LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551
 
ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 
 
คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ
ข้อ 1. นางพิมมีบุตร 1 คน ชื่อนายเพชร อายุ 25 ปี  นางพิมยังได้จดทะเบียนรับนางสาวพลอย อายุ 16 ปี เป็นบุตรบุญธรรมอีกหนึ่งคน  นางสาวพลอยถูกนายเข้มขับรถยนต์โดยประมาทชนถึงแก่ความตาย
 
นางพิมยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายเข้มฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวพลอยถึงแก่ความตาย  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล  ประทับฟ้อง  คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์  ปรากฏว่านางพิมป่วยถึงแก่ความตายไปเสียก่อน
 
นายเพชรเป็นทายาทที่มีเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางพิม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอรับมรดกความทางอาญาเข้ามาดำเนินคดีนายเข้มแทนนางพิมต่อไป ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายเพชรว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด
 
ธงคำตอบ
 
หลักกฎหมาย          ป.วิ.อาญา มาตรา  2 (4),  5 (1),  28, 29
 
วินิจฉัย   การที่นางสาวพลอยอายุ 16 ปี  ถูกนายเข้มขับรถยนต์โดยประมาทชนถึงแก่ความตาย นางสาวพลอยเป็นบุตรบุญธรรมของนางพิม  นางพิมจึงมีอำนาจจัดการแทนด้วยการฟ้องคดีอาญา  ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4), 5 (1), 28
เมื่อนางพิมยื่นฟ้องคดีแล้วตายลง  นายเพชรอายุ 25 ปี บุตรของนางพิม แม้จะเป็นผู้สืบสันดานที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ไม่สามารถเข้ามารับมรดกความทางอาญาดำเนินคดีนายเข้มแทนนางพิม  เพราะการรับมรดกความทางอาญา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 29  ต้องเป็นกรณีผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องแล้วตาย    แต่กรณีนี้ นางพิมที่ยื่นฟ้องแล้วตายนั้นไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง  เป็นเพียงผู้มีอำนาจจัดการแทน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (1)  เท่านั้น
 
ดังนั้น  ศาลต้องยกคำร้องของนายเพชร
 
ข้อ 2.  พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนกรณีนายศิรพงษ์ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฆ่านายประสงค์   แต่เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานจากการสอบสวนแล้ว เห็นว่าคดีมีหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายศิรพงษ์ ต่อมานายกมลบิดาของนายประสงค์ได้ดำเนินการฟ้องนายศิรพงษ์ในความผิดฐานฆ่านายประสงค์ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นายศิรพงษ์ได้ทำการตกลงกับนายกมลโจทก์ยอมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่นายกมลจนเป็นที่พอใจ โดยนายกมลตกลงจะช่วยเหลือนายศิรพงษ์ด้วยการดำเนินคดีไปในทางที่ให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการได้ทราบถึงเรื่องดังกล่าวจึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายกมล แต่นายศิรพงษ์คัดค้านว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์เพราะพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องตนมาแล้ว ดังนี้พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้หรือไม่
 
ธงคำตอบ
 
หลักกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 31 คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้
 
                มาตรา 32 เมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของอัยการเสียหาย โดยกระทำหรือละเว้นกระทำลงใดๆ ในกระบวนพิจารณา พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้นๆได้
 
 มาตรา 34 คำสั่งไม่ฟ้องคดี หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่
 
                มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้…
 
                มาตรา 147 เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีกเว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้
 
                วินิจฉัย
 
การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องเป็นเพียงกรณีที่พนักงานอัยการพิจารณาเห็นว่า ในขณะนั้นยังไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในศาลเพื่อความยุติธรรม จึงต้องมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปก่อน แต่คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องของพนักงานอัยการไม่ทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากในโอกาสต่อไปได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีที่น่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ก็สามารถสอบสวนและฟ้องผู้ต้องหาในเรื่องเดียวกันเพื่อพิสูจน์ความผิดและเพื่อให้ศาลพิจารณาลงโทษได้อีกภายในอายุความ ตามมาตรา 147
 
                คดีนี้แม้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายศิรพงษ์แล้ว แต่เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่านาย
 
กมลจะดำเนินคดีไปในทางที่ทำให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินคดีของรัฐ พนักงานอัยการก็สามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่นายกมลเป็นโจทก์ฟ้องนายศิรพงษ์เรื่องเดียวกันตามมาตรา 31 เพื่อดำเนินการมิให้นายกมลกระทำเสียหายแก่คดีตามมาตรา 32 ได้
 
ดังนั้นพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้
 
ข้อ 3.       ร.ต.ต.โกสินทร์ขับรถออกตรวจท้องที่เวลาสามทุ่ม เห็นนายโสภณยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายพนมซึ่งทั้ง     นายโสภณและนายพนมอยู่ภายในบ้านของนางมะลิ  ร.ต.ต.โกสินทร์จึงเข้าไปทำการจับนายโสภณในบ้านของนางมะลิทันทีโดยที่ไม่มีหมายจับและหมายค้น
 
ดังนี้การที่ ร.ต.ต.โกสินทร์เข้าไปจับนายโสภณในบ้านของนางมะลิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด
 
ธงคำตอบ
หลักกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่
(1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80
 
มาตรา 80 วรรคแรก ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยได้เลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ
 
มาตรา 81 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะ
 
ได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน
 
มาตรา 92 ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล เว้นแต่
 
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นและในกรณีดังต่อไปนี้
 
                (2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
 
                มาตรา 96 การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้
 
                (2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งหรือซึ่งมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
 
วินิจฉัย
 
การจับของ ร.ต.ต.โกสินทร์เป็นการจับในที่รโหฐานในเวลากลางคืน(เนื่องจากตามปัญหาการกระทำความผิดเกิดเวลาสามทุ่ม) ซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้ต้องมีอำนาจในการจับโดยมีหมายจับหรืออำนาจที่กฎหมายให้ทำการจับได้โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐานคือมีอำนาจในการค้นโดยมีหมายค้นหรือมีอำนาจที่กฎหมายให้ทำการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย รวมถึงจะต้องมีอำนาจที่จะเข้าไปทำการค้นในที่รโหฐานในเวลากลางคืน
 
                การที่ ร.ต.ต.โกสินทร์ เห็นนายโสภณยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายพนม การกระทำของนายโสภณเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายพนม (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80)  เมื่อ ร.ต.ต.โกสินทร์เห็นการทำดังกล่าวจึงมีอำนาจในการจับเนื่องจากเป็นความผิดซึ่งหน้า(ประเภทความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงกรณีเห็นบุคคลกำลังกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 80) และตามปัญหาเป็นกรณีนายโสภณกระทำความผิดซึ่งหน้า(ร.ต.ต.โกสินทร์)ในบ้านของนางมะลิซึ่งเป็นที่รโหฐาน จึง
 
ถือว่า ร.ต.ต.โกสินทร์ได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐานคือมีอำนาจในการค้นแล้ว (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 92 (2)) และตามปัญหาถือเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งซึ่ง จะทำการค้นในที่รโหฐานเวลากลางคืนก็ได้ เนื่องจากหาก ร.ต.ต.โกสินทร์ไม่เข้าไปขณะนั้น (เวลาสามทุ่ม) นายพนมอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ ร.ต.ต.โกสินทร์จึงสามารถเข้าไปทำการจับ   นายโสภณในบ้านของนางมะลิได้
 
                ดังนั้นการที่ ร.ต.ต.โกสินทร์เข้าไปจับนายโสภณในบ้านของนางมะลิชอบด้วยกฎหมาย
 
ข้อ 4.       นายฤทธิไกรอายุ 35 ปี ยืมรถจักรยานยนต์ของนายศรัณยูไปทำธุระแล้วยักยอกไปขายให้แก่นายสันติ นายศรัณยูทราบเรื่องจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อ
 
พ.ต.ต.สมยศพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว เพื่อให้ดำเนินคดีแก่นายฤทธิไกรข้อหายักยอก ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายฤทธิไกรได้ตามหมายจับ โดยในการจับเจ้าพนักงานผู้ทำการจับได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุมแล้วนำตัวนายฤทธิไกรไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน พ.ต.ต.สมยศแจ้งข้อหาแก่นายฤทธิไกรว่ายักยอกรถจักรยานยนต์ของนายศรัณยู แล้วได้ทำการสอบสวน (โดยก่อนเริ่มถามคำให้การพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/1-134/4 ครบถ้วนทุกประการ) หลังการสอบสวนเสร็จข้อเท็จจริงได้ความตามทางสอบสวนว่า นายฤทธิไกรยักยอกรถจักรยานยนต์ของนายศรัณยูไปนอกจากนี้นายฤทธิไกรยังช่วยเหลือนายโอฬารนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายศรัณยูซึ่งถูกนายโอฬารลักมาไปขายที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งอีกด้วย  พ.ต.ต.สมยศจึงสรุปสำนวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องนายฤทธิไกรข้อหายักยอกรถจักรยานยนต์ของนายศรัณยูและข้อหารับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายศรัณยูอีกหนึ่งข้อหา
 
ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องนายฤทธิไกรในข้อหารับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ    นายศรัณยู หรือไม่ เพราะเหตุใด
 
ธงคำตอบ
 
หลักกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
 
มาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา… แจ้งข้อหาให้ทราบ
 
วินิจฉัย
 
เมื่อ พ.ต.ต.สมยศแจ้งข้อหาแก่นายฤทธิไกรแต่เพียงว่ายักยอกรถจักรยานยนต์ของนายศรัณยูซึ่งไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของนายฤทธิไกรที่ช่วยเหลือนายโอฬารนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายศรัณยูที่ถูกนายโอฬารลักมาไปขายอันเป็นความผิดฐานรับของโจร การที่ พ.ต.ต.สมยศสอบสวนและสรุปสำนวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องนายฤทธิไกรข้อหารับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกหนึ่งข้อหาหนึ่งแก่นายฤทธิไกร โดยไม่ได้แจ้งข้อหาดังกล่าวแก่นายฤทธิไกร จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนายฤทธิไกรในข้อหาดังกล่าวตามมาตรา 120 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2521 ประชุมใหญ่)
 
ดังนั้นพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนายฤทธิไกรในข้อหารับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายศรัณยู

LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ           

ข้อ 1.       นายหนึ่งขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ทั้งยังขับรถยนต์ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนนายสองถึงแก่ความตาย ระหว่างพนักงานสอบสวนสอบสวนคดีนี้ นางสายภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสองยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย คดีอยู่ระหว่างศาลไต่สวนมูลฟ้อง

ต่อมาเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งข้อหาขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย ส่วนนางสายเมื่อทราบว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายหนึ่งแล้ว จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องต่อศาล ศาลอนุญาต

นายสักบิดาตามความเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายของนายสองทราบเรื่อง จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายสักว่าอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย          ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4),  5 (2),  30, 36                  

วินิจฉัย

ข้อหาขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

                ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 30   ผู้ที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจะต้องเป็นผู้เสียหาย  ซึ่งความผิดข้อหาขับขี่รถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นความผิดอาญาต่อรัฐ  รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย  ทั้งนายสองและนายสัก ต่างไม่ใช่ผู้เสียหาย  นายสักจึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในความผิดข้อหานี้ไม่ได้ 

                ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสองถึงแก่ความตาย

                แม้ว่านายสักถือได้ว่าเป็นผู้บุพการี มีอำนาจจัดการแทนนายสอง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2)  แต่เมื่อนางสายภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสอง  ได้จัดการฟ้องคดีแทนนายสองและได้ถอนฟ้องแล้ว  ซึ่งผลของการถอนฟ้องทำให้ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่  ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 36  ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นนี้มีผลกระทบถึงนายสักด้วยเมื่อนายสักฟ้องคดีนี้ไม่ได้  ก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น  ศาลต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องของนายสัก

 

ข้อ 2.       นายแดงกับพวกอีก 5 คน ได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ในทะเลหลวงที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องรับโทษในราชอาณาจักร ต่อมานายแดงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่ในเขตอำนาจจับได้ และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรดังกล่าว ทำการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนพยานไปได้ 3 ปาก ได้รวมสำนวนไว้ และได้แจ้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อสั่งการ ต่อมาอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายให้อัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนคดีนี้แทน ทางอัยการจังหวัดดังกล่าว จึงรับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวมาทำการสอบสวนต่อไป และสอบพยานได้อีก 6 ปาก โดยไม่มีพนักงานสอบสวนดังกล่าวเข้าร่วมสอบสวนด้วย แล้วได้รวบรวมสำนวนการสอบสวนพร้อมทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด  เช่นนี้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายเพียงใด หรือไม่

ธงคำตอบ

อ้าง วิ.อาญา มาตรา 20

กรณีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ทำการสอบสวนพยาน 3 ปาก   ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นระหว่างรอคำสั่งของอัยการสูงสุด  เพราะเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งนายแดงผู้ต้องหาถูกจับอยู่ในเขตอำนาจ  ตามมาตรา 20 วรรคห้า  จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับกรณีที่อัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำการสอบสวนพยานอีก 6 ปาก ก็เนื่องจากอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นพนักงานอัยการที่สามารถรับผิดชอบทำการสอบสวนได้ตามลำพังโดยไม่ต้องมีพนักงานสอบสวนดังกล่าวร่วมสอบสวนด้วย  การสอบสวนของอัยการจังหวัดดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่ออัยการจังหวัดดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนย่อมสามารถรวบรวมการสอบสวนและทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุดได้ตามมาตรา 20 วรรคแรก,  วรรคสาม  และวรรคท้าย

ดังนั้น  การสอบสวนของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ข้อ 3.       นางกุ๊กนำขนมใส่กล่องไปให้นางไก่เป็นสินน้ำใจเพื่อให้อำนวยความสะดวกในศาล นางไก่ปฏิเสธไม่ยอมรับและส่งมอบกล่องขนมคืนพร้อมกับบอกว่าเป็นการให้สินบนเจ้าพนักงาน นางกุ๊กโมโหหาว่านางไก่ดูถูกและกล่าวหากัน จึงเอากล่องขนมฟาดไปที่ศีรษะนางไก่จนแตกเย็บ 5 เข็ม นางกุ๊กจึงถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลที่ก่อความวุ่นวายและทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณศาล ต่อมานางไก่ได้ฟ้องนางกุ๊กต่อศาลเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายและอ้างคำพิพากษาของศาลที่ลงโทษนางกุ๊กดังกล่าว นางกุ๊กปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายร่างกายและทำให้ศีรษะนางไก่แตกตามที่ถูกฟ้อง

ดังนี้ ศาลในคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลที่นางไก่อ้าง หรือต้องให้มีการสืบพยานเพื่อฟังข้อเท็จจริงใหม่ตามที่นางกุ๊กปฏิเสธ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 46

แม้นางกุ๊กได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล  แต่คำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็วินิจฉัยกรณีที่นางกุ๊กกระทำละเมิดอำนาจศาลเท่านั้น  มิใช่เป็นคำพิพากษาคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตาม  เมื่อนางกุ๊กปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายร่างกาย และทำให้ศีรษะของนางไก่แตก  ศาลในคดีแพ่งจึงต้องให้มีการสืบพยานเพื่อฟังข้อเท็จจริงคดีแพ่งใหม่  ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลที่นางไก่อ้างได้

 

ข้อ 4.       พ.ต.อ.สถบดีและนายพร้อมมิตร ได้รับเชิญจากนายวุฒิศักดิ์เจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวันที่บ้านของนายวุฒิศักดิ์ ขณะอยู่ในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ พ.ต.อ.สถบดีจำได้ว่านายพร้อมมิตรเป็นคนร้ายที่ศาลได้ออกหมายจับไว้และ พ.ต.อ.สถบดีได้พกหมายจับนายพร้อมมิตรมาด้วย พ.ต.อ.สถบดีจึงเข้าจับกุมนายพร้อมมิตรโดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม แล้วนำตัวนายพร้อมมิตรไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ

ดังนี้ การที่ พ.ต.อ.สถบดีจับนายพร้อมมิตรในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ  

หลักกฎหมาย          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 78 มาตรา 80 มาตรา 92 และมาตรา 94  แห่งประมวลกฎหมายนี้จะจับ  ขัง  จำคุก  หรือค้น ในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้น

มาตรา 81   ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม  ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน  เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน

วินิจฉัย  การที่ พ.ต.อ.สถบดีจับนายพร้อมมิตรนั้น เป็นการจับตามหมายจับ  แม้เป็นการจับในที่รโหฐานก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 81  ที่บัญญัติว่าไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม  ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน เพราะการเข้าไปอันถือเสมือนเป็นการค้นในที่รโหฐานนั้นเป็นการเข้าไปโดยชอบ  เนื่องจากนายวุฒิศักดิ์เจ้าของผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไป  พ.ต.อ.สถบดีไม่ต้องขอหมายค้นของศาลเพื่อเข้าไปค้นบ้านที่ตนอยู่ในบ้านโดยชอบแล้ว การจับนายพร้อมมิตรเป็นการชอบ

ดังนั้น การที่ พ.ต.อ.สถบดี จับนายพร้อมมิตรในบ้านของนายวุฒิศักดิ์ จึงชอบด้วยกฎหมาย

LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายหนึ่งออกเช็คชำระหนี้ให้นายสอง  100,000  บาท  นายสองโอนเช็คดังกล่าวชำระหนี้ให้นายสาม  นายสามนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร  เมื่อเช็คถึงกำหนด  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีนายหนึ่งไม่พอจ่าย  นายสามนำเช็คมาคืนนายสองและได้รับเงินสด  100,000  บาทจากนายสองไปแล้ว  วันรุ่งขึ้นนายสองนำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารอีกครั้งหนึ่ง  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลเดิมนายสองจึงนำเช็คไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีอาญานายหนึ่ง  ตาม  พ.ร.บ.  เช็คฯ  เมื่อพนักงานสอบสวนเสร็จแล้ว  พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายหนึ่งตาม  พ.ร.บ.  เช็คฯ  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  นายสองยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยของพนักงานอัยการ  และคำร้องของนายสองว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4)  ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

(7) คำร้องทุกข์  หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม  ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย  และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  120  ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล  โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา  121  วรรคสอง  แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ผู้เสียหายในความผิดตาม  พ.ร.บ.  ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  คือ  ผู้ทรงเช็คฯ  ในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  (ฎ. 1035/2529)  ส่วนผู้รับโอนเช็คภายหลังจากการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหาใช่ผู้เสียหายไม่

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการว่าอย่างไร  เห็นว่า  การที่นายสองได้รับเช็คคืนมาจากนายสามซึ่งได้นำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารและธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว  กรณีเช่นนี้  แม้ได้ความว่าภายหลังจากที่นายสองได้รับเช็คคืนมาแล้วได้นำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารอีก  ก็หาทำให้นายสองกลายเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด  เพราะการออกเช็คแต่ละฉบับนั้น  ถ้าเป็นความผิดก็คงเป็นความผิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  นายสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม  พ.ร.บ.  ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ตามมาตรา  2(4)  (ฎ. 2703/2523)

สำหรับการร้องทุกข์นั้น  โดยหลักแล้ว  บุคคลใดจะร้องทุกข์ได้ต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดที่ร้องทุกข์  เมื่อได้ความว่านายสองไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม  พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯการแจ้งความของนายสองจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์  ตามมาตรา  2(7)  และเมื่อความผิดตาม  พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  เป้นความผิดส่วนตัว  เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์  พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามมาตรา  121  วรรคสอง  การสอบสวนที่ดำเนินไปจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง  ตามมาตรา  120  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง 

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายสองว่าอย่างไร  เห็นว่าเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว  จึงไม่มีคำฟ้องอยู่ในศาล  นายสองจึงเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้  อีกทั้งกรณีนี้นายสองก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย  จึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ตามมาตรา  30  (ฎ. 1583/2513)

สรุป  ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ  และยกคำร้องของนายสอง

 

ข้อ  2  นายแดงขับรถประมาทชนท้ายรถของนายเขียวเสียหาย  พนักงานอัยการจึงเป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม  พ.ร.บ.  จราจรทางบก  นายแดงรับสารภาพ  ศาลพิพากษาลงโทษนายแดงตามฟ้องคดีถึงที่สุด  นายเหลืองซึ่งโดยสารมาในรถของนายเขียวและได้รับบาดเจ็บกระดูกคอเคลื่อน  ต้องรักษาเป็นเวลาถึงสามเดือน  เห็นว่าพนักงานอัยการยังไม่ได้ฟ้องนายแดงในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายเหลืองรับอันตรายสาหัส  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  300  นายเหลืองจึงเป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงในความผิด  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  ดังกล่าว  นายแดงต่อสู้ว่าได้ถูกฟ้องจนศาลพิพากษาลงโทษ  คดีถึงที่สุดไปแล้ว  นายเหลืองจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้  นายเหลืองแถลงว่า  เป็นคนละคดีกันและนายแดงยังไม่เคยถูกฟ้องและถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดซึ่งได้ฟ้องนี้  ดังนี้  ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายเหลืองในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

ในกรณีที่สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ  เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น  ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1       จำเลยในคดีแรกและคดีที่นำมาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน

2       การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเดียวกัน

3       ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว

ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายเหลืองในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นไร  เห็นว่า  ในคดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม  พ.ร.บ.  จราจรทางบก  ส่วนคดีนี้นายเหลืองได้เป็นโจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษนายแดงเช่นกัน  จึงเป็นกรณีที่จำเลยในคดีแรกและคดีที่นำมาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน  ตามหลักเกณฑ์ข้อที่  1

การกระทำโดยประมาทของนายแดงที่ปรากฏเหตุให้เป็นความผิดตาม  พ.ร.บ.  จราจรทางบกและเป็นเหตุให้นายเหลืองได้รับอันตรายสาหัสได้เกิดจากการกระทำของนายแดงครั้งเดียวกัน  ที่นายแดงได้ขับรถโดยประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสองเสียหาย  อันถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน  ตามหลักเกณฑ์ข้อที่  2

และเมื่อได้ความว่าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงขอให้ศาลลงโทษนายแดงในฐานความผิดตาม  พ.ร.บ.  จราจรทางบก  จนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว  จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว  ตามหลักเกณฑ์ข้อที่  3

ดังนั้น  นายเหลืองจึงไม่มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายแดงในการกระทำกรรมเดียวกันอีก  เพราะสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว  ตามมาตรา  39(4)  ศาลจึงต้องสั่งจำหน่ายคดีของนายเหลืองจากสารบบความ

สรุป  ศาลจึงต้องสั่งจำหน่ายคดีของนายเหลืองจากสารบบความ

 

ข้อ  3  นายมีและนายมาเป็นเจ้าของทรัพย์ม้า  1  ตัวร่วมกัน  โดยลงทุนออกเงินร่วมกันซื้อม้าตัวนี้มาใช้สำหรับวิ่งแข่งขันในสนามม้า  ปรากฏว่านายสอนได้ลักมาตัวนั้นไปขาย  เอาเงินมาใช้จนหมดไปแล้ว  นายมีจึงฟ้องนายสอนต่อศาลว่าลักทรัพย์ไป  แต่บรรยายฟ้องผิดวันเวลาและสถานที่  จึงขอถอนฟ้องแล้วบรรยายฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง  ยื่นฟ้องต่อศาลอีก  ในขณะเดียวกันนายมาเห็นว่านายมียังทำผิดพลาดในการบรรยายฟ้องอีก  นายมาจึงได้บรรยายฟ้องนายสอนฐานลักทรัพย์ให้ถูกต้อง  แล้วยื่นฟ้องต่อศาลเดียวกันนั้นอีก

เช่นนั้น  นายมีและนายมาจะยื่นฟ้องนายสอนอีกได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  36  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว  จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในความผิดที่มีผู้เสียหายหลายคน  เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วขอถอนฟ้องไป  ย่อมตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนนั้นไม่ให้ฟ้องใหม่  ส่วนผู้เสียหายคนอื่นยังมีสิทธิฟ้องได้อีกไม่ถูกตัดสิทธิแต่อย่างใด 

(ฎ. 5934  5935/2533)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  นายมีจะยื่นฟ้องนายสอนได้อีกหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อได้ความว่านายมีได้ยื่นฟ้องไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไปจากศาล  กรณีเช่นนี้  แม้คำฟ้องนั้นจะไม่ถูกต้อง  นายมีก็ไม่อาจนำคดีฐานลักทรัพย์มาฟ้องอีกได้ต้องห้ามตามมาตรา  36  ที่ว่า  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว  จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…  นายมีจึงไม่อาจยื่นฟ้องนายสอนอีกได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  นายมาจะยื่นฟ้องนายสอนอีกได้หรือไม่  เห็นว่า  นายมาเป็นเจ้าของทรัพย์  คือ ม้า  1  ตัว  ร่วมกับนายมี  กรณีเช่นนี้  ถือว่านายมาเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยการที่นายมีเจ้าของร่วมได้ฟ้องแล้วถอนฟ้องไป  ย่อมตัดสิทธิเฉพาะนายมีเท่านั้นที่จะฟ้องอีกไม่ได้  แต่หาได้ตัดสิทธิผู้เสียหายอื่นที่จะฟ้องแต่อย่างใด  เพราะสิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่ตนเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน  อีกทั้งมาตรา  36  ก็มิได้กำหนดให้ตัดสิทธิผู้เสียหายแต่ละคนในกรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนไว้โดยชัดแจ้ง  นายมาจึงยื่นฟ้องนายสอนได้

สรุป  นายมีไม่อาจฟ้องนายสอนอีกได้  แต่นายมาสามารถยื่นฟ้องนายสอนได้

 

ข้อ  4  ร.ต.ต. อาณัติ  นายสุธีและนางสาววิไล  ได้รับเชิญจากนายศิริเจ้าของบ้านให้ไปร่วมงานเลี้ยงในเวลากลางวันที่บ้านของนายศิริซึ่งอยู่ติดกับบ้านของนายสุธี  ขณะอยู่ในบ้านของนายศิริ  นางสาววิไลจำได้ว่านายสุธีเป็นคนร้ายที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราตนเมื่อสัปดาห์ก่อน  นางสาววิไลจึงชี้ให้  ร.ต.ต.อาณัติจับนายสุธีโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว  ร.ต.ต.อาณัติจึงเข้าจับกุมนายสุธี  โดยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจับกุม  แล้วนำตัวนายสุธีไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ 

ดังนี้  การจับของ  ร.ต.ต. อาณัติ  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด  

ธงคำตอบ

มาตรา  66  เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี  หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน  หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร  ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

มาตรา  78  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

(3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา  66(2)  แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

มาตรา  81  ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม  ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน  เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การจับในที่รโหฐาน  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด  จะต้องมีอำนาจในการจับกุม  กล่าวคือ  ต้องมีหมายจับ หรือมีอำนาจในการจับได้โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐานด้วย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การจับของ  ร.ต.ต. อาณัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  การจับของ  ร.ต.ต. อาณัติเป็นการจับในที่รโหฐาน  (บ้านนายศิริ)  แม้การจับจะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้  อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน  เนื่องจากนายศิริเจ้าของบ้านผู้ครอบครองที่รโหฐานเชื้อเชิญให้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น  แต่  ร.ต.ต. อาณัติ  ก็ไม่มีอำนาจในการจับเนื่องจาก  ตามมาตรา  78(3)  ประกอบมาตรา  66(2)  เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนายสุธีได้โดยไม่มีหมายจับต่อเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่านายสุธีน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่านายสุธีจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายสุธีได้  ซึ่งตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสุธีมีท่าทีจะหลบหนี  ประกอบกับนายสุธีก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  66  วรรคท้าย  ดังนั้น  ร.ต.ต. อาณัติจะจับนายสุธีโดยไม่มีหมายจับของศาลไม่ได้  การจับของ  ร.ต.ต. อาณัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  การจับของ  ร.ต.ต. อาณัติ  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นางชนิกามีบุตร  1  คน  ชื่อนายประกอบ อายุ  22  ปี  นางชนิกายังได้จดทะเบียนรับนางสาวสุพรอายุ  16  ปี  เป็นบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง  นางสาวสุพรถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทชนถึงแก่ความตาย  นางชนิกายื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายวิชัยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวสุพรถึงแก่ความตาย  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล  ประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ปรากฏว่านางชนิกาป่วยถึงแก่ความตายไปเสียก่อน

นายประกอบเป็นทายาทที่มีเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอรับมรดกความอาญาเข้ามาดำเนินคดีนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไป ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายประกอบว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล  เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล

มาตรา  28  บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(2) ผู้เสียหาย

มาตรา  29  เมื่อผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้

ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์  ผู้วิกลจริต  หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาลหรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้วผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้

วินิจฉัย

การที่นางสาวสุพรอายุ  16  ปี  ถูกนายวิชัยขับรถยนต์โดยประมาทถึงแก่ความตายกรณีนี้ถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย  อันถือว่านางสาวสุพรเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  ตามมาตรา  2(4)

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  นางสาวสุพรผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของนางชนิกา  กรณีย่อมถือว่านางชนิกาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดที่กระทำต่อนางสาวสุพรได้ด้วยการฟ้องคดีโดยอาศัยมาตรา  2(4)  ประกอบมาตรา  5(1)  และมาตรา  28  มิใช่การฟ้องคดีตามมาตรา  5(2)  เพราะนางชนิกาและนางสาวสุพรไม่ได้เป็นผู้บุพกรรีและผู้สืบสันดานซึ่งกันและกัน  เนื่องจากผู้บุพการีและผู้สืบสันดานนั้นต้องถือตามความเป็นจริง (ฎ. 1384/2516 (ประชุมใหญ่))

อนึ่งเมื่อนางชนิกาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา  5(1)  ได้ฟ้องคดีแล้วตายลง  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในกรณีนี้จึงมีว่า  นายประกอบอายุ  22  ปี  ซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวและได้รับมรดกทั้งหมดของนางชนิกาจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความทางอาญาเพื่อดำเนินคดีกับนายวิชัยแทนนางชนิกาต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่าการรับมรดกตามมาตรา  29  วรรคแรกนั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วตายลงเท่านั้นที่ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาของผู้นั้นจึงจะเข้ามารับมรดกความทางอาญาได้  (ฎ. 1187/2543,  ฎ.  2231/2521)  เมื่อนางชนิกาผู้ตายยื่นฟ้องต่อศาลในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม  เป็นเพียงผู้มีอำนาจจัดการแทนนางสาวสุพรผู้เยาว์  ตามมาตรา  5(1)  เท่านั้น    มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงแต่ประการใด  ดังนั้นนายประกอบแม้จะเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนางชนิกาและบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม  ก็ไม่อาจเข้ารับมรดกความทางอาญาต่อจากนางชนิกาได้  กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  29  ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ

สรุป  ศาลต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายประกอบ

 

ข้อ  2  นายนิมิตขับรถยนต์มาด้วยความประมาทชนรถยนต์ของนายสรพงษ์เป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย  นางธิดารัตน์ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสรพงษ์จึงเป็นโจทก์ฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย  ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา

ต่อมานางธิดารัตน์ประสบเหตุขาหัก  นายชุมพลซึ่งเป็นบิดาของนายสรพงษ์เกรงว่านางธิดารัตน์จะไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้  จึงยื่นฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตายเช่นกัน

ดังนี้  นายชุมพลจะดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4)  ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา  ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา  28  บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(2) ผู้เสียหาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  173  วรรคสอง  นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว  คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา  และผลแห่งการนี้

(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน  หรือต่อศาลอื่น…

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  นายชุมพลจะดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่านายสรพงษ์ถูกนายนิมิตขับรถยนต์มาด้วยความประมาทชนรถยนต์ของนายสรพงษ์เป็นเหตุให้นายสรพงษ์ถึงแก่ความตาย  กรณีถือว่านายสรพงษ์เป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย  อันถือว่านายสรพงษ์เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  ตามมาตรา  2(4) 

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  นางธิดารัตน์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสรพงษ์  กรณีย่อมถือว่านางธิดารัตน์เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงแก่ความตายด้วยการฟ้องคดี  ตามมาตรา  2(4)  ประกอบมาตรา  5(2)  และมาตรา  28  เมื่อนางธิดารัตน์ยื่นฟ้องนายนิมิตต่อศาลในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย  ศาลไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้องไว้แล้ว  กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาและมีผลทำให้ผู้มีอำนาจจัดการแทนนายสรพงษ์คนอื่นจะมาฟ้องนายนิมิตจำเลยในความผิดเดียวกันนี้อีกไม่ได้

ดังนั้นการที่นายชุมพลซึ่งเป็นบิดาของนายสรพงษ์เกรงว่านางธิดารัตน์จะไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้  เนื่องจากนางธิดารัตน์ประสบอุบัติเหตุ  นายชุมพลจึงได้ยื่นฟ้องนายนิมิตในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย  ซึ่งเป็นความผิดฐานเดียวกันกับที่นางธิดารัตน์ได้ยื่นฟ้องไปแล้ว  จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีเดิมซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา  และคดีเดิมกับคดีหลังเป็นเรื่องเดียวกัน (ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย)  อันเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  173  วรรคสอง  (1)  ประกอบมาตรา  15  ดังนี้  นายชุมพลจึงไม่อาจดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปได้

สรุป  นายชุมพลจึงดำเนินคดีแก่นายนิมิตต่อไปไม่ได้

 

ข้อ  3  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  นายพรเทพผู้เสียหายยื่นคำร้องขอต่อศาลขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ศาลอนุญาต

ในระหว่างการสืบพยานโจทก์  นายพรเทพยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  โดยระบุเหตุผลว่ามีความคิดเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับพนักงานอัยการ  หากดำเนินคดีร่วมกันต่อไปเกรงว่าจะเกิดความเสียหายแก่คดี  ศาลอนุญาต

ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเพียง  1  วัน  นายพรเทพยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกครั้งหนึ่ง  โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปในกรณีที่พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ฎีกา

ดังนี้  ศาลจะอนุญาตให้นายพระเทพเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  36  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่…

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

วินิจฉัย

ศาลจะอนุญาตให้นายพรเทพเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกได้หรือไม่  เห็นว่า  นายพรเทพเป็นผู้เสียหาย  ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตามมาตรา  30  แต่เมื่อนายพรเทพได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการด้วยเหตุผลว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับพนักงานอัยการ  หากดำเนินคดีร่วมกันต่อไป  อาจจะเกิดความเสียหายแก่คดี  การขอถอนคำร้องที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการของนายพรเทพผู้เสียหายเช่นนี้  เมื่อศาลอนุญาต  จึงมีผลเท่ากับเป็นการที่นายพรเทพผู้เสียหายถอนฟ้อง  (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่  892/2514)  แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์  เป้นความผิดอาญาแผ่นดินคดีอาญายังไม่ระงับ  ไม่ต้องด้วยมาตรา  39(2)  พนักงานอัยการยังดำเนินคดีต่อไปได้

เมื่อนายพรเทพถอนฟ้องแล้ว  ย่อมเกิดผลทางกฎหมาย  ตามมาตรา  36  คือ  นายพรเทพผู้เสียหายจะนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่ได้  เมื่อได้ความว่าฟ้องไม่ได้  การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน  แม้จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาก็ตาม

สรุป  ศาลจึงอนุญาตให้นายพรเทพผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการอีกไม่ได้

 

ข้อ  4  เมื่อวันที่  1  กรกฎาคม  2551  นายสังคม  อายุ  17  ปี  11  เดือน  ต่อยหน้านายทวี  อายุ  22  ปี  ทำให้นายทวีได้รับอันตรายสาหัส  วันรุ่งขึ้นนางป่านภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายทวีเข้าร้องทุกข์ต่อ  ร.ต.อ. วินัย  พนักงานสอบสวน  ต่อมา  ร.ต.อ. วินัย  ดำเนินการขอหมายจับนายสังคมจากศาล  ศาลออกหมายจับให้แก่  ร.ต.อ. วินัย  เมื่อวันที่  1  กันยายน  2551  ร.ต.อ. วินัย  นำหมายจับไปจับนายสังคมเมื่อวันที่  2  กันยายน  2551  (ในชั้นจับกุมและชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับ  ร.ต.อ. วินัยได้ปฏิบัติตามมาตรา  83  และมาตรา  84  ครบถ้วนทุกประการ)  และเริ่มทำการสอบสวนสังคมในวันที่จับนายสังคมได้ตามหมายจับ  ก่อนเริ่มถามคำให้การ  ร.ต.อ. วินัย  ถามนายสังคมในวันที่จับนายสังคมได้ตามหมายจับ  ก่อนเริ่มถามคำให้การ  ร.ต.อ. วินัย  ถามนายสังคมว่ามีทนายความหรือไม่  นายสังคมตอบว่าไม่มีแต่ไม่ต้องการทนายความเพราะสำนึกผิดในการกระทำ  ร.ต.อ. วินัย  จึงแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตา  134/4  วรรคหนึ่ง  ให้ทราบก่อนถามคำให้การหลังจากที่นายสังคมได้ฟังการแจ้งสิทธิดังกล่าว  นายสังคมก็ยังยืนยันต่อ  ร.ต.อ. วินัยว่าไม่ต้องการทนายความ  ร.ต.อ. วินัยจึงถามคำให้การนายสังคมโดยไม่มีทนายความและนายสังคมยอมให้การโดยเต็มใจ  ร.ต.อ.  วินัยจึงจดคำให้การไว้

ดังนี้  ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. วินัยสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี  อันตรายสาหัสคือ…   

ธงคำตอบ

มาตรา  134/1  วรรคแรกและวรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา  ก่อนเริ่มถามคำให้การพนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก  ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ  ให้รัฐจัดหาทนายความให้

มาตรา  134/2  ให้นำบทบัญญัติในมาตรา  133  ทวิ  มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี

มาตรา  134/3  ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

มาตรา  134/4  ในการถามคำให้การผู้ต้องหา  ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้  ถ้าผู้ต้องหาให้การ  ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้  ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้

ถ้อยคำใดๆ  ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา  134/1  มาตรา  134/2  และมาตรา  134/3  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา  (ไม่คำนึงว่าในขณะกระทำความผิดจะมีอายุเท่าใดก็ตาม)  ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้  กรณีนี้เป็นบทบังคับเด็ดขาดหากผู้ต้องหาไม่มีทนายความและแม้จะไม่ต้องการก็ต้องจัดหาทนายความให้เสมอ  (มาตา  134/1  วรรคแรก)

ในส่วนคดีที่มีอัตราโทษจำคุก  (ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน  18  ปี)  ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ  ให้รัฐจัดหาทนายความให้  แต่ถ้าหากผู้ต้องหาไม่ต้องการ  ก็ไม่จำต้องจัดหาให้แต่ประการใด  (มาตรา  134/1  วรรคสอง)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. วินัยสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ในขณะที่นายสังคมทำร้ายร่างกายนายทวีได้รับอันตรายสาหัส  นายสังคมจะมีอายุ  17  ปี  11  เดือนก็ตาม  แต่เมื่อในวันที่  ร.ต.อ. วินัยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายสังคม  นายสังคมมีอายุเกิน  18  ปีแล้ว  ดังนี้  ก่อนเริ่มถามคำให้การ  ร.ต.อ. วินัยจึงมีหน้าที่ต้องถามนายสังคมว่า  มีทนายความหรือไม่  หากไม่มีและนายสังคมต้องการทนายความจึงจะจัดหาทนายความให้  ตามมาตรา 134/1  วรรคสอง  (กรณีมิใช่มาตรา  134/1  วรรคแรก  เพราะนายสังคมมีอายุเกิน  18  ปีแล้ว  ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและไม่ใช่กรณีมาตรา  134/2  เนื่องจากนายสังคมมีอายุเกิน  18  ปีในวันทำการสอบสวน)  นอกจากนี้  ร.ต.อ. วินัยยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา  134/3  และมาตรา  134/4  ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ว่า  ร.ต.อ.  ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวครบถ้วนทุกประการ  เมื่อนายสังคมให้การด้วยความเต็มใจและ  ร.ต.อ. วินัย  ได้จดคำให้การไว้  ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. วินัยจึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้

สรุป  ถ้อยคำที่นายสังคมให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. วินัย  จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายสังคมได้ 

LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายคมถูกพนักงานสอบสวนจับกุมสอบสวนในข้อหาฉ้อโกง  นายหนึ่งและนายสอง  และทำร้ายร่างกายนายสองได้รับอันตรายสาหัส  ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายคมในข้อหาฉ้อโกงแต่มีคำสั่งฟ้องนายคมในข้อหาทำร้ายร่างกายนายสองได้รับอันตรายสาหัส  แล้วยื่นฟ้องนายคม  ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายคมตามฟ้อง  นายคมอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ส่วนคดีข้อหาฉ้อโกง  นายหนึ่งได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง  ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น  นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่ง  ให้วินิจฉัยว่า

 (ก)  นายสองมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  เป็นเหตุให้นายสองได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่  เพราะเหตุใด

 (ข)  นายสองมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่งในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  31  คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว  ซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว  พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้

 (ก)   วินิจฉัย

กำหนดระยะเวลาการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการนั้นตามมาตรา  30  ได้กำหนดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น  กรณีตามอุทาหรณ์  ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายคมตามฟ้องแล้ว  ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  นายสองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 30  ดังนั้น  นายสองจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ (ฎ. 392/2512)

(ข)  วินิจฉัย

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา  30  และ  31  จะเห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้มีการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  และกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายสำหรับคดีที่มิใช่วามผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น  สิทธิในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานอกจาก  2  กรณีดังกล่าวนี้แล้วย่อมไม่อาจมีได้

ดังนั้นกรณีนี้  เมื่อปรากฏว่านายหนึ่งได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว  นายสองจึงต้องร้องเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ไม่ได้  เนื่องจาก  กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายด้วยกันไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้นั่นเอง 

สรุป

(ก)  นายสองไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

(ข)  นายสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายหนึ่งไม่ได้

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยคดีอาญา  ฐานขับรถประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหายและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตาม  พ.ร.บ.  จราจรทางบก  พ.ศ. 2522  มาตรา  43157  และประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  จากเหตุที่นางเจ๋งขับรถประมาทชนรถของนางจิ๋มเสียหาย  และนางแจ๋วซึ่งนั่งโดยสารมาในรถของนางจิ๋มได้รับอันตรายสาหัสขาหัก  ศาลอาญาพิพากษาลงโทษนางเจ๋ง  ตามฟ้อง  คดีถึงที่สุด  แต่นางเจ๋งไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางจิ๋มและนางแจ๋ว  นางจิ๋มและนางแจ่วจึงต่างเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยในคดีแพ่ง  ฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหายโดยนางจิ๋มและนางแจ๋วต่างก็อ้างคำพิพากษาคดีอาญาที่พิพากษาลงโทษนางเจ๋งดังกล่าว ดังนี้  ศาลในคดีแพ่งจะวินิจฉัยคดีของนางจิ๋มและคดีของนางแจ๋วอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  46  ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง  ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่จะถือเอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้นั้น  จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งศาลได้วินิจฉัยไว้โดยแจ้ง  และคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุดแล้ว  ประการสำคัญคือ  ผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันในคดีแพ่ง  จะต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น

คดีของนางจิ๋ม  เนื่องจากนางจิ๋มมิใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยในฐานความผิดต่อ  พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ  จากเหตุที่นางเจ๋งขับรถประมาทชนรถของนางจิ๋มเสียหายตามมาตรา  2(4)  เพราะความผิดต่อ  พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ  เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ  รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดี  นางจิ๋มย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา  จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาแทนนางจิ๋ม  คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันนางเจ๋ง  ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง  ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ศาลในคดีแพ่งที่นางจิ๋มเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งจึงต้องพิจารณาและฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งใหม่  (ฎ. 1927/2514 , ฎ. 1997/2524 , ฎ. 778/2532)

คดีของนางแจ๋ว  นางแจ๋วเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา  2(4)  ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋งเป็นจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา  300  พนักงานอัยการจึงอยู่ในฐานะฟ้องคดีอาญาแทนนางแจ๋ว  คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงผูกพันนางเจ๋ง  และนางแจ๋ว  ดังนั้นในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง  ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่านางเจ๋งกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางแจ๋วได้รับอันตรายสาหัส  จะฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนั้นไม่ได้  (ฎ. 6598/2539)

สรุป  ศาลในคดีแพ่งที่นางจิ๋มเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋ง  ต้องพิจารณาและฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งใหม่

ส่วนในคดีแพ่งที่นางแจ๋วเป็นโจทก์ฟ้องนางเจ๋ง  ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่านางเจ๋งกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางแจ๋วได้รับอันตรายสาหัส

 

ข้อ  3  นายแดงซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน  เมื่อพนักงานสอบสวนได้ถามชื่อ  ที่อยู่แล้ว  ก็ได้แจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด  หลังจากนั้นก็แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นให้ทราบ  เมื่อผู้ต้องหาได้ทราบข้อหาแล้วจึงให้การสารภาพพนักงานสอบสวนจึงรีบบันทึกถ้อยคำรายละเอียดแห่งการรับสารภาพนั้น  เพราะกลัวจะบันทึกไม่ทันรายละเอียดแห่งคำรับสารภาพของผู้ต้องหา  หลังจากนั้นจึงได้บันทึกเกี่ยวกับการถามเรื่องทนายความ  และแจ้งให้ทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้  ถ้อยคำที่ให้การไปแล้วนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  และผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการถามปากคำตนได้  ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีนี้ต่อศาลและอ้างคำรับสารภาพของผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นศาล

เช่นนี้  คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนนั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นได้เพียงใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  134/4  ในการถามคำให้การผู้ต้องหา  ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้  ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา  134/1  มาตรา  134/2  และมาตา  134/3  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้

วินิจฉัย

เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว  ในการถามคำให้การผู้ต้องหา  พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้  ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

หากได้ความว่าพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวหรือแจ้งสิทธิดังกล่าวไม่ครบ  ถ้อยคำของผู้ต้องหาที่ได้ให้ไว้  ย่อมไม่อาจรับฟังเป้นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้ตามมาตรา  134/4  วรรคแรก  (1) (2)  ประกอบวรรคท้าย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำสารภาพของนายแดงในชั้นสอบสวนนั้น  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายแดงนั้นได้พียงใดหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อนายแดงผู้ต้องหาเข้ามอบตัว  ก่อนถามคำให้การพนักงานสอบสวนได้ถามเพียงชื่อ  ที่อยู่  และแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นให้นายแดงทราบเท่านั้น  แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายแดงผู้ต้องหาทราบก่อนถามคำให้การ  ดังนั้นถ้อยคำรับสารภาพและรายละเอียดแห่งคำรับสารภาพที่นายแดงให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนนั้น  จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายแดงได้  ต้องห้ามตามมาตรา 134/4  วรรคท้าย  (ฎ. 769/2482 ฎ. 57/2498)

สรุป  คำรับสารภาพของนายแดงผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนนั้นจะรับเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดไม่ได้

 

ข้อ  4  พ.ต.ท. ปวัน  และ  ร.ต.อ มานเมตต์  พบนายรังสี  กำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ  พ.ต.อ. ปวัน  บอก ร.ต.อ. มานเมตต์ว่า  เมื่อสองวันมาแล้วนายรังสีหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตนตามหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส  ร.ต.อ. มานเมตต์ได้เดินเข้าไปหานายรังสีแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ  ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าวกับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย  จากนั้นได้จับนายรังสีนำส่งพนักงานสอบสวน

ดังนี้  การจับของ  ร.ต.อ.  มานเมตต์  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  66  เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน  หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

มาตรา  68  หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้  เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน

มาตรา  78  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใด  โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

(3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา  66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การจับของ  ร.ต.อ. มานเมตต์  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  แม้ ร.ต.อ. มานเมตต์ไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ  และหมายจับใช้ไม่ได้เพราะจับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วตามมาตรา  68  ก็ตาม  แต่  ร.ต.อ. มานเมตต์ก็มีอำนาจจับผู้ต้องหาได้เนื่องจากมีหลักฐานตามสมควรว่านายรังสีผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าน่าจะหลบหนี  เพราะเคยหลบหนีแล้ว  ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายรังสีได้  เพราะนายรังสีกำลังรอขึ้นเครื่องบิน  ดังนั้น  การจับของ  ร.ต.อ. มานเมตต์จึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  78(3)  ประกอบมาตรา  66(2)

สรุป  การจับของ  ร.ต.อ. มานเมตต์ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา2549

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2549

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

 คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนน

ข้อ 1.  สมชายกู้ยืมเงินจากสมบัติ 1,000,000 บาท โดยมอบ น.ส. 3 ก. ให้สมบัติยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้น สมบัติได้ซื้อรถยนต์จากสมชาย โดยตกลงหักกลบลบหนี้กันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่สมบัติยังไม่ยอมคืน น.ส. 3 ก. ให้สมชาย และยังถูกสมบัติมีหนังสือทวงหนี้อีกหลายครั้ง ดังนี้ สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า สมชายและสมบัติมิได้มีหนี้สินใดๆ ต่อกันและขอให้บังคับให้สมบัติส่งคืนเอกสาร น.ส. 3 ก. ที่สมบัติยึดไว้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

            วินิจฉัย

            ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำคดีเสนอต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.         กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง ก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.         กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล เพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้นจาก ซึ่งกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลได้ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าสมชายและสมบัติมิได้มีหนี้สินใดๆต่อกันได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หนี้สินระหว่างสมชายและสมบัติได้ระงับไปแล้ว กรณีเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สมชายชอบที่จะหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อสมบัติฟ้องสมชายเป็นคดีขึ้นในอนาคต มิใช่เป็นเรื่องที่สมชายจะยื่นฟ้องสมบัติต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าสมชายมิได้มีหนี้สินต่อกันมาก่อนแต่อย่างใด กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วย มาตรา 55 อันจะถือว่าเป็นเรื่องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ หรือจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลแต่ประการใด (ฎ. 3061/2522)

            ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า สมชายจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลบังคับสมบัติให้ส่งคืน น.ส. 3 ก. ที่สมบัติยึดถือไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสมบัติยึดถือ น.ส. 3 ก. ของนายสมชายไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินต่อมาได้ความว่า สมบัติซื้อรถยนต์จากสมชายโดยตกลงหักกลบลบหนี้กันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่สมบัติยังไม่คืน น.ส. 3 ก. ให้แก่สมชาย ดังนี้ถือเป็นกรณีที่สมชายจะใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ (น.ส. 3 ก.) จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และเมื่อสมบัติไม่ยอมคืนให้ก็ถือได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิของสมชาย ตามมาตรา 55 แล้ว กรณีเช่นนี้ สมชายจึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลบังคับสมบัติให้ส่งคืน น.ส. 3 ก. ได้

            สรุป สมชายจะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาสมชายและสมบัติไม่มีหนี้สินใดๆ ต่อกันไม่ได้ แต่ฟ้องขอให้บังคับสมบัติคืน น.ส. 3 ก. ที่ยึดถือไว้ได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งโดยอ้างว่า โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกึ่งหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสมปองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับจำเลยดังนี้ ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลย นายสมปองประสงค์จะรักษาสิทธิ์ของตน นายสมปองจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)       ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ นายสมปองจะร้องสอดเข้ามาในคดีได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนด โดยอ้างว่าโจทก์ก็มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสมปองก็ได้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับจำเลยด้วย จึงเป็นกรณีที่นายสมปองเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ กรณีเช่นนี้ นายสมปองจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในภายหลังได้โดยการยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1)

            สรุป นายสมปองมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

 

ข้อ 3. นายธนพลมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอุบลราชธานี ได้กู้ยืมเงินจากนายณัฐพลที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายเกียรติ์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง นำที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้รายนี้ ต่อมานายธนพลผิดนัดชำระหนี้ ดังนี้ นายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ ฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ จะฟ้องได้ที่ศาลใด และจะฟ้องทั้งสองยังศาลเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)       คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

            มาตรา 5 คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อหาก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า นายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ได้ที่ศาลใด เห็นว่า ถ้านายณัฐพลประสงค์จะเรียกเงินกู้ยืมคืน โดยการฟ้องนายธนพล นายณัฐพลสามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นศาลที่นายธนพลมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นประการในเขตศาล ตามมาตรา 4(1)

            ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า นายณัฐพลจะฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ได้ที่ศาลใด เห็นว่า การฟ้องบังคับจำนองของนายณัฐพล ถือเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เพราะต้องมีการบังคับแก่ตัวทรัพย์นั้น (ฎ. 3530/2542) กรณีเช่นนี้ โจทก์จึงต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คือ ศาลจังหวัดลำปาง ตามมาตรา 4 ทวิ

            และหากนายณัฐพลประสงค์จะฟ้องนายธนพลและนายเกียรติ์ยังศาลเดียวกันศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้น ก็สามารถฟ้องได้ ตามมาตรา 5 เพราะถือว่าคำฟ้องมีหลายข้อหาอันมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน (ฎ. 792/2541)

            สรุป ถ้านายณัฐพลจะฟ้องนายธนพลให้ชำระหนี้ ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีหรือศาลจังหวัดกาญจนบุรี

            ถ้าฟ้องบังคับจำนองจากนายเกียรติ์ ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษหรือศาลจังหวัดลำปาง

            และถ้านายณัฐพลจะฟ้องทั้งนายธนพลและนายเกียรติ์ยังศาลเดียวกัน ก็สามารถฟ้องได้ยังศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้น

 

ข้อ 4. จำเลยเช่าบ้านจากโจทก์ สัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 3 ปี ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาเช่า ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่าโดยไม่มีการสืบพยาน ดังนี้ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาขนก็ได้

            เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

            วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยานเพราะมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ศาลต้องอยู่ในบังคับให้ต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง แต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายจึงมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคแรก ดังนั้น คำพิพากษาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

            สรุป คำพิพากษาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

            หมายเหตุ คดีฟ้องขับไล่ตามสัญญาเช่าไม่ถือว่าเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการให้เช่าผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เช่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่า และไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีข้อพิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 การสอบไล่ภาค1 ปีการศึกษา2550

การสอบไล่ภาค  1 ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

 คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนน

ข้อ 1. เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยขอให้ชำระหนี้ จำเลยให้การปฏิเสธโดยมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลหมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย จำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์แถลงคัดค้านว่าจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยเดิมไม่ได้เพราะเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ดังนี้คำแถลงคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ หากฟังไม่ขึ้นศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์ขาดอายุความคำพิพากษาของศาลจะมีผลไปถึงจำเลยด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย            ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี…

มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

            มาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้

(1)       บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยโดยตรง หากแต่ศาลได้หมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ตามมาตรา 57(3)(ก) กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 วรรคแรกอันทำให้จำเลยร่วมมีสิทธิยื่นคำให้การโดยการยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ ดังนั้น คำคัดค้านของโจทก์ในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 22527/2525)

ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำให้การโดยยกอายุความเป็นข้อต่อสู้

และศาลพิจารณาแล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้จะมีผลไปถึงจำเลยลูกหนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยต่อศาลขอให้ชำระหนี้และผู้ค้ำประกันก็ได้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว ซึ่งต้องรับผิดเมื่อจำเลยลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นคู่ความในคดีเดียวกัน เมื่อได้ความว่าจำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องของอายุความไว้ กรณีเช่นนี้ถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้กระทำโดยจำเลยร่วมให้ถือว่าได้กระทำโดยจำเลยด้วย ตามมาตรา 59(1) เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ทั้งนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม ดังนั้น การที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้มีผลถึงลูกหนี้ด้วย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 6246/2540ฎ. 839/2535)

สรุป คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ข้อ 2. พอลคนอังกฤษสมรสกับระรินคนไทย และมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาพอลได้พาระรินไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ พอลได้ตกลงซื้อคอนโดมิเนียมตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษจากจิมมี่คนอังกฤษโดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันที่ประเทศอังกฤษในวันทำสัญญาจะซื้อขาย พอลได้วางเงินมัดจำไว้ 1 ล้านบาท ถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม จิมมี่ผิดนัดไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้พอล พอลและระรินได้กลับมาเที่ยวในประเทศไทยพบจิมมี่ขับเรือยอร์ช มาจอดอยู่ที่ท่าเรือจังหวัดภูเก็ตประเทศไทย พอลประสงค์จะฟ้องเรียกมัดจำคืนจากจิมมี่ตามสัญญาจะซื้อขายคอนโดมิเนียมยังศาลไทยจะฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)       คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

มาตรา 4 ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

            คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้

            วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พอลจะฟ้องจิมมี่เรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียม การฟ้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฟ้องให้บังคับตัวจำเลย อันถือเป็นหนี้เหนือบุคคลไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับตัวทรัพย์ คือ คอนโดมิเนียม จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 4 ทวิ (ฎ. 683/2534) กรณีเช่นนี้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 4(1) ที่ว่า คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วได้ความว่า จิมมี่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีก็มิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 4(1) เช่นเกี่ยวกัน

            และแม้จะได้ความว่า จิมมี่มีเรือยอร์ชอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อันถือเป็นทรัพย์ที่อาจถูกบังคับคดีได้ กรณีเช่นนี้พอลก็ไม่สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ได้เช่นกันเนื่องจากพอลมิได้มีสัญชาติได้และภูมิลำเนาก็มิได้อยู่ในประเทศไทย กรณีจึงบังคับตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรก ไม่ได้ และเมื่อบังคับตามมาตรา 4 ตรี วรรคแรกไม่ได้ แม้จิมมี่จะมีทรัพย์ที่อาจถูกบังคับคดีอยู่ในราชอาณาจักร ก็ไม่อาจจะเสนอคำฟ้องต่อศาลตามมาตรา 4 ตรี วรรคสองได้

            ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบหลักกฎหมายข้างต้น พอลจึงไม่สามารถฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนจากจิมมี่ตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อศาลไทยได้เลย

            สรุป พอลจะฟ้องจิมมี่ยังศาลไทยไม่ได้

 

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับฝากสินค้าปุ๋ยของโจทก์ไว้ในคลังสินค้าของจำเลย จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังและฝีมือเพื่อสงวนรักษาปุ๋ยของโจทก์เหมือนเช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติเป็นเหตุให้ปุ๋ยของโจทก์ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าได้ใช้ความระมัดระวังดูแลแล้วจำเลยไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์จำนำสินค้าที่ฝากไว้กับจำเลยแต่โจทก์ไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนี้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

            มาตรา 179 วรรคท้าย แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกัน

            วินิจฉัย

            ในการพิจารณาว่าเป็นฟ้องแย้งหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าคำฟ้องดังกล่าวประกอบด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้หรือไม่

1.         ต้องมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่

2.         ต้องมีฟ้องเดิม

3.         ฟ้องแย้งนั้นเกี่ยวกับฟ้องเดิม

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับฝากสินค้าปุ๋ยของโจทก์ไว้ในคลังสินค้าของจำเลยแล้วไม่สงวนรักษาเช่นวิญญูชนจนปุ๋ยเสียหายขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงถือว่าฟ้องเดิมเป็นเรื่องความรับผิดของผู้รับฝากทรัพย์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องโจทก์ผิดสัญญาจำนำ แม้จะได้ความว่าทรัพย์ที่รับฝากและทรัพย์ที่จำนำและเป็นทรัพย์รายเดียวกันก็ตามแต่เมื่อมูลเหตุอันเป็นรากฐานในการก่อให้เกิดการโต้แย้งสิทธิหรือมูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้รับผิดตามฟ้องและฟ้องแย้งนั้น ต่างอาศัยมูลเหตุของสัญญาต่างกัน กรณีเช่นนี้ จึงถือว่าฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ทั้งฟ้องแย้งเกี่ยวกับจำนำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังการฝากทรัพย์แล้วจึงไม่เกี่ยวพันกัน อันพอที่จะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตามมาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา (ฎ. 2864/2541)

            สรุป ศาลชั้นต้นชอบจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

 

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยปลูกสร้างในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลยกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีอ้างว่าที่ดินที่โจทก์และจำเลยพิพาทกันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องให้โจทก์และจำเลยอาศัยทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่โจทก์และจำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดให้ผู้ร้องชนะคดี โดยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องแล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสั่งให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบโดยกำหนดวันนัดสืบพยานพร้อมกันทุกคดีถึงวันสืบพยานโจทก์จำเลยและผู้ร้องสอดไม่มาศาล ศาลสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ  ดังนี้คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

            หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

            มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง วรรคสี่และวรรคห้า เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

            ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา

            ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

            มาตรา 200 วรรคแรก ภายใต้บังคับมาตรา 198 ทวิและมาตรา 198 ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา

            มาตรา 201 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

            วินิจฉัย

            กรณีตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1) ในฐานะโจทก์ โจทก์และจำเลย (เดิม) จึงตกเป็นจำเลยในคดีร้องสอด ซึ่งต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลย (เดิม) ยื่นคำให้การ ส่วนโจทก์ (เดิม) ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดได้ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิเคราะห์คำร้องสอดแล้วเห็นว่ามีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบ เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง

            ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลย และผู้ร้องสอดไม่มาศาล กรณีเช่นนี้ คำสั่งศาลที่สั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น แยกพิจารณาดังนี้

            ในคดีเดิมระหว่างโจทก์และจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 201 ประกอบมาตรา 200 วรรคแรก เพราะเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา และคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลย (เดิม) ที่ยื่นคำให้การก็ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 201 ประกอบมาตรา 200 วรรคแรก เช่นกัน

            ส่วนคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์เดิม (เดิม) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีร้องสอดนั้น เมื่อได้ความว่า โจทก์ (ผู้ร้องสอด) ไม่มาศาลในวันสืบพยาน กรณีเช่นนี้ ถือว่าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคห้า ทั้งการที่โจทก์ (เดิม) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีร้องสอดขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานก็จะถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสี่ ที่ว่า ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา ดังนั้น การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีในส่วนนี้ ตามมารตรา 201 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิใช่กรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา

            สรุป คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย เฉพาะคดีเดิมระหว่างโจทก์และจำเลยและคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลย

            ส่วนคดีผู้ร้องสอดกับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 ภาค 2 ปีการศึกษา 2550

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนน

ข้อ 1. เด็ดดวงเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่แสวงจำเลยให้ออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาทพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แสวงจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เด็ดดวงเป็นโจทก์ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ ก่อนสืบพยาน วงษ์ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของแสวงจำเลย ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องได้แสวงจำเลยเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงขอเข้ามาเป็นจำเลย เพื่อสงวนสิทธิของผู้ร้องโดยจะยื่นคำให้การต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เด็ดดวงโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า วงษ์ผู้ร้องจะใช้สิทธิในทางที่ขัดกับสิทธิที่แสวงจำเลยเดิมมีอยู่ไม่ได้ เมื่อจำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องของผู้ร้อง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้น จะสั่งคำร้องของวงษ์อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1)          ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องวงษ์ว่าอย่างไร เห็นว่า การที่วงษ์ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของผู้ร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือ บังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงเป็นเรื่องที่วงษ์ร้องสอดตั้งข้อพิพาทเข้ามาเพื่อต่อสู้คดีกับเด็ดดวงโจทก์ อันถือได้ว่าเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา 57(1) วงษ์ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องตามมาตรา 58 วรรคแรก ข้อห้ามตามมาตรา 58 วรรคสองจึงนำมาใช้บังคับกับวงษ์ผู้ร้องไม่ได้ ดังนั้นแม้แสวงจะขาดนัดยื่นคำให้การวงษ์ผู้ร้องสอดก็มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความและมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ (ฎ. 797/2515) เพราะกฎหมายให้สิทธิผู้ร้องสอดสามารถใช้สิทธินอกเหนือจากสิทธิของจำเลยได้ ในกรณีนี้ หากข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงฟังไม่ขึ้น

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องของวงษ์ผู้ร้อง คำแถลงคัดค้านของเด็ดดวงฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 2. ขาวมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทรถไทย จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขาวได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรี โดยมีแดงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของขาว จากนั้น บริษัทรถไทย จำกัด ได้ส่งสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวไปให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงนามที่สำนักงานใหญ่ ต่อมาขาวผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ชำระค่างวดตามกำหนด บริษัทรถไทย จำกัด จะฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1)          คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา 5 คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดีถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้

วินิจฉัย

ในกรณีสัญญาเช่าซื้อซึ่งต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ถ้าผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญาไม่พร้อมกันและต่างสถานที่กัน กรณีเช่นนี้ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นสองแห่ง มูลคดีสัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นทั้งสถานที่ที่ผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อลงชื่อในสัญญา

กรณีตามอุทาหรณ์ บริษัทรถไทย จำกัด จะฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เห็นว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้ขาวจะลงลายมือชื่อในฐานผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีลายมือชื่อของผู้ให้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง เมื่อได้ความว่า มีการส่งสัญญาเช่าซื้อไปให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรถไทย จำกัด ลงลายมือชื่อในสัญญาในนามผู้ให้เช่าซื้อที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า สำนักงานใหญ่ของบริษัทรถไทย จำกัดเป็นสถานที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย ดังนั้น เมื่อสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในเขตศาลของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ บริษัทรถไทย จำกัด จึงสามารถฟ้องขาวที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ ตามมาตรา 4(1)

สำหรับนายแดงผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเมื่อขาวลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ อันถือว่าเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน บริษัทรถไทย จำกัด จึงฟ้องแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้เช่นเดียวกัน ตามมาตรา 5 (ฎ. 2586/2540)

สรุป บริษัทรถไทย จำกัด จึงฟ้องขาวและแดงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้

หมายเหตุ ในกรณีนี้ถ้าแดงลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วบริษัทรถไทย จำกัด ประสงค์จะฟ้องแดงผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทฯ ต้องฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะมูลคดีตามสัญญาค้ำประกันเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จะฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ได้ (ฎ. 6936/2539)

 

ข้อ 3. ในคดีแพ่งสามัญคดีหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความทั้งหมดมาศาล จำเลยที่ 4 แถลงรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลจึงได้จดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลได้สืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสาม โดยเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าของจำเลยทั้งสาม และถือว่ารายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 จึงได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ท่านเห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 4 ชอบด้วยหลักกฎหมายในเรื่องขาดนัดหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 48 วรรคแรก ในคดีทุกเรื่อง ให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่นๆของศาลไว้ทุกครั้ง…

มาตรา 67 วรรคแรก เมื่อประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติว่า เอกสารใดจะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง (เช่น คำคู่ความที่ทำโดยคำฟ้องคำให้การหรือคำร้องหรือคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หมายเรียกหรือหมายอื่นๆ สำเนาคำแถลงการณ์ หรือสำเนาพยานเอกสาร ฯลฯ) เอกสารนั้นต้องทำขึ้นให้ปรากฏข้อความแน่ชัดถึงตัวบุคคล…

มาตรา 198 วรรคแรก และวรรคสอง ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4

เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตามมาตรา 198 วรรคแรก แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ ตามมาตรา 198 วรรคสอง

ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎ. 911/2548)

สรุป การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในส่วนของจำเลยที่ 4 ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การ

 

ข้อ 4. นายเงินซื้อสินค้าจากนายทองราคา 500,000 บาท ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 10 งวด ๆ ละ 50,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 จนกว่าจะครบ ต่อมานายเงินผิดนัด ไม่ชำระราคางวดที่ 4 และ 5 นายทองจึงยื่นฟ้องแล้วนายเงินได้ชำระราคาสินค้างวดที่ 6 และ 7 ต่อจากนั้น นายเงินก็ไม่ชำระราคาที่เหลือ ระหว่างพิจารณาคดีแรกนายทองได้ยื่นฟ้องนายเงินเป็นคดีที่สอง เพื่อเรียกราคาสินค้าสำหรับงวดที่ 8 ถึง 10 ก่อนวันชี้สองสถาน 10 วัน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเปลี่ยนชื่อนายเงิน จำเลย เป็นบริษัทเงิน จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทเงิน จำกัด เป็นชื่อในทางการค้าหรือนามแฝงหรือฉายาของนายเงิน นายเงินให้การต่อสู้ว่า ฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรก และคัดค้านการขอแก้คำฟ้องของนายทองท่านเห็นว่าคำให้การของนายเงินฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 173 วรรคสอง นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1)          ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น

มาตรา 179 วรรคแรก โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงกันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องคดีก่อนและฟ้องคดีนี้ ต่างอ้างว่านายเงินผิดสัญญาซื้อขายฉบับเดียวกันก็ตามแต่จำนวนหนี้ที่นายทองฟ้องขอให้บังคับนายเงินชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละจำนวนกัน กล่าวคือ ฟ้องคดีก่อนนายทองขอบังคับให้จำเลยชำระค่าสินค้ารวม 100,000 บาท ที่นายเงินต้องผ่อนในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ส่วนฟ้องคดีนี้นายทองขอให้บังคับนายเงินชำระสินค้าที่ต้องผ่อน งวดที่ 8 ถึง 10 อีกทั้ง ราคาสินค้างวดที่ 8 ถึงงวดที่ 10 ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่นายทองฟ้องคดีแรก ฟ้องคดีหลังของนายทองจึงไม่ใช่ฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีแรก จึงไม่ใช่ฟ้องซ้อน ตามมาตรา 173(1) คำให้การของนายเงินในกรณีจึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 5867/2544)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่าโดยหลักแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ตามาตรา 179 ต้องเป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลย โดยการเพิ่มหรือการลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนตัวจำเลยหรือเพิ่มตัวจำเลย ซึ่งเป็นตัวบุคคลที่จะต้องระบุไว้แน่ชัดตามมาตรา 67 ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า นายทองฟ้องนายเงินเป็นจำเลย ในคดีนี้มาตั้งแต่แรกโดยบรรยายฟ้องว่า นายเงินเป็นบุคคลธรรมดา แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า นายทองไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลย การที่นายทองโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอแก้ชื่อนายเงินจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทเงิน จำกัดนั้น ซึ่งเป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นเรื่องที่จะขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามมาตรา 179 กรณีเช่นนี้ ศาลต้องสั่งยกคำร้องของนายทอง คำคัดค้านของนายเงินฟังขึ้น (ฎ. 3844/2535)

สรุป คำให้การของนายเงินฟังไม่ขึ้น ส่วนคำคัดค้านของนายเงินฟังขึ้น

LW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา LW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนน

ข้อ 1.  นายธนพลได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งจากนายธนทรัพย์ ในระหว่างสัญญาปรากฏข่าวลือว่าทางการจะตัดถนนผ่านที่ดินในบริเวณดังกล่าวทำให้ราคาที่ดินขยับสูงขึ้นหลายเท่าตัว ธนพลจึงมาปรึกษาท่านซึ่งเป็นทนายความว่าตนต้องการจะฟ้องให้นายธนทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับตนและรับเงินส่วนที่เหลือไปหรือมิฉะนั้นก็ขอให้ศาลมีคำสั่ง แสดงว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนี้ ท่านจะแนะนำนายธนพลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งหรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

วินิจฉัย

ในการนำคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใดๆ จะทำได้เสมอไป ผู้ที่จะนำเสนอคดีต่อศาลได้จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 55 แล้วได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1.    กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2.    กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล เพราะเหตุว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลได้ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล ตามมาตรา 55 และมาตรา 188(1)

กรณีตามอุทาหรณ์ ข้าพเจ้าจะแนะนำนายธนพลว่า นายธนพลยังไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลได้ เพราะยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่านายธนทรัพย์ได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดอันถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของนายธนพล กล่าวคือ นายธนทรัพย์ผู้จะขายยังมิได้ผิดสัญญาจะซื้อขายจดทะเบียนโอนที่ดินให้บุคคลอื่นไป อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามกฎหมายสารบัญญัติแล้วก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น นายธนพลจะใช้สิทธิทางศาลได้แต่อย่างใด เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคู่สัญญาทำสัญญาตกลงกัน และมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วน หาจำต้องให้ศาลมีคำสั่งว่าสัญญาจะซื้อขายมีผลบังคับตามกฎหมายอีกไม่ ดังนั้นในกรณีนี้นายธนพลจึงไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย และไม่อาจใช้สิทธิทางศาลให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวได้ ตามมาตรา 55


สรุป ข้าพเจ้าจะแนะนำนายธนพลว่า นายธนพลยังไม่อาจฟ้องนายธนทรัพย์ต่อศาลหรือใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวได้

ข้อ 2. คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยต่อศาลขอให้ชำระหนี้ จำเลยยื่นคำให้การ แต่มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ จำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำให้การขอให้ศาลหมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ศาลได้หมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องขอของจำเลย ผู้ค้ำประกันให้การต่อสู้ว่า  ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง โจทก์แถลงคัดค้านว่าผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การไม่ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธินอกจากสิทธิที่จำเลยเดิมมีอยู่ ศาลไม่ฟังคำคัดค้านของโจทก์ พิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้มีผลไปถึงลูกหนี้ด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด(3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี…มาตรา 58 วรรคแรก ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมมาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้(1)    บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งทำได้โดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่นๆด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมจะยื่นคำให้การนอกเหนือจากคำให้การเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยโดยตรง หากแต่ศาลได้หมายเรียกผู้ค้ำประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ตามมาตรา 57(3) (ก) กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 วรรคแรก อันทำให้จำเลยร่วมมีสิทธิยื่นคำให้การโดยยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ ดังนั้น คำคัดค้านของโจทก์ในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น (ฎ. 2527/2525)

ส่วนประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยร่วมยื่นคำให้การยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ และศาลพิจารณาแล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้จะมีผลไปถึงจำเลยลูกหนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยต่อศาลขอให้ชำระหนี้และผู้ค้ำประกันก็ได้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว ซึ่งต้องรับผิดเมื่อจำเลยลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นคู่ความในคดีเดียวกัน เมื่อได้ความจำเลยร่วมได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องของอายุความไว้ กรณีเช่นนี้ถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งได้กระทำโดยจำเลยร่วมให้ถือว่าได้กระทำโดยจำเลยด้วย ตามมาตรา  59(1) เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ทั้งนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม ดังนั้น การที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้มีผลถึงลูกหนี้ด้วย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 6246/2540, ฎ. 839/2535)

สรุป คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3. นายไทยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พบกับนายจอห์นสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่นิวยอร์ก และได้ตกลงเช่าซื้ออาคารชุดของนายจอห์น ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อนายไทยได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จึงขอให้นายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวให้กับนายไทย แต่นายจอห์นไม่ดำเนินการ ดังนี้ นายไทยประสงค์จะฟ้องต่อศาลไทย ขอให้บังคับนายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวแก่นายไทย จะฟ้องต่อเขตศาลใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

วินิจฉัย

ตามมาตรา 4 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เมื่อเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ในการเสนอคำฟ้องต่อศาลอาจเสนอโดย

1.)    ศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาล กรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม หรือ
2.)    ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายไทยประสงค์จะฟ้องต่อศาลไทยขอให้บังคับนายจอห์นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวให้แก่นายไทย ถือว่าเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ (ฎ, 1115/2523) จึงอยู่ในบังคับมาตรา 4 ทวิ กรณีเช่นนี้นายไทยจึงสามารถฟ้องนายจอห์นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันถือว่าศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจอห์นจะมีสัญชาติใดก็ตาม

สรุป นายไทยสามารถฟ้องนายจอห์นให้โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดดังกล่าวแก่นายไทยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมแหวนเพชร 1 วง ราคา 5,000,000 บาท ของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งคืน ขอบังคับให้จำเลยคืนแหวนเพชรแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่ามีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยคืนแหวนเพชรให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทรัพย์ที่พิพาทมีราคาสูงศาลยังไม่ได้สืบพยานหลักฐานโจทก์ก่อนวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

                มาตรา 198 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

                เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลสิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

                วินิจฉัย

                กรณีตามอุทาหรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยยืมแหวนเพชรแล้วไม่ส่งคืน ขอบังคับให้จำเลยคืนแหวนเพชรให้แก่โจทก์ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีได้โดยไม่สืบพยานเพราะคำฟ้องดังกล่าวมิใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัว หรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ที่ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง แต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายศาลจึงมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ ตามมาตรา  198 ทวิ วรรคแรก ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทรัพย์ที่พิพาทมีราคาสูงศาลยังไม่ได้สืบพยานหลักฐานโจทก์ก่อนวินิจฉัยชี้ขาด จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3005 (LA 305),(LW 306) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ 

ข้อ 1.       โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1  และจำเลยที่ 2  ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์โดยประมาทในทางการที่จ้างชนโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลยที่ 2  จำเลยที่ 2  ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1  เข้าเป็นคู่ความร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 หากการพิจารณาให้จำเลยที่ 2 แพ้คดี จำเลยที่ 2 มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้  ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลจะออกหมายเรียกจำเลยที่ 1  เข้าเป็นคู่ความตามคำร้องขอของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57

วินิจฉัย   

ตามปัญหาจำเลยที่ 2 ร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นการ    ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความด้วยถูกหมายเรียกตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) แต่ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความจะต้องเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่โจทก์จำเลยในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลย จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นคู่ความ แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นคู่ความอยู่เพราะศาลยังต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ดังนั้นถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะไม่ออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความตามคำร้องขอของจำเลยที่ 2

 

ข้อ 2.       วรเดชตกลงซื้อที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีจากปัญญามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอยุธยาเพื่อก่อสร้างโรงงานโดยในสัญญาจะซื้อขายมีข้อตกลงกันว่าวรเดชได้ว่าจ้างปัญญาก่อสร้างโรงงานและจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา  ปัญญาผิดสัญญาวรเดชบอกเลิกสัญญาและประสงค์จะฟ้องปัญญาให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหาย  วรเดชจะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) และ 4 ทวิ

วินิจฉัย  

ตามปัญหาวรเดชผู้ซื้อที่ดินอ้างว่าปัญหาผู้ขายที่ดินผิดสัญญาไม่ก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา วรเดชจึงบอกเลิกสัญญาและประสงค์จะฟ้องเรียกค่ามัดจำคืน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ ต้องบังคับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(1) วรเดชชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

ดังนั้น วรเดชต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จังหวัดอยุธยา อันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

 

ข้อ 3.       เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดินขอให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ยังค้างชำระราคาที่ดินจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อเกิดจากการฉ้อฉลและสำคัญผิดเป็นโมฆะขอให้เพิกถอนโจทก์จากผู้ถือกรรมสิทธิ์และริบมัดจำ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา  ยอดได้เป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลย อ้างว่าจำเลยตกลงซื้อที่ดิน โจทก์ชำระเงินวันทำสัญญาบางส่วน โจทก์ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อแล้วจะชำระราคาส่วนที่เหลือให้โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระราคาที่ดิน      ที่ค้างแก่โจทก์  ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ  ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำฟ้องของโจทก์หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1 (3) และ 173 วรรคสอง (1)

วินิจฉัย   

ตามปัญหา เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยขอให้รังวัดแบ่งแยกที่ดินที่เอกซื้อจากยอด ยอดให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ยังค้างชำระราคาที่ดินที่จำเลยให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ซื้อเกิดจากการฉ้อฉลและสำคัญผิดเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนโจทก์จากผู้ถือกรรมสิทธิ์และริบมัดจำ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ยอดได้เป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลย อ้างว่าเอกซื้อที่ดินจากยอดแล้วไม่ชำระราคาที่ค้าง ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ     คดีที่ยอดเป็นโจทก์ฟ้องเอกเป็นจำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกับคดีที่เอกเป็นโจทก์ฟ้องยอดเป็นจำเลยและอยู่ในระหว่างพิจารณา ยอดเป็นโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อนและฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1(3) จำเลยฟ้องแย้งได้กลับฐานะเป็นโจทก์ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องแย้งในคดีก่อนและโจทก์เป็นคนเดียวกัน ข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เพราะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ดังนั้น ศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นฟ้องซ้อน

 

ข้อ 4.       โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์โดยไม่สุจริต  ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด  จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1  มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์มีมูลไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1  โดยไม่มีการสืบพยาน  ส่วนโจทก์กับจำเลยที่ 2  ศาลแจ้งกำหนดวันนัดสืบพยานให้ทราบแล้วโดยชอบ  ถึงกำหนดวันนัดสืบพยาน โจทก์และทนายไม่มาศาลมาแต่จำเลย  จำเลยขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ  ดังนี้ คำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยที่ 1  ขาดนัด และคำสั่งจำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง, มาตรา 200 และมาตรา 202

วินิจฉัย  

 ตามปัญหา เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้วการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ในบังคับ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรค 1 และวรรคสอง เมื่อศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์มีมูลไม่ขัดต่อกฎหมาย ก่อนศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีศาลต้องสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพราะคดีนี้เป็นการพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ โดยโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินจำเลยมาปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หากศาลพิพากษาชี้ขาดไปโดยไม่มีการสืบพยานจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2    ยื่นคำให้การต้องพิจารณาคดีไปอย่างธรรมดา เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม    ป.วิ.แพ่ง มาตรา 200 และเมื่อจำเลยขอให้ศาลยกฟ้องหมายถึงจำเลยประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป     แต่ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 202

สรุป   คำพิพากษาศาลที่ชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน