพื่อบรรลุความเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นประชาธิปไตยแบบมีการนำจัดว่าเป็นการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนหรือเผด็จการโดยตัวบุคคล ซึ่งก็คือ ประธานาธิบดีซูการ์โนผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุดนั่นเอง

44. อิตาลีปัจจุบันปกครองในระบอบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
(3) ประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา
(4) คอมมิวนิสต์
(5) ฟาสซิสต์
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

45. ข้อใดไม่ใช่ผลจากการประชุม “Constitutional Convention”
(1) การเกิดรัฐธรรมนูญของประเทศ
(2) การปกครองในรูปแบบสมาพันธรัฐ
(3) การปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ
(4) อำนาจที่มากขึ้นของรัฐบาลกลาง
(5) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 57 – 62) การประชุมที่เรียกว่า “Constitutional Convention” ในปี ค.ศ. 1787 ได้มีมติว่าควรยกเลิกกฎบัตรของสมาพันธ์และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกา ดังนี้
1. การเกิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
2. อำนาจที่มากขึ้นของรัฐบาลกลาง
3. การเกิดการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐหรือสหพันธรัฐ
4. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน
5. หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) ฯลฯ

46. เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาสร้างรัฐขึ้นในรูปแบบใด
(1) สมาพันธรัฐ
(2) รัฐราชอาณาจักร
(3) รัฐรวมศูนย์
(4) สาธารณรัฐ
(5) รัฐเดี่ยวที่เน้นการกระจายอำนาจ
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 23 – 25), (คำบรรยาย) เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนรูปแบบของรัฐจาก “สมาพันธรัฐ” มาเป็น “สาธารณรัฐ” โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ (Head of State) และประมุขของฝ่ายบริหาร (Head of Government)
หมายเหตุ : รูปแบบรัฐของสหรัฐอเมริกา สามารถเรียกได้ 2 แบบ คือ ถ้าหากใช้เกณฑ์เรื่องประมุขของรัฐ จะเรียกว่า “สาธารณรัฐ” แต่ถ้าหากใช้เกณฑ์เรื่องอำนาจอธิปไตย จะเรียกว่า “สหพันธรัฐ”

47. พรรคการเมืองพรรคใดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอิตาลียาวนานถึงสามสิบกว่าปี
(1) ฟาสซิสต์ใหม่
(2) สังคมนิยม
(3) คริสเตียนเดโมแครต
(4) คองเกรส
(5) เสรีนิยม
ตอบ 3 หน้า 176 – 177, 184 – 185, (คำบรรยาย) พรรคคริสเตียนเดโมแครต (Christian Democratic Party) เป็นพรรคแนวกลางและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมในอิตาลีนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาซึ่งยาวนานถึง 30 กว่าปี โดยต่อมาพรรคนี้ได้ยุบตัวและแยกออกเป็น 2 พรรค คือ Popular Party และ Christian Democrater Center Party

48. แนวคิดของนักปรัชญาคนใดถูกผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกานำไปใช้เป็นพื้นฐานในการปกครองประเทศ
(1) เพลโต
(2) จอห์น ล็อค
(3) ฌอง ฌาคส์ รุสโซ
(4) อริสโตเติล
(5) โทมัส ฮอบส์
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 56) ภายหลังจากประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1776 แล้ว ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้นำแนวคิดจากทฤษฎีของจอห์น ล็อค (John Locke) มาดัดแปลงนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการปกครองประเทศ โดยผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตกลงร่วมกันที่จะสร้างประเทศขึ้นในรูปแบบ “สมาพันธรัฐ” (Confederation) โดยแต่ละรัฐจะอยู่ภายใต้ “กฎบัตรของสมาพันธ์” (Article of Confederation) ค.ศ. 1781

49. ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองรูปแบบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) เผด็จการพลเรือน
(3) เผด็จการทหาร
(4) กึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

50. ข้อใดถูกต้อง
(1) Federalist Papers เป็นเอกสารที่เน้นการปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรง
(2) หลักการในการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกาคือหลักสมาพันธรัฐนิยม
(3) อำนาจของมลรัฐมีเท่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกเหนือจากนั้นเป็นของรัฐบาลกลาง
(4) การปกครองของสหรัฐอเมริกาเป็นรูปแบบของมหาชนรัฐ
(5) การปกครองของสหรัฐอเมริกาให้ทุกคนเป็นผู้ปกครองอย่างเท่าเทียม
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 58 – 60) ข้อความที่ถูกต้อง มีดังนี้
1. Federalist Papers เป็นเอกสารที่กล่าวถึงการปกครองแบบประชาธิปไตยทางอ้อม หรือแบบตัวแทนหรือรูปแบบมหาชนรัฐ (Republic)
2. หลักการพื้นฐานในการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ หลักการสหพันธรัฐนิยม (Federalism)
3. อำนาจของรัฐบาลกลาง (Federal Government) สหรัฐอเมริกามีเท่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกเหนือจากนั้นเป็นของรัฐบาลมลรัฐ (State Government)
4. การปกครองของสหรัฐอเมริกาเป็นรูปแบบตัวแทน หรือที่เรียกว่ารูปแบบของมหาชนรัฐ
5. การปกครองของสหรัฐอเมริกาเป็นการให้ประชาชนเลือกผู้แทนเพื่อให้ไปทำหน้าที่แทนตน เนื่องจากเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรเป็นจำนวนมาก

51. แนวคิดใดถูกใช้ในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันหลักทางการปกครองของสหรัฐอเมริกา
(1) แนวคิดเรื่องการหลอมรวมอำนาจ
(2) แนวคิดเรื่องการมอบหมายอำนาจ
(3) แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกแล้วปกครอง
(4) แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ
(5) แนวคิดสวัสดิการแห่งรัฐ
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 61 – 62) แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) เป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้ในการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันหลักทางการปกครองของสหรัฐอเมริกา โดยมีการแบ่งอำนาจในการปกครองประเทศออกเป็น 3 ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative) อำนาจบริหาร (Executive) และอำนาจตุลาการ (Judicial) ควบคู่ไปกับหลักการคานอำนาจ (Balance of Power) ซึ่งใช้วิธีตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) ระหว่างอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายอย่างเท่า ๆ กัน

52. ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อปี พ.ศ. ใด
(1) พ.ศ. 2516
(2) พ.ศ. 2500
(3) พ.ศ. 2490
(4) พ.ศ. 2489
(5) พ.ศ. 2475
ตอบ 5 หน้า 261, (คำบรรยาย) “คณะราษฎร” ซึ่งประกอบไปด้วยทหารและพลเรือน โดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำฝ่ายทหาร และหลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือน พร้อมทั้งแกนนำคนสำคัญอื่น ๆ ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจากรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

53. ขบวนการใดในกัมพูชาที่มีบทบาทในการสถาปนาการปกครองตามแนวทางคอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัดด้วยวิธีการรุนแรงและรีบร้อน
(1) ฝ่ายทหารนิยมขวา
(2) ฝ่ายกษัตริย์นิยม
(3) ขบวนการชาตินิยม
(4) ฝ่ายสาธารณรัฐนิยม
(5) ขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดง
ตอบ 5 หน้า 256 ในปี ค.ศ. 1975 ขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดง ได้สถาปนาการปกครองประเทศไปตามแนวทางคอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัดด้วยวิธีการรุนแรงและรีบร้อน โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชาที่สะสมและถูกเมินเฉยมาโดยตลอดให้ดีขึ้น แต่วิธีการอันรุนแรงและรีบร้อนของขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดงได้ก่อให้เกิดความสับสน วุ่นวาย ความทุกข์ทรมานและโศกนาฏกรรมแก่ประชาชนกัมพูชาอย่างร้ายแรง

54. ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ระบอบการปกครองแบบใด
(1) ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
(2) ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี
(3) เสรีนิยม
(4) ประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา
(5) ประชาธิปไตยแบบทางตรง
ตอบ 2 หน้า 108, (คำบรรยาย) ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีการปกครองประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี ซึ่งจะมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลแห่งสหรัฐ โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2025

55. ผู้ใดคือประมุขแห่งรัฐของประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
(1) พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุณี
(2) สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน
(3) พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหนุ
(4) เฮง สัมริน
(5) เขียว สัมพัน
ตอบ 1 (คำบรรยาย) กัมพูชาหรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) ในยุคอาณานิคม กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสตามสัญญาเจนีวาในปี ค.ศ. 1954 ปัจจุบันราชอาณาจักรกัมพูชาปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุณี เป็นประมุขแห่งรัฐ

56. ผู้นำฝ่ายบริหารของอินโดนีเซียปัจจุบันคือ
(1) โจโก วิโดโด
(2) ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน
(3) เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี
(4) ปราโบโว ซูเบียนโต
(5) บาคารุดดิน ยูซุฟ ฮาบิบี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ

57. The State Law and Order Restoration Council : SLORC หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่ายุคสล็อค เป็นรูปแบบการปกครองของประเทศใด
(1) ติมอร์ตะวันออก
(2) เมียนมา
(3) เวียดนาม
(4) กัมพูชา
(5) ลาว
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ในอดีตเมียนมา (พม่า) มีรูปแบบการปกครองเป็นแบบเผด็จการทหาร (Military Junta) ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council : SPDC) ซึ่งเป็นเครื่องมือการปกครองประเทศ โดยเดิมใช้ชื่อว่า “สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ” (The State Law and Order Restoration Council : SLORC) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ยุคสล็อค”

58. การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลใด
(1) รัฐบาลพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
(2) รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
(3) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
(4) รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
(5) รัฐบาลรักษาการนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล
ตอบ 5 (คำบรรยาย) การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เป็นการรัฐประหารรัฐบาลรักษาการนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

59. ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยคือ
(1) คณะปฏิวัติ
(2) คณะปฏิรูป
(3) คณะรัฐประหาร
(4) คณะราษฎร
(5) คณะรัฐมนตรี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 52. ประกอบ

60. ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา
(1) สิทธิในการปฏิเสธการจ่ายภาษี
(2) ความขัดแย้งทางด้านศาสนา
(3) การเลิกทาส
(4) สิทธิเลือกตั้งของสตรี
(5) วิกฤติทางเศรษฐกิจ
ตอบ 3 หน้า 96 – 97 สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา (American Civil War, ค.ศ. 1861 – 1865) เป็นสงครามระหว่างกลุ่มรัฐทางเหนือ (The Union) กับกลุ่มรัฐทางใต้ (The Confederacy) ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องการค้าทาส โดยรัฐทางใต้ต้องการใช้แรงงานทาสในไร่ฝ้าย ในขณะที่รัฐทางเหนือต้องการเลิกทาส โดยผลของสงครามกลางเมือง คือ รัฐทางใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อรัฐทางเหนือ และได้สร้างความเสียหายอย่างมาก

61. ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึง “Bill of Rights”
(1) ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตราแรกเพราะเป็นหลักการสำคัญที่สุด
(2) เป็นบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกของสหรัฐอเมริกา
(3) เป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำให้ทุกมลรัฐลงสัตยาบันให้กับรัฐธรรมนูญ
(4) ห้ามทหารเข้าไปอยู่ในบ้านของบุคคลโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าบ้าน
(5) ให้สิทธิประชาชนในการถือครองอาวุธ
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 63 – 67) “Bill of Rights” หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่คุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา มีดังนี้
1. เป็นบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกของสหรัฐอเมริกา
2. เป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ทุกมลรัฐในขณะนั้นลงสัตยาบันให้กับรัฐธรรมนูญครบ
3. ให้สิทธิประชาชนในการถือครองอาวุธ (ฉบับที่ 2)
4. ห้ามทหารเข้าไปอยู่ในบ้านของบุคคลโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าบ้าน รวมถึงในเวลาสงครามด้วย (ฉบับที่ 3)
5. อำนาจใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้มอบให้เป็นอำนาจของสหรัฐ หรือไม่ได้ห้ามมิให้มลรัฐใช้อำนาจใด อำนาจนั้นย่อมสงวนไว้ให้เป็นของมลรัฐหรือประชาชน (ฉบับที่ 10) ฯลฯ

62. ประเทศเวียดนามปัจจุบันมีรูปแบบการปกครองรูปแบบใด
(1) เผด็จการแบบอำนาจนิยม
(2) คอมมิวนิสต์
(3) ประชาธิปไตย
(4) สังคมนิยม
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) เวียดนามหรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ปัจจุบันมีการปกครองระบอบสังคมนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้แก่ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเป็นสถาบันการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด

63. ข้อใดถูกต้องที่สุดเมื่อกล่าวถึงรูปแบบการปกครองของสหรัฐอเมริกา
(1) ประธานาธิบดีมีอำนาจยุบสภา
(2) ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา
(3) รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งประธานาธิบดี
(4) ประธานาธิบดีมีอำนาจมากกว่ารัฐสภา
(5) ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีที่มาแยกจากกันชัดเจน
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 78 – 79), (คำบรรยาย) รูปแบบการปกครองของสหรัฐอเมริกามีลักษณะดังนี้
1. ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภา และสภาก็ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีได้
2. ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีที่มาเหมือนกัน กล่าวคือ ทั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน
3. ประธานาธิบดีมีอำนาจมากกว่ารัฐสภา ฯลฯ

64. ประมุขแห่งรัฐของสหพันธรัฐรัสเซียปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งใดและผู้ใดมีฐานะเป็นประมุขฝ่ายบริหารหรือหัวหน้ารัฐบาล
(1) ประธานาธิบดี/รองประธานาธิบดี
(2) ประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี
(3) ประธานาธิบดี/ประธานรัฐสภา
(4) พระมหากษัตริย์/นายกรัฐมนตรี
(5) กษัตริย์ปูติน/นายกรัฐมนตรี
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

65. ข้อใดถูกต้องเมื่อกล่าวถึงระบบการคานอำนาจในการปกครองของสหรัฐอเมริกา
(1) ประธานาธิบดีมีอำนาจยุบสภา
(2) ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา
(3) เมื่อฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภาจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ผู้ที่เป็นรัฐบาลต้องสิ้นสภาพสมาชิกรัฐสภา
(4) ประธานาธิบดีสามารถยับยั้งร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ออกโดยฝ่ายรัฐสภา
(5) รัฐสภามีอำนาจในการถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 79 – 80) ระบบการคานอำนาจในการปกครองของสหรัฐอเมริการะหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ มีดังนี้
1. ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา
2. ประธานาธิบดีมีอำนาจในการไม่ใช้เงินตามที่รัฐสภากำหนดให้ตามกฎหมายที่ออกมาโดยรัฐสภา (Impoundment)
3. ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือข้าราชการส่วนกลางโดยความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยเสียง 2 ใน 3 ฯลฯ

66. ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา
(1) ใช้ระบบ 2 สภา คือ The House และ The Senate
(2) สะท้อนหลักการพหุนิยม
(3) ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารโดยใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ตรวจสอบและถ่วงดุล
(4) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
(5) มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานาธิบดี
ตอบ 5 หน้า 104, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 68 – 70), (คำบรรยาย) รัฐสภา หรือสภาคองเกรส (Congress) ของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ใช้ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร (The House/House of Representatives) และสภาสูงหรือสภาผู้แทนรัฐหรือวุฒิสภา (The Senate) ซึ่งสภาทั้งสองส่วนนี้สะท้อนหลักการทางการเมืองที่สำคัญคือ หลักการพหุนิยม (Pluralism)
2. มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
3. มีอำนาจน้อยกว่าฝ่ายบริหาร
4. ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารโดยใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ตรวจสอบและถ่วงดุล
5. ไม่มีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานาธิบดี ประธานศาลฎีกา ฯลฯ

67. สิทธิของประธานาธิบดีที่เรียกว่า “Veto” หมายถึงอะไร
(1) การแต่งตั้งรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี
(2) การยุบสภา
(3) การยับยั้งกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา
(4) การแต่งตั้งโยกย้ายคณะรัฐมนตรี
(5) การแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา
ตอบ 3 หน้า 111 – 112, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 72 – 73, 79) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพบกและกองทัพเรือแห่งสหรัฐอเมริกาและของทหารกองหนุนจากมลรัฐต่าง ๆ
2. เป็นผู้บริหารสูงสุดหรือประมุขของฝ่ายบริหาร (Head of Government) และเป็นประมุขของประเทศ (Head of State)
3. ยับยั้งกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา หรือที่เรียกว่า “Veto”
4. แต่งตั้งเอกอัครราชทูต ทูตานุทูต กงสุล และผู้พิพากษาศาลฎีกาโดยคำแนะนำและยินยอมของวุฒิสภา
5. แต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ที่ว่างลงในช่วงเวลาที่ไม่มีการประชุมวุฒิสภา ฯลฯ (ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ)

68. ข้อใดไม่ใช่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา
(1) รัฐนิยม
(2) ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
(3) การจำกัดอำนาจของรัฐ
(4) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน
(5) รัฐฆราวาส
ตอบ 1 (คำบรรยาย) หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา มีดังนี้
1. การจำกัดอำนาจของรัฐ
2. ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
3. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน
4. ประชาชนมีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
5. เป็นรัฐฆราวาส หรือแบ่งแยกรัฐกับศาสนาออกจากกันอย่างเด็ดขาด ฯลฯ

69. ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงระบบการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา
(1) การเลือกตั้งประธานาธิบดีใช้ระบบลงคะแนนสองขั้นตอน
(2) การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(3) การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสะท้อนประชาธิปไตยทางตรง
(4) การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(5) ข้อ 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 109 – 110, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 59, 70, 73) ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. การเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาสะท้อนประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบตัวแทน คือ การให้ประชาชนเลือกผู้แทนเพื่อให้ไปทำหน้าที่แทนตน
2. การเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม (Indirect Election) โดยใช้ระบบการลงคะแนน 2 ขั้นตอน
3. การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น

70. รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วกี่ครั้ง
(1) 7 ครั้ง
(2) 10 ครั้ง
(3) 13 ครั้ง
(4) 20 ครั้ง
(5) 27 ครั้ง
ตอบ 5 หน้า 102, (คำบรรยาย) โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยบทนำและ 7 มาตรา และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในแต่ละยุคสมัยเพื่อความสอดคล้องและเหมาะสมต่อสภาพการณ์ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว 27 ครั้ง คือ

1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 – 10 เรียกว่า “Bill of Rights”
2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 11, 16, 18, 21 เรียกว่า “Governmental Authority”
3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13, 14, 15, 19, 23, 24, 26 เรียกว่า “Safeguards of Civil Rights”
4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 12, 17, 20, 22, 25, 27 เรียกว่า “Government Processes and Procedures”

71. ข้อใดไม่ใช่อำนาจของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
(1) การยุบสภา
(2) การดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ
(3) เป็นประมุขของประเทศ
(4) ยับยั้งกฎหมาย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 67. ประกอบ

72. ข้อใดคือนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจสำคัญของโจเซฟ สตาลิน
(1) นโยบายการปฏิวัติสากล
(2) นโยบายจักรวรรดินิยมสากล
(3) การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางรัฐ พัฒนาอุตสาหกรรมหนัก
(4) นโยบายกลาสนอสต์-เปเรสทรอยก้า
(5) ข้อ 1 และ 4
ตอบ 3 (คำบรรยาย) องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้สหภาพโซเวียตภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน (ค.ศ. 1922 – 1952) ขยับขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกทั้งในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคสงครามเย็น มีดังนี้
1. นโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (Five–Year Plans) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางรัฐซึ่งมีรากฐานสำคัญอยู่ที่การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและการทำการเกษตรแบบคอมมูน
2. เสถียรภาพทางการเมืองภายใต้การปกครองแบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของสตาลิน

73. บุคคลใดไม่ได้เป็นนักคิดนักเขียนของอังกฤษ
(1) Hobbes
(2) Locke
(3) Hume
(4) Rousseau
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 53 นักคิดนักเขียนชาวอังกฤษที่มีอิทธิพลครอบงำความคิดทางการเมืองและสังคมในอังกฤษ และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกมีมากมาย เช่น Chaucer, Shakespeare, Milton, Shaw ตลอดจนนักปรัชญาที่สำคัญในแนวรัฐศาสตร์ เช่น Hobbes, Locke, Hume, Mill, Bentham, Russell เป็นต้น (ส่วน Rousseau นั้นเป็นนักคิดชาวฝรั่งเศส)

74. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของรัฐธรรมนูญอังกฤษ
(1) กฎหมายจารีตประเพณี
(2) ขนบธรรมเนียมในทางการเมือง
(3) การตีความโดยองค์กรที่มีอำนาจ
(4) พระบรมราโชวาท
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 57, (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญแห่งอังกฤษมีลักษณะพิเศษกว่ารัฐธรรมนูญประเทศอื่น คือ ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) แต่ความเป็นรัฐธรรมนูญจะมาจาก
1. การประกาศกฎหมายฉบับสำคัญต่าง ๆ
2. กฎหมายจารีตประเพณีหรือกฎหมายสามัญ
3. ขนบธรรมเนียมหรือหลักปฏิบัติในทางการเมือง
4. การตีความโดยองค์กรที่มีอำนาจ
5. ข้อตกลงร่วมกันต่าง ๆ

75. กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองใดและนำโดยผู้ใดมีบทบาทสำคัญในปฏิวัติรัสเซียปี 1917
(1) กลุ่มเมนเชวิค/เลนิน
(2) กลุ่มบอลเชวิค/เลนิน
(3) กลุ่มรัสเซียขาว/สตาลิน
(4) กลุ่มบอลเชวิค/สตาลิน
(5) กลุ่มรัสปูติน/รัสปูติน

ตอบ 2 หน้า 192, 202, (คำบรรยาย) การปกครองของรัสเซียในระหว่างปี ค.ศ. 1917 – 1922 มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. เกิดการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 โดยกลุ่มบอลเชวิค (Bolsheviks) ซึ่งเชื่อมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบมาร์กซิสต์ (Marxist) ภายใต้การนำของเลนิน/เลนินนิสต์ โดยกลุ่มบอลเชวิคได้ทำการโค่นล้มกษัตริย์องค์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย คือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ และเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสังคมนิยม
2. เลนินนำหลักการคอมมิวนิสต์สากลมาใช้ในการจัดตั้งรัสเซียเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republics : USSR) หรือสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ในปี ค.ศ. 1922 ฯลฯ

76. ความขัดแย้งทางความคิดสำคัญที่สุดที่สตาลินเห็นต่างจากเลนินคือเรื่องใด
(1) การนำลัทธิมาร์กซิสต์มาใช้
(2) คอมมิวนิสต์สากลและชาตินิยม
(3) อธิปไตยของรัสเซีย
(4) การให้ความสำคัญกับผู้นำในการปฏิวัติ
(5) การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
ตอบ 2 (คำบรรยาย) เลนิน (Lenin) สนับสนุนแนวคิดคอมมิวนิสต์สากล โดยต้องการให้สหภาพโซเวียตเป็นผู้นำในการเผยแพร่การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก แต่โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญอีกคนหนึ่งของพรรคบอลเชวิคมีความเห็นขัดแย้งกับแนวทางการปฏิวัติสากลของเลนิน โดยสตาลินเห็นว่ารัฐบาลควรจะนำแนวความคิดชาตินิยมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงแก่ประเทศเพื่อสู้กับกระแสต่อต้านการปฏิวัติจากมหาอำนาจทุนนิยมต่าง ๆ ในยุโรป

77. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของระบบเผด็จการอำนาจนิยม
(1) ไม่มีฝ่ายค้าน
(2) กิจกรรมทางการเมืองถูกควบคุม
(3) พรรคการเมืองเผด็จการอาจได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วน
(4) เห็นว่าตนมีความรู้ความสามารถมากกว่าผู้อื่น
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 16, (คำบรรยาย) ลักษณะของระบบเผด็จการอำนาจนิยม ได้แก่
1. กิจกรรมทางการเมืองจะถูกควบคุม สื่อทุกชนิดอยู่ภายใต้การตรวจสอบ อิสรภาพมีจำกัด และไม่มีฝ่ายค้าน
2. ผู้นำหรือพรรคการเมืองเผด็จการอาจได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วน
3. มักอยู่ในรูปเผด็จการทหาร ซึ่งทหารเห็นว่าตนมีความซื่อตรงมากกว่า มีความสามารถมากกว่าและมีฐานะตำแหน่งสูงกว่าในองค์กรระดับชาติ เป็นต้น

78. หลักการที่สำคัญที่สุดของกฎหมายจารีตประเพณีในอังกฤษคือข้อใด
(1) หลักนิติธรรม
(2) หลักนิติรัฐ
(3) หลักการแบ่งแยกอำนาจ
(4) หลักสิทธิมนุษยชน
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 58, (คำบรรยาย) กฎหมายจารีตประเพณีหรือกฎหมายสามัญ (Common Law) ในอังกฤษ เป็นกฎหมายซึ่งองค์กรในทางศาลและตุลาการยึดถือ รวมถึงคำพิพากษาของศาลในคดีต่าง ๆ โดยหลักการที่สำคัญที่สุดของกฎหมายจารีตประเพณีคือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งได้วางแนวทางของกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิของปัจเจกชนและอำนาจรัฐ การตีความและคำพิพากษาของศาล ซึ่งชี้ว่าการกระทำใดขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย โดยไม่มีระบบศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลสูงเหมือนในสหรัฐอเมริกา

79. ข้อใดเป็นหลักการพื้นฐานที่เลนินนำมาใช้ในการจัดตั้งสหภาพโซเวียต
(1) จักรวรรดินิยมสากล
(2) คอมมิวนิสต์สากล
(3) ชาตินิยมสากล
(4) รัฐนิยมสากล
(5) เสรีนิยมสากล
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

80. สถานะของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในคณะรัฐมนตรีมีลักษณะเช่นไร
(1) Supremacy
(2) First Among Equals
(3) Colleague
(4) ข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 74 นายกรัฐมนตรี (Prime Minister) ของอังกฤษมีสถานะเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี (First Among Equals) แต่ในข้อเท็จจริงแล้วนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเหนือทุกคนในคณะรัฐมนตรี

81. พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ในอังกฤษ ได้แก่พรรคใด
(1) Democrat, Republican
(2) Republican, Liberal
(3) Conservative, Democrat
(4) Labour, Republican
(5) Conservative, Labour
ตอบ 5 หน้า 64 พรรคการเมืองในอังกฤษ ประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ได้แก่ พรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party) และพรรคแรงงาน (Labour Party) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลในการปกครองมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก ได้แก่ Liberal Party, Green Party, Social Democratic Party, Communist Party เป็นต้น

82. สภาใดเป็นสภาแรกที่เกิดขึ้นในรัฐสภาอังกฤษ
(1) สภาสามัญ
(2) สภาอัศวิน
(3) สภานักบวชทรงสมณศักดิ์
(4) สภาขุนนาง
(5) สภาองคมนตรี
ตอบ 4 หน้า 78 – 79, (คำบรรยาย) สภาสูงหรือสภาขุนนาง (House of Lords) เป็นสภาแรกที่เกิดขึ้นในรัฐสภาอังกฤษ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. เป็นศาลสูงสุดในการพิจารณาคดีแพ่งในสหราชอาณาจักร และคดีอาญาในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ
2. กลั่นกรอง ตรวจและแก้ไขร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาสามัญแล้ว ยกเว้นร่างกฎหมายเกี่ยวกับภาษีและการเงิน

83. ประมุขแห่งรัฐหรือพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษในปัจจุบันคือพระองค์ใด
(1) Queen Elizabeth I
(2) Queen Elizabeth II
(3) Charles III
(4) George VI
(5) Edward VIII
ตอบ 3 หน้า 69, (คำบรรยาย) ประมุขแห่งรัฐของอังกฤษ คือ พระมหากษัตริย์ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของอังกฤษในปัจจุบันคือ สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 (Charles III) ซึ่งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Queen Elizabeth II) พระมารดา เสด็จสวรรคตในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2022

84. รัฐสภาของอังกฤษมีชื่อเรียกว่าอะไร
(1) Congress
(2) Duma
(3) Westminster
(4) Whitehall
(5) Downing
ตอบ 3 หน้า 78, 80, (คำบรรยาย) รัฐสภาของอังกฤษ หรือ “เวสต์มินสเตอร์” (Westminster) เป็นระบบสภาคู่หรือระบบสองสภา ซึ่งประกอบด้วย
1. สภาผู้แทนราษฎรหรือสภาล่างหรือสภาสามัญชน (House of Commons) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
2. สภาสูงหรือสภาขุนนาง (House of Lords) ประกอบด้วย สมาชิกโดยการสืบทายาท, ขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งตลอดชีพ, ผู้พิพากษาศาลสูง และพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่จากเชิร์ชออฟอิงแลนด์

85. พระมหากษัตริย์อังกฤษนับถือศาสนาคริสต์นิกายใด
(1) Catholics
(2) Church of England
(3) Protestant
(4) Baptists
(5) Orthodox
ตอบ 2 หน้า 62 ในปัจจุบันอังกฤษไม่ได้บังคับเรื่องการนับถือศาสนา แต่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) ยกเว้นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกำหนดให้ต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England)

86. เขตเลือกตั้งของอังกฤษมีลักษณะอย่างไร
(1) มีผู้แทนราษฎรเขตละหนึ่งคน
(2) มีผู้แทนราษฎรเขตละสามคน
(3) มีผู้แทนราษฎรเขตละห้าคน
(4) มีผู้แทนราษฎรเขตละหกคน
(5) ใช้พื้นที่ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง มีผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 650 คน
ตอบ 1 หน้า 63 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอังกฤษเป็นระบบที่ง่ายไม่ซับซ้อน กล่าวคือ เป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งและเลือกผู้แทนราษฎรเขตละ 1 คน โดยหลักเกณฑ์การนับคะแนนนั้นจะตัดสินด้วยคะแนนเสียงสูงสุด และใช้หลักการ 1 คน 1 เสียง (One Man One Vote) ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียงมากสุดจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง โดยในปัจจุบันอังกฤษแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 651 เขต

87. ข้อใดไม่ใช่พรรคการเมืองในอังกฤษ
(1) Conservative Party
(2) Labour Party
(3) Liberal Party
(4) Green Party
(5) Liberal Democratic Party
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

88. รัฐสภาในอังกฤษประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่สภาใด
(1) สภาสามัญ-สภาสูง
(2) สภาสามัญ-สภาขุนนาง
(3) สภาผู้แทนราษฎร-วุฒิสภา
(4) สภาผู้แทนราษฎร-ราชยสภา
(5) สภาสามัญ-ราชยสภา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 84. ประกอบ

89. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษมีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี
(1) 2 ปี
(2) 3 ปี
(3) 4 ปี
(4) 5 ปี
(5) 6 ปี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 84. ประกอบ

90. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ
(1) ให้คำปรึกษาต่อรัฐบาล
(2) ยุบสภาตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี
(3) แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
(4) ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของรัฐบาล
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 69 – 70, (คำบรรยาย) บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ ได้แก่
1. ยุบสภาตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี
2. ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของรัฐบาล
3. เสนอความเห็นหรือให้คำปรึกษาต่อรัฐบาล
4. แต่งตั้งหรือเลือกนายกรัฐมนตรีจากผู้นำพรรคการเมืองที่สามารถคุมเสียงข้างมากของสภาล่างได้ ฯลฯ

91. ข้อใดไม่ใช่การปกครองในระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
(1) นาซีเยอรมัน
(2) ไทยยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์
(3) ฟาสซิสต์อิตาลี
(4) สหภาพโซเวียตยุคสตาลิน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 17 – 18, (คำบรรยาย) ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarian) จะมีลักษณะที่สำคัญคือ ผู้นำเดี่ยวซึ่งมีอิทธิพลครอบงำ ระบบพรรคเดียว แนวคิดที่มีรากฐานในเรื่องชนชั้น ชาติพันธุ์หรือชาติ รัฐควบคุมเหนือเศรษฐกิจ การผูกขาดควบคุมระบบสื่อต่าง ๆ เป็นต้น โดยจะมีระบบการปกครองที่นับว่าเป็นต้นแบบของเผด็จการเบ็ดเสร็จ ได้แก่ นาซีเยอรมัน ฟาสซิสต์อิตาลี และสหภาพโซเวียตยุคสตาลิน

92. ประเทศใดใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เป็นประเทศแรกในโลก
(1) จีน
(2) รัสเซีย
(3) อิตาลี
(4) เยอรมนี
(5) เกาหลีเหนือ
ตอบ 2 หน้า 10, (คำบรรยาย) รัสเซีย เป็นประเทศแรกที่ใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ (Communist) เป็นประเทศแรกในโลก ส่วนในปัจจุบันนั้นประเทศที่ยังคงมีการปกครองในลักษณะคอมมิวนิสต์มีอยู่ 5 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ คิวบา จีน ลาว และเวียดนาม

93. หนังสือเล่มสำคัญของ Aristotle คือ
(1) Politics (The Politics)
(2) The Republic
(3) The Prince
(4) Politics : who get what when and how
(5) Tao Te Ching
ตอบ 1 หน้า 12, (คำบรรยาย) อริสโตเติล (Aristotle) เป็นนักปราชญ์ชาวกรีกที่เขียนหนังสือเรื่องการเมือง (Politics/The Politics) และได้แบ่งรูปแบบการปกครองในสมัยกรีกโดยใช้คำถามดังนี้
1. ใครปกครอง ซึ่งมองจากจำนวนผู้ปกครอง คือ ปกครองคนเดียว ปกครองสองสามคน หรือปกครองหลายคน
2. ปกครองโดยฐานะใด หรือปกครองเพื่อใคร ซึ่งมองจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปกครองว่าเพื่อประชาชนทุกคนเป็นส่วนรวม หรือเพื่อตนเองเท่านั้น

94. ข้อใดถูกต้องเมื่อกล่าวถึงประมุขของอิตาลีปัจจุบัน
(1) เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
(2) เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและประมุขฝ่ายบริหาร
(3) ไม่มีหน้าที่โดยตรงทางการเมือง
(4) มีอำนาจยุบสภาด้วยตนเอง
(5) ถูกทั้ง 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 150 – 152, 161 – 162 ประธานาธิบดีอิตาลีมาจากการเลือกตั้งจากคณะผู้เลือกตั้ง และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี โดยประธานาธิบดีมีฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในทางการเมืองโดยตรง ซึ่งอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี มีดังนี้
1. เป็นผู้มีอำนาจยุบสภาโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองคำสั่ง
2. เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรี
3. เป็นผู้แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ เช่น วุฒิสมาชิกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ
4. เป็นผู้ให้การอภัยโทษและลดหย่อนผ่อนโทษ ฯลฯ

95. การรวมตัวเป็นเอกภาพของอิตาลีประสบความสำเร็จในยุคใด
(1) ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
(2) Risorgimento
(3) รัฐบาลฟาสซิสต์
(4) สงครามเย็น
(5) Byzantine
ตอบ 2 หน้า 133 – 135 การรวมตัวเป็นเอกภาพของอิตาลีได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1815 แต่ประสบความสำเร็จใน ค.ศ. 1870 หลังจากกองกำลังอิตาลีได้บุกล้อมกรุงโรมและประกาศให้กรุงโรมเป็นเมืองหลวงของอิตาลีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1870 ซึ่งการรวมอิตาลีนี้อยู่ในยุคที่เรียกว่า “Risorgimento”

96. สหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปีใด
(1) 1989
(2) 1991
(3) 1993
(4) 1997
(5) 2008
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

97. อุดมการณ์ทางการเมืองใดที่กลุ่มผู้นำปฏิวัติรัสเซียนำมาใช้
(1) ลัทธิเหมา
(2) ยูโทเปีย
(3) ฟาสซิสต์
(4) ประเทศลาว
(5) แนวคิดมาร์กซิสต์–เลนินนิสต์
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

98. ระบบรัฐสภามีต้นแบบมาจากประเทศใด
(1) อังกฤษ
(2) ฝรั่งเศส
(3) อิตาลี
(4) อินเดีย
(5) สหรัฐอเมริกา
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

99. นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอิตาลีคือผู้ใด
(1) มาริโอ ดรากี
(2) ฟรันเชสโก กอสซีกา
(3) จอร์เจีย เมโลนี
(4) อัลโด โมโร
(5) แซร์โจ มัตตาเรลลา
ตอบ 3 (คำบรรยาย) นางจอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) คือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอิตาลีและเป็นผู้นำพรรคภราดรแห่งอิตาลี (Brothers of Italy) หรือพรรค FDI โดยถือว่าเป็นผู้นำพรรคการเมืองที่ได้คะแนนสูงสุดด้วยคะแนนเสียงถึง 26% จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2022 ซึ่งชัยชนะดังกล่าวนี้ทำให้เธอกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้นำจากพรรคขวาจัดคนแรกที่ขึ้นเป็นรัฐบาลนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

100. ปัจจุบันประมุขแห่งรัฐของอิตาลีคือผู้ใด
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
(3) ประธานาธิบดี
(4) ประธานองคมนตรี
(5) ประธานรัฐสภา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 94. ประกอบ

POL2301 องค์การและการจัดการในภาครัฐ s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL2301 องค์การและการจัดการในภาครัฐ

1. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสายการบังคับบัญชาที่ดี
(1) ระดับชั้นไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป
(2) แต่ละสายต้องชัดเจน
(3) การดำเนินการต่าง ๆ ต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก
(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก
ตอบ 3 หน้า 143 หลักเกณฑ์ในการจัดสายการบังคับบัญชาที่ดี มีดังนี้
1. จำนวนระดับชั้นของสายการบังคับบัญชาควรจัดให้มีพอสมควรไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
2. สายการบังคับบัญชาแต่ละสายควรจะต้องชัดเจนว่าใครเป็นผู้ที่มีอำนาจในการสั่งงานผ่านไปยังผู้ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
3. สายการบังคับบัญชาแต่ละสายจะต้องไม่สับสนก้าวก่ายหรือซ้อนกัน

2. ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) Formal Authority
(2) Acceptance Theory
(3) Competence Theory
(4) Formal Position
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 147 ทฤษฎีว่าด้วย “อำนาจอย่างเป็นทางการ” (Formal Authority Theory) มีความเชื่อว่า การที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้เป็นเพราะผู้บังคับบัญชามีอำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการ (Formal Authority หรือ Legal Authority) หรือเรียกว่า อำนาจที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องในลักษณะสถาบัน (Institutionalized Authority) ซึ่งเป็นอำนาจที่ผู้บังคับบัญชาได้รับมาควบคู่กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นทางการ (Formal Position) แต่อำนาจหน้าที่นี้ก็ยังมิใช่อำนาจที่จะใช้บังคับได้โดยเด็ดขาดอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ เพราะการใช้อำนาจยังขึ้นอยู่กับลักษณะของความถูกต้องของความเป็นมาของอำนาจนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้อำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการสามารถนำไปใช้ได้ในองค์การบริหารทุกประเภท เพราะเป็นหลักเกณฑ์ทางการบริหารโดยทั่ว ๆ ไป

3. อำนาจหน้าที่ที่แท้จริงมาจากการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้บังคับบัญชาสามารถชักจูง แนะนำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีพฤติกรรมที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) Formal Authority
(2) Acceptance Theory
(3) Competence Theory
(4) Formal Position
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 148 ทฤษฎีว่าด้วยการยอมรับ (Acceptance Theory) อธิบายว่า อำนาจหน้าที่ที่แท้จริงในการบริหารนั้นจะมาจากการที่ผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับให้ผู้บังคับบัญชามีสิทธิหรืออำนาจเหนือตน และอำนาจหน้าที่นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาสามารถชักจูง แนะนำ หรือเจรจาโน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีพฤติกรรมที่ผู้บังคับบัญชาต้องการหรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความเต็มใจ โดยนักทฤษฎีที่กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ในลักษณะนี้ ได้แก่ Chester I. Barnard และ Herbert A. Simon

4. Chester I. Barnard เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด
(1) Formal Authority
(2) Acceptance Theory
(3) Competence Theory
(4) Formal Position
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 148 Chester I. Barnard ได้ให้ความหมายของอำนาจตามทฤษฎีว่าด้วยการยอมรับ (Acceptance Theory) โดยกล่าวว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาจะยอมรับอำนาจของผู้บังคับบัญชาเหนือตนก็ต่อเมื่อเขาสามารถเข้าใจในคำสั่งและเชื่อว่าการใช้อำนาจนั้น ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ การใช้อำนาจดังกล่าวไม่ขัดกับผลประโยชน์ของตน และคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่เขาสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาจะพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เสียก่อนแล้วจึงตัดสินใจว่าจะเชื่อฟังหรือไม่

5. อำนาจหน้าที่ไม่ได้มาจากตำแหน่งเป็นทางการแต่สามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังยอมรับนับถือจนเป็นเสมือนหนึ่งได้อำนาจมาโดยปริยาย เกี่ยวข้องกับทฤษฎีใด
(1) Formal Authority
(2) Acceptance Theory
(3) Competence Theory
(4) Formal Position
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 149 ทฤษฎีว่าด้วย “ความสามารถ” (Competence Theory) มีความเชื่อว่า อำนาจหน้าที่นั้นจะเกิดขึ้นได้โดยความสามารถพิเศษของผู้บังคับบัญชาในด้านความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังยอมรับนับถือได้ เช่น เป็นผู้บังคับบัญชาที่มีชื่อเสียง มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น ดังนั้นอำนาจหน้าที่จึงเป็นอำนาจหน้าที่ที่ได้มาจากความสามารถพิเศษของผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มาจากตำแหน่งเป็นทางการแต่สามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังยอมรับนับถือจนเป็นเสมือนหนึ่งได้อำนาจมาโดยปริยาย

6. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตการมอบหมายอำนาจหน้าที่
(1) บรรยากาศองค์การ
(2) ลักษณะของงานที่จะมอบหมาย
(3) การเมืองในองค์การ
(4) ตัวผู้บริหาร
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 157 – 159 การกำหนดขอบเขตของการมอบหมายอำนาจหน้าที่ พิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. บรรยากาศขององค์การ
2. ลักษณะของงานที่จะมอบหมาย
3. ตัวผู้บริหารที่จะมอบหมายอำนาจหน้าที่
4. ความเต็มใจที่จะมอบหมายความไว้วางใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
5. ความเต็มใจในการที่จะกำหนดให้มีการควบคุมอย่างกว้าง

7. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดขนาดของช่วงการบังคับบัญชา
(1) ระดับขององค์การ
(2) ประเภทของกิจกรรม
(3) ลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชา
(4) ความสามารถของผู้บังคับบัญชา
(5) เทคนิคในการติดต่อสื่อสาร
ตอบ 5 หน้า 181 – 182 ปัจจัยที่กำหนดขนาดของช่วงการบังคับบัญชา มีดังนี้
1. ระดับขององค์การ
2. ประเภทของกิจกรรม
3. ลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชา
4. ลักษณะขององค์การ
5. ความสามารถของผู้บังคับบัญชา

8. ข้อใดเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้การจัดช่วงการบังคับบัญชากว้างยิ่งขึ้นได้
(1) ระดับขององค์การ
(2) ประเภทของกิจการ
(3) ลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชา
(4) ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา
(5) เทคนิคในการติดต่อสื่อสาร

ตอบ 5 หน้า 184 – 185 ปัจจัยที่จะช่วยให้การจัดช่วงการบังคับบัญชากว้างยิ่งขึ้นได้ มีดังนี้
1. การฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชา
2. เทคนิคในการมอบหมายอำนาจหน้าที่
3. การวางแผนการปฏิบัติงานไว้ให้พร้อม
4. ลักษณะของงานในองค์การ
5. เทคนิคในการควบคุม
6. เทคนิคในการติดต่อสื่อสาร
7. ความจำเป็นในการติดต่อส่วนตัว

9. ข้อใดเป็นปัจจัยที่กำหนดขนาดของช่วงการบังคับบัญชา
(1) ระดับขององค์การ
(2) ลักษณะงานในองค์การ
(3) ลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชา
(4) ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา
(5) เทคนิคในการติดต่อสื่อสาร
ตอบ 1, 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

10. ข้อใดเป็นปัจจัยที่กำหนดขนาดของการกระจายอำนาจ
(1) ความสำคัญของเรื่องที่ตัดสินใจ
(2) ขนาดขององค์การ
(3) ความเป็นเอกภาพในการบริหาร
(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 170 – 174, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดขนาดของการกระจายอำนาจและการรวมอำนาจในองค์การ มีดังนี้
1. ความสำคัญของเรื่องที่ตัดสินใจ
2. ความต้องการเป็นแบบเดียวกับทางด้านนโยบาย
3. ขนาดขององค์การ
4. ประวัติความเป็นมาของกิจการ
5. ปรัชญาของการบริหาร
6. ความต้องการความเป็นอิสระในการดำเนินงาน
7. จำนวนของผู้บริหารที่มีอยู่ในองค์การ
8. เทคนิคในการควบคุม
9. การกระจายของการปฏิบัติงานที่มีการแบ่งแยกงานไปตามสถานการณ์ที่ต่างออกไป
10. การเปลี่ยนแปลงขององค์การ
11. อิทธิพลของสภาพแวดล้อมองค์การ

— ตั้งแต่ข้อ 11. – 15. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Complexity
(2) Formalization
(3) Centralization
(4) Organization Design
(5) Authority

11. ลักษณะที่องค์การแต่ละองค์การแบ่งแยกงานซึ่งมีจำนวนมากออกเป็นกลุ่ม ๆ หลายกลุ่มงาน มีการแบ่งแยกตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ รวมทั้งแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ จากสูงลงมาสู่ต่ำ รวมทั้งแบ่งไปยังพื้นที่อื่นแต่ละสาขา เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 1 หน้า 121 ความซับซ้อนขององค์การ (Complexity) คือ ลักษณะที่องค์การแต่ละองค์การจะมีการแบ่งแยกงาน (กิจกรรม) ซึ่งมีเป็นจำนวนมากออกเป็นกลุ่ม ๆ หลายกลุ่มงาน มีการแบ่งแยกตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญแต่ละด้านของบุคลากร และมีการแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ จากสูงลงมาสู่ต่ำ รวมทั้งอาจมีการแบ่งไปยังพื้นที่อื่น ๆ แต่ละสาขาด้วย

12. การที่องค์การได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อวางระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นมาตรฐานอันเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่เป้าหมายของแต่ละองค์การ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 122, (คำบรรยาย) ความเป็นทางการขององค์การ (Formalization) คือ การที่องค์การได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อวางระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นมาตรฐานอันเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่เป้าหมายของแต่ละองค์การ ดังนั้นความเป็นทางการจึงแสดงถึงการที่องค์การเต็มไปด้วยกฎ ระเบียบต่าง ๆ

13. ความพยายามในการจัดโครงสร้างและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การ เพื่อให้มีความเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 หน้า 122 – 123, (คำบรรยาย) การออกแบบองค์การ (Organization Design) หรือการจัดองค์การ (Organizing) คือ การมุ่งหรือพยายามในการจัดโครงสร้างและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การ เพื่อให้มีความเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ การออกแบบองค์การนี้จะทำให้เกิดแผนภูมิขององค์การ (Organization Charts)

14. การตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 หน้า 168 การรวมอำนาจ (Centralization) หมายถึง สภาวะขององค์การ ซึ่งในระดับสูง ๆ ของสายการบังคับบัญชาได้รวมอำนาจหน้าที่ไว้ ทั้งนี้เพื่อการตัดสินใจส่วนใหญ่จะได้กระทำจากระดับสูงนั้น ดังนั้นตามหลักการรวมอำนาจ การตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในองค์การส่วนมากแล้วจะมิได้มอบให้ผู้ปฏิบัติงานตัดสินใจเอง หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ตัดสินใจให้

15. Power to Command เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด
ตอบ 5 หน้า 146 อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึง อำนาจในการสั่งการ (Power to Command) เพื่อให้บุคคลอื่นกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้มีอำนาจจะเห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่ได้ตั้งไว้ อำนาจหน้าที่นี้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาซึ่งได้มาโดยตำแหน่งที่เป็นทางการ ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งการได้ แต่ทั้งนี้จะเป็นผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อใช้ภายในขอบเขตของตำแหน่งหน้าที่ด้วย นอกจากนี้อำนาจหน้าที่ยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความรับผิดชอบ (Responsibility) หรืออาจกล่าวได้ว่าอำนาจหน้าที่ที่มีฐานะเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบ เช่น ผู้บริหารระดับสูงมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจหน้าที่มาก จึงต้องมีความรับผิดชอบมากไปด้วย เป็นต้น

— ตั้งแต่ข้อ 16. – 20. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Division of Work
(2) Departmentation
(3) Line Agency
(4) Staff Agency
(5) Auxiliary Agency

16. การพิจารณารวมกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นไปตามหลักเกณฑ์การแบ่งหน้าที่การงาน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 191 การจัดแผนงาน (Departmentation) หมายถึง การพิจารณารวมกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การแบ่งหน้าที่การงาน เพื่อแบ่งแยกกิจกรรมอันมีอยู่มากมายในองค์การ มอบหมายให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้แยกกันปฏิบัติตามความสามารถของตนตามหลักเกณฑ์ของความสามารถเฉพาะด้าน

17. หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักขององค์การ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 หน้า 197 – 201, (คำบรรยาย) ประเภทของหน่วยงานซึ่งแบ่งตามลักษณะของการปฏิบัติงานภายในองค์การ มี 3 ประเภท คือ
1. หน่วยงานหลัก (Line Agency) หมายถึง หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักขององค์การ หรือเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานหลักขององค์การ เช่น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศของกระทรวงกลาโหม คณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย หน่วยโยธาและหน่วยสาธารณสุขของเทศบาล เป็นต้น

2. หน่วยงานที่ปรึกษาหรือหน่วยงานสนับสนุน (Staff Agency) หมายถึง หน่วยงานที่มิได้ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การโดยตรง แต่เป็นหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหลัก เช่น กองวิชาการ หน่วยนโยบายและแผน หน่วยการเงิน/งบประมาณ หน่วยการเจ้าหน้าที่ หน่วยโฆษณาและประชาสัมพันธ์ หน่วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
3. หน่วยงานอนุกร (Auxiliary Agency) หรือหน่วยงานแม่บ้าน (House-Keeping Agency) หมายถึง หน่วยงานที่ช่วยบริการหน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษาในกิจกรรมลักษณะของแม่บ้าน เช่น หน่วยพัสดุ หน่วยอาคารสถานที่ หน่วยสารบรรณ หน่วยสวัสดิการ หน่วยงานด้านความสะอาดหรืองานเทศกิจ เป็นต้น

18. หน่วยงานที่มิได้ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การโดยตรง แต่เป็นหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหลัก เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

19. หน่วยงานที่ช่วยบริการแก่หน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษาในกิจกรรมลักษณะของแม่บ้าน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

20. งานสารบรรณเกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

— ตั้งแต่ข้อ 21. – 25. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Span of Control
(2) Unity of Command
(3) Responsibility
(4) Hierarchy
(5) Specialization

21. การกำหนดลำดับชั้นในการบังคับบัญชาเพื่อจะบ่งชี้ว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดอยู่ในลำดับอำนาจหน้าที่ชั้นใดหรือสูงกว่าหรือต่ำกว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดบ้าง เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 หน้า 139 สายการบังคับบัญชา (Chain of Command, Line of Authority หรือ Hierarchy) หมายถึง การกำหนดลำดับชั้นในการบังคับบัญชาเพื่อจะบ่งชี้ว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดอยู่ในลำดับอำนาจหน้าที่ชั้นใดหรือสูงกว่าหรือต่ำกว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดบ้าง

22. จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ จะสามารถควบคุมได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 1 หน้า 179 ช่วงของการบังคับบัญชา หรือช่วงของการควบคุม (Span of Control, Span of Management หรือ Span of Supervision) หมายถึง จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชา (ลูกน้อง) ที่ผู้บังคับบัญชา (หัวหน้า) คนหนึ่ง ๆ จะสามารถควบคุมได้ ซึ่งช่วงการควบคุมนี้เป็นสิ่งที่จะแสดงให้รู้ว่า ผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ จะมีขอบเขตของการกำกับดูแลหรือการบังคับบัญชาเพียงใด ทั้งนี้คือการพิจารณาว่าควรจะมีผู้ใต้บังคับบัญชากี่คน หรือมีหน่วยงานภายในความรับผิดชอบกี่หน่วยงาน จึงเป็นการเหมาะสมที่จะทำให้การกำกับดูแลการปฏิบัติงานเป็นไปได้โดยเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

23. การจัดการที่ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบต่อผู้บริหารมากกว่า 1 คน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 186 เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) หมายถึง การจัดการที่ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารมากกว่า 1 คน

24. ข้อใดเกี่ยวกับ Authority มากที่สุด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 15. ประกอบ

25. การแบ่งงานกันทำโดยยึดถือหลักความถนัดและความสามารถ เรียกว่าอะไร
ตอบ 5 หน้า 189 การแบ่งงานกันทำหรือการแบ่งหน้าที่ (Division of Work) หรือการแบ่งแยกแรงงาน (Division of Labor) หรือการแบ่งงานกันทำโดยยึดถือหลักความถนัดและความสามารถหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) หมายถึง การแบ่งแยกภารกิจต่าง ๆ ขององค์การออกเป็นส่วน ๆ และมอบหมายให้สมาชิกรับไปปฏิบัติ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่องค์การได้วางไว้ ซึ่งการแบ่งงานกันทำนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการทำงานซ้ำซ้อนหรือการเหลื่อมล้ำในการทำงานในหน้าที่

— ตั้งแต่ข้อ 26. – 30. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Chain of Command
(2) Delegation of Authority
(3) Power to Command
(4) Limits of Authority
(5) Decentralization of Authority

26. การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบบางประการให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 153 – 154 การมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Delegation of Authority) หมายถึง การกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่โดยตัวผู้บังคับบัญชาที่ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบบางประการให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชามักจะมอบหมายอำนาจหน้าที่แก่หัวหน้างานระดับรองลงไป การมอบอำนาจหน้าที่นี้อาจจะมอบแก่บุคคลคนเดียวหรือหลายคนก็ได้

27. การให้บุคคลอื่นกระทำหรือไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้มีอำนาจเห็นสมควร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่ได้ตั้งไว้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 15. ประกอบ

28. ในความเป็นจริงอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการขาดหายไปเมื่อได้สั่งการให้ปฏิบัติจริง ซึ่งอาจจะมาจากพฤติกรรมของกลุ่ม ขนบธรรมเนียมประเพณี เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 หน้า 149 – 150 ในความเป็นจริงอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการของผู้บังคับบัญชามักจะขาดหายไปเมื่อได้มีการสั่งการให้ปฏิบัติจริง เพราะมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของอำนาจหน้าที่ (Limits of Authority) ในด้านต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมของกลุ่ม ขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมในสังคม สภาพทางภูมิศาสตร์ หลักชีววิทยา ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ กฎหมาย นโยบาย ความด้อยความสามารถของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นต้น

29. ความพยายามที่จะให้ผู้บริหารระดับล่างมีอำนาจในการตัดสินใจและอำนาจเหล่านั้นได้ถูกมอบหมายไปยังผู้บริหารระดับต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 5 หน้า 169 การกระจายอำนาจ (Decentralization of Authority) หมายถึง ความพยายามที่จะให้ผู้บริหารระดับล่างมีอำนาจในการตัดสินใจและอำนาจเหล่านั้นได้ถูกมอบหมายไปยังผู้บริหารระดับต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกเว้นอำนาจหน้าที่บางอย่างซึ่งจำเป็นจะต้องสงวนไว้ที่ส่วนกลาง

30. Hierarchy หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 21. ประกอบ

— ตั้งแต่ข้อ 31. – 34. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) The Simple Structure
(2) The Machine Bureaucracy
(3) The Professional Bureaucracy
(4) The Divisionalized Form
(5) The Adhocracy

31. องค์การที่จัดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รวมเป็นทีมเพื่อปฏิบัติงานสู่เป้าหมาย โดยไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ตายตัว คือข้อใด
ตอบ 5 หน้า 214 องค์การแบบโครงการ (The Adhocracy หรือ The Project Structure) เป็นองค์การที่จัดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รวมเป็นทีมเพื่อปฏิบัติงานสู่เป้าหมาย โดยไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ตายตัว องค์การในลักษณะนี้จะมีการแบ่งงานกันทำตามแนวนอน การแบ่งงานในแนวดิ่งจะมีน้อย ความเป็นระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติงานมีน้อยกว่ารูปแบบอื่น ๆ มีการกระจายอำนาจมาก มีความคล่องตัวมาก ปรับตัวง่าย ไม่มีระเบียบปฏิบัติงานประจำวันและมาตรฐานการทำงานกำหนดไว้ตายตัว จึงเป็นองค์การที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เสี่ยงภัยสูง สภาพแวดล้อมไม่หยุดนิ่งต้องคิดค้นสิ่งใหม่เสมอ

32. องค์การที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะจำนวนมากและต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลานานเป็นผู้ปฏิบัติงาน มีความสลับซับซ้อนมาก คือองค์การใด
ตอบ 3 หน้า 212 องค์การระบบราชการแบบวิชาชีพ (The Professional Bureaucracy) เป็นองค์การที่มีความสลับซับซ้อนมาก มีความจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติงานหลักที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลานานเป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งนับเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องจำนวนมาก องค์การลักษณะนี้เหมาะกับองค์การกลุ่มวิชาชีพ วิชาการ และกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและแน่นอน

33. องค์การที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารระดับสูงและผู้ปฏิบัติงาน ไม่มีฝ่ายงานช่วยและฝ่ายสนับสนุน คือข้อใด
ตอบ 1 หน้า 210 – 211 องค์การแบบเรียบง่าย (The Simple Structure) เป็นองค์การที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารระดับสูงและผู้ปฏิบัติงาน ไม่มีฝ่ายงานช่วยและฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายบริหารระดับสูงจะทำหน้าที่ควบคุมประสานงานโดยตรงกับฝ่ายปฏิบัติงานหลัก โดยเป็นลักษณะการรวมอำนาจที่ส่วนกลาง ลักษณะองค์การแบบนี้เหมาะสมกับองค์การที่ทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือต้องเปลี่ยนแปลงเสมอ เนื่องจากการดำเนินการต่าง ๆ สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องมีรูปแบบหรือพิธีการมากนัก

34. ระบบราชการในอุดมคติของ Max Weber คือข้อใด
ตอบ 2 หน้า 211 องค์การระบบราชการแบบเครื่องจักรกล (The Machine Bureaucracy) เป็นองค์การที่มีลักษณะใหญ่โตมโหฬารเหมือนระบบราชการ และเป็นแบบระบบราชการในอุดมคติของ Max Weber ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. เป็นองค์การที่มีการแบ่งแยกหน้าที่ตามความชำนาญพิเศษอย่างมาก
2. มีลักษณะเป็นทางการสูงในการปฏิบัติงาน
3. มีกฎระเบียบมาก
4. มีระดับการปฏิบัติงานหลักมีขนาดใหญ่มาก
5. มีการจัดกลุ่มงานตามลักษณะหน้าที่เฉพาะอย่าง
6. รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ส่วนกลางค่อนข้างมาก ฯลฯ

35. ลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาตามแนวทางของ “ระบบปิด” ได้แก่
(1) ความพึงพอใจ
(2) ประสิทธิภาพสูงสุด
(3) การมีส่วนร่วมของพนักงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 2 หน้า 25 – 29, 37, (คำบรรยาย) ลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวทางของ “ระบบปิด” ได้แก่
1. เสถียรภาพคงที่ของระบบหรือสมดุลแบบสถิต
2. การแบ่งงานโดยเน้นความชำนาญเฉพาะด้าน
3. การคำนึงถึงสายการบังคับบัญชา กฎ และระเบียบ
4. การมุ่งประสิทธิภาพสูงสุด
5. การกำหนดมาตรฐานของงาน
6. การกำหนดแผนงานและเป้าหมายที่แน่นอน
7. ความเชื่อในหลัก One Best Way
8. เป็นรูปแบบที่อิงอยู่กับหลักของเหตุและผล (Rational Model)
9. การใช้หลักเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ฯลฯ

36. ข้อใดเป็นผลการศึกษาที่สำคัญที่สุดจาก “Hawthorne Experiments”
(1) พบความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพในการทำงานกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
(2) พบความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพในการทำงานกับทรัพยากรนำเข้า
(3) พบผลทางลบที่เกิดเนื่องมาจากความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา
(4) พบอิทธิพลของภาวะผู้นำที่มีต่อผลิตภาพการทำงาน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 68 – 70, (คำบรรยาย) George Elton Mayo ได้ทำการวิจัยแบบทดลองที่เรียกว่า Hawthorne Study หรือ Hawthorne Experiments โดยการให้กลุ่มทดลองได้รับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และกลุ่มควบคุมได้รับสภาพแวดล้อมที่คงที่ ซึ่งพบผลการทดลองที่สำคัญ คือ การเกิดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาอันเป็นผลกระทบจากการทดลอง ซึ่งส่งผลให้กลุ่มที่ถูกเฝ้าดูทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมต่างไม่ยอมแพ้กันและกันขยันทำงานจนมีผลงานเพิ่มขึ้นทั้งสองกลุ่ม โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่รู้จักและเรียกกันต่อมาว่า “Hawthorne Effect” หมายถึง ผลทางบวกที่เกิดกับผู้ปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานได้รับความสนใจและเอาใจใส่ดูแลที่มากขึ้นจากผู้บังคับบัญชานั่นเอง

37. ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี Y จะต้องใช้การบริหารแบบใด
(1) Participative Management
(2) Management by Objectives
(3) Adhocracy
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 78, (คำบรรยาย) ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี Y (มองคนในแง่ดี) จะต้องใช้รูปแบบการบริหารดังนี้
1. การบริหารแบบประชาธิปไตย
2. การบริหารแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participative Management)
3. การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์ (Management by Objectives) หรือการบริหารที่เหมาะกับวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ (Adhocracy)
4. การทำงานเป็นทีม (Teamwork)
5. การบริหารแบบโครงการ (Project Management)
6. การบริหารแบบ Organic Organization
7. การกระจายอำนาจ (Decentralization)
8. การใช้ความรู้มากกว่าอำนาจหน้าที่ (Knowledge than Authority) ฯลฯ

38. ข้อใดเป็นองค์ประกอบที่บ่งชี้ถึง “ประสิทธิภาพ” ในการทำงาน
(1) ผลผลิต
(2) ทรัพยากรที่ใช้
(3) แผนที่วางไว้
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 4 หน้า 22 – 23, (คำบรรยาย) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ของการบริหารในช่วงเวลาใด ๆ จะมีค่าเท่ากับการเปรียบเทียบผลผลิตหรือผลงานที่ได้จากการบริหารกับทรัพยากร (เช่น งบประมาณ ระยะเวลา) หรือความพยายามที่ใช้ในการบริหาร ส่วนประสิทธิผล (Effectiveness) ของการบริหารในช่วงเวลาใด ๆ จะมีค่าเท่ากับการเปรียบเทียบผลผลิตหรือผลงานที่ได้จากการบริหารกับมาตรฐาน เป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่กำหนด หรือกับแผนงานหรือประมาณการที่ได้วางเอาไว้ ดังนั้นหากองค์การใดสามารถลดการใช้ทรัพยากรการบริหารให้น้อยลงได้ก็แสดงว่าองค์การนั้นมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากองค์การใดสามารถดำเนินงานให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ก็แสดงว่าองค์การนั้นมีประสิทธิผล

39. ข้อใดเข้าคู่กันไม่ถูกต้อง
(1) Organic Structure – หน่วยผลิตขนาดเล็กที่ใช้แรงงานช่างฝีมือ
(2) Mechanistic Organization – Formal Organization
(3) Organic Structure – องค์การที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง
(4) Fluid Structure – Adhocracy
(5) Mechanistic Structure – Long-run Process Production
ตอบ 5 หน้า 45 – 47, 111 – 112, (คำบรรยาย) จากแนวคิดของ Contingency Theory นั้น Burn และ Stalker สรุปว่า
1. Mechanistic Organization เป็นองค์การแบบเก่าหรือองค์การที่เป็นทางการ (Formal Organization) หรือองค์การตามรูปแบบระบบราชการ (Bureaucratic Model) ที่เน้นโครงสร้างและความสัมพันธ์ตามแนวดิ่ง เช่น เน้นตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ (Positions and Authority) รวมทั้งมีความเป็นทางการสูง และเน้นการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงเหมาะกับองค์การที่มีสภาพแวดล้อมคงที่ (Static) เช่น หน่วยราชการทุกรูปแบบ
2. Organic Organization หรือที่ Warren Bennis เรียกว่า Adhocracy เป็นโครงสร้างแบบหลวม (Fluid Structure) ที่เน้นการกระจายอำนาจ ความสัมพันธ์ตามแนวราบ/แนวนอน และการใช้ความรู้มากกว่าอำนาจหน้าที่ ดังนั้นจึงเหมาะกับองค์การที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง นอกจากนี้ Woodward ยังได้สรุปอีกว่า หน่วยผลิตขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและใช้เครื่องจักร เช่น โรงงานอุตสาหกรรม จะต้องมีโครงสร้างแบบ Mechanistic Structure ส่วนหน่วยผลิตขนาดเล็ก เช่น องค์การผลิตสินค้าหัตถกรรมหรือใช้แรงงานช่างฝีมือ และที่ผลิตเป็นกระบวนการ (Long-run Process Production) หรือมีระบบการผลิตหลายขั้นตอน จะต้องมีโครงสร้างแบบ Organic Structure

40. Barton และ Chappell เรียกสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีว่าเป็น
(1) Political Environment
(2) Primary Environment
(3) External Environment
(4) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 14 – 17 Barton และ Chappell ได้แบ่งสภาพแวดล้อมขององค์การสาธารณะออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. สภาพแวดล้อมภายนอก (Outer/Secondary/External Environment) ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี
2. สภาพแวดล้อมทางการเมือง (Political/Primary/Inner Environment) ได้แก่ สาธารณชนโดยทั่วไป ผู้รับบริการและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ สื่อมวลชน ฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้บริหารระดับสูง และกระบวนการยุติธรรม

41. ใครที่เสนอเรื่อง “Time and Motion Study”
(1) Taylor
(2) Cooke
(3) Munsterberg
(4) Gantt
(5) Gilbreths
ตอบ 5 หน้า 42, (คำบรรยาย) Frank และ Lillian Gilbreths เป็นผู้ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์หามาตรฐานของงานโดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและการเคลื่อนไหวในการปฏิบัติงาน (Time and Motion Study) เพื่อนำไปใช้ในการจัดกระบวนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

42. แนวคิดใดที่เชื่อว่า “การควบคุมองค์การเป็นเป้าหมาย ใช่วิธีการที่นำไปสู่เป้าหมาย”
(1) Scientific Management
(2) Contingency Theory
(3) Industrial Humanism
(4) The Action Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 112 – 113 Jeffrey Pfeffer เป็นนักทฤษฎีที่ศึกษาองค์การตามแนวทางของ The Action Theory หรือ The Action Approach เสนอว่า “องค์การเป็นที่ซึ่งประกอบด้วยผู้มีอำนาจที่ต่างเข้ามาทำงานร่วมกัน อาจมีความขัดแย้งในเป้าหมายขององค์การ การจัดรูปขององค์การจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจเหล่านี้” และ “การควบคุมองค์การเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมาย การจะเข้าใจองค์การต้องศึกษาความต้องการและความสนใจของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจขององค์การในขณะนั้น ๆ โดยให้ความสำคัญไปที่บรรยากาศทางการเมืองในองค์การ”

43. ข้อใดที่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง
(1) Gantt Chart – สร้างวินัยในการทำงาน
(2) Division of Work – ขยายความสามารถของมนุษย์
(3) Hygiene Factors – ถ้าได้รับจะไม่ยอมทำงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 42, 81 – 82, (PS 252 เลขพิมพ์ 39270 หน้า 19 – 20), (คำบรรยาย) Henry L. Gantt ได้เสนอแนวคิดในการสร้างวินัยในการทำงานและการทำงานเป็นกิจวัตร โดยการใช้ Gantt Chart เป็นแผนภูมิควบคุมเวลาในการทำงาน หรือแผนกำกับหรือติดตามความก้าวหน้าของงาน รวมทั้งการกำหนดเวลาเข้าทำงาน เลิกงาน โดยต้องประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป และจะเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของผู้บริหารไม่ได้ ส่วนการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน (Division of Work, Division of Labor หรือ Specialization) เป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงในการช่วยขยายความสามารถของมนุษย์ หรือช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานขององค์การ และปัจจัยอนามัย (Hygiene Factors) ของ Frederick Herzberg เป็นปัจจัยที่เมื่อพนักงานในองค์การไม่ได้รับการตอบสนองแล้วจะสร้างให้เกิดความไม่พึงพอใจกับพนักงาน หรือทำให้พนักงานไม่ยอมทำงาน

44. “สิ่งจูงใจจากปัจจัยภายใน” เป็นสิ่งจูงใจที่เริ่มนำเสนอโดยนักวิชาการกลุ่มใด
(1) นักบริหารเชิงปริมาณ
(2) นักทฤษฎีการบริหาร
(3) นักทฤษฎีระบบราชการ
(4) กลุ่มมนุษยนิยม
(5) กลุ่มการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
ตอบ 4 หน้า 26 – 27, 29 – 30, 67 – 82 นักทฤษฎีองค์การกลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) หรือกลุ่มมนุษยนิยม (Humanism หรือ Industrial Humanism) หรือกลุ่มมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations Approach) หรือกลุ่มนีโอคลาสสิก (Neo-Classical Organization Theory) หรือนักทฤษฎีการบริหารงานสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Management) มีแนวคิดและวิธีศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวของ “ระบบเปิด” ดังนี้
1. ศึกษาองค์การที่ไม่เป็นทางการหรือองค์การอรูปนัย (Informal Organization) โดยให้ความสำคัญกับระบบสังคมภายในองค์การหรือระบบสังคมวิทยามากที่สุด
2. ริเริ่มนำเสนอสิ่งจูงใจจากปัจจัยภายใน
3. เน้นการบริหารงานที่คำนึงถึงความสุขและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานหรือสมาชิกในองค์การ
4. เน้นศึกษากลุ่มทางสังคม คุณลักษณะของปัจเจกบุคคล (ได้แก่ บุคลิกภาพ จิตภาพ ทัศนคติ และความต้องการของบุคคล) คุณลักษณะทางธรรมชาติของมนุษย์
5. พยายามนำระบบการบริหารแบบเครือญาติ (Paternalism) เข้ามาใช้ในองค์การ
6. นักทฤษฎี (นักวิชาการ) ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Hugo Munsterberg, George Elton Mayo, Warren Bennis, Chester I. Barnard, Abraham Maslow, Douglas McGregor และ Frederick Herzberg ฯลฯ

45. ทุกข้อเป็นหลักเกณฑ์ที่ Max Weber นำเสนอ ยกเว้น
(1) ความชำนาญเฉพาะด้าน
(2) หลักความสามารถ
(3) การกระจายอำนาจ
(4) สายการบังคับบัญชา
(5) แยกการเมืองออกจากการบริหาร
ตอบ 3 หน้า 44 – 47, 139, 189, (คำบรรยาย) รูปแบบของระบบราชการ (Bureaucratic Model) หรือองค์ประกอบของโครงสร้างองค์การที่เป็นทางการตามทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy Theory) หรือทฤษฎีองค์การที่เป็นทางการ (Formal Organization Theory) หรือทฤษฎีองค์การรูปสามเหลี่ยมพีระมิดของ Max Weber นั้น จะประกอบด้วย
1. การกำหนดสายการบังคับบัญชา (Hierarchy, Chain of Command หรือ Line of Authority)
2. การกำหนดตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ (Positions and Authority)
3. การกำหนดกฎระเบียบและข้อบังคับที่แน่นอน (Rules and Regulations)
4. การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน (Division of Work, Division of Labor หรือ Specialization) เช่น การแบ่งงานออกเป็นแผนกงานต่างๆ
5. การจัดทำคู่มือการทำงาน และคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description)
6. การกำหนดเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command)
7. การคัดเลือกและเลื่อนขั้นโดยอาศัยหลักความสามารถตามระบบคุณธรรม (Merit on Selection and Promotion)
8. การมีระบบความสัมพันธ์ภายในองค์การอย่างเป็นทางการ (Formal Relationship) ตามสายการบังคับบัญชาและอำนาจหน้าที่ หรือตามแนวดิ่ง ฯลฯ
ซึ่งรูปแบบดังกล่าวทำให้เกิดการแยกการเมืองออกจากการบริหารและระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล

46. ในการบริหารงาน คำว่า Red Tape หมายถึง
(1) การคั่งค้างของงาน
(2) การสื่อสารที่ล่าช้า
(3) หัวหน้างาน
(4) โครงสร้างหน่วยงาน
(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 49 Red Tape หมายถึง ความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ซึ่งเกิดจากความล่าช้าของการติดต่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ในโครงสร้างขององค์การที่จะต้องเป็นไปตามสายการบังคับบัญชาที่ยาวและระบบความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ

47. ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ “ความต้องการที่จะได้รับชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมงาน” เรียกว่า
(1) Self-Realization Needs
(2) Safety Needs
(3) Social Needs
(4) ทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 75 – 76 Abraham Maslow ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Hierarchy of Needs Theory) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ลำดับ จากต่ำสุดไปถึงสูงสุด ดังนี้
1. ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) เช่น อาหาร อากาศ การพักผ่อน
2. ความต้องการความปลอดภัยในชีวิต (Safety Needs)
3. ความต้องการที่จะเข้าร่วมในสังคม (Social Needs)
4. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้รับเกียรติ ชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ร่วมงาน (Esteem Needs, Ego Needs หรือ Status Needs)
5. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิตตามอุดมการณ์ที่ตัวเองได้ตั้งเอาไว้ (Self-Realization Needs)

48. เขียนตำรา “หลักสิบสองประการในการสร้างประสิทธิภาพ”
(1) Gilbreths
(2) Emerson
(3) Cooke
(4) Taylor
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 43 Harrington Emerson ได้เขียนตำรา “หลักสิบสองประการในการสร้างประสิทธิภาพ” (The Twelve Principles of Efficiency) ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ เช่น
1. การสร้างวัตถุประสงค์
2. การใช้สามัญสำนึก
3. การปรึกษาหารือ
4. การมีระเบียบวินัย
5. การจัดการที่เป็นธรรม
6. การปฏิบัติงานตลอดเวลาและเชื่อถือได้
7. การกำหนดสายทางเดินของงาน
8. การกำหนดมาตรฐานและระยะเวลาการทำงาน ฯลฯ

49. ทุกข้อเป็น “Motivator Factors” ตามทฤษฎีของ Herzberg ยกเว้น
(1) เงินเดือน
(2) ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
(3) การยอมรับนับถือจากผู้ร่วมงาน
(4) ลักษณะของงาน
(5) ความรับผิดชอบ
ตอบ 1 หน้า 81 – 82, (คำบรรยาย) ตามทฤษฎีการจูงใจ (Hygiene Theory) ของ Frederick Herzberg นั้น สามารถแบ่งปัจจัยที่มีส่วนช่วยสร้างความพึงพอใจหรือความไม่พึงพอใจให้กับพนักงานได้ 2 ประการ คือ
1. ปัจจัยจูงใจ หรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ หรือปัจจัยกระตุ้นให้คนขยันทำงาน (Motivator Factors) เป็นปัจจัยที่เมื่อพนักงานในองค์การได้รับการตอบสนองแล้วจะสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน ซึ่งเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน การยอมรับนับถือจากผู้ร่วมงาน ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าในการงาน
2. ปัจจัยอนามัย หรือปัจจัยสุขวิทยา หรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ หรือปัจจัยค้ำจุนให้คนยินยอมทำงาน (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่เมื่อพนักงานในองค์การไม่ได้รับการตอบสนองแล้วจะสร้างให้เกิดความไม่พึงพอใจกับพนักงาน หรือทำให้พนักงานไม่ยอมทำงาน ซึ่งเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ นโยบายและการบริหารงาน เทคนิคและการควบคุมงาน เงินเดือน ความสัมพันธ์ภายในต่อผู้บังคับบัญชา และสภาพการทำงาน

50. ข้อใดเป็น “ปัจจัยจูงใจ” ตามทฤษฎีของ Herzberg
(1) เทคนิคและการควบคุมงาน
(2) สภาพการทำงาน
(3) ความก้าวหน้าในการงาน
(4) นโยบายและการบริหาร
(5) ความสัมพันธ์ภายในต่อผู้บังคับบัญชา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 49. ประกอบ

51. Natural System Model เป็นวิธีการศึกษาของ………..
(1) Scientific Management
(2) Bureaucratic Model
(3) Neo-Classical Organization Theory
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 26 – 27, (คำบรรยาย) ตัวแบบระบบตามธรรมชาติ (Natural System Model) เป็นวิธีการศึกษาของกลุ่มนักทฤษฎีหรือนักวิชาการที่ศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวของ “ระบบเปิด” ซึ่งได้แก่
1. กลุ่ม Behavioral Science หรือ Neo-Classical Organization Theory
2. กลุ่ม A Systems Approach
3. กลุ่ม Contingency Theory หรือ Situational Approach
4. กลุ่ม The Action Theory หรือ The Action Approach

52. การแบ่งประเภทขององค์การ โดย “พิจารณาที่สภาพความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ภายใน” จัดเป็นการแบ่งประเภทขององค์การโดยยึดเกณฑ์แบบใด
(1) วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน
(2) กำเนิดขององค์การ
(3) หน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากร
(4) ความเป็นเจ้าของ
(5) ความเป็นทางการ
ตอบ 5 หน้า 9, (คำบรรยาย) การแบ่งประเภทขององค์การโดยพิจารณาจากโครงสร้างขององค์การ เป็นการพิจารณาที่สภาพความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ภายในองค์การ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. องค์การที่เป็นทางการหรือองค์การรูปนัย (Formal Organization)
2. องค์การที่ไม่เป็นทางการหรือองค์การอรูปนัย (Informal Organization)

53. “การกำหนดเวลาเข้าทำงาน เลิกงาน” ต้องประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป จะเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของผู้บริหารไม่ได้ เป็นข้อเสนอของนักวิชาการใด
(1) Taylor
(2) Gilbreths
(3) Cooke
(4) Weber
(5) Gantt
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 43. ประกอบ

54. การยึดหลัก “เอกภาพในการบังคับบัญชา” มีข้อเสียอะไร
(1) สิ้นเปลืองบุคลากร
(2) เกิดความขัดแย้ง
(3) ประสิทธิภาพต่ำ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 50 – 51, 58, 186 – 187 หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) หมายถึง หลักการที่กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานในองค์การเดียวและจะต้องรับคำสั่งและรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวหรือมีนายเพียงคนเดียว หรือเป็นหลักเกณฑ์ทางการบริหารที่ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งเสมอว่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าสั่งงานโดยตรงได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยป้องกันมิให้เกิดการสั่งงานซ้ำซ้อนหรือเกิดความยุ่งยากในการทำงาน ตลอดจนการบอกปัดความรับผิดชอบ ส่วนข้อเสียคือ ทำให้สิ้นเปลืองบุคลากรและประสิทธิภาพการทำงานต่ำ

55. สิ่งที่ ดร.ชุบ กาญจนประกร เสนอเพิ่มจากที่กูลิคเสนอไว้ในเรื่องหน้าที่ของผู้บริหาร ได้แก่
(1) การควบคุมงาน
(2) การประเมินผลงาน
(3) การวางแผนงาน
(4) การประสานงาน
(5) การกำหนดอำนาจหน้าที่
ตอบ 5 หน้า 60 – 62 ดร.ชุบ กาญจนประกร ได้เสนอหน้าที่ของผู้บริหารเพิ่มเติมจากแนวคิด POSDCORB ของ Luther Gulick เป็น PA-POSDCORB โดย PA ที่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่ P = Policy (การกำหนดนโยบาย) และ A = Authority (การกำหนดอำนาจหน้าที่)

56. ทุกข้อเป็นประโยชน์ของระบบคณะกรรมการ ยกเว้น
(1) เกิดความรวดเร็วในการตัดสินใจ
(2) แก้ปัญหาข้อขัดแย้ง
(3) ช่วยสร้างความร่วมมือ
(4) ช่วยปกป้องความรับผิดชอบของบุคคลเพียงคนเดียว
(5) ทำให้เกิดการประสานงานที่ดี
ตอบ 1 หน้า 63 ประโยชน์ของระบบคณะกรรมการ (Committees) ได้แก่
1. ช่วยแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ
2. ช่วยสร้างความร่วมมือ หรือเพิ่มการมีส่วนร่วม
3. ทำให้เกิดการประสานงานที่ดี
4. ช่วยปกป้องความรับผิดชอบของบุคคลเพียงคนเดียว

57. “สภาพแวดล้อมขององค์การที่เปรียบได้กับสภาพแวดล้อมของกลุ่มวัยรุ่น……” เรียกว่า
(1) Turbulent Field
(2) Placid Clustered Environment
(3) Placid Randomized Environment
(4) Disturbed-Reactive Environment
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 18, (คำบรรยาย) Emery และ Trist ได้แบ่งระดับของความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. Placid Randomized Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่สงบราบเรียบ การติดต่อกับสังคมภายนอกเป็นไปโดยบังเอิญ ทำให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นน้อยมาก เช่น สภาพแวดล้อมของชาวเขาโบราณ ชาวเขาเร่ร่อน ทารกในครรภ์ เป็นต้น
2. Placid Clustered Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่ราบเรียบแต่เริ่มมีการติดต่อกับสังคมภายนอกมากขึ้น เช่น สภาพแวดล้อมของเด็กวัยประถมศึกษา เป็นต้น
3. Disturbed-Reactive Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ยุ่งยาก ผลของการติดต่อเป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพขึ้นได้ เช่น สภาพแวดล้อมของกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น
4. Turbulent Field เป็นสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น สภาพของระบบสังคมและเศรษฐกิจของไทย เป็นต้น

58. “…….ระบบของสังคมที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนทั้งในระหว่างประชาชนต่อประชาชนด้วยกันเองและระหว่างรัฐกับประชาชน” จัดเป็นสภาพแวดล้อมประเภทใดตามทัศนะ Barton และ Chappell
(1) Political Environment
(2) Primary Environment
(3) Inner Environment
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 14 – 17 กระบวนการยุติธรรม (Judiciary) เป็นระบบของสังคมที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนทั้งในระหว่างประชาชนต่อประชาชนด้วยกันเอง และระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งจัดเป็นสภาพแวดล้อมทางการเมือง (Political/Primary/Inner Environment) ประเภทหนึ่งตามทัศนะของ Barton และ Chappell (ดูคำอธิบายข้อ 40. ประกอบ)

59. ในการทดลองของ Mayo กลุ่มทดลองได้รับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับสภาพแวดล้อมที่คงที่ ผลการตรวจสอบผลงานของกลุ่มทั้งสองเป็นดังนี้
(1) ผลงานลดลงทั้งสองกลุ่ม
(2) ผลงานเพิ่มขึ้นทั้งสองกลุ่ม
(3) กลุ่มทดลองมีผลงานเพิ่มขึ้นมากกว่า
(4) กลุ่มควบคุมมีผลงานเพิ่มขึ้นมากกว่า
(5) ผลงานของทั้งสองกลุ่มเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีทิศทาง
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 36. ประกอบ

60. ทฤษฎีองค์การในช่วง 1960 – 1975 เป็นยุคของทฤษฎีองค์การกลุ่มใด
(1) Situational Approach
(2) Contingency Theory
(3) The Action Approach
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 113 – 114, (คำบรรยาย) Stephen P. Robbins ได้เสนอพัฒนาการของทฤษฎีองค์การไว้ 4 ช่วงเวลา ดังนี้
1900 – 1930: Classical Organization Theory หรือ Classical Theory of Organization ได้แก่ Scientific Management, Bureaucratic Model และ Administrative Theorists
1930 – 1960: Behavioral Science หรือ Humanism หรือ Industrial Humanism หรือ Human Relations Approach หรือ Neo-Classical Organization Theory หรือ Neo-Classical Theory of Management
1960 – 1975: A Systems Approach และ Contingency Theory หรือ Situational Approach
1975 – ปัจจุบัน: The Action Theory หรือ The Action Approach

61. ปัจจัยใดต่อไปนี้ที่ Herbert Kaufman เห็นว่าเป็น Pure Internal Management
(1) การตัดสินใจ
(2) การหาข่าวสาร
(3) การจูงใจ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 5 หน้า 14, (คำบรรยาย) Herbert Kaufman เห็นว่า ผู้บริหารจะใช้เวลาของตนให้กับภารกิจ 2 ลักษณะ คือ
1. Pure Internal Management เป็นภารกิจที่ผู้บริหารใช้เวลาน้อยเพียงร้อยละ 10 – 20 ของเวลาทั้งหมด ได้แก่ ภารกิจด้านการวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจ และภารกิจในด้านการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์การเกิดการดำเนินงานตามภาระหน้าที่
2. External Management เป็นภารกิจที่ผู้บริหารต้องใช้เวลามากถึงร้อยละ 85 – 90 ของเวลาทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภารกิจด้านการเป็นตัวแทนขององค์การในการติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 25 – 30 ของเวลาทั้งหมด และภารกิจด้านการรับและกรองข้อมูลข่าวสาร หรือการแสวงหาข้อมูลข่าวสารจากสังคมประมาณร้อยละ 50 – 60 ของเวลาทั้งหมด

62. จากหน้าที่ของนักบริหารที่ Henri Fayol เสนอไว้ 5 ประการเป็น POCCC C ทั้งสาม ได้แก่
(1) Commanding Controlling Correcting
(2) Controlling Correcting Coordinating
(3) Coordinating Concepting Correcting
(4) Commanding Coordinating Controlling
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 28 – 29, 55, (คำบรรยาย) Henri Fayol ได้เสนอกิจกรรมการบริหารหรือหน้าที่ของนักบริหารไว้ 5 ประการ ซึ่งเรียกว่า POCCC Model ประกอบด้วย

1. P = Planning (การวางแผน)
2. O = Organizing (การจัดรูปงาน)
3. C = Commanding (การสั่งการ)
4. C = Coordinating (การประสานงาน)
5. C = Controlling (การควบคุมบังคับบัญชา)

63. การจำแนกประเภทของระบบในทัศนะของ Kenneth Boulding ระดับที่เริ่มจัดเป็นระดับของระบบทางชีวภาพ ได้แก่ระดับใด
(1) ระดับที่ 1
(2) ระดับที่ 3
(3) ระดับที่ 5
(4) ระดับที่ 7
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 88 – 89 Kenneth Boulding จำแนกประเภทของระบบออกเป็น 9 ระดับ โดยระดับที่ 1 – 3 เป็นระบบทางกายภาพ ระดับที่ 4 – 6 เป็นระบบทางชีวภาพหรือระบบของพฤติกรรมศาสตร์ และระดับที่ 7 – 9 เป็นระบบทางสังคม

64. Warren Bennis เสนอให้เปลี่ยน “ตัวแบบระบบราชการ” เป็น
(1) ระบบบริหารที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น
(2) เน้นการใช้ความสัมพันธ์ในแนวนอน
(3) เน้นการกระจายอำนาจ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 72, (คำบรรยาย) Warren Bennis ได้เสนอให้เปลี่ยน “Ideal Bureaucracy” (ตัวแบบระบบราชการ) ของ Max Weber เป็น “Flexible Adhocracies” ซึ่งเป็นองค์การที่มีลักษณะดังนี้
1. มีการจัดโครงสร้างให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ หรือเป็นองค์การที่เน้นการทำงานแบบเฉพาะกิจ
2. เน้นการกระจายอำนาจและเป็นแบบประชาธิปไตย
3. มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น
4. เน้นการใช้ความรู้ (Knowledge) หรือระบบเชี่ยวชาญมากกว่าการใช้อำนาจหน้าที่ (Authority)
5. เน้นการใช้ความสัมพันธ์ในแนวนอนและไม่เป็นทางการ ฯลฯ

65. Management Science หมายถึง
(1) วิชาที่เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะของสังคม
(2) วิชาที่มุ่งค้นคว้าเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารงาน
(3) วิชาที่เน้นการทดลองประยุกต์ เพื่อคาดทำนายพฤติกรรมการทำงานในองค์การ
(4) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 83 – 84 การบริหารเชิงปริมาณ (Quantitative Science) แบ่งออกเป็น 2 สาขา คือ
1. วิทยาการบริหาร (Management Science : MS) เป็นวิชาที่มุ่งค้นคว้าและเผยแพร่วิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารงาน
2. การวิจัยดำเนินงาน (Operation Research : OR) เป็นวิชาที่เน้นการทดลองและประยุกต์เพื่อให้เราสามารถสังเกต เข้าใจ และคาดทำนายพฤติกรรมอันเนื่องมาจากการทำงานในองค์การ

66. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การในลักษณะของ “ระบบ”
(1) Maximized Efficiency
(2) Negative Entropy
(3) Flexible Boundaries
(4) Dynamic Equilibrium
(5) Growth Through Internal Elaboration
ตอบ 1 หน้า 98 – 106, (คำบรรยาย) ลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวทางของ “ระบบ (ระบบเปิด)” ได้แก่
1. การวางแผนและจัดการ (Contrived)
2. ความยืดหยุ่นของขอบเขต (Flexible Boundaries)
3. การอยู่รอด (Negative Entropy)
4. การรักษาเสถียรภาพของระบบให้มีความสมดุลแบบพลวัตหรือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา (Dynamic Equilibrium)
5. กลไกการให้ข้อมูลข่าวสาร (Feedback Mechanism)

6. กลไกในการปรับตัวและรักษาสถานภาพของระบบ (Adaptive and Maintenance Mechanism)
7. การเจริญเติบโตภายในองค์การ (Growth Through Internal Elaboration)
8. การแบ่งงานในลักษณะยืดหยุ่น ฯลฯ (ส่วนการมุ่งประสิทธิภาพสูงสุด (Maximized Efficiency) เป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวทางของ “ระบบปิด”)

67. “Piece Rate System” เป็นข้อเสนอในยุคสมัยใด
(1) คลาสสิก
(2) นีโอคลาสสิก
(3) แนวคิดเชิงระบบ
(4) การบริหารเชิงสถานการณ์
(5) ก่อนคลาสสิก
ตอบ 1 หน้า 38 – 42, (คำบรรยาย) Frederick W. Taylor เป็นนักทฤษฎีองค์การกลุ่มคลาสสิก ซึ่งมีแนวคิดและผลงานที่สำคัญดังนี้
1. เป็นผู้สร้างทฤษฎีการจัดการโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
2. ริเริ่มแนวคิดการบริหารที่คำนึงถึงผลิตภาพหรือประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการปฏิบัติงานขององค์การเป็นหลัก
3. เสนอให้ใช้ระบบค่าจ้างต่อชิ้น (Piece Rate System) ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจภายนอกที่จะทำให้มนุษย์ทำงานมากยิ่งขึ้น
4. เสนอให้มีผู้เชี่ยวชาญงานพิเศษ (Functional Foremen) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบงานและเร่งรัดประสิทธิภาพของงานในขั้นตอนต่างๆ

68. วิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์การ หมายถึงข้อใด
(1) สิ่งที่องค์การมุ่งหวังจะเป็นในอนาคต
(2) เป้าหมายระยะสั้นขององค์การ
(3) วิธีการปฏิบัติงานประจำ
(4) ความสามารถพิเศษขององค์การ
(5) การวิเคราะห์ความเสี่ยง
ตอบ 1 หน้า 220, (คำบรรยาย) วิสัยทัศน์ (Vision) คือ สิ่งที่องค์การต้องการจะเป็นหรือมุ่งหวังจะเป็นในอนาคต ตัวอย่างเช่น
– วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ เป็นสถาบันหลักที่มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
– วิสัยทัศน์ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนการสอนและบริการวิชาการสู่ความเป็นเลิศ

69. “การตัดสินใจล่วงหน้าในการกำหนดเป้าหมายและวิธีการในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” ข้อความดังกล่าวคือความหมายของอะไร
(1) Leading
(2) Operating
(3) Staffing
(4) Controlling
(5) Planning
ตอบ 5 (คำบรรยาย) การวางแผน (Planning) หมายถึง การตัดสินใจล่วงหน้าในการกำหนดเป้าหมายและวิธีการในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

70. ข้อใดกล่าวถึง “SWOT Analysis” ได้ถูกต้องที่สุด
(1) การกำหนดเป้าหมายรายปีขององค์การ
(2) การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย
(3) การสร้างวิสัยทัศน์องค์กร
(4) การตรวจสอบผลการดำเนินงานประจำเดือน
(5) การประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม
ตอบ 5 หน้า 220 SWOT Analysis เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์การเพื่อประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคามขององค์การ ดังนั้น SWOT Analysis จึงประกอบด้วย

1. การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์การ (Internal Factor) ได้แก่ S = Strengths คือ จุดแข็งขององค์การ และ W = Weaknesses คือ จุดอ่อนขององค์การ
2. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกองค์การ (External Factor) ได้แก่ O = Opportunities คือ โอกาสขององค์การ และ T = Threats คือ ภัยคุกคามขององค์การ

— ตั้งแต่ข้อ 71. – 78. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Strengths
(2) Weaknesses
(3) Opportunities
(4) Threats
(5) Problems

71. กรมการค้าต่างประเทศ “การเปิดเสรีการค้าทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 3 หน้า 220, (คำบรรยาย) การวิเคราะห์องค์การโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis นั้น จะประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์การ (Internal Factor) ได้แก่
– S = Strengths คือ จุดแข็ง ศักยภาพ หรือความสามารถขององค์การที่มีอยู่จริง เช่น การมีงบประมาณจำนวนมาก การมีระบบการผลิตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความสามัคคีในการปฏิบัติงาน การมีวัฒนธรรมที่ดีภายในองค์การ การมีการวางแผนในระดับหน่วยงานอย่างเป็นระบบ การมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน การมีสถานที่รองรับการจัดกิจกรรม เป็นต้น
– W = Weaknesses คือ จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ขององค์การ เช่น บุคลากรขาดทักษะความรู้ความสามารถ บุคลากรมีจำนวนน้อยไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่การงาน งบประมาณมีไม่เพียงพอ มีการจัดทำแผนแต่ขาดการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ขาดการสนับสนุนให้มีการทำงานเป็นทีม เป็นต้น
2. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกองค์การ (External Factor) ได้แก่
– O = Opportunities คือ โอกาสขององค์การ เช่น การเปิดเสรีการค้าทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก การสนับสนุนงบประมาณการอนุรักษ์ดินและน้ำจากองค์กรระหว่างประเทศ การที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านระบบรางและขนส่งมวลชน เป็นต้น
– T = Threats คือ ภัยคุกคามที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์การ เช่น การมีคู่แข่งจากสายการบินโลว์คอสต์ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการรถไฟลดลง ความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ยังอยู่ในวงแคบ เป็นต้น

72. กรมการค้าต่างประเทศ “บุคลากรขาดทักษะการเจรจาทางการค้าในเวทีระหว่างประเทศ” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

73. การรถไฟแห่งประเทศไทย “คู่แข่งจากสายการบินโลว์คอสต์ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการรถไฟลดลง” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

74. การประปานครหลวง “มีระบบผลิตและจ่ายน้ำที่ทันสมัยรองรับความต้องการของเขตเมืองได้ดี” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

75. กรมพัฒนาที่ดิน “การสนับสนุนงบประมาณการอนุรักษ์ดินและน้ำจากองค์กรระหว่างประเทศ” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

76. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) “มีประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญด้านระบบผลิตไฟฟ้า” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

77. การรถไฟแห่งประเทศไทย “รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านระบบรางและขนส่งมวลชน” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

78. องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) “ความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ยังอยู่ในวงแคบ” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

79. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการตัดสินใจในกระบวนการบริหาร
(1) การตัดสินใจเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรและเปลี่ยนแปลงทรัพยากรขององค์การ
(2) การตัดสินใจที่ดีไม่จำเป็นต้องพึ่งข้อมูลข่าวสารมากนัก หากผู้นำมีประสบการณ์สูง
(3) องค์การจะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาและตลอดไป
(4) การตัดสินใจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในทุกขั้นตอนของการบริหาร
(5) การตัดสินใจที่ดีควรมีทางเลือกหลายทางและข้อมูลอ้างอิงที่เพียงพอ
ตอบ 2 หน้า 227 – 228 การตัดสินใจในกระบวนการบริหาร มีลักษณะดังนี้
1. การตัดสินใจเป็นเครื่องมือสำคัญของนักบริหารในการจัดสรรและเปลี่ยนแปลงทรัพยากรให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์การ
2. การตัดสินใจเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลอยู่ในทุกขั้นตอนของการบริหาร
3. การตัดสินใจที่ดีและมีประสิทธิภาพจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและข่าวสารที่เพียงพอ เพื่อที่จะให้ผู้ตัดสินใจได้มีทางเลือกและมีข้ออ้างอิงที่สมบูรณ์
4. องค์การจะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาและตลอดไป ฯลฯ

80. การตัดสินใจของบุคคลในข้อใดมีลักษณะเป็นการตัดสินใจแบบ Unconscious Decisions มากที่สุด
(1) นายต่อเป็นผู้บริหาร KFC
(2) นายต้อมเป็นนายกเทศมนตรี
(3) นายตั้วเป็นปลัดกระทรวง
(4) นายแต้มเป็นรัฐมนตรี
(5) นายโต้งเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน
ตอบ 5 หน้า 232, (คำบรรยาย) การตัดสินใจแบบไร้สำนึกหรือไม่ต้องใช้ความคิดตรึกตรอง (Unconscious Decisions) เป็นการตัดสินใจที่เกิดจากการวางแผนในการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว (Programmed Decisions) ทั้งนี้เพื่อที่จะช่วยประหยัดเวลาไม่ให้ต้องมีการตัดสินใจในลักษณะที่ซ้ำกันอยู่เรื่อย ๆ เช่น การสร้างกฎ ระเบียบ และกระบวนการในการปฏิบัติงาน การสร้างระบบอัตโนมัติ การตัดสินใจในลักษณะนี้ใช้มากในระดับของการปฏิบัติงาน เช่น การตัดสินใจของข้าราชการฝ่ายพลเรือน เป็นต้น

81. นักวิชาการท่านใดเห็นว่า “การตัดสินใจมีความหมายเช่นเดียวกับการบริหาร”
(1) Frederick Taylor
(2) Max Weber
(3) Woodrow Wilson
(4) Elton Mayo
(5) Herbert Simon
ตอบ 5 หน้า 231 Herbert Simon กล่าวว่า “การตัดสินใจมีความหมายเช่นเดียวกับการบริหาร ถ้าพฤติกรรมทั้งหลายในองค์การเป็นผลเนื่องมาจากการตัดสินใจ และถ้าการบริหารเป็นพฤติกรรมองค์การแบบหนึ่ง เราก็อาจกล่าวได้ว่าการบริหารเป็นการตัดสินใจนั่นเอง”

82. ข้อใดมีลักษณะการตัดสินใจในลักษณะ Non–Programmable
(1) ระบบกึ่งอัตโนมัติ
(2) กฎ ระเบียบขององค์การ
(3) การปฏิบัติตามแผน
(4) คู่มือการปฏิบัติงานของบุคลากร
(5) การตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย
ตอบ 5 หน้า 229, 236 การตัดสินใจในระดับการกำหนดนโยบายและเป้าหมายขององค์การ หรือระดับของการกำหนดกลยุทธ์ (Strategic Level) จะมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดลักษณะของขอบเขตขององค์การกับสภาพแวดล้อมว่าจยอมให้มีความสัมพันธ์ในระดับใด มีการรับเอาอิทธิพลและทรัพยากรจากสภาพแวดล้อมเข้ามาในองค์การมากน้อยเพียงใด จะเลือกรับเอาสิ่งใด และต้องการให้องค์การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมในลักษณะใด การตัดสินใจระดับนี้มักเป็นการตัดสินใจในระยะยาวและมีลักษณะที่ไม่แน่นอน จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างมาก ดังนั้นการตัดสินใจจึงไม่สามารถจัดทำไว้ล่วงหน้าได้ (Non–Programmable) ต้องใช้วิจารณญาณและความคิดเห็นของผู้ทำการตัดสินใจ (Judgmental)

83. ข้อใดเป็นเทคนิคที่ใช้ในการตัดสินใจ (Decision Making Techniques) ในระดับกำหนดนโยบาย
(1) Judgmental
(2) Computational
(3) Elite
(4) Validity
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 82. ประกอบ

84. “พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับตัวกระตุ้น ซึ่งได้แก่ xxx โดยผ่านกระบวนการรับรู้ภายใต้จินตนาการหรือมโนภาพของมนุษย์ก่อนที่จะถูกส่งกลับเกิดเป็นพฤติกรรมเฉพาะขึ้นมา” จากข้อความดังกล่าว “xxx” หมายถึงสิ่งใด
(1) MIS
(2) Technology
(3) IT
(4) Data
(5) Information
ตอบ 5 หน้า 233 นักทฤษฎีการรับรู้ (Cognitive Theorists) อธิบายว่า พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับตัวกระตุ้น ซึ่งได้แก่ ข่าวสารข้อมูล (Information) โดยผ่านกระบวนการรับรู้ภายใต้จินตนาการหรือมโนภาพของมนุษย์ก่อนที่จะถูกส่งกลับเกิดเป็นพฤติกรรมเฉพาะขึ้นมา

85. ข้อใดตรงกับคำว่า “การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง”
(1) Learning
(2) Erudition
(3) Study
(4) Analysis
(5) Synthesis
ตอบ 2 หน้า 243 การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Erudition) ถือเป็นการเรียนรู้โดยการประมวลความรู้ทั้งหลายจากประชาคมที่อาศัยอยู่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นผลให้ผู้ตดสินใจเกิด “ปัญญา” (Wisdom)

86. ความเจ็บป่วยทางจิตที่เกิดจากการที่ปัจเจกบุคคลรับข่าวสารจากสภาพแวดล้อมมากเกินไปนั้นเป็นปัญหาในตัวเลือกใด
(1) Information Overload
(2) Information Accuracy
(3) Information Privacy
(4) Information Property
(5) Information Accessibility
ตอบ 1 หน้า 244, (คำบรรยาย) นักจิตวิทยาบางคนเสนอว่า ความเจ็บป่วยทางจิตเป็นผลมาจากการที่ปัจเจกบุคคลรับข้อมูลข่าวสารจากสภาพแวดล้อมมากเกินไป หรือเรียกว่า Information Overload ดังนั้นถ้าบุคคลสามารถสร้างความสมดุลระหว่างตนเองกับสภาพแวดล้อมขึ้นได้ บุคคลนั้น ๆ จะมีสุขภาพดี สามารถที่จะเข้ากันได้กับเงื่อนไขภายนอกและมีบทบาทที่เป็นปกติในสังคม

87. ข้อใดไม่ใช่รค์ประกอบที่สำคัญในการควบคุมองค์การ
(1) การกำหนดเป้าหมาย
(2) การกำหนดวิธีการวัดมาตรฐานการดำเนินงาน
(3) การลงโทษผู้ปฏิบัติไม่ได้ตามเป้าหมาย
(4) การเปรียบเทียบผลงานกับมาตรฐานที่ตั้งไว้
(5) การปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
ตอบ 3 หน้า 262 การควบคุมองค์การจะต้องมีองค์ประกอบในการควบคุมที่สำคัญ 4 ขั้นตอน คือ
1. การกำหนดเป้าหมาย รายละเอียด และมาตรฐานของการดำเนินงาน
2. การกำหนดวิธีการวัดมาตรฐานในการดำเนินงาน รวมทั้งวิธีการที่จะวัดความสำเร็จของงาน
3. การพิจารณาเปรียบเทียบผลงานกับมาตรฐานที่ได้ตั้งเอาไว้
4. การดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

— ตั้งแต่ข้อ 88. – 93. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Abraham Maslow
(2) Frederick Herzberg
(3) Clayton Alderfer
(4) David C. McClelland
(5) J. Stacy Adams

88. เป็นทฤษฎีการจูงใจที่จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories)
ตอบ 5 หน้า 272, (คำบรรยาย) ทฤษฎีการจูงใจ (Theory of Motivation) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มทฤษฎีของกระบวนการ (Process Theory) จะพยายามอธิบายว่าพฤติกรรมของมนุษย์จะถูกกระตุ้นได้อย่างไร จะถูกชี้นำไปยังทิศทางใด และจะทำให้หยุดลงได้อย่างไร ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ Expectancy Theory ของ Victor H. Vroom, Equity Theory ของ J. Stacy Adams เป็นต้น
2. กลุ่มทฤษฎีว่าด้วยเนื้อหา (Content Theory) จะเน้นถึงความต้องการภายใน โดยจะศึกษาว่า “อะไร” เป็นตัวทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นในลักษณะนั้น ๆ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ Hierarchy of Needs Theory ของ Abraham Maslow, ERG Theory ของ Clayton Alderfer, Motivation-Hygiene Theory ของ Frederick Herzberg เป็นต้น

89. เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าความต้องการของมนุษย์มี 5 ขั้น
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 47. และ 88. ประกอบ

90. เป็นเจ้าของทฤษฎี ERG
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 88. ประกอบ

91. เป็นผู้กล่าวถึงปัจจัยจูงใจ (Motivator Factors) และปัจจัยสุขวิทยา (Hygiene Factors)
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 49. ประกอบ

92. เป็นทฤษฎีการจูงใจที่อธิบายแรงจูงใจในการทำงานของมนุษย์ที่เกิดจากการเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ทฤษฎีความเสมอภาค (Equity Theory) ของ J. Stacy Adams เป็นทฤษฎีการจูงใจที่อธิบายแรงจูงใจในการทำงานของมนุษย์ที่เกิดจากการเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น กล่าวคือตามแนวคิดของทฤษฎีความเสมอภาคนั้น บุคคลมักจะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในการทำงานว่ามีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหรือไม่ โดยพิจารณาจากปัจจัยป้อนเข้า (Input) อันได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความพยายาม ประสบการณ์ เป็นต้น กับผลลัพธ์ (Outcomes) ที่ได้รับ อันได้แก่ ค่าจ้างค่าตอบแทน การยกย่องชมเชย การเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น หากเปรียบเทียบแล้วบุคคลรู้สึกถึงความไม่เสมอภาค/ไม่เป็นธรรมในเชิงบวก ก็จะปรับพฤติกรรม เช่น เพิ่มความพยายามในการทำงาน ไปพบเจ้านายเพื่อขอลด Outcomes เป็นต้น แต่หากบุคคลรู้สึกถึงความไม่เสมอภาค/ไม่เป็นธรรมในเชิงลบ ก็จะปรับพฤติกรรม เช่น ลดความพยายามในการทำงาน ไปพบเจ้านายเพื่อขอเพิ่ม Outcomes คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมของตน หยุดงานบ่อยขึ้น ลาออกจากงาน เป็นต้น

93. ทฤษฎีการจูงใจของ Victor H. Vroom จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 88. ประกอบ

94. หากอธิบายแรงจูงใจในการทำงานผ่านทฤษฎีของ Victor H. Vroom นั้นข้อใดคือ ไอ (I)
(1) ความเป็นเครื่องมือ
(2) ความเชื่อว่าความพยายามจะนำสู่ผลงาน
(3) คุณค่าของรางวัล
(4) ประสบการณ์
(5) สัญชาตญาณ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) “Motivation = E x I x V” เป็นคำอธิบายของทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีการจูงใจของ Victor H. Vroom โดย
– E (Expectation) = ความคาดหวัง คือ การเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ผลงาน
– I (Instrumentality) = ความเป็นเครื่องมือ คือ การเชื่อว่าผลงานจะนำไปสู่การได้รับรางวัล
– V (Valance) = คุณค่าของรางวัล คือ รางวัลนั้นมีคุณค่ากับเรา

— ตั้งแต่ข้อ 95. – 100. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม —
(1) Contingency Theories
(2) Behavioral Theories
(3) Trait Theories
(4) Transformational Leader
(5) Reinforcement Theories

95. การศึกษาค้นคว้าที่มหาวิทยาลัยไอโอวา นำโดย Ronald Lippitt & Ralph White นั้นจัดอยู่ในกลุ่มใด
ตอบ 2 หน้า 287, 289 การศึกษาค้นคว้าเรื่องภาวะผู้นำที่มหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa Studies) โดย Ronald Lippitt และ Ralph White ที่ใช้วิธีการแบบ Experimental Approach และควบคุมโดย Kert Lewin ในปี ค.ศ. 1940 เป็นการศึกษาของกลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมของผู้นำ (Leadership Behavior) หรือทฤษฎีเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theories) ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่าผู้นำมี 3 แบบ คือ ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leadership) และผู้นำแบบปล่อยเสรี (Laissez-Faire Leadership)

96. แนวคิดที่พิจารณาว่าไม่มีแบบของผู้นำแบบใดที่ดีที่สุด การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลต้องพิจารณาความสอดคล้องกับสถานการณ์
ตอบ 1 หน้า 294, (คำบรรยาย) ทฤษฎีทางด้านสถานการณ์ (Contingency Theories หรือ Situational Theories) คือ ทฤษฎีที่ศึกษาภาวะผู้นำโดยมองความสำคัญของสถานการณ์เป็นหลัก ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ไม่มีแบบของผู้นำแบบใดที่ดีที่สุด การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลต้องพิจารณาความสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งนักทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ R.M. Stogdill, B.M. Bass, A.C. Pilley, R.J. House, Fred E. Fiedler และ Hersey & Blanchard

97. นายพล อธิบายว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ มีความเฉลียวฉลาด มีความรู้ในงาน และมีทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คำอธิบายของนายพลสอดคล้องกับกลุ่มแนวคิดในตัวเลือกใด
ตอบ 3 หน้า 287 – 288, (คำบรรยาย) คำอธิบายของนายพลสอดคล้องกับแนวคิดของทฤษฎีเชิงคุณลักษณะ (Trait Theories) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้นำ โดยการศึกษาจะกระทำโดยการแยกประเภทของผู้นำเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จกับผู้นำที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้วจึงรวบรวมคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของผู้นำทั้งสองประเภทว่ามีลักษณะใดบ้างที่เป็นปัจจัยให้ผู้นำเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ โดยนักทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ T. Carlyle, R.M. Stogdill, Edwin Ghiselli และ Keith Davis

98. ตัวเลือกใดไม่ใช่ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
ตอบ 5 หน้า 287, (คำบรรยาย) ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ มีดังนี้
1. ทฤษฎีเชิงคุณลักษณะ (Trait Theories)
2. ทฤษฎีเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theories)
3. ทฤษฎีทางด้านสถานการณ์ (Contingency Theories หรือ Situational Theories)
4. ทฤษฎีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader)

99. ทฤษฎีภาวะผู้นำของ Hersey & Blanchard จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 96. ประกอบ

100. นางสาวกุ๊กไก่เข้าชั้นเรียนสาย ได้ยินอาจารย์บอกว่า “ผู้นำมี 3 แบบ คือ ผู้นำแบบประชาธิปไตย ผู้นำแบบเผด็จการ และผู้นำแบบปล่อยเสรี” อาจารย์กำลังบรรยายถึงทฤษฎีในกลุ่มใด
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 95. ประกอบ

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. ตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation Model) ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร นำเสนอไว้มีตัวแบบอะไรบ้างนำไปอธิบายระบบราชการไทยในขณะนี้ได้ (หยิบยกเพียงตัวแบบเดียว) จงวิเคราะห์ และยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ได้เสนอตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติไว้ 6 ตัวแบบ ดังนี้
1. ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model)
2. ตัวแบบทางด้านการจัดการ (Management Model)
3. ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model)
4. ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)
5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model)
6. ตัวแบบทั่วไป (General Model)

สำหรับตัวแบบที่จะหยิบยกมานำเสนอจำนวน 1 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบทางด้านการจัดการ (Management Model)

1. ตัวแบบทางด้านการจัดการ (Management Model) โดยเน้นขีดสมรรถนะภายในของหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งในด้านต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร เช่น โครงสร้างองค์การ บุคลากร งบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม มักพบว่าหน่วยงานที่มีขีดสมรรถนะภายในตอนข้างต่ำ จะส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จ ได้แก่ โครงสร้างองค์การ บุคลากร งบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะเข้าลักษณะสอดคล้องกับปัจจัยในการบริหารงาน

ปัจจัยในการบริหารงานมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1) คนหรืองบุคคล (Man) เป็นปัจจัยที่สำคัญของกรบริหารงาน หน่วยงานหรือองค์การต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องมีคนที่ปฏิบัติงาน ผลงานที่ดีจะออกมาได้ต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อองค์การหรือหน่วยงานนั้น ๆ
2) เงิน (Money) หน่วยงานจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณเพื่อการบริหารงาน หากขาดเงิน ขาดงบประมาณ การบริหารงานของหน่วยงานก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมาย
3) วัสดุอุปกรณ์ (Material) การบริหารงานจำเป็นต้องมีวัสดุอุปกรณ์ หรือทรัพยากรในการบริหาร หากหน่วยงานขาดวัสดุ อุปกรณ์ หรือทรัพยากรในการบริหารแล้วก็ย่อมจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน
4) การจัดการ (Management) การบริหารจำเป็นต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ มีการจัดการที่ดี แบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ การควบคุม ตรวจสอบรายงานเป็นไปอย่างมีระบบ มีขั้นตอนและมีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติงานที่แน่ชัด

ข้อ 2. วัฒนธรรมสังคมไทยส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย (Bureaucratic Culture) อย่างไรบ้าง และข้าราชการไทยในปัจจุบันจะนำบทเรียนใดไปสร้างระบบราชการดิจิทัลที่สอดคล้องกับระบบราชการ 4.0 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมของระบบราชการไทย (Bureaucratic Culture) นั้นได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อม ๆ กับการปกครองของไทยในอดีต ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และเป็นไปอย่างช้า ๆ นับตั้งแต่การปกครองแบบพ่อปกครองลูกในยุคสุโขทัยเปลี่ยนมาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยอำนาจการปกครองเป็นของพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาดสิทธิ์ในการปกครองนี้ไทยได้รับอิทธิพลมาจากขอมและอินเดีย ในระบอบการปกครองดังกล่าวประชาชนจะมีสภาพที่ต่ำต้อยมากมีเพียงสิทธิอยู่กับการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่การใช้อำนาจนั้นก็จะมีหลักคำสอนของศาสนามากำกับอยู่ เช่น หลักทศพิธราชธรรมหรือธรรมในการปกครอง ซึ่งไทยได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ เมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 พบว่าในช่วงต้นนั้นวัฒนธรรมของข้าราชการก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก เพียงแต่เคลื่อนย้ายจากอำนาจพระมหากษัตริย์มาสู่คณะปกครองที่เป็นขุนนางหรือข้าราชการชั้นสูงนั่นเอง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เรื่องอำนาจเป็นของปวงชนจึงเป็นเพียงข้อความที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนแบบแผนการปฏิบัติค่อย ๆ เกิดขึ้นในภายหลังที่จะเลิกล้มทีละน้อยจนเป็นปึกแผ่นมากขึ้น ภายหลังเมื่อคนไทยได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตกและมีการถ่ายทอดในสถาบันการศึกษาชั้นสูง ก่อนที่จะแพร่กระจายมาในหมู่ประชาชนทั่วไป

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยซึ่งถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมของสังคมและการปกครอง เป็นผลให้ค่า นิยมองค์การเปิดรับต่อวัฒนธรรมอื่นและยอมรับอำนาจของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า จัดได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของข้าราชการ ซึ่งแสดงออกในด้านทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการกระทำต่าง ๆ ในการทำงาน นอกจากค่านิยมหลักดังกล่าวยังมีสังคมไทยยังมีนิสัยอีกหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย เช่น ค่านิยมความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) ค่านิยมรักสนุก ชอบอิสระ ชอบสบาย มีความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

อุปสรรคที่มีต่อการพัฒนวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย
1. ปัญหาโครงสร้าง ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างซับซ้อน ทั้งในด้านภารกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ทำให้ไม่คล่องตัว ไม่สามารถตอบสนองและรองรับกับความสลับซับซ้อนของการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการซ้ำซ้อนกันของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้การบริหารราชการแผ่นดินยังขาดการบูรณาการอำนาจซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างของระบบราชการไทยแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง และกรม เป็นศูนย์สั่งการบนสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ระบบนี้กลายเป็นปัญหาและไม่เหมาะสม

2. ปัญหาการบริหารงาน ทั้งนี้เนื่องจากการบริหารราชการของระบบราชการไม่มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ โดยมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งบางครั้งระบบราชการไทยมักจะละเลยการปฏิบัติงาน การตรวจสอบการปฏิบัติงาน และการติดตามประเมินผล รวมไปถึงการวัดความสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลการดำเนินงานในแต่ละด้านไว้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

3. ปัญหาการบริหารงานบุคคล ซึ่งพบว่า ระบบบริหารงานบุคคลไม่มีความเท่าเทียมกัน ทำให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในการรับราชการแตกต่างกัน ระบบค่าตอบแทนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังขาดวิธีการที่เหมาะสมในการผลักดันให้ข้าราชการมีขีดความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับปัญหบุคลากรนั่นคือ ข้าราชการยังขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน หรือเรียกว่าขาดความเป็นมืออาชีพ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ขาดความรับผิดชอบ มีทัศนคติและค่านิยมแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบราชการยังยึดติดกับการทำงานโดยใช้วิธีการแบบดั้งเดิม ยึดหลัก ขีดตนเองเป็นศูนย์กลาง และใช้ระบบอุปถัมภ์ในการทำงาน ทำให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นส่วนร่วมในการเสนอนะและสำคัญ

4. ปัญหางบประมาณและปัญหาทุจริตคอรัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบราชการไทย เนื่องจากลักษณะการทำงานของระบบราชการเป็นแบบเบญจมาศ และข้าราชการมีพฤติกรรมการทำงานเช้าชามเย็นชามเพื่อรอคอย ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดอภิสิทธิ์ชน และเป็นช่องทางให้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หมดผลต่อระบบราชการและข้าราชการ

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0
ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0 เป็นระบบราชการในบริบทไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศไทยที่ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงจำเป็นต้อง…

โมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน หรือที่เรา รู้จักกันว่า ไทยแลนด์ 4.0 หรือ ประเทศไทย 4.0 ดังนั้นระบบราชการจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับและส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการและราชการจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สามารถปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับทิศทาง การบริหารของประเทศ

ความท้าทายใหม่ในการจัดระบบราชการ 4.0

1. จะทำอย่างไรให้การบริการภาครัฐสามารถตอบโจทย์ได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องการยกระดับการบริการให้มีมาตรฐานเท่านั้น

2. จะทำอย่างไรให้หน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานแบบบูรณาการร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบริการที่ลื่นไหล (Seamless) ซึ่งต่างจากเดิมที่มุ่งเน้นพัฒนาแต่ละหน่วยงานสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน

3. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐขับเคลื่อนประเทศได้ด้วยการยึดโยงประเด็น (Agenda-Based) โดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งต่างจากเดิมที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

4. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐขับเคลื่อน IT เพื่อพลิกโฉมทุกภาคส่วนของภาครัฐอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Transformation) ซึ่งต่างจากเดิมที่ IT มีบทบาทเพียงแค่สนับสนุนการพัฒนาเป็นครั้งคราว

5. จะทำอย่างไรให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภาครัฐให้มีความรู้ สมดุลระหว่างความมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส ซึ่งต่างจากเดิมที่ภาครัฐต้องการเพียงแค่การสร้างกลไกการปฏิบัติงานให้มีความรัดกุมเพื่อป้องกันช่องโหว่ของการทุจริต

ภาครัฐหรือระบบราชการนั้นจะต้องทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก ให้สามารถเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้าน คือ

1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ต้องมีความเปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน โดยบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ หรือมีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และสามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ ตลอดจนเปิดกว้างให้ภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายภารกิจที่ภาครัฐไม่ควรดำเนินการเองออกไปให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ

2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ ต้องทำงานในเชิงรุกและมองไปข้างหน้า โดยตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร จะแก้ไขปัญหาความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชนโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อราชการ หรือร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกและมีการเชื่อมโยงกันของทางราชการเพื่อให้การบริการต่าง ๆ สามารถเสร็จสิ้นในจุดเดียว

3. มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย กล่าวคือ ต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในรูปแบบของสหวิทยาเข้ามาใช้ในการตอบโจทย์ให้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา ตลอดจนเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และปรับตัวเข้าสู่สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบไปสู่ระบบราชการ 4.0 ต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. การผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับการทำงานให้สูงขึ้นไปกว่าการประสานงาน (Coordination) หรือการทำงานร่วมกัน (Cooperation) ไปสู่การร่วมมือกัน (Collaboration) อย่างแท้จริง โดยจัดระบบการวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการร่วมกัน มีการระดมและนำทรัพยากรมาแบ่งปันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการยอมรับความเสี่ยงและรับผิดชอบต่อผลสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อพัฒนาประเทศหรือแก้ปัญหาของประเทศที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

2. การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือ Solutions ใหม่ ๆ อันจะเกิด Big Impact เพื่อปรับปรุงและออกแบบการบริการสาธารณะและนโยบายสาธารณะให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศหรือตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ อันแรงขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงโดยออกแบบห้องปฏิบัติการ (Gov Lab-Public Sector Innovation Lab) และใช้กระบวนการความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

3. การปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของการจัดเก็บและประมวลข้อมูลผ่าน Cloud Computing อุปกรณ์ประเภท Smart Phone และ Collaboration Tool ทำให้สามารถติดต่อกันได้อย่าง Real Time ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้

ข้อ 3. จงอธิบายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาร และในกรณีประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหารมีลักษณะอย่างไร

แนวคำตอบ

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาร

1. ฝ่ายการเมืองแทรกแซงฝ่ายบริหาร โดยปกติแล้วฝ่ายการเมืองจะเป็นผู้กำหนดนโยบายโดยผ่านกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพล และพรรคการเมือง ซึ่งองค์กรทางการเมืองเหล่านี้จะรวบรวมผลประโยชน์ผ่านไปให้รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจและนำนโยบายไปปฏิบัติให้รัฐสภาเพื่อบัญญัติเป็นกฎหมาย แต่ทว่าฝ่ายบริหารซึ่งเป็นข้าราชการประจำและกฎหมายเหล่านั้นนำไปปรับใช้ แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นว่าฝ่ายการเมืองมักจะเข้าแทรกแซง แต่งตั้งหรือโยกย้ายฝ่ายปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามมติของผู้ปฏิบัติเสียเอง หรือไม่ก็ร่วมมือปฏิบัติกับฝ่ายบริหาร ทั้งนี้เพราะฝ่ายการเมืองอาจจะพยายามปกป้องผลประโยชน์ในทางราชการซึ่งตนมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย หรือเป็นเพราะไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือเต็มที่จากฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมืองอาจจะใช้เทคนิคกลั่นแกล้งทางการเมือง หรืออาจทำให้ไม่เห็นด้วยหรือขัดขวางนโยบายของฝ่ายการเมืองอาจจะปฏิบัติงานไม่เต็มความสามารถและล่าช้า อันทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจในผลงานของนโยบาย

แม้ว่าการกำหนดนโยบายไปปฏิบัติจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารซึ่งมักเกิดความล้มเหลวก็กล่าวหาว่าประชาชนจะมีส่วนมุ่งตำหนิข้าราชการประจำ ทั้งนี้เนื่องจากระบบประชาธิปไตยนั้นประชาชนมักจะตำหนิหรือเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในการเมืองหรือรัฐบาลที่ตนเลือกเข้ามาบริหารประเทศนั่นเอง

ต่อฝ่ายการเมืองอันเป็นไปด้วยความสะดวกสบายของฝ่ายการเมือง ระบบการเมืองโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนานั้น มักจะขาดสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงและมีความสามารถ ดังนั้นการถ่วงดุลหรือการควบคุมอำนาจของระบบราชการจึงมีน้อย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการประจำ ทั้งทหารและพลเรือนเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้ง่าย ซึ่งเป็นลักษณะการผูกขาดของอำนาจ แต่หากพิจารณากันอย่างแท้จริงแล้วนั้นเป็นหน้าที่ของระบบราชการที่จะต้องเข้ามาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของชาติ ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองขาดองค์กรทางการเมืองพื้นฐานอื่น ๆ เช่น สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารมักจะเห็นว่าฝ่ายการเมืองนั้นไม่มีความถนัดชัดเจนในการสร้างนโยบาย เนื่องจากคอยแก่งแย่งตำแหน่งทางการเมือง แม้ว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวและไม่มีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการ การไม่มีความสามารถเฉพาะด้านดังกล่าวทำให้ข้าราชการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงที่สุดคือ การให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไปจนถึงระดับมากที่สุดคือ การเข้าครอบงำฝ่ายการเมืองโดยการเสนอนโยบายหรือนำนโยบายไปเอง และกรณีนี้จะมีครบทุกรูปแบบ ยิ่งขึ้นถ้าหากข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในขณะเดียวกัน นอกจากนั้นความไม่ไว้วางใจฝ่ายการเมืองเนื่องจากเกรงว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าแทรกแซงในงานประจำของตนอันทำให้ผลประโยชน์และสถานภาพของตนถูกกระทบกระเทือน ซึ่งการเข้าใจผิดหรือการไม่ยอมรับปฏิบัติตามหลักความเป็นกลางทางการเมืองก็เป็นเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงฝ่ายการเมืองเช่นกัน

3. ความแตกต่างด้านข้อจำกัดพฤติกรรม กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองหรือนักการเมืองนั้นจะต้องทำตัวให้สอดคล้องกับอุดมการณ์และความต้องการของผู้เลือกตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่ พฤติกรรมของฝ่ายการเมืองจึงผันแปรไปตามมติมหาชนและชื่อเสียงเรียกร้องของผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของนักการเมือง แต่สำหรับฝ่ายบริหารหรือข้าราชการนั้นจะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ และไม่มีความจำเป็นโดยตรงที่จะเอาใจหัวคะแนนหรือประชาชนกลุ่มใดโดยเฉพาะ

4. ความแตกต่างทางด้านระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองหรือนักการเมืองจะมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อมีการยุบสภาหรือหมดวาระ มีการปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีกรณีต้องปรับปรุงหรือพ้นจากตำแหน่งเพราะมีกรณีมลทินทางการเมือง เช่น การปรับคณะรัฐมนตรี แต่สำหรับฝ่ายบริหารหรือข้าราชการนั้นถ้าไม่มีความผิดปกติ ข้าราชการไปตามปกติคืออยู่ในระบบราชการไปจนปลดเกษียณอายุราชการ ซึ่งหมายความว่าข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องมากกว่านักการเมือง

5. ความแตกต่างทางการเมือง กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองหรือนักการเมืองต้องเป็นผู้ที่สังกัดพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือมีแนวนโยบายที่แสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นต้องการสนับสนุนผลประโยชน์ของกลุ่มชนกลุ่มใด มีอุดมการณ์ในทางที่จะกำหนดทิศทางของการเมืองอย่างไร ส่วนฝ่ายบริหารหรือข้าราชการนั้นแม้ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองใดโดยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะต้องวางตัวเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดโดยความเป็นจริงแล้ว ในทางปฏิบัติมีข้าราชการจำนวนหนึ่งที่ยังนิยมยึดถือค่านิยมทางการเมืองโดยการกระทำทางการเมืองอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลในเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น การให้ความช่วยเหลือเหลือในการโยกย้ายตำแหน่ง การสนับสนุนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ส่วนข้าราชการอย่างให้ความช่วยเหลือเหลือในการให้ข้อมูลข่าวสารหรือในการเลื่อนเงินเดือน เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาร

1. ความสัมพันธ์ในระบบรัฐสภา กล่าวคือ ในหลักการปกครองของระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้น โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการนำนโยบายและนโยบายที่ได้แถลงต่อประชาชนไปดำเนินการให้เกิดผล ฝ่ายบริหารจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ดังนั้นลักษณะของความสัมพันธ์จึงมีลักษณะเสมือนฝ่ายการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาการของฝ่ายบริหารโดยตรงของการเลือกตั้งและฝ่ายบริหารมีหน้าที่สนองนโยบายของฝ่ายการเมืองในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นกลไกเป็นผู้ปฏิบัติตามแนวนโยบายที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนด

2. ความสัมพันธ์ในการกำหนดนโยบาย กล่าวคือ การกำหนดนโยบายเป็นกระบวนการทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ เพื่อกำหนดเป้าหมายและเพื่อจัดสรรคุณค่าที่อยู่ในสังคม ผู้ใช้อำนาจรัฐดังกล่าวได้แก่ นักการเมือง ส่วนการบริหารเป็นกระบวนการปฏิบัติงานตามนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ฝ่ายการเมืองกำหนดไว้ โดยมีข้าราชการประจำให้ดำเนินการ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหารจึงมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดเป้าหมาย (Ends) กับวิธีการ (Means) การตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้น นักการเมืองต้องคำนึงถึงคุณค่าในสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการมีอยู่มากมาย อีกทั้งนโยบายหรือเป้าหมายจะต้องเอื้ออำนวยให้กระบวนการเมืองมีเสถียรภาพและนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งนโยบายหรือเป้าหมายนี้จะเป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินนโยบายโดยมีข้าราชการประจำไปปฏิบัติ แต่แยกจากการนำนโยบายไปปฏิบัติโดยเด็ดขาดแล้ว ฝ่ายบริหารยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจกำหนดนโยบายและนโยบายอีกด้วย เนื่องจากนักการเมืองมิใช่ไม่อาจจะเข้าใจถึงเป้าหมายและสภาพของสังคม แต่ยังต้องมีข้อมูลข่าวสารและสภาพความเป็นจริงเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ แหล่งที่มาของข้อมูลที่สำคัญที่สุดคือจากข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานต่อเนื่อง มีความรู้และประสบการณ์

3. ความสัมพันธ์ในด้านนิติบัญญัติ ตามหลักการปกครองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาประกอบด้วยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ละเอียดถี่ถ้วน ข้อเสนอข้อมูลให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายให้ถูกต้องสมบูรณ์ แต่โดยหลักการแล้วพบว่าฝ่ายบริหารเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการทางด้านกฎหมายภายใต้การนำของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจต่อการตัดสินนโยบายโดยฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมาก ทั้งนี้เพราะฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีเวลาในการกำหนดนโยบาย

4. ความสัมพันธ์ในการควบคุมบังคับบัญชา กล่าวคือ อำนาจในการควบคุมบังคับบัญชาถือเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในส่วนนี้เป็นอำนาจที่สำคัญยิ่งเพื่อให้คุณค่าแก่ฝ่ายการเมืองได้แก่ อำนาจในการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งรวมถึงอำนาจในการสั่งย้ายฝ่ายบริหารด้วย การควบคุมซ้อนเร้นและการลงโทษ ซึ่งเป็นกระบวนการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ฝ่ายการเมืองมีอยู่อย่างจำกัด ความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นนโยบายและฉบับ ซึ่งจะมีความสอดคล้องแตกต่างกันออกไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

จากการพิจารณาศึกษา
จากการพิจารณาศึกษาโดยคณะกรรมาธิการ (เปลี่ยนชื่อ) อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีมติความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่…

โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 192 กรณีใช้อำนาจโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการ สมช. ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ

เมื่อ ป.ป.ช. มีความเห็นและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ แต่อัยการสูงสุดขณะนั้นไม่สมบูรณ์ในสำนวน ป.ป.ช. และอัยการจึงตั้งคณะทำงานร่วมกันสองฝ่าย พิจารณาแล้วยังสั่งฟ้องไม่ได้ ซึ่งภายหลังอัยการสูงสุด มีความเห็นฟ้องคดีคณะกรรมการร่วม อัยการ และ ป.ป.ช. ได้มีมติสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ตามข้อกล่าวหาอาญา คดีถึงที่สุดแล้วทางการเมือง

พฤติการณ์ในคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์สั่งการให้นายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการ สมช. มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงมีบันทึกข้อความลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขอความยินยอมรับโอนนายถวิล และได้มีบันทึกข้อความถึง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบ และยินยอมการโอนนายถวิล ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ และ พล.ต.อ.โกวิท ให้ความเห็นชอบการโอนย้าย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงนำเรื่องเสนอนะคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ

แต่ก่อนหน้าเข้ามา พบว่า วันที่ 4 กันยายน 2554 ที่นางสาวยิ่งลักษณ์โทรสั่งการนั้นเป็นวันอาทิตย์ หยุดราชการ การสั่งให้แก้ไขบันทึกข้อความจากฉบับเดิมเป็นฉบับวันที่ 5 กันยายน ก่อนเสนอ ครม. เห็นชอบ วันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์มีเจตนาซ่อนเร้น และ ครม. มีมติรับทราบการโอนนายถวิล การดำเนินการดังกล่าวเร่งรีบ รวบรัด กระทำการภายใน 4 วัน เท่านั้น

นางสาวยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าการสั่งให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งและโอนไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโดยไม่แสดงเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายถวิลไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพ หรือบกพร่องพร้อมทั้งไม่ยอมนโยบายของรัฐบาล จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2566

POL 3311 การเมืองและระบบราชการ
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อ 1. Good Governance หมายถึงอะไร และมีหลักการสำคัญ ๆ อะไรบ้าง จงอธิบายให้ละเอียดและยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย นักศึกษาคิดว่าหลัก Good Governance สามารถนำมาปรับใช้ในระบบราชการไทยได้หรือไม่ แค่ไหน เพียงใด จงอธิบาย

แนวคำตอบ

ธรรมาภิบาล (Good Governance) หมายถึง หลักการบริหารจัดการที่ดี อันเกี่ยวข้องกับนโยบายของส่วนราชการและพฤติกรรมของบุคลากรในองค์การ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเรียกว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนโดยรอบครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกิจ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความรักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลัง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ ทั้งนี้เพื่อบรรเทาป้องกันหรือแก้ไขเยียวยาภาวะวิกฤติอันตรายที่อาจจะมีขึ้นมาในอนาคต เพราะสังคมจะรู้สึกถึงความยุติธรรม ความโปร่งใสและความมีส่วนร่วม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ความเป็นไทย และกระแสโลกในยุคปัจจุบัน

หลักการของธรรมาภิบาล มี 6 ประการ ได้แก่

1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมาย กฎ กติกาที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับใช้เป็นไปตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้ คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของสมาชิก

2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเอง เพื่อให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต

3. หลักความโปร่งใส หมายถึง สุจริตโปร่งใส หรือมีความหมายตรงกันข้ามกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นความหมายถึงความสุจริตโปร่งใส

4. หลักความมีส่วนร่วม หมายถึง การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทางราชการ การบริหาร การวางแผน การร่วมปฏิบัติ และร่วมควบคุมงานสาธารณะ

5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ในความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ

6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยให้อย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน โดยมุ่งประโยชน์สุข

ธรรมาภิบาลกับระบบราชการ

หลัก Good Governance นั้นสามารถนำมาปรับใช้ในระบบราชการไทยได้ ไม่ว่าการปฏิรูประบบราชการหรือการปฏิรูปการเมืองไทยนั้น จากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่ต้องมีการแข่งขัน และกระแสประชาธิปไตย โดยภาคประชาชนคาดหวังจากการบริหารราชการจากรัฐบาลนั้น ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการซึ่งเป็นกลไกของรัฐบาลในประเทศที่กำลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสู่การเป็นประชาธิปไตย การบริหารราชการแผ่นดินให้บริการและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพัฒนาประเทศตามทิศทางเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ “ระบบราชการ 4.0” หรือ “ระบบการบริหารราชการแนวใหม่”

ข้อ 2. ตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation Model) ซึ่ง ศ.ดร.สมพงษ์ เกษมสิน นั้นได้เสนอไว้มีตัวแบบอะไรบ้าง นำเสนอในบริบทราชการไทยในขณะนี้ได้ (หยิบยกเพียงตัวแบบเดียว) จงวิเคราะห์ อธิบาย และยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ เกษมสิน ได้เสนอตัวแบบการนำนโยบายไปปฏิบัติไว้ 6 ตัวแบบ ดังนี้

1. ตัวแบบที่มีเหตุผล (Rational Model)

2. ตัวแบบทางการจัดการ (Management Model)

3. ตัวแบบทางด้านการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model)

4. ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)

5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model)

6. ตัวแบบทั่วไป (General Model)

สำหรับตัวแบบที่จะหยิบยกมานำเสนอจำนวน 1 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบทางการจัดการ (Management Model) โดยเน้นขีดสมรรถนะภายในของหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งในด้านต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร เช่น โครงสร้างองค์การ บุคลากร งบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างไรก็ตามมักพบว่าหน่วยงานที่มีขีดสมรรถนะค่อนข้างต่ำ แต่ก็จะส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความสำเร็จ

ปัจจัยในการบริหารงาน มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

1) คนหรือบุคคล (Man)

2) เงิน (Money)

3) วัสดุอุปกรณ์ (Material)

4) การจัดงาน (Management)

ข้อ 3. จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรณีดังกล่าวนี้จะมีสะท้อนสภาวะ “อัมนาจยาธิปไตย” หรือไม่ อย่างไร และอิทธิพลวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมสังคมไทยมีผลต่อ “หลักความเป็นกลางทางการเมือง” ของข้าราชการหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ถือได้ว่าเป็นความ “อัมนาจยาธิปไตย” ที่เกิดขึ้นในการเมืองของไทยในขณะนั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการนั้นเป็น “เอกสิทธิ์ของฝ่ายบริหาร” ที่สามารถกระทำการได้โดยไม่เป็นความผิดทางกฎหมาย กรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จึงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการเมืองไทย ดังนี้

1. ในการสร้างอำนาจทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม มักใช้กลไกของสถาบันตุลาการเป็นสำคัญ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวนี้จะเห็นถึงการที่สถาบันตุลาการจะเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาดทางการเมือง

2. สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตถึงแนวทางการเมืองการปกครองของพรรคการเมืองของสถาบันตุลาการ

3. การใช้อำนาจของฝ่ายอมาตยาธิปไตยโดยตุลาการนั้น ส่งผลอย่างมากในอีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของไทย

4. การใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการของนายกรัฐมนตรีเป็นความผิดทางกฎหมายนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่า อำนาจของฝ่ายข้าราชการมีความชอบธรรมมากกว่าอำนาจของฝ่ายการเมือง

สำหรับอิทธิพลวัฒนธรรมในสังคมไทย พบว่ามีผลต่อ “หลักความเป็นกลางทางการเมือง” ของข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่างข้าราชการเมืองกับข้าราชการประจำ นั้นคือ การวางตนไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของ “ระบบคุณธรรม” แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วจะมีหลักการของระบบคุณธรรมและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องดังกล่าว แต่การปฏิบัติในหลายประการยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร

ข้อ 4. วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย (Bureaucratic Culture) จะสามารถแก้ไขได้ด้วยหลักการเช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ด้านที่ 6), ทักษะของพลเมืองในศตวรรษที่ 21 หรือ Collaborative Governance: CG อย่างใดอย่างหนึ่งให้สอดคล้องเพื่อให้ข้าราชการในปัจจุบันนำไปเป็นบทเรียน “สร้างระบบราชการดิจิทัล” ต่อไปอย่างไร… จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วย “ทักษะของพลเมืองในศตวรรษที่ 21” แต่เป็นเพียงการแก้ไขในบางแง่มุมเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย

ทักษะของพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

1. ทักษะในการรู้จักรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตัวเอง (Digital Citizen Identity)

2. ทักษะในการบริหารจัดการเวลาในโลกดิจิทัล (Screen Time Management)

3. ทักษะในการรับมือการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ (Cyberbullying Management)

4. ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองบนโลกไซเบอร์ (Cyber Security Management)

5. ทักษะในการจัดการความเป็นส่วนตัว (Privacy Management)

6. ทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)

7. ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูล ร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Footprint)

8. ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความเห็นอกเห็นใจและสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น (Digital Empathy)

การสร้างระบบราชการดิจิทัล

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0 เป็นระบบราชการในบริบทไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศไทยที่ว่า “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ภาครัฐหรือระบบราชการนั้นควรจะต้องทำงานโดยยึด “หลักธรรมาภิบาล” เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก โดยมีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้าน คือ

1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน

2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

3. มีสมรรถนะสูงและทันสมัย

POL3301 นโยบายสาธารณะ 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3301 นโยบายสาธารณะ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) Harold Lasswell กล่าวว่า นโยบายเกี่ยวข้องกับแผนหรือโครงการที่กำหนดขึ้น
(2) Thomas R. Dye นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ
(3) Theodore Lowi เป็นบิดาแห่งนโยบายศาสตร์
(4) David Easton เกี่ยวข้องกับการจัดสรรและแจกแจงคุณค่าต่าง ๆ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 3, 58 – 59 ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell) ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่เน้นการสร้างภาพรวมและได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์” ได้ให้ความหมายนโยบายสาธารณะร่วมกับอับบราฮัม แคพแพลน (Abraham Kaplan) ว่า “นโยบายสาธารณะหมายถึง แผนหรือโครงการที่กำหนดขึ้น อันประกอบด้วยเป้าหมาย คุณค่า และแนวการปฏิบัติงานต่าง ๆ”

2. ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) Dunn ศึกษาการวิเคราะห์นโยบาย
(2) Nagel ศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) Anderson ศึกษากระบวนการนโยบาย
(4) Dimock อธิบายความคิดสร้างสรรค์
(5) Quade เสนอจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์นโยบาย
ตอบ 2 หน้า 61 – 68, 72, 164 – 171 นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) ได้แก่ 1. เดวิด (E.S. Quade) 2. วิลเลียม เอ็น. ดันน์ (William N. Dunn) 3. สจ๊วตซ์ เอส. นาเกล (Stuart S. Nagel) 4. โทมัส อาร์. ดาย (Thomas R. Dye) ฯลฯ ส่วนนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) ได้แก่ 1. กรอส (Gross) 2. โจคอมินท์เท (Giacquinta) 3. เบิร์นสไตน์ (Bernstein) 4. กรีนวูด (Greenwood) 5. แมน (Mann) 6. แมคคลัฟลิน (McLaughlin) 7. เบอร์แมน (Berman) 8. เดล อี. ริชาร์ด (Dale E. Richards) 9. เพรสแมน (Pressman) 10. วิลดัฟสกี้ (Wildavsky) 11. มองจอย (Montjoy) 12. โอทูล (O’Toole) 13. โทมัส บี. สมิธ (Thomas B. Smith) 14. พอล เอ. ซาบาเทียร์ (Paul A. Sabatier) 15. ดาเนียล เอ. แมซมาเนียน (Daniel A. Mazmanian) 16. อิมิลี่ ซี-เหม่ย โลวี ไบรเซนดีน (Emily Chi-Mei Lowe Brizendine) ฯลฯ

3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดเป็นแผนในเรื่องใด
(1) การวางแผนที่เน้นการตัดสินใจ
(2) การวางแผนที่เน้นลักษณะผู้นำ
(3) การวางแผนที่เน้นบุคลิกภาพ
(4) การวางแผนที่เน้นเนื้อหา
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 109 ทฤษฎีการวางแผนที่เน้นเนื้อหา (Object-Centred Planning Theory) เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระเฉพาะเรื่องที่จะนำมาวางแผนเป็นอย่างมาก โดยมุ่งอธิบายรายละเอียดของปัญหาและการแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงในแต่ละเรื่อง แต่ไม่สนใจเรื่องวิธีการ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น

4. พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ตราขึ้นอย่างใด
(1) พ.ศ. 2518
(2) พ.ศ. 2525
(3) พ.ศ. 2549
(4) พ.ศ. 2553
(5) พ.ศ. 2563
ตอบ 4 หน้า 24 – 25 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวตราขึ้นอย่างสอดคล้องกับสมัยนิยม พ.ศ. 2553 โดยสาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ศาลเยาวชนมีบทบาทในการชันสูตร สืบสวน สอบสวนเด็กและเยาวชนให้หลายขั้นตอน อาทิ การสอบสวนต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ การแจ้งผู้ปกครองเพื่อรับทราบ การส่งฟ้องต่อศาลภายใน 24 ชั่วโมง เป็นต้น

5. ข้อใดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่อยู่ในตัวแบบ SWOT
(1) จุดอ่อน
(2) จุดแข็ง
(3) สิ่งแวดล้อม
(4) โอกาส
(5) ภัยคุกคาม
ตอบ 3 หน้า 117, (คำบรรยาย) ตัวแบบ SWOT เป็นตัวแบบที่ใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เพื่อให้ทราบจุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) โอกาส (Opportunities) และภัยคุกคาม (Threats)

ตั้งแต่ข้อ 6. – 10. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) Regulative Policy
(2) Distributive Policy
(3) Economic Policy
(4) Capitalization Policy
(5) Administrative Policy

6. นโยบายปฏิรูประบบราชการ เกี่ยวข้องกับนโยบายประเภทใด
ตอบ 5 หน้า 7, (คำบรรยาย) นโยบายทางการบริหาร (Administrative Policy) เป็นนโยบายของที่กำหนดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ เช่น นโยบายธรรมาภิบาล นโยบายการปฏิรูประบบราชการ นโยบายเร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง นโยบายการบริหารงานบุคคล นโยบายการบริหารงานคลัง โครงการประเทศไทยใสสะอาด เป็นต้น

7. นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เกี่ยวข้องกับนโยบายประเภทใด
ตอบ 3 หน้า 6, (คำบรรยาย) นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Policy) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้และภารกิจที่อยู่ดีกินดีของประชาชน โดยให้ประชาชนได้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนอะไรที่ไม่ใช่สิ่งของรายได้หรือรายจ่าย และเมื่อปลายปีแล้วก็จะมีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นโยบายจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท การส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชน โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการธนาคารประชาชน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกร การดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต เป็นต้น

8. นโยบายพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ เกี่ยวข้องกับนโยบายประเภทใด
ตอบ 4 หน้า 6, (คำบรรยาย) นโยบายของการลงทุน (Capitalization Policy) เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือเพื่อแสวงหาทรัพยากรใหม่ ๆ คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือประเทศชาติ หรือสังคมก่อสร้างบางอย่างเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป เช่น นโยบายพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้ การสร้างสนามบิน การสร้างรถไฟใต้ดิน การสร้างท่าเรือน้ำลึก การวางท่อก๊าซ เป็นต้น

9. นโยบายการมีส่วนแบ่งผลกำไรให้แก่เกษตรกรจังหวัด เกี่ยวข้องกับนโยบายประเภทใด
ตอบ 2 หน้า 5, (คำบรรยาย) นโยบายการกระจายทรัพยากร (Distributive Policy) เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องจัดบริการขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนทุกคนโดยไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับโอกาสที่ดีกว่าบริการสาธารณะที่เป็นของรัฐบาลอย่างทั่วถึงและพอเพียง เช่น นโยบายการมีส่วนแบ่งผลกำไรให้เกษตรกรจังหวัด นโยบายการลดราคาน้ำมันเบนซิน โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน การขยายช่องทางจราจรหรือการสร้างทางถนน นโยบายให้น้ำประปาให้แก่ประชาชนทุกหมู่บ้าน การจัดให้มีบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค การจัดให้มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้เข้าถึงหมู่บ้าน เป็นต้น

10. นโยบายจัดระเบียบสังคม เกี่ยวข้องกับนโยบายประเภทใด
ตอบ 1 หน้า 5, (คำบรรยาย) นโยบายที่เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับ (Regulative Policy) เป็นนโยบายที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดกฎหมายต้องถูกลงโทษ หรือเป็นการดำเนินการร่วมกันของสมาชิกในสังคมอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายจราจร (เช่น โครงการเมาไม่ขับ การขับขี่รถยนต์ต้องมีใบขับขี่) นโยบายจัดระเบียบสังคม เป็นต้น

ตั้งแต่ข้อ 11. – 15. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) ทฤษฎีกลุ่ม
(2) ทฤษฎีผู้นำ
(3) ทฤษฎีระบบ
(4) ทฤษฎีสถาบันนิยม
(5) ทฤษฎีการตัดสินใจ

11. สังคมถูกแบ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจกับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีอำนาจ คนกลุ่มน้อยเป็นผู้กำหนดนโยบายตามความต้องการหรือค่านิยมของตนเอง เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 2 หน้า 106 – 107, (คำบรรยาย) ทฤษฎีผู้นำ (Elite Theory) อธิบายว่า
1. สังคมถูกแบ่งเป็นคนกลุ่มน้อยมีอำนาจกับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีอำนาจ โดยผู้นำซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม แต่มีอำนาจเป็นผู้ตัดสินใจจัดสรรคุณค่าของสังคมและกำหนดนโยบายสาธารณะให้เป็นไปตามความต้องการหรือค่านิยมของตน ขณะที่ประชาชนหรือคนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนตัดสินใจในนโยบายสาธารณะด้วย
2. ผู้นำจะแสดงความสมานฉันท์กับค่านิยมพื้นฐานของระบอบสังคมและพยายามจะอนุรักษ์ระบบไว้
3. นโยบายสาธารณะไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการของมวลชน แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นค่านิยมของผู้นำมากกว่า
4. ผู้นำมีอิทธิพลต่อมวลชนมากกว่ามวลชนมีอิทธิพลต่อผู้นำ ฯลฯ

12. นโยบายสาธารณะได้มาจากการเจรจาต่อรอง เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 1 หน้า 107, (คำบรรยาย) ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) อธิบายว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับนโยบายสาธารณะ โดยชี้ให้เห็นว่านโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการเจรจาต่อรอง การประนีประนอม และการถ่วงดุลผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

13. ตัวแบบเหตุผลนิยม เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 5 หน้า 108 ตัวแบบเหตุผลนิยม (Rational Comprehensive Model) เป็นตัวแบบที่อยู่ในทฤษฎีการตัดสินใจ (Decision Making Theory) อธิบายว่า นโยบายเกิดจากการตัดสินใจ
ภายใต้หลักการของเหตุผลและโดยอาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริง ประกอบกับการคำนึงถึงคุณค่าต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งนโยบายที่ดีที่สุดและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นนโยบายที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุด ประชาชนผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่ยากจนจะได้รับการตอบสนองที่ดีที่สุดมากกว่าที่ได้รับมาจากวิธีการอื่นเสียอีก

14. กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นจากบทบาทของรัฐ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีอะไร
ตอบ 4 หน้า 108 ทฤษฎีสถาบันนิยม (Institutional Theory) อธิบายว่า กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองเกิดขึ้นจากบทบาทของสถาบันของรัฐ ดังนั้นการกำหนดนโยบายสาธารณะจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งทางการเมืองที่ออกมาจากสถาบันของรัฐด้วย ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีความชอบธรรม มีความเป็นสากล และมีการผูกขาดอำนาจบังคับ

15. สิ่งแวดล้อม เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีใด
ตอบ 3 หน้า 108, (คำบรรยาย) ทฤษฎีระบบ (System Theory) อธิบายว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบ โดยเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สำคัญ 5 ตัวแปร คือ
1. ปัจจัยนำเข้า (Inputs)
2. กระบวนการ (Process)
3. ปัจจัยนำออกหรือผลผลิต (Outputs)
4. ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)
5. สิ่งแวดล้อม (Environment)

ตั้งแต่ข้อ 16. – 20. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) การก่อตัวของนโยบาย
(2) การนำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) การเตรียมและเสนอนโยบาย
(4) การอนุมัติและประกาศนโยบาย
(5) การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย

16. การพิจารณาปัญหานโยบายเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 1 หน้า 23 – 25 ขั้นตอนการก่อตัวของนโยบาย (Policy Formation) ประกอบด้วย
1. การพิจารณาปัญหาหรือความต้องการของประชาชน
2. การพิจารณาเวลาที่เกิดปัญหา
3. ปัญหาที่รัฐบาลสนใจ
4. การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

17. การกำหนดทางเลือก และการกำหนดวัตถุประสงค์เป็นขั้นตอนใด
ตอบ 3 หน้า 25 – 26, (คำบรรยาย) การเตรียมและเสนอนโยบาย (Policy Formulation) เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการศึกษาค้นคว้าเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายเรื่องนั้น ๆ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย
1. การกำหนดวัตถุประสงค์
2. การกำหนดทางเลือก
3. การจัดทำร่างนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ แนวทางและมาตรการ การจัดลำดับทางเลือก และการหาข้อมูลประกอบการพิจารณา

18. การสรุปผลของนโยบายทั้งหมดมาใช้ในการกำหนดนโยบายอื่นเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 5 หน้า 52 – 53 ขั้นตอนการปรับปรุง แก้ไข และยกเลิกนโยบาย (Policy Termination) ประกอบด้วย 1. การนำผลหรือข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลนโยบายมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจในการปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกนโยบาย 2. การนำผลสรุปของการประเมินผลนโยบายทั้งหมดไปใช้ในการกำหนดนโยบายอื่น ๆ ต่อไป

19. การจัดวาระในการพิจารณาเป็นนโยบายเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 4 หน้า 49 – 50 ขั้นตอนการอนุมัติและประกาศนโยบาย (Policy Adoption) ประกอบด้วย
1. การจัดวาระในการพิจารณาเป็นนโยบาย
2. การพิจารณาร่างนโยบาย
3. การอนุมัติหรือไม่ผ่านนโยบาย
4. การประกาศนโยบาย

20. การที่หน่วยงานนำนโยบายมาแปลงเป็นแผนงานและโครงการเป็นขั้นตอนใด
ตอบ 2 หน้า 50 – 51, (คำบรรยาย) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงการนำรายการต่าง ๆ ไปจัดสรรเพื่อก่อให้เกิดผลตามนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย
1. การจัดองค์การนโยบาย (Policy Delivery)
2. การตีความหรือแปลงนโยบายออกมาเป็นแผนงานและโครงการ
3. การชี้แจงเกี่ยวกับนโยบาย
4. การดำเนินงานของหน่วยงานระดับปฏิบัติ (Street-Level Bureaucracy)
5. การจัดระบบสนับสนุน ได้แก่ ข้อมูลข่าวสาร การมอบหมายอำนาจหน้าที่ และการติดต่อสื่อสาร
6. การติดตามและควบคุมผลการปฏิบัติงาน

ตั้งแต่ข้อ 21. – 25. ให้พิจารณาคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
(1) ประสิทธิผล
(2) ประสิทธิภาพ
(3) ความเหมาะสม
(4) ความพอเพียง
(5) ความสามารถในการตอบสนอง

21. ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบาย ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 1 หน้า 98, (คำบรรยาย) ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการผลิตผลลัพธ์หรือการให้บริการได้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้

22. การใช้เกณฑ์หลาย ๆ เกณฑ์มาพิจารณาพร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 3 หน้า 101 ความเหมาะสม (Appropriateness) หมายถึง การพิจารณาคุณค่าและความเหมาะสมของเป้าหมายของนโยบายที่กำหนดไว้โดยการนำเกณฑ์หลาย ๆ เกณฑ์มาพิจารณาพร้อม ๆ กัน

23. ความสามารถในการผลิตผลผลิตหรือให้บริการโดยมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 2 หน้า 99, (คำบรรยาย) ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายโดยมีต้นทุนต่ำสุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการผลิตผลผลิตหรือให้บริการโดยมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด

24. ความสามารถของทางเลือกที่สอดคล้องกับค่านิยมพื้นฐานของกลุ่มต่าง ๆ ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 5 หน้า 101 ความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง ความสามารถของทางเลือกที่สอดคล้องกับความต้องการ ความชอบ และค่านิยมพื้นฐานของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งทางเลือกที่มีความสามารถในการตอบสนองสูงสุดก็คือ ทางเลือกที่สามารถทำให้กลุ่มพึงพอใจจนเป็นที่สุดแล้วจึงเลือกทางเลือกนั้นด้วย

25. ความสามารถในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่ ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเภทใด
ตอบ 4 หน้า 100 ความพอเพียง (Adequacy) หมายถึง ความสามารถในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเปรียบเทียบกับของทรัพยากรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เมื่อมีอยู่ โดยเปรียบเทียบกับเงื่อนไขอื่น ๆ

26. การนำศาสตร์ในหลาย ๆ สาขามาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เป็นแนวโน้มในเรื่องใด
(1) แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ
(2) แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า
(3) แนวโน้มเกี่ยวกับรูปแบบ
(4) แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย
(5) แนวโน้มเกี่ยวกับบริบท
ตอบ 4 หน้า 74 แนวโน้มการวิเคราะห์นโยบายในอนาคต มี 3 แนวโน้มใหญ่ คือ
1. แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า จะมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายทางเลือกที่ดีที่สุด ทำให้ประชาชนพอใจ และสนองต่อคุณค่าต่าง ๆ ของสังคม โดยการเน้นให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้นโยบายเกิดขึ้นตอบสนองต่อสังคมโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง
2. แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย จะมุ่งเน้นหาวิธีการที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้โดยการพิจารณาถึงทางการเมืองและการบริหาร และมีการนำศาสตร์ในหลาย ๆ สาขาวิชามาใช้ในการวิเคราะห์นโยบายในลักษณะสหวิทยาการ
3. แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ จะมุ่งเน้นนำหลักการทางธุรกิจมาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เช่น การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน (Cost-Benefit) รวมทั้งการคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่จะเกิดขึ้นด้วย

27. Stuart S. Nagel สนใจการศึกษาในเรื่องใด
(1) Policy Analysis
(2) Policy Process
(3) Policy Impacts
(4) Policy Evaluation
(5) Policy Implementation
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

28. การนำหลักการทางธุรกิจมาใช้ในการวิเคราะห์นโยบาย เป็นแนวโน้มในเรื่องใด
(1) แนวโน้มเกี่ยวกับวิธีการ
(2) แนวโน้มเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่า
(3) แนวโน้มเกี่ยวกับรูปแบบ
(4) แนวโน้มเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบาย
(5) แนวโน้มเกี่ยวกับบริบท
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

29. ปัญหาที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้แนวทางแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งมีลักษณะไม่คงที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) ความเป็นอัตนัยของปัญหา
(2) ความไม่มีมิติที่แท้จริงของปัญหา
(3) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน
(4) ปัญหาที่มีโครงสร้างแน่นอน
(5) ความเป็นพลวัตของปัญหา
ตอบ 5 หน้า 91 ความเป็นพลวัตของปัญหา (Dynamism) คือ ปัญหาที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้แนวทางแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งมีลักษณะไม่คงที่ ดังนั้น กรณีปัญหาที่ซับซ้อนจึงมีเพียงแต่แก้ปัญหาหนึ่งซึ่งอาจก่อให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าสภาพการณ์เดิม

30. ปัญหาที่ยุ่งยากมากที่สุด สลับซับซ้อนมากที่สุด ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หากออกมาตรการผิดพลาดไปอาจก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) ความเป็นอัตนัยของปัญหา
(2) ความไม่มีมิติที่แท้จริงของปัญหา
(3) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน
(4) ปัญหาที่มีโครงสร้างแน่นอน
(5) ความเป็นพลวัตของปัญหา
ตอบ 3 หน้า 92 ปัญหาที่ไร้โครงสร้างหรือโครงสร้างไม่ชัดเจน (Ill-Structured Problem) ถือเป็นปัญหาที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากที่สุด เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดประเด็นปัญหามีจำนวนมาก ทางออกในการแก้ปัญหามีหลายวิธีและไม่จำกัด ธรรมชาติของปัญหามีความซับซ้อนกัน นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่ได้มาจากการวิเคราะห์และดำเนินงานตามนโยบายมักไม่เป็นไปตามที่คาดหวังและมักทำให้เกิดผลร้ายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ปัญหาการพัฒนาชนบท เป็นต้น

ตั้งแต่ข้อ 31. – 35. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Harold Lasswell
(2) Thomas R. Dye
(3) Stuart S. Nagel
(4) William Dunn
(5) E.S. Quade

31. ใครที่ให้เหตุผลในการกำหนดนโยบายไว้ 3 ประการ คือ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เหตุผลทางวิชาชีพ และเหตุผลทางการเมือง
ตอบ 2 หน้า 57, (คำบรรยาย) โทมัส อาร์. ดาย (Thomas R. Dye) ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผล (ความสำคัญ) ของการศึกษาและการกำหนดนโยบายสาธารณะไว้ 3 ประการ คือ
1. เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Reasons) คือ การทำความเข้าใจและผลของการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย เพื่อให้นโยบายที่มีเหตุผลมากที่สุด
2. เหตุผลทางวิชาชีพ (Professional Reasons) คือ การนำความรู้เชิงนโยบายไปใช้แก้ปัญหาทางการปฏิบัติ โดยใช้วิชาชีพที่แตกต่างกันจะทำให้การกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติของแต่ละวิชาชีพมีความแตกต่างกัน
3. เหตุผลทางการเมือง (Political Reasons) คือ การดัดแปลงนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาพแวดล้อมมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยการใช้เหตุผลทางการเมืองมักจะทำให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล แต่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ เช่น นโยบายประชานิยมต่าง ๆ เป็นต้น

32. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายว่าเป็นศาสตร์ประยุกต์ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลมาแปรรูปเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่มีสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน
ตอบ 4 หน้า 72 วิลเลียม เอ็น. ดันน์ (William N. Dunn) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นศาสตร์ประยุกต์ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลมาแปรรูปเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่มีสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน

33. ใครได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งนโยบายศาสตร์
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

34. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายไว้ว่าเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารในการปรับปรุงวิธีการกำหนดนโยบาย
ตอบ 5 หน้า 72 เดวิด (E.S. Quade) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารในการปรับปรุงวิธีการกำหนดนโยบาย เพื่อการตัดสินใจ โดยการวิเคราะห์นี้ใช้ได้กับการดำเนินงาน การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ การวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผล และรูปแบบอื่น ๆ ที่จะได้มาซึ่งการแก้ปัญหาทางการเมืองและองค์การด้วยการตัดสินใจและการนำไปปฏิบัติ

35. ใครให้ความหมายของการวิเคราะห์นโยบายไว้ว่าเป็นการตัดสินใจทางเลือกที่ดีที่สุดในชุดของเป้าหมายที่กำหนดไว้
ตอบ 3 หน้า 72 สจ๊วตซ์ เอส. นาเกล (Stuart S. Nagel) กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายเป็นการกำหนดและตัดสินทางเลือกของนโยบาย โดยการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในชุดของเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเปรียบเทียบทางเลือกเหล่านั้นกับการบรรลุเป้าหมาย

36. ข้อใดถูกต้องที่ Webster’s Dictionary ให้ความหมายการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(1) นโยบายเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของหน่วยงาน
(2) เป็นภารกิจหลักของภาครัฐในการดำเนินงานต่าง ๆ
(3) การจัดสรรทรัพยากรในการดำเนินการ หรือทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
(4) กระบวนการทำงานทางปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์
(5) กระบวนการเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากอำนาจบัญญัติ
ตอบ 3 หน้า 142 Webster’s Dictionary ให้ความหมาย “การนำไปปฏิบัติ” (to implement) ว่าหมายถึง การจัดหาทรัพยากรในการดำเนินการ หรือทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

37. ยูจีน บาร์แดช ให้ความหมายของกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติไว้อย่างไร
(1) ความสัมพันธ์เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(2) ขั้นตอนในการดำเนินการให้บรรลุความสำเร็จ
(3) การจัดหาตระเตรียมวิธีการทั้งหลายที่จะให้ดำเนินงานสำเร็จลุล่วง
(4) กระบวนการดำเนินงานที่เป็นกิจกรรมของภาครัฐ
(5) กระบวนการทำงานทางปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์
ตอบ 5 หน้า 142 ยูจีน บาร์แดช (Eugene Bardach) กล่าวว่า กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึง กระบวนการทำงานทางปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือขัดแย้งกันกับเป้าหมายของนโยบายก็ได้

38. พอล เอ. ซาบาเทียร์ และดาเนียล เอ. แมซมาเนียน ให้ความหมายของความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติไว้อย่างไร
(1) กฤษฎีกาที่ออกมาจากพรรคการเมืองเสมอ
(2) กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย
(3) รัฐจะกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อประชาชน
(4) แนวการทำงานของรัฐที่เน้นการบริการสาธารณะ
(5) การตัดสินใจที่มาจากธรรมชาติของคำสั่งของผู้มีอำนาจตุลาการ
ตอบ 2 หน้า 142 พอล เอ. ซาบาเทียร์ (Paul A. Sabatier) และดาเนียล เอ. แมซมาเนียน (Daniel A. Mazmanian) กล่าวว่า การนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึง กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย การตัดสินใจที่มาจากธรรมชาติของคำสั่งของผู้มีอำนาจตุลาการ หรือกฤษฎีกาที่ออกมาจากสถาบันต่าง ๆ

39. บทความเรื่อง “Policy Implementation” เป็นการศึกษาความเป็นมาของการนำนโยบายไปปฏิบัติของนักวิชาการท่านใด
(1) พอล เอ. ซาบาเทียร์
(2) ดาเนียล เอ. แมซมาเนียน
(3) ยูจีน บาร์แดช
(4) โทมัส บี. สมิธ
(5) ริปลีย์ และแฟรงคลิน
ตอบ 1, 2 หน้า 61 พอล เอ. ซาบาเทียร์ และดาเนียล เอ. แมซมาเนียน (Paul A. Sabatier and Daniel A. Mazmanian) ได้เขียนบทความเรื่อง “Policy Implementation” เมื่อปี 1982
ซึ่งเป็นการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติโดยแสดงทัศนะในทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะนับจากผลงานเรื่อง “Implementation (1973)” ของเพรสแมนและวิลดัฟสกี้เป็นต้นมา

40. ข้อใดถูกต้องสำหรับแนวคิดของแรนดัล ริปลีย์และเกรซ แฟรงคลินเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(1) ภาครัฐดำเนินงานขาดการแข่งขัน
(2) นโยบายและโครงการเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ไม่มีความรับผิดชอบหลัก
(3) หน่วยงานมีหลายระดับ จากกระทรวง ทบวง กรม
(4) การรวบรวมเป็นหน่วยงาน กรอบต่าง ๆ
(5) ผู้เกี่ยวข้องมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน
ตอบ 3 หน้า 144 แรนดัล ริปลีย์ และเกรซ แฟรงคลิน (Randall Ripley and Grace Franklin) ได้พิจารณาอิทธิพลของนโยบายไปปฏิบัติว่ามีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
1. ผู้เกี่ยวข้องสำคัญ ๆ มากมาย
2. ผู้เกี่ยวข้องมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายและมักแตกต่างกัน
3. นโยบายและโครงการของรัฐบาลมักขยายใหญ่โตขึ้นทุกวัน
4. หน่วยงานในหลายระดับ จากหลายกระทรวง ทบวง กรม มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ
5. มีปัจจัยหลายประการที่สำคัญมากและอยู่นอกเหนือการควบคุม

41. สิ่งที่ทำให้นโยบายจ้างงานในรัฐแคลิฟอร์เนีย งานวิจัยของเพรสแมนและวิลดัฟสกี้ไม่ประสบผลสำเร็จเกิดจาก
(1) บุคลากรไม่มีความรู้ ความเข้าใจในนโยบาย
(2) ขาดการทำงานเป็นทีม
(3) ขาดการประสานงานไม่ประสบความสำเร็จได้
(4) ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย
(5) ขั้นตอนการตัดสินใจและการดำเนินการไม่มีความต่อเนื่อง
ตอบ 5 หน้า 145 งานวิจัยของเพรสแมนและวิลดัฟสกี้ (Pressman & Wildavsky) พบว่า สิ่งที่ทำให้โครงการจ้างงานชุมชนในมลรัฐแคลิฟอร์เนียไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดจากการอนุมัติและรับเงินและรับผิดชอบไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีประเด็นการกลั่นกรอง… มากเกินไป มีจำนวนหน่วยงานเข้าไปมีส่วนร่วมมากและต่างก็มีวิธีการปฏิบัติที่ต่างกัน ไม่สอดคล้องต่อกลุ่มเป้าหมาย การควบคุมกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อนมาก ลักษณะการดำเนินงานด้วยความเร่งรีบกลับล่าช้าลง และขาดการประสานงานที่ดี

42. นักวิชาการกลุ่มบุกเบิกของการศึกษา “การนำนโยบายไปปฏิบัติ” คือ ท่านใด
(1) พอล เอ. ซาบาเทียร์
(2) เพรสแมนและวิลดัฟสกี้
(3) ยูจีน บาร์แดช
(4) โทมัส บี. สมิธ
(5) ริปลีย์ แมคคลัฟลิน
ตอบ 2 หน้า 144 – 145 เพรสแมนและวิลดัฟสกี้ (Pressman & Wildavsky) นักวิชาการกลุ่มบุกเบิกของการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติผู้หนึ่ง ได้เสนอผลงานเรื่อง “Implementation” เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งผลงานวิจัยนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญอันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติขึ้นในแวดวงนโยบายสาธารณะ

43. ผลงานชิ้นสำคัญของเพรสแมนและวิลดัฟสกี้ที่ทำให้เกิดการศึกษานำนโยบายไปปฏิบัติสูงขึ้นในแวดวงนโยบายสาธารณะ คือ
(1) The Case of Stull Act, 1986
(2) Implementation, 1973
(3) Policy Implementation, 1978
(4) The Case of Stull Act, 1987
(5) Policy Implementation, 1979
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 42 ประกอบ

44. งานวิจัยของเพรสแมนและวิลดัฟสกี้แม้จะได้รับการยอมรับที่ดี แต่ประสบปัญหาข้อใดเป็นสำคัญ
(1) ระยะเวลาในการดำเนินงานสั้นเกินไป
(2) สภาพแวดล้อมเป็นอุปสรรค
(3) ขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณ
(4) การนำนโยบายไปปฏิบัติ
(5) มีจำนวนหน่วยงานไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม
ตอบ 4 หน้า 145 เพรสแมนและวิลดัฟสกี้ (Pressman & Wildavsky) ได้เสนอผลงานการวิจัยการนำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่จริงครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 ภายใต้ชื่อ “Implementation” โดยเป็นการศึกษาการจ้างงานชุมชนกลุ่มน้อยในนครโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งพบว่าในเบื้องต้นนโยบายดังกล่าวได้รับการยอมรับที่ดี แต่สุดท้ายต้องเผชิญกับปัญหาและความล้มเหลวในด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของนโยบายเพื่อการจ้างงานคนผิวสีหรือชนกลุ่มน้อยในนครโอคแลนด์ จำนวน 3,000 งาน แต่เมื่อโครงการดำเนินไปได้ 3 ปี สามารถจ้างงานได้เพียง 50 งานเท่านั้น

45. Brizendine ศึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย Stull Act ข้อใดถูกต้อง
(1) แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ
(2) เป็นการศึกษาระดับปริญญาโท
(3) ศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 1987
(4) ศึกษากลุ่มน้อยในนครโอคแลนด์
(5) การว่างงานของบุคลากรในสังคม
ตอบ 1 หน้า 145 – 146 อิมิลี่ ซี-เหม่ย โลวี ไบรเซนดีน (Emily Chi-Mei Lowe Brizendine) ได้เสนองานวิจัยระดับปริญญาเอกเรื่อง “California Educational Policy Implementation : The Case of Stull Act” เมื่อปี ค.ศ. 1986 ซึ่งเป็นการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเน้นเรื่องกฎหมาย “Stull Act” ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรการในการปฏิรูปโรงเรียนรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการประเมินครูเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อความสำเร็จทางการศึกษาของโรงเรียน โดยการศึกษาได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
1. การสำรวจโรงเรียนในเขตพื้นที่
2. การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
3. การสัมภาษณ์และใช้แบบสอบถาม

46. ข้อใดกล่าวถึงวิธีการศึกษาของอาร์เมา โจคอมินท์เท เกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(1) ความชัดเจนของนโยบายเป็นเป้าหมายแรกของนโยบาย
(2) การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอและเหมาะสม
(3) ปัจจัยด้านนโยบายมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านองค์การ
(4) แรงจูงใจของผู้ปฏิบัติงานคือ คำตอบแทน เงินเดือน และสวัสดิการ
(5) การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืององค์การ
ตอบ 3 หน้า 148 – 149 อาร์เมา โจคอมินท์เท ได้ศึกษาเรื่อง “การนำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จ” ซึ่งพบว่า ในการทดสอบเชิงปริมาณตัวแปรที่ 2 ปัจจัยด้านข้าราชการและปัจจัยด้านงบประมาณมีความสัมพันธ์ทางตรงกับความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติเชิงทัศนคติ ส่วนปัจจัยด้านนโยบายมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านองค์การ และปัจจัยด้านข้าราชการ การให้ข้อมูล และกระบวนการติดต่อต่อไปมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จเชิงทัศนคติ

47. การศึกษาของปิยชาติ ฤทธิ์ พบว่าการตัดสินใจทำงานส่วนมากของวิทยาลัยครูทั้ง 6 แห่งจะใช้ตัวแบบใด
(1) ตัวแบบของเหตุผล
(2) ตัวแบบระบบราชการ
(3) ตัวแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(4) ตัวแบบการเมืององค์การ
(5) ตัวแบบพฤติกรรมองค์การ
ตอบ 2 หน้า 150 ปิยชาติ ฤทธิ์ ได้เสนอวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “An Examination of Models of Decision Making in Six Thai Teachers Colleges” เมื่อปี ค.ศ. 1985 โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบตัวแบบการตัดสินใจของวิทยาลัยครูในประเทศไทย 6 แห่ง ใน 3 ตัวแบบ คือ ตัวแบบระบบราชการ ตัวแบบการตัดสินใจโดยเพื่อนร่วมงาน และตัวแบบทางการเมือง ซึ่งพบว่า การตัดสินใจในการทำงานส่วนมากของวิทยาลัยครูทั้ง 6 แห่ง จะใช้ตัวแบบระบบราชการและตัวแบบการตัดสินใจโดยเพื่อนร่วมงาน

48. Van Meter & Van Horn กำหนดถึงผลต่อพฤติกรรมในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เชื่อมโยงระหว่างนโยบายและผลการปฏิบัติการในอะไรบ้าง
(1) สมรรถนะ ตัวเชื่อม และผลสำเร็จ
(2) ปัจจัยนำเข้า ตัวเชื่อม และนโยบาย
(3) การตัดสินใจเลือกนโยบาย ตัวเชื่อม และการประเมินผล
(4) นโยบาย ตัวเชื่อม และสมรรถนะ
(5) กำหนดปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบาย
ตอบ 4 หน้า 152 แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น (Van Meter & Van Horn) ได้กำหนดถึงผลต่อพฤติกรรมในการนำนโยบายไปปฏิบัติว่าต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่างนโยบายและผลปฏิบัติการ ได้แก่
1. นโยบาย (Policy)
2. ตัวเชื่อม (Linkage)
3. สมรรถนะในการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Performance)

49. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องสำหรับแวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น
(1) บทความเรื่อง “The Policy Implementation Process : A Conceptual Framework”
(2) สำรวจกระบวนการของการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(3) ต้องอาศัยความร่วมมือกันจึงจะสามารถมีความสัมพันธ์ต่อกัน
(4) เสนอตัวแบบในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ
(5) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติในองค์การที่รับผิดชอบต่อนโยบายโดยตรง
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น (Van Meter & Van Horn) ร่วมกันเขียนบทความเรื่อง “The Policy Implementation Process : A Conceptual Framework” เมื่อ ค.ศ. 1975 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการของการนำนโยบายไปปฏิบัติ พร้อมกับนำเสนอตัวแบบในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติในองค์การที่รับผิดชอบต่อนโยบายโดยตรง และองค์การอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

50. Sabatier & Mazmanian กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายไว้ 3 ประเด็น ข้อใดถูกต้อง
(1) ความสามารถของนโยบายในการวางแผน
(2) ปัจจัยจากกลุ่มผลประโยชน์
(3) ความเข้าใจในนโยบาย
(4) การจัดสรรทรัพยากร
(5) ความยากง่ายของปัญหา
ตอบ 5 หน้า 153 ซาบาเทียร์และแมซมาเนียน (Sabatier & Mazmanian) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายไว้ 3 ประเด็น คือ
1. ความยากง่ายของปัญหา
2. ความสามารถของนโยบายในการควบคุม กำหนดโครงสร้าง และแนะแนวทางการไปปฏิบัติ
3. ปัจจัยจากกลุ่มการเมือง

51. มอลคอม กอกิน ศึกษาเพิ่มเติมตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่
(1) นโยบาย เวลา และผู้ปฏิบัติงาน
(2) นโยบาย องค์การ และผู้ปฏิบัติงาน
(3) นโยบาย ขั้นตอน และการประเมิน
(4) นโยบาย ผู้ประเมิน และการประเมิน
(5) องค์การ กระบวนการ และการประเมิน
ตอบ 2 หน้า 156 มอลคอม กอกกิน (Malcom Goggin) ได้เสนอผลจากการศึกษาเพิ่มเติม โดยพบว่าตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อศักยภาพของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่ นโยบาย องค์การ และผู้ปฏิบัติงาน โดยมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม มาเกี่ยวข้องด้วย

52. รูปแบบของนโยบายในทัศนะของมอลคอม กอกกิน ประกอบด้วย
(1) รูปแบบการเมือง รูปแบบการปกครอง รูปแบบความร่วมมือ
(2) รูปแบบราชการ รูปแบบการบริหาร รูปแบบบูรณาการ
(3) รูปแบบการเมือง รูปแบบการบริหาร รูปแบบการเมือง
(4) รูปแบบการเมือง รูปแบบการประสานงาน รูปแบบราชการ
(5) รูปแบบการเมือง รูปแบบการปกครอง รูปแบบความสัมพันธ์
ตอบ 3 หน้า 156, 159 มอลคอม กอกกิน (Malcom Goggin) ได้เสนอรูปแบบของนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบการเมือง (Political) 2. รูปแบบการบริหาร (Administration) 3. รูปแบบผสมผสานหรือการบริหารการเมือง (Political Administrative)

53. เพรสแมนและวิลดัฟสกี้กล่าวถึงทฤษฎีการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างไร
(1) นโยบายที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม
(2) การดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
(3) องค์การได้รับมอบหมายให้นำนโยบายใหม่
(4) นโยบายต้องประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงื่อนไขแรกเริ่มและผลสัมฤทธิ์
(5) ปฏิบัติตามกฎหมายและการปฏิบัติงานประจำขององค์การ
ตอบ 4 หน้า 164 เพรสแมนและวิลดัฟสกี้ (Pressman & Wildavsky) กล่าวว่า นโยบายโดยทั่วไปจะต้องประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงื่อนไขแรกเริ่มและผลสัมฤทธิ์ ดังนั้นถ้ามีเงื่อนไข X เกิดขึ้น ณ เวลาที่ t1 จะเกิดผลลัพธ์ Y ขึ้น ณ เวลาถัดไปคือ t2

54. มองจอยและโอทูลเสนอบทวิจารณ์การนำนโยบายไปปฏิบัติเรื่องใด
(1) ตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลแผนงาน
(2) ตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบ
(3) ตั้งหน่วยงานขึ้นมารับงบประมาณ
(4) ตั้งหน่วยงานขึ้นมาตอบสนองนโยบาย
(5) ตั้งหน่วยงานขึ้นมาบริการประชาชน
ตอบ 2 หน้า 167 ศาสตราจารย์ด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติของมองจอยและโอทูล (Montjoy and O’Toole) มองว่า เมื่อนักบริหารต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งทรัพยากรและกฎหมายย่อมนำไปสู่การตัดสินใจในที่สุด ดังนั้นการที่จะทำหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบเพียงเพื่อตอบสนองกับระดับความแข็งแกร่งและทิศทางของพลังผลักดันในองค์การ วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานโยบายไปปฏิบัติขององค์การจะต้องกำหนดความชัดเจนของกฎหมายและจัดสรรทรัพยากรให้แก่ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติเพียงพอ วิธีการที่ดีที่สุดในการบริหารโปรแกรมใหม่คือการตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง

55. นักวิชาการใดเสนอ 2 ปัจจัยสร้างเป็นกรอบทฤษฎี คือ 1. ความเฉพาะเจาะจง และความไม่ชัดเจนของคำสั่งหรือนโยบาย และ 2. ความต้องการทรัพยากรใหม่และไม่ต้องการสำหรับการปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบาย
(1) ดาเนียล เอ. แมซมาเนียน
(2) มองจอยและโอทูล
(3) เออวิน ฮาร์โกรฟ
(4) โทมัส บี. สมิธ
(5) ริปลีย์ แมคคลัฟลิน
ตอบ 2 หน้า 165 – 166 มองจอยและโอทูล (Montjoy and O’Toole) ได้เสนอปัจจัยที่นำมาสร้างเป็นกรอบทฤษฎีในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ
1. ความเฉพาะเจาะจง และความไม่ชัดเจนของคำสั่งหรือนโยบาย
2. ความต้องการทรัพยากรใหม่และไม่ต้องการสำหรับการปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบาย

56. กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามลักษณะของนโยบาย คือแนวคิดของนักวิชาการท่านใด
(1) โทมัส บี. สมิธ
(2) เออวิน ฮาร์โกรฟ
(3) แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น
(4) กอกกินและคณะ
(5) ยูจีน บาร์แดช
ตอบ 2 หน้า 169 เออวิน ฮาร์โกรฟ (Erwin Hargrove) ได้พัฒนานักวิชาการจากแนวคิดฮิลล์ (Hill) เพื่อสร้างเป็นทฤษฎีระดับกลาง (Middle Range Theory) สำหรับการวิเคราะห์โปรแกรมในประเทศต่าง ๆ โดยมีหลักการที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. ปัญหาทางนโยบายที่ต่างประเภทกันจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มของผู้เข้าไปมีส่วนร่วมที่ต่างกัน และระดับของการปฏิบัติการที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของนโยบายที่นำเสนอ
2. กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติจะแปรผันไปตามลักษณะของนโยบาย และนโยบายนั้น ๆ ยังสามารถจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำนายกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
3. ภาษีที่ใช้ในกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งจะใช้เป็นพื้นฐานในการจำแนกประเภทของโปรแกรม

57. เออวิน ฮาร์โกรฟ ผลงานที่สำคัญ ข้อใดถูกต้อง
(1) Implementation (1973)
(2) The Policy Implementation Process (1973)
(3) จัดตัวแบบนโยบายไปปฏิบัติได้ 3 กลุ่ม
(4) องค์การได้รับมอบหมายให้นำนโยบายใหม่
(5) ความสามารถของนโยบายในการวางแผน
ตอบ 3 หน้า 162, 167 – 168 เออวิน ฮาร์โกรฟ (Erwin Hargrove) ได้จัดตัวแบบนโยบายไปปฏิบัติได้ 3 กลุ่ม และได้เสนอข้อสอบมติเพื่อทดสอบการนำนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาที่ไม่ไปปฏิบัติในระดับหน่วยงานปฏิบัติไร้บทบาทความเรื่อง “The Search for Implementation Theory” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1983 โดยเขาได้ให้ความสำคัญของการนำนโยบายไปปฏิบัติประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1. การดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 2. การดำเนินการซึ่งหมายรวมถึงการยินยอมปฏิบัติตามกฎหมายและการปฏิบัติงานประจำขององค์การอย่างเต็มกำลัง

58. เออวิน ฮาร์โกรฟ ประยุกต์นโยบายประเภทต่าง ๆ ที่โลววี่จำแนกไว้ ข้อใดถูกต้อง
(1) ความสามารถและการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงาน
(2) นโยบายมีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
(3) การนำนโยบายการจัดสรรทรัพยากรไปปฏิบัติบนพื้นฐานมติสำคัญ 6 ประการ
(4) การดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายของกลุ่มผู้ปฏิบัติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 169 – 170 เออวิน ฮาร์โกรฟ (Erwin Hargrove) ได้นำแนวคิดมาประยุกต์เพื่อเพิ่มเติมการนำนโยบายประเภทต่าง ๆ ที่โลววี่ได้จำแนกไว้เป็นปฏิบัติ 2 ประการ คือ
1. การนำนโยบายจัดสรรทรัพยากรไปปฏิบัติ (Distributive Policy) บนพื้นฐานมติที่ดีที่สุด 6 ประการ
2. การนำนโยบายที่มีบทบัญญัติในการบังคับไปปฏิบัติ (Regulatory Policy)

59. ข้อใดไม่ใช่ 4 ตัวแปรที่โธมัส บี. สมิธ เสนอขึ้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
(1) นโยบายที่เป็นอุดมคติ
(2) ความร่วมมือในองค์การ
(3) องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
(4) ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม
(5) กลุ่มเป้าหมาย
ตอบ 2 หน้า 171 โธมัส บี. สมิธ (Thomas B. Smith) เสนอขั้นตอนของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรที่สำคัญ 4 ตัวแปร คือ
1. นโยบายที่เป็นอุดมคติ
2. องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
3. กลุ่มเป้าหมาย
4. ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม

60. แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น สร้างตัวแบบใดที่มีตัวแปรหลัก 6 ตัวแปร
(1) Implementation
(2) The Case of Stull Act
(3) A Model of the Implementation
(4) A Model of the Policy Implementation Process
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 171 – 173 แวน มิเตอร์ และแวน ฮอร์น (Van Meter & Van Horn) ได้เสนอตัวแบบในการวิเคราะห์การนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยตั้งชื่อตัวแบบว่า “A Model of the Policy Implementation Process” ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรหลัก 6 ตัวแปร คือ
1. มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบาย
2. ทรัพยากร
3. การสื่อสารระหว่างองค์การและกิจกรรมการนำนโยบายไปปฏิบัติ
4. ลักษณะองค์การในการนำนโยบายไปปฏิบัติ
5. เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
6. ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

61. แนวคิดของพอล เบอร์แมน ข้อใดถูกต้อง
(1) ผู้ปฏิบัติในแต่ละระดับจะสร้างปฏิสัมพันธ์
(2) ปัญหานโยบายมี 2 คือ ระดับมหภาค และระดับจุลภาค
(3) ไม่มีการกำหนดว่าใครคือใคร เมื่อไร และอย่างไร
(4) ภาครัฐเป็นภารกิจหลักของนโยบาย
(5) ผลสำเร็จของนโยบายขึ้นอยู่ทุกภาคส่วน
ตอบ 2 หน้า 174 – 175 พอล เบอร์แมน (Paul Berman) ได้นำเสนอบทความเรื่อง “The Duey of Macro and Micro Implementation” เมื่อปี ค.ศ. 1978 เพื่อใช้เป็นกรอบการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยมีรากฐานที่สำคัญว่าปัญหานำนโยบายไปปฏิบัติส่วนมากจะเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์จากภายนอกต่าง ๆ ที่รับผิดชอบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะนโยบายทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมบริการของรัฐไปยังประชาชนนั้นไม่สามารถจะแยกปัญหาทางการนำนโยบายไปปฏิบัติได้เป็น 2 ระดับ คือ ในระดับมหภาคซึ่งอยู่ในส่วนรับผิดชอบของรัฐบาลกลาง และในระดับจุลภาคซึ่งอยู่ในส่วนรับผิดชอบของรัฐบาลส่วนท้องถิ่น โดยผู้ปฏิบัติในแต่ละระดับจะสร้างปฏิสัมพันธ์ในการจะกำหนดว่าใครคือใคร เมื่อไร และอย่างไร และจะส่งผลระดับของความสำเร็จในชั้นปฏิบัตินั้นได้ นอกจากนี้เบอร์แมนยังได้ให้เห็นว่าอำนาจอันทรงอิทธิพลจากภายนอกจะมีผลต่อความสำเร็จของนโยบายในมือของผู้ปฏิบัติในระดับท้องถิ่น หาใช่ผู้บริหารจากส่วนกลางแต่อย่างใด

62. นโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท กลุ่มแรกที่ได้รับเงินเห็น คือ กลุ่มใด
(1) กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(2) กลุ่มที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด
(3) กลุ่มเปราะบาง-คนพิการ
(4) กลุ่มเกษตรกร
(5) กลุ่มยากจน
ตอบ 3 (ความรู้ทั่วไป) นโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อไทย โดยจะประกาศกลุ่มแรกที่ได้รับเงิน 10,000 บาท คือ กลุ่มเปราะบาง-คนพิการ จำนวน 14.2 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2567

63. โรเบิร์ต มาแชล และมาร์กาเร็ต สมิธ เสนอความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบาย ข้อใดถูกต้อง
(1) เกณฑ์ในการบรรลุเป้าหมายของนโยบาย
(2) ประสิทธิภาพของหน่วยงาน
(3) ความพึงพอใจของผู้ตอบสนองบุคคลภายนอก
(4) การตอบสนองต่อบุคคลภายนอก
(5) ขั้นตอนมีมากมาย
ตอบ 1 หน้า 180 โรเบิร์ต มาแชล และมาร์กาเร็ต สมิธ ได้เสนอเกณฑ์ความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายไว้ 5 เกณฑ์ ดังนี้
1. การบรรลุเป้าหมายของนโยบายที่เปิดเผย หรือเป็นรูปธรรม
2. ประสิทธิภาพ คุณภาพงานที่สัมพันธ์กับต้นทุน
3. ความพึงพอใจของบุคคลภายนอก
4. การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
5. การดำรงอยู่ของระบบ

64. วรเดช จันทรศร ตัวแบบนโยบายสาธารณะของใคร ข้อใดถูกต้อง
(1) การมีส่วนร่วม การเจรจาต่อรอง อำนาจ ทรัพยากร สื่อมวลชน
(2) นักการเมือง หัวหน้าหน่วยงาน คนอื่น กลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มอิทธิพล
(3) ความรับผิดชอบ โครงสร้าง ความรู้ความสามารถบุคลากร
(4) ผู้บริหารเข้าใจสภาพการให้บริการ ผู้ปฏิบัติยอมรับและปรับนโยบายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงาน
(5) ความชัดเจนของนโยบาย การมอบหมายงาน
ตอบ 4 หน้า 183 ตัวแบบระบบราชการของวรเดช จันทรศร มีตัวแปรอิสระที่สำคัญ คือ ผู้บริหารโครงการเข้าใจสภาพการให้บริการ ผู้ปฏิบัติยอมรับและปรับนโยบายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงาน

65. วรเดช จันทรศร กล่าวถึงสาระสำคัญของตัวแบบทั่วไปประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ
(1) ปัจจัยการสื่อสาร ปัจจัยด้านปัญหาทางสมรรถนะ และปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ
(2) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านขั้นตอนการดำเนินงาน และปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ
(3) ปัจจัยการสื่อสาร ปัจจัยด้านการลงทุน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
(4) ปัจจัยด้านการลงทุน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ
(5) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยการสื่อสาร และปัจจัยการจัดสรรทรัพยากร
ตอบ 1 หน้า 183 – 184 วรเดช จันทรศร ได้กล่าวถึงสาระสำคัญของตัวแบบทั่วไปประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย คือ 1. ปัจจัยด้านการสื่อสาร 2. ปัจจัยด้านปัญหาทางสมรรถนะ 3. ปัจจัยด้านตัวผู้ปฏิบัติ

ตั้งแต่ข้อ 66. – 75. จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องตามเนื้อหาของหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

66. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 68
(2) มาตรา 71
(3) มาตรา 73
(4) มาตรา 75
(5) มาตรา 77
ตอบ 1 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 68 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
2. รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ
3. รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมรวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้

67. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 66
(2) มาตรา 67
(3) มาตรา 68
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 67 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
2. รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา
3. รัฐต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย

68. รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 65
(3) มาตรา 68
(4) มาตรา 70
(5) มาตรา 71
ตอบ 5 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 71 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม
2. รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
3. รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
4. ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความเป็นธรรมและความแตกต่างกันในมิติของเพศ วัย และสภาพของบุคคล ทั้งนี้เพื่อความเป้นธรรม

69. รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 72
(2) มาตรา 74
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 78
ตอบ 4 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 76 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
2. รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
3. รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม
4. รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ

70. รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 74
(2) มาตรา 75
(3) มาตรา 76
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

71. รัฐพึงวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 68
(2) มาตรา 70
(3) มาตรา 72
(4) มาตรา 74
(5) มาตรา 76
ตอบ 3 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 72 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
2. จัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
3. จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ฯลฯ

72. รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 73
(3) มาตรา 74
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 77
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 73 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

73. รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประชาชนและชุมชน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 73
(2) มาตรา 74
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 75 บัญญัติไว้ดังนี้
1. รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน
2. ในการพัฒนาประเทศ รัฐพึงคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาดานวัตถุกับด้านจิตใจ และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
3. รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน ฯลฯ

74. รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 74
(2) มาตรา 75
(3) มาตรา 76
(4) มาตรา 77
(5) มาตรา 78
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

75. รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกันและไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ตรงตามมาตราใด
(1) มาตรา 64
(2) มาตรา 66
(3) มาตรา 75
(4) มาตรา 76
(5) มาตรา 77
ตอบ 2 (คำบรรยาย) รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 66 บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกันและไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

ตั้งแต่ข้อ 76. – 80. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี Thailand 4.0 และเอกสารอื่น ๆ
(1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
(2) Thailand 4.0
(3) คำแถลงนโยบายรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
(4) ทิศทางตลาดต่างประเทศ
(5) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13

76. ประเทศไทยมี New Engines of Growth ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม
ตอบ 2 (คำบรรยาย) Thailand 4.0 มีสาระสำคัญดังนี้
1. เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
2. เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน
3. เป็นแนวคิดที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทุนมนุษย์
4. เป็นการพัฒนา “เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่” (New Engines of Growth) ซึ่งประเทศไทยมีอยู่ 2 ด้าน คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมให้เป็นความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ การวิจัยและพัฒนา ฯลฯ

77. มุ่งเน้นพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
ตอบ 5 (คำบรรยาย) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เป็นแผนที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาดังนี้
1. มุ่งเน้นภาคเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจและองค์ความรู้
2. มุ่งเน้นการผลิตและบริโภคที่ทำลายสิ่งแวดล้อมสู่สังคมคาร์บอนต่ำและปลอดภัย
3. มุ่งเน้นโอกาสจากกระแสโลกยุคใหม่และทุกคนในพื้นที่
4. มุ่งเน้นการกลับคืนสู่ภาวะปกติและภาครัฐสมัยใหม่สู่สังคมธรรมาภิบาลสูง

78. ยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ระบุถึงนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการทันทีดังนี้
1. ผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
2. ดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs
3. เร่งออกมาตรการลดราคาค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
4. สร้างรายได้ใหม่ของรัฐผ่านเศรษฐกิจนอกระบบและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
5. ยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ฯลฯ

79. สร้างรายได้ใหม่ด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 78. ประกอบ

80. มุ่งเน้นวิทยาการทั้ง 5 เพื่อความได้เปรียบ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 76. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 81. – 85. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามเนื้อหาของวิธีการประเมินผลนโยบาย

81. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการ การเปรียบเทียบผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในทุกขั้นตอนนโยบาย
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) E.R. House
ตอบ 2 หน้า 229 เจมส์ อี. แอนเดอร์สัน (James E. Anderson) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการ การเปรียบเทียบผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในทุกขั้นตอนของนโยบาย

82. ใครกล่าวว่า การประเมินผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดคุณค่าของผลการดำเนินการตามนโยบายเพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) ศุภชัย ยาวะประภาษ
ตอบ 5 หน้า 230 ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า การประเมินผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดคุณค่าของผลการดำเนินการตามนโยบายเพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งการประเมินผลนี้ไม่ได้แยกเป็นเอกเทศจากขั้นตอนนโยบายอื่น แต่เกี่ยวข้องกับตลอดเวลา

83. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย โดยเป็นขั้นตอนที่มุ่งผลิตข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลของการดำเนินงานตามนโยบายว่าสามารถสนองความต้องการของสังคม สนองคุณค่าของสังคม และแก้ไขปัญหาที่เป็นเป้าหมายของนโยบายได้หรือไม่
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) E.R. House
ตอบ 4 หน้า 229 วิลเลียม เอ็น. ดันน์ (William N. Dunn) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบาย โดยเป็นขั้นตอนที่มุ่งผลิตข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลของการดำเนินงานตามนโยบายว่าสามารถสนองความต้องการของสังคม สนองคุณค่าของสังคม และแก้ไขปัญหาที่เป็นเป้าหมายของนโยบายได้หรือไม่

84. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นกระบวนการที่ทำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบายโดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้กับผลกระทบขององค์การในการดำเนินการตามนโยบายที่อาจมีต่อปัญหาสังคมที่เป็นเป้าหมายนโยบายนั้นมุ่งแก้ไข
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) Worthen and Sanders
ตอบ 3 หน้า 229 ชาร์ลส์ โอ. โจนส์ (Charles O. Jones) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการกระทำที่มีระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงผลของนโยบายโดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้กับผลกระทบขององค์การในการดำเนินการตามนโยบายที่อาจมีต่อปัญหาสังคมที่เป็นเป้าหมายนโยบายนั้นมุ่งแก้ไข

85. ใครกล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการใช้วิธีและทักษะหลาย ๆ ด้านเพื่อที่จะตกลงใจว่านโยบายที่กำหนดไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ ควรจะใช้หรือไม่ ดำเนินการไปตามที่วางไว้หรือไม่ ช่วยแก้ไขปัญหาตามที่มุ่งหวังไว้หรือไม่
(1) Emil J. Posavac & Raymond G. Carey
(2) James E. Anderson
(3) Charles O. Jones
(4) William N. Dunn
(5) Worthen and Sanders
ตอบ 1 หน้า 228 อีมิล เจ. โพซาวิค และเรย์มอนด์ จี. แครี่ (Emil J. Posavac & Raymond G. Carey) กล่าวว่า การประเมินผลนโยบายเป็นการใช้วิธีการหลายวิธีและทักษะหลาย ๆ ด้านเพื่อที่จะตกลงใจว่านโยบายที่กำหนดไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ ควรจะใช้หรือไม่ ดำเนินการไปตามที่วางไว้หรือไม่ ช่วยแก้ไขปัญหาตามที่มุ่งหวังไว้หรือไม่

ตั้งแต่ข้อ 86. – 90. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามตามเนื้อหาของวิธีการประเมินผลนโยบาย
(1) Experimental Design
(2) Quasi-Experimental Design
(3) Pre-Experimental Design
(4) Post-Experimental Design
(5) Ongoing-Experimental Design

86. มีความมุ่งหมายที่จะทำให้การตีความต่าง ๆ ถูกต้อง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโครงการ มีบ่อยครั้งที่คำอธิบายผลลัพธ์ที่ถูกต้องจะแสดงให้เห็นถึงการไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือไปจากนั้นการให้ความล้มเหลวของโครงการ
ตอบ 2 หน้า 235 – 236 การวิจัยเชิงประเมินในรูปแบบกึ่งทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ในกรณีที่เงื่อนไขเอื้ออำนวยที่จะใช้วิธีการประเมินผลด้วยวิธีการทดลอง วิธีการนี้จะทำให้ได้เปรียบในการนำไปปฏิบัติ โดยผู้ใช้วิธีจะต้องยอมรับเงื่อนไขว่าวิธีการที่จะนำไปใช้มีความสนใจที่จะนำไปใช้ และจะต้องยอมรับเงื่อนไขปราศจากการควบคุม
2. มีวิธีการสำคัญวิธีหนึ่งคือ การจับคู่ (Matching) ได้แก่ การแสวงหาผู้ถูกศึกษาในกลุ่มที่หน่วยการควบคุมที่สอดคล้องกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่ศึกษา
3. วิธีการนี้มีความมุ่งหมายที่จะทำให้การตีความต่าง ๆ ถูกต้อง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโครงการ ซึ่งบ่อยครั้งที่คำอธิบายในผลลัพธ์ที่ถูกต้องจะแสดงให้เห็นถึงการไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือไปจากนั้นการให้ความล้มเหลวของโครงการ ฯลฯ

87. แบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้โดยมีกลุ่มควบคุมที่มิได้มีการสุ่มตัวอย่าง ข้อดี ทำให้ผู้ประเมินได้รับรายละเอียดและในภาพมากมาย ทำให้เกิดการตื่นตัวและรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น
ตอบ 3 หน้า 236 – 237 การวิจัยเชิงประเมินแบบเตรียมทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีเตรียมทดลอง (Pre-Experimental Design) แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบศึกษาก่อนและหลังจากที่ได้นำโครงการหนึ่ง ๆ เข้ามาใช้ แบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้แล้วเพียงอย่างเดียว และแบบศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการหลังจากที่ได้นำโครงการเข้ามาใช้โดยมีกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้นำมาใช้โดยมิได้มีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งข้อดีของการประเมินผลด้วยวิธีการนี้ คือ
1. ทำให้ผู้ประเมินได้รับรายละเอียดและในภาพมากมาย
2. ทำให้เกิดการตื่นตัวและรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น
3. ทำให้ผู้ประเมินได้รับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวังและเป็นระบบ

88. ไม่สามารถจะไปประเมินกระบวนการทั้งหมดของนโยบายได้ จะนำไปใช้ได้เฉพาะในเรื่องของ Input และ Product เท่านั้น
ตอบ 1 หน้า 234 – 235 การวิจัยเชิงประเมินในรูปแบบทดลอง หรือการประเมินผลด้วยวิธีการทดลอง (Experimental Design) มีข้อจำกัดดังนี้
1. วิธีการที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมักมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การยึดผลประโยชน์ในการเลือกกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการมีลักษณะความเคร่งครัดในการเลือกกลุ่มในทางปฏิบัติจะมีน้อย
2. วิธีการทดลองไม่สามารถจะไปประเมินกระบวนการทั้งหมดของนโยบายได้ จะนำไปใช้ได้เฉพาะในเรื่องของ Input และ Product เท่านั้น
3. วิธีการทดลองไม่สามารถควบคุมความเที่ยงตรงภายนอกได้ จึงทำให้ผลที่ได้มาจากการทดลองอาจจะไม่เหมือนกับผลที่ได้มาจากการดำเนินการจริง ๆ

89. การมีผลประโยชน์ในการเลือกกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการมีลักษณะความเคร่งครัดในการเลือกกลุ่มในทางปฏิบัติจะมีน้อย
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 88. ประกอบ

90. มีวิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งคือ การจับคู่ (Matching) การแสวงหาผู้ในระดับบุคคล พื้นที่ หรือหน่วยการทดลองที่เกี่ยวข้องมีความคล้ายคลึงกันตั้งแต่แหล่งคุณลักษณะที่ศึกษา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 86. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 91. – 100. จงเลือกคำตอบที่มีความสัมพันธ์กับข้อคำถามในเนื้อหาของเทคนิคในการประเมินผลนโยบาย

91. เป็นเทคนิคที่เน้นประเมินผลนโยบายจากวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ โดยถือว่าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยผู้กำหนดนโยบายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 1 หน้า 251 – 252 การประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal Evaluation) เป็นเทคนิคที่ใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการสร้างข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับผลของนโยบาย โดยประเมินผลจากวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ เพราะถือว่าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยผู้กำหนดนโยบายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

92. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการนำนโยบายไปปฏิบัติในรูปของการวางและ/หรือค่าทางสถิติและกราฟแบบต่าง ๆ
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 4 หน้า 264 – 265 การวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบขาดตอน (Interrupted Time Series Analysis) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการนำนโยบายไปปฏิบัติในรูปของการวางและ/หรือค่าทางสถิติและกราฟแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลนโยบายที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงกลุ่มเดียวหรือมีขอบเขตการดำเนินงานที่แน่นอนเพียงแห่งเดียว จุดเด่นของเทคนิคนี้ คือ ช่วยให้ผู้ประเมินผลนโยบายสามารถพิจารณาผลของนโยบายได้อย่างเป็นระบบ โดยสามารถแยกแยะผลของนโยบายที่เกิดขึ้นจริงได้จากผลที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น

93. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้ประเมินผลนโยบายสามารถพิจารณาผลของนโยบายได้อย่างเป็นระบบ โดยสามารถแยกแยะผลของนโยบายที่เกิดขึ้นจริงได้จากผลที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ

94. เป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลนโยบายที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงกลุ่มเดียวหรือมีขอบเขตการดำเนินงานที่แน่นอนเพียงแห่งเดียว
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ

95. เป็นเทคนิคที่นำเอาข้อคิดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในเนื้อหาและเรื่องราวของนโยบายที่กำลังประเมินมาประมวลและเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลของนโยบาย
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 3 หน้า 259 วิธีเดลฟายเชิงนโยบาย (Policy Delphi) เป็นเทคนิคที่นำเอาข้อคิดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในเนื้อหาและเรื่องราวของนโยบายที่กำลังประเมินมาประมวลและเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลของนโยบาย

96. เป็นเทคนิคที่มีหลักการ 5 ประการ คือ Selective Anonymity, Informed Multiple Advocacy, Polarized Statistical Response, Structured Conflict, Computer Conferencing
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 3 หน้า 260 – 261 วิธีเดลฟายเชิงนโยบาย (Policy Delphi) มีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ
1. ความเป็นนิรนามเฉพาะเจาะจง (Selective Anonymity)
2. ผู้เชี่ยวชาญต่างสำนัก (Informed Multiple Advocacy)
3. การวิเคราะห์ทางสถิติแบบแยกกลุ่ม (Polarized Statistical Response)
4. การจัดโครงสร้างความขัดแย้ง (Structured Conflict)
5. การประชุมโดยคอมพิวเตอร์ (Computer Conferencing)

97. เป็นเทคนิคที่ช่วยในการประเมินผลแบบเทียบ โดยช่วยให้ผู้ประเมินผลสามารถคำนวณและเปรียบเทียบผลโดยประมาณของนโยบายที่เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้และกลุ่มเปรียบเทียบที่นำมาพิจารณา
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 5 หน้า 265 การวิเคราะห์เชิงถดถอยแบบไม่ต่อเนื่อง (Regression-Discontinuity Analysis) เป็นเทคนิคที่ช่วยในการประเมินผลแบบเทียบ โดยช่วยให้ผู้ประเมินผลสามารถคำนวณและเปรียบเทียบผลโดยประมาณของนโยบายที่เกิดขึ้นในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้และกลุ่มเปรียบเทียบที่นำมาพิจารณา เทคนิคนี้เหมาะสำหรับการประเมินผลแนวทางการทดลองทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มควบคุมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

98. เป็นเทคนิคที่ประกอบไปด้วย การประเมินความสามารถที่จะประเมินได้ และการวิเคราะห์อรรถประโยชน์แบบพหุลักษณ์
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 2 หน้า 254 – 255 การประเมินผลแบบพิจารณาความเหมาะสม (Decision Theoretical Evaluation) เป็นเทคนิคการประเมินผลที่มุ่งสร้างข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับผลของนโยบายโดยใช้คุณค่าหรือประโยชน์ที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับเป็นเกณฑ์ประเมิน ซึ่งรูปแบบของการประเมินผลแบบนี้มี 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การประเมินความสามารถที่จะประเมินได้ และการวิเคราะห์อรรถประโยชน์แบบพหุลักษณ์

99. เป็นเทคนิคที่เหมาะสำหรับการประเมินผลตามแนวทางการทดลองทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มควบคุมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 97. ประกอบ

100. เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ข้อมูล เหตุผล และข้อสรุปที่ละเอียดครอบคลุมความเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจว่าอะไรเป็นผลของนโยบายนั้น ๆ
(1) Formal Evaluation
(2) Decision Theoretical Evaluation
(3) Policy Delphi
(4) Interrupted Time Series Analysis
(5) Regression-Discontinuity Analysis
ตอบ 3 หน้า 264 ประโยชน์ของวิธีเดลฟายเชิงนโยบาย (Policy Delphi) คือ สามารถให้ข้อมูล เหตุผล และข้อสรุปที่ละเอียดครอบคลุมความเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย การประเมินจึงครอบคลุมกว้างขวางรวมทุกประเด็นไว้หมด ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจว่าอะไรเป็นผลของนโยบายนั้น ๆ

 

WordPress Ads
error: Content is protected !!