LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2548

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  นางสมใจราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง  ขอให้ศาลลงโทษนายเอกฐานวิ่งราวทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  นางสมใจยื่นอุทธรณ์  หากปรากฏว่า

(ก)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง  จึงพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่า  คดีมีมูล  ประทับฟ้องอีกกรณีหนึ่ง

ในแต่ละกรณีดังกล่าว  นายเอกไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคสาม  ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ  จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้  หรือจำเลยจะไม่มา  แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้  ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย  และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องจะยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

นางสมใจ  ราษฎร  เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกเป็นคดีอาญา  ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อศาลยังไม่ประทับฟ้อง  นายเอกจึงยังไม่ถือว่าอยู่ในฐานะเป็นจำเลย  จึงไม่เป็นคู่ความในคดี  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  นายเอกซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  (ฎ. 371/2530, ฎ. 3777/2527)

(ข)  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้องในกรณีนี้  แม้ได้ความว่า  นายเอกผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นายเอกจึงฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้เช่นเดียวกัน  ตามมาตรา  170  วรรคแรก  (ฎ. 1895/2519)

สรุป 

(ก)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

(ข)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านายแดงกระทำความผิดฐานปลอมพินัยกรรม  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  266  (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท)  และโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเคยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  268  ถูกศาลพิพากษาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุกสองปีและปรับสี่พันบาท  แต่จำเลยไม่เข็ดหลาบ  กลับกระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน  จึงขอให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่ง  ตามประมวลกฎมายอาญา  มาตรา  93  นายแดงจำเลยให้การว่า  ขอรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง  โจทก์แถลงว่าของดสืบพยาน  ดังนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

ในชั้นพิจารณา  ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ  ตามมาตรา  176  วรรคแรก  วางหลักเกณฑ์ทั่วไปไว้ว่า  ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  แต่มีข้อยกเว้นว่าในคดีที่ฟ้องในฐานความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น  แม้จำเลยรับสารภาพ  ศาลก็ยังพิพากษาไม่ได้  ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้

ความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้อง  กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  แต่เป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้เพียง  1  ปีเท่านั้น  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง  แม้โจทก์ไม่สืบพยาน  ศาลก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา  176  วรรคแรก

ส่วนการเพิ่มโทษนั้น  การที่จำเลยให้การว่า  ขอรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง  มีความหมายว่าจำเลยรับเพียงข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เท่านั้น  จำเลยมิได้รับข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำความผิดซ้ำซึ่งเป็นเหตุเพิ่มโทษด้วย  (ฎ. 3834/2531)  ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน  ศาลจึงพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

สรุป  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้  แต่เพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  3  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านางขาวจำเลยทำให้ปืนลั่นโดยประมาทถูกนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงถึงแก่ความตายเหตุเกิดเมื่อวันที่  5  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2548  เวลากลางวันที่แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ  กรุงเทพมหานคร  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  นางขาวจำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง  แต่จำเลยจำต้องใช้ปืนยิงนายแดงเพื่อป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด  ขอให้ศาลยกฟ้อง

ในการพิจารณาคดี  ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง  นางขาวจำเลยได้ใช้ปืนยิงนายแดงถึงแก่ความตายโดยมีเจตนาฆ่า  มิใช่การกระทำเพื่อป้องกันดังที่นางขาวจำเลยให้การ  เช่นนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่เพียงใด  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

มาตรา  291  ผู้ใดกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

มาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในกรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์  เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในฟ้อง  กล่าวคือ  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่านางขาวจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  แต่ในทางพิจารณาได้ความว่านางขาวจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับการกระทำความผิดโดยประมาทนั้น  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ  (ฎ. 4/2530)

คดีนี้  นางขาวจำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง  แต่จำเลยจำต้องใช้ปืนยิงนายแดง  (ผู้ตาย)  เพื่อป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ  ประเด็นข้อต่อสู้ของนางขาวจำเลยจึงอยู่ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่เท่านั้น  จำเลยมิได้หลงต่อสู้  (ฎ. 755/2494  ฎ. 322/2494)  เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาต่างกับที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อที่ไม่ใช่สาระสำคัญ  และจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ว่าเป็นเจตนาหรือประมาท  ศาลจึงมีอำนาจ  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณา  คือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  ได้

อย่างไรก็ตาม  มาตรา  192  วรรคสาม  ได้จำกัดอำนาจศาลไว้ว่าศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ดังนั้น  ในกรณีนี้ศาลจึงต้องพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่จะกำหนดโทษจำคุกได้ไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตามป.อ.  มาตรา  291

สรุป  ศาลต้องพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่กำหนดโทษจำคุกได้ไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

 

ข้อ  4  ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องอดีตข้าราชการระดับ  8  ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)    ด้วยการจับหน้าอกแอร์โฮสเตสสายการบินไทย  และศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์  ลงโทษจำคุก  15  เดือนและปรับหนึ่งหมื่นห้าพันบาท  แต่เนื่องจากจำเลยเคยรับราชการประกอบคุณงามความดีจนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์  จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด  2  ปี

คดีดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า  พนักงานอัยการควรยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุก  ดังนี้  ให้ท่านวิเคราะห์ว่า

(ก)  การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมาย  หรือปัญหาข้อเท็จจริง

(ข)  การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่  เพราะเหตุใด  และหากท่านตอบว่า  ต้องห้ามอุทธรณ์  ให้ท่านให้คำแนะนำด้วยว่าควรดำเนินการอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  193  ทวิ  ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่

กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

วินิจฉัย

(ก)  การอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุก  เป็นอุทธรณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษจำคุก  การอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง 

(ฎ. 7117/2540)

(ข)  การห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  ตามมาตรา  193  ทวิ  ได้กำหนดอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  6  หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ส่วนการพิจารณาอัตราโทษว่า  เป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นต้องดูอัตราโทษจากฐานความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นสำคัญ  ไม่ใช่จากอัตราโทษในฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ

กรณีตามอุทาหรณ์  คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุต่ำกว่า  15  ปี  โดยใช้กำลังฯ  มีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดจำคุกไม่เกิน  10  ปี  หรือปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถือเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน  3  ปี  คดีนี้จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  ตามมาตรา  193  ทวิ  อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อห้ามอุทธรณ์อื่น  ก็ไม่เป็นการต้องห้ามอุทธรณ์เช่นเดียวกัน

สรุป  การยื่นอุทธรณ์คดีนี้จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 (LA 308),(LW 309) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  เมื่อวันที่  14  กันยายน  2549  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีอาญา  2  สำนวนต่อศาลจังหวัดระยองดังนี้

(ก)  คดีแรก  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของนายเก่งไปโดยสุจริต  แต่บรรยายฟ้องระบุว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่  10  ตุลาคม  2549  สำนวนหนึ่ง

(ข)  คดีหลัง  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของนายกาจไปโดยทุจริต  แต่มิได้บรรยายฟ้องระบุวันเวลาเกิดเหตุ  อีกสำนวนหนึ่ง

หากปรากฏว่า  รายการตามฟ้องอื่นในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวนอกจากนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาถูกต้องครบถ้วนและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทั้งสองสำนวน  ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจังหวัดระยองจะพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนอย่างไร  และเมื่อศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาแล้ว  โจทก์จะนำคดีเรื่องเดียวกันกับทั้งสองสำนวนดังกล่าวมายื่นฟ้องจำเลยใหม่ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

มาตรา  158  ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ  และมี

(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด  ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ  อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องไม่ได้บรรยายเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดนั้น  ไม่สามารถนำมาฟ้องใหม่ได้ เพราะถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องแล้ว  (ฎ. 687/2502 (ประชุมใหญ่))  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเพราะฟ้องระบุเวลากระทำความผิดในอนาคต  อันถือเป็นการยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุม  ในกรณีนี้สามารถนำมาฟ้องใหม่ได้  เพราะถือว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง  (ฎ. 1590/2524)

(ก)  คดีสำนวนแรก  โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยวันที่  14  กันยายน  2549 แต่บรรยายฟ้องระบุว่าเกิดเหตุวันที่  10  ตุลาคม  2549  จึงเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในอนาคต  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  จึงเป็นคำฟ้องที่จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  แม้จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นให้การต่อสู้  ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้  แต่การที่ศาลพิพากษายกฟ้อง  เพราะฟ้องเคลือบคลุมนั้น  ศาลยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาของความผิด  จึงถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง  อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป  ตามมาตรา  39(4)  โจทก์จึงชอบที่จะนำคดีเรื่องเดียวกับคดีอาญาสำนวนแรกมายื่นฟ้องจำเลยใหม่ได้  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ  (ฎ. 2588/2543  ฎ. 590/2524)

(ข)  คดีสำนวนหลัง  โจทก์ฟ้องจำเลยโดยมิได้ระบุวันเวลาเกิดเหตุ  จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย  มาตรา  158(5)  ที่บัญญัติว่า  ฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด  ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่กระทำผิด  เมื่อคำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุวันเวลาเกิดเหตุไว้  จึงถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีเวลาที่จำเลยกระทำความผิด  แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องซึ่งไม่เป็นความผิด  และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองเช่นกัน  อีกทั้งการที่ศาลยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่มีเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเช่นนี้ถือว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของความผิดแล้วจึงเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง  เป็นเหตุให้สิทธินำคดีความมาฟ้องระงับไป  ตามมาตรา  39(4)  แล้ว  โจทก์จะนำคดีเรื่องเดียวกันกับคดีอาญาสำนวนหลังมายื่นฟ้องจำเลยใหม่ไม่ได้  เป็นฟ้องซ้ำต้องห้าม  ตามมาตรา  39(4)  ดังกล่าวข้างต้น 

สรุป

(ก)  เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง  โจทก์สามารถนำคดีเรื่องเดียวกันนี้  มาฟ้องจำเลยใหม่ได้

(ข)  เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง  โจทก์ไม่สามารถนำคดี  เรื่องเดียวกันนี้  มาฟ้องจำเลยใหม่ได้

 

ข้อ  2  (ก)  โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่านายทองหล่อ  แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนายดับตาย  แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยมิได้เจตนาฆ่านายทองหล่อ  หากแต่มีเจตนาฆ่านายดับคนเดียว  และใช้อาวุธปืนยิงนายดับตาย  กรณีหนึ่ง

(ข)โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยทำอาวุธปืนลั่นโดยประมาท  กระสุนปืนถูกนายซวยตาย  แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยยิงนายซวยตายโดยเข้าใจผิดว่าเป็นหมูป่า  และการไม่รู้ข้อเท็จจริงของจำเลยเช่นว่านี้เกิดขึ้นโดยประมาท  อีกกรณีหนึ่ง

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น  หากจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

มาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในกรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

(ก)  โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่านายทองหล่อแต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนายดับตาย  อันเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยเจตนากระทำโดยพลาดต่อนายดับ  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288,  60  แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยมิได้มีเจตนาฆ่านายทองหล่อ  หากแต่มีเจตนาฆ่านายดับ  และใช้อาวุธปืนยิงนายดับตาย  ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาจึงเป็นเรื่องที่จำเลยฆ่านายดับตายโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผล  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288,  59  ซึ่งถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องอันเป็นสาระสำคัญ  เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานฆ่านายดับตายโดยเจตนาประสงค์ต่อผลตาม  ป.อ.  มาตรา  288,  59  ที่พิจารณาได้ความได้  ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  192  วรรคสอง  (ฎ. 1182/2512)

(ข)  โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยทำอาวุธปืนลั่นโดยประมาทกระสุนปืนถูกนายซวยตาย  อันเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายซวยตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291,  59  วรรคสี่  แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยยิงนายซวยโดยเข้าใจผิดว่าเป็นหมูป่า  และการไม่รู้ข้อเท็จจริงเช่นว่านี้เกิดขึ้นโดยประมาท  ซึ่งตาม  ป.อ.  มาตรา  62  วรรคสอง  บัญญัติให้จำเลยต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าการกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับโทษแม้กระทำโดยประมาท  กรณีจึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญเช่นกัน  เมื่อจำเลยไม่หลงต่อสู้  ศาลย่อมมีอำนาจตาม  มาตรา  192  วรรคสอง  ที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายซวยตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ประกอบมาตรา  62  วรรคสอง  ตามที่พิจารณาได้ความได้  (ฎ. 948/2487)

สรุป  ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น  ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

 

ข้อ  3  พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล  ขอให้พิพากษาลงโทษในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์  ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในกรณีดังต่อไปนี้

(ก)  อัยการโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร  คงมีแต่ผู้เสียหาย  พยานโจทก์และจำเลยมาศาล

(ข)  อัยการโจทก์และจำเลยไม่มาศาลตามวันนัด  โดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรหรือขอเลื่อนคดี  ดังนี้ท้งสองกรณีดังกล่าว  ขอให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้อย่างไร  จึงจะเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้ศาลยกฟ้องเสีย  เว้นแต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรจึงมาไม่ได้  ในกรณีเช่นนี้ศาลจะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

(ก)  ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้อย่างไร  เห็นว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์  แม้ผู้เสียหาย  พยานโจทก์  จำเลย  จะมาศาลก็ตามแต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีด้วย  ดังนั้นการที่พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร  จึงเป็นการขัดต่อบทบัญญัติ  มาตรา  166  วรรคแรก  ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์          (ฎ. 327/2483)

(ข)  ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนการพิจารณาในคดีนี้อย่างไร  เห็นว่าในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์  การที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร  ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องไปได้  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะมาศาลในวันนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม  (ฎ. 3754/2540 (ประชุมใหญ่))

สรุป  ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้นศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์  จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท)  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่า  จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์  เพราะเห็นว่า  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด  ดังนี้

(ก)  โจทก์จะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงว่า  จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด  ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  โจทก์จะฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า  การกระทำของจำเลยเป็นความผิด  ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  220  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น  ไม่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย  และไม่ว่าจะเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายก็ห้ามทั้งสิ้น  (ฎ. 492/2536  ฎ. 5381/2536)

(ก)  การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์  เพราะเห็นว่า  จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด  เป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์  เพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมายจึงเป็นกรณีที่ว่า  ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์  ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย  ตามมาตรา  220  ดังนั้นเมื่อโจทก์ฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด  ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษ  อันถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้โจทก์จึงไม่สามารถฎีกาได้  ต้องห้าม  ตามมาตรา  220

(ข)  เมื่อได้ความว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์อันเป็นเหตุให้คู่ความจะฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและหรือปัญหาข้อกฎหมายอีกไม่ได้  ต้องห้ามตามมาตรา  220  ดังนั้น  เมื่อโจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด  อันถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย  ในกรณีนี้จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา  ตามมาตรา  220  เช่นเดียวกัน

สรุป

(ก)  โจทก์ไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

(ข)  โจทก์ไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้เช่นเดียวกัน

LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นางสมใจราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง  ขอให้ศาลลงโทษนายเอกฐานวิ่งราวทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  นางสมใจยื่นอุทธรณ์  หากปรากฏว่า

(ก)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง  จึงพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่า  คดีมีมูล  ประทับฟ้องอีกกรณีหนึ่ง

ในแต่ละกรณีดังกล่าว  นายเอกไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคสาม  ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ  จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้  หรือจำเลยจะไม่มา  แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้  ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย  และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องจะยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

นางสมใจ  ราษฎร  เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกเป็นคดีอาญา  ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อศาลยังไม่ประทับฟ้อง  นายเอกจึงยังไม่ถือว่าอยู่ในฐานะเป็นจำเลย  จึงไม่เป็นคู่ความในคดี  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  นายเอกซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  (ฎ. 371/2530, ฎ. 3777/2527)

(ข)  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้องในกรณีนี้  แม้ได้ความว่า  นายเอกผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นายเอกจึงฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้เช่นเดียวกัน  ตามมาตรา  170  วรรคแรก  (ฎ. 1895/2519)

สรุป 

(ก)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

(ข)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเขียวในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  358  ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้  ในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี  นางขาวซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ปรึกษาทนายความแล้วมีความเห็นว่าการกระทำของนายเขียวที่ได้กระทำต่อตนและถูกพนักงานอัยการฟ้องแล้วนั้นเป็นการลักทรัพย์  นางขาวจึงมอบอำนาจให้ทนายความฟ้องนายเขียวในความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334

ศาลตรวจคำฟ้องของนางขาวแล้ว  เห็นว่าถูกต้องตามกฎหมาย  จึงสั่งไต่สวนมูลฟ้อง  ครั้นถึงวันสืบพยานโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้อง  นางขาวและทนายความของนางขาวไม่ไปศาล  ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง  เช่นนี้

(ก)  หากนางขาวต้องการให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  นางขาวจะทำได้หรือไม่  อย่างไร

(ข)  สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  พนักงานอัยการจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้นโดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

วินิจฉัย

 (ก)  นางขาวเป็นโจทก์ฟ้องนายเขียวในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ในวันสืบพยานโจทก์  ในการไต่สวนมูลฟ้องนางขาวและทนายความของนางขาวไม่ไปศาล  ศาลจึงพิพากษายกฟ้องในกรณีเช่นนี้  หากนางขาวต้องการให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  นางขาวอาจกระทำโดย

1       ยื่นคำร้องต่อศาลภายใน  15  วัน  นับแต่วันที่ศาลยกฟ้อง  และ

2       แสดงให้ศาลเห็นว่าตนและทนายความของตนมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถมาศาลได้  ตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง

เมื่อนางขาวปฏิบัติครบหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ถ้าศาลเห็นว่าการที่นางขาวและทนายความขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง  เนื่องจากมีเหตุสมควร  ศาลก็จะยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  ตามมาตรา  165  วรรคสอง

(ข)  โดยหลักแล้ว  คดีที่ศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้น  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดี่ยวกันอีกไม่ได้  ซึ่งหมายความว่า  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับนั่นเอง  (ฎ. 816/2523)  แต่มีข้อยกเว้นว่าสิทธิฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการยังไม่ระงับ  ถ้าคดีที่ศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้นเป็นคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  และคดีที่พนักงานอัยการจะฟ้องอีกหรือได้ฟ้องไว้แล้วนั้น  มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว  (ความผิดอันยอมความได้)

สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  พนักงานอัยการจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีที่พนักงานอัยการได้ฟ้องไว้แล้วนั้น  เป็นคดีที่ฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์  ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้  เมื่อได้ความว่าศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง  จึงส่งผลให้จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้  ซึ่งหมายความถึง  สิทธินำคดีอาญาของพนักงานอัยการมาฟ้องย่อมระงับตามไปด้วย  อีกทั้งในกรณีนี้ก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้น  ตามมาตรา  166  วรรคสาม  เนื่องจากเป็นความผิดต่อส่วนตัว  ดังนั้นพนักงานอัยการจึงไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้

สรุป 

(ก)  หากนางขาวต้องการให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  นางขาวสามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

(ข)  สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  พนักงานอัยการไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้

 

ข้อ  3  แต่ละกรณีดังต่อไปนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ก)  โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์  แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

(ข)  โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสี่  วรรคห้าและวรรคหก  ห้ามมิให้พิพากษา  หรือสั่ง  เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง  และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆ

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสมแต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด  ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

วินิจฉัย

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยลักทรัพย์กับทำร้ายร่างกายหรือลักทรัพย์กับความผิดต่อเสรีภาพ  แต่เมื่อสืบพยานในศาลได้ความว่าจำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  จึงเป็นการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ซึ่งการฉกฉวยเอาซึ่งหน้านี้เป็นส่วนที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้  ตามมาตรา  192  วรรคแรก  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้  อีกทั้งยังเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามมาตรา  192  วรรคสี่อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี  ความผิดฐานชิงทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้ในตัวเอง  เมื่อสืบพยานในศาลได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้  ตามมาตรา  192  วรรคหก  (ฎ. 831/2532)

ดังนั้น  กรณีนี้ศาลจึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์

(ข)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์กับทำร้ายร่างกาย  หรือลักทรัพย์กับความผิดต่อเสรีภาพ  เพราะจากการสืบพยานในศาลก็ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน  แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  ในกรณีเช่นนี้  จึงเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม  แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด  ซึ่งตามมาตรา  192  วรรคห้ากำหนดให้ศาลสามารถลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้  แม้ฐานความผิดที่ถูกต้องจะมีอัตราโทษสูงกว่าก็ตาม  เพราะถือว่าเป็นข้อยกเว้นของมาตรา  192  วรรคแรก  (ฎ. 391/2509)

สรุป 

(ก)  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์

(ข)  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามว่าร่วมกันวิ่งราวทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี)  นายสามรับสารภาพ  แต่นายหนึ่งและนายสองให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษ  จำคุกนายสาม  2  ปี  คดีนี้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์  พนักงานอัยการฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นคดีใหม่  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่านายสองมีความผิดตามฟ้องโจทก์  ลงโทษจำคุก  2  ปี  ส่วนนายหนึ่งไม่มีความผิด  พิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอให้ศาลลงโทษนายหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  การกระทำของนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไป

ดังนี้  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ปล่อยนายสองและนายสามด้วยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  213  ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา  ซึ่งให้ลงโทษจำเยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน  ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย  แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์  ให้มิต้องถูกรับโทษ  หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในกรณีที่ศาลสั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่  เพราะจำเลยบางคนให้การรับสารภาพตามมาตรา  176  วรรคสอง  ในกรณีเช่นนี้  ศาลอุทธรณ์จะยกเอาเหตุในลักษณะคดี  ในคดีที่ฟ้องใหม่ให้มีผลไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไป  ด้วยเหตุผลว่าการกระทำของนายหนึ่ง  นายสองและนายสามไม่เป็นความผิดนั้น  ถือเป็นเหตุที่อยู่ในส่วนลักษณะคดีแต่การที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ปล่อยนายสองและนายสามด้วยได้หรือไม่นั้น  ต้องแยกพิจารณาดังนี้

กรณีที่สอง

นายสองเป็นจำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่ง  ในคดีที่พนักงานอัยการแยกมาฟ้องใหม่  เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุในลักษณะคดี  ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกเหตุในลักษณะคดีขึ้นวินิจฉัยให้มีผลไปถึงนายสองด้วยได้  ตามมาตรา  213  แม้จะเป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวก็ตาม  เนื่องจากคู่ความฝ่ายใดเป็นผู้อุทธรณ์ไม่สำคัญ  (ฎ. 1370/2503)

กรณีที่สาม

นายสามเป็นจำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่งในคดีแรกเท่านั้น  มิได้เป็นจำเลยในคดีที่พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์  กรณีเช่นนี้  แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุที่อยู่ในลักษณะคดี  ศาลอุทธรณ์ก็ไม่มีอำนาจยกเหตุซึ่งอยู่ในลักษณะคดีขึ้นวินิจฉัยให้มีผลไปถึงนายสาม  เพราะนายสามไม่ใช่จำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่ง  กรณีจึงไม่ต้องด้วย  มาตรา  213

สรุป  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ปล่อยตัวนายสองไปด้วยได้  แต่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ปล่อยตัวนายสามไม่ได้ 

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2549

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำรงเป็นจำเลยในความผิดฐานบุกรุกอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวและศาลกำหนดวันนัดสืบพยานพนักงานอัยการโจทก์แล้ว  ในระหว่างนั้นนายบุญมีซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวกันนั้น  ตามข้อหาดังกล่าว  ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นาย(ผู้เสียหาย)  เป็นโจทก์แล้ว  แต่นายบุญมี (ผู้เสียหาย)  ไม่ไปศาลตามกำหนดนัด  ศาลจึงพิพากษายกฟ้องนายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  จึงยื่นคำร้องขอให้ยกคดีของตนขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  และต่อมานายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  ได้ถอนคำร้องนั้นแล้วยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายดำรง  ในวันเดียวกันนั้นนายดำรง  (จำเลย)  ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริง

ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  นายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  จะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่ และศาลควรพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้อย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้นโดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีความผิดต่อส่วนตัวเรื่องเดียวกัน  ทั้งผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคนละคดี  ถ้าในคดีที่ผู้เสียหายฟ้อง  ศาลได้ยกฟ้องตามมาตรา  166  วรรคแรกแล้ว  พนักงานอัยการจะฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  ศาลต้องยกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องด้วย

การที่ศาลยกฟ้องคดีที่นายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  เป็นโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพราะเหตุไม่มาตามกำหนดนัดและนายบุญมี  (ผู้เสียหาย) โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีของตนขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ตามมาตรา  166  วรรคสอง  แต่ต่อมาเมื่อนายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  โจทก์ได้ถอนคำร้องดังกล่าวเสีย  จึงเท่ากับไม่มีการยื่นคำร้อง  นายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  โจทก์จะเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการที่ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกอีกไม่ได้  ตามมาตรา  166  วรรคสาม  และเมื่อกรณีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  สิทธิของพนักงานอัยการที่ฟ้องจำเลยไว้ก่อนศาลพิพากษายกฟ้องของนายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  โจทก์ก็ระงับไปด้วย  ตามมาตรา  166  วรรคสาม (ฎ. 816/2523)

สรุป  ศาลควรมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายบุญมี  (ผู้เสียหาย)  และพิพากษายกฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์  โดยไม่จำต้องพิจารณาว่านายดำรง  (จำเลย)  กระทำผิดจริงหรือไม่

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในขณะจำเลยมีอายุ  18  ปี  ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  385  (ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท)  ก่อนจะเริ่มพิจารณาซึ่งในขณะนั้นจำเลยมีอายุ  18  ปี  2  เดือน  ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  จำเลยตอบว่าไม่มี  แต่จำเลยไม่ต้องการทนายความ  เพราะจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนี้  ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลยหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  173  วรรคแรก ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล  ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่ถูกฟ้องต่อศาลก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้  ในกรณีนี้เป็นบทบังคับเด็ดขาด  ไม่ว่าจำเลยจะต้องการหรือไม่ก็ตาม  (เทียบ  ฎ. 366/2534)

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย  ในขณะที่จำเลยมีอายุ  18  ปี  จึงเป็นคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล  ซึ่งเป็นคดีอาญาทุกประเภท  แม้จะเป็นคดีที่มีโทษปรับอย่างเดียวก็ตาม  เมื่อได้ความว่า  ก่อนเริ่มพิจารณาศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  แม้จำเลยจะตอบว่าไม่มี  แต่จำเลยก็ไม่ต้องการทนายความ  เพราะจำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  ศาลก็ยังมีหน้าที่ตั้งทนายความให้กับจำเลย  ตามมาตรา  178  วรรคแรก  เพราะถือว่าเป็นบทบังคับเด็ดขาดที่ศาลต้องตั้งให้

สรุป  ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลย

 

ข้อ  3  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  (กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี  และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท)  จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบพยานว่าเหตุเกิดขึ้นมิใช่เนื่องจากความประมาทของจำเลย  แต่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายแย่งปืนไปจากเอวของจำเลย  จำเลยตกใจจึงกระชากปืนจากผู้ตาย  ปืนจึงลั่นถูกผู้ตาย

ในทางพิจารณา  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยแย่งปืนคืนจากผู้ตาย  เมื่อจำเลยแย่งปืนคืนมาได้แล้วจำเลยได้ใช้ปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  (กำหนดระวางโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี)

ดังนี้  ศาลพึงพิพากษาคดีนี้อย่างไรจึงจะชอบด้วยวิธีพิจารณา

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ในทางพิจารณา  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม  ป.อ.  มาตรา  288  กรณีเช่นนี้  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญเว้นแต่ปรากฏว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบพยานว่าเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายแย่งปืนไปจากเอวของจำเลย  จำเลยตกใจจึงกระชากปืนจากผู้ตาย  ปืนจึงลั่นถูกผู้ตาย  คำให้การต่อสู้คดีของจำเลยดังกล่าวนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมิได้หลงหยิบยกเอาข้อที่ฟ้องผิดหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องมาเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลย  จำเลยจึงมิได้หลงต่อสู้

เมื่อปรากฏว่าข้อแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเป็นข้อแตกต่างมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้  กรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในการพิจารณาก็ได้  โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  แต่ทั้งนี้  ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ดังนั้น  คดีนี้ศาลพึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

สรุป  ศาลพึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาทตาม  ป.อ.  มาตรา  291

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรา  จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว  พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  276  ลงโทษจำคุก  9  ปี  จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า  จำเลยกระทำผิดจริง  แต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  78  ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามพิพากษาแก่เป็นว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  276  ลงโทษจำคุก  6  ปี

ดังนี้  จำเลยจะฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  249  วรรคแรก  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น  คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา  และต้องเป็นข้อที่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ศาลอุทธรณ์

วินิจฉัย

การฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง  ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เคยยกขึ้นต่อสู้มาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ด้วย  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  249  ประกอบ  มาตรา  15

การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรา  จำเลยได้ให้การปฏิเสธก็เท่ากับว่าจำเลยยกข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นแล้วแต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  276  ลงโทษจำคุก  9  ปี  จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด  จำเลยเพียงแต่อุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา  ปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่  จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว  เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา  จำเลยจะกลับมาฎีกาว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกไม่ได้  เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู่ในชั้นศาลอุทธรณ์  จึงต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  249  ประกอบมาตรา  15  (เทียบ  ฎ. 2451/2527)

สรุป  จำเลยจึงฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องไม่ได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายมะม่วงร้องทุกข์กล่าวหาว่านายมังคุดฆ่านายมันแกวบุตรชายของตนตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288 พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและสรุปสำนวนสั่งฟ้องนายมังคุดตามข้อหาดังกล่าว  แต่ในที่สุดพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยคดีแรกในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายมันแกวถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  นายมะม่วงไม่เห็นด้วย  

จึงนำคดีมายื่นฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยต่อศาลด้วยตนเองในคดีหลังขอให้ลงโทษนายมังคุดฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  อีกคดีหนึ่งให้วินิจฉัยตามประเด็นต่อไปนี้

(ก)  คดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางมังคุดเป็นจำเลยต่อศาลด้วยตนเอง  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่

(ข)  หากปรากฏว่าในการไต่สวนมูลฟ้องคดีหลัง  นายมังคุดจำเลยได้นำเอกสารรายงานการตรวจศพของแพทย์มาถามค้านนายมะม่วงโจทก์เกี่ยวกับเรื่องวิถีกระสุนปืน  เพื่อสนับสนุนว่าตนมิได้มีเจตนาฆ่านายมันแกว  แต่นายมะม่วงโจทก์ไม่ยอมรับรองความถูกต้องของพยานเอกสารดังกล่าว  นายมังคุดจำเลยจะขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลได้หรือไม่

(ค)  หากศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีหลังแล้วเห็นว่าคดีมีมูล  จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา  นายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  162  ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้

(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ให้ไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว  ให้จัดการตามอนุมาตรา  (2)

(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์  ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้

มาตรา  165  วรรคสอง  จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  ตามมาตรา  162(1)  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  โดยหลักแล้วศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องทุกคดี  เว้นแต่พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว  ต้องจัดการตามมาตรา  162(2)  กล่าวคือ  ไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับฟ้องไว้พิจารณาก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้พนักงานอัยการจะได้ฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยในคดีแรกด้วยก็ตาม  แต่พนักงานอัยการได้ฟ้องนายมังคุดในข้อหากระทำโดยประมาท  เป็นเหตุให้นายมันแกวถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ซึ่งเป็นความผิดคนละข้อหากับคดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลย  ขอให้ลงโทษฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นของมาตรา  162(1)  ที่ศาลจะจัดการสั่งตามอนุมาตรา  (2)  คือ  ใช้ดุลพินิจสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้  ดังนั้นศาลจึงอยู่ในบังคับที่ต้องจัดการสั่งตามหลักในอนุมาตรา  (1)  กล่าวคือ  ต้องจัดการสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน

(ข)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  จำเลยไม่มีสิทธินำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ  ตามมาตรา  165  วรรคสอง

กรณีตามอุทาหรณ์  ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  นายมังคุดจำเลยนำเอกสารรายงานการตรวจศพของแพทย์  มาถามค้านนายมะม่วงโจทก์เกี่ยวกับเรื่องวิถีกระสุนปืน  เพื่อสนับสนุนว่าตนมิได้มีเจตนาฆ่านายมันแกว  แต่นายมะม่วงโจทก์ไม่ยอมรับรองความถูกต้องของพยานหลักฐานเอกสารดังกล่าว  และนายมังคุดจะขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลนั้น  ในกรณีเช่นนี้เท่ากับว่านายมังคุดจำเลยเรียกพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา  165  วรรคสอง  ดังนั้นนายมังคุดจึงไม่อาจของส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลได้  (ฎ. 6557/2539)

(ค)  การที่ศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายมังคุดจำเลยฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แล้วเห็นว่า  คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณานั้น  เห็นว่า  แม้นายมังคุดจะมีฐานะเป็นจำเลยในคดีหลังแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลเช่นว่านั้น  ย่อมเป็นอันเด็ดขาดตามมาตรา  170  วรรคแรก  ดังนั้นนายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้

สรุป 

(ก)  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนไม่ได้

(ข)  นายมังคุดไม่อาจขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

(ค)  นายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  แต่ละกรณีต่อไปนี้  ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลยหรือไม่  เพราะเหตุใด

(ก)  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในขณะมีอายุ  18  ปี  ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  385  (ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท)  ก่อนเริ่มพิจารณาซึ่งในขณะนั้นจำเลยมีอายุ  18  ปี  2  เดือน  ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  จำเลยตอบว่าไม่มี  แต่จำเลยไม่ต้องการทนายความ  เพราะจำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง

(ข)  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในขณะที่จำเลยมีอายุ  19  ปี  ขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท)  ก่อนเริ่มพิจารณาศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  จำเลยตอบว่าไม่มี  แต่จำเลยต้องการหาทนายความเอง  ศาลจึงสั่งเลื่อนคดีเพื่อให้เวลาจำเลยติดต่อทนายความ  เมื่อถึงวันนัดพิจารณา  จำเลยแถลงว่า  จำเลยหาทนายความไม่ได้  ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยด้วย

ธงคำตอบ

มาตรา  173  วรรคแรกและวรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่ถูกฟ้องต่อศาลก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้  ในกรณีนี้เป็นบทบังคับเด็ดขาด  ไม่ว่าจำเลยจะต้องการหรือไม่ก็ตาม  (เทียบ  ฎ. 366/2534)

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย  ในขณะที่จำเลยมีอายุ  18  ปี  จึงเป็นคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล  ซึ่งเป็นคดีอาญาทุกประเภท  แม้จะเป็นคดีที่มีโทษปรับอย่างเดียวก็ตาม  เมื่อได้ความว่าก่อนเริ่มพิจารณาศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  แม้จำเลยจะตอบไม่มีและจำเลยก็ไม่ต้องการทนายความ  เพราะจำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  ศาลก็ยังต้องตั้งทนายความให้จำเลย  ตามมาตรา  173  วรรคแรก  เพราะถือว่าเป็นบทบังคับเด็ดขาดที่ศาลต้องตั้งให้

(ข)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก  ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกมากน้อยเพียงใดก็ตาม  ก่อนเริ่มพิจารณาศาลต้องถามจำเลยในเรื่องทนายความก่อนเสมอ

พนักงานเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย  ในขณะที่อายุ  19  ปี  ขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  ก่อนเริ่มพิจารณาศาลถามจำเลยมีทนายความหรือไม่  ครั้งแรกจำเลยตอบว่าไม่มีทนายความ  แต่จำเลยต้องการหาทนายความเอง  ศาลจึงสั่งเลื่อนคดี  เพื่อให้จำเลยติดต่อทนายความแต่เมื่อวัดนัดพิจารณา  จำเลยแถลงว่าจำเลยหาทนายความไม่ได้  ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยด้วย  ในกรณีเช่นนี้  จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีทนายความและต้องการทนายความ  ศาลจึงต้องตั้งทนายความให้จำเลย  ตามมาตรา  173  วรรคสอง  (ฎ. 2063/2530)

สรุป  ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น  ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลย

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยที่  1  ที่  2  และที่  3  ร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340  จำเลยที่  1  และที่  2  ให้การปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่  ส่วนจำเลยที่  3  ให้การปฏิเสธว่ามิได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่  1  และที่  2  เพียงแต่รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จากจำเลยที่  1  และที่  2 เท่านั้น  ศาลสืบพยานแล้วได้ความจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าเฉพาะจำเลยที่  1  และที่  2  เท่านั้นที่ร่วมกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย  จำเลยที่  3 หาได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่  1  และที่  2  ด้วยไม่  แต่ได้ความจากพยานหลักฐานของจำเลยที่  3  เองที่นำสืบว่า  จำเลยที่  3 เพียงแต่มีส่วนกระทำความผิดด้วยการรับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จากจำเลยที่  1  และที่  2  โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่  1  และที่  2  ได้มาจากการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่  1  ที่  2  และที่  3  ได้หรือไม่  เพียงใด

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสอง วรรคสามและวรรคหก  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

วินิจฉัย

ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่  1  ที่  2  และที่  3  ได้หรือไม่  เห็นว่า  ความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง  ย่อมรวมการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ดังนั้นแม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่  1  และที่  2  ร่วมกับจำเลยที่  3  กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์  แต่ศาลสืบพยานแล้วได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า  เฉพาะจำเลยที่  1  และที่  2  เท่านั้นที่ร่วมกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย  ศาลย่อมมีอำนาจตามมาตรา  192  วรรคหก  ที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ 

(ฎ. 2161/2531)

ส่วนในกรณีของจำเลยที่  3  ได้ความว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่  3  ฐานร่วมกับจำเลยที่  1  และที่  2  ฐานปล้นทรัพย์แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่  3  กระทำความผิดฐานรับของโจรซึ่งถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญ  เพราะการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง  ก็เป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่  3 คนขึ้นไป  ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจร  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  ถือเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด  มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ  (ฎ. 1043/2535)

แต่อย่างไรก็ดี  ตามบทบัญญัติ  มาตรา  192  วรรคสองนั้น  การที่ศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้นั้น นอกจากจะได้ความว่าข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อที่มิใช่สาระสำคัญแล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ด้วย  คดีนี้ปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยที่  3  กระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น  เป็นการได้ความจากพยานหลักฐานของจำเลยที่  3  เองที่นำสืบว่า  จำเลยที่  3  เพียงแต่มีส่วนกระทำความผิดด้วยการรับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จากจำเลยที่  1  และที่  2  โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่  1  และที่  2  ได้มาจากการชิงทรัพย์ของผู้เสียหายใช่ได้ความจากการนำสืบพยานของโจทก์ไม่  กรณีจึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่าจำเลยที่  3  กระทำผิดฐานรับของโจรนั้น  เกิดจากจำเลยที่  3  หลงต่อสู้  ดังนั้น  แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่าจำเลยที่  3  กระทำผิดฐานรับของโจรจะแตกต่างกับฟ้องฐานปล้นทรัพย์ในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ  แต่เมื่อจำเลยที่  3  หลงต่อสู้  กรณีก็ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ครบถ้วนที่ศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยที่  3  ฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความได้  ศาลจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่  3  ในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความตามมาตรา  192  วรรคสอง  ประกอบวรรคสามได้

สรุป  ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่  1  และที่  2  ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้  แต่สำหรับจำเลยที่  3  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  336  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335(8)  ลงโทษจำคุก  2  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ให้มีกำหนด  1  ปี  โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น  ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ลงโทษปรับ  6,000  บาท

ดังนี้  จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  218  ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย  และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี  หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี  ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่  ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา  219   ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

วินิจฉัย

จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับ  เป็นการฎีกาในปัญหาที่สืบเนื่องจากการที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจลงโทษปรับจำเลย  6,000  บาท  ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า   จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  335(8)  ลงโทษจำคุก  2  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  1  ปี  และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  334  ลงโทษปรับ  6,000  บาท  เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมาเป็นปรับโทษอย่างเดียวและยังเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนทั้งบทลงโทษและโทษด้วย  จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  ในกรณีนี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  218  แต่ก็ต้องพิจารณาตามมาตรา  219  ต่อไป

เมื่อพิจารณาตามมาตรา  219  แล้วได้ความว่า  การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  4  หมื่นบาท  ตามมาตรา  219  ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่มีข้อยกเว้นให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้  ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  แต่ก็มีเงื่อนไขให้รอการลงโทษจำคุก  ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษปรับอย่างเดียว  กรณีนี้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  (ฎ. 4525/2533)

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  จำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้  ตามมาตรา  219

สรุป  จำเลยฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  339  โดยบรรยายฟ้องระบุเวลาที่เกิดเหตุว่า  เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  2551  จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้อง  ศาลสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว  ผู้เสียหายก็เบิกความต่อศาลว่า  เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  2551  เช่นกัน  และพยานหลักฐานที่สืบประกอบฟังได้ว่า จำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายจริงตามฟ้องให้แยกวินิจฉัยตามประเด็น  ดังนี้

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง  ได้หรือไม่

(ข)  หากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  โจทก์จะนำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

มาตรา  158  ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ  และมี

(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด  ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ  อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  หากโจทก์ระบุแต่เพียงเดือนและปีที่ความผิดเกิด  หรือบรรยายฟ้องเพียงว่า  เมื่อต้นเดือน………  โดยไม่ได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำผิดให้แน่นอน  ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ไม่ชัดเจน  แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ  ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่  เห็นว่า  กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์  ป.อ.  มาตรา  339  โดยบรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับเวลาที่เกิดเหตุเพียงว่าเหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  2551  แต่มิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิดให้แน่นอน  เป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบเรื่องเวลาที่จำเลยกระทำความผิดไม่ชัดเจน  แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ไม่อาจรับฟังได้ว่า  จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้  หากแต่ต้องพิพากษายกฟ้องของโจทก์  (ฎ. 848/2545)

(ข)  กรณีที่ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์มิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิดให้แน่นอนเช่นนี้  ถือว่าเป็นฟ้องซึ่งมิได้ระบุเวลาที่จำเลยกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  158  (5)  คำพิพากษายกฟ้องเช่นนี้  มีผลเท่ากับศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาของความผิดแล้วว่า  คดีนี้ไม่มีเวลาที่กระทำความผิด  ถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป  ตามมาตรา  39(4)  โจทก์จึงนำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ไม่ได้  (ฎ. 1983/2499  ฎ. 1576/2495  และ  ฎ  682/2502)

สรุป 

(ก)  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง  จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้

(ข)  โจทก์จะนำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้  มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ไม่ได้

 

 ข้อ  2  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินโฉนดเลขที่  123  ของนายมด  เพื่อถือเอาการครอบครองที่ดินนั้นเป็นของตน  ขอให้ลงโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  362  หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่า

(ก)  จำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินโฉนดเลขที่  123  จริงตามฟ้อง  แต่ที่ดินแปลงนั้นมิใช่เป็นของนายมด  หากแต่เป็นของนายปลวก  กรณีหนึ่ง

(ข)  ที่ดินโฉนดเลขที่  123  ตามฟ้อง  เป็นของนายมดจริง  แต่จำเลยมิได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินแปลงดังกล่าว  จำเลยเพียงแต่ลักเก็บเอาผลมะม่วงที่ปลูกอยู่ในที่ดินนั้นไปโดยสุจริต  อีกกรณีหนึ่ง

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น  หากไม่ปรากฏแก่ศาลว่า  ข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้น  ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

มาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในกรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้หรือไม่  เห็นว่า  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่  123  เพื่อถือการครอบครองที่ดินนั้นเป็นของตนเท่ากับเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของนายมด  การที่ทางพิจารณาได้ความว่า  จำเลยบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวจริง  แต่ที่ดินดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นของนายมด  หากแต่เป็นของนายปลวกนั้น  เป็นการแตกต่างเพียงเรื่องตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกบุกรุกเท่านั้น  มิใช่แตกต่างในตัวอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกบุกรุกอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง  จึงมิใช่เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเมื่อไม่ปรากฏแก่ศาลว่า  ข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  กรณีย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ที่ศาลมีอำนาจลงโทษตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้  (ฎ. 1876/2528  ฎ. 2157/2518  และ  ฎ. 913/2513)

(ข)  ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า  จำเลยบุกรุกที่ดินของนายมด  แต่ทางพิจารณาได้ความว่า  จำเลยลักทรัพย์ของนายมดนั้น  ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญแม้จำเลยจะมิได้หลงต่อสู้  ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสีย  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นไม่ได้  (ฎ. 82182502)

สรุป

(ก)  ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้

(ข)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นไม่ได้

 

ข้อ  3  ในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคนหนึ่งว่ากระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร  จำเลยให้การในแบบฟอร์มของศาลชั้นต้นแห่งหนึ่งว่า  ขอให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้องนั้น  ในวันนัดสืบพยาน  โจทก์แถลงต่อศาลว่า  จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว  โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน

จงวินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่  ในข้อหาอะไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น  ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

คำรับสารภาพที่ไม่ชัดเจนว่าจำเลยรับสารภาพว่ากระทำผิดฐานใด  ไม่อาจลงโทษจำเลยในกรณีเช่นนี้ต้องเป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด  (ฎ. 6742/2544  ฎ. 758/2534)

ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่  เห็นว่า  การที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร  แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว  เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกัน  จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้  คำให้การของจำเลยที่ขอให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้นย่อมไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใด  ตามมาตรา  176  วรรคแรก  แม้จะเป็นการให้การในแบบพิมพ์สำหรับคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพของศาลชั้นต้นก็ตาม  ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งของจำเลย  เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน  ศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้  (ฎ. 2046/2538)

สรุป  ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  4  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  80,   288  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้ความว่า  จำเลยไม่มีเจตนาฆ่า  พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297 

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลไม่สาหัส พิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  295

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  มาตรา  297  ศาลฎีกาพิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลสาหัส  พิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตราสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297

ดังนี้  คำพิพากษาศาลฎีกา  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพระเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

มาตรา  220  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

มาตรา  225  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา  และว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม  เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง

วินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตาม  ป.อ.  มาตรา  297  ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าแล้ว

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  และศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่า  จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลไม่สาหัส  พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ  ตาม  ป.อ.  มาตรา  295  ก็ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าแล้วเช่นเดียวกัน

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องฐานพยายามฆ่าแล้ว  ความผิดฐานพยายามฆ่าจึงต้องห้ามฎีกา  ตามมาตรา  220  แต่ตามข้อเท็จจริง  โจทก์ฎีกาขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตาม  ป.อ.  มาตรา  297  ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น  มิได้ฎีกาในความผิดฐานพยายามฆ่าอีก  โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้

อีกทั้งการที่โจทก์ฎีกาดังกล่าว  ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ฎีกาในทำนองขอให้ศาลพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  ตามมาตรา  212  ประกอบมาตรา  225  การที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตาม  ป.อ.  มาตรา  297  จึงชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 677/2510 (ประชุมใหญ่))

สรุป  คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นางสมใจราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง  ขอให้ศาลลงโทษนายเอกฐานวิ่งราวทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  นางสมใจยื่นอุทธรณ์  หากปรากฏว่า

(ก)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง  จึงพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่า  คดีมีมูล  ประทับฟ้องอีกกรณีหนึ่ง

ในแต่ละกรณีดังกล่าว  นายเอกไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคสาม  ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ  จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้  หรือจำเลยจะไม่มา  แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้  ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย  และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องจะยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

นางสมใจ  ราษฎร  เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกเป็นคดีอาญา  ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อศาลยังไม่ประทับฟ้อง  นายเอกจึงยังไม่ถือว่าอยู่ในฐานะเป็นจำเลย  จึงไม่เป็นคู่ความในคดี  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  นายเอกซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  (ฎ. 371/2530, ฎ. 3777/2527)

(ข)  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้องในกรณีนี้  แม้ได้ความว่า  นายเอกผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นายเอกจึงฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้เช่นเดียวกัน  ตามมาตรา  170  วรรคแรก  (ฎ. 1895/2519)

สรุป 

(ก)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

(ข)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์คดีอาญา  ระหว่างการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ทนายโจทก์จึงได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลขออนุญาตให้โจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้องหรือมิฉะนั้นก็อนุญาตให้ทนายโจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้องแทน

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า  คำแถลงด้วยวาจาของโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  158  ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ  และมี

(7) ลายมือโจทก์  ผู้เรียง  ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง

มาตรา  163  เมื่อมีเหตุอันควร  โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้  เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้  และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

วินิจฉัย

กรณีทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาขออนุญาตให้โจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องต่อศาลแล้วนั้น  โจทก์ไม่ได้ลงชื่อในท้ายคำฟ้องเมื่อทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาต่อศาลขออนุญาตให้โจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  จึงเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องซึ่งตาม  มาตรา  163  วรรคแรก  บัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล  โดยอ้างเหตุอันสมควรในระหว่างการพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จะร้องขอด้วยวาจาไม่ได้  (ฎ. 620/2483, ฎ. 300/2507)

ดังนั้น  การที่ทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาต่อศาลขออนุญาตให้โจทก์ลงชื่อท้ายคำฟ้อง  จึงไม่ชอบด้วย  มาตรา  163  วรรคแรก

กรณีทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาขออนุญาตให้ทนายโจทก์ลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์

ตามมาตรา  158(7)  บัญญัติว่า  คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อโจทก์ในท้ายคำฟ้อง  ทนายโจทก์จะลงชื่อในท้ายคำฟ้องแทนโจทก์ไม่ได้  แม้โจทก์ระบุไว้ในใบแต่งทนายให้ทนายโจทก์มีอำนาจลงชื่อในท้ายคำฟ้องแทนโจทก์ก็ตาม  (ฎ. 607/2514)  การที่ทนายโจทก์จะลงชื่อในท้ายคำฟ้องแทนโจทก์ได้  จะต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทน  นอกเหนือไปจากการแต่งตั้งให้เป็นทนายความดำเนินคดี (ฎ. 938/2530)

ดังนั้น  การที่ทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาต่อศาลขออนุญาตให้ทนายโจทก์ลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์จึงไม่ชอบด้วยมาตรา   158(7)

สรุป  คำแถลงด้วยวาจาของทนายโจทก์ทั้งสองกรณีดังกล่าว  ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินโฉนดเลขที่  123  ของนายมด  เพื่อถือเอาการครอบครองที่ดินนั้นเป็นของตน  ขอให้ลงโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  352  หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่า

(ก)  จำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินโฉนดเลขที่  123  จริงตามฟ้อง  แต่ที่ดินแปลงนั้นมิใช่เป็นของนายมด  หากแต่เป็นของนายปลวก  กรณีหนึ่ง

(ข)  ที่ดินโฉนดเลขที่  123  ตามฟ้อง  เป็นของนายมดจริง  แต่จำเลยมิได้เข้าไปปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินแปลงดังกล่าว  จำเลยเพียงแต่ลักเก็บเอาผลมะม่วงที่ปลูกอยู่ในที่ดินนั้นไปโดยทุจริตอีกกรณีหนึ่ง

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น  หากไม่ปรากฏแก่ศาลว่า  ข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้น  ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

(ก)  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่  123  เพื่อถือการครอบครองที่ดินนั้นเป็นของตนเท่ากับเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของนายมด  การที่ทางพิจารณาได้ความว่า  จำเลยบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวจริง  แต่ที่ดินดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นของนายมด  หากแต่เป็นของนายปลวกนั้น  เป็นการแตกต่างเพียงเรื่องตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกบุกรุกเท่านั้น  มิใช่แตกต่างกันในตัวอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกบุกรุกอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง  จึงมิใช่เป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญ  เมื่อไม่ปรากฏแก่ศาลว่า  ข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  กรณีย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตาม  มาตรา  192  วรรคสอง  ที่ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้  (ฎ. 1876/2528, ฎ. 2157/2518 และ  ฎ. 913/2513)

(ข)  การที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า  จำเลยบุกรุกที่ดินของนายมด  แต่ทางพิจารณาได้ความว่า  จำเลยลักทรัพย์ของนายมดนั้น  ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ  แม้จำเลยจะมิได้หลงต่อสู้  ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียตามมาตรา  192  วรรคสอง  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นไม่ได้  (ฎ. 821/2502)

สรุป 

(ก)  ศาลจะพิจารณาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้

(ข)  ศาลต้องพิพากษายกฟ้องไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลย  ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ

 

ข้อ  4  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยพยายามฆ่า  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  80, 288  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้ความว่า  จำเลยไม่มีเจตนาฆ่า  พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลไม่สาหัส  พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  295

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  ศาลฎีกาพิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลสาหัสพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297

ดังนี้  คำพิพากษาฎีกาดังกล่าว  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

มาตรา  220  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

มาตรา  225  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา  และว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม  เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง

วินิจฉัย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส  ตาม  ป.อ. มาตรา  297  ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าแล้ว

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่า  และศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าและบาดแผลไม่สาหัส  พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ  ตาม  ป.อ.  มาตรา  295  ก็ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ฐานพยายามฆ่าแล้วเช่นเดียวกัน

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าแล้ว  ความผิดฐานพยายามฆ่าจึงต้องห้ามฎีกา  ตามมาตรา  220 คดีจึงไม่อาจขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้อีก  ดังนั้นการที่โจทก์ยังฎีกาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าอีก  แม้โดยหลักศาลฎีกาจะมีอำนาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษเป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  297  ได้  เพราะถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ  แต่เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ต้องห้ามตามมาตรา  220  เสียแล้ว  จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นในข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัส  ตาม  ป.อ. มาตรา  297  ได้  ศาลฎีกาต้องพิพากษายกฎีกาของโจทก์  จะพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัสตาม  ป.อ.  มาตรา  297  ไม่ได้  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  212  ประกอบมาตรา  225  (ฎ. 525/2526  (ประชุมใหญ่))

สรุป  คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว  จึงมิชอบด้วยกฎหมาย

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2
คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ
ข้อ. 1       ธนาคารสยาม จำกัด ฟ้องขอให้ลงโทษนายทรงสิทธิ์จำเลย ฐานปลอมตั๋วเงิน ใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265,268 และ 341 (เฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 เป็นความผิดต่อส่วนตัว)  โดยฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ศาลมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.00 น. โจทก์ทราบวันนัดแล้ว เจ้าพนักงาน

ศาลปิดหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่บ้านจำเลย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2551ซึ่งโจทก์ได้ทราบวันปิดหมายดังกล่าวแล้ว ถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้องทนายจำเลยไปศาล ทนายโจทก์เห็นว่าการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยยังไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์และทนายโจทก์จึงไม่ไปศาล ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายทรงสิทธิ์ในความผิดเรื่องเดียวกันและข้อหาเดียวกันต่อศาลอีก ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องทุกฐานความผิด

ดังนี้ คำพิพากษายกฟ้องและคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึ่งมาไม่ได้ จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้ในคดีที่ศาลยกฟ้องดั่งกล่าวแล้ว จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีกเว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

วินิจฉัย

 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่าถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดให้ศาลยกฟ้องเสีย เมื่อศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่9 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.00 น.และโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องไปศาลตามกำหนดนัด แม้การส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โดยวิธีปิดหมายยังไม่มีผลใช้ได้ตามกฎหมาย ก็หาทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องไปศาลตามกำหนดนัดไม่ เมื่อโจทก์และทนายโจทก์ไม่ไปศาล การที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว (เทียบคำพิพากาษาฎีกาที่  2085/2547)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่าในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้วจะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีที่ราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นความผิดต่อส่วนตัว การที่ธนาคารสยาม จำกัด ซึ่งเป็นราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องนายทรงสิทธิ์เป็นจำเลยในฐานความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 และ 341 และศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดนั้น

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 และ 268 ไม่ใช่เป็นความผิดต่อส่วนตัวพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องนายทรงสิทธิ์ได้อีก ที่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องสองฐานนี้ จึงไม่ชอบ

ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนายทรงสิทธิ์อีก ที่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว

ดังนั้นคำพิพากษายกฟ้องชอบด้วยกฎหมายและคำสั่งไม่รับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 และ 268 ไม่ชอบและคำสั่งไม่รับฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ข้อ. 2       นายสมัยฟ้องขอให้ลงโทษนายทนงจำเลย ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานหรือรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,335 (8),357 โดยฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

                ในวันนัดสืบพยานโจทก์ นายทนงจำเลยแถลงต่อศาลขอให้การรับสารภาพ ศาลบันทึกคำให้การจำเลยว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ในวันเดียวกันนั้นนายทนงจำเลยยื่นคำให้การมีข้อความว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 โจทก์จำเลยแถลงไม่สืบพยาน

                ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

                หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ผู้ใด… ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท

                ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 “ผู้ใดลักทรัพย์

                (8) ในเคหสถาน… ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

                ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 “ผู้ใด…ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

คำให้การของนายทนง (จำเลย) ครั้งแรกที่ศาลบันทึกไว้ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ แม้จะไม่ได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยรับสารภาพในความผิดข้อหาใดก็ตามแต่เมื่อต่อมาจำเลยยื่นคำให้การอีกฉบับหนึ่งมีความว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 และคำให้การดังกล่าวของจำเลยมีผลเท่ากับจำเลยปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (8) และ 357 เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานเท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (8) และ 357 อีกต่อไป และเนื่องจากความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 มิใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคแรก (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 4129/2543)

ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้

   

            ข้อ 3.       โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่หนึ่ง จำเลยที่สองและจำเลยที่สามร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83 (ฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สองร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วนำมาขายให้จำเลยที่สามโดยที่จำเลยที่สามรับซื้อทั้งที่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานรับของโจร โดยจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้

                ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์

ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่

พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

                ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆ

                ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้

                ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

                วินิจฉัย  กรณีจำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สอง ความผิดฐานปล้นทรัพย์รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อการพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สองร่วมกันชิงทรัพย์ศาลก็สามารถพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก

กรณีจำเลยที่สามแม้ว่าความผิดฐานปล้นทรัพย์จะมิได้บัญญัติอยู่ในมาตรา 192 วรรคสาม เช่นเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรก็ตาม แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็คือ ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปนั่นเอง เมื่อการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร กฎหมายมิให้ถือว่าแตกต่างกันในสาระสำคัญ การต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์กับรับของโจร ย่อมเข้าเกณฑ์มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเช่นกัน ทั้งมิให้ถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอ หรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษด้วย เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไป เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่สามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่สามฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองประกอบวรรคสาม

ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สองในความผิดฐานชิงทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหกและสามารถลงโทษจำเลยที่สามในความผิดฐานรับของโจร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองประกอบวรรคสาม

 

                ข้อ 4.       พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก เดือน  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ให้มีกำหนด 1 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ดังนี้ จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

                ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปีไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

                ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

วินิจฉัย 

การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องเป็นการฎีกาในปัญหาที่สืบเนื่องจากการที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน  ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

                การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ให้มีกำหนด 1 ปี

และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมาเป็นโทษจำคุก  จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  ไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 218  แต่ก็ต้องพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 219 ต่อไป

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี  หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท ป.วิ.อาญา มาตรา 219  ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่มีข้อยกเว้นให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

ตามปัญหา  แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  แต่ก็มีเงื่อนไขให้รอการลงโทษจำคุก  ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน กรณีนี้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย 

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  จำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตาม ป.วิ.อาญา      มาตรา 219

ดังนั้น  จำเลยจึงฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ
ข้อ 1.       โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534  มาตรา 4 โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า  จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้และได้แนบสำเนาสัญญารับสภาพหนี้มาท้ายฟ้องด้วย

ให้วินิจฉัยตามประเด็น ดังนี้

(ก)   คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(ข)   ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่

(ค)   โจทก์จะขอแก้ฟ้องให้ถูกต้องตามกฎหมายได้หรือไม่

(ง)   หากโจทก์มิได้ขอแก้ฟ้องให้ถูกต้องและศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์แล้ว  โจทก์

จะนำคดีเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่  โดยบรรยายฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่

ธงคำตอบ

(ก)  การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิด มิใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณา การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา     รับสภาพหนี้และแนบสำเนาสัญญารับสภาพหนี้มาท้ายฟ้อง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะการรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/14(1) เท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 158(5) ฎ.307/2539

(ข)  แม้ ป.วิ.อาญา มาตรา 161 จะบัญญัติว่า “ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ก็ตาม แต่คำฟ้องที่โจทก์บรรยายมาไม่ครบองค์ประกอบความผิดนั้น เป็นฟ้องที่ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยศาลไม่อาจสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1486/2530, 1459/2527) ( 5 คะแนน)(ค)  เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่บรรยายมาไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องมาแต่ต้นแล้ว โจทก์จะมาขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้ถูกต้องขึ้นหาได้ไม่ การร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 164 นั้น ฟ้องของโจทก์จะต้องเป็นฟ้องที่บรรยายมาครบองค์ประกอบของความผิดมาแต่ต้นแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2504) การที่โจทก์จะมาขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในภายหลังเพื่อให้ฟ้องโจทก์สมบูรณ์ขึ้น อันเป็นการกระทำให้จำเลยเสียเปรียบ ย่อมไม่อาจกระทำได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2006/2541) (5 คะแนน)

(ง)  การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะฟ้องโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดนั้น ถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39(4) หากโจทก์นำคดีเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ ย่อมเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่โดยบรรยายฟ้องให้ถูกต้องได้อีก (คำพิพากษาฎีกาที่ 6770/2546) (5 คะแนน)

 

ข้อ 2.       พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 1 มกราคม 2551  เวลากลางวัน จำเลยได้ลักเอารถจักรยานยนต์ของนายศักดิ์  แสนดี ผู้เสียหายไปโดยทุจริต  และก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 123/2551  ของศาลนี้  และศาลให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี  จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษ  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 123/2551 ที่ศาลรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้  ในวันนัดพิจารณา  จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานได้หรือไม่  และจะพิพากษาลงโทษจำเลยกับบวกโทษจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่  อย่างไร

หมายเหตุ   ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334   มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท และมาตรา 335 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

ธงคำตอบ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 335(1) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท จึงมิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือสถานที่หนักกว่านั้นซึ่งศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ได้ 

แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องเสมอไป ศาลจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามฟ้องประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ คำรับสารภาพของจำเลยที่ว่า จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดเจนว่าจำเลยได้ลักทรัพย์ตามฟ้องในเวลากลางวันหรือกลางคืน เพราะเหตุอาจเกิดในเวลากลางวันก็ได้ เมื่อโจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4537/2548 และ 4790/2550) และคำให้การของจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องที่จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์ด้วย ศาลชอบที่จะให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้คดีก่อนตามฟ้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 5248/2546 (ประชุมใหญ่)) (13 คะแนน)

ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และหากคดีนี้ศาลลงโทษจำเลยถึงจำคุก ก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้บวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 123/2551 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ด้วย (2 คะแนน)

 

ข้อ 3.       พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1  และที่ 2 ร่วมกันลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยทุจริต  โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายให้ยอมส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้  มิฉะนั้นจะยิงเสียให้ตาย  ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ  ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่า เฉพาะจำเลยที่ 1  เพียงลำพังเท่านั้นที่ขู่เข็ญผู้เสียหายแต่มิได้ใช้อาวุธปืน     ขู่เข็ญ  จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ หากผู้เสียหายไม่ยอมส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้ จะแกล้งยัดยาบ้าและจับกุมผู้เสียหายฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง อันเป็นความผิดฐานกรรโชก และเมื่อได้รับโทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำโทรศัพท์มือถือนั้นไปขายให้แก่จำเลยที่ 2  ซึ่งรับซื้อไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการกระทำความผิดอันเป็นความผิดฐานรับของโจร  หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้นเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลงต่อสู้

                ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1  และที่ 2  ได้หรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

                โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานชิงทรัพย์ แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกรรโชกก็ตาม แต่การชิงทรัพย์และกรรโชกก็เป็นการขู่เข็ญเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกัน    จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง         เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกรรโชกตามที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบวรรคสอง (คำพิพากษาฎีกาที่ 2912/2550)

                โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์ แม้ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรก็ตาม แต่การกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องก็เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นการได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจทก์ตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบวรรคสอง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 599/2532)

               

ข้อ 4   คดีอาญาเรื่องหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341  ลงโทษปรับ 5,000 บาท  ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342  ลงโทษจำคุก 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

ดังนี้ โจทก์ จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ      ประมวลกฎหมายอาญา

                      มาตรา 341  ระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

                      มาตรา 342  ระวางโทษ  จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   ป.วิ.อาญา มาตรา 218, 219 (5 คะแนน)

วินิจฉัย

 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษปรับ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ลงโทษจำคุก 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก เพราะแก้ไขทั้งบทและโทษ ทั้งยังใช้ดุลพินิจต่างกันในเรื่องรอการลงโทษด้วย กรณีนี้จึงไม่ห้ามคู่ความฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 218 จึงต้องพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 219 ต่อไป (5 คะแนน)

การที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลยไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท กรณีนี้ ป.วิ.อาญา มาตรา 219 ห้ามโจทก์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนจำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วยเท่านั้น

จากการวินิจฉัยข้างต้นสรุปได้ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก แต่การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับ และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก แต่รอการลงโทษไว้ ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะเป็นการกำหนดโทษจำคุกโดยมีเงื่อนไขให้เป็นคุณแก่จำเลย อีกทั้งการที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนบทลงโทษจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาเป็นมาตรา 342 ก็ถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเท่านั้น (ฎีกา 4525/2533)

ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลย จึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ 

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอก  นายโท  และนายตรี  ต่างเป็นโจทก์ฟ้องนายเบี้ยวฐานฉ้อโกงคนละสำนวน  แต่ศาลสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสามสำนวนเป็นคดีเดียวกัน  ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง  วันที่  5  กุมภาพันธ์  2552  ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามสำนวนและทนายความไม่มาศาล  แต่ทนายความของโทซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่  2  ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี  ศาลตรวจดูรายงานการส่งหมายนัดให้โจทก์ทั้งสามสำนวนแล้ว  ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดให้โจทก์ทั้งสามในวันเดียวกันเมื่อวันที่  27  มกราคม  2552  โดยนายเอกและนายโทได้ลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเอง  สำหรับนายตรีเจ้าหน้าที่ได้ส่งหมายนัดให้โดยวิธีปิดหมาย  แต่ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสามสำนวน

ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องทั้งสามสำนวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  166  วรรคแรก  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

วินิจฉัย

คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  แม้ศาลจะมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีของนายเอก  นายโทและนายตรี  โจทก์ทั้ง

สามสำนวนเข้าด้วยกันก็ตาม  แต่ก็เป็นเพียงการรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น  ดังนั้น การที่ศาลจะใช้อำนาจตามมาตรา  166  วรรคแรก  ยกฟ้องโจทก์ที่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดได้นั้น  ศาลจึงอยู่ในบังคับที่จะต้องแยกพิจารณาเป็นรายสำนวนไป  (ฎ. 5461/2534)โดยหลักแล้ว  การยกฟ้องเพราะเหตุที่โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดนั้น  ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้ทราบนัดโดยชอบแล้วและโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร

คดีสำนวนแรกของนายเอก  เมื่อปรากฏว่านายเอกลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเอง  หมายนัดที่ส่งให้แก่นายเอกย่อมมีผลใช้ได้ทันทีในวันที่ส่งหมายนัด  คือ  ในวันที่  27  มกราคม  2552  ดังนั้น  การที่นายเอกไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่  5  กุมภาพันธ์  2552  กรณีจึงต้องถือว่านายเอกได้ทราบนัดของศาลโดยชอบแล้ว  เมื่อไม่มาศาลตามกำหนดนัด  คำสั่งศาลที่ให้ยกฟ้องของนายเอกโจทก์สำนวนแรกจึงชอบด้วยมาตรา  166  วรรคแรกแล้ว

คดีสำนวนที่สองของนายโท  แม้จะถือว่าการที่นายโทลงชื่อรับหมายนัดด้วยตนเองเป็นการทราบนัดของศาลโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นเดียวกันกับนายเอกก็ตาม  แต่คำว่า  โจทก์  ตามมาตรา  166   หมายความรวมถึงทั้งทนายโจทก์  ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบฉันทะจากโจทก์ให้มาเลื่อนคดีด้วย  ดังนั้น  แม้ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนายโทซึ่งทราบนัดของศาลโดยชอบแล้ว  จะไม่มาศาลตามกำหนดนัดก็ตาม  แต่เมื่อทนายความของนายโท  โจทก์สำนวนที่  2  ได้มองฉันทะให้เสมือนทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี  กรณีจึงต้องถือว่าสำนวนคดีที่  2  ของนายโทนั้นมีโจทก์มาศาลตามกำหนดนัดแล้ว  การที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องของนายโท  โจทก์สำนวนที่  2  จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา  166  วรรคแรก  (ฎ.  1739/2528)

คดีสำนวนที่สามของนายตรี  กรณีที่ศาลจะยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  ตามมาตรา  166  วรรคแรกได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้และโจทก์ทราบกำหนดของศาลโดยชอบแล้วไม่มาศาล  ศาลจึงจะพิพากษายกฟ้องเสียได้  เมื่อปรากฏว่าหมายนัดที่เจ้าหน้าที่ส่งให้แก่นายตรีโดยวิธีปิดหมาย  เมื่อวันที่  27  มกราคม  2552  จะมีผลใช้ได้ในวันที่  11  กุมภาพันธ์  (15  วัน)  กรณีจึงถือว่าโจทก์สำนวนที่  3  ยังไม่ทราบกำหนดนัดของศาลโดยชอบ  จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ที่ศาลจะยกฟ้องนายตรี  โจทก์สำนวนที่  3  เสียได้  คำสั่งยกฟ้องโจทก์สำนวนที่  3  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 947/2533  และ   ฎ. 2178/2536)

สรุป  คำสั่งของศาลที่ให้ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะคดีสำนวนที่หนึ่งของนายเอกเท่านั้น  ส่วนคำสั่งยกฟ้องคดีที่สองของนายโทและคดีที่สามของนายตรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  2  นายโชติเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายเหี้ยมในข้อหาพยายามฆ่านายโชติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  288 , 80  ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนายโชติไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  อีก  2  เดือน  ต่อมา  พนักงานอัยการฟ้องนายเหี้ยมในข้อหาพยายามฆ่านายโชติ  ผู้เสียหายดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นอีก  นายเหี้ยมให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่า พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนายเหี้ยมในเรื่องเดียวกันนี้ที่นายโชติเป็นโจทก์ฟ้องศาลชั้นต้นสืบพยานของพนักงานอัยการโจทก์จนเสร็จแล้วนัดสืบพยานของนายเหี้ยมจำเลยครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลย  นายเหี้ยมและทนายความมาศาล  ส่วนพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  จึงพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  181  ประกอบมาตรา  166

ให้วินิจฉัยว่า  ข้อต่อสู้คดีของนายเหี้ยมที่ว่าพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องนายเหี้ยมในเรื่องเดียวกันนี้ที่นายโชติเป็นโจทก์ฟ้องนั้นฟังขึ้นหรือไม่  และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องเพราะพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลชอบหรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  166  วรรคแรกและวรรคสาม  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

มาตรา  181  ให้นำบทบัญญัติในมาตรา  139  และ  166  มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลม

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ข้อต่อสู้คดีของนายเหี้ยมฟังขึ้นหรือไม่  เห็นว่า  คดีที่นายโชติเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายเหี้ยมในข้อหาพยายามฆ่า  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้น  แม้ตามมาตรา  166  วรรคแรก  บัญญัติว่า  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ก็ตาม  แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ได้บัญญัติต่อไปว่า  ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีอีก  เว้นแต่จะเป็นความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ความผิดฐานพยายามฆ่านายโชติมิใช่เป้นคดีความผิดต่อส่วนตัว  กรณีเช่นนี้พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนายเหี้ยมในเรื่องเดียวกันนี้อีกได้  ข้อต่อสู้ของนายเหี้ยมที่ว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนั้นฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องเพราะพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลชอบหรือไม่  เห็นว่า  แม้คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเหี้ยม  พนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยก็ตาม  แต่พนักงานอัยการโจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างใดต่อศาลเนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานจำเลย  ซึ่งการที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย  ก็คงเสียสิทธิในการซักค้านพยานจำเลยเท่านั้น  กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา  181  ประกอบมาตรา  166  ที่จะยกฟ่องเพราะเหตุดังกล่าวไม่ได้  คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องเพราะพนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาล  จึงไม่ชอบ  (ฎ. 1382/2492 ,

ฎ. 2891/2516)

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายเหี้ยมฟังไม่ขึ้น  และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่านายมด  จึงใช้อาวุธปืนเล็งยิงตรงไปที่นายมด  กระสุนปืนถูกนายมดได้รับอันตรายสาหัส  ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่านายมดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  288,  80  หากทางพิจารณาได้ความแตกต่างจากฟ้องว่า แท้จริงแล้วจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่านายปลวก  แต่กระสุนปืนที่จำเลยยิงไปที่นายปลวกนั้นไม่ถูกนายปลวกแต่พลาดไปถูกนายมดได้รับอันตรายสาหัส  และจำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่านายปลวกตาม  ป.อ. มาตรา  288,  80  บทหนึ่ง  และฐานพยายามฆ่านายมดโดยพลาดตาม  ป.อ.  มาตรา  288, 80  ประกอบมาตรา  60  อีกบทหนึ่ง  เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่านายมดตามฟ้องเพียงบทเดียว

ให้วินิจฉัยว่า  คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสี่  ห้ามมิให้พิพากษา  หรือสั่ง  เกินคำขอ  หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง  และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆ

วินิจฉัย

คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่านายมด  แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าแท้จริงแล้วจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่านายปลวก  หากแต่ลูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงไปที่นายปลวกนั้นไม่ถูกนายปลวก  แต่พลาดไปถูกนายมดได้รับอันตรายสาหัส  ซึ่งตาม  ป.อ. มาตรา  60  บัญญัติให้ถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าแก่นายมดผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นก็ตาม  กรณีเช่นนี้  ก็ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา  (เจตนาโดยพลาด)  แตกต่างกับฟ้อง (เจตนาประสงค์ต่อผล) ในข้อสาระสำคัญ  และการที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่  ย่อมถือได้ว่าคดีนี้จำเลยมิได้หลงต่อสู้  ดังนั้น  ศาลย่อมมีอำนาจที่พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่านายมดโดยพลาด  ตาม  ป.อ.มาตรา  288, 80  ประกอบมาตรา  60  ตามที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  (ฎ. 4166/2550)

ส่วนการที่ศาลปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่านายปลวกอีกบทหนึ่ง  ตามที่พิจารณาได้ความด้วยนั้น  เป็นเรื่องนอกฟ้องและนอกเหนือ คำขอบังคับของโจทก์  เพราะคดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยต่อนายปลวก  และอีกทั้งโจทก์มิได้มีคำขอใดๆ  ที่ขอให้ลงโทษจำเลยเกี่ยวกับการกระทำต่อนายปลวกด้วย  กรณีเช่นนี้ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา  (เจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่านายปลวก)  เช่นว่านี้  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย  ดังนั้น  การที่ศาลปรับบทลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่านายปลวกตามที่พิจารณาได้ความว่าอีกบทหนึ่งด้วย  จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา  192  วรรคแรกและวรรคสี่

สรุป  คำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  4  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  341  ลงโทษปรับ  5,000  บาท ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  342  ลงโทษจำคุก  1  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  1  ปี

ดังนี้  โจทก์  จำเลย  จะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  341  ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา  342  ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี  หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ธงคำตอบ

มาตรา  218  ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย  และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี  หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี  ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่  ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา  219   ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

วินิจฉัย

โจทก์  จำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  341  ลงโทษปรับ  5,000  บาท  และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  ตาม  ป.อ.  มาตรา  342  ลงโทษจำคุก  1  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้  1  ปี  กรณีเช่นนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  เพราะแก้ไขทั้งบทและโทษ  ทั้งยังใช้ดุลพินิจต่างกันในเรื่องรอการลงโทษด้วย  กรณีจึงไม่ห้ามคู่ความฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง  ตามมาตรา  218  จึงต้องพิจารณาตามมาตรา  219  ต่อไป

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษ  จำคุกจำเลยไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  40,000  บาท  กรณีนี้  มาตรา  219 ห้ามโจทก์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง  ส่วนจำเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วยเท่านั้น

เมื่อได้ความว่า  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  แต่การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับและอุทธรณ์ลงโทษจำคุก  แต่รอการลงโทษไว้  กรณีเช่นนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เพราะเป็นการกำหนดโทษจำคุกโดยมีเงื่อนไขให้เป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่า  อีกทั้งการที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนบทลงโทษจาก  ป.อ. มาตรา  341  มาเป็นมาตรา  342  ก็ถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเท่านั้นหาทำให้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยแต่ประการใด  (ฎ. 4525/2533)  ดังนั้น  จำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้เช่นกัน

สรุป  ทั้งโจทก์และจำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้