LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2554

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดให้เปิดทางจำเป็น คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย โดยอ้างในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทางเข้าออกพิพาท ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ในสิ่งปลูกสร้างและที่ดินของจำเลยอันเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)   ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

        วินิจฉัย

        การร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) ผู้ร้องสอดจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น ซึ่งหมายถึง จะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาคดีนั้นโดยตรงหรือผลของคดีตามกฎหมายจะมีผลไปถึงตนด้วยนั่นเอง

        กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดให้เปิดทางจำเป็นนั้น แม้ว่าผู้ร้องจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทางเข้าออกพิพาท ตลอดจนสถานที่ต่างๆในสิ่งปลูกสร้างและที่ดินของจำเลยอันเป็นทรัพย์สินส่วนกลางก็ตาม แต่ผู้ร้องไม่มีอำนาจจัดการใดๆ เกี่ยวกับอาคารชุดดังกล่าวตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2552 เพราะเป็นเพียงเจ้าของห้องชุดเท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) ดังนั้น ผู้ร้องจึงร้องสอดเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยไม่ได้

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้อง

 

ข้อ 2. อุดรมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเยอรมนีได้รู้จักกับพอลชาวอเมริกันมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี อุดรได้ขอยืมเงินพอล และทำหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ประเทศเยอรมนี โดยมีจอห์นชาวอังกฤษมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีเพื่อนของอุดรเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้ที่เยอรมนีและมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดหนองคายได้นำที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดหนองคายมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งจอห์นและอุทิศขอรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้ ถ้าอุดรผิดนัดชำระหนี้พอลประสงค์จะฟ้องอุดรให้รับผิดตามหลักฐานการกู้ยืม ฟ้องจอห์นให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันและฟ้องบังคับจำนองอุทิศ พอลจะเสนอคำฟ้องต่อศาลไทยได้ที่ศาลใด และจะฟ้องทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อศาลเดียวกันได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)   คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” 

มาตรา 4 ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร  โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขาศาลก็ได้

มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

มาตรา 5 “คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกพิจารณากรณีของอุดร ตามกฎหมายนั้น การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคลต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลย มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) จากข้อเท็จจริง การที่อุดรกู้เงินจากพอลโดยทำสัญญาการกู้ยืมเงินกันที่ประเทศเยอรมนีนั้น ย่อมถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าอุดรมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น พอลจึงต้องฟ้องอุดรให้รับผิดตามหลักฐานการกู้ยืมต่อศาลจังหวัดขอนแก่นที่อุดรมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1)

กรณีของจอห์น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ตรีนั้น การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคลซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้ฟ้องต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล จากข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าจอห์นจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและมูลคดีตามสัญญาค้ำประกันก็เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี อีกทั้งพอลโจทก์ก็มิได้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และมาตรา 4 ตรี ดังนั้น พอลจึงฟ้องจอห์นต่อศาลไทยไม่ได้

กรณีของอุทิศ  คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายกำหนดให้ฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิจากข้อเท็จจริง การที่พอลประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองที่ดินของอุทิศนั้น ถือเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์เพราะเป็นการบังคับเอากับตัวทรัพย์โดยตรง ดังนั้น พอลจึงต้องฟ้องบังคับจำนองอุทิศที่ศาลจังหวัดหนองคายอันเป็นศาลที่อสังหาริมทรัพย์คือที่ดินนั้นตั้งอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ

และเมื่อปรากฏว่ามูลคดีของอุดรและมูลคดีของอุทิศมีความเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ พอลประสงค์จะฟ้องอุดรให้รับผิดในมูล

คดีกู้ยืมเงิน  และฟ้องอุทิศให้รับผิดในมูลคดีจำนอง ซึ่งในกรณีดังกล่าว หากอุดรชำระหนี้เงินกู้ตามนัดแล้วอุทิศก็คงจะไม่ต้องถูกฟ้องบังคับจำนอง ดังนั้น เมื่อมูลความแห่งคดีมีความเกี่ยวข้องกัน พอลจึงสามารถฟ้องทั้งอุดรและอุทิศให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ต่อศาลเดียวกันได้ โดยฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นหรือศาลจังหวัดหนองคายศาลใดศาลหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5

                        สรุป พอลฟ้องอุดรได้ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น และฟ้องอุทิศได้ที่ศาลจังหวัดหนองคาย แต่จะฟ้องจอห์นต่อศาลไทยไม่ได้ และพอลสามารถฟ้องทั้งอุดรและอุทิศต่อศาลเดียวกันได้ โดยฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นหรือต่อศาลจังหวัดหนองคายศาลใดศาลหนึ่ง

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องจำเลยว่าทางพิพาทเป็นการภาระจำยอมและทางจำเป็น  ในชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยตกลงให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินตกอยู่ในภาระจำยอมหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างว่าทางพิพาทไม่เป็นภาระจำยอม คดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีหลังนี้อ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำฟ้องคดีหลังของโจทก์หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…

        วินิจฉัย

        การฟ้องซ้ำมีบัญญัติไว้ในมาตรา 148 ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.     คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

2.     คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3.     ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4.     ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5.     ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่าฟ้องของโจทก์ในคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีก่อนโดยอ้างว่าทางพิพาทไม่เป็นภาระจำยอมนั้น ถือว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีแต่เพียงว่าทางพิพาทไม่เป็นภาระจำยอม ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีหลังนี้โดยอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ซึ่งเป็นกระเด็นที่โจทก์และจำเลยได้สละไปแล้วในคดีก่อน และศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 ดังนั้น ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องคดีหลังของโจทก์

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องคดีหลังของโจทก์

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จึงสั่งโจทก์นำพยานเข้าสืบ ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ และไม่มีเหตุอันสมควรจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการสืบพยานโจทก์ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้น ดังนี้ จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                มาตรา 199 “ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

                ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในกรณีเช่นนี้จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้

                ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตาม มาตรา 199 ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

                มาตรา 199 ตรี จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การถ้ามิได้ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จำเลยนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่

(2)   คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย

        วินิจฉัย

        กรณีตามอุทาหรณ์ จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามกฎหมายบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ จะต้องเป็นจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดโดยจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวจะต้องไม่ต้องห้ามตามกฎหมายด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี (2) และมาตรา 199 วรรคสาม

        ตามข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควรจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 วรรคสองนั้นย่อมทำให้จำเลยจะขอยื่นคำให้การอีกหรือจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 วรรคสาม

        ดังนั้น เมื่อต่อศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และแม้ว่าจำเลยจะมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นก็ตาม จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะถือว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี (2) ประกอบมาตรา 199 วรรคสาม

                สรุป  จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2554

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005  กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. พอลเป็นคนสัญชาติอเมริกัน เข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยแต่งงานกับสมใจคนไทยอยู่กินกันที่จังหวัดอุดรธานี พอลได้กู้เงินจากเจมส์คนสัญชาติอังกฤษห้าแสนบาทโดยทำสัญญากู้ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 กันที่ประเทศลาว ต่อมาพอลเดินทางไปต่างประเทศพร้อมเจมส์โดยอากาศยานไทย ขณะที่อากาศยานไทยบินอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่น พอลกับเจมส์เกิดโต้เถียงกันเรื่องเงินกู้ พอลทำร้ายร่างกายเจมส์ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นพอลได้ย้ายภูมิลำเนากลับไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและผิดนัดไม่ชำระเงินกู้ ดังนี้ เจมส์ประสงค์จะยื่นฟ้องพอลในวันที่ 26 กันยายน 2554 ขอให้พอลชำระเงินกู้คดีหนึ่ง และให้ใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอีกคดีหนึ่ง เจมส์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลไทย ศาลใดได้บ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 3 “เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง

(1)     ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

(2)     ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

(ก)     ถ้าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่ใดในราชอาณาจักรภายในกำหนดสองปีก่อนวันที่มีการเสนอคำฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)     คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้นไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่จะต้องวินิจฉัย คือ เจมส์จะยื่นฟ้องพอลให้ชำระเงินกู้ในวันที่ 26 กันยายน 2554 เจมส์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลไทยศาลใด เห็นว่า ตามกฎหมายนั้น การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคลต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งคำว่า มูลคดี” ก็หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทำให้เกิดอำนาจฟ้องนั่นเอง

ตามข้อเท็จจริง การที่พอลกู้เงินจากเจมส์โดยทำสัญญากู้กันที่ประเทศลาวนั้น ย่อมถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ประเทศลาว และขณะที่เจมส์ประสงค์จะยื่นคำฟ้องขอให้พอลชำระหนี้เงินกู้ พอลไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากพอลได้ย้ายภูมิลำเนากลับไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่าพอลเคยเข้ามาอยู่ในประเทศไทยและแต่งงานกับสมใจคนไทยอยู่กินกันที่จังหวัดอุดรธานี ย่อมถือว่าพอลเคยมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมาก่อน และเป็นระยะเวลาภายใน 2 ปีก่อนที่เจมส์จะเสนอคำฟ้อง ดังนั้น เจมส์จึงยื่นฟ้องขอให้พอลชำระเงินกู้ต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่พอลเคยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) ประกอบมาตรา 3(2)(ก)

ส่วนประเด็นที่สองที่ต้องวินิจฉัย คือ เจมส์จะยื่นฟ้องพอลให้ใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเจมส์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลไทยศาลใด เห็นว่า การที่พอลทำร้ายร่างกายเจมส์จนได้รับบาดเจ็บอันถือเป็นการกระทำละเมิดในอากาศยานไทยนั้น ได้เกิดขึ้นในขณะที่อากาศยานไทยบินอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่น จึงถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในอากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ดังนั้น เจมส์จึงสามารถยื่นฟ้องพอลได้ที่ศาลแพ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) ประกอบมาตรา 3(1)

สรุป คดีที่เจมส์จะฟ้องขอให้พอลชำระเงินกู้นั้น เจมส์จะต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ส่วนคดีที่เจมส์จะฟ้องพอลให้ใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด เจมส์จะต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่ง

 

ข้อ 2.  โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่สุจริต จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลยซึ่งได้รับการยกให้จากมารดา ขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยและเข้าครอบครองตลอดมา ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์และจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดได้เข้าเป็นคู่ความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ของจำเลย และผู้ร้องสอดให้ขับไล่จำเลย และผู้ร้องสอดออกจากที่ดินพิพาทและยกคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษานอกฟ้องและเกินคำขอ ดังนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้อเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

มาตรา 142 “คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง…

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้ามาในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย โดยระบุในคำร้องว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยและเข้าครอบครองตลอดมา ที่ดินไม่ใช่ของโจทก์และจำเลยนั้น ถือเป็นการร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดได้เข้ามาเป็นคู่ความแล้ว ผู้ร้องสอดย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคแรก

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของจำเลยและผุ้ร้องสอด ให้ขับไล่จำเลยและผู้ร้องสอดออกจากที่ดินพิพาทและยกคำร้องสอด ดังนี้ แม้โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องสอดด้วยก็ตาม แต่โจทก์ได้มีคำขอให้ขับไล่จำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษาขับไล่ผู้ร้องสอดได้ โดยถือเสมือนว่าผู้ร้องสอดถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) ประกอบมาตรา 58 วรรคแรก คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่านอกฟ้อง และเกินคำขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 142 ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษานอกฟ้อง และเกินคำขอจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้แทนสมชายผู้กู้ จำเลยให้การว่า สมชายไม่เคยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ สัญญากู้เป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องสมชายเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องสมชายเป็นจำเลยได้มีคำพิพากษาว่าสมชายได้กู้เงินโจทก์ไปจริงผิดนัดชำระหนี้คืนโจทก์ ให้สมชายชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของสมชายอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะรับฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 1 “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) การพิจารณา” หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง

มาตรา 39 “ถ้าการที่จะชี้ขาดตัดสินคดีเรื่องใดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดจำต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเองหรือศาลอื่นจะต้องกระทำเสียก่อน หรือจำต้องรอให้เจ้าพนักงานฝ่ายธุรการวินิจฉัยชี้ขาดในข้อเช่นนั้นเสียก่อน หรือถ้าปรากฏว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้นซึ่งอาจมีการฟ้องร้องอันอาจกระทำให้การชี้ขาดตัดสินคดีที่พิจารณาอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีอื่นใด ซึ่งศาลเห็นว่าถ้าได้เลื่อนการพิจารณาไปจักทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้นๆ แล้วหรือภายในระยะเวลาใดๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้

ถ้าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาดังกล่าวแล้วโดยไม่มีกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใดๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้

มาตรา 132 “ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยขี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร…

มาตรา 173วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1)     ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ…

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย การฟ้องซ้อนมีบัญญัติไว้ในมาตรา 173 วรรคสอง(1) ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.       คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา

2.       คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน

3.       คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

4.       ห้ามโจทก์ฟ้อง

5.       ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น

          กรณีตามอุทาหรณ์ ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะรับฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยผู้ค้ำประกันถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้แทนสมชายผู้กู้ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องสมชายผู้กู้เป็นจำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยชั่วคราวนั้น ถือเป็นกรณีที่คู่ความร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลของคำพิพากษาในคดีอื่น เพื่ออาศัยเป็นหลักในการชี้ขาดตัดสินคดีนี้ อันเป็นการร้องขอให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 39 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยชั่วคราวจึงมีผลเท่ากับมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปนั่นเอง หามใช่การสั่งจำหน่ายคดีเสียจากระบบความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 132 ที่จะมีผลทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลไม่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1(18) ที่บัญญัติให้ การพิจารณา” หมายความว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินคดีหรือจำหน่ายคดีเสียจากระบบความ ซึ่งกรณีนี้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาคดีต่อไปในวันใดๆตามที่เห็นสมควรก็ได้ เนื่องจากเป็นการเลื่อนการนั่งพิจารณาโดยไม่มีกำหนด (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 39 วรรคสอง)

ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคู่ความเดิมในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของสมชายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีประเด็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1) ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าหนี้ระงับแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานและแจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบวันนัดแล้ว และสั่งให้จำเลยนำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลเห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ในวันเดียวกันนั้นโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องว่าเหตุที่โจทก์มาศาลช้าเนื่องจากน้ำท่วมถนน รถไม่สามารถแล่นผ่านได้ โจทก์ไม่จงใจขาดนัด ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือขอให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานต่อไป ให้ยกคำร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลที่ให้ยกคำร้องขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 200 วรรคแรก ภายใต้บังคับมาตรา 198 ทวิ และมาตรา 198 ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา

มาตรา 201 “ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

มาตรา 206 วรรคสาม ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีเมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร และศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา 199 ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 207 ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่…

วินิจฉัย

การขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 วรรคแรกนั้น หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาและหากคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลก็ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสรบบความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 201 โดยไม่มีข้อที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาโดยจงจงหรือไม่จงใจเพราะการขาดนัดโดยจงใจหรือไม่จงใจจะใช้กล่าวอ้างได้เฉพาะเมื่อมีการพิจารณาฝ่ายเดียว (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 202 และมาตรา 204) และมีการขอให้พิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม เท่านั้น

                   กรณีตามอุทาหรณ์ การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน และศาลเห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 201) ย่อมทำให้คดีเสร็จสิ้นไปจากศาล ไม่มีการพิจารณาฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องว่าเหตุที่โจทก์มาศาลช้าเนื่องจากน้ำท่วมถนน รถไม่สามารถแล่นผ่านได้ โจทก์ไม่จงใจขาดนัด ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือขอให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไป ก็คือการขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั่นเอง ศาลจึงสามารถยกคำร้องของโจทก์โดยอ้างเหตุว่าศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานต่อไปได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลที่ให้ออกคำร้องดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คำสั่งของศาลที่ให้ยกคำร้องชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.   โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการอาคารชุด และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 ให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่สาธารณะ นายเอกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทางเข้าออกพิพาท ตลอดจนสถานที่ต่าง ๆ ในสิ่งปลูกสร้างและที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ดังนี้ นายเอกจะร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตามคู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

วินิจฉัย

การร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) ผู้ร้องสอดจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลคดีแห่งนั้น ซึ่งหมายถึง จะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาคดีนั้นโดยตรงหรือผลของคดีตามกฎหมายจะมีผลไปถึงตนด้วยนั่นเอง       

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการอาคารชุดและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนที่จำเลยที่ 1 ให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะนั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 กระทำการหรืองเว้นกระทำการในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์ ของที่ดินโจทก์ ดังนี้แม้นายเอกจะมีกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทางเข้าออกพิพาท ตลอดจนสถานที่ต่าง ๆ ในสิ่งปลูกสร้างและที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่นายเอกหาได้มีหน้าที่ต้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ เพราะนายเอกไม่มีอำนาจจัดการใด ๆ เกี่ยวกับอาคารชุดดังกล่าวตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ.2522 และถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี นายเอกก็ไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลคดีแห่งนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (2) ดังนั้น นายเอกจะร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ไม่ได้

สรุป    นายเอกจะร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ไม่ได้

 

ข้อ 2.   โจทก์ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยที่ 1 และผู้รับโอนเป็นจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเกิดจากฉ้อฉล ต่อมาศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเพราะโจทก์ทิ้งฟ้อง ดังนี้ศาลจะพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย            

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55        เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องให้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 145      ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่า ด้วยการอุทธรณ์ฎีกาและการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมี คำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสียถ้าหากมี ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่ บุคคลภายนอก ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล ด้วยก็ดี คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก…”

มาตรา 176      การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล ที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น กรณีใดหากปรากฏว่าถ้าศาลพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งใดให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ แล้วจะทำให้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลย่อมต้องห้าม และศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้

คดีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์ต้องฟ้องลูกหนี้และผู้รับโอนทรัพย์สิน (ผู้ได้ลาภงอก) ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยบางคนเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องนั้น ย่อมทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามคำขอของโจทก์ได้เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7247/2537 และ 2738/2550)

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเพราะโจทก์ทิ้งฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เข้ามาในคดีเลยก็ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 176 ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เพราะการฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้เข้ามาในคดีด้วย จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลภายนอกคดีได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 145 ดังนั้น คดีนี้ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง

สรุป ศาลจะพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวไม่ได้ ต้องพิพากษายกฟ้อง

 

ข้อ 3.   ก.คดีแพ่งโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และบ้านของจำเลยที่ 2 นายเก่งและนายหนึ่งยื่นคำร้องขัดทรัพย์รวมมาในคำร้องฉบับเดียวกันโดยผู้ร้องที่ 1 ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินอ้างว่า เป็นเจ้าของ ส่วนผู้ร้องที่ 2 ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์บ้านอ้างว่าเป็นเจ้าของ ดังนี้ผู้ร้องที่ 1

ข.นายจอมและนายแจ้งมีที่ดินติดต่อเป็นแนวเดียวกัน โดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละฉบับ นายอ๋องบุกรุกที่ดินทั้งสองแปลง ดังนี้ นายจอมและนายแจ้งจะร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายอ๋องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                        มาตรา 59 “บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดี เดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่า บุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดั่งนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้น แทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ …

วินิจฉัย

                        ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความ ในคดีเดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี

                        คำว่า ประโยชน์ร่วมกัน” หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือมูลเหตุแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกัน เช่นการเป็นเจ้าหนี้ร่วมกัน การเป็นลูกหนี้ร่วมกัน บุคคลที่กระทำละเมิดร่วมกัน หรือบุคคลซึ่งถูกละเมิดด้วยการละเมิดอันเดียวกัน เป็นต้น และต้องเป็นประโยชน์ร่วมกันตามกฎหมาย และต้องเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน อันเดียวกัน กระทบกระเทือนถึงกันและกัน

                        กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

                        กรณีตาม ก. การที่โจทก์นำยึดที่ดิน 1 แปลงของจำเลยที่ 1 และบ้านของจำเลยที่ 2 นาย เก่ง และนายหนึ่งยื่นคำร้องขัดทรัพย์รวมมาในคำร้องฉบับเดียวกันโดยมีผู้ร้องที่ 1 ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินอ้างว่าเป็นเจ้าของ ส่วนผู้ร้องที่ 2 ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์บ้านอ้างว่าเป็นเจ้าของนั้น ผู้ร้องทั้งสองมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ การที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นในวันเดียวกันหรือเป็นการสะดวกที่จะดำเนินคดีไปพร้อมกัน ก็หาใช่ข้อที่จะแสดงว่าผู้ร้องทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างใดไม่ เพราะหากศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดก็เป็นทรัพย์คนละประเภทกัน ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองย่อมไม่อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4098/2539)

                        กรณีตาม ข. การที่นายจอมและนายแจ้งมีที่ดินติดต่อกันเป็นแนวเดียวกัน โดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละฉบับ ได้ถูกนายอ๋องบุกรุกที่ดินทั้งสองแปลงนั้น ย่อมถือได้ว่านายจอมและนายแจ้งมีส่วนได้เสียร่วมกันหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีแล้วแล้ว เพราะเมื่อที่ดินที่ถูกนายอ๋องบุกรุกเป็นทรัพย์ประเภทเดียวกัน แม้จะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละฉบับและที่ดินต่างแปลงกัน ก็เป็นเรื่องหลักฐานทางทะเบียนเท่านั้น แต่เมื่อทรัพย์ที่ดินนั้นอยู่ติดต่อเป็นแนวเดียวกันและถูกบุกรุกในวันเวลาเดียวกันจึงถือว่านายจอมและนายแจ้งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงชอบที่จะเป็นโจทย์ร่วมกันฟ้องขับไล่นายอ๋องรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1966/2535)

สรุป ก.ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เป็นคู่ความในคดีเดียวกันไม่ได้

ข.นายจอมและนายแจ้งจะร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายอ๋องมาในคดีเดียวกันได้

 

ข้อ 4.   โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินกู้จำนวน  5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีแล้วส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่าให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดมิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่อยคดีออกจากสารบบความ ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย            ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                        มาตรา 174      ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งแก่โจทก์โดยชอบแล้ว

                        มาตรา 175      ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล

                        ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วโจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้แต่ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน

                        วินิจฉัย

                        ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินกู้โดยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า ให้โจทก์ส่งหมายนัด และสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ภายใน 5 วัน และถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและเมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์ก็ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังนี้คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของจำเลยที่ 1  ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) นั้น การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์

เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วห้ามมิให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้เท่านั้น ศาลจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 (2) และสั่งให้จำหน่ายคดีโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้ ดังนั้นคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 3443/2545)         

กรณีของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำให้การโจทก์ย่อมสามารถถอนฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 วรรคแรก และศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาต ศาลจะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ และจะสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 3443/2545)

สรุป คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

 คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. สมชายครอบครองที่ดินมือเปล่าอันเป็นมรดกของมารดาที่ถึงแก่ความตาย สมศักดิ์อ้างต่อสมชายว่าเป็นบุตรผู้ตายขอแบ่งที่ดินอันเป็นมรดก สมชายเป็นโจทก์ฟ้องสมศักดิ์ต่อศาลขอให้พิพากษาว่าสมศักดิ์ไม่ใช่บุตรผู้ตายไม่มีสิทธิได้รับมรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาสมทรงบิดาผู้ตายยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความขอให้ศาลสั่งแบ่งที่ดินมรดกดังกล่าวให้ตนในฐานะทายาท 1 ใน 3ส่วน ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องสอดของสมทรงหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)       ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1749 วรรคแรก ถ้ามีคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเป็นทายาทมีสิทธิในทรัพย์มรดกนั้น จะร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้

วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องสอดของสมทรงหรือไม่ เห็นว่าการที่สมชายเป็นโจทก์ฟ้องสมศักดิ์ต่อศาลขอให้พิพากษาว่าสมศักดิ์เป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่นั้น ไม่มีประเด็นกรณีฟ้องเรียกทรัพย์มรดก อันทำให้สมทรงผู้ซึ่งอ้างว่าตนเป็นทายาทและมีสิทธิในทรัพย์มรดกมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 วรรคแรกแต่อย่างใด อีกทั้งการพิพาทกันระหว่างสมชายกับสมศักดิ์ก็มิได้โต้แย้งสิทธิของสมทรง สิทธิของสมทรงจึงไม่เป็นการจำเป็นที่จะได้รับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) สมทรงจึงร้องสอดเข้ามาในคดีไม่ได้ ดังนั้นการที่สมทรงยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องสอดของสมทรง

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องสอดของสมทรง

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนโดยไม่สุจริตอันเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อนายเสกสมซึ่งรับจำนองโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายเสกสม จำเลยที่ 2 ให้การว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นโจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายมาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความและพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ดังนี้ คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

            มาตรา 145 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกาและกรพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี

            ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วยก็ดี คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก…

            มาตรา 174 “ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ

(2)       โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว

มาตรา 176 “การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใดๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

วินิจฉัย

            ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายเสกสมนั้น โจทก์ก็จะต้องฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมที่ขอให้เพิกถอนเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ศาลจึงจะมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายมาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 174(2) และจะมีผลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 176 คือ ถือว่าโจทก์มิได้มีการฟ้องจำเลยที่ 1 เลย ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

            ส่วนการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายเสกสมนั้น โจทก์มิได้ฟ้องหรือขอให้ศาลหมายเรียกนายเสกสมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของนายเสกสมบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดีอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145 ดังนั้นโจทก์จึงมิอาจฟ้องคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่า นายบุญสร้างได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินมีโฉนดที่พิพาทให้โจทก์ จำเลยแจ้งเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยยังเป็นภริยานายบุญสร้างอยู่ เจ้าพนักงานหลงเชื่อได้ทำนิติกรรมโอนที่พิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่านิติกรรมโอนมรดกที่พิพาทเป็นโมฆะขอให้เพิกถอนการโอนและแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ว่าโจทก์จะทำนาในที่พิพาทซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วว่าเป็นของโจทก์ จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำและจำเลยเข้าแย่งทำนาเสียทั้งหมดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…

            มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1)       ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น…

วินิจฉัย

กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1.         คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

2.         คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3.         ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4.         ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5.         ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

 กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1.         คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา      

2.         คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน

3.         คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

4.         ห้ามโจทก์ฟ้อง

5.         ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น

ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่า นายบุญสร้างได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินมีโฉนดที่พิพาทให้โจทก์ จำเลยแจ้งเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยยังเป็นภริยานายบุญสร้างอยู่ เจ้าพนักงานหลงเชื่อได้ทำนิติกรรมโอนที่พิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่านิติกรรมโอนมรดกที่พิพาทเป็นโมฆะขอให้เพิกถอน การโอน และแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาโจทก์ก็ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ว่าโจทก์จะทำนาในที่พิพาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วว่าเป็นของโจทก์ จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำ และจำเลยเข้าแย่งทำนาเสียทั้งหมดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายนั้น โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้หรือไม่นั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การฟ้องคดีใหม่ของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนหรือไม่

            ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ จะเห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์คดีก่อนเป็นเรื่องการขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมโอนมรดกที่พิพาทเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการโอนกับขอให้แสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ส่วนฟ้องของโจทก์คดีหลังเป็นเรื่องที่โจทก์จะทำนาในที่ดินพิพาทรายนี้ของโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมให้ทำและจำเลยเข้าแย่งทำนารายนี้เสียเองทั้งหมดนั้น เมื่อการฟ้องคดีใหม่ของโจทก์ในคดีหลังได้ฟ้องในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา กล่าวคือ คดีก่อนนั้นยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148

            และมูลฟ้องในคดีใหม่ของโจทก์เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ได้ฟ้องคดีแรก และแม้คู่ความทั้งสองในคดีเดิมและคดีหลังจะเป็นคู่ความเดียวกัน แต่เมื่อปรากฏว่าคดีเดิมกับคดีหลังไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเป็นการฟ้องอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังนั้นโจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เรียกค่าเสียหายได้

            สรุป โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่เรียกค่าเสียหายได้

 

ข้อที่ 4 คดีแพ่งโจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลแจ้งกำหนดวันนับสืบพยานให้โจทก์และจำเลยทราบโดยชอบแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยาน ปรากฏว่าโจทก์และทนายไม่มาศาลมาแต่ทนายจำเลย ทนายจำเลยแจ้งต่อศาลให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความดังนี้ โจทก์และจำเลยจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไรได้บ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 27 วรรคแรก ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐานหรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร

            มาตรา 202 “ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความเว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ก็ให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว

            มาตรา 203 “ห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 201 และมาตรา 202 แต่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ คำสั่งเช่นว่านี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่

วินิจฉัย

            ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์และทนายความไม่มาศาลในวันสืบพยานมาแต่ทนายจำเลยนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 202 ซึ่งศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความเว้นแต่จำเลยจะแจ้งต่อศาลให้ดำเนินพิจารณาคดีต่อไป ก็ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว และเมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า ทนายจำเลยได้แจ้งต่อศาลให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ถือว่าจำเลยได้แจ้งต่อศาลให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป แต่ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ดังนี้ สำหรับโจทก์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ประการเดียวกันคือ จะต้องเสนอคำฟ้องของตนใหม่ภายในอายุความ แต่จะอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 203

            ส่วนในกรณีของจำเลยนั้น สามารถอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีได้ เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 203 ได้บัญญัติห้ามเฉพาะโจทก์ มิได้ห้ามจำเลย หรือจำเลยอาจขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 27

            สรุป โจทก์สามารถเสนอคำฟ้องของตนใหม่ได้ภายในอายุความ แต่จะอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้ ส่วนจำเลยสามารถอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีได้ หรืออาจขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ    ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายเอกครอบครองทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ 450 ไร่ เป็นเวลาประมาณ 21 ปีแล้ว ต่อมาทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ไม่เกินคนละ 50 ไร่ นายเอกขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อนายเอก ภริยาของนายเอก และบุตรของนายเอกที่บรรลุนิติภาวะอีก 6 คน คงเหลือที่ดินอีก 50 ไร่ นายเอกจึงให้นายโทจะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่นายเอกในภายหลัง ต่อมานายโทโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่นายตรี นายเอกจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายโทและนายตรีเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเอกและเพิกถอนนิติกรรมหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ให้วินิจฉัยว่า นายเอกมีอำนาจฟ้องนายโทและนายตรีหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                   มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของ บุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

                   และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 5 “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต

วินิจฉัย      

                   ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใด ๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้ จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

                   1.กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

                   2.กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎสารบัญญัติให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

                   กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอกมีอำนาจฟ้องนายโท และนายตรีหรือไม่ เห็นว่าเมื่อกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขว่าทางราชการจะออกหนังสือรับรอบการทำประโยชน์ที่ดินในบริเวณดังกล่าวให้แก่บุคคลถือครองได้ไม่เกินคนละ 50ไร่ ที่ดินที่พิพาทจึงเป็นที่ดินส่วนที่นายเอกไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใส่ชื่อนายเอกได้ตามกฎหมาย การที่นายเอกสมคบกับนายโทขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่นายโทแทนนายเอก จึงเป็นการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ดังนั้นนายเอกจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเอกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างนายโทกับนายตรี และขอให้นายโทโอนที่ดินพิพาทแก่นายเอกได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 5 (เทียบแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 6428/2456)

สรุป นายเอกไม่มีอำนาจฟ้องนายโทและนายตรี

 

ข้อ 2  ลำดวนกับทองดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ทองดีนำที่ดินพิพาทไปขายฝากไว้แก่เด่นชัย ลำดวนจึงยื่นฟ้องทองดีและเด่นชัยต่อศาล ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา เด่นชัยมายื่นฟ้องทองดีต่อศาลขอให้ขับไล่ทองดีออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย เพราะทองดีไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ลำดวนจึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ อ้างว่าลำดวนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ทองดีไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายฝากโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลำดวน การขายฝากไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ หากท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องสอดของลำดวนหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                   มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)     หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1)     ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นและ..

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย การฟ้องซ้อนมีบัญญัติไว้ในมาตรา 173 วรรคสอง (1) ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.       คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา

2.       คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน

3.       คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

4.       ห้ามโจทก์ฟ้อง

5.       ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ลำดวนได้ยื่นฟ้องเด่นชัยและทองดีต่อศาลขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา เด่นชัยมายื่นฟ้องทองดีต่อศาลขอให้ขับไล่ทองดีออกจากที่ดินพิพาทเพราะทองดีไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ลำดวนจึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีอ้างว่าลำดวนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ทองดีไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายฝากโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลำดวน การขายฝากไม่ชอบ ดังนี้จะเห็นได้ว่า คำร้องสอดของลำดวนเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในคดีในฐานะคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) เพราะการพิพาทกันระหว่างเด่นชัยกับทองดีได้โต้แย้งสิทธิของลำดวน คำร้องสอดของลำดวนจึงเป็นคำฟ้อง และลำดวนผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์

          เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลำดวนได้ฟ้องเด่นชัยกับทองดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา เมื่อลำดวนนำเรื่องเดียวกันมาร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความและอยู่ในฐานโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เพราะเป็นฟ้องซ้อน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 8995/2542) ดังนั้นถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องสอดของลำดวน

          สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับคำร้องสอดของลำดวน

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 นำโคของจำเลยที่ 1จำนวน 3ตัว จำเลยที่ 2 จำนวน 2 ตัว รวม 5ตัว เข้าไปปล่อยในสวนยางของโจทก์ซึ่งเพิ่งปลูกยางพารามาประมาณ 11 เดือน กำลังเจริญงอกงาม เป็นเหตุให้โคทั้งห้าตัวของจำเลยทั้งสองกัดกินต้นยางตายไปทั้งสิ้น 100ต้น ราคาต้นละ 500บาท รวมราคา 50,000 ทั้งนี้เป็นผลการประมาทของจำเลยทั้งสองโดยตรง และจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะทำลายทรัพย์ของโจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระให้ ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่า โคของจำเลยแต่ละคนทำให้โจทก์ต้องเสียหายเพียงใด และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวตามคำให้การของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น

          วินิจฉัย

          ตาม ป. วิแพ่ง มาตรา 172 ได้บัญญัติไว้ว่า คำฟ้องโจทก์จะเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์นั้น จะต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาเช่นว่านั้น ถ้าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบหลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว อาจถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม อันเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จำเลยทั้งสองให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ข้ออ้างตามคำให้การของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

          กรณีแรก การที่จำเลยทั้งสองให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่า โคของจำเลยแต่ละคนทำให้โจทก์ต้องเสียหายเพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุถึงการกระทำของจำเลยแต่ละคนที่ได้นำโคของตนปล่อยเข้าไปกัดกินต้นยางในสวนยางของโจทก์เป็นไปในลักษณะจำเลยแต่ละคนต่างคนทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าการกระทำอันเป็นการละเมิดของจำเลยแต่ละคนนั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนของแต่ละคนมากน้อยเป็นจำนวนเท่าใด ถือว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏชัดแจ้งซึ่งข้ออ้างแห่งการกระทำอันเป็นการละเมิดของจำเลยแต่ละคน และไม่ใช่หนี้ร่วมที่โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมได้ตามคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นการขัดแย้งในตัว ยากที่จำเลยแต่ละคนจะต่อสู้คดีของตนได้ถูกต้อง การบรรยายฟ้องของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับเอากับจำเลยแต่ละคนให้รับผิดในส่วนของแต่ละคน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง(แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 959/2525) ข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้จึงฟังขึ้น

          กรณีที่สอง การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาโจทก์จึงไม่ต้องกล่าวมาในคำฟ้องว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด (เทียบแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 299/2545) ข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

          สรุป ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าโคของจำเลยแต่ละคนทำให้โจทก์ต้องเสียหายเพียงใดนั้นฟังขึ้น ส่วนข้ออ้างที่ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 4 คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่ามิได้จงใจขาดนัด ศาลพิจาณาแล้วอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ถึงวันนัดสืบพยานจำเลยขาดนัดพิจารณาอีก ศาลสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีขอให้พิจาณาคดีใหม่ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 199 ตรี จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จำเลยนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่

(2)     คำขอให้พิจาณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย

มาตรา 206 วรรคสาม ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร และศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา 199ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 207ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่…

มาตรา 207 “เมื่อศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และคู่ความฝ่ายนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199ตรี… มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จำเลยขาดนัดพิจารณาศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 207 ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ถึงวันนัดสืบพยาน ปรากฏว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาอีก ศาลจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม ซึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 206 วรรคสามนั้น ได้บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาซึ่งมาศาลในระหว่างพิจารณาฝ่ายเดียวมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ถ้าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจ หรือมีเหตุอันสมควร แต่คู่ความที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้จะต้องมิใช่เป็นคู่ความที่เคยขาดนัดพิจารณาจนศาลพิพากษาให้แพ้คดี และศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ และคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณาอีก จึงต้องห้ามขอพิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199ตรี ประกอบมาตรา 207 ดังนั้นจำเลยจะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม และศาลจะมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

          สรุป ศาลจะมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.   โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากโจทก์เป็นระยะเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สิน ส่งมอบที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและดึกแถวดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนจำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมากเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายดำ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายดำยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ และนายดำมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทย์ร่วมได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือ บุคคลใดจะต้องให้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้โดยการร้องสอด

ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตามคู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า

                        ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใด ๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.         กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้

เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.         กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความ

จำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

ตามข้อเท็จจริง ขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งอยู่โดยละเมิดต่อโจทก์ได้ เพราะถือว่าได้มีข้อแย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 และแม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

                        ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า นายดำจะมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เห็นว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น ซึ่งหมายถึง จะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาคดีนั้นโดยตรงหรือผลของคดีตามกฎหมายจะมีผลไปถึงตนด้วยนั่นเอง

                        เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายดำแล้ว นายดำซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากโจทก์ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) และเมื่อโจทก์ยังคงมีอำนาจฟ้องต่อไป นายดำจึงมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

สรุป โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และนายดำมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

 

ข้อ 2.   โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 นายเขียวขับรถยนต์ของผู้อื่นซึ่งประกันภัยไว้กับจำเลยชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย

จำเลยตกลงรับรถยนต์ของโจทก์เข้าทำการซ่อมแต่จำเลยไม่จัดการซ่อมจนถึงวันฟ้อง ซึ่งหากจำเลยจัดการซ่อมแล้วควรจะแล้วเสร็จภายใน 15 วัน ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์ของโจทก์ไปประกอบธุรกิจตามปกติต้องเช่ารถยนต์เสียค่าเช่าวันละ 1,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียงวันละ 500 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท

ขอให้บังคับจำเลยจัดการซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมแล้วส่งมอบแก่โจทก์หากไม่จัดการซ่อมให้ใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 200,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท และอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะซ่อมหรือใช้ราคารถยนต์แทนเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจฟ้องโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับนายเขียวในฐานะใดและ จำเลยรับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากใคร

เหตุใดจึงต้องรับผิด เพราะแม้จำเลยจะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวแต่จำเลยจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันนั้นจะต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า คำฟ้องโจทก์จะเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์นั้น จะต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ถ้าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบหลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว อาจถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม อันเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้

กรณีตามอุทาหรณ์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคแรก บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้นคือสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดจากบุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ” นั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยไว้ และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงถือเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้อง มิใช่เพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้

ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยและนายเขียวมีความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยอย่างไรอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของนายเขียวฟ้องของโจทก์จึงถือเป็นคำฟ้องที่มิได้แสดงโดยชัดเจนซึ่งสถานภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม

สรุป ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม

 

ข้อ 3.   เอกฟ้องหนึ่งว่าขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของเอกเสียหายขอบังคับให้หนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เอกเป็นเงิน 200,000 บาท หนึ่งให้การและฟ้องแย้งว่าหนึ่งมิได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ แต่เอกต่างหากที่เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของหนึ่งเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับเอกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หนึ่งเป็นเงิน 300,000 บาท เอกให้การแก้ฟ้องแย้งว่าเอกมิได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในวันนัดสืบพยาน หนึ่งมาศาลแต่เอกและทนายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีทั้งหมดออกจากสารบบความ หนึ่งยื่นอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งไม่ชอบเพราะจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมาศาลแล้วชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้พิจารณาคดีจำเลยในส่วนของฟ้องไปฝ่ายเดียว ส่วนเอกยื่นฟ้องหนึ่งเป็นคดีใหม่โดยปริยายฟ้องและมีข้อบังคับเช่นเดียวกับคดีก่อน หนึ่งยื่นคำให้การและฟ้องในคดีนี้เช่นเดียวกับคดีก่อน ดังนี้ฟ้องของเอกและฟ้องแย้งของหนึ่งในคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้

 (1)      ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น…

วินิจฉัย

การที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1.         คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา

2.         คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน

3.         คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

4.         ห้ามโจทก์ฟ้อง

5.         ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น    

กรณีตามอุทาหรณ์ ฟ้องของเอกและฟ้องแย้งของหนึ่งในคดีใหม่จะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

            กรณีฟ้องของเอก การที่คดีเดิมเอกเป็นโจทก์ฟ้องหนึ่ง หนึ่งให้การและฟ้องแย้งเอก และในวันนัดสืบพยานหนึ่งมาศาล แต่เอกและทนายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีทั้งหมดออกจากสารบบความนั้น ย่อมทำให้คดีของเอกเสร็จสิ้นไปจากศาลแล้วและถือว่าไม่มีคดีอยู่ระหว่างพิจารณาแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อหนึ่งไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลในส่วนฟ้องของเอกในคดีเดิม คำฟ้องของเอกในคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

            กรณีฟ้องแย้งของหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเดิมออกจากสารบบความ แต่หนึ่งยื่นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งนั้น ย่อมทำให้คดีในส่วนของฟ้องแย้งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การที่หนึ่งฟ้องแย้งใหม่ในเรื่องเดิม จึงถือเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

            สรุป เอกฟ้องใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้อน ส่วนหนึ่งยื่นฟ้องแย้งใหม่เป็นฟ้องซ้อน

 

ข้อ 4.   โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าหนี้ระงับแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานและให้จำเลยนำสืบก่อน ในวันสืบพยานปรากฏว่าโจทก์และจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความในวันเดียวกันนั้นเองโจทก์ยื่นคำร้องว่าเหตุที่โจทก์มาศาลช้า เนื่องจากกลุ่มชุมนุมปิดถนนทุกสาย โจทก์ไม่จงใจขาดนัดขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือขอให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานต่อไปให้ยกคำร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                        มาตรา 200 วรรคแรก ภายใต้บังคับมาตรา 198 ทวิ และมาตรา 198 ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา

                        มาตรา 201 “ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

                        มาตรา 203 “ห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 201 และมาตรา 202 แต่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ คำสั่งเช่นว่านี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่

                        มาตรา 206 วรรคสาม ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความคดีฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร และศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนมาตรา 199 ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 207 ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่…

วินิจฉัย

                        การขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 วรรคแรกนั้น หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณาและหากคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลก็ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 201 โดยไม่มีข้อที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าคู่ความนั้นขาดพิจารณาโดยจงใจหรือไม่จงใจ เพราะการขาดนัดโดยจงใจหรือไม่จงใจจะใช้กล่าวอ้างได้เฉาะเมื่อมีการพิจารณาฝ่ายเดียว (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 202 และมาตรา 204) และมีการขอให้พิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม และมาตรา 207 เท่านั้น

                        กรณีตามอุทาหรณ์ การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลไม่วันนัดสืบพยาน และศาลเห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา (ตาม ป.ว.แพ่ง มาตรา 200 วรรคแรก) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ(ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 201) ย่อมทำให้คดีเสร็จสิ้นไปจากศาล ไม่มีการพิจารณาฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องว่าเหตุที่โจทก์มาศาลช้าเนื่องจากกลุ่มชุมนุมปิดถนนทุกสาย โจทก์ไม่จงใจขาดนัด ขอให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปหรือขอให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไปก็คือการขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั่นเอง ศาลจึงสามารถยกคำร้องของโจทก์โดยอ้างเหตุว่าศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานต่อไปได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 203

สรุป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2546

การสอบไล่ภาค  2   ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิจารณาคดีอาญาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  288  แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้วคู่ความมิได้อุทธรณ์  ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนคดีดังกล่าวแล้วจึงนำมาดำเนินการพิจารณาพิพากษา  องค์คณะของศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ทารุณโหดร้าย  จึงร่วมกันพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นประหารชีวิต

ท่านเห็นว่าการรับคดีซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ตลอดจนการแก้ไขคำพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีของศาลอุทธรณ์  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  22  ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาลและมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรอยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพาทลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  22  ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว  จะเห็นว่าโดยหลักการแล้ว  ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่คู่ความอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาเท่านั้น  ดังนั้นหากคู่ความมิได้อุทธรณ์  คดีย่อมยุติเสร็จเด็ดขาดไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  แต่ความในมาตรา  22(1)  ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นกำหนดให้ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  คือ  เมื่อโจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ในกรณีนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คดีก็เป็นอันยุติ  จะฎีกาอีกต่อไปมิได้

ดังนั้นเมื่อศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต  พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์  ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  การที่ศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนดังกล่าวมาเพื่อพิจารณาพิพากษาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  22(1)

แต่อย่างไรก็ตาม  ศาลอุทธรณ์จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีเพื่อลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นไม่ได้  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  212  ทั้งนี้เพราะคดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษา  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคดีนั้นโจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยเท่านั้น

สรุป 

การรับคดีของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การแก้ไขคำพิพากษาโดยศาลอุทธรณ์  ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระจำนวนสองแสนบาท  พร้อมทั้งขับไล่จำเลยออกจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าต่อศาลจังหวัดสมุทรสงคราม  นายนิติผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่ตนเองและนายเริงฤทธิ์ผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกทนายโจทก์ประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล  จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนคดีนายเริงฤทธิ์ผู้พิพากษามีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไป  ต่อมาวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยครั้งต่อๆไป  นายนิติและนายเริงฤทธิ์ได้ออกนั่งพิจารณาคดีจนเสร็จ  ในวันที่  15  มกราคม  2547  และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่  27  กุมภาพันธ์  2547  นายเริงฤทธิ์ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายในวันที่  31  มกราคม  2547  นายนิติจึงให้นายมีเกียรติ  ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสรองลงมาจากตนเป็นองค์คณะแทนนายเริงฤทธิ์  นายนิติและนายมีเกียรติจึงร่วมกันทำคำพิพากษาหลังจากนายมีเกียรติได้ตรวจสำนวนคดีแล้วท่านเห็นว่าคำสั่งของนายเริงฤทธิ์ที่อนุญาตเลื่อนคดี  การทำคำพิพากษาของนายนิติและนายมีเกียรติชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  หรือมีคำสั่งใดๆหรือทำการไต่สวน  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  (1)  (5)  และสำหรับผู้พิพากษาประจำศาลมีอำนาจตามมาตรา  25  วรรคแรก  (1)(2)  เท่านั้น  ทั้งนี้ตามมาตรา  25  วรรคท้าย

คำร้องขอเลื่อนคดีเป็นคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาล  ผู้พิพากษาประจำศาลจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งให้เลื่อนคดีได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  (1)  คำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีของนายเริงฤทธิ์จึงชอบแล้ว

เมื่อองค์คณะทั้งสองได้นั่งพิจารณาคดีจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว  แต่ก่อนจะได้อ่านคำพิพากษา  นายเริงฤทธิ์  ผู้พิพากษาประจำศาลซึ่งเป็นองค์คณะประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  จึงถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  30  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษาตามมาตรา  29(3)  จึงกำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาแทน  แต่อย่างไรก็ดีเมื่อนายนิติเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  และเป็นองค์คณะในคดีด้วย  จึงไม่อาจลงลายมือชื่อเดียวในสองฐานะได้  กรณีจึงต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้มีอำนาจทำคำพิพากษา

การที่นายนิติให้นายมีเกียรติ  ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสรองลงมาจากตนเป็นองค์คณะแทนนายเริงฤทธิ์จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29(3)

สรุป

คำสั่งของนายเริงฤทธิ์ที่อนุญาตเลื่อนคดี  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การทำคำพิพากษาของนายนิติและนายมีเกียรติไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีค้ายาเสพติดแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยค้ายาเสพติด  จึงพิพากษาจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  อัยการโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์  ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  พนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเบาไป  ควรลงโทษประหารชีวิต  ส่วนจำเลยเห็นว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไป  พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยจึงฎีกาขึ้นไปยังศาลฎีกา  โดยพนักงานอัยการโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษประหารชีวิตจำเลย  ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ศาลลงโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลล่างลงโทษ  ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา  ท่านจะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร 

ธงคำตอบ

มาตรา  22  ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาลและมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรอยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพาทลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน

วินิจฉัย

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาคดีที่ศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  และตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  22(1)  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  คดีเป็นอันยุติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  245  วรรคสอง  พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยจะฎีกาต่อไปไม่ได้

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาจะพิพากษายกฎีกาทั้งของโจทก์และจำเลย

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซ่อมภาค 2 และ S/2547

การสอบซ่อมภาค  2  และภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเก่งกาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  ได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายมานะผู้พิพากษาอาวุโสและนายรองฤทธิ์ผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะ  เมื่อองค์คณะทั้งสองได้พิจารณาคดีเสร็จแล้ว  จึงนำสำนวนคดีไปปรึกษานายเก่งกาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  เมื่อนายเก่งกาจได้ตรวจสำนวนคดีแล้ว  มีความเห็นเช่นเดียวกันกับองค์คณะทั้งสองว่า  จำเลยกระทำความผิดจริง  สมควรลงโทษจำคุกจำเลยสิบปี  นายมานะซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันโดยที่ยังไม่ทันได้ทำคำพิพากษา  นายรองฤทธิ์ซึ่งเป็นองค์คณะที่เหลืออยู่ได้เรียบเรียงคำพิพากษาแล้วนำไปให้นายสมเดชรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาซึ่งมีอาวุโสน้อยที่สุดในจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาทั้งหมด  นายสมเดชได้ตรวจสำนวนคดีแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับองค์คณะเดิมและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาซึ่งได้เคยปรึกษาคดีกันมาก่อนจึงลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะร่วมกับนายรองฤทธิ์  (ในขณะนั้นอธิบดีผู้พิพากษาและรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาอีกสองคนยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ)

ท่านเห็นว่าการให้คำปรึกษาของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาและการลงลายมือชื่อของนายสมเดชชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  11  ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย  และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(4) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีอำนาจให้คำปรึกษาได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  11(4)  ที่ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา  หรือการพิจารณาพิพากษาคดี  ทั้งนี้จะบังคับหรือสั่งให้กระทำตามความเห็นของตนมิได้  เพราะกฎหมายให้อำนาจเพียงแค่การให้คำแนะนำเท่านั้น  ผู้พิพากษาจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นดุลพินิจ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายมานะและนายรองฤทธิ์เป็นองค์คณะพิจารณาคดีเสร็จแล้ว  คดีจึงอยู่ระหว่างการทำคำพิพากษา  การที่นายมานะซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว  ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันโดยที่ยังไม่ทันได้ทำคำพิพากษา  จึงถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  ต้องให้ผู้พิพากษาตามมาตรา  29(3)  มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะร่วม  ซึ่งได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  หรือผู้ทำการแทน  ดังนั้นการที่นายสมเดชตรวจสำนวนคดีและร่วมลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะร่วมกับนายรองฤทธิ์  จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว  แม้ขณะนั้นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาและรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่มีอาวุโสมากกว่ายังคงมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติก็ตาม

สรุป  การให้คำปรึกษาของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

การลงลายมือชื่อของนายสมเดชชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  ประธานศาลอุทธรณ์ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายบันลือ  นายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์เป็นองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ต่อมาคดีนี้ได้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทุกคนได้เข้าประชุมใหญ่  พิจารณาคดีแพ่งเรื่องดังกล่าวจนเสร็จสิ้น  นายบันลือ  นายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์ได้ร่วมกันทำคำพิพากษาตามมติที่ประชุมใหญ่  นายเก่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ซึ่งได้เข้าประชุมใหญ่ด้วย  แต่มีความเห็นไม่ตรงกับที่ประชุมใหญ่  ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว

ท่านเห็นว่า  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  27  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  หรือศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว  เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว  มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

วินิจฉัย

การที่ประธานศาลอุทธรณ์จ่ายสำนวนคดีให้นายบันลือ  นางก้องเกียรติและนายมีศักดิ์เป็นองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหนึ่งนั้น  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคแรกที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คนเป็นองค์คณะ

เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาคดีนั้นได้  เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว  ดังนั้นการที่นายบันลือ  นายก้องเกียรติ  และนายมีศักดิ์ได้ร่วมกันทำคำพิพากษาตามมติที่ประชุมใหญ่  และนายเก่งได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาด้วยนั้น  คำพิพากษาดังกล่าวก็ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคสอง  เพระนายเก่งเป็นผู้พิพากษาที่เข้าประชุมใหญ่นั้น  แม้จะทำให้มีองค์คณะเกินกว่า  3  คน  ก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  27  วรรคแรกแต่อย่างใด

ส่วนการที่นายเก่งมีความเห็นไม่ตรงกับที่ประชุมใหญ่  และได้ทำความเห็นแย้งหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้วนั้น  นายเก่งมีอำนาจกระทำได้  ตามมาตรา  27  วรรคสองตอนท้าย

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  ศาลอาญากรุงเทพใต้มีนายดำเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้  มีนายเอก  นายโท  นายตรี  เป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เรียงลำดับความอาวุโส  มีนายเก่งเป็นผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ที่มีอาวุโสรองจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

นายหนึ่งฟ้องนายสองข้อหาชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  339  ระวางโทษจำคุกตั้งแต่  5  ปี  ถึง  10  ปี  และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาทต่อศาลอาญากรุงเทพใต้  โดยมีนายดำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นผู้ไต่สวนมูลฟ้อง  นายดำเห็นว่าคำฟ้องของนายหนึ่งไม่มีมูล  จึงพิพากษายกฟ้องของนายหนึ่ง  โดยนายดำให้นายเก่งผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ที่มีอาวุโสรองจากนายดำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เข้าร่วมตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องของนายหนึ่ง

การไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าว  และการพิพากษายกฟ้องที่นายดำทำร่วมกับนายเก่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  อย่างไร 

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา  25(5)

วินิจฉัย

นายดำ  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาคนเดียวทำการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาความผิดฐานชิงทรัพย์  ย่อมมีอำนาจกระทำได้  ตามมาตรา  25(3)

เมื่อนายดำผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว  เห็นว่าคดีไม่มีมูล  ควรพิพากษายกฟ้อง  แต่ความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนด  คือ  จำคุกตั้งแต่  5  ปี  ถึง  10  ปี  และปรับตั้งแต่  10,000  ถึง  20,000  บาท  ซึ่งถือว่าเกินอัตราโทษตามมาตรา  25(5)  คือ  อัตราโทษจำคุกเกินกว่า  3  ปี  ไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียว  นายดำผู้พิพากษาที่ทำการไต่สวนมูลฟ้องจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  31(1)  ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ดังนั้นจึงต้องมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ  และผู้พิพากษาที่จะเป็นองค์คณะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษานั้นได้แก่  ผู้พิพากษาที่บัญญัติไว้ในมาตรา  29(3)  คือ  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

เมื่อนายดำเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้และเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้จึงไม่อาจลงลายมือชื่อเดียวในสองฐานะได้  ผู้ที่จะเข้ามาร่วมทำคำพิพากษายกฟ้องกับนายดำต้องเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้  ซึ่งก็คือ  นายเอก  นายโท  หรือนายตรี ดังนั้นการที่นายดำให้นายเก่งผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เข้าร่วมตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษายกฟ้องนายหนึ่ง  จึงมิชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  31(1)  ประกอบมาตรา  29(3)

สรุป 

การไต่สวนมูลฟ้องของนายดำชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การพิพากษายกฟ้องของนายดำและนายเก่งมิชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2547

การสอบไล่ภาค  2   ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายสมคิดได้กู้เงินนายเศรษฐีจำนวนห้าแสนบาทตั้งแต่ปี  พ.ศ.2540  และไม่ยอมชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคืนให้แก่นายเศรษฐี  ต่อมาวันที่  15  มกราคม  2548  นายเศรษฐีจึงได้ยื่นฟ้องนายสมคิดต่อศาลแพ่งขอให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวนหกแสนบาท

วันที่  30  มกราคม  2548  นายสมคิดได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงหนึ่งจำนวนสามสิบตารางวาให้แก่นายโชคดี  ที่ดินแปลงนี้ราคาสามแสนบาท  (ตามราคาประเมินของกรมที่ดิน) 

นายเศรษฐีซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ทราบการทำนิติกรรมดังกล่าว  จึงมาฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้ศาลเพิกถอนการให้ที่ดินของนายสมคิด  เพราะนายสมคิดไม่มีทรัพย์อื่นใด  เมื่อยกที่ดินให้แก่นายโชคดีแล้วหากศาลแพ่งพิพากษาให้ตนชนะคดีข้างต้น  ตนย่อมเสียเปรียบเพราะไม่อาจบังคับคดีให้ได้เงินที่นายสมคิดเป็นหนี้คืน  ศาลแพ่งสั่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาเพียงสามแสนบาทต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลแขวงจึงจะถูกต้อง

ท่านเห็นว่า  การสั่งไม่รับฟ้องของศาลแพ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  18  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

เป็นเรื่องที่นายสมคิดลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นายโชคดี  ซึ่งนายสมคิดไม่มีทรัพย์สินใดอีก  ถือได้ว่าเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  237

การที่นายเศรษฐีได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินของนายสมคิดเป็นเพียงคดีที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลเท่านั้น  มิได้เป็นการเรียกร้องเอาทรัพย์มาเป็นของนายเศรษฐี  หรือนายเศรษฐีได้รับประโยชน์แต่อย่างใด  เป็นการเรียกร้องเอาทรัพย์พิพาทกลับมาเป็นของลูกหนี้  ฟ้องเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  (ฎ.919/2508 (ประชุมใหญ่))

เมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17 คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  18  คำสั่งของศาลแพ่งที่ไม่รับคดีนี้ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การสั่งไม่รับฟ้องของศาลแพ่งไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  ก  และ  ข  ไปทัศนาจรที่ประเทศสิงคโปร์  ในขณะที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์  ก  เกิดทะเลาะกับ  ข  ข  ทำร้ายร่างกาย  ก  บาดเจ็บสาหัสเมื่อ  ก  และ  ข  กลับเข้ามาในประเทศไทย  ก  ได้นำคดีไปฟ้อง  ข  ต่อศาลจังหวัดสงขลา  ศาลจังหวัดสงขลารับประทับฟ้องไว้แล้ว  ก  และ  ข  ได้เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร  ต่อมา  ก  เห็นว่าการเดินทางไปดำเนินคดีกับ  ข  ที่ศาลจังหวัดสงขลาเป็นการยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายมาก  จึงนำคดีมาฟ้องที่ศาลอาญาอีก  ศาลอาญารับประทับฟ้อง  ข  ให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าฟ้องของ  ก  เป็นฟ้องซ้ำ  เพราะ  ก  ฟ้อง  ข  ไว้ที่ศาลจังหวัดสงขลาและศาลจังหวัดสงขลารับประทับฟ้องไว้แล้ว  ขอให้ศาลยกฟ้อง 

ให้วินิจฉัยว่า  การฟ้องคดีของ  ก  และการต่อสู้คดีของ  ข  ถูกต้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  15  ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดี  ซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา  เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  22  เมื่อความผิดเกิดขึ้น  อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด  ให้ชำระที่ศาลนั้น  แต่ถ้า

(2) เมื่อความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย  ให้ชำระคดีนั้นที่ศาลอาญา  ถ้าการสอบสวนได้กระทำลงในท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ในเขตของศาลใด  ให้ชำระที่ศาลนั้นได้ด้วย

วินิจฉัย

การฟ้องคดีอาญาซึ่งมูลคดีเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  22(2)  บังคับให้นำคดีไปฟ้องที่ศาลอาญา  เว้นแต่โจทก์หรือผู้เสียหายจะได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด  ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ด้วยเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า  ก  ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสงขลาและไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้กระทำการสอบสวนแต่อย่างใด  การรับประทับฟ้องคดีของศาลจังหวัดสงขลาจึงเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  22(2)

สำหรับข้อต่อสู้ของ  ข  ที่ว่าฟ้องของ  ก  เป็นฟ้องซ้ำนั้นฟังขึ้นหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  15  ที่ว่า  ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา  จะเห็นว่าเป็นการห้ามเฉพาะเมื่อศาลอื่นประทับฟ้องคดีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น  การฟ้องคดีเรื่องเดียวกันอีกจะเป็นฟ้องซ้อน  ต้องห้ามตามกฎหมาย  แต่หากศาลรับประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบ  โจทก์ก็อาจนำคดีไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้  ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  15  นี้

ดังนั้นเมื่อศาลจังหวัดสงขลารับประทับฟ้องคดีไว้โดยไม่ชอบ  การที่  ก  นำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องต่อศาลอาญาอีก  จึงสามารถกระทำได้ศาลอาญามีอำนาจรับประทับฟ้องได้  ไม่ต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  15  และไม่เป็นฟ้องซ้อน  (เทียบ  ฎ.122/2547)

ส่วนจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่  เห็นว่า  การจะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย  หมายถึง  คดีเรื่องเดียวกันนั้นศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว  แต่กรณีนี้ศาลจังหวัดสงขลายังมิได้พิจารณาพิพากษาคดี  การฟ้องของ  ก  จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

สรุป  การฟ้องคดีของ  ก  ต่อศาลจังหวัดสงขลาไม่ถูกต้อง  และการต่อสู้คดีของ  ข  ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

 

ข้อ  3  นายดีประธานศาลฎีกา  ได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายหมื่นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา  นายแสนและนายล้านผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี

ในตอนบ่ายวันนั้นเอง  นายหมื่นประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  นายแสนและนายล้านจึงนำเรื่องไปแจ้งต่อนายดีประธานศาลฎีกา  ปรากฏว่านายดีได้ลาพักผ่อนไปต่างประเทศพอดี  นายเก่งรองประธานศาลฎีกาคนที่หนึ่งจึงสั่งให้นายสิบ  ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นองค์คณะแทนนายหมื่นร่วมกับนายแสนและนายล้านทำการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป

การกระทำของนายเก่งรองประธานศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  8  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  ว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  เป็นผู้ทำการแทน  ถ้ามีรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหลายคน  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(1) ในศาลฎีกา  ได้แก่  ประธานศาลฎีกา  หรือรองประธานศาลฎีกา  หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกา  ซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆ  ตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)(2)และ  (3)  ด้วย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

นายดี  ประธานศาลฎีกาจ่ายสำนวนคดีให้นายหมื่น  นายแสนและนายล้าน  เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคแรก  ที่บังคับว่าในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายเก่ง  รองประธานศาลฎีกาคนที่หนึ่งสั่งให้นายสิบเป็นองค์คณะแทนนายหมื่น  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  28  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย  หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะพิจารณาคดี  เช่น  เจ็บ  ป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  เป็นต้น  ทำให้ขาดองค์คณะพิจารณาคดี  บทบัญญัติมาตรา  28(1)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้

การที่นายหมื่นประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  28(1)  ที่ให้ประธานศาลฎีกาเป็นองค์คณะแทน  หรือมอบหมายให้รองประธานศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาเป็นองค์คณะแทนก็ได้  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายดี  ประธานศาลฎีกาลาพักผ่อนไปต่างประเทศ  ไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ต้องให้รองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลฎีกาเป็นผู้ทำการแทน  ตามมาตรา  8  วรรคสอง  นายเก่งซึ่งเป็นรองประธานศาลฎีกาคนที่หนึ่ง  เป็นรองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุด  จึงต้องเป็นผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา

ดังนั้นการที่นายเก่ง  ผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกาสั่งให้นายสิบ  ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นองค์คณะแทนนายหมื่น  ย่อมสามารถกระทำได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28  ซึ่งกำหนดให้ผู้ทำการแทนมีอำนาจตามมาตรา  28(1)  ในการมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกาเป็นองค์คณะแทนได้

สรุป  การกระทำของนายเก่ง  รองประธานศาลฎีกาชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม S/2547

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลจังหวัดข้อหากระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 338  ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท  นายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายยิ่งยศผู้พิพากษาศาลจังหวัด  (ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น)  และนางสาวสมฤดีผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว  นายยิ่งยศได้ถูกฝ่ายจำเลยคัดค้านจึงถอนตัวไม่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป  นายเสริมศักดิ์จึงนำสำนวนคดีดังกล่าวมอบให้นายเก่งกล้า  ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้น  เป็นองค์คณะแทนนายยิ่งยศร่วมกันพิจารณาพิพากษาคดีกับนางสาวสมฤดีต่อไป

ท่านว่าการกระทำของนายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

นายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่นายยิ่งยศและนางสาวสมฤดีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  ที่บังคับว่าต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คน

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การที่นายเสริมศักดิ์นำสำนวนคดีมอบให้นายเก่งกล้าผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนั้น  เป็นองค์คณะแทนนายยิ่งยศชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย  หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการพิจารณาคดี  เช่น  เจ็บป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  เป็นต้น  ทำให้ขาดองค์คณะพิจารณาคดี  บทบัญญัติมาตรา  28(3)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปได้

การที่นายยิ่งยศองค์คณะถูกฝ่ายจำเลยคัดค้านจึงถอนตัวไป  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  28(3)  ที่ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเป็นองค์คณะแทน  หรือมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลนั้นเป็นองค์คณะแทนก็ได้  ดังนั้นเมื่อนายเสริมศักดิ์ไม่เป็นองค์คณะเอง  แต่มอบให้นายเก่งกล้าเป็นองค์คณะแทนนั้น  ย่อมกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  28(3)  การกระทำของนายเสริมศักดิ์จึงชอบแล้ว

สรุป  การกระทำของนายเสริมศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  2  จังหวัดชลบุรีเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  มีศาลจังหวัดชลบุรี  ศาลจังหวัดพัทยา  ศาลแขวงชลบุรี  โดยมีนายเอก  นายโท  และนายตรี  เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลดังกล่าวเรียงตามลำดับอาวุโส

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลแขวงชลบุรีในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  264  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  นายตรีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีได้พิจารณาคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่า  นายดำกระทำความผิดจริงตามที่พนักงานอัยการฟ้องต้องการลงโทษจำคุกนายดำสองปี  จึงนำสำนวนไปปรึกษาอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  แต่ปรากฏว่าอธิบดีผู้พิพากษาภาค  2  ไปราชการยังสำนักศาลยุติธรรมกรุงเทพมหานคร  นายตรีจึงนำสำนวนคดีไปปรึกษานายเอก  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี  เมื่อนายเอกได้ตรวจสำนวนคดีแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับนายตรี  จึงร่วมกันทำคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำสองปี

ท่านเห็นว่านายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรีลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรี  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีดังกล่าวข้างต้น  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  13  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆ  ตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)  (2)  และ  (3)  ด้วย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(2)  กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  แล้ว  เห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

คำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่  861/2544  เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง  หรือเมื่ออธิบดี  ผู้พิพากษาไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษามีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษา  ถ้าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับของศาลในจังหวัดที่อธิบดี  ผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทน  เว้นแต่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  264  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา 25(5)  ประกอบมาตรา  17  แต่ทั้งนี้ศาลแขวงจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือนหรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับไม่ได้  ถ้าเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า  6  เดือน  หรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ให้ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ดังนั้นการที่นายตรีพิจารณาคดีแล้วเห็นว่า  นายดำกระทำผิดจริงตามที่พนักงานอัยการฟ้อง  ต้องการลงโทษจำคุกนายดำ  2  ปี  ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษา  ตามมาตรา  31(2)  ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาได้จะต้องเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  ตามมาตรา  29(3)  หรือผู้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค  ตามมาตรา  29  วรรคท้าย  เมื่อนายตรีเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  จึงไม่อาจลงลายมือชื่อเพียงคนเดียวในสองฐานะได้  จึงต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  ตามมาตรา  29(3)

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน  ตามมาตรา  13  วรรคสอง ซึ่งประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่  861/2544  ลงวันที่  25  ธันวาคม  2544  ว่าเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้งเป็นผู้ทำการแทน  นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลในจังหวัดที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีสถานที่ตั้ง  จึงเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาภาค  นายเอกจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรี  เพื่อพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำ  2  ปี  ได้ตามมาตรา  29  วรรคท้าย

สรุป  การที่นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรีลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงชลบุรีชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  นายดีเป็นโจทก์ฟ้องนายโกงในคดีแพ่งซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์สามแสนบาทต่อศาลจังหวัดอ่างทอง  (จังหวัดอ่างทองไม่มีศาลแขวง)  นายยิ่งศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอ่างทองได้เป็นองค์คณะพิจารณาคดีดังกล่าว  ต่อมาในทางพิจารณาปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องมีราคาถึงห้าแสนบาท  นายยิ่งศักดิ์จึงได้ให้นายตรีผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดอ่างทองเป็นองค์คณะร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วยจนเสร็จและได้ร่วมกันทำคำพิพากษาให้นายโกงชดใช้เงินให้กับนายดีจำนวนห้าแสนบาท 

คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  28  ในระหว่างการพิจารณาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น  ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3)  ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอธิบดีผู้พิพากษาภาค  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น  จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนเป็นองค์คณะ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  26  แต่การพิจารณาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน  3  แสนบาท  ผู้พิพากษาคนเดียวย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้  ตามมาตรา  25(4)

การที่ผู้พิพากษาพิจารณาคดีแพ่ง  ตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาในทางพิจารณาปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่ฟ้องมีราคาถึง  5  แสนบาท  ซึ่งเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว  ต้องถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  31(4)  ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดี  ต้องให้ผู้พิพากษาตามมาตรา  28(3)  นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไป  ซึ่งได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายก็ได้  ดังนั้นการที่นายยิ่งศักดิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายตรีผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดอ่างทอง  เป็นองค์คณะร่วมพิจารณาคดีจนเสร็จ  และได้ร่วมกันทำคำพิพากษาให้นายโกงชดใช้เงินให้กับนายดีจำนวน  5  แสนบาท  คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม