LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในฐานะที่ท่านเป็นพลเมืองดี เมื่อได้รับหมายเรียกให้เป็นพยานต่อศาลแล้ว ท่านมีหน้าที่ที่สําคัญอย่างไรบ้าง

ธงคําตอบ

ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้รับหมายเรียกให้เป็นพยานต่อศาล หน้าที่ที่สําคัญที่ข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติ มีดังนี้ คือ

1 ต้องไปเบิกความต่อศาลตามความเป็นจริง เพราะเมื่อบุคคลใดได้รับหมายเรียกให้ไป เป็นพยานต่อศาลแล้ว ถ้าบุคคลนั้นมิใช่บุคคลที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และไม่ใช่บุคคลที่มีสถานะพิเศษ ตามกฎหมาย หรือมีข้อแก้ตัวอันจําเป็นหรือเจ็บป่วยแล้ว บุคคลนั้นก็จะต้องไปเบิกความตามวัน เวลา และสถานที่ ที่ปรากฏอยู่ในหมายเรียก ถ้ามีการจัดขึ้นโดยไม่ยอมไปเบิกความตามวัน เวลา และสถานที่ที่ปรากฏอยู่ในหมายเรียกนั้น บุคคลนั้นก็จะมีความผิดฐานขัดขืนหมายเรียกและต้องรับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 170

และการไปเบิกความต่อศาลนั้น ก็จะต้องเบิกความตามความเป็นจริง เพราะถ้าหากมีการ เบิกความอันเป็นเท็จแล้ว ก็อาจมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

2 ต้องสาบานตนหรือกล่าวคําปฏิญาณตนก่อนเบิกความ ทั้งนี้เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ได้บัญญัติว่า “ก่อนเบิกความ พยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนา หรือจารีตประเพณี แห่งชาติตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงเสียก่อน..” เว้นแต่จะเป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้นตาม กฎหมายเท่านั้นที่ไม่ต้องสาบานตนหรือกล่าวคําปฏิญาณตนก่อนเบิกความ

3 ต้องเบิกความด้วยวาจา เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 113 บัญญัติว่า “พยานทุกคนต้อง เบิกความด้วยวาจาและห้ามไม่ให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลหรือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ

แต่กรณีดังกล่าว มีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้คือ

(1) ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 120/1 วรรคหนึ่ง คือในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมี คําร้องและคู่ความอีกฝ่ายไม่คัดค้าน และศาลอนุญาตให้คู่ความนั้นเสนอบันทึกถ้อยคําของผู้ที่ตนประสงค์จะอ้างเป็น พยานยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นต่อศาลแทนการซักถามเป็นพยานต่อหน้าศาลได้

(2) ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 120/2 วรรคหนึ่ง คือกรณีที่คู่ความมีคําร้องร่วมกัน และ ศาลเห็นเสมควรอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคํายืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นผู้ให้ถ้อยคํา (พยาน) ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนําพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้

(3) ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 115 คือ กรณีที่เป็นพยานบุคคลที่อยู่ในฐานะพิเศษ เช่น พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา แม้มาเป็นพยานแต่จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ก็ได้

4 ต้องไม่เบิกความต่อหน้าพยานคนอื่นของฝ่ายตนที่จะเบิกความภายหลัง เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง” คําว่า “พยานอื่น” ที่จะเบิกความภายหลังนั้นหมายความถึงเฉพาะ “ พยานของฝ่ายตน” เท่านั้น ถ้าเป็นพยานบุคคล ของคู่ความฝ่ายอื่นก็ไม่ต้องห้าม

5 ต้องลงชื่อในบันทึกคําเบิกความของตนที่ศาลทําขึ้น เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 121 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในการนั่งพิจารณาทุกครั้ง เมื่อพยานคนใดเบิกความแล้ว ให้ศาลอ่านคําเบิกความนั้นให้พยานฟัง และให้พยานลงลายมือชื่อไว้” เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น เช่น กรณีการเสนอบันทึกถ้อยคําของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ใน ต่างประเทศแทนการเบิกความต่อศาล หรือการสืบพยานบุคคลโดยใช้ระบบการประชุมทางจอภาพ หากลงลายมือชื่อ ในคําเบิกความไม่ได้ ก็ให้ลงลายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าศาลแทน โดยไม่ต้องมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์ นิ้วมือนั้นตามมาตรา 50 (1)

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องว่า ในการฟ้องคดีนี้ โจทก์มอบอํานาจให้นายกรเป็นผู้ฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้อง เมื่อระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2556 จําเลยซื้อสินค้าไปจาก โจทก์หลายครั้งหลายรายการ เป็นเงินรวม 200,000 บาท แต่จําเลยชําระค่าสินค้ายังไม่ครบถ้วน คงค้าง ชําระเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ทวงถาม จําเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จําเลยให้การว่า โจทก์จะมอบอํานาจให้นายกรเป็นผู้ฟ้องคดีนี้หรือไม่ จําเลยไม่ทราบ ไม่รับรองเนื่องจากหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องเป็นเพียงสําเนาเอกสาร โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง จําเลยชําระราคาครบถ้วนแล้ว โดยได้นําเงินที่ค้างทั้งหมดไปชําระให้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2557 ที่บริษัทโจทก์ มีนางขวัญลูกจ้างของโจทก์เป็นผู้รับเงินไว้แทน อย่างไรก็ดี คําฟ้องของโจทก์ไม่แสดง โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคําขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาฟ้องของ โจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง เช่นนี้ คดีมีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด และถ้าคู่ความต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมิภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแกคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 ถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ตามอุทาหรณ์ โจทก์มอบอํานาจให้นายกรเป็นผู้ฟ้องคดีแทน โดยฟ้องว่าจําเลยซื้อสินค้าไป จากโจทก์หลายครั้งหลายรายการเป็นเงินรวม 200,000 บาท แต่จําเลยชําระค่าสินค้าไม่ครบถ้วน คงค้างชําระเป็นเงิน 50,000 บาท จําเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง จําเลยชําระราคาครบถ้วนแล้วและฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า “จําเลยชําระ ค่าสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่”

ส่วนคําให้การของจําเลยที่ว่า โจทก์จะมอบอํานาจให้นายกรเป็นผู้ฟ้องคดีนี้หรือไม่ จําเลยไม่ทราบ ไม่รับรองเนื่องจากหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องเป็นเพียงสําเนาเอกสารนั้น เป็นคําให้การที่มิใช่เป็นการปฏิเสธ ความแท้จริงของหนังสือมอบอํานาจ การที่จําเลยไม่ทราบไม่ใช่เหตุที่จะทําให้หนังสือมอบอํานาจของโจทก์ต้องเสียไป และที่จําเลยไม่รับรองก็ยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอว่า ทําไมหนังสือมอบอํานาจที่เป็นสําเนาจึงไม่ทําให้โจทก์มีอํานาจฟ้อง จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดี

ส่วนข้อที่จําเลยให้การว่าคําฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น จําเลยให้การเพียงการยกถ้อยคํา ในกฎหมายมาอ้างโดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาในคําฟ้องของโจทก์ข้อใดที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้งอย่างไร ดังนั้น คําให้การของจําเลยจึงแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เช่นกัน จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

เนื่องจากจําเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจําเลยไม่ได้ซื้อสินค้าตามฟ้องไปจากโจทก์ คําให้การของ จําเลยถือว่ารับแล้วว่าจําเลยซื้อสินค้าตามฟ้อง แต่จําเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าจําเลยได้ชําระค่าสินค้าตามฟ้องแล้ว โดยนําเงินที่ค้างชําระทั้งหมดไปชําระให้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2557 ที่บริษัทโจทก์ มีนางขวัญลูกจ้างของโจทก์เป็น ผู้รับเงินไว้แทน ซึ่งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทนี้จึงตกแก่จําเลย

ประเด็นที่ 3 ถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ในกรณีที่คู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน ย่อมไม่มีการสืบพยานโจทก์จําเลย ดังนั้น จําเลย ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี และโจทก์ย่อมจะเป็นฝ่ายชนะคดี

สรุป คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จําเลยชําระค่าสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และภาระ การพิสูจน์ตกแก่จําเลย

และถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 3 โจทก์ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจําเลยแปลงหนึ่งเป็นเงิน 6 ล้านบาท วางมัดจํา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือชําระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 90 วัน นับแต่วันทําสัญญา พร้อมถมดินให้เรียบร้อย ซึ่งตามสัญญาคู่สัญญาตกลงกันให้เงินมัดจําดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการชําระเงิน ค่าที่ดินตามสัญญาด้วย เมื่อครบกําหนดตามสัญญา จําเลยไม่ยอมถมดิน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ให้จําเลยคืนเงินมัดจําและชําระค่าเสียหาย แต่จําเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจําเลยฐานผิดสัญญาเรียกเงินมัดจําคืนพร้อมค่าเสียหายอ้างว่าจําเลยไม่ถมดิน ในวันสืบพยาน จําเลยนําพยานบุคคลมาสืบ ว่าโจทก์กับจําเลยไม่มีเจตนาผูกพันตามข้อความเกี่ยวกับการถมดินในสัญญา ดังนี้ จําเลยมีสิทธินําสืบพยานบุคคลดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 วรรคแรกและวรรคสอง “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าต้นขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและ สัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคํามั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้ มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญ หรือได้วางประจําไว้ หรือได้ชําระหนี้ บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก

กรณีตามอุทาหรณ์ ในการทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจําเลยเป็นเงิน 6 ล้านบาท นั้น การที่โจทก์วางเงินมัดจําให้แก่จําเลยเป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อตามสัญญาคู่สัญญาตกลงกันให้เงินมัดจํา ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการชําระเงินค่าที่ดินตามสัญญาด้วย จึงถือเป็นการชําระค่าที่ดินบางส่วน ซึ่งกรณีเช่นนี้ จึงไม่จําเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และกรณีนี้ ก็มิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ดังนั้น จําเลยจึงมีสิทธิที่จะนําพยานบุคคลมาสืบได้ว่า โจทก์กับจําเลยไม่มีเจตนาผูกพันกันตามข้อความเกี่ยวกับการถมดินในสัญญาได้ เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องบังคับ ตามสัญญาจะซื้อจะขายแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

สรุป

จําเลยมีสิทธินําสืบพยานบุคคลในกรณีดังกล่าวได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถยนต์คันที่โจทก์ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์ขับได้รับ ความเสียหายหลายรายการ จําเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ขอให้บังคับ จําเลยทั้งสามร่วมกันชําระค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี แก่โจทก์ จําเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุ ยางหน้าของรถยนต์บรรทุกคันที่จําเลยที่ 1 ขับเกิดระเบิด รถเสียหลักไถลลงไปที่ไหล่ทางโจทก์ขับรถตามหลังรถยนต์บรรทุกคันที่จําเลยที่ 1 ขับมาอย่างกระชั้นชิด และด้วยความเร็วสูง จนไม่สามารถหลบหลีกหรือห้ามล้อได้ทัน จึงแล่นชนรถยนต์บรรทุกคันที่ จําเลยที่ 1 ขับ จําเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ เหตุชนกันจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ ฝ่ายเดียว โจทก์เสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท จริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง อย่างไรก็ตาม หากศาลฟังได้ว่า จําเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จําเลยที่ 3 ให้การว่า จําเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างของจําเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ไม่ได้ ขับรถไปในทางการที่จ้าง จําเลยที่ 1 มิได้ขับรถด้วยความประมาท ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง สูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องจําเลยที่ 3 เนื่องจากจําเลยที่ 3 ชําระค่าเสียหาย ตามสัญญาประกันภัยจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์แล้ว ศาลอนุญาตและมีคําสั่งให้จําหน่ายคดีเฉพาะ จําเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้ประเด็นข้อพิพาทประการใด และฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้างนั้น”

มาตรา 438 “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องว่า (1) จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 (2) จําเลย ที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 (3) จําเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์ขับได้รับความเสียหายหลายรายการตามฟ้อง

จําเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า (1) จําเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ เหตุชนกันเกิดจากความ ประมาทเลินเล่อของโจทก์ฝ่ายเดียว (2) โจทก์เสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท จริงหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง (3) โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้อง

จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีประเด็นแห่งคดีที่คู่ความฟังได้ เป็นยุติ ดังนี้คือ

1 ประเด็นตามฟ้องที่ว่า จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 1 ขับ รถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 นั้น จําเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ จึง ถือว่าจําเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว และต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจําเลยที่ 1

และตามข้อเท็จจริง แม้ว่าจําเลยที่ 3 จะให้การว่า จําเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างของจําเลย ที่ 1 และขณะเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถไปในทางการที่จ้างก็ตาม คําให้การของจําเลยที่ 3 ก็ไม่ก่อให้เกิดเป็น ประเด็นข้อพิพาท เพราะคําให้การของจําเลยที่ 3 มิได้เป็นคําให้การในฐานะคู่ความ (จําเลย) ทั้งนี้เพราะโจทก์ได้ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องจําเลยที่ 3 และศาลอนุญาตและมีคําสั่งให้จําหน่ายคดีของจําเลยที่ 3 ออกจากสารบบความแล้ว ดังนั้นคดีนี้จึงฟังได้เป็นยุติตามคําให้การที่ถือว่าเป็นการรับของจําเลยที่ 1 และที่ 2

2 ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เมื่อจําเลยทั้งสองให้การว่าไม่ทราบไม่รับรอง ซึ่งเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่ารับหรือปฏิเสธ จึงถือว่าจําเลยทั้งสองรับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องจึงไม่เป็น ประเด็นข้อพิพาท คดีนี้จึงฟังได้เป็นยุติว่า ถ้าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น

ดังนั้นจากคําฟ้องและคําให้การของจําเลยที่ 1 และที่ 2 คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า

1 จําเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทําให้โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่

2 โจทก์ประมาทเลินเล่อทําให้เกิดความเสียหายตามฟ้องหรือไม่

3 โจทก์เสียหายเพียงใด

4 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยสําหรับค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่

 

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 8/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทําให้โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จําเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์ขับ ทําให้รถยนต์คันที่ โจทก์ขับได้รับความเสียหาย แต่จําเลยให้การปฏิเสธว่าจําเลยมิได้ประมาทเลินเล่อ ดังนั้นเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง แต่จําเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

2 โจทก์ประมาทเลินเล่อทําให้เกิดความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เมื่อจําเลยเป็นฝ่าย กล่าวอ้างว่าเหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ ดังนั้น จําเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

3 โจทก์เสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างเรื่องความเสียหาย แม้จําเลยจะไม่ได้ให้การ โต้แย้งจํานวนเงินค่าเสียหายด้วย หน้าที่นําสืบข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ กล่าวคือ เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะต้อง นําสืบถึงจํานวนค่าเสียหายให้ได้ตามที่ฟ้องมา แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนด ค่าเสียหายให้โจทก์ได้เองตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

4 สําหรับประเด็นข้อพิพาทที่ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี หรือไม่นั้น ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยได้เอง คู่ความไม่ต้องนําสืบ

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ดังนี้

1 จําเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

2 โจทก์ประมาทเลินเล่อหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จําเลย

3 โจทก์เสียหายเพียงใด ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

4 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่ คู่ความไม่มีภาระการพิสูจน์(คู่ความไม่ต้องนําสืบ) ศาลวินิจฉัยได้เอง

 

ข้อ 2 นายดําถูกฟ้องเป็นจําเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา นายเหลืองประจักษ์พยานโจทก์เบิกความว่า นายดํามิใช่คนร้ายกระทําความผิดตามฟ้อง เพื่อช่วยเหลือนายดําซึ่งขัดกับคําให้การของนายเหลืองที่ ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุทันทีว่า นายดําเป็นผู้ฆ่าผู้ตาย พนักงานอัยการโจทก์จึงขอ อนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามนายเหลืองโดยใช้คําถามนำ และขอสืบบันทึกคําให้การของนายเหลือง ในชั้นสอบสวนประกอบการถาม แล้วอ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ศาลอนุญาต ทนายความของนายดํา คัดค้านว่า โจทก์จะใช้คําถามนําและสืบบันทึกคําให้การของนายเหลืองดังกล่าวไม่ได้ และบันทึก คําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวน เป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้ ให้วินิจฉัยว่า ข้อคัดค้าน ของทนายความนายดําฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 117 วรรคหก “ถ้าพยานเบิกความเป็น ปรปักษ์แก่คู่ความฝ่ายที่อ้างตนมาคู่ความฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้น เสมือนหนึ่งพยานนั้น เป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา”

มาตรา 118 วรรคแรก “ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะซักถามพยานก็ดี หรือถามถึงพยาน ก็ดี ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คําถามนํา เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือได้รับอนุญาตจากศาล”

มาตรา 120 “ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคําเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง หรือที่ศาลเรียกมาไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนําพยานหลักฐาน มาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร”

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้ มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้ บังคับได้”

มาตรา 226/3 “ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนํามาเบิกความต่อศาล หรือที่ บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนําเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น เห้ถือเป็นพยานบอกเล่า

ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่

(1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่า จะพิสูจน์ความจริงได้”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะซักถามพยานก็ดี หรือถามติงพยานก็ดี ย่อม ต้องห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คําถามนํา แต่อย่างไรก็ตาม คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานอาจใช้คําถามนําได้ หากปรากฎ ว่าพยานเบิกความเป็นปรปักษ์แก่ตน ทั้งนี้โดยให้คู่ความฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้น เสมือนพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา (ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคหก และมาตรา 118 วรรคแรก ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15)

กรณีตามอุทาหรณ์ คําเบิกความของนายเหลืองประจักษ์พยานโจทก์ที่ว่า นายดํามิใช่คนร้าย กระทําความผิดตามฟ้อง ย่อมเป็นคําเบิกความที่เป็นปรปักษ์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถาม นายเหลืองเสมือนหนึ่งเป็นพยานที่ฝ่ายจําเลยอ้างมาและใช้คําถามนําได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคหก และมาตรา 118 วรรคแรก ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และมีสิทธินําบันทึกคําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนเข้าพิสูจน์ พยานต่อศาลเพื่อแสดงว่าคําเบิกความของนายเหลืองในชั้นศาลไม่ควรเชื่อฟังได้ เพราะต้องการช่วยเหลือจําเลย ให้พ้นความผิดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนั้น ข้อคัดค้านของทนายประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนประเด็นที่ว่า บันทึกคําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่ารับฟัง ไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้บันทึกคําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคแรก ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังก็จริง แต่เมื่อคํานึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุว่า นายดําเป็นผู้ฆ่า ผู้ตายโดยยังไม่มีโอกาสปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่นเพื่อช่วยเหลือนายดําในตอนนั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ ความจริงได้ ศาลจึงรับฟังบันทึกคําให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ดังนั้นข้อคัดค้านของทนายในประเด็นนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สรุป

ข้อคัดค้านของทนายฟังไม่ขึ้น อัยการโจทก์มีสิทธิขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามนายเหลือง เสมือนหนึ่งเป็นพยานที่ฝ่ายจําเลยอ้างมาและใช้คําถามนําได้

และบันทึกคําให้การของนายเหลืองแม้จะเป็นพยานบอกเล่าศาลก็รับฟังได้

 

ข้อ 3 นายแก้วฟ้องนายขวดให้ชําระหนี้เงินกู้จํานวน 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้นายขวดจําเลยให้การว่าได้ทําสัญญากู้ตามฟ้องจริง และในสัญญาได้ระบุว่า “นายขวดยอมให้ดอกเบี้ย ร้อยละ 15 แก่นายแก้วทุกเดือน” เป็นการกําหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกําหนด จึงตกเป็น โมฆะ นายขวดขอชําระเฉพาะเงินต้นคือ 200,000 บาทตามสัญญาเท่านั้น ในชั้นสืบพยาน นายแก้ว แถลงว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวคิดกันเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ขอนําพยานบุคคลมาสืบถึงข้อตกลงนี้ ดังนี้ ศาลจะอนุญาตให้นายแก้วนําสืบพยานบุคคลได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมีให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่ แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแก้วประสงค์จะนําสืบถึงอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อเดือน กรณีจึงถือว่าเป็นการนําสืบว่านายขวดตีความหมายของข้อความ ในเอกสารผิดไป และเป็นการนําสืบอธิบายความหมายที่แท้จริงในสัญญา ไม่ถือว่าเป็นการนําพยานบุคคลมาสืบ เพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) นายแก้วจึงนําพยานบุคคล มาสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย ศาลจึงอนุญาตให้นําพยานบุคคลมาสืบได้ (เทียบ ฎ. 1601/2520)

สรุป

ศาลอนุญาตให้นายแก้วนําสืบพยานบุคคลได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องว่าได้ฝากนาฬิกาไว้กับจําเลย ต่อมาโจทก์ขอคืน จําเลยไม่ยอมคืนให้ จึงขอให้ศาลบังคับจําเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฝากนาฬิกาไว้กับจําเลย ความจริงจําเลยซื้อจากโจทก์ ถ้าท่านเป็นศาลจะกําหนดให้ใครมีหน้าที่นําสืบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน”

มาตรา 1370 “ผู้ครอบครองนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าครอบครองโดยสุจริต โดยความสงบ และโดยเปิดเผย”

วินิจฉัย

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดแล้ว ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่ นําสืบนี้ก็จะตกอยู่กับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ที่จะต้องนําสืบเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยต่อสู้ว่าไม่ได้รับฝากนาฬิกาไว้จากโจทก์ แต่จําเลยซื้อจากโจทก์นั้น เมื่อปรากฏว่าจําเลยได้ครอบครองนาฬิกาไว้ จําเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ที่ว่า “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน” ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 1370 ที่ว่า “ผู้ครอบครองนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าครอบครองโดยสุจริต โดยความสงบ และโดยเปิดเผย” ดังนั้น เมื่อจําเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โจทก์จึงมีหน้าที่นําสืบเพื่อหักล้าง ข้อสันนิษฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะกําหนดให้โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

 

ข้อ 2 การสืบพยานหลักฐานในคดีอาญานั้น มีกรณีใดบ้างที่ไม่ได้กระทําในศาลที่รับฟ้องคดี

ธงคําตอบ

อธิบาย การสืบพยานหลักฐานในคดีอาญานั้น มีกรณีที่ไม่ได้ทําในศาลที่รับฟ้องคดีดังต่อไปนี้ คือ

1 ศาลเห็นสมควรให้เดินเผชิญสืบ กล่าวคือ โดยหลักแล้ว ศาลซึ่งเป็นผู้สืบพยานจะ สืบพยานในศาลหรือนอกศาลก็ได้ แต่ถ้ามีคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นการสมควร ศาลก็อาจเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานก็ได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 229 ประกอบมาตรา 230 วรรคแรก)

2 ศาลเห็นสมควรให้ส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น กล่าวคือ เมื่อมีเหตุจําเป็นไม่สามารถ นําพยานหลักฐานมาสืบที่ศาลซึ่งกําลังพิจารณาคดีได้ และการสืบพยานหลักฐานโดยวิธีอื่นก็ไม่สามารถกระทําได้ กรณีเช่นนี้ ศาลมีอํานาจส่งประเด็นให้ศาลอื่นสืบพยานหลักฐานแทน ทั้งให้ศาลที่รับประเด็นมีอํานาจและหน้าที่ ดังศาลเดิม รวมทั้งมีอํานาจส่งประเด็นต่อไปยังศาลอื่นได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 230 วรรคแรก)

3 ศาลอนุญาตให้พยานเบิกความนอกศาล กล่าวคือ ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นอันไม่อาจ นําพยานมาเบิกความในศาลได้ เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร กรณีเช่นนี้ ศาลก็อาจอนุญาตให้พยาน ดังกล่าวเบิกความที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทําการของทางราชการหรือสถานที่แห่งอื่นนอกศาลนั้น โดยจัดให้มีการ ถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 230/1)

4 ศาลอนุญาตให้คู่ความเสนอบันทึกถ้อยคําของบุคคลซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ แทนการนําพยานบุคคลมาเบิกความต่อศาล กล่าวคือ เป็นกรณีที่พยานอยู่ต่างประเทศและไม่อาจสืบพยาน ตาม ข้อ 3. ได้ กรณีเช่นนี้ เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ศาลจะอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคํายืนยัน ข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคําซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนําพยานบุคคลมาเบิกความต่อศาล ได้ แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคําที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม (ป.วิ.อาญา มาตรา 230/2)

 

 

ข้อ 3 โจทก์ให้จําเลยกู้เงินจํานวน 30,000 บาท โดยมีการทําหลักฐานการกู้ถูกต้องและมีการระบุว่าให้คิดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ต่อมาจําเลยผิดนัดชําระหนี้ โจทก์จึงฟ้องให้จําเลยชําระหนี้ เงินกู้ 30,000 บาท พร้อมกับขอนํานายแดงมาสืบว่าได้ตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในเวลาต่อมา อยากทราบว่า กรณีดังกล่าวโจทก์นําสืบหักล้างตามข้อตกลงได้หรือไม่ จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และ มิได้กําหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม หรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความใน เอกสารนั้นอยู่อีก

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจําเลยระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่มิได้ระบุว่าให้คิดกันในอัตราเท่าใดนั้น ย่อมหมายถึงดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ซึ่งให้คิดอัตราดอกเบี้ยได้ ร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น การที่โจทก์จะนํานายแดงซึ่งถือเป็นพยานบุคคลมาสืบว่าได้ตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นการสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 94(ข) ดังนั้น กรณีดังกล่าวโจทก์จะนําสืบหักล้างตามข้อตกลงไม่ได้

สรุป

กรณีดังกล่าวโจทก์จะนําสืบหักล้างตามข้อตกลงไม่ได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 ในคดีเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจําเลยเป็นภริยาของนายกนก นายกนกกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วไม่ชําระหนี้ตามกําหนด ต่อมานายกนกถึงแก่ความตาย จําเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายกนก จึงต้องรับผิด ชําระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจําเลยไม่ชําระ ขอบังคับให้จําเลยใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย จําเลยให้การว่า นายกนกไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม นายกนก เคยเช่าที่ดินแปลงหนึ่งของโจทก์และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ ยึดถือไว้ฉบับหนึ่งเพื่อประกันการชําระค่าเช่าที่ดินซึ่งจะเป็นฉบับเดียวกับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ นํามาฟ้องจําเลยหรือไม่ จําเลยไม่ทราบ แต่จําเลยขอยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อ ของนายกนก สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ ประการใด และหากมีประเด็นข้อพิพาท ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพบกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น ไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยเป็นภริยาของนายกนก นายกนกกู้ยืมเงินโจทก์ไป แล้วไม่ชําระหนี้ตามกําหนด ต่อมานายกนกถึงแก่ความตาย จําเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายกนกจึงต้องรับผิด ชําระหนี้ให้โจทก์ และจากคําให้การของจําเลยซึ่งจําเลยให้การตอนแรกปฏิเสธว่า นายกนกสามีจําเลยไม่เคย กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินโจทก์ทําปลอมขึ้นนั้น เท่ากับจําเลยปฏิเสธว่าไม่มีมูลหนี้ที่จําเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนที่จําเลยให้การตอนหลังว่า นายกนกเคยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือ ไว้ฉบับหนึ่งเพื่อประกันการชําระค่าเช่าที่ดินซึ่งจะเป็นฉบับเดียวกับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นํามาฟ้องจําเลยหรือไม่ จําเลยไม่ทราบได้ เท่ากับจําเลยไม่ได้ให้การยอมรับ และในตอนสุดท้ายจําเลยก็ยืนยันว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้อง เป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อของสามีจําเลยอันเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ดังนั้นคดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า นายกนกสามีจําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริงหรือไม่ (เทียบเคียง คําพิพากษาฎีกาที่ 384/2525)

 

สําหรับหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้น ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า “ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ” และตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่านายกนกสามีจําเลย ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ไป แต่จําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้นโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่านายกนกสามีจําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริงหรือไม่ และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง

 

ข้อ 2 พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นจําเลยในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ หลังจากศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังแล้ว นายหนึ่งให้การรับสารภาพ นายสองให้การปฏิเสธ ศาลสั่งจําหน่ายคดี สําหรับนายสองโดยให้โจทก์แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่ และพิพากษาลงโทษจําคุกนายหนึ่ง ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่ นายสองให้การปฏิเสธ โจทก์นํานายหนึ่ง มาเบิกความว่า นายสองได้ร่วมลักทรัพย์กับนายหนึ่งตามฟ้อง นายสามผู้ร่วมลักทรัพย์อีกคนหนึ่ง แต่ถูกกันไว้เป็นพยานมาเบิกความว่า นายสองร่วมกับนายหนึ่งและนายสามลักทรัพย์ตามฟ้อง และนายสีซึ่งโจทก์ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและศาลอนุญาตแล้ว แต่พนักงานสอบสวน ไม่ได้สอบคําให้การนายสีไว้ในชั้นสอบสวน ทั้งโจทก์ก็มิได้สอบคําให้การไว้เช่นกันมาเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ นายสี่เห็นนายหนึ่ง นายสองและนายสามร่วมกันลักทรัพย์ตามฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสามและนายสี่พยานโจทก์รับฟังได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิดหรือ บริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 232 “ห้ามมิให้โจทก์อ้างจําเลยเป็นพยาน”

วินิจฉัย

การห้ามโจทก์อ้างจําเลยเป็นพยานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232 หมายถึง จําเลยในคดีเดียวกัน เท่านั้น ผู้ที่ร่วมกระทําความผิดด้วยกันแต่ถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง หรือผู้ที่ร่วมกระทําผิดกับจําเลยแต่มิได้ถูกฟ้อง เป็นจําเลยเพราะถูกกันไว้เป็นพยาน กรณีเช่นนี้ก็ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้แต่อย่างใด

กรณีตามอุทาหรณ์ คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสามและนายสี่รับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า แม้นายหนึ่งและนายสองจะเป็นผู้ร่วมกระทําความผิดด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อศาลสั่งจําหน่ายคดี โดยให้โจทก์ แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่ กรณีเช่นนี้ นายหนึ่งจึงไม่ได้เป็นจําเลยในคดีที่โจทก์แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงอ้างนายหนึ่งเป็นพยานได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232 แต่อย่างใด

กรณีนายสาม ซึ่งเป็นผู้ร่วมลักทรัพย์ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจําเลยด้วย โดยถูกกันไว้เป็นพยาน ดังนั้น เมื่อนายสามมิได้อยู่ในฐานะเป็นจําเลย โจทก์จึงอ้างนายสามเป็นพยานได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 232

และนายสี่ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เมื่อพิจารณาแล้วน่าจะพิสูจน์ได้ว่านายสองกระทําความผิดจริง ตามฟ้อง ทั้งไม่ปรากฏว่านายสี่เป็นพยานชนิดที่เกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น ดังนั้น โจทก์จึงอ้างนายสี่เป็นพยานใต้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 และไม่มีกฎหมายบัญญัติ ไว้ว่าพยานบุคคลของโจทก์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 นั้น พนักงานสอบสวนต้องสอบคําให้การในชั้นสอบสวน หรือพนักงานอัยการได้เรียกมาสอบคําให้การเป็นพยานไว้แล้ว จึงจะอ้างเป็นพยานในชั้นศาลได้

ดังนั้น คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสามและนายสี่ พยานโจทก์จึงรับฟังได้ ส่วนจะเพียงพอ ให้แน่ใจว่ามีการกระทําผิดจริงและนายสามเป็นผู้กระทําความผิดนั้นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนัก พยานบุคคลว่าพอฟังลงโทษนายสามจําเลยได้หรือไม่ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227

สรุป

คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสามและนายสี่ พยานโจทก์รับฟังได้

 

ข้อ 3 โจทก์เช่าที่ดินของจําเลยเพื่อก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน แต่ทางจังหวัดไม่อนุญาตให้สร้าง โจทก์จึงบอกเลิกการเช่าที่ดินกับจําเลยซึ่งตามสัญญาให้สิทธิบอกเล็กได้ และฟ้องเรียกค่าเช่าล่วงหน้าคืน จํานวน 8 ล้านบาท ในสัญญาเช่าที่ดินมีข้อความระบุไว้ว่า ชําระค่าเช่าล่วงหน้าสําหรับการเช่า 21 ปี เป็นเงิน 8 ล้านบาท ดังนี้ จําเลยจะนําพยานบุคคลมาสืบว่าจําเลยมีเจตนาที่จะให้เงินจํานวน 8 ล้านบาทเป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินกินเปล่าได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อเอกสารสัญญาเช่าที่ดินมีข้อความระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า ชําระค่าเช่าล่วงหน้า สําหรับการเช่า 21 ปี เป็นเงิน 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 ที่บัญญัติ ให้ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่จําเลยจะนําพยานบุคคลมาสืบว่าจําเลยมีเจตนาที่จะ ให้เงินจํานวน 8 ล้านบาท เป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินกินเปล่านั้น ย่อมถือว่าเป็นการสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสารนั้น ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94(ข) ดังนั้น จําเลยจะนําพยานบุคคลมาสืบในกรณีนี้ไม่ได้

สรุป

จําเลยจะนําพยานบุคคลมาสืบในกรณีดังกล่าวไม่ได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นน้องสาวโจทก์ จําเลยค้าขายขาดทุนจึงมากู้ยืมเงินโจทก์หนึ่งล้านบาทและได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วตามหนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องขอให้ ศาลบังคับจําเลยชําระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชําระครบถ้วน จําเลยให้การว่า จําเลยขอโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่พี่สาวที่แท้จริงของจําเลย จําเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์และไม่เคย กู้ยืมเงินหรือรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ เป็นสามีโจทก์และลายมือชื่อผู้กู้มิใช่ของจําเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอมขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน โจทก์แถลงขอส่งหนังสือสัญญากู้ยืมไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้ซึ่งการนี้ให้จําเลยเสียค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่งด้วย ทนายจําเลยจึงแถลงไม่ติดใจโต้เถียงในข้อที่ว่าหนังสือ สัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอมอีกต่อไป ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า

(1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใดบ้าง

(2) ถ้าปรากฏว่า ในวันชี้สองสถาน โจทก์และทนายจําเลยแถลงร่วมกันให้ส่งหนังสือสัญญากู้ยืมตามฟ้องไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ถ้าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืม เป็นลายมือชื่อของจําเลยจริง จําเลยยอมแพ้คดี ถ้าไม่ใช่ลายมือชื่อของจําเลย โจทก์ยอมแพ้คดี ศาลจึงส่งเอกสารดังกล่าวพร้อมด้วยตัวอย่างลายมือชื่อของจําเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญทําการ ตรวจพิสูจน์ ต่อมาผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมกับลายมือชื่อ ของจําเลยตามตัวอย่างน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน แต่จําเลยโต้แย้งผลการ ตรวจพิสูจน์ว่าไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้และขอให้ศาล ทําการสืบพยานต่อไป เช่นนี้ ศาลจะดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร และคู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

(1) กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้ คือ

1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง และ

2) ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

 

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทประการใดบ้าง

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นน้องสาวโจทก์ จําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1 ล้านบาท และจําเลยได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วตามหนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้อง

และจําเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่พี่สาวที่แท้จริงของจําเลย จําเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับ โจทก์และไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายคําฟ้องมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ เป็นสามีโจทก์และลายมือชื่อผู้กู้มิใช่ของจําเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอม

ดังนั้น จากคําฟ้องและคําให้การจึงมีประเด็นที่คู่ความโต้แย้งกัน คือ

(1) จําเลยเป็น น้องสาวที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่

(2) จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่ และ

(3) หนังสือสัญญา กู้ยืมท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมหรือไม่

จากประเด็นตามคําให้การที่ว่าจําเลยเป็นน้องสาวที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่นั้น ไม่มีผล กระทบกระเทือนถึงผลของคดี (ไม่ใช่สาระสําคัญของคดี) จึงไม่ต้องกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท (คําพิพากษาฎีกาที่ 2940/2526) ส่วนประเด็นในข้อที่ว่าหนังสือสัญญากู้ยืมท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น เมื่อจําเลยแถลง สละประเด็นตามคําให้การแล้ว ก็ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทด้วยเช่นกัน (คําพิพากษาฎีกาที่ 3784/2553) ดังนั้น คดี คงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประการเดียวว่า จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่ แต่เนื่องจาก จําเลยให้การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามมาตรา 177 วรรคสอง จําเลยจึงไม่มีประเด็นสืบแก้

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนด หลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

ตามข้อเท็จจริง ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้ว หรือไม่นั้น เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้าง และจําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจําเลยกู้ยืมและ รับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

(2) กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างไร และคู่ความฝ่ายใด จะเป็นฝ่ายชนะคดีนั้น เห็นว่า คําแถลงร่วมกันของโจทก์และจําเลยตามข้อเท็จจริงนั้นมีลักษณะเป็นคําท้าว่า ให้ ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อแพ้ชนะคดี ดังนั้น เมื่อศาลส่งลายมือชื่อของจําเลยในสัญญากู้ยืม กับตัวอย่างลายมือชื่อของจําเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ และผู้เชี่ยวชาญทําการตรวจพิสูจน์แล้วมีความเห็น ว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันหรือทํานอง ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจําเลยตรงตามคําท้าของโจทก์จําเลยแล้ว จําเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคําท้า จําเลยจะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นมิได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่ต้องดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป แต่ต้องตัดสินให้โจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดีตามคําท้า (คําพิพากษาฎีกาที่ 12183/2547)

สรุป

(1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จําเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่และภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

(2) ศาลไม่ต้องดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป และโจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตามพระราชบัญญัติการพนั้น จําเลยให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาโจทก์นําสืบโดยไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการเล่นการพนันของจําเลยตามฟ้อง มีแต่คําให้การรับสารภาพโดย สมัครใจของจําเลยในชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ส่วนจําเลยนําสืบอ้างฐานที่อยู่ แต่ ตอนอ้างตนเองเข้าเบิกความ จําเลยตอบคําถามค้านของโจทก์รับว่าจําเลยเล่นการพนันตามฟ้องจริง ให้วินิจฉัยว่า ศาลลงโทษจําเลยตามฟ้องได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 233 “จําเลยอาจอ้างตนเองเป็นพยานได้ ในกรณีที่จําเลยอ้างตนเองเป็นพยานศาลจะให้เข้าสืบก่อนพยานอื่นฝ่ายจําเลยก็ได้ ถ้าคําเบิกความของจําเลยนั้นปรักปรําหรือเสียหายแก่จําเลยอื่น จําเลยอื่นนั้น ซักค้านได้

ในกรณีที่จําเลยเบิกความเป็นพยาน คําเบิกความของจําเลยย่อมใช้ยันจําเลยนั้นได้ และศาล อาจรับฟังคําเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้”

วินิจฉัย

ในคดีอาญานั้น กรณีที่จําเลยเบิกความเป็นพยาน คําเบิกความของจําเลยย่อมสามารถใช้ยัน จําเลยนั้นเองได้ และศาลอาจรับฟังคําเบิกความของจําเลยนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อพิจารณา ตัดสินคดีได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 233 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ ตอนจําเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความ การที่จําเลยตอบคําถามค้านของโจทก์ รับว่า จําเลยเล่นการพนันตามฟ้องจริงนั้น ย่อมสามารถใช้ยันจําเลยได้ และศาลสามารถรับฟังคําเบิกความของ จําเลยดังกล่าวไปประกอบคําให้การรับสารภาพโดยสมัครใจของจําเลยในชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อ ศาลได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 233 วรรคสอง และเมื่อไม่ปรากฏว่าคําให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจําเลย ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จําเลยจะให้การปฏิเสธในชั้นศาล ศาลก็ลงโทษจําเลยตามฟ้องได้

สรุป ศาลสามารถลงโทษจําเลยตามฟ้องได้

 

ข้อ 3 โจทก์กับจําเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จําเลย เป็นการตอบแทนที่จําเลยไถ่ถอนจํานองที่ดินพิพาทที่โจทก์เป็นหนี้ธนาคารอยู่ อันเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจําเลยประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 535(2) ต่อมา จําเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องถอนคืนการให้ขอให้บังคับจําเลยโอนที่ดินพิพาทและ ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ดังนี้ หากในหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทน จําเลยสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้ สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้าง พยานเอกสารที่ แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จําเลยสามารถนําสืบพยานบุคคลตามข้อเท็จจริง ที่กล่าวอ้างได้หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจําเลยจะเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องนํา พยานเอกสารมาแสดง (เพราะสัญญาให้ที่ดินกฎหมายบังคับไว้ว่าจะต้องทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่) ก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องถอนคืนการให้ที่ดินแก่จําเลยนั้น ไม่ใช่การฟ้องร้องให้บังคับหรือ ไม่บังคับตามสัญญาให้ที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ใช่กรณีการนําสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94(ข) จําเลยจึงสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญา ให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้

สรุป

จําเลยสามารถนําสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มี ค่าภาระติดพันได้

 

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2554

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3

ข้อ 1 นายกล้าโจทก์ฟ้องนายเก่งเป็นจําเลยข้อหาทําร้ายร่างกายโจทก์เป็นอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นายเก่งจําเลยให้การว่าทําร้ายไปเพราะเจ็บแค้นเนื่องจาก โจทก์มาลวนลามภริยาตน มีเหตุลดหย่อนผ่อนโทษ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72) ในคดีนี้ทั้งโจทก์และจําเลยต่างไม่นําพยานเข้าสืบ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ใครเป็นฝ่ายแพ้คดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวล กฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่ พอจะใช้บังคับได้”

วินิจฉัย

ตามปกติในคดีอาญานั้น โจทก์จะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจําเลยกระทําผิดอาญาขึ้น ดังนั้น ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตามประเด็นข้อพิพาทจึงตกอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้าง แต่หากจําเลยรับว่าได้กระทําผิด ตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่อ้างเหตุต่าง ๆ เช่น เหตุไม่ต้องรับโทษ เหตุลดหย่อนผ่อนโทษ ย่อมถือว่าจําเลยยอมรับ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องนําสืบพยานว่าจําเลยกระทําผิด แต่กรณีถือว่าจําเลยกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อประโยชน์ของตน ดังนี้ ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบย่อมตกแก่จําเลย โดยจําเลยต้องนําสืบ ถึงเหตุต่าง ๆ ที่ตนจะอ้างเอาประโยชน์จากเหตุนั้น (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกล้าเป็นโจทก์ฟ้องนายเก่งเป็นจําเลยข้อหาทําร้ายร่างกาย และนายเก่งจําเลยให้การว่าทําร้ายไปเพราะเจ็บแค้นเนื่องจากโจทก์มาลวนลามภริยาตน มีเหตุลดหย่อนผ่อนโทษนั้น ถือเป็นกรณีที่จําเลยได้ยอมรับว่าทําร้ายร่างกายโจทก์จริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องนําสืบพยาน ว่าจําเลยกระทําผิดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84(3)

อย่างไรก็ตาม การที่นายเก่งจําเลยอ้างว่ามีเหตุลดหย่อนผ่อนโทษด้วยนั้น ย่อมถือเป็นกรณีที่ จําเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อประโยชน์ของตน ดังนั้น เมื่อจําเลยเป็นผู้กล่าวอ้าง จําเลยย่อมมีหน้าที่นําสืบ ในประเด็นที่ตนอ้างมา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในคดีนี้ทั้งโจทก์และจําเลยต่างไม่นําพยานเข้าสืบ จําเลยย่อม ตกเป็นฝ่ายแพ้คดีไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15

สรุป นายเก่งจําเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี

 

ข้อ 2 พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา เมื่อถูกอ้างมาเป็นพยาน มีเอกสิทธิ์อย่างไรบ้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 112 “ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่

(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

(2) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ (3) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา

(4) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณ”

มาตรา 115 “พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หรือพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา แม้มาเป็นพยานจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ก็ได้ สําหรับ บุคคลที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมายจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่ กําหนดไว้ตามกฏหมายนั้น ๆ ก็ได้”

จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ถูกอ้างมาเป็นพยานใน คดีจะมีเอกสิทธิ์ดังนี้ คือ

1 ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112(3)

2 ไม่ต้องเบิกความหรือให้ถ้อยคําใด ๆ ก็ได้ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 115)

 

ข้อ 3 โจทก์และจําเลยทําสัญญาจะซื้อขายที่ดิน และได้ยื่นคําขอจดทะเบียนไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินประกาศการซื้อขายตามระเบียบเป็นเวลา 30 วัน ครบกําหนดตามประกาศไม่มี ผู้ใดคัดค้าน จําเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับจําเลยโอนทางทะเบียน และส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่โจทก์ ในวันสืบพยานจําเลย จําเลยนําพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงเป็นการทําสัญญากู้เงินกัน ไม่ใช่สัญญาซื้อขายที่ดิน ต้องบังคับตามสัญญากู้เงิน ดังนี้ จําเลยสามารถนําพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้าง พยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสาร นั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนําสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คือ

1 กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย หรือถูกทําลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนําต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2 พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3 พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4 สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จําเลยสามารถนําพยานบุคคลมาสืบตาม ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จําเลยประสงค์จะนําสืบว่าความจริงเป็นการทําสัญญากู้เงินกัน ไม่ใช่ สัญญาซื้อขายที่ดิน กรณีถือเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นนิติกรรมอําพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน หากเป็นความจริงตามที่จําเลยอ้างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ ต้อง บังคับตามนิติกรรมการกู้ยืมเงินที่ถูกอําพรางไว้ ฉะนั้น การที่จําเลยขอนําสืบว่าความจริงเป็นการทําสัญญากู้ยืมเงินกัน จึงมิใช่เป็นการนําสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94(ข) หากแต่เป็นการ นําสืบหักล้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด จําเลยจึงนําสืบได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย (คําพิพากษาฎีกาที่ 2976/2548)

สรุป

จําเลยสามารถนําพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2554

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน จํานวน 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการเป็นเงินรวม 100,000 บาท แต่จําเลยชําระค่าสินค้าไม่ครบถ้วน คงค้างชําระ 20,000 บาท ขอให้บังคับจําเลยชําระเงินจํานวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย จําเลยให้การว่าจําเลยไม่ชําระค่าสินค้าตามฟ้องเพราะสินค้าที่โจทก์ส่งมอบไม่มีคุณภาพ ไม่อาจนําไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดย ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คําขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคดีของโจทก์ ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องมาภายในกําหนด 2 ปี นับแต่วันส่งมอบ ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน เพื่อให้ได้ความชัดในประเด็นตามคําให้การ ศาลได้สอบถามจําเลยในข้อที่จําเลยให้การว่าฟ้องของโจทก์ เคลือบคลุม จําเลยแถลงว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ระบุว่าจําเลยซื้อสินค้าอะไรเมื่อไร สินค้าแต่ละรายการเป็นเงินเท่าใด ทําให้จําเลยไม่สามารถเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลกําหนด เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย ให้วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด และถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

3 ถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ตามอุทาหรณ์ โจทก์ฟ้องว่าจําเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้งเป็นเงินรวม 100,000 บาท แต่จําเลยชําระค่าสินค้าไม่ครบถ้วน คงค้างชําระ 20,000 บาท จําเลยให้การว่าจําเลยไม่ชําระค่าสินค้าตามฟ้อง เพราะสินค้าที่โจทก์ส่งมอบไม่มีคุณภาพ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว

จากคําฟ้องและคําให้การดังกล่าวจะมีประเด็นที่คู่ความโต้แย้งกัน คือ

(1) จําเลยต้องชําระ ราคาสินค้าตามฟ้องหรือไม่ และ

(2) คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ดังนั้นคดีนี้จึงมีข้อพิพาทดังนี้ คือ

1 จําเลยต้องชําระราคาสินค้าตามฟ้องหรือไม่

2 คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ส่วนคําให้การของจําเลยที่ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น จําเลยเพียงยกถ้อยคําตามกฎหมาย มาอ้างโดยไม่ได้บรรยายว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชัดแจ้งอย่างไร คําให้การของจําเลยจึงแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง (คําพิพากษาฎีกาที่ 4842536) จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัย การที่ จําเลยแถลงขอให้ศาลกําหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วยนั้น แม้ในการชี้สองสถาน ศาลมีอํานาจสอบถามคู่ความ เพื่อให้ได้ความชัดในประเด็นข้อพิพาท แต่การสอบถามนั้นก็จําต้องตรวจจากคําคู่ความที่ชอบด้วยกฎหมาย หากไม่เป็น คําคู่ความที่ชอบด้วยกฎหมายเสียแล้ว แม้คู่ความจะแถลงเป็นประการใดก็หาอาจทําให้คําคู่ความนั้นกลับเป็นคําคู่ความ ที่ชอบและมีประเด็นขึ้นตามที่ศาลสอบถามและที่คู่ความแถลงไม่ (คําพิพากษาฎีกาที่ 122 – 130/2529) กรณีจึง ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจําเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์แล้วไม่ชําระ จําเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจําเลยไม่ได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามฟ้องและชําระครบถ้วนแล้ว ถือว่าจําเลย ให้การรับว่าจําเลยได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์และค้างชําระค่าสินค้าตามฟ้อง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องสินค้า ไม่มีคุณภาพขึ้นเป็นข้อต่อสู้ จําเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้

ประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 แม้จําเลยจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อนี้มาในคําให้การ แต่ศาลฎีกา ได้วินิจฉัยวางบรรทัดฐานไว้ว่า การที่โจทก์ฟ้องนั้นสันนิษฐานว่าเป็นการฟ้องมาภายในกําหนดอายุความ เมื่อจําเลย ให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ประเด็นที่ 3 ถ้าคู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะคดี

ในกรณีที่คู่ความต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อ 2. ต้องเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อนี้ และเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายพ้องคดีโจทก์ย่อมแพ้คดีทั้งสํานวน แม้จําเลยแถลง ไม่ติดใจสืบพยานตามภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อ 2. จําเลยก็ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดีได้

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ดังนี้

1 จําเลยต้องชําระราคาสินค้าตามฟ้องหรือไม่ จําเลยมีภาระการพิสูจน์

2 คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ และถ้าคู่ความแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน จําเลยย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ข้อ 2 คดีอาญาเรื่องหนึ่ง

(ก) ตามคําขออนุญาตตั้งสถานบริการและหนังสือยินยอมของบริษัท ลอยฟ้า จํากัด ซึ่งต้องทําเป็นหนังสือระบุว่าโจทก์เป็นผู้ขอจัดตั้งสถานบริการและได้รับอนุญาตให้จัดตั้งในนามส่วนตัว จําเลยขอนําพยานบุคคลมาสืบว่า โจทก์ขออนุญาตตั้งสถานบริการและได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ในนามของบริษัท ลอยฟ้า จํากัด โจทก์คัดค้านต่อศาลว่า หากศาลอนุญาตให้จําเลยนําพยาน บุคคลมาสืบได้ก็จะเป็นการนําพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารต้องห้ามตามกฎหมาย

(ข) โจทก์จําเลยตกลงกันและแถลงต่อศาลว่า ขอให้ศาลถือเอาบันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีลักทรัพย์ซึ่งกฎหมายกําหนดอัตราโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี และศาลมีคําสั่ง ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว มาเป็นคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นพิจารณาคดีของศาลต่อไป ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาต หรือในชั้นพิจารณาคดี โจทก์ไม่อาจได้ตัวนายหนุ่มมาเบิกความต่อศาล เพราะติดตามหาตัวไม่พบ ศาลชั้นต้นจึงรับฟังบันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในชั้นพิจารณาเพื่อวินิจฉัยคดี ให้วินิจฉัยว่า

กรณีข้อ (ก) คําคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ และในกรณีข้อ (ข) คําสั่งอนุญาต ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ กับศาลชั้นต้นมีอํานาจรับฟังบันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มใน ชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 226/5 “ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจําเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึก คําเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือบันทึกคําเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่น ในคดีได้”

มาตรา 237 วรรคสอง “ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคําเบิกความ พยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคําเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยาน เบิกความตอบคําถามค้านของจําเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างต่ำจําคุก ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น”

วินิจฉัย

(ก) ในคดีอาญานั้น พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลย มีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ หรือในกรณีนําพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารก็ สามารถทําได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 ไม่ต้องห้ามเหมือนในคดีแพ่ง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยขอนําพยานบุคคลมาสืบว่าโจทก์ขออนุญาตตั้งสถานบริการ และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งในนามของบริษัท ลอยฟ้า จํากัด มิใช่ในนามส่วนตัว แต่โจทก์คัดค้านว่า หากศาล อนุญาตให้จําเลยนําพยานบุคคลมาสืบได้ก็จะเป็นการนําพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายนั้น คําคัดค้านของโจทก์ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะในคดีอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 นั้น ไม่ได้ห้ามการนําพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารเหมือนในคดีแพ่ง

(ข) จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์

กรณีแรก การที่โจทก์และจําเลยตกลงกันและแถลงต่อศาลว่า ขอให้ศาลถือเอาบันทึก คําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มาเป็นคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นพิจารณาคดีของศาลต่อไป และศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตนั้น คําสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 237 วรรคสอง เพราะเป็นกรณีที่คู่ความตกลงกัน และไม่ใช่คดีที่มีข้อหาความผิดที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จําคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งเมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตแล้วนายหนุ่มก็ไม่ต้องมาเบิกความใหม่ ทําให้การพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้น

กรณีที่สอง การที่คู่ความไม่ได้ตกลงกันให้นําเอาบันทึกคําเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มาเป็นคําเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาคดีนั้น หากมีเหตุอันสมควร ศาลจะรับฟังบันทึกคําเบิกความพยาน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/5 ดังนั้นเมื่อโจทก์ ติดตามตัวนายหนุ่มมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีไม่ได้ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นจึงมีอํานาจรับฟัง บันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบหลักฐานอื่นของโจทก์ในชั้นพิจารณาเพื่อ วินิจฉัยคดีได้ เพียงแต่เฉพาะบันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียงอย่างเดียวจะนํามารับฟัง เพื่อลงโทษจําเลยไม่ได้

สรุป

(ก) คําคัดค้านของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

(ข) กรณีแรก คําสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย

กรณีที่สอง ศาลชั้นต้นมีอํานาจรับฟังบันทึกคําเบิกความของนายหนุ่มในชั้น ไต่สวนมูลฟ้องมาประกอบหลักฐานอื่นของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้

 

ข้อ 3 นายกรุงเทพฟ้องนายต่างจังหวัดกู้เงิน 5 ล้านแล้วไม่ชําระเงินกู้ตามหลักฐานสัญญากู้ ขอให้ศาลบังคับนายต่างจังหวัดให้การว่าตนได้ชําระหนี้เงินกู้แล้ว พร้อมกับขอนํานายต่างประเทศมาสืบให้เห็นถึง การชําระหนี้เงินกู้ของตน อยากทราบว่า กรณีดังกล่าวนี้นายต่างจังหวัดจะนํานายต่างประเทศมาสืบถึงการชําระหนี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 วรรคสอง “ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนําสืบการใช้เงิน ได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่ง การกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94)

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า นายต่างจังหวัดจะนํานายต่างประเทศมาสืบถึงการชําระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่าเนื่องจากการกู้เงินระหว่างนายต่างจังหวัดกับนายกรุงเทพดังกล่าว เป็นการกู้เงิน โดยมีหลักฐานการกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ซึ่งการนําสืบถึงการชําระเงินนั้นก็จะต้องมีหลักฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง กล่าวคือจะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสาร อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืน หรือได้มีการแทงเพิกถอนลงในเอกสารการกู้นั้นแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่นายกรุงเทพฟ้องให้นายต่างจังหวัดชําระเงินกู้ตามหลักฐาน สัญญากู้นั้น เป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญากู้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายต่างจังหวัดยอมรับตามสัญญากู้ แต่จะขอนําสืบถึงการชําระเงินกู้ ดังนี้ นายต่างจังหวัดจึงต้องนําเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง จะนํานายต่างประเทศเข้ามาสืบถึงการชําระหนี้เงินกู้ของตนแทน พยานเอกสารไม่ได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย

สรุป

นายต่างจังหวัดจะนํานายต่างประเทศมาสืบถึงการชําระหนี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94

 

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 S/2561

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายโอ่งขับรถชนนายไก่กับนายไข่ได้รับบาดเจ็บ นายไก่เสียค่าซ่อมรถยนต์จํานวนหกหมื่นบาทและเสียค่ารักษาพยาบาลจํานวนสองหมื่นบาท ส่วนนายไข่เสียค่ารักษาพยาบาลจํานวนสามหมื่นบาท นายไก่และนายไข่จึงฟ้องเรียกให้นายโอ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจํานวนดังกล่าว แต่นายโอ่ง ยื่นคําให้การต่อสู้คดีว่ากรณีนี้นายไก่และนายไข่เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมาในคดีเดียวกันไม่ได้ เพราะค่าเสียหายเป็นคนละจํานวนกัน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายโอ่งว่านายไก่และนายไข่เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมาในคดีเดียวกันไม่ได้ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 59 “บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือ จําเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคล เหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชําระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมาย บัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้

(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทําโดย หรือทําต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทําโดย หรือทําต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทําไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ

(2) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วม คนอื่นด้วย”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 ด้วางหลักไว้ว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกัน โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจําเลยร่วมได้ หากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายโองขับรถชนนายไก่กับนายไข่ได้รับบาดเจ็บ โดยนายไก่เสียค่าซ่อม รถยนต์จํานวน 6 หมื่นบาท และเสียค่ารักษาพยาบาลจํานวน 2 หมื่นบาท ส่วนนายไข่เสียค่ารักษาพยาบาลจํานวน 3 หมื่นบาทนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายไก่และนายไข่เป็นผู้เสียหายในเหตุละเมิดเหตุเดียวกัน จึงเป็นกรณีที่บุคคล ตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจําเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคล เหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 59 ดังนั้น นายไก่และนายไข่จึงสามารถเป็น โจทก์ร่วมกันเพื่อฟ้องเรียกให้นายโอ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีเดียวกันได้ แม้ว่าค่าเสียหายเป็นคนละจํานวนกันก็ตาม การที่นายโอ่งยื่นคําให้การต่อสู้คดีว่ากรณีนี้นายไก่และนายไข่เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ราในคดีเดียวกันไม่ได้ เพราะค่าเสียหายเป็นคนละจํานวนกันนั้น ข้อต่อสู้ของนายโอ่งดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป

ข้อต่อสู้ของนายโอ่งที่ว่านายไก่และนายไข่เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน มาในคดีเดียวกันไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 2. นายสมชายมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดตรัง (ในเขตอํานาจศาลจังหวัดตรัง) ได้แต่งงานกับนางซินดี้ชาวอังกฤษ นายสมชายได้เดินทางไปยังสิงคโปร์และได้ทําสัญญากู้เงินจากนายซิงค์ ชาวสิงคโปร์ บนเครื่องบินของการบินไทยระหว่างที่บินจากสิงคโปร์ไปประเทศอังกฤษ โดยมีกําหนดการกู้เงินกัน ทั้งสิ้น 1 ปี ผ่านไป 6 เดือน นายสมชายได้ตัดสินใจย้ายภูมิลําเนาไปอยู่กับนางซินดี้ที่อังกฤษ ต่อมาเมื่อครบ 1 ปีตามกําหนดสัญญากู้นายสมชายไม่ชําระเงินกู้แก่นายซิงค์ นายซิงค์จึงต้องการ ฟ้องนายสมชายให้รับผิดชดใช้เงินกู้

ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายซิงค์จะสามารถฟ้องนายสมชายได้ยังศาลใดได้บ้าง เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 3 “เพื่อประโยชน์ในการเสนอคําฟ้อง

(1) ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ให้ศาลแพ่ง เป็นศาลที่มีเขตอํานาจ

(2) ในกรณีที่จําเลยไม่มีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักร

(ก) ถ้าจําเลยเคยมีภูมิลําเนาอยู่ ณ ที่ใดในราชอาณาจักรภายในกําหนดสองปีก่อนวันที่มี การเสนอคําฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลําเนาของจําเลย

 

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คําฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นใน เขตศาลไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่”

วินิจฉัย

ตามกฎหมายนั้น การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคลต้องเสนอคําฟ้องต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ใน เขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 (1) ซึ่งคําว่า “มูลคดี” ก็หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทําให้เกิดอํานาจฟ้องนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมชายมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดตรัง ได้เดินทางไปยังสิงคโปร์และได้ทํา สัญญากู้เงินจากนายซึ่งด์ ชาวสิงคโปร์ บนเครื่องบินของการบินไทยระหว่างที่บินจากสิงคโปร์ไปประเทศอังกฤษ โดยมี กําหนดการกู้เงินกันทั้งสิ้น 1 ปี และเมื่อครบกําหนด 1 ปีตามกําหนดสัญญากูนายสมชายไม่ชําระเงินกู้แก่นายซิงค์ และนายซิงค์ต้องการฟ้องนายสมชายให้รับผิดชดใช้เงินกู้นั้น นายซิงค์ย่อมสามารถฟ้องนายสมชายได้ที่ศาลแพ่ง เพราะกรณีสัญญากู้ยืมเงินนั้น มูลเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิย่อมเกิดขึ้นที่สถานที่ที่มีการทําสัญญากัน เมื่อปรากฏว่า นายสมชายได้ทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายจึงด์บนเครื่องบินหรือในอากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 3 (1) ได้กําหนดให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอํานาจ ดังนั้น นายชิงด์จึงฟ้องนายสมชายได้ที่ศาลแพ่ง

และจากข้อเท็จจริง การที่นายสมชายเคยมีภูมิลําเนาอยู่ในประเทศไทยมาก่อน คือเคยมีภูมิลําเนา อยู่ที่จังหวัดตรัง แม้ว่าหลังจากทําสัญญากู้ยืมเงินได้ 6 เดือน นายสมชายจะได้ย้ายภูมิลําเนาไปอยู่กับนางซินดี้ ที่ยังกฤษก็ตาม ก็ถือว่านายสมชายเคยมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรภายในกําหนด 2 ปีก่อนวันที่จะมีการเสนอ คําฟ้อง จึงถือว่าจังหวัดตรังเป็นภูมิลําเนา ของนายสมชายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 3 (2) (ก) ดังนั้น นายซิงค์จึงสามารถ ฟ้องนายสมชายต่อศาลจังหวัดตรังได้อีกแห่งหนึ่งด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 (1)

สรุป

นายซิงค์สามารถฟ้องนายสมชายได้ที่ศาลแพ่งและศาลจังหวัดตรัง

 

ข้อ 3. นายสุกี้ได้ยื่นฟ้องนายสลัดให้ชําระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1234 แต่ปรากฏว่านายสลัดขาดนัดยื่นคําให้การ นายสุกี้จึงยื่นคําร้องขอให้ตนชนะคดีโดยขาดนัด ศาลนัดสืบพยาน วันที่ 1 มิถุนายน 2562 แต่ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 นายสุกี้ได้มายื่นคําร้องขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจําหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยมิได้มีการถามนายสลัด ผู้เป็นจําเลยก่อน ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายสุกี้ได้ยื่นฟ้องให้นายสลัดชําระหนี้ตาม สัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1234 อีกครั้งหนึ่ง ให้ท่านวินิจฉัยว่า การที่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจําหน่ายคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการฟ้องของนายสุกี้ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 จะทําได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 144 “เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้วนั้น…”

มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน”

มาตรา 173 วรรคสอง “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคําฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และ ผลแห่งการนี้

(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคําฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น และ…”

มาตรา 175 “ก่อนจําเลยยื่นคําให้การ โจทก์อาจถอนคําฟ้องได้โดยยื่นคําบอกกล่าวเป็นหนังสือ ต่อศาล

ภายหลังจําเลยยื่นคําให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาต ให้โจทก์ถอนคําฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่

(1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจําเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน”

มาตรา 176 “การทิ้งคําฟ้องหรือถอนคําฟ้องยอมลบล้างผลแห่งการยื่นคําฟ้องนั้น รวมทั้ง กระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคําฟ้อง และกระทําให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่ง มิได้มีการยืนฟ้องเลย แต่ว่าคําฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของ กฎหมายว่าด้วยอายุความ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุกี้ได้ยื่นฟ้องนายสลัดให้ชําระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนด เลขที่ 1234 แต่ปรากฏว่านายสลัดขาดนัดยื่นคําให้การ นายสุกี้ยื่นคําร้องขอให้ตนชนะคดีโดยขาดนัดและศาลนัด สืบพยานวันที่ 1 มิถุนายน 2562 แต่ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 นายสุกี้ได้มายื่นคําร้องขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาต

ให้ถอนฟ้องและจําหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยมิได้มีการถามนายสลัดผู้เป็นจําเลยก่อนนั้น เมื่อการถอนฟ้อง ของโจทก์ได้กระทําก่อนที่จําเลยจะยื่นคําให้การ จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) ที่ห้ามมิให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจําเลยก่อน ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวเมื่อนายสุกี้โจทก์ได้ยื่นคําร้องขอถอนฟ้อง และศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องโดยมิได้มีการถามนายสลัดผู้เป็นจําเลยก่อน การที่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องดังกล่าว จึงขอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175

และตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 176 ได้วางหลักไว้ว่า การถอนคําฟ้องยอมลบล้างผลแห่งการยื่นคําฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคําฟ้อง และกระทําให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่ง มิได้มีการยื่นฟ้องเลย และคําฟ้องที่ได้ถอนแล้วอาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วย อายุความ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงเมื่อนายสุกี้โจทก์ได้ยื่นคําร้องขอถอนฟ้อง และศาลได้อนุญาตให้ถอนฟ้องและ จําหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว จึงมีผลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 176 ที่นายสุกี้โจทก์ย่อมสามารถนําคดี ที่ได้ถอนฟ้องไปแล้วมายื่นฟ้องนายสลัดใหม่ได้ อีกทั้งการฟ้องคดีใหม่ของนายสุกี้แม้จะเป็นคําฟ้องเรื่องเดียวกับ คดีเดิมที่ได้ถอนฟ้องไปแล้ว คือการฟ้องให้นายสลัดชําระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1234 ก็ตาม ก็ไม่เป็นการฟ้องซ้ําตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 หรือฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) หรือเป็นการดําเนิน กระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 แต่อย่างใด

สรุป

การที่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจําหน่ายคดีนั้นชอบด้วยกฎหมาย

การที่นายสุกี้ฟ้องนายสลัดอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นั้น สามารถทําได้

 

ข้อ 4. นายมะม่วงฟ้องนายมะขามให้ชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจํานวนห้าแสนบาท นายมะขามไม่ได้ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลา นายมะม่วงมีคําขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคําพิพากษาให้นายมะม่วง ชนะคดีโดยขาดนัดศาสจึงดําเนินการพิจารณาคดีต่อไปและมีคําพิพากษาให้นายมะม่วงชนะคดี ให้ท่านวินิจฉัยว่า หากนายมะขามจะขอพิจารณาคดีใหม่ นายมะขามต้องดําเนินการอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 199 ตรี “จําเลยซึ่งศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคําให้การ ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น จําเลยนั้นอาจมีคําขอให้พิจารณาคด์ใหม่ได้ เว้นแต่…”

มาตรา 199 จัตวา “คําขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากที่ได้ส่ง คําบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งให้แก่จําเลยที่ขาดนัดยื่นคําให้การ แต่ถ้าศาลได้กําหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคําบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกําหนดนั้นแล้ว ในกรณีที่ จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การไม่สามารถยื่นคําขอภายในระยะเวลาที่กําหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จําเลยนั้นอาจยื่นคําขอให้พิจารณาคดีใหมได้ภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณ์ จะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคําขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกําหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับ ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งโดยวิธีอื่น

คําขอตามวรรคหนึ่งให้กล่าวโดยชัดแจ้ง ซึ่งเหตุที่จําเลยได้ขาดนัดยื่นคําให้การและข้อคัดค้าน คําตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า “หากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และในกรณีที่ยื่นคําขอ ล่าช้าให้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะม่วงฟ้องนายมะขามให้ชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจํานวน ห้าแสนบาทนั้น คดีนี้ถือเป็นคดีสามัญ เมื่อนายมะขามไม่ยื่นคําให้การภายในกําหนดเวลา ย่อมถือว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 197 เมื่อนายมะม่วงโจทก์มีคําขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคําพิพากษาให้ นายมะม่วงชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 แล้ว ศาลจึงดําเนินคดีต่อไปและมีคําพิพากษาให้ นายมะร่วงชนะคดี ดังนั้นหากนายมะขามจะขอพิจารณาคดีใหม่ นายมะขามจะต้องไม่ได้อุทธรณ์คําพิพากษานั้น (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี) และจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี และมาตรา 199 จัตวา ดังนี้คือ

1 นายมะขามจําเลยต้องยื่นคําขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาล (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี)

2 คําขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ต้องยื่นต่อศาลภายใน 15 วันนับจากที่ได้ส่งคําบังคับตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งให้แก่จําเลยที่ขาดนัดยื่นคําให้การ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลกําหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคําบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน หรือถ้ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่ต้องไม่เกินกําหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์ หรือได้มีการบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งโดยวิธีอื่น (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง)

3 คําขอให้พิจารณา คดีใหม่ที่ยื่นต่อศาลดังกล่าว จะต้องกล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จําเลย ได้ขาดนัดยื่นคําให้การว่าจําเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคําให้การหรือมีเหตุจําเป็นที่จําเลยไม่อาจยื่นคําให้การได้ ภายในกําหนดระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด และข้อคัดค้านคําตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาล ได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และในกรณียื่นคําขอล่าช้าให้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง)

สรุป

หากนายมะขามจะขอพิจารณาคดีใหม่ นายมะขามจะต้องดําเนินการตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ตรี และมาตรา 199 จัตวา ดังกล่าวข้างต้น

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. (ก) ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเรื่อง “อํานาจฟ้องคดี”

(ข) นายงามเช่าเครื่องจักรผลิตยาจากนางหล่อเป็นเวลา 5 เดือน มีอัตราค่าเช่า 10,000,000 บาท โดยนายงามได้มอบโฉนดที่ดินและมอบหนังสือมอบอํานาจจําหน่ายจ่ายโอนที่ดินตามโฉนด ดังกล่าวให้แก่นางหล่อยึดไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าฯ ต่อมา เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการเช่า นางหล่อได้ซื้อรถยนต์มือสองจากนายงาม ราคา 10,900,000 บาท โดยนายงามและนางหล่อตกลงหักกลบลบหนี้กันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และนายงามได้ส่งมอบคืนเครื่องจักรผลิตยาดังกล่าวให้แก่นางหล่อแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังนางหล่อได้รับมอบเครื่องจักรผลิตยาไว้แล้ว นางหล่อได้หลบหนี นายงามเพื่อไม่ให้นายงามติดต่อนางหล่อได้อีก ให้ท่านวินิจฉัยประเด็นดังต่อไปนี้

(1) นายงามจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาห้ามไม่ให้นางหล่อกระทําการรุกล้ำ ที่ดินตามโฉนดดังกล่าว และขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่านายงามไม่ได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อนางหล่อ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) นายงามจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับนางหล่อเรื่องใดได้อีกหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้”

(ก) คําว่า “อํานาจฟ้อง” หมายถึงอํานาจในการเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจตามที่ บัญญัติไว้ในกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั่นเอง ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคลที่ถูกโต้แย้ง เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะนําคดีมาสู่ศาลหรือไม่ก็ได้

ในการนําคดีเสนอต่อศาลนั้นมิใช่บุคคลใด ๆ จะทําได้เสมอไป ผู้ที่จะนําคดีเสนอต่อศาลได้ จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 55 แล้วได้กําหนดให้บุคคล มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ 2 กรณี กล่าวคือ

1 กรณีที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งก็ให้ เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทําเป็นคําฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 172

2 กรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล ในกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้สิทธิทางศาลเพราะเหตุว่า มีความจําเป็นเกิดขึ้นจากกฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายสารบัญญัติ ให้เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทําเป็น คําร้องยื่นต่อศาลตามมาตรา 55 และมาตรา 188 (1)

คดีมีข้อพิพาท การที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทําเป็นคําฟ้องตามมาตรา 55 นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1 โจทก์และจําเลยจะต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

2 มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งกรณีที่จะถือว่า มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งนั้น จะต้องประกอบด้วย

(1) โจทก์มีสิทธิหรือหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตามกฎหมายแพ่ง

(2) จําเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์

3 โจทก์ได้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งที่มีเขตอํานาจ

คดีไม่มีข้อพิพาท การที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทําเป็นคําร้องตาม มาตรา 55 นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์คือ

1 บุคคลที่จะยื่นคําร้องขอต่อศาลจะต้องเป็นบุคคลเช่นเดียวกับการยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท

2 บุคคลนั้นมีความจําเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล

3 บุคคลนั้นได้ยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งที่มีเขตอํานาจ

(ข) วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 บุคคลผู้ที่อ้างว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่และจะเสนอคดีต่อ ศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจได้นั้น จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อย่างแท้จริงด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่นายงามได้เช่าเครื่องจักรผลิตยาจากนางหล่อเป็นเวลา 5 เดือน มีอัตราค่าเช่า 10,000,000 บาท โดยนายงามได้มอบโฉนดที่ดินและมอบหนังสือมอบอํานาจจําหน่ายจ่ายโอนที่ดินตามโฉนด ดังกล่าวให้แก่นางหล่อยึดไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าฯ และต่อมาเมื่อครบกําหนดระยะเวลาการเช่า นางหล่อได้ซื้อรถยนต์มือสองจากนายงาม ราคา 10,900,000 บาท โดยนายงามและนางหล่อตกลงหักกลบลบหนี้กัน ถูกต้องตามกฎหมายและนายงามได้ส่งมอบคืนเครื่องจักรผลิตยาดังกล่าวให้แก่นางหล่อแล้วนั้น การที่นางหล่อได้ หลบหนีนายงามเพื่อไม่ให้นายงามติดต่อนางหล่อได้อีกนั้น นายงามจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาห้าม ไม่ให้นางหล่อกระทําการรุกล้ำที่ดินตามโฉนดดังกล่าวไม่ได้ เพราะสิทธิตามกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนายงามยัง ไม่ได้ถูกโต้แย้งแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีนี้นายงามจึงไม่มีอํานาจฟ้อง เพราะไม่ต้องด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55

และการที่นายงามจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่า นายงามไม่ได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อ นางหล่อนั้น นายงามก็ไม่มีอํานาจฟ้องนางหล่อเช่นเดียวกัน เพราะการที่หนี้ทั้งสองรายถึงกําหนดชําระและได้ตกลง หักกลบลบหนี้กัน ทําให้หนี้ที่นายงามมีต่อนางหล่อระงับไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่นายงามชอบที่จะหยิบยกขึ้นเป็น ข้อต่อสู้เมื่อถูกนางหล่อฟ้องเป็นคดีขึ้นในอนาคต ไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายงามจะมายื่นฟ้องนางหล่อต่อศาลเพื่อขอให้ศาล พิพากษาแสดงว่านายงามและนางหล่อไม่ได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อกันแต่อย่างใด เมื่อกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้สิทธิในการ ดําเนินการดังกล่าว เนื่องจากนายงามยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 นายงามจึงไม่มีอํานาจฟ้อง

(2) นายงามสามารถยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับนางหล่อในเรื่องดังต่อไปนี้ คือ

2.1 นายงามมีอํานาจฟ้องนางหล่อเพื่อขอให้ส่งมอบคืนโฉนดที่ดินและหนังสือมอบ อํานาจแก่ตนได้ เนื่องจากกรณีดังกล่าวถือว่าสิทธิตามกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอํานาจถูก โต้แย้งแล้ว เพราะการที่นางหล่อได้หลบหนีไปนั้น ย่อมทําให้นายงามไม่สามารถนําโฉนดที่ดินและหนังสือมอบ อํานาจมาใช้ประโยชน์ตามหลักกรรมสิทธิ์ได้ กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น นายงามจึงมีอํานาจฟ้อง

2.2 นายงามมีอํานาจฟ้องนางหล่อเพื่อขอให้ชําระเงินค่ารถยนต์ 900,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยจนกว่านางหล่อจะชําระเสร็จสิ้นแก่ตนได้ เพราะกรณีดังกล่าวถือว่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญาของนายงาม

ได้ถูกโต้แย้งตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 แล้ว เนื่องจากนางหล่อได้หลบหนีนายงามเพื่อไม่ให้นายงาม ติดต่อนางหล่อได้อีก ดังนั้น นายงามจึงมีอํานาจฟ้อง

สรุป

(1) นายงามจะยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาห้ามไม่ให้นางหล่อกระทําการรุกล้ำที่ดินตามโฉนดดังกล่าวไม่ได้ และขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่านายงามไม่ได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อนางหล่อไม่ได้เช่นเดียวกัน

(2) นายงามสามารถยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับนางหล่อให้ส่งมอบคืนโฉนดที่ดิน และหนังสือมอบอํานาจให้แก่ตนได้ และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับนางหล่อให้ชําระเงินค่ารถยนต์ จํานวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ตนได้

 

ข้อ 2. นายประเสริฐมีภูมิลําเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร (ในเขตอํานาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ทําสัญญาให้นางภัสสรเช่าที่ดินที่ตั้งอยู่ในเมืองพัทยา (ในเขตอํานาจศาลจังหวัดพัทยา) โดยมีนายเมธและ นายกรกันต์เป็นผู้ค้ำประกัน (ทั้งสามคนมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตอํานาจศาลจังหวัดมีนบุรี) โดยสัญญาเช่า และสัญญาค้ำประกันได้ทํากันขึ้นที่โรงแรมสยามพิมานซึ่งเป็นโรงแรมของนายประเสริฐที่ตั้งอยู่ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ (ในเขตอํานาจศาลจังหวัดมีนบุรี) โดยสัญญาระบุให้เช่ากันเป็นเวลา 3 ปี ต่อมาเมื่อครบ 3 ปีแล้ว นางภัสสรผู้เช่าที่ดินต้องการจะเช่าที่ดินต่อ เพราะนางภัสสรนําที่ดินไปเปิด ตลาดนัดและกิจการเป็นไปด้วยดี แต่นายประเสริฐต้องการจะนําที่ดินดังกล่าวไปสร้างโรงแรมใหม่ จึงไม่ต่อสัญญา แต่นางภัสสรก็ไม่ยอมออกไปจากที่ดินและทําประโยชน์ต่อมาอีก 1 ปี โดยไม่ชําระค่าเช่า นายประเสริฐจึงให้ทนายความยื่นฟ้องให้นางภัสสรชําระค่าเช่าและค่าเสียหายอันเกิดจากการ ผิดสัญญาเช่าที่ศาลจังหวัดพัทยา กรณีนี้ศาลจังหวัดพัทยามีอํานาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คําฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ในเขตศาลไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่”

มาตรา 4 ทวิ “คําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วย อสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล”

วินิจฉัย

การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคล ต้องฟ้องต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามมาตรา 4 (1) ซึ่งคําว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทําให้เกิดอํานาจฟ้อง ซึ่งในกรณีของสัญญานั้น สถานที่ที่มูลคดีเกิดคือสถานที่ที่สัญญาเกิดขึ้นนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายประเสริฐได้ทําสัญญาให้นางภัสสรเช่าที่ดินที่ตั้งอยู่ในเมืองพัทยา โดยมีนายเมธและนายกรกันต์เป็นผู้ค้ำประกัน โดยทั้งสามคนมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตอํานาจศาลจังหวัดมีนบุรี โดยสัญญาเช่าและสัญญาค้ำประกันได้ทํากันขึ้นที่โรงแรมสยามพิมานซึ่งเป็นโรงแรมของนายประเสริฐที่ตั้งอยู่ในเขตอํานาจศาลจังหวัดมีนบุรี และเมื่อครบกําหนดสัญญาเช่า นางภัสสรไม่ยอมออกไปจากที่ดินที่เช่าและทําประโยชน์ ต่อมาอีก 1 ปี โดยไม่ชําระค่าเช่า เมื่อนายประเสริฐให้ทนายความยื่นฟ้องให้นางภัสสรชําระค่าเช่าและค่าเสียหาย อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่านั้น คําฟ้องของนายประเสริฐดังกล่าวจึงไม่ใช่คําฟ้องที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ แต่เป็นคําฟ้องเกี่ยวกับหนี้ เหนือบุคคล ดังนั้น นายประเสริฐจึงต้องฟ้องนางภัสสรต่อศาลที่นางภัสสรจําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาล ที่มูลคดีเกิดขึ้น คือ สถานที่ที่สัญญาได้ทําขึ้น ซึ่งได้แก่ ศาลจังหวัดมีนบุรี ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 4 (1) เมื่อนายประเสริฐ ได้ให้ทนายความยื่นฟ้องนางภัสสรต่อศาลจังหวัดพัทยา ศาลจังหวัดพัทยาจึงไม่มีอํานาจพิจารณาคดีดังกล่าว

สรุป

ศาลจังหวัดพัทยาไม่มีอํานาจพิจารณาคดีดังกล่าว

 

ข้อ 3. นายพีทฟ้องนายอี้และนายเต้ยว่า นายอี้และนายเต้ยขับรถยนต์ด้วยความประมาทชนรถของตนทําให้ตนได้รับความเสียหาย (บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแล้ว) ขอให้จําเลยทั้งสองร่วมกัน ชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน 500,000 บาท นายอี้ยื่นคําให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุการณ์ที่ขับรถยนต์ ชนกัน 3 คันในครั้งนี้ตนไม่ได้ประมาท ความประมาทเกิดจากนายเต้ยที่เป็นผู้ขับรถด้วยความประมาท แต่เพียงผู้เดียว ขอให้ศาลยกฟ้องตนและขอให้นายเต้ยชําระค่าเสียหายแก่ตน 350,000 บาท ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลจะสามารถรับฟ้องแย้งได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 177 วรรคสาม “จําเลยจะฟ้องแย้งมาในคําให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับคําฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จําเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก”

วินิจฉัย

“ฟ้องแย้ง” คือ การฟ้องซึ่งจําเลยฟ้องกลับโจทก์ในคดีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจําเลย โดย ฟ้องขอให้โจทก์รับผิดต่อจําเลย กล่าวคือ โจทก์เป็นผู้เริ่มคดีโดยฟ้องจําเลยก่อน แล้วจําเลยจึงได้ฟ้องโจทก์บ้างใน คดีเดียวกัน โดยกล่าวรวมมาในคําให้การ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพีทฟ้องนายอี้และนายเต้ยว่า นายอี้และนายเต้ยขับรถยนต์ ด้วยความประมาทชนรถของตนทําให้ตนได้รับความเสียหาย ขอให้จําเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน 500,000 บาท แต่นายอี้ยื่นคําให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุการณ์ที่ขับรถยนต์ชนกัน 3 คันในครั้งนี้ตนไม่ได้ประมาท ความประมาทเกิดจากนายเต้ยที่เป็นผู้ขับรถด้วยความประมาทแต่เพียงผู้เดียว ขอให้ศาลยกฟ้องตนและขอให้ นายเต้ยชําระค่าเสียหายแก่ตน 350,000 บาทนั้น เป็นกรณีที่นายอี้ ซึ่งเป็นจําเลยคนหนึ่งในคดีที่นายพีทเป็นโจทก์ ได้ฟ้องแย้งกลับมายังนายเต้ยจําเลยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นจําเลยด้วยกัน ดังนั้น คําฟ้องของนายอี้จึงไม่ใช่เป็นฟ้องแย้ง ตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ศาลจึงไม่สามารถรับฟ้องแย้งของนายอี้ได้

สรุป

ศาลจะไม่สามารถรับฟ้องแย้งของนายอี้ได้

 

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจําเลยทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและโจทก์ได้ชําระเงินไว้บางส่วนแล้ว แต่จําเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินให้ตามกําหนด ขอให้จําเลยมารับเงินที่เหลือและโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ปรากฏว่าคดีนี้จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ในกรณีนี้ ถ้าท่านเป็นทนายโจทก์ จะต้องทําอย่างไรเพื่อให้ศาลพิพากษาให้ตนชนะคดี และหากศาลดูจากคําฟ้องแล้วเหตุว่าคดีมีมูล จะสามารถพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวก่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 198 วรรคหนึ่ง “ถ้าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ให้โจทก์มีคําขอต่อศาลภายในสิบห้า วันนับแต่ระยะเวลาที่กําหนดให้จําเลยยื่นคําให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดให้ตน เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด”

มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ศาลจะมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดให้โจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลําพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคําสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจําเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพ บุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไป ฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม”

วินิจฉัย

การที่โจทก์ฟ้องจําเลย แต่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การนั้น เป็นการดําเนินการตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และถ้าศาลเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลอาจมีคําพิพากษาหรือคําสั่งขี้ขาดให้โจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดีก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิ์ ในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจําเลยทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและโจทก์ ได้ชําระเงินไว้บางส่วนแล้ว แต่จําเลยผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินให้ตามกําหนด ขอให้จําเลยมารับเงินที่เหลือและ โอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น เมื่อจําเลยขาดนัดยื่น คําให้การ ถ้าข้าพเจ้าเป็นทนายโจทก์ ข้าพเจ้าจะยื่นคําขอต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะ คดีโดยจําเลยขาดนัด ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ใน อสังหาริมทรัพย์ และศาลเห็นว่าฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง คือ ศาลจะต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วจึงจะมีคําพิพากษาได้ ศาล จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวก่อนไม่ได้

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นทนายโจทก์ ข้าพเจ้าจะยื่นคําขอต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์ เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจําเลยขาดนัด แต่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยไม่สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวก่อนไม่ได้

LAW3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3005 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ป้าจ้อยมีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านเงียบสงบ ด้านข้างที่ดินเป็นป่าสงวนซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทําให้บ้านของป้าจ้อยอากาศดี ต่อมานายสมิงสรได้บุกรุกเข้าไปยังป่าสงวนและเปิดตลาดให้คน มาเช่าแผงขายของจึงมีคนเข้ามาในที่ดินบริเวณนั้นเป็นจํานวนมาก ป้าจ้อยเห็นว่านายสมิงสรไม่มีสิทธิ ทําประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจึงฟ้องขับไล่ให้นายสมิงสรออกไปจากที่ดิน กรณีเช่นนี้ป้าจ้อยมีอํานาจ ฟ้องคดีแพ่งหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 55 “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจได้ ตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 บุคคลผู้ที่อ้างว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่และจะเสนอคดีต่อ ศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอํานาจได้นั้น จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อย่างแท้จริงด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ป้าจ้อยมีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านเงียบสงบ และด้านข้างที่ดินเป็นป่าสงวน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เมื่อที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นป้าจ้อยไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ ในที่ดินอยู่แล้ว การที่นายสมิงสรได้บุกรุกเข้าไปยังป่าสงวนเพื่อทําประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นการทําให้ สิทธิของป้าจ้อยถูกกระทบกระเทือนแต่อย่างใด สิทธิของป้าจ้อยจึงไม่ได้ถูกโต้แย้งจากการกระทําของนายสมิงสร ดังนั้น ป้าจ้อยจึงไม่มีอํานาจฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อขับไล่ให้นายสมิงสรออกไปจากที่ดินดังกล่าว เพราะไม่ถือว่า ป้าจ้อยถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 55 แต่อย่างใด

สรุป

ป้าจ้อยไม่มีอํานาจฟ้องคดีแพ่งเพื่อขับไล่ให้นายสมิงสรออกไปจากที่ดิน

 

ข้อ 2. นายปฐมชาวจังหวัดนครปฐมต้องการได้ที่ดินในจังหวัดลําปางจึงติดต่อไปยังนายศรแดงนายหน้าขายที่ดินให้หาที่ดินให้ โดยมีการทําสัญญานายหน้ากันที่จังหวัดพิจิตรว่าหากนายศรแดงหาที่ดินให้ได้ จะให้เงินนายศรแดง 20,000 บาท นายศรแดงจึงเดินทางไปยังจังหวัดลําปางพบนายศิริชัยต้องการ ขายที่ดินจึงได้ดําเนินการให้นายปฐมและนายศิริชัยทําสัญญาซื้อขายที่ดินกันเรียบร้อยมีการโอน ที่ดินกันแล้ว ณ สํานักงานที่ดินจังหวัดลําปาง แต่นายปฐมไม่จ่ายค่านายหน้าให้กับนายศรแดง ตามที่ตกลงกันไว้ เช่นนี้หากนายศรแดงยื่นฟ้องนายปฐมที่จังหวัดลําปางเพื่อให้นายปฐมชําระ ค่านายหน้าให้ตนจะสามารถทําได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คําฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ในเขตศาลไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่”

มาตรา 4 ทวิ “คําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วย อสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจําเลยจะมีภูมิลําเนาอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่ หรือต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล”

วินิจฉัย

การฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคล ต้องฟ้องต่อศาลที่จําเลยมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามมาตรา 4 (1) ซึ่งคําว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ์ อันจะทําให้เกิดอํานาจฟ้อง ซึ่งในกรณีของสัญญานั้น สถานที่ที่มูลคดีเกิดคือสถานที่ที่สัญญาเกิดขึ้นนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายปฐมชาวจังหวัดนครปฐมต้องการได้ที่ดินในจังหวัดลําปาง จึงได้ตกลงทําสัญญาให้นายศรแดงเป็นนายหน้าหาที่ดินให้ โดยมีการทําสัญญานายหน้ากันที่จังหวัดพิจิตร และเมื่อนายศรแดงได้กระทําการเป็นนายหน้าสําเร็จแล้ว กล่าวคือได้ดําเนินการให้นายปฐมและนายศิริชัยทําสัญญา ซื้อขายที่ดินกันเรียบร้อยและมีการโอนที่ดินกันแล้ว ณ สํานักงานที่ดินจังหวัดลําปาง แต่นายปฐมไม่จ่ายค่านายหน้า ให้กับนายศรแดงตามที่ตกลงกันไว้นั้น การที่นายศรแดงจะยื่นฟ้องนายปฐมที่จังหวัดลําปางเพื่อให้นายปฐมชําระ ค่านายหน้าให้ตน เมื่อการฟ้องเรียกค่านายหน้าขายที่ดินมิใช่เป็นคดีที่มีคําฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นคดีที่โจทก์มิได้มุ่งหมายจะบังคับเอากับที่ดิน จึงถือเป็นการฟ้องเรียกหนี้เหนือบุคคล ดังนั้น นายศรแดง จะยื่นฟ้องนายปฐมต่อศาลจังหวัดลําปางตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 ทวิ ไม่ได้ เพราะศาลจังหวัดลําปางไม่มีอํานาจ พิจารณาพิพากษาคดีนี้ นายศรแดงจะต้องยื่นฟ้องนายปฐมต่อศาลจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นศาลที่นายปฐมมีภูมิลําเนา อยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นคือศาลจังหวัดพิจิตร เพราะมูลคดีในสัญญานายหน้านั้น คือจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้มีการทําสัญญานายหน้ากันตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 (1)

สรุป

นายศรแดงจะยื่นฟ้องนายปฐมที่จังหวัดลําปางเพื่อให้นายปฐมชําระค่านายหน้าให้ตนไม่ได้

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องจําเลยให้รับรองบุตร และให้จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรปีละ 1 แสนบาท เป็นจํานวน 10 ปี รวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ภายหลังจากที่ศาลมีการสืบพยานไปบ้างแล้ว โจทก์มายื่นคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้อง โดยขอแก้ไขจํานวนเงินที่เขียนว่า “จากปีละ 1 แสนบาท” เป็น “ปีละ 1 ล้านบาท” ในส่วนที่เหลือ ยังคงเดิม ในกรณีเช่นนี้โจทก์จะสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 179 “โจทก์หรือจําเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ใน คําฟ้องหรือคําให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้

การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้

(1) เพิ่ม หรือสด จํานวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ

(2) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคําฟ้อง เพิ่มเติม หรือเสนอคําฟ้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษาหรือ คําสั่ง หรือ

(3) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคําฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคําฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คําฟ้องเดิมและคําฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการ พิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้”

มาตรา 180 “การแก้ไขคําฟ้องหรือคําให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทําเป็นคําร้อง ยืนต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุ อันสมควรที่ไม่อาจยื่นคําร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจําเลยให้รับรองบุตรและให้จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรปีละ 1 แสนบาท เป็นจํานวน 10 ปี รวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ภายหลังจากที่ศาลมีการสืบพยานไปบ้างแล้ว โจทก์มายื่นคําร้องขอแก้ไข เพิ่มเติมคําฟ้องโดยขอแก้ไขจํานวนเงินที่เขียนว่า “จากปีละ 1 แสนบาท” เป็น “ปีละ 1 ล้านบาท” ในส่วนที่เหลือ ยังคงเดิม ในกรณีเช่นนี้โจทก์จะสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีนี้โจทก์มีเจตนาที่จะ ฟ้องให้จําเลยรับผิดในจํานวนเงิน 10 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่โจทก์มีการพิมพ์ผิดพลาดจากปีละ 1 ล้านบาท เป็นปีละ 1 แสนบาท เพราะฉะนั้นการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องให้ตรงตามความเป็นจริงดังเจตนาที่โจทก์ต้องการฟ้อง จึงเป็นการแก้ไขฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ และเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 179 วรรคสอง (2) ดังนั้น โจทก์จึงสามารถแก้ไขได้

และแม้โจทก์จะขอแก้ไขภายหลังวันชี้สองสถานก็ตาม แต่เมื่อเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาด หรือผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องในเรื่องนี้ได้

สรุป

โจทก์สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องในกรณีนี้ได้

 

ข้อ 4. นายพนมยื่นฟ้องบังคับจํานองจากนายเกษตร เนื่องจากนายเกษตรผิดนัดไม่ชําระเงินกู้ ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้นายพนมบังคับจํานอง แต่นายพนมไม่ได้ดําเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ทําให้นายพนม สิ้นสิทธิในการบังคับคดีในคดีนี้ไป ภายหลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว นายเกษตรได้ไป ยื่นฟ้องนายพนมเป็นคดีใหม่ว่า นายพนมไม่มีสิทธิในการบังคับจํานองที่ดินของนายเกษตรแล้ว เพราะสิ้นระยะเวลาในการบังคับคดี ขอให้นายพนมปลดจํานองให้แก่นายเกษตรด้วย ในกรณีเช่นนี้ คําฟ้องของนายเกษตรจะเป็นการฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 148 “คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้อง กันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน…”

มาตรา 173 วรรคสอง “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคําฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และ ผลแห่งการนี้

(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคําฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น”

วินิจฉัย

กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1 คดีนั้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งแล้ว

2 คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นจะต้องถึงที่สุด

3 ห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก

4 ห้ามเฉพาะประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

5 ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุใด ก็ห้ามฟ้องเฉพาะอ้างเหตุนั้นอีก

กรณีที่จะถือว่าเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1 คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา

2 คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเดิมและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน

3 คดีเดิมกับคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

4 ห้ามโจทก์ฟ้อง

5 ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น

กรณีตามอุทาหรณ์

การที่นายพนมยื่นฟ้องบังคับจํานองจากนายเกษตรและศาลได้พิพากษาถึงที่สุด ให้นายพนมบังคับจํานอง แต่นายพนมไม่ได้ดําเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ทําให้นายพนมสิ้นสิทธิในการบังคับคดี ในคดีนี้ไป และต่อมาภายหลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว นายเกษตรได้ไปยื่นฟ้องนายพนมเป็นคดีใหม่ว่า นายพนมไม่มีสิทธิในการบังคับจํานองที่ดินของนายเกษตรแล้วเพราะสิ้นระยะเวลาในการบังคับคดี ขอให้นายพนม ปลดจํานองให้แก่นายเกษตรด้วยนั้น คําฟ้องของนายเกษตรย่อมไม่เป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และไม่เป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 148 ทั้งนี้เพราะคดีเดิมที่นายพนมฟ้องนายเกษตรนั้น มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยคือนายพนมสามารถบังคับจํานองนายเกษตรได้หรือไม่ แต่ในคดีหลังที่นายเกษตรฟ้อง นายพนมนั้นมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยคือนายเกษตรสามารถปลดจํานองได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับที่ ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว อีกทั้งเหตุที่นายเกษตรนํามาฟ้องนายพนมในคดีหลังนั้น เป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากที่ คดีเดิมสิ้นสุดแล้ว ไม่ได้อาศัยเหตุเดียวกันฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น แม้คดีเดิมและคดีหลังจะเป็นคู่ความเดียวกันก็ตาม การฟ้องคดีใหม่ก็ไม่เป็นการฟ้องซ้อน หรือฟ้องซ้ำ

สรุป

คําฟ้องของนายเกษตรไม่เป็นการฟ้องซ้อน หรือฟ้องซ้ำแต่อย่างใด