LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  ธนาคารสยาม  จำกัด  ฟ้องขอให้ลงโทษนายทรงสิทธิ์จำเลย  ฐานปลอมตั๋วเงิน  ใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  265,  268  และ  341  (เฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา  341  เป็นความผิดต่อส่วนตัว)  โดยฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ  ศาลมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่  9  กรกฎาคม  2551  เวลา  9.00  น.  โจทก์ทราบวันนัดแล้ว  เจ้าพนักงานศาลปิดหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่บ้านจำเลยเมื่อวันที่  5  กรกฎาคม  2551  ซึ่งโจทก์ได้ทราบวันปิดหมายดังกล่าวแล้ว  ถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้องทนายจำเลยไปศาล  ทนายโจทก์เห็นว่าการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยยังไม่มีผลตามกฎหมายโจทก์และทนายโจทก์จึงไม่ไปศาล  ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาในวันที่  29  กรกฎาคม  2551  พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายทรงสิทธิ์ในความผิดเรื่องเดียวกัน  และข้อหาเดียวกันต่อศาลอีก  ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องทุกฐานความผิด

ดังนี้  คำพิพากษายกฟ้องและคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชอบหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น  โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  คำพิพากษายกฟ้องของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ตามบทบัญญัติมาตรา  166  วรรคแรก  ได้กำหนด

หน้าที่ของโจทก์ไว้ว่า  ในวันไต่สวนมูลฟ้องโจทก์จะต้องมาศาลตามกำหนดนัด  มิฉะนั้นก็ให้ศาลยกฟ้องเสีย  เว้นแต่จะมีเหตุสมควร  ศาลจึงจะเลื่อนคดี

ไป  จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิงคดี  จึงกำหนดมาตรการดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด  มิฉะนั้นย่อมเสี่ยงต่อการที่จะถูกยกฟ้อง  อันเป็นผลเสียต่อคดีของโจทก์เอง  ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ศาลมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง  ในวันที่  9  กรกฎาคม  พ.ศ. 2551  เวลา  9.00 น.  และโจทก์ก็ทราบนัดโดยชอบแล้ว  กรณีเช่นนี้  โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องไปศาลตามกำหนดนัด  แต่กลับไม่มีผู้ใดมาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี  

ถึงแม้จะปรากกข้อเท็จจริงว่า  การส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายยังไม่มีผลใช้ได้ตามกฎหมายก็หาทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องไปศาลตามกำหนดนัดไม่  เมื่อโจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล  การที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว  (ฎ. 2085/2547)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชอบหรือไม่  เห็นว่า  ตามมาตรา  166  วรรคสาม  บัญญัติว่า  ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่ธนาคารสยาม  จำกัด  ซึ่งถือว่าเป็นราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทรงสิทธิ์เป็นจำเลยในความผิด  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  265  มาตรา  268  และมาตรา  341  และศาลยกฟ้อง  ปัญหาจึงมีว่า  เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายทรงสิทธิ์ในความผิดเรื่องเดียวกันและข้อหาเดียวกันต่อศาลอีก  ความผิดฐานใดจะฟ้องนายทรงสิทธิ์ได้อีก  ซึ่งแยกพิจารณาดังนี้

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  265  และมาตรา  268  ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องนายทรงสิทธิ์ได้อีก  ที่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง  2  ฐานนี้จึงไม่ชอบ

ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  341  เป็นความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  จึงตัดอำนาจพนักงานอัยการ  พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายทรงสิทธิ์อีก  ที่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องในฐานความผิดนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

สรุป  คำพิพากษายกฟ้องของศาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ส่วนคำสั่งไม่รับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  265  และมาตรา  268  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และคำสั่งไม่รับฟ้องในความผิด  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  341  ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ข้อ  2  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่านายเจษฎากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  หรือมาตรา  357  วรรคแรก  โดยพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ของผู้เสียหายไป  ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับนายเจษฎาได้พร้อมด้วยรถยนต์ของกลาง  ทั้งนี้โดยนายเจษฎาเป็นผู้ลักทรัพย์นั้นมาหรือรับทรัพย์นั้นไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย  (ฟ้องสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ)

ในชั้นพิจารณา  นายเจษฎาจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง  ขอให้ศาลปราณีลดโทษให้ด้วย  โจทก์แถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน  เช่นนี้  ศาลจะพิพากษาหรือสั่งอย่างไร  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  และปรับไม่กินหกพันบาท

ความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา  ตามมาตรา  357  วรรคแรก  ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ธงคำตอบ

มาตรา  176  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป  หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น  ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

ในคดีที่มีจำเลยหลายคน  และจำเลยบางคนรับสารภาพ  เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี  สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น  เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้

วินิจฉัย

ในกรณีที่คำรับสารภาพของจำเลยไม่ชัดเจนพอที่ฟังได้ว่า  จำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดฐานใด  กรณีเช่นนี้จะลงโทษจำเลยไม่ได้  เป็นหน้าที่โจทก์ที่ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใด  หากโจทก์ไม่ประสงค์จะนำสืบต่อไป  ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง  (ฎ. 6742/2548,  ฎ.  758/2534)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลจะพิพากษาหรือสั่งอย่างไร  เห็นว่า  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร  นายเจษฎาจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง  คำให้การของจำเลยดังกล่าว  นี้ยังไม่ชัดเจนพอที่ฟังได้ว่า  จำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดฐานใดระหว่างลักทรัพย์หรือรับของโจร  ในกรณีเช่นนี้  โจทก์ยังต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลย  แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะนำสืบพยานต่อไป  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดไม่ได้  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง  (ฎ. 711/2528 , ฎ. 3866/2531 , ฎ. 158/2534)

สรุป  ศาลจะต้องยกฟ้อง

 

ข้อ  3  โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก  ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  และจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้

ดังนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เพียงใด

หมายเหตุ  ความผิดฐานลักทรัพย์  ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  และปรับไม่เกินหกพันบาท

ความผิดฐานยักยอก  ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี  และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสองและวรรคสาม  ห้ามมิให้พิพากษา  หรือสั่งเกินคำขอ  หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ  และจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ในกรณีเช่นนี้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่เพียงใด  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้อง  และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก  ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  จึงเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้อง

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่พิจารณาได้ความ  เป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  เมื่อความผิดฐานยักยอกกับความผิดฐานลักทรัพย์ถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญ  ดังนั้น  ระหว่างความผิดฐานยักยอกกับความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์จึงถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญเช่นเดียวกัน  เมื่อจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์  ตามที่พิจารณาได้ความได้  ตามมาตรา  192  วรรคสอง

แต่อย่างไรก็ดี  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษของฐานความผิดที่ฟ้อง  เมื่อความผิดฐานยักยอกที่ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยเกินกว่ากำหนดดังกล่าวไม่ได้

ดังนั้นกรณีนี้ศาลจึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์  แต่ลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  6,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

สรุป  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์  แต่ลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  6,000  บาท  หรืออทั้งจำทั้งปรับ

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  334  ลงโทษจำคุก  6  เดือน  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ให้มีกำหนด  1  ปี  โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น  ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ลงโทษจำคุก  3  เดือน  โดยไม่รอการลงโทษ

ดังนี้  จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  218  ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย  และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี  หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี  ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่  ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา  219   ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

วินิจฉัย

การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องถือเป็นฎีกาในปัญหาที่สืบเนื่องจากการที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย  3  เดือน  ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  334  ลงโทษจำคุก  6  เดือน  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  1  ปี  และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ลงโทษจำคุก  3  เดือน  โดยไม่รอการลงโทษ  เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมาเป็นโทษจำคุก  จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ตามมาตรา  218  แต่ก็ต้องพิจารณาตามมาตรา  219  ต่อไป

เมื่อพิจารณาตามมาตรา  219  แล้วได้ความว่า  การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  40,000  บาท  ตามมาตรา  219  ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่มีข้อยกเว้นให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้  ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

ตามปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว  แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  แต่ก็มีเงื่อนไขให้รอการลงโทษจำคุก  ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลย  3  เดือน  กรณีถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  จำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามมาตรา  219

สรุป  จำเลยฎีกาขอให้ศาลยกฟ้องได้

LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 (LA 308),(LW 309) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายมะม่วงร้องทุกข์กล่าวหาว่า  นายมังคุดฆ่านายมันแกวบุตรชายของตนตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288 พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและสรุปสำนานสั่งฟ้องนายมังคุดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว  แต่ในที่สุดพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยคดีแรกในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายมันแกวถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  นายมะม่วงไม่เห็นด้วย  
จึงนำคดีมายื่นฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยต่อศาลด้วยตนเองในคดีหลังขอให้ลงโทษนายมังคุดฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  อีกคดีหนึ่ง

ให้วินิจฉัยตามประเด็นต่อไปนี้

 (ก)  คดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยต่อศาลด้วยตนเอง  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่

(ข)  หากปรากฏว่าในการไต่สวนมูลฟ้องคดีหลัง  นายมังคุดจำเลยได้นำเอกสารรายงานการตรวจศพของแพทย์มาถามค้านนายมะม่วงโจทก์เกี่ยวกับเรื่องวิถีกระสุนปืน  เพื่อสนับสนุนว่าตนมิได้มีเจตนาฆ่านายมันแกว  แต่นายมะม่วงโจทก์ไม่ยอมรับรองความถูกต้องของพยานเอกสารดังกล่าว  นายมังคุดจำเลยจะขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลได้หรือไม่

(ค)  หากศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีหลังแล้วเห็นว่าคดีมีมูล  จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา  นายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  162  ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้

(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ให้ไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว  ให้จัดการตามอนุมาตรา  (2)

(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์  ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้

มาตรา  165  วรรคสอง  จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  ตามมาตรา  162(1)  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  โดยหลักแล้วศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องทุกคดี  เว้นแต่พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว  ต้องจัดการตามมาตรา  162(2)  กล่าวคือ  ไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับฟ้องไว้พิจารณาก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้พนักงานอัยการจะได้ฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลยในคดีแรกด้วยก็ตาม  แต่พนักงานอัยการได้ฟ้องนายมังคุดในข้อหากระทำโดยประมาท  เป็นเหตุให้นายมันแกวถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ซึ่งเป็นความผิดคนละข้อหากับคดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ฟ้องนายมังคุดเป็นจำเลย  ขอให้ลงโทษฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นของมาตรา  162(1)  ที่ศาลจะจัดการสั่งตามอนุมาตรา  (2)  คือ  ใช้ดุลพินิจสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้  ดังนั้นศาลจึงอยู่ในบังคับที่ต้องจัดการสั่งตามหลักในอนุมาตรา  (1)  กล่าวคือ  ต้องจัดการสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน

(ข)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  จำเลยไม่มีสิทธินำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิในการที่จำเลยจะมีทนายมาช่วยเหลือ  ตามมาตรา  165  วรรคสอง

กรณีตามอุทาหรณ์  ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  นายมังคุดจำเลยนำเอกสารรายงานการตรวจศพของแพทย์  มาถามค้านนายมะม่วงโจทก์เกี่ยวกับเรื่องวิถีกระสุนปืน  เพื่อสนับสนุนว่าตนมิได้มีเจตนาฆ่านายมันแกว  แต่นายมะม่วงโจทก์ไม่ยอมรับรองความถูกต้องของพยานหลักฐานเอกสารดังกล่าว  และนายมังคุดจะขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลนั้น  ในกรณีเช่นนี้เท่ากับว่านายมังคุดจำเลยเรียกพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา  165  วรรคสอง  ดังนั้นนายมังคุดจึงไม่อาจของส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลได้  (ฎ. 6557/2539)

(ค)  การที่ศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีหลังที่นายมะม่วงเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายมังคุดจำเลยฐานฆ่านายมันแกวตายโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แล้วเห็นว่า  คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณานั้น  เห็นว่า  แม้นายมังคุดจะมีฐานะเป็นจำเลยในคดีหลังแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลเช่นว่านั้น  ย่อมเป็นอันเด็ดขาดตามมาตรา  170  วรรคแรก  ดังนั้นนายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้

สรุป 

(ก)  ศาลจะสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนไม่ได้

(ข)  นายมังคุดไม่อาจขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

(ค)  นายมังคุดจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งคดีมีมูลต่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  ให้วินิจฉัยว่า  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในกรณีดังต่อไปนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(ก)  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่  1  และจำเลยที่  2  ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ  เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์  จำเลยที่  2  หลบหนี  ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยที่  2  แล้วเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันนัดสืบพยานโจทก์  โจทก์จำเลยที่  1 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล  ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จนเสร็จ  เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย  เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่  2  มาส่งศาล  จำเลยที่  2  แถลงไม่ติดใจซักค้านพยานโจทก์และไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่  2  ศาลชั้นต้นได้สืบพยานจำเลยที่  1  จนเสร็จ  และงดสืบพยานจำเลยที่  2  แล้วนัดฟังคำพิพากษา

(ข)  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท  1  ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ  พ.ศ. 2522  มาตรา  66  วรรคสาม  ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต  ในวันนัดพิจารณา  ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยในเรื่องทนายความ  จำเลยแถลงว่า  ไม่ต้องการทนายความ  ศาลชั้นต้นจึงได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง  จำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลชั้นต้นได้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย  ในวันนัดสืบพยานโจทก์  ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นและให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกันก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา  จำเลยแต่งทนายความให้เข้ามาฟังคำพิพากษาด้วย  ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาให้โจทก์  จำเลย  และทนายจำเลยฟัง  แล้วให้ลงลายชื่อไว้

ธงคำตอบ

มาตรา  172  วรรคแรก  การพิจารณาและสืบพยานในศาล  ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  173  วรรคแรกและวรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

(ก)   วินิจฉัย

การสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์  พยานร่วมหรือพยานจำเลยจะต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยตามมาตรา  172  วรรคแรก  เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร  จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ตามมาตรา  172  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  172  ทวิ

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์  จำเลยที่  2  หลบหนี  ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่  2  แล้ว  เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์  เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์  โจทก์  จำเลยที่  1  และทนายจำเลยทั้ง  2  มาศาลแต่ไม่มีจำเลยที่  2  ดังนี้  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  แม้ว่าการสืบพยานจะได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่  1  แต่ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่  1  ได้กระทำแทนจำเลยที่  2  เนื่องจากคดีอาญาเป็นคดีที่ต้องนำตัวจำเลยมาลงโทษ  การพิจารณาต้องพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลยแต่ละคน  เมื่อต่อมาจับจำเลยที่  2  ได้ในภายหลังกรณีเช่นนี้  ศาลก็ต้องสืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่  2 ที่ถูกจับได้ในภายหลังใหม่  ทั้งนี้  เพราะการสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลยตามมาตรา  172  วรรคแรก  (ฎ.1736/2550 , ฎ. 651/2549)

อนึ่ง  แม้ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยที่  2  มาส่งศาล  และจำเลยที่  2  แถลงติดใจไม่ซักค้านพยานโจทก์และไม่ติดใจสืบพยานก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้นกลับมาชอบด้วยกฎหมายได้

(ข)  วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภทที่  1  ตาม  พ.ร.บ.  ยาเสพติดให้โทษ  พ.ศ. 2522  มาตรา  66  วรรคสาม  อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  ซึ่งตามมาตรา  173  วรรคแรก  วางหลักว่า  ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่า  มีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้  อันเป็นคนละกรณีกับวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว  ซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกที่ศาลต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่  ดังนั้น  ตามมาตรา  173  วรรคแรก  เมื่อจำเลยไม่มีทนายความศาลก็ต้องตั้งทนายความให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะต้องการทนายความหรือไม่  ทั้งนี้เพื่อความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า  ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยในเรื่องทนายความ  จำเลยแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ  ดังนี้  จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตั้งทนายความให้จำเลย  แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไปจนเสร็จ  แม้ต่อมาจำเลยจะได้แต่งทนายความเข้ามา  แต่ก็เป็นการแต่งทนายความเข้ามาในภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จนเสร็จแล้ว  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่า  ขณะที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ในคดีนี้  ยังไม่มีทนายความคอยช่วยเหลือในการดำเนินคดี  จึงเป็นการดำเนินพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  173  วรรคแรก  (ฎ. 3133/2551) 

สรุป  การดำเนินกระบวนพิจารณาทั้ง  (ก)  และ  (ข)  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยที่หนึ่ง  จำเลยที่สอง  และจำเลยที่สาม  ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย  ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340 , 83  (ฟ้องถูกต้องตามกำหมายทุกประการ)  แต่ทางพิจารราฟังได้ว่า  จำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สองร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วนำมาขายให้จำเลยที่สามโดยที่จำเลยที่สามรับซื้อทั้งที่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด  อันเป็นความผิดฐานรับของโจร  โดยจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้

ดังนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสอง  วรรคสาม  และวรรคหก  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

วินิจฉัย

ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เห็นว่า  ความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง  ย่อมรวมการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ดังนั้นแม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่หนึ่ง  และจำเลยที่สองร่วมกับจำเลยที่สาม  กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์  แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่า  เฉพาะจำเลยที่หนึ่ง  และจำเลยที่สองเท่านั้นที่ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหาย  กรณีเช่นนี้  ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามมาตรา  192  วรรคหก  (ฎ. 2161 / 2531)

ส่วนในกรณีของจำเลยที่สามได้ความว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่สาม  ฐานร่วมกับจำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สองฐานปล้นทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่สามกระทำความผิดฐานรับของโจร  ซึ่งถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญ  เพราะการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องก็เป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่  3  คนขึ้นไป  ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา  192  วรรคสาม  ถือเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด  มิใช่ข้อแตกต่างสาระสำคัญ  (ฎ. 1043 / 2535)

แต่อย่างไรก็ดี  ตามบทบัญญัติมาตรา  192  วรรคสองนั้น  การที่ศาลจะมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้น นอกจากจะได้ความว่าข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อที่มิใช่สาระสำคัญแล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ด้วย  ดังนั้น  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่สามมิได้หลงต่อสู้  ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่สามฐานรับของโจรได้

สรุป  ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่หนึ่งและที่สองในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้  และลงโทษจำเลยที่สามในความผิดฐานรับของโจรได้

 

ข้อ  4  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง    ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  20  ปี  ฐานฆ่าผู้อื่น  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง  เมื่อวันจันทร์ที่  29  มกราคม  2533  และเดือนกุมภาพันธ์  2533  มี  28  วัน 

(ก)  จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ในวันพฤหัสบดีที่  1  มีนาคม  2533  หรือ

(ข)  จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันอังคารที่  20  กุมภาพันธ์  2533  ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย  ต่อมาวันศุกร์ที่  23  เดือนเดียวกัน  จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต  หลังจากนั้นในวันอังคารที่  27  กุมภาพันธ์  2533  จำเลยนำอุทธรณ์ฉบับใหม่มายื่นต่อศาลชั้นต้น  โดยแถลงว่าขอถอนอุทธรณ์ฉบับแรกไปนั้นเพราะเข้าใจผิดว่าจะมีการอภัยโทษจำเลย  เมื่อปรากฏว่าไม่มีการอภัยโทษ  จำเลยจึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โจทก์คดีนี้ไม่อุทธรณ์

แต่ละกรณีดังกล่าว  ศาลชั้นต้นจะสั่งอุทธรณ์ของจำเลยอย่างไร 

ธงคำตอบ

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา  198  วรรคแรก  การยื่นอุทธรณ์  ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง

มาตรา  202  วรรคสอง  เมื่อถอนไปแล้ว  ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์  จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  23   แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการพิเศษ  แต่ศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น  เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  193/5  ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นสัปดาห์  เดือน  หรือปี  ให้คำนวณตามปีปฏิทิน

ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์  วันต้นแห่งเดือนหรือปี  ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์  เดือน  หรือปีสุดท้าย  อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น  ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้น  ไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย  ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา

(ก)   วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลชั้นต้นจะสั่งอุทธรณ์ของจำเลยอย่างไร  เห็นว่า  โดยหลักแล้ว  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาแล้วหากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด  1  เดือน  นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟังตามมาตรา  198   ซึ่งกำหนดระยะเวลา  1  เดือน  ต้องคำนวณตามปีปฏิทิน  และถ้าไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้ายก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/5  เมื่อได้ความว่า  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันจันทร์ที่  29  มกราคม  2533  และเดือนกุมภาพันธ์  2533  มี  28  วัน  ดังนั้น  จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่  28  กุมภาพันธ์  2533  และหากจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในเวลากำหนดดังกล่าวไม่ทัน  จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ  เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยตาม  ป.วิ.พ. มาตรา  23  ประกอบมาตรา  15  แต่เมื่อได้ความว่า  วันที่  28  กุมภาพันธ์ 2533  เป็นวันพุธมิใช่วันหยุดราชการ  กรณีจึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้  จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เกิน  1  เดือน  นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา  เมื่อจำเลนยื่นอุทธรณ์ในวันที่  1  มีนาคม  2533  ซึ่งถือว่าเกิน  1  เดือน  ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์  (ฎ. 8721/2544)

(ข)  วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลชั้นต้นจะสั่งอุทธรณ์ของจำเลยอย่างไร  เห็นว่า  จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนด  1  เดือน  คือวันที่  20  กุมภาพันธ์  2533  ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย  ต่อมาวันที่  23  เดือนเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์  ศาลชั้นต้นอนุญาต  กรณีเช่นนี้  เมื่อจำเลยถอนอุทธรณ์ไปแล้ว  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง (โจทก์)  มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ดังนั้น  จำเลยจะนำอุทธรณ์ฉบับใหม่มายื่นต่อศาลไม่ได้  ทั้งนี้แม้จะยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม  ต้องห้ามตามมาตรา  202  วรรคสอง

สรุป  ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง  (ก)  และ (ข)

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์  ก่อนถึงวันนัด  2  วัน  โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายป่วย  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตในวันนั้นเอง  โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งแต่ประการใด  ครั้นถึงวันนัดปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลจึงมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  ดังนี้  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี  และจะอุทธรณ์ในข้อจำหน่ายคดีได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด  ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน  คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา  หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้  ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่  ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228  เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

มาตรา  227  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น  มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาและให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี

มาตรา  228  ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

(1) ให้กักขัง  หรือปรับไหม  หรือจำขัง  ผู้ใด  ตามประมวลกฎหมายนี้

(2) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา  หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป  หรือ

(3) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง  หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คำสั่งเช่นว่านี้  คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน  นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

แม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา  ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป  และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น  แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา  คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา  (3)  ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า  การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี  หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้  ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์  หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้น

ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้  ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา  223

วินิจฉัย

คำสั่งของศาลที่จะถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณานั้น  มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1       จะต้องเป็นคำสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดี

2       เมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล  กล่าวคือ  ศาลยังต้องทำคดีนั้นต่อไป

3       ไม่ใช่คำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  227  และมาตรา  228

เมื่อเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว  คู่ความจะอุทธรณ์คำสั่งทันทีไม่ได้  ต้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งไว้ก่อนจึงจะเกิดสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นตามมาตรา  226 (2)  ส่วนคำสั่งของศาลนอกเหนือจากหลักเกณฑ์  3  ประการนี้ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งก่อนที่จะอุทธรณ์แต่ประการใด (อุทธรณ์ได้ทันที)

กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่  เห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณากล่าวคือ  เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วศาลยังต้องพิจารณาคดีนั้นอีกต่อไป  (ไม่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล)  เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลไว้  อีกทั้งโจทก์ก็มีเวลาที่จะโต้แย้งถึง  2  วัน  ซึ่งนับได้ว่าโจทก์มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งได้  กรณีเช่นนี้  เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งเช่นว่านั้นไว้  จึงหมดสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี  ตามมาตรา  226  (2)  ประกอบมาตรา  226  (1)  (ฎ.756/2543)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อจำหน่ายคดีได้หรือไม่  เห็นว่า  คำสั่งจำหน่ายคดีไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาคดี  กล่าวคือ  เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วทำให้คดีเสร็จไปจากศาล  กล่าวคือ  ศาลไม่มีหน้าที่ต้องพิจารณาคดีนั้นอีกต่อไป  กรณีเช่นนี้  โจทก์อุทธรณ์ได้  แม้โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ก็ตาม  เพราะคำสั่งจำหน่ายคดีไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา  ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าเป็นที่สุด  หรือห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์แต่ประการใด  (ฎ.1365/2530)

สรุป  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีไม่ได้  แต่สามารถอุทธรณ์ในคำสั่งจำหน่ายคดีได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้  จำเลยให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นกำหนดให้มีการชี้สองสถานระหว่างนั้น

(ก)  นายสน  ยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา  57(1)

(ข)  โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกธนาคารกรุงสุโขทัย  จำกัด  มหาชน  เข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  57(3) (ก)

ทั้งสองกรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า  นายสนและโจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีได้หรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  18  วรรคท้าย  คำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้  ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  227 228  และ  247

มาตรา  57  บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพ่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง  หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่  โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้อง  เกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

(3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี  (ก)  ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้  เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน  ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี

มาตรา  226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด  ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน  คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา  หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้  ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่  ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228  เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

มาตรา  227  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น  มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาและให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี

มาตรา  228  ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

(1) ให้กักขัง  หรือปรับไหม  หรือจำขัง  ผู้ใด  ตามประมวลกฎหมายนี้

(2) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา  หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป  หรือ

(3) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง  หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คำสั่งเช่นว่านี้  คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน  นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

แม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา  ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป  และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น  แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา  คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา  (3)  ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า  การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี  หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้  ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์  หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้น

ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้  ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา  223

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  คำสั่งระหว่างพิจารณาจะอุทธรณ์ทันทีไม่ได้  ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ภายหลังมีคำพิพากษาแล้ว  ตามมาตรา  226  ตัวอย่างเช่น  คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง  (ฎ.698/2481)  คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่  (ฎ.917/2539)  เป็นต้น

ส่วนกรณีที่ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  ตามความมาตรา  227  และ  228  นั้น  คำสั่งศาลกรณีนี้ตามกฎหมายบัญญัติมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  และอยู่ภายใต้บังคับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  หมายความว่า  คำสั่งของศาลกรณีนี้  คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้ทันทีและจะต้องอุทธรณ์ภายใน  1  เดือน  นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี  (โดยไม่ต้องโต้แย้ง)

(ก)  กรณีตามอุทาหรณ์  นายสนจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาคดีได้หรือไม่เห็นว่า  การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม  ตามมาตรา  57(1)  คำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องซึ่งถือเป็นคำคู่ความ  การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอันมีผลเป็นการไม่รับคำร้องสอด  ดังนั้น  คำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ  ตามมาตรา  227  ประกอบมาตรา  18  จึงไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  กรณีเช่นนี้นายสนย่อมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด  1  เดือน  นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง  (ฎ.4410 4411 / 2542)

(ข)  กรณีตามอุทาหรณ์  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาคดีได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความ  ตามมาตรา  57(3)  คำร้องดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคู่ความ  ดังนั้น  เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ให้เรียกธนาคารกรุงสุโขทัยฯ  เข้ามาเป็นจำเลยร่วม  กรณีจึงไม่เป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคู่ความ  ตามมาตรา  18  แต่อย่างใด  แต่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา  ตามมาตรา  226(1)  (ฎ.9108/2544)

สรุป 

(ก)  นายสนอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด  1  เดือน  นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

(ข)  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาคดีไม่ได้   

 

ข้อ  3  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด  ให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี  ให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน  2,500,000  บาทแก่โจทก์  ศาลชั้นต้นมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาครบกำหนดเวลาในคำบังคับ  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา  ในชั้นบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินของจำเลยและดำเนินการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล  ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินที่ยึด  จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลว่า  รายได้ประจำปีจากที่ดินที่ยึดเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมกับค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี  ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการที่ดินที่ยึดเพื่อนำเงินรายได้จากที่ดินที่ยึดมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา  โจทก์แถลงคัดค้าน  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย  จำเลยอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้งดการขายที่ดินของจำเลยไว้ก่อน  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  ต่อมาศาลทำการไต่สวนคำร้องได้ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวและมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย

ดังนี้  ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้งดการขายที่ดินของจำเลยไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  264  นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา  253  และมาตรา  254  คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล  เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา  เช่น  ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก  หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท  หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก

คำขอตามวรรคแรกให้บังคับตามมาตรา  21  มาตรา  25  มาตรา  227  มาตรา  228  มาตรา  260  และมาตรา  262

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  คำสั่งของศาลที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้งดการขายที่ดินของจำเลยไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า การที่จำเลยร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งงดการขายที่ดินที่ยึดไว้ก่อนในระหว่างอุทธรณ์ถือเป็นคำขอที่จำเลยประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองจำเลยไว้ก่อนมีคำพิพากษาตามมาตรา  264  กรณีเช่นนี้  หากศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ  ศาลจะต้องไต่สวนแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน  สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทให้ได้รับการคุ้มครองไว้ก่อนมีคำพิพากษา

เมื่อได้ความว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย  ย่อมมีผลเท่ากับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้  ซึ่งถ้าหากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปแล้ว  หากศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์แล้วมีความเห็นว่าควรตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการที่ดินตามคำร้อง  ก็จะไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้  จึงไม่ชอบที่สั่งยกคำร้องของจำเลย  เนื่องจากไม่เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลย  แต่เมื่อศาลได้ยกคำร้องของจำเลย  คำสั่งของศาลย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา  264  (ฎ.3752/2533)

สรุป  คำสั่งของศาลที่ให้ยกคำร้องของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  4  โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา  นายแดงยื่นคำร้องว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนไม่ใช่ของจำเลย  ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดที่ดินแก่นายแดง  โจทก์ยื่นคำให้การว่าที่ดินที่นำยึดเป็นของจำเลย  ไม่ใช่ของนายแดง  ขอให้ยกคำร้อง  ระหว่างพิจารณาโจทก์กับนายแดงตกลงให้ศาลถอนการยึดที่ดินดังกล่าว  โดยนายเขียวได้นำโฉนดที่ดินของนายเขียวมาวางค้ำประกันต่อศาลแทนการถอนการยึดที่ดินดังกล่าวมีข้อตกลงว่า  ถ้านายแดงแพ้คดี  นายเขียวยินยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้จากที่ดินของนายเขียวดังกล่าวแทนที่ดินโจทก์นำยึด  ต่อมาศาลพิพากษาว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นของนายแดงไม่ใช่ของจำเลย  โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดโจทก์อุทธรณ์  ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  นายเขียวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนโฉนด  ที่ดินของนายเขียวที่วางค้ำประกันต่อศาลไว้นั้น   โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า  คดียังไม่ถึงที่สุด  หากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี  โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินของนายเขียวได้  นายเขียวไม่มีสิทธิขอคืน  ขอให้ยกคำร้อง

ให้วินิจฉัยว่า  นายเขียวมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  274  ถ้าบุคคลใดๆได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลโดยทำเป็นหนังสือประกันหรือโดยวิธีอื่นๆ  เพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษา  หรือคำสั่ง  หรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นย่อมใช้บังคับแก่การประกันนั้นได้โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันขึ้นใหม่

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  สำหรับกำหนดระยะเวลาของการค้ำประกันในศาลนั้น  นอกจากจะตกลงกันให้ค้ำประกันชั่วจำกัดระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง  และภายใต้เงื่อนไขใดก็ได้แล้ว  ผู้ค้ำประกันอาจตกลงเข้าค้ำประกันตลอดไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดก็ได้  แต่ถ้าไม่ตกลงกันไว้ให้ชัดแจ้งว่าเป็นการค้ำประกันตลอดไปจนกว่าคดีถึงที่สุดหรือไม่  ย่อมเป็นการค้ำประกันเพียงชั่วระยะเวลาในระหว่างพิจารณาของแต่ละชั้นศาลเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์  นายเขียวผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือไม่  เห็นว่าตามสัญญาค้ำประกัน  มีข้อตกลงกันเพียงว่า  ถ้านายแดงแพ้คดีนายเขียวยินยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้จากที่ดินของนายเขียว  แทนที่ดินที่โจทก์นำยึดเท่านั้น  สัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่า  นายเขียวผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนค้ำประกันตลอดไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดโดยชัดแจ้งแต่อย่างใด  (ฎ.3653/2534)  ดังนั้น  เมื่อศาลพิพากษาให้นายแดงชนะคดี  (พิพากษายกฟ้อง)  โดยพิพากษาว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นของนายแดงไม่ใช่ของจำเลย  จึงไม่มีหนี้ที่นายเขียวผู้ค้ำประกันจะต้องชำระตามสัญญาค้ำประกัน  และสัญญาค้ำประกันย่อมระงับสิ้นไปทันที  แม้โจทก์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลนั้นอยู่ก็ตาม  โจทก์ไม่อาจอ้างว่าหากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ตนชนะคดีแล้ว  โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาจากที่ดินที่นายเขียวนำมาวางค้ำประกันต่อศาลได้  คำคัดค้านของโจทก์ฟังไม่ขึ้น  นายเขียวจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนโฉนดที่ดินได้  (ฎ.8228/2538)

สรุป  นายเขียวมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนโฉนดที่ดินได้

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท  อ้างว่าจำเลยได้อาศัยที่ดินดังกล่าวของมารดาโจทก์  เมื่อมารดาโจทก์เสียชีวิต  โจทก์ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวมาและไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอีกต่อไป  ได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท  แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมขนย้าย  ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ  4,000  บาท  ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ขนย้ายออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันบอกกล่าวให้ขนย้ายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน  20,000  บาท  จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นน้าชายโจทก์  จำเลยไม่ได้อาศัยแต่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ  เปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า  10  ปีแล้ว  จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยครอบครองปรปักษ์  โจทก์ไม่เสียหายขอให้ศาลยกฟ้อง

ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมขนย้ายออกจากที่พิพาทภายใน  2  เดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม  ส่วนโจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหาย  ศาลชั้นต้นพิพากษายอมหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมได้  2  สัปดาห์ จำเลยจึงทราบโดยมีหลักฐานว่าทนายจำเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจำเลยให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว  จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น  ดังนี้จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น  และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้  แล้วพิพากษาไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้  เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความแล้ว  จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้  เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  138  วรรคสอง  กล่าวคือ

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

กรณีตามอุทาหรณ์  จำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น  อ้างว่า  ทนายจำเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจำเลยให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  กรณีเช่นนี้  เท่ากับกล่าวอ้างว่าสัญญาประนีประนอมเกิดขึ้นจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล  ตามมาตรา  138  วรรคสอง  (1) ดังนั้น  จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้  ตามมาตรา  138  วรรคสอง  (1)  ประกอบมาตรา  223 (ฎ.1150/2519)

สรุป  จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ 

 

ข้อ  2  โจทก์ที่  1  ที่  2  ที่  3  และที่  4  ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่  ซึ่งเป็นทายาทคนละ  1  ส่วน  รวม  4  ส่วน  ใน  5  ส่วน  คิดเป็นราคาที่ดินที่ขอแบ่งทั้งหมด  200,000  บาท  จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่  คนละ  1  ส่วน  รวม  4  ส่วน  จำเลยอุทธรณ์ว่า  พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  224  วรรคแรก ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ทายาทหลายคนร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยแม้ได้ความว่า  โจทก์จะได้ฟ้องรวมกันมาก็ตาม  หากจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์ที่โจทก์ขอแบ่งมิใช่ทรัพย์มรดก  กรณีเช่นนี้สิทธิในการอุทธรณ์ก็ต้องถือตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกจากกัน  (ฎ.2125/2524  ฎ.5917/2544 (ประชุมใหญ่))

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่  เห็นว่า  โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คน คนละ  1  ส่วน  รวม  4  ส่วน  คิดเป็นราคาที่ขอแบ่งทั้งหมด  200,000  บาท  จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดก  ขอให้ยกฟ้อง  แม้ได้ความว่า  โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องรวมกันมาก็ตาม  การอุทธรณ์ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน  เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน  เมื่อที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้น  ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน  50,000  บาท  (คนละ  50,000  บาท)  ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยกับโจทก์แต่ละคนจึงมีราคาไม่เกิน  50,000  บาท  ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  ตามมาตรา  224  วรรคแรก

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า  พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก  ถือเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน  อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว  ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา  224  คือ  ไม่มีความเห็นแย้งหรือได้รับรองอุทธรณ์ข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคอนุญาตเป็นหนังสือให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้  กรณีเช่นนี้  ศาลจึงไม่อาจรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาได้แต่ประการใด  (ฎ.5971/2544  (ประชุมใหญ่))

สรุป  ศาลไม่อาจรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาได้   

 

ข้อ  3  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด  ให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี  ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์  10  ล้านบาท  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ  ในชั้นบังคับคดี  เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินของจำเลยไว้ตามคำขอของโจทก์  เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา  แต่นายแดงมายื่นคำร้องต่อศาลว่าที่ดินที่ยึดหาใช่ของจำเลยไม่  แต่เป็นของนายแดงผู้ร้อง  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินที่ยึด  โจทก์แถลงคัดค้าน  ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าที่ดินที่ยึดเป็นของจำเลย  และมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของนายแดง นายแดงอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้ก่อนมีคำพิพากษา  ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  ต่อมาศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้องที่ขอให้งดการขายทอดตลาดของนายแดง

ดังนี้  ศาลใดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของนายแดง  และคำสั่งยกคำร้องของนายแดงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  254  วรรคท้าย  ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา  แล้วแต่กรณี  คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น  ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้

มาตรา  264  นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา  253  และมาตรา  254  คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล  เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา  เช่น  ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก  หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท  หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก

คำขอตามวรรคแรกให้บังคับตามมาตรา  21  มาตรา  25  มาตรา  227  มาตรา  228  มาตรา  260  และมาตรา  262

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่ศาลจะสั่งอนุญาตให้คุ้มครองประโยชน์  ตามมาตรา  264  นั้น  จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน  สิทธิ  หรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทให้ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะพิพากษา

คดีนี้เมื่อนายแดงบุคคลภายนอกยื่นคำร้องต่อศาลว่า  ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หาใช่ของจำเลยไม่  แต่เป็นของนายแดงผู้ร้อง  โจทก์แถลงคัดค้าน  กรณีเช่นนี้  คดีพิพาทดังกล่าวถือว่าเป็นข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีที่เรียกว่า  คดีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด  (คดีร้องขัดทรัพย์)  นายแดงผู้ร้องมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์  ส่วนโจทก์เดิมหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเป็นจำเลย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  ศาลใดเป็นศาลที่ไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องที่ขอให้งดการขายทอดตลาดของนายแดง  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา  264  วรรคสองแล้ว  จะเห็นว่ามิได้บัญญัติให้นำมาตรา  254  มาใช้บังคับด้วย  ดังนั้นหากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ฎีกาแล้ว  (ซึ่งถือว่าเป็นการสั่งรับแทนศาลอุทธรณ์  ศาลฎีกา)  อำนาจในการสั่งคำร้องขอคุ้มครองตามมาตรา  264  นี้  ก็ตกอยู่กับศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาทันที  ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง  ต่างกับกรณีตามมาตรา  254  ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว  แต่หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกายังไม่รับสำนวนลงสารบบ  ก็ยังเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่ง 

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายแดงอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่ยึดพร้อมกับยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้ก่อนมีคำพิพากษา  ถือเป็นคำร้องขอวิธีการชั่วคราว  ตามมาตรา  264  (ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  231  (ฎ.1606/2534))  กรณีเช่นนี้  ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา  จึงเป็นศาลที่มีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องของนายแดง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของนายแดงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อศาลอุทธรณ์ไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของนายแดงที่ขอให้งดการขายทอดตลาด  กรณีเช่นนี้มีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดต่อไปได้  ซึ่งถ้าหากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดเสร็จไปแล้ว  แต่ปรากฏต่อมาว่าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับว่าที่ดินที่ยึดเป็นของนายแดง  ให้ปล่อยที่ดินที่ยึด  ก็จะเป็นเหตุให้นายแดงต้องเสียสิทธิในที่ดิน  เป็นที่เสียหายแก่นายแดง  เพราะไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้  ดังนั้น  การที่ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของนายแดง  โดยยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์  คำสั่งยกคำร้องของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา  264  (เทียบ  ฎ. 3452/2533)

สรุป  ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่ไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของนายแดง  และคำสั่งยกคำร้องของนายแดงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

 

ข้อ  4  ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่  1234  ให้แก่โจทก์  โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลแพ่งว่า  จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์  ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทหากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยใช้ราคา  1,000,000  บาท  ศาลแพ่งได้ออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์  จำเลยได้ทราบคำบังคับแต่ไม่ยอมปฏิบัติจนล่วงพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว

ให้วินิจฉัยว่า  (ก)  โจทก์จะร้องขอให้บังคับคดีดังกล่าวได้หรือไม่  (ข)  หากจำเลยได้ทราบคำบังคับ  ซึ่งได้ออกโดยชอบแล้ว  ศาลแพ่งจะออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

 มาตรา  275  วรรคแรก  ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดี  ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี

มาตรา  278  วรรคแรก  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งภาคนี้ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี  นับแต่วันที่ได้ส่งหมายบังคับคดีให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา  หรือถ้าหมายนั้นมิได้ส่งนับแต่วันออกหมายนั้นเป็นต้นไป  ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  ในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้กับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้  และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด  ทั้งมีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์สินหรือเงินรายได้จากการนั้นและดำเนินวิธีการบังคับทั่วๆไป  ตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี

วินิจฉัย

(ก)  กรณีตามอุทาหรณ์  โจทก์จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำบังคับดังกล่าวได้หรือไม่  เห็นว่า  ตามมาตรา  271  กำหนดให้  คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดี  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับซึ่งได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  ซึ่งเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วได้ความว่า  ศาลแพ่งเพียงแต่พิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่  1234  แก่โจทก์  มิได้กำหนดให้จำเลยใช้ราคาแทนในเมื่อไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทได้  การที่โจทก์ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาท  หากไม่สามารถโอนได้ให้ใช้ราคา  1,000,000  บาท  จึงเป็นการขอให้ออกคำบังคับนอกเหนือไปจากตามคำพิพากษาของศาล  จึงไม่ชอบด้วยมาตรา  271  แม้จะล่วงพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับและจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำบังคับ  โจทก์ก็ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำบังคับซึ่งนอกเหนือไปจากคำพิพากษาได้

(ข)  กรณีตามอุทาหรณ์  หากจำเลยได้ทราบคำบังคับซึ่งได้ออกโดยชอบแล้ว  ศาลแพ่งจะออกหมายบังคับแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หรือไม่  เห็นว่า  การขอให้ออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  275  นั้น  จะต้องเป็นการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากหมายบังคับคดีเป็นหมายของศาลที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางกับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด  ตามมาตรา  278  เมื่อได้ความว่า  การบังคับตามคำพิพากษากำหนดให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นหนี้เกี่ยวกับการกระทำนิติกรรม  (ไม่อาจดำเนินการโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้)  และเมื่อจำเลยทราบคำบังคับแล้ว  แต่ไม่ยอมปฏิบัติ  กรณีเช่นนี้  โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้  (ฎ. 2701/2537)  กรณีมิใช่การบังคับคดีที่จะต้องอาศัยหรือดำเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี  ศาลแพ่งจึงไม่อาจออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้

สรุป

(ก)  โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำบังคับไม่ได้

(ข)  ศาลแพ่งไม่อาจออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2549

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่าได้ทำสัญญาซื้อผ้าแพรจากจำเลยรวมเป็นเงิน  5  ล้านบาท  โจทก์วางมัดจำไว้  1  ล้านบาท  ถึงกำหนดส่งสินค้า  จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้โจทก์  ขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ขาดผลกำไรจากการขายสินค้านั้นรวม  1  ล้านบาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นโมฆะ  เพราะเป็นสินค้าหนีภาษี  โจทก์ไม่เสียหาย  ขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงได้ความตามข้อต่อสู้ของจำเลย  พิพากษายกฟ้อง  โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่นำคดีนั้นมาฟ้องใหม่เรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำ  1 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความ  โดยจำเลยยอมผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นงวดๆและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้ว  ภายหลังจำเลยจะกลับใจอุทธรณ์  ขอยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น  หากยังอยู่ในระยะเวลาที่อุทธรณ์ได้  ดังนี้จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น  และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้  แล้วพิพากษาไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้  เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

มาตรา  148  คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก  ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความแล้ว  จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  138  วรรคสอง  กล่าวคือ

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

จำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ได้นำคดีเดิมซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว  เนื่องจากโจทก์ไม่อุทธรณ์มาฟ้องจำเลยอีก  เมื่อได้ความว่า  คดีนี้กับคดีเดิมโจทก์จำเลยก็เป็นคู่ความเดียวกัน  ประเด็นที่นำมาฟ้องก็เป็นประเด็นเดียวกันกับคดีก่อน  จึงเป็นกรณีที่โจทก์รื้อฟ้องกัน  อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน  อันถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ  ต้องห้ามตามมาตรา  148

เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำแล้ว  คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นจึงถือว่าละเมิดต่อกฎหมาย  อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน  กรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา  138  วรรคสอง  (2)  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ายังอยู่ในช่วงเวลาที่จะอุทธรณ์ได้  จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมได้  ตามมาตรา  138  วรรคสอง  (2) (ฎ. 2684/2539)

สรุป  จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายรวม  2  ล้านบาท  จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ซื้อเชื่อสินค้าโจทก์  ลายมือผู้เซ็นรับสินค้าในใบสินค้าปลอมคดีโจทก์ขาดอายุความ  ขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนาย  จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ว่าไม่ได้ซื้อเชื่อสินค้าโจทก์  ลายมือผู้เซ็นรับสินค้าในใบรับสินค้าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นลายมือปลอม  หนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง  คดีโจทก์ขาดอายุความ

ดังนี้  จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  225  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น  คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้  หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์  คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  225  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์นั้น

1)    ต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์

2)    ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  และ

3)    อุทธรณ์นั้นไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

เว้นแต่  จะต้องด้วยหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ก็ยังมีสิทธิที่จะอ้างอิงปัญหา  เพื่ออุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ได้  คือ

1)    เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

2)    เป็นปัญหาที่คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกข้อกฎหมายใดๆขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้  หรือ

3)    เพราะเหตุเป็นเรื่องศาลชั้นต้นที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถแยกอุทธรณ์ของจำเลยได้  3  ประเด็นดังนี้

1       จำเลยไม่ได้ซื้อเชื่อจากโจทก์  ลายมือผู้เซ็นรับสินค้าในใบรับสินค้าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นลายเซ็นปลอม

2       หนังสือมอบอำนาจโจทก์ให้ฟ้องคดีมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

3       คดีโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยจะสามารถอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่  เห็นว่า  ในประเด็นที่  1  และประเด็นที่  3  ประเด็นเหล่านี้จำเลยได้ต่อสู้ไว้โดยชอบแล้วในศาลชั้นต้น  จำเลยจึงชอบที่จะอุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวได้  ตามมาตรา  225  วรรคแรก

ส่วนในประเด็นที่  2  เรื่องหนังสือมอบอำนาจฟ้องคดีมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น  จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้น  ซึ่งโดยปกติแล้ว  จะยกขึ้นอุทธรณ์ไม่ได้แต่อย่างไรก็ดี  ในกรณีอำนาจฟ้องถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  จึงต้องด้วยยกเว้น  ตามมาตรา  225  วรรคสอง  กรณีเช่นนี้  แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้น  จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ได้  (ฎ. 5095/2548)

สรุป  จำเลยอุทธรณ์ได้

หมายเหตุ  ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน  หมายถึง  ปัญหาที่ไม่เกี่ยวเฉพาะตัวโจทก์หรือจำเลย  แต่เป็นเรื่องทั่วไปของสาธารณชน  ประเทศชาติและสังคม  เช่น  เรื่องเขตอำนาจศาล  อำนาจฟ้อง  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลหรือการพิพากษาชอบหรือไม่  การปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์หรือไม่  เป็นต้น 

 

ข้อ  3  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่งจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี  ศาลจังวัดยะลาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้  พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายแก่โจทก์  จำเลยอุทธรณ์  ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาคดี  โจทก์ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ประเทศมาเลเซีย  โดยไม่เหลือทรัพย์สินใดๆในประเทศไทย  จำเลยทราบข่าวการย้ายภูมิลำเนาของโจทก์  เกรงว่าถ้าโจทก์แพ้คดีในชั้นอุทธรณ์จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย  จำเลยได้ยื่นคำร้องอ้างว่าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร  และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้ในราชอาณาจักร  ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันค่าฤชาธรรมเนียม  และค่าใช้จ่ายมาวางศาลก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า

(ก)  ศาลใดมีอำนาจไต่สวนและสั่งคำร้องของจำเลย

(ข)  ศาลจะสั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันฯ  ตามคำร้องของจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  253  วรรคแรก  ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร  หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

มาตรา  253  ทวิ  ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา  253  วรรคหนึ่ง  จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีไม่ว่าเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

วินิจฉัย

(ก)  ศาลใดมีอำนาจไต่สวนและสั่งคำร้องของจำเลย  เห็นว่า  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร้องขอคุ้มครองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาคดี  กรณีเช่นนี้  แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว  ศาลอุทธรณ์จึงเป็นศาลที่มีอำนาจไต่สวนและสั่งคำร้องของจำเลย

(ข)  ศาลจะสั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันฯตามคำร้องของจำเลยได้หรือไม่  เห็นว่า  โดยหลักแล้ว  การคุ้มครองประโยชน์  ตามมาตรา  253  ทวิ  ต้องเป็นกรณีโจทก์แพ้คดีในศาลชั้นต้น  แล้วโจทก์อุทธรณ์  ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีโจทก์ได้ย้ายภูมิลำเนาไปจากประเทศไทยทั้งไม่มีสำนักทำการงานและทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร  หรือเป็นคดีที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจำเลยอาจร้องขอคุ้มครอง  ตามมาตรา  253  และมาตรา  253  ทวิได้  แต่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากฏว่า  จำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์  กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตราดังกล่าว  ดังนั้น  ศาลอุทธรณ์จะสั่งตามคำร้องขอของจำเลยไม่ได้  เพราะคำร้องขอของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์  มาตรา  253  ทวิ  วรรคแรก

สรุป 

(ก)  ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่มีอำนาจไต่สวนและสั่งคำร้องของจำเลย

(ข)  ศาลอุทธรณ์จะสั่งตามคำร้องขอของจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  4  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนแหวนเพชร  ราคา  200,000  บาท  ที่จำเลยยืมไปใช้ในวันแต่งงานของเพื่อนร่วมรุ่น  ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา  200,000  บาท  จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนเพชรดังกล่าว  ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาตามฟ้องแก่โจทก์  คดีถึงที่สุด  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ  เนื่องจากคนร้ายยกเค้าบ้าน  แหวนถูกลักไป  ทั้งไม่มีเงินจะใช้ราคา  โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดียึดรถยนต์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้  ก่อนถึงวันนัดขายทอดตลาดตำรวจจับคนร้ายได้พร้อมของกลางได้คืนแหวนเพชรให้จำเลย  จำเลยได้นำแหวนเพชรมาคืนให้โจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับ  อ้างว่าได้ยึดทรัพย์แล้วเลยขั้นตอนที่จะรับคืน  จึงไม่รับคืน  ดังนี้ข้ออ้างของโจทก์รับฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังตามลำดับที่ระบุไว้ในคำพิพากษา  หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามอำเภอใจไม่  (ฎ. 5641/2540 , ฎ 788/2543)

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยคืนแหวนเพชร  ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา  200,000  บาท  ให้แก่โจทก์นั้น  เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา  กล่าวคือ  ถ้าการบังคับคดีตามลำดับนั้น  ในลำดับแรกยังบังคับได้อยู่  ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติการชำระหนี้  อีกทั้งฝ่ายเจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้ในลำดับหลังเช่นกัน

เมื่อได้ความว่า  ตำรวจจับคนร้ายพร้อมของกลางและได้คืนแหวนเพชรให้จำเลย  ทำให้จำเลยสามารถนำแหวนเพชรมาคืนให้โจทก์ได้  กรณีเช่นนี้  ต้องถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว  ข้อที่ว่าหากจำเลยคืนแหวนเพชรไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาจึงไม่เกิดขึ้น  แม้โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดียึดรถยนต์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดมาชำระหนี้  ซึ่งเป็นการบังคับชำระหนี้ในลำดับที่  2  แล้วก็ตาม  แต่เมื่อจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะนำแหวนเพชรมาคืนให้โจทก์ได้  ก็ไม่มีเหตุที่จะขายทอดตลาดรถยนต์อีกต่อไป

ดังนั้น  เมื่อจำเลยได้นำแหวนเพชรมาคืนโจทก์  โจทก์ไม่ยอมรับโดยอ้างว่าได้ยึดทรัพย์แล้ว  เลยขั้นตอนที่จะรับคืน  จึงรับคืนไม่ได้  ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาท  หากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าประมาณเดือนละ  3,000 บาท  จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย  จำเลยซื้อจากโจทก์ชำระราคาด้วยวัสดุก่อสร้างและเงินสดบางส่วนขอให้ศาลยกฟ้อง  พร้อมกันนั้นจำเลยได้แย้งให้โจทก์ไปโอนโฉนดที่พิพาทให้จำเลย  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ไปโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยตามฟ้องแย้ง  ดังนี้  โจทก์จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีฟ้องขับไล่  และคดีฟ้องแย้งได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  224  วรรคแรกและวรรคสอง  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้   เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีการฟ้องแย้งด้วยนั้น  การจะพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น  ต้องพิจารณาฟ้องเดิมและฟ้องแย้งออกจากกันเสมือนคนละคดี  (ฎ. 7858/2542  ฎ. 6937/2539)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีฟ้องขับไล่ได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง  ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าประมาณเดือนละ  3,000  บาทอันถือว่ามีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ  4,000  บาท  จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  224  วรรคสอง  ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้น  ตามมาตรา  224  วรรคแรก  คือ  ไม่มีความเห็นแย้งหรือได้รับรองให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นหนังสืออุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้  ดังนั้น  คดีฟ้องขับไล่จึงต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีฟ้องแย้งได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย  โดยจำเลยซื้อมาจากโจทก์ชำระราคาด้วยวัสดุก่อสร้างและเงินสดบางส่วนขอให้ศาลยกฟ้อง  พร้อมกันนั้น  จำเลยได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ไปโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลย  ซึ่งเมื่อพิจารณาจากฟ้องแย้งของจำเลยแล้วได้ความว่า  ฟ้องแย้งของจำเลยถือเป็นคดีเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  (คดีไม่มีทุนทรัพย์)  จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง   ดังนั้น  ในกรณีเช่นนี้โจทก์ชอบจะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในส่วนฟ้องแย้งได้

สรุป  คดีฟ้องขับไล่โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้  ส่วนคดีฟ้องแย้งโจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกู้ยืมเงิน  100,000  บาท  จากโจทก์  แล้วผิดนัดไม่ชำระคืน  ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวกับดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องรวมเป็นเงิน  120,000  บาท  จำเลยให้การว่า  จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว  คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยผิดนัดเมื่อใด  จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม  ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว  70,000  บาท  และคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม  พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน  50,000  บาท  แก่โจทก์  จำเลยอุทธรณ์ว่า  จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก  โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ก่อนนำคดีมาฟ้อง  ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

มาตรา  224  วรรคแรกและวรรคสอง  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

มาตรา  225  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น  คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้  หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์  คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  224  ได้กำหนดหลักเกณฑ์  ในการห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีดังต่อไปนี้  คือ

1)    คดีที่ราคาทรัพย์ที่พิพาทหรือจำนวนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน  50,000  บาท  หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

2)    คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ  ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ  4,000  บาท  หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

และตามมาตรา  225  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์นั้น

1)    ต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์

2)    ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  และ

3)    อุทธรณ์นั้นไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแล้ว  สามารถแยกพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้ใน  2  ประเด็น  คือ

1)    จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก

2)    โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ก่อนนำคดีมาฟ้อง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า  จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์อีก  กรณีนี้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีเพียง  50,000  บาท  เท่ากับเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน  50,000  บาท  อุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ยังไม่ครบถ้วน  ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา  224  วรรคแรก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ก่อนนำมาฟ้องคดีนั้น  กรณีนี้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาตามที่จำเลยยื่นคำให้การในศาลชั้นต้นแล้ว  ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากที่จำเลยให้การ่อสู้ไว้  จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ต้องห้ามอุทธรณ์  ตามมาตรา 225  วรรคแรก  ทั้งอุทธรณ์ดังกล่าวก็มิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ยกเว้นให้คู่ความยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ได้  แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นแต่ประการใด

สรุป  ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

 

ข้อ  3  โจทก์เป็นบริษัทจำกัด  จดทะเบียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น  ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง  ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน  20  ล้านบาทฐานผิดสัญญา  จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำผิดสัญญาขอให้ยกฟ้องโจทก์  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์  ก่อนที่จำเลยจะได้รับสำเนาอุทธรณ์จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาล  ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน  500,000  บาทต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมไว้ก่อนมีคำพิพากษา  โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องและมาแถลงคัดค้านว่า  โจทก์เป็นบริษัทจำกัด  จดทะเบียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น  มีทุนจดทะเบียนมากกว่า  10,000  ล้านบาท  แม้โจทก์จะไม่มีทรัพย์สินในประเทศไทยโจทก์ก็ไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  ขอให้ยกคำร้องของจำเลย  ในวันไต่สวนศาลสืบพยานโจทก์จำเลยเห็นว่า  โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  และศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย

ดังนี้  จำเลยไม่พอใจคำสั่งยกคำร้อง  จำเลยจะต้องอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งไปยังศาลใด  และหากนักศึกษาเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของจำเลย  นักศึกษาเห็นด้วยกับศาลที่มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  253  วรรคแรกและวรรคสอง  ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร  หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย  จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า  มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้  แล้วแต่กรณี  ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด  โดยจะกำหนดเงื่อนไขใดๆตามที่เห็นสมควรก็ได้

มาตรา  253  ทวิ  ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา  253  วรรคหนึ่ง  จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีไม่ว่าเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาคำร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น  และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน  แล้วส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง

ให้นำความในมาตรา  253  วรรคสองและวรรคสาม  มาใช้บังคับแก่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลม

วินิจฉัย

ตามมาตรา  253  ทวิ  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  เมื่อโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว  หากมีเหตุใดเหตุหนึ่ง  ตามมาตรา  253  วรรคแรก  จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายได้  หากปรากฏว่า

1)    โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร  หรือ

2)    เป็นคดีที่เชื่อได้ว่า  เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  เมื่อจำเลยไม่พอใจคำสั่งยกคำร้องจำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งไปยังศาลใด  เห็นว่า  การที่จำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์  จึงถือเป็นวิธีการชั่วคราวที่มีคำขอในชั้นอุทธรณ์ตามมาตรา  253  กรณีเช่นนี้  ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณา  ย่อมมีอำนาจมีคำสั่งคำร้องของจำเลย  แม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ก็ตาม  ทั้งตามมาตรา  253  ทวิ  วรรคสอง  ก็กำหนดแต่เพียงว่าให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจทำการไต่สวนคำร้องเท่านั้นหาได้ให้อำนาจที่จะมีคำสั่งด้วยไม่  ดังนั้น  เมื่อศาลที่มีอำนาจมีคำสั่งคำร้อง  คือ  ศาลอุทธรณ์  มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย  หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว  จำเลยก็ชอบจะฎีกาคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความ  ตามมาตรา  253  ไปยังศาลฎีกาได้  ตามมาตรา  228(2)  ประกอบมาตรา  247  (ฎ. 1106/2530) 

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ได้ยอมรับในคำแถลงคัดค้านว่า  โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีอยู่ในราชอาณาจักร  กรณีเช่นนี้  ย่อมถือว่าปรากฏเหตุต่อศาลตามมาตรา  253  วรรคแรกแล้วโดยไม่จำต้องสืบพยานอีก  แม้ศาลจะสืบพยานแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายก็ไม่ทำให้ผลเปลี่ยนแปลงไป  เพราะกฎหมายใช้คำว่า  หรือ  หาได้ใช้คำว่า  และ  ไม่  จึงอาจจะเป็นกรณีใดก็ได้  ดังนั้น  เมื่อปรากฏเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา  253  วรรคแรก  ศาลต้องสั่งให้โจทก์นำเงินประกันมาวางต่อศาลตามคำร้องขอของจำเลย  การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 3155/2526)

สรุป  หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งยกคำร้อง  จำเลยต้องฎีกาคำสั่งไปยังศาลฎีกา  และหากข้าพเจ้าเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของจำเลย  ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับศาลที่มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย

 

ข้อ  4  ชั้นบังคับคดี  นายชอบซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายชิด  ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาของนายชอบจำนวน  500,000  บาท  ในวันขายทอดตลาด  นายชื่นยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาว่า  ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดให้นายชิดโอนให้แก่นายชื่น  ขอให้ถอนการยึดที่ดินดังกล่าว  นายชอบยื่นคำคัดค้านว่า  นายชื่นมิใช่เป็นคู่ความในคดีไม่มีสิทธิเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดี  เพราะเป็นเรื่องระหว่างนายชอบกับนายชิด  ทั้งนายชื่นมิได้ยื่นคำร้องก่อนวันขายทอดตลาด  ขอให้ยกคำร้อง

ให้วินิจฉัยว่า  คำคัดค้านของนายชอบฟังขึ้นหรือไม่  และศาลจะถอนการยึดที่ดินดังกล่าวหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  287  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ผู้ที่จะขอคุ้มครอง  ตามมาตรา  287  นี้  ต้องเป็นผู้มีบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งผู้นั้นอยู่ในฐานะที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้  (ฎ. 3323/2528)

สำหรับ  สิทธิอื่นๆ  ในที่นี้หมายถึงสิทธิในทำนองเดียวกับบุริมสิทธิ์  หรือเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิ์  แต่มิใช่บุริมสิทธิ์  ในที่นี้เป็นสิทธิซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์ของลูกหนี้ได้ตามกฎหมาย  เช่น  สิทธิขอแบ่งส่วนได้ของตนในฐานะเป็นเจ้าของร่วม  ขอยึดหน่วงทรัพย์สินที่ครอบครองจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ในฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง  (ฎ.1413/2508,  ฎ.1543/2514)  หรอ  สิทธิของผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนของตนได้ก่อนในทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดก็ถือว่าเป็นสิทธิอื่นๆ  ตามมาตรา  287  เช่นกัน  (ฎ. 2686/2538  ฎ. 2975/2538)

คำร้องของนายชื่นที่ยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา  อ้างว่า  ที่ดินของนายชิดลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่นายชอบเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้  ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดให้นายชิดโอนให้แก่นายชื่นแล้ว  ขอให้ถอนการยึดที่ดินดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่านายชื่นได้สิทธิที่จะบังคับให้นายชิดโอนที่ดินที่ถูกยึดให้แก่นายชื่นตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง  อันถือได้ว่านายชื่นเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1300  นับว่าเป็นสิทธิอื่นๆซึ่งการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิตามกฎหมายของนายชื่น  ตามมาตรา  287

สำหรับคำคัดค้านของนายชอบที่ว่า  นายชื่นมิใช่เป็นคู่ความในคดี  ไม่มีสิทธิเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีนั้น  เห็นว่า  แม้นายชื่นเป็นบุคคลภายนอกแต่นายชื่นก็เป็นบุคคลผู้มีสิทธิตามคำพิพากษาอันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  เมื่อการบังคับคดีแก่ที่ดินของนายชิดไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของนายชื่นดังกล่าวแล้ว  นายชื่นจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนการยึดที่ดินนั้น  ตามมาตรา  287  แม้นายชื่นมิใช่คู่ความในคดีก็ตาม  (ฎ. 3417/2524  ฎ. 33/2536)

ส่วนคำคัดค้านของนายชอบที่ว่า  นายชื่นมิได้ยื่นคำร้องก่อนวันขายทอดตลาดนั้น  เห็นว่า  เมื่อสิทธิของนายชื่นเป็นสิทธิที่อาจบังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้  ดังนั้นตราบใดที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ขายทอดตลาด  นายชื่นย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนการยึดได้ก่อนการขายทอดตลาด  มิใช่ว่าจะต้องยื่นคำร้องก่อนวันขายทอดตลาด

สรุป  คำคัดค้านของนายชอบฟังไม่ขึ้น  และศาลจะต้องมีคำสั่งถอนการยึดที่ดินของนายชิด

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส  โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปจำนวน  60,000  บาท  ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์  จำเลยให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณา  บริษัทมิตรแท้  จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต  ต่อมา  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน  20,000  บาท  แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่า  โจทก์เสียหายตามฟ้อง  ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เต็มตามฟ้อง  จำเลยอุทธรณ์ว่า  คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทมิตรแท้  จำกัด  ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1  ในประมวลกฎหมายนี้  ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คำคู่ความ  หมายความว่า  บรรดาคำฟ้อง  คำให้การหรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

มาตรา  57  บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น  โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษา  ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น  แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม  คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ  เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

มาตรา  224  วรรคแรก  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตามมาตรา  224  วรรคแรก  ที่กำหนดว่า  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท  ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน  50,000 บาท  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทนี้  ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์  เป็นหลักในการพิจารณา  มิใช่ทุนทรัพย์ที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น  (ฎ.3367/2538)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่  เห็นว่า  อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า  โจทก์เสียหายตามฟ้อง  ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เต็มตามฟ้อง  ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายอันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น  จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีจำนวนเท่ากับค่าเสียหายที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียง  40,000  บาท  ซึ่งถือว่าไม่เกิน  50,000  บาท  กรณีเช่นนี้  อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์  ตามมาตรา  224  วรรคแรก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่  เห็นว่า  อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า  คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทมิตรแท้  จำกัด  ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น  เมื่อพิจารณาแล้วได้ความว่า  คำร้องสอดของบริษัทมิตรแท้  จำกัด  ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ตามมาตรา  57(2)  ถือเป็นคำคู่ความ  ตามมาตรา  1(5)  เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำร้องของบริษัทมิตรแท้  จำกัด  ผู้ร้องสอดในฐานะคู่ความผู้ถูกกระทบสิทธิโดยผลของคำสั่งนั้น  จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามมาตรา  233  คดีนี้เมื่อปรากฏว่าบริษัทฯ  มิได้อุทธรณ์  จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแทนผู้ร้องแต่ประการใด  ทั้งนี้เพราะจำเลยมิใช่คู่ความในส่วนของคดีร้องสอดหรือไม่เป็นบุคคลภายนอกที่ถูกกระทบกระเทือนหรือมีส่วนได้เสียในการที่ศาลยกคำร้องดังกล่าวนั่นเอง  (ฎ. 1254/2527)

สรุป  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  2  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่  1  และที่  2  ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์  จำเลยต่างอุทธรณ์  จำเลยที่  1  อุทธรณ์พร้อมกับขอดำเนินอย่างคนอนาถาขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล  รวมทั้งเงินวางศาล  ศาลอนุญาต จำเลยที่  2  อุทธรณ์แต่ไม่วางค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา  229  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่  2  ทนายของจำเลยที่  2  มีความเห็นว่า  เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่  1  และ  2  ต้องร่วมกันรับผิดชอบ  เมื่อศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยที่  1  ย่อมมีผลถึงจำเลยที่  2  ด้วย  ดังนี้  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  รับฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  229  การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย  ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล  เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์  (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น)  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  235  และ  236

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น  ตามมาตรา  229  ได้กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องวางค่าธรรมเนียมศาลพร้อมอุทธรณ์  เว้นแต่  คดีที่ขอฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถา  และศาลได้อนุญาต  ตามมาตรา  157  และมาตรา  149  วรรคท้ายแล้ว  ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล  (ฎ. 316/2518)

การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์  จำเลยทั้งสองจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันที่จะต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์  เมื่อจำเลยที่  1  อุทธรณ์  คำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมกับคำขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา  ศาลอนุญาต  กรณีเช่นนี้การที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่  1  ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา  จะมีผลไปถึงจำเลยที่  2  ด้วยหรือไม่ เห็นว่า  ตามมาตรา  157  บัญญัติว่า  เมื่อศาลอนุญาตให้บุคคลใดฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างอนาถา  บุคคลนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้น  ค่าธรรมเนียมเช่นว่านั้นให้รวมถึงเงินค่าวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา  ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักบทบัญญัติดังกล่าว  แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า  การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลรวมทั้งเงินวางศาลในการยื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างอนาถานั้น  เป็นเรื่องของจำเลยแต่ละคน  แม้ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่  1  ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาก็ไม่มีผลถึงจำเลยที่  2  แต่อย่างใด  (ฎ. 8188/2538)

ดังนั้น  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  ที่ว่า  เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่  1  และที่  2  ต้องร่วมกันรับผิดชอบ  เมื่อศาลยกค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยที่  1  ย่อมมีผลถึงจำเลยที่  2  ด้วย  จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  การที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1  ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่มีผลถึงจำเลยที่  2  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลย  ห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์  และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน  10  ล้านบาท  ฐานละเมิดลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าโจทก์  จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าโจทก์  ขอให้ยกฟ้อง  ก่อนวันสืบพยานโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารและห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา  แต่มิได้แนบสำเนาคำร้องเพื่อส่งให้แก่จำเลย  และศาลมิได้สั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยได้มีโอกาสได้คัดค้านก่อน  ในวันไต่สวนศาลสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว  โดยจำเลยไม่ได้มีโอกาสได้คัดค้านก่อน และมีคำสั่งให้อายัดเงินฝากธนาคารและห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา

ดังนี้  การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์  โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  21  เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคำขอหรือคำแถลงต่อศาล

(3) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า  คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้ว  ให้ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นๆ  ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้นๆได้  เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ  หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษา  หรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ  หรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา

มาตรา  254  ในคดีอื่นๆ  นอกจากคดีมโนสาเร่  โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว  ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา  รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป  ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง  หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน  ขาย  ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย  หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว  ทั้งนี้  จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  คำขอคุ้มครองชั่วคราว  ตามมาตรา  254  วรรคแรก  ถือเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเฉพาะคำขอให้ยึดหรืออายัด  ตามมาตรา 254(1)  และคำขอให้จับกุมและกักขังจำเลย  ตามมาตรา  254(4)  และถือว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด  กล่าวคือ  ศาลจะสั่งคำขอโดยไม่ต้องส่งสำเนาคำขอและไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน  ส่วนคำขอห้ามชั่วคราว  ตามมาตรา  254(2)และ(3)  ถือเป็นดุลพินิจของศาลที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ก็ได้  (ฎ. 699/2508)

การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์  โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  แยกพิจารณาดังนี้

ประเด็นแรก  โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคาร  เห็นว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นคำขอ  ตามมาตรา  254(1)  ซึ่งถือว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียว  และเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดที่ศาลอยู่ในบังคับที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้  ดังนั้น  การที่ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้จำเลย  จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ตามมาตรา  254(2) ประกอบมาตรา  21(3)  ตอนท้าย

อนึ่ง  เมื่อได้ความว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด  หากศาลยังส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยกรณีเช่นนี้  อาจทำให้ผู้ขอได้รับความเสียหาย  กล่าวคือ  จำเลยอาจยักย้ายทรัพย์สินหลบหนีการยึดหรืออายัดได้

ประเด็นที่สอง  คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา  เห็นว่า  คำร้องขอของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นคำขอ  ตามมาตรา  254(2)  อันเป็นคำขอฝ่ายเดียวที่ไม่เคร่งครัด  กล่าวคือ  เป็นดุลพินิจของศาลที่จะส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ก็ได้  ดังนั้น  เมื่อได้ความว่า  ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยได้มีโอกาสคัดค้านก่อน  อันถือว่า  ศาลใช้ดุลพินิจไม่รับฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง  ตามมาตรา  21(3)  ตอนต้น  ฉะนั้น  คำสั่งศาลในกรณีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

สรุป  คำสั่งศาลที่อนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนทั้ง  2  กรณีนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ข้อ  4  ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของร่วม  จำเลยไม่ปฏิบัติ  ศาลแพ่งออกหมายบังคับตามคำร้องขอของโจทก์  และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อขายนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง  ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า  ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่เป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง  ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนที่โจทก์จะได้รับดังกล่าวกึ่งหนึ่ง

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลแพ่งจะมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  282  วรรคแรก  ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่ง  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้  เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัด  และขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้

มาตรา  287  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่บุคคลภายนอกจะใช้สิทธิทางศาล  ตามมาตรา  287  ได้นั้น  ต้องได้ความว่า  มีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้  และการบังคับคดีนั้น  ไปกระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆของบุคคลภายนอก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลแพ่งจะมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่  เห็นว่า  คำพิพากษาที่ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของร่วมด้วยกันนั้น  โจทก์และจำเลยมิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน  การบังคับคดีแก่ที่ดินเพื่อแบ่งในระหว่างเจ้าของรวม  จึงมิใช่การบังคับแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  282  วรรคแรก  กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์  ตามมาตรา  287  ที่บัญญัติว่า  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย  ผู้ร้องย่อมไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่แก่โจทก์เข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้ได้  หากผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่โจทก์จะได้รับจากการบังคับคดีแก่ที่ดินในคดีนี้อย่างไรก็ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ต่างหากจากคดีนี้  ศาลแพ่งชอบที่จะไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา  (ฎ.5470/2536)

สรุป  ศาลแพ่งชอบที่จะไม่รับคำร้องขอกันส่วนของผู้ร้องไว้พิจารณา 

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีแพ่ง  จำเลยซึ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล  ศาลอนุญาตแต่ถึงกำหนดจำเลยไม่วางเงินเพราะหาเงินไม่ทัน  จากนั้นจำเลยร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างอนาถา  ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์  จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นแต่ประการใด  ดังนี้  จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา 234  ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์  ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้น  ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง

วินิจฉัย

ตามมาตรา  234  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้ดังนี้

1)    ต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

2)    ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน  15  วัน  นับแต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

3)    นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล

4)    ถ้าหากเป็นหนี้เงินก็ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา  หรือหาประกันไว้ต่อศาล

กรณีตามอุทาหรณ์  จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างอนาถาของจำเลย  พร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฟ้องอุทธรณ์  กรณีเช่นนี้  จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ได้โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น  ทั้งนี้แม้ได้ความว่าจำเลยจะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ก็ตาม  เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา  จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งคำสั่งก่อนแต่ประการใด

สรป  จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายฐานละเมิดรวม  2  ล้านบาท  จำเลยให้การสู้คดีตามกฎหมายขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นฟังพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วนัดฟังคำพิพากษา  ก่อนถึงวันนัด  2  วัน  ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีขอเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้โจทก์ยืมไปแล้วสูญหายเนื่องจากการละเมิดของจำเลยแล้วเรียกเอาค่าเสียหายเพิ่มเติมรวม  3  ล้าน  ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องควรไปฟ้องเป็นคดีใหม่เพราะคดีเดิมจะพิพากษาอยู่แล้ว  มีคำสั่งยกคำร้อง  จำเลยมีความเห็นว่าศาลชั้นต้นควรรับพิจารณาคดีของผู้ร้องไปเสียทีเดียว  หากให้ไปฟ้องเป็นคดีใหม่  จำเลยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น  ต้องจ้างทนายสู้คดีอีก  ดังนี้  จำเลยจะขออุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับพิจารณาคดีของผู้ร้องต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

วินิจฉัย

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา  223  ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่ากฎหมาย  ไม่ได้บัญญัติชัดแจ้งว่า  คู่ความอุทธรณ์ได้  เท่านั้น  คงบัญญัติแต่เพียงว่าให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  ดังนั้นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา  223  จึงหาได้จำกัดแต่เพียงว่าผู้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นจะต้องเป็นคู่ความเท่านั้น  ถ้าผู้อุทธรณ์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีแล้ว  ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา  223  จึงอาจแบ่งได้  2  กรณี  คือ

 1)    คู่ความ  กล่าวคือ  บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล

2)    บุคคลภายนอกซึ่งถูกกระทบกระทั่งหรือมีส่วนได้เสียในคดี

คดีโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายฐานละเมิด  ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยพิพาทกันและถือว่าโจทก์จำเลยมีฐานะเป็นคู่ความในคดี

ส่วนการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาแล้วศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้น  กรณีเช่นนี้  ผู้ที่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้คือ  ผู้ร้อง  เมื่อได้ความว่า  ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์  จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์  เพราะจำเลยไม่ใช่คู่ความในส่วนคดีของผู้ร้อง  อีกทั้ง  การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอกซึ่งถูกกระทบกระทั่งหรือมีส่วนได้เสียในคดีแต่ประการใด  ดังนั้น  จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามมาตรา  223  (ฎ. 1254/2547)

สรุป  จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

 

ข้อ  3  (ก)  คำว่า  ยึด  ตาม  ป.วิ.แพ่ง  หมายความว่าอย่างไร  จงอธิบายพอสังเขป

(ข)  โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่งระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  โจทก์สืบทราบว่าจำเลยลักลอบนำทองแท่งหนีภาษีเข้ามาในประเทศ  ถูกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจับกุมจำเลยพร้อมของกลางเก็บไว้  เพื่อเป็นหลักฐานจะดำเนินคดีตามกฎหมาย  และจะขอให้ศาลริบของกลางต่อไป  ดังนี้  โจทก์จะขอให้ศาลยึดทองแท่งนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  254  ในคดีอื่นๆ  นอกจากคดีมโนสาเร่  โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว  ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา  รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

(ก)  อธิบาย  คำว่า  ยึด  หมายถึง  การที่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ไปกระทำการยึดทรัพย์สิน  และทรัพย์สินหรือเงินที่ยึดจะต้องเป็นกรรรมสิทธิ์ของจำเลย  ฎ. 481/2541)  และจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใดไม่สำคัญ  เช่น  จำเลยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองประกันเงินกู้ไว้กับธนาคาร  กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของจำเลย  แม้ที่ดินจะติดจำนองอยู่  โจทก์ก็นำยึดได้  แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า  ที่ดินเป็นของจำเลยแต่นำไปขายฝากกับบุคคลภายนอกไว้  โดยหลักกฎหมายเกี่ยวกับขายฝาก  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่วันทำสัญญา  (ป.พ.พ.  มาตรา  491)  เมื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ใช่ของจำเลย  โจทก์จึงยึดไม่ได้

(ข)  วินิจฉัย  โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทองแท่งนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทองแท่ง  ถือเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างศาลพิจารณาก่อนพิพากษา  ตามมาตรา  254(1)  เมื่อได้ความว่า  ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ริบทองแท่งหนีภาษีนี้ก็ยังถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย  ดังนั้นโจทก์ก็ชอบจะให้ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาได้  ตามมาตรา  254(1)  (ฎ. 1533/2525)

สรุป  โจทก์ชอบจะขอให้ศาลมีคำสั่งริบทองแท่งดังกล่าวได้

 

ข้อ  4  บริษัทเอ  เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายบี  คดีถึงที่สุดแล้วนายบีไม่ชำระหนี้  บริษัทเอได้ขอให้ยึดทรัพย์สินของนายบีเพื่อขายทอดตลาด  ก่อนถึงวันนัดขายทอดตลาด  บริษัทซีได้ร้องขอเข้ามาในคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทเอ  บริษัทเอไม่มีทรัพย์สินใดๆ  ที่จะบังคับคดีเอาชำระหนี้ได้นอกจากสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินนายบี  บริษัทซีของสวมสิทธิของบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้ของตน  ดังนี้  บริษัทซีจะดำเนินการเช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

วินิจฉัย

บริษัทซีผู้ร้องจะขอสวมสิทธิบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้หรือไม่  เห็นว่า  โดยหลักแล้ว  ผู้ที่จะมีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ตามมาตรา  271  กำหนด ให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความ  หรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี  หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ว่า  บริษัทซีผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทเอ  ประสงค์จะขอสวมสิทธิของบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตน  เช่นนี้  บริษัทซีผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี  (ฎ. 8325/2544)  ดังนั้น  จึงไม่อาจสวมสิทธิบริษัทเอเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้  ทั้งกรณีดังกล่าวนี้  ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจบริษัทซีเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีได้แต่ประการใด  (เทียบ  ฎ. 7567/2547)

สรุป  บริษัทซีไม่อาจสวมสิทธิของบริษัทเอเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ 1.    ในคดีแพ่ง จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้โดยตกลงจะชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความร้อยละ 50  ของจำนวนหนี้ ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 5 สัปดาห์นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ตกลงและศาลได้พิพากษาตามยอม หลังจากนั้นจำเลยรีบเร่งขายทรัพย์สินของจำเลย เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระตามข้อตกลง โจทก์จึงทราบว่าถูกจำเลยวางแผนหลอกให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์ขอเพิกถอนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างเนื้อหา ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229  แล้วอธิบายแสดงความเข้าใจในหลักกฎหมายดังกล่าวพอสังเขป  แล้ววินิจฉัยว่าการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการภายใน 1 เดือน  นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา 5 สัปดาห์  โจทก์จึงทราบความจริงว่าถูกจำเลยฉ้อฉล ระยะเวลาได้ล่วงเลย 1 เดือนนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิอุทธรณ์

ข้อ 2.       โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ  ขอศาลบังคับจำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมค่าเสียหาย 5 ล้านบาท  หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถยนต์และค่าเสียหาย 10 ล้านบาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อเกิดจากเจตนาลวง ความจริงจำเลยนำที่ดินตีราคาซื้อรถพิพาทจากโจทก์เป็นการชำระราคาครบถ้วนแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก  ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์  จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ตีราคาที่ดินชำระหนี้แล้ว  คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง  ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างเนื้อหา ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 แล้วอธิบายแสดงความเข้าใจในหลักกฎหมายดังกล่าวพอสังเขป แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ทุกประเด็น  แม้เรื่องอำนาจฟ้องนั้นจำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้นซึ่งปกติประเด็นใดที่ไม่ได้ต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้น  จะยกขึ้นอุทธรณ์ไม่ได้  แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ  จึงอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 225 วรรคสอง

ข้อ 3.       โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินไว้กับจำเลย ต่อมาโจทก์นำสินไถ่จำนวนเงิน 100 ล้านบาทมาขอไถ่ที่ดินคืน จำเลยกลับบิดพลิ้วไม่ยอมรับการไถ่ถอน ขอให้ศาลบังคับจำเลย ให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากให้โจทก์  จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ใช้สิทธิไถ่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิไถ่  ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์  ในระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า ที่ดินที่พิพาทมีรายได้ มีค่าเช่า และผลประโยชน์รวมกันประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท  และจำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์ไปแต่ฝ่ายเดียว  หากโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี  โจทก์จะได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาทมาวางศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาจำเลยได้รับสำเนาแล้วมาแถลงคัดค้าน ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์จำเลยได้ข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์

ดังนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาทมาวางศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  มาตรา 264

การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่ขายฝากมาวางศาลเป็นคำขอวิธีการชั่วคราวตามมาตรา 264  ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตได้ต่อเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทให้ได้รับการคุ้มครองไว้ก่อนพิพากษา แต่ที่ดินที่ขายฝากยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่  จำเลยย่อมมีสิทธิในดอกผลและผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่ขายฝาก  โจทก์หามีสิทธิได้ไม่  โจทก์ไม่ได้เสียหายอะไร โจทก์ไม่มีอะไรให้คุ้มครอง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์

ข้อ 4.       ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ให้จำเลยไป    จดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้โจทก์ฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้โจทก์ถือ    คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่อีก 10 ล้านบาทมาชำระให้จำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่าง จำเลยฎีกา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลล่าง โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยนำคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี  และศาลชั้นต้นไม่ได้ออกคำบังคับแก่โจทก์

ดังนี้ จำเลยมาถามท่านว่า จำเลยจะขอให้ศาลออกคำบังคับแก่โจทก์ ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่ 10 ล้านบาทมาชำระให้จำเลยได้หรือไม่  ท่านจะให้คำตอบแก่จำเลยอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย มาตรา 271 (7 คะแนน)

ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีก็เพียงแต่มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  ศาลฎีกาหาได้บังคับโจทก์ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่มาชำระให้จำเลยไม่  เมื่อศาลฎีกามิได้บังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติ จำเลยจะร้องขอให้บังคับให้โจทก์ปฏิบัติไม่ได้ จำเลยไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 271  จำเลยจะร้องขอให้ศาลออกคำบังคับแก่โจทก์ไม่ได้

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3007 (LA 307),(LW 307) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ 1   ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ได้ร้องขอบังคับคดี ให้ยึดที่ดินของจำเลยที่อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดชลบุรี ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลจังหวัดชลบุรีบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย  ต่อมาจำเลยได้ร้องขอให้ศาลจังหวัดชลบุรีเพิกถอนการขายทอดตลาด จำเลยอ้างว่าการขายได้ราคาต่ำกว่าราคาจริงมาก  การขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัดชลบุรีไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย  จำเลยอุทธรณ์โดยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ศาลจังหวัดชลบุรีตรวจฟ้องอุทธรณ์แล้วสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลจังหวัดชลบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างหลัก ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 ครบถ้วน (10 คะแนน)

ศาลจังหวัดชลบุรีได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน จึงมีอำนาจสั่งไต่สวนเพื่อมีคำสั่งขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ สำหรับการยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเมื่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นศาลที่ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลย ๆ ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรีได้ (นัย ฏ.1354/2550) คำสั่งรับอุทธรณ์จำเลยของศาลจังหวัดชลบุรีชอบด้วยกฎหมาย (15 คะแนน)

 

ข้อ 2      โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ราคา 100,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 100,000 บาท จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นจากเจตนาลวง ความจริงจำเลยซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์และชำระราคาครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อแต่ราคาสูงเกินไป จึงพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์หรือให้ใช้ราคา 50,000 บาท

(ก)  จำเลยอุทธรณ์ว่า ลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม
(ข)  โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ให้จำเลยใช้แทนต่ำเกินไป สมควรกำหนดให้ 100,000 บาทตามฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยโจทก์ในแต่ละกรณี ดังกล่าวหรือไม่

ธงคำตอบ(ก)  จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเกิดจากการแสดงเจตนาลวงเท่ากับจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจริง แต่อ้างว่าสัญญาซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อและเป็นลายมือชื่อปลอม อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง

(ข)  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือให้ใช้ราคา 50,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อต่ำเกินไป สมควรกำหนดให้ 100,000 บาท ตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดราคาทรัพย์สินพิพาทของศาลชั้นต้นจากราคา 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท    อันเป็นข้อเท็จจริง และถือว่าเป็นอุทธรณ์ในคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว (10 คะแนน)

ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ในแต่ละกรณีดังกล่าวมิได้

 

ข้อ 3       โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงิน 10 ล้านบาทฐานกระทำผิดสัญญา จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญา ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญา และมี     คำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  ต่อมาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์  จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่า โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน 5 แสนบาทต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม  ศาลให้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ โจทก์ไม่แถลงคัดค้าน  ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่คัดค้านและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลตามคำร้องของจำเลย

ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน และคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   มาตรา 253 วรรค 2 และมาตรา 253 ทวิ

การที่จำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม เป็นคำขอวิธีการชั่วคราวตามมาตรา 253 ทวิ ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาเป็นศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน และกรณีนี้จะนำมาตรา 253 ทวิ วรรค 2 มาใช้ไม่ได้

                ในกรณีศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน ศาลจะต้องทำการไต่สวนก่อน ให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 253 วรรค 2 ประกอบมาตรา 253 ทวิ วรรค 3 แต่ศาลหาได้ทำการไต่สวนไม่ คำสั่งของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตรา 253 วรรค 2

 

ข้อ 4     ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคา 500,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท แต่จะขอให้จำเลยใช้ราคา 500,000 บาท แทนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท จำเลยแถลงคัดค้านว่าหากจำเลยจะใช้ราคา ก็จะขอใช้ราคาตามราคาในปัจจุบันเพียง 200,000 บาท

ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์หรือไม่

ธงคำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายแพ้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น      โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (5 คะแนน)

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินพิพาทหรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคา 500,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา กล่าวคือ เมื่อจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกที่ต้องโอนที่ดินพาทให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ ทั้งนี้ เพราะการบังคับตามคำพิพากษาต้องอาศัยตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใด โดยจำเลยมิได้ตกลงยินยอมด้วยมิได้ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์หาได้ไม่ (15 คะแนน)