LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3005 (LA 305),(LW 306) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ 

ข้อ 1.        เมืองต้องการยกที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 50 ไร่ แก่บุตรสองคน คือ หนึ่ง และ สอง จึงไปทำสัญญาให้และ จดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดิน และเมืองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงหนึ่ง เนื้อที่ 5 ไร่จากไม้ เพื่อใช้เป็นที่จอดรถของโรงแรมที่เมืองดำเนินกิจการอยู่  ปรากฏต่อมาว่า

ก.  ในโฉนดที่ดินมีการจดทะเบียนว่าผู้ได้รับการให้ที่ดินแปลงแรกสามคนคือ หนึ่ง และ บุตรของหนึ่งอีกสองคน  เพราะสองถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว  ซึ่งเมืองเห็นว่าไม่ตรงตามความประสงค์ของตน และต้องการได้ที่ดินคืน โดยการยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาให้เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156

ข.  เอก โท และตรี เจ้าของตึกแถวซึ่งอยู่ข้างที่ดินที่เช่าได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่เช่า  ทำให้เมืองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินที่เช่าและสร้างหลังคาโรงรถได้ เมืองจึงจะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอก โท    และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่า

   ท่านเห็นว่าเมืองจะยื่นคำร้องขอตามข้อ ก. และฟ้องคดีตามข้อ ข. ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ 

ข้อเท็จจริงในคำถามเกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55

ก.  การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และ 188 (1) ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ กล่าวคือ จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำขอในกรณีนั้น ๆ ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองว่าหากผู้ทำนิติกรรมยกที่ดินให้ผู้ใดไปแล้ว ให้ผู้นั้นใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้ดังกล่าวเป็นโมฆะได้ แม้ ป.พ.พ.มาตรา 156 ที่ให้ใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมเป็นโมฆะได้ก็เป็นเพียงหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเท่านั้น หาได้รับรองให้เมืองใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้นั้นเป็นโมฆะแต่อย่างใด เมืองจึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2541)

ข.  เอก โท และตรี ได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่เมืองเช่า เมืองจึงไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้ ทำให้เมืองได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร คิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้เมืองเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน แต่การเช่าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงแรมของเมือง เมื่อเมืองเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของเอก โท และตรี จึงย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 421 และมาตรา 1337 แม้เอก โท และตรีจะติดตั้งหลังคากันสาดตึกแถวก่อนที่เมืองจะทำสัญญาเช่าที่ดินก็หาเป็นเหตุให้เมืองต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องเอก โท และตรีเป็นจำเลยให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมและกีดขวางการใช้ประโยชน์ของเมืองได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 877/2546)

 

ข้อ 2.       นายสรศักดิ์คนไทยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสงขลา นายสรศักดิ์ได้ขับรถยนต์ไปเติมน้ำมันในประเทศมาเลเซีย เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว นายสรศักดิ์ขับรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ได้ถูกรถยนต์ที่นายอับดุลซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดปัตตานีคนขับรถยนต์ของนายเดวิดนายจ้างชาวมาเลเซียมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศมาเลเซียขับชนได้รับความเสียหาย  นายสรศักดิ์กลับเข้ามาในประเทศไทย ทราบว่านายเดวิดมีคอนโดมีเนียมอยู่ที่จังหวัดกระบี่  นายสรศักดิ์ประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุที่นายอับดุลกระทำละเมิดจากนายอับดุล และนายเดวิดต่อศาลไทย จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง และจะฟ้องทั้งสองยังศาลเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1), 4 ตรีและมาตรา 5

วินิจฉัย  ตามปัญหาเป็นเรื่องกระทำละเมิดโดยมูลคดีเกิดนอกราชอาณาจักร นายสรศักดิ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายอับดุลที่กระทำละเมิดต่อนายสรศักดิ์ได้ต่อศาลที่จังหวัดปัตตานีอันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และฟ้องนายเดวิด นายจ้าง ต่อศาลแพ่ง หรือศาลที่จังหวัดสงขลาอันเป็นศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ตรี นายสรศักดิ์ฟ้องนายอับดุลและนายเดวิด ยังศาลเดียวกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5

 

ข้อ 3.       ฟ้องซ้ำและการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

                คดีแรก   โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินมรดกคืนจากจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ใช่สามีของเจ้ามรดกผู้ตาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก  ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีหลังเรียกที่ดินมรดกในคดีแรกคืนจากจำเลย  อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นการปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์มรดกเพื่อมิให้โจทก์ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก  จำเลยให้การต่อสู้ว่าการฟ้องคดีหลังของโจทก์ไม่ชอบเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแรก  ท่านเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยถูกต้องหรือไม่ และศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร

ธงคำตอบ

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำบัญญัติในมาตรา 144 ส่วนการฟ้องซ้ำบัญญัติในมาตรา 148 ซึ่งมีข้อแตกต่างกันดังนี้

1.  หากคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแห่งคดียังไม่ถึงที่สุดต้องพิจารณาตามมาตรา 144 ไม่ใช่มาตรา 148

2.  หากคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแห่งคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าคดีที่วินิจฉัยภายหลัง

                ก.  มีลักษณะเป็นคำฟ้องต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องฟ้องซ้ำตามมาตรา 148

                ข.  ไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144

3.  ถ้าเป็นการกล่าวอ้างในคดีเดิมต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 เพราะการฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ต้องเป็นคนละคดี

กรณีตามปัญหา คดีแรกมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไม่ใช่กรณีของการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแต่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของฟ้องซ้ำ คดีแรกประเด็นแห่งคดีมีว่าจำเลยเป็นทายาทของเจ้ามรดกหรือไม่ ส่วนคดีหลังประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยได้กระทำการอันเป็นการปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์มรดกอันจะถูกจำกัดไม่ให้รับมรดกหรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็นกันไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลจึงสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2219/2530)

 

ข้อ 4.       โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท โดยโจทก์อ้างว่าที่ดินและบ้านเป็นของโจทก์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านไม่ใช่ของโจทก์ และขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง  โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด  ศาลพิเคราะห์คำฟ้องแล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย  ศาลสั่งให้ผู้ร้องสอดนำพยานเข้าสืบดังนี้

                ก.  ในวันสืบพยานผู้ร้องสอดโจทก์จำเลยคดีร้องสอดไม่มาศาล  ศาลถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงสั่งให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว

                ข.  ในวันสืบพยานผู้ร้องสอด  ผู้ร้องสอดไม่มาศาล  ศาลสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

                ทั้ง ข้อ ก. และ ข้อ ข.  คำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสี่ และวรรคห้า, และ 200

วินิจฉัย  ตามปัญหาผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอ้างว่าที่ดินและบ้านที่พิพาท ผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอให้ศาลสั่งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้อง ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง ผู้ร้องได้เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (1) โจทก์เดิมเป็นจำเลยในคดีร้องสอดต้องยื่นคำให้การเมื่อโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดขอให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีได้ ศาลตรวจคำฟ้องแล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบในวันสืบพยานโจทก์ (ผู้ร้องสอด) โจทก์ (จำเลยคดีร้องสอด) ไม่มาศาล ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสี่ ศาลจะถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 204 ไม่ได้ ส่วนโจทก์ (ผู้ร้องสอด) ไม่มาศาลในวันสืบพยานก็ไม่ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 และ 202 แต่ถือว่าโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบคดี โจทก์ไม่มีมูลให้ศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า

ดังนั้น คำสั่งศาลตาม ข้อ ก. และ ข้อ ข. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 ภาค 2 ปีการศึกษา 2551

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2551

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (ข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. แก้วเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทพัฒนาไทย จำกัด และดำ เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามลำดับ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า หนี้ตามสัญญากู้ระงับแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้องระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น

ก.      นายดำ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การไม่เข้ามาต่อสู้คดีทั้งที่หนี้ระงับแล้ว ทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายในทรัพย์สินแลหนี้สินของจำเลยที่ 1 ขอสอดเข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ 1

ข.      นายแดงกับนายเหลืองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องของนายดำ และนายแดงกับนายเหลืองอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)   ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

วินิจฉัย

ก.      ตามมาตรา 57 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความ” อาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่า การร้องสอดเข้ามาในคดีนั้นไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจ หรือด้วยถูกหมายเรียกเข้ามาในคดี ผู้ร้องสอดจะต้องเป็นบุคคลภายนอกคดีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องของนายดำอย่างไร เห็นว่า คดีนี้แก้วเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทพัฒนาไทยจำกัด และนายดำเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามลำดับ นายดำจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีอยู่แล้ว โดยถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ดังนั้นนายดำจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี ไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีแทนจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 57 ได้ (ฎ. 7709/2544)

ข.      กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องของนายแดงและนายเหลืองอย่างไร เห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ เพียงแต่ขอให้บริษัทพัฒนาไทย จำกัด จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้อันเป็นการฟ้องบังคับเอาแก่นิติบุคคล ต่างหากจากนายแดงและนายเหลือง ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้น สิทธิของผู้ร้องทั้งสองมีต่อจำเลยที่ 1 อยู่อย่างไร ก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ดังนั้นผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอด ตามมาตรา 57(1) (ฎ. 631/2545)

สรุป ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายดำจำเลยที่ 2 และของนายแดงกับนายเหลือง

 

ข้อ 2. ไก่ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็ดมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2552 ไก่และเป็ดเดินทางไปเที่ยวประเทศออสเตรเลีย โดยเดินทางไปและกลับด้วยเครื่องบินของสายการบินไทย ขณะที่ทั้งสองอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไก่ได้ทำสัญญากู้เงินเป็ดจำนวน 100,000บาท โดยสัญญาว่าจะชำระคืนเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ขากลับระหว่างที่เครื่องบินจอดอยู่ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็ดมีเรื่องทะเลาวิวาทและชกต่อยกับทอม คนสัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งบนเครื่องบิน เมื่อไก่และเป็ดกลับถึงประเทศไทย หากไก่ไม่ชำระหนี้คืนเป็ด และเป็ดไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลแก่ทอม

ก.      เป็ดจะฟ้องไก่ได้ที่ศาลใด

ข.      ทอมจะฟ้องเป็ดได้ที่ศาลใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง

(1)   ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)   คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

วินิจฉัย

“มูลคดี” หมายถึง เหตุอันก่อให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นหรือต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง (ฎ. 2437/2540) ถ้าเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิด เหตุละเมิดเกิดขึ้นในเขตศาลใด ถือว่ามูลคดีเกิดในเขตศาลนั้น ถ้าเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญา ศาลที่มูลคดีเกิด ได้แก่ ที่ทำสัญญา และที่ประพฤติผิดสัญญา

สำหรับการเสนอคำฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนี้

1.                 มูลคดีที่เกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร กล่าวคือถ้าเหตุอันก่อให้เกิดการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ก็ให้ถือว่ามูลคดีได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเพียงศาลเดียว ตามมาตรา 3(1) เว้นแต่ ในกรณีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร กรณีนี้ก็สามารถเสนอคำฟ้องได้ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ได้อีกศาลหนึ่งตามมาตรา 4(1)

2.                 มูลคดีเกิดขึ้นในราชอาณาจักรโดยตรง กล่าวคือ ถ้ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใดก็เสนอคำฟ้องยังศาลนั้นได้ ตามมาตรา 4(1)

ก.      กรณีตามอุทาหรณ์ เป็ดจะฟ้องไก่ได้ที่ศาลใด เห็นว่า แม้ได้ความว่าสัญญากู้ระหว่างเป็ดและไก่จะทำกันบนเครื่องบินของการบินไทย ซึ่งเป็นอากาศยานไทยก็ตาม แต่ในขณะทำสัญญากันนั้นเครื่องบินจอดอยู่ที่ท่าอากาศสุวรรณภูมิในประเทศไทย กรณีนี้มูลคดีมิได้เกิดในอากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 3(1) แต่เป็นกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในราชอาณาจักรโดยตรง ตามมาตรา 4(1) กรณีเช่นนี้ เป็ดต้องฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลจังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

ข.      กรณีตามอุทาหรณ์ ทอมจะฟ้องเป็ดได้ที่ศาลใด เห็นว่า ในขณะที่เครื่องบินจอดอยู่ที่เมืองซิดนีย์ประเทศออสเตรเลีย เป็ดได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกับทอม ซึ่งเป็นผู้โดยสารในเครื่องบิน กรณีนี้ถือว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นอากาศยานไทยที่จอดอยู่นอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 3(1) ทอมจึงสามารถฟ้องเป็ดได้ที่ศาลแพ่ง ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจและทอมสามารถฟ้องเป็ดได้ที่ศาลจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้อีกแห่งหนึ่ง ตามมาตรา 4(1)

สรุป (ก) เป็ดจะฟ้องไก่ได้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ หรือศาลจังหวัดสมุทรปราการ

(ข) ทอมจะฟ้องเป็ดได้ที่ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดลำปาง

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 9 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 นาฬิกา ในวันนัดจำเลยและทนายจำเลยไม่สามารถเดินทางไปศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ทันเวลานัด เนื่องจากรถยนต์เกิดเหตุขัดข้องอยู่ที่จังหวัดลำปางไม่อาจซ่อมได้ทัน ทนายจำเลยจึงไปยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีที่ศาลจังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 9.30 นาฬิกา ศาลจังหวัดลำปางได้สั่งในคำร้องของทนายจำเลยว่า “จัดการให้” ปรากฎว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาเมื่อเวลา 10.00 นาฬิกา และได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2552 ฝ่ายจำเลยมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ตรวจสำนวนคดีจึงได้ทราบคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 16 มีนาคม 2552 ทนายจำเลยจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 10 ถ้าไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย คู่ความฝ่ายที่เสียหายหรืออาจเสียหายเพราะการนั้น จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นก็ได้ และให้ศาลนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งยุติธรรม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคดีนี้ว่าอย่างไร เห็นว่า ตามคำร้องของทนายจำเลยที่อ้างว่าไม่สามารถไปศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ทันกำหนดเวลานัด เพราะเหตุรถยนต์เกิดขัดข้องซ่อมไม่ทัน จึงได้ยื่นคำร้องดังกล่าวที่ศาลจังหวัดลำปาง เป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเหตุอำนาจเหนือคดีได้โดยเหตุสุดวิสัย กรณีเช่นนี้ ฝ่ายจำเลยสามารถยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลำปางอันเป็นศาลที่ฝ่ายจำเลยอยู่ในเขตอำนาจได้ ตามมาตรา 10 และเป็นอำนาจของศาลจังหวัดลำปางที่จะพิจารณาสั่งคำร้องของทนายจำเลยว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทนายจำเลยได้ยื่นร้องขอเลื่อนคดีที่ศาลจังหวัดลำปาง และศาลจังหวัดลำปางได้สั่งในคำร้องว่า “จัดการให้”  กรณีเช่นนี้ แม้คำสั่งศาลจังหวัดลำปางจะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แต่การที่ศาลจังหวัดลำปางมีคำสั่งว่า “จัดการให้” ก็ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีได้โดยปริยายแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานแล้ว เพราะปรากฏว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่สั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณาภายหลังที่ศาลจังหวัดลำปางอนุญาตให้เลื่อนคดี กรณีจึงไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา (ฎ. 1644/2519(ประชุมใหญ่))

การที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่สั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิจารณาให้จำเลยแพ้คดี จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 27

สรุป ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

 

ข้อ 4. เอกมีที่ดินติดกับโท เอกมีทางเดินออกสู่สาธารณะโดยต้องเดินผ่านที่ดินของโท เอกเคยฟ้องโทเป็นคดีเกี่ยวกับทางเดินนั้นและได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวให้ทางเดินในที่ดินของโท ตกเป็นทางจำเป็นตามกฎหมายแก่ที่ดินของเอก โดยจะไม่เรียกค่าใช้ทางจากเอกหรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินของเอกอีก ต่อมาเอกได้ขายที่ดินของตนให้แก่ตรี และตรีได้ใช้ทางจำเป็นในที่ของโทตลอดมา ต่อมาโทถึงแก่ความตาย โทมีทายาทสองคน คือใหญ่และจิ๋ว ใหญ่ได้ขายที่ดินทั้งหมดของโทแก่จัตวา หากปรากฏว่า

ก.      จิ๋วฟ้องใหญ่ว่าสัญญาระหว่างใหญ่ และจัตวาไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างใหญ่และจัตวา

ข.      จิ๋วฟ้องตรีขอให้ตรีชำระค่าใช้ทางจำเป็นในที่ดินของโท ซึ่งตกทอดเป็นมรดกแก่จิ๋ว เพราะเห็นว่าตรีใช้ทางจำเป็นโดยไม่ได้จ่ายค่าใช้ทางจำเป็น

ท่านคิดว่าศาลจะพิพากษาคดีทั้งสองอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 145  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกาและการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี

ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วยก็ดี คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก…

วินิจฉัย

ก.      โดยหลักแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความเท่านั้น กรณีใดหากปรากฏว่าถ้าศาลพิพากษาคดีให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์จะทำให้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกแล้วย่อมต้องห้าม ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะพิพากษาคดีว่าอย่างไร เห็นว่า การที่จิ๋วฟ้องใหญ่ว่า สัญญาระหว่างใหญ่และจัตวาไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างใหญ่กับจัตวานั้น กรณีเช่นนี้ หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างใหญ่กับจัตวาแล้ว ก็ย่อมเป็นการพิพากษาที่กระทบต่อสิทธิของจัตวาบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี เมื่อคำฟ้องของจิ๋วจะมีผลกระทบถึงจัตวาซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ซึ่งจิ๋วไม่ได้ฟ้องจัตวาเป็นจำเลยในคดีนี้โดยตรง กรณีจึงต้องห้ามตามมาตรา 145 (ฎ. 7182/2539) ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้

ข.      ศาลจะพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร เห็นว่า ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายและเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทางจำเป็นจึงเป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินและสามารถใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้

ทางจำเป็นรายพิพาทนี้เจ้าของเดิมในที่ดิน มีสิทธิใช้ผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยมีคำพิพากษาตามยอมให้ทางเดินในที่ของโทตกเป็นทางจำเป็นตามกฎหมายแก่ที่ดินของเอก โดยจะไม่เรียกค่าใช้ทางจำเป็นจากเอกหรือผู้อยู่อาศัยในที่ดินของเอกอีก กรณีเช่นนี้ตรีผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ย่อมได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิทางจำเป็น จึงรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่จากเจ้าของที่ดินเดิม แม้ตรีจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่เมื่อตรีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาจากเอก ตรีจึงมิใช่บุคคลภายนอก จิ๋วซึ่งเป็นทายาทของโทและตรีจึงต้องผูกพันโดยคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยกัน จิ๋วจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าใช้ทางจำเป็นจากตรีอีก ศาลต้องยกฟ้องจิ๋ว (ฎ. 4416/2541)

สรุป ก. ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องจิ๋วข. ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องจิ๋ว

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน    ปีการศึกษา 2551

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (ข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสายฟ้าได้ครอบครองที่ดินของนายละเลย โดยสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปีแล้ว ดังนี้ นายสายฟ้าประสงค์จะเสนอคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลบังคับให้นายละเลยโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนหรือขอให้ศาลแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตกเป็นของตนแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์จะได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 188 ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้

(1)   ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล

วินิจฉัย

ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.      กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.      กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสายฟ้าครอบครองที่ดินของนายละเลยโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปี นายสายฟ้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดของนายละเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามป.พ.พ. 1382 แต่กรณีเช่นนี้ นายสายฟ้าจะเสนอคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลบังคับให้นายละเลยโอนที่ดินให้เป็นกรรสิทธิ์ของตนไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า นายละเลยได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด อันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของนายสายฟ้าเลย ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ทางนิติกรรมต้องไปจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ครอบครองปรปักษ์แต่อย่างใด (ฎ. 549/2535) แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้นายสายฟ้าสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตกเป็นของตนแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ เพราะกรณีถือว่านายสายฟ้ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1382) โดยต้องเสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 ประกอบมาตรา 188(1)

สรุป นายสายฟ้า จะเสนอคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้นายละเลยโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนไม่ได้ แต่ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตกเป็นของตนแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ได้

หมายเหตุ ถ้าที่ดินของนายละเลยเป็นที่ดินไม่มีโฉนด เป็นเพียงที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง เช่น น.ส.3, ส.ค.1 ฯลฯ นายสายฟ้าจะอ้างครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าตนมีสิทธิครอบครอง ตามมาตรา 55 ไมได้เช่นกัน เพราะกรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ (ฎ. 5389/2549)

 

ข้อ 2. คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากทะเบียนกรรมสิทธิ์แล้วใส่ชื่อโจทก์แทน ในระหว่างพิจารณาคดีผู้ร้องได้ยื่นคำร้องสอดต่อศาลว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของจำเลย ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้ขอให้ศาลยึดที่ดินที่พิพาทไว้แล้ว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และให้ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องภายใน 15วัน ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของผู้ร้องอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)   ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บุคคลใดจะร้องสอดเข้ามาในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาต้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดเกี่ยวข้องกับคดีนั้น กล่าวคือ ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องในคดีเดิมเป็นการกระทบสิทธิของผู้ร้องสอดซึ่งสมควรที่จะว่ากล่าวให้เสร็จไปคราวเดียวกันกับคดีเดิม แต่ถ้าการพิพาทกันในระหว่างคู่ความในคดีเดิมมิได้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็จะร้องสอดเข้ามาให้ว่ากล่าวในคราวเดียวกันไม่ได้

ซึ่งตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดต่อศาลว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้ขอให้ศาลยึดที่ดินไว้แล้ว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม กรณีเช่นนี้ถือว่าผู้ร้องมีแต่เพียงสิทธิที่จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินทั้งหลายในส่วนของลูกหนี้ เพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หาได้มีสิทธิที่จะบังคับเอากับที่ดินพิพาทหรือทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยตรงไม่ สิทธิของผู้ร้องจึงยังมิได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ หรือมิได้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีนี้โดยตรง เพราะผู้ร้องสามารถดำเนินการบังคับคดีของตนต่อไปได้ จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในคดี ตามมาตรา 57(1) ศาลจึงต้องมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องสอด

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

 

ข้อ 3. ฟ้าใสชาวไทยได้ไปประกอบอาชีพขายอาหารไทยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 5 ปีแล้ว โทนี่ชาวไทยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเช่นกัน โทนี่ตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีจากฟ้าใส โดยทำสัญญากันที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อถึงกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โทนี่ได้แจ้งให้ฟ้าใสไปดำเนินการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา แต่ฟ้าใสปฏิเสธ โทนี่ประสงค์จะฟ้องเรียกมัดจำคืนและเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของฟ้าใสต่อศาลไทย โทนี่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)   คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

มาตรา 4 ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โทนี่ประสงค์จะฟ้องเรียกค่ามัดจำคืนและเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของฟ้าใสต่อศาลไทย การฟ้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฟ้องบังคับตัวจำเลย อันถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคลไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับตัวทรัพย์ คือ ที่ดิน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 4 ทวิ (ฎ. 683/2534) กรณีเช่นนี้ จึงต้องบังคับ ตามมาตรา 4(1) ที่ว่า “คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” ซึ่งตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โทนี่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีก็มิได้เกิดในราชอาณาจักร กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 4(1) เช่นเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ดี คำฟ้องดังกล่าวของโทนี่ถือเป็นคำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4ทวิ และฟ้าใสจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรแต่โทนี่โจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทย โทนี่จึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลไทยได้ที่ศาลแพ่งเพียงศาลเดียว ตามมาตรา 4 ตรีวรรคแรก

สรุป โทนี่สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลไทยได้ที่ศาลแพ่งเพียงศาลเดียว

 

ข้อ 4. สมชายมีที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม สมศักดิ์ตกลงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาสมชายผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้สมศักดิ์ สมศักดิ์เป็นโจทก์ฟ้องต่อศาล ขอให้บังคับสมชายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่สมศักดิ์ สมชายขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลตรวจคำฟ้องแล้วมีมูลไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาชี้ขาดให้สมศักดิ์ชนะคดีตามคำขอของสมศักดิ์โดยไม่มีการสืบพยาน

ดังนี้ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่สมศักดิ์ฟ้องต่อศาลขอให้บังคับสมชายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่สมศักดิ์ เป็นคดีที่พิพาทโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ อันถือเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีเช่นนี้ ศาลต้องอยู่ในบังคับมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง ตอนท้าย ที่ต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว จึงจะมีคำพิพากษาไปได้แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า สมชายจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลได้พิเคราะห์แต่เพียงว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงพิพากษาชี้ขาดให้สมศักดิ์ชนะคดีตามคำขอของสมศักดิ์ โดยไม่มีการสืบพยาน คำพิพากษาของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2552

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2552

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. เมืองต้องการยกที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 50 ไร่ แก่บุตรสองคน คือ หนึ่งและสอง จึงไปทำสัญญาให้และจดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดิน และเมืองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 5 ไร่ จากไม้เพื่อใช้เป็นที่จอดรถของโรงแรมที่เมืองดำเนินกิจการอยู่ ปรากฏต่อมาว่า

ก.      ในโฉนดที่ดินมีการจดทะเบียนว่าผู้ได้รับการให้ที่ดินแปลงแรกสามคนคือ หนึ่ง และบุตรของหนึ่งอีกสองคน เพราะสองถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าไม่ตรงตามความประสงค์ของตน และต้องการได้ที่ดินคืน โดยการยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาให้เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 156

ข.       เอก โท และตรี เจ้าของตึกแถวซึ่งอยู่ข้างที่ดินที่เช่าได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่เช่า ทำให้เมืองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินที่เช่าและสร้างหลังคาโรงรถได้ เมืองจึงจะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่า ทำให้เมืองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินที่เช่าและสร้างหลังคาโรงรถได้ เมืองจึงจะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินทีเช่า

ท่านเห็นว่าเมืองจะยื่นคำร้องขอตามข้อ ก. และฟ้องคดีตามข้อ ข. ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

        มาตรา 188 “ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้

(1)   ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล

วินิจฉัย

ก.      การที่บุคคลใดต้องใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท  โดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1) ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ กล่าวคือ จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆได้

กรณีตามอุทาหรณ์ เมืองจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาให้เป็นโมฆะเพราะตนได้กระทำไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติแล้วไม่มีบทบัญญัติมาตราใดรับรองว่าหากผู้ทำนิติกรรมยกที่ดินให้ผู้ใดไปแล้วให้ผู้นั้นใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้ดังกล่าวเป็นโมฆะได้ แม้ ป.พ.พ. มาตรา 156 ที่ให้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมเป็นโมฆะได้ แต่ก็เป็นเพียงหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเท่านั้น หาได้รับรองให้เมืองใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่านิติกรรมยกให้นั้นเป็นโมฆะแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมืองจึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ (ฎ. 4530/2541) ต้องฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล

ข.       กรณีตามอุทาหรณ์ เมืองจะยื่นฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอก โท และตรี รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่าได้หรือไม่ เห็นว่า เอก โท และตรี ได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่เมืองเช่าเมืองจึงไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้ ทำให้เมืองได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้ได้ความว่าเมืองเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน แต่การเช่าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงแรมของเมือง กรณีเช่นนี้เมื่อเมืองเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของเอก โท และ ตรี อันถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของเมืองโจทก์ตามมาตรา 55 แล้ว เมืองจึงมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421และมาตรา 1337 ทั้งนี้แม้เอก โท และตรีจะติดตั้งหลังคากันสาดตึกแถวก่อนที่เมืองจะทำสัญญาเช่าที่ดินก็หาเป็นเหตุให้เมืองต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ ดังนั้นเมืองโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเอก โท และตรี เป็นจำเลยให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมและกีดขวางการใช้ประโยชน์ของเมืองได้ (ฎ. 877/2546)

สรุป ก. เมืองไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สัญญาเป็นโมฆะได้

      ข.  เมืองมีสิทธิฟ้อง เอก โท และตรี ให้รื้อถอนกันสาดออกไปจากที่ดินที่เช่าได้

 

ข้อ 2. นายสันติคนไทยไปมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสวีเดน นายเจสันชาวอังกฤษมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสวีเดนเช่นกัน นายเจสันได้ซื้อสินค้าจากนายสันติที่ประเทศสวีเดนและค้างชำระราคา นายสันติทวงถามหลายครั้งนายเจสันไม่ยอมชำระ นายสันติกลับมาเยี่ยมญาติในประเทศไทย ทราบว่านายเจสันมีคอนโดมิเนียมอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสันติประสงค์จะฟ้องนายเจสันให้ชำระหนี้ต่อศาลไทย จะฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 4 ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้

        วินิจฉัย

        กรณีตามอุทาหรณ์ เป็นเรื่องการเสนอคำฟ้องในคดีที่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร แต่โจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรก ให้โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องดังกล่าวนี้ได้ต่อศาลแพ่ง หรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล และตามมาตรา 4 9รีวรรคสอง ยังบัญญัติไว้อีกว่าถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร ให้โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินของจำเลยนั้นอยู่ในเขตศาลได้อีก

        ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเจสันชาวอังกฤษจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร แต่นายสันติโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทย ดังนั้นนายสันติจึงต้องฟ้องนายเจสันต่อศาลแพ่งตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรก และเมื่อปรากฏว่านายเจสันมีคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสันติจึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งเป็นศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลได้อีกศาลหนึ่งตามมาตรา 4 ตรี วรรคสอง

สรุป นายสันติจะฟ้องนายเจสันต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

ข้อ 3. เด็ดดวงเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่แสวงจำเลยให้ออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท พร้อมกับเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แสวงจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เด็ดดวงโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนสืบพยาน วงษ์ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของแสวงจำเลย ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องได้ให้แสวงจำเลยเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและตึกแถวพิพาท จึงขอเข้ามาเป็นจำเลยเพื่อสงวนสิทธิของผู้ร้องโดยจะยื่นคำให้การต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเด็ดดวงโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า วงษ์ผู้ร้องจะใช้สิทธิในทางที่ขัดกับสิทธิที่แสวงจำเลยเดิมมีอยู่ไม่ได้ เมื่อจำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องของผู้ร้อง ดังนี้ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของวงษ์อย่างไร

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)   ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และ อาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

        วินิจฉัย

        กรณีตามอุทาหรณ์ การที่วงษ์ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของผู้ร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงเป็นเรื่องที่วงษ์ร้องสอดตั้งข้อพิพาทเข้ามาเพื่อต่อสู้คดีกับเด็ดดวงโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 57(1) วงษ์ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องตามมาตรา 58 วรรคแรก ข้อห้ามตามมาตรา 58 วรรคสอง จึงนำมาใช้บังคับกับวงษ์ผู้ร้องไม่ได้ ดังนั้นแม้แสวงจะขาดนัดยื่นคำให้การวงษ์ผู้ร้องสอดก็มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความและมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ (ฎ. 797/2515) เพราะกฎหมายให้สิทธิผู้ร้องสอดสามารถใช้สิทธินอกเหนือจากสิทธิของจำเลยได้ ดังนั้น หากข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงโจทก์ฟังไม่ขึ้น

                สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 4. คดีแพ่งเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วมีมูล และไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยไม่มีการสืบพยาน ดังนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 198 วรรคแรก  ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

        มาตรา 198 ทวิ วรรคแรก และวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

        เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

        วินิจฉัย

                        กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดนั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรา 198 วรรคแรก และถ้าศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็น ฝ่ายชนะคดีก็ได้ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคแรก

        แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองมาปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นคดีที่พิพาทโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน อันถือว่าเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา 198 วรรคแรกนั้น กรณีดังกล่าวจึงต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง คือ ศาลจะต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วจึงจะมีคำพิพากษา แต่ตามข้อเท็จจริง ปรากฏว่าเมื่อจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์แต่เพียงว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายแล้วพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดี โดยไม่มีการสืบพยาน คำพิพากษาของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                สรุป การดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2552

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2552

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.  โชติกู้ยืมเงินจากสิทธิเป็นจำนวน 1 ล้านบาท โชติมีบ้านและที่ดินที่อยู่อาศัยเท่านั้น ทรัพย์สินอื่นไม่มีต่อมาโชติโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านให้เพ็ญศรี โดยเพ็ญศรีทราบดีว่าโชติเป็นหนี้กู้ยืมสิทธิอยู่ สิทธิทราบว่าโชติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้เพ็ญศรี สิทธิเป็นโจทก์ฟ้องโชติและเพ็ญศรีเป็นจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างโชติกับเพ็ญศรี สิทธิทิ้งฟ้องระหว่างสิทธิกับโชติศาลได้สั่งจำหน่ายคดีโชติออกจากสารบบความ ดังนี้ ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 55”เมื่อมีข้อแย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

        มาตรา 176 “การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่คำว่าฟ้องใดๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

        วินิจฉัย

        ตามปัญหา การที่สิทธิเป็นโจทก์ฟ้องโชติและเพ็ญศรีเป็นจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโชติกับเพ็ญศรี แต่ต่อมาสิทธิได้ทิ้งฟ้องระหว่างสิทธิกับโชติและศาลได้สั่งจำหน่ายคดีโชติออกจากสารบบความนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 176 ให้ถือว่าการทิ้งฟ้องของสิทธิดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น และมีผลทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังนั้นกรณีนี้จึงถือว่าโจทก์ฟ้องเฉพาะเพ็ญศรีเป็นจำเลยเท่านั้น แต่มิได้ฟ้องโชติเข้ามาในคดีด้วยเลย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างโชติกับเพ็ญศรีได้ เพราะการฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้และบุคคลผู้ได้ลาภงอกทั้งสองคนเป็นจำเลย โจทก์จะฟ้องเฉพาะผู้รับโอนเพียงผู้เดียวไม่ได้แต่เมื่อตามปัญหาโจทก์ได้ฟ้องเฉพาะผู้รับโอนแต่ไม่ได้ฟ้องลูกหนี้เข้ามาในคดีด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55

                สรุป ศาลจะพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

 

ข้อ 2. นายเอมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแขวงธนบุรี ได้ส่งใบคำขอสมัครบัตรเครดิตไปยังธนาคารสยาม จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเขตศาลพระนครเหนือเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ธนาคารสยาม จำกัดอนุมัติและออกบัตรเครดิตให้แก่นายเอที่สำนักงานใหญ่ แล้วธนาคารสยาม จำกัด ส่งบัตรเครดิตไปทางไปรษณีย์ที่ภูมิลำเนาของนายเอ เมื่อนายเอได้รับบัตรเครดิตแล้วก็นำบัตรเครดิตออกใช้หลังจากนั้นธนาคารสยาม จำกัด ส่งใบเรียกเก็บเงินไปยังภูมิลำเนาของนายเอ นายเอผิดนัดไม่ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท ต่อมานายเอได้ไปทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่สำนักงานสาขาของธนาคารสยาม จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครใต้

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ธนาคารสยาม จำกัด จะฟ้องนายเอได้ที่ศาลใดได้บ้าง

ธงคำตอบ

                หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)   คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนายู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) ในการฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคลนั้น ต้องฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น

และคำว่า มูลคดี” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทำให้เกิดอำนาจฟ้องนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตจะดำเนินการที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารสยาม จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ แต่มูลคดีมิได้เกิดในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ เพราะการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของธนาคารสยาม จำกัด เท่านั้น สัญญาใช้บัตรเครดิตยังไม่เกิด เพราะสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้น แต่เมืองคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ กล่าวคือ สัญญาเกิดขึ้นเมื่อส่งบัตรเครดิตไปถึงภูมิลำเนาของนายเอ เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นายเอจะนำบัตรเครดิตไปใช้ จนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว ธนาคารสยาม จำกัด และนายเอย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตต่อกัน เช่นนี้มูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงธนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ส่งบัตรเครดิตไปถึงนายเอ

                และเนื่องจากในคดีหนึ่งมูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่ง ดังนั้นกรณีนี้นอกจากมูลคดีจะเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงธนบุรีแล้ว เมื่อนายเอไปทำหนังสือรับสารภาพหนี้ที่สำนักงานสาขาธนาคารสยาม จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครใต้ แม้จะไม่ทำให้หนี้เดิมระงับแต่หนังสือรับสารภาพหนี้ก็เป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่บังคับได้สถานที่ทำหนังสือรับสารภาพหนี้จึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในศาลแขวงพระนครใต้อีกแห่งหนึ่ง

                ดังนั้น ธนาคารสยาม จำกัด จึงฟ้องนายเอได้ที่ศาลแขวงธนบุรี เพราะเป็นศาลที่นายเอมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล กับฟ้องนายเอได้ที่ศาลแขวงพระนครใต้ เพราะเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลอีกแห่งหนึ่ง (ฎ. 2841/2547,ฎ. 6508/2547)

สรุป ธนาคารสยาม จำกัด ฟ้องนายเอได้ที่ศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงพระนครใต้

 

ข้อ 3. โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อขายเครื่องจักรเป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาทต่อศาลแพ่ง แต่ศาลแพ่งเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งธนบุรี จึงให้โจทก์ถอนฟ้องและให้ยืนฟ้องใหม่ ในเขตศาลที่มีอำนาจหลังจากที่ศาลแพ่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อขายเครื่องจักรเป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาทต่อศาลแพ่งธนบุรี จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าภายหลังจากซื้อสินค้าจากโจทก์แล้ว โจทก์ได้มาซื้อสินค้าจากจำเลย เมื่อหักหนี้กันแล้วโจทก์ก็ยังเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ 50,000บาท ขอให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน 50,000บาทให้จำเลย ต่อมาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรีได้ 15วัน จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลแพ่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยไม่ฎีกา คดีถึงที่สุด

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลย และจำเลยฟ้องแย้งโจทก์ต่อศาลแพ่งธนบุรีได้หรือไม่

ธงคำตอบ

                หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาและผลแห่งการนี้

(1)   ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ…

มาตรา 176 “การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใดๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

มาตรา 179 วรรคท้าย “ แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

วินิจฉัย

        กรณีตามอุทาหรณ์ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรี ก่อนที่จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องก็ตาม แต่การถอนฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งว่ามิได้ยื่นฟ้องตามมาตรา 176นั้น หมายถึง การถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้วไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ จึงถือว่าคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกต่อศาลแพ่งธนบุรี ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง(1) ทั้งนี้แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแพ่งที่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องจนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยขึ้นมาใหม่ ศาลแพ่งธนบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลย

        ส่วนกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์นั้น แม้จำเลยจะฟ้องมาในคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้ายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะเป็นฟ้องซ้อนแล้ว จึงไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่เป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่มีคู่ความครบถ้วนที่ศาลจะดินเนินคดีต่อไปได้ ศาลแพ่งธนบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์เช่นกัน (ฎ. 3133/2549, ฎ. 3688/2547)

                สรุป ศาลแพ่งธนบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลย และคดีที่จำเลยฟ้องแย้ง

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้รายนี้ จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชอบต่อโจทก์ จำเลยที่ 1  ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือปลอม โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้วมีมูล และไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลสั่งให้โจทก์ส่งเอกสารสัญญากู้ต่อศาลแทนการสืบพยานแล้วรอการพิพากษาชี้ขาดคดี ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ศาลสั่งให้สืบพยานโจทก์จำเลยในวันสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีผู้ใดมาศาล มาแต่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2แถลงต่อศาลขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้น จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

        มาตรา 198 ตรี วรรคแรก ในคดีที่จำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นไปก่อนและดำเนินการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ยื่นคำให้การต่อไป แต่ถ้ามูลความแห่งคดีนั้นเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ให้ศาลรอการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ยื่นคำให้การเสร็จสิ้นแล้วก็ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีไปตามรูปคดีสำหรับจำเลยทุกคน

        มาตรา 200 วรรคแรก ภายใต้บังคับมาตรา 198 ทวิ และมาตรา 198 ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา

        มาตรา 202 “ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความเว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปก็ให้ศาลพิจารณา และชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว

        วินิจฉัย

        กรณีตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องผู้กู้เป็นจำเลยที่ 1 และผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดในหนี้กู้ยืม มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและศาลได้พิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยสั่งให้โจทก์ส่งเอกสารสัญญากู้ต่อศาลแทนการสืบพยานแล้วรอการพิพากษาชี้ขาด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 198 วรรคแรก

        สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ศาลสั่งสืบพยานโจทก์จำเลยครั้นถึงวันสืบพยานโจทก์ก็ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี กรณีนี้ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 200 วรรคแรก และจำเลยที่ 2 ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 แล้วจึงมีคำพิพากษารวมทั้งสองคดีในคำพิพากษาเดียวกันตามมาตรา 198 ตรี วรรคแรก หรือแยกคำพิพากษาก็ได้ โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่มาศาล ถือว่าโจทก์ไม่ส่งเอกสารคดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ศาลพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 198 ทวิ วรรคห้า และพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามที่ศาลได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

                สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่กล่าวข้างต้น

LAW3005 กฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา2552

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2552

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. สักและศุขอยู่กินฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 3 คนคือ เสก สัน และสน ซึ่งมีอายุ 17 ปี 15 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ โดยสักได้เลี้ยงดูและรับรองว่าทั้งสามคนเป็นบุตร วันหนึ่งสักได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางถูกรถยนต์ซึ่งดำขับมาชนจนถึงแก่ความตาย เสกโดยศุขมารดาได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีหนึ่งเป็นจำเลยเรียกค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปกระและค่าเสียหายของรถจักรยนต์เป็นคดีที่หนึ่ง ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น

สันและสนโดยศุขมารดาได้เป็นโจทก์ฟ้องดำเป็นจำเลยที่ 1

แดงซึ่งเป็นเจ้าของรถและนายจ้างของดำเป็นจำเลยที่ 2

และบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์เป็นจำเลยที่ 3

เรียกค่าปลงศพค่าขาดอุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เช่นเดียวกันเป็นคดีที่สอง ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีแรกได้พิพากษาให้ดำใช้ค่าปลงศพ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ และค่าขาดไร้อุปการะให้แก่เสก สัน และสน จำเลยทั้งสามในคดีที่สองต่อสู้ว่า สันและสนได้รับค่าขาดอุปการะตามคำพิพากษาในคดีที่หนึ่งแล้ว

และการฟ้องคดีของสันและสนในคดีที่สองเป็นฟ้องซ้ำขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ท่านเห็นด้วยกับคำให้การของจำเลยทั้งสามในคดีที่สองหรือไม่

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 144 เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้วนั้น…

            มาตรา 145 วรรคแรก ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี

            มาตรา 148 คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…

            มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1)       ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ…

วินิจฉัย 

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมีบัญญัติไว้ในมาตรา 144 ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.        ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องทำในศาลนั้นเอง

2.        ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในศาลนั้น อันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว

3.        เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีเดิม

4.        ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว

การฟ้องซ้ำมีบัญญัติไว้ในมาตรา 148 ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.        คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

2.        คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3.        ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4.        ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5.        ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า สันและสนได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษาในคดีที่หนึ่งแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่เสกฟ้องคดีในฐานะบุตรของผู้ตายเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของดำ สำหรับค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ถือว่าเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ของทายาทผู้ตายทุกคนรวมทั้งสันและสนด้วย ส่วนค่าขาดไร้อุปการะนั้นถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่ได้รับความเสียหายและตามคำฟ้องในคดีที่หนึ่งก็ไม่ปรากฏว่าเสกฟ้องแทนสันและสนด้วย แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้ดำใช้ค่าขาดไร้อุปการะของสันและสน ก็เป็นการพิพากษาคดีโดยไม่ชอบไม่ผูกพันสันและสน ซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดีดังกล่าวตามมาตรา 145 ดังนั้น สันและสนสามารถใช้สิทธิของตนฟ้องคดีนี้ได้

            ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า การฟ้องคดีของสันและสนในคดีที่สองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่าขณะที่สันและสนฟ้องดำเป็นจำเลยที่ 1 เรียกค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ อันเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกที่เสกฟ้องดำและคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีระหว่างสันและสนกับดำ ในส่วนของการเรียกค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1)

            เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาในคดีที่หนึ่งให้ดำใช้ค่าปลงศพและค่าเสียหายของจักรยานยนต์แก่เสก อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องค่าปลงศพและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เรื่องเดียวกันกับคดีที่สันและสนฟ้อง ฟ้องของสันและสนเกี่ยวกับดำในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 144 ไม่ใช่ฟ้องซ้ำ สันและสนคงฟ้องดำได้เฉพาะประเด็นเรื่องค่าขาดไร้อุปการะเท่านั้น

            แต่สำหรับแดงและบริษัทผู้รับประกันภัย ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาให้ทั้งคู่ความต้องร่วมกับดำรับผิดในค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์หรือไม่เพียงใด ทั้งแดงและบริษัทประกันภัยก็ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีที่หนึ่ง คดีในส่วนของแดงและบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ. 3341/2548)

สรุป สันและสนยังไม่ได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษาในคดีที่หนึ่ง สันและสนจึงสามารถใช้สิทธิของตนฟ้องคดีนี้ได้ และการฟ้องคดีของสันและสนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ไม่ใช่ฟ้องซ้ำ

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 100,000 บาท ในเขตศาลแขวงธนบุรี จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คซึ่งมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินตามสัญญา 100,000บาท และจำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็ค 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ให้วินิจฉัยว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแขวงธนบุรี ศาลแขวงพระนครเหนือจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)       คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 5 คำฟ้องงหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อหาก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

วินิจฉัย

            การฟ้องร้องเรียกหนี้เหนือบุคคล ต้องฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามมาตรา 4(1) ซึ่งคำว่า มูลคดีเกิด” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้อง

                        กรณีตามอุทาหรณ์ ความรับผิดชอบของจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คได้เกิดมีขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ กรณีย่อมถือได้ว่ามูลคดีตั๋วเงินนี้เกิดขึ้นในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ (ฎ. 5577/2550)

            ส่วนมูลคดีหนี้กู้ยืมเงินนั้น แม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ในเขตศาลแขวงธนบุรี ซึ่งถือว่ามูลหนี้กู้ยืมเงินเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงธนบุรีก็ตาม แต่ในคดีหนึ่งมูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่งได้ สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ สถานที่ดังกล่าวย่อมเป็นสถานที่ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดและผิดสัญญาในการชำระหนี้กู้ยืมเงินด้วย จึงต้องถือว่ามูลคดีกู้ยืมเงินเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงพระนครเหนือด้วย (ฎ. 6508/2547)

            คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยมีมูลคดีตั๋วเงินและมูลคดีกู้ยืมเงินซึ่งคดีที่มีข้อหาหลายข้อหา หากจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในมูลคดีตั๋วเงิน ก็จะทำให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ในมูลคดีกู้ยืมเงินน้อยลง  เพราะหนี้กู้ยืมเงินระงับบางส่วน มูลคดีตั๋วเงินและมูลคดีกู้ยืมเงินจึงมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องจำเลยที่ 1 ในมูลคดีกู้ยืมเงินและเสนอคำฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลคดีตั๋วเงิน ศาลแขวงพระนครเหนือจึงรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 5 ทั้งนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแขวงธนบุรีก็ตาม (ฎ. 7917/2549)

สรุป ศาลแขวงพระนครเหนือรับคดีไว้พิจารณาได้

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องต่อศาลแพ่งว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ 500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดชำระหนี้จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์เพียง 50,000บาท แต่โจทก์กรอกเงินในสัญญากู้เงินเป็น 500,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม หากโจทก์นำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายได้รับการดูถูกว่าเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ยอมชำระหนี้ขอให้บังคับโจทก์รับชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแพ่งจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

            มาตรา 179 วรรคท้าย แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

            วินิจฉัย

            ในการพิจาณาว่าเป็นฟ้องแย้งหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าคำฟ้องดังกล่าวประกอบด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้หรือไม่

1.        ต้องมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่

2.        ต้องมีฟ้องเดิม

3.        ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลแพ่งจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่1 ไว้พิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่1 กู้เงินโจทก์เพียง 50,000 บาท แต่โจทก์กรอกเงินในสัญญากู้เป็น 500,000บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างก็ย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่จำเป็นต้องฟ้องแย้ง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมตามที่จำเลย 1 กล่าวอ้าง

            ทั้งกรณีไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยที่1 เพื่อไปทำลายตามฟ้องแย้งของจำเลยที่1 เช่นกัน เพราะสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารของโจทก์และโจทก์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งมอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปทำลาย การที่โจทก์อาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยที่บุคคลภายนอกไม่ทราบข้อเท็จจริงซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายได้รับการดูถูกว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวก็มิใช่เหตุจะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องแย้งโจทก์ได้ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์อย่างไรก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวอ้างกันอีกส่วนหนึ่ง กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งโจทก์ได้ (ฎ. 625/2548)

            สรุป ศาลแพ่งต้องไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษา

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีและให้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยปิดประกาศหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2552 วันที่ 1 มีนาคม 2552 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี วันที่ 1 เมษายน 2552 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่างยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยคำขอนี้ได้บรรยายรายละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่ได้ขาดนัดและรวมทั้งข้อคัดค้านคำตัดสิน ชี้ขาดของศาลและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้ามาด้วย ให้วินิจฉัยว่าศาลจะมีคำสั่งรับคำร้องขอของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้หรือไม่ และจะมีคำสั่งอย่างไร

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 199 จัตวา วรรคแรก คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใดๆ เพื่อส่งบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้วในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น

            วินิจฉัย

            ตามมาตรา 199 จัตวา วรรคแรก กำหนดว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ… ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้ เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น

            กรณีตามอุทาหรณ์ กรณีของจำเลยที่ 1 ศาลส่งคำบังคับโดยวิธีปิดหมายในวันที่ 10 มกราคม 2552 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 มกราคม 2552 (15 วัน) จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วัน คือ ภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 หากไม่อาจยื่นได้ภายในระยะเวลาดังกล่าวเพราะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วันนับแต่พฤติการณ์ได้สิ้นสุดลงแต่อย่างไรก็ตามห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถูกยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 ครบกำหนด 6 เดือนในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ศาลไม่อาจรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาได้ ต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอดังกล่าว

            สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่เคยถูกยึดทรัพย์หรือมีการบังคับคดีมาก่อน ข้อกำหนด 6เดือน จึงไม่ใช้บังคับกับจำเลยที่ 2 เมื่อคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2 รายละเอียดและข้อคัดค้านเป็นไปตามกฎหมายกำหนด จึงเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงต้องมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา (ฎ. 2512/2536)

            สรุป ศาลจะมีคำสั่งรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เฉพาะของจำเลยที่ 2 เท่านั้น 

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2553

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสมหวัง นายสมชัย นายสมศักดิ์ ได้เดินทางไปทัศนาจรที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น นายสมชายและนายสมศักดิ์ได้กู้ยืมเงินจากนายสมหวัง โดยทำสัญญายืมฉบับเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ระบุว่านายสมชายกู้ 350,000 บาท นายสมศักดิ์กู้ 400,000 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ นายสมหวังได้ทวงถามแล้วแต่ทั้งสองไม่ชำระ ดังนี้ นายสมหวังจะฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์เป็นจำเลยร่วมกันได้หรือไม่ และถ้าปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่านายสมหวังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายสมชายมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายสมศักดิ์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ดังนี้ นายสมหวังจะฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์ต่อศาลใด และจะฟ้องทั้งสองยังเขตศาลเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)       คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

            มาตรา 5 “คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

            มาตรา 59 “ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้…

วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมชายและนายสมศักดิ์ได้กู้ยืมเงินจากนายสมหวัง โดยทำสัญญายืมฉบับเดียวกันนั้น ถือว่านายสมชายและนายสมศักดิ์มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ดังนั้นนายสมหวังจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์เป็นจำเลยร่วมกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59

            ซึ่งการฟ้องคดีนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) กำหนดไว้ว่า โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5 ได้ กำหนดไว้ว่าคำฟ้องซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคล หรือเพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

            ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ เมื่อนายสมชายมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายสมศักดิ์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ นายสมหวังจึงต้องฟ้องนายสมชายต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี และฟ้องนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสมชายและนายสมศักดิ์มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี คือ มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น นายสมหวังจึงสามารถฟ้องทั้งนายสมชายและนายสมศักดิ์ยังเขตศาลเดียวกันได้โดยฟ้องได้ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญศาลใดศาลหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5

สรุป นายสมหวังต้องฟ้องนายสมชายและนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี และศาลจังหวัดอำนาจเจริญ หรือจะฟ้องทั้งสองคนยังเขตศาลเดียวกัน คือ ศาลจังหวัดอุบลราชธานี หรือศาลจังหวัดอำนาจเจริญศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

 

ข้อ 2. ใหญ่ซื้อที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งจากเล็กโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากเล็กส่งมอบที่ดินให้ใหญ่เข้าครอบครองแล้ว ต่อมาเล็กถึงแก่ความตาย ใหญ่จึงมาปรึกษาท่านซึ่งเป็นทนายความว่าใหญ่จะฟ้องทายาทของเล็กให้จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ใหญ่ หรือขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิ ดังนี้ ท่านจะแนะนำใหญ่อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                        มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

                        วินิจฉัย

                        ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 ได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.         กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.         กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ  ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1) เช่น การขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นของตนแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างใหญ่กับเล็กนั้น เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก) แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ซึ่งเล็กมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเล็กส่งมอบที่ดินให้ใหญ่เข้าครอบครองแล้ว ใหญ่ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าว (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378) อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมายมิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย เล็กจึงไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ใหญ่ และเมื่อเล็กถึงแก่ความตาย ทายาทซึ่งเข้ารับมรดกของเล็กก็ย่อมไม่มีหน้าที่ดังกล่าวด้วย ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทของเล็กได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดที่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของใหญ่ ใหญ่จะฟ้องทายาทของเล็กให้จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ใหญ่ไม่ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 และกรณีดังกล่าว ใหญ่ก็จะขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิในที่ดินให้ใหญ่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้ใหญ่ใช้สิทธิทางศาลได้ แต่อย่างใดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55

สรุป ข้าพเจ้าจะแนะนำใหญ่ว่า ใหญ่จะฟ้องทายาทของเล็กให้จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ใหญ่หรือขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิไมได้

 

ข้อ 3. คดีแพ่งโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นลูกหนี้เงินโจทก์ จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ นางเรยาเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมพร้อมกับยื่นคำให้การเข้ามาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และหนี้กู้ยืมระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นางเรยาเข้าเป็นจำเลยร่วมได้ และสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม ส่วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่าผู้ร้องสมัครใจเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2)  เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง ดังนี้ คำแถลงคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 “ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(2) ด้วยการสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

                        มาตรา 58 วรรคสอง ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (2) แห่งมาตราก่อนใช้สิทธิอย่างอื่น นอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม และให้ผู้ร้องสอดเสียค่าฤชาธรรมเนียมอันเกิดแต่การที่ร้องสอด แต่ถ้าศาลได้อนุญาตให้เข้าแทนที่โจทก์หรือจำเลยเดิม ผู้ร้องสอดจึงมีฐานะเสมอด้วยคู่ความที่ตนเข้าแทน

                        วินิจฉัย

                        ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมและจะใช้สิทธิขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิมไม่ได้

                        กรณีตามอุทาหรณ์ นางเรยาผู้ค้ำประกันร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยสมัครใจเองตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) สิทธิและหน้าที่ของนางเรยาผู้ร้องสอดจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58(2) กล่าวคือ ห้ามไม่ให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับคู่ความเดิมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกเหนือจากสิทธิของคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมหรือใช้สิทธิขัดกับสิทธิของคู่ความเดิมนั้น ซึ่งจะต้องพิจารณาในขณะที่ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมว่าคู่ความเดิมมีสิทธิอย่างไร และได้สิทธิไว้ก่อนหรือไม่อย่างไร

                        ตามข้อเท็จจริง นางเรยาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมพร้อมกับยื่นคำให้การเข้ามาก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การและจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางเรยาผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิของจำเลยที่มีอยู่ในขณะที่ตนร้องสอดเข้ามาและเมื่อปรากฏต่อศาลว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมเป็นการใช้สิทธิอย่างอื่นนอกเหนือจากสิทธิของจำเลยเดิมหรือเป็นไปในทางขัดกับสิทธิของจำเลยเดิมอันต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง แต่อย่างใด เพราะจำเลยเดิมยังไม่ได้สิทธิดังกล่าว ดังนั้น คำแถลงคัดค้านของโจทก์ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป คำแถลงคัดค้านของโจทก์ฟังไม่ขึ้น        

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องจำเลยว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นแต่ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อโจทก์แต่จำเลยไม่ยินยอมขอบังคับให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์จึงยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เพราะโจทก์ขาดนัด ดังนี้ ท่านเห็นด้วยกับคำสั่งศาลหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 198 ทวิวรรคท้าย ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

            วินิจฉัย

            ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิวรรคท้าย เป็นเรื่องจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลได้สั่งให้สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

            กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ศาลสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดจึงให้ถือว่าคดีของโจทก์ก็ไม่มีมูล ศาลจึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิวรรคท้าย ซึ่งกรณีนี้มิใช่เรื่องโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 201 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากระบบความแต่อย่างใด ดังนั้น คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลดังกล่าว

สรุป ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าว

LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ขวดฟ้องขับไล่แก้วออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของขวด แก้วให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นของแก้วที่ได้รับมรดกจากบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่แก้วและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับให้แก้วชำระค่าเสียหายแก่ขวดไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ต่อมาแก้วเป็นโจทก์ฟ้องว่าขวดดำเนินการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของแก้วขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดของขวด หากท่านเป็นขวดท่านจะให้การต่อสู้คดีนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 147 วรรคสอง คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง..

          มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลอย่างเดียวกัน..

          วินิจฉัย

          การฟ้องซ้ำมีบัญญัติไว้ในมาตรา 148 ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.      คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

2.      คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3.      ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4.      ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5.      ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ขวดฟ้องขับไล่แก้วออกจากที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่แก้วและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับให้แก้วชำระค่าเสียหายแก่ขวดด้วยนั้น เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147

          เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ต่อมาแก้วได้เป็นโจทก์ฟ้องศาลว่าขวดดำเนินการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของแก้ว ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดของขวด ดังนี้ เมื่อคดีนี้และคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกัน และการที่แก้วฟ้องคดีนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นของแก้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วในคดีก่อน กล่าวคือ หากข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของแก้ว ศาลจึงจะพิพากษาให้เพิกถอนและแก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินของขวดตามฟ้องของแก้วได้ ดังนั้น ฟ้องของแก้วจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 (ตามนัยคำพิพากษาฎีกา ที่ 1022/2552)

สรุป หากข้าพเจ้าเป็นขวด ข้าพเจ้าจะให้การต่อสู้ว่าฟ้องของแก้วเป็นฟ้องซ้ำ

 

ข้อ 2. ลักษณ์ซื้อที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งจากเจษฎาที่อยู่ติดกับที่ดินของเจนจิรา โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากเจษฎาส่งมอบที่ดินให้ลักษณ์เข้าครอบครองแล้ว ลักษณ์ได้ใช้ทางเดินในที่ดินของเจนจิราจนได้ภาระจำยอม ต่อมาลักษณ์ได้ทำสัญญากับรจเรขให้รจเรขมีสิทธิอาศัยในที่ดินมือเปล่านี้แปลงนี้ เมื่อเจษฎาถึงแก่ความตาย ลักษณ์จึงฟ้องทายาทของเจษฎาให้จดทะเบียนโอนที่ดินแก่ลักษณ์ ส่วนเจนจิราปิดทางเดินซึ่งเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินของตนทำให้รจเรขไม่สามารถเดินผ่านทางภาระจำยอมดังกล่าวได้ รจเรขจึงยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับเจนจิราเปิดทางภาระจำยอม ท่านเห็นว่าลักษณ์และรจเรขมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

          วินิจฉัย

          ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.      กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.      กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยืนต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1) เช่น การขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นของตนแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น

          กรณีตามอุทาหรณ์ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างลักษณ์กับเจษฎานั้น เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ซึ่งเจษฎามีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเจษฎาส่งมอบที่ดินพิพาทและลักษณ์ได้เข้าครอบครองแล้ว ลักษณ์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมายมิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย เจษฎาจึงไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ลักษณ์ ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลักษณ์ได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่แต่อย่างใด ลักษณ์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้บังคับทายาทของเจษฎาให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ลักษณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 675/2550)

          ส่วนกรณีของภาระจำยอมในทางเดินนั้น ถือเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของสามยทรัพย์เท่านั้น เมื่อรจเรขเป็นเพียงผู้อาศัย มิใช่เจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ การที่เจนจิราปิดทางเดินซึ่งเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินของตน จึงไม่ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของรจเรขแต่อย่างใด ดังนั้น รจเรขจึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้บังคับเจนจิราเปิดทางภาระจำยอมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3514-3515/2542)

สรุป ข้าพเจ้าเห็นว่าทั้งลักษณ์และรจเรขไม่มีอำนาจฟ้องตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3. แดงฟ้องขับไล่เขียวให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทของแดง เนื่องจากเขียวผิดสัญญาเช่า และแดงบอกเลิกสัญญาแล้ว ทั้งขอให้เขียวชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย เขียวให้การว่าเขียวไม่ได้ผิดสัญญายังไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า และแดงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ระหว่างการพิจารณาเหลืองยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีนี้อ้างว่า เหลืองได้ครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วน โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทบางส่วนดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าเหลือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ครอบครอง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของเหลือง โดยไม่อนุญาตให้เหลืองเข้ามาเป็นคู่ความ ต่อมาศาลพิพากษาและออกคำบังคับให้เขียวและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ก่อนมีการบังคับคดีขาวยื่นคำร้องว่าขาวเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับคดี ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของขาวโดยเห็นว่าไม่มีส่วนได้เสีย ท่านเห็นด้วยกับคำสั่งศาลในกรณีของเหลืองและขาวหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจาณาความแพ่ง

          มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)    ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

                             มาตรา 296 ทวิ ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว

วินิจฉัย

                             ตามบทบัญญัติมาตรา 57(1) แห่ง ป.วิ.พ. ได้บัญญัติเป็นหลักไว้ว่า บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยความสมัครใจเอง หากบุคคลดังกล่าวมีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดี กล่าวคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของตน จึงต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่นั่นเอง

          หรือเป็นกรณีที่ตนมีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและถูกโต้แย้งสิทธิ กล่าวคือ ตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น ก็สามารถร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีได้

          กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำสั่งศาลในกรณีของเหลืองและขาวหรือไม่ เป็นดังนี้

          ข้าพเจ้าเห็นด้วยในกรณีของเหลือง เพราะเหลืองมิได้กล่าวอ้างเลยว่า เหลืองมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับเขียวอย่างใด ข้ออ้างของเหลืองดังกล่าวเป็นกรณีที่เหลืองตั้งข้อพิพาทโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับแดงทั้งสิ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีนี้เลย กล่าวคือ เหลืองมีสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่อย่างใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น หากศาลพิพากษาขับไล่เขียวก็ย่อมไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของเหลือง ดังนั้น เหลืองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมูลแห่งคดีนี้  และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ คำร้องขอของเหลืองไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1) (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 4517/2540)

          แต่ไม่เห็นด้วยในกรณีของขาว เพราะการที่เขียวจะต้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปตามคำบังคับนั้น ย่อมจะเป็นผลเสียแก่ขาว หากขาวเป็นเจ้าของบ้านและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ดังนั้นเมื่อขาวเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57(1) โดยไม่ต้องรอให้มีการบังคับคดีเสียก่อน เนื่องจากแดงสามารถขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างได้ทันทีตามมาตรา 296 ทวิ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3776/2534 ประชุมใหญ่)

                   สรุป ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำสั่งศาลในกรณีของเหลือง แต่ไม่เห็นด้วยในกรณีของขาวตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 4. ในคดีแพ่งคดีหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทจำเลยเข้ามาอยู่โดยไม่มีสิทธิ ขอให้ศาลขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ศาลพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย สมศรีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์หลังจากโจทก์ถึงแก่ความตายไปแล้วเกินกว่า 1 ปี จำเลยโต้แย้งว่า การยื่นคำร้องของสมศรีไม่ชอบเพราะคดีนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ สิทธิอาศัยของโจทก์ย่อมระงับเพราะความตายของโจทก์และสมศรียื่นคำร้องเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ขอให้ยกคำร้องขอ ท่านเห็นว่าศาลอุทธรณ์ควรจะพิจารณาคำร้องของสมศรีอย่างไร

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 42 “ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ โดยมีคำขอเข้ามาเอง หรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามา เนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ

          ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ

          มาตรา 132 “ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร

          (3) ถ้าความมรณะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังให้คดีนั้นไม่มีประโยชน์ต่อไป หรือถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42”

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ แม้สิทธิอาศัยจะเป็นสิทธิเฉพาะตัว ซึ่งเมื่อโจทก์ผู้ได้รับสิทธิอาศัยถึงแก่ความตาย สิทธิอาศัยย่อมเป็นอันระงับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 มิใช่สิทธิเฉพาะตัวอันทำให้ความมรณะของคู่ความฝ่ายโจทก์ยังให้คดีไม่มีประโยชน์ต่อไปแต่อย่างใด (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1180/2538)

          ดังนั้น การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะของสมศรีนั้น แม้จะร้องขอเข้ามาเมื่อเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ประกอบด้วยมาตรา 132(3) บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงสามารถรับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความของสมศรีและอนุญาตให้สมศรีซึ่งเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้

          สรุป ข้าพเจ้าเห็นว่าศาลอุทธรณ์ควรรับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความของสมศรีและอนุญาตให้สมศรีเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

LAW3005 กฎหมายวิพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาค  1 ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.  โตมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง ใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โตเป็นลูกจ้างใหญ่ได้ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าของใหญ่ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนท้ายรถยนต์น้อยได้รับความเสียหาย และนิดนั่งมาในรถยนต์ได้รับบาดเจ็บ โดยเหตุละเมิดรถชนกันที่จังหวัดเชียงรายน้อยและนิดร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องโตและใหญ่เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดลำปาง โตจำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ทั้งสองต่างเรียกร้องค่าเสียหายเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน จึงไม่มีอำนาจฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลที่จังหวัดลำปาง ศาลที่จังหวัดลำปางรับฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)    คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 5 “คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

มาตรา 59 “บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้…

วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่น้อยและนิดได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของโต ถือว่าน้อยและนิดมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ดังนั้นน้อยและนิดจึงเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องโตและใหญ่เป็นจำเลยร่วมกันได้ เพราะโตและใหญ่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีเช่นเดียวกันตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59

          โดยปกติการฟ้องคดีนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น แต่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 5 ได้บัญญัติไว้ว่าคำฟ้องซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคล หรือเพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

          ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่โตมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง แต่ใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อโตและใหญ่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี คือมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน น้อยและนิดในฐานะโจทก์ร่วมจึงสามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ กล่าวคือน้อยและนิดโจทก์ร่วมสามารถฟ้องโตและใหญ่ต่อศาลที่จังหวัดลำปางหรือที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ ดังนั้นการที่น้อยและนิดร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องโตและใหญ่เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดลำปาง และการที่ศาลจังหวัดลำปางได้รับฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้จึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 2. คดีแพ่งโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่า จำเลยเป็นลูกหนี้เงินกู้โจทก์ จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ นายเอกเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้ ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมพร้อมกับยื่นคำให้การเข้ามาว่าฟ้องโจทก์ก็เคลือบคลุม และหนี้กู้ยืมระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายเอกเข้าเป็นจำเลยร่วมได้ และสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม ส่วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่าผู้ร้องสมัครใจเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง ดังนี้ คำแถลงคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(2)    ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

มาตรา 58 วรรคสอง ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (2) แห่งมาตราก่อนใช้สิทธิอย่างอื่น นอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม และให้ผู้ร้องสอดเสียค่าฤชาธรรมเนียมอันเกิดแต่การที่ร้องสอด แต่ถ้าศาลได้อนุญาตให้เข้าแทนที่โจทก์หรือจำเลยเดิม ผู้ร้องสอดจึงมีฐานเสมอด้วยคู่ความที่ตนเข้าแทน

วินิจฉัย

          การที่บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความได้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความด้วยความสมัครใจเองตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(2) นั้น มาตรา 58 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดนั้นใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความที่ตนขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม และจะใช้สิทธิขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิมไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่บทบัญญัติต้องห้ามดังกล่าว จะต้องพิจารณาในขณะที่ผู้นั้นเข้าเป็นคู่ความร่วมว่าคู่ความเดิมมิสิทธิอย่างไร และได้ใช้สิทธิไว้ก่อนหรือไม่อย่างไรด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอกได้ยื่นคำร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมพร้อมกับคำให้การเข้ามาก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การและจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายเอกผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิของจำเลยที่มีอยู่ขณะที่ตนร้องสอดเข้ามา และเมื่อปรากฏต่อศาลว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมเป็นไปในทางที่ขัดกับสิทธิของจำเลยเดิมแต่อย่างใด ดังนั้นคำแถลงคัดค้านของโจทก์ที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การไม่ได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง นั้นจึงฟังไม่ขึ้น

          สรุป คำแถลงคัดค้านของโจทก์ ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ที่มีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครองครอง โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของโจทก์และเป็นที่ดินมรดกของนายไพรัชสามีโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทน การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายช่วยเจ้าของเดิมขอให้ยกฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมนายช่วงเคยฟ้องขับไล่นายไพรัชสามีโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทศาลในคดีนั้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายช่วง ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยว ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทแปลงนี้จากนายช่วง จำเลยทั้งสองในคดีนี้ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ท่านเห็นว่า คดีนี้ศาลจะสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 24 “เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจาณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไปก็ไม่ทำให้ได้ความขัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น

          ถ้าศาลเห็นว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่อง หรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้ว และพิพากษาคดีเรื่องนั้น หรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้

          มาตรา 145 วรรคแรก ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี

          มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นที่ดินของโจทก์และเป็นที่ดินมรดกของนายไพรัชสามีโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสามีโจทก์เคยถูกฟ้องเป็นจำเลย และศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายช่วงโดยห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพาท คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ คือนายช่วงและสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดิม รวมทั้งยังผูกพันผู้สืบสิทธิของคู่ความเดิมด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ก็คือ ผู้สืบสิทธิของสามีโจทก์ในคดีเดิม และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายช่วง จึงถือว่าเป็นผู้สืบสิทธิมาจากนายช่วงคู่ความในคดีเดิมด้วย

          และเมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองให้การว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายช่วงเจ้าของเดิมประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองใครเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีเดิม ดังนั้นฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 7542/2548)

          แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และเพื่อยุติประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลย่อมมีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 24

          สรุป ศาลมีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ และต้องยกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ เพราะเป็นฟ้องซ้ำ

 

ข้อ 4. โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในวันที่ 1สิงหาคม 2553 จำเลยมาศาลในวันที่ 13 สิงหาคม 2553 และแถลงยอมรับต่อศาลว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง ศาลได้บันทึกคำแถลงของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เมื่อครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 16 สิงหาคม 2553 จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การตามแบบพิมพ์ของศาล ศาลได้กำหนดนัดวันสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยมาศาล แต่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์โดยไม่สืบพยานโจทก์ ท่านเห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

          ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย และจำเลยได้มาศาลและแถลงยอมรับต่อศาลว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง ซึ่งศาลได้บันทึกคำแถลงของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ดังนี้ ยังถือไม่ได้รายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว เป็นคำให้การของจำเลย ดังนั้นเมื่อครบกำหนดยื่นคำให้การ จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด  จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

          ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก ในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งในกรณีนี้แม้จำเลยจะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทบัญญัติดังกล่าว  ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้มีคำขอ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2548)

                   สรุป คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์โดยไม่สืบพยานโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องสุขใจเป็นจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่โจลูกจ้างของสุขใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างโดยโจทก์มิได้ฟ้องโจเป็นจำเลย ต่อมาโจทก์ทราบว่าโจเป็นลูกจ้างของสดใส จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกสดใสเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้เรียกสดใสเข้ามาเป็นจำเลยร่วม แล้วโจทก์ก็ได้ขอถอนฟ้องสุขใจ สดใสให้การต่อสู้ว่า กรณีที่โจกท์ขอให้ศาลเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยร่วมกับจำเลยไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของสดใสรับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 57 “บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(3) ด้วยการถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี

(ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ

(ข) โดยคำสั่งของศาล เมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม…

มาตรา 59 “บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้…

วินิจฉัย

          การร้องสอดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(3) กฎหมายให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขอต่อศาลให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้ แต่ในกรณีที่โจทก์ฟ้องผิดตัว โจทก์จะขอให้ศาลหมายเรียกผู้ต้องรับผิดที่แท้จริงเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรานี้ไม่ได้ ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ เพราะบุคคลดังกล่าวไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่จะเป็นจำเลยร่วมกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59

          กรณีตามอุทาหรณ์ ข้อต่อสู้ของสดใสรับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องสุขใจเป็นจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีที่โจกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเข้าใจว่าสุขใจเป็นนายจ้างของโจนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยผิดตัว เมื่อตามโจทก์ทราบว่าโจเป็นลูกจ้างของสดใสโจทก์ก็ชอบที่จะขอถอนฟ้องสุขใจ และฟ้องสดใสเป็นคดีใหม่ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกสดใสเข้ามาเป็นจำเลยร่วมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะสุขใจกับสดใสไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่จะเป็นจำเลยร่วมกันได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะขอให้ศาลหมายเรียกสดใสเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(3) (คำพิพากษาฎีกาที่ 1702/2525) ดังนั้น ข้อต่อสู้ของสดใสดังกล่าวจึงรับฟังได้

          สรุป ข้อต่อสู้ของสดใสรับฟังได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยอ้างเหตุหย่าตามกฎหมายหลายประการ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าไม่มีเหตุหย่า โจทก์กับจำเลยมีสินสมรสเป็นที่ดินหนึ่งแปลง ขอให้โจทก์แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 117 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

          มาตรา 179 วรรคท้าย แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

          วินิจฉัย

          การที่จำเลยจะฟ้องแย้งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 177 วรรคท้าย จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้ คือ

1.       ต้องมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่

2.       ต้องมีฟ้องเดิม

3.       ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม และจะต้องไม่เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข

ฟ้องแย้งมีเงื่อนไข หมายความว่า การที่ศาลจะต้องพิจารณาฟ้องแย้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าศาลจะพิพากษาคดีอย่างไร หากศาลเห็นว่าคำให้การของจำเลยฟังได้ศาลก็พิพากษายกฟ้องโจทก์ไปโดยไม่ต้องพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยอีก แต่หากศาลเห็นว่าคำให้การของจำเลยฟังไม่ได้ศาลจึงจะพิจารณาในส่วนของฟ้องแย้งต่อไป

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างเหตุหย่าตามกฎหมาย และจำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าไม่มีเหตุหย่า ขอให้โจทก์แบ่งที่ดินที่เป็นสินสมรสให้จำเลยครึ่งหนึ่งนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่มีเหตุหย่า ประเด็นพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยจึงมีว่ามีเหตุหย่าตามฟ้องหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าไม่มีเหตุหย่าศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก ดังนั้น เมื่อศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดคดี ฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวจึงถือเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ดังนั้น ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

          สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

 

ข้อ 3. เด่นเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ดอนเป็นจำเลยให้รื้อถอนโรงเรียน และให้จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ ดอนให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ ในวันนัดสืบพยาน โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนไม่มาศาล มาแต่จำเลย จำเลยแถลงขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่มีพยานมาสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยปลูกโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ปรากฏว่า ดอนยังคงอยู่ในโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ดินพิพาท เด่นมาฟ้องขับไล่ดอนเป็นคดีหลัง ขอให้ขับไล่ดอนและรื้อโรงเรือนออกไป จากที่ดินของโจทก์อีกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…

          วินิจฉัย

          การฟ้องซ้ำมีบัญญัติไว้ในมาตรา 148 ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.       คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

2.       คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3.       ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4.       ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5.       ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่าฟ้องของเด่นในคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่าการที่เด่นเป็นโจทก์ในคดีแรกฟ้องขับไล่ดอนเป็นจำเลยให้รื้อถอนโรงเรือน และให้จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่มีพยานมาสืบ กรณีจึงถือว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีแล้วว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์

          เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เด่นมาฟ้องขับไล่ดอนเป็นคดีหลัง ขอให้ขับไล่ดอนและให้ดอนรื้อโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์อีก ดังนี้ เมื่อคดีนี้และคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกัน และการที่เด่นฟ้องคดีนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นของเด่นหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วในคดีก่อน กล่าวคือ หากข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของเด่น ศาลจึงจะพิพากษาให้ขับไล่ดอนและรื้อโรงเรือนออกไปจากที่ดินของเด่นได้ ดังนั้น ฟ้องของเด่นในคดีหลังนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148

        สรุป เด่นจะมาฟ้องขับไล่ดอนเป็นคดีหลัง ขอให้ขับไล่ดอนและรื้อโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์อีกไม่ได้ เพราะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148

 

ข้อ 4 คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยจุดไฟเผาหญ้าและใบไม้ในที่ดินของจำเลย และไฟได้ลุกลามมาไหม้ต้นยางพาราในที่ดินของโจทก์เสียหาย ขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยไม่ได้สืบพยานโจทก์ไปฝายเดียวก่อน ดังนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

        หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 198 วรรคแรก ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

          มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง “ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

          เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลย แต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ นั้น เป็นการดำเนินการตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก และถ้าศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคแรก

          แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจุดไฟเผาหญ้าและใบไม้ในที่ดินของจำเลย และไฟได้ลุกลามมาไหม้ต้นยางพาราในที่ดินของโจทก์เสียหาย ขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย อันถือว่าเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก กรณีดังกล่าวจึงต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง คือ ศาลจะต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วจึงจะมีคำพิพากษาได้ แต่ตามข้อเท็จจริง ศาลพิเคราะห์แต่เพียงว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย แล้วพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดี โดยไม่มีการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวก่อน คำพิพากษาของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

          สรุป การดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย