LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นาย  ก  ฟ้องนาย  ข  ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อศาลจังหวัด  ขอให้ศาลจังหวัดพิพากษาลงโทษประหารชีวิต  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดจ่ายสำนวนให้นายยุติธรรมผู้พิพากษาศาลจังหวัดทำการไต่สวนมูลฟ้อง  นายยุติธรรมไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เห็นว่า

(ก)  คดีมีมูล  จึงสั่งประทับฟ้อง

(ข)  คดีไม่มีมูล  จึงพิพากษายกฟ้อง

คำสั่ง  หรือคำพิพากษาของนายยุติธรรมทั้งสองกรณีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ให้อธิบายและยกเหตุผลประกอบคำตอบ

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่าควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา  25(5)

วินิจฉัย

(ก)  การที่นายยุติธรรมผู้พิพากษาศาลจังหวัด  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาคนเดียวทำการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล  จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง  นายยุติธรรมย่อมมีอำนาจทำได้  คำสั่งของนายยุติธรรมกรณีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย  เพราะคำสั่งประทับฟ้องเป็นคำสั่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(3)  ไม่ทำให้คดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องเสร็จเด็ดขาด  จะต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

(ข)  เมื่อนายยุติธรรมผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล  ควรพิพากษายกฟ้อง  แต่คดีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนด  คือมีอัตราโทษประหารชีวิต  ซึ่งถือว่าเกินอัตราโทษตามมาตรา  25(5)  ไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียว  นายยุติธรรมผู้พิพากษาที่ทำการไต่สวนมูลฟ้องจะพิพากษายกฟ้อง  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  31(1)  ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ระหว่างการทำพิพากษาคดี  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ดังนั้นจึงต้องมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ  ตามมาตรา  26  และผู้พิพากษาที่จะเป็นองค์คณะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาดังกล่าวนั้นได้แก่  ผู้พิพากษาที่บัญญัติไว้ในมาตรา  29(3)  คือ  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  หรือผู้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ดังนั้นการที่นายยุติธรรมโดยลำพังไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  คำพิพากษาของนายยุติธรรมจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป

(ก)  คำสั่งประทับฟ้องของนายยุติธรรมชอบด้วยกฎหมาย

(ข)  คำพิพากษายกฟ้องของนายยุติธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  นายขาวฟ้องนายดำฐานยักยอก  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  60,000  บาท  ต่อศาลแขวง  โดยมีนายธรรมผู้พิพากษาประจำศาลแขวง  เป็นผู้พิจารณาคดี  ต่อมานายธรรมพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำ  1  ปี  นายธรรมจึงนำสำนวนไปปรึกษานายจักร  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวง  แต่เนื่องจากนายจักรติดราชการที่อื่น  จึงมอบหมายให้นายดุล  ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลแขวงนั้นเป็นผู้ทำการแทน  เมื่อนายดุลตรวจสำนวนแล้ว  จึงลงลายมือชื่อร่วมกับนายธรรม  คำพิพากษานี้ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(3) ในศาลชั้นต้น  ได้แก่  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  อธิบดีผู้พิพากษาภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  แล้วแต่กรณี

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(2) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา  25(5)  แล้ว  เห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

วินิจฉัย

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในคดีอาญาตามมาตรา  25(3)  และ  (5)  กล่าวคือ  ไม่มีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา  และไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  60,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือน  หรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

เมื่อนายธรรมผู้พิพากษาประจำศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  การที่นายธรรมพิพากษาลงโทษจำคุกนายดำเกิน  1  ปี  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคท้าย

ดังนั้น  เมื่อนายธรรมไม่มีอำนาจมาตั้งแต่ต้นแล้ว  แม้จะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือน  ก็ไม่จำต้องพิเคราะห์บทบัญญัติตามมาตรา 29(3)  และมาตรา  31(2)  แต่อย่างใด

สรุป  คำพิพากษาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ  3  ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  (ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288)  แล้วเห็นว่า  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นตามที่โจทก์ฟ้องจริง  จึงพิพากษาจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในระยะเวลาอุทธรณ์  ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  พนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเบาไป  ควรลงโทษประหารชีวิต  ส่วนจำเลย  เห็นว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไป  พนักงานอัยการโจทก์และจำเลยจึงฎีกาขึ้นไปยังศาลฎีกา  โดยพนักงานอัยการโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษประหารชีวิตจำเลย  ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลล่างลงโทษ

ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา  ท่านจะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  22  ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาลและมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรอยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพาทลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  22  ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว  จะเห็นว่าโดยหลักการแล้ว  ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่คู่ความอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาเท่านั้น  ดังนั้นหากคู่ความมิได้อุทธรณ์  คดีย่อมยุติเสร็จเด็ดขาดไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  แต่ความในมาตรา  22(1)  ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นกำหนดให้ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  คือ  เมื่อโจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ในกรณีนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คดีก็เป็นอันยุติ  จะฎีกาอีกต่อไปมิได้

ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์  ศาลชั้นต้นจึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  การที่ศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนไว้พิจารณาและพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คดีจึงเป็นอันยุติ  ตามมาตรา  245  วรรคสองตอนท้าย  โจทก์และจำเลยจะฎีกาต่อไปไม่ได้  ดังนั้นถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะยกฎีกาของทั้งโจทก์และจำเลย

สรุป  ข้าพเจ้าฯจะยกฎีกาของทั้งโจทก์และจำเลย

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายดีเป็นโจทก์ฟ้องนายเกเรต่อศาลแขวง  (ในท้องที่นั้นมีทั้งศาลจังหวัดและศาลแขวง)  ในข้อหากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี  ปรับไม่เกินหกพันบาท  นายนิติผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดแห่งนั้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล  จึงพิพากษายกฟ้อง  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม  (3)  (4)  หรือ  (5)

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  ประกอบมาตรา  17 

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำพิพากษายกฟ้องของนายนิติผู้พิพากษาประจำศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  อำนาจของผู้พิพากษาประจำศาลนั้นถูกจำกัดโดยบทบัญญัติมาตรา  25  วรรคท้าย  กล่าวคือ  ไม่มีอำนาจตามมาตรา  25(3)  (4)  และ  (5)  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายนิติเป็นผู้พิพากษาประจำศาล  นายนิติจึงไม่มีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา  การที่นายนิติผู้พิพากษาประจำศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล  จึงพิพากษายกฟ้อง  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(3) ประกอบวรรคท้าย

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  นายดำผู้พิพากษาศาลแขวงได้นั่งพิจารณาคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่พันบาท  เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยสิบเดือนและปรับสองพันบาท  จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  คงลงโทษจำคุกห้าเดือนและปรับหนึ่งพันบาท  แต่เนื่องจากจำเลยเป็นนักศึกษาและเป็นความผิดครั้งแรกสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนดหนึ่งปี

คำพิพากษาของนายดำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบมาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

วินิจฉัย

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  60,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(5)  ประกอบมาตรา  17

แต่ในการพิพากษาคดีอาญา  ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวถูกจำกัดอำนาจในการพิพากษาตามมาตรา  25(5)  กล่าวคือ  จะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน  6  เดือนหรือปรับเกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้  ทั้งนี้พิจารณาจากอัตราโทษที่ศาลลงแก่จำเลยในขั้นสุดท้ายหลังจากมีการลดมาตราส่วนโทษ  เพิ่มโทษ  หรือลดโทษตามกฎหมายแล้ว  ดังนั้นการที่ศาลแขวงโดยนายดำ  ผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด  10  เดือน  ปรับ  2,000  บาทแต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  78  คงเหลือให้จำคุก  5  เดือน  และปรับ  1,000  บาท  ย่อมกระทำได้  เพราะไม่เกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว  ตามมาตรา  25(5)  (ฎ.1125/2481)

ส่วนประเด็นที่ศาลรอการลงโทษจำคุกกำหนด  1  ปีนั้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  แม้ศาลจะรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดเกินกว่า  6  เดือน  ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวก็มีอำนาจทำได้  ไม่ถือว่าเกินอำนาจของศาลแขวง  ทั้งนี้เนื่องจากการรอการลงโทษมิใช่การลงโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  18

สรุป  คำพิพากษาของนายดำชอบด้วยกฎหมาย 

 

ข้อ  3  นายหนึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายสอง  นายสามและนายสี่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี  ขณะทำคำพิพากษาคดีนั้น  นายสองหัวใจวายถึงแก่ความตาย  นายสามและนายสี่จึงนำคดีไปปรึกษานายหนึ่ง  แต่นายหนึ่งได้ลาพักผ่อนไปต่างประเทศพอดี  นายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์ที่มีอาวุโสสูงสุดจึงสั่งให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสอง  ร่วมกับนายสามและนายสี่  ทำคำพิพากษาคดีต่อไป

การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  8  วรรคสอง  เมื่อตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค  ว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  เป็นผู้ทำการแทน  ถ้ามีรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคหลายคน  ให้รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน  ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา  27  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  หรือศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

มาตรา  29  ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด  หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  และศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย  ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(2) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค  ได้แก่  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองประธานศาลอุทธรณ์  หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาคแล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆตามมาตรา  8  มาตรา  9  และมาตรา  13  มีอำนาจตาม  (1)  (2)  และ  (3)  ด้วย

มาตรา  30  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  หมายถึง  กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่  หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป  หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา  หรือคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

การที่นายหนึ่ง  ประธานศาลอุทธรณ์ภาคจ่ายสำนวนคดีให้นายสอง  นายสาม  และนายสี่  เป็นองค์คณะพิจารณาคดีอาญาเรื่องหนึ่งนั้น ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  27  วรรคแรกที่บังคับว่าในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสอง  ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  29  หมายถึงในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย  หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี  เช่น  เจ็บป่วย  ตาย  หรือโอนย้ายไปรับราชการในตำแหน่งอื่น  เป็นต้น  ทำให้ไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้  บทบัญญัติมาตรา  29(2)  จึงกำหนดให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาและมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายสอง  หัวใจวายกะทันหันในระหว่างการทำคำพิพากษา  ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  ตามมาตรา  30  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  29(2)  ที่ต้องให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา  เพื่อให้ครบองค์คณะ  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายหนึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้ลาพักผ่อนไปต่างประเทศ  จึงไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ดังนั้นรองประธานศาลอุทธรณ์จึงต้องเป็นผู้ทำการแทนและมีอำนาจเข้าเป็นองค์คณะแทนได้  ตามมาตรา  29(2)  และวรรคท้าย  ประกอบมาตรา  8  วรรคสอง  นายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์จึงต้องลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยตนเองเท่านั้น  จะมอบหมายให้นายห้าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าเป็นองค์คณะแทนนายสองไม่ได้  เพราะมาตรา  29(2)  ไม่ได้ให้อำนาจในการมอบหมายเอาไว้  การกระทำของนายยอดรองประธานศาลอุทธรณ์จึงมิชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การกระทำของนายยอดไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ศาลจังหวัดราชบุรีและศาลแขวงราชบุรีมีอาณาเขตตลอดจังหวัดราชบุรี  โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดินซึ่งอ้างว่าเป้นของโจทก์  จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย  ศาลสั่งไต่สวนราคาที่ดินและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลตามราคาที่ดินที่พิพาท  ปรากฏว่าเมื่อไต่สวนแล้วที่ดินพิพาทมีราคาสองแสนเจ็ดหมื่นบาท  ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่าราคาที่ดินพิพาทไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดราชบุรี  จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  ให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ว่าศาลจังหวัดราชบุรีสั่งไม่ชอบ  ท่านเห็นด้วยกับโจทก์หรือไม่  ให้อธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  16  วรรคท้าย  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด  และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน  3  แสนบาท  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน  โดยหลักแล้วคำฟ้องเช่นนี้ไม่ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์  แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย  คดีจึงเป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือจำเลย  ส่งผลให้คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์

เมื่อกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์  ก็ต้องมีการตีราคาที่ดินพิพาท  ปรากฏว่าเมื่อไต่สวนแล้วที่ดินพิพาทมีราคาสองแสนเจ็ดหมื่นบาท  ถือว่าทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาท  คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า  การที่ศาลจังหวัดมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  ให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจนั้นชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่  เห็นว่า  ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด  แต่ปรากฏภายหลังว่าคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง  บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  16  วรรคท้ายได้กำหนดบังคับให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจเท่านั้น  ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  และให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลแขวงนั้นย่อมไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  โจทก์ย่อมอุทธรณ์คำสั่งของศาลจังหวัดราชบุรีดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้

สรุป  ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับโจทก์  เนื่องจากคำสั่งของศาลจังหวัดราชบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครพนม  จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้แก่นายดำผู้พิพากษาศาลจังหวัดและนางสาวสวยผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดนครพนมมาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา องค์คณะดังกล่าวได้สืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว  ยังไม่ได้สืบพยานจำเลย  นายเอกได้โอนสำนวนคดีไปให้นายเขียวและนายขาวผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครพนมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาแทน  โดยให้ความเห็นว่าเพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  นายดำจึงโต้แย้งว่านายเอกไม่มีอำนาจทำความเห็นในการโอนสำนวนคดี  ผู้มีอำนาจทำความเห็นจะต้องเป็นตน  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด

ท่านเห็นว่า  การโต้แย้งของนายดำฟังขึ้นหรือไม่  (ในศาลจังหวัดนครพนมมีนายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  นายแดงผู้พิพากษาอาวุโส  นายดำ  นายเขียว  นายขาวและนางสาวสวย  ผู้พิพากษาจังหวัดและผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดตามลำดับ)

ธงคำตอบ

มาตรา  33  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี  ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด  ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และรองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  แล้วแต่กรณีที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดี  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง  ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  แล้วแต่กรณี  ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น  ให้รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น  เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน  ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  มีหนึ่งคนหรอมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

วินิจฉัย

เมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล  จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว  ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาไปจนเสร็จสำนวน  จะเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไม่ได้  เว้นแต่

1       เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  ในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และ

2       ในกรณีของศาลจังหวัด  ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด  ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้นเสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น  หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  นายเอกมีอำนาจในการทำความเห็นให้โอนสำนวนคดีหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อนายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาลได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว  แม้นายเอกจะเห็นว่าเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาคดี  นายเอกก็ไม่มีอำนาจทำความเห็นให้โอนสำนวนคดีดังกล่าวไปให้นายเขียวและนายขาวผู้พิพากษาอื่นในศาลจังหวัดเป็นองค์คณะแทนได้  เนื่องจากพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดไว้โดยเฉพาะตัวแล้วว่าผู้มีอำนาจเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นได้นั้น  ต้องเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้นเท่านั้น  ซึ่งในที่นี้ก็คือ  นายเขียว  (ส่วนนายแดงแม้จะเป็นผู้พิพากษาอาวุโส  ก็ไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีได้ตามมาตรา  33  วรรคสาม)  ดังนั้นที่นายดำโต้แย้งว่านายเอกไม่มีอำนาจทำความเห็นในการโอนสำนวนคดีจึงฟังขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  ที่นายดำโต้แย้งว่า  ผู้มีอำนาจทำความเห็นจะต้องเป็นตน  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดนั้นฟังขึ้นหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาถึงลำดับอาวุโสในศาลจังหวัดนครพนมแล้ว  ถือว่านายดำเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด  แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนายดำเป็นองค์คณะในคดีดังกล่าว  นายดำจึงไม่อาจเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีดังกล่าวได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  33  วรรคแรก  ในกรณีนี้บทบัญญัติมาตรา  33  วรรคสองจึงให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น  เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน  ซึ่งก็คือ  นายเขียว  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง  การโต้แย้งของนายดำในประเด็นจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ที่นายดำโต้แย้งว่านายเอกไม่มีอำนาจทำความเห็นในการโอนสำนวนคดีนั้นฟังขึ้น  ส่วนที่โต้แย้งว่าผู้มีอำนาจทำความเห็นในการโอนสำนวนคดีจะต้องเป็นตนเพราะเป็นผู้พิพากษาที่มอาวุโสสูงสุดนั้นฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินให้เช่า  และเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระเป็นจำนวนเงินสองแสนบาทต่อศาลจังหวัด  จำเลยให้การต่อสู้ว่า  สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดเวลา  และไม่เคยค้างค่าเช่า  โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยโดยมีนายจันทร์ผู้พิพากษาอาวุโส  และนายอังคารผู้พิพากษาศาลจังหวัดเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  นายจันทร์เห็นว่าคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทไม่ยุ่งยาก  และจำนวนที่พิพาทก็ไม่เกินสามแสน  จึงทำการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จแล้วให้นายอังคารทำการตรวจสำนวน  ก่อนที่ทั้งสองจะลงลายมือชื่อร่วมกันในคำพิพากษา  คำพิพากษานี้ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  18  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น  และในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดซึ่งเป็นศาลชั้นต้นนั้น  ต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะอย่างน้อย  2  คนโดยต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน  1  คนตามมาตรา  18  และมาตรา  26

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำพิพากษาของศาลชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระเป็นเงินสองแสนบาท  โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าที่ดินที่เช่าเป็นของจำเลยแต่อย่างใด  จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดตามมาตรา  18

สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งของศาลจังหวัดนั้น  ถ้าเป็นคดีมีทุนทรัพย์และราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา  25(4)  แต่สำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น  ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดซึ่งเป็นศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีไม่มีทุนทรัพย์ทุกประเภท  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  2  คน  เป็นองค์คณะ  ดังนั้น  การที่นายจันทร์ผู้พิพากษาอาวุโสแต่เพียงผู้เดียวได้ทำการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จโดยมิได้ร่วมพิจารณาคดีกับนายอังคารด้วย  จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  26  นายอังคารจึงไม่สามารถทำคำพิพากษาในคดีนี้ได้

ดังนั้น  การที่นายอังคารทำการตรวจสำนวนก่อนที่จะร่วมลงลายมือชื่อในคำพิพากษา  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  คำพิพากษาดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2/2552

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3004 (LA 304),(LW 305) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องนาย  ก  ว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ต่อศาลจังหวัดราชบุรี  ระหว่างพิจารณาคดีนาย  ก  ไปกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ขึ้นอีกในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรี  ศาลแขวงราชบุรีพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำคุกนาย  ก  มีกำหนด  6  เดือน  แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด  2  ปี  ในระหว่างที่ยังไม่พ้นกำหนดการรอการลงโทษ  ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาให้จำคุกนาย  ก  มีกำหนด  1  ปี  และให้นำโทษจำคุกที่ศาลแขวงราชบุรีรอการลงโทษไว้มาบวกเข้าเป็นลงโทษจำคุกนาย  ก  1  ปี  6  เดือน

คำพิพากษาของศาลจังหวัดราชบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  58  วรรคแรก  เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง  หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า  ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา  56  ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น  ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง  หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง  แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

การบวกโทษที่รอการลงโทษไว้  เป็นการนำเอาโทษที่ศาลในคดีก่อนพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยไว้  แต่ให้รอการลงโทษที่กำหนดไว้นั้นภายในเวลาที่ศาลกำหนด  เมื่อจำเลยมากระทำผิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้  และคดีนั้นอยู่ในอำนาจศาลจังหวัด  ศาลจังหวัดก็จะต้องนำเอาโทษที่ศาลในคดีก่อนกำหนดและให้รอการลงโทษจำเลยไว้มาบวกกับโทษในคดีหลังตาม  ป.อ.มาตรา  58

คำพิพากษาศาลจังหวัดราชบุรีไม่ชอบ  เพราะนาย  ก  กระทำความผิดในคดีก่อนคดีที่ศาลแขวงราชบุรีจะพิจารณาพิพากษาให้รอการลงโทษ  ไม่ได้กระทำผิดในระหว่างที่ศาลแขวงพิพากษาให้รอการลงโทษ  ทั้งนี้แม้ศาลจังหวัดจะพิพากษาให้จำคุกนาย  ก  ศาลจังหวัดก็ไม่มีอำนาจที่จะนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีของศาลจังหวัดราชบุรีได้  เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ  (ฎ.3523/2545)

สรุป  คำพิพากษาของศาลจังหวัดราชบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  พันตำรวจเอกขาวออกตรวจราชการในเวลากลางคืนพบนายแดงขับรถในขณะเมาสุรา  จึงเรียกให้หยุดและทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์  แต่นายแดงไม่ยอมอ้างว่าไม่ได้เมาสุรา  นายดำเพื่อนนายแดงซึ่งนั่งอยู่ในรถด้วย  จึงออกมาโต้เถียงแทนนายแดง  เมื่อเห็นว่าพันตำรวจเอกขาวไม่ยอมปล่อยนายแดงแน่แล้วจึงด่าทอพันตำรวจเอกขาวด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องนายดำต่อศาลแขวงขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  326  ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน  1  ปี  และปรับไม่เกิน  20,000  บาท  และขอให้ศาลแขวงบังคับให้นายดำจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงิน  300,000  บาทด้วย  เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลแขวงได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายดำมีกำหนด  6  เดือน  และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  100,000  บาท  คำพิพากษาของศาลแขวงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน  หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  44/1  วรรคแรก  ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต  ร่างกาย  จิตใจ  หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย  ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากกากระทำความผิดของจำเลย  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้

วินิจฉัย

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  326  ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน  1  ปี  และปรับไม่เกิน  20,000  บาท  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(5)  ประกอบมาตรา  17

แม้ศาลแขวงจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  6  เดือน  ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวงตามมาตรา  25(5)  ก็ตาม  แต่กรณีเรียกค่าสินไหมทดแทนนั้น  พนักงานอัยการไม่มีอำนาจเรียกแทนผู้เสียหายตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  44/1  ดังนั้น  คำพิพากษาของศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  คำพิพากษาของศาลแขวงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  ศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิจารณาคดีอาญาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  288  ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี  แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้วคู่ความมิได้อุทธรณ์  ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนคดีดังกล่าวแล้วจึงนำมาดำเนินการพิจารณาพิพากษาองค์คณะของศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ทารุณโหดร้าย  จึงร่วมกันแก้ไขคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นประหารชีวิต

ท่านเห็นว่าการรับคดีซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ตลอดจนการแก้ไขคำพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  22  ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาลและมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรอยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพาทลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์  และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  245  วรรคสอง  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  22  ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าวจะเห็นว่าโดยหลักการแล้ว  ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่คู่ความอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาเท่านั้น  ดังนั้นหากคู่ความมิได้อุทธรณ์  คดีย่อมยุติเสร็จเด็ดขาดไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  แต่ความในมาตรา  22(1)  ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นกำหนดให้ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิพากษายืนตาม  แก้ไข  กลับ  หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต  หรือจำคุกตลอดชีวิต  ในเมื่อคดีได้ส่งมายังศาลอุทธรณ์  หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  245  วรรคสอง  คือ  เมื่อโจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษานั้น  และพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  ในกรณีนี้หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คดีเป็นอันยุติ  คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้

ดังนั้น  เมื่อศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต  พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์  ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  245  วรรคสอง  การที่ศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนดังกล่าวมาเพื่อพิจารณาพิพากษาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  22(1)

แต่อย่างไรก็ตาม  ศาลอุทธรณ์จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีเพื่อลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  212  ทั้งนี้เพราะคดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษา  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคดีนั้นโจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยเท่านั้น

สรุป

การรับคดีของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การแก้ไขคำพิพากษาโดยศาลอุทธรณ์  ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม S/2552

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเจี๊ยบผู้พิพากษาศาลจังหวัดได้พิจารณาคดีแพ่งที่นายป๋อฟ้องนายแป๋งว่าทำละเมิด  เรียกค่าสินไหมทดแทน  3  แสนบาท  นายแป๋งให้การต่อสู้ว่า  นายป๋อเป็นผู้ทำละเมิดและฟ้องแย้งเรียกค่าสินไหมทดแทน  4  แสนบาท  แล้วพิพากษาให้นายป๋อเป็นฝ่ายชนะคดี ยกฟ้องนายแป๋ง 

ท่านว่าการพิจารณาพิพากษาคดีของนายเจี๊ยบชอบหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ตามหลักพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25(4)  ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนเดียวของศาลจังหวัด  (ศาลชั้นต้น)  มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์  (ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง)  ไม่เกิน  3  แสนบาท

การที่นายเจี๊ยบผู้พิพากษาคนเดียวของศาลจังหวัดได้พิจารณาคดีแพ่งที่นายป๋อฟ้องนายแป๋งว่าทำละเมิด  เรียกค่าสินไหมทดแทน  3 แสนบาทนั้น  ถือว่าเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์  คือ  จำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน  3  แสนบาท  จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัด  ดังนั้นนายเจี๊ยบจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว

แต่ในกรณีที่นายแป๋งให้การต่อสู้ว่านายป๋อเป็นผู้ทำละเมิด  และฟ้องแย้งเรียกค่าสินไหมทดแทน  4  แสนบาทนั้น  การฟ้องแย้งของนายแป๋งถือว่าเป็นการฟ้องคดีใหม่  การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องคำนวณแยกจากฟ้องเดิม  ดังนั้นเมื่อการฟ้องแย้งของนายแป๋งเป็นคดีทีมีทุนทรัพย์เกิน  3  แสนบาท  จึงเกินอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว  ดังนั้น  นายเจี๊ยบผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องแย้งของนายแป๋ง  และเมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์  นายเจี๊ยบได้พิจารณาพิพากษาฟ้องแย้งของนายแป๋งโดยพิพากษายกฟ้องฟ้องแย้งของนายแป๋ง  การพิจารณาพิพากษาคดีของนายเจี๊ยบจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การพิจารณาพิพากษาคดีของนายเจี๊ยบ  ในกรณีที่นายป๋อฟ้องชอบด้วยกฎหมาย  แต่การพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนที่นายแป๋งฟ้องแย้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  ในศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา  มีนายนิติ  ผู้พิพากษาศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา  ได้พิจารณาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์สามแสนบาท  ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดี  ข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทเกินสามแสนบาท  นายนิติเห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้  จึงนำคดีไปปรึกษากับนายยิ่งใหญ่  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาตรวจสำนวนลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาร่วมกับนายนิติ  พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี  คำพิพากษาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  26  ภายใต้บังคับมาตรา  25  ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น  นอกจากศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา  31  เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้างล่วงได้ตามมาตรา  28  และมาตรา  29  นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา  30  แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(4) กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา  25(4)  ไปแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

วินิจฉัย

ตามหลักของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ศาลแขวงซึ่งมีผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์  (ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง)  ไม่เกิน  3  แสนบาท  (มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17)

การที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาได้พิจารณาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์  3  แสนบาทนั้น  นายนิติผู้พิพากษาศาลแขวงฯ  ย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าวได้ตามมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17  แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในระหว่างการพิจารณาคดีว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทเกิน  3  แสนบาท  คดีจึงเกินอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา  ดังนั้นนายนิติผู้พิพากษาศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ  และคืนฟ้องให้โจทก์เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจ  นายนิติจะนำคดีไปปรึกษากับนายยิ่งใหญ่  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะทำคำพิพากษา  โดยเห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา  31(4)  มิได้  เพราะตามมาตรา  26  ประกอบกับมาตรา  31(4)  นั้นเป็นการให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นเท่านั้น  มิได้ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาในการพิพากษาคดีในศาลแขวงแต่อย่างใด  อีกทั้งถ้าให้อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวในศาลแขวงดำเนินการดังกล่าวได้  ก็จะเป็นการขยายอำนาจของศาลแขวงให้มีอำนาจเหมือนศาลจังหวัด

ดังนั้น  การที่นายนิติไม่สั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแต่นำคดีดังกล่าวไปปรึกษากับนายยิ่งใหญ่  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาตรวจสำนวน  และลงลายมือชื่อร่วมกับนายนิติ  พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้น  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  คำพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  นายขาว  นายดำ  นายเทา  ผู้พิพากษาศาลฎีกา  ได้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ปรากฏว่าคดีดังกล่าวมีปัญหาข้อกฎหมายที่องค์คณะทั้งสามไม่อาจหาข้อยุติได้  จึงได้เสนอต่อประธานศาลฎีกาให้มีการนำคดีเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  ในการประชุมใหญ่นั้น  มีองค์คณะทั้งสามคนและผู้พิพากษาในศาลฎีกาอีกแปดสิบคนเข้าร่วมประชุมจนได้ข้อยุติ  แต่นายเทาไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมใหญ่  จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะ  นายเก่งผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มิได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ศาลฎีกา  จึงลงลายมือชื่อในคำพิพากษาร่วมเป็นองค์คณะกับนายขาวและนายดำหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีแล้ว 

คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  27  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ภาค  หรือศาลฎีกา  ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้นหรือในแผนกคดีของศาลดังกล่าว  เมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว  มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นได้  และเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  27  วรรคแรก  ได้บัญญัติว่า  ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกานั้น  จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย  3  คนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้  ดังนั้นตามอุทาหรณ์  การที่นายขาว  นายดำ  และนายเทา  ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเรื่องหนึ่งนั้น  การพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษาทั้งสามคนในคดีดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

และในกรณีที่มีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา  พระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  27  วรรคสอง  ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าประชุมใหญ่ศาลฎีกาเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีที่ประชุมใหญ่แล้ว  มีอำนาจพิพากษาคดีนั้นได้

เมื่อตามอุทาหรณ์  ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  ได้มีการนำคดีแพ่งเรื่องดังกล่าวทีมีปัญหาข้อกฎหมายที่องค์คณะทั้งสามไม่อาจหาข้อยุติได้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจนได้ข้อยุติ  แต่นายเทาซึ่งไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมใหญ่  จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะ  และนายเก่งผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มิได้เข้าประชุมใหญ่ศาลฎีกา  จึงลงลายมือชื่อในคำพิพากษาร่วมเป็นองค์คณะกับนายขาว  และนายดำหลังจากได้ตรวจสำนวนแล้วนั้น  คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะแม้คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวจะได้มีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาครบ  3  คนเป็นองค์คณะแล้วก็ตาม  แต่นายเก่งมิได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ของศาลฎีกาในครั้งนี้  ดังนั้นนายเก่งจึงไม่มีอำนาจในการตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาตามมาตรา  27  วรรคสอง

สรุป  คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 1/2553

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายอรรถเป็นโจทย์ฟ้องนายนิติเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสงขลา  ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทย์  พร้อมทั้งดอกเบี้ยเป็นจำนวนสามแสนบาท  จำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินไปจากโจทย์  แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันทำธุรกิจการค้ากัน  ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  และจำเลยฟ้องแย้งว่าในการทำธุรกิจการค้ากับโจทก์  โจทก์เป็นหนี้จำเลยเป็นเงินสี่แสนบาท  ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนสี่แสนบาทแก่จำเลยประการหนึ่ง

นายดำเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสงขลาว่า  จำเลยยืมรถตัดฟ่อนข้าวของโจทก์ไปเพื่อตัดฟ่อนข้าวในนาของจำเลย เมื่อตัดฟ่อนข้าวเสร็จแล้วโจทก์ขอคืนรถตัดฟ่อนข้าวของโจทก์จำเลยก็ไม่ยอมคืน  ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนรถตัดฟ่อนข้าวให้แก่โจทก์  หากจำเลยคืนรถตัดฟ่อนข้าวให้แก่โจทก์ไม่ได้  ให้จำเลยใช้ค่ารถตัดฟ่อนข้าวแก่โจทก์เป็นเงินสองแสนเก้าหมื่นบาท  ศาลแขวงพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนรถตัดฟ่อนข้าวให้แก่โจทก์  หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินสองแสนเก้าหมื่นบาท  หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล  โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์คันหนึ่งราคาแปดแสนบาทจากบ้านจำเลย  ปรากฏว่ารถยนต์เป็นของนายเขียวเพื่อนบ้านจำเลย  นายเขียวจึงมายื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อศาลแขวงสงขลาว่ารถยนต์เป็นของตน  ขอให้ศาลปล่อยการยึด  อีกประการหนึ่ง

ศาลแขวงสงขลาจะรับฟ้องแย้งของจำเลยในประการแรก  และจะรับคำร้องขัดทรัพย์ของนายเขียวในประการหลังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  288  ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น

วินิจฉัย

ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา  25  วรรคแรก  (4)  ประกอบมาตรา  17  คือ  คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน  3  แสนบาท

มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคือ  ประการแรก  ศาลแขวงสงขลาจะรับฟ้องแย้งของจำเลยได้หรือไม่  และประการที่สอง  ศาลแขวงสงขลาจะรับคำร้องขัดทรัพย์ของนายเขียวได้หรือไม่

ประการแรก  กรณีเกี่ยวกับ  การฟ้องแย้ง  นั้น  มีหลักว่า  ถ้าจำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีเดิม  (ฟ้องแย้ง)  และจำเลยได้ฟ้องมาในคำให้การของจำเลยตาม  ป.วิ.แพ่ง  มาตรา  177  นั้น  ถือว่าเป็นการฟ้องคดีใหม่  ดังนั้นการคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องคำนวณแยกต่างหากจากฟ้องเดิม  และถ้าฟ้องแย้งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  หรือมีทุนทรัพย์เกินกว่า  300,000  บาท  ศาลแขวงจะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาไม่ได้

และข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์  การที่นายอรรถเป็นโจทก์ฟ้องนายนิติเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสงขลา  ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวน  300,000  บาท  นั้นถือว่าเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน  300,000  บาท  จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสงขลาที่จะรับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25  วรรคแรก  (4)  ประกอบมาตรา  17

แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์  แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันทำธุรกิจการค้ากัน  และจำเลยได้ฟ้องแย้งว่าในการทำธุรกิจการค้ากับโจทก์  โจทก์เป็นหนี้จำเลยเป็นเงิน  400,000  บาท  จึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  และให้ศาลพิพากษาบังคับให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน  400,000  บาท  แก่จำเลยนั้น  การฟ้องแย้งของจำเลยถือว่าเป็นการฟ้องคดีใหม่  เมื่อคดีฟ้องแย้งเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน  300,000  บาท  จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ดังนั้นศาลแขวงสงขลาจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้เพื่อพิจารณาพิพากษาไม่ได้

ประการที่สอง  เกี่ยวกับ  การร้องขัดทรัพย์  นั้น  ตาม  ป.วิ.แพ่ง  มาตรา  288  ได้วางหลักไว้ว่า  ในการฟ้องขัดทรัพย์ต้องร้องยังศาลที่ออกหมายบังคับคดี  ถ้าคดีฟ้องร้องที่ศาลแขวง  ศาลแขวงออกหมายบังคับคดีการร้องขัดทรัพย์ต้องร้องที่ศาลแขวง  โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาของทรัพย์ที่ถูกยึด  แม้ว่าราคาของทรัพย์ที่ถูกยึดจะเกิน  300,000  บาท  ผู้พิพากษาศาลแขวงก็มีอำนาจสั่งยกเลิกการยึดทรัพย์ได้

และกรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อศาลแขวงสงขลาได้ออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดรถยนต์คันหนึ่งราคา  800,000  [ท  จากบ้านจำเลย  แต่ปรากฏว่ารถยนต์เป็นของนายเขียว  และนายเขียวได้มายื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อศาลแขวงสงขลาว่ารถยนต์เป็นของตน  ขอให้ศาลปล่อยการยึดนั้น  ดังนี้แม้ทรัพย์ที่ถูกยึดจะมีราคาเกิน  300,000  บาท  ศาลแขวงสงขลาก็มีอำนาจสั่งคำร้องขัดทรัพย์ของนายเขียวได้ตาม  ป.วิ.แพ่ง  มาตรา  288  โดยไม่ถูกจำกัดราคาของทรัพย์  ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

สรุป  ศาลแขวงสงขลาจะรับฟ้องแย้งของจำเลยในประการแรกไม่ได้  แต่จะรับคำร้องขัดทรัพย์ของนายเขียวประการหลังได้

 

ข้อ  2  ในศาลจังหวัดมีนายเอกเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  นายโทผู้พิพากษาอาวุโส  นายดำ  นายแดง  นายเขียว  ผู้พิพากษาศาลจังหวัดตามลำดับ  และนายกล้าผู้พิพากษาประจำศาล นายเอกได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและนายแดงเป็นองค์คณะพิจารณาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ต่อมานายเขียวทราบว่านายแดงเป็นญาติกับฝ่ายจำเลยจึงนำความไปบอกนายเอก  นายเอกเห็นว่าอาจจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น  นายเอกจึงให้นายเขียวทำความเห็นเสนอต่อตนและนายเอกได้เรียกคืนสำนวนคดีดังกล่าว

ท่านเห็นว่าการกระทำของนายเอกชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  33  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี  ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด  ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และรองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  แล้วแต่กรณีที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดี  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง  ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น  แล้วแต่กรณี  ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น  ให้รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น  เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน  ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค  รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  มีหนึ่งคนหรอมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด  ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติดังกล่าว  โดยหลักแล้วเมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล  จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว  ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาไปจนเสร็จสำนวน  จะเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไม่ได้  เว้นแต่

1       เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม  ในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  และ

2       ในกรณีของศาลจังหวัด  ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด  ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้นเสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น  หรือโอนสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

การที่นายเอกผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด  ได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและนายแดงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ดังนี้ถ้านายเอกเห็นว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น  จึงให้นายเขียวผู้พิพากษาศาลจังหวัดทำความเห็นเสนอต่อตน  และนายเอกได้เรียกคืนสำนวนคดีดังกล่าว  ดังนั้นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอยู่ที่ว่า  นายเขียวมีอำนาจในการทำความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีได้หรือไม่

กรณีดังกล่าว  เมื่อพิจารณาจากพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา  33  ประกอบกับข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์  เห็นว่า  นายเขียวมีอำนาจในการทำความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีได้  ทั้งนี้เพราะเมื่อนายดำและนายแดง  ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดตามลำดับได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ทำการเสนอความเห็นตามมาตรา  33  วรรคแรกและวรรคสอง  ดังนั้นนายเขียวซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นจึงมีอำนาจในการเสนอความเห็นแทนตามมาตรา  33  วรรคสอง  ส่วนนายโทซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสและนายกล้าผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจเสนอความเห็นดังกล่าวตามมาตรา  33  วรรคสาม  ดังนั้นการที่นายเอกได้ให้นายเขียวทำความเห็นเสนอต่อตน  และได้เรียกคืนสำนวนคดีดังกล่าว  จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป  การกระทำของนายเอกชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเช่าบ้านที่ค้างชำระ  6  เดือนๆละ  50,000  บาท  ต่อศาลแขวงนนทบุรี  ซึ่งมีนายธรรมผู้พิพากษาศาลแขวงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง  เป็นค้างชำระค่าเช่า  7  เดือนๆละ  50,000  บาท  นายธรรมอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง  จากนั้นนายธรรมจึงได้ไปปรึกษาผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนนทบุรี  ซึ่งต่อมาผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงได้มอบหมายให้นายจักรผู้พิพากษาศาลแขวงนนทบุรีอีกคนหนึ่ง  เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาร่วมกับนายธรรม  เมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว  นายธรรมและนายจักรจึงร่วมกันพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง  7  เดือน  ตามที่โจทก์ขอ

คำพิพากษาของนายธรรมและนายจักรชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  17  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  และมีอำนาจทำการไต่สวน  หรือมีคำสั่งใดๆ  ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  24  และมาตรา  25  วรรคหนึ่ง

มาตรา  25  ในศาลชั้นต้น  ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น  ดังต่อไปนี้

(4)  พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง  ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพากษาหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ตามหลักของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ศาลแขวงซึ่งมีผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ (ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง)  ไม่เกิน  3  แสนบาท  (มาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าบ้านที่ค้างชำระ  6  เดือนๆละ  50,000  บาท  รวมเป็นเงิน  300,000  บาท  ต่อศาลแขวงนนทบุรีนั้น  นายธรรมผู้พิพากษาศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้  เพราะเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน  300,000  บาท  ตามพระธรรมนูญมาตรา  25(4)  ประกอบมาตรา  17

แต่อย่างไรก็ดี  เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นค้างค่าเช่า  7  เดือนๆละ  50,000  บาท  รวมเป็นเงิน  350,000  บาท  ซึ่งนายธรรมนูญอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง  ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า  คดีนี้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกิน  300,000  บาท  จึงเป็นคดีที่เกินอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้  นายธรรมผู้พิพากษาศาลแขวงนนทบุรีจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความและคืนฟ้องให้โจทก์เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจต่อไป  การที่นายธรรมได้นำคดีไปปรึกษาผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนนทบุรี  และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนนทบุรีได้มอบหมายให้นายจักรผู้พิพากษาศาลแขวงนนทบุรีอีกคนหนึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาร่วมกับนายธรรม  และเมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว  นายธรรมและนายจักรจึงร่วมกันพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง  7  เดือนแก่โจทก์นั้น  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรร

สรุป  คำพิพากษาของนายธรรมและนายจักรไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม   

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ1. ในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง มีนายหนึ่งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นายสอง ผู้พิพากษาอาวุโส นายสาม นายสี่ นายห้า และนายหก ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ตามลำดับ

นายหนึ่งได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายสามและนายสี่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา เมื่อองค์คณะทั้งสองได้รับสำนวนคดีแล้ว นายสามพบว่าจำเลยคนหนึ่งเป็นผู้ที่นายสามได้รู้จักคุ้นเคย ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย

นายสามเห็นว่าเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการ พิจารณาพิพากษาคดี จึงทำบันทึกเสนอความเห็นต่อนายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลให้โอนสำนวนคดี ให้แกผู้พิพากษาอื่น นายหนึ่งเห็นด้วยกับนายสามจึงโอนสำนวนคดีดังกล่าวให้นายหกเป็นองค์คณะ แทนนายสาม

ท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไมเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 33 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อ ความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณีที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไมอาจ ปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธาน- ศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตาม ลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนหรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดของศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไมมีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยหลักแล้วเมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล จ่ายสำนวนคดีให้แกองค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาคดีไปจนเสร็จสำนวน จะเรียกคืนสำนวนคดี หรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่นไมได้ เว้นแต่

1 เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคติ ของศาลนั้น และ

2 ในกรณีของศาลจังหวัด ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด ซึ่งมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้น เสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้ องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ได้จ่ายสำนวนคดีอาญา เรื่องหนึ่งให้นายสามและนายสี่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา

เมื่อนายสามเห็นว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณา คดีขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีดังกลาวเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณา พิพากษาคดีนั้น จึงทำบันทึกเสนอความเห็นต่อนายหนึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลให้โอนสำนวนคดีให้แก่ผู้พิพกษาอื่น ดังนี้ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยจึงมีอยู่ว่า นายสามมีอำนาจในการเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีหรือไม่

กรณีดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 ประกอบกับข้อเท็จจริง ตามอุทาหรณ์ เห็นว่า นายสามไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นให้โอนสำนวนคดีดังกล่าว ทั้งนี้เพราะเมื่อนายสาม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดและเป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ทำการเสนอความเห็นตามมาตร33 วรรคแรก ซึงผู้ที่มีอำนาจทำความเห็นเสนอได้

คือนายห้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามมาตรา 33 วรรดสอง (นายสองไมมีอำนาจเสนอความเห็น เพราะเป็นผู้พิพากษาอาวุโสตามมาตรา 33 วรรคลาม) ดังนั้น การที่นายหนึ่งเห็นด้วยกับนายสามจึงโอนสำนวนคดีดังกล่าวให้นายหกเป็นองค์คณะแทนนายสามจึงไม่ชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ 2. นายกลมเช่าซื้อรถยนต์คันหนึ่งราคาแปดแสนบาทเจากบริษัท ยานยนต์ จากัด ในสัญญาเช่าซื้อ มีข้อกำหนดว่า ในระหว่างที่ผู้ซื้อยังผ่อนชำระราคาค่าเช่าซื้อไม่ครบ ผู้เช่าซื้อจะนำรถที่เช่าซื้อไปใช้ในการทำธุรกิจของผู้เช่าซื้อเท่านั้น

และห้ามนำไปใช้ในกิจการที่ผิดกฎหมาย เมื่อนายกลมชำระค่า เช่าซื้อครบถ้วนแล้ว บริษัท ยานยนต์ จำกัด จะไปโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่นายกลม ต่อกรมการขนส่งทางบก

นายกลมรับรถยนต์ที่เช่าซื้อมาแล้ว ในระหว่างที่นายกลมชำระค่าเช่าซื้อยังไม่ครบ นายกลมนำรถคันดังกลาวไปขับแข่งความเร็วกับเพื่อนในถนนหลวงในเวลาค่ำคืน เจ้าพนักงานตำรวจจับนายกลมพร้อมด้วยรถยนต์ที่เช่าซื้อนำส่งพนักงานอัยการส่งฟ้องศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ขอให้ลงโทษนายกลมจำเลยตามกฎหมาย และขอให้ริบรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยนยอรรถพลผู้พิพากษาพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นายกลมมีความผิดตามฟ้อง ให้ปรับนายกลมหกพันบาท และริบรถยนต์ของกลาง

ผู้จัดการบริษัท ยานยนต์ จ่ากัด ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการว่า รถยนต์ของกลางเป็น ของบริษัท ยานยนต์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวแก่บริษัท ยานยนต์ จำกัด โดยอ้างว่า ผู้ให้เช่าซื้อมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยนายอรรถพลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้คืนรถยนต์ของกลางแก่บริษัท ยานยนต์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ

คำสั่งของนายอรรถพล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุได

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 24 “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้ (2) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา 26 “ภายใต้บังดับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจาก ศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย สองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะทีjมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง หรือคดีอาญาทั้งปวง

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า ศาลจังหวัดซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น และในการ พิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดซึ่งเป็นศาลชั้นต้นนั้น จะต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะอย่างน้อย 2 คน จึงจะเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม มาตร 24(2) ได้บัญญัติให้อำนาจผู้พิพากษาคนหนึ่ง สามารถที่จะออกคำสั่งใดๆ ได้ ถ้าคำสั่งนั้นมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งดดี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์ของกลาง และเมื่อผู้ร้องคือ บริษัท ยานยนต์ จำกัด ยื่นคำร้องขอคืนของกลางโดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์และผู้ร้องมิได้ รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ดังนี้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน จึงเป็นองค์คณะในการสั่งคำร้องดังกล่าวตามมาตรา 26

ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยนายอรรถพลผู้พิพากษาคนเดียว พิจารณาพิพากษาสั่งคืนรถยนต์ของกลางดังกล่าว จึงเป็นการไมชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24(2) และมาตรา 26 เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะสั่งได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2492/25481891/2551)

สรุป คำสั่งของนายอรรถพล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

 

ข้อ 3. นางสวยฟ้องคดีต่อศาลอาญาขอให้ลงโทษนายแสบฐานชิงทรัพย์ (ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี) โดยเหตุเกิดในท้องที่เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร นายยิ่งผู้พิพากษาประจำศาลในศาลอาญา สั่งคำฟ้องว่านัดไต่สวนมูลฟ้องหมายแจ้งนัดจำเลย

่อมา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้จ่าย สำนวนคดีให้นายยอดผู้พิพากษาศาลอาญาและนายยิ่งเป็นองค์คณะ เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง นายยอดลาป่วย นายยิ่งคนเดียวนั่งไต่สวนมูลฟ้องจนคดีเสร็จสิ้นการไต่สวน นายยิ่งจึงมีคำสั่งว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

เมื่อถึงวันนัดสอบคำให้การ นายยิ่งจึงมีความเห็นคล้อยตามนายยอดว่า เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตลิ่งชัน นายยอดและนายยิ่งจึงร่วมกันทำคำสั่งโอนคดี ไปยังศาลจังหวัดตลิ่งชัน ให้วินิจฉัยว่า

1)         คำสั่งนัดไต่สวนมูลพ้องของนายยิ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

2)         การไต่สวนมูลฟ้องและการมีคำสั่งประทับฟ้องของนายยิ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

3)         คำสั่งโอนคดีของนายยอดกับนายยิ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 16 วรรคสาม ‘‘ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้น เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญาแล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้ พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 24 “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอํานาจดังต่อไปนี้

(2)        ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจ ของศาลนั้นดังตอไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

(2)        ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

(3)        ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(4)        พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไมเกิน สามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

(5)        พิจารณาพิพากษคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไมได้

ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (3)(4) หรือ (5)

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1) การที่นางสวยฟ้องคดีต่อศาลอาญาขอให้ลงโทษนายแสบฐานชิงทรัพย์ โดยเหตุเกิดใน ท้องที่เขตตลิ่งชันนั่น โดยหลักตามมาตรา 16 วรรคสามแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แม้คดีจะเกิดนอกเขต ศาลอาญา เมื่อมีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลอาญา ศาลอาญาอาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลที่มีเขตอำนาจได้

และการที่ศาลอาญาโดยนายยิ่งสั่งคำฟ้องว่านัดไต่สวนมูลฟ้องหมายแจ้งนัดจำเลยนั้น ไม่ถือเป็นการดำเนินคดีตามมาตรา 25(3)(4)(5) นายยิ่งผู้พิพากษาประจำศาลจึงมีอำนาจออกคำสั่งได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 25 วรรคสอง ประกอบกับคำสั่งดังกล่าวก็มิใช่คำสั่งที่เป็นไปในหางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ผู้พิพากษาคนเดียวย่อมมีอำนาจสั่งได้ตามมาตรา 24(2) ดังนั้น คำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องของนายยิ่ง จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

2)         การไตสวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาตามมาตรา 25(3) นั้น ผู้พิพากษาประจำศาล ไม่สามารถทำได้ตามมาตรา 25 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อนายยิ่งเป็นผู้พิพากษาประจำศาล การไต่สวนมูลฟ้องและการมีคำสั่งประทับฟ้องของนายยิ่งจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

3)         เมื่อการสั่งประทับฟ้องของนายยิ่งไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม จึงถือไม่ได้ว่า ศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามมาตรา 16 วรรคสาม แต่ศาลอาญายังคงมีอำนาจตามมาตรา ดังกล่าวในการที่จะสั่งโอนคดีไปยังศาลจังหวัดตลิ่งชันที่มีเขตอำนาจได้ ดังนั้น คำสั่งโอนคดีของนายยอดและ นายยิ่งจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป 1) คำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องของนายยิ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

2)         การไตสวนมูลฟ้องและการมีคำสั่งประทับฟ้องของนายยิ่งไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

3)         คำสั่งโอนคดีของนายยอดกับนายยิ่งชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายใหญ่ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี ข้อหาชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 บีถึง 10 บี) ต่อมานายใหญ่หลบหนีไมมาศาล นายหนุ่มผู้พิพากษาประจำศาลในศาลจังหวัดอุทัยธานีได้ออกหมายจับนายใหญ่ การที่นายหนุ่มผู้พิพากษาประจำศาล ออกหมายจับนายใหญ่ ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 24 ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1)        ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(2)        ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 24(1) ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาทุกคนมีอำนาจออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาในศาลใด จะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หรือศาลแขวงก็ได้ และอำนาจดังกล่าวนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียว ไม่จำต้องมีผู้พิพากษาอื่นลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะด้วยแต่อย่างใด 

ซึ่ง หมายอาญา” ก็คือ หนังสือซึ่งออกตาม ป.วิ.อาญามาตรา 2(9) และมาตรา 77 ซึ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุม ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือ นักโทษ หรือให้ทำการค้นสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายใหญ่ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี ข้อหาชิงทรัพย์ และต่อมา นายใหญ่หลบหนีไม่มาศาล เช่นนี้ นายหนุ่มผู้พิพากษาประจำศาลในศาลจังหวัดอุทัยธานี ย่อมมีอำนาจออกหมายจับ ซึ่งเป็นหมายอาญาประเภทหนึ่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 24(1) ดังนั้น การที่นายหนุ่มผู้พิพากษา ประจำศาลออกหมายจับนายใหญ่ จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป การที่นายหนุ่มผู้พิพากษาประจำศาลออกหมายจับนายใหญ่ ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น 

 

ข้อ 2. นายดำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้นายแดงและนายเขียวผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นองค์คณะพิจารณาคดี ขณะทำคำพิพากษาในคดีนั้น นายแดงย้ายไปรับราชการ ยังศาลอื่น

นายเขียวจึงนำคดีไปปรึกษานายดำ แต่นายดำได้ไปราชการยังต่างประเทศพอดี นายขาว รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่มีอาวุโสสูงสุดจึงมอบหมายนายส้มผู้พิพากษาศาลอาญาเข้าเป็น องค์คณะแทนนายแดง ร่วมกับนายเขียวทำคำพิพากษาต่อไป การกระทำของนายขาวรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม เพราะเหตุใด

ธงคำต

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 8 วรรคสอง เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน

ถ้ามีรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหลายคน ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ไม่อาจปฏิบัติราชการแทนได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสทัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

มาตรา 26 “ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจาก ศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย สองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง หรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา 29 “ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และ ศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(1)        ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

(2)        ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

(3)        ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม (1)(2)และ (3) ด้วย

มาตรา 30 “เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึง กรณีทีผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไมสามารถนั่งพิจารณา หรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายดำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้จ่ายสำนวนคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ให้นายแดง และนายเขียวผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นองค์คณะพิจารณาคดีนั้น ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ที่บังคับว่า ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน จึงเป็นองค์คณะที่มี อนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของนายขาวรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่มอบหมายให้นายส้มผู้พิพากษาศาลอาญาเข้าเป็นองค์คณะแทนนายแดงนั้น ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 29 ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นแกผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี

เช่น เจ็บป่วย ตาย หรือโอนย้ายไปรับราชการ ในตำแหน่งอื่น เป็นต้น ทำให้ไม่อาจทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ บทบัญญัติมาตรา 29(1) – (3) จึงกำหนดให้ ผู้พิพากษาเหล่านั้นมีอำนาจลงลายมิอชื่อทำคำพิพากษาได้

ตามข้อเท็จจริง การที่นายแดงย้ายไปรับราชการยังศาลอื่นในระหว่างการทำคำพิพากษา ถือเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 30 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 29(3) ที่ต้องให้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา เพื่อให้ครบองค์คณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายดำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้ไปราชการยังต่างประเทศพอดี จึงไม่อาจปฏิบัติราชการได้

ดังนั้นนายขาว รองอธิบดีศาลอาญาทีมีอาวุโสสูงสุดจึงต้องเป็นผู้ทำการแทน และมีอำนาจเข้าเป็นองค์คณะแทนได้ตามมาตรา 29(3) และวรรคท้าย ประกอบมาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งนายขาวจะต้องลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยตนเองเท่านั้น จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาในศาลเข้าเป็นองค์คณะแทนไม่ได้ เพราะมาตรา 29(3) ไม่ได้ให้อำนาจในการมอบหมาย เอาไว้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า นายขาวได้มอบหมายให้นายส้มผู้พิพากษาศาลอาญาเข้าเป็นองค์คณะแทนนายแดง ร่วมกับนายเขียวทำคำพิพากษาต่อไป การกระทำของนายขาวดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป การกระทำของนายขาวรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น 

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวง ขอให้จำเลยชำระหนี้เงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 3 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย มีนายเอกผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวง เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา เมื่อการพิจารณาเสร็จสิ้น นายเอกพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่ โจทก์ จำนวน 300,000 บาท

คำพิพากษาของศาลแขวงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 17 “ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่ง ใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ใน อำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน

สามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ตามหลักของพระธรรมนูญศาลยุติธรรม คดีแพ่งที่ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีนั้น ต้องเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ที่ฟ้องนั้นต้องมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือ จำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 3 แสนบาท หากเกินกว่า 3 แสนบาท ศาลแขวงจะรับคดีนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ (มาตรา 25(4) ประกอบกับมาตรา 7)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวง ขอให้จำเลยชำระหนี้เงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 3 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องนั้น นายเอกผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ เพราะเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 3 แสนบาท (ดอกเบี้ยนับแต่ วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ไม่นำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ด้วย

เพราะจำนวนทุนทรัพย์จะพิจารณาขณะยื่นฟ้องเท่านั้น) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25(4) ประกอบมาตรา 17 ดังนั้น การที่นายเอกพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ให้แกโจทก์จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป คำพิพากษาของศาลแขวงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3004 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในศาลแพ่งมีนายเอก ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง นายโท นายตรี และนายจัตวา ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง นายเอกได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและ น.ส.สวย ผู้พิพากษาศาลแพ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง

เมื่อได้มีการสืบพยานโจทก์ ไปแล้วสามปาก นายโทได้รับคำร้องเรียนจากฝ่ายจำเลยว่า น.ส.สวยเป็นญาติกับฝ่ายภริยาโจทก์ จำเลยเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมขอให้โอนสำนวนคดีให้กับผู้พิพากษาอื่นเป็นองค์คณะ

นายโทจึงนำหนังสือร้องเรียนนี้ไปปรึกษากับนายเอก นายเอกบอกให้นายโททำความเห็นเสนอขอ เรียกคืนและโอนสำนวนคดีเสนอต่อตน นายโทแจ้งว่าตนเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาผู้ซึ่งได้รับคำร้อง เห็นควรให้นายตรีซึ่งเป็นรองอธิบดีเช่นกันเป็นผู้เสนอความเห็นแทน นายเอกจึงอนุญาตให้นายตรี เสนอความเห็นแทนนายโท เมื่อนายเอกได้รับความเห็นจากนายตรีแล้ว จึงเรียกสำนวนคดีดังกล่าวคืน และโอนให้นายแมนผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะแทน น.ส.สวย

ท่านเห็นว่า การกระทำดังกล่าว ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 33 วรรคแรกและวรรคสอง การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธนศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มี อาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโส ถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็นแทน ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนหรือมีหลายคนแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้นทั้งหมด ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด ของศาลนั้นเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น‘’

วินิจฉัย

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 33 วรรคแรกนั้น เมื่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบของศาล จ่ายสำนวนคดีให้แกองค์คณะผู้พิพากษาในศาลไปแล้ว ก็ต้องให้องค์คณะดังกล่าวนั้นพิจารณาคดีไปจนเสร็จสำนวน จะเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนจากองค์คณะผู้พิพากษาผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น ไม่ได้ เว้นแต่

1. เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม และ

2. รองประธานศาลฎีกา รองประธนศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ซึงมิได้เป็นองค์คณะในคดีนั้น เสนอความเห็นให้เรียกคืนสำนวนคดีนั้น หรือให้โอนสำนวนคดีนั้นไปให้องค์คณะผู้พิพากษาอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอกอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งได้จ่ายสำนวนคดีให้นายดำและ น.ส.สวย ผู้พิพากษาศาลแพ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อได้มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว สามปาก

ได้มีการร้องเรียนจากฝ่ายจำเลยว่า น.ส.สวยเป็นญาติกับฝ่ายภริยาโจทก์ จึงถือว่าเป็นกรณีที่อาจจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ดังนั้นในการเรียกสำนวนคดีคืนและโอนสำนวนคดีนี้ไปให้องค์คณะ ผู้พิพากษาอื่นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ในกรณีนี้เป็นศาลแพ่ง นายเอกอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อให้รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพงที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น คือนายโทได้เสนอความเห็นให้กระทําได้

แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ปรากฏว่า นายโทซึ่งเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่มีอาวุโส สูงสุดในศาลนั้นไมได้เป็นผู้ทำความเห็นเสนอขอเรียกคืนและโอนสำนวนคดีเสนอต่อนายเอก แต่ผู้ที่ทำความเห็น เสนอต่อนายเอกเป็นนายตรี ซึงเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่มีอาวุโสถัดลงมา และกรณีดังกล่าวก็ไม่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 33 วรรคสอง

ที่นายโทไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือเข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืน หรือโอนนั้นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่นายเอกได้อนุญาตให้นายตรีเสนอความเห็นแทนนายโท และเมื่อนายเอกได้รับ ความเห็นจากนายตรีแล้วจึงเรียกสำนวนคดีดังกล่าวคืน และโอนให้นายแมนผู้พิพากษาประจำศาลเป็นองค์คณะ แทน น.ส.สวยนั้น จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 33

สรุป การกระทำดังกล่าวของนายเอกไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

ข้อ 2. มานิตย์ทายาทของมนัสผู้ตายยื่นคำร้องต่อศาลแขวงนครปฐม ขอเป็นผู้จัดการมรดกไมมีพินัยกรรม ของมนัสซึ่งมีเงินอยู่สองแสนเก้าหมื่นบาทอยู่ในธนาคาร มาโนชทายาทอีกคนหนึ่งของมนัสยื่นคำร้องคัดค้านว่าค่าร้องของมานิตย์ไม่เป็นความจริง

ความจริงมนัสมีเงินฝากอยู่ในธนาคารสองล้านบาท การที่มานิตย์มายื่นคำร้องต่อศาลแขวงไม่ถูกต้องและศาลแขวงไม่มีอำนาจรับค่าร้องของมานิตย์ ไว้พิจารณา เพราะขัดต่อพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) โดยศาลแขวงมีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสนบาทเท่านั้น ขอให้ศาลแขวงนครปฐมพิพากษา ยกคำร้องของมานิตย์ ตามหลักฐานซึ่งมาโนชนำส่งศาลพร้อมคำร้องคัดค้านได้ความว่ามนัสผู้ตาย มีเงินฝากอยู่ในธนาคารจำนวนหนึ่งล้านสองแสนเก้าหมื่นบาท

ท่านเห็นด้วยกับคำร้องคัดค้านของ มาโนชหรือไม่ และถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐม ท่านจะพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร ให้อธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 17 “ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใดๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแกคดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

ตามมาตรา 17 ประกอบกับมาตรา 25(4) ผู้พิพากษาคนเดียวของศาลแขวงมีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีแพ่งซึ่งเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ โดยราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องต้องไม่เกินสามแสนบาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มานิตย์ทายาทของมนัสผู้ตายยื่นคำร้องต่อศาลแขวงนครปฐมขอเป็น ผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของมนัสนั้น มานิตย์ไม่ได้ยื้นคำร้องขอรับมรดกของมนัส ดังนั้น คดีนี้ถือว่าเป็นคดี ไม่มีทุนทรัพย์ เพราะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แต่เพียงจัดการมรดกเท่านั้นไมได้รับทรัพย์สินของผู้ตายมาเป็นของตน

และเมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ไม่มีทุนทรัพย์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแขวง เพราะศาลแขวง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีแพงที่มีทุนทรัพย์เท่านั้น ดังนั้น คดีนี้ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐม ข้าพเจ้าต้องพิพากษายกฟ้อง

ส่วนกรณีที่มาโนชทายาทอีกคนหนึ่งของมนัสได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าคำร้องของมานิตย์ที่ว่า มีเงินของมนัสอยู่ในธนาคารสองแสนเก้าหมื่นบาทนั้นไมเป็นความจริง ความจริงมนัสมีเงินฝากอยู่ในธนาคาร สองล้านบาท การที่มานิตย์มายื่นต่อศาลแขวงไม่ถูกต้องและศาลแขวงไม่มีอำนาจรับคำร้องของมานิตย์ไว้พิจารณา เพราะขัดต่อพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25(4)

โดยศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ ไม่เกินสามแสนบาทเท่านั้น ดังนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับคำร้องคัดค้านของมาโนช เพราะแม้ศาลแขวงจะไมมี อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพงที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าสามแสนบาทก็ตาม แต่ตามมาตรา 25(4) นั้น หมายความถึง คดีที่มีทุนทรัพย์เท่านั้น แต่คดีนี้ที่ศาลแขวงนครปฐมไมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและต้องพิพากษายกฟ้อง ก็เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ไม่ได้พิพากษายกฟ้องตามคำคัดค้านของมาโนช

สรุป ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับคำร้องคัดค้านของมาโนช และถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาศาลแขวง- นครปฐมจะพิพากษายกฟ้องคดีนี้ 

 

ข้อ 3. นายบีถูกฟ้องต่อศาลจังหวดนนทบุรี ข้อหาชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (อัตราโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าบีถึงสิบปี) ปรากฏว่านายบีหลบหนีไมศาล

นายธนัยผู้พิพากษาประจำศาลในศลจังหวัดนนทบุรีได้ออกหมายจับนายบี ต่อมานายบีถูกจับตัวส่งศาลจังหวัดนนทบุรีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดนนทบุรีมอบหมายให้นายพรผู้พิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรีและนายธนัยร่วมเป็นองค์คณะ พิจารณาคดีนี้

ระหว่างการพิจารณาคดีนายพรย้ายไปรับราชการยังศาลอื่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จึงมอบหมายให้นายนัทผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนนทบุรีนั่งพิจารณาคดีร่วมกับนายธนัย จนเสร็จการพิจารณาแล้ว นายนัทกับนายธนัยพิพากษาจำคุกนายบีมีกำหนด 9 ปี จงวินิจฉัยว่า การออกหมายจับ การพิจารณาและการทำคำพิพากษาคดีดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 24 “ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

มาตรา 25 “ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจ ของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน สามบี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไมได้

มาตรา 26 “ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจาก ศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย สองคนและต้องไมเป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพง หรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา 28 “ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจ ก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษา ดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษา หัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษา- ศาลชั้นด้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณีมอบหมาย

มาตรา 30 “เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึง กรณีที่ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือ ไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณา หรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การออกหมายจับ การพิจารณาและการทำคำพิพากษาคดีดังกล่าวชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

การออกหมายจับ ตามมาตรา 24(1) ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายเรียก หมายอาญาได้ ดังนั้น การที่นายธนัยผู้พิพากษาประจำศาลในจังหวัดนนทบุรีได้ออกหมายจับซึ่งเป็นหมายอาญา ประเภทหนึ่ง การออกหมายจับจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การพิจารณาคดี ตามมาตรา 26 ได้บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาคดี ของศาลชั้นต้น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนเป็นองค์คณะ ดังนั้น การที่นายพรผู้พิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรีกับนายธนัยผู้พิพากษาประจำศาลในจังหวัดนนทบุรีร่วมกัน พิจารณาคดีชิงทรัพย์ (อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี) ดังกล่าว จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

การทำคำพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดี นายพรย้ายไปรับราชการ ยังศาลอื่น ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งเป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 30 ดังนั้น การที่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรีมอบหมายให้นายนัทผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดนนทบุรีร่วมเป็นองค์คณะ พิจารณาคดีกับนายธนัยจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 28(3) คำพิพากษาให้จำคุกนายบี 9 ปี ของนายนัทและนายธนัยจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

สรุป การออกหมายจับ การพิจารณา และการทำคำพิพากษาคดีดังกล่าวชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว

LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว ซ่อม 1/2549

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  ในวันที่หมั้นหมายนั้นนายถวิลได้หมั้น  น.ส.ชูศรีด้วยแหวนเพชรหนึ่งวงซึ่งเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวจึงขอให้ดูแลรักษาไว้อย่างระมัดระวัง  และตกลงจะให้เงินอีก  2  แสนบาทเป็นของหมั้น  หนึ่งเดือนต่อมา  น.ส.ชูศรีมีความจำเป็นในเรื่องหนี้สินจึงขายแหวนเพชรเพื่อนำเงินมาชำระหนี้  นายถวิลจึงไม่ให้เงินอีก  2  แสนบาทตามสัญญา  และมีความไม่พอใจ  น.ส.ชูศรีมากจึงไม่ยอมสมรสด้วย  นายถวิลขอให้  น.ส.ชูศรีนำแหวนมาคืน  ส่วน  น.ส.ชูศรีฟ้องนายถวิลให้ส่งมอบเงิน  2  แสนบาท  ตามสัญญาและฟ้องเรียกค่าทดแทนเนื่องจากการเตรียมการสมรสจำนวน  50,000  บาท  เช่นนี้  ท่านเห็นว่านายถวิลและ  น.ส.ชูศรีจะสามารถทำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1437  วรรคแรกและวรรคสอง  การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง

มาตรา  1439  เมื่อมีการหมั้นแล้ว  ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน  ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

มาตรา  1440  ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้  ดังต่อไปนี้

(2)  ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น  บิดามารดา  หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องจากในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

วินิจฉัย

การหมั้นจะทำได้โดยการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตามมาตรา  1437  วรรคแรก  และตกเป็นสิทธิแก่หญิงตามมาตรา 1437  วรรคสอง  เมื่อได้ความว่านายถวิลได้หมั้น  น.ส.ชูศรีด้วยแหวนเพชรหนึ่งวงจึงถือว่าสัญญาหมั้นสมบูรณ์  แหวนหมั้นจึงตกเป็นสิทธิของ  น.ส.ชูศรีที่จะจำหน่ายจ่ายโอนอย่างใดๆก็ได้  ดังนั้น  น.ส.ชูศรีจึงมีสิทธิขายแหวนหมั้นได้

เมื่อนายถวิลไม่ยอมสมรสด้วยจึงถือว่าเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้นตามมาตรา  1439  น.ส.ชูศรีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควรได้ตามมาตรา  1440(2)

ส่วนเงิน  2  แสนบาทนั้น  นายถวิลยังไม่ได้ส่งมอบให้  จึงไม่ใช่ของหมั้นตามมาตรา  1437  วรรคแรก  (ฎ.1852/2506)  น.ส.ชูศรีจึงเรียกเงินนี้จากนายถวิลในฐานะของหมั้นไม่ได้

สรุป  น.ส.ชูศรีมีสิทธิขายแหวนหมั้น  และเรียกค่าทดแทนเนื่องจากการเตรียมการสมรส  แต่ไม่มีสิทธิเรียกเงิน  2  แสนบาทจากนายถวิล 

 

ข้อ  2  นายจุฑาจดทะเบียนสมรสกับนางสาวรัตนา  และต่อมาสองเดือนนายจุฑาได้กู้เงินนายสมจินต์เป็นจำนวน  2  ล้านบาทเพื่อนำมาซื้ออาคารพาณิชย์  1  คูหา  นายจุฑาและนางรัตนาได้ทำมาหากินร่วมกันจนได้กำไร  3  แสนบาท  ถ้านายสุชาติบิดาของนายจุฑาได้ทราบความจริงว่านางรัตนาเป็นน้องร่วมมารดาเดียวกันกับนายจุฑา  นายสุชาติจะฟ้องเรื่องการสมรสระหว่างนายจุฑากับนางรัตนาได้หรือไม่  และหากนางรัตนาขอให้อาคารพาณิชย์และเงิน  3  แสนบาทเป็นของตน  แต่นายจุฑาไม่ยินยอม  เช่นนี้  ทรัพย์สินจะตกเป็นของใคร  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1450  ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี  เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดี  จะทำการสมรสกันไม่ได้  ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามสายดลหิตโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

มาตรา  1495  การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา  1449  มาตรา  1450  มาตรา  1452  และมาตรา  1458  เป็นโมฆะ

มาตรา  1496  วรรคสอง  คู่สมรส  บิดามารดา  หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้

มาตรา  1498  การสมรสที่เป็นโมฆะ  ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ  ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น  ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง  เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น  เมื่อได้เคราะห์ถึงภาระในครอบครัว  ภาระในการหาเลี้ยงชีพ  และฐานะของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย  ตลอดจนพฤติการณ์อื่นทั้งปวงแล้ว

วินิจฉัย

เมื่อนายจุฑาและนางรัตนาเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  การสมรสของบุคคลทั้งสองจึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา  1450 ผลคือ  การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา  1495  นายสุชาติบิดาของนายจุฑาสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  1496  วรรคสอง 

การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา  1498  วรรคแรก  ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสยังคงเป็นของฝ่ายนั้นตามมาตรา  1498  วรรคสอง  ดังนั้นอาคารพาณิชย์  1  คูหาจึงเป็นของนายจุฑา

สำหรับกำไร  3  แสนบาทที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามมาตรา  1498  วรรคสอง  ให้แบ่งคนละครึ่ง  จึงให้แบ่งเป็นของนายจุฑา  1.5  แสนบาท  และเป็นของนางรัตนา  1.5  แสนบาท

สรุป  อาคารพาณิชย์เป็นของนายจุพา  ส่วนกำไร  3  แสนบาทให้แบ่งนายจุฑาและนางรัตนาคนละครึ่ง

 

ข้อ  3  ก่อนจดทะเบียนสมรสนายไก่หมั้นนางไข่ด้วยที่ดิน  1  แปลง  หลังจากจดทะเบียนสมรส  นางไข่และนายไก่ไปกู้เงินนายดำมา  4 ล้านบาท  เพื่อทำห้องชุดให้เช่าเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว  และใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน  หลังจากนั้นไม่นานบิดานายไก่ถึงแก่กรรม  นายไก่ได้รับมรดกเป็นเงินสดมา  4  ล้านบาท  นางไข่บอกให้นำไปชำระหนี้นายดำ  นายไก่ก็ไม่ยอม  นางไข่จึงมาปรึกษาท่านว่าถ้าหย่ากันทรัพย์สินหนี้สินที่มีแบ่งกันอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  1471  สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส  โดยการรับมอบมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

(4) ที่เป็นของหมั้น

มาตรา  1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

มาตรา  1490  หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น  ให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้

(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว  การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ

มาตรา  1533  เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน

มาตรา  1535  เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง  ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน

วินิจฉัย

ที่ดินเป็นของหมั้นจึงเป็นสินส่วนตัวของนางไข่  ตามมาตรา  1471(4)  ส่วนห้องชุดนั้นสร้างด้วยเงินสินสมรสจึงเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสต้องแบ่งคนละครึ่ง  ตามมาตรา  1474(1)  ประกอบมาตรา  1533  ส่วนเงิน  4  ล้านบาทซึ่งนายไก่ได้รับมรดกมานั้นเป็นสินส่วนตัวของนายไก่ตามมาตรา  1471(3)

สำหรับหนี้เงินกู้นายดำ  4  ล้านบาทนั้นเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา  149(1)  เพราะไปกู้ด้วยกันและเพื่อทำมาหาได้เลี้ยงครอบครัว  และใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน  จึงเป็นหนี้ร่วม  นายไก่และนางไข่ต้องรับผิดชอบคนละครึ่ง  ตามมาตรา  1535 

สรุป  ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของนางไข่

เงิน  4  ล้านบาทที่ได้รับมรดกเป็นสินส่วนตัวนายไก่

อาคารชุดเป็นสินสมรสแบ่งกันคนละครึ่ง

หนี้เงินกู้เป็นหนี้ร่วมนายไก่และนางไข่ต้องรับผิดชอบกันคนละครึ่ง

 

ข้อ  4  นางแมวกับนายหนูอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนมีบุตร  1  คน  ก่อนจดทะเบียนสมรสคือหนึ่ง  หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วก็มีบุตรด้วยกันอีก  1  คน  คือสอง  หลังจากนั้นไม่นานนายหนูป่วยตาย  นางแมวจึงไปอยู่กินร่วมกันกับนายมดและมีบุตรด้วยกันคือสาม

1       หนึ่ง  สอง  สาม  เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร  ตั้งแต่เมื่อใด

2       นางแมวฟ้องหย่านายหนู  หรือนายหนูฟ้องหย่านางแมวได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา  1536  วรรคแรก  เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี  หรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณี

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน  จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

วินิจฉัย

1       หนึ่ง  สอง  สาม  เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางแมวนับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามหลักที่ว่า  บุตรย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ

หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนูด้วย  ทั้งนี้ตามมาตรา  1547  ที่ว่าเด็กเกิดจากบิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน  จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง  โดยความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นให้เริ่มนับแต่วันที่เด็กเกิด  ตามมาตรา  1557

สองเป็นบุตรที่เกิดระหว่างสมรส  จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหนูและนางแมวนับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามมาตรา 1536  วรรคแรก

สามนั้นแม้เป็นบุตรที่เกิดจากนางแมวและนายมด  ในระหว่างที่นางแมวไปอยู่กินร่วมกันกับนายมดฉันสามีภริยา  แต่เมื่อเกิดในระหว่างสมรสระหว่างนายหนูและนางแมว  ก็ต้องถือว่าสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนู  โดยผลของข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา  1536  วรรคแรก  เพราะนางแมวคลอดในระหว่างเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายหนู  (ส่วนนายหนูจะต่อสู้ว่าไม่ใช่บุตรของตนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา  1539  หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

2       การกระทำของนางแมวที่ไปอยู่กินร่วมกันกับนายมด  ถือว่านางแมวมีชู้  นายหนูจึงสามารถฟ้องหย่านางแมวได้  ตามมาตรา  1516(1)  ส่วนนางแมวไม่สามารถฟ้องหย่านายหนูได้  เพราะไม่มีเหตุใดที่จะทำให้นางแมวใช้สิทธิฟ้องหย่าได้เลย