LAW3016 กฎหมายปกครอง 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงนํากฎหมายปกครองและหลักกฎหมายปกครองไปใช้ในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตําบล ให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบล

ธงคําตอบ

“กฎหมายปกครอง” หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ในทางปกครอง รวมทั้งหลักเกณฑ์ในการใช้อํานาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกฎหมายปกครอง อาจจะเป็นกฎหมายที่อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด หรือ อาจจะอยู่ในรูปของกฎหมายอื่น ๆ เช่น ในรูปของประมวลกฎหมาย เป็นต้น แต่อํานาจหน้าที่ในทางปกครองตามกฎหมายปกครอง หมายถึง การใช้อํานาจปกครองในการ ออกกฎและคําสั่งทางปกครอง การกระทําทางปกครองรูปแบบอื่น และการทําสัญญาทางปกครองนั่นเอง ซึ่งหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีอํานาจหน้าที่ในทางปกครองต่าง ๆ ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมี กฎหมายปกครองบัญญัติไว้ และการใช้อํานาจปกครองดังกล่าวก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายปกครอง ได้กําหนดไว้ด้วย

สําหรับ “องค์การบริหารส่วนตําบล” เป็นหน่วยงานทางปกครองในรูปขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามหลักการกระจายอํานาจปกครอง ซึ่งองค์การบริหารส่วนตําบล รวมทั้งผู้บริหาร เช่น นายกองค์การ บริหารส่วนตําบล ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอํานาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามที่กฎหมายปกครอง คือ พระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบลฯ ได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ เช่น หน้าที่ใน การจัดให้มีและบํารุงรักษาทางน้ำและทางบก หน้าที่ในการรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และ ที่สาธารณะ รวมทั้งมีหน้าที่กําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เป็นต้น

ในการใช้อํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนั้น ก็โดย จุดประสงค์เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อการบริการสาธารณะนั้นเอง ซึ่งการใช้อํานาจและหน้าที่ของ องค์การบริหารส่วนตําบลและของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ก็จะต้องมีการใช้อํานาจปกครองใน การออกกฎ คําสั่งทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น และการทําสัญญาทางปกครองด้วย ตัวอย่างเช่น

(1) องค์การบริหารส่วนตําบล ได้ออกข้อบัญญัติฯ ซึ่งเป็นกฎห้ามประชาชนเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ในขณะที่มีไข้หวัดนกระบาด เพื่อเป็นการป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ เป็นต้น

(2) การออกคําสั่งทางปกครอง เช่น การที่นายกองค์การบริหารส่วนตําบลได้มีคําสั่งเป็น หนังสือให้รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลพ้นจากตําแหน่ง เป็นต้น

(3) การกระทําทางปกครองรูปแบบอื่น เช่น การที่เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบล ทําความสะอาดถนนหรือทางระบายน้ำ เป็นต้น

(4) การทําสัญญาทางปกครอง เช่น การที่องค์การบริหารส่วนตําบลได้ทําสัญญาจ้าง บริษัทเอกชนทําถนนหรือเก็บและกําจัดขยะมูลฝอย เป็นต้น

 

ซึ่งในการใช้อํานาจทางปกครองดังกล่าวเพื่อการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตําบลนั้น องค์การบริหารส่วนตําบลจะใช้อํานาจทางปกครองดังกล่าวได้ ก็จะต้องมีกฎหมายปกครอง ซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 ได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย และ การใช้อํานาจปกครองนั้น ก็จะต้องเป็นการใช้อํานาจปกครองตามหลักกฎหมายปกครองด้วย เช่น หลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักประโยชน์สาธารณะ หลักความซื่อสัตย์สุจริต และหลักความเป็นธรรม เป็นต้น

1 หลักความชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า จะใช้อํานาจได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมาย บัญญัติให้อํานาจไว้ด้วย เพราะถ้าเป็นการใช้อํานาจโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือเป็นการใช้อํานาจ นอกเหนือจากที่กฎหมายได้บัญญัติให้อํานาจไว้ ก็จะเป็นการใช้อํานาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2 หลักประโยชน์สาธารณะ หมายความว่า การใช้อํานาจนั้นจะต้องกระทําเพื่อประโยชน์ แก่ประชาชนส่วนรวม มิใช่กระทําเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

3 หลักความซื่อสัตย์สุจริต หมายความว่า การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้น จะต้องกระทํา ด้วยความเหมาะสมและตามสมควร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

4 หลักความเป็นธรรม หมายความว่า การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องกระทําต่อ บุคคลทุกคนโดยยึดหลักว่าบุคคลทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และมีความเสมอภาคกัน และต้องเป็นการกระทํา เพียงเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของกฎหมายเท่านั้น รวมทั้งจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินควร

และนอกจากนั้น การใช้อํานาจปกครองดังกล่าวขององค์การบริหารส่วนตําบล ก็จะต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายได้กําหนดไว้ด้วย เช่น การออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตําบลก็จะต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบลฯ ได้กําหนดไว้ หรือในการออก คําสั่งทางปกครองก็จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้กําหนดไว้ เป็นต้น ถ้าองค์การ บริหารส่วนตําบลได้ออกข้อบัญญัติฯ หรือคําสั่งทางปกครองไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายได้กําหนดไว้ ย่อมถือว่าเป็นการออกกฎหรือคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อให้เกิดข้อพิพาททางปกครองหรือที่เรียกว่า คดีปกครองขึ้นมาได้ และเมื่อเกิดข้อพิพาททางปกครองหรือคดีปกครองขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องนําคดีนั้นไปฟ้องร้อง ยังศาลปกครองเพื่อให้ศาลปกครองเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้เพราะข้อพิพาททางปกครองหรือคดีปกครองนั้นจะ อยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครอง

 

 

ข้อ 2. เรื่องใดในบทบัญญัติของกฎหมายต่อไปนี้จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหมายถึงอะไร

(1) มาตรา…ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

(2) มาตรา… การเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

(3) มาตรา… พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(4) มาตรา… สิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ให้สามารถนําไปใช้เป็นหลักประกันการชําระหนี้โดยการจํานองได้

(5) มาตรา…การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า การให้เช่าช่วง การนําสิทธิการเช่าหลักประกันการชําระหนี้ การโอนสิทธิการเช่า หรือการตกทอดทางมรดก…

ธงคําตอบ

ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎและรวมถึงการดําเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้

จากความหมายของวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครองหรือกฏนั่นเอง

“กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรืบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ

โดย “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็น การสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายตามคําถาม เรื่องที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง ได้แก่

(1) มาตรา… ที่บัญญัติว่า “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอํานาจออก กฎกระทรวง” ซึ่งการออกกฎกระทรวงเป็นกฎ ดังนั้น จึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(2) มาตรา… ที่บัญญัติว่า “การเช่า… ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่” ซึ่งเมื่อมีการทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การรับจดทะเบียนของ เจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(3) มาตรา ไม่ได้เป็นเรื่องของการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ในการจัด ให้มีคําสั่งทางปกครองหรือกฎ จึงไม่ต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(4) มาตรา ที่บัญญัติว่า “ โดยการจํานอง” ซึ่งการจํานองนั้นจะต้องทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อมีการรับจดทะเบียน การรับจดทะเบียนถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(5) มาตรา… ที่บัญญัติว่า “การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า..” ซึ่งการแก้ไข รายการที่จดทะเบียนเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

 

 

ข้อ 3. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 3/1 วรรคสาม บัญญัติว่า

“ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ ต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ดังนี้ การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อบรรลุเป้าหมายตามมาตรา 3/1 วรรคสาม ดังกล่าวข้างต้นเป็นอย่างไร จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

1 เกิดประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งได้แก่ การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุด ของประเทศ โดยส่วนราชการจะต้องดําเนินการโดยถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางที่จะได้รับการบริการจากรัฐ

2 เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ซึ่งได้แก่ การบริหารงานมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติงานที่สอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับภารกิจและวัตถุประสงค์ที่กําหนดขึ้นไว้สําหรับงานนั้น ๆ โดยผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความคุ้มค่ากับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถกําหนดตัวชี้วัดผลการทํางานได้อย่างชัดเจน

3 มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ซึ่งเป็นการกําหนดวิธีการ ทํางานของส่วนราชการ ทั้งในกรณีที่ให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางานและสามารถวัดความคุ้มค่าในการปฏิบัติ แต่ละภารกิจ โดยกําหนดให้ส่วนรายการต้องปฏิบัติตามหลักการ ดังนี้

(1) หลักความโปร่งใส ส่วนราชการต้องประกาศกําหนดเป้าหมาย และแผนการ ทํางาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณที่ต้องใช้เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทราบ ซึ่งจะทําให้การ ทํางานมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบแผนการทํางานได้

(2) หลักความคุ้มค่า กล่าวคือในการใช้ทรัพยากร (รายจ่ายหรืองบประมาณ) นั้น ให้คํานึงถึงความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรด้วย โดยให้คํานึงถึงประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะพึงได้รับจาก ภารกิจนั้น รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องกระทําโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม

(3) หลักความชัดเจนในการปฏิบัติราชการ (หลักความรับผิดชอบ) เช่น การสั่ง ราชการต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการสั่งการด้วยวาจาต้องบันทึกคําสั่งนั้นไว้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนใน การสั่งเพื่อปฏิบัติราชการที่ต้องมีหลักฐานยืนยันคําสั่งที่แน่นอน มีความรับผิดชอบทั้งผู้สั่งและผู้ปฏิบัติงาน

4 ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเป็น ซึ่งได้แก่ การกําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยกําหนดหน้าที่ให้ส่วนราชการปฏิบัติเพื่อเป็นการลดระยะเวลาในการพิจารณา การสั่งการอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ดังนี้

(1) การกระจายอํานาจการตัดสินใจ ส่วนราชการต้องจัดให้มีการกระจายอํานาจ การตัดสินใจลงไปสู่ผู้ดํารงตําแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดําเนินการในเรื่องนั้นโดยตรง โดยมุ่งผลให้เกิด ความสะดวกและรวดเร็วในการบริการประชาชน แต่ต้องไม่เพิ่มขั้นตอนเกินความจําเป็น

(2) การจัดตั้งศูนย์การบริการร่วม โดยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละกระทรวงต้องจัด ส่วนราชการภายในที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานกับประชาชนให้รวมเป็นศูนย์บริการร่วมแห่งเดียวที่ประชาชน จะสามารถติดต่อสอบถาม ขอข้อมูล ขออนุญาตหรือขออนุมัติได้พร้อมกันทุกเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงนั้น เป็นการปฏิบัติงานในรูป One-Stop Service)

5 มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งได้แก่ การทบทวน และปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนการทํางานใหม่อยู่เสมอ ทบทวนลําดับความสําคัญและความจําเป็นทาง แผนงานและโครงการทุกระยะ การยุบเลิกส่วนราชการที่ไม่จําเป็น และปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ให้ เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอ

6 ประชาชนได้รับการอํานวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ ซึ่ง ได้แก่ การปฏิบัติราชการที่มุ่งเน้นกับความต้องการและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการเป็นหลัก โดยมี การกําหนดระยะเวลาการปฏิบัติงาน การจัดระบบสารสนเทศ การรับฟังข้อร้องเรียน การเปิดเผยข้อมูล รวมทั้ง ให้มีการสํารวจความต้องการของประชาชน และความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนํามา ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ

7 มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ เพราะการประเมินผลถือว่าเป็น สิ่งสําคัญ ซึ่งจะทําให้ทราบได้ว่า การปฏิบัติราชการต่าง ๆ ที่ได้ทําไปแล้วนั้นได้ผลหรือไม่ หรือแผนที่กําหนดไว้นั้น เมื่อนําไปปฏิบัติแล้วบรรลุผลหรือไม่

 

 

ข้อ 4. พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ให้เทศบาลมีอํานาจหน้าที่รักษาความสะอาดของถนน ทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยาเห็นว่าจัดซื้อ รถกวาดดูดฝุ่นเพื่อรักษาความสะอาดของถนนต้องใช้งบประมาณจํานวนมาก เมื่อปี พ.ศ. 2554 เทศบาล เมืองพระนครศรีอยุธยาจึงตกลงทําสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่น จํานวน 5 คัน จากบริษัท อินเตอร์คลีนนิ่ง จํากัด โดยบริษัทฯ ต้องส่งมอบรถกวาดดูดฝุ่นให้เทศบาลเดือนละ 1 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 1 ปี (12 ครั้ง) โดยเทศบาลฯ ให้พนักงานของเทศบาลเป็นผู้ขับรถและควบคุมการทํางานเอง ปรากฏว่าช่วง เดือนตุลาคม 2554 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ถนนหลายสายในตัวเมือง บางเส้นทางห้ามรถวิ่ง และทําให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามสัญญา ดังนี้ ให้ท่าน วินิจฉัยว่าสัญญาระหว่างเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา กับบริษัท อินเตอร์คลีนนิ่ง จํากัด เป็นสัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ (สัญญาทางปกครอง) หรือไม่ หรือเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามกฎหมายเอกชน

ธงคําตอบ

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ให้คํานิยามของ “สัญญา ทางปกครอง” ไว้ในมาตรา 3 คือ

“สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทํา บริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ”

จากนิยามตามหลักกฎหมายดังกล่าวที่ใช้คําว่า “สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง นั้น ทําให้ตีความว่าสัญญาทางปกครองมี 2 ประเภท คือ

1 สัญญาทางปกครองโดยสภาพ เป็นกรณีที่ศาลปกครองได้สร้างหลักเกณฑ์ของสัญญา ทางปกครองขึ้นมาคล้ายกับในกฎหมายปกครองฝรั่งเศส กล่าวคือ เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคล

ซึ่งกระทําการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกําหนดในสัญญา ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อํานาจทาง ปกครอง หรือการดําเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะบรรลุผล

2 สัญญาทางปกครองตามที่กําหนดในมาตรา 3 ซึ่งต้องพิจารณาจากองค์ประกอบ 2 ประการ ได้แก่

1) เป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือ เป็นบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ

2) สัญญานั้นต้องเป็นสัญญาที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) สัญญาสัมปทาน หมายถึง สัญญาที่ให้เอกชนจัดทําบริการสาธารณะ โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนเอง และจะต้องรับเสี่ยงภัยจากการขาดทุนเอง เช่น สัมปทานรถไฟฟ้า BTS หรือสัมปทาน ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

(ข) สัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ หมายถึง สัญญาที่ทําขึ้นเพื่อคุ้มครอง หรือเพื่อส่งเสริมความต้องการของประชาชนในลักษณะที่เป็นการบริการ เช่น สัญญาที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ข้างเอกชนมาแก้ปัญหากระแสไฟฟ้าขัดข้อง สัญญาที่ทางราชการจ้างเอกชนให้ทําความสะอาดสถานที่ต่าง ๆ หรือสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองจ้างเอกชนให้จัดเก็บและกําจัดขยะมูลฝอย เป็นต้น

(ค) สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หมายถึง สัญญาที่จัดให้มีทรัพย์สินที่ เป็นถาวรวัตถุเพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยตรง เช่น สัญญาจ้างเอกชนให้ก่อสร้างโรงพยาบาล หรือโรงเรียน สะพาน ถนน เขื่อน เป็นต้น

(ง) สัญญาแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สัญญาที่เกี่ยวกับ การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติระหว่างรัฐกับเอกชน เช่น สัญญาการทําเหมืองแร่หรือให้ขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น

กรณีตามปัญหา การที่เทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ทํา สัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่น กับบริษัท อินเตอร์คลีนนิ่ง จํากัด เพื่อนํามาใช้ในกิจการตามอํานาจหน้าที่ของเทศบาล ตามกฎหมายนั้น จะเห็นได้ว่าแม้สัญญาดังกล่าว จะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงาน ทางปกครองและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเอกชนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นเพียง สัญญาเช่าทรัพย์ธรรมดาเท่านั้น โดยบริษัทฯ มีหน้าที่เพียงส่งมอบรถกวาดดูดฝุ่นให้แก่เทศบาลฯ มิได้เป็นสัญญา ที่ให้บริษัทฯ ในฐานะคู่สัญญาไปจัดทําบริการสาธารณะ คือไปดําเนินการรักษาความสะอาดของถนน ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลให้แก่ประชาชนแต่อย่างใด ดังนั้นสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญา ที่ให้จัดทําบริการสาธารณะหรือสัญญาทางปกครอง เป็นเพียงสัญญาเช่าทรัพย์ตามกฎหมายเอกชน หรือสัญญา ทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น

สรุป

สัญญาระหว่างเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยากับบริษัท อินเตอร์คลีนนิ่ง จํากัด เป็น เพียงสัญญาเช่าทรัพย์ตามกฎหมายเอกชน มิใช่สัญญาทางปกครอง

 

LAW3016 กฎหมายปกครอง S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงนํากฎหมายปกครองและหลักการของกฎหมายปกครองไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบให้ครบถ้วนชัดเจน

ธงคําตอบ

“กฎหมายปกครอง” คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงาน ทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอํานาจและหน้าที่ในทางปกครองนั้น ได้แก่ อํานาจหน้าที่ในการจัดทําบริการ สาธารณะซึ่งเป็นกิจกรรมของฝ่ายปกครอง รวมทั้งการใช้อํานาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในการออกกฎ ออกคําสั่ง ทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ๆ และการทําสัญญาทางปกครอง

1 การใช้อํานาจทางปกครองในการออกกฎ เช่น การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เป็นต้น

2 การใช้อํานาจทางปกครองในการออกคําสั่งทางปกครอง เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การรับรอง การรับจดทะเบียน เป็นต้น

3 การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น เช่น การดับเพลิง การรื้อถอนอาคาร การรังวัดที่ดิน การวางท่อระบายน้ํา การซ่อมถนน หรือการซ่อมสะพาน เป็นต้น

4 การทําสัญญาทางปกครอง เช่น การที่หน่วยงานทางปกครองได้ทําสัญญากับเอกชน โดยให้เอกชนจัดทําสิ่งสาธารณูปโภค อาทิเช่น การทําสัญญาจ้างเอกชนก่อสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หรือถนน เป็นต้น

การบริหารราชการแผ่นดินของไทยตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1 ราชการบริหารส่วนกลาง หมายความถึง ราชการที่ฝ่ายปกครองจัดทําเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประชาชนทั่วทั้งอาณาเขตของประเทศ เช่น การรักษาความสงบภายใน การป้องกันประเทศ การคมนาคม การคลัง เป็นต้น อยากเป็นในการประสานงาน องค์การที่จัดทําราชการบริหารส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนกลาง และมีอํานาจหน้าที่จัดทําราชการในอํานาจหน้าที่ของตนตลอดทั้งประเทศ

2 ราชการบริหารส่วนภูมิภาค หมายความถึง ราชการของกระทรวง ทบวง กรม อันเป็น องค์กรของราชการบริหารส่วนกลางที่ได้แบ่งแยกออกไปจัดทําตามเขตการปกครองต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อสนอง ความต้องการส่วนรวมของประชาชนในเขตการปกครองนั้น ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ออกไปประจําตามเขตการปกครองนั้น ๆ เพื่อบริหารราชการภายใต้การ บังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งราชการบริหารส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัด และ อําเภอ รวมตลอดถึงตําบลและหมู่บ้าน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าในส่วนภูมิภาค

3 ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หมายความถึง ราชการบางอย่างที่รัฐมอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจัดทําเอง เพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนเฉพาะในเขตท้องถิ่นนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นเอง ซึ่งตามหลักไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร

การบริหารราชการแผ่นดินของไทยในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวม และการใช้อํานาจ ทางปกครองตามที่กฎหมายกําหนด ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจทางปกครองเพื่อการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครอง เช่น ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้บัญญัติให้อํานาจ แก่นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้กํากับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน หรือปลัดกระทรวง มีอํานาจในการออกกฏ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่าง ๆ รวมทั้งออกคําสั่งทางปกครอง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองได้

ซึ่งในการใช้อํานาจปกครองตามกฎหมายปกครองของเจ้าหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายในการบริหารบ้านเมืองที่ดีนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องใช้อํานาจตามหลักการ ของกฎหมายปกครองด้วย ซึ่งการใช้อํานาจตามหลักการของกฎหมายปกครองนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น

1 หลักความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ จะใช้อํานาจได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ อํานาจไว้ด้วย เพราะถ้าเป็นการใช้อํานาจโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือเป็นการใช้อํานาจนอกเหนือจากที่กฎหมาย บัญญัติให้อํานาจไว้ ก็จะเป็นการใช้อํานาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2 หลักประโยชน์สาธารณะ กล่าวคือ การใช้อํานาจนั้นจะต้องกระทําเพื่อประโยชน์แก่ ประชาชนส่วนรวม มิใช่กระทําเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

3 หลักความซื่อสัตย์สุจริต กล่าวคือ การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้น จะต้องกระทําด้วย ความเหมาะสมและตามสมควร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

4 หลักความเป็นธรรม กล่าวคือ การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องกระทําต่อบุคคล ทุกคนโดยยึดหลักว่าบุคคลทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และมีความเสมอภาคกัน และต้องเป็นการกระทําเพียงเพื่อให้ บรรลุตามเป้าประสงค์ของกฎหมายเท่านั้น รวมทั้งจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินควร

 

ข้อ 2. พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า มาตรา 4 การเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ผู้เช่าเเละผู้ให้เช่าอาจตกลงกันต่อระยะเวลาการเช่า ออกไปอีกได้มีกําหนดไม่เกินห้าสิบปีนับแต่วันที่ตกลงกันและต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 6 สิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ให้สามารถนําไปใช้เป็นหลักประกันการชําระหนี้โดยการจํานองได้และให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับการจํานองอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 7 สิทธิและหน้าที่ตามการเข่าให้ตกทอดแก่ทายาทได้ และผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิการเช่าไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้ เว้นแต่จะกําหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า

มาตรา 8 การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า การให้เช่าช่วง การนําสิทธิการเช่าเป็นหลักประกันการชําระหนี้ การโอนสิทธิการเช่าหรือการตกทอดทางมรดกต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกมิได้

มาตรา 9 ให้นําบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเช่าทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 10 ให้นําบทบัญญัติในประมวลกฎหมายที่ดินในหมวด 4 การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและหมวด 6 การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมาใช้บังคับแก่การสอบสวน การจดทะเบียน และการเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม

ให้ผู้ยื่นคําขอชําระค่าธรรมเนียมตามที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินโดยอนุโลม มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

จงอธิบายว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหมายความว่าอย่างไร และในมาตราใดและเรื่องใดในแต่ละมาตรานั้นที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการปกครอง

ธงคําตอบ

“วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดําเนินการของ เจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎและรวมถึงการดําเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5)

จากความหมายของวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีการเตรียมการและ การดําเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครองหรือกฎ

ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

“กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ

ดังนั้นบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ ของพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 ตามปัญหา มาตราและเรื่องต่าง ๆ ที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้แก่

1 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า “การเช่า ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่” ซึ่งเมื่อมีการทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การรับจดทะเบียนของเจ้าหน้าที่ ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2 มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า “ โดยการจํานอง.” ซึ่งการจํานองนั้นจะต้องทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อมีการรับจดทะเบียน การรับจดทะเบียนถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

3 มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า “การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า” ซึ่งการแก้ไขรายการ ที่จดทะเบียนเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

4 มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า “การออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การจดทะเบียน การเพิกถอนการจดทะเบียน…” ซึ่งการกระทําดังกล่าวถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการ ตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

5 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย…มีอํานาจออกกฎ กระทรวง” การออกกฎกระทรวงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นถือว่าเป็นกฎ ดังนั้นจึงต้องมีการ ดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ส่วนมาตรา 7 และมาตรา 9 ไม่ได้เป็นเรื่องของการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ ในการจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฏ จึงไม่ต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแต่อย่างใด

 

ข้อ 3. จงอธิบายหลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอํานาจปกครองมีสาระสําคัญเรื่องใดบ้าง และหากราชการบริหารส่วนกลาง (องค์กรกํากับดูแล) ใช้อํานาจกํากับดูแล ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น (องค์กรภายใต้กํากับดูแล) จะสามารถ ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของอํานาจกํากับดูแลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักการกระจายอํานาจปกครอง เป็นหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยวิธีการที่รัฐ จะมอบอํานาจปกครองบางส่วนให้แก่องค์กรทางปกครองอื่นที่ไม่ใช่องค์กรของราชการบริหารส่วนกลาง เพื่อไปจัดทํา บริการสาธารณะบางอย่าง โดยมีความเป็นอิสระ เช่น การมอบอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปดูแลและ จัดทําบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งองค์กรทางปกครองนั้นไม่ต้องขึ้นอยู่ใน ความบังคับบัญชาของส่วนกลางเพียงแต่ขึ้นอยู่ในความกํากับดูแลเท่านั้น

สําหรับหลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทําบริการสาธารณะนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 283 คือย่อมมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบายการบริหาร การจัดทําบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ และมาตรา 282 ได้กําหนดให้องค์กรปกครองอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของราชการ บริหารส่วนกลาง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกํากับดูแล (ราชการบริหารส่วนกลาง) กับองค์กรภายใต้กํากับดูแล (ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น) ให้เป็นไปตามหลักการกํากับดูแล กล่าวคือ จะต้องกํากับดูแลเท่าที่จําเป็น สอดคล้อง และเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และต้องเป็นไปเพื่อการ คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสําคัญ แห่งหลักการปกครองตนเอง หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้

และหากราชการบริหารส่วนกลาง (องค์กรกํากับดูแล) ใช้อํานาจกํากับดูแลไม่เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น (องค์กรภายใต้กํากับดูแล) สามารถฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ ศาลปกครองตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของอํานาจกํากับดูแลได้

 

ข้อ 4. นายพุธเป็นข้าราชการพลเรือนได้ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทําการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป ถือว่าเป็นการกระทําผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องดําเนินการทางวินัยกับนายพุธ ปรากฏว่ากฎหมายข้าราชการพลเรือนบัญญัติว่า กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัย อย่างไม่ร้ายแรงให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณี ให้เหมาะสมกับความผิด ในกรณีมีเหตุอันควรลดหย่อน จะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สําหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อย ในกรณีกระทําผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทําทัณฑ์บน เป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ ผู้บังคับบัญชาของนายพุธเห็นว่านายพุธเป็นคนขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน และตนเองมักใช้เพื่อทําธุระส่วนตัวเป็นประจําเสมอ ผู้บังคับบัญชาจึงเห็นว่าการกระทํา ของนายพุธเป็นกระทําผิดวินัยเล็กน้อย และอาศัยอํานาจตามมาตรา 57 ออกคําสั่งงดโทษโดยว่ากล่าว ตักเตือนเท่านั้น ดังนี้ ท่านคิดว่าคําสั่งฯ ดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลไม่ว่า จะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับ จดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองตาม (1) นั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายพุธข้าราชการพลเรือนได้กระทําผิดวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งผู้บังคับบัญชา ได้อาศัยอํานาจตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน ออกคําสั่งงดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น เพราะเห็นว่านายพุธ กระทําผิดวินัยเล็กน้อยนั้น คําสั่งดังกล่าวถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง เพราะเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่มีลักษณะ เป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายปกครอง และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของนายพุธ และคําสั่ง ให้งดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนดังกล่าวนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยแท้ของฝ่ายปกครอง อีกทั้งเป็นการปิดกระบวนการ พิจารณาทางปกครองเกี่ยวกับวินัยของข้าราชการด้วย

สรุป

คําสั่งงดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครอง

LAW3016 กฎหมายปกครอง 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. เมื่อท่านสําเร็จการศึกษาแล้วได้เข้าไปเป็นปลัดอําเภอ จงอธิบายว่าปลัดอําเภอกับกฎหมายปกครองเกี่ยวข้องกันอย่างไร เพื่อจุดประสงค์ใด

ธงคําตอบ

ปลัดอําเภอกับกฎหมายปกครอง มีความเกี่ยวข้องกัน ดังนี้คือ

“กฎหมายปกครอง” เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่ หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอํานาจและหน้าที่ในทางปกครองนั้น ได้แก่ อํานาจหน้าที่ในการจัดทํา บริการสาธารณะซึ่งเป็นกิจกรรมของฝ่ายปกครอง รวมทั้งการใช้อํานาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ๆ และการทําสัญญาทางปกครอง

“หน่วยงานทางปกครอง” ได้แก่ หน่วยงานบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน่วยงานทางปกครอง รวมทั้งหน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบ ให้ใช้อํานาจทางปกครองตามกฎหมาย

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ได้แก่ บุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทาง ปกครองตามกฎหมาย ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือ หน่วยงานทางปกครอง

ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าสําเร็จการศึกษาและสอบเข้าเป็นปลัดอําเภอได้ การรับราชการในตําแหน่ง ปลัดอําเภอนั้น ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในตําแหน่งปลัดอําเภอนั้น ส่วนใหญ่ มักจะเป็นเรื่องของการใช้อํานาจทางปกครอง เพื่อการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือการดําเนินการทาง ปกครองในรูปแบบอื่น เช่น การกระทําทางปกครองที่เรียกว่าปฏิบัติการทางปกครอง และการทําสัญญาทาง ปกครองทั้งสิ้นซึ่งในการใช้อํานาจทางปกครองดังกล่าวนั้น ก็เพื่อจุดประสงค์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการสาธารณะนั้นเอง

ในการใช้อํานาจทางปกครองดังกล่าวนั้น ปลัดอําเภอจะใช้อํานาจทางปกครองได้ก็จะต้องมี กฎหมายปกครองได้บัญญัติให้อํานาจไว้ด้วย และในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้อํานาจไว้แต่กฎหมายได้บัญญัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ หรือขั้นตอนในการใช้อํานาจทางปกครองไว้ด้วย ดังนี้การใช้อํานาจทางปกครองของปลัดอําเภอ ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือขั้นตอนที่กฎหมายได้กําหนดไว้ด้วย

ในกรณีที่ปลัดอําเภอได้ใช้อํานาจทางปกครอง เช่น การออกคําสั่งทางปกครองมาโดยที่ไม่มี กฎหมายบัญญัติให้อํานาจไว้หรือออกคําสั่งทางปกครองมาโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือขั้นตอนที่กฎหมาย ได้กําหนดไว้ คําสั่งทางปกครองนั้นก็จะเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทําให้เกิดข้อพิพาททาง ปกครองขึ้นได้ และเมื่อเกิดข้อพิพาททางปกครองขึ้น ก็จะต้องนําข้อพิพาทหรือที่เรียกว่าคดีปกครองนั้น ขึ้นฟ้องเป็นคดี ต่อศาลปกครอง เพราะศาลปกครองเป็นศาลที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาททางปกครอง หรือคดีปกครอง

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า กฎหมายปกครองมีความสําคัญและเกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติราชการใน ตําแหน่งปลัดอําเภอเป็นอย่างมาก ปลัดอําเภอจึงต้องทราบว่ากฎหมายปกครองต่าง ๆ นั้นได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่ปลัดอําเภอไว้อย่างไรหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทําให้ปลัดอําเภอได้ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจ ทางปกครองได้อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

 

ข้อ 2. พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 มาตรา 5 และ 11 บัญญัติว่า “มาตรา 5 ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น การเช่าที่ดินที่มีเนื้อที่เกินกว่าหนึ่งร้อยไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวงให้อธิบดีมีอํานาจเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่า มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออกกฎกระทรวง…”

จงอธิบายว่า ในมาตรา 5 และ 11 ดังกล่าวมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับกฎหมายปกครองและวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือไม่ หากมีได้แก่เรื่องอะไรบ้าง พร้อมอธิบายประกอบให้ชัดเจน

ธงคําตอบ

“กฎหมายปกครอง” คือ กฎหมายที่มีบทบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่ หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอํานาจหน้าที่ในทางปกครองนั้น ก็คือการใช้อํานาจตามกฎหมายของ เจ้าหน้าที่ในการออกคําสั่งทางปกครอง ออกกฎ หรือการกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ได้แก่ ปฏิบัติการทาง ปกครอง รวมถึงการทําสัญญาทางปกครอง นั่นเอง โดยการใช้อํานาจทางปกครองในการออกกฎ เช่น การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เป็นต้น

การใช้อํานาจทางปกครองในการออกคําสั่งทางปกครอง เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การรับรอง การรับจดทะเบียน เป็นต้น

“วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎและรวมถึงการดําเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5)

เมื่อพิจารณาความหมายของคําว่า “กฎหมายปกครอง” ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นกฎหมายปกครอง ฉบับหนึ่ง เพราะเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงานทางปกครองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของมาตรา 5 และมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง และวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ดังนี้

ตามมาตรา 5 บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครองและวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คือ บทบัญญัติที่ว่า

1 “ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น และการเช่าที่ดินที่มีเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่จะต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดี” เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ (คืออธิบดี) เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง (การอนุมัติ)

2 “ ได้รับอนุมัติจากอธิบดี” การได้รับอนุมัติจากอธิบดีนั้น ถือได้ว่า การอนุมัติของ อธิบดีเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ใช้อํานาจทางปกครองตามกฎหมายปกครอง คือตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในการ ออกคําสั่งทางปกครอง (การอนุมัติ)

3 “ ให้อธิบดีมีอํานาจเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่า” การเพิกถอนการจดทะเบียน การเช่าเป็นคําสั่งทางปกครอง และการที่อธิบดีจะเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่จะใช้อํานาจ ทางปกครองตามกฎหมายปกครองเพื่อออกคําสั่งทางปกครองและในการออกคําสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนนั้น ถ้าจะให้คําสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายและไม่ ก่อให้เกิดข้อพิพาททางปกครอง เจ้าหน้าที่ที่จะออกคําสั่งก็จะต้องดําเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย ได้บัญญัติไว้ ซึ่งการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครองนั้น เรียกว่าวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครองนั่นเอง

ตามมาตรา 11 บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง คือบทบัญญัติที่ว่า “รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย มีอํานาจออกกฎกระทรวง” ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ และ มีอํานาจออกกฎกระทรวง กฎกระทรวงถือว่าเป็น “กฎ” การออกกฎกระทรวงของรัฐมนตรีฯ ถือว่าเป็นการใช้อํานาจ ทางปกครองในการออกกฎ

และในการออกกฏดังกล่าวของเจ้าหน้าที่นั้น ถ้าจะให้เป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมายและ ไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาททางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้ออกกฎก็จะต้องดําเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย ได้บัญญัติไว้ ซึ่งเรียกว่าวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั่นเอง

 

ข้อ 3.ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้หลักการ รวมอํานาจปกครอง (Centralization) และหลักการกระจายอํานาจปกครอง (Decentralization) จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคําตอบ

ในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (การจัดตั้งองค์กรทางปกครองหรือการจัดส่วนราชการ) ของไทยนั้น จะใช้หลักการที่สําคัญอยู่ 2 หลัก คือ หลักการรวมอํานาจปกครองและหลักการกระจายอํานาจปกครอง

หลักการรวมอํานาจปกครอง เป็นหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยการมอบอํานาจ ปกครองให้แก่ราชการบริหารส่วนกลาง และมีเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้ใช้อํานาจปกครอง ซึ่งหลักการรวมอํานาจปกครองนี้จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การรวมศูนย์อํานาจปกครอง และการกระจาย การรวมศูนย์อํานาจปกครองหรือการแบ่งอํานาจปกครอง

1 การรวมศูนย์อํานาจปกครอง คือ การรวมอํานาจวินิจฉัยสั่งการทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลาง หรือส่วนกลาง และต้องมีระบบการบังคับบัญชาที่เคร่งครัด มีการรวมกําลังในการบังคับต่าง ๆ คือ กําลังทหาร และกําลังตํารวจให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง และมีลําดับชั้นการบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่

2 การแบ่งอํานาจปกครองหรือการกระจายการรวมศูนย์อํานาจปกครอง เป็นรูปแบบ ที่อ่อนตัวลงมาของการรวมศูนย์อํานาจปกครอง โดยการมอบอํานาจในการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยสั่งการบางอย่าง ให้แก่องค์กรหรือเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจําอยู่ในแต่ละท้องที่การปกครอง โดยองค์กรหรือ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังคงอยู่ในระบบบังคับบัญชาของส่วนกลาง

ประเทศไทยได้นําหลักการรวมอํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยการนําหลักการรวมศูนย์อํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง โดยการแบ่งส่วนราชการ ออกเป็น กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น และนําหลักการกระจายการรวมศูนย์อํานาจปกครองหรือหลักการแบ่งอํานาจ ปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็นจังหวัดและอําเภอ

หลักการกระจายอํานาจปกครอง เป็นหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยส่วนกลาง จะมอบอํานาจปกครองบางส่วนให้แก่องค์กรอื่น ซึ่งไม่ใช่องค์กรของส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค เช่น การมอบอํานาจ ปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดทําบริการสาธารณะด้วยตนเอง โดยมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ ในความบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแล

ประเทศไทยได้นําหลักการกระจายอํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่น โดยจัดแบ่งส่วนราชการออกเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร

จากหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้ว่าราชการ จังหวัดมีความเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้หลักการรวมอํานาจปกครอง และ หลักการกระจายอํานาจปกครอง ดังนี้คือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นราชการส่วนกลางไปประจํายังเขตการปกครองระดับจังหวัดซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาค ทั้งราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอํานาจปกครองในการจัดระเบียบบริหารราชการ ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดกับราชการส่วนกลางจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ตามหลักการรวมอํานาจปกครอง และ ผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นตัวแทนของราชการบริหารส่วนกลางในการกํากับดูแลราชการส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมาย ได้กําหนดไว้ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เป็นต้น ซึ่งลักษณะของการกํากับดูแลนั้นจะแตกต่างกับ การบังคับบัญชา เพราะอํานาจกํากับดูแลจะกระทําได้ก็แต่เฉพาะที่กฎหมายได้บัญญัติไว้เท่านั้น แต่อํานาจบังคับบัญชานั้น ผู้บังคับบัญชาจะสามารถควบคุมได้ทั้งความชอบด้วยกฎหมายและดุลพินิจด้วย

 

ข้อ 4. นายดําเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยร้ายแรงกรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผู้บังคับบัญชาจึงมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายดํา ซึ่ง ตามกฎหมายข้าราชการพลเรือนว่าด้วยการสอบสวน กําหนดให้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย จะต้องแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาโดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทําที่มี ลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา โดยคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะระบุชื่อของพยานบุคคล หรือไม่ก็ได้ ภายหลังการสอบสวนคณะกรรมการฯ ได้มีหนังสือถึงนายดํา แจ้งรายชื่อพยานบุคคลโดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนการกระทําและข้อกล่าวหาว่านายดํา มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อีกทั้งคณะกรรมการฯ ยังมีหนังสือถึงผู้บังคับบัญชานายดําว่า นายดํามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง และเสนอความเห็นให้มีคําสั่งลงโทษไล่นายดําออกจาก ราชการ และในที่สุดผู้บังคับบัญชามีคําสั่งลงโทษไล่นายดําออกจากราชการตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ซึ่งนายดําเห็นว่าไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ดังนี้ นายดํามาปรึกษาท่านว่า หนังสือของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ตนเองได้รับและแจ้งแต่รายชื่อพยานบุคคลเท่านั้น มิได้มีการแจ้งสรุปพยานหลักฐานฯ ดังกล่าว เป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อม หลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองนั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

กรณีตามปัญหา การที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ได้มีหนังสือถึงนายดํา โดยในหนังสือ ดังกล่าวได้แจ้งแต่รายชื่อพยานบุคคล โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนการกระทําและ ข้อกล่าวหาว่านายดํามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การกระทําของคณะกรรมการสอบสวนวินัยดังกล่าว จึง ไม่ถือว่าเป็นการกระทําที่มุ่งผลในทางกฎหมาย คือมิได้เป็นการกระทําที่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้นในระหว่างบุคคล จึงขาดองค์ประกอบของคําสั่งทางปกครองในข้อ 3. ดังนั้นหนังสือของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่นายดํา ได้รับ จึงไม่เป็นคําสั่งทางปกครอง

สรุป หนังสือของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทุนายดําได้รับไม่เป็นคําสั่งทางปกครอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบของคําสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

 

LAW3016 กฎหมายปกครอง 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงนํากฎหมายปกครองและหลักกฎหมายปกครองไปอธิบายว่าการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใน ด้าน ปัจจุบันต้องใช้กฎหมายปกครอง และหลักกฎหมายปกครองมาใช้ในการบริหารอย่างไรจึงจะทําให้การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายในการบริหารบ้านเมืองที่ดี

ธงคําตอบ

“กฎหมายปกครอง” ซึ่งอาจจะอยู่ในชื่อของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกําหนด หรือประมวลกฎหมาย หรืออาจจะอยู่ในชื่อของประกาศคณะปฏิวัติ เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงานทางปกครอง หรือแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ซึ่งอํานาจหน้าที่ในทางปกครองนั้น ได้แก่ อํานาจหน้าที่ในการจัดทําบริการสาธารณะ รวมทั้ง การใช้อํานาจทางปกครอง ในการออกกฎ การออกคําสั่งทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ๆ และ การทําสัญญาทางปกครอง

สําหรับหน่วยงานทางปกครองของไทยที่อยู่ในรูปของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่

1 องค์การบริหารส่วนตําบล

2 องค์การบริหารส่วนจังหวัด

3 เทศบาล

4 กรุงเทพมหานคร และ

5 เมืองพัทยา

“การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น” ของไทยไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวม และการใช้อํานาจทางปกครองตามที่กฎหมาย ได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจทางปกครองเพื่อการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง การกระทําในทางปกครองรูปแบบอื่น ๆ และการทําสัญญาทางปกครอง ซึ่งกฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจหน้าที่ ในการใช้อํานาจทางปกครองดังกล่าวคือ “กฎหมายปกครอง” นั่นเอง

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการจัดทําบริการสาธารณะ หรือการใช้อํานาจทางปกครองต่าง ๆ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นจะสามารถดําเนินการได้ก็จะต้องมีกฎหมายซึ่งก็คือ กฎหมายปกครองได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย และจะต้องใช้อํานาจหน้าที่นั้นตามที่กฎหมายปกครอง ได้กำหนดไว้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น หน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่ ของหน่วยงานนั้นเป็นผู้ใช้อํานาจตามกฎหมายเพื่อบริหารราชการให้เป็นไปตามนโยบาย และในการบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่นของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายในการบริหารบ้านเมืองที่ดีนั้น เจ้าหน้าที่ จะต้องใช้อํานาจตามหลักกฎหมายปกครองด้วย ซึ่งการใช้อํานาจตามหลักกฎหมายปกครองนั้นมีอยู่หลายประการ เช่น

1 หลักความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ จะใช้อํานาจได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ อํานาจไว้ด้วย เพราะถ้าเป็นการใช้อํานาจโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือเป็นการใช้อํานาจนอกเหนือจากที่กฎหมาย บัญญัติให้อํานาจไว้ ก็จะเป็นการใช้อํานาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2 หลักประโยชน์สาธารณะ กล่าวคือ การใช้อํานาจนั้นจะต้องกระทําเพื่อประโยชน์แก่ ประชาชนส่วนรวม มิใช่กระทําเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

3 หลักความซื่อสัตย์สุจริต กล่าวคือ การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้น จะต้องกระทําด้วย ความเหมาะสมและตามสมควร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

4 หลักความเป็นธรรม กล่าวคือ การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องกระทําต่อบุคคล ทุกคนโดยยึดหลักว่าบุคคลทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และมีความเสมอภาคกัน และต้องเป็นการกระทําเพียงเพื่อให้ บรรลุตามเป้าประสงค์ของกฎหมายเท่านั้น รวมทั้งจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินควร

 

ข้อ 2. ประเทศไทยเรามีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินตลอดมา จริงแล้วปัญหาต่าง ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเสียทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่ผู้ใช้อํานาจตามกฎหมาย ไม่ดําเนินการให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย ให้ท่านยกตัวอย่างการใช้อํานาจที่ไม่ชอบและอยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครองมีอะไรบ้าง

ธงคําตอบ

“การใช้อํานาจทางปกครอง” คือ การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่อันทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพหรือสิทธิของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร

ซึ่งการใช้อํานาจทางปกครองนั้น ได้แก่

1 การออกกฎ เช่น การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง เป็นต้น

2 การออกคําสั่งทางปกครอง เช่น การสั่งการ การอนุญาต การรับจดทะเบียน เป็นต้น

3 การกระทําทางปกครองอื่น ๆ เช่น การปฏิบัติการทางปกครอง หรือสัญญาทางปกครอง

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคแรก (1) ได้บัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนือ อํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่ กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็น การสร้างขั้นตอนโดยไม่จําเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ”

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การใช้อํานาจทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ ในอํานาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่ง ได้แก่ การกระทําที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ

1 กระทําโดยไม่มีอํานาจ

2 กระทํานอกเหนืออํานาจหน้าที่

3 กระทําโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

4 กระทําโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน

5 กระทําโดยไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น

6 กระทําโดยไม่สุจริต

7 กระทําโดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

8 กระทําโดยมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จําเป็น

9 กระทําโดยสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร

10 กระทําโดยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

 

ข้อ 3. “หลักการกํากับดูแล” มีความสําคัญกับ “หลักความเป็นอิสระ” ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยอย่างไร จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคําตอบ

“หลักการกํากับดูแล” เป็นหลักการที่นํามาใช้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรหรือบุคคล ที่มีอํานาจกํากับดูแลกับองค์กรที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแล ซึ่งหลักการกํากับดูแลนั้น องค์กรหรือบุคคลที่มีอํานาจ กํากับดูแลจะไม่มีอํานาจสั่งการให้องค์กรภายใต้การกํากับดูแลปฏิบัติการตามที่ตนเห็นสมควร แต่มีอํานาจเพียง การกํากับดูแลให้องค์กรภายใต้การกํากับดูแลปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดไว้เท่านั้น และอํานาจในการกํากับดูแลขององค์กรหรือบุคคลที่มีอํานาจกํากับดูแลนั้น เป็นอํานาจที่มีเงื่อนไข คือจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ มีกฎหมายให้อํานาจและต้องเป็นไปตามรูปแบบที่กฎหมายกําหนด ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ขององค์กรภายใต้การกํากับดูแล

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ของประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เป็นองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในรูปของ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นไปตามหลักการกระจายอํานาจทางพื้นที่ คือการที่รัฐจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นขึ้นเป็นนิติบุคคลมหาชนเพื่อมอบอํานาจให้ดําเนินกิจการของท้องถิ่นได้เองโดยมีหลักความเป็นอิสระ ในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ กล่าวคือ สามารถดําเนินการที่ได้รับมอบหมายได้เองโดยไม่ต้องรับคําสั่ง หรืออยู่ภายใต้อํานาจบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง มีอํานาจวินิจฉัยสั่งการและดําเนินกิจการได้ด้วย งบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตนเอง โดยราชการบริหารส่วนกลางจะใช้หลักการกํากับดูแลให้ราชการบริหาร ส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “หลักการกํากับดูแล” มีความสําคัญกับ “หลักความเป็นอิสระ” ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเป็นหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเอง และถ้าองค์กรใดไม่มีหลักความเป็นอิสระดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าได้มีการกระจายอํานาจอย่างแท้จริง

 

ข้อ 4. มหาวิทยาลัยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด ตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงหอนาฬิกาหน้ามหาวิทยาลัย มีระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จหนึ่งเดือน ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งเดือน มหาวิทยาลัยได้มีหนังสือถึงบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด ในฐานะคู่สัญญาแจ้งจะใช้สิทธิปรับบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด เนื่องจากไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กําหนด วันละ 20,000 บาท จนกว่างานจะแล้วเสร็จ บริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด ปฏิเสธและไม่เห็นด้วยกับจํานวนเงินดังกล่าว บริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด มาปรึกษาท่านว่าหนังสือดังกล่าวเป็นคําสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่จะต้องดําเนินการอุทธรณ์โต้แย้งก่อนหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองนั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นในระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

ตามปัญหา การที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด ตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงหอนาฬิกาหน้ามหาวิทยาลัย ได้มีหนังสือถึงบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด ในฐานะคู่สัญญาแจ้งจะใช้สิทธิปรับบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด เนื่องจากไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จตามเวลา ที่กําหนดนั้น หนังสือแจ้งดังกล่าวแม้จะออกโดยเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการแจ้งให้ทราบว่าจะมีการใช้สิทธิ เรียกร้องค่าปรับเท่านั้น ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามสัญญามิได้เป็นการที่มหาวิทยาลัยใช้อํานาจตาม กฎหมายปกครอง ที่มีผลกระทบต่อสิทธิใด ๆ ของบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด แต่อย่างใด ดังนั้นหนังสือดังกล่าว จึงไม่เป็นคําสั่งทางปกครองตามนัยของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

และเมื่อหนังสือดังกล่าวไม่เป็นคําสั่งทางปกครอง จึงไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่จะต้องดําเนินการ อุทธรณ์โต้แย้งก่อนตามกฎหมายฉบับนี้ และถ้าหากบริษัท เค เอ็นจิเนียริ่ง จํากัด เห็นว่าการใช้สิทธิของมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้อง ก็ชอบที่จะปฏิเสธการชําระหนี้อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาจ้างทําของมิใช่ข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองแต่ประการใด

สรุป

หนังสือดังกล่าวไม่เป็นคําสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่จะต้องดําเนินการอุทธรณ์โต้แย้งก่อนตามกฎหมายฉบับนี้

LAW3016 กฎหมายปกครอง S/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงทําตามคําสั่งต่อไปนี้

ก. จงอธิบายอํานาจดุลพินิจ และอํานาจผูกพัน หมายความว่าอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

ข. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหมายความว่าอย่างไร และบทบัญญัติต่อไปนี้เรื่องใดในมาตราใดบ้างที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา 4 การเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ผู้เช่าและผู้ให้เช่าอาจตกลงกันต่อระยะเวลา การเช่าออกไปอีกได้ มีกําหนดไม่เกินห้าสิบปีนับแต่วันที่ตกลงกันและต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 5 ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น การเช่าที่ดินที่มีเนื้อที่เกินกว่าหนึ่งร้อยไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง การจดทะเบียนการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ การกําหนดประเภทของพาณิชยกรรมหรือ อุตสาหกรรมที่ให้ทําการเช่า และการใช้หรือการเปลี่ยนแปลง ประเภทการใช้อสังหาริมทรัพย์ ตามที่เช่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง ให้อธิบดีมีอํานาจเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่ฝ่าฝืนหรือมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคสองและวรรคสาม

มาตรา 6 สิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ให้สามารถนําไปใช้เป็นหลักประกันการชําระหนี้โดยการจํานองได้และให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับการจํานองอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 7 สิทธิและหน้าที่ตามการเช่าให้ตกทอดแก่ทายาทได้ และผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิ์การเช่าไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้ เว้นแต่จะกําหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า

มาตรา 8 การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า การให้เช่าช่วง การนําสิทธิการเช่าเป็นหลักประกันการชําระหนี้ การโอนสิทธิการเช่าหรือการตกทอดทางมรดกต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกมิได้

ธงคําตอบ

ก. “อํานาจดุลพินิจ” คืออํานาจที่กฎหมายได้บัญญัติให้แก่เจ้าหน้าที่ในการดําเนินการใช้อํานาจ ตามที่กฎหมายได้กําหนดไว้หรือไม่ก็ได้ แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว เช่น กรณีที่ ประชาชนไปขออนุญาตพกพาอาวุธปืน แม้จะมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนตามที่กฎหมายได้กําหนดไว้ แต่กฎหมาย ก็ให้อํานาจเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจคือนายทะเบียนอาวุธปืนสามารถใช้ดุลพินิจว่าจะออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาจากสภาพและความเหมาะสมอื่น ๆ ประกอบด้วย

“อํานาจผูกพัน” คืออํานาจที่กฎหมายได้บัญญัติให้แก่เจ้าหน้าที่ว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องดําเนินการใช้อํานาจตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้โดยไม่ชักช้า เช่น กรณีที่ประชาชนมีอายุครบเกณฑ์ตามที่กฎหมายกําหนดได้ไปขอทําบัตรประจําตัวประชาชน ดังนี้ถ้ามีเอกสารหลักฐาน ครบถ้วนตามที่กฎหมายได้กําหนดไว้ เจ้าหน้าที่จะต้องจัดทําบัตรประจําตัวประชาชนให้ เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ ของการทําบัตรประจําตัวประชาชนที่กฎหมายได้กําหนดไว้เช่นนั้น

ข. “วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดําเนินการของ เจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎและรวมถึงการดําเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5)

จากความหมายของวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีการเตรียมการและ การดําเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครองหรือกฎ

ดังนั้น บทบัญญัติต่าง ๆ ตามปัญหา เรื่องและมาตราที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง ได้แก่

1 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า “การเช่า ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่” ซึ่งเมื่อมีการทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การรับจดทะเบียนของ เจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2 มาตรา 5 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “ ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี” ซึ่งการอนุมัติของ อธิบดีนั้นถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

3 มาตรา 5 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “การจดทะเบียนการเช่า” ซึ่งเมื่อมีการจดทะเบียน การรับจดทะเบียนถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา 5 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า “ให้อธิบดีมีอํานาจเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่า…” ซึ่งการเพิกถอนการจดทะเบียนของอธิบดีถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง

มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า “ โดยการจํานอง..” ซึ่งการจํานองนั้นจะต้องทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อมีการรับจดทะเบียน การรับจดทะเบียนถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และ

มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า “การแก้ไขรายการที่จดทะเบียนการเช่า” ซึ่งการแก้ไขรายการ ที่จดทะเบียนเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ส่วนมาตรา 7 ไม่ได้เป็นเรื่องของการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ในการจัดให้มี คําสั่งทางปกครอง หรือกฎ จึงไม่ต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแต่อย่างใด

 

ข้อ 2. จงนํากฎหมายปกครองไปอธิบายการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ว่ากฎหมายปกครองมีความสําคัญกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอย่างไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน

ธงคําตอบ

“กฎหมายปกครอง” คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงาน ทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอํานาจและหน้าที่ในทางปกครองนั้น ได้แก่ อํานาจหน้าที่ในการจัดทําบริการ สาธารณะซึ่งเป็นกิจกรรมของฝ่ายปกครอง รวมทั้งการใช้อํานาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในการออกกฎ ออกคําสั่ง ทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ๆ และการทําสัญญาทางปกครอง

1) การใช้อํานาจทางปกครองในการออกกฎ เช่น การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เป็นต้น

2) การใช้อํานาจทางปกครองในการออกคําสั่งทางปกครอง เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การรับรอง การรับจดทะเบียน เป็นต้น

3) การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น เช่น การดับเพลิง การรื้อถอนอาคาร การรังวัดที่ดิน การวางท่อระบายน้ำ การซ่อมถนน หรือการซ่อมสะพาน เป็นต้น

4) การทําสัญญาทางปกครอง เช่น การที่หน่วยงานทางปกครองได้ทําสัญญากับเอกชน โดยให้เอกชนจัดทําสิ่งสาธารณูปโภค อาทิเช่น การทําสัญญาจ้างเอกชนก่อสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หรือถนน เป็นต้น

ซึ่งกฎหมายปกครองนั้น อาจจะอยู่ในชื่อของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด หรือประมวลกฎหมาย หรืออาจจะอยู่ในชื่อของประกาศคณะปฏิวัติก็ได้ เช่น พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พระราชบัญญัติเทศบาล หรือประมวล กฎหมายที่ดิน เป็นต้น

“หน่วยงานทางปกครอง” ได้แก่ หน่วยงานบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน่วยงานทางปกครอง รวมทั้งหน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบ ให้ใช้อํานาจทางปกครองตามกฎหมาย

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ได้แก่ บุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทาง ปกครองตามกฎหมาย ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือคณะกรรมการที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานทางปกครอง

“การบริหารราชการส่วนภูมิภาค” ได้แก่ จังหวัด (เป็นนิติบุคคล) และอําเภอ (ไม่เป็นนิติบุคคล) เป็นการบริหารราชการตามหลักการรวมอํานาจเช่นเดียวกับการบริหารราชการส่วนกลาง เพียงแต่การบริหารราชการ ส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารราชการแบบแบ่งอํานาจปกครอง โดยเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางที่ส่วนกลางได้ส่งไปประจําเพื่อปฏิบัติราชการตามเขตภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ และมีอํานาจวินิจฉัยสั่งการบางอย่างตามที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะยังคง อยู่ภายใต้อํานาจบังคับบัญชาจากส่วนกลางโดยตรง

เมื่อพิจารณาจากความหมายของกฎหมายปกครอง การใช้อํานาจทางปกครอง หน่วยงาน ทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ และความหมายของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแล้ว จะเห็นได้ว่า กฎหมายปกครอง มีความสําคัญกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ดังนี้คือ

การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการบริหารราชการโดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ใช้อํานาจทางปกครอง เช่น การออกกฎหรือระเบียบข้อบังคับ หรือการออกคําสั่งแต่งตั้งโยกย้าย รวมทั้งการดําเนินการบริการสาธารณะ หรือการจัดทําสัญญาจ้างบริษัทเอกชนมาจัดทําบริการสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาค จะใช้อํานาจปกครองในการดําเนินการต่าง ๆ ได้ ก็จะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ไว้ด้วย เพราะถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็ไม่สามารถที่จะ ใช้อํานาจหน้าที่ในการดําเนินการใด ๆ ได้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็คือกฎหมายปกครองนั่นเอง

ตัวอย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีอํานาจออกคําสั่ง บรรจุ แต่งตั้ง ให้บําเหน็จ และลงโทษข้าราชการในส่วนภูมิภาคในจังหวัดได้ ก็เพราะมีกฎหมายปกครอง คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ เป็นต้น

 

ข้อ 3. ส่วนราชการ “จังหวัด” กับ “องค์การบริหารราชการส่วนจังหวัด” ใช้หลักในการจัดระเบียบบริหารส่วนราชการเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (การจัดตั้งองค์กรทางปกครองหรือการจัดส่วนราชการ) ของไทยนั้น จะใช้หลักการที่สําคัญอยู่ 2 หลัก คือ หลักการรวมอํานาจปกครองและหลักการกระจายอํานาจปกครอง

หลักการรวมอํานาจปกครอง เป็นหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยการมอบอํานาจ ปกครองให้แก่ราชการบริหารส่วนกลาง และมีเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้ใช้อํานาจปกครอง ซึ่งหลักการรวมอํานาจปกครองนี้จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การรวมศูนย์อํานาจปกครอง และการกระจาย การรวมศูนย์อํานาจปกครองหรือการแบ่งอํานาจปกครอง

1 การรวมศูนย์อํานาจปกครอง คือ การรวมอํานาจวินิจฉัยสั่งการทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลาง หรือส่วนกลาง และต้องมีระบบการบังคับบัญชาที่เคร่งครัด มีการรวมกําลังในการบังคับต่าง ๆ คือ กําลังทหาร และกําลังตํารวจให้ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง และมีลําดับชั้นการบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่

2 การแบ่งอํานาจปกครองหรือการกระจายการรวมศูนย์อํานาจปกครอง เป็นรูปแบบ ที่อ่อนตัวลงมาของการรวมศูนย์อํานาจปกครอง โดยการมอบอํานาจในการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยสั่งการบางอย่าง ให้แก่องค์กรหรือเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจําอยู่ในแต่ละท้องที่การปกครอง โดยองค์กรหรือ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังคงอยู่ในระบบบังคับบัญชาของส่วนกลาง

ประเทศไทยได้นําหลักการรวมอํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยการนําหลักการรวมศูนย์อํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง โดยการแบ่งส่วนราชการ ออกเป็น กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น และนําหลักการกระจายการรวมศูนย์อํานาจปกครองหรือหลักการแบ่งอํานาจ ปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็นจังหวัดและอําเภอ

หลักการกระจายอํานาจปกครอง เป็นหลักในการจัดระเบียบบริหารราชการ โดยส่วนกลาง จะมอบอํานาจปกครองบางส่วนให้แก่องค์กรอื่น ซึ่งไม่ใช่องค์กรของส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค เช่น การมอบอํานาจ ปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดทําบริการสาธารณะด้วยตนเอง โดยมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ ในความบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแล

ประเทศไทยได้นําหลักการกระจายอํานาจปกครองมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่น โดยจัดแบ่งส่วนราชการออกเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การจัดส่วนราชการเป็น “จังหวัด” กับ “องค์การบริหารราชการส่วนจังหวัด” จะใช้หลักในการจัดระเบียบบริหารส่วนราชการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ จังหวัดเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคใช้ หลักการกระจายการรวมศูนย์อํานาจปกครองหรือหลักการแบ่งอํานาจปกครองส่วนองค์การบริหารราชการส่วนจังหวัด เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งใช้หลักกระจายอํานาจปกครอง และทั้งสองหลักก็ยังมีความแตกต่างกัน ในสาระสําคัญเกี่ยวกับความเป็นอิสระ กล่าวคือ องค์การบริหารราชการส่วนจังหวัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณและบุคลากรเป็นของตนเอง สามารถดําเนินการได้โดยมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกํากับดูแล ส่วนจังหวัดนั้น การบริหารราชการจะอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา อย่างใกล้ชิดจากส่วนกลาง ไม่มีงบประมาณและบุคลากรเป็นของตนเอง เจ้าหน้าที่จะได้รับการแต่งตั้งจาก ส่วนกลางทั้งสิ้น

 

ข้อ 4. เก่งเป็นผู้สนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งให้กับแคนพี่เขยของตนซึ่งลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน เก่งได้แจ้งย้ายจากบ้านเลขที่ 11 เข้าบ้านเลขที่ 22 ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนว่าเก่งหวังผลในการเลือก ผู้ใหญ่บ้าน เพราะย้ายแต่ชื่อเข้าทะเบียนบ้านเท่านั้น แต่ตัวบุคคลไม่ได้เข้าอยู่จริง นายทะเบียนอําเภอ จึงใช้อํานาจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทําทะเบียนราษฎร ออกคําสั่งย้ายชื่อของเก่งออกจาก ทะเบียนบ้านเลขที่ 22 ไปเข้าทะเบียนบ้านกลาง สํานักทะเบียนประจําอําเภอ ทําให้เก่งไม่มีชื่อใน บัญชีรายชื่อเป็นผู้มีคุณสมบัติใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ดังนี้ คําสั่งย้ายชื่อเก่งออกจากทะเบียน บ้านเลขที่ 22 เข้าทะเบียนบ้านกลาง เป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปจงอธิบายพร้อมเหตุผล

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

กรณีที่จะเป็นคําสั่งทางปกครองนั้น จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ

1 ต้องเป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่

2 ต้องมีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

3 ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพ บางกระดาน ของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

4 ต้องก่อให้เกิดผลเฉพาะกรณีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5 ต้องมีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

ตามปัญหา การที่นายทะเบียนอําเภอซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ได้ใช้อํานาจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทํา ทะเบียนราษฎร ออกคําสั่งย้ายชื่อของเก่งออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 22 ไปเข้าทะเบียนบ้านกลาง ทําให้เก่งไม่มี รายชื่อในบัญชีรายชื่อเป็นผู้มีคุณสมบัติใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านนั้น ถือว่าคําสั่งย้ายชื่อเก่งออกจากทะเบียนบ้าน เลขที่ 22 เข้าทะเบียนบ้านกลาง เป็นคําสั่งทางปกครอง เพราะมีองค์ประกอบครบถ้วนตามนัยของคําสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือ เป็นคําสั่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ที่เป็น การใช้อํานาจตามกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งสิทธิของเก่ง คือทําให้เก่งไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อ เป็นผู้มีคุณสมบัติใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน

สรุป

คําสั่งย้ายชื่อเก่งออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 22 เข้าทะเบียนบ้านกลาง เป็นคําสั่งทาง ปกครอง

LAW3016กฎหมายปกครอง 2/2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3016กฎหมายปกครอง (สําหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายว่าการบริหารราชการส่วนภูมิภาคมีองค์กรใดบ้าง และกฎหมายปกครองมีความสําคัญต่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาคดังกล่าวอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน

ธงคําตอบ

“การบริหารราชการส่วนภูมิภาค” ได้แก่ จังหวัด (เป็นนิติบุคคล) และอําเภอ (ไม่เป็นนิติบุคคล) เป็นการบริหารราชการตามหลักการรวมอํานาจเช่นเดียวกับการบริหารราชการส่วนกลาง เพียงแต่การบริหาร ราชการส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารราชการแบบแบ่งอํานาจปกครอง โดยเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางที่ส่วนกลางได้ส่งไปประจําเพื่อปฏิบัติราชการตามเขตภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ และมีอํานาจวินิจฉัยสั่งการบางอย่างตามที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะ ยังคงอยู่ภายใต้อํานาจบังคับบัญชาจากส่วนกลางโดยตรง

กฎหมายปกครองมีความสําคัญต่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ดังนี้ คือ

“กฎหมายปกครอง” ซึ่งอาจจะอยู่ในชื่อของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกําหนด หรือประมวลกฎหมาย หรืออาจจะอยู่ในชื่อของประกาศคณะปฏิวัติ เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงานทางปกครอง หรือแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ซึ่งอํานาจหน้าที่ในทางปกครองนั้น ได้แก่ อํานาจหน้าที่ในการจัดทําบริการสาธารณะ รวมทั้ง การใช้อํานาจทางปกครอง ในการออกกฎ การออกคําสั่งทางปกครอง การกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น ๆ และการทําสัญญาทางปกครอง

และการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ก็คือการบริหารราชการโดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ใช้อํานาจ ทางปกครองดังกล่าว เช่น การออกกฎหรือระเบียบข้อบังคับ หรือการออกคําสั่งแต่งตั้งโยกย้าย รวมทั้งการ ดําเนินการบริการสาธารณะหรือการจัดทําสัญญาจ้างบริษัทเอกชนมาจัดทําบริการสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะใช้อํานาจปกครองในการดําเนินการต่าง ๆ ได้ ก็จะต้องมีกฎหมายบัญญัติ ให้อํานาจและหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ไว้ด้วย เพราะถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ เจ้าหน้าที่ของ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็ไม่สามารถที่จะใช้อํานาจหน้าที่ในการดําเนินการใด ๆ ได้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็คือ กฎหมายปกครองนั้นเอง

ตัวอย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีอํานาจ บรรจุ แต่งตั้ง ให้บําเหน็จ และลงโทษข้าราชการในส่วนภูมิภาคในจังหวัดได้ ก็เพราะมีกฎหมายปกครอง คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้

 

ข้อ 2. จงอธิบายว่าวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหมายความว่าอย่างไร และบทบัญญัติใดในมาตราใดต่อไปนี้ที่ต้องใช้วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542

มาตรา 4 การเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 5 ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น การเช่าเกินกว่าหนึ่งร้อยไร่ต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดี

มาตรา 9 ให้นําบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเช่าทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติฉบับนี้

มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ธงคําตอบ

“วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดําเนินการของ เจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎและรวมถึงการดําเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5)

จากความหมายของวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การดําเนินการของ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีการเตรียมการและ การดําเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคําสั่งทางปกครองหรือกฏ

( ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น “คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

“กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ

ดังนั้นบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ ของพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ตามปัญหา มาตราที่จะต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้แก่

1 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า “ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่” ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นหมายความถึงเจ้าหน้าที่ที่มีอํานาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีอํานาจรับจดทะเบียน และเมื่อมีการรับจดทะเบียน การรับจดทะเบียนของเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการ ดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า “ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี” ซึ่งการอนุมัติของอธิบดีนั้น ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ดังนั้นจึงต้องมีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

3 มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอํานาจออก กฎกระทรวง” การออกกฎกระทรวงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นถือว่าเป็นกฎ ดังนั้นจึงต้อง มีการดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ส่วนมาตรา 1 และมาตรา 9 ไม่ได้เป็นเรื่องของการเตรียมการและการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ ในการจัดให้มีคําสั่งทางปกครอง หรือกฎ จึงไม่ต้องดําเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแต่อย่างใด

 

ข้อ 3. ท่านเข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาจะใช้อํานาจบังคับบัญชาควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจหรือความเหมาะสมของการทําคําสั่งทางปกครองของผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างไรบ้าง จงอธิบายตามหลักกฎหมายปกครอง

ธงคําตอบ

“อํานาจบังคับบัญชา” เป็นอํานาจที่ผู้บังคับบัญชาใช้ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นอํานาจ ที่ไม่มีเงื่อนไข ผู้บังคับบัญชามีอํานาจในการให้คําแนะนําและสามารถที่จะสั่งการใด ๆ ก็ได้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม สามารถที่จะกลับ แก้ไข ยกเล็ก เพิกถอน คําสั่งหรือการกระทําของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสมอ เว้นแต่จะมีกฎหมาย บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นประการอื่น แต่อย่างไรก็ตามการใช้อํานาจบังคับบัญชานั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย จะใช้อํานาจบังคับบัญชาที่ขัดต่อกฎหมายไม่ได้แม้ว่าจะได้ใช้ไปในทางที่เหมาะสมก็ตาม อํานาจบังคับบัญชาจึง เป็นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดภายในองค์กรเดียวกันที่มีขีดขั้นแห่งความรับผิดชอบตามลําดับชั้น

ลักษณะทั่วไปของอํานาจบังคับบัญชา

1 ไม่ต้องมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติให้อํานาจไว้โดยชัดแจ้ง ถือเป็นหลักกฎหมาย มหาชนทั่วไป

2 ควบคุมได้ทั้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจหรือความเหมาะสมของ การทําคําสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นอํานาจเหนือการกระทําของผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยการให้อํานาจแนะนําสั่งการ และวางแนวปฏิบัติ เป็นคําสั่ง หนังสือเวียน หนังสือสั่งการต่าง ๆ หรือใช้อํานาจเพิกถอนการกระทํา แก้ไข เปลี่ยนแปลง รวมถึงการใช้อํานาจสอดเข้าไปใช้อํานาจแทนสําหรับกรณีที่กฎหมายบัญญัติอนุญาตไว้หรือเมื่อมี เหตุจําเป็น

 

ข้อ 4. การที่ผู้อํานวยการเขตบางกะปิใช้อํานาจตามกฎหมายเพื่อรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ประกาศยกเลิกสิทธิของผู้ค้าขายจํานวน 21 ราย ในอันที่จะทําการค้าขาย บริเวณพื้นที่ทางเท้าสาธารณะในจุดผ่อนผันบริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัย ตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัยถึงรั้วการกีฬาแห่งประเทศไทยชั่วคราวจนกว่าจะปรับปรุงพื้นที่ทางเท้า สาธารณะเสร็จมีระยะเวลา 3 เดือน ดังนี้ ประกาศดังกล่าวมีสถานะทางกฎหมายเป็น “คําสั่งทางปกครอง” หรือ “กฎ” หรือไม่เป็นการกระทําทางปกครองใด ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมหลักกฎหมาย

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้ให้ความหมาย ของ “คําสั่งทางปกครอง” และ “กฏ” ไว้ดังนี้

“คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง บุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

“กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ

โดยปกติแล้วการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการกระทําทางปกครอง โดยการออกกฎหรือออกคําสั่งทางปกครองนั้น เป็นการใช้อํานาจทางปกครองโดยอาศัยอํานาจตามกฎหมาย เพียงแต่การพิจารณาว่าการกระทําดังกล่าวเป็นกฎ หรือคําสั่งทางปกครองนั้น มิได้พิจารณาจากชื่อหรือรูปแบบ เพราะบางกรณีหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ออกระเบียบหรือประกาศอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ถ้าระเบียบหรือประกาศนั้นไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป แต่มุ่งหมายให้มีผลใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ ระเบียบหรือประกาศนั้นก็ไม่ถือว่าเป็น “กฏ” แต่จะเป็น “คําสั่งทางปกครอง”

กรณีตามปัญหา การที่ผู้อํานวยการเขตบางกะปิใช้อํานาจตามกฎหมายเพื่อรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ประกาศยกเลิกสิทธิของผู้ค้าขายที่จะทําการค้าขายบริเวณ พื้นที่ทางเท้าสาธารณะในจุดผ่อนผันฯ นั้น จะเห็นได้ว่าประกาศฯ ดังกล่าวมีผลบังคับเฉพาะเจาะจงกับผู้ค้า ทั้ง 21 รายที่ไม่สามารถค้าขายในทางเท้าสาธารณะดังกล่าวได้ต่อไปแม้จะเป็นระยะเวลา 3 เดือนก็ตาม ดังนั้น ประกาศฯ ดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ไม่ใช่กฎ

สรุป ประกาศดังกล่าวมีสถานะทางกฎหมายเป็นคําสั่งทางปกครอง ไม่ใช่กฎ

LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จันทร์เป็นลูกหนี้ อังคารเป็นเจ้าหนี้ ในหนี้เงินกู้ยืมสามแสนบาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 20 มกราคม 2561 เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ จันทร์ได้ชําระหนี้ให้แก่อังคารจํานวนสามแสนบาท โดยวิธีโอนเงิน ทางธนาคารเข้าบัญชีของอังคารที่ธนาคาร ซึ่งอังคารเองก็ยอมรับว่ามีการโอนเงินจํานวนดังกล่าว เข้าบัญชีของอังคารจริง แต่อังคารปฏิเสธไม่ยอมรับการชําระหนี้ด้วยวิธีการดังกล่าว ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการชําระหนี้ของจันทร์เป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 208 วรรคหนึ่ง “การชําระหนี้จะให้สําเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการ ชําระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง”

วินิจฉัย

กรณีที่จะถือว่าเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่งนั้น จะต้อง เป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ให้เกิดผลตรงตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเจ้าหนี้ โดยลูกหนี้จะต้องอยู่ในฐานะ ที่จะสามารถชําระหนี้ได้ และจะต้องเป็นการชําระหนี้โดยตรง กล่าวคือ จะต้องเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้ ในลักษณะที่จะให้เกิดสําเร็จผลตามวัตถุประสงค์ของหนี้โดยตรง เช่น ลูกหนี้ตกลงจะชําระหนี้เป็นเงินสด ดังนี้ ลูกหนี้จะนําทรัพย์สินอื่นมาชําระแทน หรือจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหนี้ในธนาคารไม่ได้ เพราะจะถือว่า เป็นการชําระหนี้อย่างอื่น อันเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยมิชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง

ตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์เป็นลูกหนี้อังคารในหนี้เงินกู้สามแสนบาทนั้น จันทร์จึงต้องชําระหนี้ ให้แก่อังคารด้วยเงินโดยตรงจึงจะถือว่าเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบ ดังนั้นการที่จันทร์ชําระหนี้ให้แก่ อังคารโดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของอังคาร และแม้อังคารเองจะยอมรับว่าจันทร์ได้โอนเงินจํานวนดังกล่าว เข้าบัญชีของอังคารจริงก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการชําระหนี้อย่างอื่น จึงเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยมิชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง

สรุป การชําระหนี้ของจันทร์เป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยมิชอบ

 

ข้อ 2. นายทะเลผู้ค้าปลีกทําสัญญาซื้อขายข้าวโพดกับนายหินผู้ค้าส่งจํานวน 50 กิโลกรัม โดยตกลงว่าจะชําระราคาในวันส่งมอบสินค้า ก่อนถึงกําหนดเวลาส่งมอบสินค้าตามสัญญา เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ โรงเก็บโกดังสินค้าของนายหินทําให้สินค้าที่มีอยู่เดิมจํานวน 200 กิโลกรัม เหลือเพียง 20 กิโลกรัม นายหินจึงนําสินค้าที่เหลืออยู่ไปส่งให้ตามกําหนด โดยอ้างเหตุสุดวิสัยที่ถูกไฟไหม้ว่าทําให้เกิดเหตุ พ้นวิสัยขึ้นทําให้ส่งสินค้าครบตามสัญญาไม่ได้ และอ้างอีกว่านายทะเลต้องรับสินค้าที่นํามาส่งให้ จํานวน 20 กิโลกรัมไว้ เพราะยังเป็นสินค้าที่มีคุณภาพไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ซึ่งนายทะเลยังนําไป จําหน่ายได้อยู่ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของนายหินฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 219 “ถ้าการชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น ภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้น

ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถชําระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือ เสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทําให้การชําระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยฉะนั้น”

มาตรา 320 “อันจะบังคับให้เจ้าหนี้รับชําระหนี้แต่เพียงบางส่วน หรือให้รับชําระหนี้เป็นอย่างอื่น ผิดไปจากที่จะต้องชําระแก่เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าหาอาจจะบังคับได้ไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทะเลผู้ค้าปลีกทําสัญญาซื้อขายข้าวโพดกับนายหินผู้ค้าส่งจํานวน 50 กิโลกรัมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีข้อตกลงกันว่าสินค้าข้าวโพดนั้นจะต้องนํามาจากแหล่งใดโดยเฉพาะ สินค้าข้าวโพดดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป ยังไม่ได้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ดังนั้นกรณีที่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ โรงเก็บโกดังสินค้าของนายหินทําให้สินค้าที่มีอยู่เดิมจํานวน 200 กิโลกรัม เหลือเพียง 20 กิโลกรัม แม้ว่าอุบัติเหตุ ไฟไหม้จะเป็นพฤติการณ์ที่นายหินลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่กรณีที่จะทําให้การชําระหนี้ กลายเป็นพ้นวิสัย และทําให้นายหินลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้นตามมาตรา 219 แต่อย่างใด เนื่องจากนายหินยังมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องหาทรัพย์ประเภทเดียวกันจากที่อื่นมาส่งมอบให้แก่นายทะเล ดังนั้น การที่นายหินได้นําสินค้าที่เหลืออยู่ไปส่งมอบให้ตามกําหนด โดยอ้างเหตุสุดวิสัยที่ถูกไฟไหม้ว่าทําให้เกิด เหตุพ้นวิสัยขึ้นทําให้ส่งสินค้าครบตามสัญญาไม่ได้นั้น ข้ออ้างกรณีนี้ของนายหินจึงฟังไม่ขึ้น

และเมื่อตามสัญญาซื้อขายข้าวโพดตกลงกันว่าจะส่งมอบข้าวโพดจํานวน 50 กิโลกรัม แต่นายหิน ได้นํามาส่งมอบเพียง 20 กิโลกรัมนั้น ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ขอชําระหนี้แต่เพียงบางส่วน ซึ่งนายหินลูกหนี้จะ บังคับให้นายทะเลเจ้าหนี้รับชําระหนี้แต่เพียงบางส่วนไม่ได้ตามมาตรา 320 ดังนั้น ข้ออ้างของนายหินที่ว่า นายทะเลต้องรับสินค้าที่นํามาส่งให้จํานวน 20 กิโลกรัมไว้ เพราะยังเป็นสินค้าที่มีคุณภาพไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ซึ่ง นายทะเลยังนําไปจําหน่ายได้อยู่ จึงฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน นายทะเลจึงมีสิทธิปฏิเสธไม่รับสินค้าข้าวโพดที่นายหิน ส่งมอบให้ได้

สรุป ข้ออ้างของนายหินทั้ง 2 ประการ ฟังไม่ขึ้น

 

 

ข้อ 3. ในวันที่ 10 มกราคม 2558 นายหล่อได้ทําสัญญาให้นายเข้มเพื่อนสนิทกู้ยืมเงินไป 500,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า “นายเข้มมีเงินเมื่อใดค่อยนํามาคืน” ต่อมานายหล่อได้ทําสัญญากู้ยืมเงินนายรวย 2,000,000 บาท เพื่อนํามาใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในกิจการร้านขายกาแฟของตน กําหนดชําระคืน ในวันที่ 24 ตุลาคม 2561 ก่อนหนี้เงินกู้ที่ติดค้างต่อนายรวยจะถึงกําหนดชําระ 1 เดือน นายหล่อ รู้ตัวดีว่าตนไม่สามารถชําระหนี้ให้กับนายรวยได้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกนอกจากบ้านหลังเดียวที่ ใช้อยู่อาศัยในปัจจุบัน นายหล่อจึงได้จดทะเบียนยกบ้านหลังดังกล่าวราคาประมาณ 1,500,000 บาท ให้กับนางสาวสวยซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียว โดยนางสาวสวยจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเอง เดือนละ 5,000 บาทตลอดชีพ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวสวยไม่ได้รู้ถึงภาระหนี้สินของนายหล่อที่มีต่อนายรวยแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ นายหล่อไม่ชําระหนี้ให้แก่นายรวย และนายหล่อก็ไม่ยอมทวงถามนายเข้มให้ชําระหนี้แก่ตน นายรวยจึงใช้สิทธิเรียกร้องของนายหล่อ ฟ้องให้นายเข้มชําระหนี้ 500,000 บาท และฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่นายหล่อยกบ้าน ให้กับนางสาวสวย นายเข็มต่อสู้ว่าหนี้ของตนเกิดขึ้นก่อนที่นายหล่อจะไปทําสัญญากู้ยืมเงินนายรวย อีกทั้งหนี้ดังกล่าวยังไม่ถึงกําหนดชําระ นายรวยจึงไม่มีอํานาจฟ้อง ส่วนนางสาวสวยต่อสู้ว่าตนเอง สุจริต และกรณีไม่ใช่เป็นการให้โดยเสน่หาเพราะตนต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้นายหล่อเป็น รายเดือน นายรวยจึงไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเข้มและนางสาวสวยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 203 วรรคหนึ่ง “ถ้าเวลาอันจะพึงชําระหนี้มีได้กําหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจาก พฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชําระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชําระหนี้ ของตนได้โดยพลันดุจกัน”

มาตรา 233 “ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้”

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้ กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํา นิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมีให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิ ในทรัพย์สิน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ข้อต่อสู้ของนายเข้มและนางสาวสวยฟังขึ้นหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายเข้ม ตามมาตรา 233 การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้น หนี้ของเจ้าหนี้จะเกิดขึ้น ก่อนหรือหลังก็ได้ เพียงแต่ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกอยู่ เมื่อหนี้ดังกล่าวถึงกําหนดชําระแล้ว และ ลูกหนี้ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิแล้วทําให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ เจ้าหนี้ย่อมสามารถเข้าไปใช้สิทธิเรียกร้อง ดังกล่าวในนามของตนเองแทนลูกหนี้ได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายหล่อทําสัญญาให้นายเข้มกู้ยืมเงินไป 500,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2558 โดยมีข้อตกลงว่านายเข้มมีเงินเมื่อใดค่อยนํามาคืนนั้น ถือเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขไม่แน่นอน จึงเป็น หนี้ที่ถึงกําหนดชําระโดยพลัน ตามมาตรา 203 วรรคหนึ่ง ดังนั้นต่อสู้ของนายเข้มที่ว่าหนี้ของตนเกิดขึ้นก่อนที่ นายหล่อจะไปกู้ยืมเงินนายรวย อีกทั้งหนี้ดังกล่าวยังไม่ถึงกําหนดชําระ นายรวยจึงไม่มีอํานาจฟ้องนั้น จึงฟังไม่ขึ้น

กรณีของนางสาวสวย การที่นายหล่อทํานิติกรรมยกบ้านให้กับนางสาวสวยบุตรสาวของตนนั้น เป็นนิติกรรมที่นายหล่อได้ทําลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และเมื่อนิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรม การเห้เดยเสนา จึงจําเป็นจะต้องพิจารณาว่านางสาวสวยสุจริตหรือไม่ เจ้าหนี้ก็สามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ตามมาตรา 237 และแม้การที่นายหล่อยกบ้านให้กับนางสาวสวยนั้น นางสาวสวยต้องจ่ายค่าอุปการะ เลี้ยงดูนายหล่อก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงหน้าที่ตามธรรมจรรยาซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงนิติกรรมการให้เป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้นการที่นางสาวสวยต่อสู้ว่าตนเองสุจริต และกรณีไม่ใช่เป็นการให้โดยเสน่หา นายรวยจึงไม่สามารถเพิกถอน นิติกรรมดังกล่าวได้นั้น ข้อต่อสู้ของนางสาวสวยจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้อต่อสู้ของนายเข้มและนางสาวสวยฟังไม่ขึ้น

 

 

ข้อ 4. บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสองได้ร่วมกันทําสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 100,000 บาท จากนายสิบและได้จดทะเบียนจํานองที่ดินของบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสองแก่นายสิบไว้เป็นประกันด้วย ต่อมานายสิบเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายต่อนายพัน นายสิบจึงได้ทําหนังสือลงลายมือชื่อโอนสิทธิ เรียกร้องหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้แก่นายพันเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย และนายสิบได้จดทะเบียน โอนสิทธิจํานองนั้นแก่นายพัน ต่อมานางสองได้ชําระหนี้เงินกู้แก่นายสิบ 20,000 บาท หลังจากนั้น นายสิบและนายพันได้ร่วมกันทําหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองเพื่อทราบ เมื่อหนี้เงินกู้ถึงกําหนด บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองไม่ชําระ นายพัน จึงฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ 100,000 บาทตามสัญญาจากบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง และขอบังคับ จํานองด้วย บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง ให้การต่อสู้ว่า

(1) การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง การโอน จึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้

(2) การจํานองไม่ได้ทําเป็นสัญญากันใหม่ระหว่างบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง กับนายพัน การจํานองจึงระงับแล้ว นายพันไม่มีสิทธิบังคับจํานอง

(3) นางสองได้ชําระหนี้บางส่วนแก่นายสิบแล้ว บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองจึงต้องรับผิด อีกเพียง 80,000 บาท

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง ทั้ง 3 ข้อ ฟังขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 291 “ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทําการชําระหนี้โดยทํานองซึ่งแต่ละคนจําต้องชําระหนี้ สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชําระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคง ต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชําระเสร็จสิ้นเชิง

มาตรา 292 วรรคหนึ่ง “การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชําระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ “กหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทําแทนชําระหนี้ วางทรัพย์สินแทน กระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย”

มาตรา 305 วรรคหนึ่ง “เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจํานองหรือจํานําที่มีอยู่เกี่ยวพันกับ เริเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ําประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย”

มาตรา 306 วรรคหนึ่ง “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชําระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทําเป็นหนังสือท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คําบอกกล่าวหรือความยินยอม เช่นว่านี้ท่านว่าต้องทําเป็นหนังสือ”

มาตรา 308 วรรคสอง “ถ้าลูกหนี้เป็นแต่ได้รับคําบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหนี้มีข้อต่อสู้ ผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับคําบอกกล่าวนั้นฉันใด ก็จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แก่ผู้รับโอนได้ฉันนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง การโอนหนี้อันจะพึงต้องชําระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะ เจาะจงนั้น จะต้องทําเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์ และการโอนนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ก็ ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ได้ยินยอมเป็นหนังสือในการโอนนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง

การที่ บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสอง ได้ร่วมกันทําสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 100,000 บาท จากนายสิบ และได้จดทะเบียนจํานองที่ดินของบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสองแก่นายสิบไว้เป็นประกันด้วยนั้น ย่อมถือว่า บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสอง เป็นลูกหนี้ร่วมของนายสิบ เพราะทั้งสองได้แสดงเจตนาร่วมกันกู้ยืมเงิน จากนายสิบ ดังนั้น บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง จึงต้องชําระหนี้แก่นายสิบอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 291 และเมื่อต่อมานายสิบได้ทําหนังสือลงลายมือชื่อโอนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้แก่นายพัน การโอนจึงสมบูรณ์ และเมื่อนายสิบและนายพันได้ร่วมกันทํา หนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และ นางสองเพื่อทราบ การบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมขอบด้วยมาตรา 306 วรรคหนึ่ง โดย ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองแต่อย่างใด และมีผลผูกพันบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด กับนางสองที่จะต้องชําระหนี้ให้แก่นายพันซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ ดังนั้น ข้อต่อสู้ของบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และ นางสองที่ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง การโอนจึงไม่สมบูรณ์ ใช้บังคับไม่ได้นั้น จึงฟังไม่ขึ้น

(2) ตามมาตรา 305 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว สิทธิจํานองที่มีอยู่เกี่ยวพัน กับสิทธิเรียกร้องนั้นย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย ดังนั้นตามอุทาหรณ์เมื่อนายสิบได้จดทะเบียนโอนสิทธิจํานองนั้น ให้แก่นายพันผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วด้วย นายพันจึงเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ที่มีสิทธิตามสัญญาจํานองและสามารถ บังคับจํานองได้ ข้อต่อสู้ของบริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองที่ว่าการจํานองไม่ได้ทําเป็นสัญญากันใหม่ระหว่าง บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง กับนายพัน การจํานองจึงระงับแล้ว นายพันไม่มีสิทธิบังคับจํานอง จึงฟังไม่ขึ้น

(3) การที่นางสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งได้ชําระหนี้เงินกู้ให้แก่นายสิบ 20,000 บาทนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วยตามมาตรา 292 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นการชําระหนี้ก่อนที่นางสองจะ ได้รับคําบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องจากนายสิบและนายพัน บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองจึงสามารถยก ข้อที่ได้ชําระหนี้บางส่วนแล้วนั้นขึ้นต่อสู้นายพันผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 308 วรรคสอง ดังนั้น การที่ บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสองให้การต่อสู้ว่า นางสองได้ชําระหนี้บางส่วนแล้ว บริษัท ดีหนึ่ง จํากัด และนางสอง จึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวอีกเพียง 80,000 บาทนั้น ข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงฟังขึ้น

สรุป

ข้อต่อสู้ในข้อ (1) และ (2) ฟังไม่ขึ้น แต่ข้อต่อสู้ในข้อ (3) ฟังขึ้น

 

LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จันทร์กู้เงินอังคารไปหนึ่งแสนบาท กําหนดชําระคืนให้ในวันที่ 20 มกราคม 2561 ครั้นถึงวันที่ 10 มกราคม 2561 อังคารได้แจ้งไปยังจันทร์ว่ากําหนดชําระหนี้ในวันที่ 20 มกราคม 2561 นั้น อังคาร ไม่สามารถรับชําระหนี้ได้ เพราะไม่อยู่จะไปต่างประเทศ ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 20 มกราคม 2561 อังคารไม่อยู่บ้านจริง ๆ เพราะไปต่างประเทศ แต่จันทร์เองก็ไม่ได้ไปขอปฏิบัติการชําระหนี้ให้แก่อังคารแต่ประการใด ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ใครตกเป็นผู้ผิดนัด เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 204 “ถ้าหนี้ถึงกําหนดชําระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คําเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชําระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กําหนดเวลาชําระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชําระหนี้ตามกําหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ก่อนการชําระหนี้ ซึ่งได้กําหนดเวลาลงไว้อาจคํานวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว”

มาตรา 207 “ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุ อันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด”

มาตรา 208 วรรคสอง “แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชําระหนี้ก็ดี หรือเพื่อที่จะ ชําระหนี้จําเป็นที่เจ้าหนี้จะต้องกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่า ได้เตรียมการ ที่จะชําระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้รับชําระหนี้นั้น เท่านี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่า คําบอกกล่าวของลูกหนี้นั้นก็เสมอกับคําขอปฏิบัติการชําระหนี้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์กู้เงินอังคารไปหนึ่งแสนบาท กําหนดชําระคืนให้ในวันที่ 20 มกราคม 2561 ครั้นถึงวันที่ 10 มกราคม 2561 อังคารได้แจ้งไปยังจันทร์ลูกหนี้ว่ากําหนดชําระหนี้ในวันที่ 20 มกราคม 2561 นั้น อังคารไม่สามารถรับชําระหนี้ได้เพราะไม่อยู่จะไปต่างประเทศ กรณีเช่นนี้หากถึงวันที่ 20 มกราคม 2561 จันทร์ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้แต่อังคารไม่รับชําระหนี้เพราะไปต่างประเทศ ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่ เจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ อังคารเจ้าหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 207

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 20 มกราคม 2561 อังคารไม่อยู่บ้านจริง ๆ เพราะไปต่างประเทศ แต่จันทร์เองก็ไม่ได้ไปขอปฏิบัติการชําระหนี้ให้แก่อังคารแต่ประการใด กรณีจึงไม่ต้องด้วย หลักเกณฑ์ตามมาตรา 207 ดังนั้น จะถือว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ได้

และเมื่อหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าว เป็นหนี้ที่มีกําหนดเวลาชําระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และเมื่อ ถึงกําหนดคือวันที่ 20 มกราคม 2561 จันทร์ลูกหนี้มิได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ กรณีนี้จึงถือว่าจันทร์ลูกหนี้ตกเป็น ผู้ผิดนัดตามมาตรา 204 วรรคสอง

สรุป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าจันทร์ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด

 

 

ข้อ 2. พุธเช่าบ้านของพฤหัส ต่อมาปรากฏว่าศุกร์ละเมิดจุดไฟเผาบ้านหลังดังกล่าว ไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลัง บ้านหลังนี้มีราคาหนึ่งล้านบาท พุธจึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมดคือราคาบ้าน ให้แก่พฤหัสไปเป็นเงินหนึ่งล้านบาท ซึ่งพฤหัสก็รับไว้ ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า พุธจะเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความ เสียหายจํานวนหนึ่งล้านบาทนั้นให้แก่ตนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 226 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่ เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง”

มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอํานาจกฎหมาย”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย การรับช่วงสิทธิ คือ การที่สิทธิเรียกร้องเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนเดิมไปยังเจ้าหนี้ คนใหม่โดยผลของกฎหมาย ทําให้เจ้าหนี้คนใหม่เข้ามามีสิทธิแทนเจ้าหนี้คนเดิม ซึ่งตามมาตรา 227 ได้วางหลักเกณฑ์ ของการรับช่วงสิทธิไว้ดังนี้

1 ผู้ที่จะเข้ารับช่วงสิทธิมีได้เฉพาะลูกหนี้เท่านั้น

2 ต้องมีหนี้ที่มีลูกหนี้จะต้องชําระก่อน

3 ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้มีการชําระหนี้กัน ส่งผลให้มีการเข้ารับช่วงสิทธิกัน

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พุธเช่าบ้านของพฤหัส ต่อมาปรากฏว่าศุกร์ได้ละเมิดจุดไฟเผาบ้าน หลังดังกล่าว ทําให้ไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลังโดยบ้านหลังนี้มีราคา 1 ล้านบาทนั้น ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ พฤหัสโดยการกระทําของศุกร์ และความเสียหายดังกล่าวพุธซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าธรรมดาไม่มีหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้อง รับผิดชอบในความเสียหายต่อพฤหัสผู้ให้เช่า ดังนั้น พุธจึงมิใช่ลูกหนี้ตามนัยของมาตรา 227 การที่พุธได้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมดคือราคาบ้านให้แก่พฤหัสไปเป็นเงิน 1 ล้านบาท จึงไม่ก่อให้เกิดการ รับช่วงสิทธิใด ๆ เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติมาตรา 227 พุธจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจํานวน 1 ล้านบาทให้แก่ตนได้

สรุป พุธจะเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย จํานวน 1 ล้านบาทให้แก่ตนไม่ได้

 

 

ข้อ 3. เอกเป็นเจ้าหนี้โทอยู่หนึ่งแสนบาท แต่โทไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เลย โทมีอาชีพค้าขายมีรายได้เพียงวันละหนึ่งร้อยบาท ต่อมาปรากฏว่าโทได้จดทะเบียนรับตรีเป็นบุตรบุญธรรมของตน ซึ่งเป็นผลทําให้ โทจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นคือค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายในการให้การศึกษาแก่ตรี ผู้เป็นบุตรบุญธรรม ทําให้ทรัพย์สินของโทต้องหมดเปลืองและลดน้อยลงยิ่งขึ้นอีก ดังนี้ เอกสมควรจะใช้มาตรการใดทางกฎหมายเพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมกองทรัพย์สินของ โทได้บ้างหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํา นิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมีให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิ ในทรัพย์สิน

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลง ทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง แต่ถ้านิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลงนั้น ไม่ได้ทําให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่อย่างใด กล่าวคือ แม้ลูกหนี้จะได้ทํานิติกรรมนั้นลูกหนี้ก็ยังมีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ ยังสามารถที่จะบังคับชําระหนี้ได้ หรือนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทํานั้นเป็นนิติกรรมที่มิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ตามมาตรา 237 วรรคสอง ดังนี้ เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เอกเป็นเจ้าหนี้โทอยู่ 1 แสนบาท แต่โทไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เลย โดยโทมีอาชีพค้าขายมีรายได้เพียงวันละ 100 บาท และต่อมาโทได้จดทะเบียนรับตรีเป็นบุตรบุญธรรมของตน ซึ่งมีผลทําให้โทจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นคือค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายในการให้การศึกษาแก่ตรี บุตรบุญธรรม ทําให้ทรัพย์สินของโทต้องหมดเปลืองและลดน้อยลงยิ่งขึ้นอีกนั้น เมื่อการที่โทจดทะเบียนรับตรี เป็นบุตรบุญธรรมนั้น เป็นนิติกรรมที่มิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สินตามมาตรา 237 วรรคสอง ดังนั้น เอกจะ ใช้มาตรการในทางกฎหมายเพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมกองทรัพย์สินของโทโดยการร้องขอให้ศาลเพิกถอน นิติกรรมการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของโทไม่ได้

สรุป เอกจะใช้มาตรการในทางกฎหมายโดยการร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียน รับบุตรบุญธรรมของโทไม่ได้

 

 

ข้อ 4. ศุกร์และเสาร์เป็นเจ้าของรวมในรถยนต์คันหนึ่ง ต่อมาศุกร์และเสาร์ได้ร่วมกันทําสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่อาทิตย์ในราคาห้าแสนบาท อาทิตย์ได้นําเงินห้าแสนบาทไปขอปฏิบัติการชําระราคา โดยชอบตามสัญญาซื้อขายต่อศุกร์ แต่ปรากฏว่าศุกร์บอกปัดไม่ยอมรับชําระราคาโดยปราศจาก มูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ อาทิตย์จึงนําเงินจํานวนดังกล่าวไปวางที่สํานักงานวางทรัพย์เพื่อ ประโยชน์แก่ศุกร์ (เจ้าหนี้) หลังจากนั้นปรากฏว่าเสาร์ได้เรียกร้องให้อาทิตย์ชําระหนี้ราคารถยนต์ จํานวนห้าแสนบาทอีก ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าอาทิตย์ต้องชําระหนี้ให้แก่เสาร์หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 207 “ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้นั้นโดยปราศจาก มูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด”

มาตรา 292 วรรคหนึ่ง “การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชําระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทําแทนชําระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชําระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย”

มาตรา 299 วรรคสาม “นอกจากนี้ ท่านให้นําบทบัญญัติแห่งมาตรา 292, 293 และ 295 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวโดยเฉพาะก็คือ แม้เจ้าหนี้ร่วมกันคนหนึ่งจะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลอื่นไปก็ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้คนอื่น ๆ ด้วยไม่”

มาตรา 331 “ถ้าเจ้าหนี้บอกปัดไม่ยอมรับชําระหนี้ก็ดีหรือไม่สามารถจะรับชําระหนี้ได้ก็ดี หากบุคคลผู้ชําระหนี้วางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว ก็ย่อมจะเป็นอันหลุดพ้นจาก หนี้ได้ ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่บุคคลผู้ชําระหนี้ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิ หรือไม่รู้ตัวเจ้าหนี้ได้แน่นอน โดยมิใช่ความผิดของตน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ศุกร์และเสาร์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในรถยนต์คันหนึ่ง ได้ร่วมกันทําสัญญา ขายรถยนต์คันนั้นให้กับอาทิตย์ ศุกร์และเสาร์จึงถือเป็นเจ้าหนี้ร่วมในค่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว

ตามข้อเท็จจริง การที่อาทิตย์ไปขอชําระหนี้ต่อศุกร์โดยชอบ แต่กร์บอกปัดไม่ยอมรับชําระหนี้ โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้นั้น ศุกร์เจ้าหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 207 และย่อมเป็นโทษ แก่เสาร์เจ้าหนี้ร่วมด้วย

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาทิตย์ได้นําเงินค่าซื้อรถยนต์ 5 แสนบาทไปวางที่สํานักงาน วางทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ จึงถือเป็นการวางทรัพย์สินแทนการชําระหนี้โดยชอบตามมาตรา 331 และ การวางทรัพย์ในกรณีดังกล่าวจึงมีผลต่อเสาร์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ร่วมกันด้วยตามมาตรา 299 วรรคสาม ประกอบมาตรา 292 วรรคหนึ่ง มาตรา 207 และมาตรา 331 ดังนั้น เมื่อเสาร์ได้เรียกร้องให้อาทิตย์ชําระหนี้ราคารถยนต์จํานวน 5 แสนบาท อาทิตย์จึงไม่ต้องชําระให้แก่เสาร์

สรุป อาทิตย์ไม่ต้องชําระหนี้จํานวน 5 แสนบาทให้แก่เสาร์

 

LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จันทร์กู้เงินอังคารไปสองเสนบาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 22 มกราคม 2561 พอใกล้จะถึงกําหนดอังคารแจ้งไปยังจันทร์ว่าวันที่ 22 มกราคม 2561 อังคารจะไม่อยู่รอรับชําระหนี้เพราะจะไปต่างจังหวัด ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ถ้าจันทร์ต้องการจะทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัด จันทร์จะต้องทําอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 207 “ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุ อันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด”

มาตรา 208 “การขาระหนี้จะให้สําเร็จเป็นผลอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชําระหนี้ ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง

แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชําระหนี้ก็ดี หรือเพื่อที่จะชําระหนี้จําเป็นที่เจ้าหนี้ จะต้องกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่า ได้เตรียมการที่จะชําระหนี้ไว้พร้อม เสร็จแล้วให้เจ้าหนี้รับชําระหนี้นั้น เท่านี้ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้วในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าคําบอกกล่าวของลูกหนี้นั้น ก็เสมอกับคําขอปฏิบัติการชําระหนี้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์กู้เงินอังคารไปสองแสนบาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 22 มกราคม 2561 พอใกล้จะถึงกําหนด อังคารได้แจ้งไปยังจันทร์ว่า วันที่ 22 มกราคม 2561 อังคารจะไม่อยู่รอรับ ชําระหนี้เพราะจะไปต่างจังหวัดนั้น ถ้าจันทร์ต้องการจะทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัด จันทร์จะต้องดําเนินการ ตามมาตรา 207 และมาตรา 208 ดังนี้คือ

1 เมื่ออังคาร (เจ้าหนี้) ได้แสดงแก่จันทร์ (ลูกหนี้) ว่าจะไม่รับชําระหนี้ ดังนั้นจันทร์ (ลูกหนี้) สามารถทําให้อังคาร (เจ้าหนี้) ตกเป็นผู้ผิดนัดได้ตามมาตรา 208 วรรคสอง ประกอบมาตรา 37 โดยจันทร์เพียงแต่ บอกกล่าวไปยังอังคารว่า “จันทร์ได้เตรียมเงินที่จะชําระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ขอให้อังคารอยรับชําระหนี้ตามกําหนด ซึ่งคําบอกกล่าวของจันทร์มีผลเท่ากับเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบแล้ว และมีผลทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัด

2 ให้จันทร์ (ลูกหนี้) นําเงินสดสองแสนบาทไปขอปฏิบัติการชําระหนี้ต่ออังคาร (เจ้าหนี้) ในวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามข้อตกลง และถ้าอังคารไม่อยู่รอรับชําระหนี้เพราะไปต่างจังหวัดก็จะมีผลเท่ากับ อังคารปฏิเสธไม่รับชําระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ อังคาร (เจ้าหนี้) จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตาม มาตรา 207 ประกอบมาตรา 208 วรรคหนึ่ง

สรุป

ถ้าจันทร์ต้องการจะทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัด จันทร์สามารถทําได้ 2 ประการดังกล่าว ตามมาตรา 207 ประกอบมาตรา 208

 

 

ข้อ 2. นายแซนด์วางแผนจะจัดงานปาร์ตี้วันเกิดของตนในวันที่ 31 มีนาคม 2560 นายแซนด์ต้องการ แจกของที่ระลึกในงานปาร์ตี้เป็นภาพวาดเหมือนหรือภาพวาดแนว Portrait ในวันที่ 1 มกราคม 2560 นายแซนด์จึงได้ติดต่อว่าจ้างนายเฉลิมชาติ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะศิลปินเอกของโลก ด้านจิตรกรรมด้วยลักษณะลายเส้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่ซ้ําแบบใคร ให้ดําเนินการวาดภาพเหมือน ของนายแซนด์ให้แล้วเสร็ง 1 เดือน นับแต่วันที่ตกลงกัน ปรากฏว่าจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 นายแซนด์ก็ยังไม่ได้รับมอบภาพวาด นายแซนด์ร้อนใจมากจึงมาปรึกษาท่านในเรื่องของการบังคับ ชําระหนี้โดยการใช้สิทธิทางศาล ว่าสามารถสั่งให้บุคคลอื่นวาดภาพแทนโดยให้ลูกหนี้ออกค่าใช้จ่าย ได้หรือไม่หรือสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 203 “ถ้าเวลาอันจะพึงชําระหนี้นั้นมิได้กําหนดลงไว้หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวง ก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชําระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชําระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

ถ้าได้กําหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ ชําระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชําระหนี้ก่อนกําหนดนั้นก็ได้”

มาตรา 204 “ถ้าหนี้ถึงกําหนดชําระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คําเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชําระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กําหนดเวลาชําระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชําระหนี้ตามกําหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ก่อนการชําระหนี้ ซึ่งได้กําหนดเวลาลงไว้อาจคํานวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว”

มาตรา 213 “ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชําระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับ ชําระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทําเช่นนั้นได้

เมื่อสภาพแห่งหนี้ ม่เปิดช่องให้บังคับชําระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทําการ อันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทําการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย ให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทํานิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคําพิพากษา แทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทํา ลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายและให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้

อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอา ค่าเสียหายไม่”

มาตรา 215 “เมื่อลูกหนี้ไม่ชําระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้ จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแซนด์ได้ว่าจ้างนายเฉลิมชาติให้วาดภาพเหมือนของนายแซนด์นั้น เป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทําการโดยมีนายแซนด์ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าหนี้และนายเฉลิมชาติผู้รับจ้างเป็นลูกหนี้

ซึ่งหนี้ดังกล่าวมีกําหนดส่งมอบภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ตกลงกัน อันเป็นหนี้ที่มีกําหนดเวลาชําระหนี้ตามวันแห่ง ปฏิทิน เมื่อนายเฉลิมชาติไม่ชําระหนี้ตามกําหนด นายเฉลิมชาติจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยเจ้าหนี้ไม่จําต้องเตือนก่อน ตามมาตรา 203 วรรคสองประกอบมาตรา 204 วรรคสอง

เมื่อนายเฉลิม ชาติละเลยไม่ชําระหนี้ นายแซนด์เจ้าหนี้ย่อมสามารถร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับ ชําระหนี้ได้ตามมาตรา 213 วรรคหนึ่ง เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทําเช่นนั้นได้ และเมื่อหนี้ระหว่างนายแซนด์ และนายเฉลิมชาติเป็นหนี้ให้กระทําการและเป็นหนี้ที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชําระหนี้ได้ โดยปกติแล้ว ตามมาตรา 213 วรรคสอง เจ้าหนี้อาจร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทําการแทนโดยให้ลูกหนี้ เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ให้กระทําการระหว่างนายแซนด์และนายเฉลิมชาติดังกล่าวนั้น เป็นหนี้ ซึ่งต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของลูกหนี้คือความสามารถในด้านการวาดภาพเหมือนด้วยลักษณะลายเส้น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่ซ้ําแบบใคร ดังนั้น นายแซนด์จะใช้สิทธิทางศาลในการบังคับชําระหนี้ โดยการร้องขอต่อศาล ให้สังบังคับให้บุคคลภายนอกวาดภาพเหมือนแทนโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายตามมาตรา 213 วรรคสองไม่ได้ แต่นายแซนด์สามารถเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่นายเฉลิมชาติไม่ชําระหนี้ตามมาตรา 213 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 ได้ เนื่องจากลูกหนี้ยังไม่ได้หลุดพ้นจากหนี้เพราะเป็นหนี้ที่ยังอยู่ในวิสัยที่จะกระทําได้ แต่ลูกหนี้ไม่กระทํา

สรุป

ข้าพเจ้าจะให้คําปรึกษาแก่นายแซนด์ว่า นายแซนด์ไม่สามารถขอให้บุคคลภายนอก กระทําการแทนโดยให้นายเฉลิมชาติเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายได้ แต่สามารถเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชําระหนี้ได้

 

 

ข้อ 3. ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2559 นางสาวมายและนางสาวมิ้นต์ได้ร่วมกันทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายรวยจํานวนทั้งสิ้น 2,000,000 บาท กําหนดชําระคืน 2 ปี นับจากวันทําสัญญา นางสาวมายรู้ตัวเองดี ว่าตนเองไม่สามารถชําระหนี้ให้แก่นายรวยได้เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระในวันที่ 17 มกราคม 2561 นางสาวมายจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินของตนเองราคาประมาณ 1,000,000 บาท ให้กับนายหล่อ น้องชายโดยเสน่หา เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับชําระหนี้จากนายรวย โดยที่นายหล่อมิได้รู้ถึงภาระหนี้สิน ระหว่างนางสาวมายและนายรวยแต่อย่างใดเลย นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวนางสาวมายยังคงเหลือ ทรัพย์สินอีกเพียงชิ้นเดียว คือ รถยนต์ 1 คัน ราคาประมาณ 600,000 บาท ต่อมานายรวยทราบเรื่อง จึงโกรธนางสาวมายมากในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 นายรวยจึงยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินระหว่างนางสาวมายและนายหล่อ นางสาวมายให้การต่อสู้ว่านายรวยไม่มีสิทธิฟ้อง ขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเนื่องจากหนี้เงินกู้ที่ตนและนางสาวมิ้นต์ร่วมกันกู้จากนายรวยยังไม่ ถึงกําหนดชําระ อีกทั้งนางสาวมิ้นต์ลูกหนี้รวมอีกคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวยสามารถชําระหนี้ทั้งหมด ให้แก่นายรวยได้ นายรวยจึงมิได้เสียเปรียบแต่อย่างใด ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ส่วนนายหล่อ ให้การต่อสู้ว่าตนเองได้รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ก่อนเริ่มฟ้องคดีย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมาย นายรวยจึงไม่มีอํานาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ขอ ศาลพิพากษายกฟ้อง

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า

(1) ข้อต่อสู้ของนางสาวมายและนายหล่อฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) นายรวยจะฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางสาวมายและนายหล่อได้หรือไม่เพราะเหตุใด

 

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 214 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชําระหนี้ของตน จากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชําระแก่ลูกหนี้ด้วย”

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํา นิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิ ในทรัพย์สิน”

มาตรา 291 “ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทําการชําระหนี้โดยทํานองซึ่งแต่ละคนจําต้องชําระหนี้ สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชําระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคง ต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชําระเสร็จสิ้นเชิง

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสาวมายและนางสาวมิ้นต์ได้ร่วมกันทําสัญญากู้ยืมเงินจาก นายรวยจํานวน 2,000,000 บาทนั้น ย่อมถือว่านางสาวมายและนางสาวมิ้นต์เป็นลูกหนี้ร่วมของนายรวย และ ก่อนที่หนีถึงกําหนดชําระในวันที่ 17 มกราคม 2561 นางสาวมายได้จดทะเบียนโอนที่ดินของตนราคาประมาณ 1,000,000 บาท ให้กับนายหล่อน้องชายโดยเสน่หาเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับชําระหนี้จากนายรวย โดยที่นายหล่อ มิได้รู้ถึงภาระหนี้สินระหว่างนางสาวมายและนายรวยแต่อย่างใดเลย และนอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวนางสาวมาย ยังคงเหลือทรัพย์สินอีกเพียงชิ้นเดียว คือรายนต์ 1 คัน ราคาประมาณ 600,000 บาทนั้น นิติกรรมระหว่างนางสาวมาย กับนายหล่อถือเป็นนิติกรรมที่นางสาวมายลูกหนี้ได้กระทําลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบจึงเป็น นิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ เนื่องจากนิติกรรมดังกล่าวมีผลทําให้กองทรัพย์สินของนางสาวมายซึ่งเป็นลูกหนี้ ลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้ให้แก่นายรวยเจ้าหนี้จนสิ้นเชิง แม้นายหล่อผู้ได้ลาภงอกจะมิได้รู้ถึงความเสียหายของ นายรวยเจ้าหนี้ เมื่อเป็นนิติกรรมการให้โดยเสน่หา เจ้าหนี้คือนายรวยย่อมร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนนิติกรรมได้ ตามมาตรา 237 และแม้ในวันฟ้องขอเพิกถอนนั้น หนี้เงินกู้ระหว่างนางสาวมายและนางสาวมิ้นต์ที่มีต่อนายรวย จะยังไม่ถึงกําหนดชําระ นายรวยก็สามารถฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อควบคุมกองทรัพย์สินของลูกหนี้ มิใช่การฟ้องบังคับชําระหนี้เอาจากนางสาวมายลูกหนี้ร่วมโดยตรง ดังนั้น ข้อต่อสู้ของนางสาวมายเละนายหล่อดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

และเมื่อนางสาวมายเป็นลูกหนี้ร่วมกับนางสาวมิ้นต์ เจ้าหนี้คือนายรวยย่อมมีสิทธิบังคับชําระหนี้ เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งคนใดได้จนสิ้นเชิงตามมาตรา 291 โดยมิต้องคํานึงว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่น จะสามารถชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้หรือไม่อย่างไร ดังนั้น เมื่อนางสาวมายโอนทรัพย์สินไปให้กับนายหล่ออันเป็น การฉ้อฉลตามมาตรา 237 แล้ว เจ้าหนี้คือนายรวยย่อมสามารถฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้

สรุป

(1) ข้อต่อสู้ของนางสาวมายและนายหล่อฟังไม่ขึ้น

(2) นายรวยฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างนางสาวมายและนายหล่อได้

 

 

ข้อ 4. นายสุขทําสัญญากู้เงิน 120,000 บาท จากนายนาค และได้มอบทองคําแท่งหนัก 5 บาทของตนให้นายนาคไว้เป็นการจํานํา ต่อมานายนาคได้ทําหนังสือลงลายมือชื่อโอนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ ดังกล่าวแก่นายสืบ โดยส่งมอบทองคําแท่งที่รับจํานําไว้นั้นแก่นายสืบด้วย แล้วนายสืบได้ทําหนังสือ แจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังนายสุขทราบ ต่อมา นายสุขไม่ชําระหนี้เงินกู้ นายสืบจึงฟ้อง เรียกหนี้เงินกู้จากนายสุขและขอบังคับจํานํา นายสุขให้การต่อสู้ว่า

(ก) การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้รับความยินยอมจากนายสุข นายสืบจึงฟ้องบังคับให้นายสุขชําระหนี้ไม่ได้

(ข) แม้จะมีการแจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องต่อนายสุข แต่การแจ้งเป็นหน้าที่ของนายนาคเจ้าหนี้คนเดิมไม่ใช่นายสืบเจ้าหนี้คนใหม่ การแจ้งดังกล่าวจึงไม่ชอบ

(ค) การจํานําไม่ได้ทําสัญญากันใหม่ระหว่างนายสุขกับนายสืบ ถือว่าสัญญาจํานําระงับสิ้นไปแล้ว นายสืบจึงไม่มีสิทธิบังคับจํานํา ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายสุขฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 305 วรรคหนึ่ง “เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจํานองหรือจํานําที่มีอยู่เกี่ยวพันกับ สิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย”

มาตรา 306 วรรคหนึ่ง “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชําระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทําเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอก ได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คําบอกกล่าวหรือความยินยอม เช่นว่านี้ ท่านว่าต้องทําเป็นหนังสือ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง การโอนหนี้อันจะพึงต้องชําระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะ เจาะจงนั้น จะต้องทําเป็นหนังสือจึงจะสมบูรณ์ และการโอนนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อ ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ได้ยินยอมเป็นหนังสือในการโอนนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดังนั้นตามอุทาหรณ์ การที่นายนาคได้ทําหนังสือลงลายมือชื่อโอนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ ดังกล่าวแก่นายสืบ การโอนจึงสมบูรณ์ และเมื่อนายสืบได้ทําหนังสือแจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังนายสุข การบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังนายสุขจึงชอบด้วยมาตรา 306 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม จากนายสุข และจะมีผลผูกพันนายสุขในอันที่จะต้องชําระหนี้แก่นายสืบ ดังนั้นข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่า การโอนสิทธิ เรียกร้องไม่ได้รับความยินยอมจากนายสุข นายสืบจึงฟ้องบังคับให้นายสุขชําระหนี้ไม่ได้นั้นย่อมฟังไม่ขึ้น

(ข) การบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่ลูกหนี้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่งนั้น กฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าผู้มีหน้าที่บอกกล่าวการโอนคือใคร ดังนั้นเมื่อนายสืบเจ้าหนี้คนใหม่เป็นผู้บอกกล่าวการโอนสิทธิ เรียกร้องไปยังนายสุข การบอกกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่าการบอกกล่าวหรือการแจ้ง เป็นหน้าที่ของนายนาคเจ้าหนี้คนเดิมจึงฟังไม่ขึ้น

(ค) ตามมาตรา 395 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว สิทธิจํานําที่มีอยู่เกี่ยวพัน กับสิทธิเรียกร้องนั้นย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย ดังนั้นตามอุทาหรณ์เมื่อนายนาคได้ส่งมอบทองคําแท่งที่รับจํานําไว้ ให้แก่นายสืบผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วด้วย นายสืบจึงเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ที่มีสิทธิตามสัญญาจํานําและสามารถบังคับ จํานําได้ ข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่า การจํานําไม่ได้ทําสัญญากันใหม่ระหว่างนายสุขกับนายสืบ ถือว่าสัญญาจํานํา ระงับสิ้นไปแล้วนายสืบจึงไม่มีสิทธิบังคับจํานํานั้นจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป

(ก) ข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้รับความยินยอมจากนายสุขนายสืบจึงฟ้องบังคับให้นายสุขชําระหนี้ไม่ได้ ฟังไม่ขึ้น

(ข) ข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่า การแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหน้าที่ของนายนาคเจ้าหนี้คนเดิม ฟังไม่ขึ้น

(ค) ข้อต่อสู้ของนายสุขที่ว่า การจํานําไม่ได้ทําสัญญากันใหม่ระหว่างนายสุขกับนายสืบถือว่าสัญญาจํานําระงับสิ้นไปและนายสืบไม่มีสิทธิบังคับจํานํานั้น ฟังไม่ขึ้น

 

LAW2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. สัญญาจ้างก่อสร้างระบุว่าจันทร์ผู้ว่าจ้างจะต้องจัดการขนย้ายอุปสรรคการก่อสร้าง เรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาการของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง โดยจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่สําหรับการก่อสร้างภายในกําหนดวันที่ 20 มกราคม 2560 ให้แก่อังคาร (ผู้รับจ้าง) และอังคารผู้รับจ้างจะเข้าทําการก่อสร้างตามสัญญาทันที ปรากฏว่าจันทร์ ละเลยไม่ดําเนินการย้ายอุปสรรคการก่อสร้างต่าง ๆ จนสิ้นสุดวันที่ 20 มกราคม 2560 ไม่มีการส่งมอบ พื้นที่สําหรับการก่อสร้างให้แก่อังคาร ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าจันทร์ตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 209 “ถ้าได้กําหนดเวลาไว้เป็นแน่นอนเพื่อให้เจ้าหนี้กระทําการอันใด ท่านว่าที่จะ ขอปฏิบัติการชําระหนี้นั้นจะต้องทําก็แต่เมื่อเจ้าหนี้ทําการอันนั้นภายในเวลากําหนด

วินิจฉัย

ตามมาตรา 209 มีหลักว่า ถ้าได้กําหนดเวลาไว้เป็นการแน่นอนเพื่อให้เจ้าหนี้กระทําการใด หากเจ้าหนี้มิได้กระทําการอันนั้นภายในเวลาที่ได้กําหนดไว้ ลูกหนี้ก็ไม่จําเป็นต้องขอปฏิบัติการชําระหนี้ และถือว่า เจ้าหนี้ผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน ทั้งจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัดในการไม่ชําระหนี้หรือขอปฏิบัติการ ชําระหนี้หาได้ไม่

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างจันทร์และอังคารระบุว่า จันทร์ผู้ว่าจ้าง จะต้องจัดการขนย้ายอุปสรรคการก่อสร้าง เรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาการของผู้อื่น บางส่วนกีดขวางอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง โดยจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่สําหรับการก่อสร้างภายใน กําหนดวันที่ 20 มกราคม 2560 ให้แก่อังคารผู้รับจ้าง และอังคารผู้รับจ้างจะเข้าทําการก่อสร้างตามสัญญาทันทีนั้น ถือเป็นเรื่องการชําระหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่จะให้ลูกหนี้ชําระหนี้ โดยมีการตกลง กําหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องกระทําการไว้เป็นที่แน่นอน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจันทร์ละเลยไม่ดําเนินการย้ายอุปสรรค การก่อสร้างต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นและส่งมอบพื้นที่สําหรับการก่อสร้างภายในกําหนดวันที่ 20 มกราคม 2560 ให้แก่ อังคาร ย่อมถือว่าจันทร์เจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อพ้นกําหนดเวลานั้นตามมาตรา 209 โดยที่อังคารลูกหนี้ หาจําต้องขอปฏิบัติการชําระหนี้แต่ประการใดไม่

สรุป

จันทร์ตกเป็นผู้ผิดนัด ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

 

ข้อ 2. นายเอกต้องการซื้อรถยนต์ยี่ห้อเอแอนด์บี 1 คัน จากบริษัท ถนอม มอเตอร์ จํากัด ซึ่งขายรถยนต์ใช้แล้ว นายเอกจึงจองรถไว้หนึ่งคันตามรุ่นและสีที่ต้องการ พร้อมทั้งกําชับขอให้เลือกคันที่หมายเลข ทะเบียนรถสวยให้ด้วย แล้วนายเอกแจ้งให้บริษัทจัดส่งรถไปให้ที่บ้านของนายเอกเนื่องจากนายเอก ยังขับรถไม่ชํานาญ นายเอกชําระราคาแล้วกลับไปรอที่บ้านของตน นายถนอมกรรมการผู้มีอํานาจ ของบริษัทจึงเลือกรถยี่ห้อดังกล่าวคันหนึ่งในรุ่นและสีตามที่นายเอกต้องการและมีหมายเลขทะเบียน กศ 123 กทม. นํามาจัดเตรียมเพื่อส่งมอบ จากนั้นนายถนอมมอบหมายให้นายโทนลูกจ้างของบริษัท ขับรถคันดังกล่าวไปส่งมอบให้นายเอกที่บ้าน ระหว่างทางนายโทนขับรถคันนี้ด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถชนแท่งปูนและพลิกคว่า รถได้รับความเสียหายสิ้นเชิง ดังนี้ นายเอกจะเรียกร้องให้ บริษัทดังกล่าวรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 195 “เมื่อทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นได้ระบุไว้แต่เพียงเป็นประเภท และถ้าตาม สภาพแห่งนิติกรรม หรือตามเจตนาของคู่กรณีไม่อาจจะกําหนดได้ว่าทรัพย์นั้นจะพึงเป็นชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง

ถ้าลูกหนี้ได้กระทําการอันตนจะพึงต้องทําเพื่อส่งมอบทรัพย์สิ่งนั้นทุกประการแล้วก็ดี หรือ ถ้าลูกหนี้ได้เลือกกําหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ก็ดี ท่านว่าทรัพย์นั้นจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้ จําเดิมแต่เวลานั้นไป”

มาตรา 218 “ถ้าการชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทําได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่ง ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิด แต่การไม่ชําระหนี้นั้น

กรณีที่การชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทําได้นั้น จะเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับชําระหนี้ส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทําได้นั้นแล้ว และเรียก ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชําระหนี้เสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้”

มาตรา 220 “ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตนกับทั้งของบุคคลที่ตนใช้ ในการชําระหนี้นั้นโดยขนาดเสมอกับว่าเป็นความผิดของตนเองฉะนั้น แต่บทบัญญัติแห่งมาตรา 373 หาใช้บังคับ แก่กรณีเช่นนี้ด้วยไม่”

มาตรา 324 “เมื่อมิได้มีแสดงเจตนาไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะพึงชําระหนี้ ณ สถานที่ใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านราต้องส่งมอบกัน ณ สถานที่ซึ่งทรัพย์นั้นได้อยู่ในเวลาเมื่อก่อให้เกิดหนี้นั้น ส่วนการชําระหนี้โดยประการอื่น ท่านว่า ต้องชําระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลําเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกตกลงซื้อรถยนต์กับบริษัท ถนอม มอเตอร์ จํากัดนั้น แม้ ในขณะที่นายเอกได้ตกลงซื้อนายเอกได้ระบุแต่เพียงรุ่นและสีกับความต้องการพิเศษเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถ ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อบริษัทได้เลือกรถยนต์ยี่ห้อเอแอนด์บี คันหมายเลขทะเบียน กศ 123 กทม. ในรุ่นและสีตามที่ นายเอกต้องการแล้ว รถคันดังกล่าวจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้สําหรับการส่งมอบเพื่อชําระหนี้ตามมาตรา 195 วรรคสอง

ซึ่งตามปกติลูกหนี้ผู้ขายรถยนต์ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติการชําระหนี้นั้นด้วยตนเอง และสถานที่ส่งมอบโดยหลักแล้วคือ สถานที่ที่รถยนต์คันนี้ได้อยู่ในเวลาเมื่อก่อให้เกิดหนี้นั่นเอง แต่เมื่อกรณีนี้ปรากฏว่าบริษัทฯ กับนายเอกได้แสดงเจตนา ให้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวของนายเอกเจ้าหนี้ ดังนั้น บริษัทจึงต้องส่งมอบรถยนต์คันนี้เรียก นายเอก ณ ภูมิลําเนาของนายเอกตามมาตรา 324

ในการส่งมอบรถยนต์คันนี้ให้แก่นายเอกนั้น บริษัทฯ มิได้ดําเนินการเอง แต่ได้มอบหมายให้ นายโทนลูกจ้างของบริษัทฯ เป็นผู้ขับไปส่งมอบ ณ ภูมิลําเนาของนายเอก การที่นายโทนขับรถยนต์คันนี้ไปชน แท่งปูนและพลิกคว่ำ ทําให้รถได้รับความเสียหายสิ้นเชิงนั้น ถือเป็นกรณีที่ทําให้การชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย และแม้เหตุดังกล่าวจะเกิดจากการกระทําโดยประมาทเลินเล่อของนายโทน แต่กรณีนี้ถือได้ว่านายโทนเป็นตัวแทน ในการชําระหนี้ของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงต้องรับผิดชอบในความผิดของนายโทนเสมอกับว่าเป็นความผิดของ ตนเอง ตามมาตรา 220 บริษัทฯ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเอกตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 220 ดังนั้น นายเอกจึงสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทฯ ได้

สรุป

นายเอกสามารถเรียกร้องให้บริษัท ถนอม มอเตอร์ จํากัด รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนได้

 

ข้อ 3. บริษัทกิ่งแก้วฯ (จําเลยที่ 1) ฝากสินค้าไว้ในโกดังของจําเลยที่ 2 (ผู้รับฝาก) สินค้าดังกล่าวมีประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท อาคเนย์ประกันภัย (โจทก์) เกิดไฟไหม้โกดังสินค้าเสียหาย จําเลยที่ 1 (ผู้ฝาก) ยอมรับเงินจากจําเลยที่ 2 (ผู้รับฝาก) และขอสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ทั้งทางแพ่ง และทางอาญาเพราะไฟไหม้เป็นเหตุสุดวิสัย (ไฟฟ้าลัดวงจร) บริษัท อาคเณย์ประกันภัยซึ่งได้ ชําระค่าสินไหมทดแทนให้จําเลยที่ 1 ไป 4,903,284.28 บาท จะรับช่วงสิทธิจากจําเลยที่ 1 มาฟ้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจําเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 226 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่ เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง”

มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ยอมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอํานาจกฎหมาย”

มาตรา 850 “อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน”

มาตรา 852 “ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทําให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่าย ได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทําให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัทกิ่งแก้วฯ (จําเลยที่ 1) ฝากสินค้าไว้ในโกดังของจําเลยที่ 2 (ผู้รับฝาก) สินค้าดังกล่าวมีประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท อาคเนย์ประกันภัย และเมื่อเกิดไฟไหม้โกดังทําให้สินค้า ดังกล่าวเสียหาย จําเลยที่ 1 (ผู้ฝาก) ยอมรับเงินจากจําเลยที่ 2 (ผู้รับฝาก) และขอสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากจําเลยที่ 2 นั้น ถือว่าเป็นกรณีที่จําเลยที่ 1 ได้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กับจําเลยที่ 2 ซึ่งจําเลยที่ 1 มีสิทธิทําได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท อาคเนย์ประกันภัย ผู้รับประกันภัย และมีผลทําให้การเรียกร้องค่าเสียหายของจําเลยที่ 1 ที่มีต่อจําเลยที่ 2 ระงับสิ้นไป กล่าวคือ จําเลยที่ 1 จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจําเลยที่ 2 อีกไม่ได้ตามมาตรา 850 ประกอบมาตรา 852 ดังนั้น แม้บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จะได้ชําระค่าสินไหมทดแทนให้จําเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยไป 4,903,284.28 บาท ตามกรมธรรม์ ก็ตาม บริษัท อาคเนย์ประกันภัย ผู้รับประกันก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิของจําเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อมาฟ้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจําเลยที่ 2 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 227 ได้

สรุป

บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จะรับช่วงสิทธิจากจําเลยที่ 1 มาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน จากจําเลยที่ 2 ไม่ได้

 

ข้อ 4. ทรายเป็นเจ้าของคอนโดหรูใจกลางเมือง กําลังจะร่วมเปิดธุรกิจร้านอาหารกับทะเล ต้องการระดมทุนจํานวนมาก จึงไปขอกู้ยืมเงินจากภูผาซึ่งเป็นผู้เช่าคนหนึ่งของคอนโดจํานวน 200,000 บาท ต่อมา เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระภูผาได้ทวงให้ทรายชําระหนี้ ทรายซึ่งกําลังทําบัญชีของคอนโดอยู่นั้นเห็นว่า ภูผาติดค้างค่าเช่าคอนโดอยู่จํานวน 100,000 บาท ซึ่งถึงกําหนดต้องชําระแล้ว จึงบอกกล่าวด้วยวาจา ว่าขอหักหนี้กันไป อย่ามาทวงถามอีก ภูผาไม่พอใจจึงฟ้องให้ทะเลชําระหนี้เต็มจํานวน 200,000 บาท ให้วินิจฉัยว่าทะเลต้องใช้หนี้ให้แก่ภูผาหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 291 “ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทําการชําระหนี้โดยทํานองซึ่งแต่ละคนจําต้องชําระหนี้ สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชําระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคง ต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชําระเสร็จสิ้นเชิง”

มาตรา 292 “การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชําระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทําแทนชําระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชําระหนี้ และ หักกลบลบหนี้ด้วย

ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้ หาได้ไม่”

มาตรา 341 “ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่าง เดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกําหนดจะชําระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตน ด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจํานวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ทรายและทะเลได้ร่วมกันกู้ยืมเงินจากภูผาจํานวน 200,000 บาทนั้น ย่อมถือว่าทรายและทะเลเป็นลูกหนี้ร่วมของภูผา โดยลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะต้องร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ในการชําระหนี้ จนสิ้นเชิง และเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งชําระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่ จะเลือกตามมาตรา 291

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทรายเป็นเจ้าหนี้ในเงินค่าเช่าที่ภูผาติดค้างอยู่ 100,000 บาท และเป็นลูกหนี้ในเงินกู้ยืมจากภูผา จึงเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ซึ่งกันและกัน โดยมีทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุ แห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นได้ถึงกําหนดชําระแล้ว ดังนี้เมื่อทรายได้แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ ด้วยวาจาฝ่ายเดียว การหักกลบลบหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นผลสําเร็จ โดยไม่จําต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน และจะมีผลให้หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปในจํานวนที่ตรงกัน คือ จํานวน 100,000 บาท ตามมาตรา 341

และเมื่อทรายลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งขอหักกลบลบหนี้ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ คือ ทะเลด้วย ดังนั้น หนี้ระหว่างทะเลกับภูผาจึงระงับสิ้นไปเท่ากับจํานวน 100,000 บาทด้วยตามมาตรา 292 จึงคงเหลือ หนี้ที่ต้องผูกพันอีกเพียง 100,000 บาทเท่านั้น ซึ่งภูผาเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ทะเลลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งเพียงคนเดียว ชําระหนี้จนสิ้นเชิงได้ตามมาตรา 291 ดังนั้น เมื่อภูผาฟ้องให้ทะเลชําระหนี้ ทะเลจึงต้องใช้หนี้ให้แก่ภูผาในจํานวน เพียง 100,000 บาท

สรุป

ทะเลต้องใช้หนี้ให้แก่ภูผาจํานวน 100,000 บาท