LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายดำกับนางแดงเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  มีบุตรชายหนึ่งคน  คือ  นายเอ  โดยนายดำได้เลี้ยงดูนายเอเป็นอย่างดี  และให้ใช้นามสกุลของตน  พร้อมกับส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือจนกลายเป็นนักเขียนนามปากกาทอง  นายเอมีนางบีเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  มีบุตรหนึ่งคนคือ  เด็กหญิงเค  นายเอได้ไปทำสัญญาเช่าบ้านของนายเขียวอยู่อาศัย  โดยการเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเวลา  3  ปี  และได้นำครอบครัวไปอาศัยอยู่ด้วย  เนื่องจากนายเอเป็นนักเขียน  จึงได้มีสำนักพิมพ์ดอกเห็ด  มาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย  เรื่อง  สะใภ้ลูกทุ่งจากนายเอ  โดยสำนักพิมพ์ดอกเห็ดตกลงให้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  ต่อมานายเอตายลงเพราะตรากตรำทำงานหนักเกินไป

จงวินิจฉัยว่า  สิทธิตามสัญญาเช่าบ้านและสิทธิในลิขสิทธิ์ของนายเอจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทอย่างไรหรือไม่  ถ้าเป็นมรดก  ทายาทแต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งหรือได้รับสิทธิอย่างไรบ้าง  โดยใช้หลักกฎหมายประกอบการวินิจฉัย

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ทรัพย์สิน  หมายความรวมทั้งทรัพย์  และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1599  เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท  ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา  1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย  ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ  เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1630  ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่  หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  ทายาทที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี  และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่  ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

วินิจฉัย

สิทธิตามสัญญาเช่าบ้านของนายเอ  ซึ่งเป็นผู้เช่านั้น  ตามกฎหมายถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า  ตามมาตรา  544  สิทธิตามสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อผู้เช่าตายไม่เป็นมรดกที่จะตกทอดแก่ทายาท  (ฎ. 1008/2537)

ส่วนสิทธิในลิขสิทธิ์  ได้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  ถือว่าเป็นสิทธิในทรัพย์สินอย่างหนึ่งทั้งกฎหมายก็บัญญัติให้สิทธิดังกล่าวนี้โอนให้แก่กันได้โดยทางมรดก จึงถือเป็นมรดก  ตามนัยบทบัญญัติมาตรา  1600  ประกอบมาตรา  138  ตกทอดแก่ทายาทของนายเอ  ตามมาตรา  1599  ดังนี้คือ

1       เด็กหญิงเค  ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  มีฐานะเป็นผู้สืบสันดาน  ตามมาตรา  1629(1)  จึงมีสิทธิรับมรดก

2       นางแดงเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  เพราะมารดาย่อมเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรเสมอ  ตามมาตรา  1546  จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(2)  แม้นางแดงจะเป็นทายาทในลำดับถัดลงไป  แต่ทางกฎหมายก็บัญญัติให้บิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิรับมรดกโดยได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร  ตามมาตรา  1630  วรรคสอง

ส่วนนายดำเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  เพราะนายดำกับนางแดงมิได้จดทะเบียนสมรสกัน  จึงไม่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(2)  แม้นายดำจะรับรองว่านายเอเป็นบุตรโดยพฤติการณ์ด้วยการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี  ให้ใช้นามสกุลและส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ  ตามมาตรา  1627  แต่ผลของการรับรองดังกล่าว  กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  มีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น  หาได้บัญญัติให้ถือว่าบิดาที่รับรองนั้นเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่

 (ฎ. 525/2510)  นายดำจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเอ

3       นางบี  ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส  ตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  โดยมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร 

ดังนั้นสิทธิในลิขสิทธิ์ได้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทั้ง  3  คน  คือ  เด็กหญิงเค  นางแดง  และนางบี  โดยได้รับคนละ  2  หมื่นบาทต่อปี  ตามมาตรา  1633

สรุป  สิทธิในลิขสิทธิ์เป็นมรดก  และเด็กหญิงเค  นางแดง  และนางบี  มีสิทธิได้รับมรดกคนละ  2  หมื่นบาท

 

ข้อ  2  นายดอกอยู่กินกับนางศรีโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกันคือนายฉิ่งและนายฉันท์  ซึ่งนายดอกได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา  โดยนายฉันท์นั้นได้จดทะเบียนรับนายปรีชามาเป็นบุตรบุญธรรม  ต่อมานายดอกได้เลิกกับนางศรีและไปจดทะเบียนสมรสกับนางศิลป์  มีบุตรด้วยกันคือ  นางแย้ม  โดยนางแย้มมีบุตรคือนายยล  ต่อมานายฉิ่งได้ทำพินัยกรรมยกเงิน  50,000  บาท  ให้แก่นายฉันท์  หลังจากนั้นนางศรีและนายฉันท์ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  ต่อมานางแย้มป่วยและถึงแก่ความตาย  หลังจากนั้นนายฉิ่งเกิดหัวใจวายตาย เช่นนี้จงพิจารณาแบ่งมรดกของนายฉิ่งซึ่งยังมีทรัพย์นอกพินัยกรรมเป็นเงินสด  70,000  บาท

ธงคำตอบ

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1604  วรรคแรก  บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา  15  แห่งประมวลกฎหมายนี้  ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

มาตรา  1620  วรรคแรก  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้  แต่ไม่มีผลบังคับได้  ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

มาตรา  1634  ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสายหนึ่งๆ  ตามบทบัญญัติในลักษณะ  2  หมวด  4  นั้น  ให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกดังนี้

(3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว  ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1641  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629(2)  หรือ  (5)  ถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้ามีทายาทในลำดับเดียวกันยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ส่วนแบ่งทั้งหมดตกได้แก่ทายาทนั้นเท่านั้น  ห้ามมิให้มีการรับมรดกแทนที่กันต่อไป

มาตรา  1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

มาตรา  1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น  ย่อมตกไป

(1)  เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

มาตรา  1699  ถ้าพินัยกรรม  หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ  ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

จะเห็นได้ว่า  นายดอนอยู่กินกับนางศรีโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  แม้นายดอนจะได้มีพฤติการณ์รับรองนายฉิ่งและนายฉันท์ว่าเป็นบุตรด้วยการแจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา  แต่ผลของการรับรองเช่นนั้นก็หาทำให้นายดอนเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่  (ฎ. 525/2510)  เมื่อนายดอนมิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายฉิ่งเจ้ามรดก  จึงไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(2)

ส่วนในกรณีของนางศรีนั้น  แม้นางศรีจะเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  1546  แต่เมื่อนางศรีได้ถึงแก่ความตายก่อนนายฉิ่งเจ้ามรดก  นางศรีจึงหมดสิทธิในการเป็นทายาท  ตามมาตรา  1604  วรรคแรก  เพราะบุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย  และในกรณีนี้ก็ไม่อาจมีการรับมรดกแทนที่นางศรีได้ตามมาตรา  1641  เพราะนางศรีเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(2)  จึงต้องพิจารณาทายาทโดยธรรมในลำดับถัดไป  ซึ่งจะเห็นได้ว่านายฉิ่งมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  คือ  นายฉันท์  ซึ่งนายฉันท์นั้นได้จดทะเบียนรับนายปรีชาเป็นบุตรบุญธรรม  ดังนี้แม้นายฉันท์จะเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่  3  ตามมาตรา  1629(3)  และเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรม  แต่เมื่อปรากฏว่านายฉันท์ได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกพินัยกรรมที่นายฉิ่งยกเงิน  50,000 บาท  ให้แก่นายฉันท์ย่อมตกไป  ตามมาตรา  1698(1)  จึงต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมของนายฉิ่งต่อไปตามมาตรา  1620  วรรคแรกและมาตรา  1699  และในกรณีนี้นายฉันท์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรม  มิใช่ทายาทโดยธรรม  นายปรีชาจึงไม่อาจรับมรดกแทนที่ในส่วนของพินัยกรรมยกเงิน  50,000  บาทนี้ได้  ตามมาตรา  1642

สำหรับกองมรดกของนายฉิ่งเมื่อรวมเงินสดนอกพินัยกรรมอีก  70,000  บาท  จึงมีทรัพย์มรดกรวมทั้งสิ้น  120,000  บาท  ที่จะแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม

นายฉันท์เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่  3  ตามมาตรา  1629(3)  แต่ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกย่อมหมดสิทธิเป็นทายาทตามมาตรา  1604  วรรคแรก  จึงต้องพิจารณาเรื่องการรับมรดกแทนที่  โดยการรับมรดกแทนที่มีได้แต่เฉพาะผู้สืบสันดานโดยตรง  เมื่อนายปรีชาเป็นบุตรบุญธรรม  จึงมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงหรือผู้สืบสันดานในทางสายโลหิตโดยแท้จริง  อันจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่  ตามมาตรา  1639  ประกอบมาตรา  1643  ได้

(ฎ. 773/2528 (ประชุมใหญ่))  จึงต้องพิจารณาทายาทโดยธรรมในลำดับต่อไป  กล่าวคือ  นางแย้มซึ่งเป็นพี่น้องร่วมแต่บิดาเดียวกัน  ถือเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่  4  ตามมาตรา  1629(4)  แต่เมื่อถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกย่อมหมดสิทธิการเป็นทายาทตามมาตรา  1604  วรรคแรก  จึงต้องพิจารณาเรื่องการรับมรดกแทนที่  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางแย้มมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  1546 คือ  นายยล  ดังนั้นนายยลจึงเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนางแย้ม  มีสิทธิรับมรดกแทนที่นางแย้มได้  ตามมาตรา  1639 ประกอบมาตรา  1643  โดยได้รับส่วนแบ่งมรดกทั้งหมด  120,000  บาท  ไปแต่เพียงผู้เดียว  ตามมาตรา  1634(3)

สรุป  มรดกของนายฉิ่งตกทอดแก่นายยล  บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนางแย้มโดยการรับมรดกแทนที่

 

ข้อ  3  นายเอกมีบุตรชอบด้วยกฎหมายสองคน  คือ  นายโท  และนายตรี  โดยนายตรีได้จดทะเบียนรับเด็กชายโตเป็นบุตรบุญธรรม  นายเอกมีเงินจำนวน  20  ล้านบาท  และที่ดินจำนวน  3  แปลง  นายเอกได้ทำพินัยกรรมยกเงินจำนวน  20  ล้านบาท  ให้กับนายโท  และที่ดินจำนวน  3  แปลง  ให้กับนายตรีก่อนนายเอกตาย  ปรากฏว่า  นายตรีได้ลอบเอาพินัยกรรมของนายเอกมาปลอมเป็นว่านายเอกยกเงินจำนวน  10  ล้านบาท  และที่ดินทั้ง  3  แปลงให้กับตน  ต่อมานายเอกตายและไม่มีทายาทอื่นอีกขอให้ท่านแบ่งมรดกของนายเอก

ธงคำตอบ

มาตรา  1605  ทายาทคนใดยักย้าย  หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น  ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย  แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม  ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง  ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น

มาตรา  1606  บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร  คือ

(5) ผู้ที่ปลอม  ทำลาย  หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

เมื่อนายเอกตาย  นายโทและนายตรีซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนายเอกในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา  1629(1)  โดยได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าๆกัน

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายตรีได้ปลอมพินัยกรรมของนายเอกเกี่ยวกับทรัพย์มรดก  จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกในฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา  1606(5)  ซึ่งมีผลให้นายตรีถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลย  แม้เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมยกที่ดินจำนวน  3  แปลง  อันเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างให้นายตรีก็ตาม  กรณีนี้จะนำบทบัญญัติมาตรา  1605  วรรคสองมาใช้บังคับไม่ได้  เพราะบทมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะการถูกกำจัดเพราะเหตุยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก  ตามมาตรา  1605  วรรคแรกเท่านั้น  อีกทั้งเด็กชายโตซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมก็มิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรง  จึงไม่สามารถรับมรดกแทนที่ได้  ตามมาตรา  1639  มาตรา  1642  และมาตรา  1643  แม้นายตรีจะถูกกำจัดก่อนเจ้ามรดกตายก็ตาม  ดังนั้นทรัพย์มรดกของนายเอกทั้งหมดจึงตกทอดได้แก่นายโททั้งตามพินัยกรรมและในฐานะทายาทโดยธรรม

สรุป  นายโทได้รับมรดกทั้งหมด  คือ  เงินจำนวน  20  ล้านบาท  และที่ดินจำนวน  3  แปลง

 

ข้อ  4  นายเอกและนางแพรเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  มีบุตรด้วยกัน  1  คน  คือนายใหญ่  นายเอกมีน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือนายโท  ต่อมานายเอกและนางแพรได้จดทะเบียนรับนายเล็กหลานชายของนางแพรมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย  นายเล็กจดทะเบียนสมรสกับนางลิน  ทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกัน  1  คน  คือ  ด.ญ.แก้ว  นายเอกขับรถไปต่างจังหวัดกับนายเล็ก  รถยนต์เสียหลักนายเล็กถึงแก่ความตาย  ส่วนนายเอกได้รับบาดเจ็บสาหัส  ในระหว่างที่นายเอกรักษาตัวที่โรงพยาบาล  นายใหญ่หลอกลวงให้นายเอกลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นายใหญ่  ต่อมานายเอกถึงแก่ความตาย  นายเอกมีทรัพย์มรดกทั้งหมด  300,000  บาท  ดังนี้  ให้ท่านแบ่งมรดกของนายเอก

ธงคำตอบ

มาตรา  1606  บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร  คือ

(4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ  หรือเพิกถอน  หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น

มาตรา  1620  วรรคแรก  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้  แต่ไม่มีผลบังคับได้  ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1)  ผู้สืบสันดาน

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1630  ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่  หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  ทายาทที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

มาตรา  1699  ถ้าพินัยกรรม  หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ  ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

การที่นายใหญ่หลอกลวงให้นายเอกลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นายใหญ่นั้น  นายใหญ่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเอกฐานเป็นผู้ไม่สมควร  ตามมาตรา  1606(4)  นายใหญ่จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเอกเลย  จึงต้องนำทรัพย์มรดกไปแบ่งให้กับทายาทโดยธรรมของนายเอกตามมาตรา  1699  ประกอบมาตรา  1620  วรรคแรก

ทายาทโดยธรรมของนายเอกที่มีสิทธิรับมรดก  คือ  นางแพร  คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  และนายเล็กบุตรบุญธรรม  ตามมาตรา  1627  ประกอบมาตรา  1629(1)  ส่วนนายโทเป็นทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(3)  ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับถัดลงมา  นายโทจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเอก  ตามมาตรา  1630  วรรคแรก

อย่างไรก็ตาม  เมื่อนายเล็กตายก่อนนายเอกเจ้ามรดก  ย่อมหมดสิทธิการเป็นทายาทตามมาตรา  1604  วรรคแรก  แต่นายเล็กมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย  คือ  ด.ญ.แก้ว  ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายเล็ก  ด.ญ.แก้วจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นายเล็กได้ตามมาตรา  1639  ประกอบมาตรา  1643  (ฎ. 290/2494)

เมื่อมีผู้รับมรดกแทนที่ทายาท  ตามมาตรา  1629(1)  คู่สมรสจึงมีสิทธิได้รับมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร  ดังนั้นนางแพร และ  ด.ญ.แก้ว  จะได้รับมรดกคนละเท่าๆกัน  คือ  คนละ  150,000  บาทตามมาตรา  1635(1)

สรุป  มรดกของนายเอก  300,000  บาท  ตกทอดแก่นางแพรและ  ด.ญ.แก้ว  คนละ  150,000  บาท   

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายดำกับนางแดงเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  บุตรชายคนหนึ่ง  คือ  นายเอ  โดยนายดำได้เลี้ยงดูนายเอเป็นอย่างดี  และให้ใช้นามสกุลของตน  พร้อมกับส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือจนกลายเป็นนักเขียนนามปากกาทอง  นายเอมีนางบีเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรหนึ่งคนคือ  เด็กหญิงเค  นายเอได้ไปทำสัญญาเช่าบ้านของนายเขียวอยู่อาศัย  โดยการเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเวลา  3  ปี  และได้นำครอบครัวไปอาศัยอยู่ด้วย  เนื่องจากนายเอเป็นนักเขียน  จึงได้มีสำนักพิมพ์ดอกท้อ  มาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย  เรื่อง  สะใภ้ผู้ดีจากนายเอ  โดยสำนักพิมพ์ดอกท้อตกลงให้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  ต่อมานายเอตายลงเพราะตรากตรำทำงานหนักเกินไป

จงวินิจฉัยว่า  สิทธิตามสัญญาเช่าบ้านและสิทธิในลิขสิทธิ์ของนายเอจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทอย่างไรหรือไม่  ถ้าเป็นมรดก  ทายาทแต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งหรือได้รับสิทธิอย่างไรบ้าง  โดยใช้หลักกฎหมายประกอบการวินิจฉัย

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ทรัพย์สิน  หมายความรวมทั้งทรัพย์  และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1599  เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท  ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา  1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย  ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ  เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1630  ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่  หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  ทายาทที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี  และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่  ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

วินิจฉัย

เมื่อเจ้ามรดกตายลง  มรดกที่จะตกแก่ทายาท  ตามมาตรา  1600  ได้แก่ทรัพย์สิน  สิทธิ  หน้าที่  และความรับผิดต่างๆ  ซึ่งมิใช่เป็นการเฉพาะตัวโดยสภาพหรือโดยกฎหมาย  สิทธิตามสัญญาเช่าบ้านของนายเอ  ซึ่งเป็นผู้เช่านั้น  ตามกฎหมายถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า  ตามมาตรา  544  สิทธิตามสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อผู้เช่าตาย  ไม่เป็นมรดกที่จะตกทอดแก่ทายาท  (ฎ. 1008/2537)

ส่วนสิทธิในลิขสิทธิ์  ได้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  ถือว่าเป็นสิทธิในทรัพย์สินอย่างหนึ่งทั้งกฎหมายก็บัญญัติให้สิทธิดังกล่าวนี้โอนให้แก่กันได้โดยทางมรดกไม่เป็นการเฉพาะตัว  จึงถือเป็นมรดก  ตามนัยบทบัญญัติมาตรา  1600  ประกอบมาตรา  138  ตกทอดแก่ทายาทของนายเอ  ตามมาตรา  1599  ดังนี้คือ

1       เด็กหญิงเค  ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  มีฐานะเป็นผู้สืบสันดาน  ตามมาตรา  1629(1)  จึงมีสิทธิรับมรดก

2       นางแดงเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  เพราะมารดาย่อมเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรเสมอ  ตามมาตรา  1546  จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(2)  แม้นางแดงจะเป็นทายาทในลำดับถัดลงไป  แต่ทางกฎหมายก็บัญญัติให้บิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิรับมรดกโดยได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร  ตามมาตรา  1630  วรรคสอง

ส่วนนายดำเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอ  เพราะนายดำกับนางแดงมิได้จดทะเบียนสมรสกัน  จึงไม่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1629(2)  แม้นายดำจะรับรองว่านายเอเป็นบุตรโดยพฤติการณ์ด้วยการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี  ให้ใช้นามสกุลและส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ  ตามมาตรา  1627  แต่ผลของการรับรองดังกล่าว  กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  มีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น  หาได้บัญญัติให้ถือว่าบิดาที่รับรองนั้นเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่  (ฎ. 525/2510)  นายดำจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเอ

3       นางบี  ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส  ตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  โดยมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร  ตามมาตรา  1635(1)

ดังนั้น  สิทธิในลิบสิทธิ์ได้ค่าตอบแทนปีละ  6  หมื่นบาท  เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทั้ง  3  คน  คือเด็กหญิงเค  นางแดง  และนางบี  โดยได้รับคนละ  2  หมื่นบาทต่อปี  ตามมาตรา  1633  ส่วนสิทธิตามสัญญาเช่าบ้านไม่เป็นมรดก

สรุป  สิทธิในลิขสิทธิ์เป็นมรดก  และเด็กหญิงเค  นางแดง  และนางบี  มีสิทธิได้รับมรดกคนละ  2  หมื่นบาทต่อปี  ส่วนสิทธิตามสัญญาเช่าบ้านไม่เป็นมรดก

 

ข้อ  2  เอกกับโทเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  มีบุตรด้วยกัน  3 คน  คือ  หนึ่ง  สอง  และสาม  ต่อมาเอกกับโทเดินทางไปต่างจังหวัดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลงทั้งคู่  ตรีซึ่งเป็นน้องสาวของโทและเป็นน้าจึงได้นำสามไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย หนึ่งไปบวชเป็นสามเณรอยู่วัดท่าเตียนก่อนบวชหนึ่งได้เช่าซื้อรถยนต์ไว้  1  คัน  ราคา  5  แสนบาท  กับบริษัทโตโยต้า  สาขาบางเขน โดยชำระราคาค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว  แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากไม่มีเวลา  หลังจากบวชแล้วจึงได้ไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อตน  ต่อมามีญาติโยมนำเงินมาถวายอีก  1  แสนบาท  พออายุได้  25  ปี  สามเณรหนึ่งจึงได้ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุและจำพรรษาอยู่วัดนี้เรื่อยมา  และมีญาติโยมศรัทธาถวายสิ่งของหลายอย่างได้แก่  โทรทัศน์สี  1  เครื่อง  ราคา 5  หมื่นบาท  โทรศัพท์มือถือ  1  เครื่อง  ราคา  2  หมื่นบาท  เงินสดอีกจำนวน  5  หมื่นบาท  ซึ่งทรัพย์สินทุกอย่างพระหนึ่งได้นำมาเก็บรวบรวมไว้ที่วัดท่าเตียนทั้งหมด  ต่อมาพระหนึ่งได้มรณภาพลงด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน  โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆไว้เลย  จงวินิจฉัยว่า  ทรัพย์สินของพระหนึ่งจะตกทอดแก่ใครบ้าง 

ธงคำตอบ

มาตรา  1598/28  บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น  แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา  ในกรณีเช่นนี้  ให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว

ในนำบทบัญญัติในลักษณะ  2  หมวด  2  แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา  1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น  เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น  เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

มาตรา  1624 ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่  และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น  หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้

มาตรา  1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) ลุง  ป้า  น้า  อา

มาตรา  1630  วรรคแรก  ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียวทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

วินิจฉัย

ในขณะมรณภาพ  พระภิกษุหนึ่งเจ้ามรดกมีน้องชาย  2  คน  และน้า  1  คน  ทั้งหมดถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมของพระภิกษุหนึ่ง  ตามมาตรา  1629(3)  และ  (6)  สามนั้นแม้ตรีซึ่งเป็นน้าจะนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว  แต่ก็ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา  ตามมาตรา  1598/28  จึงมีสิทธิรับมรดกได้  กรณีนี้เฉพาะสองและสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่  3 ตามมาตรา  1629(3)  เท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดกของพระภิกษุหนึ่ง  เพราะเป็นทายาทในลำดับก่อน  ส่วนตรีซึ่งเป็นน้าสาว  เป็นทายาทในลำดับถัดลงไป  ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของพระภิกษุหนึ่งเลย  ตามมาตรา  1630  วรรคแรก

สำหรับในเรื่องมรดกของพระภิกษุ  จากบทบัญญัติตามมาตรา  1624  ที่กำหนดว่า  ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติวัดไม่…เห็นว่า  พรภิกษุ  ตามนัยของบทบัญญัติใน  ป.พ.พ.  ได้แก่พระภิกษุที่ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาเท่านั้น  ไม่หมายความรวมถึงสามเณร  แม่ชี  นักพรต  หรือนักบวชในศาสนาอื่นด้วย

ดังนั้น  แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า  ก่อนบวชหนึ่งได้เช่าซื้อรถยนต์ไว้  1  คัน  ราคา  5  แสนบาท  โดยชำระเงินครบถ้วนแล้ว  แม้จะได้โอนใส่ชื่อทางทะเบียนในขณะที่บวชเป็นสามเณรก็ตาม  ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  รวมทั้งเงินสด  1  แสนบาทที่มีผู้นำมาถวายในขณะนั้นด้วย  จึงตกทอดเป็นมรดกแก่สองและสาม  ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของพระภิกษุหนึ่ง  ตามมาตรา  1624  ประกอบมาตรา  1629(3)  ซึ่งทั้งสองคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าๆกัน  ตามมาตรา  1633

ส่วนโทรทัศน์สี  โทรศัพท์มือถือ  และเงินสดอีก  5  หมื่นบาท  ซึ่งญาติโยมนำมาถวายให้แก่พระภิกษุหนึ่งในขณะที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว  เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอุปสมบท  จึงต้องตกเป็นสมบัติของวัดท่าเตียน  ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุหนึ่งในขณะที่ถึงแก่มรณภาพ  เพราะไม่ได้มีการจำหน่ายไปในระหว่างที่มีชีวิตอยู่  ตามมาตรา  1623

สรุป  รถยนต์ราคา  5  แสนบาทและเงินสด  1  แสนบาท  ตกทอดแก่สองและสาม  คนละเท่าๆกัน  คือคนละ  3  แสนบาท  ส่วนโทรทัศน์สี โทรศัพท์มือถือ  และเงินสดอีก  5  หมื่นบาทที่ได้มาขณะอุปสมบทเป็นพระภิกษุตกเป็นสมบัติของวัดท่าเตียน

 

ข้อ  3  นายเก่งรับนายหนึ่งมาเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย  ในขณะที่เขาเองก็ยังมีบุตรสาวที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่  2  คน  คือ  น.ส.เอ  และ  น.ส.บี  แต่ทั้งสองมีคนมีความประพฤติไม่ดี  และชอบเที่ยวเตร่กลางคืนโดยไม่ยอมฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจากบิดา  นายเก่งจึงได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนจำนวน  3  ล้านบาทให้แก่นายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว  นายหนึ่งมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายคือนายสอง  มีบุตรด้วยกัน  1  คน  คือ  ด.ญ.จอย  ต่อมานายเก่งป่วยเป็นโรคหัวใจวายตาย  หลังจากนายเก่งตายลง  นายหนึ่งเสียใจมากและไม่อยากรับมรดกแต่เพียงคนเดียว  เขาจึงได้สละมรดกตามพินัยกรรมโดยทำเป็นหนังสือและมอบไว้กับผู้อำนวยการเขตพระโขนง  กรุงเทพฯ  จงวินิจฉัยว่ามรดกของนายเก่งจำนวน  3  ล้านบาท  จะตกทอดแก่ใครบ้าง

ธงคำตอบ

มาตรา  1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

(1) โดยพินัยกรรม

แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว  ให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก

มาตรา  1612  การสละมรดกนั้น  ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา  1615  วรรคแรก  การที่ทายาทสละมรดกนั้น  มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดก

มาตรา  1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก  ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

มาตรา  1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้  หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก  ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ  แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

มาตรา  1620  วรรคแรก  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้  แต่ไม่มีผลบังคับได้  ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น  ย่อมตกไป

(3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

มาตรา  1699  ถ้าพินัยกรรม  หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ  ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

นายเก่งเจ้ามรดกตายลง  โดยได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว  ย่อมถือว่า  น.ส.เอ  และ  น.ส.บี  ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยปริยาย  ตามมาตรา  1608  วรรคสอง  แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายหนึ่งได้สละมรดกตามพินัยกรรมหลังเจ้ามรดกตาย  โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่  ตามมาตรา  1612  จึงเป็นการสละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย  ด.ญ.จอย  แม้จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่งอันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานก็จะเข้าสืบมรดกที่นายหนึ่งได้สละแล้วไม่ได้ตามมาตรา  1617

อนึ่งการสละมรดกของนายหนึ่งกรณีนี้เป็นเหตุให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมตกไปและทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมนั้นกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกต่อไป  ตามมาตรา  1698(3)  มาตรา  1699  มาตรา  1620  วรรคแรก  และมาตรา  1615  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  1618  ดังนั้น  ทรัพย์ตามพินัยกรรมจำนวน  3  ล้านบาท  จึงต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมของนายเก่งต่อไป

น.ส.เอ  และ  น.ส.บี  แม้จะถูกตัดมิให้รับมรดกโดยปริยายตามพินัยกรรม  แต่เมื่อพินัยกรรมตกเป็นอันไร้ผล  เนื่องจากผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม  ตามมาตรา  1698(3)  ทั้งสองคนจึงยังมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอยู่

ส่วนนายหนึ่ง  แม้จะได้สละมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรม  แต่ก็ยังมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมได้  ตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1627

สำหรับนางสองนั้นเป็นบุตรสะใภ้ของนายหนึ่ง  มิใช่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายของนายหนึ่งตามบทบัญญัติมาตรา  1629  จึงไม่มีสิทธิรับมรดกใดๆเลย

ดังนั้น  มรดกของนายเก่งจำนวน  3  ล้านบาท  จึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม  คือนายหนึ่ง  น.ส.เอ  และ  น.ส.บี  คนละ  1  ล้านบาท ตามมาตรา  1629(1)  และมาตรา  1633

สรุป  มรดกของนายเก่งจำนวน  3  ล้านบาท  ตกทอดได้แก่  นายหนึ่ง  น.ส.เอ  และ  น.ส.บี  คนละ  1  ล้านบาท  ตามมาตรา  1629(1)  และมาตรา  1633

 

ข้อ  4  นายหนึ่งและนายสองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอและนางบี  ทั้งคู่ไม่มีบุตรสาวจึงได้ไปขอนางสาวดีมาเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย  นางสาวดีมีสามีที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรสาวชื่อเด็กหญิงทอง  นายหนึ่งทำตัวเป็นนักเลงการพนันและชอบเที่ยวเตร่ไม่รู้จักทำมาหากินจนนายเอบิดาไม่พอใจ  เขาจึงได้ทำพินัยกรรมตัดนายหนึ่งมิให้รับมรดกใดๆของตนทั้งสิ้น  พอนางบีมารดาทราบจึงได้ว่ากล่าวตักเตือนให้นายหนึ่งเลิกพฤติกรรมต่างๆที่ไม่ดีเสีย  ต่อมานายหนึ่งก็ประพฤติตนเป็นคนดี  นายเอจึงได้ทำหนังสือถอนการตัดนายหนึ่งมิให้รับมรดกของตน  มอบไว้แก่ผู้อำนวยการเขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  หลังจากนั้นไม่นานนางสาวดีก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตนายเอเสียใจมากจึงล้มป่วยลงเป็นโรคหัวใจวายตายในเวลาต่อมา  นายเอตายลงมีเงินสดฝากอยู่ในธนาคาร  120,000  บาท  (หนึ่งแสนสองหมื่นบาท)  จงวินิจฉัยว่า  มรดกของนายเอจะตกทอดแก่ใครบ้าง

ธงคำตอบ

มาตรา  1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

(1) โดยพินัยกรรม

มาตรา  1609  การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้นจะถอนเสียก็ได้  ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม  จะถอนเสียก็ได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น  แต่ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่  การถอนการตัดจะทำโดยพินัยกรรมหรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี  และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่  ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

นายเอตายลงโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้  เงินสดที่ฝากอยู่ในธนาคารจำนวน  120,000  บาท  ย่อมเป็นมรดกตามมาตรา  1600  โดยหลักแล้วย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม  ตามมาตรา  1599  ซึ่งได้แก่

1       นายหนึ่ง  และนายสอง  ซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้สืบสันดาน  ตามมาตรา  1629(1)

2       นางสาวดีบุตรบุญธรรม  ในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1627

3       นางบีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  1629  วรรคท้าย

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายเอได้ทำพินัยกรรมตัดนายหนึ่งมิให้รับมรดกใดๆ  ของตนทั้งสิ้นโดยทำเป็นพินัยกรรมนั้น  จึงทำให้นายหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกโดยชัดแจ้ง  ตามมาตรา  1608(1)  แม้ต่อมานายเอจะถอนการตัดนายหนึ่งมิให้รับมรดก  โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้อำนวยการเขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  นั้นก็ไม่มีผลตามกฎหมาย  เพราะว่าถ้าเจ้ามรดกตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกโดยพินัยกรรม  การถอนการตัดดังกล่าวจะต้องถอนโดยพินัยกรรมเท่านั้น  จะถอนโดยการทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้  ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา  1609  ดังนั้นนายหนึ่งจึงยังคงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของนายเออยู่เช่นเดิม

ส่วนนางสาวดีนั้นได้ถึงแก่ความตายก่อนนายเอเจ้ามรดก  ย่อมไม่อาจรับมรดกของนายเอได้  (มาตรา  1604)  แต่เมื่อนางสาวดีเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่  1  ตามมาตรา  1629(1)  และมี  ด.ญ.ทอง  เป็นผู้สืบสันดานที่สืบสายโลหิตโดยตรง  ดังนั้น  ด.ญ.ทอง  ผู้สืบสันดานโดยตรงของนางสาวดีจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางสาวดีมารดาได้ตามมาตรา  1639  และมาตรา  1642  ประกอบมาตรา  1643

ดังนั้น  มรดกของนายเอจำนวน  120,000  บาท  จึงตกทอดแก่นายสอง  ด.ญ.ทอง  และนางบี  คนละส่วนเท่าๆกัน  โดยได้รับส่วนแบ่งคนละ  40,000  บาท  ตามมาตรา  1629  และมาตรา  1633  ประกอบมาตรา  1635(1)

สรุป  มรดกของนายเอตกทอดแก่นายสอง  ด.ญ.ทอง  และนางบี  คนละ  40,000  บาท 

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายจันทร์อยู่กินกับนางมีนาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกันคือนางเดือนและนางดาว  ซึ่งนายจันทร์ให้การอุปการะเลี้ยงดูอย่างดี  ต่อมานางเดือนอยู่กินกับนายธันวาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกันคือ  นายผจญ  ต่อมานางเดือนและนายธันวาแยกทางกันและนางเดือนไม่ยอมคืนดีด้วย  ต่อมานางเดือนทำพินัยกรรมยกเงินสด  200,000  บาท  ให้นางดาว  ทำให้นายผจญไม่พอใจที่นางเดือนไม่ยอมคืนดีกับนายธันวาและยังทำพินัยกรรมยกเงินให้นางดาว  นายผจญจึงลงมือฆ่านางเดือน  นายผจญถูกจับและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกนายผจญฐานเจตนาฆ่านางเดือน  หลังจากนั้นนางมีนาถึงแก่ความตายโดยมีเงินสดในธนาคารอีก  300,000  บาท  เช่นนี้  จงแบ่งมรดกของนางมีนา

ธงคำตอบ

มาตรา  1457  การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1606  บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร  คือ

(1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ  หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา  1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้น  ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

นางมีนามีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายคือ  นางเดือนและนางดาวตามมาตรา  1546  ส่วนนางจันทร์อยู่กินกับนางมีนาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามมาตรา  1457  จึงเป็นคู่สมรสที่มิชอบด้วยกฎหมาย  ไม่มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  ดังนั้น  ผู้มีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของนางมีนาคือ  นางเดือนและนางดาวซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานของนางมีนาเจ้ามรดกตามมาตรา  1629(1)  และมาตรา  1546  และเมื่อเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันจึงชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกเท่ากัน  คือ  คนละ  150,000  บาทตามมาตรา  1633

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อนางเดือนทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(1)  นั้นได้ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก  โดยหลักแล้วในกรณีเช่นนี้บทบัญญัติมาตรา  1639  ประกอบมาตรา  1642  และมาตรา  1643  ให้สิทธิผู้สืบสันดานโดยตรงของบุคคลดังกล่าวเข้ารับมรดกแทนที่กันได้  แต่ถ้าไม่มีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ได้จนหมดสาย  ดังนั้นเมื่อนางเดือนได้ถึงแก่ความตายก่อนนางมีนาเจ้ามรดก  โดยหลักแล้วนายผจญบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางเดือนตามมาตรา  1546  ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง  ย่อมมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นางเดือนเพื่อรับมรดกของนางมีนาได้

แต่เมื่อกรณีนี้นายผจญซึ่งจะเป็นผู้เข้ารับมรดกแทนที่นางเดือนเพื่อรับมรดกของนางมีนาได้เจตนาฆ่านางเดือนมารดา  ซึ่งต่อมาถูกจับและศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกฐานเจตนาฆ่านางเดือนแล้ว  เช่นนี้  การกระทำของนายผจญจึงเป็นการฆ่าผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนตนให้ถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  จึงต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา  1606(1)  และไม่มีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดกตามมาตรา  1644  ย่อมทำให้นายผจญเสียสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นางเดือนเพื่อรับมรดกของนางมีนา  ดังนั้นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางมีนาจึงมีเพียงคนเดียวคือนางดาวตามมาตรา  1633  โดยมีสิทธิได้รับมรดก  300,000  บาท  แต่เพียงผู้เดียว

สรุป  มรดกทั้งหมด  300,000  บาท  ของนางมีนาตกทอดแก่นางดาวแต่เพียงผู้เดียว  เนื่องจากนายผจญผู้สืบสันดานโดยตรงของนางเดือนต้องด้วยเหตุเสียสิทธิรับมรดกตามมาตรา  1606(1)  จึงมิอาจเข้ารับมรดกแทนที่ได้

 

ข้อ  2  นายอาทิตย์มีบุตรชอบด้วยกฎหมายสามคน  คือ  นายจันทร์  นายอังคาร  และนายพุธ  ปรากฏว่านายอาทิตย์ได้ทำพินัยกรรมมีข้อความว่า  ตัดเงินให้นายจันทร์ได้รับเพียง  1  ล้านบาท  ส่วนที่เหลือให้นายอังคารและนายพุธคนละส่วนเท่าๆกัน  ต่อมานายอังคารรถยนต์คว่ำตาย  หลังจากนั้นอีกสองเดือนนายอาทิตย์ตายโดยมีมรดกจำนวน  13  ล้านบาท  จงแบ่งมรดกของนายอาทิตย์

ธงคำตอบ

มาตรา  1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

(1) โดยพินัยกรรม

มาตรา  1620  วรรคแรก  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้  แต่ไม่มีผลบังคับได้  ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

มาตรา  1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น  ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

มาตรา  1699  ถ้าพินัยกรรม  หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ  ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

นายจันทร์  นายอังคารและนายพุธเป็นผู้สืบสันดานของนายอาทิตย์จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(1)  ที่มีสิทธิรับมรดกของนายอาทิตย์  เมื่อเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน  การได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกจึงชอบที่จะได้รับการแบ่งมรดกนั้นในจำนวนเท่ากันตามมาตรา  1633

สำกรับการที่นายอาทิตย์ได้ทำพินัยกรรมมีข้อความว่า  ตัดเงินให้นายจันทร์  1  ล้านบาท  ส่วนที่เหลือให้นายอังคารและพุธคนละเท่าๆกัน  เช่นนี้แม้จะได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา  1608(1)  คือได้แสดงเจตนาตัดไว้โดยพินัยกรรมก็ตาม  ก็ไม่ทำให้นายจันทร์เสียสิทธิในการรับมรดกเนื่องจากการตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องเป็นการตัดมิให้ได้รับมรดกใดๆเลย  กรณีนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการตัดนายจันทร์มิให้รับมรดก  นายจันทร์จึงยังมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมจำนวน  1  ล้านบาท  และยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกที่อยู่นอกพินัยกรรมด้วย

ส่วนนายอังคารและนายพุธย่อมมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมคนละ  6  ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม  เมื่อปรากฏว่านายอังคารถึงแก่ความตายก่อนนายอาทิตย์เจ้ามรดก  ดังนั้นมรดกตามพินัยกรรมในส่วนของนายอังคารจำนวน  6  ล้านบาท  จึงเป็นอันตกไปและกลับคืนสู่กองมรดกเป็นทรัพย์สินนอกพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมต่อไปตามมาตรา  1698(1)  ประกอบมาตรา  1699  และมาตรา  1620  วรรคแรก  ซึ่งนายจันทร์และนายพุธนั้น  ต่างมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่  1  ตามมาตรา  1629(1)  จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากันคือ  คนละ  3  ล้านบาทตามมาตรา  1633

สรุป  มรดกของนายอาทิตย์จำนวน  13  ล้านบาทตกทอดแก่นายจันทร์ในฐานะผู้รับพินัยกรรม  1  ล้านบาท  และในฐานะทายาทโดยธรรมอีก  3  ล้านบาทรวมเป็นเงิน  4  ล้านบาท  ส่วนนายพุธได้รับในฐานะผู้รับพินัยกรรม  6 ล้านบาทและในฐานะทายาทโดยธรรมอีก  3  ล้านบาทรวมเป็นเงิน  9  ล้านบาท

 

ข้อ  3  นายหนึ่ง  นายสองและนายสาม  เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอกกับนางโท  ซึ่งทั้งคู่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  นายเอกได้ไปขอนางสาวส้มจีนมาเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความยินยอมของนางโทแล้ว  ต่อมานายสองได้แอบไปมีความสัมพันธ์กับนางสาวส้มจีนจนมีบุตรด้วยกัน  1  คนคือ  ด.ช.เค  นายเอกเสียใจมากจนเป็นโรคหัวใจวายตาย  นายเอกตายลงมีมรดก  5  ล้านบาท  หลังจากนายเอกตายได้  1  เดือน  นางสาวส้มจีนก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  หลังจากนั้นอีก  1  ปี  นายหนึ่งเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตจึงได้ทำหนังสือสละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย  และไปบวชอยู่ที่วัดเทพลีลา  จงวินิจฉัยว่ามรดกของนายเอกจะตกทอดแก่ใครบ้าง

ธงคำตอบ

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1599  เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท  ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา  1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย  ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ  เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

มาตรา  1612  การสละมรดกนั้น  ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา  1615  วรรคแรก  การที่ทายาทสละมรดกนั้น  มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

มาตรา  1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้  หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก  ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ  แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

วินิจฉัย

เมื่อนายเอกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆไว้  มรดกทั้งหมดของนายเอกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1599 ประกอบมาตรา  1600

สำหรับทายาทโดยธรรมของนายเอกได้แก่  นางโทซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะคู่สมรสตามมาตรา  1629 วรรคท้าย  และนายหนึ่ง  นายสองและนายสามบุตรชอบด้วยกฎหมายของเอก  อยู่ในฐานะผู้สืบสันดาน  จึงมีสิทธิรับมรดกตามมาตรา  1629(1)  ส่วนนางสาวส้มจีนซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย  กฎหมายให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงมีสิทธิรับมรดกตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1627  สำหรับการแบ่งมรดกนั้น  เมื่อปรากฏว่านายเอกมีทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่และมีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่  กรณีเช่นนี้นางโทคู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร  ดังนั้นทั้ง  5  คนจะได้รับมรดกในเงิน  5  ล้านบาทในส่วนที่เท่าๆกัน  คือ  ได้รับคนละ  1  ล้านบาทตามมาตรา  1635(1)  ประกอบมาตรา  1633

อนึ่งการที่นางสาวส้มจีนบุตรบุญธรรมประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายภายหลังที่นายเอกบิดาบุญธรรมถึงแก่ความตายไปแล้ว  1  เดือนนั้น มรดกของนางสาวส้มจีนจำนวน  1  ล้านบาทจึงตกทอดแก่  ด.ช.เค  บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1546  (กรณีมิใช่เรื่องการรับมรดกแทนที่ตามมาตรา  1639  เพราะนางสาวส้มจีนถึงแก่ความตายภายหลังเจ้ามรดก)

ส่วนการที่นายหนึ่งสละมรดกภายหลังจากที่นายเอกบิดาถึงแก่ความตายไปแล้ว  1  ปีนั้น  ตามกฎหมายถือว่าการสละมรดกของนายหนึ่งมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่เวลาที่นายเอกเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามมาตรา  1615  วรรคแรก  ดังนั้นมรดกในส่วนนี้จึงกลับคืนสู้กองมรดกและแบ่งปันให้กับทายาทโดยธรรมอื่นของนายเอกต่อไปตามมาตรา  1618  ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกคือ  นางโท  นายสอง  นายสามและนางสาวส้มจีน

ในส่วนของนางสาวส้มจีนก็จะตกทอดแก่  ด.ช.เค  บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1546  ดังนั้นมรดกในส่วนของนายหนึ่งที่สละมรดกนั้นจึงตกได้แก่  นางโท  นายสอง  นายสามและ  ด.ช.เค  คนละ  2  แสนห้าหมื่นบาทในส่วนที่เท่าๆกันตามมาตรา  1633

สรุป  มรดก  5  ล้านบาทจึงตกทอดได้แก่นางโท  นายสอง  นายสามและ  ด.ช.เค  คนละ  1  ล้าน  2  แสน  5  หมื่นบาท

 

ข้อ  4  นายก้องและนางนิ่มเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  มีบุตรด้วยกัน  2  คน  คือ  นายโตและนายเล็ก  นายโตจดทะเบียนสมรสกับนางอ้วน  มีบุตร  1  คน  คือ  ด.ญ. ต่อ  ต่อมานายก้องละทิ้งนางนิ่มและไปอยู่กินกับนางวัน  มีบุตรด้วยกัน  1  คนชื่อ  ด.ช. เก่ง  โดยนายก้องให้การอุปการะเลี้ยงดู  ด.ช. เก่ง  ตั้งแต่เกิด  แต่นายก้องไม่ได้จดทะเบียนรับ  ด.ช. เก่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด  นายก้องทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดจำนวน  600,000  บาท  ให้นางวันแต่เพียงผู้เดียว  หลังจากนั้นนายโตประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตาย  ต่อมานายก้องตาย  นางวันซึ่งมีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วได้สละมรดกของนายก้องโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ  ดังนี้ให้ท่านแบ่งมรดกของนายก้อง 

ธงคำตอบ

มาตรา  1612  การสละมรดกนั้น  ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา  1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก  ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

มาตรา  1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้  หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก  ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ  แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1635  ถ้าลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

การที่นางวันผู้รับพินัยกรรมสละมรดกของนายก้อง  โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้อำนวยการเขตบางซื่อซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับหนังสือสละมรดกนั้น  เป็นการสละมรดกที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา  1612  บุตรของนางวันคือ  ด.ช.เก่ง  จึงไม่มีสิทธิสืบมรดกตามพินัยกรรมตามมาตรา  1617  จึงต้องนำทรัพย์มรดกนั้นไปแบ่งให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายก้องตามมาตรา  1618

ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนายก้อง  คือ  ผู้สืบสันดานของนายก้อง  ซึ่งได้แก่นายโตและนายเล็กที่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  และ  ด.ช.เก่ง  ที่แม้จะไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายก้องแต่  ด.ช.เก่งถือว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายก้องบิดารับรองแล้วโดยพฤติการณ์ที่นายก้องให้การอุปการะเลี้ยงดู  ด.ช.เก่งตั้งแต่เกิด  ด.ช.เก่งจึงเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา  1627  ประกอบมาตรา  1629(1) ส่วนนางนิ่มที่ยังเป็นคู่สมรสของนายก้องอยู่ก็มีสิทธิรับมรดกของนายก้องตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  โดยนายโต  นายเล็ก  ด.ช.เก่งและนางนิ่มจะได้รับมรดกคนละเท่าๆกัน  คือได้รับคนละ  150,000  บาทตามมาตรา  1635(1)

ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายโตตายก่อนนายก้องเจ้ามรดก  ด.ญ.ต่อ  บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายโตซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายโต  ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามสิทธิที่นายโตจะได้รับตามมาตรา  1639  ส่วนนางอ้วนภริยาของนายโตไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายโตสามีแต่อย่างใด  เพราะการรับมรดกแทนที่จำกัดเฉพาะให้ผู้สืบสันดานของผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้นตามมาตรา  1643 (ฎ. 5189/2539)

สรุป  มรดกของนายก้อง  600,000  บาท  ตกได้แก่  นายเล็ก  ด.ช.เก่ง  ด.ญ.ต่อ  และนางนิ่ม  โดยได้รับคนละ  150,000  บาท

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2546

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  นายสมบูรณ์ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องว่านางสมศรีกล่าววาจาหมิ่นประมาทตนขอให้ศาลลงโทษนางสมศรีในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  326  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง  วินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  นายสมบูรณ์อุทธรณ์  ถ้าปรากฏว่า

(ก)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง  จึงพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องใหม่แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีมีมูล  จึงสั่งประทับรับฟ้อง  อีกกรณีหนึ่ง

ในแต่ละกรณีดังกล่าว  นางสมศรีจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคสาม  ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ  จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้  หรือจำเลยจะไม่มา  แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้  ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย  และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องจะยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

นายสมบูรณ์  ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญานางสมศรี  ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้องในกรณีนี้  เมื่อศาลยังไม่ประทับฟ้องนางสมศรีจึงไม่ถือว่าอยู่ในฐานะเป็นจำเลย  จึงยังไม่เป็นคู่ความในคดี  เมื่อนายสมบูรณ์ยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  นางสมศรีซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  (ฎ. 3711/2530  ฎ. 3877/2528)

(ข)  เมื่อนายสมบูรณ์ยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้อง  ในกรณีนี้แม้ได้ความว่า  นางสมศรีผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นางสมศรีจึงฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้  ตามมาตรา  170  วรรคแรก  (ฎ. 1895/2519)

สรุป

(ก)  นางสมศรีจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

(ข)  นางสมศรีจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล  ขอให้ลงโทษในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  แต่ในวันโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ไม่มีตัวจำเลยมาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้อง  เพราะเหตุว่า

(ก)  ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้  จำเลยถูกศาลออกหมายขังไว้ในระหว่างการสอบสวนคดีนี้  แต่จำเลยได้หลบหนีไปจากที่คุมขังก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง

(ข)  จำเลยถูกศาลออกหมายขังไว้ในคดีเรื่องอื่น  แต่จำเลยได้หลบหนีไปจากที่คุมขังก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้

ทั้ง  2  กรณีดังกล่าว  ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาดำเนินการต่อไปหรือไม่  เพราะเหตุใด  จึงจะเป็นการชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยกระบวนพิจารณาความ

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคแรก  ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์  ในวันไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยมาหรือคุมตัวมาศาล  ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว  ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟังและถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่  จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง  คำให้การของจำเลยให้จดไว้  ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้  และดำเนินการต่อไป

วินิจฉัย

ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์  โดยหลักแล้วในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องพนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยมาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้องด้วย  เว้นแต่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องนั้น  จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว  กรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องโดยไม่จำต้องนำจำเลยมาศาลก็ได้

(ก)  ก่อนอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีเรื่องนี้ศาลชั้นต้นได้ออกหมายขังไว้ในระหว่างการสอบสวนคดีเรื่องเดียวกันนี้  แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในขณะนั้นได้หลบหนีไปก่อนที่อัยการจะยื่นฟ้องในกรณีนี้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้อยู่ในอำนาจศาลในคดีนี้แล้ว  ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้ดำเนินการต่อไป  จึงเป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณา  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  (ฎ. 1735/2514 (ประชุมใหญ่))

(ข)  ก่อนอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้  จำเลยได้ต้องขังตามอำนาจศาลในคดีเรื่องอื่นแล้วหลบหนีไป  กรณีเช่นนี้  ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้อยู่ในอำนาจศาลในคดีที่อัยการโจทก์ยื่นฟ้อง  อัยการโจทก์จะมาฟ้องจำเลยในคดีอีกเรื่องหนึ่งในคดีนี้โดยไม่มีตัวจำเลยมาส่งศาลพร้อมกับคำฟ้องนั้นไม่ได้  ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา  จึงจะเป็นการชอบด้วยกระบวนพิจารณา  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  (ฎ. 766/2504)

สรุป 

(ก)  ศาลชั้นต้นชอบที่จะรับฟ้องไว้ดำเนินการต่อไป

(ข)  ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

 

ข้อ  3  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่านายแดงจำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  336  ซึ่งกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  นายแดงจำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลสั่งให้โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย  ในการพิจารณาและสืบพยานได้ความว่าการกระทำของนายแดงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ซึ่งกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท  เช่นนี้  ศาลพึงพิพากษาคดีนี้อย่างไรจึงจะชอบด้วยวิธีพิจารณา

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคหก  ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

วินิจฉัย

พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า  นายแดงจำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  นายแดงจำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลสั่งให้โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย  ในการพิจารณาและสืบพยานได้ความว่า  การกระทำของนายแดงจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย  เมื่อศาลฟังว่าไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  เพราะจำเลยไม่ได้ใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้าคงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์  ศาลก็มีอำนาจลงโทษฐานลักทรัพย์ได้  ตามมาตรา  192  วรรคหก  ดังนั้น  ศาลพึงพิพากษาลงโทษนายแดงจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์  (ฎ. 191/2532  ฎ. 7953/2540)

สรุป  ศาลพึงพิพากษาลงโทษนายแดงจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท)  จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องพร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลลงโทษสถานเบา  และขอให้ศาลรอการลงโทษจำคุกด้วย  ทั้งโจทก์และจำเลยต่างแถลงไม่ขอสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์  ลงโทษจำคุก  4  ปี  จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  คงให้ลงโทษจำคุกจำเลย  2  ปี

ดังนี้  จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่า  จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  225  วรรคแรก  ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์  และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น  ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

วินิจฉัย

การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น  เหมือนกับการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา  195  วรรคสอง  ที่ว่าข้อกฎหมายที่อุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม  แต่อย่างไรก็ดี  กรณีนี้ต้องนำ  ป.วิ.พ.  มาตรา  225  มาใช้บังคับโดยอนุโลม  เป็นผลให้ปัญหาข้อเท็จจริงที่จะอุทธรณ์ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นด้วย  (ฎ. 900/2509 (ประชุมใหญ่) ฎ. 1609/2535)

เมื่อได้ความว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องในศาลชั้นต้นพร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบา  และขอให้รอการลงโทษจำคุก  เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยจะมาอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ไม่ได้  เพราะข้อเท็จจริงเรื่องนี้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นมาก่อนจึงต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  225  ประกอบมาตรา  15

สรุป  จึงเลยจึงอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ไม่ได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2546

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 (LA 308),(LW 309) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านายเหลืองกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  358  ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้  ในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีนางชมพูซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ไปปรึกษาทนายความ  ทนายความมีความเห็นว่าการกระทำของนายเหลืองเป็นการลักทรัพย์  นางชมพูจึงแต่งตั้งทนายความฟ้องนายเหลืองในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  334  ศาลตรวจคำฟ้องของนางชมพูแล้วเห็นว่าถูกต้องตามกฎหมาย  ศาลจึงสั่งไต่สวนมูลฟ้อง  ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องนั้น  นางชมพูและทนายความของนางชมพูไม่ไปศาล  ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง  ดังนี้

(ก)  ถ้านางชมพูประสงค์จะขอให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่นางชมพูต้องดำเนินการอย่างไร

(ข)  สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านายเหลืองกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น  พนักงานอัยการจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้นโดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

วินิจฉัย

(ก)  นางชมพูเป็นโจทก์ฟ้องนายเหลืองในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ในวันสืบพยานโจทก์  ในการไต่สวนมูลฟ้องนางชมพูและทนายความของนางขาวไม่ไปศาล  ศาลจึงพิพากษายกฟ้องในกรณีเช่นนี้  หากนางชมพูต้องการให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  นางชมพูอาจกระทำโดย

1       ยื่นคำร้องต่อศาลภายใน  15  วัน  นับแต่วันที่ศาลยกฟ้อง  และ

2       แสดงให้ศาลเห็นว่าตนและทนายความของตนมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถมาศาลได้  ตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง

เมื่อนางชมพูปฏิบัติครบหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ถ้าศาลเห็นว่าการที่นางชมพูและทนายความขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง  เนื่องจากมีเหตุสมควร  ศาลก็จะยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  ตามมาตรา  165  วรรคสอง

(ข)  โดยหลักแล้ว  คดีที่ศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้น  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดี่ยวกันอีกไม่ได้  ซึ่งหมายความว่า  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับนั่นเอง  (ฎ. 816/2523)  แต่มีข้อยกเว้นว่าสิทธิฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการยังไม่ระงับ  ถ้าคดีที่ศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้นเป็นคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  และคดีที่พนักงานอัยการจะฟ้องอีกหรือได้ฟ้องไว้แล้วนั้น  มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว  (ความผิดอันยอมความได้)

สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  พนักงานอัยการจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีที่พนักงานอัยการได้ฟ้องไว้แล้วนั้น  เป็นคดีที่ฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์  ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้  เมื่อได้ความว่าศาลยกฟ้อง  เนื่องจากโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง  จึงส่งผลให้จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้  ซึ่งหมายความถึง  สิทธินำคดีอาญาของพนักงานอัยการมาฟ้องย่อมระงับตามไปด้วย  อีกทั้งในกรณีนี้ก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้น  ตามมาตรา  166  วรรคสาม  เนื่องจากเป็นความผิดต่อส่วนตัว  ดังนั้นพนักงานอัยการจึงไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้

สรุป 

(ก)  หากนางชมพูต้องการให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่  นางชมพูสามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

(ข)  สำหรับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  พนักงานอัยการไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้

 

ข้อ  2  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ผู้เสียหายได้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย  ในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์  อัยการโจทก์ขาดนัดคงมาแต่โจทก์ร่วม  โดยโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ  หากศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งในกรณี  ดังนี้

(ก)  ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุโจทก์ขาดนัด  หรือ

(ข)  ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย  ดังนี้

ขอให้วินิจฉัยว่า  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์ทั้ง  2  กรณีดังกล่าวชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

มาตรา  185  วรรคแรก  ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี  คดีขาดอายุความแล้วก็ดี  มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี  ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป  แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้

วินิจฉัย

(ก)  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุที่โจทก์ขาดนัดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้ผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ  แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์  พนักงานอัยการโจทก์จะขาดนัดไม่มาศาลก็ตาม  แต่เมื่อได้ความว่า  โจทก์ร่วมมาศาลในวันนัดแล้ว  จึงเท่ากับว่ายังมีโจทก์มาศาลกรณีเช่นนี้  ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ขาดนัด  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  แต่อย่างใด  ดังนั้นการที่ศาลยกฟ้องโจทก์เพราะเหตุขาดนัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว (ฎ. 1519/2497)

(ข)  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์  แม้ได้ความว่า  ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมจะมาศาลตามนัดก็ตาม  แต่เมื่อได้ความว่า  ในวันสืบพยานโจทก์  โจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย  เช่นนี้  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย  จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  185  วรรคแรกแล้ว  (ฎ. 1382/2492)

สรุป 

(ก)  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุขาดนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(ข)  การที่ศาลยกฟ้องโจทก์  เพราะเหตุที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านายพิชิตกับพวกที่ยังหลบหนีได้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย  นายสมบัติจนได้รับอันตรายสาหัส  เหตุเกิดเมื่อวันที่  15  มกราคม  พ.ศ. 2547  เวลากลางคืนก่อนเที่ยง  ที่แขวงคลองจั่น  เขตบางกะปิ  กรุงเทพมหานคร  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  (ฟ้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย)  นายพิชิตจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง  ศาลสั่งให้โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย

ในการพิจารณาคดีได้ความว่า  ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์อ้างในฟ้อง  นายพิชิตจำเลยกับพวกมิได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายนายสมบัติ  แต่ได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป  และปรากฏว่าในการชุลมุนต่อสู้นั้น  นายสมบัติซึ่งมิได้ร่วมชุลมุนต่อสู้ด้วยได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  299

เช่นนี้  ศาลพึงพิพากษาหรือสั่งอย่างไร  จึงจะชอบด้วยวิธีพิจารณาความอาญา

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสอง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่า  ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในกรณีเช่นนี้  ศาลจะลงโทษจำเลย  ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้

ศาลพึงพิพากษาหรือสั่งอย่างไร  เห็นว่า  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่านายพิชิตกับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัสตาม  ป.อ.  มาตรา  297  แต่ในการพิจารณาคดีได้ความว่า  นายพิชิตกับพวกกระทำความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป  เป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับอันตรายสาหัส  ตาม  ป.อ.  มาตรา  299

ความผิดสองฐานดังกล่าวนี้  เมื่อนำองค์ประกอบความผิดมาพิจารณาเทียบกัน  จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก  ไม่อาจเกลื่อนกลืนกันได้เลย ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความในการพิจารณาและข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ  กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้น  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ถึงแม้นายพิชิตจำเลยให้การรับสารภาพาลก็ต้องยกฟ้อง  จะลงโทษตามมาตรา  299  ก็ไม่ได้  เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ  (ฎ. 2299/2518  ฎ. 1923/2521  ฎ. 48/2528)

สรุป  ศาลพึงพิพากษายกฟ้อง

 

ข้อ  4  นายช้างเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายเสือฐานทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส  (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  นายช้างอุทธรณ์ 

ให้นักศึกษาตอบคำถามแต่ละกรณีดังต่อไปนี้

(ก)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่า  คดีมีมูล  ประทับฟ้อง  กรณีนี้นายเสือจะฎีกาว่าคดีไม่มีมูลได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว  พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  กรณีนี้นายช้างจะฎีกาว่าคดีมีมูลได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

 ธงคำตอบ

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

มาตรา  220  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

วินิจฉัย

(ก)  เมื่อนายช้างยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารราแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้อง  ในกรณีนี้  แม้ได้ความว่านายเสือผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นายเสือจึงฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้  ตามมาตรา  170  วรรคแรก            (ฎ. 1895/2519)

(ข)  โดยหลักแล้ว  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์  ทั้งนี้  ไม่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ต้องห้ามฎีกาทั้งสิ้น  และเป็นการห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย  (ฎ. 492/2536  ฎ. 5381/2536)

การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เห็นว่า  คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน  จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์  ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย  แม้จะเป็นการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม  คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกา  ดังนั้น  เมื่อนายช้างฎีกาว่า  คดีมีมูลอันถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ในกรณีนี้นายช้างจึงไม่สามารถฎีกาว่าคดีมีมูลได้ต้องห้าม  ตามมาตรา  220 (ฎ.3534/2541)

สรุป

(ก)  นายเสือฎีกาว่าคดีไม่มีมูลไม่ได้

(ข)  นายช้างฎีกาว่าคดีมีมูลไม่ได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2546

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ศาลอนุญาต

(ก)  ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก  พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมไม่มาศาล  คงมีแต่ทนายความของโจทก์ร่วมมาศาล  กรณีนี้ศาลจะพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  ในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก  พนักงานอัยการ  โจทก์ร่วมและทนายความของโจทก์ร่วมไม่มาศาล  กรณีนี้ศาลจะพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  166  วรรคแรก  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

มาตรา  181  ให้นำบทบัญญัติในมาตรา  139  และ  166  มาบังคับแก่การพิจารณาโดยอนุโลม

วินิจฉัย

(ก)  กรณีโจทก์ขาดนัด  ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง  ตามมาตรา  166  นั้น  นอกจากหมายถึงกรณีโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  ยังรวมถึงกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาคดี  ตามมาตรา  181  ด้วย

ศาลจะพิพากษายกฟ้อง  เพราะโจทก์ขาดนัดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ร่วมไม่มาศาลตามกำหนดนัด  แต่ทนายความของโจทก์ร่วมยังมาศาล  ในกรณีนี้ศาลจะยกฟ้อง  เพราะโจทก์ขาดนัดไม่ได้  เพราะถือว่า  ทนายความมาทำหน้าที่แทนโจทก์ร่วมแล้ว  (ฎ. 1382/2496)

ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  แต่โจทก์ร่วมมาศาล  ในกรณีนี้ศาลจะพิพากษายกฟ้อง  เพราะโจทก์ขาดนัดไม่ได้เช่นกัน  เพราะถือว่ายังมีโจทก์ร่วมที่มีฐานะเป็นโจทก์มาศาลอยู่  (ฎ. 1519/2497)

ดังนั้น  เมื่อฟังได้ความว่า  ทนายความของโจทก์ร่วมมาศาล  อันถือว่าทนายความมาทำหน้าที่แทนโจทก์ร่วม  เท่ากับว่ายังมีโจทก์มาศาล  จึงไม่ต้องด้วยมาตรา  166  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  181  ที่ศาลจะยกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดได้แต่อย่างใด

(ข)  ศาลจะพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดได้หรือไม่  เห็นว่า  ในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก  พนักงานอัยการโจทก์ร่วมและทนายความของโจทก์ร่วมไม่มาศาล  ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ขาดนัด  ในกรณีเช่นนี้  การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เนื่องจากการที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์  เพราะโจทก์ขาดนัดนั้น  ใช้ได้เฉพาะกรณีนัดสืบพยานโจทก์ทุกนัดเท่านั้น  ไม่ใช้กับกรณีนัดสืบพยานจำเลย  เพราะในขณะนั้นโจทก์ไม่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อศาลแล้ว  หากโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย  โจทก์ก็ย่อมเสียสิทธิในการคัดค้านพยานจำเลยเท่านั้น  กรณีนี้ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ขาดนัดไม่ได้  ไม่ต้องด้วยมาตรา  166  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  181  แต่อย่างใด  (ฎ. 1256/2521)

สรุป

(ก)  ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ขาดนัดไม่ได้

(ข)  ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ขาดนัดไม่ได้

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี)  และมีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบอีกกึ่งหนึ่งด้วย

จำเลยให้การว่า  ขอรับสารภาพตามฟ้อง  โจทก์และจำเลยต่างแถลงต่อศาลว่าของดสืบพยาน ดังนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษ  และเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

การที่จำเลยสารภาพตามฟ้อง  โดยหลักแล้วศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์ก็ได้ 

(ฎ. 1214/2529)  เว้นแต่ในกรณีที่ความผิดที่จำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น  ที่แม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้องแล้ว  ศาลก็ยังต้องให้โจทก์สืบพยานให้เห็นว่า  จำเลยได้กระทำผิดจริง  ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสที่จำเลยรับสารภาพ  กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้ให้จำคุกตั้งแต่  6  เดือนถึง  10  ปี  ไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์  ตามมาตรา  176  วรรคแรก

ส่วนการเพิ่มเติมโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ  จากคำรับสารภาพของจำเลยที่ว่า  ขอรับสารภาพตามฟ้อง  นั้น  หมายความถึงจำเลยรับสารภาพในความผิดทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  และรับสารภาพในเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย  กรณีนี้แม้โจทก์ไม่สืบพยาน  ศาลก็พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้  (ฎ. 2167/2547  ฎ. 2413/2547)

สรุป  ศาลจึงพิพากษาลงโทษและเพิ่มเติมโทษจำเลยได้

 

ข้อ  3  แต่ละกรณีดังต่อไปนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  กรณีที่ลงโทษได้โทษสูงสุดที่ลงโทษได้เป็นเท่าใด

(ก)  โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  จำเลยไม่ได้หลงต่อสู้  ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  288

(ข)  โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288จำเลยหลงต่อสู้ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย   ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

มาตรา  291  ผู้ใดกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  192  วรรคสอง  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าศาลเห็นว่า  ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง  โดยหลักให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในกรณีเช่นนี้  ศาลจะลงโทษจำเลย  ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้อง  และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  แต่จากการสืบพยานได้ความว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น  ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องกรณีเช่นนี้  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ  เว้นแต่ปรากฏว่า  การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้  สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงได้ความว่า  ข้อแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  เป็นข้อแตกต่างมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ในกรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในการพิจารณาได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  ดังนั้น  คดีนี้ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ทั้งนี้  ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

(ข)  ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น  ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่จากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ในกรณีเช่นนี้  แม้ว่าจะเป็นข้อแตดต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญ  แต่เมื่อได้ความว่า  จำเลยหลงต่อสู้  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความไม่ได้ตามมาตรา  192  วรรคสอง

สรุป

(ก)  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

(ข)  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง

 

ข้อ  4  นายเอกเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายโทฐานลักทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว

(ก)  ศาลชั้นต้นส่งว่าคดีมีมูล  ประทับฟ้อง  กรณีนี้นายโทจะอุทธรณ์ว่าคดีไม่มีมูลได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  กรณีนี้นายเอกจะอุทธรณ์ว่าคดีมีมูลได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

มาตรา  193  ทวิ  ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่

กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

(ก)  เมื่อนายเอกเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาล  ขอให้ลงโทษนายโทฐานลักทรัพย์  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูล  ประทับฟ้อง  ในกรณีนี้แม้ได้ความว่า  นายโทผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว นายโทจึงอุทธรณ์ว่าคดีไม่มีมูลไม่ได้  ต้องห้ามตามมาตรา  170  วรรคแรก 

(ฎ. 1895/2519)

(ข)  การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูลแล้วพิพากษายกฟ้อง  ในกรณีนี้ตามมาตรา  170  วรรคแรก  บัญญัติว่าโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติลักษณะอุทธรณ์ฎีกา  ซึ่งมีความว่า  จะต้องพิจารณาถึงข้อห้ามอุทธรณ์และข้อห้ามฎีกาด้วย

การที่นายเอกอุทธรณ์ว่าคดีมีมูล  เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาสืบเนื่องจากการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งว่าคดีไม่มีมูล  อุทธรณ์ของนายโทจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เมื่อได้ความว่า  คดีนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์  ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  และปรับไม่เกิน  6 พันบาท  จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  193  ทวิ

สรุป

(ก)  นายโทอุทธรณ์ว่าคดีไม่มีมูลไม่ได้

(ข)  นายเอกอุทธรณ์ว่าคดีมีมูลไม่ได้เช่นกัน

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2547

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านายแสงจำเลยกับพวกอีกสามคนซึ่งหลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์  เหตุเกิดเมื่อวันที่  10  เมษายน  พ.ศ. 2547  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  ที่ตำบลนาจอมเทียน  อำเภอสัตหีบ  จังหวัดชลบุรี  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340  นายแสงจำเลยให้การปฏิเสธว่าตนมิได้กระทำความผิดตามวันเวลาที่โจทก์อ้างในฟ้อง  จำเลยเมาสุราและได้ไปที่บ้านของผู้เสียหายจริง  แต่ไม่ได้ปล้นทรัพย์  จำเลยเพียงแต่ขอเงินจากผู้เสียหายมาใช้บ้างเท่านั้น

ในชั้นพิจารณา  เมื่อสืบพยานโจทก์แล้ว  2  ปาก  พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง  โดยขอแก้วันเวลาเกิดเหตุเป็นวันที่  15  เมษายน  พ.ศ. 2547  เวลากลางคืนก่อนเที่ยง  อ้างว่าฟ้องเดิมบกพร่องเพราะความพลั้งเผลอของผู้พิมพ์ฟ้อง  ดังนี้  ศาลควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  163  เมื่อมีเหตุอันควร  โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้  เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้  และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

มาตรา  164  คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น  ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี  ห้ามมิให้ศาลอนุญาตแต่การแก้ฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี  การเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี  ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ  เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น  ต้องได้ความว่า  โจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในวิธีการและไม่ต้องห้ามเงื่อนไขในเนื้อหา  ซึ่งแยกพิจารณาดังนี้

1       เงื่อนไขในวิธีการ  โจทก์ต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาล  ตามมาตรา  163  วรรคแรก

2       เงื่อนไขในเนื้อหา  คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมของโจทก์  ต้องไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี  ตามมาตรา  164

กรณีตามอุทาหรณ์  พนักงานอัยการโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง  โดยทำคำร้องยื่นต่อศาลก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น  โดยอ้างว่าฟ้องเดิมบกพร่องเพราะความพลั้งเผลอของผู้พิมพ์ฟ้อง  ซึ่งถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร (ฎ. 1967/2497  ฎ. 1377/2513)  การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว  จึงถูกต้องตามเงื่อนไขในวิธีการ  ตามมาตรา  163  วรรคแรก

สำหรับเนื้อหาที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น  โจทก์ขอแก้วันเวลาเกิดเหตุจากวันที่  10  เมษายน  พ.ศ. 2547  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  เป็นวันที่  15  เมษายน  พ.ศ. 2547  เวลากลางคืนก่อนเที่ยง  คดีนี้นายแสงจำเลยให้การปฏิเสธว่าตนมิได้กระทำความผิด  และต่อสู้คดีว่าตามวันเวลาที่โจทก์อ้างในฟ้อง  จำเลยเมาสุราและได้ไปที่บ้านของผู้เสียหายจริง  แต่ไม่ได้ปล้นทรัพย์  จำเลยเพียงแต่ขอเงินจากผู้เสียหายมาใช้บางส่วนเท่านั้น  คำให้การต่อสู้คดีของจำเลยดังกล่าวนี้  เห็นได้ว่า  จำเลยมิได้หลงหยิบยกเอาของที่  (โจทก์เขียนไว้)  ผิดในฟ้องเดิมมาเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลย  เพราะจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าวันเวลาเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
(อ้างฐานที่อยู่)  จึงต้องถือว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้  (ฎ. 2195/2515)  ในกรณีเช่นนี้  หากศาลอนุญาตให้โจทก์แก้ไจเพิ่มเติมฟ้อง  ก็ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด  จึงไม่ต้องห้ามตามเงื่อนไขในเนื้อหา  ตามมาตรา  164  เช่นเดียวกัน (ฎ. 203/2540)

สรุป  ศาลควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

 

 

ข้อ  2  การยื่นฟ้องคดีอาญาของโจทก์  ดังปรากฏกรณีดังต่อไปนี้

(ก)  ในกรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์จำเลยซึ่งมีอัตราโทษจำคุก  ในวันโจทก์ยื่นฟ้อง  โจทก์และจำเลยไปศาล  เมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลเห็นว่าคดีเสร็จการพิจารณา  จึงพิพากษาลงโทษจำเลยไปตามความผิดในวันเดียวกันนั้น

(ข)  ในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์  ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง  จำเลยไปศาลโดยไม่มีทนายความและได้ให้การรับสารภาพต่อศาล  ศาลเห็นว่า  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ  จึงงดการไต่สวนมูลฟ้อง  และประทับฟ้องแล้วพิพากษาลงโทษไปตามความผิดตามฟ้องในวันเดียวกันนั้น

ดังนี้ ขอให้วินิจฉัยว่า  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้ง  2  กรณีดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้วหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  162  ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้

(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ให้ไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว  ให้จัดการตามอนุมาตรา  (2)

(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์  ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง  แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้

ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวแล้ว  ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ  ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณา

มาตรา  173  วรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก  ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีจำเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ก่อนที่ศาลจะสอบถามคำให้การจำเลย  ซึ่งตามฟ้องมีอัตราโทษจำคุก  ศาลจะต้องสอบถามจำเลยก่อนว่ามีทนายความหรือไม่  หากไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ  ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การรับสารภาพศาลเห็นว่าคดีเสร็จการพิจารณาจึงพิพากษาลงโทษจำเลยไปตามความผิด  โดยไม่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อนเริ่มพิจารณาดังกล่าว  จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ  ตามมาตรา  173  วรรคสอง  (ฎ. 2020/2542)

(ข)  ตามมาตรา  162(1)  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  โดยหลักแล้วศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนทุกคดี  เว้นแต่  ถ้าพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันนั้นแล้วต้องจัดการ  ตามมาตรา  162(2)  กล่าวคือ  ไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับฟ้องไว้พิจารณาก็ได้

การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง  เมื่อจำเลยไปศาลและให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง  ศาลชั้นต้นได้งดการไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้อง  แล้วพิจารณาลงโทษจำเลยไปตามความผิด  ในวันเดียวกันนั้น  กรณีเช่นนี้  เมื่อได้ความว่า  คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง  ศาลจึงต้องอยู่ในบังคับที่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน  อีกทั้งในคดีดังกล่าว  ก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะทำให้ศาลประทับฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนแต่อย่างใด  เนื่องจากในคดีนี้พนักงานอัยการไม่ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องด้วย  ดังนั้นเมื่อศาลยังมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง  แต่สั่งประทับฟ้องเลย  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว  จึงไม่ชอบ  ตามมาตรา  162(1)  ประกอบวรรคสอง  (ฎ. 477/2508)

สรุป

(ก)  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย

(ข)  การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 

ข้อ  3  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่านางขาวจำเลยทำให้ปืนลั่นโดยประมาทถูกนางแดงเป็นเหตุให้นายแดงถึงแก่ความตายเหตุเกิดเมื่อวันที่  5  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2548  เวลากลางวันที่แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ  กรุงเทพมหานคร  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  นางขาวจำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง  แต่จำเลยจำต้องใช้ปืนยิงนายแดงเพื่อป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ  การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด  ขอให้ศาลยกฟ้อง

ในการพิจารณาคดี  ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง  นางขาวจำเลยได้ใช้ปืนยิงนายแดงถึงแก่ความตายโดยมีเจตนาฆ่า  มิใช่การกระทำเพื่อป้องกันดังที่นางขาวจำเลยให้การ  เช่นนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่เพียงใด  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

มาตรา  291  ผู้ใดกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในฟ้อง  กล่าวคือ  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่านางขาวจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  แต่ในทางพิจารณาได้ความว่านางขาวจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับการกระทำความผิดโดยประมาทนั้น  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ

คดีนี้  นางขาวจำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง  แต่จำเลยจำต้องใช้ปืนยิงนายแดง  (ผู้ตาย)  เพื่อป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ  ประเด็นข้อต่อสู้ของนางขาวจำเลยจึงอยู่ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่เท่านั้น  จำเลยมิได้หลงต่อสู้  (ฎ. 755/2494  ฎ. 992/2494)  ศาลจึงมีอำนาจตามมาตรา  192  วรรคสอง  ที่จะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณา  คือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม  ป.อ.  มาตรา  288  ได้

อย่างไรก็ตาม  มาตรา  192  วรรคสาม  จำกัดอำนาจศาลไว้ว่า  ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ดังนั้น  ในกรณีนี้ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่กำหนดโทษจำคุกได้ไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตามมาตรา  291

สรุป  ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษนางขาวจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามมาตรา  288  แต่กำหนดโทษจำคุกได้ไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตามมาตรา  291
 

ข้อ  4  แต่ละกรณีดังต่อไปนี้  ให้วินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

(ก)  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลย  5,000  บาท  จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย  1  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  2  ปี  กรณีหนึ่ง

(ข)  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น  ลงโทษประหารชีวิตแต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี  ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม  ให้จำคุกตลอดชีวิต  จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิตโดยไม่ต้องลดโทษให้จำเลย  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่ากระทำผิดจริงและไม่มีเหตุอันควรลดโทษพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย  อีกกรณีหนึ่ง

ธงคำตอบ

มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

วินิจฉัย

ตามมาตรา  212  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  การที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองที่ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

(ก)  การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปรับจำเลย  5,000  บาท  จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว  เมื่อได้ความว่า  ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก  1  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  2  ปี  ในกรณีเช่นนี้  แม้โดยปกติโทษจำคุกเป็นโทษอาญาที่หนักกว่าโทษปรับก็ตาม  แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้ก็ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เพราะเป็นการกำหนดโทษจำคุกโดยมีเงื่อนไขที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า (ฎ. 4525/2533)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว  จึงชอบด้วยกฎหมาย  ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  212  แต่อย่างใด

(ข)  การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต  และจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว  แม้ได้ความว่า  จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิต  โดยไม่ต้องลดโทษจำเลย  อันถือว่าเป็นการอุทธรณ์ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว  แต่อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  ศาลอุทธรณ์จึงไม่สามารถพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้  ดังนั้น  การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย  จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ต้องห้าม  ตามมาตรา  212  (ฎ. 3741/2540)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป
(ก)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย

(ข)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2547

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  นางสมใจราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง  ขอให้ศาลลงโทษนายเอกฐานวิ่งราวทรัพย์  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  ยกฟ้อง  นางสมใจยื่นอุทธรณ์  หากปรากฏว่า

(ก)  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง  จึงพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่า  คดีมีมูล  ประทับฟ้องอีกกรณีหนึ่ง

ในแต่ละกรณีดังกล่าว  นายเอกไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  165  วรรคสาม  ในคดีราษฎรเป็นโจทก์  ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป  กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ  จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้  หรือจำเลยจะไม่มา  แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้  ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย  และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น

มาตรา  170  วรรคแรก  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา  ผู้ถูกฟ้องจะยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะสั่งประทับฟ้อง

นางสมใจ  ราษฎร  เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกเป็นคดีอาญา  ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล  พิพากษายกฟ้อง  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อศาลยังไม่ประทับฟ้อง  นายเอกจึงยังไม่ถือว่าอยู่ในฐานะเป็นจำเลย  จึงไม่เป็นคู่ความในคดี  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง  แล้วพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี  นายเอกซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้  ตามมาตรา  165  วรรคสาม  (ฎ. 371/2530, ฎ. 3777/2527)

(ข)  เมื่อนางสมใจยื่นอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วสั่งว่าคดีมีมูลประทับฟ้องในกรณีนี้  แม้ได้ความว่า  นายเอกผู้ถูกฟ้องจะมีฐานะเป็นจำเลยแล้วก็ตาม  แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาดแล้ว  นายเอกจึงฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้เช่นเดียวกัน  ตามมาตรา  170  วรรคแรก  (ฎ. 1895/2519)

สรุป 

(ก)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

(ข)  นายเอกจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ  2  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมพินัยกรรม  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 266  (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท)  และบรรยายฟ้องด้วยว่า  จำเลยเคยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  268  มีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุกสองปี  แต่จำเลยไม่เข็ดหลาบ กลับมาทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน  จึงขอให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลลงโทษแก่จำเลยในคดีนี้  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  93

จำเลยให้การว่า  ขอรับสารภาพตามฟ้อง  โจทก์แถลงของดสืบพยาน  ดังนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษและเพิ่มเติมโทษจำเลยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

ตามมาตรา  176  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ในคดีอาญาทั่วไปหากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์ก็ได้  (ฎ. 1214/2529)  เว้นแต่ในคดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุก  ตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  แม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลก็ต้องฟังการสืบพยานโจทก์จนแน่ใจว่าจำเลยกระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้  แต่หากโจทก์ไม่สืบพยาน  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง(ฎ. 591/2536)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดฐานปลอมพินัยกรรม  ตาม  ป.อ.  มาตรา  266  ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  แม้ได้ความว่าจะเป็นความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำ  แต่ก็ไม่ใช่อัตราโทษอย่างต่ำตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  เป็นอัตราโทษอย่างต่ำเพียง  1  ปีเท่านั้น  ดังนั้น  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง    ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้  ตามมาตรา  176  วรรคแรก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลจะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยให้การว่า  ขอรับสารภาพตามฟ้อง  มีความหมายว่าจำเลยรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานปลอมพินัยกรรมในคดีหลัง  และรับสารภาพในเรื่องที่โจทก์ขอให้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  ดังนั้น  ศาลจึงพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ 

(ฎ. 2167/2547  ฎ. 2413/2547)

สรุป  ศาลจึงพิพากษาลงโทษและเพิ่มเติมโทษจำเลยได้

 

ข้อ  3  แต่ละกรณีดังต่อไปนี้  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ก)  โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์  แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

(ข)  โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

หมายเหตุ  ความผิดฐานชิงทรัพย์  ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  ลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

ความผิดฐานลักทรัพย์  เอาทรัพย์ของผู้อื่น  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคแรก  วรรคสี่  และวรรคหก  ห้ามมิให้พิพากษา  หรือสั่ง  เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง  และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆ

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง  ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้

วินิจฉัย

(ก)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยลักทรัพย์กับทำร้ายร่างกายหรือลักทรัพย์กับความผิดต่อเสรีภาพ  แต่เมื่อสืบพยานในศาลได้ความว่าจำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์  จึงเป็นการสืบพยานได้ความว่า  จำเลยลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  ซึ่งการฉกฉวยเอาซึ่งหน้านี้เป็นส่วนที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้  ตามมาตรา  192  วรรคแรก  กรณีเช่นนี้  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้  อีกทั้งยังเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา  192  วรรคสี่อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดร  ความผิดฐานชิงทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง  แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้ในตัวเอง  เมื่อสืบพยานในศาลได้ความว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์  ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ได้  ตามมาตรา  192  วรรคหก  (ฎ. 831/2532)

ดังนั้น  กรณีนี้ศาลจึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์

(ข)  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์  แต่จำเลยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์  เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้น  โจทก์สืบสม  แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตรา  ซึ่งมาตรา  192  วรรคห้า  กำหนดให้ศาลสามารถลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้  แม้ฐานความผิดที่ถูกต้องจะมีอัตราโทษสูงกว่าก็ตาม  เพราะถือว่าเป็นข้อยกเว้นของ  มาตรา  192  วรรคแรก  (ฎ. 391/2509)

ดังนั้น  กรณีนี้ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์

สรุป 

(ก)  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์

(ข)  ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  336  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335(8)  ลงโทษจำคุก  2  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ให้มีกำหนด  1  ปี  โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น  ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  ลงโทษปรับ  6,000  บาท

ดังนี้  จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  218  ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย  และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี  หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี  ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่  ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา  219   ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

วินิจฉัย

จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับ  เป็นการฎีกาในปัญหาที่สืบเนื่องจากการที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจลงโทษปรับจำเลย  6,000  บาท  ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า   จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  335(8)  ลงโทษจำคุก  2  ปี  โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด  1  ปี  และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  มาตรา  334  ลงโทษปรับ  6,000  บาท  เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมาเป็นปรับโทษอย่างเดียวและยังเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนทั้งบทลงโทษและโทษด้วย  จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  ในกรณีนี้จึงไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา  218  แต่ก็ต้องพิจารณาตามมาตรา  219  ต่อไป

เมื่อพิจารณาตามมาตรา  219  แล้วได้ความว่า  การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  4  หมื่นบาท  ตามมาตรา  219  ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่มีข้อยกเว้นให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้  ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย  แต่ก็มีเงื่อนไขให้รอการลงโทษจำคุก  ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษปรับอย่างเดียว  กรณีนี้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  (ฎ. 4525/2533)

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก  และเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  จำเลยจึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้  ตามมาตรา  219

สรุป  จำเลยฎีกาขอให้ศาลลดโทษปรับได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2548

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  310  เหตุเกิดเมื่อวันที่  10  มิถุนายน  พ.ศ.2546  เวลากลางคืนก่อนเที่ยง  ที่ตำบลนาเกลืออำเภอบางละมุง  จังหวัดชลบุรี  จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ในชั้นพิจารณา  เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว  ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่าวันที่โจทก์หาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องต่างกับคำเบิกความของพยานโจทก์  โจทก์รู้ว่าฟ้องผิดวัน  จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง  โดยขอแก้ไขวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันที่  20  มิถุนายน  พ.ศ. 2546  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  อ้างว่าคำฟ้องเดิมคลาดเคลื่อนเนื่องจากความบกพร่องของผู้พิมพ์คำฟ้อง เช่นนี้  ศาลจะพึงอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  163  เมื่อมีเหตุอันควร  โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้  เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้  และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

มาตรา  164  คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น  ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี  ห้ามมิให้ศาลอนุญาตแต่การแก้ฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี  การเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี  ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ  เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น  ต้องได้ความว่า  โจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในวิธีการและไม่ต้องห้ามเงื่อนไขในเนื้อหา  ซึ่งแยกพิจารณาดังนี้

1       เงื่อนไขในวิธีการ  โจทก์ต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาล  ตามมาตรา  163  วรรคแรก

2       เงื่อนไขในเนื้อหา  คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมของโจทก์  ต้องไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี  ตามมาตรา  164

กรณีตามอุทาหรณ์  โจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  โดยทำเป็นคำร้องอ้างเหตุว่า  คำฟ้องเดิมคลาดเคลื่อนเนื่องจากความบกพร่องของผู้พิมพ์คำร้อง  ซึ่งถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร  (ฎ. 1967/2497 

(ฎ. 1377/2513)  การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว  จึงถูกต้องตามเงื่อนไขในวิธีการ  ตามมาตรา  163

สำหรับเนื้อหาที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น  โจทก์ขอแก้วันเวลาเกิดเหตุจากวันที่  10  มิถุนายน  พ.ศ. 2546  เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เป็นวันที่  20  มิถุนายน  พ.ศ. 2546  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง  และการที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่าวันที่โจทก์หาว่ากระทำความผิดตามฟ้องต่างกับคำเบิกพยานโจทก์  ซึ่งเป็นการที่จำเลยถือเอาวันที่โจทก์กล่าวหาตามฟ้องเดิมเป็นหลักสำคัญในการต่อสู้คดี  กรณีจึงถือได้ว่า  จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่โจทก์เขียนไว้ผิดในคำฟ้องเดิมกรณีเช่นนี้  หากศาลอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์  จะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี  จึงห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามมาตรา  164

สรุป  ศาลพึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง

 

ข้อ  2  คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ในระหว่างการพิจารณาไต่สวนมูลฟ้อง  ถ้าปรากฏดังกรณีต่อไปนี้ 

(ก)  ในวันศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง  ทนายโจทก์มาศาลแต่ตัวโจทก์และพยานโจทก์ไม่มาศาล  โดยไม่มีเหตุอันควร

(ข)  เมื่อศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เสร็จแล้ว  ระหว่างศาลให้โจทก์รอฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา  ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ทนายโจทก์จึงแถลงต่อศาลด้วยวาจา  ขออนุญาตให้ตัวโจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ดังนี้

ทั้งสองกรณีดังกล่าวให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไร  จึงจะชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ธงคำตอบ

มาตรา  158  ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ  และมี

(7) ลายมือชื่อโจทก์  ผู้เรียง  ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง

มาตรา  163  เมื่อมีเหตุอันควร  โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้  เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้  และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

มาตรา  167  ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล  ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล  ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง

วินิจฉัย

(ก)  โดยหลักแล้ว  ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง  ก่อนที่ศาลจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา  โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลรับฟังได้ว่าคดีมีมูลจึงจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา  หากศาลเห็นว่าไม่มีมูลศาลก็จะยกฟ้อง  ตามที่มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา  167

กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อได้ความว่าในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง  ทนายโจทก์มาศาล  แต่ตัวโจทก์และพยานโจทก์ไม่มาศาล  โดยไม่มีเหตุอันสมควร  จึงถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องให้ศาลเห็นว่า  คดีโจทก์มีมูลตามที่กล่าวหาจำเลยในฟ้อง  (ฎ. 1382/2492)  ศาลชั้นต้นจะต้องยกฟ้องโจทก์  จึงจะชอบตามมาตรา  167

ข)     โดยหลักแล้ว  การฟ้องคดีอาญาตามบทบัญญัติของมาตรา  158(7)  ตัวโจทก์จะต้องลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ฟ้องนั้นจึงจะสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 229/2490)  แต่ในกรณีระหว่างการพิจารณา  ถ้าปรากฏว่าตัวโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ทนายโจทก์ก็มีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  163  ยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้อง  ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้

กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อปรากฏว่าหลังจากที่ศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องคดีโจทก์เสร็จแล้ว  ในระหว่างที่ศาลให้โจทก์รอฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา  ปรากฏว่าตัวโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ  มาตรา  158(7)  ทนายโจทก์จึงได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลขออนุญาตให้โจทก์ลงชื่อในท้ายคำฟ้อง  ซึ่งเป็นการขัดต่อบทบัญญัติ  มาตรา  163  ที่บังคับไว้ว่า  การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโจทก์จะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลจะแถลงด้วยวาจาของแก้ไขเพิ่มเติมต่อศาลนั้นไม่ได้

ดังนั้น  กรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำแถลงด้วยวาจาของทนายโจทก์แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์  เพราะคำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของมาตรา  158 (ฎ. 620/2483)

สรุป

(ก)  ศาลชั้นต้นจะต้องยกฟ้องโจทก์

(ข)  ศาลชั้นต้นต้องยกคำแถลงด้วยวาจาของทนายโจทก์  แล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง

 

ข้อ  3  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาท  เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  291  (กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท)  จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบพยานว่าเหตุเกิดขึ้นมิใช่เนื่องจากความประมาทของจำเลย  แต่เกิดเหตุขึ้นเนื่องจากผู้ตายแย่งปืนไปจากเอวของจำเลย  จำเลยตกใจจึงกระชากปืนจากผู้ตาย  ปืนจึงลั่นถูกผู้ตาย

ในทางพิจารณา  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยแย่งปืนคืนจากผู้ตาย  เมื่อจำเลยแย่งปืนคืนมาได้แล้ว  จำเลยได้ใช้ปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  (กำหนดระวางโทษประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าถึงยี่สิบปี)  เช่นนี้  ศาลพึงพิพากษาคดีนี้อย่างไรจึงจะชอบด้วยวิธีพิจารณา

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291  ในทางพิจารณาข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  กรณีเช่นนี้  ตามมาตรา  192  วรรคสาม  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ  เว้นแต่ปรากฏว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว  จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบพยานว่าเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายแย่งปืนไปจากเอวของจำเลย  จำเลยตกใจจึงกระชากปืนจากผู้ตาย  ปืนจึงลั่นถูกผู้ตาย  คำให้การต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมิได้หลงหยิบยกเอาข้อที่ฟ้องผิดหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องมาเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลย  จำเลยจึงมิได้หลงต่อสู้

เมื่อปรากฏว่าข้อแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเป็นข้อแตกต่างมิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้  กรณีเช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความในการพิจารณาก็ได้  โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  แต่ทั้งนี้  ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ดังนั้น  คดีนี้ศาลพึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

สรุป  ศาลพึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตาม  ป.อ.  มาตรา  288  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกไม่เกิน  10  ปี  และปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท  ตาม  ป.อ.  มาตรา  291

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  335(1) (ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี  และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท)  จำเลยให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท)  ลงโทษจำคุก  1  ปี  โจทก์อุทธรณ์  ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335(1)  ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335(1)  ลงโทษจำคุก  4  ปี

จำเลยฎีกาฝ่ายเดียวขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลย  5  ปี  ซึ่งเป็นโทษจำคุกสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้  ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335(1)  ไม่มีเหตุอันควรปราณี  จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลย  5  ปี  ตามฎีกาของจำเลย  ดังนี้

(ก)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  คำพิพากษาศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  212  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ  ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย  เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

มาตรา  220  ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

มาตรา  225  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา  และว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม  เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง

วินิจฉัย

(ก)  ตามมาตรา  212  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  การที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองที่ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  ตาม  ป.อ.  มาตรา  334  ลงโทษจำคุก  1  ปี  การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษจำเลย  ตาม  ป.อ.  มาตรา  335(1)  ถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองที่ขอให้ศาลพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว  เมื่อได้ความว่า  ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม  ป.อ.  335(1)  ลงโทษจำคุก  4  ปี  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์ในทำนองที่ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  212

(ข)  ตามมาตรา  225  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ในชั้นฎีกาให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม  ดังนั้น  การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้ฎีกาในทำนองที่ขอให้เพิ่มเติมจำเลยด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อได้ความว่าจำเลยฎีกาฝ่ายเดียว  แม้จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลย  5  ปี  อันถือว่าเป็นการฎีกาขอให้ศาลเพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว  แต่อย่างไรก็ดี  เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ศาลพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย  ศาลฎีกาจึงไม่สามารถพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้  ดังนั้น  การที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  ตาม  ป.อ.  มาตรา  335(1)  จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย  ตามมาตรา  212  ประกอบมาตรา  225  (เทียบ ฎ. 3741/2540)

สรุป 

(ก)  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย

(ข)  คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2548

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน

ข้อ  1  นายดำเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่านายขาวบุตรของนายดำตายโดยเจตนา  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง  ครั้นถึงวันนัดโจทก์และทนายไม่มาศาล 

(ก)  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า  โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีเสียออกจากสารบบความ  จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว  กรณีหนึ่ง

(ข)  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง  อีกกรณีหนึ่ง

ทั้งสองกรณีดังกล่าว  นายดำโจทก์จะนำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนั้นมายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  166  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด  ให้ศาลยกฟ้องเสีย  แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้  จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้  แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์  ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก  เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  132  ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้  โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น  และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร

(1) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง  ถอนฟ้อง  หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา  ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  174  มาตรา  175  และมาตรา  193  ทวิ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  174  ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง  คือ 

(2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว

วินิจฉัย

(ก)  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร  โดยหลักแล้วให้ศาลยกฟ้องเสีย  เว้นแต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรจึงมาไม่ได้  ในกรณีนี้ศาลจะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

นายดำเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่านายขาวบุตรของนายดำโดยเจตนา  ครั้นถึงวันนัด  โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  132  และมาตรา  174(2)  ประกอบ  ป.วิ.อ.  มาตรา  15  ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง  ตามมาตรา  166  วรรคแรก  ที่กำหนดให้ศาลยกฟ้องโจทก์เสีย  แต่อย่างไรก็ดี  เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีและคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว  เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ภายในกำหนด  ผลแห่งคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไป  ตามมาตรา  39  เพราะมิใช่เป็นการถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันในคดีความผิดต่อส่วนตัวอีกทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง  ดังนั้น  ในกรณีนี้นายดำโจทก์จึงมีสิทธินำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในอายุความได้  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 1574/2525)

(ข)  เมื่อได้ความว่าศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดไต่สวนมูลฟ้อง  เมื่อศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว  จึงต้องด้วยมาตรา  165  วรรคสาม  ที่ห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก  ดังนั้น  นายดำโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้

สรุป

(ก)  นายดำโจทก์มีสิทธินำคดีอาญาเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในอายุความได้

(ข)  นายดำโจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความได้

 

ข้อ  2  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง  อัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล  ขอให้ลงโทษในความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

(ก)  จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง  และไม่ต้องการทนายความ

(ข)  จำเลยให้การปฏิเสธความผิดตามฟ้อง  โจทก์จึงขอสืบพยาน  ดังนี้  ทั้ง  2  กรณีดังกล่าวขอให้วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป  จึงจะชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

ธงคำตอบ

มาตรา  172  วรรคแรก  การพิจารณาและสืบพยานในศาล  ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  173  วรรคสอง  ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

มาตรา  176  วรรคแรก  ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น  กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

วินิจฉัย

(ก)  พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง  และไม่ต้องการทนายความ  เมื่อได้ความว่าในคดีนี้เป็นความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง  5  ปี  ดังนั้น  ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้  ตามมาตรา  176  วรรคแรก

(ข)  เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว  จำเลยให้การปฏิเสธตามฟ้อง  โจทก์จึงสืบพยาน  ในกรณีเช่นนี้  เมื่อได้ความว่า  จำเลยให้การปฏิเสธความผิดตามฟ้อง  และโจทก์ขอสืบพยาน  ศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของ  มาตรา  172  วรรคแรก  กล่าวคือ  นัดพิจารณาสืบพยานหลักฐานโจทก์ต่อจำเลยในศาลโดยเปิดเผย  และก่อนการพิจารณาสืบพยานโจทก์  ศาลจะต้องสอบถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  หากไม่มีและจำเลยต้องการ  ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้  จึงจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย  มาตรา  173  วรรคสอง

สรุป

(ก)  ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้

(ข)  ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย  จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของผู้เสียหาย  ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  341, 83  แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340, 83  โดยจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เพียงใด

ธงคำตอบ

มาตรา  192  วรรคสองและวรรคสาม  ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น  เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้  ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด  เช่น  เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  กรรโชก  รีดเอาทรัพย์  ฉ้อโกง  โกงเจ้าหนี้  ยักยอก  รับของโจร  และทำให้เสียทรัพย์  หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท  มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งนี้มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

วินิจฉัย

ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ว่าความผิดฐานปล้นทรัพย์จะมิได้บัญญัติอยู่ใน  มาตรา  192  วรรคสาม  เช่นเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงก็ตาม  แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ก็คือ  ความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่า  ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปนั่นเอง  เมื่อการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงกฎหมายมิให้ถือว่าแตกต่างกันในสาระสำคัญ  การต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์กับฉ้อโกง  ย่อมเข้าเกณฑ์มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเช่นกัน  ทั้งมิให้ถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอ  หรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษด้วย  เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไป  เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้  เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้  ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้  ตามมาตรา  192  วรรคสอง  แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสามเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้  (ฎ. 599/2532)

สรุป  ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์  ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้  แต่ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสามเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้  สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

 

ข้อ  4  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  นายสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ส่วนนายหนึ่งและนายสองให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษจำคุกนายสาม  1  ปี  คดีนี้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์

ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นคดีใหม่  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องโจทก์ลงโทษจำคุกคนละ  1  ปี  นายหนึ่งและนายสองต่างยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง  ส่วนโจทก์ไม่

อุทธรณ์ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีนายสองยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ศาลอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของนายหนึ่งแล้วพิพากษาว่า  การกระทำของนายหนึ่ง  นายสองและนายสามไม่เป็นความผิด  พิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไป

ดังนี้  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ปล่อยนายสองและนายสามด้วยได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  202  วรรคสอง  เมื่อถอนไปแล้ว  ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์  จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น

มาตรา  213  ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา  ซึ่งให้ลงโทษจำเยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน  ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย  แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์  ให้มิต้องถูกรับโทษ  หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในกรณีที่ศาลสั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่  เพราะจำเลยบางคนให้การรับสารภาพตามมาตรา  176  วรรคสอง  ในกรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์จะยกเอาเหตุในลักษณะคดีที่ฟ้องใหม่ให้มีผลไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้

และในกรณีที่จำเลยหลายคนอยู่ในสำนวนคดีเดียวกัน  จำเลยบางคนยื่นอุทธรณ์และถอนอุทธรณ์ไป  กรณีเช่นนี้ย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน  ตามมาตรา  202  กล่าวคือ  จำเลยที่ถอนอุทธรณ์แล้วจะยื่นอุทธรณ์อีกไม่ได้เท่านั้น  แต่ทั้งนี้  หาได้ห้ามศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจ  ตามมาตรา  213  แต่อย่างใด  (ฎ. 4093/2530)

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า  การกระทำของนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสาม  ไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นถือได้ว่าเป็นเหตุในลักษณะคดี  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยนายหนึ่งพ้นข้อหาไปแล้ว  ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาปล่อยนายสองและนายสามได้ด้วยหรือไม่  ต้องแยกพิจารณาดังนี้

กรณีนายสอง

นายสองเป็นจำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่งในคดีที่แยกมาฟ้องใหม่  แม้นายสองจะเป็นผู้ถอนอุทธรณ์  ซึ่งตามมาตรา  202  วรรคสอง  ถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นเด็ดขาดสำหรับนายสองผู้ถอนอุทธรณ์ก็ตาม  แต่ก็มีผลเพียงทำให้นายสองไม่สามารถยื่นอุทธรณ์อีกเท่านั้น  เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุในลักษณะคดีศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงนายสองด้วยก็ได้  ตามมาตรา  213  (ฎ. 4093/2530)

กรณีนายสาม

นายสามรับสารภาพตามฟ้องในคดีแรก  ส่วนในคดีที่โจทก์แยกฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นคดีใหม่  นายสามไม่ได้เป็นจำเลยร่วมด้วย  แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุในลักษณะคดี  กรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ก็ไม่มีอำนาจยกเหตุที่อยู่ในลักษณะคดีนี้มาพิพากษาให้มีผลไปถึงนายสาม  เพราะนายสามไม่ใช่จำเลยในสำนวนคดีเดียวกันกับนายหนึ่ง  กรณีจึงไม่ต้องด้วย  มาตรา  213

สรุป  ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ปล่อยนายสองได้  แต่จะพิพากษาให้ปล่อยนายสามไม่ได้