LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ได้รับมอบอํานาจจากนายสมชายให้ยื่นฟ้องจําเลยว่าจําเลยเข้าไปก่อสร้างรั้วคอนกรีตสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ในที่ดินของนายสมชาย ขอให้รื้อถอนออกไปจากที่ดิน จําเลยยื่นคําให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอํานาจที่นายสมชายมอบอํานาจให้โจทก์มาฟ้องคดีถูกต้องหรือไม่ จําเลย ไม่ทราบไม่รับรอง โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง อีกทั้งจําเลยมิได้รุกล้ำที่ดินของใคร แต่จําเลยกระทําลงบนที่ดินของจําเลยที่ซื้อมา หลังจากซื้อมาแล้ว จําเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้ท่านจงตั้งประเด็นข้อพิพาทในคดี และกําหนดภาระการพิสูจน์ จากข้อเท็จจริงที่ให้มา

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้ว ในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น ไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และ กําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้ประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ได้รับมอบอํานาจจากนายสมชายให้ยื่นฟ้องจําเลยว่า จําเลย เข้าไปก่อสร้างรั้วคอนกรีต สิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ในที่ดินของโจทก์ ขอให้จําเลยรื้อถอนออกไปจากที่ดิน และจําเลยให้การในตอนแรกว่า จําเลยมิได้รุกล้ำที่ดินของใคร แต่จําเลยกระทําลงบนที่ดินของจําเลยที่ซื้อมา ที่ดิน เป็นของจําเลยแล้วนั้น จากคําฟ้องและคําให้การของจําเลยดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า “ที่ดินพิพาทที่ก่อสร้างรั้วคอนกรีต สิ่งปลูกสร้างและต้นไม้นั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจําเลย”

ส่วนคําให้การของจําเลยที่ว่า หนังสือมอบอํานาจที่นายสมชายมอบอํานาจให้โจทก์มาฟ้องคดี ถูกต้องหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง โจทก็ไม่มีอํานาจฟ้องนั้น เป็นคําให้การที่มิใช่เป็นการปฏิเสธความแท้จริง ของหนังสือมอบอํานาจ การที่จําเลยไม่ทราบไม่ใช่เหตุที่จะทําให้หนังเอมอบอํานาจของโจทก์ต้องเสียไป และที่ จําเลยไม่รับรองก็ยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอว่าโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และให้ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่จําเลยยอมรับแล้วตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) จึงไม่ก่อให้เกิด ประเด็นข้อพิพาทในคดี

และการที่จําเลยให้การตอนหลังว่า หลังจากซื้อมาแล้ว จําเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 10 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นคําให้การที่ขัดแย้งกับ คําให้การของจําเลยในตอนแรก คําให้การในตอนหลังนี้เท่ากับจําเลยได้ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจําเลย จึงถือเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ในคดีว่าจําเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่เฉพาะ ที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น (คําพิพากษาฎีกาที่ 1069/2554)

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

ตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้า ของที่ดินพิพาท และจําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

สรุป

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจําเลย โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตามที่กล่าวอ้าง

 

 

ข้อ 2 เจ้าพนักงานตํารวจตั้งด่านจับตัวนายสมปองได้พร้อมทั้งเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) 5 เม็ด จึงสอบถามว่า ซื้อมาจากที่ใดแต่นายสมปองไม่ยอมบอก เจ้าพนักงานตํารวจจึงบอกต่อนายสมปองว่า “หากนายสมปองยอมบอกแหล่งที่มาว่าซื้อมาจากใคร จะกันตัวไว้เป็นพยานไม่ดําเนินคดีต่อนายสมปอง” นายสมปองจึงยินยอมบอกว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายชนะ เจ้าพนักงานตํารวจจึงให้นายสมปอง ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายชนะ เมื่อนายชนะนําเมทแอมเฟตามีนมาให้นายสมปอง 100 เม็ด เจ้าพนักงานตํารวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม จนกระทั่งมีการสอบสวนและส่งฟ้องโดยพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชนะเป็นจําเลยให้รับผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย โดยในบัญชีระบุพยานโจทก์ได้ยื่นพยานหลักฐานดังต่อไปนี้

ก. นายสมปองเป็นพยานบุคคลในชั้นศาล

ข. คําให้การในชั้นจับกุมของนายสมปองว่า ตนซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายชนะจําเลย

ค. เมทแอมเฟตามีนจํานวน 100 เม็ด ที่นายชนะจําเลย ขาย

ให้ท่านวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานดังต่อไปนี้รับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 226/1 “ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาล พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่ เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น หรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวง แห่งคดี…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก. การที่เจ้าพนักงานตํารวจตั้งด่านจับตัวนายสมปองได้พร้อมทั้งเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) 5 เม็ด และได้บอกกับนายสมปองว่า “หากนายสมปองยอมบอกแหล่งที่มาว่าซื้อมาจากใคร จะกันตัวไว้เป็นพยาน ไม่ดําเนินคดีต่อนายสมปอง” นายสมปองจึงยินยอมบอกว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายชนะ เจ้าพนักงานตํารวจ จึงให้นายสมปองไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายชนะ จนสามารถจับกุมตัวนายชนะพร้อมเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ดนั้น จะเห็นได้ว่า การที่นายสมปองได้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายชนะนั้นได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ และการให้คํามั่นสัญญาจากเจ้าพนักงานตํารวจว่าจะไม่ดําเนินคดีกับนายสมปอง จึงถือว่านายสมปองเป็น พยานบุคคลชนิดที่เกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่สามารถอ้างนายสมปองเป็นพยาน ในคดีนี้ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 เพราะถือว่าเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ดังนั้น การที่นายสมปอง เป็นพยานบุคคลในชั้นศาล จึงรับฟังไม่ได้

ข. คําให้การในชั้นจับกุมของนายสมปองว่าตนซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายชนะจําเลยนั้น ถือเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและการให้คํามั่นสัญญาจากเจ้าพนักงานตํารวจว่าจะไม่ดําเนินคดีกับ นายสมปองเช่นเดียวกัน จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 เพราะเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ จึงห้าม มิให้ศาลรับฟัง

ค. เมทแอมเฟตามีนจํานวน 100 เม็ดที่นายชนะจําเลยขาย ถือว่าเป็นพยานวัตถุและเป็น พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการที่ตํารวจได้บนายชนะและยึดเมทแอมเฟตามีนได้นั้น เป็นเพราะตํารวจได้ใช้ให้นายสมปองไปล่อซื้อจากนายชนะโดยการจูงใจ ให้คํามั่นสัญญาว่าจะไม่ดําเนินคดีกับ นายสมปอง ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือได้ว่า เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ที่พนักงานอัยการโจทก์ได้ นํามาเป็นพยานต่อศาลนั้น แม้จะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจาก การกระทําโดยมิชอบ หรือได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ดังนั้น จึงห้ามมิให้ศาลรับฟัง พยานหลักฐานดังกล่าว เว้นแต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้ ถ้าศาลเห็นว่าการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงาน ยุติธรรมทางอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1

สรุป

ก. การที่นายสมปองเป็นพยานบุคคลในชั้นศาล และ

ข. คําให้การในชั้นจับกุมของ นายสมปองดังกล่าว ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานไม่ได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226

ส่วน ค. เมทแอมเฟตามีนจํานวน 100 เม็ด ที่นายชนะจําเลยขายก็ห้ามมิให้ศาลรับฟัง พยานหลักฐานชนิดนี้เช่นกัน เว้นแต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังถ้าศาลเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความ ยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1

 

 

ข้อ 3 โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ไปไม่คืนตามระยะเวลาที่กําหนด ผิดสัญญากู้ยืม ขอให้จําเลยชําระหนี้ จําเลยยื่นคําให้การว่าตนคืนเงินโจทก์แล้ว โดยมารดาโจทก์รับเงินแทนไว้โดยมีการทําหนังสือรับชําระเงินกู้แล้ว โดยหนังสือนี้ถูกเก็บไว้ที่มารดาโจทก์และมีนายสุธรรมเซ็นชื่อเป็นพยาน กรณีนี้หากจําเลยต้องการนําหนังสือรับชําระเงินกู้ที่อยู่กับมารดาโจทก์เข้าสืบให้ศาลรับฟังเป็น พยานหลักฐานในสํานวนจะต้องทําอย่างไร และหากมารดาโจทก์ไม่ส่งเอกสารมาให้ จําเลยจะสามารถ นําตัวนายสุธรรมพยานบุคคลมาสืบแทนหนังสือรับชําระหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 90 วรรคหนึ่ง วรรคสามและวรรคท้าย “ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสําเนา เอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน

คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสําเนาเอกสาร ให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของ คู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก

กรณีตาม (2) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศายมีคําสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครอง ตามมาตรา 123 โดยต้องยื่นคําร้องต่อศาลภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกําหนด”

มาตรา 93 “การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนํามาไม่ได้ เพราะถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่ สามารถนํามาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจําเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสําเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นํามา ไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นําสําเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

มาตรา 123 “ถ้าต้นฉบับเอกสารซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นอยู่ใน ความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่อ้างจะยื่นคําขอ โดยทําเป็นคําร้องต่อศาลขอให้สังคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารแทนการที่ตนจะต้องส่งสําเนาเอกสารนั้นก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็น พยานหลักฐานสําคัญ และคําร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลา อันสมควรแล้วแต่ศาลจะกําหนด

ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือในครอบครองของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ซึ่งคู่ความที่อ้างไม่อาจร้องขอโดยตรงให้ส่งเอกสารนั้นมาได้ ให้นําบทบัญญัติในวรรคก่อนว่า ด้วยการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารยื่นคําขอ และการที่ศาลมีคําสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่อ้างต้องส่ง คําสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน ถ้าไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกําหนด เมื่อศาล เห็นสมควรก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2)”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทําสัญญากู้เงินโจทก์แต่ไม่ยอมชําระคืน และ จําเลยต่อสู้ว่าได้ชําระเงินคืนแก่โจทก์แล้ว โดยเอกสารการรับชําระเงินอยู่กับมารดาโจทก์แต่มารดาโจทก์ไม่ยอม มอบให้จําเลยนั้น ถือว่าจําเลยได้อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน พื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ดังนั้น โดยหลักแล้วจําเลยจะต้องนําสําเนาเอกสารการรับชําระหนี้ยื่นต่อศาล และส่งสําเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่ โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง)

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอกสารการรับชําระเงินกู้ที่จําเลยอ้างอิงนั้นอยู่กับมารดาโจทก์ ซึ่งถือว่าอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ดังนั้นจําเลยจึงไม่ต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้อง ส่งสําเนาเอกสารให้แก่โจทก์ (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2)

และตามอุทาหรณ์นั้นวินิจฉัยได้ดังนี้

หากจําเลยต้องการน้ําเอกสารการรับชําระเงินกู้ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐาน จําเลยจะต้อง ปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 123 กล่าวคือ จําเลยจะต้องยื่นคําขอโดยทําเป็น คําร้องต่อศาล ขอให้สั่งให้บุคคลภายนอก (มารดาโจทก์) ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวแทนการที่จําเลยจะต้องส่ง สําเนาเอกสารนั้น และถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสําคัญและคําร้องของจําเลยนั้นฟังได้ ให้ศาล มีคําสั่งให้มารดาโจทก์ยื่นต้นฉบับเอกสเรต่อศาลภายในเวลาอันสมควรแล้วแต่ศาลจะกําหนด แต่จําเลยจะต้อง ส่งคําสั่งศาลให้แก่มารดาโจทก์ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน

ถ้าจําเลยทําตามวิธีการดังกล่าวแล้ว แต่มารดาโจทก์ปฏิเสธในการส่งเอกสารมายังศาล ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่นําต้นฉบับเอกสารมาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือไม่สามารถนํามาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจาก พฤติการณ์ที่จําเลยผู้อ้างอิงเอกสารต้องรับผิดชอบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) และเมื่อไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบ ตามกําหนด เมื่อศาลเห็นสมควรก็ให้ศาล สืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2) (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 123 วรรคสอง) กล่าวคือ ศาลจะสืบพยานต่อไปโดยอนุญาตให้นําสําเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ก) ได้บัญญัติหลักไว้ว่า เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นําพยานบุคคลมาสืบแทบพยานเอกสารในเมื่อไม่สามารถนําเอกสาร มาแสดง แต่อย่างไรก็ตามหลักดังกล่าวมีข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง คือในกรณีที่ต้นฉบับเอกสาร สูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) ดังนี้ ย่อมสามารถนําพยานบุคคลมาสืบเทนพยานเอกสารได้

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ เมื่อมารดาโจทก์ปฏิเสธในการส่งเอกสารและเป็นกรณีที่ถือว่า นําต้นฉบับเอกสารมาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือไม่สามารถนํามาได้โดย ประการอื่นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) จําเลยจึงสามารถที่จะขอนําตัวนายสุธรรมพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร (หนังสือรับชําระหนี้) ดังกล่าวได้ เพราะไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

สรุป

หากจําเลยต้องการนําหนังสือรับชําระเงินที่อยู่กับมารดาโจทก์เข้าสืบให้ศาลรับฟัง เป็นพยานหลักฐานในสํานวน จําเลยจะต้อปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 9 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 123

และหากมารดาโจทกไม่ส่งเอกสารมาให้ จําเลยย่อมสามารถนําตัวนายสุธรรมพยานบุคคลมา สืบแทนพยานเอกสาร (หนังสือรับชําระหนี้) ดังกล่าวได้ เพราะไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างคนขับรถของจําเลยที่ 2 วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จําเลยที่ 2 ว่าจ้าง และด้วยความประมาท จําเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนโจทก์ในขณะ กําลังเดินข้ามถนน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ยองเสียค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายอื่น รวมเป็นเงิน 50,000 บาท จําเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ขอให้จําเลย ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พอมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสองให้การว่า จําเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถด้วยความประมาท เหตุเกิดเพราะรถบรรทุกเบรกแตก วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกออกไปโดยพลการ เพื่อทํากิจส่วนตัวไม่ใช่งานตามคําสั่งของ จําเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าสินไหมทดแทนเคลือบคะ มเพราะไม่ได้บรรยายว่าค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียหายอื่นนั้นมีรายการใดบ้าง ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงร่วมกันว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําเลยที่ 1 แล้ว ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบประการใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดี จะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

(2) ข้อเท็จจริงซึ่งม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 46 “ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจําต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญา”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้างนั้น”

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหร่อควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อัน เดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 วรรคหนึ่ง “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัย ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเสียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องว่า

(1) จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างคนขับรถของจําเลยที่ 2

(2) จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้า ของจําเลยที่ 2

(3) จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชนโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ อันตรายสาหัสและได้รับความเสียหายตามฟ้อง

จําเลยทั้งสองให้การว่า

(1) จําเลยที่ 1 ได้ขับรถด้วยความประมาท เหตุเกิดเพราะรถบรรทุกเบรกแตก

(2) จําเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2

(3) ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายว่าค่ารักษาพยาบาลและ ค่าเสียหายอื่นนั้นมีรายการใดบ้าง

ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงร่วมกันว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลย ที่ 1 ในความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และศาลชั้นต้นได้พิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจําเลยที่ 1 แล้ว

จากคําฟ้องของโจทก และคําให้การของจําเลยทั้งสอง รวมทั้งคําแถลงของคู่ความ จะเห็นได้ว่า มีประเด็นแห่งคดีที่คู่ความฟังได้เป็นยุติ ดังนี้คือ

1 ประเด็นตามฟ้องที่ว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 นั้น จําเลยทั้งสองไม่ได้ ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ จึงถือว่าจําเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้วตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) ดังนั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจําเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 จําเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมกัน รับผิดกับจําเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

2 ประเด็นที่ว่า จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชนโจทก์นั้น เมื่อคดีนี้ เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และจากคําแถลงของคู่ความในวัน ชี้สองสถาน จําเลยที่ 1 ต้องคําพิพากษา ในคดีอาญาถึงที่สุดแล้วว่ามีความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งสําหรับจําเลยที่ 1 ศาลจําต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อาญา ราตรา 46 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (2) จําเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

3 คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะอันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล อันเป็นมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานความรับผิดตามบท กฎหมายดังกล่าว แต่เนื่องจากจําเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีส่วนอาญาด้วย จําเลยที่ 2 จึงไม่ผูกพันตาม ข้อเท็จจริงในคําพิพากษาคดีส่วนอาญาของจําเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจําเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยตั้ง ประเด็นเพื่อนําสืบหักล้างความรับผิดตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 437 ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นนําสืบ

เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นในคดีนี้ฟังได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 และ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (2) และ (3) ว่า วันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ได้ขับรถบรรทุกด้วยความประมาทเฉียวชน โจทก์ และทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับอันตรายสาหัล ดังนั้นคดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่

2 ฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่

3 โจทก์เสียหาย เพียงใด ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณ ตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ที่ว่าจําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจําเลยที่ 1 ได้กระทําไปในทางการที่จ้าง แต่จําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ดังนั้นโจทก์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างย่อมมีหน้าที่นําสืบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

ประเด็นที่ 2 ที่ว่าฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ แม้จําเลยจะเป็นผู้กล่าว อ้างก็ตาม แต่ประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลวินิจฉัยได้เอง ดังนั้น คู่ความไม่ต้องนําสืบ

ประเด็นที่ 3 ที่ว่าโจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์ กล่าวอ้างเรื่องความเสียหาย แม้จําเลยจะ ไม่ได้ให้การโต้แย้งจํานวนเงินค่าเสียหายด้วย หน้าที่นําสืบข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ กล่าวคือ เป็นหน้าที่ของฝ่าย ที่เรียกร้องจะต้องนําสืบถึงจํานวนค่าเสียหายให้ได้ตามที่ฟ้องมา แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหายให้โจทําได้เองตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่ง ละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบ ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

2 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ คู่ความไม่ต้องนําสืบ

3 โจทก์เสียหายเพียงใด โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

 

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานลักทรัพย์ จําเลยให้การปฏิเสธ ขั้นพิจารณา โจทก์นําพยานบุคคลสืบเพื่อพิสูจน์ว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง คือ

(1) นายหนึ่งผู้เสียหายประจักษ์พยานเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จําเลยได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตามฟ้อง แต่ก่อนเบิกความผู้เสียหายไม่ได้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณตนด้วย ความพลั้งเผลอ โดยได้สาบานตนต่อหน้าศาลหลั จากเบิกความเสร็จแล้วทันทีในวันนั้นว่าข้อความที่ตนเบิกความไปแล้วเป็นความจริง

(2) นายสองประจักษ์พยานเบิกความตอบข้อซักถามโจทก์จนจบยืนยันว่า จําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง แล้วศาลให้เลื่อนคดีไปให้จําเลยซักค้านนัดหน้าเพราะหมดเวลาราชการเสียก่อน

ในวันนัดนายสองไม่ได้มาเบิกความตอบข้อซักค้าน ยองจําเลยเพราะถึงแก่กรรมไปเสียก่อน

(3) สิบตํารวจโทสามผู้จับกุมจําเลยเบิกความตามบันทึก การจับกุมที่สิบตํารวจโทสามเป็นผู้ทําขึ้นว่าชั้นจับกุมจําเลยให้ถ้อยคํารับสารภาพว่าลักทรัพย์ขอ ผู้เสียหายตามข้อกล่าวหาด้วยความสมัครใจ รายละเอียดตามบันทึกการจับกุมที่อ้างส่งศาล

(4) นายสี่เบิกความว่า หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจนายเดงบอกแก่นายสี่ว่า นายแดงเห็นจําเลยซึ่งนายแดงรู้จักมาก่อนลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้อง โดยสอดคล้องกับคําเบิกความของนายหนึ่งผู้เสียหาย และ

(5) นายห้าประจักษ์พยานซึ่งเป็นญาติกับนายหนึ่งผู้เสียหายเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุนายห้าเห็นจําเลยซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนลักเอาทรัพย์ของนายหนึ่งผู้เสียหายไปตามฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า พยานโจทก์ดังกล่าวรับฟังเพื่อลงโทษจําเลยตามฟ้องได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 95 วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้น

(1) สามารถเข้าใจและตอบคําถามได้

(2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วย ตนเองโดยตรง…”

มาตรา 112 “ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่…”

มาตรา 117 “คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะตั้งข้อซักถามพยานได้ในทันใดที่พยานได้ สาบานตนและแสดงตนตามมาตรา 112 และ 116 แล้ว …

เมื่อคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้าน พยานนั้นได้

เมื่อได้ถามค้านพยานเสร็จแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างทยานชอบที่จะถามติงได้

…”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวล กฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ เท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 84 วรรคสี่ “ถ้อยคําใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตํารวจในชั้นจับกุม หรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคํานั้นเป็นคํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทําความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน…”

มาตรา 226/3 “ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนํามาเบิกความต่อศาล หรือที่ บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า

ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่

(1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจร่งแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่า จะพิสูจน์ความจริงได้”

มาตรา 227 วรรคหนึ่ง “ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษา ลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริง และจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดนั้น”

วินิจฉัย กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 95 ซึ่งนํามาใช้ในคดี บาญาได้ด้วย (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15) ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า พยานบุคคลที่ศาลจะรับฟังนั้นจะต้องสามารถเข้าใจและตอบคําถามได้ และจะต้อง เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็น พยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรงที่เรียกว่า ประจักษ์พยาน และตาม ป.วิ.แพ่ง ซึ่งนํามาใช้ในคดีอาญาได้ด้วยเช่นกันนั้นมีหลักเกณฑ์ว่า ก่อนเบิกความ พยานต้องสาบานตนหรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน พยานบุคคลที่เบิกความโดยมิได้ สาบานตนหรือปฏิญาณตนย่อมรับฟังไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี พยานบุคคลที่เปกความโดยมิได้สาบานตนหรือปฏิญาณตน โดยความพลั้งเผลอ หากให้การหรือเบิกความจบแล้ว ได้สาบานตนรับรองต่อศาลว่าข้อความที่ตนเบิกความไปแล้ว เป็นความจริง ถือได้ว่ามีการสาบานตนตามความมุ่งหมายของกฎหมายแล้ว คําเบิกความนั้นรับฟังได้ (คําพิพากษา ฎีกาที่ 693/2487 และ 217/2488)

ดังนั้น คําเบิกความของนายหนึ่งผู้เสียหายที่ก่อนเบิกความไม่ได้สาบานตนหรือกล่าว คําปฏิญาณตนด้วยความพลั้งเผลอ โดยได้สาบานตนต่อหน้าศาลหลังจากเบิกความเสร็จแล้วนั้นทันทีในวันนั้นว่า ข้อความที่ตนเบิกความไปแล้วเป็นความจริง จึงรับฟังได้

(2) หลักเกณฑ์การถามพยานบุคคลในศาลตาม ปวิ.แพ่ง มาตรา 117 ซึ่งนํามาใช้ในคดีอาญา ได้ด้วย (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15) นั้น ได้กําหนดลําดับของการถามพยานบุคคลไว้ว่า ฝ่ายที่อ้างพยานมาจะ ถามพยานของตนก่อนเรียกว่า “ซักถาม” เมื่อถามเสร็จแล้วให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งถามค้านพยานนั้นได้เรียกว่า “ถามค้านหรือซักค้าน” เสร็จแล้วคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานมาจะถามพยานของตนได้อีกครั้งหนึ่งเรียกว่า “ถามติง” แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายมิได้บัญญัติว่า หากพยานยังไม่ได้ตอบถามค้านหรือซักค้านแล้ว ห้ามมิให้รับฟังพยาน บุคคลปากนั้น ดังนั้น การที่นายสองประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้มาเบิกความตอบถามค้านหรือซักค้านของจําเลย เพราะถึงแก่กรรมไปก่อนวันนัด ก็มิใช่ความผิดของฝ่ายโจทก์ ศาลจึง มีอํานาจรับฟังคําเบิกความของนายสอง ประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 6333/2539)

(3) ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคสี่ มีหลักว่า ถ้อยคําที่เป็นคํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่า ตนได้กระทําความผิดที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น การที่สิบตํารวจโทสาม ผู้จับกุมจําเลยเบิกความตามบันทึกการจับกุมที่สิบตํารวจโทสามเป็นผู้ทําขึ้นว่า ชั้นจับกุมจําเลยให้ถ้อยคํารับสารภาพ ว่าลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามข้อกล่าวหาด้วยความสมัครใจนั้นก็เป็นเพียงการยืนยันถึงข้อเท็จจริงตามคําให้การ รับสารภาพของจําเลยในชั้นจับกุม ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน (คําพิพากษาฎีกาที่ 1850/2555) คําเบิกความของสิบตํารวจโทสามจึงรับฟังไม่ได้

(4) การที่นายสี่เบิกความว่า หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจนายแดงบอกแก่นายสี่ว่า นายแดง เห็นจําเลยซึ่งนายแดงรู้จักมาก่อนลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องนั้น ย่อมถือว่านายสี่เป็นพยานบอกเล่าและ ห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงแวดล้อมที่หลังเกิดเหตุไม่ถึงอึดใจ นายแดง ก็บอกแก่นายสี่ว่า นายแดงเห็นจําเลยซึ่งรู้จักกันมาก่อนโดยไม่ปรากฏว่า สาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนด้วย ได้ลักเอา ทรัพย์ของผู้เสียหายไปตามฟ้องและสอดคล้องกับคําเบิกความของนายหนึ่งผู้เสียหาย จึงเห็นได้ว่านายแดงได้บอกแก่ นายสี่พยานโจทก์ในระยะเวลากระชั้นชิดกับที่เหตุเกิด นายแดงยังไม่มีโอกาสไตร่ตรองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็น อย่างอื่นเพื่อปรักปรําใส่ร้ายจําเลยให้ต้องรับโทษ ดังนั้น คําเบิกความของนายสี่พยานบอกเล่าของโจทก์จึงรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3 (1) (คําพิพากษาฎีกาที่ 63/2533)

(5) ไม่มีกฎหมายโดห้ามมิให้รับฟังคําเบิกความของพยานที่เป็นญาติกัน หากศาลเห็นว่า พยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และชอบด้วยเหตุผล พอให้รับฟังได้ว่าเป็นความจริง ศาลก็มี อํานาจรับฟังคําเบิกความของพยานดังกยาวได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 13 /2539) ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ เมื่อนายห้า ประจักษ์พยานโจทก์เป็นเพียงญาติกับผู้เสียหายเท่านั้นโดยไม่เคยรู้จักกับจําเลยมาก่อน จึงไม่มีสาเหตุที่จะมาเบิกความ กลั่นแกล้งจําเลยให้ต้องได้รับโทษ คําเบิกความของนายห้าประจักษ์พยานโจทก์จึงรับฟังได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 95 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15

ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์ คําเบิกความของพยานโจทก์คือนายหนึ่ง นายสอง นายสี่ และ นายห้า จึงรับฟังเพื่อลงโทษจําเลยตามฟ้องได้ ส่วนจะเพียงพอให้แน่ใจ ว่ามีการกระทําผิดตามฟ้องและจําเลยเป็น ผู้กระทําผิดนั้นหรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ส่วนคําเบิกความของสิบตํารวจโทสามพยานโจทก์ผู้จับกุมจําเลยรับฟังไม่ได้

สรุป

คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสอง นายสี่ และนายห้าพยานโจทก์รับฟังได้ ส่วนคํา เบิกความของสิบตํารวจโทสามพยานโจทก์ผู้จับกุมจําเลยรับฟังไม่ได้

 

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จําเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ที่จําเลยเช่า จําเลยให้การว่า “การเช่าตึกพิพาทมีข้อตกลงให้จําเลยช่วยค่า ก่อสร้างตึกพิพาทแล้วยกกรรม สิทธิ์ให้โจทก์ โดยโจทก์สัญญาว่าจะให้จําเลย เช่าตึกพิพาทมีกําหนด 25 ปี เพียงแต่ทําสัญญาเช่าและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีกําหนด 12 ปีก่อน ครบกําหนดแล้วโจทก์จะให้เช่าต่ออีก 13 ปีเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่า ธรรมดา ขอให้ยกฟ้อง” และจําเลยขอนํานายทศพลผู้เป็นพยานบุคคลในวันทําสัญญาเช่าดังกล่าว เข้าสืบ กรณีนี้จะสามารถนํานายทศพลเข้าสืบได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมีให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ใน เอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบ ข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จําเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ที่จําเลยเช่า จําเลยให้การว่า การเช่าตึกพิพาทมีข้อตกลงให้จําเลยช่วยค่าก่อสร้างตึก พิพาทแล้วยกกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โดยโจทก์ สัญญาว่าจะให้จําเลยเช่าตึกพิพาทมีกําหนด 25 ปี เพียงแต่ทําสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มี กําหนด 12 ปีก่อน ครบกําหนดแล้วโจทก์จะให้เช่าต่ออีก 13 ปี เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา และขอนํานายทศพลผู้เป็นพยานบุคคลในวันทําสัญญาเช่าดังกล่าวเข้าสืบนั้น เป็นกรณีที่จําเลยจะขอนําพยานบุคคล เข้ามาสืบถึงเหตุที่จําเลยมีสิทธิเช่าต่ออีก เพราะได้ออกเงินค่าก่อสร้างให้โจทก์เป็นการตอบแทน ซึ่งเท่ากับ เป็นการนําสืบหักล้างสัญญาเช่านั้นไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษ มิใช่เป็นการ นําสืบว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้าม ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) ดังนั้น จําเลยจึงสามารถนํานายทศพลเข้าสืบได้

สรุป จําเลยชอบที่จะนํานายทศพลเข้าสืบได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่ (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความ รับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

ให้อธิบายว่า ในคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริง ที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

(2) โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ขับรถโดยสารของจําเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้าง และด้วยความประมาท จําเลยที่ 1 ขับรถชนเสาไฟฟ้าข้างถนน เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งนั่งมาในรถโดยสารคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กาย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ขอให้จําเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จําเลยทั้งสองให้การว่า จําเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถโดยสารด้วยความประมาท ความเสียหายเกิดแต่ เหตุสุดวิสัยเพราะมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถโดยสารที่จําเลยที่ 1 ขับโดยกะทันหัน ในวันเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 มาสมัครเข้าทํางานกับจําเลยที่ 2 จําเลยที่ 2 ให้ไปทดลองขับรถโดยสารคันเกิดเหตุ ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 จําเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง เช่นนี้ คดีมีประเด็น ข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด

ธงคําตอบ

(1) ในคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล มีดังนี้คือ

1 คําให้การรับโดยชัดแจ้ง (ของจําเลย) ซึ่งข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง (ของโจทก์) พร้อมทั้ง แสดงเหตุแห่งการรับ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

2 คําให้การโดยไม่ชัดแจ้ง แต่ให้ถือว่าจําเลยยอมรับหรือที่เรียกว่าเป็นการยอมรับ โดยปริยาย ซึ่งได้แก่กรณีดังต่อไปนี้

2.1 กรณีจําเลยไม่ให้การปฏิเสธคําฟ้องข้อใด ให้ถือว่าจําเลยยอมรับข้อเท็จจริงใน คําฟ้องข้อนั้นแล้ว เว้นแต่ในเรื่องค่าเสียหายและในกรณีที่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ แม้จําเลยจะไม่ได้โต้แย้งใน เรื่องค่าเสียหาย หรือไม่ได้ยื่นคําให้การ จะถือว่าจําเลยยอมรับในข้อนั้นไม่ได้

2.2 จําเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์พร้อมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธโดยไม่ชัดแจ้ง ซึ่งถือ ว่าเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เช่น

(ก) คําให้การที่ว่า “นอกจากที่จําเลยให้การต่อไปนี้ให้ถือว่าปฏิเสธฟ้อง “หรือ”

นอกจากให้การไปแล้วให้ถือว่าปฏิเสธ”

(ข) คําให้การที่ว่า ข้อเท็จจริงจะเป็นตามคําฟ้องหรือไม่ “จําเลยไม่ทราบและไม่รับรอง”

(ค) ให้การหลายนัย หลายข้อต่อสู้ซึ่งขัดแย้งกัน หรือที่เรียกว่า คําให้การขัดกัน ซึ่งคําให้การในลักษณะนี้ ถือเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องถือว่าจําเลยยอมรับตามฟ้อง

3 คํารับตามที่ศาลสอบถามในการชี้สองสถาน กล่าวคือ ในการชี้สองสถานแต่ละฝ่าย จะต้องตอบคําถามที่ศาลถามเอง หรือถามตามคําขอของคู่ความฝ่ายอื่น อันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่น ยกขึ้นอ้าง ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคําถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอัน สมควร ให้ถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการ ปฏิเสธได้ขณะนั้น (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 183 วรรคสอง)

4 คํารับตามที่คู่ความสอบถาม กล่าวคือ คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอ้างข้อเท็จจริงใด และ ขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อได้ร้องขอต่อศาลในวันสืบพยาน ให้ศาล สอบถามคู่ความฝ่ายอื่น ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้รับคําบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าคู่ความฝ่ายนั้น ไม่ยอมตอบคําถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งใน ขณะนั้น ให้ถือว่าได้ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือ แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น กรณีเช่นนี้ ศาลจะมีคําสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นทําคําแถลงเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงมายื่นต่อศาลภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 100)

5 คํารับเกี่ยวกับเอกสาร กล่าวคือ การไม่ส่งต้นฉบับเอกสารในความครอบครองตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 123, 124 ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนําสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่ยื่น เอกสารดังกล่าวได้ยอมรับแล้ว หรือการไม่คัดค้านเอกสารโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือ บางส่วน หรือสําเนาไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้คัดค้านได้ยอมรับความถูกต้องในเอกสารนั้นแล้ว ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125

6 คํารับตามข้อตกลง (คําท้า) กล่าวคือ เป็นการกระทําในศาลโดยยอมรับข้อเท็จจริง ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการดําเนินกระบวนพิจารณา อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผลแห่งการดําเนินกระบวนพิจารณานั้นสมความประสงค์ของคู่ความฝ่ายใดตามที่ท้ากัน อีก ฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับตามข้ออ้างของฝ่ายที่สมประสงค์นั้นทั้งหมด

(2) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้างนั้น”

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อัน เดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะ พิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด…”

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อพิจารณาจากคําฟ้องและคําให้การของโจทก์จําเลยรับฟังได้ว่า ขณะเกิด เหตุจําเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมดูแลรถโดยสารซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล และโจทก์ได้รับ ความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น จําเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนั้น ต้องถือว่าจําเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว จําเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในอันตรายแก่กายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยตามที่จําเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้

ส่วนจําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่เพียงว่าจําเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หาก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ก็ต้องถือว่าจําเลยที่ 2 ยอมรับว่าจําเลยที่ 1 ได้ กระทําไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 นอกจากนี้ จําเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ตามฟ้อง จึงต้องถือว่าจําเลยทั้งสองรับกันว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องด้วยเช่นกัน

ดังนั้น คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่

2 จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่

3 โจทก์เสียหายเพียงใด

สําหรับหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นแรก ที่ว่า ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่ ในส่วนนี้เนื่องจากโจทก์ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะ อย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง” ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลยทั้งสองที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้องเกิดแต่เหตุ สุดวิสัย ซึ่งหากจําเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้ จําเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

ประเด็นที่สอง ที่ว่า จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่ ในส่วนนี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่โจทก์

ประเด็นที่สาม ที่ว่า โจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง แม้จําเลยจะไม่ได้ให้การโต้แย้ง จํานวนเงินค่าเสียหายด้วย ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะต้องนําสืบถึง จํานวนค่าเสียหาย) แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เอง ตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

สรุป คดีมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่จําเลยทั้งสอง

2 จําเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 หรือไม่ ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

3 โจทก์เสียหายเพียงใด ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

 

ข้อ 2 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นายดินว่าปลอมเอกสารสิทธิ มีโทษจําคุก โดยนายเอชาวต่างประเทศเป็นผู้เสียหายซึ่งจะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นายบี ชาวต่างประเทศอีกคนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ทําความเห็นเป็นหนังสือในข้อหาดังกล่าวไว้แต่จะต้อง เดินทางกลับประเทศของตนโดยด่วน ส่วนนายน้ําเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทําผิดของนายดิน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบถามคําให้การไว้ตามระเบียบแล้ว พนักงานอัยการโดยการร้องขอของ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคําร้องต่อศาลขอสืบนายเอและนายบีไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงวันนัดนายเอมาศาล ส่วนนายบีพนักงานสอบสวนติดตามตัวมาเบิกความไม่ได้ พนักงานอัยการจึงนํานายเอเข้าเบิกความ ในศาลต่อหน้านายดินผู้ต้องหาจนเสร็จ ศาลอ่านคําเบิกความให้นายเอและนายดินฟังกับให้ลงลายมือ ชื่อไว้ โดยก่อนนายเอเบิกความศาลมิได้ถามนายดินว่ามีทนายความหรือไม่ หรือซักถามนายเอให้ แทนเพราะนายดินแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ จากนั้นพนักงานอัยการส่งความเห็นเป็น หนังสือของนายบีต่อศาลแทนคําเบิกความของนายบี ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดินใน ข้อหาดังกล่าวเป็นจําเลยต่อศาล นายดินให้การปฏิเสธ แต่ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ นายน้ำ ประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งรับหมายเรียกโดยชอบแล้วมีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลตามที่นัดไว้ได้

ให้ วินิจฉัยว่า

ก. คําเบิกความของนายเอและความเห็นเป็นหนังสือของนายบีที่พนักงานอัยการสืบไว้ล่วงหน้า การรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้หรือไม่ และ

ข. พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายน้ำประจักษ์พยานไว้ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 55/1 วรรคหนึ่ง “ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าศาลมีคําสั่งให้ออกหมายเรียก พยานโจทก์ โดยมิได้กําหนดวิธีการส่งไว้ ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่ดําเนินการให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ เป็นผู้จัดส่งหมายเรียกแก่พยาน และติดตามพยานโจทก์มาศาลตามกําหนดนัด แล้วแจ้งผลการส่งหมายเรียกไปยัง ศาลและพนักงานอัยการโดยเร็ว หากปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้หรือเกรงว่าจะเป็นการยาก ที่จะนําพยานนั้นมาสืบตามที่ศาลนัดไว้ ก็ให้พนักงานอัยการขอให้ศาลสืบพยานนั้นไว้ล่วงหน้าตามมาตรา 173/2 วรรคสอง

มาตรา 173/2 วรรคสอง “ในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อศาลเห็นสมควร หรือคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ ศาลจะมีคําสั่งให้สืบพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นสําคัญในคดีไว้ล่วงหน้า ก่อนถึงกําหนดวันนัดสืบพยานก็ได้”

มาตรา 237 ทวิ “ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไป นอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควร เชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนํา พยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคําร้องขอจากผู้เสียหายหรือจากพนักงานสอบสวน จะยื่นคําร้องโดยระบุการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคําสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทําความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอํานาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้ พนักงานอัยการนําตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอํานาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป

เมื่อศาลได้รับคําร้องเช่นว่านั้นให้ศาลสืบพยานนั้นทันที ในการนี้ผู้ต้องหาจะซักค้าน หรือตั้ง ทนายความซักค้านพยานนั้นด้วยก็ได้

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดอาญา ซึ่งหาก มีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศาลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจําเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ตามมาตรา 173 ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให้ ถ้าศาล เห็นว่าตั้งทนายความให้ทันก็ให้ตั้งทนายความให้และดําเนินการสืบพยานนั้นทันที แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่สามารถตั้ง ทนายความได้ทัน หรือผู้ต้องหาไม่อาจตั้งทนายความได้ทัน ก็ให้ศาลซักถามพยานนั้นให้แทน

คําเบิกความของพยานดังกล่าว ให้ศาลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วยแล้ว ก็ให้ศาลอ่านคําเบิกความดังกล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา

ถ้าต่อมาผู้ต้องหานั้นถูกฟ้องเป็นจําเลยในการกระทําความผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคําพยาน ดังกล่าวในการพิจารณาคดีนั้นได้”

มาตรา 243 วรรคสอง “ผู้เชี่ยวชาญอาจทําความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องส่งสําเนา หนังสือดังกล่าวให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และต้องมาเบิกความประกอบหนังสือนั้น เว้นแต่มีเหตุ จําเป็น หรือคู่ความไม่ติดใจซักถามผู้เชี่ยวชาญนั้น ศาลจะให้รับฟังความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาเบิกความประกอบก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก คําเบิกความของนายเอรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เพราะเป็นการดําเนิน กระบวนพิจารณาสืบพยานบุคคลไว้ล่วงหน้าก่อนฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคหนึ่ง และในวัน สืบพยานนั้นเมื่อนายดินผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ ก่อนนายเอเบิกความศาลก็ไม่จําต้องสอบถามนายดินเรื่อง มีทนายความหรือไม่ และไม่จําต้องซักถามนายเอให้แทนนายดิน เพราะมิใช่กรณีที่ศาลไม่สามารถตั้งทนายความได้ทัน หรือนายดินไม่อาจตั้งทนายความได้ทันตามมาตรา 237 ทวิ วรรคสาม อีกทั้งศาลได้อ่านคําเบิกความของนายเอต่อหน้า นายดินซึ่งอยู่ในศาลและให้นายดินลงลายมือชื่อไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อนายดินถูกฟ้องเป็นจําเลยในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ศาลจึงรับฟังคําเบิกความของนายเอในการพิจารณาคดีนั้นได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคสี่และวรรคห้า

ส่วนความเห็นเป็นหนังสือของนายบีผู้เชี่ยวชาญรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ไม่ได้ เพราะเมื่อติดตามตัวนายบีมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลไม่ได้ นายบีจึงไม่ได้มาเบิกความประกอบความเห็น เป็นหนังสือนั้น และไม่ปรากฏด้วยว่านายดินแถลงรับข้อเท็จจริงตามความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าว หรือไม่ติดใจ ซักถามนายบี ดังนั้น ความเห็นเป็นหนังสือของนายบีจึงรับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 243 วรรคสอง

ข การที่พนักงานอัยการโจทก์ขอสืบนายน้ําประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งได้รับหมายเรียกไว้โดยชอบแล้ว ไว้ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่ศาลได้นัดไว้ เพราะนายน้ํามีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้ตามนัดนั้น เมื่อนายน้ำ เป็นประจักษ์พยานซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นสําคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอํานาจสั่งให้สืบนายน้ําไว้ล่วงหน้าก่อนถึงกําหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่พนักงานอัยการโจทก์ ร้องขอได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 55/1 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173/2 วรรคสอง

สรุป

ก. คําเบิกความของนายเอที่พนักงานอัยการสืบไว้ล่วงหน้ารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ แต่ความเห็นเป็นหนังสือของนายบีรับฟังเป็นพยานหลักฐาน

ในการพิจารณาคดีไม่ได้

ข. พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายน้ำประจักษ์พยานไว้ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องขอเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจําเลยไม่ยอมถมดินตามสัญญา ซึ่งโจทก์ตกลงจะซื้อขายกับจําเลยในราคา 6 ล้านบาท โดยโจทก์วางมัดจํา 500,000 บาท และให้ถือมัดจําเป็นส่วนหนึ่ง ของราคาที่ดิน โดยโจทก์จะชําระส่วนที่เหลือในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งกําหนดให้กระทํา ภายใน 90 วันนับแต่วันวางมัดจํา พร้อมกันนั้นจําเลยจะถมดินให้เรียบร้อยก่อนวันไปจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ แต่พอครบกําหนด 90 วันแล้ว จําเลยยังไม่ทําการถมดินตามสัญญา โจทก์จึงฟ้อง ขอเลิกสัญญาและขอคืนมัดจําพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จําเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์กับจําเลยไม่มีเจตนา ผูกพันตามข้อความเกี่ยวกับการถมดินโดยจะขอนําสืบนายปรีชาซึ่งเป็นพยานในวันวางมัดจําดังกล่าว ระหว่างโจทก์และจําเลย กรณีนี้จะสามารถนําสืบนายปรีชาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและ สัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคํามั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญ หรือได้วางประจําไว้ หรือได้ชําระหนี้ บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก

กรณีตามอุทาหรณ์ ในการทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจําเลยเป็นเงิน 6 ล้านบาทนั้น การที่โจทก์วางเงินมัดจําให้แก่จําเลยเป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อตามสัญญาคู่สัญญาตกลงกัน ให้เงินมัดจําดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการชําระเงินค่าที่ดินตามสัญญาด้วย จึงถือเป็นการชําระค่าที่ดินบางส่วน ซึ่งกรณีเช่นนี้จึงไม่จําเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และกรณีนี้ก็มิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ดังนั้น จําเลยจึงมีสิทธิที่จะนําพยานบุคคล มาสืบได้ว่าโจทก์กับจําเลยไม่มีเจตนาผูกพันกันตามข้อความเกี่ยวกับการถมดินในสัญญาได้ เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้อง บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

สรุป จําเลยสามารถนําสืบนายปรีชาพยานบุคคลในกรณีดังกล่าวได้

 

LAW3011กฎหมายลักษณะพยาน S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ยื่นคําฟ้องว่า “โจทก์เป็นทายาทโดยพินัยกรรมของนายบรรจง นายบรรจงทําพินัยกรรมยกที่ดินเลขที่ 1145 ให้แก่ตน แต่พอนายบรรจงเสียชีวิตโจทก์จึงไปเรียกร้องที่ดินตามพินัยกรรมจากจําเลย ผู้ครอบครองที่ดินอยู่ แต่จําเลยปฏิเสธที่จะโอนที่ดินแก่โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จําเลยโอน ที่ดินแก่โจทก์” จําเลยยื่นคําให้การว่า “พินัยกรรมนั้นเป็นของจริงหรือไม่จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง แต่ที่ดินนี้นายบรรจงได้โอนให้กับตนตั้งแต่นายบรรจงยังมีชีวิตอยู่และในโฉนดก็มีชื่อจําเลยเป็น เจ้าของที่ดิน ขอให้ศาลยกฟ้อง” ให้ท่านจงตั้งประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์อีกทั้งตอบด้วยว่าหากในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1373 “ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 หากโจทก์และจําเลยไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องว่า “โจทก์เป็นทายาทโดยพินัยกรรมของ นายบรรจง นายบรรจงทําพินัยกรรมยกที่ดินเลขที่ 1145 ให้แก่ตน แต่พอนายบรรจงเสียชีวิตโจทก์จึงไปเรียกร้องที่ดิน ตามพินัยกรรมจากจําเลยผู้ครอบครองที่ดินอยู่ แต่จําเลยปฏิเสธที่จะโอนที่ดินแก่โจทก์” และจําเลยยื่นคําให้การว่า “พินัยกรรมนั้นเป็นของจริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง แต่ที่ดินนี้นายบรรจงได้โอนให้กับตนตั้งแต่นายบรรจง ยังมีชีวิตอยู่และในโฉนดก็มีชื่อจําเลยเป็นเจ้าของที่ดิน”

จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายบรรจงผู้ตาย และนายบรรจงได้ทําพินัยกรรม ยกให้แก่โจทก์ เมื่อจําเลยให้การว่าที่ดินเป็นของนายบรรจงผู้ตายจริง จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันต่อไปและไม่ต้องกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

การที่จําเลยให้การว่า พินัยกรรมที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเป็นจริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบ ไม่รับรองนั้น ถือว่าจําเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าพินัยกรรมนั้นปลอมหรือไม่ เป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เป็นคําให้การ ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น จึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่ามีพินัยกรรมอยู่จริงตามที่โจทก์ กล่าวอ้าง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

2 การที่โจทก์อ้างว่าผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จําเลยให้การว่า นายบรรจงได้โอนที่ดินพิพาทให้กับจําเลยตั้งแต่นายบรรจงยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก แต่จําเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดก ดังนั้นกรณีตามอุทาหรณ์ จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว คดีจึงมี ประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และถือว่าเป็นคดีโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่คู่ความพิพาทกันว่าทรัพย์สินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่ความฝ่ายใด กล่าวคือ ถ้าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกได้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม แต่ถ้าไม่ใช่ทรัพย์มรดกย่อมตกได้แก่จําเลย เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์จําพวกที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง อีกทั้งโฉนดที่ดินก็เป็น เอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทําขึ้น ซึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และ ถูกต้อง ดังนั้นเมื่อจําเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดิน จําเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้าง ข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบจึงตกแก่โจทก์

ประเด็นที่ 3 หากโจทก์และจําเลยไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

กรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นํา พยานหลักฐานเข้าสืบ ดังนั้นโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีและจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกได้แก่ โจทก์ และหากในวันสืบพยาน โจทก์และจําเลยไปศาลแต่ไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ จําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 2 เจ้าพนักงานตํารวจจับนายภาคินในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองจึงได้บอกแก่นายภาคินว่าหากนายภาคินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จําหน่ายให้จะไม่ดําเนินคดีกับนายภาคิน นายภาคินจึงไปล่อซื้อจากนายมณฑลผู้จําหน่าย ตํารวจจึงจับนายมณฑลพร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้เป็นพยานหลักฐาน ภายหลังจากสอบสวนและส่งฟ้องโดยชอบแล้ว ในชั้นพิจารณา

พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องนายมณฑลเป็นจําเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจําหน่ายและได้นําตัวนายภาคินและเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเป็นพยานต่อศาล ให้ท่านวินิจฉัยว่าศาลจะรับฟังพยานหลักฐานทั้ง 2 ชนิดนี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมิผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 226/1 “ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่ เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น หรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องนายมณฑลเป็นจําเลยในข้อหามี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย และได้นําตัวนายภาคินและเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเป็นพยาน ต่อศาลนั้น ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานทั้ง 2 ชนิดนี้ได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีนายภาคิน การที่เจ้าพนักงานตํารวจจับนายภาคินในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง และได้บอกนายภาคินว่าหากนายภาคินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จําหน่ายให้จะไม่ดําเนินคดี กับนายภาคิน นายภาคินจึงไปล่อซื้อจากนายมณฑลผู้จําหน่าย ทําให้ตํารวจสามารถจับนายมณฑลพร้อมทั้งยึด เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้เป็นพยานหลักฐานนั้น จะเห็นได้ว่า การที่นายภาคินได้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จากนายมณฑลนั้นได้เกิดขึ้นจากการจูงใจและการให้คํามั่นสัญญาจากเจ้าพนักงานตํารวจว่าจะไม่ดําเนินคดี กับนายภาคิน จึงถือว่านายภาคินเป็นพยานบุคคลชนิดที่เกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา พนักงานอัยการโจทก์ จึงไม่สามารถอ้างนายภาคินเป็นพยานในคดีนี้ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 เพราะถือว่าเป็นพยานที่ เกิดขึ้นโดยมิชอบ

ดังนั้น การที่พนักงานอัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องนายมณฑล และได้นําตัวนายภาคินมาเป็นพยาน ต่อศาลนั้น ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานกรณีนี้ไม่ได้

กรณีเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ถือว่าเป็นพยานวัตถุและเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการที่ตํารวจได้จับนายมณฑลและยึดเมทแอมเฟตามีนได้นั้น เป็นเพราะตํารวจได้ใช้ให้นายภาคิน ไปล่อซื้อจากนายมณฑลโดยการจูงใจ ให้คํามั่นสัญญาว่าจะไม่ดําเนินคดีกับนายภาคิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย จึงถือได้ว่า เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ที่พนักงานอัยการโจทก์ได้นํามาเป็นพยานต่อศาสนั้น แม้จะเป็น พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ หรือได้มาโดย อาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ดังนั้น จึงห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว เว้นแต่ศาลอาจใช้ ดุลพินิจรับฟังได้ ถ้าศาลเห็นว่าการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรม มากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1

สรุป

ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานกรณีนายภาคินไม่ได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 ส่วนกรณีเมทแอมเฟตามีนก็ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานชนิดนี้เช่นกัน เว้นแต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจ รับฟังถ้าศาลเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐาน ของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1

 

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทําสัญญากู้เงินโจทก์แต่ไม่ยอมชําระคืน จําเลยต่อสู้ว่าชําระเงินคืนโจทก์แล้วโดยเอกสารการรับชําระหนี้อยู่กับมารดาโจทก์ แต่มารดาโจทก์ไม่ยอมมอบให้จําเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า

3.1 หากจําเลยต้องการนําเอกสารการรับชําระหนี้ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานจะต้องทําอย่างไร (อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ)

3.2 และหากจําเลยทําตามวิธีการในข้อ 3.1 แล้ว แต่มารดาโจทก์ปฏิเสธในการส่งเอกสารมายังศาลโดยอ้างว่าเอกสารไม่ได้อยู่ที่ตน ถ้าเป็นเช่นนี้จําเลยจะขอนําตัวนายโทนีพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความแทนพยานเอกสารดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 90 วรรคหนึ่ง วรรคสามและวรรคท้าย “ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐาน เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสําเนา เอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน

คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสําเนาเอกสาร ให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของ คู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก

กรณีตาม (2) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศาลมีคําสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครอง ตามมาตรา 123 โดยต้องยื่นคําร้องต่อศาลภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้ คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกําหนด”

มาตรา 93 “การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนํามาไม่ได้ เพราะถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่ สามารถนํามาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจําเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสําเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นํามา ไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นําสําเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

มาตรา 123 “ถ้าต้นฉบับเอกสารซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นอยู่ใน ความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่อ้างจะยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องต่อศาลขอให้สังคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารแทนการที่ตนจะต้องส่งสําเนาเอกสารนั้นก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็น พยานหลักฐานสําคัญ และคําร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลา อันสมควรแล้วแต่ศาสจะกําหนด

ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือในครอบครองของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ซึ่งคู่ความที่อ้างไม่อาจร้องขอโดยตรงให้ส่งเอกสารนั้นมาได้ ให้นําบทบัญญัติในวรรคก่อนว่า ด้วยการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารยื่นคําขอ และการที่ศาลมีคําสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่อ้างต้องส่ง คําสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน ถ้าไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกําหนด เมื่อศาล เห็นสมควรก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2)”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทําสัญญากู้เงินโจทก์แต่ไม่ยอมชําระคืน และ จําเลยต่อสู้ว่าได้ชําระเงินคืนแก่โจทก์แล้ว โดยเอกสารการรับชําระหนี้อยู่กับมารดาโจทก์แต่มารดาโจทก์ไม่ยอม มอบให้จําเลยนั้น ถือว่าจําเลยได้อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ดังนั้น โดยหลักแล้วจําเลยจะต้องนําสําเนาเอกสารการรับชําระหนี้ยื่นต่อศาล และส่งสําเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่ โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง)

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอกสารการรับชําระหนี้ที่จําเลยอ้างอิงนั้นอยู่กับมารดาโจทก์ ซึ่งถือว่าอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ดังนั้นจําเลยจึงไม่ต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้อง ส่งสําเนาเอกสารให้แก่โจทก์ (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2))

และตามอุทาหรณ์นั้น  วินิจฉัยได้ดังนี้

3.1 หากจําเลยต้องการนําเอกสารการรับชําระหนี้ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐาน จําเลยจะต้อง ปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 123 กล่าวคือ จําเลยจะต้องยื่นคําขอโดยทําเป็น คําร้องต่อศาล ขอให้สังให้บุคคลภายนอก (มารดาโจทก์) ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวแทนการที่จําเลยจะต้องส่ง สําเนาเอกสารนั้น และถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสําคัญและคําร้องของจําเลยนั้นฟังได้ ให้ศาล มีคําสั่งให้มารดาโจทก์ยืนต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลาอันสมควรแล้วแต่ศาลจะกําหนด แต่จําเลยจะต้อง ส่งคําสั่งศาลให้แก่มารดาโจทก์ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน

3.2 ถ้าจําเลยทําตามวิธีการในข้อ 3.1 แล้ว แต่มารดาโจทก์ปฏิเสธในการส่งเอกสารมายังศาล โดยอ้างว่าเอกสารไม่ได้อยู่ที่ตนนั้น ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่นําต้นฉบับเอกสารมาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือไม่สามารถ นํามาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่จําเลยผู้อ้างอิงเอกสารต้องรับผิดชอบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) และเมื่อไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกําหนด เมื่อศาลเห็นสมควรก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 93 (2) (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 123 วรรคสอง) กล่าวคือ ศาลจะสืบพยานต่อไปโดยอนุญาตให้นําสําเนาหรือ พยานบุคคลมาสืบก็ได้

และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ก) ได้บัญญัติหลักไว้ว่า เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นําพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารในเมื่อไม่สามารถนําเอกสาร มาแสดง แต่อย่างไรก็ตามหลักดังกล่าวมีข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง คือในกรณีที่ต้นฉบับเอกสาร สูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) ดังนี้ ย่อมสามารถนําพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารได้

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ เมื่อมารดาโจทก์ปฏิเสธในการส่งเอกสารและเป็นกรณีที่ถือว่านํา ต้นฉบับเอกสารมาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือไม่สามารถนํามาได้โดยประการอื่นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (2) จําเลย จึงสามารถที่จะขอนําตัวนายโทนี่พยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความแทนพยานเอกสารดังกล่าวได้ เพราะไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

สรุป

3.1 หากจําเลยต้องการนําเอกสารการรับชําระหนี้ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐาน

จําเลยจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 123 ตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

3.2 จําเลยสามารถขอตัวนายโทนีพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความแทนพยานเอกสารดังกล่าวได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระราคาผลไม้ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จําเลยให้การว่าจําเลยไม่เคยซื้อผลไม้จากโจทก์ ไม่เคยค้างชําระค่าผลไม้ จําเลยซื้อผลไม้จากนายจุนบุตรของโจทก์ โดยชําระราคาค่าผลไม้ให้แก่นายจุนไปแล้ว ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันอาศัยเป็นเหตุแห่งข้อหาให้ชัดเจนพอที่จําเลยจะเข้าใจได้โจทก์ ไม่ฟ้องคดีภายในสองปีนับแต่วันผิดนัด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ทนายจําเลยแถลงต่อศาลว่าเพื่อให้ได้ความชัดในประเด็นตามคําให้การ ฟ้องของ โจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจําเลยซื้อผลไม้อะไรจํานวนเท่าใด จําเลยไม่เข้าใจ ข้ออ้างตามคําฟ้องของโจทก์ ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้ คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระราคาค่าผลไม้พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด และจําเลยให้การว่าจําเลยไม่เคยซื้อผลไม้จากโจทก์ ไม่เคยค้างชําระค่าผลไม้ พร้อมกับให้การว่าโจทก์ไม่ฟ้องคดี ภายในสองปีนับแต่วันผิดนัด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องนั้น

จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 จําเลยซื้อผลไม้ไปจากโจทก์และชําระราคาแล้วหรือไม่

2 คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่

ส่วนข้อที่จําเลยให้การว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น จําเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าฟ้องของ โจทก์เคลือบคลุมตรงไหนอย่างไร คําให้การในส่วนนี้ของจําเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ การที่ทนายจําเลยแถลงต่อศาลในวันชี้สองสถาน ไม่ก่อให้เกิด ประเด็นข้อพิพาท เพราะประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคําคู่ความเป็นข้อสําคัญ การฟังคําแถลง ของคู่ความและการสอบถามคู่ความเป็นเรื่องที่กฎหมาย (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 183) ประสงค์แต่เพียงเพื่อให้เกิด ความชัดแจ้งในประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น ศาลจะฟังคําแถลงของคู่ความหรือสอบถามคู่ความแล้วตั้งประเด็นขึ้นใหม่ หาได้ไม่ (คําพิพากษาฎีกาที่ 122 – 130/2529)

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นแรกที่ว่า จําเลยซื้อผลไม้ไปจากโจทก์และชําระราคาแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จําเลยซื้อผลไม้ไปจากโจทก์และไม่ชําระราคา และจําเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงย่อมมี ภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

1 ประเด็นที่สองที่ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ แม้จําเลยจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อนี้ มาในคําให้การ แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางบรรทัดฐานไว้ว่า การที่โจทก์ฟ้องนั้นสันนิษฐานว่าเป็นการฟ้องมาภายใน อายุความ เมื่อจําเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ประเด็นที่สามที่ว่า ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ในกรณีที่คู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาท ทั้งสองข้อ ย่อมต้องแพ้คดีทั้งสํานวน ดังนั้นศาลจึงต้องพิพากษาให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ดังนี้

1 จําเลยซื้อผลไม้ไปจากโจทก์และชําระราคาแล้วหรือไม่ โจทก์มีภาระการพิสูจน์

2 คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ และถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 2 พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 กับพวกที่หลบหนีฝ่ายหนึ่ง และจําเลยที่ 2 กับพวกที่หลบหนี อีกฝ่ายหนึ่ง เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยจําเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันใช้มีดและไม้เป็นอาวุธทําร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ส่วนจําเลยที่ 2 กับพวกร่วมกัน ใช้อาวุธปืนยิงจําเลยที่ 1 กับพวกหลายนัดด้วยเจตนาฆ่า แต่การกระทําไม่บรรลุผล ขอให้ลงโทษ จําเลยทั้งสองฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใด ถึงแก่ความตาย กับลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณา โจทก์นํานายกล้าซึ่งร่วมกระทําความผิดกับจําเลยที่ 1 ด้วย แต่ถูกกันไว้เป็นพยาน มาเบิกความว่า นายกล้าเห็นจําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในรถยนต์โดยสาร ประจําทางแล้วพากันวิ่งขึ้นไปบนรถใช้มีดฟันจําเลยที่ 1 กับพวกที่อยู่บนรถ จําเลยที่ 1 กับพวก จึงใช้มีดและไม้ทําร้ายจําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายเพื่อป้องกันตัว ส่วนจําเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็น พยานเบิกความว่า จําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยใช้อาวุธปืนยิงจําเลยที่ 1 กับพวกหลายนัด จําเลยที่ 1 กับพวกจึงใช้มีดและไม้ทําร้ายจําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายเพื่อ ป้องกันตัว จําเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความนําสืบอ้างฐานที่อยู่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทําของจําเลยที่ 1 เป็นการป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า คําเบิกความของนายกล้าดังกล่าวรับฟังได้หรือไม่ และศาลจะนําคําเบิกความของ จําเลยที่ 1 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานร่วมกัน พยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 232 “ห้ามมิให้โจทก์อ้างจําเลยเป็นพยาน”

มาตรา 233 “จําเลยอาจอ้างตนเองเป็นพยานได้ในกรณีที่จําเลยอ้างตนเองเป็นพยานศาลจะ ให้เข้าสืบก่อนพยานอื่นฝ่ายจําเลยก็ได้ ถ้าคําเบิกความของจําเลยนั้นปรักปรําหรือเสียหายแก่จําเลยอื่น จําเลยอื่นนั้น ซักค้านได้

ในกรณีที่จําเลยเบิกความเป็นพยาน คําเบิกความของจําเลยย่อมใช้ยันจําเลยนั้นได้ และศาล อาจรับฟังคําเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์

ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัย คือ คําเบิกความของนายกล้ารับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า นายกล้าเป็นผู้ร่วมกระทําความผิดกับจําเลยที่ 1 แต่ถูกกันไว้เป็นพยานโดยมิได้ถูกฟ้องเป็นจําเลยด้วย โจทก์จึงอ้างเป็นพยานได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232 ดังนั้น คําเบิกความของนายกล้าจึงรับฟังได้ (ตามนัยคําพิพากษาฎีกาที่ 53/2512) ส่วนจะมีน้ําหนักให้เชื่อได้หรือไม่เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ําหนัก คําพยานต่อไป

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยคือ ศาลจะนําคําเบิกความของจําเลยที่ 1 มารับฟังประกอบ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ จะฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันมา แต่ก็เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละฐานความผิด

โดยถือเป็นคู่ความคนละฝ่าย ต่างคนต่างทํา หาใช่ผู้ร่วมกระทําความผิดด้วยกันไม่ ฉะนั้นคําเบิกความของจําเลยที่ 1 ที่ยืนยันว่า จําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยใช้อาวุธปืนยิงจําเลยที่ 1 กับพยานหลายนัด จําเลยที่ 1 กับพวกจึงใช้มีดและไม้ทําร้ายจําเลยที่ 2 กับพวกและผู้ตายเพื่อป้องกันตัว จึงไม่ใช่คําซัดทอดใน ระหว่างผู้ร่วมกระทําความผิดด้วยกัน

ดังนั้น คําเบิกความของจําเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงนํามารับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ และของจําเลยที่ 2 ได้ว่า จําเลยที่ 1 ไม่ได้กระทําความผิดตามฟ้อง ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทําของจําเลยที่ 1 เป็นการป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จําเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิด ที่โจทก์ฟ้องจําเลยที่ 2 กับพวกฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตลอดจนคําเบิกความของจําเลยที่ 1 ดังกล่าวถือเป็น พยานหลักฐานของคดีทั้งหมด แม้จะเบิกความปรักปรําหรือเสียหายแก่จําเลยที่ 2 ศาลก็รับฟังมาประกอบ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจําเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 233 (ตามนัยคําพิพากษาฎีกาที่ 969/2557)

สรุป

คําเบิกความของนายกล้ารับฟังได้ และศาลจะนําคําเบิกความของจําเลยที่ 1 มารับฟัง ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องได้

 

ข้อ 3 โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ อ้างว่าจําเลยทําสัญญายืมเงินโจทก์ไป 1 ล้านบาท โดยได้ทําสัญญากันที่บ้านของโจทก์ในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ภาพถ่ายหนังสือสัญญายืมท้ายฟ้อง ระบุว่าได้ทําสัญญากันที่บ้านของจําเลยในจังหวัดเชียงราย ขอให้จําเลยชําระเงินที่ยืมคืนแก่โจทก์ จําเลยให้การว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่ไม่มีเขตอํานาจเหนือคดีนี้ เพราะมูลคดีเกิดที่จังหวัดเชียงราย ด้วยสัญญายืมก็ได้ทํากันที่บ้านของจําเลยในจังหวัดเชียงราย และจําเลยก็มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัด เชียงราย กรณีนี้โจทก์จะขอนําสืบพยานบุคคล เพื่อนําสืบว่าได้ทําสัญญากับจําเลยที่บ้านของโจทก์ในจังหวัดเชียงใหม่จริง ตามข้ออ้างของโจทก์ได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

กรณีตามอุทาหรณ์ โจทก์จะนําสืบพยานบุคคลว่า ได้ทําสัญญากับจําเลยที่บ้านของโจทก์ใน จังหวัดเชียงใหม่จริงตามข้ออ้างของโจทก์ไม่ได้ เพราะในเรื่องสัญญายืมนั้นกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสาร มาแสดง และในคดีนี้ข้อความในสัญญาก็ชัดเจนแล้วว่า โจทก์และจําเลยได้ทําสัญญากันที่บ้านของจําเลยในจังหวัด เชียงราย ซึ่งถือเป็นข้อความที่เป็นสาระสําคัญในคดีนี้ หากให้นําพยานบุคคลมาสืบก็จะเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

สรุป

โจทก์จะขอนําสืบพยานบุคคล เพื่อนําสืบว่าได้ทําสัญญากับจําเลยที่บ้านของโจทก์ใน จังหวัดเชียงใหม่จริง ตามข้ออ้างของโจทก์ไม่ได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งมีโฉนดที่ดิน ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยื่นคําขอรังวัดแนวเขตที่ดินพิพาท จําเลยคัดค้านแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ว่าโจทก์นํารังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่จําเลยครอบครองอยู่ เจ้าพนักงานที่ดินเปรียบเทียบแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ขอให้จําเลยถอนคําคัดค้าน แนวเขตที่ดินพิพาท จําเลยให้การว่า ที่ดินส่วนที่จําเลยคัดค้านเป็นที่ดินของจําเลย หากแท้จริงไม่ใช่ที่ดินของจําเลย จําเลยก็ครอบครองโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า สิบปีจนได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแล้ว อนึ่ง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยาย โดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ทนายจําเลยแถลงตอบการสอบถามของศาลว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้ระบุตําแหน่งและจํานวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาท

ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทประการใด และคู่ความฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์บ้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้ คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งมีโฉนดที่ดิน และจําเลย ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินส่วนที่จําเลยคัดค้านเป็นที่ดินของจําเลยเองนั้น จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่

การที่จําเลยให้การตอนหลังว่า หากแท้จริงไม่ใช่ที่ดินของจําเลย จําเลยก็ได้ครอบครองจนได้ กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแล้วนั้น เป็นคําให้การที่ขัดแย้งกับคําให้การของจําเลยในตอนแรก คําให้การ ในตอนหลังนี้เท่ากับจําเลยได้ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจําเลย แต่จําเลยครอบครองติดต่อกันโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ถือว่าเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น จึงเป็นคําให้การที่ไม่มีประเด็นเรื่องจําเลยได้กรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์มีได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น (คําพิพากษา ฎีกาที่ 1069/2554)

ส่วนข้อที่จําเลยให้การว่า คําฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น จําเลยให้การเพียงการยกถ้อยคํา ในกฎหมายมาอ้าง โดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาในคําฟ้องของโจทก์ข้อใดที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชัดแจ้ง อย่างไร ถือเป็นคําให้การที่ไม่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เช่นกัน ทําให้ไม่มีประเด็นว่าคําฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ (คําพิพากษาฎีกาที่ 6382/2550) และเมื่อ ตามคําคู่ความคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทแล้ว แม้ศาลมีอํานาจสอบถามคู่ความเพื่อให้ได้ความชัดเจนในประเด็น ข้อพิพาท แต่การสอบถามนั้นก็จําต้องตรวจจากคําคู่ความที่ชอบ หากไม่เป็นคําคู่ความที่ชอบเสียแล้ว แม้คู่ความ จะแถลงเป็นประการใดก็หาทําให้คําคู่ความนั้นกลับเป็นคําคู่ความที่ชอบและมีประเด็นขึ้นตามที่ศาลสอบถาม และที่คู่ความแถลงไม่ (คําพิพากษาฎีกาที่ 122-130/2520)

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

ตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท และจําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

สรุป

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตามที่กล่าวอ้าง

 

ข้อ 2 นายเควินชาวเนเธอร์แลนด์มาเที่ยวประเทศไทยได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า นายเควินถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดขู่ชิงเอาทรัพย์ไป นายขาวเห็นเหตุการณ์จําได้ว่าคนร้ายคือนายดําคนรู้จักกัน นายเควินจะต้องเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรยากแก่การนํามาสืบต่อศาลในภายหน้า

ให้วินิจฉัยว่า

(ก) ถ้ายังจับนายดําไม่ได้ พนักงานอัยการจะขอสืบนายเควินและอาวุธมีดของกลางไว้ก่อนฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอได้หรือไม่ และ

(ข) ถ้าจับนายดําได้และถูกฟ้องเป็นจําเลยต่อศาลแล้ว แต่ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่า นายขาวพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้ตามนัด พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายขาว ไว้ล่วงหน้าได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 55/1 วรรคแรก “ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าศาลมีคําสั่งให้ออกหมายเรียก พยานโจทก์ โดยมิได้กําหนดวิธีการส่งไว้ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่ดําเนินการให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ เป็นผู้จัดส่งหมายเรียกแก่พยาน และติดตามพยานโจทก์มาศาลตามกําหนดนัด แล้วแจ้งผลการส่งหมายเรียก ไปยังศาลและพนักงานอัยการโดยเร็ว หากปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้หรือเกรงว่า จะเป็นการยากที่จะนําพยานนั้นมาสืบตามที่ศาลนัดไว้ ก็ให้พนักงานอัยการขอให้ศาลสืบพยานนั้นไว้ล่วงหน้า ตามมาตรา 173/2 วรรคสอง”

มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก “ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะ เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันเป็นการยาก แก่การนําพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคําร้องขอจากผู้เสียหายหรือจาก พนักงานสอบสวนจะยื่นคําร้องโดยระบุการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิดต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคําสั่ง ให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทําความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอํานาจพนักงานสอบสวนหรือ พนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนําตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอํานาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้น มาพิจารณาต่อไป”

มาตรา 237 ตรี วรรคแรก “ให้นําความในมาตรา 237 ทวิ มาบังคับใช้โดยอนุโลมแก่กรณี การสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานหลักฐานอื่น และแก่กรณีที่ได้มีการฟ้องคดีไว้แล้ว แต่มีเหตุจําเป็นที่ต้อง สืบพยานหลักฐานไว้ก่อนถึงกําหนดเวลาสืบพยานตามปกติตามมาตรา 173/2 วรรคสองด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก ประกอบมาตรา 237 ตรี วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า กรณีก่อนฟ้องคดีต่อศาล หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร อันเป็นการยาก แก่การนําพยานมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยได้รับคําร้องขอจากพนักงานสอบสวนจะยื่นคําร้องต่อศาล โดยระบุการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิด เพื่อให้ศาลมีคําสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้

ตามข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่ายังจับนายดําผู้กระทําผิดไม่ได้ และนายเควินจะต้องเดินทาง ออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นการยากแก่การจะนํามาสืบต่อศาลในภายหน้า ดังนั้นเมื่อพนักงานอัยการ ได้รับคําร้องขอจากพนักงานสอบสวน จึงสามารถขอสืบนายเควินและอาวุธมีดของกลางไว้ก่อนฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 237 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 237 ตรี วรรคแรก

(ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 55/1 วรรคแรก กําหนดไว้ว่า กรณีที่จับตัวผู้ต้องหาได้ และถูกฟ้องเป็นจําเลยต่อศาลโดยมีพนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น หากปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้ หรือเกรง ว่าจะเป็นการยากที่นําพยานนั้นมาสืบตามที่ศาลนัดไว้ พนักงานอัยการจะขอให้ศาลสืบพยานนั้นไว้ล่วงหน้าก็ได้

ตามข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่า นายดําถูกจับได้และถูกฟ้องเป็นจําเลยต่อศาลแล้ว แต่ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่านายขาวพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้ตามนัด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงขอสืบนายขาวพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 55/1วรรคแรก

สรุป

(ก) ถ้ายังจับนายดําไม่ได้ พนักงานอัยการจะขอสืบนายเควินและอาวุธมีดของกลาง ไว้ก่อนฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอได้

(ข) ถ้าจับนายดําได้และถูกฟ้องเป็นจําเลยต่อศาลแล้ว แต่ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่านายขาวพยานโจทก์มีเหตุขัดข้องไม่อาจมาศาลได้ตามนัด พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายขาวไว้ ล่วงหน้าได้

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ 1,000,000 บาท และตกลงจะชําระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแก่โจทก์ จําเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ทั้งหมดแล้ว กําหนดใช้คืนภายใน 1 ปี เมื่อครบกําหนดจําเลย กลับไม่ยอมชําระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว ขณะสืบพยานจําเลยนั้นจําเลยนําสืบว่าจําเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 1 ล้านบาทตามสัญญากู้ยืมเงิน ความจริงจําเลยกู้เงินโจทก์เพียง 850,000 บาท แต่โจทก์นําดอกเบี้ยมารวมเข้ากับต้นเงิน จึงกลายเป็น 1,000,000 บาท ความจริงรับเงินไปแค่เพียง 850,000 บาท เท่านั้น โดยจําเลยจะขอนําพยานบุคคล มาสืบตามข้อที่กล่าวอ้างได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยนําพยานบุคคลมาสืบอ้างว่าจําเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 1 ล้านบาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน ความจริงจําเลยกู้เงินโจทก์เพียง 850,000 บาท แต่โจทก์นําดอกเบี้ยมารวมเข้ากับต้นเงินจึง กลายเป็น 1,000,000 บาท นั้น เป็นการนําสืบโต้แย้งเกี่ยวกับจํานวนเงินที่กู้จากโจทก์ว่าไม่ได้รับเงินจํานวนดังกล่าว อันถือเป็นการนําสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่การนําสืบเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความในเอกสาร ดังนั้น จําเลยย่อมมีสิทธินําพยานบุคคลเข้าสืบได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

สรุป

จําเลยจะขอนําพยานบุคคลมาสืบตามข้อที่กล่าวอ้างได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ยื่นฟ้องนายเฉียงและนายกระทิงเป็นจําเลยร่วมกันโดยบรรยายฟ้องว่า “นายเฉียงเป็นลูกจ้างของนายกระทิงขับรถส่งน้ำแข็งในทางการที่จ้างของนายกระทิงโดยประมาทด้วยความเร็วสูงชนโจทก์ ขณะที่โจทก์ยืนกําลังจะข้ามถนนอยู่ได้รับความเสียหายเป็นการทําละเมิดโจทก์ ขอให้นายเฉียงและ นายกระทิงร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ 1 ล้านบาท” นายเฉียงยื่นคําให้การยอมรับตามฟ้อง แต่นายกระทิงยื่นคําให้การปฏิเสธว่า “ในวันเกิดเหตุนายเฉียง ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของนายกระทิง ยังอยู่ในช่วงทดลองงานอยู่ และในขณะเกิดเหตุนายเฉียงเลิกงาน แล้วแต่ได้ยืมรถของนายกระทิงไปทําธุระส่วนตัว จึงไม่ได้กระทําการไปในทางการที่จ้าง อีกทั้งการ ขับรถชนดังกล่าวมิได้เกิดจากความประมาทของนายเฉียง แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยเพราะมีรถมาตัดหน้า ในระยะกระชั้นชิด ขอให้ศาลยกฟ้อง” ในวันชี้สองสถาน ศาลได้ถามนายกระทิงว่าจะยืนยันคําให้การหรือไม่ นายกระทิงจึงตอบด้วยวาจาว่า “นายกระทิงยอมรับว่านายเฉียงเป็นลูกจ้างจริงไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองงาน แต่นายเฉียงกระทําไปเพราะ เหตุส่วนตัว ไม่ได้กระทําการในทางการที่จ้าง อีกทั้งเหตุละเมิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 แต่โจทก์นํามาฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2558 เกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความในคดีละเมิดแล้ว”

ให้ท่านกําหนดประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ หากโจทก์และจําเลยทั้งสองไม่นําพยานหลักฐาน เข้าสืบ ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 1 “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คําคู่ความ” หมายความว่า บรรดาคําฟ้อง คําให้การ หรือคําร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาล เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 “ ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้ คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคแรก “บุคคลใดครอบครองหรือ ควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ ยานพาหนะนั้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 หากโจทก์และจําเลยทั้งสองไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ดังนั้น จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยทั้งสองตามอุทาหรณ์ คดีจึงมีประเด็น ข้อพิพาท ดังนี้

1 นายเฉียงเป็นลูกจ้างของนายกระทิงหรือไม่

2 นายเฉียงกระทําไปในทางการที่จ้างของนายกระทิงหรือไม่

3 การกระทําละเมิดของนายเฉียงเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม ในวันชี้สองสถาน เมื่อนายกระทิงรับแล้วว่านายเฉียงเป็นลูกจ้างของตนจริง จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว แม้นายกระทิงจะแถลงด้วยวาจาย่อมเป็นอันยุติ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า นายเฉียงเป็นลูกจ้างของนายกระทิงหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันต่อไป ไม่ต้องกําหนดเป็นประเด็น ข้อพิพาท และแม้นายกระทิงจะแถลงเพิ่มประเด็นเรื่องอายุความเข้ามา แต่ศาลก็ไม่อาจทิ้งเรื่องอายุความเป็น ประเด็นข้อพิพาทได้ เพราะไม่ได้อยู่ในคําคู่ความจึงมีเหลือเพียงสองประเด็นคือ นายเฉียงกระทําไปในทางการที่ จ้างของนายกระทิงหรือไม่ และการทําละเมิดของนายเฉียงเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นแรกที่ว่า นายเฉียงกระทําไปในทางการที่จ้างของนายกระทิงหรือไม่ เมื่อโจทก์ กล่าวอ้างว่านายเฉียงจําเลยกระทําในทางการที่จ้าง และนายกระทิงจําเลยปฏิเสธ โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างย่อมมี ภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 เมื่อโจทก์ไม่ได้นําพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ในประเด็นนี้ ศาลต้องฟัง ตามคําให้การของนายกระทิงคือ นายเฉียงไม่ได้ทําการในทางการที่จ้าง

ประเด็นที่สองที่ว่า การทําละเมิดของนายเฉียงเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าว อ้างว่าจําเลยครอบครองหรือควบคุมดูแลรถส่งน้ําแข็งซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรและจําเลย ไม่ได้ให้การปฏิเสธ โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคแรก ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้อง รับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

ดังนั้น เมื่อจําเลยให้การกล่าวอ้างว่าความเสียหายเกิดขึ้น เพราะเหตุสุดวิสัย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลย เมื่อจําเลยไม่ได้นําพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ ในประเด็นนี้ ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย

 

ประเด็นที่ 3 หากโจทก์และจําเลยทั้งสองไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายใดจะชนะคดี

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทําของนายเฉียงไม่ได้กระทําการในทางการที่จ้างของนายกระทิง นายกระทิงจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับนายเฉียงด้วย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องในส่วนของนายกระทิง ให้นายกระทิงชนะคดี ส่วนกรณีของนายเฉียง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่นายเฉียงขับรถชนโจทก์นั้นไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย อีกทั้ง นายเฉียงก็ให้การยอมรับตามฟ้อง ศาลจึงต้องพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ดังนี้

1 นายเฉียงกระทําไปในทางการที่นายจ้างหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

2 การทําละเมิดของนายเฉียงจําเลยเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่

จําเลย (นายกระทิง)

และหากโจทก์และจําเลยทั้งสองไม่นําพยานหลักฐานเข้าสืบ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องในส่วน ของนายกระทิงให้นายกระทิงชนะคดี แต่ในส่วนของนายเฉียง ศาลต้องพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

 

ข้อ 2 พนักงานอัยการโจทก์อ้างพยานบุคคลเป็นพยานดังนี้

คนที่ 1 บาทหลวงชาคริตเป็นชาวอังกฤษ เบิกความว่า “วันเกิดเหตุตนยืนอยู่บริเวณหน้าตึกเกิดเหตุ เห็นจําเลยถือปืนวิ่งตามผู้เสียหายไปยังหลังตึก หายไปสักครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด”

คนที่ 2 เด็กชายสมคิดอายุ 13 ปี เบิกความว่า “ตนอยู่ที่ตึกเกิดเหตุชั้นบน เห็นผู้เสียหายวิ่งมาหลบที่หลังตึกและจําเลยก็วิ่งตามมาแล้วยิงปืนไปยังผู้เสียหาย”

คนที่ 3 ดาบตํารวจสมหมายเบิกความว่า “ตนยืนควบคุมการจราจรอยู่ที่หน้าตึกเกิดเหตุ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นบริเวณหลังตึก จึงรีบเข้าไปดู เห็นผู้เสียหายโดนยิงบริเวณแขน และเห็นจําเลยถือปืนกําลังวิ่งหลบหนีไป”

ให้ท่านวินิจฉัยว่า พยานทั้งสามคนนี้เป็นประจักษ์พยานหรือพยานบอกเล่า และพยานทั้งสามคนนี้ต้องสาบานตนก่อนเบิกความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 95 วรรคแรก “ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้น

(1) สามารถเข้าใจและตอบคําถามได้

(2) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเอง โดยตรง”

มาตรา 112 “ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่

(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

(2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ

(3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา

(4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณ”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวล กฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ เท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

วินิจฉัย

ในการรับฟังพยานนั้น ตามบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 95 วรรคแรก ได้กําหนดห้ามมิให้รับ ฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือได้ทราบข้อความในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วย ตนเอง ซึ่งในส่วนของพยานบุคคลนั้นก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประจักษ์พยานและพยานบอกเล่า

ประจักษ์พยาน หมายถึง พยานบุคคลที่ได้สัมผัสข้อเท็จจริงที่จะเบิกความมาด้วยตนเอง เช่น แดงเบิกความว่าเห็น ก. แทง ข. ดังนี้ แดงเป็นประจักษ์พยาน

ส่วนพยานบอกเล่า หมายถึง พยานบุคคลที่มิได้สัมผัสข้อเท็จจริงที่เบิกความมาด้วยตนเอง แต่รับทราบมาจากการบอกเล่าของบุคคลอื่น หรือบันทึกที่บุคคลอื่นทําไว้ เช่น ดําเบิกความว่า แดงเล่าให้ฟังว่า เห็น ก. แทง ข. ดังนี้ ดําเป็นพยานบอกเล่า

กรณีตามอุทาหรณ์

พยานบุคคลทั้งสามคน คือ บาทหลวงชาคริต เด็กชายสมคิด และ ดาบตํารวจสมหมาย ต่างก็เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยินเหตุการณ์มาด้วยตนเอง มิได้ไปฟังการบอกเล่าจากบุคคลใดมา ดังนั้น พยานบุคคลทั้งสามคนนี้จึงเป็นประจักษ์พยานที่รับฟังได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 95 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 หาใช่พยานบอกเล่าแต่อย่างใด

และในกรณีของพยานบุคคลนั้น กฎหมายยังบังคับให้พยานทุกคนต้องสาบานตนก่อนเบิกความ อีกด้วย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 กําหนดไว้ เช่น เป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นต้น ดังนั้น ทั้งบาทหลวงชาคริตและดาบตํารวจสมหมายจึงต้องสาบานตนก่อนเบิกความ แต่เด็กชายสมคิดอายุ 13 ปี ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จึงไม่จําต้องสาบานตนก่อนเบิกความแต่อย่างใดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15

สรุป

พยานทั้งสามคนนี้ถือเป็นประจักษ์พยาน โดยบาทหลวงชาคริตและดาบตํารวจ สมหมาย จะต้องสาบานตนก่อนเบิกความ ส่วนเด็กชายสมคิดไม่จําต้องสาบานตนก่อนเบิกความแต่อย่างใด

 

ข้อ 3 โจทก์นํารูปถ่ายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจําเลยมาฟ้องให้จําเลยชําระเงินค่าซื้อขายที่ดินโดยมีการระบุรูปถ่ายสัญญาในบัญชีระบุพยานและส่งสําเนาให้คู่ความอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว จําเลย ยื่นคําให้การว่าชําระหนี้โจทก์ไปหมดแล้วขอให้ยกฟ้องโดยจําเลยไม่ได้คัดค้านอะไร ในวันสืบพยาน โจทก์จึงนํารูปถ่ายสัญญาเข้าสืบ จําเลยคัดค้านว่าศาลไม่สามารถรับฟังรูปถ่ายสัญญาซื้อขายได้ ศาลต้องรับฟังต้นฉบับเอกสารเท่านั้น ภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จ จําเลยต้องการจะนําตัว นายทรงกรดมาสืบว่ารูปถ่ายสัญญานั้นเป็นรูปถ่ายสัญญาปลอม

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลจะสามารถ รับฟังรูปถ่ายสัญญาซื้อขายที่ดินได้หรือไม่ และจําเลยจะขอนําตัวนายทรงกรดเข้ามาสืบว่ารูปถ่ายนั้น เป็นรูปถ่ายสัญญาปลอมได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 93 “การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

(4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตน มิได้คัดค้านการนําเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสําเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอํานาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม

มาตรา 125 วรรคแรกและวรรคสาม “คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็น พยานหลักฐานยันตน อาจคัดค้านการนําเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับ หรือบางส่วน หรือสําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสําเนาเอกสารนั้น…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์นํารูปถ่ายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจําเลยมาฟ้อง ให้จําเลยชําระเงินค่าซื้อขายที่ดิน โดยมีการระบุรูปถ่ายสัญญาในบัญชีระบุพยานและส่งสําเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เรียบร้อยแล้วนั้น รูปถ่ายสัญญาซื้อขายดังกล่าวถือเป็นสําเนาเอกสาร โดยหลักห้ามศาลรับฟังเว้นแต่เข้า ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (4) คือ กรณีที่ไม่มีการคัดค้านตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 ศาลก็อาจรับฟังได้

ตามข้อเท็จจริง การที่จําเลยคัดค้านสําเนาเอกสารดังกล่าวในวันสืบพยานโจทก์ว่า ศาลไม่สามารถ รับฟังรูปถ่ายสัญญาซื้อขายได้ ย่อมไม่ถือเป็นการคัดค้านตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 ซึ่งกฎหมายกําหนดให้คัดค้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ เมื่อจําเลยมิได้คัดค้านด้วยเหตุผลดังว่านี้ จึงถือว่าจําเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่า รูปถ่ายสัญญาซื้อขายซึ่งเป็น สําเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงสามารถรับฟังสําเนาสัญญาได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (4)

อีกทั้งการคัดค้านเอกสารตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 นั้น จะต้องคัดค้านก่อนสืบพยานเอกสาร นั้นเสร็จ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จ จําเลยต้องการจะนําตัวนายทรงกรดมาสืบว่ารูปถ่ายสัญญา นั้นเป็นรูปถ่ายสัญญาปลอม จึงเป็นการคัดค้านเอกสารภายหลังจากสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จแล้ว ย่อมไม่สามารถ ทําได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125

สรุป

ศาลจะสามารถรับฟังรูปถ่ายสัญญาซื้อขายที่ดินได้ และจําเลยจะขอนําตัวนายทรงกรด เข้าสืบว่ารูปถ่ายนั้นเป็นรูปถ่ายสัญญาปลอมไม่ได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ จําเลยให้การว่า จําเลยไม่เคยกู้และรับเงิน 500,000 บาท ตามฟ้อง แต่จําเลยกู้และรับเงินจากโจทก์ เพียง 300,000 บาท โดยจําเลยลงลายมือชื่อในของผู้กู้ในสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มี การกรอกข้อความจํานวนเงินกู้และมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินนั้นเกิน ความจริงโดยจําเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้องจึงเป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่ แต่เมื่อทนายจําเลยแถลงขอให้ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า จําเลยชําระหนี้ 300,000 บาท ตามคําให้การแก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ศาลจึงกําหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่า จําเลยชําระหนี้ 300,000 บาท ตามคําให้การแล้วหรือไม่ ตามคําแถลงของจําเลย

ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาท ประการใด และถ้าในวันสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันว่าพยานที่จะนํามาสืบถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง และ

2 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใด

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน ท้ายฟ้อง แต่จําเลยให้การว่าจําเลยไม่เคยกู้และรับเงิน 500,000 บาทตามฟ้อง แต่จําเลยกู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาทนั้น จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจําเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ เพียงแต่ ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท แต่จําเลยได้กู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาทเท่านั้น

ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทประการแรกจึงมีว่า “จําเลยได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท จริง หรือไม่” ซึ่งประเด็นนี้โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้นภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

และการที่จําเลยให้การว่า จําเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีการกรอกข้อความจํานวนเงินกู้และมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินนั้นเกินความจริง โดยจําเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้องจึงเป็นสัญญาปลอม เป็นกรณีที่จําเลยให้การต่อสู้ว่าเอกสารที่ โจทก์นํามาฟ้องนั้น เป็นเอกสารปลอม มิใช่เป็นกรณีที่จําเลยได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาท ประการที่ 2 จึงมีว่า “สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่” ซึ่งเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง สัญญากู้ดังกล่าว ภาระการพิสูจน์ถึงความถูกต้องแท้จริงของสัญญากู้จึงตกแก่โจทก์ (ฎีกาที่ 2370/2529)

ประเด็นที่ 2 ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

กรณีดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันว่าพยานที่จะนํามา สืบถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี และจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนั้น ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า

(1) จําเลยได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท จริงหรือไม่

(2) สัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญากู้ปลอมหรือไม่ และเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสองฐานร่วมกันลักทรัพย์ จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยจําเลยที่ 1 อ้างนายหนึ่งและนายสองเป็นพยาน ส่วนจําเลยที่ 2 อ้างนายสามเป็นพยาน เมื่อสืบพยานโจทก์และ ตัวจําเลยทั้งสองเสร็จแล้ว ทนายความของจําเลยที่ 1 นํานายหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานจําเลยที่ 1 จนจบ ปรากฏว่านายสองและนายสามนั่งฟังคําเบิกความของนายหนึ่งอยู่ด้วย ต่อมาทนายความ ฝ่ายจําเลยนํานายสองและนายสามเข้าเบิกความเป็นพยานจําเลยจนจบ โจทก์คัดค้านว่า ศาลไม่ควร ฟังคําเบิกความของนายสองและนายสามเพราะเป็นการผิดระเบียบ หรือถ้าก่อนที่ทนายความของ จําเลยที่ 1 จะซักถามนายหนึ่งนั้น ศาลทราบว่านายสองและนายสามนั่งอยู่ในห้องพิจารณาด้วย จึงมีคําสั่งให้นายสองและนายสามออกไปอยู่นอกห้องพิจารณาจนกว่าจะเข้ามาเบิกความ

ให้วินิจฉัยว่า

ข้อคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ และคําสั่งของศาลในกรณีดังกล่าวชอบหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 114 “ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง และศาล มีอํานาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้

แต่ถ้าพยานคนใดเบิกความโดยได้ฟังคําพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้ว และ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าศาลไม่ควรฟังคําเบิกความเช่นว่านี้ เพราะเป็นการผิดระเบียบ ถ้าศาลเห็นว่าคําเบิกความ เช่นว่านี้เป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยได้ฟังคําเบิกความของพยานคนก่อน หรือไม่สามารถทําให้ คําวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลจะไม่ฟังว่าคําเบิกความเช่นว่านี้เป็นผิดระเบียบก็ได้”

 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวล กฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ เท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 236 “ในระหว่างพิจารณาศาลมีอํานาจสั่งให้ผู้ที่จะเป็นพยานซึ่งมิใช่จําเลย ออกไป อยู่นอกห้องพิจารณาจนกว่าจะเข้ามาเบิกความ…”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 เป็นเรื่องการห้ามพยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่น ซึ่งกําหนดไว้ว่า ห้ามมิให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง ซึ่งคําว่า “พยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง” นี้ หมายถึงเฉพาะพยานฝ่ายตนเท่านั้น ดังนั้น หากมีพยานอื่นดังกล่าวมานั่งฟังคําเบิกความอยู่ด้วย ศาลมีอํานาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปจากห้องได้ และบทบัญญัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 ดังกล่าวให้ นํามาใช้บังคับกับการพิจารณาคดีอาญาด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 15)

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อจําเลยที่ 1 อ้างนายหนึ่งและนายสองเป็นพยาน ส่วนจําเลยที่ 2 อ้าง นายสามเป็นพยานนั้น การที่ทนายความของจําเลยที่ 1 นํานายหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานจําเลยที่ 1 จนจบ และ ปรากฏว่านายสองและนายสามนั่งฟังคําเบิกความของนายหนึ่งอยู่ด้วยนั้น กรณีของนายสองถือว่าเป็น “พยานอื่น ที่จะเบิกความภายหลัง” ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 จึงไม่สามารถเข้าฟังนายหนึ่ง เบิกความได้ ดังนั้นโจทก์จึงสามารถคัดค้านว่าศาลไม่ควรฟังคําเบิกความของนายสอง เพราะเป็นการผิดระเบียบได้ และถ้าศาลทราบว่านายสองนั่งอยู่ในห้องพิจารณาก่อนที่ทนายความของจําเลยที่ 1 จะซักถามนายหนึ่ง ศาลก็มีอํานาจ สั่งให้นายสองออกไปอยู่นอกห้องพิจารณาจนกว่าจะเข้ามาเบิกความได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 236

ส่วนกรณีของนายสามนั้น เป็นพยานของจําเลยที่ 2 มิใช่พยานของจําเลยที่ 1 ย่อมสามารถ เข้าฟังนายหนึ่งเบิกความได้ เพราะไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจคัดค้านว่าศาลไม่ควรฟังคําเบิกความของนายสาม เพราะเป็นการผิดระเบียบได้ และศาลก็จะสั่งให้ นายสามออกไปอยู่นอกห้องพิจารณาจนกว่าจะเข้ามาเบิกความตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 236 ไม่ได้ เพราะนายสาม มิใช่พยานของจําเลยที่ 1 แต่อย่างใด

สรุป

ข้อคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นเฉพาะกรณีของนายสอง แต่กรณีของนายสามฟังไม่ขึ้น และ คําสั่งของศาลกรณีของนายสองชอบด้วยกฎหมาย แต่คําสั่งกรณีของนายสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3 นายนพเป็นโจทก์ฟ้องนางอรจําเลยให้ชําระราคาค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน นางอรได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ทําสัญญาซื้อขายที่ดินกับนายนพ และที่ตนยอมลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินก็เพราะ หลงเชื่อคําที่นายนพอ้างว่าเพื่อสะดวกในการแบ่งแยก ในวันสืบพยานนางอร นางอรได้ขอนํา พยานบุคคลคือนายเอกและนายโทเข้าสืบพยานเพื่อยืนยันว่านางอรได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดิน แปลงดังกล่าวด้วยเหตุผลดังกล่าวจริง กรณีนี้ นางอรจําเลยจะนํานายเอกและนายโทเข้าสืบพยาน ในชั้นศาลได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้าง พยานเอกสารที่ แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายนพเป็นโจทก์ฟ้องนางอรจําเลยให้ชําระราคาค่าที่ดินตาม สัญญาซื้อขายที่ดิน และนางอรได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ทําสัญญาซื้อขายที่ดินกับนายนพ แต่ที่ตนยอมลงชื่อใน สัญญาซื้อขายที่ดิน ก็เพราะหลงเชื่อคําที่นายนพอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการแบ่งแยก และในวันสืบพยานนางอร นางอรได้ขอนําพยานบุคคลคือนายเอกและนายโทเข้าสืบพยานเพื่อยืนยันว่านางอรได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวด้วยเหตุผลดังกล่าวจริงนั้น มิใช่กรณีที่นางอรจําเลยขอนําพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสารตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) แต่เป็นการนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าหนี้ที่ระบุ ไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ ดังนั้น นางอรจําเลยจึงสามารถนํานายเอกและนายโทเข้าสืบพยานในชั้นศาลได้ (ฎีกาที่ 2058/2523)

สรุป

นางอรจําเลยสามารถนํานายเอกและนายโทเข้าสืบพยานในชั้นศาลได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นําพยานบุคคลมาสืบประกอบคํารับสารภาพ คือนายดาบตํารวจดําผู้จับกุมจําเลยเบิกความว่า ขณะที่เข้าไปจับกุมจําเลย จําเลยให้การรับว่า เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงเพราะผู้ตายดูหมิ่นจําเลย โจทก์อ้างส่งบันทึกจับกุมที่มีข้อความ เช่นเดียวกับที่นายดาบตํารวจดําเบิกความเป็นพยานต่อศาล และร้อยตํารวจเอกแดงพนักงานสอบสวน เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งสิทธิให้จําเลยทราบโดยชอบแล้ว จําเลยให้การรับสารภาพว่าเป็น ผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง และมอบอาวุธปืนดังกล่าวให้แก่พนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง ซึ่งได้ส่งอาวุธปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้ว ผลปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจริง อาวุธปืนของกลางที่อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ส่วนทนายจําเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานจําเลย เพราะให้การรับสารภาพแล้ว ให้วินิจฉัยว่า หากท่านเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยหรือยกฟ้องโจทก์

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 84 วรรคท้าย “ถ้อยคําใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตํารวจในชั้นจับกุม หรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคํานั้นเป็นคํารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้ กระทําความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน…”

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 227 วรรคแรก “ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษา ลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริง และจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า การนําสืบพยานหลักฐานของโจทก์เพื่อประกอบคํารับสารภาพของจําเลยในชั้นศาลนั้น โจทก์ไม่จําต้องนําสืบให้ได้ ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดตามฟ้อง ดังเช่น ในกรณีที่จําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น แม้บันทึกจับกุมที่บันทึกว่าขณะที่นายดาบตํารวจดําเข้าไปจับกุมจําเลย จําเลยให้การรับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืน ยิงผู้ตายจริง อันเป็นถ้อยคําที่จําเลยรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตํารวจผู้จับว่าจําเลยได้กระทําความผิดซึ่งต้องห้าม มิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคท้าย หรือคําเบิกความของนายดาบตํารวจดํา พยานโจทก์ที่ยืนยันถึงข้อเท็จจริงตามคําให้การรับสารภาพของจําเลยในชั้นจับกุมซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามบทบัญญัติ ดังกล่าวเช่นกัน (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 1850/2555) ก็ตาม

แต่คําเบิกความของร้อยตํารวจเอกแดงพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ที่ยืนยันว่าในชั้นสอบสวน จําเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจริง อันเป็นพยานหลักฐานที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น จึงน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีความผิดและรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 ประกอบกับจําเลยก็นําอาวุธปืนวัตถุพยานที่ใช้ยิงผู้ตายมามอบให้แก่พนักงานสอบสวน ยึดไว้เป็นของกลาง ซึ่งเมื่อทําการพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจริง คําเบิกความของร้อยตํารวจเอกแดง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังและเชื่อได้ ตลอดจนชั้นศาลจําเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่ติดใจสืบพยานจําเลยให้เห็นได้ เป็นอย่างอื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว พยานโจทก์ที่นําสืบประกอบคํารับสารภาพของจําเลยจึงทําให้แน่ใจว่ามีการ กระทําผิดตามฟ้องจริง และจําเลยเป็นผู้กระทําความผิดนั้น จึงลงโทษจําเลยได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคแรก

สรุป

หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2546 จําเลยกู้และรับเงิน 100,000 บาท ไปจากโจทก์ ตกลงชําระคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 1 ปีนับแต่วันกู้ ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินท้ายคําฟ้อง ในการนี้จําเลย ทําหนังสือมอบอํานาจให้นายสดนําที่ดินตามฟ้องไปจดทะเบียนจํานองประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ด้วย ครั้นเมื่อหนี้ถึงกําหนด จําเลยไม่ชําระหนี้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จําเลยชําระหนี้ตามสัญญา และไถ่ถอนจํานอง แต่จําเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจําเลยชําระหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จ หากจําเลยไม่ชําระ ให้ยึดที่ดินจํานองและขายทอดตลาด นําเงินมาชําระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จําเลยให้การว่า จําเลยไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ จําเลยไม่เคยมอบอํานาจให้นายสดไปจดทะเบียน จํานองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อผู้มอบอํานาจในหนังสือมอบอํานาจไม่ใช่ลายมือชื่อของจําเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม จําเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชําระหนี้และไถ่ถอนจํานอง จากโจทก์ คําฟ้องของโจทก็ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้ง ซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ทั้งโจทก์นําคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 เป็น เวลานานกว่าสิบปีนับแต่วันกู้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน จําเลยแถลงไม่ติดใจให้ศาลวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ และหากโจทก์จําเลยไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 หากโจทก์และจําเลยไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ดังนั้น จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยตามอุทาหรณ์ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 จําเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ตามฟ้องไปจากโจทก์และทําสัญญาจํานองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ไว้ด้วยหรือไม่

2 โจทก์บอกกล่าวบังคับจํานองโดยขอบแล้วหรือไม่

สําหรับประเด็นตามคําให้การของจําเลยที่ว่า จําเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชําระหนี้ เงินกู้นั้น เนื่องจากหนี้เงินกู้ตามอุทาหรณ์เป็นหนี้มีกําหนดเวลาชําระตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ขอบังคับ ดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วั่นฟ้อง การบอกกล่าวทวงถามหนี้เงินกู้ก่อนฟ้องจึงไม่มีผลกระทบต่อคดี ไม่ต้องกําหนดเป็น ประเด็นข้อพิพาท แต่การบอกกล่าวบังคับจํานองเป็นสาระสําคัญของกระบวนการบังคับจํานองซึ่งเป็นเรื่อง อํานาจฟ้อง เมื่อจําเลยโต้เถียง จึงต้องกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ประเด็นตามคําให้การที่ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น คําให้การของจําเลยเพียงยก ถ้อยคําตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างโดยไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัย เป็นหลักแหล่งข้อหาเช่นว่านั้น หรือคําขอบังคับส่วนใดที่เคลือบคลุมและเคลือบคลุมอย่างไร อันทําให้จําเลยไม่ สามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ คําให้การในส่วนนี้ของจําเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม

และประเด็นตามคําให้การที่ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความนั้น เนื่องจากในวันนัดชี้สองสถาน จําเลยแถลงไม่ติดใจให้ศาลวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่แล้ว จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันต่อไป ไม่ต้อง กําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นแรกที่ว่า จําเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ตามฟ้องไปจากโจทก์และทําสัญญาจํานองที่ดิน ตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ไว้ด้วยหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจําเลยกู้และรับเงิน 100,000 บาท ไปจากโจทก์ และ ในการนี้จําเลยได้ทําหนังสือมอบอํานาจให้นายสดนําที่ดินตามฟ้องไปจดทะเบียนจํานองประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ด้วย และจําเลยให้การปฏิเสธว่าจําเลยไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ อีกทั้งจําเลยไม่เคยมอบอํานาจให้นายสดไป จดทะเบียนจํานองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

ประเด็นที่สองที่ว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจํานองโดยชอบแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จําเลยชําระหนี้ตามสัญญาและไถ่ถอนจํานองแล้ว และจําเลยให้การปฏิเสธว่า จําเลย ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชําระหนี้และไถ่ถอนจํานองจากโจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์เช่นกัน

ประเด็นที่ 3 หากโจทก์และจําเลยไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี

ตามข้อเท็จจริง เมื่อไม่มีการสืบพยานโจทก์จําเลย โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็น ฝ่ายแพ้คดี และจําเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนั้น ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ดังนี้

1 จําเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ตามฟ้องไปจากโจทก์และทําสัญญาจํานองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ไว้ด้วยหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

2 โจทก์บอกกล่าวบังคับจํานองโดยชอบแล้วหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์เช่นกัน และหากโจทก์จําเลยไม่สืบพยาน ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้จําเลย เป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่าเมื่อระหว่างปี 2553 – 2556 โจทก์และจําเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และได้ร่วมกันซื้อที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ โดยได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อ ของจําเลยเพียงผู้เดียว ตามสําเนาโฉนดที่ดินท้ายฟ้อง เมื่อปลายปี 2556 โจทก์กับจําเลยตกลงแยกทางกัน โจทก์ขอให้จําเลยจดทะเบียนให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินครึ่งหนึ่งแต่จําเลยไม่ยินยอม ขอให้บังคับจําเลยจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าว จําเลยให้ การต่อสู้คดีว่า เงินที่ซื้อที่ดินแปลงพิพาทเป็นเงินส่วนตัวของจําเลยเพียงผู้เดียว โจทก์ไม่ได้ร่วม ออกเงินด้วย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการสืบพยานโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เงินที่นํามาซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าว เป็นเงินที่ได้มาจากการที่โจทก์และจําเลยร่วมกันทําธุรกิจ แต่ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อ จําเลยเพียงผู้เดียวก่อน จําเลยแถลงโต้แย้งว่าศาลจะรับฟังคําเบิกความดังกล่าวของโจทก์ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในโฉนดที่ดินพิพาท ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของจําเลยฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบขออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก…”

 

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีกตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จําเลยจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินครึ่งหนึ่ง แต่จําเลยให้การต่อสู้คดีว่าเงินที่ซื้อที่ดินแปลงพิพาทเป็นเงินส่วนตัวของ จําเลยแต่เพียงผู้เดียว และโจทก์ต้องการอ้างตนเองเป็นพยานเพื่อเบิกความว่า เงินที่นํามาซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าว เป็นเงินที่ได้มาจากการที่โจทก์และจําเลยร่วมกันทําธุรกิจแต่ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อจําเลยเพียง ผู้เดียวก่อน แต่จําเลยแถลงโต้แย้งว่าศาลจะรับฟังคําเบิกความดังกล่าวของโจทก์ไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคล เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในโฉนดที่ดินนั้น

ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทกับจําเลย โดยมีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง ซึ่งมิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงมีสิทธินํา พยานบุคคลมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 ส่วนการที่จําเลยมีชื่อเป็นผู้ถือ กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจําเลยมีกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เท่านั้น แต่มิใช่ข้อสันนิษฐานที่เด็ดขาด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนําสืบพยานหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ข้ออ้าง ของจําเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้ออ้างของจําเลยฟังไม่ขึ้น

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์บริษัทประกันภัยฟ้องให้จําเลยรับผิดตามสัญญาที่ทําไว้กับโจทก์ จําเลยให้การว่าได้ทําสัญญาประกันภัยรถยนต์ไว้จริง แต่จําเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย เพราะผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ดังนี้

ฝ่ายโจทก์หรือจําเลยจะมีหน้าที่นําสืบในประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

วินิจฉัย กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์บริษัทประกันภัยฟ้องให้จําเลยรับผิดตามสัญญาที่ทําไว้กับโจทก์ และจําเลยให้การว่าได้ทําสัญญาประกันภัยรถยนต์ไว้จริง แต่จําเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย เพราะผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถตามกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัยนั้น จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวว่า มีข้อยกเว้นความรับผิด ตามกรมธรรม์ประกันภัยจริงหรือไม่

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 8/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์อ้างว่าจําเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย แต่จําเลยต่อสู้ว่า จําเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย เพราะมีข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงเท่ากับจําเลย เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่า มีข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จําเลยกล่าวอ้าง ขึ้นใหม่ในคําให้การ ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จึงตกแก่จําเลยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

สรุป

ฝ่ายจําเลยมีหน้าที่นําสืบในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า มีข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัยจริงหรือไม่

 

ข้อ 2 พระมหากษัตริย์และพระราชินี เมื่อมาเป็นพยานในศาลมีเอกสิทธิ์ประการใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 112 “ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่

(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

(2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ (3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา

(4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณ”

มาตรา 115 “พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หรือพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา แม้มาเป็นพยานจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ก็ได้ สําหรับ บุคคลที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมายจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่ กําหนดไว้ตามกฎหมายนั้น ๆ ก็ได้”

จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อพระมหากษัตริย์และพระราชินีมาเป็นพยานศาลจะมีเอกสิทธิ์ดังนี้ คือ

1 ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 (1)

2 ไม่ต้องเบิกความหรือให้ถ้อยคําใด ๆ ก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 115)

 

 

ข้อ 3 โจทก์กับจําเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จําเลยเป็นการตอบแทนที่จําเลยไถ่ถอนจํานองที่ดินพิพาทที่โจทก์เป็นหนี้ธนาคารอยู่ อันเป็นการให้ สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจําเลยประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 (2) ต่อมาจําเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องถอนคืนการให้ ขอให้บังคับจําเลยโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ดังนี้ หากในหนังสือสัญญา ให้ที่ดินระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จําเลยสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก…”

 

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก

กรณีตามอุทาหรณ์ จําเลยจะสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดิน เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องถอนคืนการให้ การที่จําเลยจะนําสืบพยานบุคคล ให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน จําเลยย่อมมีสิทธิทําได้ เพราะกรณีดังกล่าว เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ มิใช่การฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ ดังนั้น การจะนําสืบพยานบุคคล ดังกล่าวของจําเลย จึงไม่ใช่การนําสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร คือสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์ กับจําเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข)

สรุป

จําเลยสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มี ค่าภาระติดพันได้