LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซ่อมภาค 2 และภาค S/2548

การสอบซ่อมภาค  2  และภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเศรษฐีเป็นโจทก์ฟ้องนายจนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ว่านายจนได้กู้เงินไปจากตนจำนวนห้าล้านบาทแล้วผิดนัดชำระหนี้มาโดยตลอด  ตนได้ทวงถามหลายครั้งแต่นายจนเพิกเฉยและอ้างว่าไม่มีเงินชำระหนี้  จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้นายจนใช้เงินต้นจำนวนห้าล้านบาท  และดอกเบี้ยที่ค้างชำระอีกจำนวนหนึ่งแสนบาท  อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายมีเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลแพ่งกรุงเทพใต้  และนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  หลังจากโจทก์อื่นฟ้องแล้วได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้อายัดเงินในธนาคารของจำเลยจำนวนสามล้านบาทและบ้านพร้อมที่ดิน  (ราคาประมาณสองล้านบาท)  ของจำเลยไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา  นายสมสกุลได้ไต่สวนคำร้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วมีคำสั่งให้อายัดไว้ตามที่โจทก์ร้องขอ

ท่านเห็นว่า  การไต่สวนและมีคำสั่งของนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาล  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

วินิจฉัย

ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลและมีคำสั่งได้ในคดีทั้งปวง  ไม่ว่าจะเป็นแพ่งหรือคดีอาญา  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(1)  ทั้งนี้อำนาจดังกล่าว  ผู้พิพากษาประจำศาลก็สามารถกระทำได้ ตามมาตรา  25  วรรคท้าย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้จำหน่ายคดีให้นายมีเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ  และนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คน

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายสมสกุล  ผู้พิพากษาประจำศาลแต่เพียงผู้เดียวมีคำสั่งให้อายัดเงินในธนาคารของจำเลยตามที่โจทก์ร้องขอนั้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนคำร้องขอให้อายัดเงินและมีคำสั่งให้อายัดเงินในธนาคารตามคำร้องที่ยื่นต่อศาลได้  ตามมาตรา  25(1)  แม้นายสมสกุลจะเป็นผู้พิพากษาประจำศาล  ก็ย่อมมีอำนาจกระทำได้และไม่ถูกห้ามแต่อย่างใดตามมาตรา  25  วรรคท้าย

สรุป  การไต่สวนและมีคำสั่งของนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  นางน้อยได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายใหญ่เป็นจำนวนเงินสามแสนบาท  โดยนำโฉนดที่ดินของตนจำนวนหนึ่งร้อยตารางวา  ซึ่งราคาประเมินของกรมที่ดินในขณะนั้นประเมินราคาที่ดินดังกล่าวไว้สามแสนบาทไปไว้ให้นายใหญ่ยึดถือไว้เป็นการประกันเงินกู้ดังกล่าว  ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้กู้ยืมเงินตามสัญญา  นางน้อยได้นำเงินไปชำระให้แก่นายใหญ่พร้อมดอกเบี้ยจนครบถ้วน  แต่นายใหญ่กลับไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวของนายน้อยและบ่ายเบี่ยงตลอดมา

นางน้อยจะต้องนำคดีไปฟ้องขอให้ศาลบังคับให้นายใหญ่คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่ตนที่ศาลใด  (ถ้าในท้องที่นั้นมีทั้งศาลจังหวัดและศาลแขวง)

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  18  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

เป็นเรื่องที่นางน้อยจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลขอให้บังคับให้นายใหญ่คืนโฉนดที่ดินให้แก่ตน  มิใช่คำฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท  อันจะทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์  ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่ไม่มีทุนทรัพย์  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  ทั้งนี้เพราะศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน  3  แสนบาทเท่านั้น  (ฎ.1593/2521)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในท้องที่นั้นมีทั้งศาลจังหวัดและศาลแขวง  กรณีนี้นางน้อยจึงต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลจังหวัด  เพราะศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น  ไม่ว่าจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มีทุนทรัพย์  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  18

สรุป  นางน้อยต้องนำคดีไปฟ้องต่อศาลจังหวัด

 

ข้อ  3  นายหนึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายสอง  นายสาม  และนายสี่  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี  ขณะปรึกษากันเพื่อทำคำพิพากษาคดีนายสองหัวใจวายถึงแก่ความตาย  นายสามและนายสี่จึงนำคดีไปปรึกษานายหนึ่ง  แต่นายหนึ่งได้ลาพักผ่อนไปต่างประเทศพอดี  นายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์จึงสั่งให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสอง  ร่วมกับนายสามและนายสี่ทำคำพิพากษาคดีต่อไป

การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  8  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  ว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  เป็นผู้ทำการแทน  ถ้ามีรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหลายคน  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  27  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  หรือศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค  ได้แก่  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองประธานศาลอุทธรณ์  หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคแล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)  (2)  และ  (3)  ด้วย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

การที่นายหนึ่ง  ประธานศาลอุทธรณ์ภาคจ่ายสำนวนคดีให้นายสอง  นายสาม  และนายสี่  เป็นองค์คณะพิจารณาคดีอาญาเรื่องหนึ่งนั้น ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคแรกที่บังคับว่าในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสอง  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี  เช่น  เจ็บป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  เป็นต้น  ทำให้ไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  บทบัญญัติมาตรา  29(2)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาและมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายสอง  หัวใจวายกะทันหันในระหว่างการทำคำพิพากษา  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  29(2)  ที่ต้องให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  เพื่อให้ครบองค์คณะ  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายหนึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้ลาพักผ่อนไปต่างประเทศ  จึงไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ดังนั้นรองประธานศาลอุทธรณ์จึงต้องเป็นผู้ทำการแทนและมีอำนาจเข้าเป็นองค์คณะแทนได้  ตามมาตรา  29(2)  และวรรคท้าย  ประกอบมาตรา  8  วรรคสอง  นายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์จึงต้องลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยตนเองเท่านั้น  จะมอบหมายให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสองไม่ได้  เพราะมาตรา  29(2)  ไม่ได้ให้อำนาจในการมอบหมายเอาไว้  การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์จึงมิชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การกระทำของนายยอดไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซ่อม 1/2548

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเศรษฐีเป็นโจทก์ฟ้องนายจนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ว่านายจนได้กู้เงินไปจากตนจำนวนห้าล้านบาทแล้วผิดนัดชำระหนี้มาโดยตลอด  ตนได้ทวงถามหลายครั้งแต่นายจนเพิกเฉยและอ้างว่าไม่มีเงินชำระหนี้  จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้นายจนใช้เงินต้นจำนวนห้าล้านบาท  และดอกเบี้ยที่ค้างชำระอีกจำนวนหนึ่งแสนบาท  อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายมีเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลแพ่งกรุงเทพใต้  และนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  หลังจากโจทก์อื่นฟ้องแล้วได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้อายัดเงินในธนาคารของจำเลยจำนวนสามล้านบาทและบ้านพร้อมที่ดิน  (ราคาประมาณสองล้านบาท)  ของจำเลยไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา  นายสมสกุลได้ไต่สวนคำร้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วมีคำสั่งให้อายัดไว้ตามที่โจทก์ร้องขอ

ท่านเห็นว่า  การไต่สวนและมีคำสั่งของนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาล  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

วินิจฉัย

ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลและมีคำสั่งได้ในคดีทั้งปวง  ไม่ว่าจะเป็นแพ่งหรือคดีอาญา  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(1)  ทั้งนี้อำนาจดังกล่าว  ผู้พิพากษาประจำศาลก็สามารถกระทำได้ ตามมาตรา  25  วรรคท้าย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้จำหน่ายคดีให้นายมีเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ  และนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คน

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายสมสกุล  ผู้พิพากษาประจำศาลแต่เพียงผู้เดียวมีคำสั่งให้อายัดเงินในธนาคารของจำเลยตามที่โจทก์ร้องขอนั้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนคำร้องขอให้อายัดเงินและมีคำสั่งให้อายัดเงินในธนาคารตามคำร้องที่ยื่นต่อศาลได้  ตามมาตรา  25(1)  แม้นายสมสกุลจะเป็นผู้พิพากษาประจำศาล  ก็ย่อมมีอำนาจกระทำได้และไม่ถูกห้ามแต่อย่างใดตามมาตรา  25  วรรคท้าย

สรุป  การไต่สวนและมีคำสั่งของนายสมสกุลผู้พิพากษาประจำศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  เจ้ามรดกมีเงินฝากอยู่ในธนาคารจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาท  มีทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันห้าคน  คือ  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  นายสี่  และนายห้า  แต่นายหนึ่งอ้างว่าตนเองและบิดาซึ่งเป็นเจ้ามรดกที่เสียชีวิตไปนี้  ได้ร่วมกันดำเนินกิจการจนมีเงินฝากในธนาคารจำนวนดังกล่าว  ตนซึ่งเป็นพี่ชายคนโตควรได้รับส่วนแบ่งจำนวนครึ่งหนึ่งทายาทที่เหลืออีกสี่คนเห็นว่าการแบ่งเช่นนี้ไม่เป็นธรรมเพราะเป็นทายาทลำดับเดียวกันควรแบ่งเท่าๆกัน  นายสอง  นายสาม  นายสี่  และนายห้า  จึงเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงขอบังคับนายหนึ่งแบ่งเงินมรดกให้กับพวกตน  คนละสามแสนบาท  ศาลแขวงได้ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด  จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลแขวงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน  3  แสนบาท  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

สำหรับการพิจารณาทุนทรัพย์ในกรณีที่โจทก์หลายคนฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน  การคำนวณทุนทรัพย์ให้คำนวณจากทุนทรัพย์พิพาทของโจทก์แต่ละคนแยกจากกัน

นายสอง  นายสาม  นายสี่และนายห้าเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงขอให้บังคับนายหนึ่งแบ่งมรดกให้กับพวกตนคนละ  3  แสนบาท  ดังนั้นการคำนวณทุนทรัพย์พิพาทจึงต้องแยกจากกันเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทของโจทก์แต่ละคนไม่เกิน  3  แสนบาทจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ตามมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  การที่ศาลแขวงตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด  แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องจึงไม่ชอบ  (ฎ.5971/2544)

สรุป  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลแขวงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  ประธานศาลอุทธรณ์ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายบันลือ  นายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์เป็นองคณะพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ต่อมาคดีนี้ได้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทุกคนได้เข้าร่วมประชุมใหญ่  พิจารณาคดีแพ่งเรื่องดังกล่าวจนเสร็จสิ้น  นายบันลือนายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์ได้ร่วมกันทำคำพิพากษาตามมติที่ประชุมใหญ่  นายเก่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ซึ่งได้เข้าประชุมใหญ่ด้วย  แต่มีความเห็นไม่ตรงกับที่ประชุมใหญ่  ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว

ท่านเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  27  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  หรือศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว  เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว  มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

วินิจฉัย

การที่ประธานศาลอุทธรณ์จ่ายสำนวนคดีให้นายบันลือ  นางก้องเกียรติและนายมีศักดิ์เป็นองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหนึ่งนั้น  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคแรกที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คนเป็นองค์คณะ

เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาคดีนั้นได้  เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว  ดังนั้นการที่นายบันลือ  นายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์ได้ร่วมกันทำคำพิพากษาตามมติที่ประชุมใหญ่  และนายเก่งได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาด้วยนั้น  คำพิพากษาดังกล่าวก็ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคสอง  เพระนายเก่งเป็นผู้พิพากษาที่เข้าประชุมใหญ่นั้น  แม้จะทำให้มีองค์คณะเกินกว่า  3  คน  ก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  27  วรรคแรกแต่อย่างใด

ส่วนการที่นายเก่งมีความเห็นไม่ตรงกับที่ประชุมใหญ่  และได้ทำความเห็นแย้งหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้วนั้น  นายเก่งมีอำนาจกระทำได้  ตามมาตรา  27  วรรคสองตอนท้าย

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม S/2548

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ในศาลอุทธรณ์ภาค  1  มีนายเอกดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  นายโทดำรงตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  นางสาวสวย  ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลอุทธรณ์ภาค  1  และมีนายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  นายสี่จนถึงนายยี่สิบ  เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค  1  กับผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  1  ทั้งนี้  โดยผู้พิพากษาทั้งหมดมีอาวุโสเรียงตามลำดับ  นายเอกได้จ่ายสำนวนคดีแพ่งทุนทรัพย์สี่สิบล้านให้แก่นายสาม  นายเจ็ด  และนายเก้าเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  เมื่อผู้พิพากษาทั้งสามได้รับสำนวนคดีแล้ว  ต่อมาในวันรุ่งขึ้น  นายเก้าหัวใจวายถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน  ในระหว่างนั้นนายเอกได้เดินทางไปราชการต่างประเทศ  นายโทจึงมอบหมายให้นายห้าเป็นองค์คณะแทนนายเก้าซึ่งถึงแก่ความตาย

ให้วินิจฉัยว่า  การกระทำของนายโทชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  8  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  ว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  เป็นผู้ทำการแทน  ถ้ามีรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหลายคน  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค  ได้แก่  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  หรือรองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค  ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค  แล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

นายเอก  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายสาม  นายเจ็ด  และนายเก้าเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเรื่องหนึ่งซึ่งมีทุนทรัพย์  40  ล้านบาท  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  27  วรรคแรก  ที่บังคับว่าในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายโท  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  มอบหมายให้นายห้า  เป็นองค์คณะแทนนายเก้า  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  หรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  28  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย  หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการพิจารณาคดี  เช่น  เจ็บป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  เป็นต้น  ทำให้ขาดองค์คณะพิจารณาคดี  บทบัญญัติมาตรา  28(2)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้

การที่นายเก้าหัวใจวายถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างพิจารณาคดี  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  28(2)  ที่ให้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  เป็นองค์คณะแทน  หรือมอบหมายให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ภาค  1  คนใดคนหนึ่งเป็นองค์คณะแทนก็ได้  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายเอก  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  เดินทางไปราชการต่างประเทศ  ไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ต้องให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  เป็นผู้ทำการแทนตามมาตรา  8  วรรคสอง  นายโทซึ่งเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  จึงต้องเป็นผู้ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1

ดังนั้นการที่นายโท  ผู้ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์มอบหมายให้นายห้า  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  1  เป็นองค์คณะแทนนายเก้าซึ่งถึงแก่ความตาย  ย่อมสามารถกระทำได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28  วรรคท้าย  ที่ได้กำหนดให้ผู้ทำการแทนมีอำนาจตามมาตรา  28(2)  ในการมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ภาคเป็นองค์คณะแทนได้

สรุป  การกระทำของนายโท  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  1  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  เขียวเป็นโจทก์ฟ้องนายเหลืองต่อศาลจังหวัดข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  290  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  3  ปี  ถึง  15  ปี  นายใหญ่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีดังกล่าวให้นายเอกผู้พิพากษาศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้อง  นายเอกได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลควรพิพากษายกฟ้องจึงนำสำนวนคดีไปปรึกษากับนายใหญ่  นายใหญ่จึงให้นายเด่นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นตรวจสำนวนการไต่สวนมูลฟ้อง  และลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องร่วมกับนายเอก

ท่านเห็นว่า  การกระทำดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา  25(5)

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  เพราะความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  มีกำหนดอัตราโทษตามกฎหมายให้จำคุกเกิน  3  ปี  ต้องให้ผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คนเป็นองค์คณะ

แต่การไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา  ไม่ว่าคดีนั้นกฎหมายจะกำหนดอัตราโทษจำคุกกี่ปีก็ตาม  ผู้พิพากษาคนเดียวก็ย่อมมีอำนาจกระทำได้  ตามมาตรา  25(3)  เมื่อนายเอกไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษ  ตามมาตรา  25(5)  ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(1)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษา  จึงต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้ทำการแทนในตำแหน่งดังกล่าวเข้าร่วมตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องด้วย  ตามมาตรา  29(3)  กรณีนี้นายเอกต้องให้นายใหญ่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาเท่านั้น  และนายใหญ่จะมอบหมายหรือสั่งให้ผู้พิพากษาคนอื่นตรวจสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องไม่ได้  ดังนั้นการที่นายใหญ่ให้นายเด่นผู้พิพากษาอาวุโสตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29(3)

สรุป  นายเอกไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาได้  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การทำคำพิพากษายกฟ้องไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  ในศาลแขวงพระนครเหนือ  นายสมภพผู้พิพากษาศาลแขวงและนายเกียรติศักดิ์ผู้พิพากษาประจำศาลได้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาฐานฉ้อฉลอันเป้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  341  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท  เมื่อองค์คณะทั้งสองได้พิจารณาคดีเสร็จแล้วจึงร่วมกันพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหนึ่งปี

ท่านเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(2) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  แล้ว  เห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ศาลแขวง  โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารราพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวนหรือมีคำสั่งใดๆซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา  25  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  17

นายสมภพ  ผู้พิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาฐานฉ้อโกง  ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา 25(5)  ประกอบมาตรา  17  เพราะคดีนี้มีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน  3  ปี  ส่วนนายเกียรติศักดิ์ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  ทั้งนี้ตามมาตรา  25  วรรคท้าย  กรณีนี้จึงต้องถือว่านายสมภพเท่านั้นเป็นองค์คณะ

เมื่อนายสมภพผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า  6  เดือน  กรณีถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(2)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษา  ดังนี้ต้องให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาตามมาตรา  29(3)  การที่นายสมภพและนายมีเกียรติร่วมกันพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  1  ปี  จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  เพราะเป็นการที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6 เดือน  (ฎ.1082/2481)

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซ่อม 1/2549

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ในศาลจังหวัดแห่งหนึ่งมีนายยิ่งยศ  ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  และมีนายเก่งผู้พิพากษาอาวุโส  นายซื่อ  นายสัตย์  และนางสาวสุดสวย  ผู้พิพากษาศาลจังหวัดตามลำดับ  นายยิ่งยศได้จ่ายสำนวนคดีแพ่งให้นายสัตย์  และนางสาวสุดสวยเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  เมื่อองค์คณะทั้งสองได้พิจารณาคดีจนเสร็จสิ้นแล้วจึงประชุมปรึกษาคดีกัน  ปรากฏว่าทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกัน  จึงนำสำนวนคดีไปปรึกษานายเก่งผู้พิพากษาอาวุโส  (ในขณะนั้นนายยิ่งยศได้เดินทางไปราชการต่างประเทศ)  เมื่อนายเก่งได้ตรวจสำนวนคดีดังกล่าวแล้วปรากฏว่านายเก่งมีความเห็นเช่นเดียวกับนางสาวสุดสวยจึงร่วมกันลงลายมือชื่อทำคำพิพากษากับองค์คณะทั้งสอง  (แม้นายสัตย์จะไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานายสัตย์ก็ยอมลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพราะเห็นว่าตนเป็นองค์คณะเดิม)

ท่านเห็นว่า  คำพิพากษาของศาลจังหวัดดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  9  วรรคสองและวรรคท้าย  เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง  หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่ได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(3) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้น  จะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วย  ผู้พิพากษาหลายคน  และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

วินิจฉัย

เมื่อผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีแพ่ง  มีความเห็นแย้งกันในการทำคำพิพากษาจนหาเสียงข้างมากมิได้  ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  31(4)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษา  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29(3)  จึงกำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  หรือผู้ทำการแทนลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย  กรณีนี้นายยิ่งยศ  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจึงต้องเป็นองค์คณะร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา

แต่เมื่อในขณะนั้นนายยิ่งยศได้เดินทางไปราชการต่างประเทศไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ดังนั้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29  วรรคท้าย  ประกอบมาตรา  9  วรรคสอง  จึงให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน  ซึ่งในที่นี้ก็คือ  นายซื่อ

การที่นายเก่งได้ตรวจสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว  มีความเห็นเช่นเดียวกับนางสาวสุดสวย  จึงร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  9  วรรคท้าย  ประกอบมาตรา  29  เพราะผู้พิพากษาอาวุโสไม่อาจเป็นผู้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้

สรุป  คำพิพากษาของศาลจังหวัดดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  นายเขียวบุตรชายคนเดียวของนายดำผู้ตาย  ได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายดำต่อศาลแขวงธนบุรี  เนื่องจากนายดำมีที่ดินจำนวนสิบตารางวา  ซึ่งมีราคาสามแสนบาทถ้วน  ตามราคาประเมินของกรมที่ดิน  ศาลแขวงธนบุรีสั่งไม่รับคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเขียว  ท่านเห็นว่าคำสั่งของศาลแขวงดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์คำร้องขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกดังกล่าว  ถือเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและไม่มีทุนทรัพย์  จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวง  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  ดังนั้นคำสั่งของศาลแขวงธนบุรีที่ไม่รับคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเขียว  จึงชอบแล้ว

สรุป

คำสั่งของศาลแขวงธนบุรีชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  นายหนึ่งฟ้องนายสองข้อหาชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  339  ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาทต่อศาลอาญา  มีนายเอกอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเป็นผู้ไต่สวนมูลฟ้อง  นายเอกเห็นว่าคำฟ้องของนายหนึ่งไม่มีมูลจึงพิพากษายกฟ้องของนายหนึ่ง  โดยนายเอกได้ให้นายโทรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  ซึ่งมีอาวุโสน้อยที่สุดเข้าร่วมตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องนายหนึ่ง

การไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกและการพิพากษายกฟ้องของนายเอกและนายโท  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา  25(5)

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ผู้พิพากษาคนเดียวไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาฐานชิงทรัพย์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  เพราะความผิดฐานชิงทรัพย์  มีกำหนดอัตราโทษตามกฎหมายให้จำคุกเกิน  3  ปี  ต้องให้ผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คนเป็นองค์คณะ

แต่สำหรับการไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา  ไม่ว่าคดีนั้นกฎหมายจะกำหนดอัตราโทษจำคุกกี่ปีก็ตาม  ผู้พิพากษาคนเดียวก็ย่อมมีอำนาจกระทำได้  ตามมาตรา  25(3)  เมื่อนายเอกไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษ  ตามมาตรา  25(5)  ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(1)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษา  จึงต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเข้าร่วมตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องด้วย  ตามมาตรา  29(3)  แต่เมื่อนายเอกเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  จึงไม่อาจลงลายมือชื่อในอีกฐานะหนึ่งได้ เพราะตนเป็นผู้พิพากษาผู้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  กรณีนี้จึงต้องให้รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเป็นผู้ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  จึงจะชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป

การไต่สวนมูลฟ้องของนายเอก  และการพิพากษายกฟ้องของนายเอกและนายโทชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ศาลแขวงพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินสามแสนบาท  จำเลยไม่ชำระ  โจทก์ขอให้ศาลแขวงออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำไปขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา  โจทก์ชี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ในโรงรถในบ้านของจำเลย  เพื่อนำไปขายทอดตลาด  ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถของนาย  ก เพื่อนบ้านของจำเลยนำมาอาศัยจอดไว้เพราะบ้านของนาย  ก  ไม่มีที่จอดรถ  นาย  ก  เจ้าของรถต้องการจะเอารถของตนคืน  และรถยนต์ที่ถูกยึดมีราคาสองล้านบาท

นาย  ก  มาปรึกษาท่านว่าทำอย่างไรจึงจะได้รถยนต์ของตนคืน  ให้ท่านให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่  นาย  ก

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  288  ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น

วินิจฉัย

นาย  ก  เจ้าของรถยนต์ที่ถูกยึดจะต้องไปยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ต่อศาลแขวงที่ออกหมายบังคับคดี  การยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ผู้ร้องจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามราคาทรัพย์  แม้ทรัพย์นั้นจะมีราคามากกว่า  3  แสนบาท  ซึ่งถือว่าเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงก็ตาม  แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  288  บัญญัติบังคับให้ยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี  ผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์จึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลแขวงเพราะเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีและต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามราคาทรัพย์  โดยไม่ถูกจำกัดราคาทรัพย์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  (ฎ.901/2511)

สรุป  ข้าพเจ้าจะแนะนำนาย  ก  ให้ยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ต่อศาลแขวง  เพราะเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี

 

ข้อ  2  ในศาลฎีกา  นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา  นายโทและนายตรีผู้พิพากษาศาลฎีกา  เป็นองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งทุนทรัพย์สามสิบล้านบาท  องค์คณะทั้งสามได้ร่วมกันพิจารณาและประชุมปรึกษาคดีกันแล้วทั้งสามคนมีความเห็นแตกต่างกันเป็นสามแนวทางไม่สามารถที่จะทำคำพิพากษาได้  จึงได้นำสำนวนคดีไปปรึกษากับนายใหญ่  ประธานศาลฎีกา  นายใหญ่ติดงานราชการหลายอย่างจึงยังมิได้ตรวจดูสำนวนคดีและให้คำปรึกษาปรากฏว่าจนถึงวันที่  30  กันยายน  นายใหญ่และรองประธานศาลฎีกาอีกหกท่านได้พ้นจากตำแหน่ง  เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีและไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้น  (วันที่  1  ตุลาคม  ประธานศาลฎีกาและรองประธานศาลฎีกาทั้งสามยังไม่มารับตำแหน่ง)  นายบดีซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลฎีกาจึงได้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายเอกและนายโท  แต่นายตรีนั้นไม่เห็นด้วยจึงไม่ยอมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา

ท่านเห็นว่า  คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  8  วรรคสองและวรรคสาม  เมื่อตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  ว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  เป็นผู้ทำการแทน  ถ้ามีรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหลายคน  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา  ตามวรรคสอง  หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(1) ในศาลฎีกา  ได้แก่  ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)  (2)  และ  (3)  ด้วย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(3) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้น  จะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วย  ผู้พิพากษาหลายคน  และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

วินิจฉัย

ในศาลฎีกาที่องค์คณะทั้งสามคนมีความเห็นต่างกันจนไม่สามารถทำคำพิพากษาได้นั้น  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(3)  ผู้ที่จะเข้าเป็นองค์คณะแทนในระหว่างการทำคำพิพากษาได้นั้น  ได้แก่  ผู้พิพากษาตามมาตรา  29(1)  ซึ่งได้แก่  ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา  แต่เนื่องจากประธานศาลฎีกาได้พ้นจากตำแหน่งจึงต้องให้ผู้ที่ทำการแทนประธานศาลฎีกามีอำนาจเข้าเป็นองค์คณะแทนได้  ทั้งนี้ผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา  ได้แก่  รองประธานศาลฎีกา  ตามมาตรา  8  วรรคสอง  แต่เมื่อรองประธานศาลฎีกาอีกหกคนได้พ้นจากตำแหน่งด้วย  จึงถือว่าไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา  ตามมาตรา  8  วรรคสาม  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ดังนี้การที่นายบดีเป็นผู้พิพากษาที่มีความอาวุโสสูงสุดในศาลฎีกา  ได้นำสำนวนคดีมาตรวจและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายเอกและนายโท  แม้นายตรีจะไม่เห็นด้วยและไม่ยอมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  คำพิพากษาดังกล่าวก็ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดว่าโจทก์ได้ขายฝากที่ดินแก่จำเลย  โดยจดทะเบียนการขายฝาก  ณ  สำนักงานที่ดิน  ต่อมาโจทก์ได้ไถ่การขายฝากและจดทะเบียนการไถ่แล้ว  แต่จำเลยไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินที่ขายฝากให้แก่โจทก์  ขอให้ศาลจังหวัดบังคับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์  ในวันนัดพิจารณานัดแรกผู้พิพากษาศาลจังหวัดที่นั่งพิจารณาคดีได้ถามโจทก์ถึงราคาที่ดิน  โจทก์แถลงว่าที่ดินที่ขายฝากราคา  250,000  บาท  ผู้พิพากษาศาลจังหวัด  จึงมีคำสั่งให้โอนคดีดังกล่าวไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจเหนือที่ดินที่ขายฝากกัน

การสั่งโอนคดีดังกล่าวของผู้พิพากษาศาลจังหวัด  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  16  วรรคสาม  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด  และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดขอให้บังคับคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์  มิใช่คำฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท  อันจะทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์  ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่ไม่มีทุนทรัพย์  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  ทั้งนี้เพราะศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน  3 แสนบาทเท่านั้น  (ฎ.1593/2521)

ประเด็นที่ว่า  ศาลจังหวัดจะมีคำสั่งโอนคดีดังกล่าวไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจได้หรือไม่  เห็นว่า  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด แต่คดีนั้นเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง  มาตรา  16  วรรคท้ายได้บัญญัติให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ  แต่กรณีนี้เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว  ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวง  จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การสั่งโอนคดีดังกล่าวของผู้พิพากษาศาลจังหวัดไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายสมเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมีนบุรี  ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายทรงศักดิ์ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรี  ซึ่งสำนวนคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ยืมสร้อยทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองฝังเพชรของโจทก์ไป  แล้วไม่ยอมคืน  โจทก์ได้ทวงถามหลายครั้งแต่จำเลยบ่ายเบี่ยง  จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้โจทก์คืนทรัพย์ดังกล่าว  หรือชดใช้ราคาสามแสนบาทแก่โจทก์  ระหว่างการพิจารณาคดีข้อเท็จจริงได้ความว่า  สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองฝังเพชรมีราคาสี่แสนบาท  นายสมเกียรติจึงให้นายยิ่งยศผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะร่วมกับนายทรงศักดิ์  นายทรงศักดิ์และนายยิ่งยศได้ร่วมกันพิจารณาและทำคำพิพากษาให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองฝังเพชร  หรือชดใช้ราคาสี่แสนบาทแก่โจทก์

ท่านเห็นว่า  การกระทำข้างต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  (ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมีนบุรี  ไม่มีศาลแขวง)

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  กำหนดว่า  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คน  เป็นองค์คณะ  เว้นแต่กรณีจะต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  25  ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้เอง

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลจังหวัดมีนบุรี  โดยนายทรงศักดิ์ผู้พิพากษาคนเดียว  มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่ฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์คืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองฝังเพชรได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  เพราะราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน  3  แสนบาทอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว

เมื่อนายทรงศักดิ์ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่ง  ตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองที่ฟ้องเกินกว่า  3  แสนบาท  อันเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว  กรณีจึงเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  31(4)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดีตามบทบัญญัติมาตรา  28(3)  จึงกำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเป็นองค์คณะร่วมพิจารณาพิพากษา  หรือจะมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลนั้นนั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้  ดังนั้นการที่นายสมเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมีนบุรีให้นายยิ่งยศ  ผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะร่วมกับนายทรงศักดิ์  และทั้งสองได้ร่วมกันพิจารณาและทำคำพิพากษาให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองฝังเพชร  หรือชดใช้ราคา  4  แสนบาทแก่โจทก์  จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การกระทำของนายสมเกียรติผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2   โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งให้ใช้ราคาทรัพย์สินเป็นจำนวนเงินสองแสนห้าหมื่นบาท  จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง  ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง  ระหว่างพิจารณาคดีปรากฏว่าทรัพย์สินที่พิพาทมีราคาที่แท้จริงหนึ่งล้านบาท  ซึ่งคู่ความและศาลไม่ทราบมาก่อน  ศาลที่พิจารณาคดีจะต้องดำเนินคดีอย่างไรต่อไปถ้า

(ก)  คดีนี้โจทก์นำไปฟ้องยังศาลจังหวัดโดยคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น  จึงจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งพิจารณาพิพากษา

(ข)  โจทก์เห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง  จึงนำคดีไปฟ้องยังศาลแขวง  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาศาลแขวงคนหนึ่งพิจารณาพิพากษา

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

ศาลจังหวัดโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  และมีอำนาจพิจารณาคดีได้ทุกตัวบทกฎหมายโดยมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ส่วนศาลแขวงมีผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน  3  แสนบาท  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25  วรรคแรก  (4)

กรณีตามอุทาหรณ์  เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  (4)  ในระหว่างพิจารณาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว  ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  31(4)  ดังนี้

(ก)  ถ้าเป็นศาลจังหวัด  ต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  หรือผู้ทำการแทนนั่งร่วมเป็นองค์คณะสองคนพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป  หรือจะมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลนั้นนั่งร่วมเป็นองค์คณะก็ได้  ตามมาตรา  28(3)

(ข)  ถ้าเป็นศาลแขวง  ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  จะให้ผู้พิพากษาคนอื่นมานั่งร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปไม่ได้  เพราะจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกินอำนาจตามที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  (4)  กำหนดไว้

 

ข้อ  3  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายยอดแย่ต่อศาลจังหวัด  ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ซึ่งบัญญัติไว้ว่า  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น  ต้องระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว  พิพากษาลงโทษนายยอดแย่ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ให้จำคุกตลอดชีวิต  โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษประหารชีวิต  นายยอดแย่ไม่อุทธรณ์  ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษประหารชีวิต  นายยอดแย่แก้ฎีกาว่าคดีนี้ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  โจทก์จะฎีกาอีกมิได้  ดังนี้  คำแก้ฎีกาของนายยอดแย่ฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  22  ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาลและมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรอยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพาทลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  22  ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว  จะเห็นว่าโดยหลักการแล้ว  ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่คู่ความอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาเท่านั้น  ดังนั้นหากคู่ความมิได้อุทธรณ์  คดีย่อมยุติเสร็จเด็ดขาดไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  แต่ความในมาตรา  22(1)  ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นกำหนดให้ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  คือ  เมื่อโจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ในกรณีนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คดีก็เป็นอันยุติ  จะฎีกาอีกต่อไปมิได้

กรณีตามอุทาหรณ์  ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  เพราะโจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลย  กรณีจึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไป  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  โจทก์จึงสามารถที่จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้  (เทียบ  ฎ.1591/2529)

สรุป  คำแก้ฎีกาของนายยอดแย่จึงฟังไม่ขึ้น

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  เนื่องจากในจังหวัดนั้นไม่มีศาลอื่นตั้งอยู่  นายจีนจึงนำคดีไปฟ้องนายแขกยังศาลจังหวัดในข้อหาฐานลักทรัพย์ของนายจีน  ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกินหกพันบาท  นายดำรงผู้พิพากษาศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เห็นว่า  พยานโจทก์รับฟังไม่ได้  คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง

นายจีนอุทธรณ์ว่า  คำพิพากษาของนายดำรงผู้พิพากษาศาลจังหวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะผู้พิพากษาศาลจังหวัดนั่งพิจารณาพิพากษาคดีไม่ครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ซึ่งบัญญัติว่า  องค์คณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง

อุทธรณ์ของนายจีนฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  167  ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล  ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล  ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง

วินิจฉัย

ศาลจังหวัดโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6,000  บาท  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(3),(5)

เมื่อนายดำรงผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่าพยานโจทก์รับฟังไม่ได้คดีไม่มีมูลจึงพิพากษายกฟ้อง  นายดำรงผู้พิพากษาคนเดียวย่อมสามารถกระทำได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(3)  และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา  167

ที่นายจีนอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของนายดำรงผู้พิพากษาศาลจังหวัดไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้พิพากษาศาลจังหวัดนั่งพิจารณาพิพากษาคดีไม่ครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  นั้น  เห็นว่า  อำนาจในการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา  ตามมาตรา  25  วรรคแรก  ให้อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวที่จะกระทำได้  ดังนั้นอุทธรณ์ของนายจีนจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  อุทธรณ์ของนายจีนฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  2  ในศาลอาญามีคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  นายกรกฎผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา  และนายเมษาผู้พิพากษาศาลอาญาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  เมื่อองค์คณะทั้งสองคนได้พิจารณาคดีเสร็จแล้วจึงปรึกษาคดีกันเพื่อทำคำพิพากษา  ปรากฏว่า  นายกรกฎผู้พิพากษาหัวหน้าคณะมีความเห็นแย้งกับนายเมษา  จึงไม่สามารถทำคำพิพากษาได้  นายกรกฎได้นำสำนวนคดีดังกล่าวไปปรึกษากับนายเอกซึ่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  นายเอกมีความเห็นเช่นเดียวกับนายกรกฎจึงลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายกรกฎ  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(3) กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้น  จะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วย  ผู้พิพากษาหลายคน  และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  184  ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ให้อธิบดีผู้พิพากษา  ข้าหลวงศาลยุติธรรม  หัวหน้าผู้พิพากษาในศาลนั้นหรือเจ้าของสำนวนเป็นประธานถามผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาทีละคน  ให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัย  ให้ประธานออกความเห็นสุดท้ายการวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมาก  ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งเป็นสองฝ่ายหรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไป  จะหาเสียงข้างมากมิได้  ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นแย้งเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วในคดีแพ่ง  ถ้าผู้พิพากษาหลายคนซึ่งเป็นองค์คณะในการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งมีความเห็นแย้งกันจนกาเสียงข้างมากมิได้  ให้ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(3)  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์ขณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  บทบัญญัติมาตรา  29(3)  กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาได้

แต่กรณีตามอุทาหรณ์  เป็นคดีอาญาต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  184  อันเป็นบทเฉพาะนั้นมาใช้บังคับจะนำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29(3)  ประกอบมาตรา  31(3)  มาใช้บังคับไม่ได้ดังนั้นในกรณีนี้จึงต้องให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นแย้งเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาก  ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า  การที่นายกรกฎนำสำนวนคดีดังกล่าวไปปรึกษากับนายเอกซึ่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  และนายเอกมีความเห็นเช่นเดียวกับนายกรกฎจึงลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายกรกฎ  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  นายเทพได้กู้เงินนายรวย  เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้นายเทพไม่ยอมชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน  5  แสนบาท  ในวันที่  2  ตุลาคม  2550  นายรวยได้ยื่นฟ้องนายเทพต่อศาลแพ่ง  ขอให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าว  ต่อมาวันที่  16  กรกฎาคม  2550  นายเทพได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นายเฮง  ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีราคาสามแสนบาท  ตามราคาประเมินของกรมที่ดิน

นายรวยเจ้าหนี้ได้ทราบถึงการทำนิติกรรมดังกล่าว  จึงมาฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินของนายเทพ  เนื่องจากนายเทพไม่มีทรัพย์อื่นใด  เมื่อยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายเฮงแล้วหากศาลแพ่งพิพากษาให้นายรวยชนะคดีข้างต้น  นายรวยย่อมเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถบังคับคดีให้ได้เงินที่นายเทพกู้ยืมไปคืน  ศาลแพ่งสั่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่า  ที่ดินดังกล่าวมีราคาสามแสนบาท  ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลแขวงจึงจะถูกต้อง

การสั่งไม่รับฟ้องของศาลแพ่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  16  วรรคสอง  ศาลแพ่งและศาลอาญามีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร  นอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ศาลแพ่งธนบุรี  ศาลอาญากรุงเทพใต้  ศาลอาญาธนบุรี  ศาลจังหวัดมีนบุรีและศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์เป็นเรื่องที่นายเทพลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นายเฮง  ซึ่งนายเทพไม่มีทรัพย์สินใดอีก  ถือได้ว่าเป็นนิติกรรมอันเป็นฉ้อฉลเจ้าหนี้  ตาม  ป.พ.พ. มาตรา  237

การที่นายรวยได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินของนายเทพ  เป็นเพียงคดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเท่านั้น มิได้เป็นการเรียกร้องเอาทรัพย์มาเป็นของนายรวยหรือนายรวยได้รับประโยชน์แต่อย่างใด  เป็นการเรียกร้องเอาทรัพย์พิพาทกลับมาเป้นของลูกหนี้  ฟ้องเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  (ฎ. 919/2508 (ประชุทใหญ่))

เมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  16  วรรคสอง  คำสั่งของศาลแพ่งที่ไม่รับคดีนี้ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การสั่งไม่รับฟ้องของศาลแพ่งไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดว่า  โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องโดยได้รับการยกให้จากบิดาโจทก์  จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง  โจทก์คัดค้านการรังวัดแต่เจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าที่ดินเป็นของจำเลย  จึงออกโฉนดให้จำเลย  ขอให้ศาลจังหวัดพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว

จำเลยต่อสู้ว่า  จำเลยซื้อที่ดินพิพาทในราคาสองแสนห้าหมื่นบาทจากผู้มีชื่อ  และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามฟ้อง  ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลจังหวัดพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว  คดีอยู่ระหว่างทำคำพิพากษา  ศาลจังหวัดเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาทอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง  จึงสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวง  ศาลแขวงพิจารณาแล้วเห็นว่า  ศาลจังหวัดรับฟ้องคดีนี้แล้ว  แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ศาลจังหวัดดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไปได้  และศาลจังหวัดได้สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้  จึงมีคำสั่งไม่รับโอนคดีจากศาลจังหวัด

ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ความเห็นของศาลทั้งสองนั้น  ศาลใดวินิจฉัยถูกต้องตามกฎหมาย

ธงคำตอบ

มาตรา  16  วรรคสาม  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด  และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  18  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำสั่งของศาลแขวงที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ  จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย  จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์  เมื่อศาลจังหวัดเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน  3  แสนบาท  คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา  แม้ศาลจังหวัดจะได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว  แต่ตราบใดที่ศาลจังหวัดยังมิได้มีคำพิพากษา  ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  16  วรรคท้าย

การที่ศาลแขวงมีความเห็นว่า  ศาลจังหวัดรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว  แม้ต่อมาจะปรากฏว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง  ศาลจังหวัดก็ยังมีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้  ทั้งศาลจังหวัดได้สืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้นั้น  เห็นว่า  แม้ศาลจังหวัดจะได้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม  แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป้นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  17  ประกอบมาตรา  25  วรรคแรก  (4)  ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดเสียแล้ว  ศาลจังหวัดย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  18  ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปดังที่ศาลแขวงมีความเห็น  ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดมีอำนาจโอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น  เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  16  วรรคท้ายแล้ว  และเมื่อศาลแขวงจะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ต่อไป  ผู้พิพากษาศาลแขวงจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้  ที่ศาลแขวงมีความเห็นว่าผู้พิพากษาศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารราพิพากษาคดีนี้และมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนั้นเป็นการไม่ชอบ  (ฎ.1966/2550)

สรุป  ความเห็นของศาลจังหวัดถูกต้อง  ศาลแขวงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้

 

ข้อ  2  ในศาลจังหวัดมีนายเอกเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  นายโทผู้พิพากษาอาวุโส  นายตรี  นายจัตวา  นายขาว  นายเขียว  เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดและนายแดงเป็นผู้พิพากษาประจำศาล  นายเอกได้จ่ายสำนวนคดีอาญาให้นายจัตวาและนายแดงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  องค์คณะทั้งสองได้เริ่มสืบพยานโจทก์ไปได้สองปาก  นายจัตวาได้ย้ายไปรับราชการยังศาลจังหวัดอื่น  นายเอกเห็นว่า เมื่อนายจัตวาได้ย้ายไปแล้วเกรงจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  จึงได้โอนสำนวนคดีดังกล่าวไปให้นายเขียวและนายขาวเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาต่อไป

ท่านเห็นว่า  กากระทำของนายเอกชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  33  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี  ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด  ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และรองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  แล้วแต่กรณีที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

วินิจฉัย

เมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล  จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว  ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาไปจนเสร็จสำนวน  จะเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไม่ได้  เว้นแต่

1       เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  ในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และ

2       รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด  ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้นเสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น  หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

นายเอกเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายจัตวาและนายแดงเป็นองค์คณะผู้พิพากษา  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจัตวาได้ย้ายไปรับราชการที่ศาลจังหวัดอื่น  ทำให้องค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษามีจำนวนไม่ครบ  2  คน  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  เมื่อได้เริ่มสืบพยานโจทก์ไปได้  2  ปากแล้ว  จึงถือว่าเป็นกรณีที่อาจจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  ในกรณีนี้เป็นศาลจังหวัด  จึงต้องให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ดังนี้เมื่อนายมนตรีเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดที่มีอาวุโสสูงสุด  ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าว  มิได้เสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดี  การที่นายเอกโอนสำนวนคดีดังกล่าวไปให้นายเขียวและนายขาวเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาต่อไป  จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ตามมาตรา  33  วรรคแรก  (นายโทผู้พิพากษาอาวุโส  ไม่มีอำนาจเสนอความเห็น  ตามมาตรา  33  วรรคสาม)

สรุป  การกระทำของนายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  นายเก่งเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายโกงเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาออกเช็คไม่มีเงิน  ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง  มีหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาและสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยออกเช็คที่จังหวัดราชบุรี  ธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตั้งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี  ความผิดเกิดขึ้นในเขตจังหวัดราชบุรี  โจทก์ชอบที่จะฟ้องต่อศาลนั้น  จึงยกฟ้อง  ดังนี้คำพิพากษาศาลอาญาชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  16  วรรคสาม  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา  และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญาแล้วแต่กรณี  อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

วินิจฉัย

หลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจรับหรือไม่รับคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลแพ่งและศาลอาญาตามมาตรา  16  วรรคสาม  ประกอบด้วย

1       ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา

2       คดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา  (ไม่หมายความรวมถึงคดีที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย)

3       ศาลแพ่งหรือศาลอาญาอาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

นายเก่งยื่นฟ้องนายโกงในข้อหาออกเช็คไม่มีเงินต่อศาลอาญา  ซึ่งความผิดตาม  พ.ร.บ.  ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  นั้นเกิดขึ้นเมื่อธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค  สถานที่ตั้งของธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน  จึงเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิดขึ้น คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรี (ฎ.1229/2519  (ประชุมใหญ่))  เป็นกรณีที่คดีเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา 

แต่เมื่อศาลอาญาได้ประทับฟ้องในคดี  ถือเป็นการใช้ดุลพินิจยอมรับคดีที่เกิดนอกเขตศาลไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว  ศาลอาญาจะพิพากษายกฟ้อง  โดยอ้างว่าเกิดนอกเขตอำนาจศาล  หรือสั่งจำหน่ายคดีหรือสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้อง  หรือจะสั่งหรือพิพากษาให้โจทก์นำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลอื่นที่มีเขตอำนาจไม่ได้  (ฎ.2019/2528)  คำพิพากษาศาลอาญาจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  16  วรรคสาม

สรุป  คำพิพากษาศาลอาญาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  เขียวเป็นโจทก์ฟ้องนายเหลืองต่อศาลจังหวัดข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  290  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  3  ปี  ถึง  15  ปี  นายใหญ่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีดังกล่าวให้นายเอกผู้พิพากษาศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้อง  นายเอกได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลควรพิพากษายกฟ้องจึงนำสำนวนคดีไปปรึกษากับนายใหญ่  นายใหญ่จึงมอบหมายให้นายเด่นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้น  ตรวจสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องร่วมกับนายเอก

ท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา  25(5)

วินิจฉัย

การที่นายเอกผู้พิพากษาศาลจังหวัด  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาคนเดียวทำการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ย่อมมีอำนาจทำได้  ตามมาตรา  25(3)

เมื่อนายเอกผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว  เห็นว่าคดีไม่มีมูล  ควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนานั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนด  คือจำคุกตั้งแต่  3  ปีถึง  15  ปี  ซึ่งถือว่าเกินอัตราโทษตามมาตรา  25(5)  คือ  มีอัตราโทษจำคุกเกินกว่า  3  ปี  จึงไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียว  นายเอกผู้พิพากษาที่ทำการไต่สวนมูลฟ้องจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  31(1)  ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ดังนั้นจึงต้องมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ  และผู้พิพากษาที่จะเป็นองค์คณะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษานั้น  ได้แก่  ผู้พิพากษาที่บัญญัติไว้ในมาตรา  29(3)  คือ  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  ตามมาตรา  29  วรรคท้าย

ดังนั้นในกรณีนี้นายใหญ่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะร่วมกับนายเอกเท่านั้น  จะมอบหมายให้ผู้ใดทำคำพิพากษาแทนไม่ได้  การที่นายใหญ่มอบหมายให้นายเด่นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้นตรวจสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องร่วมกับนายเอก  จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  31(1)  ประกอบมาตรา  29(3) 

สรุป  การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  ศาลแขวงสุพรรณบุรี  โดยนายอรรถวิทย์  ผู้พิพากษาศาลแขวงสุพรรณบุรี  พิจารณาคดีแพ่งซึ่งโจทก์ฟ้องมีทุนทรัพย์สามแสนบาท ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์ที่พิพาทเกินสามแสนบาท  นายอรรถวิทย์เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นไม่อาจก้าวล่วงได้  จึงนำคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงสุพรรณตรวจสำนวนลงชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะ  แล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี  คำพิพากษาศาลแขวงสุพรรณบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  คือคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน  3  แสนบาท  และมีผู้พิพากษาคนเดียว

โจทก์ฟ้องคดีมีทุนทรัพย์  3  แสนบาท  ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง  แต่เมื่อพิจารณาไปแล้วปรากฏว่า  ทุนทรัพย์ที่พิพาทมีราคาเกินกว่า  3  แสนบาท  คดีจึงเกินอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา  นายอรรถวิทย์ผู้พิพากษาศาลแขวงสุพรรณบุรีจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ  และคืนฟ้องให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจ  นายอรรถวิทย์จะนำคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงสุพรรณบุรีตรวจสำนวนและลงชื่อเป็นองค์คณะทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ประกอบมาตรา  31(4)  โดยถือว่าเป็นเหตุอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้มิได้  เพราะคดีตามมาตรา  31(4)  เป็นคดีที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  คือ ศาลจังหวัดคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(4)  ถ้านายอรรถวิทย์เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด  จึงจะมีอำนาจนำคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะสองคนเพื่อให้ครบองค์คณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  26  ได้  แต่เมื่อกรณีเป็นเรื่องของศาลแขวง  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกินอำนาจของศาลแขวง  เพราะจะเป็นการขยายอำนาจของศาลแขวงให้มีอำนาจเหมือนศาลจังหวัด

สรุป  คำพิพากษาศาลแขวงสุพรรณบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  ในจังหวัดราชบุรีมีศาลจังหวัดและศาลแขวง  พนักงานอัยการได้นำคดีลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี  ปรับไม่เกินหกพันบาท  ไปฟ้องต่อศาลแขวง  ซึ่งจำเลยในคดีนี้เคยกระทำความผิดมาก่อนและศาลจังหวัดได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนดหนึ่งปี  และปรับหกพันบาท  มีเหตุอันควรปราณีตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  56  ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดสองปี  จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกโดยยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลารอการลงโทษ  จึงขอให้ศาลนำโทษจำคุกที่ศาลจังหวัดรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษในคดีนี้ด้วย  ศาลแขวงได้สั่งประทับรับฟ้อง  จำเลยให้การรับสารภาพ  นายรักเกียรติ  ผู้พิพากษาศาลแขวงจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนดหนึ่งปี  ปรับหกพันบาท  จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  78  ให้จำคุกจำเลยหกเดือน  ปรับสามพันบาท  และให้นำโทษจำคุกที่ศาลจังหวัดรอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยหนึ่งปีหกเดือน  และปรับสามพันบาท

การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงถูกต้องหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

มาตรา  58  วรรคแรก  เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง  หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า  ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา  56  ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น  ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง  หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง  แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  ประกอบมาตรา  17

แต่ในการพิพากษาคดีอาญา  ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวถูกจำกัดอำนาจในการพิพากษาตามมาตรา  25(5)  กล่าวคือ  จะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือน  หรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้  ดังนั้นการที่ศาลแขวงโดยนายรักเกียรติ  ผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด  1  ปี  ปรับ  6,000  บาท  แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  78  คงเหลือให้จำคุก  6  เดือน และปรับ  3,000  บาท  ย่อมกระทำได้  เพราะไม่เกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว  ตามมาตรา  25(5)

ส่วนประเด็นว่าการที่ศาลแขวงนำโทษจำคุกที่ศาลจังหวัดรอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้รวมเป็นจำคุกจำเลย  1  ปี  6  เดือน  และปรับ  3,000  บาท  ซึ่งถือว่าเกินอำนาจของศาลแขวงในการพิพากษาคดีอาญา  ตามมาตรา  25(5)  จะชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  หรือไม่  เห็นว่า  การบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เป็นการนำเอาโทษที่ศาลในคดีก่อนพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยไว้  แต่ให้รอการลงโทษที่กำหนดไว้นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด  เมื่อจำเลยมากระทำผิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้  และคดีนั้นอยู่ในอำนาจศาลแขวง  ศาลแขวงก็จะต้องนำเอาโทษที่ศาลในคดีก่อนกำหนดและให้รอการลงโทษจำเลยไว้มาบวกกับโทษในคดีหลัง  ตาม  ป.อ.มาตรา  58  ซึ่งบัญญัติบังคับและให้อำนาจไว้  แม้โทษนั้นจะให้จำคุกเกิน  6  เดือนหรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวก็มีอำนาจพิพากษาคดีนั้นได้  ไม่ถือว่าเกินอำนาจ  ดังนั้นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงในคดีนี้จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ตามมาตรา  25(5)  ประกอบ  ป.อ.มาตรา  58

และในกรณีนี้ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  31(2)  ในเรื่องเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ที่จะต้องให้ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะร่วมด้วย  ตามมาตรา  29(3)  แต่อย่างใด

สรุป  การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ 1.       ประสงค์ยื่นคำร้องขอรับมรดกไม่มีพินัยกรรมของประสานซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคาร เป็นเงินจำนวนสามแสนบาท ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ประสิทธิ์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าประสงค์ไม่มีสิทธิรับมรดกของประสานเพราะไม่ได้เป็นทายาทของประสาน มรดกของประสานเป็นเงินฝากในธนาคารมีจำนวนเก้าแสนบาท คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือจะรับไว้พิจารณา ขอให้ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกคำร้องของประสงค์ ศาลแขวง  พระนครเหนือพิจารณาแล้วเห็นว่าประสงค์เป็นทายาทโดยธรรมของประสาน มีสิทธิรับมรดกของประสาน ประสงค์ร้องขอรับมรดกของประสานจำนวนสามแสนบาท
คดีอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ พิพากษาว่าประสงค์  มีสิทธิรับมรดกของประสานจำนวนสามแสนบาท ยกคำร้องคัดค้านของประสิทธิ์
คำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ให้อธิบาย
ธงคำตอบ
คำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือชอบด้วยกฎหมาย  ประสงค์เป็นทายาทโดยธรรมของประสานจึงมีสิทธิรับมรดกของประสาน  แม้มรดกของประสานในธนาคารจะมีจำนวนถึงเก้าแสนบาทตามที่ประสิทธิกล่าวอ้าง  แต่ประสงค์ร้องขอรับมรดกของประสานเสียงสามแสนบาท  ไม่ได้ขอรับมรดกซึ่งเป็นเงินฝากทั้งหมดในธนาคาร  คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือที่จะพิจารณาพิพากษา  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4)
ข้อ 2.       นายเอก ประธานศาลอุทธรณ์ ได้จ่ายสำนวนคดีให้นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามลำดับ เป็นองค์คณะพิจารณาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง เมื่อนาย ก. นาย ข. และนาย ค. ได้รับสำนวนคดีแล้ว แต่ยังมิได้มีการปรึกษาคดีกัน ปรากฏว่า นาย ก. หัวใจวายกะทันหัน และนาย ข. ได้ย้ายไปรับราชการยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 นายเอกจึงมอบหมายให้นายดำผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และนายแดงผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวแทนนาย ก. และนาย ข.
นายโท รองประธานศาลอุทธรณ์ คนที่ 1 ได้ทำหนังสือโต้แย้งเสนอต่อประธานศาลอุทธรณ์ว่า การที่ประธานศาลอุทธรณ์มอบหมายสำนวนคดีให้นายดำและนายแดง เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการโอนสำนวนคดี จะต้องให้รองประธานศาลอุทธรณ์ที่มีอาวุโสสูงสุดได้เสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีเสียก่อน ประธานศาลอุทธรณ์จึงจะทำการโอนคดีให้นายดำและนายแดงได้
ท่านเห็นว่าการกระทำของนายเอกและนายโทชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่
ธงคำตอบ

การกระทำของนายเอกชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ตามมาตรา 30 และมาตรา 28 (2)การกระทำหรือคำโต้แย้งของนายโทไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง เพราะกรณีตามอุทาหรณ์เป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 30 มิใช่เป็นการโอนสำนวนตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง

 

ข้อ  3.      นายปอผู้พิพากษาศาลแขวงได้นั่งพิจารณาคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแปดเดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกสี่เดือน แต่เนื่องจากจำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรกสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนดหนึ่งปี

คำพิพากษาของนายปอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ

คำพิพากษาของนายปอชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)

การทำคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือนของนายปอ อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะที่จะทำได้ตามมาตรา 25 (5) ประกอบกับการรอการลงโทษนั้นมิใช่โทษที่ศาลลง คำพิพากษาของนายปอผู้พิพากษาศาลแขวงจึงชอบตามมาตรา 25 (5)