LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม S/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายจ้างทําสัญญาจ้างนายสมชายและนางสาวสมหญิงเป็นลูกจ้างทดลองงานมีกําหนดเวลา 6 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในสัญญามีข้อตกลงกันว่าให้จ่ายสินจ้างเดือนละ 15,360 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 64 บาท) และให้นายสมชายได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานชั่วโมงละ 70 บาท และ นางสาวสมหญิงได้ชั่วโมงละ 65 บาท นายจ้างได้มีคําสั่งให้ทั้งสองทํางานล่วงเวลาในวันทํางาน 20 ชั่วโมง และทํางานครบกําหนดเวลาในวันที่ 31 กรกฎาคมพอดี เช่นนี้ทั้งสองคนจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจ บอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่าย ค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่ จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน”

มาตรา 53 “ในกรณีที่งานมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากันให้ นายจ้างกําหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทํางานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างเท่าเทียมกัน ไม่ว่า ลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง”

มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทํางานล่วงเวลาในวันทํางานให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา ให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมงที่ทํา หรือ ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทํางานตามจํานวนผลงานที่ทําได้สําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม ชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้น เป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

โดยหลักของการทําสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจะทําข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ข้อตกลงนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ้าง แม้ว่าจะขัดต่อกฎหมาย ก็ถือว่าข้อตกลงนั้นใช้ได้ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจ้างทําสัญญาจ้างนายสมชายและนางสาวสมหญิงเป็นลูกจ้าง โดยให้สินจ้างเดือนละ 15,360 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 64 บาท) โดยในสัญญามีข้อตกลงกันว่าให้นายสมชายได้รับ ค่าล่วงเวลาในวันทํางานชั่วโมงละ 70 บาท และนางสาวสมหญิงได้ชั่วโมงละ 65 บาทนั้น ย่อมขัดต่อมาตรา 61 จึงมีผลเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงต้องคิดตามมาตรา 61 กล่าวคือ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาใน วันทํางานให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทํางานตามจํานวนชั่วโมงที่ทํา ดังนั้นนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างเป็นเงิน 96 บาทต่อชั่วโมง เมื่อทั้งสองคนได้ทํางานล่วงเวลาในวันทํางาน 20 ชั่วโมง จึงต้องได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานเป็นเงิน 1,920 บาท และทั้งนายสมชายและนางสาวสมหญิง จะต้องได้รับเท่ากันด้วย นายจ้างจะกําหนดให้ค่าล่วงเวลาแตกต่างกันระหว่างชายกับหญิงไม่ได้ตามมาตรา 53

และเมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทดลองงานตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ดังนั้นเมื่อนายจ้างจะเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวก่อนล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบ เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกัน เมื่อถึงกําหนด จ่ายค่าจ้างคราวถัดไป

และเมื่อนายสมชายและนางสาวสมหญิงได้ทํางานมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเกิน 120 วัน ถ้านายจ้าง เลิกจ้าง ทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 (1) คือจะได้รับค่าชดเชยในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงินคนละ 15,360 บาท

สรุป

นายสมชายและนางสาวสมหญิง มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันทํางานคนละ 1,920 บาท และถ้านายจ้างจะเลิกจ้างก็ต้องบอกกล่าวก่อนล่วงหน้า โดยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอีกคนละ 15,360 บาท

 

ข้อ 2. นายสมัยเป็นลูกจ้างช่างเครื่องยนต์ในโรงงานแห่งหนึ่งทํางานมาแล้ว 7 ปี 7 เดือน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท ต่อมานายจ้างได้ติดตั้งเครื่องจักรเพื่อทํางานแทนลูกจ้างจึงได้บอกกล่าวแก่นายสมัย ให้ทราบว่าจะเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน และได้บอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 พฤษภาคม โดยจ่ายค่าชดเชยให้ 100,000 บาท เช่นนี้นายสมัยจะต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(4) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย สองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

มาตรา 121 “ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจําหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนําเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจํานวนลูกจ้าง ห้ามมิให้นํามาตรา 17 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้นายจ้าง แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้าง ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง

ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าที่กําหนด ตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทํางานหกสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วยด้วย

ในกรณีที่มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสองแล้ว ให้ถือว่า นายจ้างได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย”

มาตรา 122 “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามมาตรา 121 และลูกจ้างนั้นทํางานติดต่อกัน เกินหกปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย สิบห้าวันต่อการทํางานครบหนึ่งปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทํางานครบหนึ่งปี สําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย แต่ค่าชดเชยตามมาตรานี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้าง อัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทํางานสามร้อยหกสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย

เพื่อประโยชน์ในการคํานวณค่าชดเชยพิเศษกรณีระยะเวลาทํางานไม่ครบหนึ่งปี ถ้าเศษของ ระยะเวลาทํางานมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทํางานครบหนึ่งปี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจ้างจะเลิกจ้างนายสมัยลูกจ้างนั้น ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 ได้กําหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างด้วย และในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยนําเครื่องจักรมาใช้นั้น ให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้างให้ลูกจ้าง ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง (มาตรา 121 วรรคแรก) ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้าง ทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้าง จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน (มาตรา 121 วรรคสอง)

และในกรณีที่ลูกจ้างได้ทํางานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้น จากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทํางานครบหนึ่งปี (มาตรา 122 วรรคแรก) และในกรณีที่ระยะเวลาทํางานไม่ครบหนึ่งปี ถ้าเศษของระยะเวลาทํางานมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทํางานครบหนึ่งปี (มาตรา 122 วรรคสอง)

ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายสมัยลูกจ้างได้ทํางานมาแล้ว 7 ปี 7 เดือน โดยได้รับ ค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท เมื่อนายจ้างได้บอกกล่าวแก่นายสมัยว่าจะเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน และให้มีผล เป็นการเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน โดยจ่ายค่าชดเชยให้ นายสมัย 100,000 บาทนั้น นายสมัยสามารถต่อสู้ได้ว่าไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะนายสมัยมีสิทธิได้รับค่าชดเซยดังนี้ คือ

1 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 121 เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันเป็นเงิน 44,000 บาท

2 ค่าชดเชยในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างตามมาตรา 118 (4) เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน (8 เดือน) เป็นเงิน 176,000 บาท

3 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 122 เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทํางาน ครบหนึ่งปี (ทํางานปีที่ 7 = 15 วัน และปีที่ 8 ทํางานมากกว่า 180 วัน ซึ่งคิดได้อีก 15 วัน) เป็นเงิน 22,000 บาท

ซึ่งรวมทั้งหมดนายสมัยจะต้องได้รับค่าชดเชยเป็นเงินทั้งสิ้น 242,000 บาท

สรุป

การที่นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ 100,000 บาท นายสมัยสามารถต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องได้ เพราะนายสมัยควรจะได้รับค่าชดเชยทั้งหมดเป็นเงิน 242,000 บาท ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3. นายอุทัยและนายพิจิตรเป็นลูกจ้างทําหน้าที่พนักงานขับรถยนต์ได้รับสินจ้างเดือนละ 12,000 บาทนายจ้างมีคําสั่งให้นายอุทัยขับรถไปส่งสินค้าที่จังหวัดแพร่ นายพิจิตรได้นั่งรถไปด้วยเพราะจะกลับบ้านที่จังหวัดแพร่ ในระหว่างทางมีรถบรรทุกวิ่งมาชนทําให้รถคว่ำ นายอุทัยบาดเจ็บสาหัสต้อง รักษาตัวถึง 4 เดือน แต่ก็เสียชีวิตในที่สุด นายพิจิตรแขนซ้ายขาดต้องรักษาตัวถึง 6 เดือน เช่นนี้ ทั้งสองคนจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทํางานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคําสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการ รักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล เท่าที่จ่ายจริงตามความจําเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 16 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้ นายจ้างจ่ายค่าทําศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างเป็นจํานวนหนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ํารายวัน ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน”

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทน เป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานติดต่อกันได้ เกินสามวันไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถ ทํางานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทํางานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายอุทัยและนายพิจิตรจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนอย่างไรบ้าง หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายอุทัย

การที่นายอุทัยซึ่งเป็นลูกจ้างทําหน้าที่พนักงานขับรถยนต์ ได้รับคําสั่งจากนายจ้างให้ขับรถไปส่ง สินค้าที่จังหวัดแพร่ ในระหว่างทางมีรถบรรทุกวิ่งมาชนทําให้รถคว่ําและนายอุทัยบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวถึง 4 เดือน แต่ก็เสียชีวิตในที่สุดนั้น ถือว่านายอุทัยประสบอันตรายเนื่องจากการทํางานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 ดังนั้น นายอุทัยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้ โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายอุทัย ดังนี้

1 ค่ารักษาพยาบาล ตามาตรา 13 โดยนายจ้างต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ตามความจําเป็น แต่ไม่เกินอัตราที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวง คือรวมกันแล้วไม่เกิน 150,000 บาท ซึ่งในกรณีนี้ ถือว่านายอุทัยประสบอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บรุนแรง จึงได้รับค่ารักษาพยาบาลในเบื้องต้น 50,000 บาท และใน กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงอีกไม่เกิน 100,000 บาท (ตามกฎกระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลฯ พ.ศ. 2558 ข้อ 2. และข้อ 3.)

2 ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทํางานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายอุทัยไม่สามารถ ทํางานได้ 4 เดือน ซึ่งถือว่าติดต่อกันเกิน 3 วัน นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายอุทัยไม่สามารถทํางานได้ เมื่อนายอุทัยได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 60 ของ 12,000 บาท จึงเท่ากับ 7,200 บาท (ซึ่งไม่เกินค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานฯ ประกาศกําหนด คือ 12,000 บาท) ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายอุทัยเดือนละ 7,200 บาท เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 28,800 บาท (7,200 บาท x 4 เดือน)

3 ค่าทําศพ เมื่อนายอุทัยเสียชีวิต นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทําศพให้แก่ผู้จัดการศพเป็น จํานวน 100 เท่า ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันสูงสุด (300 บาท) ตามมาตรา 16 เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท

กรณีของนายพิจิตร

แม้นายพิจิตรจะเป็นลูกจ้างเช่นเดียวกับนายอุทัยและเมื่อเกิดรถคว่ำนายพิจิตรได้รับบาดเจ็บ แขนซ้ายขาดต้องรักษาตัวถึง 6 เดือนก็ตาม แต่นายพิจิตรได้นั่งรถไปกับนายอุทัยเพื่อจะกลับบ้านเท่านั้น มิใช่ กรณีที่นายจ้างสั่งให้ไป จึงไม่ถือว่านายพิจิตรประสบอันตรายเนื่องจากการทํางานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 ดังนั้น นายพิจิตรจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากนายจ้าง

สรุป

นายอุทัยมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากนายจ้าง ดังนี้

1 ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 150,000 บาท

2 ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทํางานได้เป็นเงิน 28,800 บาท

3 ค่าทําศพ เป็นเงิน 30,000 บาท ส่วนนายพิจิตรไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนใด ๆ จากนายจ้าง

หมายเหตุ : กฎกระทรวง กําหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558

(ออกโดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 13 วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537)

ข้อ 1 ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551

ข้อ 2 เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่ จ่ายจริงตามความจําเป็น แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

ข้อ 3 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 2 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษา พยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจําเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท สําหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ของลูกจ้างในลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อ 4 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 3 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่า รักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจําเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว ต้องไม่เกิน 300,000 บาท

 

ข้อ 4. บริษัทแห่งหนึ่งมีลูกจ้าง 100 คน มีลูกจ้าง 49 คน ได้ยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้แก่ฝ่ายนายจ้างเพื่อขอให้มีการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง 4 ข้อ ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจากัน 3 ครั้งแล้ว (มีการเจรจาครั้งที่ 3 ในวันพุธที่ 27 พฤษภาคม) แต่ก็ไม่อาจตกลงกันได้ เช่นนี้ จะมีวิธีระงับข้อพิพาทแรงงานอย่างไร จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 13 วรรคแรก และวรรคสาม “การเรียกร้องให้มีการกําหนดข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็น หนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ

ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น…”

มาตรา 21 “ในกรณีที่ไม่มีการเจรจากันภายในกําหนดตามมาตรา 16 หรือมีการเจรจากันแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น และให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องแจ้งเป็น หนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่พ้นกําหนดตามมาตรา 16 หรือนับแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้ แล้วแต่กรณี”

มาตรา 22 “เมื่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งตามมาตรา 21 แล้ว ให้ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดําเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง และฝ่ายรับข้อเรียกร้องตกลง กันภายในกําหนดห้าวันนับแต่วันที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับหนังสือแจ้ง

ถ้าได้มีการตกลงกันภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้นํามาตรา 18 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้น เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 26 หรือนายจ้างจะปิดงาน หรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานโดยไม่ขัดต่อมาตรา 34 ก็ได้ ทั้งนี้ภายใต้บังคับ มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 หรือมาตรา 36”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัทมีลูกจ้าง 100 คน และมีลูกจ้าง 49 คน ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดได้ยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้แก่ฝ่ายนายจ้างเพื่อขอให้มีการแก้ไขข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้าง 4 ข้อนั้น ถือว่าได้กระทําถูกต้องตามมาตรา 13 วรรคแรก ประกอบวรรคสาม

ในกรณีที่ได้มีการเจรจากันแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไม่อาจตกลงกันได้ตามมาตรา 21 ให้ถือว่าได้มี ข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น ดังนั้นฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ “พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน” ทราบภายใน 24 ชั่วโมง คือต้องยืนภายในวันที่ 28 พฤษภาคม และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานต้อง ดําเนินการไกล่เกลี่ยให้ตกลงกันภายในกําหนด 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งถ้าตกลงกันได้ก็ให้ไปดําเนินการ ตามมาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 แต่ถ้าไม่อาจตกลงกันได้ ให้ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 26 หรือนายจ้างจะทําการปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานโดยไม่ขัดต่อมาตรา 34 ก็ได้ (มาตรา 22)

สรุป

เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานเพราะตกลงกันไม่ได้ วิธีระงับข้อพิพาทแรงงานจึงต้องปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 21 และมาตรา 22 ดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. บริษัท อุดมทรัพย์เพิ่มพูน จํากัด มีการให้ลูกจ้าง 3 คน ออกจากกงานเพราะเหตุดังนี้

1 นายเก่งยื่นใบลาออกจากบริษัท อุดมทรัพย์เพิ่มพูน เพื่อไปทํางานที่อื่น

2 นายเอกเป็นโรคมะเร็งเจ็บป่วยทํางานไม่ค่อยจะได้ผลงาน

3 นายเจริญเคยถูกพิพากษาจําคุกจากคดีฉ้อโกง บริษัทไม่ทราบเพราะนายเจริญไม่บอกตอนสมัครจึงให้เลิกจ้าง

ให้ท่านวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างดังกล่าว บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง”

มาตรา 119 วรรคแรก “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทําให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ระเบียบ หรือคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จําเป็นต้องตักเตือน

หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทําผิด

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทํางานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคันหรือไม่ก็ตามโดยไม่มี เหตุอันสมควร

(6) ได้รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้ กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ได้กําหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วย เมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง เว้นแต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 วรรคแรก นายจ้างย่อมมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท อุดมทรัพย์เพิ่มพูน จํากัด มีการให้ลูกจ้าง 3 คนออกจากงาน บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้ คือ

1 การที่นายเก่งยื่นใบลาออกจากบริษัทฯ เพื่อไปทํางานที่อื่น และบริษัทฯ ให้นายเก่ง ออกจากงานนั้น บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเก่ง เพราะเป็นกรณีที่นายเก่งได้ลาออกจากงานเอง มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทฯ เลิกจ้าง (ตามมาตรา 118)

2 การที่นายเอกเป็นโรคมะเร็งเจ็บป่วยทํางานไม่ค่อยจะได้ผลงานและบริษัทฯ ได้ให้นายเอก ออกจากงานนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่บริษัทฯ เลิกจ้าง และเมื่อไม่ปรากฏว่านายเอกได้กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 119 อันเป็นเหตุให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ดังนั้น กรณีนี้บริษัทฯ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่นายเอกตามมาตรา 118

3 การที่นายเจริญเคยถูกพิพากษาจําคุกจากคดีฉ้อโกง แต่นายเจริญไม่บอกให้บริษัทฯ ทราบ ตอนสมัครงานนั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 119 (6) เพราะมิใช่คําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกในขณะ เป็นลูกจ้าง แต่เป็นกรณีที่นายเจริญพ้นโทษแล้วจึงมาสมัครเป็นลูกจ้าง ดังนั้นเมื่อบริษัทฯ ให้นายเจริญออกจากงาน จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้าง บริษัทฯ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเจริญตามมาตรา 118

สรุป

1 บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเก่ง

2 บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเอก

3 บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเจริญ

 

ข้อ 2. บริษัท อาหารไทย จํากัด ได้ประกาศรับสมัครลูกจ้างโดยกําหนดให้กรอกข้อมูลด้วยว่าเคยทํางานมาก่อนหรือไม่ และเคยกระทําความผิดต้องโทษตามกฎหมายหรือไม่ นายสหัสและนายสมชาติ ได้มาสมัครงานและกรอกข้อมูลครบถ้วนว่าไม่เคยทํางานที่อื่นมาก่อน และไม่เคยกระทําความผิด ต้องโทษใด ๆ มาก่อน นายจ้างจึงได้ทําสัญญาจ้างมีกําหนดเวลา 1 ปี โดยจ่ายสินจ้างให้เดือนละ 15,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน แต่ต่อมาเมื่อทํางานได้ 5 เดือน นายจ้างทราบว่านายสหัสเคยต้องโทษ คดีลักทรัพย์มาก่อนที่จะยื่นใบสมัคร นายจ้างจึงเลิกจ้างนายสหัสทันทีในวันที่ 31 พฤษภาคม โดย ไม่จ่ายค่าชดเชยให้ ส่วนนายสมชาติเมื่อทํางานครบสัญญานายจ้างก็ไม่จ้างต่อ เช่นนี้ ทั้งสองคน จะเรียกร้องค่าชดเชยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 วรรคแรก “สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกําหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย

(2) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานเก้าสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

มาตรา 119 วรรคแรก “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(6) ได้รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้ กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

วินิจฉัย

ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น หากนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้างด้วย (มาตรา 118) เว้นแต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 วรรคแรก นายจ้างจึงมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างได้

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีนายสหัส การที่นายสหัสเคยต้องโทษคดีลักทรัพย์มาก่อนที่จะยื่นใบสมัคร แต่ไม่ได้กรอก ข้อมูลตามความเป็นจริงนั้น เมื่อนายจ้างมาทราบในภายหลังจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีของ นายสหัสนั้นเป็นการกระทําความผิดก่อนมาสมัครงาน จึงมิใช่กรณีที่ลูกจ้างได้กระทําความผิดในขณะเป็นลูกจ้าง ตามมาตรา 119 (6) เมื่อนายสหัสทํางานได้ 5 เดือน และนายจ้างได้เลิกจ้าง นายสหัสจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ตามมาตรา 118 (1) คือได้รับค่าชดเซยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงินจํานวน 15,000 บาท

กรณีของนายสมชาติ การที่นายจ้างได้ทําสัญญาจ้างนายสมชาติมีกําหนด 1 ปี เมื่อนายสมชาติ ได้ทํางานครบ 1 ปีแล้ว และนายจ้างไม่ได้จ้างต่อ จึงเป็นกรณีที่สัญญาจ้างมีกําหนดเวลาได้สิ้นสุดลงเมื่อครบกําหนด ระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยนายจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคแรก และเมื่อปรากฏว่า นายสมชาติได้ทํางานครบ 1 ปี นายสมชาติจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 (2) คือ มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นจํานวนเงิน 45,000 บาท

สรุป

ทั้งสองคนสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ โดยนายสหัสเรียกได้ 15,000 บาท ส่วน นายสมชาติเรียกได้ 45,000 บาท

 

ข้อ 3. แกงไก่เป็นลูกจ้างของบริษัท ประพันธ์สหกิจ จํากัด ซึ่งประกอบกิจการด้านเครื่องกรองน้ำ แกงไก่ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 12,000 บาท มีตําแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่ออกเดินทางไปเสนอขายเครื่องกรองน้ำนอกสถานที่ทํางานทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ตามจุดขายที่หัวหน้างาน กําหนดในแต่ละวัน ขณะที่แกงไก่เดินทางด้วยเรือโดยสารไปขายเครื่องกรองน้ำที่จังหวัดพังงา เรือโดยสารลําดังกล่าวประสบเหตุล่มกลางทะเล แกงไก่หายไปหลังจากเกิดเหตุ โดยหน่วยกู้ภัย พยายามค้นหาแต่ไม่พบ แกงไก่มีทายาท ได้แก่ นางสดมารดา นางหน่อยภริยา ด.ช.นัถบุตรชาย อายุ 14 ปี น.ส.นิ่มนงค์บุตรสาวอายุ 18 ปี ทํางานร้านสะดวกซื้อ น.ส.สดใส บุตรสาวอายุ 20 ปี เรียนระดับปริญญาตรีปี 3 ดังนี้ ทายาทแกงไก่จะมีสิทธิในเงินทดแทนอย่างไรบ้าง และหากต่อมา นางสดมารดาเสียชีวิต นางหน่อยไปเป็นภริยาของนายเขียว น.ส.สุดใจเรียนจบ สิทธิในเงินทดแทน ของทายาทจะเป็นอย่างไร ให้อธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“สูญหาย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างทํางานหรือปฏิบัติตามคําสั่งของ นายจ้าง ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตายเพราะประสบเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างทํางาน หรือ ปฏิบัติตามคําสั่งของนายจ้างนั้น รวมตลอดถึงการที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างเดินทาง โดยพาหนะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ เพื่อไปทํางานให้นายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าพาหนะนั้นได้ประสบเหตุอันตรายและลูกจ้างถึงแก่ ความตาย ทั้งนี้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น”

มาตรา 16 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้ นายจ้างจ่ายค่าทําศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างเป็นจํานวนหนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน”

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทน เป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(4) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย มีกําหนดแปดปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และ ไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมประกาศกําหนด”

มาตรา 20 วรรคแรก “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง

(1) บิดามารดา

(2) สามีหรือภริยา

(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับที่ ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่”

มาตรา 21 “ให้ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากัน

ในกรณีที่สิทธิได้รับเงินทดแทนสิ้นสุดลงเพราะผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย หรือสามีหรือภริยาสมรสใหม่หรือมิได้สมรสใหม่แต่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าอยู่กินฉันสามีหรือภริยากับหญิงหรือ ชายอื่น หรือบุตรไม่มีลักษณะตามมาตรา 20 (3) หรือ (4) อีกต่อไป ให้นําส่วนแบ่งของผู้หมดสิทธิเพราะเหตุหนึ่งเหตุใด ดังกล่าวไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แกงไก่เป็นลูกจ้างของบริษัท ประพันธ์สหกิจ จํากัด ซึ่งประกอบกิจการ ด้านเครื่องกรองน้ำและมีตําแหน่งเป็นพนักงานขาย มีหน้าที่ออกเดินทางไปเสนอขายเครื่องกรองน้ำนอกสถานที่ ทํางานทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดตามจุดขายที่หัวหน้างานกําหนดในแต่ละวันนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่แกงไก่เดินทางด้วยเรือโดยสารไปขายเครื่องกรองน้ำที่จังหวัดพังงา เรือโดยสารลําดังกล่าวประสบเหตุล่ม กลางทะเล และแกงไก่ได้หายไปหลังจากเกิดเหตุ โดยหน่วยกู้ภัยพยายามค้นหาแต่ไม่พบนั้น กรณีเช่นนี้ถือว่าแกงไก่ ลูกจ้างได้หายไปในระหว่างเดินทางโดยพาหนะทางน้ำเพื่อไปทํางานให้นายจ้าง เพราะพาหนะที่เดินทางประสบเหตุ อันตรายและมีเหตุอันควรเชื่อว่าแกงไก่ลูกจ้างถึงแก่ความตาย ซึ่งตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน มาตรา 5 จะให้ถือว่า เป็นการสูญหาย และมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้ ก็ต่อเมื่อเวลาที่ลูกจ้างได้หายไปนั้นได้ผ่านไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 120 วันนับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น

และเมื่อแกงไก่ลูกจ้างได้สูญหายไปจนครบ 120 วัน นับแต่วันที่เกิดเหตุย่อมถือว่าแกงไก่ลูกจ้าง ถึงแก่ความตาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทําศพให้แก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามมาตรา 16 และจ่ายค่าทดแทนเป็น รายเดือนให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกําหนด 8 ปี ตามมาตรา 18 (4) เมื่อแกงไก่ได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 60 ของ 12,000 จึงเท่ากับ 7,200 บาท

สําหรับทายาทของแกงไก่ที่จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างตามมาตรา 20 วรรคแรก ได้แก่ นางสดมารดา นางหน่อยภริยา ด.ช.นัถบุตรชายอายุ 14 ปี และ น.ส.สุดใจบุตรสาวอายุ 20 ปี เรียนระดับ ปริญญาตรีปี 3 รวมทั้งหมด 4 คน โดยจะได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากันคือคนละ 1,800 บาท ตามมาตรา 21 วรรคแรก ส่วน น.ส.นิมนงค์บุตรสาวอายุครบ 18 ปี แต่ไม่ได้ศึกษาอยู่จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

และหากต่อมานางสดมารดาเสียชีวิต นางหน่อยไปเป็นภริยาของนายเขียว และ น.ส.สุดใจ เรียนจบ สิทธิในการได้รับเงินทดแทนของทายาทย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามมาตรา 21 วรรคสอง กล่าวคือ สิทธิที่จะ ได้รับเงินทดแทนย่อมสิ้นสุดลง จึงเหลือทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพียงคนเดียวคือ ด.ช.นัถ ดังนั้น ด.ช.นัก จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนทั้งหมด คือ 7,200 บาท เพียงคนเดียว

สรุป

ทายาทของแกงไก่ คือ นางสดมารดา นางหน่อยภริยา ด.ช.นัถ และน.ส.สุดใจ จะได้รับ เงินทดแทนคนละ 1,800 บาท หากต่อมา นางสดมารดาเสียชีวิต นางหน่อยไปเป็นภริยาของนายเขียว และน.ส.สุดใจ เรียนจบจะเหลือทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพียงคนเดียว คือ ด.ช.นัถ โดย ด.ช.นักจะได้รับเงินทดแทน ทั้งหมดจํานวน 7,200 บาท เพียงคนเดียว

 

ข้อ 4. ลูกจ้างของบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด ประกอบกิจการผลิตและจําหน่ายน้ํามันปาล์ม ได้ทําการแจ้งข้อเรียกร้องกับนายจ้างเพื่อขอปรับสวัสดิการ โดยให้สหภาพแรงงานกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มทําการ แจ้งข้อเรียกร้องให้ในการเจรจาสามารถตกลงกันได้ และมีการจัดทําข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง วิจิตรซึ่งเป็นลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง อยากทราบว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะมีผล ผูกพันกับลูกจ้างของบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด อย่างไรบ้าง ให้นักศึกษาอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 19 “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อ ในข้อเรียกร้อง ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่กระทําโดยนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงาน หรือ ลูกจ้างซึ่งทํางานในกิจการประเภทเดียวกัน โดยมีลูกจ้างซึ่งทํางานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิก หรือร่วม ในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น มีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งทํางานในกิจการประเภทเดียวกันนั้นทุกคน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ลูกจ้างของบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด ประกอบกิจการผลิตและจําหน่ายน้ำมันปาล์ม ได้ทําการแจ้งข้อเรียกร้องกับนายจ้างเพื่อขอปรับสวัสดิการ โดยให้สหภาพแรงงานกลุ่มผู้ผลิต น้ำมันปาล์มทําการแจ้งข้อเรียกร้องให้ ซึ่งในการเจรจาสามารถตกลงกันได้ และมีการจัดทําข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างไว้นั้น เมื่อเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่กระทําโดยนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ย่อมมีผลผูกพัน กับลูกจ้างของบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด เฉพาะลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง (ลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อ) ในข้อเรียกร้องนั้น ส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าร่วมเรียกร้องตั้งแต่ต้นจะไม่ได้รับสิทธิตามข้อตกลงใหม่แต่อย่างใด (มาตรา 19 วรรคแรก)

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานประกอบการคือบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด นั้น มีลูกจ้างซึ่งทํางาน อยู่เป็นสมาชิก หรือร่วมในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกินกว่า 2 ใน 3 ของลูกจ้างทั้งหมด ให้ถือว่าข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลผูกพันลูกจ้างทุกคน (มาตรา 19 วรรคสอง)

สรุป

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะมีผลผูกพันกับลูกจ้างของบริษัท ต้นปาล์มออยล์ จํากัด อย่างไรนั้น เป็นไปตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายอุดมฤทธิ์และนายนราทิพย์ทํางานบริษัท ไทยแลนด์ จํากัด ซึ่งผลิตงานจักสานส่งออกไปยังต่างประเทศ นายอุดมฤทธิ์และนายนราทิพย์ทราบจากเพื่อนที่ทํางานบริษัทเดียวกันว่า ทางบริษัท ประสบปัญหาขาดทุนและคงไม่สามารถเปิดบริษัทได้ต่อไป มีโครงการจะปิดบริษัทเลิกจ้างพนักงาน ระหว่างที่นายอุดมฤทธิ์และนายนราทิพย์นั่งคุยกันด้วยความทุกข์ใจ เห็นนายเก่งกล้าซึ่งเป็น นักศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผ่านมาพอดีจึงขอปรึกษาหารือว่าถ้า บริษัทฯ เลิกจ้างจะเป็นอย่างไร โดยนายอุดมฤทธิ์ทํางานกับบริษัทฯ ดังกล่าวเป็นเวลา 15 ปีส่วน นายนราทิพย์ทํางานมาเป็นเวลา 8 ปี นายเก่งกล้าจะให้คําแนะนํากับบุคคลทั้งสองในกรณีหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยและการที่ไม่ได้รับค่าชดเชยจากบริษัท ไทยแลนด์ จํากัด อย่างไร

ธงคําตอบ

นายเก่งกล้าจะต้องให้คําแนะนํากับบุคคลทั้งสอง ในกรณีหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยและ การไม่ได้รับค่าชดเชยจากบริษัทไทยแลนด์ จํากัด ดังนี้ คือ

ค่าชดเชย เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อนายจ้าง เป็นฝ่ายเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่ได้กระทําความผิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือเหตุอื่นใด และ หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทํางานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถที่จะดําเนินกิจการ ต่อไป ถ้านายจ้างมิได้เลิกจ้าง แต่ลูกจ้างลาออกไปเอง ทิ้งงานไป หรือลูกจ้างถึงแก่ความตาย กรณีเช่นนี้ นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

หลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชย ไว้ดังนี้ คือ “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย

(2) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานเก้าสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน โดยคํานวณเป็นหน่วย

(3) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่ง ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย

(4) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับ ค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย

(5) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไปให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานสามร้อยวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

กรณียกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ได้บัญญัติข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างไว้ว่า “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทําให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ระเบียบ หรือคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จําเป็นต้องตักเตือน

หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทําผิด

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันข้างานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคันหรือไม่ก็ตามโดยไม่มี เหตุอันสมควร

(6) ได้รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้ กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายอุดมฤทธิ์ทํางานกับบริษัท ไทยแลนด์ จํากัด มาเป็นเวลา 15 ปี ถ้าบริษัทฯ เลิกจ้างบริษัทฯ จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายอุดมฤทธิ์ลูกจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางาน 300 วันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดย คํานวณเป็นหน่วยตามาตรา 118 (5)

ส่วนนายนราทิพย์ เมื่อปรากฏว่านายนราทิพย์ทํางานกับบริษัท ไทยแลนด์ จํากัด มาเป็นเวลา 8 ปี ถ้าบริษัทฯ เลิกจ้าง บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายนราทิพย์ลูกจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางาน 240 วันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดย คํานวณเป็นหน่วยตามมาตรา 118 (4)

 

ข้อ 2. นายจ้างทําสัญญาจ้างนายชาตรีและนายสมคิดเป็นลูกจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ได้ตกลงจ่ายค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท โดยเขียนข้อตกลงกันไว้ว่า “ถ้าทําการประเมินการทํางานไม่ผ่าน จะบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง 15 วันหรือจะเลิกจ้างทันทีโดยชําระเงินให้ 15 วันเท่านั้น” และ “ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างสองเท่าของค่าจ้างถ้าทํางานครบหนึ่งปี และให้สามเท่าของ ค่าจ้างถ้าทํางานครบสองปี” ปรากฏว่าเมื่อนายชาตรีทํางานครบหนึ่งปีในวันที่ 31 มีนาคม นายจ้างทําการประเมินการทํางานไม่ผ่านจึงบอกเลิกสัญญาทันทีโดยจ่ายค่าจ้างของเดือนมีนาคม ให้และอีก 7,500 บาทตามที่ได้ทําข้อตกลงกันไว้ และต่อมาเมื่อนายสมคิดทํางานครบสองปี นายจ้างมีปัญหาทางการเงินของบริษัทจึงจําเป็นต้องบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้าง ทันทีในวันที่ 30 กันยายน และจ่ายค่าจ้างของเดือนกันยายนให้และอีก 7,500 บาท และ ค่าชดเชย 45,000 บาท ตามข้อตกลงที่ทําไว้เช่นนี้จากข้อเท็จจริงดังกล่าวท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 “สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกําหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง โดยมิต้อง บอกกล่าวล่วงหน้า

ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดย บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน สามเดือน

การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจํานวนที่จะต้องจ่าย จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่ง พระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(2) ลูกจ้างซึ่งทํางานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทํางานเก้าสิบวันสุดท้ายสําหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ข้าพเจ้าเห็นว่า การที่นายจ้างทําสัญญากับนายชาตรีกับนายสมคิด ลูกจ้างว่า “ถ้าทําการประเมินการทํางานไม่ผ่าน จะบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้าง 15 วัน หรือจะเลิกจ้างทันที โดยชําระเงินให้ 15 วันเท่านั้น” และ “ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างสองเท่าของค่าจ้างถ้าทํางานครบหนึ่งปี และให้สามเท่าของค่าจ้างถ้าทํางานครบสองปี” นั้น เป็นการทําข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 17 และมาตรา 118 ซึ่ง ถือว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น นายจ้างจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้

กรณีนายชาตรี เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา หากนายจ้าง ต้องการเลิกจ้าง จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ลูกจ้างทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดการจ่ายค่าจ้าง ในคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกําหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามมาตรา 17 วรรคสอง การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทันทีในวันที่ 31 มีนาคม โดยจ่ายค่าจ้างของเดือนมีนาคมให้และอีก 7,500 บาท ตามที่ได้ทําข้อตกลงกันไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม นั้น ย่อมถือเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า และผลแห่งการเลิกสัญญาจะเป็นผล เมื่อถึงกําหนดการจ่ายค่าจ้างในคราวถัดไป คือวันที่ 30 เมษายน จึงจะชอบด้วยกฎหมาย หรือนายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้นายชาตรีตามจํานวนที่ต้องจ่าย จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าว คือ เดือนมีนาคม และเมษายน รวมเป็นเงิน 30,000 บาทและให้ นายชาตรีออกจากงานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม

ส่วนของค่าชดเชย เมื่อปรากฏว่า นายชาตรีทํางานมาครบ 1 ปี แล้ว การที่นายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายชาตรีลูกจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 45,000 บาท ตามาตรา 118 (2)

กรณีนายสมคิด เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา การที่ นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทันทีในวันที่ 30 กันยายน และจ่ายค่าจ้างของเดือนกันยายนให้และอีก 7,500 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างย่อมต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม เช่นกัน กล่าวคือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 30 กันยายน ย่อมถือเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า และผลแห่ง การบอกเลิกสัญญาจะเป็นผล เมื่อถึงกําหนดการจ่ายค่าล้างคราวถัดไป คือ วันที่ 31 ตุลาคม จึงจะชอบด้วยกฎหมาย หรือนายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้นายสมคิดตามจํานวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าว คือ เดือนกันยายน และตุลาคม รวมเป็นเงิน 30,000 บาท และให้นายสมคิดออกจากงานทันทีก็ได้

ส่วนของค่าชดเชย เมื่อปรากฏว่านายสมคิดทํางานมาครบ 2 ปีแล้ว การที่นายจ้างจ่าย ค่าชดเชยให้นายสมคิด 45,000 บาท จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและถูกต้องตามมาตรา 118 (2)

สรุป

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้าพเจ้าเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด เป็นไปตามที่ได้อธิบาย ไว้ดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3. บุญทรงเป็นลูกจ้างบริษัท A.C.ก่อสร้าง จํากัด ตําแหน่งหัวหน้าคุมงานก่อสร้าง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 22,000 บาท ขณะคุมงานก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น ได้มีอิฐบล็อกตกลงมาจากที่สูง ตกใส่ศีรษะของบุญทรง นายจ้างพาส่งโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าบุญทรงได้รับความ กระทบกระเทือนทางสมองและเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว ทําให้บุญทรงไม่สามารถทํางานได้ปีกว่า จึง ออกจากงานและรักษาตัวอยู่ที่บ้านเพราะทุพพลภาพ บุญทรงมีชีวิตอยู่ได้ 3 ปีก็เสียชีวิต ดังนี้ บุญทรงและสมรคู่สมรสจะมีสิทธิในเงินทดแทนอย่างไรให้อธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทํางานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคําสั่งของนายจ้าง

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการ รักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล เท่าที่จ่ายจริงตามความจําเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้ทราบ”

มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจําเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานของลูกจ้างตามความจําเป็นตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทน เป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานติดต่อกันได้ เกินสามวันไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถ ทํางานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทํางานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

(3) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สําหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภท ของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่จะต้องจ่ายตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมประกาศกําหนด แต่ต้องไม่เกินสิบห้าปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่า ค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมประกาศกําหนด”

มาตรา 19 “ในกรณีที่นายจ้างจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (2) หรือ (3) และต่อมาลูกจ้าง ได้ถึงแก่ความตายในขณะที่ยังรับค่าทดแทนไม่ครบระยะเวลาตามสิทธิดังกล่าว ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิ ตามมาตรา 20 ต่อไป จนครบกําหนดระยะเวลาตามสิทธิ์ แต่ทั้งนี้ ระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนรวมกันต้องไม่เกินแปดปี”

มาตรา 20 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคล ดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง

(2) สามีหรือภริยา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์

บุญทรงและสมรคู่สมรสจะมีสิทธิในเงินทดแทนอย่างไร แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของบุญทรง

การที่บุญทรงเป็นลูกจ้างของบริษัท A.Cก่อสร้าง จํากัด และขณะคุมงานก่อสร้างได้มีอิฐบล็อก ตกลงมาจากที่สูงใส่ศีรษะของบุญทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ถือว่าบุญทรงประสบอันตรายเนื่องจากการทํางาน ให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 บุญทรงจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้ โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทน ให้แก่บุญทรง ดังนี้

1 ค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 โดยนายจ้างต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตาม ความจําเป็น แต่ไม่เกินอัตราที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวง คือรวมแล้วไม่เกิน 110,000 บาท ในกรณีนี้ถือว่าบุญทรง ประสบอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บรุนแรง จึงได้รับค่ารักษาพยาบาลในเบื้องต้น 45,000 บาท และในกรณีรุนแรงอีกไม่เกิน 65,000 บาท

2 ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานตามมาตรา 15 โดยนายจ้างต้องจ่ายตามความจําเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวงในกรณีนี้นายจ้างต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการ ทํางานให้บุญทรงเป็นจํานวนไม่เกิน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูฯ อีกเป็น จํานวนไม่เกิน 20,000 บาท

3 ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทํางานได้ตามมาตรา 18 (1) เมื่อบุญทรงไม่สามารถทํางาน ได้ปีกว่า ซึ่งถือว่าติดต่อกันเกิน 3 วัน นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่าย ตั้งแต่วันแรกที่บุญทรงไม่สามารถทํางานได้ เมื่อบุญทรงได้รับค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาทร้อยละ 60 ของ 22,000 จึงเท่ากับ 13,200 บาท แต่มาตรา 18 วรรคสี่ กําหนดไว้ว่าค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) จะต้องไม่มากกว่า ค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมประกาศกําหนดซึ่งก็คือ 12,000 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายทดแทนให้บุญทรงเดือนละ 12,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น = 12,000 X 12 = 144,000 บาท (ไม่เกิน 1 ปี)

4 ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพตามมาตรา 18 (3) เมื่อบุญทรงกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เมื่อบุญทรงได้รับค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท ร้อยละ 60 ของ 22,000 จึงเท่ากับ 13,200 บาท แต่มาตรา 18 วรรคสี่ กําหนดไว้ว่าค่าทดแทนตามมาตรา 18 (3) จะต้องไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมประกาศกําหนด ซึ่งก็คือ 12,000 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนในกรณีนี้เดือนละ 12,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี

กรณีของสมร

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุญทรงมีชีวิตอยู่ได้ 3 ปี ก็เสียชีวิต โดยบุญทรงรับค่าทดแทนยังไม่ครบ ตามกําหนดระยะเวลาตามมาตรา 18 (3) กรณีเช่นนี้ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนที่เหลืออยู่ให้แก่สมรภริยา ของบุญทรง โดยสมรจะได้รับค่าทดแทนเดือนละ 12,000 บาท เป็นระยะเวลาอีกเพียง 5 ปี ตามมาตรา 19 ประกอบมาตรา 20 (2) เพราะระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีนี้รวมกันต้องไม่เกิน 8 ปี

สรุป

บุญทรงจะได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิได้รับเงินทดแทนดังนี้

1 มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลในเบื้องต้นเป็นจํานวน 45,000 บาท และได้รับเพิ่มในกรณีบาดเจ็บรุนแรงอีกไม่เกิน 65,000 บาท

2 มีสิทธิได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทํางานเป็นจํานวนไม่เกิน 40,000 บาท

3 มีสิทธิได้รับค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทํางานได้เป็นจํานวน 144,000 บาท

4 มีสิทธิได้รับค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 12,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี และหากว่าอีก 3 ปีต่อมาบุญทรงเสียชีวิต สมรภริยาของบุญทรง จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนต่อไปเดือนละ 12,000 บาท เป็นระยะเวลาอีก 5 ปี

 

ข้อ 4. บริษัท C.D. ทอผ้าและไหมพรม จํากัด มีลูกจ้าง 300 คน ลูกจ้างของบริษัทฯ ต้องการแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอปรับขึ้นค่าจ้างและสวัสดิการ จึงให้สหภาพแรงงานผู้ผลิตสิ่งทอ ดําเนินการแจ้งข้อเรียกร้องให้ โดยดํารงซึ่งเป็นแกนนําในการเรียกร้องทราบว่ามีลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน อยู่ 80 คน ดังนี้ให้อธิบายว่าสหภาพแรงงานผู้ผลิตสิ่งทอจะแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายจ้างให้ลูกจ้าง บริษัท C.D.สิ่งทอ จํากัด ได้หรือไม่ และหากมีการตรวจสอบภายหลังจากมีการแจ้งข้อเรียกร้อง แล้วทราบว่าจํานวนสมาชิกของลูกจ้างในสหภาพแรงงานไม่เป็นตามที่กฎหมายกําหนด จะมีผลต่อข้อเรียกร้องอย่างไร ให้อธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 13 วรรคแรก “การเรียกร้องให้มีการกําหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการ แก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ”

มาตรา 15 “สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานอาจแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ต่ออีก ฝ่ายหนึ่งแทนนายจ้างหรือลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกได้ จํานวนสมาชิกซึ่งเป็นลูกจ้างต้องมีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจํานวนลูกจ้างทั้งหมด…”

วินิจฉัย

โดยหลักการที่ลูกจ้างบริษัท C.D.ทอผ้าและไหมพรม จํากัด ต้องการแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอปรับ ขึ้นค่าจ้าง และสวัสดิการจึงให้สภาพแรงงานผู้ผลิตสิ่งทอ ดําเนินการแจ้งข้อเรียกร้องให้นั้นตามมาตรา 15 ได้ กําหนดไว้ว่าสหภาพแรงงานสามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้ตามมาตรา 13 แต่ต้องมีจํานวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของลูกจ้างทั้งหมด

ตามอุทาหรณ์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ลูกจ้างของบริษัทฯ จํานวน 300 คน เป็นสมาชิกสภาพแรงงาน อยู่ถึง 80 คน ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจํานวนลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีจํานวนตามที่กฎหมายกําหนด ดังนั้นสหภาพแรงงานผู้ผลิตสิ่งทอจึงสามารถแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายจ้างให้ลูกจ้างบริษัท C.D.สิ่งทอ จํากัด ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสอบภายหลังจากมีการแจ้งข้อเรียกร้องแล้วทราบว่าจํานวนสมาชิก ของลูกจ้างในสหภาพแรงงานไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด ย่อมมีผลทําให้ข้อเรียกร้องนั้นไม่สมบูรณ์

LAW4002 การว่าความ 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า

“เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 นายโก้ เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 589589 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 80 ตารางวา ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 4,000,000 บาท จากนายโจ ตกลงชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และต้นเงินคืน 1,000,000 บาท ทุกวันที่ 8 ของเดือน กําหนดชําระเงินคืนในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558 จนกว่าจะชําระเงินต้นและดอกเบี้ยครบถ้วน โดยในการกู้ยืมดังกล่าวนายโก้ได้มอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวและได้ทําหนังสือมอบอํานาจให้นายไมค์ เป็นผู้รับมอบอํานาจของนายโก้มีอํานาจจดทะเบียนจํานองที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นประกันการชําระ หนี้เงินกู้ให้แก่นายโจ โดยกําหนดให้จดทะเบียนไถ่ถอนจํานองในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558 แต่ปรากฏว่าวันต่อมาหลังจากวันทําสัญญาดังกล่าวนายไมค์และนายโจไม่ได้นําหนังสือมอบอํานาจ มาจดทะเบียนจํานองที่ดินตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน แต่บุคคลทั้งสองได้ร่วมกันปลอมหนังสือ มอบอํานาจขึ้นทั้งฉบับโดยปลอมลายมือชื่อของนายโก้และกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอํานาจ ตามแบบของกรมที่ดินใหม่ทั้งฉบับโดยให้นายไมค์เป็นผู้รับมอบอํานาจของนายโก้ในการโอนขาย ที่ดินดังกล่าวของนายโก้ให้แก่นายโจ และบุคคลทั้งสองได้นําหนังสือมอบอํานาจปลอมนั้นไปใช้ จดทะเบียนโอนขายที่ดินของนายโก้ให้แก่นายโจในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ต่อมานายโก้ ได้ชําระหนี้ครบทุกงวดแล้วและนายโจได้รับชําระไว้แล้ว แต่นายโจไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจํานอง ตามกําหนด เมื่อนายโก้แจ้งให้คืนโฉนดที่ดินฯ และให้ไถ่ถอนจํานอง นายโจก็บ่ายเบี่ยงปฏิเสธ ไม่ยอมคืน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558 นายโก้ได้ตรวจสอบที่สํานักงานที่ดินเขตบางกะปิจึงทราบเรื่อง ดังกล่าว นายโก้จึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินคดีกับนายไมค์และนายโจในข้อหา ปลอมหนังสือมอบอํานาจ และใช้หรืออ้างหนังสือมอบอํานาจปลอมในการทํานิติกรรมการโอนขาย ที่ดินของนายโก้ นอกจากนี้ นายโก้ยังทราบว่านายโจได้ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าว ให้แก่บริษัท โอเปอร่า จํากัด ในราคา 3,800,000 บาท มีกําหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559”

ให้ท่านนักศึกษามีฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายของนายโก้ และให้ท่านดําเนินการออกแบบและ จัดทํา (ร่าง) สัญญากู้ยืมเงินจากนายโจ โดยจะต้องมีข้อสัญญาจํานองที่ดินโฉนดเลขที่ 589589 โดยอาศัยข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏนี้

ธงคําตอบ

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นที่ปรึกษากฎหมายของนายโก้ ข้าพเจ้าจะออกแบบ และจัดทํา (ร่าง) สัญญากู้ยืมเงินจากนายโจ โดยให้มีข้อความและข้อสัญญา ดังนี้

 

สัญญากู้ยืมเงิน

ทําที่ มหาวิทยาลัย หัวหมาก บางกะปิ

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ระหว่างข้าพเจ้า นายโก้ อายุ……… ปี อยู่บ้านเลขที่……….. ตรอก/ซอย………..

ถนน…………ตําบล/แขวง……… อําเภอ/เขต……… จังหวัด…………….

ในฐานะ “ผู้กู้” ฝ่ายหนึ่ง กับ

ข้าพเจ้า นายโจ อายุ………….. ปี อยู่บ้านเลขที่…………. ตรอก/ซอย. ………

ถนน …………. ตําบล/แขวง……………….. อําเภอ/เขต……………………………………..จังหวัด………

ในฐานะ “ผู้ให้กู้” อีกฝ่ายหนึ่ง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทําสัญญากัน ดังความต่อไปนี้

ข้อ 1 ผู้กู้ตกลงกู้เงินและผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจํานวน 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) และผู้กู้ ได้รับเงินจํานวนดังกล่าวปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เวลาที่ทําสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้

ข้อ 2 ผู้กู้ตกลงยินยอมชําระดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และต้นเงินคืน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ทุกวันที่ 8 ของเดือน โดยกําหนดชําระเงินคืนในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558 จนกว่าจะชําระ เงินต้นและดอกเบี้ยครบถ้วน

ข้อ 3 ผู้กู้ได้จํานองที่ดินโฉนดเลขที่ 589589 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 80 ตารางวาต่อผู้ให้กู้ในวันที่ทําสัญญานี้ เพื่อเป็นประกันการชําระหนี้เงินกู้ตามสัญญานี้

ข้อ 4 หากผู้กู้ปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ผู้ให้กู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และทําการเรียก เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนได้ทันที

สัญญานี้ทําขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน คู่สัญญาได้อ่านและเข้าใจสัญญาแล้ว ตรงตามเจตนารมณ์แห่งคู่สัญญา จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสําคัญ

 

ลงชื่อ………………………..ผู้กู้      ลงชื่อ………………………..ผู้ให้กู้

   (…………………………….)          (…………………………….)

ลงชื่อ……………………….พยาน    ลงชื่อ……………………….พยาน

(…………………………….)             (…………………………….)

 

ข้อ 2. บริษัท สมาร์ทยิม จํากัด จดทะเบียน ณ สํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการสถานที่ออกกําลังกายครบวงจร โดยมีนายเอก กล้ามใหญ่ และนางบุ๋ม คนสวย เป็นกรรมการบริหารลงลายมือชื่อและ ประทับตราสําคัญแทนบริษัท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 ได้ทําสัญญาซื้อเครื่องออกกําลังกายราคา 10 ล้านบาท และชําระราคาครบถ้วนให้กับบริษัท ฟิตเนสเฟิร์ม จํากัด จดทะเบียน ณ สํานักงาน ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ ในการขายอุปกรณ์ออกกําลังกายนําเข้าจากต่างประเทศทุกชนิดโดยมีนางอภิรดี ชุมสาย และ นายนําชัย เพริศสุภา เป็นกรรมการบริหารลงลายมือชื่อและประทับตราสําคัญแทนบริษัท กําหนดส่งสินค้าในวันที่ 1 เมษายน 2559 หากส่งสินค้าไม่ได้จะต้องถูกปรับจํานวน 200,000 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ฟิตเนสเฟิร์มฯ ไม่สามารถจัดส่งสินค้าทั้งหมดให้กับบริษัท สมาร์ทยิม ๆ จวบจนล่วงเลยมาวันที่ 20 เมษายน 2559 บริษัท สมาร์ทยิม จํากัด ได้ให้ทนายความ ส่งหนังสือบอกกล่าวลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังบริษัท ฟิตเนสเฟิร์มฯ โดยทวงถามให้ส่งมอบ สินค้าทั้งหมดภายใน 10 วันนับแต่วันที่รับหนังสือบอกกล่าว แต่เมื่อครบกําหนด 10 วันดังกล่าวแล้ว บริษัท ฟิตเนสเฟิร์มฯ กลับเพิกเฉย บริษัท สมาร์ทยิมฯ จึงได้มอบอํานาจให้นายเจมส์ สุดหล่อ ผู้จัดการของบริษัท สมาร์ทยืมฯ เป็นตัวแทนดําเนินคดีกับบริษัท ฟิตเนสเฟิร์มฯ ขอเลิกสัญญา และขอคืนค่าสินค้าและชําระค่าปรับทั้งหมด ให้ท่านซึ่งเป็นทนายความในคดีนี้ร่างคําฟ้องคดีแพ่ง พร้อมคําขอท้ายฟ้องโดยไม่ต้องคํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ธงคําตอบ

คําฟ้องแพ่ง

ข้อ 1 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด จดทะเบียน ณ สํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า บริษัท สมาร์ทยิม จํากัด มีวัตถุประสงค์ ในการให้บริการสถานที่ออกกําลังกายครบวงจร โดยมีนายเอก กล้ามใหญ่ และนางปุ่ม คนสวย เป็นกรรมการบริหาร มีอํานาจลงลายมือชื่อและประทับตราสําคัญแทนบริษัท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคําฟ้อง หมายเลข 1

ในการฟ้องคดีนี้โจทก็ได้แต่งตั้งให้นายเจมส์ สุดหล่อ เป็นตัวแทนในการฟ้องและดําเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 2

จําเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด จดทะเบียน ณ สํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า บริษัท ฟิตเนสเฟิร์ม จํากัด มีวัตถุประสงค์ ในการขายอุปกรณ์ออกกําลังกายนําเข้าจากต่างประเทศทุกชนิด โดยมีนางอภิรดี ชุมสาย และนายนําชัย เพริศสุภา เป็นกรรมการบริหารมีอํานาจลงลายมือชื่อ และประทับตราสําคัญแทนนิติบุคคลจําเลย รายละเอียดตามหนังสือ รับรองเอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 3

ข้อ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์ได้ทําสัญญาซื้อเครื่องออกกําลังกายราคา 10 ล้านบาท (สิบล้านบาทถ้วน) และชําระราคาครบถ้วนให้กับจําเลย โดยกําหนดส่งสินค้าในวันที่ 1 เมษายน 2559 หากส่ง สินค้าไม่ได้จะต้องถูกปรับเป็นเงินจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) รายละเอียดปรากฏตามสําเนา หนังสือสัญญาซื้อขายลงวันที่ 1 มีนาคม 2559 เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 4

ข้อ 3 ครั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 จําเลยไม่สามารถจัดส่งสินค้าทั้งหมดให้กับโจทก์ จวบจน ล่วงเลยมาวันที่ 20 เมษายน 2559 โจทก์ได้ให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยัง จําเลยทวงถามให้จําเลยส่งมอบสินค้าทั้งหมดภายใน 10 วันนับแต่วันที่รับหนังสือบอกกล่าว แต่เมื่อครบกําหนด 10 วันดังกล่าวแล้ว จําเลยกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 5 และ 6

โจทก์จึงต้องการขอเลิกสัญญาและเรียกค่าสินค้าคืนรวมถึงค่าปรับเป็นเงินจํานวน 10,200,000 บาท (สิบล้านสองแสนบาทถ้วน) จากจําเลย โจทก์ไม่มีทางอื่นใดจะตกลงกับจําเลยได้ จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คําขอท้ายฟ้อง

1 ขอเลิกสัญญาและให้จําเลยชําระคืนค่าสินค้าและค่าปรับเป็นเงินจํานวน 10,200,000 บาท (สิบล้านสองแสนบาทถ้วน)

2 ให้จําเลยชําระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,200,000 บาท (สิบล้านสองแสน บาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องจนกว่าจําเลยจะชําระให้กับโจทก์เสร็จสิ้น

3 ให้จําเลยชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

ข้อ 3 นายซาโตชิเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ในเกมส์โปเกม่อน โก (Pokemon Go) เป็นอย่างมาก เมื่อทราบว่า ประเทศไทยจะเริ่มเปิดระบบให้สามารถเล่นได้ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ดังนั้น หลังจากเลิกทํางานกลับมายังบ้าน จึงทําการโหลดเกมส์ขึ้นมาเล่นเมื่อฟังข่าวในพระราชสํานักเสร็จสิ้นลง เมื่อตอนเริ่มเกมส์นายซาโตชิจึงคุยกับศาสตราจารย์วิลโลเสร็จแล้ว เกมส์จะให้เลือกโปเกม่อน ในตอนเริ่มเกมส์ได้ทั้งหมด 3 ตัว นั่นคือ ชาร์แมนเดอร์ (Charmender) สเควิตเทิล (Squirtle) และบัลบาซอร์ (Bulbasaur) นายซาโตชิก็ไม่สนใจอยากได้โปเกม่อนทั้ง 3 ตัวนี้ เพราะทราบว่าถ้าเดิน ออกจากพื้นที่ที่อยู่ในตอนนั้นให้ไกลออกไปพอสมควรแล้วจะได้เจอโปเกม่อนโผล่มาเรื่อย ๆ ตามทาง ปล่อยให้โปเกม่อนโผล่ออกมาเรื่อย ๆ จนครบ 4 ครั้ง พอถึงครั้งที่ 4 ตัวที่ปรากฏออกมาก็จะเป็น ตัวปิกาจู (Pikachu) ที่นายซาโตชิตามหานั่นเอง ดังนั้น นายซาโตชิจึงเดินหนีตัวโปเกม่อนจนตัวปิกาจู ปรากฏออกมา แต่ปรากฏว่าตัวปิกาจูนั้นปรากฏตัวอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านของนางสาวคาสึมิ ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 123/123 ถนนรามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ด้วยความที่นายซาโตชิอยากได้ตัวปิกาจูจึงปีนรั้วพุ่มต้นไม้เข้าไปเก็บตัวปิกาจู และด้วยความดีใจ จึงร้องไชโยออกมาจนทําให้นางสาวคาสึมิออกมาดูที่หน้าบ้านของตนว่าเกิดอะไรขึ้น และตกใจที่เห็น นายซาโตชิเพื่อนบ้านของเธอเข้ามาอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านในยามวิกาลเช่นนี้ เป็นการรบกวนเธอ และครอบครัวเป็นอย่างมาก

ในวันรุ่งขึ้นนางสาวคาสึมิจึงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับสถานีตํารวจนครบาลหัวหมากเพื่อลง บันทึกประจําวันเอาไว้ แต่มิได้จะให้เจ้าพนักงานดําเนินคดีให้ เพราะเกรงว่าจะใช้ระยะเวลานาน จึงจะดําเนินคดีเองเพื่อความรวดเร็ว นางสาวคาสึมิจึงมาปรึกษากับนายทาเคชิและแต่งตั้งให้เป็น ตัวแทนฟ้องคดีและดําเนินกระบวนพิจารณาแทนตน คําสั่ง ให้นักศึกษาร่างคําฟ้องอาญาและคําขอท้ายฟ้องอาญาเฉพาะเนื้อหา โดยไม่ต้องคํานึงถึง แบบฟอร์ม

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา 365 ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทํา

(1) โดยใช้กําลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย

(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทําความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ

(3) ในเวลากลางคืน ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ธงคําตอบ

คําฟ้องอาญา

ข้อ 1 ในการฟ้องคดีนี้โจทก็ได้มอบอํานาจให้นายทาเคชิเป็นโจทก์ฟ้องคดีและดําเนินกระบวน พิจารณาแทน รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2 ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เวลากลางคืน จําเลยได้บังอาจกระทําความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จําเลยได้บุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 123/123 ถนนรามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อันเป็นเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ทั้งนี้เพื่อถือเข้าไปกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการ ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ซึ่งอาคารนี้โจทก์ใช้เป็นที่อยู่อาศัย

เหตุเกิดที่ ถนนรามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

ข้อ 3 คดีนี้โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว แต่โจทก์ประสงค์จะดําเนินคดีเองเพื่อความรวดเร็ว

คําขอท้ายฟ้องอาญา

การที่จําเลยได้กระทําตามข้อความที่กล่าวมาในคําฟ้องนั้น เป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตรา ดังนี้คือ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 362 และมาตรา 365 (3)

LAW4002 การว่าความ S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

วันที่ 1 มกราคม 2560 นายสมชัย ใจดี ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายหิรัญ ภักดีมาก จํานวน 1,000,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กําหนดชําระคืน 1 ปี โดยนายสมชัยได้นําเอาโฉนดที่ดิน 1 แปลง จํานวน 60 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 123 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ประกันหนี้โดยให้ นายหิรัญยึดถือเอาไว้เป็นประกัน เมื่อครบกําหนดชําระหนี้ นายสมชัยไม่ยอมชําระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจํานวน 1,150,000 บาท นายหิรัญทวงถามทั้งทางโทรศัพท์และไปหาที่บ้านของนายสมชัยแต่ก็ติดต่อนายสมชัยไม่ได้

ต่อมา 1 กุมภาพันธ์ 2561 นายหิรัญทราบมาว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 เวลา 10.00 นาฬิกา นายสมชัยได้ไปแจ้งความต่อสถานีตํารวจนครบาลหัวหมาก แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหายซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าพนักงานออกใบแจ้งความร้องทุกข์นําไปขอออก โฉนดใบใหม่ และขณะนี้โฉนดใบนั้นถูกจํานองอยู่ที่ธนาคารออมสิน สาขาหัวหมาก แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งทําให้นายหิรัญเสียหาย ดังนั้น นายหิรัญจึงได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานดําเนิน คดีอาญาความผิดฐานแจ้งความเท็จกับนายสมชัย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 12.00 นาฬิกา เจ้าพนักงานสถานีตํารวจนครบาลหัวหมากได้จับกุมนายสมชัยได้และนําส่งพนักงานสอบสวนทําการสอบสวน นายสมชัยให้การรับสารภาพ ต่อมานายสมชัยได้ประกันตัวไป พนักงานสอบสวนสรุปสํานวนส่งพนักงานอัยการ พนักงานอัยการจึงสั่งฟ้องคดีดังกล่าวที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

วันที่ 1 มีนาคม 2561 นายหิรัญได้มาหาท่านที่สํานักงานกฎหมายนิติรามทนายความและเพื่อน เลขที่ 9 ถนนรามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่งตั้งท่านเป็นทนายความและให้ท่าน ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกให้นายสมชัยชําระเงินต้นและดอกเบี้ยจํานวน 1,150,000 บาท ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว ท่านจึงทําหนังสือดังกล่าวส่งออกไปทวงถาม ในวันที่ 5 มีนาคม 2561 เมื่อได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับแล้วแต่นายสมชัยกลับเพิกเฉย

วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 นี้ นายหิรัญต้องการให้ท่านในฐานะทนายความยื่นคําฟ้องคดีแพ่งเรียกร้อง เพียงเงินต้นและดอกเบี้ยจํานวน 1,150,000 บาทจากนายสมชัยคืนทั้งหมดที่ศาลแพ่ง

ดังนี้ ให้ท่านร่างเอกสารกฎหมายดังต่อไปนี้ในฐานะทนายความ

1 ร่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม

2 ร่างคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง เฉพาะเนื้อหาคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องโดยไม่คํานึงถึง แบบพิมพ์ศาล

และให้ท่านในฐานะอัยการ

3 ร่างคําฟ้องคดีอาญาในคามผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานยังศาลแขวงพระนครเหนือ โดยร่างเฉพาะเนื้อหาคําฟ้องไม่คํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทําให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ…

 

ธงคําตอบ

1 หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทําที่ สํานักงานกฎหมายนิติรามทนายความและเพื่อน

เลขที่ 9 ถ.รามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ

กรุงเทพมหานคร

วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

เรื่อง ขอให้ชําระหนี้

เรียน นายสมชัย ใจดี ผู้กู้

อ้างถึง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง นายหิรัญ ภักดีมาก ผู้ให้กู้ กับ นายสมชัย ใจดี ผู้กู้

ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2560

ตามสัญญากู้ยืมเงินที่อ้างถึง ท่านได้กู้ยืมเงินไปจากนายหิรัญ ภักดีมาก ผู้ให้กู้ จํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยท่านตกลงชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กําหนดชําระคืน 1 ปี โดยท่านได้นําเอา โฉนดที่ดิน 1 แปลง จํานวน 60 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 123 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ประกันหนี้โดยให้นายหิรัญ ภักดีมาก ผู้ให้กู้ ยึดถือเอาไว้เป็นประกันนั้น

บัดนี้ปรากฏว่า เมื่อครบกําหนดชําระหนี้ตามสัญญาในวันที่ 1 มกราคม 2561 ท่านไม่ได้นําเงินต้น พร้อมดอกเบี้ยจํานวน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) มาชําระ จึงถือว่าท่านได้ผิดสัญญา ตามที่ได้ตกลงกันไว้

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าทนายความผู้รับมอบอํานาจจากนายหิรัญ ภักดีมาก ผู้ให้กู้ จึงขอบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านนําเงิน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ไปชําระให้แก่ ผู้ให้กู้หรือทนายความ ณ สํานักงานทนายความ ภายในกําหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากท่าน ไม่ดําเนินการ ข้าพเจ้าจําเป็นต้องดําเนินการทางคดีกับท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ…………….

ทนายความผู้รับมอบอํานาจ

 

2 คําฟ้องคดีแพ่งและคําขอท้ายฟ้อง

 

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 จําเลยได้ทําสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเป็นจํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กําหนดชําระคืน 1 ปี ซึ่งจําเลยได้รับเงิน จํานวนที่กู้ไปครบถ้วนแล้ว โดยจําเลยได้นําเอาโฉนดที่ดิน 1 แปลง จํานวน 60 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 123 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ประกันหนี้ โดยให้โจทก์ยึดถือเอาไว้เป็นประกัน รายละเอียด ปรากฏตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2560 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 2

ข้อ 2 เมื่อครบกําหนดชําระหนี้ตามสัญญากู้ จําเลยไม่ยอมชําระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จํานวน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ดังกล่าว โจทก์ได้ทวงถามทั้งทางโทรศัพท์และ ไปหาที่บ้านของจําเลย แต่ก็ติดต่อจําเลยไม่ได้

ข้อ 3 ต่อมาโจทก์ได้ให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับ เรียกให้จําเลยนําเงินต้นและดอกเบี้ยจํานวน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) มาชําระ ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว เมื่อจําเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับแล้ว แต่จําเลยกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับเอกสารท้ายคําฟ้อง หมายเลข 3 และ 4

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะตกลงกับจําเลยได้จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง ขอให้ศาลบังคับจําเลย ชําระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้าน หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่โจทก์

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คําขอท้ายฟ้อง

1 ขอให้จําเลยชําระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

2 ขอให้จําเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะชําระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

3 ขอให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

3 คําฟ้องคดีอาญา

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 เวลากลางวัน จําเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานว่า โฉนดที่ดิน 1 แปลง จํานวน 60 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 123 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร สูญหายซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจทําให้นายหิรัญ ภักดีมาก ซึ่งเป็นผู้ให้กู้และยึดถือโฉนดที่ดินที่จําเลย นํามาประกันหนี้เงินกู้เอาไว้เสียหาย

เหตุเกิดที่ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

ข้อ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับกุมจําเลยได้ และนําจําเลยส่งพนักงานสอบสวนทําการสอบสวน

ชั้นสอบสวน จําเลยให้การรับสารภาพ

จําเลยถูกควบคุมตัวตลอดมา ต่อมาได้ประกันตัวไป ได้ส่งตัวจําเลยมาพร้อมกับฟ้องนี้แล้ว ขอศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจําเลยต่อไป

LAW4002 การว่าความ 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน

นายบูรพา อายุ 60 ปี อาชีพค้าขาย เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเลขที่ 123 ถนนรัชดาภิเษก แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 นายอาคเนย์ อายุ 45 ปี อาชีพรับจ้าง ได้ตกลงทําสัญญาเช่าตึกแถว ดังกล่าวจากนายบูรพา มีกําหนดสัญญาเช่า 1 ปี นับแต่วันทําสัญญา โดยตกลงชําระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ผู้เช่าตกลงชําระค่าเช่าล่วงหน้าภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน และมีข้อตกลงว่า เมื่อครบกําหนดสัญญาเช่าหรือเมื่อผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้เช่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจาก อาคารตึกแถวที่เช่า พร้อมกับส่งมอบการครอบครองผู้เข่าให้แก่ผู้ให้เช่าทันที่ 1

ต่อมาปรากฏว่า ผู้เช่าค้างชําระค่าเช่า งวดเดือนพฤศจิกายน 2559 และเดือนธันวาคม 2559 รวมเป็น 2 งวด แต่เมื่อครบกําหนดสัญญาเช่า ผู้เช่ายังคงอาศัยอยู่ในตึกแถวที่เช่าตลอดมาโดยไม่ชําระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่า อีกเลย

เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 นายบูรพาจึงมอบหมายให้ทนายความชื่อ นายอุดร อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 567 ถนนรามคําแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ทําหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 แจ้งให้ผู้เช่าออกจากสถานที่เช่าและชําระค่าเช่าที่ค้างอยู่มาชําระภายในกําหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับ หนังสือบอกกล่าว โดยนายอุดรได้ทําหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังผู้เช่าพร้อมใบตอบรับ ผู้เช่า ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย เละยังคงอาศัยอยู่ในตึกแถวดังกล่าว

นายบูรพาจึงมอบอํานาจให้นายอาสา อายุ 30 ปี เป็นผู้ฟ้องคดีแทน โดยมีการทําหนังสือมอบอํานาจ ฟ้องคดีฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2560

ให้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระและค่าเสียหายอีกเป็นเวลา 10 เดือน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 รวมทั้งให้เรียกค่าเช่าที่พึงชําระแต่ละเดือนจนกว่าส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ และยื่นคําแถลงขอ ปิดหมายพร้อมฟ้องตามสําเนาทะเบียนบ้านจําเลยที่แนบมาพร้อมคําแถลงด้วย

ศาลมีคําสั่งนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 โดยจําเลยไม่ได้ยื่นคําให้การต่อสู้คดี โดยต่อมาศาลได้มีคําพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

ให้นักศึกษาทําคําตอบในคดีแพ่งดังต่อไปนี้

1 หนังสือบอกกล่าว

2 หนังสือมอบอํานาจฟ้องคดี

3 คําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องแพ่ง

4 คําแถลงขอให้ปิดหมายพร้อมคําฟ้อง

ธงคําตอบ

1 หนังสือบอกกล่าว (เลิกสัญญาเช่า)

ทําที่ เลขที่…………………..

วันที่ 1 กรกฎาคม 2560

 

เรื่อง ขอบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่า

เรียน นายอาคเนย์

อ้างถึง หนังสือสัญญาเช่าอาคารตึกแถว ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2559

ตามที่ท่านได้ทําสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีลักษณะเป็นอาคารตึกแถวอาคารเลขที่ 123 ถนนรัชดาภิเษก แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จากผู้ให้เช่า โดยทําหนังสือเช่ามีกําหนด 1 ปี ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ปรากฏตามสัญญาเช่าที่ดินอาคารตึกแถวฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2559 รายละเอียดตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้ว

ต่อมา ท่านผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าตึกแถวดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 8 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่า ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการได้รับค่าเช่าจากทรัพย์สินของผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าจึงไม่ประสงค์ให้ผู้เช่า เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอีกต่อไป

ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอํานาจจากนายบูรพา ผู้ให้เช่า จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านชําระเงินค่าเช่าอาคารตึกแถวดังกล่าวจํานวน 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่ผู้ให้เช่า และย้ายออกจากอาคารตึกแถวที่เช่าพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารตึกแถว ที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของท่านเอง ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากพ้นกําหนด ดังกล่าว ท่านยังเพิกเฉยไม่ชําระค่าเช่าที่อ้างและย้ายออกจากอาคารตึกแถว ข้าพเจ้ามีความจําเป็นต้องดําเนินการ ตามกฎหมายต่อไป จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านดําเนินการดังกล่าวต่อไป

 

ขอแสดงความนับถือ

………………………….

(นายอุดร ) ทนายความผู้รับมอบอํานาจ

 

 

2 หนังสือมอบอํานาจฟ้องคดี

ทําที่ เลขที่ ……… ถนน …………. ซอย ………..

 แขวง … เขต ……. กรุงเทพมหานคร

วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

 

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้า นายบูรพา เลขบัตรประจําตัวประชาชนเลขที่…….. อายุ 60 ปี ขอมอบอํานาจให้นายอาสา เลขบัตรประจําตัวประชาชนเลขที่…………………….. อายุ 30 ปี เป็นผู้มีอํานาจฟ้องและ ดําเนินคดีแพ่งกับ นายอาคเนย์ ในคดีแพ่งหมายเลขดําที่ 1/2560 ในข้อหา ขับไล่ เรียกค่าเช่า เรียกค่าเสียหาย และข้อหาอื่นต่อศาล

เพื่อการนี้ ให้ผู้รับมอบอํานาจมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจําหน่ายสิทธิ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การใช้สิทธิหรือ การสละสิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกา หรือการขอให้พิจารณาคดีใหม่ การร้องสอด การร้องขัดทรัพย์ การร้องขอกันส่วน การร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ตลอดจนเข้าเป็นคู่ความร่วมในคดี รับหรือส่งเอกสารหรือเงินจากคู่ความหรือแก่คู่ความ อีกฝ่ายหนึ่ง/บุคคลภายนอก/ศาล/เจ้าพนักงานบังคับคดีและดําเนินกระบวนการในชั้นบังคับคดีจนถึงที่สุด

ให้ผู้รับมอบมีอํานาจในการแต่งตั้งทนายความหรือตัวแทนช่วงโดยให้มีหน้าที่ดังกล่าวทั้งปวงด้วย การใดที่ผู้รับมอบอํานาจได้กระทําลงในขอบอํานาจของหนังสือฉบับนี้ย่อมมีผลผูกพันผู้มอบอํานาจตามกฎหมาย ทุกประการ

เพื่อเป็นหลักฐานจึงลงลายมือชื่อพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) ไว้ต่อหน้าพยานเป็นสําคัญ

 

ลงชื่อ…………………..ผู้มอบอํานาจ        ลงชื่อ…………………..ผู้มอบอํานาจ

( นายบูรพา )                                           ( นายอาสา )

ลงชื่อ……………………พยาน                   ลงชื่อ…………………..พยาน

 

3 คําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องแพ่ง

 

ข้อ 1 ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มอบอํานาจให้นายอาสาเป็นผู้รับมอบอํานาจในการดําเนินคดีแทนโจทก์ได้ปรากฏตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2560 เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตึกแถวเลขที่ 123 ถนนรัชดาภิเษก แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร รายละเอียดปรากฏตามสําเนาโฉนดที่ดินและอาคารเลขที่ 123 เอกสารท้ายคําฟ้อง หมายเลข 2

ข้อ 3 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 จําเลยได้ตกลงทําสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 123 ถนนรัชดาภิเษก แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จากโจทก์มีกําหนดเวลาเช่า 1 ปี นับแต่วันทําสัญญา โดยจําเลย ตกลงจะชําระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) โดยจําเลยตกลงชําระค่าเช่าล่วงหน้า ภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน และมีข้อตกลงว่า เมื่อครบกําหนดสัญญาเช่าหรือเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า จําเลย ตกลงจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารตึกแถวที่เช่า พร้อมกับส่งมอบการครอบครองของจําเลย ให้แก่โจทก์ทันที ปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าอาคารตึกแถว เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 3

ข้อ 4 ต่อมาจําเลยผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าตึกแถวให้แก่โจทก์ในงวดเดือนพฤศจิกายน 2559 และเดือนธันวาคม 2559 รวมเป็น 2 งวด และเมื่อครบกําหนดสัญญาเช่าตึกแถวดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว จําเลย ยังคงครอบครองทําประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยจําเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ชําระค่าเช่าตึกแถว ดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้อง รวมทั้งสิ้น 12 เดือน

โจทก์จึงได้มอบหมายให้ทนายความทําหนังสือขอบอกเลิกสัญญาเช่า ขอให้ชําระเงินค่าเช่าที่ค้าง พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และขอให้จําเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 แต่จําเลยเพิกเฉยไม่ยอมชําระค่าเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ค้างชําระ ทั้งไม่ยอมขนย้าย ทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือบอกกล่าว ทวงถามและหนังสือตอบรับทางไปรษณีย์ เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 4 และ 5

ข้อ 5 การกระทําของจําเลยเป็นการกระทําละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จําเลยจึงต้องชําระค่าเสียหาย ดังต่อไปนี้

5.1 ค่าเช่าที่ดินดังกล่าวพร้อมอาคารตึกแถวตามฟ้องที่ค้างชําระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 12 เดือน ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าจํานวนทั้งสิ้น 120,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นบาทถ้วน)

5.2 ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการที่จําเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและ บริวารออกจากที่ดินของโจทก์หลังจากครบกําหนดระยะเวลาการเช่า ซึ่งหากโจทก์นําที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไปให้บุคคลอื่นเช่า อาจเรียกค่าเช่าได้ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจําเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งหมด

5.3 ให้จําเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และ ส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์โดยค่าใช้จ่ายของจําเลยเอง หากจําเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับเอาแก่จําเลยได้ จึงต้องนําคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอบารมีศาล เป็นที่พึ่งต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

คําขอท้ายฟ้อง

เพราะฉะนั้นขอศาลออกหมายเรียกตัวจําเลยมาพิจารณาพิพากษา และบังคับจําเลยตามคําขอ ต่อไปนี้

1 ให้จําเลยชําระค่าเช่าที่ดินดังกล่าวพร้อมตึกแถวตามฟ้องที่ค้างชําระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 12 เดือน ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท (หนึ่งแสน สองหมื่นบาทถ้วน)

2 ให้จําเลยชําระค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการที่จําเลยไม่ยอมขนย้าย ทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) นับแต่วันถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจําเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งหมด

3 ให้จําเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตึกแถวของโจทก์ และส่งมอบคืน การครอบครองให้แก่โจทก์

4 ให้จําเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

4 คําแถลงขอให้ปิดหมายพร้อมคําฟ้อง

 

คดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจําเลยต่อศาลในวันนี้ โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า เนื่องจากจําเลยมีภูมิลําเนาที่แน่นอนตามฟ้อง รายละเอียดปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารท้ายคําแถลงหมายเลข 1

ดังนั้น ในการนําส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยนั้น หากไม่พบตัวจําเลย หรือ ไม่มีผู้ใดยอมรับหมายไว้แทนโดยชอบ หรือไม่ว่าในกรณีใด ๆ ขอศาลได้โปรดมีคําสั่งปิดหมายเรียกและสําเนา คําฟ้องไว้ ณ ภูมิลําเนาของจําเลยด้วย

ในการนี้ โจทก์ยินดีเสียค่าธรรมเนียมศาลตามระเบียบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ………………………ทนายความโจทก์

คําร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า นายอุดร ทนายความโจทก์ เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ ………………….ผู้เรียงและพิมพ์

LAW4002 การว่าความ 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 นายทรัพย์ได้มอบเช็คธนาคารมหาสมบัติ สาขาหัวหมาก เลขที่ 00001 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 จํานวนเงิน 600,000 บาท (หกแสนบาทถ้วน) ให้กับนายสิน เพื่อชําระหนี้ค่าเช่าป้ายโฆษณา เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกําหนด นายสินได้นําเช็คไปเบิกเงินที่ธนาคารตามเช็ค ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โดยให้เหตุผลว่า “บัญชีปิดแล้ว” พร้อมกับคืนเช็คและใบคืนเช็คให้กับนายสิน นายสินได้ทําหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังนายทรัพย์เพื่อให้ชําระเงินตามเช็ค นายทรัพย์ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วยังคงเพิกเฉย นายสินจึงนําคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 พร้อมคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ในการฟ้องนายสินได้มอบอํานาจให้คม ทนายความเป็นผู้ฟ้องคดีและดําเนินคดีแทน เพื่อยื่นฟ้อง นายทรัพย์เป็นคดีแพ่งต่อศาล ให้นักศึกษาร่างคําฟ้องคดีแพ่งพร้อมคําขอท้ายฟ้องเพื่อยื่นต่อศาล โดยไม่ต้องคํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ธงคําตอบ

คําฟ้องแพ่ง

ข้อ 1. ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มอบอํานาจให้ (ชื่อนายคม ทนายความ) เป็นผู้มีอํานาจ ฟ้องและดําเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2. โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของธนาคารมหาสมบัติ สาขาหัวหมาก เลขที่ 00001 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 สั่งจ่ายเงินจํานวน 600,000 บาท (หกแสนบาทถ้วน) โดยจําเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเพื่อชําระหนี้ ค่าเช่าป้ายโฆษณาแก่โจทก์ ดังปรากฏตามสําเนาภาพถ่ายเช็คและใบคืนเช็คท้ายฟ้องเอกสารหมายเลข 2

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โจทก์ได้นําเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารมหาสมบัติ สาขาหัวหมาก ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า “ปิดบัญชีแล้ว” พร้อมกับคืนเช็คและใบคืนเช็คให้กับโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับเงินตามเช็คนั้น

ข้อ 4. โจทก์ชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินของเช็คคือ 600,000 บาท (หกแสนบาทถ้วน) ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 อันเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็น เวลา 3 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 11,250 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

ข้อ 5. โจทก์ได้ทําหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจําเลยเพื่อให้ชําระเงินตามเช็ค เมื่อจําเลย ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วยังคงเพิกเฉยไม่ยอมชําระให้กับโจทก์ การกระทําของจําเลยทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถาม เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 3

จําเลยต้องรับผิดชําระเงินต้นตามเช็คให้แก่โจทก์จํานวน 600,000 บาท (หกแสนบาทถ้วน) และดอกเบี้ยจํานวน 11,250 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน) รวมเป็นเงินที่จําเลยจะต้องชําระคืน ให้แก่โจทก์จํานวน 611,250 บาท (หกแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจําเลยได้ จึงต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คําขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. ขอให้จําเลยชําระเงินต้นตามเช็คและดอกเบี้ยที่ค้างชําระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 611,250 บาท (หกแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

ข้อ 2. ขอให้จําเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท (หกแสน บาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะชําระเสร็จสิ้น

ข้อ 3. ขอให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจําเลยต่อศาลแพ่งในข้อหาผิดสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 1,000,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษาให้จําเลยชําระเงินจํานวน 1,000,000 บาทแก่โจทก์ ศาล มีคําสั่งว่า “รับฟ้อง หมายส่งสําเนาให้จําเลย ให้โจทก์นําส่งภายใน 5 วัน ส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลง ภายใน 7 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง” โจทก์จึงได้วางเงินค่านําหมายตาม คําสั่งศาล ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2560 เจ้าพนักงานศาลจึงได้ไปส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้อง ให้แก่จําเลย ณ ภูมิลําเนาของจําเลยตามฟ้อง เมื่อเจ้าพนักงานศาลไปถึงบ้านของจําเลยตามภูมิลําเนา ปรากฏว่า บ้านปิดประตูล็อคกุญแจไว้ ไม่พบบุคคลใดอยู่ในบ้าน เจ้าพนักงานศาลจึงทํารายงาน เสนอศาลว่า บ้านจําเลยปิดประตูล็อคกุญแจ ไม่พบบุคคลใดอยู่ในบ้าน จึงไม่สามารถส่งหมายเรียก และสําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยได้ ศาลมีคําสั่งในรายงานการเดินหมายว่า “รอโจทก์แถลงรายละเอียด ปรากฏตามรายการเดินหมาย ดังนั้น ให้นักศึกษาในฐานะทนายความโจทก์ ยื่นคําแถลงต่อศาลขอให้ปิดหมายเรียกและสําเนา คําฟ้องโดยคัดสําเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจําเลยแนบท้ายคําแถลงด้วย เพื่อยืนยัน ภูมิลําเนาของจําเลย ให้เรียบเรียงเฉพาะเนื้อหาของคําแถลง ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคํานึงถึงแบบพิมพ์ คําแถลงของศาล

ธงคําตอบ

คําแถลงขอให้ปิดหมาย

ข้อ 1. คดีนี้ อยู่ในระหว่างนําส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยแล้ว แต่ปรากฏว่า ส่งหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยไม่ได้เพราะบ้านจําเลยปิดประตูล็อคกุญแจไว้ ไม่พบบุคคลใดอยู่ในบ้าน รายละเอียดปรากฏตามรายงานการเดินหมายในสํานวนแล้วนั้น

โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลว่า จําเลยมีภูมิลําเนาตามฟ้องโจทก์ทุกประการ รายละเอียด ปรากฏตามรายการทะเบียนราษฎร เอกสารที่แนบท้ายคําแถลงนี้ จึงขอศาลได้โปรดมีคําสั่งให้ส่งหมายเรียกและ สําเนาคําฟ้องให้แก่จําเลยอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่พบจําเลยและไม่มีผู้ใดรับหมายเรียกและสําเนาคําฟ้องไว้แทนจําเลยโดยชอบ ขอศาลได้โปรดมีคําสั่งให้ปิดหมายเรียกของศาลและสําเนาคําฟ้องของโจทก์ ณ ภูมิลําเนาของจําเลยด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ ……. (ลายมือชื่อนักศึกษา)……… ผู้แถลง

คําแถลงฉบับนี้ ข้าพเจ้า………. (ชื่อนักศึกษา)……. ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและเขียน

ลงชื่อ……… (ลายมือชื่อนักศึกษา)……….. ผู้เรียงและเขียน

* หมายเหตุ ที่ใช้คําว่า “ผู้เรียงและเขียน” นั้น เพราะนักศึกษา “เขียน” คําตอบส่งท่านอาจารย์ ไม่ได้ “ พิมพ์” คําตอบแต่อย่างใด ท่านอาจารย์บรรยายโดยให้ใช้คําว่าเขียน)

 

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2560 เวลาประมาณ 15.00 นาฬิกา นายสมคิดได้ไปที่บ้านของนายสมศักดิ์ที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร แล้วนําพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังบอกขายให้แก่ นายสมศักดิ์ในราคา 200,000 บาท โดยแจ้งว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังของแท้ นายสมศักดิ์หลงเชื่อ ว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังจึงตกลงซื้อในราคาดังกล่าว ครั้นต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2560 นายสมศักดิ์ ได้นําพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังดังกล่าวไปให้เซียนพระดู จึงทราบว่าพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังดังกล่าว ไม่ใช่พระเครื่องสมเด็จวัดระฆัง แต่เป็นพระเครื่องที่ทําปลอมขึ้นไม่มีราคาแต่อย่างใด นายสมศักดิ์ เห็นว่าตนถูกหลอกจนเสียเงินจํานวน 200,000 บาท จึงไปจ้างทนายความเพื่อให้ฟ้องร้องดําเนิน คดีอาญากับนายสมคิดในข้อหาฉ้อโกง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง…….ผู้นั้นกระทําความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ….

ให้นักศึกษาในฐานะทนายความเรียงคําฟ้องคดีฉ้อโกงให้นายสมศักดิ์เป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิดต่อไป โดยให้เรียงเฉพาะเนื้อหาคําฟ้องเท่านั้น

ธงคําตอบ

ในฐานะทนายความของนายสมศักดิ์ ข้าพเจ้าจะเรียงคําฟ้องในคดีฉ้อโกงนี้เพื่อฟ้องร้อง ดําเนินคดีอาญากับนายสมคิดในข้อหาฉ้อโกง ดังนี้

คําฟ้องคดีอาญา

ข้อ1 . เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2560 เวลากลางวัน จําเลยนี้โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า พระเครื่องสมเด็จวัดระฆังที่นํามาบอกขายให้แก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท (สองแสน บาทถ้วน) นั้น เป็นพระสมเด็จวัดระฆังของแท้ โดยการหลอกลวงของจําเลยดังกล่าว ทําให้โจทก์หลงเชื่อว่าเป็น พระสมเด็จวัดระฆังจึงตกลงซื้อในราคาดังกล่าว จําเลยจึงได้รับเงินจากโจทก์ผู้ถูกหลอกลวงไป ซึ่งโจทก์มาทราบ ในภายหลังว่าโจทก์ถูกหลอกลวง เพราะความจริงพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังดังกล่าวไม่ใช่พระเครื่องสมเด็จวัดระฆัง แต่เป็นพระเครื่องที่ทําปลอมขึ้นไม่มีราคาแต่อย่างใด

เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ข้อ 2. การกระทําของจําเลยทําให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวมาแล้วตามความข้างต้น โจทก็ไม่มีทางอื่นใดจะบังคับเอากับจําเลยได้ จึงต้องนําคดีมาสู่ศาล ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจําเลยมาไต่สวน มูลฟ้อง เพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษจําเลยต่อไป

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะโจทก์ประสงค์จะดําเนินคดีเอง

LAW4002 การว่าความ S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ห้างหุ้นส่วนที่ดีเงินด่วนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ตั้งอยู่ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ  กรุงเทพมหานคร ดําเนินกิจการให้กู้ยืมเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายทอง สมบูรณ์ทรัพย์ เป็นผู้จัดการห้างฯ ได้ให้นางสาวแพรไหม จันจนกู้ยืมเงินไป 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยทําสัญญาเป็นหนังสือเอาไว้ทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 31 มกราคม 2559 กําหนดชําระคืน ภายใน 1 ปี ส่งมอบเงินครบถ้วนในวันทําสัญญา ครั้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 นางสาวแพรไหมฯ กลับเพิกเฉยไม่ยอมชําระเงินคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 115,000 บาท ห้างฯ ได้ให้ทนายความส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังนางสาวแพรไหมฯ แต่นางสาวแพรไหมฯ ก็เพิกเฉยอีก ดังนั้นห้างฯ จึงมาพบท่านเพื่อให้ท่านเป็นตัวแทนฟ้องคดีและเป็น ทนายความช่วยร่างคําฟ้องคดีแพ่งและคําขอท้ายฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยให้กับห้างฯ จงร่าง คําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องโดยไม่คํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ธงคําตอบ

คําฟ้องแพ่ง

ข้อ 1. โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนใช้ชื่อว่า “ห้างหุ้นส่วนดีเงินด่วน” ตั้งอยู่ที่ ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ดําเนินกิจการให้กู้ยืมเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายทอง สมบูรณ์ทรัพย์ เป็นผู้จัดการ

ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มอบอํานาจให้……(ชื่อนักศึกษา)….. เป็นผู้มีอํานาจฟ้องและดําเนินคดี แทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2559 โจทก์ได้ให้จําเลยกู้ยืมเงินไปจํานวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยทําสัญญาเป็นหนังสือเอาไว้ทั้งสองฝ่าย มีกําหนดชําระคืน ภายใน 1 ปี ซึ่งจําเลยได้รับเงินจํานวนที่กู้ไปเรียบร้อยแล้วในวันทําสัญญา รายละเอียดปรากฏตามสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2559 เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 3. เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จําเลยกลับเพิกเฉยไม่ยอม ชําระเงินคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคิดเป็นเงินรวม 115,000 บาท (หนึ่งแสนหมื่นหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โจทก์ได้ ให้ทนายความส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังจําเลย แต่จําเลยก็เพิกเฉยอีก การกระทําของ จําเลยจึงเป็นการผิดสัญญากู้ยืมเงิน ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถาม และไปรษณีย์ตอบรับเอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 3 และ 4

จําเลยต้องรับผิดชําระเงินต้นคืนให้แก่โจทก์จํานวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) และ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นดังกล่าวเป็นจํานวนเงิน 15,000 บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) รวมเป็นเงินที่จําเลยจะต้องชําระคืนให้แก่โจทก์จํานวน 115,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจําเลยได้ จึงต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

คําขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. ให้จําเลยชําระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 115,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

ข้อ 2. ให้จําเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสน บาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจําเลยจะชําระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

ข้อ 3. ให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

ข้อ 2. จงใช้ข้อเท็จจริงจากคําถามข้อ 1. นํามาเขียนหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่ท่านเป็นทนายความ ตามหลักเกณฑ์สําคัญในการร่างสัญญา

ธงคําตอบ

สัญญากู้ยืมเงิน

สัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ทําขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ณ ห้างหุ้นส่วนสามัญดีเงินด่วน เลขที่…………..ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

ระหว่างข้าพเจ้า ห้างหุ้นส่วนสามัญดีดีเงินด่วน ตั้งอยู่เลขที่……..ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้ให้กู้” ฝ่ายหนึ่ง

กับข้าพเจ้า นางสาวแพรไหม จันจน อยู่บ้านเลขที่……………ถนน……………ตรอก/ซอย…….. ตําบล/แขวง…………………………อําเภอ/เขต………………………จังหวัด……………….ซึ่งต่อไปเรียกว่า “ผู้กู้” อีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งสองฝ่ายตกลงทําสัญญากัน ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ผู้ให้กู้ให้ผู้กู้ กู้ยืมเงินไปเป็นเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) โดยในวันทําสัญญานี้ ผู้กู้ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว และตกลงว่าจะชําระเงินคืนให้กับผู้ให้กู้ภายในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้อ 2. ผู้กู้ตกลงจะให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และตกลงจะชําระดอกเบี้ย ให้ทุก……………………………….. เดือน

ข้อ 3. เงื่อนไขตกลงอื่น ๆ (หากมี) ……………………………….

ข้อ 4. หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด คู่สัญญาฝ่ายนั้นยินยอมให้คู่สัญญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องศาลบังคับคดีได้ และยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เสียไปในการดําเนินคดีและการบังคับคดีได้อีกด้วย

สัญญานี้ทําขึ้นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยคู่สัญญาได้อ่านและทําความเข้าใจแล้ว ก่อนลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ ………………………………. ผู้ให้กู้

   (……………………………………….)

ลงชื่อ………………………………….ผู้กู้

   (……………………………………….)

ลงชื่อ……………………………….พยาน

(……………………………………….)

ลงชื่อ……………………………….พยาน

(……………………………………….)

 

 

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 เวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา นายวู้ดด้า ไทยแท้ ได้ไปเสนอขายกระทะยี่ห้อโคเรียนควีนให้แก่นางนิฐฐา ปัญญาเบา ที่บ้านเลขที่ 109 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยนายวัดด้าฯ บอกนางนิฐฐาฯ ว่า “กระทะที่นํามาขายนี้เป็นกระทะที่ผลิตมาจากต่างประเทศมีคุณภาพดีเยี่ยม ใช้ประกอบอาหารโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน แข็งแรงทนทาน ซึ่งราคา ขายปกติอยู่ที่ 15,000 บาท ถ้านางนิฐฐาฯ ซื้อวันนี้จะลดให้เหลือ 3,990 บาท และจะแถมให้อีก หนึ่งใบ” นางนิฐฐาฯ หลงเชื่อจึงซื้อได้ในราคา 3,990 บาท ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2560 จึงทราบ จากการดูข่าวโทรทัศน์ว่า กระทะที่นายวัดด้าฯ นํามาขายนั้นความจริงเป็นกระทะที่ทําในประเทศ ราคาเพียงใบละ 1,000 บาท เท่านั้น นางนิฐฐาฯ เห็นว่าตนถูกหลอกลวง เพราะนายวู้ดด้าฯ แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ถ้าทราบว่าเป็นของภายในประเทศตนจะไม่ซื้อ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน ดําเนินคดีกับนายวัดด้าฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจาก ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือ สมมุติว่านักศึกษาเป็นทนายความให้กับนางนิฐฐาฯ ให้ร่างคําฟ้องคดีนี้เฉพาะเนื้อหาคําฟ้องเท่านั้น เพื่อยื่นฟ้องต่อศาล โดยไม่ต้องคํานึงถึงแบบพิมพ์คําฟ้อง

ธงคําตอบ

ในฐานะทนายความของนางนิฐฐา ปัญญาเบา ข้าพเจ้าจะร่างคําฟ้องในคดีฉ้อโกงนี้ เพื่อยื่น ฟ้องต่อศาลดังนี้

 

คําฟ้องอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 เวลากลางวัน จําเลยนี้โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการ แสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า กระทะที่นํามาขายนี้เป็นกระทะที่ผลิตมาจากต่างประเทศ มีคุณภาพดี ใช้ประกอบอาหาร โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน แข็งแรงทนทาน ซึ่งราคาขายปกติอยู่ที่ 15,000 บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาท) ถ้าโจทก์ซื้อในวัน ดังกล่าวจะลดให้เหลือ 3,990 บาท (สามพันเก้าร้อยเก้าสิบบาท) และจะแถมให้อีกหนึ่งใบ โดยการหลอกลวงของ จําเลยดังกล่าว ทําให้โจทก์หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงซื้อไว้ในราคา 3,990 บาท (สามพันเก้าร้อยเก้าสิบบาท) จําเลยจึงได้รับเงินจากโจทก์ไป ซึ่งโจทก์มาทราบในภายหลังว่าโจทก์ถูกหลอกลวง เพราะความจริงเป็นกระทะที่ทํา ในประเทศ ราคาเพียงใบละ 1,000 บาท (หนึ่งพันบาท) เท่านั้น

เหตุเกิดที่ แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ข้อ 2. การกระทําของจําเลยทําให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวมาแล้วตามความข้างต้น โจทก์ไม่มีทางอื่นใดจะบังคับเอากับจําเลยได้ จึงต้องนําคดีมาสู่ศาล ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจําเลยมาไต่สวน มูลฟ้อง เพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษจําเลยต่อไป

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวนแล้ว แต่เพื่อต้องการ ให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว จึงนําคดีนี้มาฟ้องด้วยตนเอง

LAW4002 การว่าความ 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 นายเรือง มีสุข ในฐานะกรรมการ ซึ่งมีอํานาจลงลายมือชื่อและประทับตรา และเป็นสําคัญของบริษัท กระทําการแทนบริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจดทะเบียน ณ สํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์จําหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างได้ตกลงทําหนังสือสัญญา กู้ยืมเงินจากนายพรชัย ชัยเดช เพื่อนําไปเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการของบริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด จํานวน 1,000,000 บาท ตกลงชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กําหนดชําระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนนายพรชัย ชัยเดช ภายใน 1 ปี โดยกําหนดให้วันที่ 5 มีนาคม 2560 เป็นวันครบกําหนด 1 ปี บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทําหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวนายพรชัย ชัยเดช เห็นว่า หากบริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด ไม่ชําระหนี้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดให้ยึดในชั้นบังคับคดีจะทําให้ไม่ได้รับเงินคืน จึงได้ให้นายเรือง มีสุข กรรมการบริษัท แสงทองธุรกิจ การ จํากัด ทําหนังสือค้ำประกันจํานวนเงินที่บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด กู้ยืมไป โดยนายเรือง มีสุขตกลงยอมรับผิดร่วมกับบริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด อย่างลูกหนี้ร่วม

ต่อมาเมื่อครบกําหนดชําระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนในวันที่ 5 มีนาคม 2560 ปรากฏว่าบริษัท แสงทอง ธุรกิจ จํากัด ไม่ชําระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนให้นายพรชัย ชัยเดช แต่อย่างใด นายพรชัย ชัยเดช ได้ส่งหนังสือทวงถามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แจ้งให้บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด และ นายเรือง มีสุข ร่วมกันชําระเงินกู้จํานวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจํานวน 150,000 บาท รวมเป็นเงินจํานวน 1,150,000 บาท บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด และนายเรือง มีสุข ได้รับหนังสือ ทวงถามของนายพรชัย ชัยเดช แล้ว แต่บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด และนายเรือง มีสุข เพิกเฉย ไม่ชําระเงินต้นและดอกเบี้ยให้นายพรชัย ชัยเดช แต่อย่างใด

สมมุติว่า นักศึกษาเป็นทนายความให้นายพรชัย ชัยเดช ให้นักศึกษาเรียบเรียงคําฟ้องเพื่อฟ้อง ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันให้ชําระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนนายพรชัย ชัยเดช โดยเรียบเรียง เฉพาะเนื้อหาคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้องแพ่ง ทั้งนี้โดยไม่ต้องคํานึงถึงแบบพิมพ์คําฟ้องของศาล

ธงคําตอบ

คําฟ้องแพ่ง

ข้อ 1. ในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้มอบอํานาจให้…… (ชื่อนักศึกษา)……. เป็นผู้มีอํานาจฟ้องและ ดําเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือมอบอํานาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1

จําเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด จดทะเบียนไว้ ณ สํานักงานทะเบียนหุ้นส่วน บริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท แสงทองธุรกิจ จํากัด” มี วัตถุประสงค์จําหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง มีจําเลยที่ 2 เป็นกรรมการ มีอํานาจลงลายมือชื่อและประทับตรา สําคัญของบริษัท กระทําการแทนบริษัท รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 จําเลยที่ 1 ทําหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยมีจําเลยที่ 2 เป็นตัวแทนลงนามในสัญญาแทนจําเลยที่ 1 จํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยตกลง ชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีกําหนดให้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยภายใน 1 ปี คือวันที่ 5 มีนาคม 2560 โดยจําเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทําหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน รายละเอียดปรากฏตามสําเนา ภาพถ่ายหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2559 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3

ในการทําสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จําเลยที่ 2 ได้เข้าผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้ยืมเงินของ จําเลยที่ 1 โดยตกลงยอมรับผิดร่วมกับจําเลยที่ 1 รายละเอียดปรากฏตามสําเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4

ข้อ 3. เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการชําระหนี้ตามสัญญากู้ จําเลยที่ 1 ไม่ยอมชําระหนี้เงินกู้ จํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดังกล่าว ทั้งไม่เคยชําระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญาเลย โจทก์ จึงได้ติดต่อทวงถามให้จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ชําระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่จําเลยทั้งสองก็เพิกเฉย การกระทําของจําเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการผิดสัญญากู้ยืมเงิน ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงได้ส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกให้จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ชําระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์จํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และดอกเบี้ย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ ลงทะเบียนตอบรับของเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 5 – 8 จําเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแต่กลับเพิกเฉย

ข้อ 4. การที่จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ไม่ชําระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญา กู้ยืมเงินและสัญญาค้ําประกันดังกล่าว เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ซึ่งจําเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินกู้ยืมจํานวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นดังกล่าวเป็นเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

จําเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบร่วมกันหรือแทนกันกับจําเลยที่ 1 ในการชําระ ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ให้แก่โจทก์ด้วย

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจําเลยได้ จึงต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง เพื่อบังคับจําเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ……. (ลายมือชื่อนักศึกษา)…… ทนายโจทก์

คําร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อนักศึกษา) ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ………. (ลายมือชื่อนักศึกษา) ผู้เรียงและพิมพ์

คําขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. ให้จําเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชําระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชําระรวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

ข้อ 2. ให้จําเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยทั้งสองจะชําระเสร็จสิ้น

ข้อ 3. ให้จําเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

ข้อ 2. โจทก์ต้องการยื่นฟ้องจําเลยในคดีคุ้มครองผู้บริโภคในวันที่ 31 มีนาคม 2560 เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายกําหนดให้ทําการพิจารณาภายในกําหนด 30 วัน แต่ทนายโจทก์ ไม่สามารถทําการพิจารณาคดีภายในกําหนด 30 วันได้ เพราะติดพิจารณาคดีที่ศาลอื่นซึ่งนัดกันไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นโจทก์จะร้องขอต่อศาลเพื่อเลื่อนคดีไปอีกสักนัดหนึ่งเพื่อจะได้ดําเนินกระบวนการ พิจารณาคดีได้ ดังนั้นให้ท่านเป็นทนายความโจทก์ ร่างคําร้องขอเลื่อนคดีเพื่อยื่นพร้อมกันกับคําฟ้องในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยร่างเฉพาะเนื้อหาและไม่คํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ธงคําตอบ

คําร้องขอเลื่อนคดี

ข้อ 1. คดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจําเลยต่อศาลในวันนี้

ข้อ 2. เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกฎหมายกําหนดให้ทําการพิจารณาภายใน กําหนด 30 วัน แต่ทนายโจทก์ไม่สามารถทําการพิจารณาคดีภายในกําหนด 30 วันได้ เพราะติดพิจารณาคดีที่ ศาลอื่น ซึ่งนัดกันไว้ก่อนแล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคําร้องหมายเลข 1

ด้วยเหตุดังได้ประทานกราบเรียนมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงขอเลื่อนคดีไปอีกสักนัดหนึ่ง เพื่อจะได้ดําเนินกระบวนการพิจารณาคดีนี้ได้ ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ………. (ลายมือชื่อนักศึกษา)………… ทนายโจทก์

คําร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อนักศึกษา) ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ……… (ลายมือชื่อนักศึกษา)………. ผู้เรียงและพิมพ์

 

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 22.00 นาฬิกา นายยุทธภูมิซึ่งไม่พอใจที่เห็นนางสาวต้นหอมคนรักของตนไปคุยกับนายโป๊ยเซียน กนกวิเชียร ในร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ที่แขวงหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จึงเข้าไปบอกให้นายโป๊ยเซียนเลิกคุยกับนางสาวต้นหอม แต่นายโป๊ยเซียน บอกว่าให้นายยุทธภูมิไปบอกนางสาวต้นหอมเอาเอง นายยุทธภูมิไม่พอใจ จึงคว้าไม้กระบอง ทุบไปที่รถจักรยานยนต์ ของนายโป๊ยเซียน จนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย กระจกส่องหลังแตก ไฟหน้ารถพัง แล้วนายยุทธภูมิได้หลบหนีไป นายโป๊ยเซียนจึงไปแจ้งความ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลหลักสอง และเมื่อได้ทราบว่านายยุทธภูมิเป็นบุตร ของนายตํารวจในสถานีตํารวจนครบาลหลักสอง นายโป๊ยเซียนเกรงว่าตนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมอบหมายให้นายยุติธรรม ดํารง ทนายความ ยื่นฟ้องนายยุทธภูมิในข้อหาทําให้เสียทรัพย์

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ผู้ใดทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือทําให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทําความผิดฐานทําให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษ….

สมมุติว่าท่านเป็นนายยุติธรรม ดํารง ทนายความ เรียงคําฟ้องให้นายโป๊ยเซียนเป็นโจทก์ฟ้อง นายยุทธภูมิในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ต่อไป โดยไม่ต้องคํานึงแบบพิมพ์ของศาลแต่อย่างใด

ธงคําตอบ

หากข้าพเจ้าเป็นนายยุติธรรม ดํารง ทนายความ ข้าพเจ้าจะเรียงคําฟ้องให้นายโป๊ยเซียน เป็นโจทก์ฟ้องนายยุทธภูมิในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ ดังนี้

 

คําฟ้องอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จําเลยได้กระทําความผิดอาญา กล่าวคือ จําเลยได้ใช้ไม้กระบองทุบรถจักรยานยนต์ของโจทก์ จนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย กระจกส่องหลังแตก ไฟหน้ารถพัง

ข้อ 2. การกระทําของจําเลยดังกล่าวในข้อ 1. เป็นการกระทําโดยเจตนา ทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของโจทก์ ทําให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

เหตุเกิดที่แขวงหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

คดีนี้ โจทก์ได้นําความไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลหลักสอง เพื่อให้ดําเนินคดีกับจําเลยแล้ว แต่โจทก์ได้ทราบว่าจําเลยเป็นบุตรของนายตํารวจในสถานีตํารวจนครบาลหลักสอง โจทก์จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม โจทก์จึงนําคดีมาฟ้องต่อศาลด้วยตนเอง

LAW4002 การว่าความ 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทําเอกสารทางกฎหมาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. หากมีผู้สูงอายุ 70 ปี ประสงค์จะทําพินัยกรรม ท่านจะมีหลักเกณฑ์ในการร่างพินัยกรรมอย่างไร ให้ยกตัวอย่างหลักเกณฑ์ในการร่างมาอย่างน้อย 5 ประการ

ธงคําตอบ

หลักเกณฑ์ในการร่างพินัยกรรม หรือสิ่งอันเป็นสาระสําคัญที่จะต้องพิจารณาก่อนทําพินัยกรรม ได้แก่

1 แบบของพินัยกรรม เพราะในการทําพินัยกรรมจะต้องทําตามแบบที่กฎหมายได้กําหนดไว้ เท่านั้น เช่น จะทําพินัยกรรมแบบธรรมดา พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ หรือพินัยกรรมที่ทําเป็นเอกสารฝ่ายเมือง เป็นต้น

2 เกี่ยวกับผู้ประสงค์จะทําพินัยกรรม กล่าวคือ ผู้ที่ประสงค์จะทําพินัยกรรมนั้น นอกจาก จะต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ในขณะทําพินัยกรรมแล้ว จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขอื่น ๆ ด้วย เช่น

จะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ในขณะทําพินัยกรรม คือ จะต้องเป็นผู้ที่ มิได้มีอาการจริตวิกล รวมทั้งมิได้เป็นบุคคลที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

การแสดงเจตนาเพื่อทําพินัยกรรมนั้น จะต้องเป็นการแสดงเจตนาที่มิได้เกิดจาก ความสําคัญผิด หรือกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่แต่อย่างใดทั้งสิ้น

3 เกี่ยวกับทรัพย์มรดก จะต้องมีการระบุไว้ในพินัยกรรมให้ชัดเจนว่า ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จะให้เป็นทรัพย์มรดกเพื่อตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมนั้น ได้แก่ทรัพย์สินประเภทใดบ้าง

4 เกี่ยวกับผู้รับพินัยกรรม จะต้องมีการระบุไว้ในพินัยกรรมให้ชัดเจนว่า จะยกทรัพย์มรดก ให้แก่ผู้ใด หรือในกรณีที่จะตัดทายาทโดยธรรมคนใดไม่ให้รับมรดก (ถ้ามี) ก็จะต้องระบุไว้ด้วย

5 การจัดตั้งผู้ปกครองทรัพย์ (ถ้ามี) กล่าวคือ ถ้าผู้ทําพินัยกรรมประสงค์จะยกทรัพย์มรดก ให้แก่ผู้เยาว์ หรือผู้ซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือผู้ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริต แต่ต้องการมอบการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินนั้นให้แก่บุคคลอื่นนอกจาก บิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ทําพินัยกรรมต้องตั้งผู้ปกครองทรัพย์ขึ้น

6 เกี่ยวกับผู้จัดการมรดก ผู้ทําพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็น ผู้จัดการมรดกก็ได้ โดยให้ระบุไว้ให้ชัดเจนในพินัยกรรม

7 เกี่ยวกับพยาน ในการทําพินัยกรรมบางประเภท เช่น พินัยกรรมแบบธรรมดาฯ จะต้อง มีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทําพินัยกรรมด้วย

8 เกี่ยวกับพินัยกรรม จะต้องมีการระบุไว้ว่าได้มีการทําพินัยกรรมขึ้นกี่ฉบับ และแต่ละฉบับ ใครเป็นผู้เก็บรักษาพินัยกรรมไว้

 

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 สํานักงานกฎหมายกีรติทนายความ โดยนายกีรติ มีสุข ทนายความและหัวหน้าสํานักงาน ได้รับจ้างว่าความคดีอาญาจากจําเลยนายเดชคม ภิญโญ ในคดีอาญา หมิ่นประมาท เลขคดีดําที่ 6789/2558 ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ตามสําเนาคําฟ้องดังกล่าวที่นํามาด้วย โดยตกลงให้การดําเนินคดีความตั้งแต่ศาลชั้นต้นจวบจนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา ซึ่งตกลงกันเป็น ค่าสินจ้างจํานวน 300,000 บาท โดยมีการแบ่งชําระเป็น 2 งวด คือ งวดแรกในวันแต่งตั้งทนายความ 100,000 บาท ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งชําระเรียบร้อยแล้วตาม ใบเสร็จรับเงินในวันดังกล่าว งวดที่สองคือวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก 200,000 บาท เมื่อถึงวัน นัดสืบพยานโจทก์นัดแรก 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ของเลขคดีดําที่ 6789/2558 นายกีรติฯ ได้ไปศาล พร้อมนายเดชคมฯ แต่นายเดชคมฯ ไม่นําเงินจํานวน 200,000 บาท มาชําระตามข้อตกลง โดย นายเดชคมฯ จะขอชําระในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558 แต่นายกีรติฯ ก็ทําหน้าที่ทนายความให้กับ นายเดชคมฯ ในฐานะจําเลยครบถ้วนในวันดังกล่าว และอีกหลายนัดทุกนัดจนกระทั่งศาลชั้นต้นได้มี คําพิพากษายกฟ้องตามคําพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีหมายเลขคดีแดงที่ 89/2559 แต่นายเดชคมฯ ก็ยังคงไม่ยอมชําระเงินส่วนที่เหลือ จนกระทั่งนายกีรติฯ ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียน ไปรษณีย์ตอบรับครั้งที่หนึ่งเรียกให้นายเดชคมฯ ชําระค่าสินจ้างดังกล่าว แต่นายเดชคมฯ กลับเพิกเฉย นายกีรติฯ จึงได้แต่งตั้งให้นายศรัญญ คงทน ทนายความในสํานักงานได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับครั้งที่สองเรียกให้นายเดชคมฯ ชําระค่าสินจ้าง แต่นายเดชคมฯ กลับ เพิกเฉยอีกครั้ง ดังนั้นนายกีรติฯ จึงทําหนังสือแต่งตั้งให้นายศรัญญฯ เป็นตัวแทนในการดําเนินคดีแพ่ง และเป็นทนายความตนทําการฟ้องคดีแพ่งนายเดชคมฯ เรียกให้นายเดชคมฯ ชําระค่าสินจ้างดังกล่าว ต่อศาล ให้ท่านถือเสมือนเป็นนายศรัญญฯ ทําการร่างคําฟ้องคดีแพ่งและคําขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง โดยไม่คํานึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ธงคําตอบ

คําฟ้องแพ่ง

ข้อ 1. โจทก์เป็นทนายความและหัวหน้าสํานักงานกฏหมายกีรติทนายความ ได้มอบอํานาจ ให้นายศรัญญ คงทน เป็นผู้มีอํานาจฟ้องและดําเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอํานาจ เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 1

จําเลยเป็นอดีตลูกความของโจทก์ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ตามเลขคดีดําที่ 6789/2558 รายละเอียด ปรากฏตามสําเนาคําฟ้องในคดีดําที่ 6789/2558 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โจทก์ได้รับจ้างว่าความคดีอาญาจากจําเลยคดีหมิ่น ประมาทเลขคดีดําที่ 6789/2558 ที่ศาลจังหวัดมีนบุรีจากนายเดชคม ภิญโญ จําเลย โดยตกลงให้การดําเนินคดีความ ตั้งแต่ศาลชั้นต้น จวบจนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา ซึ่งตกลงกันเป็นค่าสินจ้างจํานวน 300,000 บาท (สามแสนบาท) โดยมีการแบ่งชําระเป็น 2 งวด คือ งวดแรกในวันแต่งตั้งทนายความ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) ตามใบแต่ง ทนายความลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งชําระเรียบร้อยแล้วตามใบเสร็จรับเงิน รายละเอียดปรากฏตามสําเนา ใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และสําเนาใบเสร็จรับเงินฉบับ ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และงวดที่สอง คือวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก 200,000 บาท (สองแสนบาท)

ข้อ 3. เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ของเลขคดีดําที่ 6789/2558 โจทก์ได้ไปศาลพร้อมจําเลย แต่จําเลยไม่นําเงินจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาท) มาชําระตามข้อตกลง โดยจําเลยจะขอชําระในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558 แต่โจทก์ก็ทําหน้าที่ทนายความให้กับจําเลยในฐานะจําเลย ครบถ้วนในวันดังกล่าว และอีกหลายนัดทุกนัดจนกระทั่งศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษายกฟ้องจําเลยตามคําพิพากษา ศาลจังหวัดมีนบุรีหมายเลขคดีแดงที่ 89/2559 รายละเอียดปรากฏตามสําเนาคําพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรี หมายเลขคดีแดงที่ 89/2559 เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 5 แต่จําเลยก็ยังคงไม่ยอมชําระเงินส่วนที่เหลือ

จนกระทั่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับครั้งที่หนึ่งเรียกให้ จําเลยชําระค่าสินจ้างดังกล่าว แต่จําเลยกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ ตอบรับ เอกสารท้ายคําฟ้องหมายเลข 6 และ 7

ข้อ 4. โจทก์จึงมอบให้ทนายความในสํานักงานได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียน ไปรษณีย์ตอบรับครั้งที่สองเรียกให้จําเลยชําระค่าสินจ้างจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาท) แต่จําเลยกลับเพิกเฉย อีกครั้ง รายละเอียดปรากฏตามสําเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคําฟ้อง หมายเลข 8 และ 9

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะเรียกร้องให้จําเลยชําระหนี้ได้ จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

คําขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. ขอให้จําเลยชําระค่าสินจ้างที่เหลือเป็นเงินจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)

ข้อ 2. ขอให้จําเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าสินจ้างจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะชําระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

ข้อ 3. ขอให้จําเลยชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

 

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เวลาประมาณ 14.30 นาฬิกา นายสิน ทองมา ได้ไปพบนายวิชัย สมชาติที่บ้านนายวิชัย ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แล้วบอกนายวิชัยว่า นางเงิน ทองมา ภริยาของตนถูกเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมในข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในความ ครอบครอง ตนไม่มีเงินขอปล่อยตัวภริยาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จึงขอยืมเงินจํานวน 200,000 บาท นายวิชัยเห็นว่านายสินเคยช่วยเหลือตนมา และหลงเชื่อว่านางเงินถูกเจ้าพนักงานจับจริง จึงยอมให้นายสินยืมเงินไปจํานวน 200,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วนางเงินไม่ได้ถูกเจ้าพนักงานตํารวจ จับกุมแต่ประการใด ต่อมาในวันที่ 20 ตุลาคม 2559 นายวิชัยทราบความจริงและรู้ว่าตนถูกหลอก จึงไปขอเงินจํานวนดังกล่าวคืนจากนายสิน แต่นายสินหลบหนีไป นายวิชัยจึงประสงค์จะเป็นโจทก์ ฟ้องนายสินในข้อหาฉ้อโกงเอง โดยไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจาก ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ผู้นั้นกระทําความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ

ให้นักศึกษาในฐานะทนายความของนายวิชัย เรียงคําฟ้องข้อหาฉ้อโกงเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือต่อไป โดยให้เรียงเฉพาะเนื้อหาคําฟ้องเท่านั้น

ธงคําตอบ

ในฐานะทนายความของนายวิชัย สมชาติ ข้าพเจ้าจะเรียงคําฟ้องข้อหาฉ้อโกงเพื่อยื่นฟ้องต่อ ศาลแขวงพระนครเหนือ ดังต่อไปนี้

คําฟ้องอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เวลากลางวัน จําเลยนี้ได้บังอาจหลอกลวงโจทก์โดยการแสดง ข้อความอันเป็นเท็จว่า นางเงิน ทองมา ภริยาของจําเลย ถูกเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมในข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครอง จําเลยไม่มีเงินขอปล่อยตัวภริยาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จึงขอยืมเงินจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาท) เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อ ซึ่งความจริงแล้วนางเงินไม่ได้ถูกเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมแต่ประการใด และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น จําเลยได้ไปซึ่งเงินจํานวน 200,000 บาท (สองแสนบาท) จากโจทก์ผู้ถูกหลอกลวง

เหตุเกิดที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะโจทก์ประสงค์จะดําเนินคดีเอง