LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 ซ่อม 1/2551
LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2551
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายหนึ่งขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ทั้งยังขับรถยนต์ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนนายสองถึงแก่ความตาย ระหว่างพนักงานสอบสวนสอบสวนคดีนี้ นางสายภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสองยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย คดีอยู่ระหว่างศาลไต่สวนมูลฟ้อง
ต่อมาเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งข้อหาขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย ส่วนนางสายเมื่อทราบว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายหนึ่งแล้ว จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องต่อศาล ศาลอนุญาต
นายสักบิดาตามความเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายของนายสองทราบเรื่อง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายสักว่าอย่างไร เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4), 5 (2), 30, 36
วินิจฉัย
ข้อหาขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 30 ผู้ที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจะต้องเป็นผู้เสียหาย ซึ่งความผิดข้อหาขับขี่รถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นความผิดอาญาต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย ทั้งนายสองและนายสัก ต่างไม่ใช่ผู้เสียหาย นายสักจึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในความผิดข้อหานี้ไม่ได้
ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย
แม้ว่านายสักถือได้ว่าเป็นผู้บุพการี มีอำนาจจัดการแทนนายสอง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) แต่เมื่อนางสายภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสอง ได้จัดการฟ้องคดีแทนนายสองและได้ถอนฟ้องแล้ว ซึ่งผลของการถอนฟ้องทำให้ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 36 ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบถึงนายสักด้วยเมื่อนายสักฟ้องคดีนี้ไม่ได้ ก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ศาลต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องของนายสัก
ข้อ 2. นายแดงกับพวกอีก 5 คน ได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ในทะเลหลวงที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องรับโทษในราชอาณาจักร ต่อมานายแดงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่ในเขตอำนาจจับได้ และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรดังกล่าว ทำการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนพยานไปได้ 3 ปาก ได้รวมสำนวนไว้ และได้แจ้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อสั่งการ ต่อมาอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายให้อัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนคดีนี้แทน ทางอัยการจังหวัดดังกล่าว จึงรับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวมาทำการสอบสวนต่อไป และสอบพยานได้อีก 6 ปาก โดยไม่มีพนักงานสอบสวนดังกล่าวเข้าร่วมสอบสวนด้วย แล้วได้รวบรวมสำนวนการสอบสวนพร้อมทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด เช่นนี้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายเพียงใด หรือไม่
ธงคำตอบ
อ้าง วิ.อาญา มาตรา 20
กรณีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ทำการสอบสวนพยาน 3 ปาก ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นระหว่างรอคำสั่งของอัยการสูงสุด เพราะเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งนายแดงผู้ต้องหาถูกจับอยู่ในเขตอำนาจ ตามมาตรา 20 วรรคห้า จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับกรณีที่อัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำการสอบสวนพยานอีก 6 ปาก ก็เนื่องจากอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นพนักงานอัยการที่สามารถรับผิดชอบทำการสอบสวนได้ตามลำพังโดยไม่ต้องมีพนักงานสอบสวนดังกล่าวร่วมสอบสวนด้วย การสอบสวนของอัยการจังหวัดดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่ออัยการจังหวัดดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนย่อมสามารถรวบรวมการสอบสวนและทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุดได้ตามมาตรา 20 วรรคแรก, วรรคสาม และวรรคท้าย
ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ข้อ 3. นางกุ๊กนำขนมใส่กล่องไปให้นางไก่เป็นสินน้ำใจเพื่อให้อำนวยความสะดวกในศาล นางไก่ปฏิเสธไม่ยอมรับและส่งมอบกล่องขนมคืนพร้อมกับบอกว่าเป็นการให้สินบนเจ้าพนักงาน นางกุ๊กโมโหหาว่านางไก่ดูถูกและกล่าวหากัน จึงเอากล่องขนมฟาดไปที่ศีรษะนางไก่จนแตกเย็บ 5 เข็ม นางกุ๊กจึงถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลที่ก่อความวุ่นวายและทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณศาล ต่อมานางไก่ได้ฟ้องนางกุ๊กต่อศาลเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายและอ้างคำพิพากษาของศาลที่ลงโทษนางกุ๊กดังกล่าว นางกุ๊กปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายร่างกายและทำให้ศีรษะนางไก่แตกตามที่ถูกฟ้อง
ดังนี้ ศาลในคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลที่นางไก่อ้าง หรือต้องให้มีการสืบพยานเพื่อฟังข้อเท็จจริงใหม่ตามที่นางกุ๊กปฏิเสธ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46
แม้นางกุ๊กได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล แต่คำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็วินิจฉัยกรณีที่นางกุ๊กกระทำละเมิดอำนาจศาลเท่านั้น มิใช่เป็นคำพิพากษาคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตาม เมื่อนางกุ๊กปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายร่างกาย และทำให้ศีรษะของนางไก่แตก ศาลในคดีแพ่งจึงต้องให้มีการสืบพยานเพื่อฟังข้อเท็จจริงคดีแพ่งใหม่ ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลที่นางไก่อ้างได้
ข้อ 4. พ.ต.อ.สถบดีและนายพร้อมมิตร ได้รับเชิญจากนายวุฒิศักดิ์เจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวันที่บ้านของนายวุฒิศักดิ์ ขณะอยู่ในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ พ.ต.อ.สถบดีจำได้ว่านายพร้อมมิตรเป็นคนร้ายที่ศาลได้ออกหมายจับไว้และ พ.ต.อ.สถบดีได้พกหมายจับนายพร้อมมิตรมาด้วย พ.ต.อ.สถบดีจึงเข้าจับกุมนายพร้อมมิตรโดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายพร้อมมิตรไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ
ดังนี้ การที่ พ.ต.อ.สถบดีจับนายพร้อมมิตรในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 78 มาตรา 80 มาตรา 92 และมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายนี้จะจับ ขัง จำคุก หรือค้น ในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้น
มาตรา 81 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน
วินิจฉัย การที่ พ.ต.อ.สถบดีจับนายพร้อมมิตรนั้น เป็นการจับตามหมายจับ แม้เป็นการจับในที่รโหฐานก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 81 ที่บัญญัติว่าไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน เพราะการเข้าไปอันถือเสมือนเป็นการค้นในที่รโหฐานนั้นเป็นการเข้าไปโดยชอบ เนื่องจากนายวุฒิศักดิ์เจ้าของผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไป พ.ต.อ.สถบดีไม่ต้องขอหมายค้นของศาลเพื่อเข้าไปค้นบ้านที่ตนอยู่ในบ้านโดยชอบแล้ว การจับนายพร้อมมิตรเป็นการชอบ
ดังนั้น การที่ พ.ต.อ.สถบดี จับนายพร้อมมิตรในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ จึงชอบด้วยกฎหมาย
LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 2/2551
การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)
ข้อ 1 นายหนึ่งออกเช็คชำระหนี้ให้นายสอง 100,000 บาท นายสองโอนเช็คดังกล่าวชำระหนี้ให้นายสาม นายสามนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีนายหนึ่งไม่พอจ่าย นายสามนำเช็คมาคืนนายสองและได้รับเงินสด 100,000 บาทจากนายสองไปแล้ว วันรุ่งขึ้นนายสองนำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารอีกครั้งหนึ่ง ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลเดิมนายสองจึงนำเช็คไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีอาญานายหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. เช็คฯ เมื่อพนักงานสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งตาม พ.ร.บ. เช็คฯ ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี นายสองยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยของพนักงานอัยการ และคำร้องของนายสองว่าอย่างไร เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(4) ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6
(7) คำร้องทุกข์ หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
มาตรา 30 คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้
มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
มาตรา 121 วรรคสอง แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ คือ ผู้ทรงเช็คฯ ในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (ฎ. 1035/2529) ส่วนผู้รับโอนเช็คภายหลังจากการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหาใช่ผู้เสียหายไม่
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการว่าอย่างไร เห็นว่า การที่นายสองได้รับเช็คคืนมาจากนายสามซึ่งได้นำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารและธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว กรณีเช่นนี้ แม้ได้ความว่าภายหลังจากที่นายสองได้รับเช็คคืนมาแล้วได้นำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารอีก ก็หาทำให้นายสองกลายเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด เพราะการออกเช็คแต่ละฉบับนั้น ถ้าเป็นความผิดก็คงเป็นความผิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นายสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ตามมาตรา 2(4) (ฎ. 2703/2523)
สำหรับการร้องทุกข์นั้น โดยหลักแล้ว บุคคลใดจะร้องทุกข์ได้ต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดที่ร้องทุกข์ เมื่อได้ความว่านายสองไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯการแจ้งความของนายสองจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ ตามมาตรา 2(7) และเมื่อความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป้นความผิดส่วนตัว เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามมาตรา 121 วรรคสอง การสอบสวนที่ดำเนินไปจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ตามมาตรา 120 ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายสองว่าอย่างไร เห็นว่าเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว จึงไม่มีคำฟ้องอยู่ในศาล นายสองจึงเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้ อีกทั้งกรณีนี้นายสองก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตามมาตรา 30 (ฎ. 1583/2513)
สรุป ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และยกคำร้องของนายสอง
ข้อ 2 นายแดงขับรถประมาทชนท้ายรถของนายเขียวเสียหาย พนักงานอัยการจึงเป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก นายแดงรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษนายแดงตามฟ้องคดีถึงที่สุด นายเหลืองซึ่งโดยสารมาในรถของนายเขียวและได้รับบาดเจ็บกระดูกคอเคลื่อน ต้องรักษาเป็นเวลาถึงสามเดือน เห็นว่าพนักงานอัยการยังไม่ได้ฟ้องนายแดงในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายเหลืองรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 นายเหลืองจึงเป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงในความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ดังกล่าว นายแดงต่อสู้ว่าได้ถูกฟ้องจนศาลพิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุดไปแล้ว นายเหลืองจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ นายเหลืองแถลงว่า เป็นคนละคดีกันและนายแดงยังไม่เคยถูกฟ้องและถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดซึ่งได้ฟ้องนี้ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายเหลืองในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นไร เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
วินิจฉัย
ในกรณีที่สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1 จำเลยในคดีแรกและคดีที่นำมาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน
2 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเดียวกัน
3 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว
ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายเหลืองในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นไร เห็นว่า ในคดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ส่วนคดีนี้นายเหลืองได้เป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่จำเลยในคดีแรกและคดีที่นำมาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์ข้อที่ 1
การกระทำโดยประมาทของนายแดงที่ปรากฏเหตุให้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกและเป็นเหตุให้นายเหลืองได้รับอันตรายสาหัสได้เกิดจากการกระทำของนายแดงครั้งเดียวกัน ที่นายแดงได้ขับรถโดยประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสองเสียหาย อันถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์ข้อที่ 2
และเมื่อได้ความว่าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก จนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ตามหลักเกณฑ์ข้อที่ 3
ดังนั้น นายเหลืองจึงไม่มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายแดงในการกระทำกรรมเดียวกันอีก เพราะสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ตามมาตรา 39(4) ศาลจึงต้องสั่งจำหน่ายคดีของนายเหลืองจากสารบบความ
สรุป ศาลจึงต้องสั่งจำหน่ายคดีของนายเหลืองจากสารบบความ
ข้อ 3 นายมีและนายมาเป็นเจ้าของทรัพย์ม้า 1 ตัวร่วมกัน โดยลงทุนออกเงินร่วมกันซื้อม้าตัวนี้มาใช้สำหรับวิ่งแข่งขันในสนามม้า ปรากฏว่านายสอนได้ลักมาตัวนั้นไปขาย เอาเงินมาใช้จนหมดไปแล้ว นายมีจึงฟ้องนายสอนต่อศาลว่าลักทรัพย์ไป แต่บรรยายฟ้องผิดวันเวลาและสถานที่ จึงขอถอนฟ้องแล้วบรรยายฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง ยื่นฟ้องต่อศาลอีก ในขณะเดียวกันนายมาเห็นว่านายมียังทำผิดพลาดในการบรรยายฟ้องอีก นายมาจึงได้บรรยายฟ้องนายสอนฐานลักทรัพย์ให้ถูกต้อง แล้วยื่นฟ้องต่อศาลเดียวกันนั้นอีก
เช่นนั้น นายมีและนายมาจะยื่นฟ้องนายสอนอีกได้หรือไม่
ธงคำตอบ
มาตรา 36 คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว ในความผิดที่มีผู้เสียหายหลายคน เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วขอถอนฟ้องไป ย่อมตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนนั้นไม่ให้ฟ้องใหม่ ส่วนผู้เสียหายคนอื่นยังมีสิทธิฟ้องได้อีกไม่ถูกตัดสิทธิแต่อย่างใด
(ฎ. 5934 – 5935/2533)
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า นายมีจะยื่นฟ้องนายสอนได้อีกหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่านายมีได้ยื่นฟ้องไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไปจากศาล กรณีเช่นนี้ แม้คำฟ้องนั้นจะไม่ถูกต้อง นายมีก็ไม่อาจนำคดีฐานลักทรัพย์มาฟ้องอีกได้ต้องห้ามตามมาตรา 36 ที่ว่า “คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…” นายมีจึงไม่อาจยื่นฟ้องนายสอนอีกได้
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า นายมาจะยื่นฟ้องนายสอนอีกได้หรือไม่ เห็นว่า นายมาเป็นเจ้าของทรัพย์ คือ ม้า 1 ตัว ร่วมกับนายมี กรณีเช่นนี้ ถือว่านายมาเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยการที่นายมีเจ้าของร่วมได้ฟ้องแล้วถอนฟ้องไป ย่อมตัดสิทธิเฉพาะนายมีเท่านั้นที่จะฟ้องอีกไม่ได้ แต่หาได้ตัดสิทธิผู้เสียหายอื่นที่จะฟ้องแต่อย่างใด เพราะสิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่ตนเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน อีกทั้งมาตรา 36 ก็มิได้กำหนดให้ตัดสิทธิผู้เสียหายแต่ละคนในกรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนไว้โดยชัดแจ้ง นายมาจึงยื่นฟ้องนายสอนได้
สรุป นายมีไม่อาจฟ้องนายสอนอีกได้ แต่นายมาสามารถยื่นฟ้องนายสอนได้
ข้อ 4 ร.ต.ต. อาณัติ นายสุธีและนางสาววิไล ได้รับเชิญจากนายศิริเจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวันที่บ้านของนายศิริซึ่งอยู่ติดกับบ้านของนายสุธี ขณะอยู่ในบ้านของนายศิริ นางสาววิไลจำได้ว่านายสุธีเป็นคนร้ายที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราตนเมื่อสัปดาห์ก่อน นางสาววิไลจึงชี้ให้ ร.ต.ต.อาณัติจับนายสุธีโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว ร.ต.ต.อาณัติจึงเข้าจับกุมนายสุธี โดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายสุธีไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ
ดังนี้ การจับของ ร.ต.ต. อาณัติ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
(3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
มาตรา 81 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว การจับในที่รโหฐาน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด จะต้องมีอำนาจในการจับกุม กล่าวคือ ต้องมีหมายจับ หรือมีอำนาจในการจับได้โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐานด้วย
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การจับของ ร.ต.ต. อาณัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การจับของ ร.ต.ต. อาณัติเป็นการจับในที่รโหฐาน (บ้านนายศิริ) แม้การจับจะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน เนื่องจากนายศิริเจ้าของบ้านผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น แต่ ร.ต.ต. อาณัติ ก็ไม่มีอำนาจในการจับเนื่องจาก ตามมาตรา 78(3) ประกอบมาตรา 66(2) เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนายสุธีได้โดยไม่มีหมายจับต่อเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่านายสุธีน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่านายสุธีจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายสุธีได้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสุธีมีท่าทีจะหลบหนี ประกอบกับนายสุธีก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 66 วรรคท้าย ดังนั้น ร.ต.ต. อาณัติจะจับนายสุธีโดยไม่มีหมายจับของศาลไม่ได้ การจับของ ร.ต.ต. อาณัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สรุป การจับของ ร.ต.ต. อาณัติ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 S/2551
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)
ข้อ 1 นางชนิกามีบุตร 1 คน ชื่อนายประกอบ อายุ 22 ปี นางชนิกายังได้จดทะเบียนรับนางสาวสุพรอายุ 16 ปี เป็นบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง นางสาวสุพรถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทชนถึงแก่ความตาย นางชนิกายื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายวิชัยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวสุพรถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล ประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ปรากฏว่านางชนิกาป่วยถึงแก่ความตายไปเสียก่อน
นายประกอบเป็นทายาทที่มีเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอรับมรดกความอาญาเข้ามาดำเนินคดีนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไป ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายประกอบว่าอย่างไร เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(4) ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6
มาตรา 5 บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(2) ผู้เสียหาย
มาตรา 29 เมื่อผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้
ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาลหรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้วผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้
วินิจฉัย
การที่นางสาวสุพรอายุ 16 ปี ถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทถึงแก่ความตายกรณีนี้ถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย อันถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง ตามมาตรา 2(4)
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาวสุพรผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของนางชนิกา กรณีย่อมถือว่านางชนิกาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดที่กระทำต่อนางสาวสุพรได้ด้วยการฟ้องคดีโดยอาศัยมาตรา 2(4) ประกอบมาตรา 5(1) และมาตรา 28 มิใช่การฟ้องคดีตามมาตรา 5(2) เพราะนางชนิกาและนางสาวสุพรไม่ได้เป็นผู้บุพกรรีและผู้สืบสันดานซึ่งกันและกัน เนื่องจากผู้บุพการีและผู้สืบสันดานนั้นต้องถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/2516 (ประชุมใหญ่))
อนึ่งเมื่อนางชนิกาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5(1) ได้ฟ้องคดีแล้วตายลง ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในกรณีนี้จึงมีว่า นายประกอบอายุ 22 ปี ซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความทางอาญาเพื่อดำเนินคดีกับนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่าการรับมรดกตามมาตรา 29 วรรคแรกนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วตายลงเท่านั้นที่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของผู้นั้นจึงจะเข้ามารับมรดกความทางอาญาได้ (ฎ. 1187/2543, ฎ. 2231/2521) เมื่อนางชนิกาผู้ตายยื่นฟ้องต่อศาลในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นเพียงผู้มีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์ ตามมาตรา 5(1) เท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงแต่ประการใด ดังนั้นนายประกอบแม้จะเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนางชนิกาและบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจเข้ารับมรดกความทางอาญาต่อจากนางชนิกาได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 29 ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ
สรุป ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ
ข้อ 2 นายนิมิตขับรถยนต์มาด้วยความประมาทชนรถยนต์ของนายสรพงษ์เป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย นางธิดารัตน์ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสรพงษ์จึงเป็นโจทก์ฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา
ต่อมานางธิดารัตน์ประสบเหตุขาหัก นายชุมพลซึ่งเป็นบิดาของนายสรพงษ์เกรงว่านางธิดารัตน์จะไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ จึงยื่นฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตายเช่นกัน
ดังนี้ นายชุมพลจะดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(4) ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6
มาตรา 5 บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
มาตรา 15 วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้
มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(2) ผู้เสียหาย
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น…
วินิจฉัย
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า นายชุมพลจะดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่านายสรพงษ์ถูกนายนิมิตขับรถยนต์มาด้วยความประมาทชนรถยนต์ของนายสรพงษ์เป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย กรณีถือว่านายสรพงษ์เป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย อันถือว่านายสรพงษ์เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง ตามมาตรา 2(4)
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางธิดารัตน์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสรพงษ์ กรณีย่อมถือว่านางธิดารัตน์เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงแก่ความตายด้วยการฟ้องคดี ตามมาตรา 2(4) ประกอบมาตรา 5(2) และมาตรา 28 เมื่อนางธิดารัตน์ยื่นฟ้องนายนิมิตต่อศาลในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องไว้แล้ว กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาและมีผลทำให้ผู้มีอำนาจจัดการแทนนายสรพงษ์คนอื่นจะมาฟ้องนายนิมิตจำเลยในความผิดเดียวกันนี้อีกไม่ได้
ดังนั้นการที่นายชุมพลซึ่งเป็นบิดาของนายสรพงษ์เกรงว่านางธิดารัตน์จะไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ เนื่องจากนางธิดารัตน์ประสบอุบัติเหตุ นายชุมพลจึงได้ยื่นฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดฐานเดียวกันกับที่นางธิดารัตน์ได้ยื่นฟ้องไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีเดิมซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา และคดีเดิมกับคดีหลังเป็นเรื่องเดียวกัน (ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย) อันเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 15 ดังนี้ นายชุมพลจึงไม่อาจดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้
สรุป นายชุมพลจึงดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปไม่ได้
ข้อ 3 ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ นายพรเทพผู้เสียหายยื่นคำร้องขอต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลอนุญาต
ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ นายพรเทพยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยระบุเหตุผลว่ามีความคิดเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับพนักงานอัยการ หากดำเนินคดีร่วมกันต่อไปเกรงว่าจะเกิดความเสียหายแก่คดี ศาลอนุญาต
ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเพียง 1 วัน นายพรเทพยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกครั้งหนึ่ง โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปในกรณีที่พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ฎีกา
ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้นายพระเทพเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 30 คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้
มาตรา 36 คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…
มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
วินิจฉัย
ศาลจะอนุญาตให้นายพรเทพเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกได้หรือไม่ เห็นว่า นายพรเทพเป็นผู้เสียหาย ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตามมาตรา 30 แต่เมื่อนายพรเทพได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการด้วยเหตุผลว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับพนักงานอัยการ หากดำเนินคดีร่วมกันต่อไป อาจจะเกิดความเสียหายแก่คดี การขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการของนายพรเทพผู้เสียหายเช่นนี้ เมื่อศาลอนุญาต จึงมีผลเท่ากับเป็นการที่นายพรเทพผู้เสียหายถอนฟ้อง (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 892/2514) แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เป้นความผิดอาญาแผ่นดินคดีอาญายังไม่ระงับ ไม่ต้องด้วยมาตรา 39(2) พนักงานอัยการยังดำเนินคดีต่อไปได้
เมื่อนายพรเทพถอนฟ้องแล้ว ย่อมเกิดผลทางกฎหมาย ตามมาตรา 36 คือ นายพรเทพผู้เสียหายจะนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่ได้ เมื่อได้ความว่าฟ้องไม่ได้ การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน แม้จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาก็ตาม
สรุป ศาลจึงอนุญาตให้นายพรเทพผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกไม่ได้
ข้อ 4 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 นายสังคม อายุ 17 ปี 11 เดือน ต่อยหน้านายทวี อายุ 22 ปี ทำให้นายทวีได้รับอันตรายสาหัส วันรุ่งขึ้นนางป่านภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายทวีเข้าร้องทุกข์ต่อ ร.ต.อ. วินัย พนักงานสอบสวน ต่อมา ร.ต.อ. วินัย ดำเนินการขอหมายจับนายสังคมจากศาล ศาลออกหมายจับให้แก่ ร.ต.อ. วินัย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551 ร.ต.อ. วินัย นำหมายจับไปจับนายสังคมเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 (ในชั้นจับกุมและชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับ ร.ต.อ. วินัยได้ปฏิบัติตามมาตรา 83 และมาตรา 84 ครบถ้วนทุกประการ) และเริ่มทำการสอบสวนสังคมในวันที่จับนายสังคมได้ตามหมายจับ ก่อนเริ่มถามคำให้การ ร.ต.อ. วินัย ถามนายสังคมในวันที่จับนายสังคมได้ตามหมายจับ ก่อนเริ่มถามคำให้การ ร.ต.อ. วินัย ถามนายสังคมว่ามีทนายความหรือไม่ นายสังคมตอบว่าไม่มีแต่ไม่ต้องการทนายความเพราะสำนึกผิดในการกระทำ ร.ต.อ. วินัย จึงแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 134/4 วรรคหนึ่ง ให้ทราบก่อนถามคำให้การหลังจากที่นายสังคมได้ฟังการแจ้งสิทธิดังกล่าว นายสังคมก็ยังยืนยันต่อ ร.ต.อ. วินัยว่าไม่ต้องการทนายความ ร.ต.อ. วินัยจึงถามคำให้การนายสังคมโดยไม่มีทนายความและนายสังคมยอมให้การโดยเต็มใจ ร.ต.อ. วินัยจึงจดคำให้การไว้
ดังนี้ ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ ร.ต.อ. วินัยสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี อันตรายสาหัสคือ…
ธงคำตอบ
มาตรา 134/1 วรรคแรกและวรรคสอง ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การพนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้
ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้
มาตรา 134/2 ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี
มาตรา 134/3 ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
มาตรา 134/4 ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า
(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้
ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 มาตรา 134/2 และมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา (ไม่คำนึงว่าในขณะกระทำความผิดจะมีอายุเท่าใดก็ตาม) ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ กรณีนี้เป็นบทบังคับเด็ดขาดหากผู้ต้องหาไม่มีทนายความและแม้จะไม่ต้องการก็ต้องจัดหาทนายความให้เสมอ (มาตา 134/1 วรรคแรก)
ในส่วนคดีที่มีอัตราโทษจำคุก (ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี) ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้ แต่ถ้าหากผู้ต้องหาไม่ต้องการ ก็ไม่จำต้องจัดหาให้แต่ประการใด (มาตรา 134/1 วรรคสอง)
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ ร.ต.อ. วินัยสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ในขณะที่นายสังคมทำร้ายร่างกายนายทวีได้รับอันตรายสาหัส นายสังคมจะมีอายุ 17 ปี 11 เดือนก็ตาม แต่เมื่อในวันที่ ร.ต.อ. วินัยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายสังคม นายสังคมมีอายุเกิน 18 ปีแล้ว ดังนี้ ก่อนเริ่มถามคำให้การ ร.ต.อ. วินัยจึงมีหน้าที่ต้องถามนายสังคมว่า มีทนายความหรือไม่ หากไม่มีและนายสังคมต้องการทนายความจึงจะจัดหาทนายความให้ ตามมาตรา 134/1 วรรคสอง (กรณีมิใช่มาตรา 134/1 วรรคแรก เพราะนายสังคมมีอายุเกิน 18 ปีแล้ว ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและไม่ใช่กรณีมาตรา 134/2 เนื่องจากนายสังคมมีอายุเกิน 18 ปีในวันทำการสอบสวน) นอกจากนี้ ร.ต.อ. วินัยยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ว่า ร.ต.อ. ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวครบถ้วนทุกประการ เมื่อนายสังคมให้การด้วยความเต็มใจและ ร.ต.อ. วินัย ได้จดคำให้การไว้ ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ ร.ต.อ. วินัยจึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้
สรุป ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ ร.ต.อ. วินัย จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้
LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2552
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2552
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)
ข้อ 1 นายคมถูกพนักงานสอบสวนจับกุมสอบสวนในข้อหาฉ้อโกง นายหนึ่งและนายสอง และทำร้ายร่างกายนายสองได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายคมในข้อหาฉ้อโกงแต่มีคำสั่งฟ้องนายคมในข้อหาทำร้ายร่างกายนายสองได้รับอันตรายสาหัส แล้วยื่นฟ้องนายคม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายคมตามฟ้อง นายคมอุทธรณ์
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ส่วนคดีข้อหาฉ้อโกง นายหนึ่งได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่ง ให้วินิจฉัยว่า
(ก) นายสองมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้นายสองได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เพราะเหตุใด
(ข) นายสองมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่งในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 30 คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้
มาตรา 31 คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้
(ก) วินิจฉัย
กำหนดระยะเวลาการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการนั้นตามมาตรา 30 ได้กำหนดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น กรณีตามอุทาหรณ์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายคมตามฟ้องแล้ว ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 30 ดังนั้น นายสองจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ (ฎ. 392/2512)
(ข) วินิจฉัย
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 30 และ 31 จะเห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้มีการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายสำหรับคดีที่มิใช่วามผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น สิทธิในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานอกจาก 2 กรณีดังกล่าวนี้แล้วย่อมไม่อาจมีได้
ดังนั้นกรณีนี้ เมื่อปรากฏว่านายหนึ่งได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว นายสองจึงต้องร้องเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ไม่ได้ เนื่องจาก กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายด้วยกันไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั่นเอง
สรุป
(ก) นายสองไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
(ข) นายสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่งไม่ได้
ข้อ 2 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยคดีอาญา ฐานขับรถประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหายและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จากเหตุที่นางเจ๋งขับรถประมาทชนรถของนางจิ๋มเสียหาย และนางแจ๋วซึ่งนั่งโดยสารมาในรถของนางจิ๋มได้รับอันตรายสาหัสขาหัก ศาลอาญาพิพากษาลงโทษนางเจ๋ง ตามฟ้อง คดีถึงที่สุด แต่นางเจ๋งไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางจิ๋มและนางแจ๋ว นางจิ๋มและนางแจ่วจึงต่างเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหายโดยนางจิ๋มและนางแจ๋วต่างก็อ้างคำพิพากษาคดีอาญาที่พิพากษาลงโทษนางเจ๋งดังกล่าว ดังนี้ ศาลในคดีแพ่งจะวินิจฉัยคดีของนางจิ๋มและคดีของนางแจ๋วอย่างไร
ธงคำตอบ
มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(4) ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6
มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว การที่จะถือเอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้นั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งศาลได้วินิจฉัยไว้โดยแจ้ง และคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุดแล้ว ประการสำคัญคือ ผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันในคดีแพ่ง จะต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น
คดีของนางจิ๋ม เนื่องจากนางจิ๋มมิใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยในฐานความผิดต่อ พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ จากเหตุที่นางเจ๋งขับรถประมาทชนรถของนางจิ๋มเสียหายตามมาตรา 2(4) เพราะความผิดต่อ พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดี นางจิ๋มย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาแทนนางจิ๋ม คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันนางเจ๋ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลในคดีแพ่งที่นางจิ๋มเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งจึงต้องพิจารณาและฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งใหม่ (ฎ. 1927/2514 , ฎ. 1997/2524 , ฎ. 778/2532)
คดีของนางแจ๋ว นางแจ๋วเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา 2(4) ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 300 พนักงานอัยการจึงอยู่ในฐานะฟ้องคดีอาญาแทนนางแจ๋ว คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงผูกพันนางเจ๋ง และนางแจ๋ว ดังนั้นในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่านางเจ๋งกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางแจ๋วได้รับอันตรายสาหัส จะฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนั้นไม่ได้ (ฎ. 6598/2539)
สรุป ศาลในคดีแพ่งที่นางจิ๋มเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋ง ต้องพิจารณาและฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งใหม่
ส่วนในคดีแพ่งที่นางแจ๋วเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋ง ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่านางเจ๋งกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางแจ๋วได้รับอันตรายสาหัส
ข้อ 3 นายแดงซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนได้ถามชื่อ ที่อยู่แล้ว ก็ได้แจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด หลังจากนั้นก็แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นให้ทราบ เมื่อผู้ต้องหาได้ทราบข้อหาแล้วจึงให้การสารภาพพนักงานสอบสวนจึงรีบบันทึกถ้อยคำรายละเอียดแห่งการรับสารภาพนั้น เพราะกลัวจะบันทึกไม่ทันรายละเอียดแห่งคำรับสารภาพของผู้ต้องหา หลังจากนั้นจึงได้บันทึกเกี่ยวกับการถามเรื่องทนายความ และแจ้งให้ทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ให้การไปแล้วนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการถามปากคำตนได้ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีนี้ต่อศาลและอ้างคำรับสารภาพของผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นศาล
เช่นนี้ คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนนั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นได้เพียงใดหรือไม่
ธงคำตอบ
มาตรา 134/4 ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า
(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 มาตรา 134/2 และมาตา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้
วินิจฉัย
เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ในการถามคำให้การผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า
(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
หากได้ความว่าพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวหรือแจ้งสิทธิดังกล่าวไม่ครบ ถ้อยคำของผู้ต้องหาที่ได้ให้ไว้ ย่อมไม่อาจรับฟังเป้นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้ตามมาตรา 134/4 วรรคแรก (1) (2) ประกอบวรรคท้าย
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า คำสารภาพของนายแดงในชั้นสอบสวนนั้น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายแดงนั้นได้พียงใดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายแดงผู้ต้องหาเข้ามอบตัว ก่อนถามคำให้การพนักงานสอบสวนได้ถามเพียงชื่อ ที่อยู่ และแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นให้นายแดงทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายแดงผู้ต้องหาทราบก่อนถามคำให้การ ดังนั้นถ้อยคำรับสารภาพและรายละเอียดแห่งคำรับสารภาพที่นายแดงให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนนั้น จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายแดงได้ ต้องห้ามตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย (ฎ. 769/2482 , ฎ. 57/2498)
สรุป คำรับสารภาพของนายแดงผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนนั้นจะรับเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดไม่ได้
ข้อ 4 พ.ต.ท. ปวัน และ ร.ต.อ มานเมตต์ พบนายรังสี กำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ พ.ต.อ. ปวัน บอก ร.ต.อ. มานเมตต์ว่า เมื่อสองวันมาแล้วนายรังสีหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตนตามหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ร.ต.อ. มานเมตต์ได้เดินเข้าไปหานายรังสีแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าวกับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายรังสีนำส่งพนักงานสอบสวน
ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ. มานเมตต์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
มาตรา 68 หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน
มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
(3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
วินิจฉัย
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การจับของ ร.ต.อ. มานเมตต์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ ร.ต.อ. มานเมตต์ไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ และหมายจับใช้ไม่ได้เพราะจับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วตามมาตรา 68 ก็ตาม แต่ ร.ต.อ. มานเมตต์ก็มีอำนาจจับผู้ต้องหาได้เนื่องจากมีหลักฐานตามสมควรว่านายรังสีผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าน่าจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายรังสีได้ เพราะนายรังสีกำลังรอขึ้นเครื่องบิน ดังนั้น การจับของ ร.ต.อ. มานเมตต์จึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 78(3) ประกอบมาตรา 66(2)
สรุป การจับของ ร.ต.อ. มานเมตต์ชอบด้วยกฎหมาย
LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2549
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2549
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1
ข้อ 1. สมชายกู้ยืมเงินจากสมบัติ 1,000,000 บาท โดยมอบ น.ส. 3 ก. ให้สมบัติยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้น สมบัติได้ซื้อรถยนต์จากสมชาย โดยตกลงหักกลบลบหนี้กันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่สมบัติยังไม่ยอมคืน น.ส. 3 ก. ให้สมชาย และยังถูกสมบัติมีหนังสือทวงหนี้อีกหลายครั้ง ดังนี้ สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า สมชายและสมบัติมิได้มีหนี้สินใดๆ ต่อกันและขอให้บังคับให้สมบัติส่งคืนเอกสาร น.ส. 3 ก. ที่สมบัติยึดไว้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้
วินิจฉัย
ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ
1. กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง ก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 172
2. กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล เพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจาก ซึ่งกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลได้ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าสมชายและสมบัติมิได้มีหนี้สินใดๆต่อกันได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หนี้สินระหว่างสมชายและสมบัติได้ระงับไปแล้ว กรณีเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สมชายชอบที่จะหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อสมบัติฟ้องสมชายเป็นคดีขึ้นในอนาคต มิใช่เป็นเรื่องที่สมชายจะยื่นฟ้องสมบัติต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าสมชายมิได้มีหนี้สินต่อกันมาก่อนแต่อย่างใด กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วย มาตรา 55 อันจะถือว่าเป็นเรื่องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ หรือจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลแต่ประการใด (ฎ. 3061/2522)
ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลบังคับสมบัติให้ส่งคืน น.ส. 3 ก. ที่สมบัติยึดถือไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสมบัติยึดถือ น.ส. 3 ก. ของนายสมชายไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินต่อมาได้ความว่า สมบัติซื้อรถยนต์จากสมชายโดยตกลงหักกลบลบหนี้กันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่สมบัติยังไม่คืน น.ส. 3 ก. ให้แก่สมชาย ดังนี้ถือเป็นกรณีที่สมชายจะใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ (น.ส. 3 ก.) จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และเมื่อสมบัติไม่ยอมคืนให้ก็ถือได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิของสมชาย ตามมาตรา 55 แล้ว กรณีเช่นนี้ สมชายจึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลบังคับสมบัติให้ส่งคืน น.ส. 3 ก. ได้
สรุป สมชายจะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาสมชายและสมบัติไม่มีหนี้สินใดๆ ต่อกันไม่ได้ แต่ฟ้องขอให้บังคับสมบัติคืน น.ส. 3 ก. ที่ยึดถือไว้ได้
ข้อ 2. โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งโดยอ้างว่า โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกึ่งหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสมปองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับจำเลยดังนี้ ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลย นายสมปองประสงค์จะรักษาสิทธิ์ของตน นายสมปองจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด
(1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ นายสมปองจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนด โดยอ้างว่าโจทก์ก็มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสมปองก็ได้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับจำเลยด้วย จึงเป็นกรณีที่นายสมปองเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ กรณีเช่นนี้ นายสมปองจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในภายหลังได้โดยการยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1)
สรุป นายสมปองมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
ข้อ 3. นายธนพลมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอุบลราชธานี ได้กู้ยืมเงินจากนายณัฐพลที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายเกียรติ์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง นำที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้รายนี้ ต่อมานายธนพลผิดนัดชำระหนี้ ดังนี้ นายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ ฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ จะฟ้องได้ที่ศาลใด และจะฟ้องทั้งสองยังศาลเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา 5 คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อหาก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า นายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ได้ที่ศาลใด เห็นว่า ถ้านายณัฐพลประสงค์จะเรียกเงินกู้ยืมคืน โดยการฟ้องนายธนพล นายณัฐพลสามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นศาลที่นายธนพลมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นประการในเขตศาล ตามมาตรา 4(1)
ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า นายณัฐพลจะฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ได้ที่ศาลใด เห็นว่า การฟ้องบังคับจำนองของนายณัฐพล ถือเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เพราะต้องมีการบังคับแก่ตัวทรัพย์นั้น (ฎ. 3530/2542) กรณีเช่นนี้ โจทก์จึงต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คือ ศาลจังหวัดลำปาง ตามมาตรา 4 ทวิ
และหากนายณัฐพลประสงค์จะฟ้องนายธนพลและนายเกียรติ์ยังศาลเดียวกันศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้น ก็สามารถฟ้องได้ ตามมาตรา 5 เพราะถือว่าคำฟ้องมีหลายข้อหาอันมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน (ฎ. 792/2541)
สรุป ถ้านายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ถ้าฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษหรือศาลจังหวัดลำปาง
และถ้านายณัฐพลจะฟ้องทั้งนายธนพลและนายเกียรติ์ยังศาลเดียวกัน ก็สามารถฟ้องได้ยังศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้น
ข้อ 4. จำเลยเช่าบ้านจากโจทก์ สัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 3 ปี ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาเช่า ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่าโดยไม่มีการสืบพยาน ดังนี้ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาขนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยานเพราะมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ศาลต้องอยู่ในบังคับให้ต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง แต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคแรก ดังนั้น คำพิพากษาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
สรุป คำพิพากษาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
หมายเหตุ คดีฟ้องขับไล่ตามสัญญาเช่าไม่ถือว่าเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการให้เช่าผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เช่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่า และไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีข้อพิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์
LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค1 ปีการศึกษา2550
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2550
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1
ข้อ 1. เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยขอให้ชำระหนี้ จำเลยให้การปฏิเสธโดยมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลหมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย จำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์แถลงคัดค้านว่าจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยเดิมไม่ได้เพราะเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ดังนี้คำแถลงคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ หากฟังไม่ขึ้นศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์ขาดอายุความคำพิพากษาของศาลจะมีผลไปถึงจำเลยด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด
(3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี…
มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
มาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้
(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยโดยตรง หากแต่ศาลได้หมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ตามมาตรา 57(3)(ก) กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 วรรคแรกอันทำให้จำเลยร่วมมีสิทธิยื่นคำให้การโดยการยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ ดังนั้น คำคัดค้านของโจทก์ในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 22527/2525)
ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำให้การโดยยกอายุความเป็นข้อต่อสู้
และศาลพิจารณาแล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้จะมีผลไปถึงจำเลยลูกหนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยต่อศาลขอให้ชำระหนี้และผู้ค้ำประกันก็ได้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว ซึ่งต้องรับผิดเมื่อจำเลยลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นคู่ความในคดีเดียวกัน เมื่อได้ความว่าจำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องของอายุความไว้ กรณีเช่นนี้ถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้กระทำโดยจำเลยร่วมให้ถือว่าได้กระทำโดยจำเลยด้วย ตามมาตรา 59(1) เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ทั้งนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม ดังนั้น การที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้มีผลถึงลูกหนี้ด้วย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 6246/2540, ฎ. 839/2535)
สรุป คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 2. พอลคนอังกฤษสมรสกับระรินคนไทย และมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาพอลได้พาระรินไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ พอลได้ตกลงซื้อคอนโดมิเนียมตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษจากจิมมี่คนอังกฤษโดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันที่ประเทศอังกฤษในวันทำสัญญาจะซื้อขาย พอลได้วางเงินมัดจำไว้ 1 ล้านบาท ถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม จิมมี่ผิดนัดไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้พอล พอลและระรินได้กลับมาเที่ยวในประเทศไทยพบจิมมี่ขับเรือยอร์ช มาจอดอยู่ที่ท่าเรือจังหวัดภูเก็ตประเทศไทย พอลประสงค์จะฟ้องเรียกมัดจำคืนจากจิมมี่ตามสัญญาจะซื้อขายคอนโดมิเนียมยังศาลไทยจะฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา 4 ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พอลจะฟ้องจิมมี่เรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียม การฟ้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฟ้องให้บังคับตัวจำเลย อันถือเป็นหนี้เหนือบุคคลไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับตัวทรัพย์ คือ คอนโดมิเนียม จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 4 ทวิ (ฎ. 683/2534) กรณีเช่นนี้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 4(1) ที่ว่า คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วได้ความว่า จิมมี่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีก็มิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 4(1) เช่นเกี่ยวกัน
และแม้จะได้ความว่า จิมมี่มีเรือยอร์ชอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อันถือเป็นทรัพย์ที่อาจถูกบังคับคดีได้ กรณีเช่นนี้พอลก็ไม่สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ได้เช่นกันเนื่องจากพอลมิได้มีสัญชาติได้และภูมิลำเนาก็มิได้อยู่ในประเทศไทย กรณีจึงบังคับตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรก ไม่ได้ และเมื่อบังคับตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรกไม่ได้ แม้จิมมี่จะมีทรัพย์ที่อาจถูกบังคับคดีอยู่ในราชอาณาจักร ก็ไม่อาจจะเสนอคำฟ้องต่อศาลตามมาตรา 4 ตรี วรรคสองได้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบหลักกฎหมายข้างต้น พอลจึงไม่สามารถฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนจากจิมมี่ตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อศาลไทยได้เลย
สรุป พอลจะฟ้องจิมมี่ยังศาลไทยไม่ได้
ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับฝากสินค้าปุ๋ยของโจทก์ไว้ในคลังสินค้าของจำเลย จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังและฝีมือเพื่อสงวนรักษาปุ๋ยของโจทก์เหมือนเช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติเป็นเหตุให้ปุ๋ยของโจทก์ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าได้ใช้ความระมัดระวังดูแลแล้วจำเลยไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์จำนำสินค้าที่ฝากไว้กับจำเลยแต่โจทก์ไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนี้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
มาตรา 179 วรรคท้าย แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกัน
วินิจฉัย
ในการพิจารณาว่าเป็นฟ้องแย้งหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าคำฟ้องดังกล่าวประกอบด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้หรือไม่
1. ต้องมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่
2. ต้องมีฟ้องเดิม
3. ฟ้องแย้งนั้นเกี่ยวกับฟ้องเดิม
กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับฝากสินค้าปุ๋ยของโจทก์ไว้ในคลังสินค้าของจำเลยแล้วไม่สงวนรักษาเช่นวิญญูชนจนปุ๋ยเสียหายขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงถือว่าฟ้องเดิมเป็นเรื่องความรับผิดของผู้รับฝากทรัพย์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องโจทก์ผิดสัญญาจำนำ แม้จะได้ความว่าทรัพย์ที่รับฝากและทรัพย์ที่จำนำและเป็นทรัพย์รายเดียวกันก็ตามแต่เมื่อมูลเหตุอันเป็นรากฐานในการก่อให้เกิดการโต้แย้งสิทธิหรือมูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้รับผิดตามฟ้องและฟ้องแย้งนั้น ต่างอาศัยมูลเหตุของสัญญาต่างกัน กรณีเช่นนี้ จึงถือว่าฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ทั้งฟ้องแย้งเกี่ยวกับจำนำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังการฝากทรัพย์แล้วจึงไม่เกี่ยวพันกัน อันพอที่จะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตามมาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา (ฎ. 2864/2541)
สรุป ศาลชั้นต้นชอบจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อ 4. โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยปลูกสร้างในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลยกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีอ้างว่าที่ดินที่โจทก์และจำเลยพิพาทกันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องให้โจทก์และจำเลยอาศัยทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่โจทก์และจำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดให้ผู้ร้องชนะคดี โดยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องแล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสั่งให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบโดยกำหนดวันนัดสืบพยานพร้อมกันทุกคดีถึงวันสืบพยานโจทก์จำเลยและผู้ร้องสอดไม่มาศาล ศาลสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ดังนี้คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง วรรคสี่และวรรคห้า เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา
ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์
มาตรา 200 วรรคแรก ภายใต้บังคับมาตรา 198 ทวิและมาตรา 198 ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา
มาตรา 201 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1) ในฐานะโจทก์ โจทก์และจำเลย (เดิม) จึงตกเป็นจำเลยในคดีร้องสอด ซึ่งต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลย (เดิม) ยื่นคำให้การ ส่วนโจทก์ (เดิม) ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดได้ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำร้องสอดแล้วเห็นว่ามีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบ เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง
ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลย และผู้ร้องสอดไม่มาศาล กรณีเช่นนี้ คำสั่งศาลที่สั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น แยกพิจารณาดังนี้
ในคดีเดิมระหว่างโจทก์และจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 201 ประกอบมาตรา 200 วรรคแรก เพราะเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา และคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลย (เดิม) ที่ยื่นคำให้การก็ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 201 ประกอบมาตรา 200 วรรคแรก เช่นกัน
ส่วนคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์เดิม (เดิม) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีร้องสอดนั้น เมื่อได้ความว่า โจทก์ (ผู้ร้องสอด) ไม่มาศาลในวันสืบพยาน กรณีเช่นนี้ ถือว่าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคห้า ทั้งการที่โจทก์ (เดิม) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีร้องสอดขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานก็จะถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสี่ ที่ว่า ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา ดังนั้น การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีในส่วนนี้ ตามมารตรา 201 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิใช่กรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา
สรุป คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย เฉพาะคดีเดิมระหว่างโจทก์และจำเลยและคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลย
ส่วนคดีผู้ร้องสอดกับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 ภาค 2 ปีการศึกษา 2550
การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2550
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนน
ข้อ 1. เด็ดดวงเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่แสวงจำเลยให้ออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาทพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แสวงจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เด็ดดวงเป็นโจทก์ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ ก่อนสืบพยาน วงษ์ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของแสวงจำเลย ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องได้แสวงจำเลยเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงขอเข้ามาเป็นจำเลย เพื่อสงวนสิทธิของผู้ร้องโดยจะยื่นคำให้การต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เด็ดดวงโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า วงษ์ผู้ร้องจะใช้สิทธิในทางที่ขัดกับสิทธิที่แสวงจำเลยเดิมมีอยู่ไม่ได้ เมื่อจำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องของผู้ร้อง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้น จะสั่งคำร้องของวงษ์อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด
(1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น
มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องวงษ์ว่าอย่างไร เห็นว่า การที่วงษ์ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของผู้ร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือ บังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงเป็นเรื่องที่วงษ์ร้องสอดตั้งข้อพิพาทเข้ามาเพื่อต่อสู้คดีกับเด็ดดวงโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1) วงษ์ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องตามมาตรา 58 วรรคแรก ข้อห้ามตามมาตรา 58 วรรคสองจึงนำมาใช้บังคับกับวงษ์ผู้ร้องไม่ได้ ดังนั้นแม้แสวงจะขาดนัดยื่นคำให้การวงษ์ผู้ร้องสอดก็มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความและมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ (ฎ. 797/2515) เพราะกฎหมายให้สิทธิผู้ร้องสอดสามารถใช้สิทธินอกเหนือจากสิทธิของจำเลยได้ ในกรณีนี้ หากข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงฟังไม่ขึ้น
สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงฟังไม่ขึ้น
ข้อ 2. ขาวมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทรถไทย จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขาวได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรี โดยมีแดงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของขาว จากนั้น บริษัทรถไทย จำกัด ได้ส่งสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวไปให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงนามที่สำนักงานใหญ่ ต่อมาขาวผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ชำระค่างวดตามกำหนด บริษัทรถไทย จำกัด จะฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
มาตรา 5 คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดีถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้
วินิจฉัย
ในกรณีสัญญาเช่าซื้อซึ่งต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ถ้าผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญาไม่พร้อมกันและต่างสถานที่กัน กรณีเช่นนี้ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นสองแห่ง มูลคดีสัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นทั้งสถานที่ที่ผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญา
กรณีตามอุทาหรณ์ บริษัทรถไทย จำกัด จะฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เห็นว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้ขาวจะลงลายมือชื่อในฐานผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีลายมือชื่อของผู้ให้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง เมื่อได้ความว่า มีการส่งสัญญาเช่าซื้อไปให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรถไทย จำกัด ลงลายมือชื่อในสัญญาในนามผู้ให้เช่าซื้อที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า สำนักงานใหญ่ของบริษัทรถไทย จำกัดเป็นสถานที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย ดังนั้น เมื่อสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในเขตศาลของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ บริษัทรถไทย จำกัด จึงสามารถฟ้องขาวที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ ตามมาตรา 4(1)
สำหรับนายแดงผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเมื่อขาวลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ อันถือว่าเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน บริษัทรถไทย จำกัด จึงฟ้องแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้เช่นเดียวกัน ตามมาตรา 5 (ฎ. 2586/2540)
สรุป บริษัทรถไทย จำกัด จึงฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้
หมายเหตุ ในกรณีนี้ถ้าแดงลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วบริษัทรถไทย จำกัด ประสงค์จะฟ้องแดงผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทฯ ต้องฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะมูลคดีตามสัญญาค้ำประกันเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จะฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ได้ (ฎ. 6936/2539)
ข้อ 3. ในคดีแพ่งสามัญคดีหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความทั้งหมดมาศาล จำเลยที่ 4 แถลงรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลจึงได้จดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลได้สืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสาม โดยเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าของจำเลยทั้งสาม และถือว่ารายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 จึงได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ท่านเห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 4 ชอบด้วยหลักกฎหมายในเรื่องขาดนัดหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 48 วรรคแรก ในคดีทุกเรื่อง ให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่นๆของศาลไว้ทุกครั้ง…
มาตรา 67 วรรคแรก เมื่อประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติว่า เอกสารใดจะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง (เช่น คำคู่ความที่ทำโดยคำฟ้องคำให้การหรือคำร้องหรือคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หมายเรียกหรือหมายอื่นๆ สำเนาคำแถลงการณ์ หรือสำเนาพยานเอกสาร ฯลฯ) เอกสารนั้นต้องทำขึ้นให้ปรากฏข้อความแน่ชัดถึงตัวบุคคล…
มาตรา 198 วรรคแรก และวรรคสอง ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด
ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4
เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตามมาตรา 198 วรรคแรก แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ ตามมาตรา 198 วรรคสอง
ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎ. 911/2548)
สรุป การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในส่วนของจำเลยที่ 4 ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การ
ข้อ 4. นายเงินซื้อสินค้าจากนายทองราคา 500,000 บาท ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 10 งวด ๆ ละ 50,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 จนกว่าจะครบ ต่อมานายเงินผิดนัด ไม่ชำระราคางวดที่ 4 และ 5 นายทองจึงยื่นฟ้องแล้วนายเงินได้ชำระราคาสินค้างวดที่ 6 และ 7 ต่อจากนั้น นายเงินก็ไม่ชำระราคาที่เหลือ ระหว่างพิจารณาคดีแรกนายทองได้ยื่นฟ้องนายเงินเป็นคดีที่สอง เพื่อเรียกราคาสินค้าสำหรับงวดที่ 8 ถึง 10 ก่อนวันชี้สองสถาน 10 วัน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเปลี่ยนชื่อนายเงิน จำเลย เป็นบริษัทเงิน จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทเงิน จำกัด เป็นชื่อในทางการค้าหรือนามแฝงหรือฉายาของนายเงิน นายเงินให้การต่อสู้ว่า ฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรก และคัดค้านการขอแก้คำฟ้องของนายทองท่านเห็นว่าคำให้การของนายเงินฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้
(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น
มาตรา 179 วรรคแรก โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงกันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องคดีก่อนและฟ้องคดีนี้ ต่างอ้างว่านายเงินผิดสัญญาซื้อขายฉบับเดียวกันก็ตามแต่จำนวนหนี้ที่นายทองฟ้องขอให้บังคับนายเงินชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละจำนวนกัน กล่าวคือ ฟ้องคดีก่อนนายทองขอบังคับให้จำเลยชำระค่าสินค้ารวม 100,000 บาท ที่นายเงินต้องผ่อนในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ส่วนฟ้องคดีนี้นายทองขอให้บังคับนายเงินชำระสินค้าที่ต้องผ่อน งวดที่ 8 ถึง 10 อีกทั้ง ราคาสินค้างวดที่ 8 ถึงงวดที่ 10 ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่นายทองฟ้องคดีแรก ฟ้องคดีหลังของนายทองจึงไม่ใช่ฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีแรก จึงไม่ใช่ฟ้องซ้อน ตามมาตรา 173(1) คำให้การของนายเงินในกรณีจึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 5867/2544)
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่าโดยหลักแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ตามาตรา 179 ต้องเป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลย โดยการเพิ่มหรือการลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนตัวจำเลยหรือเพิ่มตัวจำเลย ซึ่งเป็นตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามมาตรา 67 ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า นายทองฟ้องนายเงินเป็นจำเลย ในคดีนี้มาตั้งแต่แรกโดยบรรยายฟ้องว่า นายเงินเป็นบุคคลธรรมดา แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า นายทองไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลย การที่นายทองโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอแก้ชื่อนายเงินจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทเงิน จำกัดนั้น ซึ่งเป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นเรื่องที่จะขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามมาตรา 179 กรณีเช่นนี้ ศาลต้องสั่งยกคำร้องของนายทอง คำคัดค้านของนายเงินฟังขึ้น (ฎ. 3844/2535)
สรุป คำให้การของนายเงินฟังไม่ขึ้น ส่วนคำคัดค้านของนายเงินฟังขึ้น
LW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2550
การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2550
ข้อสอบกระบวนวิชา LW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้
วินิจฉัย
ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำเสนอคดีต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ
1. กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 172
2. กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล เพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลได้ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)
กรณีตามอุทาหรณ์ ข้าพเจ้าจะแนะนำนายธนพลว่า นายธนพลยังไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลได้ เพราะยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่านายธนทรัพย์ได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดอันถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของนายธนพล กล่าวคือ นายธนทรัพย์ผู้จะขายยังมิได้ผิดสัญญาจะซื้อขายจดทะเบียนโอนที่ดินให้บุคคลอื่นไป อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามกฎหมายสารบัญญัติแล้วก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น นายธนพลจะใช้สิทธิทางศาลได้แต่อย่างใด เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคู่สัญญาทำสัญญาตกลงกัน และมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วน หาจำต้องให้ศาลมีคำสั่งว่าสัญญาจะซื้อขายมีผลบังคับตามกฎหมายอีกไม่ ดังนั้นในกรณีนี้นายธนพลจึงไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย และไม่อาจใช้สิทธิทางศาลให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวได้ ตามมาตรา 55
สรุป ข้าพเจ้าจะแนะนำนายธนพลว่า นายธนพลยังไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลหรือใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวได้
ธงคำตอบหลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด(3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี…มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมมาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งทำได้โดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่นๆด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยโดยตรง หากแต่ศาลได้หมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ตามมาตรา 57(3) (ก) กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 วรรคแรก อันทำให้จำเลยร่วมมีสิทธิยื่นคำให้การโดยยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ ดังนั้น คำคัดค้านของโจทก์ในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 2527/2525)
ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำให้การยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ และศาลพิจารณาแล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้จะมีผลไปถึงจำเลยลูกหนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยต่อศาลขอให้ชำระหนี้และผู้ค้ำประกันก็ได้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว ซึ่งต้องรับผิดเมื่อจำเลยลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นคู่ความในคดีเดียวกัน เมื่อได้ความจำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องของอายุความไว้ กรณีเช่นนี้ถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้กระทำโดยจำเลยร่วมให้ถือว่าได้กระทำโดยจำเลยด้วย ตามมาตรา 59(1) เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ทั้งนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม ดังนั้น การที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้มีผลถึงลูกหนี้ด้วย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 6246/2540, ฎ. 839/2535)
สรุป คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 3. นายไทยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พบกับนายจอห์นสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่นิวยอร์ก และได้ตกลงเช่าซื้ออาคารชุดของนายจอห์น ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อนายไทยได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จึงขอให้นายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวให้กับนายไทย แต่นายจอห์นไม่ดำเนินการ ดังนี้ นายไทยประสงค์จะฟ้องต่อศาลไทย ขอให้บังคับนายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวแก่นายไทย จะฟ้องต่อเขตศาลใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
วินิจฉัย
ตามมาตรา 4 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เมื่อเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ในการเสนอคำฟ้องต่อศาลอาจเสนอโดย
1.) ศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาล กรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม หรือ
2.) ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายไทยประสงค์จะฟ้องต่อศาลไทยขอให้บังคับนายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวให้แก่นายไทย ถือว่าเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ (ฎ, 1115/2523) จึงอยู่ในบังคับมาตรา 4 ทวิ กรณีเช่นนี้นายไทยจึงสามารถฟ้องนายจอห์นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันถือว่าศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจอห์นจะมีสัญชาติใดก็ตาม
สรุป นายไทยสามารถฟ้องนายจอห์นให้โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวแก่นายไทยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้
ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมแหวนเพชร 1 วง ราคา 5,000,000 บาท ของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งคืน ขอบังคับให้จำเลยคืนแหวนเพชรแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่ามีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยคืนแหวนเพชรให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทรัพย์ที่พิพาทมีราคาสูงศาลยังไม่ได้สืบพยานหลักฐานโจทก์ก่อนวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยยืมแหวนเพชรแล้วไม่ส่งคืน ขอบังคับให้จำเลยคืนแหวนเพชรให้แก่โจทก์ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีได้โดยไม่สืบพยานเพราะคำฟ้องดังกล่าวมิใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัว หรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ที่ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง แต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายศาลจึงมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคแรก ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทรัพย์ที่พิพาทมีราคาสูงศาลยังไม่ได้สืบพยานหลักฐานโจทก์ก่อนวินิจฉัยชี้ขาด จึงฟังไม่ขึ้น
สรุป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 ซ่อม 1/2551
การสอบซ่อมภาค 1 ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3005 (LA 305),(LW 306) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์โดยประมาทในทางการที่จ้างชนโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 หากการพิจารณาให้จำเลยที่ 2 แพ้คดี จำเลยที่ 2 มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความตามคำร้องขอของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57
วินิจฉัย
ตามปัญหาจำเลยที่ 2 ร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นการ ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความด้วยถูกหมายเรียกตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) แต่ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความจะต้องเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่โจทก์จำเลยในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลย จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นคู่ความ แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นคู่ความอยู่เพราะศาลยังต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
ดังนั้นถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะไม่ออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความตามคำร้องขอของจำเลยที่ 2
ข้อ 2. วรเดชตกลงซื้อที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีจากปัญญามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอยุธยาเพื่อก่อสร้างโรงงานโดยในสัญญาจะซื้อขายมีข้อตกลงกันว่าวรเดชได้ว่าจ้างปัญญาก่อสร้างโรงงานและจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ปัญญาผิดสัญญาวรเดชบอกเลิกสัญญาและประสงค์จะฟ้องปัญญาให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหาย วรเดชจะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และ 4 ทวิ
วินิจฉัย
ตามปัญหาวรเดชผู้ซื้อที่ดินอ้างว่าปัญหาผู้ขายที่ดินผิดสัญญาไม่ก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา วรเดชจึงบอกเลิกสัญญาและประสงค์จะฟ้องเรียกค่ามัดจำคืน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ ต้องบังคับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) วรเดชชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล
ดังนั้น วรเดชต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จังหวัดอยุธยา อันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
ข้อ 3. เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดินขอให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ยังค้างชำระราคาที่ดินจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อเกิดจากการฉ้อฉลและสำคัญผิดเป็นโมฆะขอให้เพิกถอนโจทก์จากผู้ถือกรรมสิทธิ์และริบมัดจำ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ยอดได้เป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลย อ้างว่าจำเลยตกลงซื้อที่ดิน โจทก์ชำระเงินวันทำสัญญาบางส่วน โจทก์ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อแล้วจะชำระราคาส่วนที่เหลือให้โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระราคาที่ดิน ที่ค้างแก่โจทก์ ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1 (3) และ 173 วรรคสอง (1)
วินิจฉัย
ตามปัญหา เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยขอให้รังวัดแบ่งแยกที่ดินที่เอกซื้อจากยอด ยอดให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ยังค้างชำระราคาที่ดินที่จำเลยให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อเกิดจากการฉ้อฉลและสำคัญผิดเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนโจทก์จากผู้ถือกรรมสิทธิ์และริบมัดจำ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ยอดได้เป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลย อ้างว่าเอกซื้อที่ดินจากยอดแล้วไม่ชำระราคาที่ค้าง ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ คดีที่ยอดเป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกับคดีที่เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยและอยู่ในระหว่างพิจารณา ยอดเป็นโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อนและฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1(3) จำเลยฟ้องแย้งได้กลับฐานะเป็นโจทก์ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องแย้งในคดีก่อนและโจทก์เป็นคนเดียวกัน ข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เพราะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)
ดังนั้น ศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นฟ้องซ้อน
ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์มีมูลไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการสืบพยาน ส่วนโจทก์กับจำเลยที่ 2 ศาลแจ้งกำหนดวันนัดสืบพยานให้ทราบแล้วโดยชอบ ถึงกำหนดวันนัดสืบพยาน โจทก์และทนายไม่มาศาลมาแต่จำเลย จำเลยขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ดังนี้ คำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยที่ 1 ขาดนัด และคำสั่งจำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง, มาตรา 200 และมาตรา 202
วินิจฉัย
ตามปัญหา เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้วการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ในบังคับ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรค 1 และวรรคสอง เมื่อศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์มีมูลไม่ขัดต่อกฎหมาย ก่อนศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีศาลต้องสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพราะคดีนี้เป็นการพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ โดยโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินจำเลยมาปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หากศาลพิพากษาชี้ขาดไปโดยไม่มีการสืบพยานจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต้องพิจารณาคดีไปอย่างธรรมดา เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 และเมื่อจำเลยขอให้ศาลยกฟ้องหมายถึงจำเลยประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 202
สรุป คำพิพากษาศาลที่ชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน