LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  หนึ่งแอบเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของเอกพจน์  เวลาประมาณตีหนึ่ง  เห็นเอกพจน์นั่งฟุบที่โต๊ะทำงานเข้าใจว่าหลับ  หนึ่งเกรงว่าเอกพจน์จะตื่นขึ้นมาขัดขวางจึงใช้ด้ามปืนตีศีรษะเอกพจน์ให้หมดสติ  แต่ความจริงเอกพจน์หัวใจวายถึงแก่ความตายตั้งแต่ตอนสี่ทุ่มเศษ  ดังนี้  หนึ่งจะมีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ประกอบด้วย

1       ทำร้าย

2       ผู้อื่น

3       จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

ผู้อื่น  หมายความว่า  บุคคลใดๆซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิด  และบุคคลนั้นต้องมีสภาพบุคคลซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในขณะถูกทำร้ายด้วย

การที่หนึ่งใช้ด้ามปืนตีศีรษะเอกพจน์ที่ได้ถึงแก่ความตายไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว  หนึ่งไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  แม้ว่าหนึ่งจะมีเจตนาทำร้าย  และได้ลงมือทำร้ายโดยใช้ด้ามปืนตีศีรษะเอกพจน์  แต่ขณะที่หนึ่งลงมือกระทำนั้นเอกพจน์ได้ตายไปก่อนแล้ว  จึงไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น  เพราะเอกพจน์ไม่มีสภาพบุคคล  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  15  แล้ว  ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดองค์ประกอบภายนอกและขาดองค์ประกอบความผิดของมาตรา  295  หนึ่งผู้กระทำจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายและไม่เป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา  80  หรือมาตรา  81  ด้วย  เพราะที่จะเป็นการพยายามกระทำความผิดได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบความผิดฐานนั้นครบทุกประการแล้ว

สรุป  หนึ่งไม่มีความผิดเกี่ยวกับชีวิตหรือร่างกาย

 

ข้อ  2  น.ส.สร้อยเป็นข้าราชการสังกัดหน่วยงานหนึ่ง  น.ส.สร้อยได้มีความรักและความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายเก่งซึ่งเป็นเพื่อนของนายอาทิตย์ทั้งที่นายเก่งก็มีภริยาอยู่แล้ว  น.ส.สร้อยต้องการเอาใจนายเก่งจึงได้กู้ยืมเงินจากนายอาทิตย์เพื่อซื้อของใช้ต่างๆ  ให้นายเก่งเป็นประจำ  ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้  น.ส.สร้อยก็ไม่ยอมชำระหนี้  นายอาทิตย์ได้ทวงถามหลายครั้ง  น.ส.สร้อยก็ขอผัดผ่อน  วันเกิดเหตุขณะที่  น.ส.สร้อยนั่งพูดคุยกับบุคคลอื่นอยู่ในบ้าน  นายอาทิตย์ได้เข้าไปในบ้านและบังคับให้  น.ส.สร้อยหาเงินมาชำระหนี้  โดยขู่เข็ญว่า  ถ้าน.ส.สร้อยไม่ชำระหนี้จะไปบอกภริยาของนายเก่งว่า  น.ส.สร้อยเป็นชู้กับนายเก่งและจะขอให้ผู้บังคับบัญชาของ น.ส.สร้อยลงโทษทางวินัยด้วย  น.ส.สร้อยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามที่ถูกขู่เข็ญ  บุคคลอื่นซึ่งอยู่ในบ้านก็ได้แอบโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาจับกุมตัวนายอาทิตย์ไว้ได้เสียก่อน  จากข้อเท็จจริงดังกล่าวให้วินิจฉัยว่า  การกระทำของนายอาทิตย์จะเป็นความผิดอาญาฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  309  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นต้องระวางโทษ…

มาตรา  326  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

การที่นายอาทิตย์บังคับให้  น.ส.สร้อยหาเงินมาชำระหนี้โดยขู่เข็ญว่าจะบอกเรื่องที่  น.ส.สร้อยเป็นชู้กับนายเก่งให้ภริยาของนายเก่งรู้  และจะขอให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยแก่  น.ส.สร้อยนั้น  เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชื่อเสียงของ  น.ส.สร้อย  ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ  แต่  น.ส.สร้อยยังไม่ได้กระทำการชำระหนี้ตามที่ถูกบังคับขู่เข็ญ  การกระทำของนายอาทิตย์จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นฯ  ตามมาตรา  309  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  80

นอกจากนี้ขณะที่นายอาทิตย์พูดกับ  น.ส.สร้อยว่า  น.ส.สร้อยเป็นชู้กับนายเก่ง  ก็มีบุคคลอื่นอยู่ด้วย  ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ยินคำพูดของนายอาทิตย์  จึงเป็นการใส่ความ  น.ส.สร้อยต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้  น.ส.สร้อย  เสียชื่อเสียง  การกระทำของนายอาทิตย์จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา  326  อีกกระทงหนึ่งด้วย

สรุป  การกระทำของนายอาทิตย์จึงเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่น  ตามมาตรา  309  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  80  และความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา  326

 

ข้อ  3  นายสิงห์ขับรถยนต์กระบะไปซื้อของที่ตลาด  ระหว่างทางรถของนายสิงห์เสียจึงจอดข้างทาง  นายสาขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาพบจึงขันอาสาซ่อมรถให้นายสิงห์  ปรากฏว่านายสาซ่อมรถยนต์ของนายสิงห์จนกระทั่งเย็นแต่ซ่อมไม่เสร็จ  นายสิงห์จึงขอยืมรถจักรยานยนต์ของนายสาโดยอ้างว่าจะไปหายืมเงินมาซื้ออะไหล่  นายสายินยอมให้ไป  ต่อมาประมาณหนึ่งชั่วโมงนายสิงห์ขับรถจักรยานยนต์กลับมาและบอกว่าหายืมเงินไม่ได้  นายสิงห์จึงขอยืมรถจักรยานยนต์ของนายสาอีกครั้งอ้างว่าจะไปหารถยนต์มาลากจูงรถยนต์ของนายสิงห์  นายสาก็ยินยอมให้ไป  ปรากฏว่านายสิงห์นำรถจักรยานยนต์ไปขายเอาเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว  ดังนี้  นายสิงห์มีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

การที่นายสา  มอบรถจักรยานยนต์ให้นายสิงห์ยืมไปดังกล่าว  เป็นการส่งมอบการครอบครองรถให้แก่นายสิงห์โดยชอบด้วยกฎหมาย  นายสิงห์จึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น  เมื่อนายสิงห์นำรถไปขายจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นนั้นไปโดยทุจริต  เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายนายสิงห์จึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก

สรุป  นายสิงห์มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

 

ข้อ  4  นายแดงลอบเข้าไปในบ้านของนาย  ก  จากนั้นขโมยโทรศัพท์มือถือของนาย  ก  ไป  หลังจากขโมยได้แล้วนายแดงนำโทรศัพท์มือถือไปมอบให้จำเลย  ต่อมาจำเลยโทรศัพท์ไปหานาย  ก  โดยพูดว่า  ให้นาย  ก  นำเงินจำนวน  5,000  บาท  มามอบให้จำเลยเป็นค่าไถ่โทรศัพท์มือถือ  หากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน  จำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น  ปรากฏว่านาย  ก  ยอมมอบเงินให้แก่จำเลยไป  ดังนี้  จำเลยมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  337  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษ..

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก  ตามมาตรา  337  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจ

2       ผู้อื่น

3       โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สาม

4       ให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตน  หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน

5       จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น 

6       โดยเจตนา

การที่จำเลยพูดกับนาย  1  ว่า  ให้นาย  ก  นำเงินจำนวน  5,000  บาท  มามอบให้จำเลยเป็นค่าไถ่โทรศัพท์มือถือ  หากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน  จำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น  คำพูดของจำเลยถือได้ว่าเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นโดยการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของนาย  ก  แล้ว  และเมื่อนาย  ก  ผู้ถูกขู่เข็ญมอบเงินซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินให้แก่จำเลยไป  การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์  ตามมาตรา  337

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  เอกต้องการฆ่าโทได้เอาระเบิดเวลาผูกติดใต้ท้องรถยนต์ของโท  แต่ระเบิดทำงานก่อนเวลาที่โทจะเข้าไปขับรถ  โทปลอดภัย  แต่แรงระเบิดทำให้สดศรีซึ่งบังเอิญเดินผ่านมาได้รับอันตรายสาหัส  ดังนี้  เอกจะต้องรับผิดทางอาญาต่อสดศรีอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  60  ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง  แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป  ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

ฆ่า  หมายความว่า  การกระทำอันเป็นเหตุให้คนตาย  ซึ่งการฆ่าเป็นการกระทำและไม่จำกัดวิธีของการกระทำ  เช่น  กดน้ำให้สำลักน้ำตาย  ใช้ยาพิษ  หรือใช้อาวุธต่างๆ  เช่น  ปืน  มีด  ขวาน  ระเบิด  ฯลฯ  จะเป็นการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้  แต่ความผิดตามมาตรา  288  จะต้องมีผลของการกระทำ  คือ  ความตายเกิดขึ้นจึงจะเป็นความผิดสำเร็จ

การที่เอกเอาระเบิดเวลาผูกติดใต้ท้องรถยนต์ของโทนั้น  ถือได้ว่าเอกมีเจตนาฆ่าโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล  เพราะระเบิด  เป็นอาวุธที่มีอานุภาพความรุนแรงมากกว่าอาวุธอื่นใดซึ่งถือเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง  การใช้อาวุธชนิดนี้ในการกระทำความผิด  ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดเจตนาโดยประสงค์หรือย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า  ผู้ถูกกระทำต้องได้รับอันตรายถึงชีวิต  เมื่อเอกได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว  แต่ระเบิดทำงานก่อนเวลา  โทปลอดภัย  แต่แรงระเบิดทำให้สดศรีได้รับอันตรายสาหัส  ดังนั้นเอกจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าสดศรีเป็นเจตนาโดยพลาด  ตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80  และมาตรา  60  เนื่องจากเอกมีเจตนาฆ่าโทแต่ผลไปเกิดกับสดศรี  จึงถือว่าเอกมีเจตนาฆ่าสดศรีด้วย  เมื่อสดศรีไม่ตายเพียงได้รับอันตรายสาหัส  จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

สรุป  เอกมีความผิดฐานพยายามฆ่าสดศรี  ตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80  และมาตรา  60

 

ข้อ  2  นายเอกจับตัวนายโทไปเพื่อเรียกค่าไถ่  นายเอกได้คุมขังนายโทไว้ที่ห้องพักแห่งหนึ่ง  ส่วนตัวนายเอกก็เข้าไปในตลาดเพื่อหาซื้ออาหารและโทรศัพท์ติดต่อญาติของนายโท  นายเอกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวโดยที่ยังไม่ได้เรียกค่าไถ่  หลังจากนั้นนายเอกได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปปล่อยตัวนายโท  โดยนายโทไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว  ถ้าต่อมานายเอกถูกฟ้องว่ากระทำความผิดฐานเอาตัวคนไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ให้วินิจฉัยว่านายเอกจะมีความผิดตามที่ถูกฟ้องหรือไม่  และต้องรับโทษอย่างไร  หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  313  วรรคแรก  ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

(3) หน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลใด

ต้องระวางโทษ…

มาตรา  316  ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา  313  มาตรา  314  หรือมาตรา  315  จัดให้ผู้ถูกเอาตัวไป  ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา  โดยผู้นั้นมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต  ให้ลงโทษน้อยกว่ากฎหมายกำหนดไว้  แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานเอาตัวบุคคลไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  ตามมาตรา  313  วรรคแรก (3)  ประกอบด้วย

1       หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใด

2       โดยเจตนา

3       เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

นายเอกจับตัวนายโทไปโดยมีเจตนาเพื่อเรียกค่าไถ่  ถึงแม้จะยังไม่ได้เรียกค่าไถ่เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวได้ก่อน  ก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา  313  วรรคแรก  (3)  เพราะการกระทำครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ส่วนการที่นายเอกพาเจ้าพนักงานตำรวจไปปล่อยตัวนายโท  และนายโทก็ไม่ได้อันตรายแต่อย่างใดเห็นได้ว่าเป็นการจัดให้ผู้ถูกเอาตัวไปได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา  โดยผู้นั้นมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต  จึงเป็นเหตุลดโทษให้แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามมาตรา  316

สรุป  นายเอกจึงมีความผิดตามที่ถูกฟ้องตามมาตรา  313  แต่ลดโทษให้ตามมาตรา  316

 

ข้อ  3  นายแดงไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง  ปรากฏว่าคนแน่นมาก  นายแดงจึงส่งเงิน  300  บาทให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยช่วยซื้อตั๋ว  จำเลยรับมอบเงินจากนายแดงแล้วพาวิ่งหนีไปต่อหน้านายแดง  ดังนี้จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

เอาไป  หมายความว่า  เอาไปจากการครอบครองของผู้อื่นจะด้วยวิธีการใดก็ได้  แต่ต้องเป็นการทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปจากเดิมในลักษณะที่จะพาเอาไปได้  ทั้งนี้เพื่อแย่งการครอบครองหรือตัดสิทธิของเจ้าของทรัพย์  มิใช่เป็นการเอาไปชั่วคราว

การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์  เพราะการที่นายแดงส่งเงิน  300  บาท  ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยช่วยซื้อตั๋ว  ถือได้ว่าเงินนั้นยังอยู่ในความครอบครองของนายแดงอยู่  นายแดงมิได้เจตนาสละการครอบครอง  เมื่อจำเลยรับมอบเงินจากนายแดงแล้ววิ่งหนีไปต่อหน้านายแดง  จึงเป็นการแย่งการครอบครองโดยพาเอาทรัพย์เคลื่อนที่ไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์  โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว  แต่อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์

 

ข้อ  4  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่ไปที่บ้านของนาย  ก  เมื่อไปถึงนายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่  ใช้เท้าเตะไปที่รั้วบ้านของนาย  ก  ซึ่งรั้วบ้านของนาย  ก  เป็นรั้วสังกะสี  นาย  ก  ได้ยินเสียง  จึงออกมาดู  นายหนึ่งพูดกับนาย  ก  ขอเงิน  1,000  บาท  นาย  ก  ตอบว่าไม่มี  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่ช่วยกันเตะรั้วจนสังกะสีหลุดออก  3  แผ่น  นาย  ก  กลัวรั้วจะพังและกลัวจะถูกทำร้ายจึงยอมให้เงินนายหนึ่งไป  500  บาท  นายหนึ่งรับเงินมาแล้วจึงพูดกับนาย  ก  ว่า  ทีหลังถ้ากูมาอยากได้อะไรให้ตามใจกูนะ  ดังนี้  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่  มีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  340  ผู้ใดชิงทรัพย์  โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์  ตามมาตรา  339  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ชิงทรัพย์

2       โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป

3       โดยเจตนา

การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์  ซึ่งเป็นการชิงทรัพย์อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นอาจขู่ตรงๆก็ได้  หรือใช้ถ้อยคำทำกิริยาหรือทำประการใดอันเป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจได้ว่าจะได้รับภัยจากการกระทำของผู้ถูกขู่เข็ญก็ได้

วันเกิดเหตุนายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่ไม่มีอาวุธติดตัว  ได้เตะรั้วสังกะสีบ้านของนาย  ก  นาย  ก  ออกมาดู  นายหนึ่งพูดขอเงิน  1,000  บาท  นาย  ก  ตอบว่าไม่มี  นายหนึ่งกับพวกชวนกันเตะรั้วสังกะสีรั้วหลุดออก  3  แผ่น  นาย  ก  กลัวรั้วจะพังและกลัวนายหนึ่งกับพวกจะทำร้ายจึงให้เงินนายหนึ่งไป  500  บาท  นายหนึ่งรับเงินแล้วพูดว่า  ทีหลังถ้ากูมา  อยากได้อะไร  ให้ตามใจกูนะ”  แล้วนายหนึ่งกับพวกก็พากันไป  เห็นว่า  องค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์  นอกจากลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว   ถ้ามีการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ก็เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ได้  การขู่เข็ญอาจขู่ตรงๆ  หรือใช้ถ้อยคำทำกิริยา  หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่นนั้น  เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจได้ว่าได้รับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ

การใช้กำลังทำร้ายต่อทรัพย์สินไม่ใช่ใช้กำลังประทุษร้ายก็จริง  แต่การกระทำเช่นนั้นอาจเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ได้  และการที่นายหนึ่งพูดขอเงินนาย  ก  นาย  ก  ไม่ให้  นายหนึ่งกับพวกกลับแสดงอาการขู่เข็ญหนักขึ้นโดยการเตะรั้วสักกะสีรั้วพัง  เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  ทำให้นาย  ก  มีความกลัวว่านายหนึ่งกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้าย  จึงต้องจำยอมให้เงินแก่นายหนึ่ง  นายหนึ่งได้รับเงินแล้วยังพูดขู่เข็ญอีกว่า  ทีหลังถ้ากูมา  อยากได้อะไรให้ตามใจกูนะ  คำพูดขู่เข็ญของนายหนึ่งดังกล่าว  แม้ไม่ใช่ถ้อยคำขู่เข็ญตรงๆ  ก็เข้าใจได้ว่าต่อไปถ้านายหนึ่งอยากได้อะไรแล้วนาย  ก  ต้องให้  ถ้าไม่ให้จะต้องถูกนายหนึ่งทำร้าย  เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า  นาย  ก  กับพวกของนายหนึ่งคุ้นเคยรักชอบกันอย่างไรที่จะขอเงินกันได้โดยสุจริต การกระทำของจำเลยดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว

สรุป  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่  มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ 

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  เอกและโทถูกชิงชัยหัวหน้างานตำหนิติเตียนต่อหน้าคนอื่นรู้สึกอับอายและโกรธเคืองอย่างมาก  จึงชักชวนกันไปดักชกต่อยชิงชัย  เอกชกชิงชัยปากแตก  โทจะเข้าไปชกซ้ำแต่ถูกชิงชัยปัดป้องและชกสวนกลับมาทำให้โทโกรธจึงชักมีดคัตเตอร์ออกมาฟันไปที่ข้อมือชิงชัย  ใบมีดตัดเส้นเลือดใหญ่ขาดชิงชัยถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา  ดังนี้ให้วินิจฉัยความผิดอาญาของเอก

ธงคำตอบ

มาตรา  83  ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ  ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  290  วรรคแรก  ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษ

 วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ทำร้ายผู้อื่น

2       เป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย

3       โดยเจตนา

เอกชกชิงชัยปากแตก  โทจะเข้าไปชกซ้ำแต่ถูกชิงชัยปัดป้องและชกสวนกลับมา  ทำให้โทโกรธชักมีดคัตเตอร์ออกมาฟันไปที่ข้อมือของชิงชัย  ดังนี้จะเห็นว่าโทมีเจตนาทำร้ายร่างกายชิงชัยมิได้มีเจตนาฆ่า  เมื่อชิงชัยถึงแก่ความตาย  โทจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรก

ส่วนเอกที่ชกชิงชัยปากแตก  เป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามที่ได้ตกลงกันและอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือโทได้ทันท่วงที  แม้ในการร่วมกระทำผิดนั้น  เอกจะมีเจตนาเพียงชกชิงชัยผู้ตายมิได้มีเจตนาให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงตาย  เมื่อโทได้ใช้มีดคัตเตอร์ฟันข้อมือชิงชัยจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้ถึงแก่ความตาย  ไม่ว่าเอกจะทราบว่าโทมีอาวุธมีดติดตัวหรือไม่ก็ตาม  และแม้ไม่ได้ร่วมใช้อาวุธมีดทำร้ายชิงชัยด้วยเอกก็ต้องรับผิดฐานเป็นตัวการร่วมทำร้ายชิงชัยผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย  ตามมาตรา  290  วรรคแรกประกอบมาตรา  83  จะถือว่าเป็นเรื่องต่างคนต่างทำไม่ได้  ความตายที่เกิดขึ้น  ถือได้ว่าเป็นผลจากการกระทำของผู้ร่วมกระทำผิดทุกคน

สรุป  เอกเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรกประกอบมาตรา  83

 

ข้อ  2  นายสิงห์ให้นายเบี้ยวกู้ยืมเงิน  20,000  บาท  แต่ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ  เมื่อหนี้ถึงกำหนดนายเบี้ยวไม่ยอมชำระหนี้และพูดจาท้าทายให้นายสิงห์ไปฟ้องร้องเอา  วันหนึ่งนายสิงห์ไปจับตัวเด็กชายแบงค์อายุ  7  ปี  บุตรของนายเบี้ยวไป  โดยนำเด็กชายแบงค์ไปฝากไว้กับพี่สาวของนายสิงห์  หลังจากนั้นนายสิงห์ไปขู่เข็ญให้นายเบี้ยวชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่กู้ยืม  ถ้านายเบี้ยวไม่ยอมก็จะไม่ได้เห็นหน้าเด็กชายแบงค์อีกเลย  นายเบี้ยวยังไม่ได้มอบเงินให้แก่นายสิงห์  นายสิงห์ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวไว้ได้เสียก่อน  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่านายสิงห์จะมีความผิดฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  309  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นต้องระวางโทษ…

มาตรา  313  ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

(1) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป

ต้องระวางโทษ…

มาตรา  317  วรรคแรก  ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร  พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

นายสิงห์มีเจตนาขู่เข็ญให้นายเบี้ยวนำเงินมาชำระแก่ตน  และได้ลงมือกระทำโดยการแจ้งข่าวไปแล้ว  แต่การกระทำยังไม่บรรลุผลเพราะยังไม่มีการปฏิบัติตามคำขู่  การกระทำของนายสิงห์จึงเป็นการพยายามข่มขืนใจผู้อื่น  แม้ว่าจะเป็นการข่มขืนใจเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ที่ตนมีอยู่  นายสิงห์ก็ไม่มีอำนาจกระทำได้  นายสิงห์จึงมีความผิดฐานพยายามกระทำผิดต่อเสรีภาพ  ตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80 

การที่นายสิงห์เอาตัวเด็กชายแบงค์บุตรของนายเบี้ยวไปจากนายเบี้ยว  มีการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน  15  ปี  ไปจากนายเบี้ยวโดยมีเจตนาและปราศจากเหตุอันสมควร  จึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์  ตามมาตรา  317  วรรคแรก

โดยที่นายสิงห์มีสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าว  ดังนั้นเจตนาของนายสิงห์เป็นเพียงแต่จะทวงเอาเงินซึ่งนายสิงห์เชื่อว่าควรจะได้  เงินประเภทนี้จึงไม่ใช่สินไถ่หรือค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  313  การกระทำของนายสิงห์จึงไม่ใช่เป็นการเอาตัวเด็กไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  อันเป็นองค์ประกอบความผิดประการสำคัญตามมาตรานี้  นายสิงห์จึงไม่มีความผิดตามมาตรา  313

สรุป  นายสิงห์มีความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  ตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80  และความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน  15  ปี ไปฯ  ตามมาตรา  317  วรรคแรก

 

ข้อ  3  นายหนึ่งและนายสองเป็นลูกจ้างของบริษัทไทยเจริญ  โดยนายหนึ่งมีหน้าที่ขับรถส่งของส่วนนายสองมีหน้าที่ขนของ  วันเกิดเหตุผู้จัดการบริษัทไทยเจริญใช้ให้นายหนึ่งและนายสองขับรถไปส่งท่อแก๊สให้กับลูกค้า  ระหว่างทางนายหนึ่งและนายสองช่วยกันขนท่อแก๊สไปวางกองไว้ริมถนนเพื่อจะขายให้แก่ผู้อื่น  ผู้จัดการบริษัทไทยเจริญทราบเรื่องจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ดังนี้  นายหนึ่งและนายสองมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

มาตรา  335  ผู้ใดลักทรัพย์

(7)  โดยมีอาวุธ  หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

(11) ที่เป็นนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

การที่ผู้จัดการบริษัทไทยเจริญ  ใช้ให้นายหนึ่งและนายสองขับรถไปส่งท่อแก๊สให้กับลูกค้า  ระหว่างทางนายหนึ่งและนายสองช่วยกันขนท่อแก๊สไปวางกองไว้ริมถนนเพื่อจะขายให้แก่ผู้อื่น  ถือได้ว่าเป็นการเอาไปซึ่งการครอบครองของผู้อื่น เพราะการครอบครองทรัพย์โดยแท้จริงคือท่อแก๊สยังคงอยู่ที่บริษัทไทยเจริญ นายหนึ่งและนายสองเป็นเพียงการครอบครองแทนไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น    การที่นายหนึ่งและนายสองขนท่อแก๊สไปวางกองไว้ริมถนนจึงเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะขายให้แก่บุคคลอื่น  เป็นการกระทำโดยทุจริต  กล่าวคือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  ถือได้ว่าเป็นการแบ่งแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายแล้ว  การกระทำของนายหนึ่งและนายสองจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334 

เมื่อการลักทรัพย์ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป  และเป็นการลักทรัพย์ของนายจ้าง  ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น  ตามมาตรา  335(7)  (11)

สรุป  นายหนึ่งและนายสองมีความผิดฐานลักทรัพย์

 

ข้อ  4  นาย  ก  ไปซื้อของที่ตลาด  ขณะกำลังเดินอยู่ในตลาด  นาย  ก  ใช้มือข้างหนึ่งปิดบริเวณลำคอไว้จำเลยเดินตรงเข้าไปหานาย  ก จากนั้นจำเลยใช้มือซ้ายดึงมือของนาย  ก  ออกจากบริเวณลำคอ  จำเลยใช้มือขวาจับสร้อยคอทองคำหนัก  1  บาท  ที่นาย  ก  สวมอยู่  กระชากจนสร้อยคอขาดออกจากกัน  แล้วจำเลยก็วิ่งหนีไปพร้อมกับสร้อยคอของนาย  ก  ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่ เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  339  วรรคแรก  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ลักทรัพย์

2       โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย

3       โดยเจตนา

4       เจตนาพิเศษ  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

การที่จำเลยใช้มือซ้ายดึงมือของนาย  ก  ออกจากบริเวณลำคอของนาย  ก  จากนั้นจำเลยใช้มือขวาจับสร้อยคอทองคำหนัก  1  บาท  ที่นาย  ก  สวมอยู่  กระชากจนสร้อยขาดออกจากกัน  เป็นการกระทำแก่เนื้อตัวหรือร่างกายของนาย  ก  จึงเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์ไป  และยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339 

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  สมศรีเป็นนายทุนออกเงินให้กู้  สมศรีไปทวงเงินกู้จากสมชาย  แต่ถูกสมชายกับพวกจับตัวมัดไว้แล้วใช้ท่อนไม้ฟาดศีรษะเพื่อฆ่าล้างหนี้  สมศรีแกล้งทำเป็นตาย  สมชายกับพวกเข้าใจว่าตายแล้วจึงช่วยกันยกร่างสมศรีใส่รถแล้วพาไปโยนทิ้งบ่อน้ำ  สมศรีถูกมัดอยู่และว่ายน้ำไม่เป็นจึงจมน้ำตาย  ดังนี้  สมชายจะมีความผิดต่อชีวิตและร่างกายฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

การที่สมชายกับพวกจับสมศรีมัดไว้แล้วใช้ท่อนไม่ฟาดศีรษะเพื่อฆ่าล้างหนี้  ถือว่าสมชายมีเจตนาฆ่า  แม้สมศรีจะไม่ตายเพราะถูกตีศีรษะ  แต่ตายเพราะจมน้ำเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น  ก็ถือได้ว่าความตายเป็นผลโดยตรงจากการที่สมชายกระทำโดยมีเจตนาฆ่า  ดังนั้นสมชายมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา  288

สรุป  สมชายมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา  288

 

ข้อ  2  วันเกิดเหตุเวลาประมาณ  07.00  น.  ขณะที่นายเล็กจอดรถสามล้อเครื่องที่หน้าตลาดเพื่อส่งผู้โดยสาร  นายใหญ่ซึ่งวิ่งราวทรัพย์ของเจ้าทรัพย์และวิ่งหลบหนีมาได้กระโดดขึ้นบนรถแล้วใช้อาวุธมีดขู่บังคับให้นายเล็กขับรถออกจากที่จอดและให้ขับด้วยความเร็ว  นายเล็กกลัวจะถูกทำร้ายจึงพยายามจะขับรถไปตามที่ถูกบังคับ  แต่ด้วยบริเวณที่เกิดเหตุสภาพการจราจรหนาแน่นทำให้นายเล็กขับรถออกจากที่เดิมยังไม่ได้  เจ้าทรัพย์และคนอื่นซึ่งวิ่งตามนายใหญ่ก็ตามมาทัน  และจับตัวนายใหญ่บนรถสามล้อเครื่องนั่นเอง  ดังนี้จากข้อเท็จจริงดังกล่าวให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายใหญ่จะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  309  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ  ตามมาตรา  309  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใด

2       โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง  หรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย

3       จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้น  หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

4       โดยเจตนา

การที่นายใหญ่ใช้มีดขู่บังคับให้นายเล็กขับรถไปด้วยความเร็ว  เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  โดยมีอาการกิริยาเป็นการข่มขืนใจให้นายเล็กกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต  แต่นายเล็กก็มิได้ขับรถให้เร็วขึ้นกว่าที่ขับส่งผู้โดยสารตามปกติ  เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเช่นนี้จึงต้องถือว่าการกระทำของนายใหญ่ไม่บรรลุผลเพราะสภาพของการจราจรในขณะนั้นไม่อำนวยให้นายเล็กขับรถเร็วขึ้นกว่าปกติตามที่นายใหญ่ข่มขืนใจให้นายเล็กกระทำ  นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามกระทำผิดต่อเสรีภาพ  ตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80 

สรุป  นายใหญ่มีความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆตามมาตรา  309  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  3  แดงนำรถยนต์ของแดงไปซ่อมเครื่องยนต์ที่อู่ซ่อมรถยนต์ของขาว  แดงนำรถยนต์ไปมอบให้ขาวซ่อมซึ่งตกลงขาวจะซ่อมให้เสร็จภายใน  1  สัปดาห์  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าแดงลืมนำเงินที่อยู่ในรถยนต์จำนวน  10,000  บาท  ที่แดงเก็บไว้ในลิ้นชักด้านหน้าของรถยนต์คันนี้กลับมาบ้านด้วย  ขาวทำการซ่อมรถยนต์อยู่ประมาณ  2  วัน  ขาวเปิดดูลิ้นชักหน้ารถยนต์ของแดงพบเงิน  10,000  บาท  ขาวจึงดึงเงินออกมาเพียง  1,000  บาท  และเก็บเอาไว้ใช้เสียเอง  ในวันนั้นเองแดงกลับมาเอาเงินในรถยนต์ของตนคืน  แต่มีเงินเพียง  9,000  บาท เท่านั้น  แดงจึงถามขาวว่ามีคนเข้ามาเปิดเอาของในรถยนต์ไปหรือไม่  ขาวปฏิเสธว่าไม่มี  ดังนี้ท่านจงวินิจฉัยว่าขาวมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

เอาไป  หมายความว่า  เอาไปจากการครอบครองของผู้อื่นจะด้วยวิธีการใดก็ได้  แต่ต้องเป็นการทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปจากเดิมในลักษณะที่จะพาเอาไปได้  ทั้งนี้เพื่อแย่งการครอบครองหรือตัดสิทธิของเจ้าของทรัพย์  มิใช่เป็นการเอาไปชั่วคราว

แดงส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้ขาวซ่อม  แต่เงินในรถยนต์นั้นแดงลืมไว้เช่นนี้ถือว่าการครอบครองเงินยังอยู่ที่แดง  การที่ขาวเอาเงินไป  1,000  บาท  จึงเป็นการแย่งการครอบครองเงินจากแดงซึ่งเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น  ทั้งปฏิเสธตามที่แดงถาม  และเก็บเงินไว้ใช้เองนั้น  เป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  ขาวจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา 334

สรุป  ขาวจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

 

ข้อ  4  เอกว่าจ้างโทขับรถบรรทุกให้คนของย้ายบ้านไปอาศัยอยู่กับญาติเนื่องจากตกงาน  โดยตกลงค่าว่าจ้างกัน  2,000  บาท  แต่เอกมีเงินอยู่เพียง  1,000  บาท  จึงหลอกโทว่าจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน  1,000  บาทก่อน  ขนของเสร็จจะจ่ายให้อีก  1,000  บาท  แต่ปรากฏว่าเมื่อขนย้ายเสร็จเอกกลับบอกกับโทว่าเงินหมดแล้วมีแค่ที่จ่ายให้แล้วเท่านั้น  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่าเอกจะมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  341  ผู้ใดโดยทุจริต  หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง  และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ  ถอน  หรือทำลาย  เอกสารสิทธิ  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  ประกอบด้วย

1       หลอกลวงผู้อื่นด้วยการ

(ก)  แสดงข้อความเป็นเท็จ  หรือ

(ข)  ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

2       โดยการหลอกลวงนั้น

(ก)  ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม

(ข)  ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม  ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

เอกว่าจ้างโทให้ขนของย้ายบ้าน  โดยหลอกโทว่าจะจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน  1,000  [ท  ขนของเสร็จแล้วจะจ่ายให้อีก  1,000  บาท  โทหลงเชื่อได้รับจ้างขนส่งให้  เมื่อขนย้ายเสร็จเอกปฏิเสธไม่จ่ายเงินให้โท  จึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  โดยเจตนาทุจริต  แต่อย่างไรก็ดี  เอกได้รับเพียงการขนส่งจากโท  เอกไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  โดยเจตนาทุจริต  แต่อย่างไรก็ดี  เอกได้รับเพียงการขนส่งจากโท  เอกไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโทผู้ถูกหลอกลวง  ส่วนเงินค่าจ้างขนส่ง  1,000  บาทที่เอกไม่ได้ชำระให้โท  เป็นทรัพย์ที่โทจะเรียกร้องเอาจากเอกภายหลังเมื่อขนส่งให้เอกถึงที่ที่ตกลงกันแล้ว  กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง  เมื่อจ่ายค่าขนส่งไม่ครบก็ต้องไปฟ้องเรียกร้องทางแพ่งต่อไป  ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341

สรุป  เอกไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง  ตามมาตรา  341

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา 2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ 1.       เอ๋และอ้นประสบปัญหารักสามเส้าหาทางออกไม่ได้  เอ๋จึงชวนอ้นให้ฆ่าตัวตายพร้อมกัน  โดยเอ๋ไปซื้อยาพิษเอามาผสมเครื่องดื่มคนละแก้ว  แล้วเอ๋และอ้นต่างก็ดื่มยาพิษพร้อม ๆ กัน  ปรากฏว่ามีผู้มาพบนำทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ล้างท้อง  แต่ช่วยชีวิตเอ๋ได้เพียงคนเดียว  ส่วนอ้นถึงแก่ความตายในวันนั้นเอง ดังนี้เอ๋จะมีความผิดต่อชีวิตฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบ
 
หลักกฎหมาย      มาตรา 288          
 

วินิจฉัย               

 เอ๋ไม่มีความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา  (มาตรา 288)  เพราะทั้ง 2 คน ต่างสมัครใจฆ่าตนเอง   ต่างก็ยกเครื่องดื่มดื่มเอง  โดยเอ๋ไม่ได้บังคับโดยจับอ้นกรอกยาพิษแต่อย่างใด  เอ๋จึงไม่มีความผิด

 

ข้อ 2.        นายเพชรสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่นายสว่าง 50,000 บาท  ต่อมานายสว่างได้สลักหลังโอนเช็คฉบับนั้นเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่นางพลอย  เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็คนางพลอยได้นำเช็คไปขึ้นเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีของนายเพชรไม่พอจ่าย  นายสว่างจึงจ่ายเงินตามเช็คให้แก่นางพลอยและขอรับเช็คคืน  หลังจากนั้นนายสว่างได้เรียกให้นายเพชรจ่ายเงินคืนให้ตามจำนวนที่ระบุในเช็คแต่นายเพชรก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา  วันหนึ่งนายสว่างได้ลักพาตัวเด็กชายก้องบุตรของนายเพชรไปขังไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งและขู่เข็ญให้นายเพชรจ่ายเงินตามเช็คให้  โดยขู่ว่าถ้าไม่ยอมจะทำร้ายเด็กชายก้อง  ในที่สุดนายเพชรก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปช่วยพาเอาตัวเด็กชายก้องออกมาได้โดยปลอดภัย  ส่วนนายสว่างก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาเอาตัวเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายสว่างจะเป็นความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  มาตรา 313

การที่นายสว่างเรียกเอาเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คจากนายเพชรเป็นการเรียกเอาเงินซึ่งนายสว่างมีสิทธิจะได้เงินดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นค่าไถ่ตามกฎหมาย  ดังนั้นการกระทำของนายสว่างจึงไม่เป็นความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตามมาตรา 313

 

ข้อ 3    จำเลยเป็นลูกจ้างธนาคารแห่งหนึ่งตำแหน่งธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า  วันเกิดเหตุจำเลยใช้ใบถอนเงินปลอมถอนเงินจากบัญชีของนาย ก. จำนวน 100,000 บาท จากนั้นนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน  ดังนี้ จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334  บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยสุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

มาตรา 335  บัญญัติว่า ผู้ใดลักทรัพย์

(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินปลอมถอนเงินจากบัญชีของนาย ก. จำนวน 100,000 บาท จากนั้นนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน  การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ตามมาตรา 335 (11) เพราะเงินที่ลูกค้านำมาฝากเข้าบัญชีไว้กับธนาคารถือได้ว่าเงินอยู่ในความครอบครองของธนาคาร ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย เมื่อจำเลยเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่นจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ฎีกาที่ 1104/2545)

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามมาตรา 335 (11)

 

ข้อ 4    นายหนึ่งจัดงานเลี้ยงที่บ้าน  เพื่อนของนายหนึ่งมาร่วมงานหลายคนรวมทั้งนายสองปรากฏว่ามีคนลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องรับแขก  นายหนึ่งเข้าใจว่าเป็นของนายสองจึงถามนายสองว่ากระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นของนายสองใช่หรือไม่  นายสองพยักหน้า  นายหนึ่งจึงมอบกระเป๋าสตางค์ให้แก่นายสองไป  โดยที่ความจริงกระเป๋าสตางค์นั้นไม่ใช่ของนายสอง  ดังนี้ นายสองมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341  บัญญัติว่า  ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

                กรณีตามอุทาหรณ์  การที่มีคนลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องรับแขก  นายหนึ่งเข้าใจว่าเป็นของนายสองจึงถามนายสองว่า กระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นของนายสองใช่หรือไม่ นายสองพยักหน้า นายหนึ่งจึงมอบกระเป๋าสตางค์ให้แก่นายสองไป  กรณีดังกล่าวการกระทำของนายสองเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ  ด้วยการใช้กิริยาท่าทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งกระเป๋าสตางค์จากนายหนึ่ง  การกระทำของนายสองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341

                สรุป   นายสองมีความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341

LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3
 
คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ
 
ข้อ 1.        วันต้องการฆ่าทอมจึงหยิบซองใส่ผงยาพิษที่เตรียมไว้โรยใส่ถ้วยกาแฟของทอม แต่วันหยิบซองยาผิด ไปหยิบเอาซองยากดประสาทอย่างแรงมา เมื่อทอมดื่มจึงทำให้หมดสติไป 7-8 ชั่วโมง รู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล ดังนี้ วันจะมีความผิดต่อชีวิตและร่างกายฐานใด
ธงคำตอบ
 
หลักกฎหมาย    มาตรา 288 (289) ประกอบมาตรา 81
 
วินิจฉัย 
 
 วันมีความผิดฐานพยายามฆ่าที่ไม่สามารถบรรลุผลได้โดยแน่แท้เพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด เนื่องจากวันมีเจตนาฆ่า และได้ลงมือกระทำแล้ว โดยเอาห่อยาเทใส่เครื่องดื่มให้ทอมดื่ม แต่เมื่อไม่ใช่ยาพิษเพราะหยิบซองยาผิด จึงไม่สามารถทำให้ทอมตายได้อย่างแน่นอน และไม่ผิดฐานทำร้ายร่างกายเพราะวันมีเจตนาฆ่า จึงผิดฐานพยายามฆ่า 
ข้อ 2.         นายสิงห์กับนายเสือทำงานอยู่ที่เดียวกัน วันหนึ่งนางราตรีมารดาของเด็กหญิงอ้อยได้อนุญาตให้เด็กหญิงอ้อยไปกับนายเสือ เพื่อให้ไปหานายสิงห์ผู้เป็นบิดาที่ทำงาน  นายเสือได้ขับรถพาเด็กหญิงอ้อยเข้าไปในโรงแรม นายเสือเดินเข้าไปในห้องพักและกวักมือเรียกเด็กหญิงอ้อยให้ตามเข้าไปในห้องด้วย แต่เด็กหญิงอ้อยยังคงยืนอยู่ข้างรถไม่ยอมเข้าห้องตามที่นายเสือเรียกและมีพนักงานโรงแรมมาช่วยเหลือพาเด็กหญิงอ้อยกลับบ้าน ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายเสือจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด 
ธงคำตอบ
 
นายเสือขับรถพาเด็กหญิงอ้อยเข้าไปในโรงแรมจะอ้างว่าได้รับความยินยอมจากนางราตรีมารดาของเด็กหญิงอ้อยไม่ได้ และการที่นายเสือเข้าไปในห้องแล้วกวักมือเรียกเด็กหญิงอ้อยให้ตามเข้าไปย่อมแสดงว่า     นายเสือมีเจตนาเพื่อจะร่วมประเวณีหรือกระทำมิดีมิร้ายในทางเพศ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุ       ไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสาม
 
ข้อ 3.     นาย ก. เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ โดยมีจำเลยเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ นายแดงนำรถยนต์มาที่อู่ของนาย ก. เพื่อซ่อมเครื่องยนต์ โดยนายแดงตกลงกับนาย ก. ว่า นายแดงจะเป็นผู้ซื้ออะไหล่แท้มาให้นาย ก.  ต่อมาเมื่อนายแดงซื้ออะไหล่แท้มาได้แล้วก็นำมามอบให้นาย ก. ครั้นถึงเวลาซ่อมเครื่องยนต์ จำเลยซึ่งเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ได้จงใจเปลี่ยนเอาอะไหล่แท้ที่นายแดงซื้อมา ไปใส่ให้กับรถยนต์ของนายขาว แล้วนำอะไหล่เทียมมาใส่ให้รถยนต์ของนายแดง โดยที่นาย ก. เจ้าของอู่ไม่ทราบเรื่อง ดังนี้ จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่      เพราะเหตุใด
 
ธงคำตอบ
 
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334  บัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์”
 
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงซื้ออะไหล่แท้มอบให้นาย ก. เจ้าของอู่ นาย ก. ย่อมเป็นผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยซึ่งเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ได้จงใจเปลี่ยนเอาอะไหล่แท้ที่นายแดงซื้อมาไปใส่ให้กับรถยนต์ของนายขาว แล้วนำอะไหล่เทียมมาใส่ให้รถยนต์ของนายแดง โดยที่นาย ก. เจ้าของอู่ไม่ทราบเรื่อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334
 
สรุป   จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334
ข้อ 4.    นายเสือขู่เข็ญนายเสาร์ให้นายเสาร์ส่งเงินให้แก่นายเสือจำนวน 100,000 บาท โดยนายเสือพูดว่า ถ้านายเสาร์ไม่ให้อีก 7 วันจะมาฆ่าให้ตาย ให้ตอบคำถามดังต่อไปนี้
 
(1)  กรณีที่นายเสาร์เกิดความกลัวจึงส่งเงินให้แก่นายเสือเพียง 1 บาท นายเสือมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด
 
(2)  กรณีที่นายเสาร์ไม่กลัวและไม่ยอมส่งเงินให้ นายเสือมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด
 
ธงคำตอบ
 
                ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 บัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชค”
 
                กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเสือขู่เข็ญนายเสาร์ให้นายเสาร์ส่งเงินให้แก่นายเสือ จำนวน 100,000 บาท โดยนายเสือพูดว่า ถ้านายเสาร์ไม่ให้อีก 7 วันจะมาฆ่าให้ตาย นายเสาร์เกิดความกลัวจึงส่งเงินให้แก่นายเสือเพียง    1 บาท ถือได้ว่าเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ซึ่งทรัพย์สิน เมื่อนายเสาร์ยอมให้ทรัพย์ก็เป็นความผิดฐานกรรโชคทรัพย์ตามมาตรา 337 สำเร็จแล้ว แม้การให้ทรัพย์จะไม่เต็มจำนวนก็ตาม
 
กรณีที่นายเสาร์ไม่กลัวและไม่ยอมส่งเงินให้ นายเสือมีความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา 337 ประกอบมาตรา 80
 
สรุป        (1)  กรณีนายเสาร์ส่งเงินให้แก่นายเสือ 1 บาท นายเสือมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา 337
 
(2)  กรณีนายเสาร์ไม่กลัวและไม่ยอมส่งเงินให้ นายเสือมีความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา 337 ประกอบมาตรา 80

LAW 3001 กฎหมายอาญา3 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

 ข้อ  1  หนึ่งมีเรื่องโกรธเคืองไม่พอใจแดง  หนึ่งชวนสองให้ไปดักทำร้ายแดง  โดยตกลงกันว่า  เอาแค่สั่งสอนให้พอเจ็บเท่านั้น  เมื่อแดงเดินผ่านมาถึงจุดที่ทั้งสองดักรออยู่  หนึ่งตรงเข้าไปชกปากแดง  1  ที  ปากแตก  สองมองเห็นท่อนไม้ที่พื้นจึงหยิบท่อนไม้นั้นฟาดแดงถูกที่ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนจนตาของแดงบอด  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  หนึ่งจะมีความผิดต่อร่างกายผู้อื่นฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  83  ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ  ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  295  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย  หรือจิตใจของผู้นั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ต้องระวางโทษ

มาตรา  297  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษ

อันตรายสาหัสนั้น  คือ

(1)    ตาบอด  หูหนวก  ลิ้นขาด  หรือเสียฆานประสาทวินิจฉัย

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297  เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ต้องรับโทษหนักขึ้น  เพราะผลที่เกิดจากการกระทำ  ดังนั้น  ในเบื้องต้นจึงต้องพิจารณาก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา  295  หรือไม่

องค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  ประกอบด้วย

1       ทำร้าย

2       ผู้อื่น

3       จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่หนึ่งและสองมีเจตนาทำร้ายร่างกายแดง  โดยหนึ่งชกปากแดง  1  ที  และสองหยิบท่อนไม้ฟาดแดงถูกที่ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนจนตาบอด  การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ตามมาตรา  295  แล้ว  เมื่อผลที่เกิดจากการกระทำผิดดังกล่าวทำให้แดงตาบอด  จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297(1)

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  หนึ่งและสองมีเจตนาร่วมกันที่จะทำร้ายร่างกายแดง  แม้สองแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้ไม้ฟืนฟาดศีรษะแดง  และหนึ่งไม่มีเจตนาให้แดงผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส  หรือมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลนั้นขึ้น  คงมีเจตนาร่วมทำร้ายร่างกายแดงเท่านั้น  หนึ่งตัวการร่วมก็ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสองด้วย  ถือได้ว่า  หนึ่งเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายแดงจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297(1)  ประกอบมาตรา  83  แล้ว  (ฎ. 313/2529 (ประชุมใหญ่))

สรุป  หนึ่งต้องรับผิดฐานเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  ตามมาตรา  297

 

ข้อ  2  นายดำกู้ยืมเงินจากนางส้มโดยจำนำสร้อยคอทองคำไว้เป็นประกัน  นายดำยังไม่มีเงินชำระหนี้  แต่อยากจะได้สร้อยคืนจึงไปขอยืมสร้อยที่จำนำไว้โดยอ้างว่าจะนำไปให้เพื่อนดูเป็นตัวอย่าง  แต่นางส้มไม่ยอม  นายดำจึงใช้อาวุธมีดปลายแหลมซึ่งพกติดตัวมาทำการขู่เข็ญเอาสร้อยจากนางส้ม  ขณะนั้นสามีของนางส้มมาเห็นเหตุการณ์จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาจับกุมตัวนายดำไปดำเนินคดี  โดยนางส้มยังไม่ได้มอบสร้อยให้นายดำแต่อย่างใด

ดังนี้  อยากทราบว่าการกระทำของนายดำจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  309  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ  ตามมาตรา  309  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด  ไม่กระทำการใด  หรือจำยอมต่อสิ่งใด

2       โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง  หรือของผู้อื่น  หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย

3       จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น  ไม่กระทำการนั้น  หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

4       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  นายดำจำนำสร้อยคอทองคำไว้กับนางส้ม  ไม่มีเงินชำระหนี้แต่อยากได้คืน  จึงไปขอยืมสร้อยที่จำนำโดยอ้างว่าจะนำไปให้เพื่อนดูเป็นตัวอย่าง  แต่นางส้มไม่ยอม  นายดำจึงใช้อาวุธมีดขู่เข็ญให้นางส้มคืนสร้อยให้  การกระทำของนายดำเช่นนี้ถือเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพตามมาตรา  309  วรรคแรก  แต่เมื่อนางส้มยังไม่ได้คืนสร้อยให้ตามที่ถูกข่มขืนใจ  จึงเป็นกรณีที่นายดำได้ลงมือกระทำไปตลอดแล้ว  แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  อันเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  ตามมาตรา  309  วรรคแรกประกอบมาตรา  80

สรุป  นายดำมีความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ  ตามมาตรา  309  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  3  วันเกิดเหตุจำเลยเห็นนาย  ก  เดินผ่านมา  จำเลยใช้มือลูบคลำตามเสื้อและกางเกงของนาย  ก  จากนั้น  จำเลยพูดขอแว่นตาที่นาย  ก  สวมอยู่  นาย  ก  ไม่ยอมให้  จำเลยแย่งแว่นตาไปจากนาย  ก  นาย  ก  แย่งคืนมาได้  จำเลยแย่งไปได้อีก  แล้วพูดว่า  “ถ้าเอ็งมีอาวุธกูแทงเสียแล้ว”  หลังจากพูดเสร็จ  จำเลยเอามือล้วงใต้เสื้อตรงขอบกางเกงหน้าท้อง

ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  336  ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ต้องระวางโทษ

มาตรา  339  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การจะพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่  การกระทำนั้นนอกจากจะเป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์แล้ว  ประการสำคัญคือ  การลักทรัพย์นั้นต้องได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา  1(6)  หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายด้วย  มิฉะนั้นย่อมไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339

การที่จำเลยพูดขอแว่นตาที่นาย  ก  สวมอยู่  นาย  ก  ไม่ยอมให้  จำเลยแย่งแว่นตาไปจากนาย  ก  นาย  ก  แย่งคืนมาได้  จำเลยแย่งไปได้อีก  ถือว่าเป็นการเอาไปจากการครอบครองซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น  โดยทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปจากที่เดิมในลักษณะที่จะพาเอาได้ในลักษณะเป็นการตัดสิทธิของเจ้าทรัพย์อย่างถาวร  โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง  การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  แต่การที่จำเลยพูดกับนาย  ก  ว่า  “ถ้าเอ็งมีอาวุธกูแทงเสียแล้ว”  หลังจากพูดเสร็จ  จำเลยเอามือล้วงใต้เสื้อตรงขอบกางเกงหน้าท้อง  พฤติการณ์เช่นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย  ทั้งคำกล่าวนั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339 

อย่างไรก็ตาม  การกระทำของจำเลยที่ไปแย่งแว่นตาไปจากนาย  ก  และมีการแย่งกันไปมาจนทรัพย์ไปอยู่กับจำเลยนั้น  เป็นการลักทรัพย์โดยการเอาทรัพย์ไปโดยการหยิบหรือกระชากเอา  หรือแย่งเอาในลักษณะที่รวดเร็วอันถือว่าเป็นการฉกฉวย  ซึ่งได้กระทำซึ่งหน้านาย  ก  เจ้าของทรัพย์  การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336  (ฎ. 1088/2520)

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  336

 

ข้อ  4  นายหนึ่งกับนายสองเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน  ปรากฏว่าปั๊มน้ำมันของนายหนึ่งขายดี  นายหนึ่งจึงไปขอยืมน้ำมันดีเซลจากนายสอง จำนวน  5,000  ลิตร  คิดเป็นเงิน  35,000  บาท  เพื่อนำไปขายที่ปั๊มน้ำมันของนายหนึ่ง  โดยสัญญาว่าจะนำมาคืนให้ภายในเวลาที่กำหนด  ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดนายหนึ่งไม่ยอมคืน  ดังนี้  นายหนึ่งมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การกระทำของนายหนึ่งมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่  เห็นว่า  ความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  เป็นความผิดที่ประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์  หรือกล่าวได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองกรรมสิทธิ์ของบุคคลมิให้ถูกผู้ครอบครองทรัพย์นั้นเบียดบังไป  จึงต้องพิจารณาว่า  ทรัพย์ที่ถูกเบียดบังไม่ว่าด้วยวิธีการนำไปใช้สอย  หรือจำหน่ายจ่ายโอนนั้นเป็นของจำเลยหรือไม่  กล่าวคือ  ทรัพย์สินที่เป็นของผู้อื่นมาก่อน  หากผู้นั้นได้มอบหมายการครอบครองและโอนกรรมสิทธิ์ให้อีกบุคคลหนึ่ง  ผู้นั้นย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์  จึงไม่อาจมีความผิดฐานยักยอกได้  การโอนกรรมสิทธิ์อาจอาศัยนิติกรรมสัญญา  เช่น  สัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนให้  ยืมใช้สิ้นเปลือง  ฝากเงิน  เป็นต้น

การที่นายหนึ่งยืมน้ำมันดีเซลจากนายสอง  เพื่อนำไปขายที่ปั๊มของตนเอง  แล้วไม่ยอมคืนนั้น  เห็นว่า  การยืมน้ำมันเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง  ซึ่งเป็นสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปให้แก่ผู้ยืม  ผู้ยืมจึงเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นโดยผลของสัญญายืมและบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  650  ย่อมนำทรัพย์นั้นไปใช้สอยได้ด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์  ตามมาตรา 1336  น้ำมันจึงไม่เป็นทรัพย์ของนายสองหรือที่นายสองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เมื่อน้ำมันไม่ใช่ทรัพย์ของผู้อื่น  การกระทำของนายหนึ่งจึงไม่เป็นผิดฐานยักยอก  เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิด  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  การที่นายหนึ่งไม่ส่งทรัพย์ที่ยืมคืน  แม้จะไม่ได้นำไปใช้หรือใช้แล้วแต่ยังเหลืออยู่  หรือใช้หมดไปแต่ไม่หาทรัพย์ที่เป็นประเภท  ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันมาคืน  ย่อมเป็นเพียงผิดสัญญาทางแพ่ง  และเมื่อนายสองไปทวงถามทรัพย์คืนจากนายหนึ่ง  แม้นายหนึ่งจะอ้างเหตุในการไม่คืนด้วยเหตุใดก็ตาม  ก็หาทำให้กลายเป็นผิดฐานยักยอกไปได้  (ฎ. 1250/2530)

สรุป  นายหนึ่งไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก

LAW 3001 กฎหมายอาญา3 S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  น.ส.แจ๋วต้องการลักทรัพย์ของนายจ้าง  จึงแอบเอายานอนหลับผสมในเครื่องดื่มให้นายจ้างดื่มจะได้ลักทรัพย์ได้สะดวก  ปรากฏว่านายจ้างแพ้ยาทำให้หัวใจวายถึงแก่ความตาย  ดังนี้  น.ส.แจ๋ว  จะมีความผิดต่อชีวิตฐานใด  หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  290  วรรคแรก  ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิด  ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1  ทำร้ายผู้อื่น

2  เป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย

3  โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่  น.ส.แจ๋วต้องการลักทรัพย์นายจ้างจึงได้แอบเอายานอนหลับผสมเครื่องดื่มให้นายจ้างดื่ม  จะได้ลักทรัพย์ได้สะดวก  การกระทำของ  น.ส.แจ๋วเช่นนี้  ไม่มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา  เพราะเหตุว่า  น.ส.แจ๋วไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผลในชีวิตของนายจ้าง  หรือการที่นำยานอนหลับผสมในเครื่องดื่มให้นายจ้างดื่มนั้น  ก็ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจะทำให้นายจ้างถึงแก่ความตายแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม  การที่  น.ส.แจ๋วเอายานอนหลับให้นายจ้างกิน  ถือได้ว่า  น.ส.แจ๋วมีเจตนาทำร้ายนายจ้าง  เมื่อนายจ้างถึงแก่ความตาย น.ส.แจ๋วจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรก

สรุป  น.ส.แจ๋วมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามมาตรา  290  วรรคแรก

 

ข้อ  2  หนึ่งบอกขายที่ดินให้กับสองในราคา  15  ล้านบาท  สองเห็นว่าราคาไม่แพงและกำลังต้องการที่ดินเพื่อสร้างบ้าน  แต่เนื่องจากโฉนดที่ดินของหนึ่งถูกนายแดงยึดไว้เป็นประกันเงินที่หนึ่งกู้ไป  3  ล้านบาท  หนึ่งจึงขอให้สองเอาเงินสดมาชำระหนี้นายแดงแทนตนก่อน  จะได้รีบนำโฉนดไปโอนขายกันในวันนั้นเลย  สองตกลงนำเงินสดมาตามที่นัดหมายกัน  โดยให้หนึ่งขับรถพาไปบ้านนายแดง  ระหว่างทางหนึ่งเกิดความโลภจึงขับรถไปจอดหน้าร้านขายยา  และหลอกให้สองช่วยลงไปซื้อยาแก้ไข้แก้ปวด  โดยอ้างว่าตนลงไปไม่ได้เพราะเป็นที่ห้ามจอด  พอสองลงจากรถเดินเข้าไปในร้านขายยา  หนึ่งรีบขับรถพากระเป๋าใส่เงิน  3  ล้านบาทของสองหนีไป  ดังนี้หนึ่งจะมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

ทั้งความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานฉ้อโกง  ต่างทำให้ผู้กระทำความผิดได้ทรัพย์ไปจากผู้ครอบครองเช่นเดียวกัน  แต่ลักษณะการได้มาจะแตกต่างกัน  กล่าวคือ  ในความผิดฐานลักทรัพย์ผู้กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการ  เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ยินยอม  และการครอบครองยังอยู่ที่เจ้าของทรัพย์หรือผู้ครอบครอง  ส่วนความผิดฐานฉ้อโกง  ผู้กระทำความผิดได้ทรัพย์ไปโดยความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์  แต่ความยินยอมดังกล่าวเกิดจากการหลอกลวง

กรณีตามอุทาหรณ์  การกระทำของหนึ่งมีความผิดฐานลักทรัพย์  เพราะการที่สองลงไปซื้อยาแก้ปวด  การครอบครองเงินยังอยู่ที่สอง  นายสองมิได้มีเจตนาที่จะสละการครอบครอง  เมื่อหนึ่งขับรถพากระเป๋าใส่เงินของสองหนีไป  จึงถือเป็นการแย่งการครอบครองโดยพาเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์  โดยมีเจตนาทุจริต  เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  การกระทำของหนึ่งจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334

ส่วนการที่หนึ่งหลอกให้สองไปซื้อยาให้นั้น  ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง  เพราะเป็นการหลอกลวงเพื่อความสะดวกที่จะลักทรัพย์ ซึ่งการหลอกลวงนั้นไม่ทำให้หนึ่งได้ทรัพย์และไม่ได้การครอบครองแต่อย่างใด  หนึ่งยังคงต้องกระทำการเอาทรัพย์ไปจากสองโดยทุจริตจึงเป็นการลักทรัพย์

สรุป  หนึ่งมีความผิดฐานลักทรัพย์

 

ข้อ  3  น.ส.หน่อย  อายุ  16  ปี  เป็นนักเรียนระดับมัธยมปลาย  และเป็นเพื่อนกับ  น.ส.พลอย  บุตรสาวของนายสิงหา  น.ส.หน่อยไปที่บ้านของนายสิงหาเป็นประจำเพื่อติดรถของนายสิงหาไปโรงเรียนพร้อมกับน.ส.พลอย  ในวันหยุดก็ไปทำการบ้านและนั่งเล่นกับ  น.ส.พลอยที่บ้านของนายสิงหาบ่อยครั้ง  วันเกิดเหตุ  น.ส.หน่อยไปที่บ้านของนายสิงหา  แต่  น.ส.พลอยไม่อยู่บ้าน  นายสิงหาจึงถือโอกาสชวน น.ส.หน่อยเข้าไปในห้องนอนโดยมีเจตนาจะกระทำชำเรา  ขณะนั้น  น.ส.พลอยกลับเข้ามาในบ้านนายสิงหาจึงไม่ได้กระทำชำเรากับ  น.ส.หน่อยแต่อย่างใด  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายสิงหาจะเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  319  วรรคแรก  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี  แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  เพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิด ตามมาตรา  319  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       พรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ยังไม่เกิน  18  ปี

2       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

3       โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

4       โดยเจตนา

5       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

การพราก  หมายถึง  การพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  ทำให้ความปกครองดูแลของบุคคลดังกล่าว  ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน  อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลดังกล่าว

กรณีตามอุทาหรณ์  น.ส.หน่อย  อายุ  16  ปี  ก่อนเกิดเหตุ  น.ส.หน่อยโดยสารรถของนายสิงหาไปโรงเรียนเป็นประจำ  เมื่อกลับจากโรงเรียนแล้วมีบ่อยครั้งที่  น.ส.หน่อยนั่งเล่นและทำการบ้านอยู่กับ  น.ส.พลอย  ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายสิงหาที่บ้านของนายสิงหา  พฤติการณ์เช่นนี้แม้ขณะที่  น.ส.หน่อยเล่นอยู่ที่บ้านนายสิงหา  ก็ถือว่า  น.ส.หน่อยยังอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา  ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลก็ตาม

แต่การที่  น.ส.หน่อยได้มาหา  น.ส.พลอยบุตรสาวของนายสิงหาที่บ้าน  โดยที่นายสิงหาไม่ได้ชักชวนให้มาแต่อย่างใด  จึงเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ไปบ้านของนายสิงหาเองโดยสมัครใจ  มิได้เกิดจากนายสิงหาหรือบุคคลอื่นใดชักพาไป  การที่  น.ส.หน่อยมาที่บ้านของนายสิงหา จึงไม่ถือว่าเป็น  “การพราก”  ตามนัยของมาตรา  319  วรรคแรก

เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการพรากแล้ว  แม้นายสิงหาจะชวน  น.ส.หน่อยเข้าไปในห้องนอนโดยมีเจตนากระทำชำเรา  แต่ยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน  ก็ไม่เป็นการพรากไปเพื่ออนาจาร  เพราะเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณบ้านของนายสิงหาเอง  นายสิงหาไม่ได้ชักชวนหรือพา  น.ส.หน่อยไปยังสถานที่อื่น  กรณีจึงถือไม่ได้ว่านายสิงหาพราก  น.ส.หน่อยไปเสียจากความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง  ดังนั้นการกระทำของนายสิงหาจึงไม่เป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ  ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจาร  ตามมาตรา  319  วรรคแรก  แต่อย่างใด  (ฎ. 1102/2541)

สรุป  นายสิงหาไม่มีความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ  ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจาร  ตามมาตรา  319  วรรคแรก

 

ข้อ  4  ดำซึ่งเป็นนายจ้างได้ไปกับขาวลูกจ้าง  เพื่อไปซื้อหมูในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  ดำเกิดมีปากเสียงกับมืดพ่อค้าขายหมูจึงมีการท้าชกต่อยกัน  ดำจึงให้ขาวลูกจ้างนำกระเป๋าซึ่งมีเงิน  15,000  บาท  ออกไปจากที่เกิดเหตุที่จะมีการชกต่อยกัน  และดำบอกให้ขาวไปรอที่หน้าปากซอยซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุพอประมาณ  เมื่อขาวนำกระเป๋าออกไปรอดำอยู่นั้น  ขาวเปิดกระเป๋าพบเงินจำนวนมาก  ขาวจึงได้เอากระเป๋าที่มีเงินนั้นหนีไปเลย  ขาวมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานยักยอกทรัพย์  มีข้อแตกต่างหรือจุดแยกที่สำคัญก็คือ  จะต้องพิจารณาว่าทรัพย์อยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดหรือไม่  เพราะความผิดฐานลักทรัพย์  เป็นเรื่องของการแย่งการครอบครอง  แต่ถ้าความครอบครองอยู่ที่ผู้กระทำความผิดแล้วเบียดบังโดยทุจริตก็เป็นเรื่องของการยักยอกทรัพย์

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ดำให้ขาวลูกจ้างนำกระเป๋าซึ่งมีเงิน  15,000  บาท  ออกไปจากที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัยแห่งทรัพย์  กรณีถือเป็นการส่งมอบการครอบครองกระเป๋าซึ่งมีเงินให้แก่ขาวลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย  ขาวจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น  มิได้ยึดถือไว้แทนดำในฐานะลูกจ้างแต่อย่างใด  เมื่อขาวได้เอากระเป๋าที่มีเงินนั้นหนีไป  จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นนั้นไปโดยทุจริต  เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้  โดยชอบด้วยกฎหมาย  ขาวจึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  หาใช่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ไม่  (ฎ. 460/2512 (ประชุมใหญ่))

สรุป  ขาวมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

LAW 3001 กฎหมายอาญา3 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  เข้มแอบซุ่มอยู่ข้างทางเพื่อดักชิงทรัพย์  เข้มเห็นเขียวขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงใช้ปืนเอ็ม  16  ยิงไปที่ยางรถจักรยานยนต์ของเขียวหลายนัด  เพื่อให้รถล้มลงจะได้เข้าไปปลดทรัพย์สิน  ปรากฏว่ากระสุนปืนถูกยางรถและถูกขาของเขียวจนได้รับอันตรายสาหัส  ดังนี้ เข้มจะมีความผิดต่อชีวิตและร่างกายฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด  หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด  ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  ประกอบด้วย

1       ฆ่า

2       ผู้อื่น

3       โดยเจตนา

การพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา  288  ดังกล่าวข้างต้นหรือไม่นั้น  ในเบื้องต้นจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลตามมาตรา  59  วรรคสองหรือไม่  ถ้าผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่าดังกล่าว  แม้ผู้ถูกกระทำจะถึงแก่ความตายก็ไม่อาจถือได้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดตามมาตรานี้

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่เข้มใช้อาวุธปืนเอ็ม  16  ยิงไปที่ยางรถจักรยานยนต์ของเขียวหลายนัด  โดยมีเจตนาเพียงเพื่อให้รถจักรยานยนต์ของเขียวล้ม  ในขณะที่อาจยิงเขียวให้ถึงแก่ความตายได้โดยตรงนั้น  ไม่ถือว่า  เข้มมีเจตนาฆ่าเขียวโดยประสงค์ต่อผลให้เขียวตาย  แต่โดยที่ลักษณะของการกระทำเช่นนั้น  เข้มย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า  การใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงดังกล่าวยิงไป  กระสุนปืนอาจถูกที่บริเวณอวัยวะสำคัญของเขียว  ทำให้เขียวได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายได้  กรณีเช่นนี้จึงถือว่าเข้มมีเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา  59  วรรคสอง

เมื่อปรากฏว่า  เข้มได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว  แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  คือกระสุนปืนถูกขาของเขียวได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น  ไม่ถึงแก่ความตาย  เข้มจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80 (ฎ. 2991/2536)

สรุป  เข้มมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  80

 

ข้อ  2  เด็กหญิงน้ำหวานทะเลาะกับมารดาแล้วหนีออกจากบ้านไปพักอยู่กับเพื่อนที่หอพัก  มารดาเคยไปตามที่หอพักแต่ไม่พบเพราะนายสิงห์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิงน้ำหวานไปที่ห้องเช่าของตน  ในขณะอยู่ในห้องเช่านายสิงห์ได้กอดจูบเด็กหญิงน้ำหวาน  โดยเด็กหญิงน้ำหวานก็สมัครใจ  ต่อมามารดาตามมาพบจึงได้พาตัวเด็กหญิงน้ำหวานกลับบ้านและดำเนินคดีกับนายสิงห์ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี  ไปเพื่อการอนาจาร  นายสิงห์ต่อสู้ว่าตนไม่มีความผิดเพราะขณะพาเด็กหญิงน้ำหวานไปนั้น  เด็กหญิงน้ำหวานได้หนีออกจากบ้านก่อนแล้ว  ไม่เป็นการพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาแต่อย่างใด  และตอนที่กอดจูบเด็กหญิงน้ำหวานก็สมัครใจไม่มีการใช้อุบายหลอกลวงหรือบังคับขืนใจ

ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  การกระทำของนายสิงห์จะเป็นความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  317  วรรคแรกและวรรคสาม  ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร  พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล  ต้องระวางโทษ

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร  หรือเพื่อการอนาจาร  ผู้กระทำต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร  ตามมาตรา  317  วรรคสาม  ประกอบด้วย

1       โดยปราศจากเหตุอันสมควร

2       พรากเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี

3       ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล

4       เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

5       โดยเจตนา

การพราก  หมายถึง  การพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแล  ทำให้ความปกครองดูแลบุคคลดังกล่าว  ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน  อันเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบุคคลดังกล่าว

เพื่อการอนาจาร  หมายความว่า  เพื่อความใคร่หรือการอื่นใดในทางประเวณีหรือชู้สาวถึงขั้นร่วมประเวณีหรือไม่ก็ได้  เพื่อผู้กระทำผิดกระทำอนาจารกับเด็ก  ให้ผู้อื่นกระทำอนาจารกับเด็ก  หรือให้เด็กกระทำอนาจารก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์  แม้ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิงน้ำหวานจะทะเลาะกับมารดาและหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพัก  แต่เมื่ออาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักดังกล่าวนั้น  มารดาก็ยังเอาใจใส่ติดตามตัวอยู่  พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิงน้ำหวานยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของมารดา  ดังนั้น  การที่นายสิงห์ขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิงน้ำหวานที่หอพักแล้วพาไปที่ห้องเช่าของตน  และขณะอยู่ที่ห้องพักนายสิงห์ได้กอดจูบเด็กหญิงน้ำหวาน  กรณีจึงเป็นการพาเด็กหญิงน้ำหวานออกจากหอพักไปโดยมีเจตนามุ่งที่จะล่วงเกินทางเพศหรือกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงน้ำหวานโดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาของเด็กหญิงน้ำหวาน  ซึ่งผลของการกระทำของนายสิงห์เช่นนี้  ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาที่มีต่อเด็กหญิงน้ำหวานได้ถูกพรากไปโดยปริยาย  การกระทำของนายสิงห์จึงเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี  ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุผลสมควรเพื่อการอนาจาร  อันเป็นความผิดตามมาตรา  317  วรรคสาม

สำหรับประเด็นที่นายสิงห์ต่อสู้ว่า  ขณะที่พาเด็กหญิงน้ำหวานไปนั้น  เด็กหญิงน้ำหวานได้หนีออกจากบ้านก่อนแล้วไม่เป็นการพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดา  และตอนที่กอดจูบกันเด็กหญิงน้ำหวานสมัครใจ  ไม่มีการใช้อุบายหลอกลวงหรือบังคับขืนใจนั้น  เห็นว่า  ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี  ไปเสียจากบิดามารดา  ผู้ปกครอง  หรือผู้ดูแลตามมาตรา  317  กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา  ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ  อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง  เมื่อการกระทำของนายสิงห์ดังกล่าวมีผลทำให้อำนาจปกครองของบิดามารดาถูกพรากไปเสียโดยปริยาย  แม้การกระทำของนายสิงห์นั้น  เด็กเต็มใจหรือสมัครใจไปกับนายสิงห์ด้วย  ก็หามีผลทำให้การกระทำของนายสิงห์ไม่เป็นความผิดไม่  (ฎ. 8052/2549)

สรุป  นายสิงห์มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน  15  ปี  ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร  ตามมาตรา  317วรรคสาม

 

ข้อ  3  ขณะที่แดงกำลังนั่งรอเพื่อนอยู่  ณ  สถานที่แห่งหนึ่ง  มืดค่อยๆย่องไปด้านหลังของแดง  และดึงเอาสร้อยคอทองคำมีพระเลี่ยมทองที่แดงสวมใส่อยู่ที่คอแดง  สร้อยคอหลุดลงบนพื้นบริเวณนั้น  มืดจึงรีบคว้าสร้อยคอเส้นนั้นใส่กระเป๋าและวิ่งหนีไป  แดงเห็นดังนั้นรีบวิ่งตามไปทันทีประมาณ  10  วินาที  มืดวิ่งไปแอบที่ตึกแถว  ขณะเดียวกันมืดรีบเอาท่อนไม้ที่พบบริเวณนั้นขึ้นมาขวางทำให้แดงวิ่งตามมาชนท่อนไม้สะดุดหกล้มทันที  มืดจึงวิ่งหนีไปได้  มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่มืดทำการขัดขวางการติดตามของแดง  มืดได้ทำสร้อยคอและพระเลี่ยมทองหล่นหายไปเสียแล้ว  เมื่อแดงพบสร้อยคอดังกล่าวจึงได้สร้อยกลับคืนมา  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  มืดมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  339  ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์  ต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์  ตามมาตรา  339  ประกอบด้วย

1       ลักทรัพย์

2       โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย

3       โดยเจตนา

4       เจตนาพิเศษ  เพื่อ

(1)  ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์  หรือพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น  หรือ

(5) ให้พ้นจากการจับกุม

การใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายที่เกิดขึ้นภายหลังลักทรัพย์สำเร็จแล้ว  จะต้องกระทำต่อเนื่องกับการลักทรัพย์  จึงจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  ถ้าการลักทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว  จึงได้มีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  ก็ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์กระทงหนึ่งและฐานทำร้ายร่างกายอีกกระทงหนึ่ง

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่มืดค่อยๆย่องไปด้านหลังของแดง  และดึงเอาสร้อยคอทองคำที่แดงสวมใส่อยู่ที่คอ  สร้อยคอหลุดลงบนพื้น  มืดจึงรีบคว้าสร้อยคอแล้วใส่กระเป๋าวิ่งหนีไป  การกระทำของมืดดังกล่าวถือว่าเป็นการเอาไปจากการครอบครองซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น  โดยทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปจากที่เดิมในลักษณะที่จะพาเอาได้  ในลักษณะเป็นการตัดสิทธิของเจ้าทรัพย์อย่างถาวร  โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้  โดยมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง  การกระทำของมืดเป็นความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ทั้งนี้ แม้มืดจะไม่ได้ขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย  หรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อภายหลังจากที่มืดหนีไป  มืดได้ใช้ท่อนไม้ขวางเพื่อให้แดงตามมาชนท่อนไม้  กรณีจึงถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อที่มืดจะยึดทรัพย์นั้นไว้  แม้จะมีการลักทรัพย์ไปสำเร็จแล้ว  แต่ก็ยังไม่ขาดตอน  และแม้มืดจะทำสร้อยคอตกหายไปก็ตาม  ในระหว่างนั้นก็ถือว่าเป็นการชิงทรัพย์สำเร็จแล้วตามมาตรา  339  มิใช่พยายามชิงทรัพย์

สรุป  มืดมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา  339  

 

ข้อ  4  ดำมีเงินในบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งตามสมุดเงินฝาก  2,000  บาท  ปรากฏว่าดำนำเงินไปฝากธนาคารเพียง  1,000  บาท  แต่ธนาคารพิมพ์ในสมุดบัญชีเงินฝากของดำเป็นเงิน  30,000  บาท  ผิดไปจากความจริง  ต่อมาอีก  3  วัน  ดำได้ไปถอนเงินและปิดบัญชีของตนโดยถอนเงินจากธนาคารไปทั้งหมด  30,000  บาท  และเอาเงินที่เกินไป  27,000  บาท  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ดำมีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  352  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

ถ้าทรัพย์นั้นตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดเพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด  หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้  ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

วินิจฉัย

บทบัญญัติมาตรา  352  วรรคสอง  เป็นเหตุลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา  352  วรรคแรก  ถ้าทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดยักยอกนั้นตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดเพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด  หรือเป็นทรัพย์สินหาย  ซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้แล้วยักยอกไว้  ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษเพียงกึ่งหนึ่งของโทษตามมาตรา  352  วรรคแรก

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ดำนำเงินไปฝากเพียง  1,000  บาท  แต่ธนาคารพิมพ์ในสมุดบัญชีเงินฝากของดำเป็นเงิน  30,000  บาท  และดำได้ไปถอนเงินและปิดบัญชีของตนโดยถอนเงินจากธนาคารไปทั้งหมด  30,000  บาท  ดังนี้  ดำย่อมทราบดีว่ามีการนำเงินเข้าบัญชีของตนโดยเป็นความผิดพลาดของธนาคาร  เพราะในขณะที่ดำฝากเงิน  ดำฝากไปเพียง  1,000  บาท  รวมกับเงินที่ดำมีอยู่ก่อนในบัญชี  2,000 บาท  คงรวมกันได้เพียง  3,000 บาท  หาใช่  30,000  บาทไม่  จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์มาอยู่ในความครอบครองของดำโดยเป็นการที่ธนาคารสำคัญผิดส่งมอบให้  ดังนั้น  การที่ดำถอนเงินและปิดบัญชีของตนและเอาเงินที่เกิน  27,000  บาทไป  จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด  ดำต้องรับโทษเพียงกึ่งหนึ่งตามมาตรา  352  วรรคสอง  (ฎ. 442/2540)

สรุป  ดำมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด  ดำต้องรับโทษเพียงกึ่งหนึ่งตามมาตรา  352  วรรคสอง

LAW 3001 กฎหมายอาญา3 2/2552

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3001 กฎหมายอาญา 3

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ร.ต.ท.สมปองเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง  ก่อนที่จะนั่งได้ดึงเอาอาวุธปืนที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาเพื่อที่จะตรวจ  ล็อคเซฟกระสุนปืน  แต่ด้วยความรีบร้อนทำปืนหล่นลงพื้น  กระสุนปืนลั่นเสียงดัง  ทำให้เอ๋ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆตกใจ  โรคหัวใจกำเริบจนช็อคและถึงแก่ความตาย  ดังนี้  ร.ต.ท.สมปองจะมีความผิดต่อชีวิตฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  59  วรรคสี่  กระทำโดยประมาท  ได้แก่  กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา  แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง  ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้น  จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

มาตรา  291  ผู้ใดกระทำประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามมาตรา  291  ประกอบด้วย

1       กระทำด้วยประการใดๆ

2       การกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

3       โดยประมาท

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่  ร.ต.ท.สมปองได้ทำปืนหล่นลงพื้น  กระสุนปืนลั่นเสียงดัง  ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  และ  ร.ต.ท.สมปองผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่  อันถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทตามมาตรา  59  วรรคสี่

อย่างไรก็ดี  การที่เอ๋ซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ  เกิดตกใจเสียงปืนจนช็อคตายนั้น  ถือว่าเป็นผลที่ห่างไกลเกินเหตุ  ซึ่งตามปกติแล้วการที่มีเสียงดังไม่น่าจะทำให้คนตกใจจนถึงแก่ความตายได้  จึงเป็นการบังเอิญที่เอ๋ซึ่งเป็นโรคหัวใจมานั่งใกล้กับที่ทำปืนหล่น  และตกใจเสียงปืนที่บังเอิญเกิดลั่นขณะหล่นลงพื้น  ผลคือความตายจึงไม่มีความสัมพันธ์กับการกระทำของ  รต.ท.สมปอง  ดังนั้น  ร.ต.ท.สมปอง  จึงไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้น  ดังนั้น  ร.ต.ท.สมปองจึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามมาตรา  291

สรุป  ร.ต.ท.สมปองไม่มีความผิดต่อชีวิตฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

 

ข้อ  2  นางน้อยภริยาของนายใหญ่แอบมีชู้กับนายเล็ก  โดยนัดหมายให้นายเล็กมาหาที่บ้านและร่วมประเวณีกัน  ขณะที่นายใหญ่เดินทางไปทำงานในต่างจังหวัด  นางเดือนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเคยเห็นการกระทำของนางน้อยหลายครั้ง  วันหนึ่งนางเดือนได้เล่าเรื่องที่ตนเห็นให้นางสมศรีฟัง  นางสมศรีได้บอกให้นายใหญ่รู้ถึงพฤติกรรมของนางน้อยโดยบอกด้วยว่าเรื่องทั้งหมดนางเดือนเล่าให้ฟัง  ต่อมานางน้อยจึงดำเนินคดีกับนางเดือนว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ในชั้นศาลนางเดือนให้การรับสารภาพว่าได้พูดจริง  แต่ขอพิสูจน์ความจริงเพราะมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนจะเป็นพยานให้  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  นางเดือนจะขอพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่  และจะมีความผิดตามที่นางน้อยฟ้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  326  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษ…

มาตรา  330  วรรคสอง  แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์  ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น  เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว  และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท  ตามมาตรา  326  ประกอบด้วย

1       ใส่ความผู้อื่น

2       ต่อบุคคลที่สาม

3       โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง

4       โดยเจตนา

คำว่า  “ใส่ความ”  ตามนัยมาตรา  326  หมายความว่า  พูดหาเหตุร้าย  หรือกล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย  โดยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง  ซึ่งกระทำต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง  ดังนั้นข้อความที่เป็นถ้อยคำเปรียบเทียบที่ไม่สุภาพหรือเหยียดหยามให้อับอาย  ยังไม่ถือว่าเป็นการกล่าวหาเรื่องร้ายอันเป็นการใส่ความ

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นางเดือนเล่าถึงการกระทำของนางน้อยให้นางสมศรีฟัง  กรณีถือเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้นางน้อยเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  นางเดือนจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา  326

ส่วนการที่นางเดือนจะขอพิสูจน์ความจริงนั้น  เห็นว่า  กรณีเข้าข้อห้ามพิสูจน์ตามมาตรา  330  วรรคสอง  เพราะเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน นางเดือนจึงขอพิสูจน์ความจริงไม่ได้

ดังนั้น  นางเดือนจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา  326  และจะขอพิสูจน์ความจริงนั้นไม่ได้  ตามมาตรา  330  วรรคสอง

สรุป  นางเดือนมีความผิดฐานหมิ่นประมาท  และขอพิสูจน์ความจริงนั้นไม่ได้

 

ข้อ  3  จำเลยเป็นอาจารย์ทางไสยศาสตร์  มีประชาชนนับถือมาก  วันเกิดเหตุ  นาย  ก  ได้เชิญจำเลยมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่  จำเลยบอกนาย  ก  ว่า  เพื่อความเป็นสิริมงคลในการขึ้นบ้านใหม่  ให้นาย  ก  นำเงินและทองมาใส่ถุงย่ามที่จำเลยสะพายอยู่  นาย  ก  หลงเชื่อจึงนำเงิน  2,000  บาท  และสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทใส่ไปในถุงย่าม  จากนั้นจำเลยและนาย  ก  เดินทางไปที่บ้านของนาย  ก  เพื่อทำพิธี ระหว่างทางจำเลยได้ล้วงเอาเงินและสร้อยคอไป  เมื่อไปถึงบ้านหลังใหม่จึงไม่ได้ทำพิธีโดยจำเลยบอกนาย  ก  ว่า  ไม่มีเงินและทองมาทำพิธี  ส่วนนาย  ก  โต้เถียงว่าได้มอบให้ไปแล้ว  ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์  ตามมาตรา  334  ประกอบด้วย

1       เอาไป

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       โดยเจตนา

4       โดยทุจริต

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นาย  ก  นำเงิน  2,000  บาท  และสร้อยคอทองคำหนัก  1  บาท  ใส่ไปในถุงย่ามเป็นเพียงให้จำเลยยึดถือไว้ชั่วคราว  โดยที่นาย  ก  ยังมิได้สละการครอบครองให้จำเลย  การครอบครองทรัพย์ยังคงอยู่กับนาย  ก  เมื่อจำเลยเอาเงินและสร้อยคอทองคำไป  โดยที่นาย  ก  เจ้าของทรัพย์ไม่ทราบเรื่อง  การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริต  อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา  334

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์

 

ข้อ  4  นายหนึ่งพูดกับนายสองว่า  ถ้านายสองไม่ให้เงินแก่นายหนึ่งอีก  7  วัน  จะมาฆ่านายสองให้ตาย  ซึ่งการพูดของนายหนึ่งเป็นการล้อเล่น  และนายหนึ่งคิดว่านายสองจะรู้ว่าเป็นการล้อเล่น  แต่นายสองคิดว่าเป็นจริงจึงส่งเงินให้แก่นายหนึ่ง  5,000  บาท  ปรากฏว่านายหนึ่งก็รับเงินนั้นไว้  ต่อมานำเงินนั้นไปใช้  ดังนี้นายหนึ่งมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  337  วรรคแรก  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษ..

มาตรา  352  วรรคแรก  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น  หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอกต้องระวางโทษ…

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก  ตามมาตรา  337  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ข่มขืนใจผู้อื่น

2       โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ  หรือของบุคคลที่สาม

3       ให้  ยอมให้  หรือยอมจะให้  ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน

4       จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น 

5       โดยเจตนา

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       ครอบครอง

2       ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

3       เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

4       โดยเจตนา

5       โดยทุจริต

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายหนึ่งพูดกับนายสองว่า  “ถ้านายสองไม่ให้เงินแก่นายหนึ่งอีก  7  วัน  จะฆ่านายสองให้ตาย”  ซึ่งการพูดของนายหนึ่งเป็นการล้อเล่น  และนายหนึ่งคิดว่านายสองจะรู้ว่าเป็นการล้อเล่น  การกระทำของนายหนึ่งดังกล่าวจึงไม่ผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา  337  เพราะนายหนึ่งไม่มีเจตนา  เป็นเพียงการพูดล้อเล่นเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ดี  การที่นายสองส่งเงินให้นายหนึ่งดังกล่าว  ถือว่านายสองได้ส่งมอบการครอบครองเงินให้แก่นายหนึ่ง  นายหนึ่งจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น  เมื่อนายหนึ่งนำเงินดังกล่าวไปใช้  การกระทำของนายหนึ่งจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นนั้นไปโดยทุจริต  นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์  ตามมาตรา  352

สรุป  นายหนึ่งมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์