LAW3012 กฎหมายปกครอง 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ก. นายแดงเป็นคนต่างด้าวลักลอบเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและแสดงเอกสารราชการปลอมในการขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย พบหลักฐานดังกล่าวว่ามีการปลอมแปลงเอกสารพยานหลักฐานดังกล่าว จึงมีคําสั่งเพิกถอน รายการทะเบียนหรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และมีคําสั่งเพิกถอนรายการบัตรประจําตัว ประชาชนของนายแดง โดยไม่ได้แจ้งให้นายแดงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ท่าน วินิจฉัยว่าคําสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบาย พร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ข. นายดําเป็นข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาจึงตั้ง กรรมการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า นายดํา มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริงตามข้อกล่าวหา ดังนี้ผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการมีคําสั่ง ลงโทษทางวินัยกับนายดําเลยทันทีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

ก. หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มี ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 30 วรรคแรก “ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ คําสั่งของเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยที่ให้เพิกถอนรายการทะเบียนหรือ หลักฐานทางทะเบียนราษฎร และมีคําสั่งเพิกถอนรายการบัตรประจําตัวประชาชนของนายแดงเป็นคําสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา 5 ดังนั้น เมื่อเป็นคําสั่งทางปกครองที่จะกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีคือนายแดง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้ง ให้นายแดงได้ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และไม่เปิดโอกาสให้นายแดงได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ก่อนออกคําสั่งทางปกครองดังกล่าว ดังนั้น คําสั่งดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

คําสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข. หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 97 “ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง หรือผู้มีอํานาจตามมาตรา 94 เห็นว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.กระทรวง ซึ่งผู้ถูก กล่าวหาสังกัดอยู่ แล้วแต่กรณีพิจารณา เมื่อ อ.ก.พ. ดังกล่าวมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจ สั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.พ.

วินิจฉัย

ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง การที่จะลงโทษทาง วินัยแก่ข้าราชการพลเรือนผู้นั้นโดยการปลดออก หรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณีนั้น กฎหมายไม่ได้ บัญญัติให้เป็นอํานาจในการใช้ดุลพินิจแก่ผู้บังคับบัญชาในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ได้บัญญัติว่า ผู้บังคับบัญชาจะมีคําสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้ต้องผูกพันตามมติของ อ.ก.พ. กล่าวคือ ให้ผู้บังคับบัญชาส่ง เรื่องให้ อ.ก.พ. พิจารณาก่อน เมื่อ อ.ก.พ. มีมติเป็นประการใดแล้ว ก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไป ตามนั้น (มาตรา 97 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่นายดําซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่าง ร้ายแรงและคณะกรรมการสอบสวนก็มีความเห็นว่า นายดํามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริงตามข้อกล่าวหา ดังนี้ ผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการมีคําสั่งลงโทษทางวินัยกับนายดําทันทีไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาจะต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. พิจารณาก่อน เมื่อ อ.ก.พ. มีมติเป็นประการใดแล้ว ผู้บังคับบัญชาจึงค่อยสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ ของ อ.ก.พ. นั้น

สรุป

ผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการมีคําสั่งลงโทษทางวินัยกับนายดําทันทีไม่ได้ ตามเหตุผล และหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

 

ข้อ 2. หลักนิติรัฐ คืออะไร มีความสัมพันธ์กับกฎหมายปกครอง หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

“หลักนิติรัฐ” คือ หลักการปกครองโดยยึดกฎหมายเป็นใหญ่ และกฎหมายที่นํามาใช้นั้น จะต้องมาจากประชาชน มิใช่มาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการใช้อํานาจของฝ่ายปกครอง ต้องสามารถตรวจสอบและควบคุมได้

สาระสําคัญของหลักนิติรัฐ มีอยู่ 3 ประการ ดังนี้คือ

1 บรรดาการกระทําทั้งหลายขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารจะต้องชอบด้วยกฎหมาย ที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ องค์กรของรัฐฝ่ายบริหารจะมีอํานาจสั่งการให้ราษฎรกระทําการหรือละเว้น ไม่กระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อํานาจไว้อย่างชัดแจ้งและจะต้องใช้ อํานาจนั้นภายในกรอบที่กฎหมายกําหนดไว้

2 บรรดากฎหมายทั้งหลายที่องค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้นจะต้องชอบด้วย รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่ให้อํานาจแก่องค์กรของรัฐฝ่ายบริหารล่วงล้ําเข้าไปในแดนแห่ง เสรีภาพของราษฎรนั้น จะต้องมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนพอสมควรว่าให้องค์กรของรัฐฝ่ายบริหารองค์กรใดมี อํานาจล่วงล้ำเข้าไปในแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของราษฎรได้ในกรณีใดและภายในขอบเขตอย่างใด และกฎหมาย ดังกล่าวจะต้องไม่ให้อํานาจแก่องค์กรของรัฐฝ่ายบริหารล่วงล้ําเข้าไปในแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของราษฎรเกิน ขอบเขตแห่งความจําเป็นเพื่อธํารงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สาธารณะ

3 การควบคุมไม่ให้การกระทําขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารขัดต่อกฎหมายก็ดี การ ควบคุมไม่ให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ดี จะต้องเป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการ ซึ่งมี ความเป็นอิสระจากองค์กรของรัฐฝ่ายบริหาร และองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ โดยองค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการ ซึ่งทําหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือของการกระทําขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหาร อาจจะเป็นองค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการอีกองค์กรหนึ่งแยกต่างหากจากองค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการ ซึ่งทําหน้าที่ พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาก็ได้

หลักนิติรัฐมีความสัมพันธ์กับกฎหมายปกครอง ดังนี้คือ

1 กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่กําหนดให้องค์กรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐมีอํานาจรัฐ หรืออํานาจมหาชนที่จะกําหนดกฎเกณฑ์หรือออกคําสั่งให้เอกชนต้องปฏิบัติตามได้โดยไม่จําเป็นต้องอาศัย ความสมัครใจหรือความยินยอมของเอกชน เช่น กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองจะกําหนดว่าในพื้นที่ “สีเขียว” ห้าม การก่อสร้าง สิ่งปลูกสร้างใด ๆ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารจะกําหนดว่าการก่อสร้างอาคารจะต้องได้รับอนุญาต และอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงานท้องถิ่น กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจะกําหนดให้เจ้าพนักงานจราจร จัดระเบียบการจราจรให้ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายต่าง ๆ ที่ควบคุมการประกอบอาชีพของเอกชน ฯลฯ นอกจากนี้ กฎหมายปกครองยังเป็นกฎหมายที่กําหนดให้องค์กรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐมีอํานาจรัฐหรืออํานาจ มหาชนที่จะบังคับใช้กฎหมายโดยบังคับให้เอกชนปฏิบัติตามกฎหมาย หากเอกชนใดฝ่าฝืนกฎหมายก็ให้องค์กร ของรัฐหรือบุคลากรของรัฐมีอํานาจตามกฎหมายที่จะบังคับการได้เองโดยไม่ต้องไปร้องขอต่อศาลให้ศาลบังคับให้ เช่น กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกให้อํานาจแก่เจ้าพนักงานจราจรในอันที่จะใช้รถยกของตนลากรถยนต์ที่จอดใน ที่ห้ามจอดไปไว้ที่สถานีตํารวจได้ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารให้อํานาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นในอันที่จะเข้า ดําเนินการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าของอาคารไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่ให้รื้อถอนอาคารดังกล่าว

2 กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่กําหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้อํานาจ โดยองค์กรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ และเป็นกฎหมายที่กําหนดกฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้อํานาจดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นกฎหมายเฉพาะหรือกฎหมายที่กําหนดมาตรฐานกลาง เช่น กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เป็นต้น

 

 

ข้อ 3. การจัดองค์กรของรัฐทางปกครองในรูปของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและในรูปของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นคืออะไร ใช้หลักอะไร แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

“การจัดองค์กรของรัฐในรูปของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค” คือการจัดองค์กรของรัฐ ทางปกครองโดยใช้หลักการรวมอํานาจแบบการกระจายการรวมศูนย์อํานาจการปกครอง หรือการแบ่งอํานาจ การปกครอง โดยมีการแบ่งเขตการปกครองประเทศออกเป็นจังหวัดและอําเภอ แล้วรัฐบาลในส่วนกลางจะมอบ อํานาจในการตัดสินใจหรือในการสั่งการในทางปกครองในบางเรื่องบางระดับให้แก่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ซึ่ง เป็นตัวแทนของส่วนกลางที่ถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนภูมิภาคทั่วราชอาณาจักรเพื่อจัดทําบริการสาธารณะ ตามที่กฎหมายกําหนด หรือตามที่รัฐบาลส่วนกลางหรือผู้บังคับบัญชามอบหมาย โดยที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังอยู่ ภายใต้บังคับบัญชาตามลําดับของรัฐบาลส่วนกลาง

สําหรับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคของไทยนั้น เป็นไปตามกฎหมายดังนี้คือ

1 ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งได้กําหนดให้ จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอําเภอ

2 ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ซึ่งกําหนดให้ จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นตําบลและหมู่บ้าน

“การจัดองค์กรของรัฐในรูปของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น” คือการจัดองค์กรของรัฐ ทางปกครองโดยใช้หลักการกระจายอํานาจทางปกครองและเป็นการกระจายอํานาจในทางเขตแดนหรือในทาง พื้นที่ โดยที่รัฐจะมอบความเป็นนิติบุคคลให้แก่ชุมชนในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดที่มีความพร้อมที่จะบริหารกิจการของ ตนเองโดยการจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วรัฐบาลส่วนกลางก็จะกระจายอํานาจหรือถ่ายโอน ภารกิจหรือบริการสาธารณะบางส่วนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการแทนรัฐ โดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นมีอํานาจหน้าที่เป็นของตนเอง มีรายได้เป็นของตนเอง และมีองค์กรในการ บริหารงานเป็นของตนเอง เพียงแต่ยังคงอยู่ภายใต้อํานาจการกํากับดูแลของส่วนกลาง

สําหรับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของไทยนั้น มีอยู่ 2 ระบบ ได้แก่

1 ระบบทั่วไปที่ใช้แก่ท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

(1) เทศบาล ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496

(2) องค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตาม พระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 และ

(3) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตาม พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

2 ระบบพิเศษ ที่ใช้เฉพาะท้องถิ่นบางแห่ง ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ

(1) กรุงเทพมหานคร ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และ

(2) เมืองพัทยา ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542

 

 

ข้อ 4. นายเอกรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลภูขาวถูกร้องเรียนว่าทุจริตต่อหน้าที่ คณะกรรมการสอบสวนการทุจริตที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายโทนายกเทศมนตรีฯ ได้ดําเนินการสอบสวนแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานและพยานบุคคลชัดแจ้งเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่านายเอกได้กระทําการทุจริตต่อหน้าที่จริง จึงมิได้แจ้งให้นายเอกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และแสดงพยานหลักฐานแต่อย่างใด และได้สรุปผลการ สอบสวนว่านายเอกทุจริตต่อหน้าที่จริง ต่อมานายโทนายกเทศมนตรีฯ ได้มีคําสั่งเป็นหนังสือให้ นายเอกพ้นจากตําแหน่งฯ ทั้งนี้มิได้แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์และระยะเวลาในการอุทธรณ์ไว้ในคําสั่ง ดังกล่าวด้วย ดังนี้หากสองเดือนต่อมานายเอกได้มาปรึกษาท่านเพื่อจะอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวนี้ และ ประสงค์จะฟ้องนายโทนายกเทศมนตรีฯ เป็นคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลเพิกถอนคําสั่งฯ ที่ให้ตน พ้นจากตําแหน่ง เพราะเห็นว่าคําสั่งดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย ท่านจะให้คําแนะนําแก่นายเอก ในกรณีนี้อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496

พ.ศ. 2496 พระองมีการ มาตรา 48 โสฬส “รองนายกเทศมนตรีพ้นจากตําแหน่งเมื่อ : (2) นายกเทศมนตรีมีคําสั่งให้พ้นจากตําแหน่งตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผล เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพ ของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 30 วรรคแรก “ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน”

มาตรา 34 “คําสั่งทางปกครองอาจทําเป็นหนังสือหรือวาจา หรือการสื่อความหมายใน รูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้”

มาตรา 40 “คําสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ หรือโต้แย้ง การยื่นคําอุทธรณ์หรือคําโต้แย้ง และระยะเวลาสําหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย

ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้ระยะเวลาสําหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้ง เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลา สั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคําสั่งทางปกครอง”

มาตรา 44 วรรคแรก “ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คําสั่ง ทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว”

และตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฏ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากการกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือ นอกเหนืออํานาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็น สาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น…”

มาตรา 42 วรรคสอง “ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนหรือวิธีการสําหรับการแก้ไข ความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการ ดําเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลา อันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกําหนด”

มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคําสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทําทั้งหมดหรือบางส่วน ในกรณีที่มี การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 (1) ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเอกมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้คําแนะนําแก่นายเอกใน กรณีดังกล่าวดังนี้คือ

1 การที่นายโทนายกเทศมนตรีฯ มีคําสั่งเป็นหนังสือให้นายเอกพ้นจากตําแหน่ง รองนายกเทศมนตรีฯ นั้น นายโทมีอํานาจที่จะกระทําได้ โดยอาศัยอํานาจตาม พ.ร.บ. เทศบาลฯ มาตรา 48 โสฬส (2)

2 คําสั่งเป็นหนังสือให้นายเอกพ้นจากตําแหน่งรองนายกเทศมนตรีฯ นั้น เป็นคําสั่งที่มี ผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของนายเอก คําสั่งดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทางปกครอง ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 34

3 เมื่อคําสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่กรณีคือนายเอก แต่ในขณะที่ มีการสอบสวนกรณีที่มีการร้องเรียนว่านายเอกทุจริตต่อหน้าที่นั้น คณะกรรมการสอบสวนมิได้แจ้งให้นายเอกมา ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานแต่อย่างใด ทําให้นายเอกไม่มีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ของตน กรณีเช่นนี้ถือได้ว่ามิได้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคแรก ดังนั้น นายเอกย่อมสามารถกล่าวอ้างได้ว่า คําสั่งทางปกครองที่ให้ตนพ้นจากตําแหน่งรองนายกเทศมนตรีฯ นั้น เป็นคําสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย

4 เมื่อเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายเอกย่อมสามารถนําคดีนี้ไป ฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 (1) ประกอบมาตรา 72 (1)

5 แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายเอกจะนําคดีดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองนั้น นายเอก จะต้องอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวนั้นก่อนตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และแม้ว่าตาม พ.ร.บ. เทศบาลฯ จะมิได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะก็ตาม นายเอกก็จะต้องอุทธรณ์คําสั่งนั้นก่อนตาม หลักเกณฑ์ทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

6 การอุทธรณ์คําสั่งทางปกครองดังกล่าว โดยหลักแล้วนายเอกจะต้องอุทธรณ์ภายใน กําหนด 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามิได้มีการแจ้งสิทธิใน การอุทธรณ์ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ไว้ในคําสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด และตามข้อเท็จจริงก็มิได้มีการแจ้งใหม่แต่ อย่างใดด้วย ดังนั้นระยะเวลาในการอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวจึงให้ขยายระยะเวลาออกไปเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ ได้รับคําสั่งนั้นตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ นายเอกจึงสามารถที่จะอุทธรณ์คําสั่ง ดังกล่าวได้ แม้ว่าระยะเวลาจะผ่านไปแล้ว 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่นายเอกได้รับคําสั่งทางปกครองดังกล่าวแล้วก็ตาม

สรุป

นายเอกสามารถฟ้องนายโทเป็นคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งฯ ที่ให้ตนพ้นจากตําแหน่งได้ แต่นายเอกจะต้องอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวก่อนภายในกําหนด 1 ปีนับแต่วันที่ตนได้รับ คําสั่งทางปกครองนั้น

LAW3012 กฎหมายปกครอง S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. การกระจายอํานาจปกครอง (Decentralization) หมายถึงอะไร มีขอบเขตในการกระจายอํานาจ ปกครองอย่างไร และมีความแตกต่างกับการกระจายอํานาจทางการเมืองแบบสหพันธรัฐอย่างไร ขอให้อธิบายมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

หลักการกระจายอํานาจปกครอง (Decentralization) หมายถึง วิธีการที่รัฐมอบอํานาจ ปกครองบางส่วนให้แก่องค์กรทางการปกครองอื่นนอกจากองค์กรของราชการบริหารส่วนกลาง เพื่อจัดทําบริการ สาธารณะบางอย่าง โดยมีอิสระตามสมควร ซึ่งองค์กรทางการปกครองนั้นไม่ต้องขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของ ส่วนกลาง เพียงแต่ขึ้นอยู่ในความกํากับดูแลเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐมอบอํานาจหน้าที่บางอย่างในการ จัดทําบริการสาธารณะซึ่งเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้ดําเนินงานอยู่ในท้องถิ่นให้กับท้องถิ่นหรือ องค์กรอันมิได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรในราชการบริหารส่วนกลางรับไปดําเนินการด้วยงบประมาณ และ เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นหรือองค์กรนั้นเอง โดยราชการบริหารส่วนกลางเพียงแต่ควบคุมดูเลเท่านั้น ไม่ได้เข้าไป บังคับบัญชาสั่งการ

ความแตกต่างระหว่างการกระจายอํานาจปกครองกับการกระจายอํานาจทางการเมือง แบบสหพันธรัฐ

1 การกระจายอํานาจปกครองให้แก่ท้องถิ่น เป็นเพียงการมอบอํานาจปกครองบางอย่าง อันเป็นส่วนหนึ่งของอํานาจบริหารให้แก่ท้องถิ่นเท่านั้น มิได้มีการมอบอํานาจนิติบัญญัติหรืออํานาจตุลาการให้ ไปด้วยเหมือนกับการกระจายอํานาจทางการเมืองแบบสหพันธรัฐ

2 การกระจายอํานาจปกครองนั้นย่อมทําได้ทั้งในรัฐเดี่ยว หรือสหพันธรัฐก็ได้ แต่การ กระจายอํานาจทางการเมืองนั้นจะทําได้แต่เฉพาะในรัฐรวมแบบสหพันธรัฐเท่านั้น

3 ในการกระจายอํานาจปกครอง รัฐอาจจะจํากัดหรือถอนคืนได้โดยอาศัยอํานาจ กฎหมายธรรมดาของรัฐ แต่การจํากัดหรือถอนคืนการกระจายอํานาจทางการเมืองจะทําได้ก็แต่โดยการแก้ไข รัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐเท่านั้น

 

 

ข้อ 2. นายขาวเป็นเจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีคําสั่งเป็นหนังสือลงวันที่ 3 มีนาคม 2557 เพิกถอนสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นายเขียวผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยมีเจ้าหน้าที่ ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไปส่งหนังสือแจ้งคําสั่งดังกล่าวแก่นายเขียว ณ ภูมิลําเนาในวันที่ 6 มีนาคม 2557 แล้ว แต่นายเขียวไม่ยอมรับ จึงได้วางหนังสือคําสั่งนั้นต่อหน้า นายเขียวและต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงานที่ไปเป็นพยาน ดังนี้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การแจ้งคําสั่ง ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคําสั่งของนายขาวจะมีผลบังคับต่อนายเขียว ได้เมื่อใด เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 42 วรรคแรก “คําสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้ง เป็นต้นไป…”

มาตรา 70 “การแจ้งเป็นหนังสือโดยวิธีให้บุคคลนําไปส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าขณะนําไปส่ง ไม่พบผู้รับ หากได้ส่งให้กับบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทํางานในสถานที่นั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วางหนังสือนั้นหรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่กําหนดใน กฎกระทรวงที่ไปเป็นพยาน ก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งแล้ว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแจ้งคําสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่โดยวิธีให้บุคคล นําไปส่งและผู้รับไม่ยอมรับ ดังนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 70 แล้ว ก็ให้ถือว่าการแจ้งคําสั่ง ทางปกครองนั้นชอบด้วยกฎหมาย และให้ถือว่าผู้รับคําสั่งนั้นได้รับแจ้งแล้ว

ตามอุทาหรณ์ การที่นายขาวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้มีคําสั่งเป็นหนังสือเพิกถอนสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นายเขียวผู้ได้รับส่งเสริมการลงทุนนั้น คําสั่งดังกล่าวของนายขาว ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ไป ส่งหนังสือแจ้งคําสั่งดังกล่าวแก่นายเขียว ณ ภูมิลําเนาของนายเขียวในวันที่ 6 มีนาคม 2557 แต่นายเขียวไม่ยอมรับ เจ้าหน้าที่จึงได้วางหนังสือคําสั่งนั้นต่อหน้านายเขียวและต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ไปเป็นพยาน ดังนี้จะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 70 แล้ว ดังนั้น จึงถือว่าการแจ้งคําสั่งทางปกครองดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ ชอบด้วยกฎหมาย และให้ถือว่านายเขียวได้รับแจ้งคําสั่งนั้นแล้ว และเมื่อถือว่านายเขียวได้รับแจ้งคําสั่งนั้น ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2557 ดังนั้น คําสั่งของนายขาวจึงมีผลบังคับต่อนายเขียวตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 42 วรรคแรก)

สรุป

การแจ้งคําสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย และคําสั่งของนายขาวจะมีผลบังคับ ต่อนายเขียวได้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป

 

 

ข้อ 3. นายแดงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้มีคําสั่งไม่อนุมัติให้นายดําซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดเบิกค่าเช่าบ้านโดยอาศัยอํานาจตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 นายดําเห็นว่าคําสั่งของนายแดงไม่ชอบด้วยกฎหมายและอีกทั้งไม่เป็นธรรมต่อตน จึงประสงค์จะ หาทางแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายของตน แต่เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้าน ข้าราชการดังกล่าวมิได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คําสั่งเอาไว้โดยเฉพาะ นายดําจึงยื่นฟ้องเป็นคดีต่อ ศาลปกครองโดยตรงทันที ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งดังกล่าว ทั้งนี้ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลปกครองจะรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใดขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมาย ประกอบ

 

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มี ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 44 วรรคแรก “ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คําสั่ง ทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว”

และตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใด…” เพราะ

มาตรา 42 วรรคสอง “ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนหรือวิธีการสําหรับการแก้ไข ความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการ ดําเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลา อันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกําหนด”

มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคําสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทําทั้งหมดหรือบางส่วน ในกรณีที่มี การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 (1)

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้มีคําสั่ง ไม่อนุมัติให้นายดําซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดเบิกค่าเช่าบ้าน โดยอาศัยอํานาจตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้าน ข้าราชการ พ.ศ. 2527 นั้น คําสั่งของนายแดงดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองตามนัยของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ซึ่งโดยหลักแล้ว เมื่อนายดําเห็นว่าคําสั่งของนายแดงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายดําย่อม สามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งนั้นได้ตามมาตรา 9 วรรคแรก (1) ประกอบ มาตรา 72 (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายดําจะนําคดีดังกล่าวฟ้องต่อศาลปกครองนั้น นายดําจะต้องอุทธรณ์ คําสั่งนั้นก่อนตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และแม้ว่าตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้าน ข้าราชการ พ.ศ. 2527 จะไม่ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คําสั่งไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่นายดําก็ต้องอุทธรณ์คําสั่งนั้น ก่อนตามหลักเกณฑ์ทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เมื่อ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายดํามิได้มีการอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวนั้นเสียก่อนที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้น ศาลปกครองย่อมไม่อาจรับคดีพิพาทเกี่ยวกับการไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านดังกล่าวไว้พิจารณาได้

สรุป ศาลปกครองจะรับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาไม่ได้ เพราะนายดําไม่ได้มีการอุทธรณ์ คําสั่งนั้นเสียก่อนที่จะฟ้องคดี

 

 

ข้อ 4. นายเหลืองเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ทําการผ่าตัดต้อกระจกให้คนไข้ แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของนายเหลืองทําให้คนไข้ตาบอด ดังนี้ ผู้บังคับบัญชาของนายเหลืองจะต้อง ดําเนินการทางวินัยตลอดจนลงโทษนายเหลืองอย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 83 “ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทําการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้

(4) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ”

มาตรา 85 “การกระทําผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(7) ละเว้นการกระทําหรือกระทําการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 83 อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง”

มาตรา 97 “ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเหลืองซึ่งเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐได้ทําการผ่าตัดต้อกระจกให้คนไข้ แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของนายเหลืองทําให้คนไข้ตาบอดนั้น ถือว่าเป็นการกระทําผิดวินัยในลักษณะ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการกระทําที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่โรงพยาบาลของรัฐ ทําให้โรงพยาบาลเสียชื่อเสียงและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่คนไข้ตามมาตรา 83 (4) ประกอบมาตรา 85 (7) ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาของนายเหลืองจึงต้องดําเนินการทางวินัยกับนายเหลืองฐานกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษ ปลดออกหรือไล่ออกแล้วแต่กรณี โดยให้นําเหตุอันควรลดหย่อนมาประกอบการพิจารณาลดโทษได้ แต่ห้ามมิให้ ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก (ตามมาตรา 97)

สรุป

ผู้บังคับบัญชาของนายเหลืองจะต้องดําเนินการทางวินัยฐานกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง กับนายเหลือง และให้ลงโทษนายเหลืองโดยการปลดออกหรือไล่ออกแล้วแต่กรณี

LAW3012 กฎหมายปกครอง 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ก) เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งได้อนุมัติให้ทุนการศึกษาแก่นายแดงเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโทในต่างประเทศ โดยกําหนดให้นายแดงต้องมีหน้าที่รายงานผลการศึกษาทุก 6 เดือน แต่นายแดงผู้รับทุนไม่ปฏิบัติตาม โดยอ้างว่าตนติดธุระส่วนตัว ทําให้ไม่ได้รายงานผล การศึกษามาภายในเวลาที่กําหนด ดังนี้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะมีคําสั่งเพิกถอนทุนการศึกษาของนายแดงได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ข) นายเขียวเป็นข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ถูกผู้บังคับบัญชามีคําสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการประจําสถานทูตไทย ณ ประเทศฝรั่งเศส แต่เป็นการลดระดับตําแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม นายเขียวเห็นว่าตนเองประสงค์จะไปรับราชการประจํา ณ ประเทศฝรั่งเศสมานานแล้ว แต่ ไม่มีโอกาส ดังนั้นจึงตกลงยอมรับตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชา ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า คําสั่ง ของผู้บังคับบัญชาที่สั่งย้ายนายเขียวดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบาย

ธงคําตอบ

ก) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผล เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 53 วรรคสอง “คําสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ ผู้รับคําสั่งทางปกครอง อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยให้มีผลตั้งแต่ขณะที่เพิกถอนหรือมีผลในอนาคต ไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กําหนดได้เฉพาะเมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้

(2) คําสั่งทางปกครองนั้นมีข้อกําหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติ แต่ไม่มีการปฏิบัติ ภายในเวลาที่กําหนด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งได้อนุมัติให้ทุนการศึกษา แก่นายแดงเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโทในต่างประเทศนั้น ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครองและเป็นคําสั่งทางปกครอง ที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคําสั่งทางปกครองที่มีข้อกําหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติ คือ นายแดงต้องมี หน้าที่รายงานผลการศึกษาทุก 6 เดือน ดังนั้นเมื่อนายแดงผู้รับประโยชน์ไม่ปฏิบัติตาม คือไม่ได้รายงานผล การศึกษาภายในเวลาที่กําหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าหน้าที่จึงสามารถมีคําสั่งเพิกถอนทุนการศึกษาของ นายแดงได้ตามมาตรา 53 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

สรุป

เจ้าหน้าที่จะมีคําสั่งเพิกถอนทุนการศึกษาของนายแดงได้

 

ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 63 วรรคสาม “การย้ายหรือการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิมจะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่ผู้บังคับบัญชามีคําสั่งย้ายนายเขียวซึ่งเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ไปปฏิบัติราชการประจําสถานทูตไทย ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีการลดระดับตําแหน่ง ของนายเขียวที่ต่ํากว่าเดิม ซึ่งโดยหลักแล้วจะกระทํามิได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเขียวได้ตกลงยินยอมและ ยอมรับตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยไม่โต้แย้งเพราะตนเองก็มีความประสงค์ที่จะไปรับราชการประจํา ณ ประเทศ ฝรั่งเศสมานานแล้ว ดังนั้น คําสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งย้ายนายเขียวดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 63 วรรคสาม

สรุป

คําสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งย้ายนายเขียวดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551

 

 

ข้อ 2. การจัดองค์กรของรัฐทางปกครองโดยใช้หลักการกระจายอํานาจทางบริการคืออะไร องค์กรที่ได้รับการกระจายอํานาจทางบริการมีรูปแบบใดบ้าง จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

การจัดองค์กรของรัฐทางปกครองโดยใช้หลักการกระจายอํานาจทางปกครองจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การกระจายอํานาจทางเขตแดนหรือทางพื้นที่ กับการกระจายอํานาจทางบริการหรือทางเทคนิค

สําหรับ “การกระจายอํานาจทางบริการ” หรือทางเทคนิค คือการที่รัฐมอบบริการสาธารณะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เช่น เรื่องของการไฟฟ้า การประปา การโทรศัพท์ เป็นต้น หรือบริการสาธารณะเฉพาะด้าน ได้แก่ บริการสาธารณะทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็น บริการสาธารณะที่เป็นการให้บริการโดยไม่มีการมุ่งเน้นหากําไร เช่น เรื่องของกีฬา การศึกษาวิจัย หรือการแสดง นาฏศิลป์ เป็นต้น ให้แก่องค์กรนิติบุคคลมหาชนที่ได้มีการจัดตั้งขึ้น ซึ่งมิได้อยู่ในระบบราชการเป็นผู้จัดทําและ ดําเนินการแทนรัฐ โดยให้องค์กรเหล่านั้นมีอิสระในการดําเนินงานได้เอง รัฐเพียงแต่กํากับดูแลการดําเนินงาน ขององค์กรนิติบุคคลนั้น

องค์กรที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดทําและดําเนินการบริการสาธารณะแทนรัฐดังกล่าว ได้แก่ องค์กร นิติบุคคลมหาชนที่จัดตั้งขึ้นในรูปของ “รัฐวิสาหกิจ” หรือ” องค์การมหาชน” นั่นเอง ซึ่งจะกําหนดขึ้นในรูปแบบ ใดนั้นขึ้นอยู่กับกิจการ วัตถุประสงค์และการบริหารงาน โดย

1 ถ้าเป็นการกระจายอํานาจให้จัดทําบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม องค์กรนิติบุคคลมหาชนที่จัดตั้งขึ้นควรเป็นในรูปของรัฐวิสาหกิจ

2 ถ้าเป็นการกระจายอํานาจให้จัดทําบริการสาธารณะเฉพาะด้าน (บริการสาธารณะ ทางสังคมและวัฒนธรรม) นิติบุคคลมหาชนที่จัดตั้งขึ้นควรเป็นในรูปขององค์การมหาชน

 

 

ข้อ 3. “นิติกรรมทางปกครอง” คืออะไร มีลักษณะสําคัญอย่างไรบ้าง จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

“นิติกรรมทางปกครอง” หมายถึง การกระทําขององค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่น ของรัฐ หรือองค์กรเอกชนที่กระทําโดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่น พระราชบัญญัติแทน และในนามขององค์กรดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่ง หรือคณะบุคคลคณะหนึ่งว่าตนประสงค์จะให้เกิดผลทางกฎหมายเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างองค์กร ดังกล่าวกับบุคคลนั้นหรือคณะบุคคลนั้น โดยที่บุคคลนั้นหรือคณะบุคคลนั้นไม่จําเป็นต้องให้ความยินยอม

“นิติกรรมทางปกครอง” จะต้องประกอบด้วยลักษณะที่สําคัญ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

1 จะต้องเป็นการกระทําโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่นของรัฐ หรือองค์กร เอกชนที่กระทําโดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่นพระราชบัญญัติแทน และ ในนามขององค์กรดังกล่าวเพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง

2 การแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะหนึ่งโดยองค์กรดังกล่าว จะต้องเป็นการแสดงเจตนาที่จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

3 ผลทางกฎหมายที่องค์กรดังกล่าวประสงค์จะให้เกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของตนนั้น คือการสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายหรือนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมีอํานาจหรือมีสิทธิ เรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง กระทําการหรืองดเว้นกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล จึงย่อมมีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ที่เป็นคู่กรณีในนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

4 นิติสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องเป็นนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยเจตนาที่แสดงออกมาขององค์กร ของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่นของรัฐ หรือองค์กรเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเป็น คู่กรณีในนิติสัมพันธ์ดังกล่าวไม่จําต้องให้ความยินยอมแต่อย่างใด

นิติกรรมทางปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กฎ และคําสั่งทางปกครอง

1 นิติกรรมทางปกครองที่เป็น “กฎ”

คําว่า “กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ระเบียบข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

2 นิติกรรมทางปกครองที่เป็น “คําสั่งทางปกครอง” คําว่า “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย การอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

 

 

ข้อ 4. เทศบาลเมืองปากช่องได้มีประกาศประกวดราคาซื้อรถขนขยะ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาพิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัท เอก จํากัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดและชนะการประมูล ส่วนบริษัท โท จํากัด ซึ่งมีนายรวยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปากช่องเป็นผู้จัดการและผู้ถือหุ้นเป็น บริษัทที่ได้เสนอราคารองลงมา ต่อมาบริษัท ตรี จํากัด ซึ่งเข้าร่วมในการเสนอราคายื่นซองประกวด ราคาฯ ในครั้งนี้ด้วย เห็นว่าประกาศประกวดราคาฯ ของเทศบาลฯ ได้กําหนดคุณสมบัติและเงื่อนไข รถขนขยะไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอก จํากัด ที่ชนะ การประมูล จึงประสงค์ที่จะฟ้องเพิกถอนประกาศประกวดราคาซื้อรถขนขยะของเทศบาลฯ เป็นคดี ต่อศาลปกครอง ดังนี้ ท่านจะแนะนําบริษัทตรีฯ ในกรณีนี้อย่างไร และบริษัท ตรี จํากัด ยังได้ยื่นเรื่อง ร้องเรียนต่อนายกเทศมนตรีฯ ว่าจากการเข้าร่วมการประมูลของบริษัท โท จํากัด ทําให้สมาชิกภาพ สมาชิกสภาเทศบาลของนายรวยสิ้นสุดลง ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างของบริษัท ตรี จํากัด

ในกรณีนี้สามารถรับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ให้ยกหลักกฎหมายประกอบคําตอบโดยชัดเจน

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้ “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฏ”

มาตรา 44 “ ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คําสั่งทางปกครองนั้น โดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว…”

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 “ศาล ปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากการกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือ นอกเหนืออํานาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็น สาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น”

มาตรา 42 “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมีอาจ หลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทําหรือการงดเว้นการกระทําของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไข หรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคําบังคับตามที่กําหนดในมาตรา 72 ผู้นั้น มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนหรือวิธีการสําหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย ในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการดําเนินการตามขั้นตอนและ วิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลา ที่กฎหมายนั้นกําหนด”

มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคําสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทําทั้งหมดหรือบางส่วน ในกรณีที่มี การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 (1)”

และตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496

มาตรา 18 ทวิ “สมาชิกสภาเทศบาลต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในสัญญาที่เทศบาลนั้นเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทําให้แก่เทศบาล หรือที่เทศบาลนั้นจะกระทํา”

มาตรา 19 “สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลสิ้นสุดลงเมื่อ 1 (6) กระทําการอันต้องห้ามตามมาตรา 18 ทวิ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ บริษัท ตรี จํากัด จะฟ้องเพิกถอนประกาศประกวดราคาซื้อรถขนขยะของ เทศบาลเมืองปากช่องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้หรือไม่ และการเข้าร่วมการประมูลของบริษัท โท จํากัด จะทําให้ สมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาลของนายรวยสิ้นสุดลงหรือไม่ แยกพิจารณาได้ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การที่เทศบาลเมืองปากช่องได้มีประกาศประกวดราคาซื้อรถขนขยะนั้น ประกาศ ประกวดราคาฯ ดังกล่าว เป็นการใช้อํานาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครอง และแม้ประกวดราคาฯ ดังกล่าว จะมีผลบังคับเป็นการทั่วไปโดยมิได้เจาะจงตัวบุคคลก็ตาม แต่ก็มุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะแก่กรณีหนึ่งกรณีใด เป็นการเฉพาะเจาะจง กล่าวคือ ใช้บังคับกับการประกวดราคาซื้อรถขนขยะเฉพาะครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ประกาศประกวดราคาฯ ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นคําสั่งทางปกครองประเภท “คําสั่งทางปกครองทั่วไป”

การที่บริษัท ตรี จํากัด เห็นว่าประกาศประกวดราคาฯ ของเทศบาลฯ ได้กําหนดคุณสมบัติและ เงื่อนไขรถขนขยะไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอก จํากัด ที่ชนะการประมูล ทําให้ประกาศประกวดราคาฯ ดังกล่าว เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือว่าบริษัท ตรี จํากัด เป็นผู้ที่ได้รับ ความเดือดร้อนและเสียหายตามนัยของมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครอง ดังนั้นบริษัท ตรี จํากัด จึงสามารถฟ้องเทศบาลฯ เป็นคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งทางปกครองทั่วไป คือ ประกาศประกวดราคาซื้อรถขนขยะของเทศบาลฯ ได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 72 (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

และเมื่อประกาศประกวดราคาฯ ดังกล่าว มีลักษณะเป็นคําสั่งทางปกครองประเภทคําสั่ง ทางปกครองทั่วไป กรณีจึงไม่ต้องอุทธรณ์ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ก่อนฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง

ประเด็นที่ 2 การที่บริษัท โท จํากัด ซึ่งมีนายรวยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปากช่องเป็นผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นได้เข้าร่วมในการเสนอราคายื่นซองประกวดราคาฯ ในครั้งนี้ด้วยนั้น เมื่อไม่ได้เป็นผู้เสนอราคาที่ชนะ การประมูลเพื่อเข้าทําสัญญากับเทศบาลฯ แต่อย่างใด กรณีนี้จึงยังไม่ถือว่านายรวยเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทําให้แก่เทศบาลหรือที่เทศบาลจะกระทําตาม มาตรา 18 ทวิ อันจะทําให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลต้องสิ้นสุดลงตามนัยมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496

สรุป

บริษัท ตรี จํากัด สามารถฟ้องเพิกถอนประกาศประกวดราคาฯ ซื้อรถขนขยะของเทศบาล เมืองปากช่องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้

การเข้าร่วมการประมูลของบริษัท โท จํากัด ไม่ทําให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาลของนายรวย สิ้นสุดลง

LAW3012 กฎหมายปกครอง 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ก) นายแดงมีข้อพิพาทเป็นคดีความกับนายดําในศาลแพ่ง โดยได้แต่งตั้งนายเหลืองเป็นทนายความให้กับตน ต่อมานายแดงพบว่านายเหลืองกระทําการขัดต่อจรรยาบรรณและมรรยาทของทนายความโดยนําข้อเท็จจริงของตนไปบอกให้นายดําทราบ จึงร้องต่อคณะกรรมการมรรยาท ทนายความ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าไม่มีมูล ประธานกรรมการ มรรยาททนายความอาศัยอํานาจตามข้อ 11 ของข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการสอบสวน คดีมรรยาททนายความฯ จึงมีคําสั่งไม่รับคํากล่าวหาของนายแดง ขอให้ท่านวินิจฉัยว่าคําสั่ง ไม่รับคํากล่าวหาดังกล่าวของประธานกรรมการมรรยาททนายความ เป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ข) กรณีที่ข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงนั้น ผู้บังคับบัญชาจะต้องดําเนินการทางวินัยตลอดจนการลงโทษทางวินัยอย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมาย ประกอบ

ธงคําตอบ

ก) ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

1 การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่า จะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย การอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

2 การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบ ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม

และกรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองตามมาตรา 5(1) นั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

กรณีตามอุทาหรณ์ คณะกรรมการมรรยาททนายความ เป็นคณะบุคคลซึ่งใช้อํานาจตามข้อ 11 ของข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามนัยของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นการที่ประธานกรรมการมรรยาททนายความ อาศัยอํานาจตามกฎหมายดังกล่าวมีคําสั่งไม่รับคํากล่าวหาของนายแดง ซึ่งคําสั่งนั้นจะมีผลกระทบต่อสถานภาพ ของสิทธิของนายแดง คือมีผลเป็นการระงับสิทธิในการกล่าวหาของนายแดงผู้กล่าวหา คําสั่งไม่รับคํากล่าวหาของ นายแดงดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทางปกครองเพราะครบองค์ประกอบของคําสั่งทางปกครองตามนัยของมาตรา 5(1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

สรุป

คําสั่งไม่รับคํากล่าวหาดังกล่าวของประธานกรรมการมรรยาททนายความ เป็นคําสั่งทางปกครอง

ธงคําตอบ

ข) ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการที่ ผู้บังคับบัญชาจะต้องดําเนินการทางวินัยตลอดจนการลงโทษทางวินัย ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่า กระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงไว้ดังนี้ คือ

1 เมื่อมีการกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามี หน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมี อํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้โดยเร็วด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ (มาตรา 90)

2 เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา 90 ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 รีบดําเนินการหรือสั่งให้ดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทําผิด วินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้

ในกรณีที่เห็นว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยโดยมี พยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา 92 (มาตรา 91)

3 ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมีมูลถ้าความผิดนั้น มิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้ง รับฟังคําชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว และเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหาให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ตามควรแก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ (มาตรา 92) โดยอาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด และถ้ากรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควร งดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ (มาตรา 96)

แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิด ตามข้อกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสั่งยุติเรื่อง (มาตรา 92 วรรคสอง)

 

 

ข้อ 2. การจัดระเบียบราชการในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครเป็นไปตามหลักการใด มีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา ธงคําตอบ

1 การจัดระเบียบราชการในจังหวัดเชียงใหม่ ก็เหมือนกับการจัดระเบียบราชการในจังหวัด ต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) คือ เป็นไปตามหลักการรวมอํานาจ (แบบการกระจายการรวมศูนย์อํานาจ ปกครองหรือการแบ่งอํานาจปกครอง) ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่นั้นถือว่าเป็นราชการส่วนภูมิภาค และการจัดระเบียบ บริหารราชการนั้นเป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในจังหวัดไว้ดังนี้ คือ

(1) ให้รวมท้องที่หลาย ๆ อําเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล

(2) ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคําสั่งจาก นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และ ประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขต จังหวัดและรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอําเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด สังกัดกระทรวงมหาดไทย

(3) ในจังหวัดหนึ่งนอกจากจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ให้มีปลัดจังหวัดและหัวหน้า ส่วนราชการประจําจังหวัด ซึ่ง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจํา ทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัด และมีอํานาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม นั้นในจังหวัดนั้น

(4) ให้แบ่งส่วนราชการของจังหวัดดังนี้

(ก) สํานักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไป และการวางแผนพัฒนา จังหวัดนั้น มีหัวหน้าสํานักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ สํานักงานจังหวัด

(ข) ส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่ง กระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการ ของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา

2 การจัดระเบียบราชการในกรุงเทพมหานคร เป็นไปตามหลักการกระจายอํานาจ กรุงเทพมหานครถือเป็นราชการส่วนท้องถิ่นระบบพิเศษ โดยการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กําหนดเกี่ยวกับ การจัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครไว้ดังนี้

(1) ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีระเบียบการบริหารตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีอาณาเขตท้องที่ตามที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ

(2) ให้แบ่งพื้นที่การบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นเขตและแขวงตามพื้นที่เขตและแขวง ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ

(3) การบริหารกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 4 ปี

(4) การจัดระเบียบราชการของกรุงเทพมหานคร

(ก) ส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้บังคับบัญชา ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และลูกจ้างกรุงเทพมหานคร และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัด กรุงเทพมหานคร โดยมีการจัดระเบียบราชการกรุงเทพมหานคร ดังนี้ สํานักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร สํานักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร สํานักปลัด กรุงเทพมหานคร สํานักหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งมีฐานะเป็นสํานัก สํานักงานเขต และสภาเขต

(ข) สภาเขต ในเขตหนึ่ง ๆ ให้มีสภาเขตประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีจํานวนอย่างน้อยเขตละ 7 คน ถ้าเขตใดมีราษฎรเกินหนึ่งแสนคน ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตในเขตนั้นเพิ่มขึ้น อีกหนึ่งคนต่อราษฎรทุกหนึ่งแสนคน อายุของสภาเขตมีกําหนดคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง

 

 

ข้อ 3. “กฎ” และ “คําสั่งทางปกครอง” คืออะไร เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และมาตรา 3 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ให้นิยามของ “กฎ” ไว้เช่นเดียวกันว่า “กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ บทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

จากนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่า “กฎ” จะมีลักษณะที่สําคัญอยู่ 2 ประการ คือ

(1) บุคคลที่ถูกบังคับให้กระทําการ ถูกห้ามมิให้กระทําการ หรือได้รับอนุญาตให้กระทําการ ต้องเป็นบุคคลที่ถูกนิยามไว้เป็นประเภท เช่น ผู้เยาว์ คนต่างด้าว ข้าราชการพลเรือนสามัญ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่อาจทราบ จํานวนที่แน่นอนของบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของข้อความที่บังคับให้กระทําการ ห้ามมิให้กระทําการ หรืออนุญาต ให้กระทําการได้

(2) กรณีที่บุคคลซึ่งถูกนิยามไว้เป็นประเภทจะถูกบังคับให้กระทําการ ถูกห้ามมิให้กระทําการ หรือได้รับอนุญาตให้กระทําการ ต้องเป็นกรณีที่ถูกกําหนดไว้อย่างเป็นนามธรรม (Abstract) เช่น บังคับให้ กระทําการทุกครั้งที่มีกรณีตามที่กําหนดไว้เกิดขึ้นหรือได้รับอนุญาตให้กระทําการทุกวันสิ้นเดือน เช่น ห้ามมิให้ผู้ใด สูบบุหรี่บนรถโดยสารประจําทาง ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ข้าราชการกรม กองต้องแต่งเครื่องแบบ มาทํางานทุกวันจันทร์ เป็นต้น

ส่วน “คําสั่งทางปกครอง” นั้นมีการบัญญัตินิยามไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนี้

“คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย อุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง”

จากนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่า “คําสั่งทางปกครอง” จะมีองค์ประกอบหรือสาระสําคัญอยู่ 5 ประการ คือ

(1) ต้องเป็นการกระทําโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

(2) ต้องเป็นการกระทําที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

(3) ต้องเป็นการกระทําที่มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล”

(4) ต้องเป็นการกระทําที่มีผลใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

(5) ต้องเป็นการกระทําที่มีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

ตัวอย่าง การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นอาศัยอํานาจตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ออกใบอนุญาตให้นายดําก่อสร้างอาคาร ใบอนุญาตดังกล่าวถือว่าเป็น คําสั่งทางปกครอง เป็นต้น

จากความหมายและสาระสําคัญของคําว่า “กฎ” และ “คําสั่งทางปกครอง” ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า “กฎ” และ “คําสั่งทางปกครอง” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต่างก็เป็น “นิติกรรมทางปกครอง” กล่าวคือ เป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล แต่มีข้อแตกต่างกัน อยู่ที่ว่า “กฎ” นั้นมีผลบังคับเป็นการทั่วไปโดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ส่วน “คําสั่งทางปกครอง” นั้นมีผลบังคับแก่กรณีใดและหรือแก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ

 

 

ข้อ 4. เทศบาลตําบลเกาะสีชังได้ทําสัญญาให้บริษัท แดง จํากัด ปรับปรุงท่าเทียบเรือร้างของเทศบาลฯแต่ไม่อาจส่งมอบพื้นที่ให้ได้ตามกําหนดเวลาในสัญญาเนื่องจากนายเจ้าของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างรุกล้ำในพื้นที่ดังกล่าวไม่ยอมรื้อถอนป้ายโฆษณา หลังจากที่นายดําได้รับคําสั่งเป็นหนังสือจาก นายกเทศมนตรีฯ ให้รื้อถอนป้ายฯ ภายใน 1 เดือน แต่นายดําเห็นว่าเทศบาลฯ ไม่มีอํานาจตามกฎหมาย ในการปรับปรุงท่าเทียบเรือนี้ แต่เป็นอํานาจของกรมเจ้าท่าที่จะต้องดําเนินการ และป้ายของตน เป็นการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสีชังย่อมได้รับยกเว้นให้ติดตั้งในพื้นที่ของทางราชการได้ ก่อนครบกําหนดเวลาอุทธรณ์นายดําได้มีหนังสืออุทธรณ์ต่อนายกเทศมนตรีฯ โดยระบุว่า “ประสงค์ จะขออุทธรณ์คําสั่งของเทศบาลฯ ที่ให้ตนรื้อถอนป้ายโฆษณา ส่วนรายละเอียดจะจัดส่งมาภายหลัง”

นายกเทศมนตรีฯ เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยังบกพร่องจึงได้แจ้งเป็นหนังสือให้นายดําแก้ไขให้ถูกต้อง ต่อมาเมื่อพ้นกําหนดเวลาอุทธรณ์นายดําได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์คําสั่งฯ ใหม่ตามที่ได้แก้ไขโดยได้ระบุ ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงแต่มิได้ระบุข้อกฎหมายมาด้วย ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าเทศบาลฯ มีอํานาจ ในการปรับปรุงท่าเทียบเรือในกรณีนี้หรือไม่ และข้อพิพาทความเสียหายจากการไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ตามกําหนดเวลาในสัญญาบริษัทแดงฯ จะต้องฟ้องให้เทศบาลฯ รับผิดต่อศาลใด เพราะ เหตุใด และนายกเทศมนตรีฯ มีอํานาจดําเนินการให้นายดําแก้ไขอุทธรณ์ที่ตนเห็นว่ายังบกพร่อง ในกรณีนี้ได้หรือไม่ รวมทั้งกรณีนี้ถือว่านายดําได้มีการอุทธรณ์คําสั่งฯ ของนายกเทศมนตรีฯ ภายในกําหนดระยะเวลาแล้วหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496

มาตรา 51(3) “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตําบลอาจจัดทํากิจการใด ๆ ในเขต เทศบาลดังต่อไปนี้

(3) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม” ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฏ

มาตรา วรรคสอง “ถ้าคําขอหรือคําแถลงมีข้อบกพร่องหรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจ หรือผิดหลงอันเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความไม่รู้ หรือความเลินเล่อของคู่กรณี ให้เจ้าหน้าที่แนะนําให้คู่กรณีแก้ไข เพิ่มเติมให้ถูกต้อง”

มาตรา 44 วรรคแรกและวรรคสอง “ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองใด ไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คําสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง คําสั่งดังกล่าว

คําอุทธรณ์ต้องทําเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิง ประกอบด้วย”

และตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ได้บัญญัติให้คํานิยามของ “สัญญาทางปกครอง” ไว้ว่า

“สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทํา บริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

มาตรา 9 วรรคแรก (4) บัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(3) สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทําการหรืองดเว้น กระทําการ โดยจะกําหนด ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดของ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย มีดังนี้คือ

ประเด็นที่ 1 เทศบาลฯ มีอํานาจในการปรับปรุงท่าเทียบเรือในกรณีนี้หรือไม่

ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 51(3) ได้บัญญัติให้เทศบาลตําบลมีอํานาจในการจัดทํา ท่าเทียบเรือในเขตเทศบาล ดังนั้น การที่เทศบาลตําบลเกาะสีชังได้ทําสัญญาให้บริษัท แดง จํากัด ปรับปรุง ท่าเทียบเรือร้างของเทศบาลฯ นั้น จึงเป็นอํานาจของเทศบาลฯ ที่จะจัดทําคือจัดให้มีการปรับปรุงท่าเทียบเรือ ดังกล่าวได้

ประเด็นที่ 2 บริษัท แดง จํากัด จะต้องฟ้องเทศบาลฯ ต่อศาลใด

การที่เทศบาลฯ ได้ทําสัญญาให้บริษัท แดง จํากัด ปรับปรุงท่าเทียบเรือร้างของเทศบาลฯ นั้น เมื่อเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเอกชน และเป็นสัญญาที่มี วัตถุประสงค์เป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค (ท่าเทียบเรือ) สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามนัย ของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น กล่าวคือ เทศบาลฯ ไม่สามารถส่งมอบ พื้นที่ให้แก่บริษัท แดง จํากัด ได้ตามกําหนดเวลาในสัญญา จึงถือว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอํานาจของศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อบริษัท แดง จํากัด จะฟ้องให้เทศบาลฯ รับผิดในความเสียหายที่เกิดจาก การไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ตามกําหนดเวลาในสัญญาบริษัท แดง จํากัด จะต้องฟ้องเทศบาลฯ ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคแรก (4) และมาตรา 72(3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

ประเด็นที่ 3 นายกเทศมนตรีฯ มีอํานาจดําเนินการให้นายดําแก้ไขอุทธรณ์ที่ตนเห็นว่ายัง บกพร่องได้หรือไม่ และถือว่านายดําได้มีการอุทธรณ์คําสั่งฯ ของนายกเทศมนตรีฯ ภายในกําหนดระยะเวลาแล้ว หรือไม่

ตามอุทาหรณ์ การที่นายกเทศมนตรีฯ มีคําสั่งให้นายดํารื้อถอนป้ายโฆษณาซึ่งสร้างรุกล้ําในพื้นที่ ของทางราชการนั้น คําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ซึ่งนายดําสามารถอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ตามมาตรา 44 วรรคแรกและวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครองฯ แต่คําอุทธรณ์ของนายดําจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้ คือ

1 คําอุทธรณ์นั้นจะต้องยื่นต่อนายกเทศมนตรีฯ ผู้ทําคําสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว

2 คําอุทธรณ์นั้นต้องทําเป็นหนังสือ และ

3 คําอุทธรณ์นั้นจะต้องระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย

แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า นายดําได้มีหนังสืออุทธรณ์ต่อนายกเทศมนตรีฯ แต่ใน คําอุทธรณ์นั้นไม่ได้ระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วยเพียงแต่ระบุว่า “ประสงค์จะขออุทธรณ์คําสั่งของเทศบาลฯ ที่ให้ตนรื้อถอนป้ายโฆษณา ส่วนรายละเอียดจะจัดส่งมาในภายหลัง” ดังนี้ แม้คําอุทธรณ์ของนายดําจะได้ยื่นก่อนครบกําหนดเวลาอุทธรณ์ แต่เมื่อคําอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นไม่ครบหลักเกณฑ์ ตามที่กฎหมายกําหนด จึงถือว่าเป็นคําอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่านายดําไม่ได้มีการอุทธรณ์คําสั่งฯ ของนายกเทศมนตรีฯ ภายในกําหนดระยะเวลาของการอุทธรณ์

และเมื่อคําอุทธรณ์ของนายดําไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนด มิใช่คําอุทธรณ์ที่มี ข้อบกพร่องหรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจหรือผิดหลง ตามนัยของมาตรา 27 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองฯ ดังนั้น นายกเทศมนตรีฯ จึงไม่มีอํานาจดําเนินการให้นายดําแก้ไขอุทธรณ์ที่ตนเห็นว่า ยังบกพร่องในกรณีนี้ได้

สรุป

1 เทศบาลฯ มีอํานาจในการปรับปรุงท่าเทียบเรือในกรณีนี้ได้

2 บริษัท แดง จํากัด จะต้องฟ้องให้เทศบาลฯ รับผิดต่อศาลปกครอง

3 นายกเทศมนตรีฯ ไม่มีอํานาจดําเนินการให้นายดําแก้ไขอุทธรณ์ในกรณีนี้ได้

4 ถือว่านายดําไม่ได้มีการอุทธรณ์คําสั่งฯ ของนายกเทศมนตรีฯ ภายในกําหนดระยะเวลาของการอุทธรณ์

 

LAW3012 กฎหมายปกครอง S/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. หลักการกระจายอํานาจปกครอง (Decentralization) หมายถึงอะไร และอาจจําแนกวิธีกระจาย อํานาจปกครองออกได้กี่วิธี และแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักการกระจายอํานาจปกครอง หมายถึง หลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยส่วนกลาง จะมอบอํานาจปกครองบางส่วนให้แก่องค์กรอื่น ซึ่งไม่ใช่องค์กรของส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค เช่น การมอบอํานาจ ปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดทําบริการสาธารณะด้วยตนเอง โดยมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ ในความบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของส่วนกลาง

ตามหลักการกระจายอํานาจปกครองนั้น ได้มีการจําแนกวิธีกระจายอํานาจปกครองได้ 2 วิธี คือ

1 การกระจายอํานาจปกครองตามอาณาเขต หรือการกระจายอํานาจปกครองให้แก่ท้องถิ่น เป็นวิธีการกระจายอํานาจให้แก่ส่วนท้องถิ่น โดยให้ส่วนท้องถิ่นได้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาแยกต่างหากจากส่วนกลาง และให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น แล้วส่วนกลางก็จะมอบอํานาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่นนั้นไปดําเนินจัดทํากิจการบริการสาธารณะ ตามอํานาจหน้าที่ ที่กฎหมายได้กําหนดไว้ โดยจะมีการกําหนดขอบเขตหรือพื้นที่ไว้ ซึ่งโดยหลักทั่วไปองค์กรส่วนท้องถิ่นนั้นก็จะไปจัดทํา กิจการนอกเขตหรือนอกพื้นที่ที่กําหนดไว้ไม่ได้ นอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้โดยเฉพาะ

วิธีกระจายอํานาจปกครองวิธีนี้เป็นวิธีกระจายอํานาจปกครองให้แก่ท้องถิ่นโดยการ มอบบริการสาธารณะหลาย ๆ อย่างให้แก่ท้องถิ่นไปจัดทําโดยเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นเอง และ ด้วยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นเพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ

ตัวอย่างของการกระจายอํานาจทางเขตแดนหรือทางพื้นที่ ได้แก่ เทศบาล องค์การ บริหารส่วนตําบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีฝ่ายบริหารและ ฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง และสามารถดําเนินการบริการสาธารณะได้โดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา แต่อยู่ภายใต้อํานาจกํากับดูแลของส่วนกลาง

2 การกระจายอํานาจตามกิจการ เป็นวิธีกระจายอํานาจ โดยการที่ส่วนกลางจะมอบบริการ สาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวให้แก่องค์กรที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยมิได้อยู่ในสังกัดของส่วนกลาง ได้แก่ องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน รับไปดําเนินงานด้วยเงินทุนและด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์การนั้น ๆ เช่น การมอบอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟทั่วทั้งประเทศให้แก่องค์การของรัฐคือการรถไฟแห่งประเทศไทย

หรือการมอบอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการจําหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นต้น

วิธีกระจายอํานาจตามกิจการนี้ จะแตกต่างกับวิธีกระจายอํานาจตามอาณาเขต เพราะ การกระจายอํานาจตามกิจการนี้ ส่วนกลางจะมอบให้องค์การต่าง ๆ ไปจัดทําบริการสาธารณะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้น และโดยหลักจะไม่มีการกําหนดอาณาเขตหรือพื้นที่ไว้ แต่การกระจายอํานาจให้แก่ส่วนท้องถิ่นนั้น ส่วนกลาง จะมอบอํานาจในการจัดทําบริการสาธารณะหลาย ๆ อย่างให้แก่องค์กรส่วนท้องถิ่นไปดําเนินการ และจะมีการกําหนด อาณาเขตหรือพื้นที่ไว้ด้วย และการกระจายอํานาจตามกิจการจะไม่ถือการเลือกตั้งผู้บริหารเป็นเงื่อนไขในการจัดตั้ง องค์กรที่ได้รับการกระจายอํานาจ ซึ่งต่างจากการกระจายอํานาจตามอาณาเขตที่ผู้บริหารต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

 

 

ข้อ 2 นายแดงเป็นข้าราชการพลเรือนในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ถูกกล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าทุจริตและประพฤติมิชอบในตําแหน่งหน้าที่ ซึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้พิจารณาและขี้มูลว่ามีความผิดวินัยอย่าง ร้ายแรง นายเหลืองซึ่งเป็นเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ จึงได้มีหนังสือมายังผู้บังคับบัญชาของนายแดง เพื่อให้พิจารณาโทษทางวินัยแก่นายแดง ตามที่กฎหมายของ ป.ป.ช. ได้กําหนดไว้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า หนังสือของนายเหลืองเลขาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบาย พร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้ “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่า จะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับ จดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

วินิจฉัย

กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองโดยนัยของมาตรา 5(1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล”

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเหลืองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือไปถึง ผู้บังคับบัญชาของนายแดงเพื่อให้พิจารณาโทษทางวินัยแก่นายแดงนั้น เป็นเพียงการดําเนินการส่งรายงานพร้อม ความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังผู้บังคับบัญชาของนายแดงตามที่กฎหมายของ ป.ป.ช. ได้กําหนดไว้ เท่านั้น หนังสือดังกล่าวแม้จะออกโดยเจ้าหน้าที่และมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มี ผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่หรือมีผลเป็นการออกคําสั่งให้นายแดงได้รับโทษทางวินัยในขณะนั้น แต่อย่างใด ดังนั้น หนังสือดังกล่าวจึงไม่เป็นคําสั่งทางปกครองตามนัยของมาตรา 5(1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539

สรุป

หนังสือของนายเหลืองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวไม่เป็นคําสั่ง ทางปกครอง ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

 

ข้อ 3. นายดําเป็นพนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้ขับรถยนต์ของหน่วยงานราชการโดยความประมาทเลินเล่อชนรถของนายขาวซึ่งเป็นเอกชนเสียหาย และนอกจากนั้น นายขาวยังได้รับ บาดเจ็บสาหัสอีกด้วย ดังนี้ นายขาวจะฟ้องหน่วยงานราชการดังกล่าวให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากการกระทําละเมิดของนายดําได้ที่ศาลใด เพราะเหตุใด ขอให้ท่านอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมาย ประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคแรก (3) “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครองหรือคําสั่งอื่น หรือจาก การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคแรก (3) กรณีที่จะถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเรียกว่า “ละเมิดทางปกครอง” และจะเป็นคดี ที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ดังนี้คือ

1 เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ

2 เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 กรณี

ดังต่อไปนี้ คือ

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมาย

(2) การออกกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น ๆ

(3) การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ

(4) การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายดําเป็นพนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงานราชการ ได้ขับรถยนต์ของ หน่วยงานราชการนั้นโดยความประมาทเลินเล่อซนรถของนายขาวจนได้รับความเสียหาย และนายขาวเองก็ได้รับ บาดเจ็บสาหัสด้วยนั้น ความเสียหายดังกล่าวแม้จะเกิดจากการกระทําโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9(3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากการใช้อํานาจตาม กฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครองหรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้อง ปฏิบัติ หรือจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น การกระทําละเมิดของนายดําจึงไม่เป็นละเมิด ทางปกครอง แต่เป็นการกระทําละเมิดทางแพ่งของนายดํา นายขาวจึงต้องฟ้องให้หน่วยงานราชการดังกล่าว รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทําละเมิดของนายดําได้ที่ศาลยุติธรรม จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองไม่ได้ เพราะข้อพิพาทดังกล่าวไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง

สรุป

นายขาวจะฟ้องหน่วยงานราชการดังกล่าวให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการ กระทําละเมิดของนายดําได้ที่ศาลยุติธรรม ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

 

ข้อ 4 นายเขียวรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ต่อมานายเขียวได้ขับรถยนต์ชนเด็กนักเรียนที่กําลังเดินข้ามถนนจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยประมาท จึงถูกดําเนินคดีอาญาจน ศาลตัดสินโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในกรณีดังกล่าวนี้ หากท่านเป็นผู้บังคับบัญชาของนายเขียว จะดําเนินการทางวินัยกับนายเขียวฐานกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 85 “การกระทําผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(6) กระทําความผิดอาญาจนได้รับโทษจําคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจําคุก โดยคําพิพากษา ถึงที่สุดให้จําคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ

มาตรา 97 “ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ํากว่าปลดออก ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวซึ่งรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ได้ขับรถยนต์ชน เด็กนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยประมาทและถูกดําเนินคดีอาญาจนถูกศาลตัดสินโดยคําพิพากษาถึงที่สุด ให้จําคุกนั้น เมื่อความผิดอาญาที่นายเขียวได้กระทําเป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท ดังนั้นแม้นายเขียวจะถูก ศาลตัดสินโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกก็ตาม ก็ถือว่าเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 85(6) ซึ่งไม่ให้ถือว่าเป็น การกระทําที่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาของนายเขียวจะดําเนินการทางวินัยกับนายเขียว ฐานกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการตามมาตรา 97 ซึ่งบัญญัติไว้สําหรับ กรณีที่ข้าราชการพลเรือนได้กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงไม่ได้

สรุป

หากข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับบัญชาของนายเขียว จะดําเนินการทางวินัยกับนายเขียวฐาน กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการไม่ได้

LAW3012 กฎหมายปกครอง 2/2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ก) นายแดงรับราชการในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ต่อมานายแดงถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง นายขาวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัย ของนายแดง ขอให้ท่านวินิจฉัยว่าคําสั่งดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ เพราะเหตุใด

ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ข) นายเขียวเป็นข้าราชการพลเรือนในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้มีคําสั่งให้นายเหลืองผู้ใต้บังคับบัญชา หลังเลิกงานให้ขับรถไปรับลูกสาวที่เรียนอยู่ในโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งไปส่ง ที่บ้านด้วย ดังนี้ นายเหลืองจะต้องปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

ก) ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

1 การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย การอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

2 การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองตาม (1) นั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายขาวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายแดงได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนความผิดวินัยของนายแดงนั้น แม้จะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายของผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ แต่คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวก็ไม่เป็นคําสั่งทางปกครองตามนัยของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เพราะคําสั่งดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ ของนายแดงแต่อย่างใด และคําสั่งดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการใช้อํานาจของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 จึงเป็นเพียงกระบวนการเพื่อนําไปสู่การออกคําสั่งทางปกครองว่า นายแดงกระทําผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งหมายถึงการพิจารณาทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เท่านั้น

สรุป

คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยดังกล่าวไม่เป็นคําสั่งทางปกครอง

ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 82(4) “ข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตาม คําสั่งนั้นจะทําให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องเสนอความเห็น เป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคําสั่งนั้น…”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 82(4) คําสั่งที่ข้าราชการพลเรือนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามนั้น จะต้อง 1 เป็นคําสั่งที่สั่งในหน้าที่ราชการ

2 เป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

3 เป็นคําสั่งที่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

กรณีตามอุทาหรณ์

การที่นายเขียวมีคําสั่งให้นายเหลืองขับรถไปรับลูกสาวภายหลังเลิกงานนั้น แม้คําสั่งนั้นจะไม่ทําให้เสียหายแก่ทางราชการ แต่ก็เป็นคําสั่งที่สั่งนอกเหนือจากหน้าที่ราชการตามกฎหมายและ ระเบียบของทางราชการ ดังนั้นนายเหลืองจึงไม่ต้องปฏิบัติตามคําสั่งของนายเขียวแต่อย่างใด

สรุป

นายเหลืองไม่ต้องปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชา ตามเหตุผลและหลักกฎหมาย ดังกล่าวข้างต้น

 

 

ข้อ 2 ตําบล สภาตําบล เทศบาลตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบลคืออะไร เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

ตําบล สภาตําบล เทศบาลตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล คือการจัดระเบียบบริหาร แผ่นดินของไทย ซึ่งอาจมีลักษณะที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกัน และอาจมีความสัมพันธ์กัน ดังนี้ คือ

“ตําบล” เป็นการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 62 ซึ่งบัญญัติว่า ท้องที่หลายตําบลอันสมควรอยู่ในความปกครองอันเดียวกันให้จัดตั้งเป็น อําเภอหนึ่ง และมาตรา 29 บัญญัติว่า การจัดตั้งตําบลนั้นเป็นอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะพิจารณากําหนดเขต แล้วรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบด้วยก็ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งตําบลขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ตําบลต้องรวมหมู่บ้านราว 20 หมู่บ้าน

ในการปกครองตําบลมีเจ้าหน้าที่ คือ กํานัน แพทย์ประจําตําบล และสารวัตรกํานัน

“สภาตําบล” เป็นการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคตาม พ.ร.บ. สภาตําบลและ องค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 ซึ่งกําหนดให้แต่ละตําบลมีสภาตําบลซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ทําหน้าที่ บริหารงานตําบลของตนเองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และหากตําบลใดมีรายได้สูงกว่าปีละ 150,000 บาท ตําบลนั้นก็ สามารถพัฒนาจากการมีสภาตําบลไปสู่การมี “องค์การบริหารส่วนตําบล” ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้

การจัดระเบียบการปกครองสภาตําบลนั้น ตาม พ.ร.บ.สภาตําบล กําหนดให้สภาตําบล ประกอบด้วยสมาชิกโดยตําแหน่ง ได้แก่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล และสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งจาก ราษฎรในแต่ละหมู่บ้านในตําบลนั้น หมู่บ้านละ 1 คน มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 4 ปี

“เทศบาลตําบล” เป็นการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเทศบาล ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งได้กําหนดว่า เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาลให้จัดตั้ง ท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นเทศบาล โดยการตราพระราชกฤษฎีกายกฐานะท้องถิ่นนั้นขึ้นเป็นเทศบาลมีฐานะเป็นนิติบุคคล

เทศบาล มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร สําหรับ เทศบาลตําบลนั้น ตาม พ.ร.บ. เทศบาลฯ มิได้กําหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งเทศบาลตําบลไว้โดยเฉพาะ แต่ให้ อยู่ในดุลพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณาตามแต่จะเห็นสมควร

เทศบาลประกอบด้วยสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี

“องค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.) เป็นการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ. สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 ซึ่งได้กําหนดว่า สภาตําบลที่มีรายได้โดยไม่รวม เงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 150,000 บาท หรือตามเกณฑ์ รายได้เฉลี่ยตามที่กระทรวงมหาดไทยประกาศกําหนด อาจจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตําบลได้ โดยทําเป็น ประกาศของกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตําบลมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอาจเปลี่ยนฐานะเป็น เทศบาลได้โดยทําเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทย

องค์การบริหารส่วนตําบล ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนตําบล และนายกองค์การ บริหารส่วนตําบล

 

 

ข้อ 3. นิติกรรมทางปกครองคืออะไร มีลักษณะอย่างไรบ้าง จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

“นิติกรรมทางปกครอง” หมายถึง การกระทําขององค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่นของรัฐ หรือองค์กรเอกชนที่กระทําโดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่นพระราชบัญญัติแทน และในนามขององค์กรดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่งหรือคณะบุคคล คณะหนึ่งว่าตนประสงค์จะให้เกิดผลทางกฎหมายเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างองค์กรดังกล่าวกับบุคคลนั้น หรือคณะบุคคลนั้น โดยที่บุคคลนั้นหรือคณะบุคคลนั้นไม่จําเป็นต้องให้ความยินยอม

“นิติกรรมทางปกครอง” จะต้องประกอบด้วยลักษณะที่สําคัญ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

1 จะต้องเป็นการกระทําโดยองค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่นของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ที่กระทําโดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ แทนและในนาม ขององค์กรดังกล่าวเพื่อแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง

2 การแสดงเจตนาให้ปรากฏต่อบุคคลคนหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะหนึ่งโดยองค์กรดังกล่าว จะต้องเป็นการแสดงเจตนาที่จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น

3 ผลทางกฎหมายที่องค์กรดังกล่าวประสงค์จะให้เกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของตนนั้น คือการสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายหรือนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมีอํานาจหรือมีสิทธิ เรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง กระทําการหรืองดเว้นกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล จึงย่อมมีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ที่เป็นคู่กรณีในนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

4 นิติสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องเป็นนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยเจตนาที่แสดงออกมาขององค์กร ของรัฐฝ่ายปกครอง องค์กรอื่นของรัฐ หรือองค์กรเอกชนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเป็น คู่กรณีในนิติสัมพันธ์ดังกล่าวไม่จําต้องให้ความยินยอมแต่อย่างใด

นิติกรรมทางปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กฎ และคําสั่งทางปกครอง

1 นิติกรรมทางปกครองที่เป็น “กฎ”

คําว่า “กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ระเบียบข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

“กฎ” จะมีองค์ประกอบที่เป็นสาระสําคัญ 2 ประการ ได้แก่

1) เป็นกฎเกณฑ์ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม กล่าวคือ เป็นข้อกําหนดหรือกฎเกณฑ์ ที่กําหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้บุคคลกระทําการ หรืองดเว้นกระทําการ หรือได้รับอนุญาตให้กระทําการ เช่น ผู้ขับขี่ รถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หรือห้ามมิให้ผู้ใดสูบบุหรีบนรถโดยสารประจําทาง เป็นต้น

2) บุคคลที่อยู่ภายใต้กฏจะถูกนิยามไว้เป็นประเภทแต่ไม่สามารถที่จะทราบจํานวน ที่แน่นอนได้ กล่าวคือ ไม่สามารถที่จะระบุตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้โดยเฉพาะเจาะจง เช่น ข้าราชการพลเรือน เป็นต้น

2 นิติกรรมทางปกครองที่เป็น “คําสั่งทางปกครอง” คําว่า “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย การอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง “คําสั่งทางปกครอง” จะมีองค์ประกอบที่เป็นสาระสําคัญ 5 ประการ ได้แก่

1 คําสั่งทางปกครองต้องกระทําโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นอาจจะเป็นบุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลก็ได้ ซึ่งได้ใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามกฎหมาย

2 คําสั่งทางปกครองต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย และเป็นการใช้อํานาจ ทางปกครองตามที่กฎหมายปกครองได้บัญญัติให้อํานาจไว้

3 คําสั่งทางปกครองต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล

4 คําสั่งทางปกครองต้องเป็นกรณีเฉพาะเรื่อง และมีผลใช้บังคับแก่บุคคลโดยเฉพาะเจาะจง

5 คําสั่งทางปกครองต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกองค์กรฝ่ายปกครอง คือมีผลไปกระทบ ต่อสถานภาพของสิทธิ์หรือหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ภายนอกองค์กรฝ่ายปกครองแล้ว

 

 

ข้อ 4. นายแดงได้ทําสัญญารับจ้างก่อสร้างรั้วกับองค์การบริหารส่วนตําบลหนองหิน เป็นเงิน 1 ล้านบาท และต้องรับผิดในความชํารุดบกพร่องของงานที่รับจ้างเป็นเวลาอีก 2 ปี หลังจากส่งมอบงานเสร็จ

วันรุ่งขึ้น นายแดงได้นําเงินสดจํานวน 1 ล้านบาทไปวางเป็นประกันแก่องค์การบริหารส่วนตําบลฯ เพื่อความรับผิดในความชํารุดบกพร่องของงานที่รับจ้างเป็นเวลา 2 ปี หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ให้หักเงินประกันดังกล่าวนั้นได้ทันที และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบล หนองหิน โดยผลการเลือกตั้งนายแดงได้รับการเลือกตั้งฯ ต่อมาได้มีผู้ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบ คุณสมบัติการดํารงตําแหน่งฯ ของนายแดง ซึ่งนายอําเภอหนองหินได้สอบสวนและวินิจฉัยโดยได้เรียก และแจ้งให้นายดํานายกองค์การบริหารส่วนตําบลฯ นําส่งเอกสารสัญญาและชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งพิจารณาจากสัญญาและเอกสารต่าง ๆ ที่ปรากฏชัดแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วเห็นว่า นายแดง ได้ทําสัญญาจ้างตามเอกสารจริง จึงได้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนตําบลฯ ของนายแดงสิ้นสุดลง และได้มีหนังสือแจ้งคําวินิจฉัยให้นายแดงทราบ

ดังนี้ ให้ท่าน วินิจฉัยว่าคําวินิจฉัยของนายอําเภอฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด และหากนายแดงไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยนี้นายแดงจะต้องอุทธรณ์กรณีนี้ต่อใครหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 มาตรา 47 ตรี วรรคหนึ่ง (6) และวรรคสอง “สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลสิ้นสุดลงเมื่อ

(6) เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในสัญญาที่องค์การบริหารส่วนตําบลนั้น เป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทําให้แก่องค์การบริหารส่วนตําบลนั้น หรือที่องค์การบริหารส่วนตําบลนั้นจะกระทํา

เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลผู้ใดสิ้นสุดลงตาม (4) (5) (6) หรือ (7) ให้นายอําเภอสอบสวนและวินิจฉัยโดยเร็ว คําวินิจฉัยของนายอําเภอให้เป็นที่สุด”

ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

มาตรา 30 “ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้ คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน

ความในวรรคหนึ่งมิให้นํามาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติ เป็นอย่างอื่น

(1) เมื่อมีความจําเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(2) เมื่อจะมีผลทําให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฏกําหนดไว้ในการทําคําสั่งทางปกครอง ต้องล่าช้าออกไป

(3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้เว้ในคําขอ คําให้การ หรือคําแถลง (4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทําได้ (5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง (6) กรณีอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ ประโยชน์สาธารณะ”

และตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากการกระทําโดยไม่มีอํานาจ หรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น”

มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคําสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทําทั้งหมด หรือบางส่วน ในกรณีที่มี การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9(1)

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ คําวินิจฉัยของนายอําเภอฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากนายแดง ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยดังกล่าว นายแดงจะต้องอุทธรณ์กรณีนี้ต่อใครหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การที่นายแดงได้ทําสัญญารับจ้างก่อสร้างรั้วกับองค์การบริหารส่วนตําบลหนองหิน ก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลหนองหินนั้น ถือไม่ได้ว่านายแดงเป็นผู้มี ส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่องค์การบริหารส่วนตําบลหนองหินนั้นเป็นคู่สัญญา

กรณีที่สัญญารับจ้างก่อสร้างรั้วฯ ได้กําหนดหน้าที่ให้นายแดงจะต้องรับผิดในความชํารุดบกพร่อง ของงานที่รับจ้างเป็นเวลาอีก 2 ปีหลังจากส่งมอบงาน ถือเป็นการกําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของนายแดงที่ ต้องรับผิดต่อองค์การบริหารส่วนตําบลฯ ตามข้อตกลงในสัญญาที่นายแดงได้ทําไว้กับองค์การบริหารส่วนตําบลฯ ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากนายแดง

 

และแม้ว่าระยะเวลากําหนดความรับผิดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างที่นายแดงเป็นสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนตําบลฯ ก็ตาม ก็มิใช่กรณีที่จะทําให้นายแดงกระทําผิดในการที่เป็นสมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตําบลฯ กระทําการมีส่วนได้เสียกับองค์การบริหารส่วนตําบลตามมาตรา 47 ตรี วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. สภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537

ประเด็นที่ 2 การที่นายอําเภออาศัยอํานาจตามมาตรา 47 ตรี วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบลฯ มีคําวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตําบลฯ ของนายแดง สิ้นสุดลง คําวินิจฉัยของนายอําเภอมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของนายแดงจึงเป็นคําสั่ง ทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ดังนั้น กรณีนี้นายอําเภอจึงต้องแจ้งข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอให้นายแดงทราบ และให้โอกาสแก่นายแดงได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนเพื่อโต้แย้งคัดค้านข้อกล่าวหาดังกล่าวตาม มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และตามข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏเหตุที่จะได้รับการยกเว้น ในการที่ไม่ต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา 30 วรรคสองและวรรคสาม แต่อย่างใด

กรณีนี้จึงถือว่า การมีคําวินิจฉัยของนายอําเภอเป็นการกระทําที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและ วิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น ดังนั้นคําวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทาง ปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อคําวินิจฉัยของนายอําเภอให้เป็นที่สุดตามมาตรา 47 ตรี วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สภาตําบลฯ ดังนั้นหากนายแดงไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยดังกล่าว นายแดงย่อมสามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ ศาลเพิกถอนคําสั่งทางปกครองนี้ได้ตามมาตรา 9(1) และมาตรา 72(1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดย ไม่ต้องอุทธรณ์คําสั่งทางปกครองนี้ก่อน

สรุป คําวินิจฉัยของนายอําเภอเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หากนายแดงไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยนี้ นายแดงสามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลเพิกถอนคําสั่งทางปกครองนี้ได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์คําสั่งทางปกครองนี้ก่อน

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายสุขใจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีละเมิดที่นายยินดีคนขับรถสิบล้อเป็นจําเลยที่ 1 บริษัท สิบล้อขนส่งจํากัด เป็นจําเลยที่ 2 โดยนายยินดีได้ขับรถมาชนตนขาหัก ขณะยืนรอรถโดยสารประจําทางที่ ป้ายรถโดยสาร เรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 500,000 บาท จําเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าขับรถชนโจทก์จริง แต่เพราะเบรกแตกจึงควบคุมรถไว้ไม่ได้ จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างตน แต่เป็นช่วงทดลองงาน และวันเกิดเหตุ เป็นช่วงเอารถไปใช้ส่วนตัวไม่ได้อยู่ในเวลางาน และฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว

ในวันนัดชี้สองสถาน จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของตนไม่ได้ทดลองงาน ดังนี้

ก. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ข. หากในวันนัดชี้สองสถาน โจทก์และจําเลยทั้งสองตกลงกันว่า จะขอนํารถสิบล้อส่งไปตรวจพิสูจน์กับผู้เชี่ยวชาญว่าเบรกแตกจริงหรือไม่ ถ้าเบรกแตกจริงโจทก์ยอมแพ้ แต่หากไม่ชํารุดจําเลยทั้งสอง ยอมแพ้ เมื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าไม่สามารถทําได้เพราะรถสิบล้อไม่อยู่ในสภาพ งัดหรือแงะใด ๆ ได้เลย ศาลจะสั่งคดีนี้อย่างไรต่อไป จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ก. หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้น มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 วรรคหนึ่ง “ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคําคู่ความและ คําแถลงของคู่ความ แล้วนําข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคําคู่ความและคําแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถาม คู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียงและพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้น อย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้ เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

 

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วย กําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 วรรคหนึ่ง “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควร แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างหรือข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3), มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

กรณีตามอุทาหรณ์ จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่นายสุขใจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีละเมิดที่นายยินดีคนขับรถสิบล้อเป็นจําเลยที่ 1 บริษัท สิบล้อขนส่ง จํากัด เป็นจําเลยที่ 2 โดยนายยินดีได้ขับรถมาชนตนขาหัก ขณะยืนรอรถโดยสารประจําทาง ที่ป้ายรถโดยสารจําเลยที่ 1 ให้การว่าได้ขับรถชนโจทก์จริง ถือเป็นการรับชัดแจ้งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) ส่วนจําเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวไว้ในคําให้การเรื่องจําเลยที่ 1 ได้ขับรถชนโจทก์จึงถือเป็นการยอมรับตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) เช่นกัน จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่จําเลยที่ 1 ขับรถชนโจทก์จริงหรือไม่

2 การที่จําเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าขับรถชนโจทก์จริง แต่เป็นเพราะเบรกแตกจึงควบคุมรถไม่ได้ จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น ถือเป็นคําให้การปฏิเสธที่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า “รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่” จึงต้องมีการสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้

3 การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 แม้ตอนแรกจําเลยที่ 2 จะ ให้การว่าจําเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของตนแต่เป็นช่วงทดลองงาน แต่เมื่อถึงวันนัดชี้สองสถาน จําเลยที่ 2 ให้การว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของตนไม่ได้ทดลองงาน จึงถือว่าเป็นการรับโดยชัดแจ้งแล้วตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าจําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจําเลยที่ 2 หรือไม่

4 การที่จําเลยที่ 2 ให้การว่า ในวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่จําเลยที่ 1 เอารถไปใช้ส่วนตัว ไม่ได้อยู่ ในเวลางาน ถือเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งของจําเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น ประเด็น ข้อพิพาทจึงมีว่า “จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่” จึงต้องมีการสืบพยานหลักฐานเพื่อ พิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้

5 การที่จําเลยที่ 2 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว แต่ในคําให้การของจําเลยที่ 2 ไม่ได้อธิบายว่าขาดอายุความเมื่อใด อย่างไร จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้น จึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่อง ขาดอายุความ

6 การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงิน 500,000 บาทนั้น แม้จําเลยทั้ง 2 จะไม่ได้ให้การไว้เกี่ยวกับค่าเสียหายเลย ก็ต้องถือว่าจําเลยไม่ยอมรับในส่วนนี้ จึงก่อให้เกิด ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายว่า “ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่”

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่

2 จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่

3 ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่

 

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ที่ว่ารถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลัง เครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง” ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ จึงตกแก่จําเลยที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้องเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย (เบรกแตก) ซึ่งหากจําเลยพิสูจน์ไม่ได้ จําเลยก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

ประเด็นที่ 2 ที่ว่าจําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จําเลยที่ 1 ได้กระทําไปในทางการที่จ้าง แต่จําเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างย่อมมีหน้าที่ นําสืบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

ประเด็นที่ 3 ที่ว่าค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง แม้จําเลยจะไม่ได้ ให้การโต้แย้งจํานวนเงินค่าเสียหาย ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะ ต้องนําสืบถึงจํานวนค่าเสียหาย) แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหาย ให้โจทก์ได้เองตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 เรรคหนึ่ง

ข. หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

วินิจฉัย

ในคดีแพ่ง “คําท้า” ถือเป็นคํารับอย่างหนึ่ง แต่เป็นคํารับในศาลซึ่งมีลักษณะพิเศษ และการที่ คู่ความทํากันในคดี ถือได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3)

หลักเกณฑ์สําคัญของการทําคําท้า ได้แก่

1 ต้องเป็นการท้ากันในเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณา หรือเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เพราะ ถ้าเป็นการท้ากันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือการดําเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่ถือเป็นคําท้าที่ศาล จะอนุญาต

2 ต้องมีการกําหนดเงื่อนไขว่า ถ้าผลของการดําเนินกระบวนพิจารณาหรือการชี้ขาดออกมา ทางหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่งชนะ แต่ถ้าผลออกมาอีกทางหนึ่งก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะ

3 คําท้านั้นจะต้องกระทํากันต่อหน้าศาล และศาลต้องอนุญาต

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์และจําเลยทั้งสองตกลงกันในวันชี้สองสถานว่า จะขอนํารถสิบล้อ ส่งไปตรวจพิสูจน์กับผู้เชี่ยวชาญว่าเบรกแตกจริงหรือไม่ ถ้าเบรกแตกจริงโจทก์ยอมแพ้ แต่ถ้าหากไม่ชํารุด จําเลย ทั้งสองยอมแพ้นั้น ถือเป็นคําท้าตามนัยของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) แล้ว แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถทําได้ เพราะรถสิบล้อไม่อยู่ในสภาพงัดหรือแงะใด ๆ ได้เลย ถือว่าเป็นกรณีที่คําท้านั้นไม่บรรลุผล ดังนั้น ศาลจึงต้องกําหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์ต่อไป

สรุป

ก. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบ ดังนี้

1 รถชนโจทก์เพราะเบรกแตกจริงหรือไม่ จําเลยมีหน้าที่นําสืบ

2 จําเลยที่ 1 ได้ทําละเมิดไปในทางการที่จ้างจริงหรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ

3 ค่าเสียหาย 500,000 บาท จริงหรือไม่ โจทก์มีหน้าที่นําสืบ ข. ศาลต้องกําหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบหรือภาระการพิสูจน์ต่อไป

 

ข้อ 2 โจทก์ฟ้องบังคับจําเลยให้ชําระหนี้ตามสัญญากู้จํานวน 500,000 บาท คืนแก่โจทก์ จําเลยให้การว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของจําเลย ชั้นพิจารณา ทนายความโจทก์นํานายหนึ่งผู้เขียนสัญญาเข้าเบิกความต่อศาลโดยมีนายสองพยานโจทก์ ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา และนายสามพยานจําเลยนั่งฟังอยู่ด้วย เมื่อนายหนึ่งเบิกความ จบคําถามติงแล้วนึกขึ้นได้ว่าก่อนเบิกความตนมิได้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณด้วยความพลั้งเผลอ จึงได้ปฏิญาณตนต่อหน้าศาลว่าคําให้การของตนเป็นความจริง จากนั้นทนายความโจทก์นํานายสอง เข้าเบิกความจนแล้วเสร็จ และทนายความจําเลยก็นํานายสามเข้าเบิกความได้เพียงจบข้อซักถามแล้ว ศาลให้เลื่อนคดีไปให้ทนายความโจทก์ซักค้านในนัดหน้า ครั้งถึงวันนัดนายสามไม่ได้มาศาล เพราะถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ทนายความโจทก์จึงไม่ได้ซักค้านนายสามพยานจําเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสอง และนายสามรับฟังได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 112 “ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่…”

มาตรา 114 “ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง และศาลมี อํานาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้

แต่ถ้าพยานคนใดเบิกความโดยได้ฟังคําพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้ว และคู่ความอีก ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าศาลไม่ควรฟังคําเบิกความเช่นว่านี้ เพราะเป็นการผิดระเบียบ ถ้าศาลเห็นว่าคําเบิกความเช่นว่านี้ เป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยได้ฟังคําเบิกความของพยานคนก่อน หรือไม่สามารถทําให้คําวินิจฉัย ชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลจะไม่ฟังว่าคําเบิกความเช่นว่านี้เป็นผิดระเบียบก็ได้”

มาตรา 117 “คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะตั้งข้อซักถามพยานได้ในทันใดที่พยานได้สาบานตน และแสดงตนตามมาตรา 112 และ 116 แล้ว…

เมื่อคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้านพยานนั้นได้ เมื่อได้ถามค้านพยานเสร็จแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะถามติงได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ คําเบิกความของนายหนึ่ง นายสอง และนายสามรับฟังได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายหนึ่ง

การที่ทนายความโจทก์ได้นํานายหนึ่งผู้เขียนสัญญาเข้าเบิกความต่อศาล โดยมีนายสองพยานโจทก์ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาและนายสามพยานจําเลยนั่งฟังอยู่ด้วย เมื่อนายหนึ่ง เบิกความจบคําถามตึงแล้วนึกขึ้นได้ว่าก่อนเบิกความตนมิได้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณด้วยความพลั้งเผลอ จึงได้ปฏิญาณตนต่อหน้าศาลว่าคําให้การของตนเป็นความจริงนั้น ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่นายหนึ่งได้มีการ ปฏิญาณตนตามความมุ่งหมายของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 แล้ว (คําพิพากษาฎีกาที่ 217/2488) ดังนั้น คําเบิกความของนายหนึ่งจึงรับฟังได้

กรณีของนายสอง

แม้ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง จะห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่น ที่จะเบิกความในภายหลัง ซึ่งคําว่า “พยานอื่น” และ “พยานคนก่อน” ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 หมายถึง พยานฝ่ายของตน แต่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง ก็มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า หากมีการเบิกความต่อหน้า พยานฝ่ายของตนแล้วจะทําให้คําเบิกความนั้นรับฟังไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องแถลงให้ ศาลทราบ เพื่อให้ศาลสั่งให้พยานฝ่ายตนที่จะเบิกความในภายหลังออกไปจากห้องพิจารณาก่อน ดังนั้น แม้ว่า คําเบิกความของนายสองเป็นการผิดระเบียบ เพราะนายสองได้เบิกความโดยได้ฟังคําพยานคนก่อนคือนายหนึ่ง มาแล้วก็ตาม แต่กฎหมายก็มิได้บัญญัติห้ามรับฟังโดยเด็ดขาด หรือห้ามมิให้รับฟังเสียทีเดียว เมื่อศาลเห็นว่า คําเบิกความของนายสองเป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยได้ฟังคําเบิกความของนายหนึ่งพยานคนก่อน มาแล้ว หรือไม่สามารถทําให้คําวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลจะไม่ฟังว่าคําเบิกความของนายสอง ผิดระเบียบก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง ดังนั้น คําเบิกความของนายสองจึงรับฟังได้หากเข้าข้อยกเว้น ดังกล่าว

กรณีของนายสาม ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 117 วรรคสอง มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า หากยังไม่ได้ ถามค้านหรือซักค้านพยานคนใดแล้ว ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานปากนั้น ดังนั้น การที่ทนายความจําเลยได้นํานายสาม เข้าเบิกความได้เพียงจบข้อซักถามแล้วศาลให้เลื่อนคดีไปให้ทนายความโจทก์ซักค้านในนัดหน้า และเมื่อถึงวันนัด นายสามไม่ได้มาศาลเพราะถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ทําให้ทนายโจทก์ไม่ได้ซักค้านนายสามพยานจําเลย ศาลก็มี อํานาจรับฟังคําเบิกความของนายสาม ส่วนจะรับฟังให้เชื่อได้มากน้อยเพียงใดเป็นดุลพินิจในการชั่งน้ําหนักคํา พยานบุคคลของศาล (คําพิพากษาฎีกาที่ 6333/2539) ดังนั้น คําเบิกความของนายสามพยานจําเลยจึงรับฟังได้

สรุป

คําเบิกความของนายหนึ่งและนายสามรับฟังได้ ส่วนคําเบิกความของนายสองย่อมรับฟังได้ ถ้าหากเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้สองฉบับ ๆ ละ 100,000 บาท จําเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญาปลอมโดยมีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธชัดเจน ในกรณีดังต่อไปนี้ถ้าต้นฉบับ อยู่ที่โจทก์

(ก) โจทก์ไม่ได้ส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลย แต่ถึงวันสืบพยานโจทก์นําต้นฉบับมาสืบฟังได้ว่าจําเลยกู้จริง หรือ

(ข) ถ้ากรณีตามข้อ (ก) ในระหว่างพิจารณา จําเลยรับว่ากู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท ตามสัญญาฉบับแรกจริง แต่ยังปฏิเสธสัญญาฉบับที่สองอยู่ หรือ

(ค) โจทก์ส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลยโดยชอบแล้ว แต่เวลาสืบพยานโจทก์นําแต่พยานบุคคลมาสืบ เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาทั้งสามกรณีอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานใน สํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

มาตรา 87 “ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่

(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจํานงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา 88 และมาตรา 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐาน อันสําคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสําคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอํานาจรับฟังพยาน หลักฐานเช่นว่านั้นได้”

มาตรา 90 วรรคหนึ่ง “ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้าง หรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสําเนาเอกสารนั้น ก่อนวัน สืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์

ศาลจะพิพากษาทั้งสามกรณีอย่างไร แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับ ๆ ละ 100,000 บาท จําเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ ที่โจทก์นํามาฟ้องเป็นสัญญาปลอมโดยมีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธชัดเจน เมื่อต้นฉบับอยู่ที่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ ส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลย แต่ถึงวันสืบพยานโจทก์นําต้นฉบับมาสืบและฟังได้ว่าจําเลยกู้จริงนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ ส่งสําเนากู้ให้จําเลย ถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง ที่กําหนดให้โจทก์ต้องยื่นต่อศาล และส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งสําเนาเอกสารนั้น ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ดังนั้น กรณีนี้แม้โจทก์จะ นําต้นฉบับมาสืบ แต่เมื่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 87 ได้บัญญัติมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ศาลจึงต้องพิพากษา ยกฟ้องโจทก์

(ข) การที่จําเลยยอมรับในระหว่างพิจารณาว่า จําเลยกู้เงินโจทก์ 100,000 บาทจริงสําหรับสัญญากู้ ฉบับแรกนั้น ย่อมถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3) จึงไม่ต้องสืบพยาน ดังนั้น ศาลต้อง พิพากษาให้จําเลยชําระเงินตามสัญญากู้ฉบับแรก ส่วนสัญญากู้ฉบับที่ 2 ศาลต้องพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุผลใน ข้อ (ก)

(ค) การที่โจทก์ได้ส่งสําเนากู้ให้จําเลยโดยชอบแล้ว แต่เวลาสืบพยานโจทก์นําแต่พยานบุคคลมาสืบนั้น เมื่อการฟ้องบังคับเรียกเงินตามสัญญากู้เกินกว่าสองพันบาท กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จะนําพยานบุคคลมาขอสืบแทนพยานเอกสารไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ก) ดังนั้น กรณีนี้ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง 2 ฉบับ

สรุป

(ก) ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

(ข) ศาลต้องพิพากษาให้จําเลยชําระเงินตามสัญญากู้ฉบับแรก และพิพากษายกฟ้องสัญญากู้ฉบับหลัง

(ค) ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง 2 ฉบับ

 

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา

ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องจําเลยว่าโจทก์และจําเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง เลขที่ 1234 จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ต้องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินกับจําเลยแต่จําเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลพิพากษา ให้มีการแบ่งแยกโฉนด จําเลยยื่นคําให้การว่าเดิมที่ดินเป็นมรดกของบิดาโจทก์และจําเลย เมื่อบิดา เสียชีวิตจึงตกเป็นมรดกของโจทก์และจําเลย ต่อมาโจทก์ได้มาขอเงินกับจําเลย จําเลยจึงให้เงินโจทก์ไป โดยจําเลยขอให้โจทก์ยกที่ดินแปลงนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยแต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีสิทธิ มาขอแบ่งที่ดินแก่จําเลย ให้วินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้คืออะไร ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

(2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่ง ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 “ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น ไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และ กําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

การที่โจทก์ฟ้องจําเลยว่าโจทก์และจําเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง เลขที่ 1234 จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ต้องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินกับจําเลยแต่จําเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลพิพากษา ให้มีการแบ่งแยกโฉนด และจําเลยยื่นคําให้การว่าเดิมที่ดินเป็นมรดกของบิดาโจทก์และจําเลย เมื่อบิดาเสียชีวิต จึงตกเป็นมรดกของโจทก์และจําเลย ต่อมาโจทก์ได้มาขอเงินกับจําเลย จําเลยจึงให้เงินโจทก์ไปโดยจําเลยขอให้ โจทก์ยกที่ดินแปลงนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยแต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาขอแบ่งที่ดินแปลงนี้

จากคําฟ้องและคําให้การของจําเลย โดยโจทก์ฟ้องขอให้จําเลยแบ่งแยกที่ดินเนื่องจากที่ดิน เป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่จําเลยต่อสู้ในคําให้การว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยแต่เพียงผู้เดียว เมื่อจําเลยปฏิเสธ โดยชัดแจ้งในประเด็นนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างแต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับ คําคู่ความ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีประเด็นว่า “ที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจําเลยหรือไม่” ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 มาตรา 177 และมาตรา 183

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่คู่ความพิพาทกันว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจําเลย หรือไม่ เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์จําพวกที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และ ในกรณีนี้บุคคลที่มีชื่ออยู่ในโฉนดที่ดินพิพาทคือโจทก์และจําเลยจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าที่ดินแปลงนี้โจทก์ และจําเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้น เมื่อจําเลยอ้างว่าที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย จําเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจําเลยหรือไม่ และจําเลยมีภาระการพิสูจน์ตามที่กล่าวอ้าง

 

ข้อ 2 พนักงานสอบสวนจับนายดําได้จึงสอบสวนนายดําในการกระทําความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง และสอบสวนเพิ่มเติมว่า นายดําไปซื้อมาจากที่ใด แต่นายดําไม่ยอมพูด พนักงานสอบสวนจึงได้กล่าวแก่นายดําว่าหากนายดํายอมบอกจะกันตัวไว้เป็นพยานไม่ฟ้องคดีนายดํา นายดําจึงบอกว่าซื้อมาจากนายแดง จึงได้มีการดําเนินการจับนายแดง พร้อมยาบ้า 1 หมื่นเม็ด และยื่นฟ้องนายแดงเป็นจําเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ในชั้นศาล พนักงานอัยการโจทก์ได้อ้างนายดําผู้ที่ถูกกันตัวเป็นพยานมาเป็นพยานบุคคลในคดี และอ้างยาบ้า จํานวน 1 หมื่นเม็ดเป็นพยานวัตถุในคดี – ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลจะสามารถรับฟังคําเบิกความของนายดํา และยาบ้า 1 หมื่นเม็ด เป็นพยาน ในคดีนี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226 “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิด หรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่า ด้วยการสืบพยาน”

มาตรา 226/1 “ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทําโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น หรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ ต่อการอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวง แห่งคดี…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 การที่พนักงานสอบสวนจับนายดําได้จึงสอบสวนนายดําในการกระทําความผิดฐานมี เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง และสอบสวนเพิ่มเติมว่านายดําไปซื้อมาจากที่ใด แต่นายดําไม่ยอมพูด พนักงานสอบสวนจึงได้กล่าวแก่นายดําว่าหากนายดํายอมบอกจะกันตัวไว้เป็นพยานไม่ฟ้องคดีนายดํา นายดําจึง บอกว่าซื้อมาจากนายแดง จึงได้มีการดําเนินการจับนายแดงพร้อมยาบ้า 1 หมื่นเม็ดนั้น จะเห็นได้ว่าคําพูดของ นายดําดังกล่าวได้เกิดขึ้นจากการจูงใจและการให้คํามั่นสัญญาจากพนักงานสอบสวนว่าจะกันตัวไว้เป็นพยาน และไม่ฟ้องคดีนายดํา จึงถือว่านายดําเป็นพยานบุคคลชนิดที่เกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา พนักงานอัยการโจทก์ จึงไม่สามารถอ้างนายดําผู้ที่ถูกกันตัวเป็นพยานมาเป็นพยานในคดีนี้ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226 เพราะถือว่าเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ดังนั้น ศาลจึงไม่สามารถรับฟังคําเบิกความของนายดําได้

2 เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า 1 หมื่นเม็ดที่พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมตรวจค้นจนได้มานั้น ถือว่าเป็นพยานวัตถุและเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการที่ตํารวจได้จับกุมนายแดง และยึดเมทแอมเฟตามีนได้นั้นเกิดขึ้นจากการที่พนักงานสอบสวนอาศัยข้อมูลจากการที่นายดําพูด ซึ่งคําพูดของ นายดําเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือได้ว่าเมทแอมเฟตามีนที่พนักงานอัยการโจทก์ ได้นํามาเป็นพยานต่อศาลนั้น แม้จะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจาก การกระทําหรือวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ดังนั้น จึงห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว เว้นแต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้ถ้าศาลเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ แก่การอํานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 226/1

สรุป

ศาลไม่สามารถรับฟังคําเบิกความของนายดําได้ เพราะเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ

ศาลไม่สามารถรับฟังยาบ้า 1 หมื่นเม็ดเป็นพยานในคดีได้ เพราะเป็นพยานวัตถุที่ได้มา โดยวิธีการที่ไม่ชอบ เว้นแต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้ถ้าศาลเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่การอํานวยความยุติธรรม มากกว่าผลเสีย

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 1,000,000 บาท แล้วผิดนัดชําระหนี้ขอให้จําเลยคืนเงินดังกล่าว จําเลยยื่นคําให้การว่าสัญญากู้นั้น จริง ๆ แล้วมีการกู้ยืมเงินกันเพียง 100,000 บาท และได้มีการทํา สัญญาไว้ตอนต้น 100,000 บาท แต่โจทก์ได้เขียนตัวเลขเพิ่มเข้าไปโดยเติมเลข 0 เพิ่มลงในสัญญา อีกทั้งหนี้เงิน 100,000 บาทนั้น จําเลยชําระเงินคืนแล้วโดยมีสําเนาใบเสร็จรับเงินมายืนยัน โจทก์ ได้โต้แย้งว่าใบเสร็จดังกล่าวเป็นแต่เพียงสําเนารับฟังไม่ได้

3.1 ให้ท่านวินิจฉัยว่า หากจําเลยอ้างนายเอก (พยานบุคคล) มาสืบว่าเห็นโจทก์เติมตัวเลขลงในเอกสารสัญญากู้ ศาลจะสามารถรับฟังได้หรือไม่

3.2 สําเนาใบเสร็จรับเงิน ศาลสามารถรับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 93 “การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

(4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตน มิได้คัดค้านการนําเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสําเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอํานาจศาลตามมาตรา 12.5 วรรคสาม”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมีให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ใน เอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

มาตรา 125 วรรคหนึ่ง “คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐาน ยันตน อาจคัดค้านการนําเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 1,000,000 บาท แล้วผิดนัด ชําระหนี้ขอให้จําเลยคืนเงินดังกลาว จําเลยยื่นคําให้การว่าสัญญากู้นั้นจริง ๆ แล้วมีการกู้ยืมเงินกันเพียง 100,000 บาท และได้มีการทําสัญญาไว้ตอนต้น 100,000 บาท แต่โจทก์ได้เขียนตัวเลขเพิ่มเข้าไปโดยเติมเลข 0 เพิ่มลงในสัญญา อีกทั้งหนี้เงิน 100,000 บาทนั้น จําเลยชําระเงินคืนแล้วโดยมีสําเนาใบเสร็จรับเงินมายืนยัน แต่โจทก์ได้โต้แย้งว่า ใบเสร็จดังกล่าวเป็นแต่เพียงสําเนารับฟังไม่ได้นั้น

3.1 หากจําเลยอ้างนายเอก (พยานบุคคล) มาสืบว่าเห็นโจทก์เติมตัวเลขลงในเอกสารสัญญากู้ ศาลจะรับฟังได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า แม้สัญญากู้ยืมเงินนั้นกฎหมายจะบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดง แต่การที่ จําเลยขอนําพยานบุคคลเข้ามาสืบว่ามีการเติมตัวเลขลงในเอกสารนั้นเป็นการนําพยานบุคคลเข้ามาสืบว่าเอกสาร ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จําเลยจึงสามารถนํา นายเอกพยานบุคคลเข้ามาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสารที่โจทก์นํามาแสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมได้ และ ศาลสามารถรับฟังพยานบุคคลดังกล่าวได้

3.2 สําเนาใบเสร็จรับเงิน ศาลสามารถรับฟังได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า การที่จําเลยนําสําเนา ใบเสร็จรับเงินมายืนยันว่าได้ชําระเงินคืนให้แก่โจทก์แล้วนั้น สําเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวถือเป็นสําเนาเอกสาร ซึ่งโดยหลักตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 ห้ามมิให้ศาลรับฟังเพราะไม่ใช่ต้นฉบับเอกสาร เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (4) คือกรณีที่ไม่มีการคัดค้านตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 ซึ่งทําให้ศาลสามารถรับฟังได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จําเลยได้นําสําเนาใบเสร็จรับเงินมายืนยัน และโจทก์ได้โต้แย้งว่า ใบเสร็จดังกล่าวเป็นแต่เพียงสําเนารับฟังไม่ได้นั้น ย่อมถือว่าไม่มีการคัดค้าน เพราะตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดไว้วา การคัดค้านนั้นจะต้องคัดค้านด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับนั้นปลอม ทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสําเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ซึ่งในกรณีนี้แม้โจทก์จะคัดค้าน แต่การคัดค้านของโจทก์ ไม่ได้เป็นการคัดค้านด้วยเหตุผลตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด และเมื่อถือว่าไม่มีการคัดค้าน ดังนั้น ศาลจึงสามารถรับฟังสําเนาใบเสร็จรับเงินกรณีนี้ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 93 (4)

สรุป

3.1 หากจําเลยอ้างนายเอกพยานบุคคลมาสืบว่าเห็นโจทก์เติมตัวเลขลงในเอกสารสัญญากู้ ศาลสามารถรับฟังได้

3.2 ศาลสามารถรับฟังสําเนาใบเสร็จรับเงินได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 โจทก์ฟ้องจําเลยเรียกให้ชําระเงินกู้ยืมจํานวน 2,000,000 บาท ที่ยังคงติดค้างชําระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี ตามสัญญากู้ยืมเงินแนบท้ายคําฟ้อง จําเลยให้การในคําให้การว่า โจทก์จะมีอํานาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จําเลยไม่รับรอง และขาดอายุความไปแล้ว และความจริงไม่เคยกู้ยืม แต่ตนให้โจทก์นําเงินมาลงทุนซื้อที่ดินร่วมกันเพื่อเก็งกําไรเท่านั้น โจทก์กังวลกลัวจําเลยจะไม่ปันผล กําไร เลยให้จําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินแทนเอาไว้ จําเลยจึงลงลายมือชื่อในสัญญากู้เพื่อให้โจทก์เชื่อใจ คดีนี้ มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรและฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 วรรคหนึ่ง “ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคําคู่ความและ คําแถลงของคู่ความ แล้วนําข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคําคู่ความและคําแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถาม คู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียงและพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้น อย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่ง ยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้ เป็นประเด็นข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

วินิจฉัย

“วันชี้สองสถาน” คือวันที่ศาลกําหนดให้คู่ความมาศาลเพื่อพิจารณาคําคู่ความและคําแถลง ของคู่ความ แล้วนําข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคําคู่ความและคําแถลงของคู่ความเทียบกันดู เพื่อกําหนดประเด็น ข้อพิพาท และกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใด (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3), มาตรา 177 วรรคสอง และ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

 

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

การที่โจทก์ฟ้องจําเลยเรียกให้ชําระเงินกู้ยืมจํานวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี ตามสัญญากู้ยืมเงินแนบท้ายคําฟ้อง จําเลยให้การในคําให้การว่า โจทก์จะมีอํานาจ ฟ้องคดีนี้หรือไม่ จําเลยไม่รับรอง และขาดอายุความไปแล้ว และความจริงไม่เคยกู้ยืม แต่ตนให้โจทก์นําเงินมา ลงทุนซื้อที่ดินร่วมกันเพื่อเก็งกําไรเท่านั้น โจทก์กังวลกลัวจําเลยจะไม่ปันผลกําไร เลยให้จําเลยทําสัญญากู้ยืมเงิน แทนเอาไว้ จําเลยจึงลงลายมือชื่อในสัญญากู้เพื่อให้โจทก์เชื่อใจนั้น จากคําฟ้องและคําให้การของจําเลยดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า “จําเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จริงหรือไม่”

ส่วนกรณีที่จําเลยให้การโต้แย้งโจทก์ว่า โจทก์จะมีอํานาจฟ้องหรือไม่ ไม่รับรอง และฟ้องโจทก์ ขาดอายุความไปแล้วนั้น เป็นเพียงคําให้การปฏิเสธโดยไม่ได้แสดงเหตุผลของการปฏิเสธ จึงเป็นคําให้การที่ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดี

ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อโจทก์ได้ฟ้องว่าจําเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่จําเลยให้การปฏิเสธ ในกรณีของการกู้ยืมเงินโดยมีเหตุผลของการปฏิเสธครบถ้วน โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จําเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จริงหรือไม่ และโจทก์มีภาระ การพิสูจน์

 

ข้อ 2 ก) ในวันนัดสืบพยานโจทก์ พนักงานอัยการโจทก์ได้ขอหมายเรียกเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ พยานรับหมายเรียกแล้วแต่ไม่มาเบิกความต่อศาลโดยไม่ปรากฏว่า เป็นเพราะเหตุใด พนักงานอัยการจึงอ้างส่งแถบบันทึกภาพการสอบสวนเด็ก (วีซีดี) ในชั้นสอบสวน เป็นพยานต่อศาลแทนการสืบพยานเด็กในชั้นพิจารณา ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังภาพและเสียงคําให้การของเด็กในชั้นสอบสวนเสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของเด็กในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่

ข) ในระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งที่มีผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นคู่ความ ผู้คัดค้านได้ยื่นคําร้องขอให้ตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้ร้องเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องคัดค้าน และไม่ยินยอมให้ตรวจ ศาลเห็นว่าเมื่อผู้ร้องไม่สมัครใจให้ตรวจจึงให้ยกคําร้องของผู้คัดค้าน ให้วินิจฉัยว่า กรณีเข้าข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างหรือไม่

ธงคําตอบ

ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 172 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคท้าย “เว้นแต่ในกรณีที่จําเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้ศาลจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสําหรับเด็ก

ในกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจําเป็นอย่างยิ่ง ให้ศาลรับฟัง สื่อภาพและเสียงคําให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนตามมาตรา 133 ทวิ หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา 171 วรรคสอง เสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล และให้ศาลรับฟังประกอบพยานอื่น ในการพิจารณาพิพากษาคดีได้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 172 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคท้ายนั้น ในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน สิบแปดปี ถ้าไม่ได้ตัวพยานเด็กดังกล่าวมาเบิกความเพราะมีเหตุจําเป็นอย่างยิ่ง ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียง คําให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนเสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาลได้ แต่ ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่ไม่ได้ตัวเด็กมาเบิกความต่อศาลนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงถือไม่ได้ว่า เป็นกรณีที่มีเหตุจําเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานเด็กมาเบิกความต่อศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าว ดังนั้น ศาลจะรับฟังภาพและเสียงคําให้การของเด็กในชั้นสอบสวนเสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของเด็ก ในชั้นพิจารณาของศาลไม่ได้ (ตามนัยคําพิพากษาฎีกาที่ 4112/2552 และ 9065/2556)

ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 128/1 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ “ในกรณีที่จําเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดที่เป็นประเด็นสําคัญแห่งคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลมีอํานาจสั่งให้ทําการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใด ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้

ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือไม่ให้ความยินยอมหรือกระทําการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมต่อการตรวจ เก็บตัวอย่างส่วนประกอบของร่างกายตามวรรคสาม ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่ผู้คัดค้านได้ยื่นคําร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของ ผู้ร้องเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ แต่ผู้ร้องคัดค้านและไม่ยินยอมให้ตรวจ และเมื่อศาลเห็นว่า ผู้ร้องไม่สมัครใจให้ตรวจจึงให้ยกคําร้องของผู้คัดค้านนั้น คําสั่งของศาลดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ตรวจ พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตามคําร้องของผู้คัดค้านซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลจึงไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจ สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 128/1 วรรคหนึ่ง แล้วผู้ร้องไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือ ต่อการตรวจพิสูจน์อันจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 128/1 วรรคสี่ ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์จึงยังไม่เข้าข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้าน กล่าวอ้าง (ตามนัยคําพิพากษาฎีกาที่ 13689/2555)

สรุป

ก) ศาลจะรับฟังภาพและเสียงคําให้การของเด็กในชั้นสอบสวนเสมือนหนึ่งเป็นคําเบิกความของเด็กในชั้นพิจารณาของศาลไม่ได้

ข) กรณีตามอุทาหรณ์ยังไม่เข้าข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง

 

 

ข้อ 3 โจทก์ฟ้องให้จําเลยรับผิดตามสัญญากู้และดอกเบี้ยจํานวน 100,000 บาท จําเลยให้การปฏิเสธว่าสัญญากู้เป็นสัญญาปลอมโดยมีเหตุแห่งการปฏิเสธชัดเจน ให้วินิจฉัยว่า

ก) หากโจทก์ส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลยก่อนวันสืบพยาน 7 วัน แต่สําเนาไปถึงจําเลยก่อนวันสืบพยาน 5 วัน การส่งสําเนาดังกล่าวชอบหรือไม่

ข) โจทก์จะนําพยานบุคคลที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ที่น่าเชื่อถือมาสืบแทนการนําต้นฉบับเอกสารมาสืบได้หรือไม่

ค) จําเลยนําพยานบุคคลเข้าสืบว่า สัญญากู้เป็นสัญญาปลอมได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 87 “ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่

(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจํานงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และมาตรา 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบ พยานหลักฐานอันสําคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสําคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอํานาจ รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้”

มาตรา 90 วรรคหนึ่ง “ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้าง หรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสําเนาเอกสารนั้น ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสาร ที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

ก) หากโจทก์ส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลยก่อนวันสืบพยาน 7 วัน แต่สําเนาไปถึงจําเลย ก่อนวันสืบพยาน 5 วัน การส่งสําเนาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่งที่กําหนดให้คู่ความที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยาน จะต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาลและส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันนั้น เพราะกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาส ตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้อง ไม่เสียเปรียบแก่กัน ดังนั้นคําว่า “ให้ส่งสําเนาเอกสาร ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน” จึงมีความหมายว่า ส่งสําเนาให้ถึงคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยาน มิใช่ถือเอาวันที่ส่งสําเนาเป็นสําคัญ เพราะถ้าถือเอาวันที่ส่งสําเนาเป็นสําคัญแล้ว ย่อมเปิดช่องให้มีโอกาส เอาเปรียบแก่กันได้ ซึ่งจะขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย (คําพิพากษาฎีกาที่ 488/2536) เว้นแต่เมื่อศาลเห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่สําคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสําคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และ ไม่ทําให้จําเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลย่อมมีอํานาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 87 (2) ดังนั้น การที่โจทก์ส่งสําเนาสัญญากู้ไปถึงจําเลยก่อนวันสืบพยาน 5 วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข) โจทก์จะนําพยานบุคคลที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ที่น่าเชื่อถือมาสืบแทนการนํา ต้นฉบับเอกสารมาสืบได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า เมื่อการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะ สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ซึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ก) ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่จะนํามาสืบแทนพยานเอกสาร ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถนํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารได้

ค) จําเลยจะนําพยานบุคคลเข้าสืบว่า สัญญากู้เป็นสัญญาปลอมได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า แม้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง จะห้ามมิให้นําพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง ได้บัญญัติมิให้ใช้บังคับในการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนําพยานบุคคลมาสืบ ประกอบข้ออ้างว่าพยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน ดังนั้น จําเลยจึงมีสิทธินําพยานบุคคลมาสืบว่า สัญญากู้เป็นสัญญาปลอมได้

สรุป

ก) การส่งสําเนาสัญญากู้ให้จําเลยของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข) โจทก์จะนําพยานบุคคลมาสืบแทนต้นฉบับเอกสารไม่ได้

ค) จําเลยจะนําพยานบุคคลมาสืบว่าสัญญากู้เป็นสัญญาปลอมได้

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ก. คําท้าในคดีแพ่งหมายถึงอะไร จงอธิบาย

ข. นางใจเริงขับรถชนนางพิมาลาขณะเดินข้ามถนนตรงทางม้าลายเสียชีวิต มารดานางพิมาลาจึง เป็นโจทก์ฟ้องให้นางใจเริงจําเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิด นางใจเริงจําเลยต่อสู้ ในคําให้การว่า มารดานางพิมาลาจะเป็นโจทก์ที่มีอํานาจฟ้องแทนนางพิมาลาหรือไม่ จําเลย ไม่ทราบไม่รับรอง คดีนี้ขาดอายุความแล้ว และการที่นางใจเริงขับรถชนนางพิมาลานั้นเป็นเพราะ นางพิมาลาเดินข้ามถนนขณะที่สัญญาณไฟจราจรคนข้ามสีแดง นางใจเริงจําเลยไม่ต้องรับผิดชอบ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร และใครมีภาระการพิสูจน์

ธงคําตอบ

ก. “คําท้า” ในคดีแพ่ง หมายถึง การที่คู่ความฝ่ายหนึ่งแถลงว่าจะรับกันในข้อเท็จจริงอย่างใด อย่างหนึ่ง ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมดําเนินกระบวนพิจารณาเพียงเท่าที่ท้านั้นได้ แต่ถ้าฝ่ายหลังทําไม่ได้ ฝ่ายหลังก็ จะยอมรับในข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายแรกกล่าวอ้าง

หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า คําท้าหรือการท้ากันในศาล คือ การยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการดําเนินกระบวนพิจารณา

หลักเกณฑ์สําคัญของการทําคําท้า ได้แก่

1 ต้องเป็นการท้ากันในเรื่องการดําเนินกระบวนพิจารณา หรือเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เพราะถ้าเป็นการท้ากันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีหรือการดําเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่ถือเป็นคําท้า ที่ศาลจะอนุญาต

2 ต้องมีการกําหนดเงื่อนไขว่า ถ้าผลของการดําเนินกระบวนพิจารณาหรือการชี้ขาดออกมา ทางหนึ่งให้ฝ่ายหนึ่งชนะ แต่ถ้าผลออกมาอีกทางหนึ่งก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะ

3 คําท้านั้นจะต้องกระทํากันต่อหน้าศาล และศาลต้องอนุญาต หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 “การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล”

มาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคู่ความของตนให้คู่ความ ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏ จากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”

มาตรา 177 วรรคสอง “ให้จําเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคําให้การว่า จําเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”

มาตรา 183 ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น ไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และ กําหนดให้คู่ความฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 437 วรรคหนึ่ง “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อัน เดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา 438 วรรคหนึ่ง “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัย ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

ประเด็นที่ 1 คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร

คําว่า “ประเด็นข้อพิพาท” หมายถึง ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคําคู่ความ และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความ อีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 (3), มาตรา 177 วรรคสอง และ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง)

กรณีตามอุทาหรณ์ จากคําฟ้องของโจทก์และคําให้การของจําเลยดังกล่าว แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่มารดาของนางพิมาลาเป็นโจทก์ฟ้องนางใจเริงเป็นจําเลยโดยอ้างว่าจําเลยขับรถ ชนนางพิมาลาขณะเดินข้ามถนนตรงทางม้าลายเสียชีวิตนั้น เมื่อจําเลยให้การว่ามารดาของนางพิมาลาจะเป็นโจทก์ ที่มีอํานาจฟ้องแทนนางพิมาลาหรือไม่ จําเลยไม่ทราบไม่รับรอง คําให้การเช่นนี้ถือว่าเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่า จําเลยไม่ทราบไม่รับรองในเรื่องอํานาจฟ้องของโจทก์อย่างไร จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่ามารดาของนางพิมาลามีอํานาจฟ้องในคดีนี้ จึงไม่ก่อให้เกิด ประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอํานาจฟ้อง

2 การที่จําเลยให้การว่าคดีนี้ขาดอายุความแล้ว แต่ในคําให้การของจําเลยไม่ได้อธิบายว่า ขาดอายุความเมื่อใด อย่างไร จึงเป็นคําให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้นจึงถือว่าจําเลยได้ยอมรับว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องขาดอายุความ

3 การที่จําเลยให้การว่า เหตุที่จําเลยขับรถชนนางพิมาลานั้นเป็นเพราะนางพิมาลาเดิน ข้ามถนนในขณะที่สัญญาณไฟจราจรคนข้ามเป็นสีแดง จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบนั้น ถือเป็นคําให้การปฏิเสธที่มี เหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า “นางพิมาลาเดินข้ามถนนในขณะที่สัญญาณ ไฟจราจรคนข้ามเป็นสีแดงจริงหรือไม่” เพื่อสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้

4 การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดนั้น แม้จําเลยจะไม่ได้ ให้การไว้เกี่ยวกับค่าเสียหายเลย ก็ต้องถือว่าจําเลยไม่ยอมรับในส่วนนี้ จึงก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ ค่าเสียหายว่า “คดีนี้มีค่าเสียหายเพียงใด”

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

1 นางพิมาลาเดินข้ามถนนในขณะที่สัญญาณไฟจราจรคนข้ามเป็นสีแดงจริงหรือไม่

2 คดีนี้มีค่าเสียหายเพียงใด ประเด็นที่ 2 ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบตกแก่คู่ความฝ่ายใด

สําหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นําสืบนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ ไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ผู้นั้นมีหน้าที่นําสืบ ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นข้อพิพาทได้ดังนี้

ประเด็นแรก ที่ว่านางพิมาลาเดินข้ามถนนขณะที่สัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดงจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 ที่ว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแล ยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกําลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหาย นั้นเอง” ดังนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จําเลยที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้อง เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง ซึ่งหากจําเลยพิสูจน์ไม่ได้ จําเลยก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่โจทก์

ประเด็นที่สอง ที่ว่ามีค่าเสียหายเพียงใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง แม้จําเลยจะไม่ได้ให้การโต้แย้ง จํานวนเงินค่าเสียหาย ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์ (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะต้องนําสืบถึง จํานวนค่าเสียหาย) แต่หากโจทก์ไม่นําสืบหรือนําสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลก็มีอํานาจกําหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เอง ตามสมควร โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

สรุป

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบ ดังนี้

1 นางพิมาลาเดินข้ามถนนในขณะที่สัญญาณไฟจราจรคนข้ามเป็นสีแดงจริงหรือไม่ภาระการพิสูจน์ตกแก่จําเลย

2 คดีนี้มีค่าเสียหายเพียงใด ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์

 

 

ข้อ 2 นายหนึ่ง อายุ 16 ปี นายสอง อายุ 17 ปี ได้ร่วมกันข่มขืนกระทําชําเราผู้เสียหาย อายุ 15 ปี ต่อมานายหนึ่งและนายสองถูกจับมาดําเนินคดีในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทําการสอบสวน ดังนี้

ก ในการสอบปากคําผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีนักจิตวิทยา พนักงานอัยการ และมารดาผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมในการถามปากคํา ผู้เสียหายได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวน ว่าไม่ต้องการให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นชายหนุ่มเข้าร่วมในการถามปากคําด้วย แต่พนักงานสอบสวนยังคงดําเนินการสอบถามปากคําผู้เสียหายจนแล้วเสร็จโดยมีบุคคลดังกล่าวอยู่ด้วย

ข ในการสอบสวนนายหนึ่งผู้ต้องหา นายหนึ่งร้องขอต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการให้บิดาของนายหนึ่งเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีนักจิตวิทยา พนักงานอัยการและทนายความของนายหนึ่งเข้าร่วมฟังการสอบสวนอยู่แล้วจึงสอบสวนนายหนึ่งจนแล้วเสร็จโดยไม่ได้จัดให้บิดาของนายหนึ่งเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย

ค ในการสอบสวนนายสองผู้ต้องหา หลังจากแจ้งข้อหาให้นายสองทราบแล้ว ก่อนเริ่มถามคําให้การพนักงานสอบสวนถามนายสองว่ามีทนายความหรือไม่ นายสองตอบว่าไม่มีและไม่ต้องการ ทนายความ พนักงานสอบสวนจึงทําการสอบสวนนายสองจนแล้วเสร็จ โดยมีบุคคลตามที่กฎหมาย กําหนดไว้เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย แต่ไม่ได้จัดหาทนายความให้แก่นายสองแต่อย่างใด

ให้วินิจฉัยว่า การถามปากคําผู้เสียหายและการสอบสวนผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม “ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต และร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ความผิดฐานกรรโชก ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยสถานบริการหรือคดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจําคุกซึ่งผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ร้องขอ การถามปากคําผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทําเป็น ส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสําหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและ พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคําเด็กนั้น และในกรณีที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่า การถามปากคําเด็กคนใดหรือคําถามใด อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวน ถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคําถามของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคําถามของพนักงานสอบสวนและห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร

นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์หรือพนักงานอัยการที่เข้าร่วมในการถามปากคําอาจถูก ผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กตั้งรังเกียจได้ หากมีกรณีดังกล่าวให้เปลี่ยนตัวผู้นั้น”

มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน สิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคําให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามี ทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้”

มาตรา 134/2 “ให้นําบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวน ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก. ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ได้วางหลักไว้ว่า ในการสอบถาม ปากคําผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศนั้น นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงานอัยการที่เข้าร่วมในการสอบถามปากคําอาจถูกผู้เสียหายตั้งรังเกียจได้ ซึ่งถ้ามีกรณีดังกล่าวให้ พนักงานสอบสวนเปลี่ยนตัวผู้ที่เด็กตั้งข้อรังเกียจนั้น

ตามอุทาหรณ์ ในการสอบปากคําผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุ 15 ปียังไม่เกิน 18 ปี ในคดีความผิด ฐานข่มขืนกระทําชําเราซึ่งเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับเพศนั้น การที่พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีนักจิตวิทยา พนักงาน อัยการ และมารดาของผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมในการสอบถามปากคํา และผู้เสียหายได้ตั้งข้อสังเกียจ พนักงานอัยการโดยได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ต้องการให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นชายหนุ่มเข้าร่วมในการ ถามปากคําด้วย ดังนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม เมื่อพนักงานสอบสวนยังคงดําเนินการสอบถามปากคําผู้เสียหายจนแล้วเสร็จโดยไม่มี การเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการคนดังกล่าว การถามปากคําผู้เสียหายของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข. ในการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในความผิดเกี่ยวกับเพศนั้น จะต้องมี นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการสอบสวนนั้น (ป.วิ.อาญา มาตรา 133 ทวี ประกอบมาตรา 134/2)

ตามอุทาหรณ์ ในการสอบสวนนายหนึ่งผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปีซึ่งไม่เกิน 18 ปี ในคดี ความผิดฐานข่มขืนกระทําชําเรานั้น เมื่อนายหนึ่งได้ร้องขอต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการให้บิดาของนายหนึ่ง เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ดังนี้ พนักงานสอบสวนต้องดําเนินการให้ตามที่นายหนึ่งร้องขอ การที่พนักงานสอบสวน เห็นว่ามีนักจิตวิทยา พนักงานอัยการ และทนายความของนายหนึ่งเข้าร่วมฟังการสอบสวนอยู่แล้วจึงสอบสวน นายหนึ่งจนแล้วเสร็จ โดยไม่ดําเนินการจัดให้บิดาของนายหนึ่งเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยนั้น การสอบสวนผู้ต้องหา ของพนักงานสอบสวนในกรณีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 133 ทวิ ประกอบมาตรา 134/2

ค. ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักไว้ว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคําให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้

ตามอุทาหรณ์ในการสอบสวนนายสองผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุ 17 ปีซึ่งไม่เกิน 18 ปีนั้น หลังจากได้แจ้งข้อหาให้นายสองทราบแล้ว ก่อนเริ่มถามคําให้การพนักงานสอบสวนได้ถามนายสองว่ามีทนายความหรือไม่ นายสองตอบว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ ดังนี้ แม้ว่านายสองผู้ต้องหาจะตอบว่าไม่มีและไม่ต้องการ ทนายความก็ตาม พนักงานสอบสวนก็ต้องดําเนินการจัดหาทนายความให้นายสองผู้ต้องหาเพื่อเข้าร่วมในการ สอบสวนด้วย การที่พนักงานสอบสวนได้ทําการสอบสวนนายสองจนแล้วเสร็จ โดยมีบุคคลที่กฎหมายกําหนดไว้ เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย แต่ไม่ได้ดําเนินการจัดหาทนายความให้แก่นายสองนั้น การสอบสวนผู้ต้องหาของ พนักงานสอบสวนในกรณีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง

สรุป

ก. การสอบปากคําผู้เสียหายของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข. การสอบสวนนายหนึ่งผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ค. การสอบสวนนายสองผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ข้อ 3 โจทก์ยื่นคําฟ้องขับไล่จําเลยออกไปจากที่ดินเพราะสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วโดยในสัญญาเช่ามีข้อความว่า “เช่าอาคาร 2 ชั้นโดยมีค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 สิ้นสุดการเช่า วันที่ 1 มกราคม 2560” โดยโจทก์ได้แนบสัญญาเช่าดังกล่าวไว้ท้ายคําฟ้องแล้ว จําเลยมายื่น คําให้การว่าระยะเวลายังไม่สิ้นสุดตามสัญญาที่ฟ้อง ต่อมาเมื่อถึงวันสืบพยานปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ ส่งสําเนาสัญญาเช่าดังกล่าวให้แก่จําเลยก่อนจะมีการสืบพยาน และจําเลยจะขอนําตัวนายหน่อเมือง ผู้เห็นเหตุการณ์ขณะทําสัญญาเช่ามาเป็นพยานโดยนายหน่อเมืองเบิกความว่า “สัญญาเช่าดังกล่าว คู่สัญญาตกลงกันว่าไม่มีกําหนดเวลาเช่า หากจะเลิกการเช่าต้องบอกล่วงหน้าก่อน 3 เดือน” (มีการยื่น บัญชีระบุพยานโดยระบุชื่อนายหน่อเมืองโดยถูกต้องแล้ว)

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังสัญญาเช่า และรับฟังนายหน่อเมืองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 87 “ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่

(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจํานงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และมาตรา 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบ พยานหลักฐานอันสําคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสําคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอํานาจ รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้”

มาตรา 90 วรรคหนึ่ง “ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้าง หรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสําเนาเอกสารนั้น ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน”

มาตรา 94 “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟัง พยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก…”

และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลง ลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ย่อมต้องห้ามมิให้นํา พยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร ในเมื่อไม่สามารถนําเอกสารมาแสดง หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นําเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ในเอกสารนั้นอยู่อีก (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง)

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลจะรับฟังพยานบุคคลคือนายหน่อเมืองได้ หรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับว่าจะต้องมีเอกสารมาแสดง และในคดีนี้ข้อความในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจําเลยก็ชัดเจนแล้วว่ามีกําหนดเวลาการเช่าเป็นที่แน่นอน ซึ่งถือเป็นข้อความที่เป็นสาระสําคัญในคดีนี้ หากให้นําพยานบุคคลมาสืบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกําหนดเวลา ก็จะเป็นการนําสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้น ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 (ข) ดังนั้น ศาลจึงรับฟังพยานบุคคลคือนายหน่อเมืองไม่ได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า ศาลจะรับฟังสัญญาเช่าได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่า ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่งที่กําหนดให้คู่ความที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยาน จะต้องยื่นสําเนาเอกสารต่อศาลและส่งให้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันนั้น เพราะกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายัน ได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้อง ไม่เสียเปรียบแก่กัน แต่อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ การที่โจทก์ได้แนบสําเนาเอกสารสัญญาเช่าไว้ท้ายคําฟ้องแล้ว เพียงแต่โจทก์ไม่ได้ส่งสําเนาเอกสารสัญญาเช่า ดังกล่าวให้แก่จําเลยก่อนที่จะมีการสืบพยานซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่งนั้น เมื่อศาลเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่สําคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสําคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่ง ความยุติธรรม และไม่ทําให้จําเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลย่อมมีอํานาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 87 (2) ดังนั้น ในคดีนี้ศาลจึงรับฟังสัญญาเช่าได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 2347/2532)

สรุป

ในคดีนี้ศาลรับฟังสัญญาเช่าได้ แต่จะรับฟังนายหน่อเมืองไม่ได้