LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายไกรมีบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 ได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างที่ทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ นายไกรขายสวนทุเรียนข้างบ้านได้เงิน 3 ล้านบาท นายไกร ได้ส่งเงินที่ได้จากการทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ให้แก่นางพลอยใสมารดา 2 หมื่นบาททุกเดือน และนายไกรได้นําเงินที่ทํางานนั้นซื้อนาฬิกาข้อมือราคา 3 แสนบาท เป็นของฝากนางสาวเหมือนฝัน ต่อมานายไกรได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 พร้อมทั้งนํานาฬิกาดังกล่าว และเงินกลับมาด้วยจํานวน 5 แสนบาท ให้ท่านวินิจฉัยว่า ปีภาษี 2557 เงินได้รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ เงินได้รายการต่าง ๆ จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557 หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายไกร

1 เงินได้จากการขายสวนทุเรียน จํานวน 3 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย นายไกรจะต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557 ตามมาตรา 41 วรรคแรก

2 เงินได้เนื่องจากการทํางานในต่างประเทศคือที่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ที่ นายไกรได้รับและส่งให้นางพลอยใสมารดาเดือนละ 20,000 บาท เงินที่ใช้ซื้อนาฬิกา 3 แสนบาท และเงิน 5 แสนบาท ที่นายไกรนําเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี 2557 นั้น นายไกรไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 41 วรรคแรก เพราะมิใช่เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง เพราะแม้จะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําใน ต่างประเทศ และนายไกรได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ก็ตาม แต่เมื่อนายไกร มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เพราะมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้น นายไกรจึงไม่ต้องเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง และวรรคสาม

กรณีของนางพลอยใส

การที่นางพลอยใสมีเงินได้พึงประเมินที่นายไกรส่งให้เดือนละ 2 หมื่นบาทนั้น นางพลอยใส ไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ที่นางพลอยใสได้รับ เนื่องจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาตามมาตรา 42 (10) จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

กรณีของนางสาวเหมือนฝัน

การที่นางสาวเหมือนฝันจะได้รับนาฬิกามูลค่า 3 แสนบาทจากนายไกรนั้น ถือว่าเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 39 เพราะนาฬิกาเป็นทรัพย์สินที่สามารถคิดคํานวณได้เป็นเงิน ถ้านางสาวเหมือนฝันได้รับ ในปีภาษี 2557 ก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคแรก และถือเป็นเงินได้สําหรับปี 2557 แต่ถ้าได้รับในปีภาษีอื่นใด ก็ต้องนําเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีในปีนั้น

สรุป

นายไกรจะต้องนําเงินได้เฉพาะเงินได้จากการขายสวนทุเรียน จํานวน 3 ล้านบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2557

นางพลอยใสไม่ต้องนําเงินได้ที่นายไกรส่งให้เดือนละ 2 หมื่นบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นางสาวเหมือนฝันถ้าได้รับนาฬิกามูลค่า 3 แสนบาทจากนายไกร นางสาวเหมือนฝันก็จะต้อง นําเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 ในปีภาษี 2557 นายสมชายมีเงินได้พึงประเมินดังต่อไปนี้

1 เงินค่าที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายแรงงาน จํานวน 100,000 บาท

2 เงินค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ จํานวน 80,000 บาท

3 ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารฯจํานวน 30,000 บาท

4 เงินได้จากการมีบ้านให้เช่าจํานวน 200,000 บาท

5 เงินได้จากการเปิดร้านขายอาหาร จํานวน 300,000 บาท

จงวินิจฉัยว่า เงินได้พึงประเมินของนายสมชายเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร และจะปฏิบัติในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และสิ้นปีใน เงินได้พึงประเมินดังกล่าวอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลดเงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว

(3) ค่าแห่งกู้ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปี อันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคําพิพากษาของศาล

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 56 วรรคแรก “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้ง ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”

มาตรา 56 ทวิ วรรคแรก “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกําหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยืนรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี กําหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย หรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปีภาษี 2557 เงินได้พึงประเมินที่นายสมชายได้รับ ถือเป็นเงินได้ พึงประเมินประเภทดังต่อไปนี้

1 เงินค่าที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายแรงงาน จํานวน 100,000 บาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40 (2)แห่งประมวลรัษฎากร

2 เงินค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือจํานวน 80,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

3 ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารฯ จํานวน 30,000 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

4 เงินได้จากการมีบ้านให้เช่าจํานวน 200,000 บาท เป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สินจึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

5 เงินได้จากการเปิดร้านขายอาหารจํานวน 300,000 บาท ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรเงินได้พึงประเมินที่นายสมชายได้รับในปีภาษี 2557 ดังกล่าวนั้น นายสมชายจะต้องปฏิบัติ ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีและสิ้นปี ดังนี้คือ

1 นายสมชายจะต้องนําเงินได้พึงประเมินตามข้อ 4 คือ เงินได้จากการมีบ้านให้เช่าตามมาตรา 40 (ก)

และเงินได้พึงประเมินตามข้อ 5 คือ เงินได้จากการเปิดร้านขายอาหาร ตามมาตรา 40 (8) ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภายในเดือนกันยายนของปี 2557 ตามมาตรา 56 ทวิ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

และ

2 นายสมชายจะต้องนําเงินได้พึงประเมินทุกประเภทที่ได้รับในปีภาษี 2557 ไปยืนแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปี (สิ้นปี) ภายในเดือนมีนาคม ของปี 2558 ตามมาตรา 56 วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากร

 

ข้อ 3 ในรอบระยะเวลาบัญชี 2557 บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขา (Branch) ในประเทศไทยได้ส่งลูกจ้างเข้ามาในประเทศไทย เป็นตัวแทนทําสัญญากับบริษัท สยามเทคโนโลยี จํากัด เพื่อสร้างเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาระบุให้บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ฯ ทําการผลิต เครื่องจักรดังกล่าวด้วยวัตถุดิบของบริษัทให้แล้วเสร็จ ณ โรงงานของบริษัท หลังจากนั้นให้ส่งมอบ เครื่องจักรฯ ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนการจ่ายเงินบริษัท สยามเทคโนโลยี จํากัด จะชําระเงินโดยวิ เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) ไปยังบริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ฯ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรง จงวินิจฉัยว่า เงินค่าจ้างที่บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ได้รับตามสัญญาจะถือเป็นเงินได้จากการ ประกอบกิจการในประเทศไทย และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสําคัญ นอกจากเครื่องมือ”

มาตรา 66 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจาก หรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ ตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นํามาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

มาตรา 76 ทวิ วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ ได้รับเงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่า บุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้น มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกําไร ที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่มีสาขา ในประเทศไทย หากมีลักษณะตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรก กําหนดไว้ให้ถือว่าบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าว ได้แก่

1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

2 มีลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในประเทศไทย

3 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย สําหรับตามเงื่อนไขประการที่ 3 นี้ต้องพิจารณา ตามลักษณะของสัญญาด้วย เช่น สัญญาจ้างทําของหรือให้บริการ ให้ถือเอา สถานที่ให้บริการเป็นสําคัญ หากรับจ้างทําของหรือให้บริการนั้นได้ทําในต่างประเทศ ทั้งหมดก็ไม่ถือว่าบริษัทต่างประเทศนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย แม้สัญญานั้น จะได้ทําในประเทศไทยก็ตาม

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่มีสาขาในประเทศไทย ได้ส่งลูกจ้างเข้ามาในประเทศไทยเป็นตัวแทนทําสัญญา กับบริษัท สยามเทคโนโลยี จํากัด เพื่อสร้างเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาระบุให้บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ทําการผลิตเครื่องจักรดังกล่าวด้วยวัตถุดิบของบริษัทให้แล้วเสร็จ ณ โรงงานของบริษัท และหลังจากนั้นให้ส่งมอบเครื่องจักรฯ ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น จะเห็นได้ว่า แม้จะได้มีการทําสัญญากันในประเทศไทย ก็ตาม แต่การผลิตเครื่องจักรอันถือเป็นสาระสําคัญของสัญญาจ้างทําของนั้นได้กระทําที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือไม่ได้ว่า บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือ ผลกําไรในประเทศไทยแต่อย่างใด ดังนั้นเงินค่าบริการที่บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ได้รับตามสัญญาจึงไม่ถือว่าเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการในประเทศไทย และไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก กําไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 66 วรรคแรก และมาตรา 76 ทวิ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

และเงินได้ดังกล่าวเมื่อเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) มิใช่เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 70 วรรคแรก บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด จึงไม่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินได้จํานวนดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเงินได้ที่ จ่ายจากประเทศไทยก็ตาม

สรุป เงินค่าจ้างที่บริษัท อเมริกันฮาร์ดแวร์ จํากัด ได้รับตามสัญญาไม่ถือว่าเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการในประเทศไทย และไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ปีภาษี 2556 ตลอดทั้งปี บริษัท จิม ทอมสัน จํากัดประเทศไทย ได้ส่งนางสาวกะรัตผู้จัดการฝ่ายออกแบบลายผ้าไปประจําอยู่ที่ร้านลายไทย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของบริษัทฯ โดยเงินเดือนแต่ละเดือนบริษัทฯ จะส่งเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาปารีสเดือนละ 200,000 บาท ใน ระหว่างที่อยู่ประเทศฝรั่งเศสนางสาวกะรัตได้รับค่าจ้างพิเศษค่าออกแบบลายผ้าเพื่อใช้ในคอลเล็คชัน ฤดูร้อนจากบริษัทวิเวียนกูตูร์ ประเทศฝรั่งเศสเป็นเงินจํานวน 500,000 บาท เงินค่าจ้างทั้งหมดนั้น นางสาวกะรัตส่งกลับประเทศไทยเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบางรักเมื่อสิ้นเดือนเมษายน อยากทราบว่าหากนางสาวกะรัตเดินทางกลับประเทศไทย 2 มกราคม 2557 เงินได้ทั้ง 2 จํานวน ของนางสาวกะรัตจะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลดเงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับ ประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 4 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท จิม ทอมสัน จํากัดประเทศไทย ได้ส่งนางสาวกะรัตผู้จัดการฝ่าย ออกแบบลายผ้าไปประจําอยู่ที่ร้านลายไทย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของบริษัทฯ โดยจ่ายเงินเดือน ให้นางสาวกะรัตเดือนละ 200,000 บาทนั้นถือได้ว่าเงินเดือนที่นางสาวกะรัตได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะเป็นเงินได้ที่นายจ้างในประเทศไทยเป็นผู้ชาย ให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศโดยตรง จึงเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างใน ประเทศไทย ดังนั้นเงินเดือนที่นางสาวกะรัตได้รับทั้งหมด แม้บริษัทจะส่งเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาปารีส ก็จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก

ส่วนการที่นางสาวกะรัตได้รับค่าจ้างพิเศษค่าออกแบบลายผ้าจากบริษัทวิเวียนกูตูร์ ประเทศ ฝรั่งเศสเป็นเงินจํานวน 500,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) เพราะเป็น เงินได้จากการรับทํางานให้ และถือเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้ที่เกิด จากกิจการที่ทําในต่างประเทศ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในปีภาษี 2556 นั้น นางสาวกะรัตมิได้เป็นผู้อยู่ใน ประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสาม ดังนั้นแม้นางสาวกะรัตจะได้นําเงินได้จํานวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยใน ปีภาษีก็ตาม นางสาวกะรัตก็ไม่ต้องนําเงินได้จํานวนดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นางสาวกะรัตจะต้องนําเงินได้เฉพาะที่เป็นเงินเดือนเท่านั้นมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเงินได้ที่เป็นค่าจ้างพิเศษค่าออกแบบจํานวน 500,000 บาท ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 นายใบเตยทํางานเป็นพนักงานเก็บเงินของบริษัท อุปกรณ์การแพทย์ จํากัด มีสํานักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครได้รับเงินเดือน ๆ ละ 40,000 บาท นายใบเตยได้นํารถยนต์ส่วนตัวของตนมาใช้ในกิจการของบริษัทฯ และบริษัทฯ ได้จ่ายค่าน้ำมันรถยนต์แบบเหมาจ่ายให้แก่นายใบเตยเดือนละ 5,000 บาท โดยมิได้คํานึงว่านายใบเตยจะได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นหรือไม่ และไม่ต้องนําใบเสร็จ มาแสดงแก่บริษัทฯ แต่อย่างใด ในปีภาษี 2555 นายใบเตยได้รับเงินค่าน้ำมันจาก บริษัทฯ เป็นเงิน รวมตลอดทั้งปีจํานวน 60,000 บาท ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2555 รถยนต์ของนายใบเตย ถูกนายอ๊อฟขับชนโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของนายใบเตยได้รับความเสียหาย แต่นายใบ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย นายใบเตยจึงเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทําละเมิดของนายอ๊อฟ เพื่อเป็นค่าซ่อมรถยนต์และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจํานวน 80,000 บาท ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าปีภาษี 2555 นายใบเตยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้ เนื่องจากการจ้างแรงงาน”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษี เงินได้

(1) ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตําแหน่งงานหรือผู้รับทํางานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

(13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัยหรือการฌาปนกิจสงเคราะห์”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ โดยหลักแล้วเงินค่าพาหนะซึ่งลูกจ้างได้รับจากนายจ้างอันจะได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (1) จะต้องเป็นค่าพาหนะซึ่งลูกจ้างได้จ่ายไป โดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น แต่ตามข้อเท็จจริง ค่าพาหนะคือค่าน้ํามันรถยนต์ที่บริษัทฯ จ่ายให้นายใบเตยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ ที่นํา รถยนต์ส่วนตัวของตนมาใช้ในกิจการของบริษัทฯ มีลักษณะเป็นการเหมาจ่าย โดยมิได้คํานึงว่าจะจ่ายไปทั้งหมด ในการนั้นหรือไม่ เงินค่าน้ํามันรถยนต์ที่บริษัทเหมาจ่ายให้แก่นายใบเตยจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ดังนั้น นายใบเตยจึงต้องนําเงินค่าน้ํามันรถยนต์จํานวน 60,000 บาท ไปรวมคํานวณกับเงินเดือน เพื่อนําไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ส่วนเงินค่าสินไหมทดแทนจํานวน 80,000 บาท ที่นายใบเตยได้รับจากนายอ๊อฟเป็นค่าสินไหม ทดแทนเพื่อละเมิด จึงได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (13) ดังนั้น นายใบเตยจึงไม่ต้องนําเงินจํานวน ดังกล่าวมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป

นายใบเตยต้องนําเงินค่าน้ำมันรถยนต์จํานวน 60,000 บาท ไปรวมคํานวณกับเงินเดือน เพื่อนําไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ส่วนเงินค่าสินไหมทดแทนจํานวน 80,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้อง นํามาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 3. ในรอบระยะเวลาบัญชี 2556 บริษัท ไทยขนส่งสินค้าทางทะเล จํากัด เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้เปิดสาขา (Branch) ในประเทศเวียดนามและประเทศสิงคโปร์ โดยสํานักงานใหญ่ และสาขามีรายได้ ดังนี้

1) สํานักงานใหญ่ในประเทศไทย : มีรายได้จากการขนสินค้าออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนและอินเดีย จํานวน 200 ล้านบาท และจากประเทศปากีสถานและบังคลาเทศมาประเทศไทยจํานวน 100 ล้านบาท

2) สาขาประเทศเวียดนาม : มีรายได้จากการขนสินค้าจากประเทศเวียดนามไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาจํานวน 400 ล้านบาท และจากประเทศเม็กซิโกมาประเทศไทย จํานวน 80 ล้านบาท

3) สาขาประเทศสิงคโปร์ : มีรายได้จากการขนสินค้าจากประเทศสิงคโปร์ไปยังประเทศเยอรมนีจํานวน 300 ล้านบาท และจากประเทศเยอรมนี้มาประเทศสิงคโปร์ จํานวน 100 ล้านบาท จงวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2556 บริษัท ไทยขนส่งสินค้าทางทะเล จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ตามประมวลรัษฎากรจากรายได้ทั้งหมดดังกล่าวอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคแรก “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคแรก และมาตรา 66 บรรคแรก ได้บัญญัติให้บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คํานึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ที่ได้กระทํา ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนํารายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่า บริษัท ไทยขนส่งสินค้าทางทะเล จํากัด จะประกอบกิจการขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศทางทะเล แต่เมื่อเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก และมาตรา 66 วรรคแรก คือจะต้องนํารายได้ทั้งหมด ทั้งของสํานักงานใหญ่ในประเทศไทยจํานวน 300 ล้านบาท รายได้ของสาขาประเทศเวียดนามจํานวน 480 ล้านบาท และรายได้ของสาขาประเทศสิงคโปร์จํานวน 400 ล้านบาท รวมเป็นรายได้ทั้งหมด 1,180 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

สรุป บริษัท ไทยขนส่งสินค้าทางทะเล จํากัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวล รัษฎากรจากรายได้ทั้งหมดจํานวน 1,180 ล้านบาท

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2555 นายอดัม สัญชาติอังกฤษ ได้เดินทางเข้ามาซื้ออาคารชุดย่านถนนสุขุมวิทติดกับรถไฟฟ้าจํานวน 10 ห้อง เพื่อให้เช่าเป็นสํานักงานและที่อยู่อาศัย หลังจากนั้นในเดือน พฤษภาคม 2555 จึงรีบเดินทางกลับไปยังประเทศอังกฤษ เพราะเกรงว่าถ้าอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วัน จะไปเข้าเงื่อนไขของประมวลรัษฎากรที่เรียกว่า “ผู้อยู่ในประเทศไทย” ส่วนธุรกิจห้องเช่า ดังกล่าวได้ให้นายอุดมสัญชาติไทยและอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้ดูแลแทน และจัดการโอนเงินค่าเช่า ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 ไปเข้าบัญชีเงินฝากของนายอดัมที่ ประเทศอังกฤษจํานวน 5 แสนบาท จงวินิจฉัยว่า นายอดัมต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ประมวลรัษฎากรจากค่าเช่าที่ได้รับดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติ ในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอดัมประกอบธุรกิจห้องเช่า โดยการซื้ออาคารชุดเพื่อให้เช่า เป็นสํานักงานและที่อยู่อาศัยในประเทศไทย และมีรายได้จากค่าเช่าจํานวน 5 แสนบาท ซึ่งรายได้จากค่าเช่าดังกล่าว ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น แม้นายอดัมจะมิได้เป็นผู้อยู่ใน ประเทศไทย เพราะอยู่ในประเทศไทยไม่ครบ 180 วันก็ตาม นายอดัมก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าเช่า จํานวน 5 แสนบาทนั้นตามมาตรา 41 วรรคแรก

สรุป นายอดัมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรจากค่าเช่าที่ได้รับ ดังกล่าวตามมาตรา 41 วรรคแรก

 

ข้อ 2 ปีภาษี 2555 นายกบสถาปนิกได้รับเงินเดือนจากการเป็นสถาปนิกประจําบริษัทเดือนละ 200,000 บาท ในปีภาษีเดียวกันนี้เอง นายกบได้ไปถ่ายแบบโฆษณาได้ค่าตอบแทนจํานวน 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยัง ได้รับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง จํานวน 10,000 หุ้น มูลค่า 10 ล้านบาท จากย่าของนายกบ และในเดือนกันยายน 2555 นายกบได้จดทะเบียนสมรสกับ น.ส.บัว ซึ่งมีอาชีพเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา ตลอดทั้งปีภาษี 2555 นายกบได้นํานายยศภัสและนางกมลาบิดามารดามาอุปการะเลี้ยงดู โดยนายยศภัสบิดาอายุ 65 ปี เป็นข้าราชการเกษียณได้รับเงินบํานาญทุกเดือน ส่วนนางกมลามารดา อายุ 62 ปี เป็นแม่บ้านไม่มีเงินเดือน ดังนี้ อยากทราบว่า เงินได้พึงประเมินที่นายกบได้รับมาทั้งหมด เป็นเงินได้พึงประเมินใดบ้าง และต้องนํามาเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ เพราะเหตุใด และหากนายกบ แยกยื่นภาษีจาก น.ส.บัว จะสามารถนํา น.ส.บัว นายยศภัส และนางกมลามาหักลดหย่อนได้อีก หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้างเบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนสด เงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีภริยาของ ผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวจะต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และ อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้”

มาตรา 57 เบญจ “ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรีก็ได้

ในกรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ดังนี้

(1) สําหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก)”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยมีว่า เงินได้พึงประเมินที่นายกบได้รับมาทั้งหมด เป็นเงินได้พึงประเมินใดบ้าง และต้องนํามาเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ เห็นว่า เงินได้พึงประเมินที่นายกบได้รับในปี ภาษี 2555 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทดังต่อไปนี้

1 เงินเดือนที่นายกบได้รับจากการเป็นสถาปนิกประจําบริษัทเดือนละ 200,000 บาท ถือเป็น เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นายกบจึงต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 เงินค่าตอบแทนจากการถ่ายแบบโฆษณาจํานวน 1 ล้านบาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจาก การรับทํางานให้ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร นายกบจึงต้อง นํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3 กรณีของหุ้นที่นายกบได้รับอันเป็นมรดกจากย่าจํานวน 10,000 หุ้น มูลค่า 10 ล้านบาท ถือเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 40 (1) ถึง (7) จึงเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร แต่นายกบไม่ต้องนําเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก จึงได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (10)

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยว่า หากนายกบแยกยื่นภาษีจาก น.ส.บัว จะสามารถนํา น.ส.บัว นายยศภัส และนางกมลามาหักลดหย่อนได้อีกหรือไม่ เห็นว่า สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธินํามาหักลดหย่อน ตามมาตรา 47 (1) (ข) นั้น จะต้องเป็นสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้น หรือภริยามีเงินได้พึงประเมินแต่ไม่ได้แยกยืนรายการเสียภาษี ตามข้อเท็จจริง แม้ว่านายกบและ น.ส.บัว จะเป็น สามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่า น.ส.บัว เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน และนายกบได้แยกยื่นรายการ เสียภาษีจาก น.ส.บัว ดังนั้นในการหักลดหย่อนให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 เบญจ) กล่าวคือ นายกบจะหักลดหย่อนในส่วนของตนเองได้เพียง 30,000 บาท เท่านั้น จะนํา น.ส.บัวมาหักลดหย่อนไม่ได้

ส่วนค่าลดหย่อนบิดามารดาตามมาตรา 47 (1) (ญ) นั้นกฎหมายกําหนดว่าจะต้องเป็นบิดามารดา ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ รวมไปถึงต้องเป็นบิดามารดาที่ได้รับการอุปการะจาก บุตรผู้เสียภาษี แต่กรณีนี้ นายยศภัสเป็นข้าราชการเกษียณอายุ 65 ปี มีรายได้เพียงพอจากบํานาญในการใช้จ่าย นายกบจึงไม่สามารถนําไปหักค่าลดหย่อนได้ แต่กรณีของนางกมลามารดาอายุ 62 ปี และเป็นแม่บ้าน ถือว่ามีรายได้ ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะของนายกบ นายกบจึงสามารถนํานางกมลามาหักลดหย่อนได้ ตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร

สรุป เงินเดือน ค่าตอบแทนจากการถ่ายโฆษณา และหุ้นอันเป็นมรดกจากย่า เป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (1), 40 (2) และ 40 (8) ตามลําดับ โดยนายกบจะต้องนําเงินได้ที่เป็นเงินเดือนและ ค่าตอบแทนจากการถ่ายโฆษณาเท่านั้นไปยื่นแบบรายการเสียภาษี และในการยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโดยการ แยกยืนภาษีนั้น นายกบสามารถนํานางกมลามาหักลดหย่อนได้ แต่จะนํา น.ส.บัว และนายยศภัสมาหักลดหย่อนไม่ได้

 

ข้อ 3 บริษัท คิโนะชิตะแอร์ไลน์แอนด์ทรานสปอร์ต จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ดําเนินธุรกิจการบินระหว่างประเทศ รอบระยะบัญชีปี 2555 บริษัทฯ ได้ขนส่งผู้โดยสารจากประเทศไทยไป ประเทศญี่ปุ่นโดยมีรายได้จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท และขนส่งผู้โดยสารจากประเทศญี่ปุ่นมาประเทศไทยมีรายได้จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารที่ประเทศญี่ปุ่น 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการรับขนสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยจํานวน 500 ล้านบาท อยากทราบว่ารายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ จะต้องนํามาชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับ ประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กําหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษี เงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทํากิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสารค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์ อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย และกิจการที่กระทําเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ ในกรณีรับขนคนโดยสาร ต้องเป็นการเรียกเก็บค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดในประเทศไทย ส่วนกรณีรับขนของต้องเป็นการขนของออกนอกประเทศเท่านั้นจึงจะมีหน้าที่เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัทฯ ได้ขนส่งผู้โดยสารจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่นโดยมีรายได้ จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ จะต้องนํารายได้ดังกล่าวมา ชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยตามมาตรา 67 (1) เพราะมีการเรียกเก็บค่าโดยสารในประเทศไทย แต่กรณีรายได้จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารที่ประเทศญี่ปุ่น 1,200 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ ไม่ต้องนํามาชําระภาษี เนื่องจากมีการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ประเทศญี่ปุ่น มิใช่ในประเทศไทยจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 67 (1)

ส่วนรายได้จากการรับขนสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยจํานวน 500 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ ก็ไม่ต้องนํามาชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย เพราะมิใช่การขนสินค้าจากประเทศไทยออกไป ยังประเทศญี่ปุ่นตามมาตรา 67 (2) อันจะทําให้เกิดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด

สรุป

บริษัทฯ จะต้องนํารายได้จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารในประเทศไทยจํานวน 1,000 ล้านบาท มาชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แต่ไม่ต้องนํารายได้จากการจําหน่ายตั๋วโดยสารที่ประเทศญี่ปุ่น จํานวน 1,200 ล้านบาท และรายได้จากการรับขนสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยจํานวน 500 สํานบาท มาชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันตั้งคณะบุคคลดําเนินกิจการในประเทศไทยขายวัสดุก่อสร้าง ในปี พ.ศ. 2555 กิจการขายวัสดุก่อสร้างได้รับเงิน 5,000,000 บาท เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2555 นายหนึ่ง นายสอง และนายสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกําไรจากกิจการคนละ 1,000,000 บาท แต่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่านายสามถึงแก่ความตายในวันที่ 30 ธันวาคม 2555 และทรัพย์สินของนายสามตกแก่ กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งของนายสาม จงอธิบายหลักเกณฑ์การนําเงินได้จากการขายวัสดุก่อสร้าง เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2555 พร้อมยกบทบัญญัติประมวลกฎหมายรัษฎากร ประกอบการอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะฟังเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 41 วรรคแรก “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สิน ที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษี เงินได้

(14) เงินส่วนแบ่งของกําไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งต้อง เสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกําไรจากกองทุนรวม

มาตรา 56 “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือย เสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้ง ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะนิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษี ล่วงมาแล้วเกินจํานวนตาม (1) ให้ผู้อํานวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วน หรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกําหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน”

มาตรา 56 ทวิ วรรคแรก “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกําหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี กําหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(546X7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันตั้งคณะบุคคลดําเนินกิจการในประเทศไทยขายวัสดุก่อสร้าง และมีการแบ่งเงินกําไรจากกิจการนั้น ถือว่าเป็นการตกลงเข้าทุนกันเพื่อกระทํากิจการ ร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกําไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทํานั้น จึงเข้าลักษณะของการเป็นสัญญาจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และมาตรา 1025

ในปี พ.ศ. 2555 กิจการขายวัสดุก่อสร้างได้รับเงิน 5,000,000 บาท เงินจํานวนนี้ถือว่าเป็น เงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการประกอบธุรกิจหรือการพาณิชย์ และเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา 39 และมาตรา 40(8)

และเมื่อกิจการดังกล่าวอยู่ในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก จึงต้องนําเงินได้จํานวน 5,000,000 บาทดังกล่าว ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 56 วรรคสอง ส่วนกรณีเงินส่วนแบ่งกําไร ที่ทั้งสามได้รับคนละ 1,000,000 บาทนั้น ไม่ต้องนํามาเสียภาษี เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42(14)

สําหรับการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีนั้น ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการเป็นผู้ยื่นรายการ เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินจํานวน 5,000,000 บาทในชื่อของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 56 วรรคสอง โดยให้ยื่น ครั้งแรกภายในเดือนกันยายน ปี 2555 ตามมาตรา 56 ทวิ วรรคแรก และให้ยืนครั้งที่สองภายในเดือนมีนาคม ปี 2556 ตามมาตรา 56 วรรคแรก โดยไม่คํานึงว่านายสามจะได้ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกัน แล้วหรือไม่

สรุป เงินได้จากการขายวัสดุก่อสร้างจํานวน 5,000,000 บาท เป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งผู้จัดการจะต้องนําไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 ครั้ง ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

ข้อ 2 ในปีภาษี 2555 นายเอกมีเงินได้พึงประเมินดังต่อไปนี้

1 เงินค่าตอบแทนในการเป็นที่ปรึกษาด้านแรงงาน จํานวนเดือนละ 50,000 บาท โดยมีสัญญาปีต่อปี

2 เงินค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือให้กับสํานักพิมพ์แห่งหนึ่ง จํานวน 100,000 บาท

3 เงินได้จากการมีบ้านให้เช่าได้รับค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท

4 เงินได้จากการเปิดร้านขายของชํา (มินิมาร์ท) เดือนละ 80,000 บาท

จงวินิจฉัยว่า เงินได้พึงประเมินของนายเอกเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร และต้องปฏิบัติในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีและสิ้นปีใน เงินได้พึงประเมินดังกล่าวอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ 5 คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว

(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปี อันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคําพิพากษาของศาล

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 56 วรรคแรก “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้ง ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”

มาตรา 56 ทวิ วรรคแรก “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกําหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี กําหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(5)(6)(7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปีภาษี 2555 เงินได้พึงประเมินที่นายเอกได้รับ ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทดังต่อไปนี้

1 เงินค่าตอบแทนในการเป็นที่ปรึกษาด้านแรงงาน จํานวนเดือนละ 50,000 บาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

2 เงินค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือจํานวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร

3 เงินได้จากการมีบ้านให้เช่าโดยได้รับค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

4 เงินได้จากการเปิดร้านขายของชํา (มินิมาร์ท) เดือนละ 80,000 บาท ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้พึงประเมินที่นายเอกได้รับในปีภาษี 2555 ดังกล่าวนั้น นายเอกจะต้องปฏิบัติในการยื่น แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีและสิ้นปี ดังนี้คือ

1 นายเอกต้องนําเงินได้พึงประเมินตามข้อ 3. คือเงินได้จากการมีบ้านให้เช่าตามมาตรา 40(5ก) และเงินได้พึงประเมินตามข้อ 4. คือเงินได้จากการเปิดร้านขายของชําตามมาตรา 40(8) ไปยื่นแบบ แสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภายในเดือนกันยายนของปี 2555 ตามมาตรา 56 ทวิ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร และ

2 นายเอกจะต้องนําเงินได้พึงประเมินทุกประเภทที่ได้รับในปีภาษี 2555 ไปยื่นแบบ แสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปี (สิ้นปี) ภายในเดือนมีนาคมของปี 2556 ตามมาตรา 56 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

 

ข้อ 3 ในรอบระยะเวลาบัญชี 2555 บริษัท ไทยพลังงาน จํากัด ได้กู้เงินจากธนาคาร โตเกียว จํากัด ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยธนาคารฯ ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัท ไทยพลังงาน จํากัด กับ ธนาคาร โตเกียว จํากัด ได้ทําสัญญากันที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งสัญญามีกําหนดเวลาชําระหนี้ 5 ปี และบริษัท ไทยพลังงาน จํากัด ต้องจ่ายดอกเบี้ย จํานวน 10 ล้านบาท โดยเปิดบัญชีชําระหนี้ผ่านทาง ธนาคารระหว่างประเทศไปยังประเทศญี่ปุ่น ดังนี้ ธนาคาร โตเกียว จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จากดอกเบี้ยที่ได้รับตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

มาตรา 70 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือ ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่ อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นํามาตรา 54 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคแรก ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1 ผู้รับเงินจะต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวจะต้องมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และ

3 เงินได้ที่จ่ายจะต้องเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(2)(3)(4)(5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยเท่านั้น

ตามอุทาหรณ์ การที่ธนาคาร โตเกียว จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของ ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ก) คือได้รับดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัท ไทยพลังงาน จํากัด ที่จ่ายจากประเทศไทยจํานวน 10 ล้านบาท ธนาคาร โตเกียว จํากัด จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคแรก โดยให้บริษัท ไทยพลังงาน จํากัด ซึ่งเป็นผู้จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคาร โตเกียว จํากัด แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น

สรุป

ธนาคาร โตเกียว จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยที่ได้รับนั้น โดยให้ บริษัท ไทยพลังงาน จํากัด เป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคแรก

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายสมโชคทําอาชีพหลายอย่างโดยเป็นนายหน้าขายประกันชีวิตให้บริษัทแห่งหนึ่ง และยังเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียม ปีภาษี 2555 นายสมโชคสามารถขายประกันชีวิตในประเทศไทย มีรายได้ 20 ล้านบาท ได้รายได้จากการเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียมจํานวน 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมให้เช่าที่ประเทศสิงคโปร์จํานวน 2 ห้อง มีรายได้ทั้งสิ้น 2.4 ล้านบาท รายได้สองจํานวนแรกในประเทศไทยถูกนําไปฝากธนาคารไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนรายได้จากการให้เช่าคอนโดมิเนียมที่ประเทศสิงคโปร์ถูกส่งเข้ามาฝากไว้กับธนาคารในประเทศไทย และปีภาษี 2555 นายสมโชคอาศัยอยู่ในประเทศไทยและได้บินไปประเทศสิงคโปร์เพียงปีละ 2 ครั้ง ๆ ละ 10 วันเท่านั้น อยากทราบว่าปีภาษี 2555 นายสมโชคจะนําเงินได้พึงประเมินทั้งสามจํานวนมาเสียภาษีให้กับ ประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตาม บทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินของนายสมโชค จากการเป็นนายหน้าขายประกันชีวิต 20 ล้านบาท และจากการเป็นนายหน้าขายที่ดินและคอนโดมิเนียมจํานวน 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมิน ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย ดังนั้นแม้นายสมโซคจะได้นํา เงินรายได้ทั้งสองจํานวนไปฝากไว้ที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์ นายสมโชคก็จะต้องนําเงินรายได้ทั้งสองจํานวนนั้น มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก

ส่วนเงินได้พึงประเมินจากการให้เช่าคอนโดมิเนียมที่ประเทศสิงคโปร์ของนายสมโชคจํานวน 2.4 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศไทยเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ แต่เมื่อนายสมโชคได้นําเข้ามาฝากไว้ในธนาคารในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ และในปีภาษี นายสมโชคได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน เพราะได้บินไปประเทศสิงคโปร์เพียง 20 วัน จึงถือว่านายสมโชคเป็น ผู้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นนายสมโชคจึงต้องนําเงินได้จํานวน 2.4 ล้านบาท ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

นายสมโชคจะต้องนําเงินได้พึงประเมินทั้งสามจํานวนมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

 

ข้อ 2 นายวิชัยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท Express จํากัด (บริษัทฯ) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2554 นายวิชัยได้รับเงินปันผลที่ประกาศจ่ายจากบริษัทฯ เป็นจํานวน 70 ล้านบาท โดยที่นายวิชัยมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม ในปีภาษี 2554 นายวิชัยเดินทางไปทํางานที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลานานกว่า 8 เดือนในปีภาษีดังกล่าว ท่านจงวินิจฉัยว่า

ก นายวิชัยมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามนัยมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ข หากสมมติให้นายวิชัยมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามนัยมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ ได้เสียภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 30 ของกําไรสุทธิ จํานวนเครดิตภาษี เงินปันผลที่นายวิชัยพึงจะได้รับจะเท่ากับเท่าใด

และนายวิชัยต้องนําเงินได้จํานวนรวมเท่าใดมาแสดงเพื่อเสียภาษีเงินได้ต่อไป

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกําไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

มาตรา 47 ทวิ “ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(4) (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคํานวณภาษี โดยให้นําอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้นได้ผลลัพธ์เท่าใด ให้คูณด้วยจํานวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกําไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคํานวณภาษี

เครดิตภาษีที่คํานวณได้ตามความในวรรคหนึ่ง ให้นํามารวมคํานวณเป็นเงินได้พึงประเมิน เพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48

ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

ก ตามอุทาหรณ์ นายวิชัยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท Express จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียน จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เมื่อนายวิชัยได้รับเงินปันผลจากบริษัทฯ เป็นจํานวน 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(4) (ข) นายวิชัยย่อมมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามนัยมาตรา 47 ทวิ เนื่องจากเป็นเงินปันผล ซึ่งได้รับจากบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และนายวิชัยมีภูมิลําเนาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งถือว่า ครบองค์ประกอบตามมาตรา 47 ทวิ วรรคแรกและวรรคสาม แม้ว่าในปีภาษีดังกล่าวนายวิชัยจะไม่เป็นผู้อยู่ใน ประเทศไทยเนื่องจากอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันก็ตาม

ข. จํานวนเครดิตภาษีเงินปันผลที่นายวิชัยพึงจะได้รับ (ตามมาตรา 47 ทวิ วรรคแรก) เท่ากับ 30 ล้านบาท

และนายวิชัยจะต้องนําเงินได้พึงประเมินจํานวน 100 ล้านบาท (70 + 30) มาแสดงเพื่อ เสียภาษีเงินได้ (มาตรา 39 ประกอบกับมาตรา 47 ทวิ วรรคสอง)

สรุป

ก นายวิชัยมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามนัยมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวล รัษฎากร

ข จํานวนเครดิตภาษีเงินปันผลที่นายวิชัยพึ่งจะได้รับจะเท่ากับ 30 ล้านบาท และนายวิชัยต้องนําเงินได้จํานวนรวม 100 ล้านบาท มาแสดงเพื่อเสียภาษีเงินได้

 

ข้อ 3 American Charter เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา มีสาขาอยู่ในประเทศต่าง ๆรวมทั้งประเทศไทย American Charter สาขาประเทศไทยได้ประกอบกิจการทั้งรับฝากและให้กู้เงิน โดยในส่วนของการให้เงินกู้นั้นจะให้บริการและได้รับดอกเบี้ยจากทั้งลูกค้าในประเทศไทยและ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน อยากทราบว่า รายรับดอกเบี้ยที่ได้จากลูกค้าในประเทศไทย และประเทศกลุ่มอาเซียน รวมทั้งผลกําไรที่เกิดจากการประกอบกิจการดังกล่าว ธนาคารจะต้อง เสียภาษีตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 66 วรรคสอง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกําไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้ กระทําในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคํานวณกําไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา 65 และ มาตรา 65 ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคํานวณกําไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตาม มาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

มาตรา 70 ทวิ วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจําหน่ายเงินกําไรหรือเงิน ประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกําไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกําไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษี จากจํานวนเงินที่จําหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนําส่งอําเภอท้องที่ พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจําหน่าย”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ American Charter เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา มีสาขาอยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย โดย American Charter สาขาประเทศไทยได้ประกอบกิจการ ทั้งรับฝากและให้กู้เงิน จึงถือว่า American Charter ในกรณีดังกล่าวเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีใน กําไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทําในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้นดอกเบี้ยที่ได้รับ ทั้งจากลูกค้าในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน จึงถือว่าเป็นรายรับจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้ กระทําในประเทศไทย ซึ่งต้องนํามาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 66 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร

และในกรณีที่มีการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีดังกล่าวแล้ว หากต่อมาได้มีการจําหน่าย เงินกําไรออกไปจากประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจําหน่ายเงินกําไรดังกล่าวอีกตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

สรุป ธนาคาร American Charter จะต้องนํารายรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากลูกค้าในประเทศไทย และประเทศกลุ่มอาเซียน รวมทั้งผลกําไรที่เกิดจากการประกอบกิจการดังกล่าวมาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ตามมาตรา 66 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร

 

LAW4001กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 นายแดงได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างที่ทํางานอยู่ประเทศสิงคโปร์ นายแดงได้ส่งเงินมาให้นางสุขใจมารดาเดือนละสองหมื่นบาททุกเดือน ต่อมาเมื่อ สัญญาจ้างสิ้นสุด นายแดงจึงได้นําเงินที่ทํางานได้ไปซื้อนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนราคาสามหมื่นบาท และซื้อแหวนเพชรหนึ่งวงราคาสองหมื่นบาทมาฝากน้องสาว และได้เดินทางกลับมาประเทศไทย ในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 พร้อมทั้งนําเงินกลับมาด้วยจํานวนสี่แสนบาท ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวข้างต้นมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด และเงินที่ส่งมาให้นางสุขใจมารดา นางสุขใจจะต้อง นํามาเสียภาษีเงินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปี 2554 นายแดงได้อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และได้เดินทางไปทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 1 สิงหาคมนั้น เมื่อนายแดงได้อยู่ในประเทศไทย เป็นระยะเวลาทั้งหมดไม่น้อยกว่า 180 วัน จึงถือว่านายแดงเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสาม

เงินจํานวน 400,000 บาท รวมทั้งนาฬิกาและแหวนเพชรที่นายแดงนํากลับเข้ามาในประเทศไทย นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เพราะนาฬิกาและแหวนเพชรเป็นทรัพย์สินที่สามารถ คิดคํานวณได้เป็นเงิน และเมื่อเงินและทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่นายแดงได้รับเนื่องจากหน้าที่ งานที่ทําในต่างประเทศ เมื่อนายแดงได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็น ปีเดียวกันกับที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นนายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวข้างต้นมาเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง)

ส่วนเงินที่นายแดงส่งมาให้นางสุขใจมารดาเดือนละ 20,000 บาทนั้น นางสุขใจไม่ต้องนํามา เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

สรุป นายแดงจะต้องนําเงินพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ซื้อมาดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง ส่วนนางสุขใจไม่ต้องนําเงินที่นายแดงส่งมาให้เดือนละ 20,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้ เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(10)

 

ข้อ 2 นายสมชายและนางสมหญิงเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งสองมีบุตรที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูด้วยกันหนึ่งคนคือเด็กชายสมศักดิ์อายุ 10 ปี กําลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ในปีภาษี 2555 นายสมชายมีบ้านให้เช่าหกหลัง มีรายได้จากการเก็บค่าเช่าบ้านเดือนละ 60,000 บาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555 นายสมชายประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนถึงแก่ความตาย หลังจาก นายสมชายตายแล้ว นางสมหญิงซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังได้เก็บเงินค่าเช่าบ้านเข้ากองมรดกของ นายสมชายโดยยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินได้จากค่าเช่าบ้านของนายสมชาย จะต้องนํามาเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร และจะนํานางสมหญิงและเด็กชายสมศักดิ์มาหักลดหย่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือ เงินได้ประเภทต่อไปนี้รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน”

มาตรา 41 วรรคแรก “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์ใน ที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 47(4) “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(4) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย”

มาตรา 56 วรรคแรก “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาพร้อมทั้ง ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”

มาตรา 57 ทวิ วรรคแรก “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคแรก ถึงแก่ความตาย เสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้ พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตายเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ จะต้องยื่นทั้งสิ้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปีภาษี 2555 นายสมชายเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินจากการให้เช่าทรัพย์สิน คือบ้าน 6 หลังตามมาตรา 40(5ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น นายสมชายจึงมีหน้าที่ต้องนําเงินค่าเช่าบ้านที่ ได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยตาม มาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 ตามมาตรา 56 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

แต่เมื่อปรากฏว่า นายสมชายได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี และนางสมหญิงซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังได้เก็บเงินค่าเช่าบ้านเข้ากองมรดกของนายสมชายโดยยังไม่ได้แบ่งให้แก่ ทายาท ดังนั้นตามมาตรา 57 ทวิ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร การยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ ดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของนางสมหญิงผู้จัดการมรดกที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แทนนายสมชายผู้ตาย โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้จากค่าเช่าทั้งหมดที่นายสมชายผู้ตายได้รับ ทั้งก่อนตายและของกองมรดกตลอดปีภาษี 2555 นั้น ภายในเดือนมีนาคม 2556

และในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีดังกล่าวนั้น ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตาย ในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย (มาตรา 47(4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นจึงสามารถนํานางสมหญิงและเด็กชายสมศักดิ์มาหักลดหย่อนได้เสมือนนายสมชาย ยังมีชีวิตอยู่

สรุป เงินได้จากค่าเช่าบ้านของนายสมชายจะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้ นางสมหญิงผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่นภาษีแทน และสามารถนํานางสมหญิงและเด็กชายสมศักดิ์มาหักลดหย่อนได้

 

ข้อ 3 ในรอบระยะเวลาบัญชี 2554 บริษัท สยามการบินระหว่างประเทศ จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยประกอบกิจการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศ และได้ไปเปิดสาขา (Branch) จําหน่ายตั๋วในหลาย ๆ ประเทศ บริษัทฯ มีเครื่องบินจํานวน 60 ลํา ปรากฏว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายตั๋วเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศแถบยุโรป และตะวันออกกลาง จํานวน 500 ล้านบาท และรายได้จากการขายตัวในสาขาต่าง ๆ ที่ต่างประเทศ เพื่อเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จํานวน 800 ล้านบาท จงวินิจฉัยว่า บริษัท สยามการบินระหว่าง ประเทศ จํากัด (มหาชน) ต้องมีภาระเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรจากรายได้ทั้งหมด ดังกล่าวอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคแรก “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก และมาตรา 66 วรรคแรก ได้บัญญัติให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คํานึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ ได้กระทํา ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนํารายได้เหล่านั้นทั้งหมดมา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัท สยามการบินระหว่างประเทศ จํากัด (มหาชน) จะประกอบ กิจการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เมื่อเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องมีหน้าที่ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก และมาตรา 66 วรรคแรก คือจะต้องนํารายได้จากการขายตัวในประเทศไทย จํานวน 500 ล้านบาท และในต่างประเทศจํานวน 800 ล้านบาท รวมเป็นเงิน : 1,300 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

สรุป บริษัท สยามการบินระหว่างประเทศ จํากัด (มหาชน) จะต้องนํารายได้ทั้งหมดจํานวน 1,300 ล้านบาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร S/2554

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

นักศึกษาที่ลงทะเบียนกระบวนวิชา LA 401 (รหัส 52 เป็นต้นไป) ให้ทําข้อ 1 – 3

นักศึกษาที่ลงทะเบียนกระบวนวิชา LW 406 (รหัส 51. ลงไป) ให้ทําข้อ 1 – 4

ข้อ 1 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 นายเอกราช ผู้มีเชื้อชาติไทยและสัญชาติไทย ได้เดินทางไปทํางานเป็นวิศวกรที่ปรึกษาด้านเครื่องกลให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับค่าตอบแทนจํานวน 2 ล้านบาท และได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยที่สถานทูตไทยกับนางเฮเลนสัญชาติอเมริกัน โดยซื้อบ้านอยู่อาศัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 นายเอกราช ได้โอนเงินจํานวน 2 ล้านบาทดังกล่าว เข้ามาฝากไว้กับธนาคารฯ ในประเทศไทย จงวินิจฉัยว่า เงินจํานวน 2 ล้านบาท ของนายเอกราชที่โอนเข้ามานั้น ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตาม บทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศ หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปี ภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ เงินจํานวน 2 ล้านบาทที่นายเอกราชได้รับจากการทํางานเป็นวิศวกรที่ปรึกษา ด้านเครื่องกลให้กับบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทํา ในต่างประเทศ จึงถือว่าเป็นกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศมิได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นนายเอกราช จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคแรก

และเงินได้จํานวน 2 ล้านบาทดังกล่าวที่นายเอกราชได้โอนเข้ามาฝากไว้กับธนาคารฯ ใน ประเทศไทยนั้น แม้จะถือว่านายเอกราชได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย แต่เมื่อนายเอกราชมิได้เป็นผู้อยู่ ในประเทศไทย เพราะนายเอกราชไม่ได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้นนายเอกราชจึงไม่ต้องเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

เงินจํานวน 2 ล้านบาท ของนายเอกราชที่โอนเข้ามานั้น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

ข้อ 2. ในปีภาษี 2554 นายดําอายุ 25 ปี เป็นคนโสด แต่มีความขยันในการประกอบอาชีพหลายประเภทดังนี้

1 เป็นนายหน้าขายที่ดิน ได้รับค่านายหน้า จํานวน 5 ล้านบาท

2 เขียนหนังสือเทคนิคการเป็นนายหน้า ได้รับค่าลิขสิทธิ์ จํานวน 2 แสนบาท

3 มีอาคารชุดย่านศูนย์การค้าให้เช่า ได้รับค่าเช่าตลอดทั้งปี จํานวน 3 แสนบาท

4 เปิดร้านมินิมาร์ทขายของอุปโภค/บริโภคได้รับเงินตลอดทั้งปี จํานวน 2 ล้านบาท

จงวินิจฉัยว่า

(1) ในปีภาษี 2554 นายดํามีเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้างตามประมวลรัษฎากร และ

(2) นายดํามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวในประเภทใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงิน หรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ 3 คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว

(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปี อันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคําพิพากษาของศาล

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 56 ทวิ วรรคแรก “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกําหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดี กําหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(5)(6)(7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี”

วินิจฉัย

(1) เงินได้พึงประเมินที่นายดําได้รับในปีภาษี 2554 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทดังต่อไปนี้

1 ค่านายหน้าขายที่ดิน จํานวน 5 ล้านบาท ถือเป็นเงินได้จากการรับทํางานให้ จึง เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

2 เงินได้จากค่าแห่งลิขสิทธิ์ จากการเขียนหนังสือเทคนิคการเป็นนายหน้า จํานวน 2 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร

3 เงินได้จากการให้เช่าอาคารชุดฯ จํานวน 3 แสนบาท เป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่า ทรัพย์สิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

4 เงินได้จากการเปิดร้านมินิมาร์ทขายของอุปโภค/บริโภคจํานวน 2 ล้านบาท ถือเป็น เงินได้พึงประเมินจากการธุรกิจ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 56 ทวิ วรรคแรก ได้กําหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(5)(6)(7) หรือ (8) จะต้องนําเงินได้ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี

ดังนั้นตามอุทาหรณ์ นายดํามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภายในเดือนกันยายน 2554 จากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)(ก) และมาตรา 40(8) ได้แก่ เงินได้ จากการให้เช่าอาคารชุดฯ จํานวน 3 แสนบาท และเงินได้จากการเปิดร้านมินิมาร์ทขายของอุปโภค/บริโภคจํานวน 2 ล้านบาท ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

 

ข้อ 3. บริษัท สายการบินสยาม จํากัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้ประกอบธุรกิจเฉพาะการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากประเทศไทย ปรากฎว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2554 มีรายได้ จากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยังประเทศสิงคโปร์ จํานวน 100 ล้านบาท และจาก ประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย จํานวน 200 ล้านบาท

จงวินิจฉัยว่า บริษัท สายการบินสยาม จํากัด

ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรจากรายได้ดังกล่าวอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคแรก “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคแรก และมาตรา 66 วรรคแรก ได้บัญญัติให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ไม่ว่าบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะกระทํากิจการในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่ารายได้นั้นจะได้รับในประเทศไทย หรือไม่

ตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท สายการบินสยาม จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้จดทะเบียนตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชี 2554 จากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยังประเทศ สิงคโปร์จํานวน 100 ล้านบาท และจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทยจํานวน 200 ล้านบาท นั้น บริษัท สายการบินสยาม จํากัด จะต้องนํารายได้ทั้งหมดจํานวน 300 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 65 วรรคแรก

สรุป

บริษัท สายการบินสยาม จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร จากรายได้ทั้งหมดจํานวน 300 ล้านบาท

 

ข้อ 4. บริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศเยอรมนี ไม่มีสาขาหรือกิจการใด ๆ ในประเทศไทย ประกอบธุรกิจด้านการผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขาย ปรากฏว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2554 บริษัท ไทยคอม จํากัด ได้ตกลงทําสัญญาซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในราคา 200 ล้านบาท โดยเซ็นสัญญาซื้อขายกันที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้น บริษัท ไทยคอม จํากัด จะโอนเงินผ่านบัญชีจากประเทศไทยไปให้ที่ประเทศเยอรมนี จงวินิจฉัยว่า บริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงิน หรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 70 วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือ ในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จาย ตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นํามาตรา 54 มา บังคับโดยอนุโลม”

มาตรา 76 ทวิ วรรคแรก “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่า บุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็น ตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และ ความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกําไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่มีสาขาใน ประเทศไทย หากมีลักษณะตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรก กําหนดไว้ให้ถือว่าบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

2 มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในประเทศไทย

3 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกําไรในประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ของประเทศเยอรมนี และไม่มีสาขาหรือกิจการใด ๆ ในประเทศไทยได้ตกลงทําสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ราคา 200 ล้านบาท ให้แก่บริษัท ไทยคอม จํากัด โดยได้ทําการเซ็นสัญญาซื้อขายกันที่ประเทศอังกฤษนั้น กรณี ดังกล่าวไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 76 ทวิ เพราะแม้ว่าเงินจํานวน 200 ล้านบาทนั้น จะได้จ่ายจากหรือใน ประเทศไทย แต่เมื่อไม่ถือว่าบริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด ประกอบกิจการในประเทศไทย เนื่องจากไม่ได้มี ลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในประเทศไทยอีกทั้งสัญญาซื้อขายก็มิได้ทําในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกําไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรก

และเงินได้จากการขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จํานวน 200 ล้านบาทนั้น เมื่อเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) เพราะเป็นเงินได้จากการธุรกิจการพาณิชย์ จึงไม่ต้องด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคแรก ซึ่งกําหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เฉพาะตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ ประเทศไทย ดังนั้นบริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคแรก

สรุป

บริษัท ยูโรคอมพิวเตอร์ จํากัด ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ของประเทศไทย ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง S/2561

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศที่เรียกว่า “จารีตประเพณีระหว่างประเทศ” ให้เข้าใจและยกตัวอย่างประกอบด้วย และมีความแตกต่างจาก “ความเห็นของนักนิติศาสตร์” ในประเด็น สําคัญอย่างไร

ธงคําตอบ

“จารีตประเพณีระหว่างประเทศ” เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์ อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ การก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ

1 การปฏิบัติ (ปัจจัยภายนอก) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง เป็นระยะเวลานานพอสมควร สําหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกําหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จําเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ

2 การยอมรับ (ปัจจัยภายใน) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่าง ประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทําดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การ ระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่า เป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องปฏิบัติ แต่จารีตประเพณี ระหว่างประเทศไม่จําต้องยอมรับโดยทุกประเทศ

เมื่อจารีตประเพณีใดประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้น จารีตประเพณีนั้นก็จะเป็นที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ และจะมีลักษณะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ประเทศใดไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศย่อมถือว่าประเทศนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

สําหรับจารีตประเพณีระหว่างประเทศตามนัยของกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีบัญญัติไว้ใน มาตรา 38 วรรคหนึ่งแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่า “จารีตประเพณีระหว่างประเทศในฐานะเป็น หลักฐานแห่งการปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นกฎหมาย” ซึ่งจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่รัฐทั่วไป ยอมรับและปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน ได้แก่ ทะเลอาณาเขตหรือความคุ้มกันทางการทูต เป็นต้น

จารีตประเพณีระหว่างประเทศจะมีความแตกต่างกับ “ความเห็นของนักนิติศาสตร์” ในประเด็น ที่สําคัญคือ จารีตประเพณีระหว่างประเทศถือเป็นที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศประการหนึ่ง แต่ความเห็น หรือคําสอนของนักกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่ถือว่าเป็นที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง แต่ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียง จะเป็นเครื่องช่วยให้ศาลสามารถวินิจฉัย หลักกฎหมายและความเห็นที่หลากหลายอาจทําให้ได้ข้อยุติร่วมกัน และพัฒนามาเป็นหลักเกณฑ์ของกฎหมายได้

 

ข้อ 2. สนธิสัญญามีขั้นตอนในการจัดทําอย่างไร ขั้นตอนใดที่จะทําให้สนธิสัญญามีผลบังคับใช้ และกรณีใดบ้างที่จะทําให้สนธิสัญญานี้สิ้นสุดการบังคับใช้ อธิบายอย่างน้อย 3 กรณีประกอบด้วย

ธงคําตอบ

การจัดทําสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอน การจัดทําดังนี้ คือ

1 การเจรจา

2 การลงนาม

3 การให้สัตยาบัน

4 การจดทะเบียน

1 การเจรจา การเจรจาเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการทําสนธิสัญญาเพื่อกําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทําสนธิสัญญา ซึ่งองค์กรที่มีอํานาจในการเจรจาเพื่อทําสนธิสัญญาจะถูกกําหนดโดยรัฐธรรมนูญของ แต่ละประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ หรือในบางกรณี ผู้มีอํานาจในการเจรจาอาจจะไม่ทําการเจรจาด้วยตนเองก็ได้แต่มอบอํานาจให้ผู้อื่น เช่น ตัวแทนทางการทูต หรือคณะผู้แทนเข้าทําการเจรจาแทน แต่ต้องทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ซึ่งผู้แทนจะนํามามอบ ให้แก่รัฐคู่เจรจา หรือต่อที่ประชุมในกรณีที่มีรัฐหลายรัฐร่วมเจรจาด้วย

การร่างสนธิสัญญาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญของรัฐคู่เจรจา จะทําความตกลงกันใน หลักการและข้อความในสนธิสัญญา โดยจะมีการประชุมพิจารณาร่างข้อความในสนธิสัญญา และตามมาตรา 9 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาระบุว่า ร่างสนธิสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบโดยเอกฉันท์จากรัฐคู่เจรจา เว้นแต่ ที่ประชุมจะให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์

2 การลงนาม การลงนามในสนธิสัญญา มีวัตถุประสงค์ที่จะกําหนดข้อความเด็ดขาดในสนธิสัญญา และการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันในสนธิสัญญาของรัฐคู่เจรจา ซึ่งการลงนามในสนธิสัญญานั้น จะกระทําเมื่อผู้แทนในการเจรจาเห็นชอบกับข้อความในร่างสนธิสัญญานั้นแล้ว

การลงนามในสนธิสัญญานั้น อาจจะเป็นการลงนามเลย หรือลงนามย่อก่อนและลงนามจริง ในภายหลังก็ได้ และสนธิสัญญาที่ได้มีการลงนามแล้วนั้นยังไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันความรับผิดชอบของรัฐ จะต้อง มีการให้สัตยาบันเสียก่อนจึงจะสมบูรณ์

3 การให้สัตยาบัน การให้สัตยาบัน หมายถึง การยอมรับขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงเจตนา ของรัฐที่จะรับข้อผูกพันและปฏิบัติตามพันธะในสนธิสัญญา และการให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญานั้น จะต้องมี การจัดทําสัตยาบันสาร (Instrument (of Ratification) ซึ่งกระทําในนามประมุขของรัฐ หรือรัฐบาล หรืออาจจะ ลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ และในสัตยาบันสารนั้นจะระบุข้อความในสนธิสัญญา และคํารับรองที่จะ ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสนธิสัญญานั้น

4 การจดทะเบียน เมื่อมีการทําสนธิสัญญาเสร็จแล้ว โดยหลักจะต้องนําสนธิสัญญานั้น ไปจดทะเบียนไว้กับสํานักเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ (มาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ) แต่อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาบางฉบับอาจจะไม่ได้นําไปจดทะเบียนก็ได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายมิได้บังคับว่าสนธิสัญญา จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต้องจดทะเบียนแล้วเท่านั้น สนธิสัญญาบางฉบับแม้จะไม่ได้จดทะเบียนก็มีผลสมบูรณ์ เช่นเดียวกัน

และขั้นตอนที่ทําให้สนธิสัญญามีผลสมบูรณ์บังคับใช้กับภาคีสมาชิกคือขั้นตอนการให้สัตยาบัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องนําสนธิสัญญานั้นไปจดทะเบียนต่อสหประชาชาติด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้ว ภาคีสมาชิกจะนํา สนธิสัญญาดังกล่าวมาฟ้องหรือมาอ้างต่อองค์กรใด ๆ ของสหประชาชาติ หรือต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้เป็นไปตามสนธิสัญญานั้นไม่ได้

กรณีที่ทําให้สนธิสัญญาสิ้นสุดการบังคับใช้

สนธิสัญญาที่กําหนดให้คู่สัญญาปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เมื่อได้ปฏิบัติไปตามนั้นแล้วสนธิสัญญา ก็ถือว่าสิ้นสุดลง เช่น การยกดินแดนให้แก่อีกรัฐหนึ่ง เป็นต้น แต่สําหรับสนธิสัญญาที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติการอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นประจํานั้นอาจสิ้นสุดการบังคับใช้ หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้อีกต่อไป มีได้ในกรณีดังต่อไปนี้คือ

1 ในสนธิสัญญานั้นได้กําหนดวาระสิ้นสุดเอาไว้ กล่าวคือได้มีการกําหนดเอาไว้แน่นอนใน สนธิสัญญาว่าให้มีผลสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งเมื่อครบเวลาที่กําหนดไว้เมื่อใดก็ถือว่าสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หรือในกรณี ที่รัฐคู่สัญญาเห็นพ้องต้องกัน ก็สามารถทําการตกลงยกเลิกสนธิสัญญานั้นได้ แม้ว่าระยะเวลาในการบังคับใช้จะยัง ไม่สิ้นสุดลงก็ตาม

2 เมื่อรัฐภาคีเดิมได้ทําสนธิสัญญาฉบับใหม่ขึ้นมาในเรื่องเดียวกันนั้น ซึ่งจะมีผลทําให้สนธิสัญญา เดิมนั้นสิ้นสุดการใช้บังคับโดยปริยาย

3 สนธิสัญญาที่ให้สิทธิแก่รัฐหนึ่งรัฐใดบอกเลิกฝ่ายเดียวได้ ซึ่งในกรณีที่เป็นสนธิสัญญาสองฝ่าย (ทวิภาคี) เมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดใช้สิทธิบอกเลิกแล้วสนธิสัญญานั้นก็สิ้นสุดลงโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกรัฐหนึ่ง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสนธิสัญญานั้นได้กําหนดว่าให้บอกเลิกได้ และจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่สนธิสัญญานั้น ได้กําหนดไว้ด้วย

แต่ถ้าเป็นสนธิสัญญาหลายฝ่าย (พหุภาคี) การใช้สิทธิบอกเล็กนั้นให้ถือว่าเป็นเพียงการถอนตัวของรัฐที่บอกเล็กเท่านั้น ไม่ทําให้สนธิสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลงแต่อย่างใด

4 เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการละเมิดสนธิสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิบอกเลิกได้

5 เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เช่น มีการทําสงครามกันระหว่างรัฐคู่สัญญา เป็นต้น

6 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐคู่สัญญา ซึ่งมีผลทําให้สนธิสัญญาที่มีระหว่างกันสิ้นสุดลง

7 สนธิสัญญาที่ทําขึ้นนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ กล่าวคือ ถ้าได้เกิดมีหลักเกณฑ์บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ หากสนธิสัญญาที่ได้ทําขึ้นมา ก่อนหน้านั้นมีข้อความขัดกับหลักเกณฑ์บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ สนธิสัญญานั้น ย่อมสิ้นสุดลง ไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป

 

ข้อ 3 จงอธิบายหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยสังเขป และนํามาวิเคราะห์สถานะของเกาะเหล่านี้คือ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ว่ามีความเป็นรัฐหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด

ธงคําตอบ

สภาพความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจะเริ่มเกิดขึ้นได้ จะต้องมีองค์ประกอบของ ความเป็นรัฐครบ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

1 ดินแดน กล่าวคือ รัฐต้องมีดินแดนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย ซึ่งดินแดนของรัฐนั้นรวมทั้งพื้นดิน ผืนน้ำ และท้องฟ้าเหนือดินแดนด้วย ดินแดนไม่จําเป็นต้องเป็นผืนเดียวติดต่อกัน อาจจะเป็นดินแดนโพ้นทะเลก็ได้ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้กําหนดขนาดของดินแดนไว้ ฉะนั้นรัฐจะมีดินแดนมากน้อยเพียงใดไม่ใช่ข้อสําคัญ แต่ต้องมีความแน่นอนมั่นคงถาวร และกําหนดเขตแดนไว้แน่นอนชัดเจน

2 ประชากร กล่าวคือ มีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนที่มีความแน่นอน ซึ่งกฎหมายระหว่าง ประเทศก็ไม่ได้กําหนดว่าจะต้องมีจํานวนประชากรมากน้อยเท่าไร เพียงแต่ต้องมีจํานวนมากพอสมควรที่จะสามารถ ดํารงความเป็นรัฐได้ ซึ่งประชากรที่อาศัยอยู่ในดินแดนของรัฐนี้ไม่จําเป็นต้องมีชนชาติเดียวกัน อาจมีเชื้อชาติ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน แต่มีความผูกพันทางนิตินัยกับรัฐ คือ มีสัญชาติเดียวกัน

3 รัฐบาล กล่าวคือ มีคณะบุคคลที่ใช้อํานาจเหนือดินแดนและประชากรมาทําการบริหารงาน ทั้งภายในและภายนอกรัฐ จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน จัดระเบียบการปกครองภายใน รักษาความสงบ เรียบร้อยในดินแดนของตน ดําเนินการป้องกันประเทศ ส่งเสริมความเจริญของประเทศ และรักษาสิทธิผลประโยชน์ ของประชาชน

4 อํานาจอธิปไตย (หรือเอกราชอธิปไตย) กล่าวคือ รัฐสามารถที่จะดําเนินการต่าง ๆ ได้ อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ อํานาจอิสระภายใน หมายถึง อํานาจของรัฐในการจัดกิจการภายในประเทศ ได้อย่างอิสรเสรีแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก ส่วนอํานาจอิสระภายนอก หมายถึง อํานาจของรัฐในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องฟังคําสั่งจากรัฐอื่น และได้รับการปฏิบัติ อย่างเสมอภาคกับรัฐอื่น

และเมื่อมีสภาพความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศเพราะมีองค์ประกอบที่สําคัญครบทั้ง 4 ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ความเป็นรัฐจะเป็นที่รับรู้ในสังคมระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อได้รับการรับรอง สภาพความเป็นรัฐจากรัฐอื่น โดยเฉพาะจากรัฐที่ตนจะเข้าไปทําการติดต่อสัมพันธ์ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการรับรอง ความเป็นรัฐโดยรัฐอื่นนั้น มีทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรองรัฐอยู่ 2 ทฤษฎี คือ

1 ทฤษฎีว่าด้วยเงื่อนไข (การก่อกําเนิดรัฐ) หมายความว่า แม้รัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีองค์ประกอบ ของความเป็นรัฐครบ 4 ประการแล้วก็ตาม สภาพของรัฐก็ยังไม่เกิดขึ้น สภาพของรัฐจะเกิดขึ้นและมีสภาพบุคคล ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขที่สําคัญคือ จะต้องมีการรับรองรัฐโดยรัฐอื่นด้วย และเมื่อรัฐอื่นได้ให้การรับรองแล้ว รัฐที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะมีสภาพบุคคล มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถที่จะติดต่อกับรัฐอื่นในสังคมระหว่างประเทศได้

2 ทฤษฎีว่าด้วยการประกาศ (ยืนยัน) ซึ่งทฤษฎีนี้ถือว่าการรับรองนั้นไม่ก่อให้เกิดสภาพของรัฐ เพราะเมื่อรัฐที่เกิดขึ้นใหม่มีองค์ประกอบความเป็นรัฐครบถ้วนแล้วก็ย่อมเป็นรัฐที่สมบูรณ์แม้จะไม่มีการรับรอง จากรัฐอื่นก็ตาม และรัฐนั้นก็ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศทุกประการ การรับรองนั้นถือว่า เป็นเพียงการยืนยันหรือประกาศความเป็นจริง (ความเป็นรัฐ) ที่เป็นอยู่แล้วเท่านั้น

สําหรับสถานะของ “ไต้หวัน” และ “สิงคโปร์” นั้น ถือว่ามีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ เพราะมีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่สําคัญครบทั้ง 4 ประการดังกล่าวข้างต้น คือมีดินแดนและมีประชากร ที่อยู่อาศัยในดินแดนที่แน่นอน มีรัฐบาลที่ใช้อํานาจเหนือดินแดนและประชากรทําการบริหารงานทั้งภายในและ ภายนอกรัฐ และที่สําคัญคือการมีอํานาจอธิปไตย ในอันที่จะดําเนินการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ อาทิเช่น มีอํานาจในการจัดกิจการภายในประเทศได้อย่างอิสระโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก และ มีอํานาจในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องฟังคําสั่งจากรัฐอื่น เป็นต้น

และเช่นเดียวกันเมื่อถือว่า “ไต้หวัน” และ “สิงคโปร์” มีสถานะเป็นรัฐและมีสภาพบุคคลตาม กฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การมีฐานะเป็นรัฐของ “ไต้หวัน” และ “สิงคโปร์” จะเป็นที่รับรู้หรือเป็นที่ยอมรับ ในสังคมระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองสภาพความเป็นรัฐจากรัฐอื่น โดยเฉพาะจากรัฐที่ตนจะเข้าไป ทําการติดต่อสัมพันธ์ด้วยนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความเป็นรัฐของไต้หวันนั้นยังมีสถานะไม่ค่อยมั่นคง ทั้งนี้เพราะสังคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศไทยยังไม่ยอมรับความเป็นรัฐของไต้หวัน ซึ่งจะแตกต่างจาก สิงคโปร์ที่สังคมระหว่างประเทศได้ให้การยอมรับโดยทั่วไป ทําให้สิงคโปร์เป็นรัฐที่สมบูรณ์

ส่วนกรณีของ “ฮ่องกง” นั้น มีองค์ประกอบของความเป็นรัฐดังกล่าวข้างต้นไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอํานาจอธิปไตย เพราะฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของจีน และเป็น ดินแดนส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น ดังนั้น ฮ่องกงจึงไม่มีสถานะของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ข้อ 4. จงอธิบายกระบวนการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศที่เรียกว่า “Reprisal” อย่างละเอียดและวิธีการนี้มีความแตกต่างจากวิธีการ “Retorsion” ในประเด็นสําคัญอย่างไร ยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นความแตกต่างด้วย

ธงคําตอบ

การระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีการที่เรียกว่า รีไพรซัล (Reprisals) และรีทอร์ชั่น (Retorsion) ต่างก็เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีที่ไม่ถึงกับทําสงคราม เพียงแต่จะมีลักษณะ ที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ

รีไพรซัล (Reprisals) เป็นมาตรการตอบโต้การกระทําอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ของอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้รัฐนั้นเคารพในสิทธิของตนและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรการตอบโต้นั้น เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน แต่เป็นการกระทําเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

 

ดังนั้นรัฐที่เสียหายจากการถูกละเมิดจากรัฐอื่น ควรหาทางให้รัฐที่ละเมิดชดใช้ก่อน ถ้าไม่เป็นผล ค่อยนํามาตรการนี้มาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ

1 การกระทํานั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

2 ไม่สามารถตกลงโดยวิธีอื่น

3 รัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องค่าทดแทนก่อน

4 มาตรการตอบโต้ต้องแบบสมเหตุผลกับความเสียหายที่ได้รับ

การตอบโต้อาจทําในรูปเดียวกันกับที่ถูกกระทําหรือรูปแบบอื่นก็ได้ โดยอาจกระทําต่อบุคคล หรือทรัพย์สินก็ได้ ซึ่งการตอบโต้นั้นจะต้องตอบโต้ต่อรัฐที่ทําผิดและต้องทําโดยองค์กรของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติตามคําสั่งของรัฐ

ตัวอย่างของการกระทําที่เรียกว่ารีไพรซัล (Reprisals) ได้แก่ การที่ประเทศหนึ่งได้กักเรือสินค้าของ อีกประเทศหนึ่งที่ตนคาดว่าจะทําสงครามที่อยู่ในท่าก่อนเกิดสงครามเพื่อจะยึดมาใช้ได้สะดวกเมื่อเกิดสงครามขึ้น หรือการปิดอ่าวในเวลาสงบโดยที่รัฐหนึ่งกระทําต่ออีกรัฐหนึ่งเพื่อบีบบังคับให้รัฐที่ถูกปิดอ่าวทําตามข้อเรียกร้อง ของตน เป็นต้น

ส่วนรีทอร์ชั่น (Retorsion) เป็นการกระทําที่รัฐหนึ่งกระทําตอบแทนการกระทําที่ไม่เป็นมิตร ไม่ยุติธรรม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนของรัฐอื่น ซึ่งการกระทําดังกล่าวนั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการตอบโต้ทางเศรษฐกิจการคลัง โดยมีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐนั้น โดยไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มักจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร เช่น การขึ้นอัตราอากรขาเข้า หรือตัดโควตาปริมาณสินค้าเข้าของประเทศที่กระทําต่อตน หรือการลดค่าเงินตรา จํากัดโควตาคนเข้าเมืองของ พลเมืองของประเทศนั้น หรือการไม่ให้เรือของรัฐนั้นเข้ามาในท่า ซึ่งโดยหลักการแล้วรัฐจะใช้วิธีรีทอร์ชั่นก็ต่อเมื่อ รัฐบาลไม่พอใจในการกระทําของรัฐนั้น และวิธีการใช้รีทอร์ชั่นกระทําต่อรัฐอื่นนั้น อาจจะเป็นแบบเดียวกันกับที่ รัฐนั้นถูกกระทําหรือจะเป็นแบบอื่นก็ได้

ตัวอย่างของการกระทําที่เรียกว่ารีทอร์ชั่น (Retorsion) ได้แก่ การที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ไม่อนุญาตให้คนไทยเข้าไปทํางานในประเทศของตน ซึ่งถือเป็นมาตรการตอบโต้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ประเทศไทย และเป็นการกระทําที่ไม่ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 โปรดจงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และลําดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็นอย่างไร

ธงคําตอบ

บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่

1 อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

2 จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้การยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

3 หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติอารยะ

4 คําพิพากษาของศาล และคําสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกําหนดหลักกฎหมาย

ซึ่งบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ถ้าเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณี ระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่มีความสําคัญเท่าเทียมกันโดยไม่มีการจัดลําดับศักดิ์ไว้แต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างก็เป็นบ่อเกิดลําดับหลักที่กําหนดที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศและตามธรรมนูญ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1945 ก็ได้กําหนดไว้ว่า ให้ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาล ตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องพิจารณาพิพากษาโดยใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่าง ประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปดังกล่าวข้างต้น

ส่วนคําพิพากษาของศาลและคําสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดนั้น เป็นเพียงแนวทางเสริมที่เป็น เครื่องช่วยให้ศาลวินิจฉัยหลักกฎหมาย เละถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายในลําดับรอง

แต่อย่างไรก็ตาม ในการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษากรณีพิพาทโดยใช้หลักต่าง ๆ อันถือว่าเป็นที่มา หรือบ่อเกิดของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอํานาจศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยอาศัย หลักความยุติธรรม และความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น

อนึ่ง ลําดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น มีข้อยกเว้น 2 ประการ คือ

1 จะสร้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาขัดแย้งกับ Just Cogent ไม่ได้ (Just Cogent เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะพิเศษกว่าหลักกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ เป็น หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะละเมิดไม่ได้ เช่น หลักการห้ามการใช้กําลังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักการ ห้ามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลักการห้ามการค้าทาส เป็นต้น)

2 ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 103 ของกฎบัตรสหประชาชาติ “ในกรณีแห่งการขัดแย้งระหว่าง ข้อผูกพันของสมาชิกสหประชาชาติตามกฏบัตรฉบับปัจจุบัน และตามข้อผูกพันตามความตกลงระหว่างประเทศ อื่นใด ข้อผูกพันตามกฎบัตรฉบับปัจจุบันจักต้องใช้บังคับ” จึงทําให้ไม่สามารถมีพันธกรณีทางกฎหมายใดจะ เหนือกว่าพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติได้

 

ข้อ 2 จงอธิบายขั้นตอนการจัดทําสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 นอกจากนี้หากไม่ได้นําสนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับแล้วไปจดทะเบียนสนธิสัญญา จะมีผลอย่างไร ต่อองค์กรภายใต้สหประชาชาติ และผลต่อคู่สัญญาด้วยกันเอง

ธงคําตอบ

การจัดทําสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ.1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอนการ จัดทําดังนี้ คือ

1 การเจรจา

2 การลงนาม

3 การให้สัตยาบัน

4 การจดทะเบียน

1 การเจรจา การเจรจาเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการทําสนธิสัญญาเพื่อกําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทําสนธิสัญญา ซึ่งองค์กรที่มีอํานาจในการเจรจาเพื่อทําสนธิสัญญาจะถูกกําหนดโดยรัฐธรรมนูญของแต่ละ ประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ หรือในบางกรณีผู้มีอํานาจใน การเจรจาอาจจะไม่ทําการเจรจาด้วยตนเองก็ได้แต่มอบอํานาจให้ผู้อื่น เช่น ตัวแทนทางการทูต หรือคณะผู้แทน เข้าทําการเจรจาแทน แต่ต้องทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ซึ่งผู้แทนจะนํามามอบให้แก่รัฐคู่เจรจา หรือต่อที่ประชุมในกรณีที่มีรัฐหลายรัฐร่วมเจรจาด้วย

การร่างสนธิสัญญาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญของรัฐคู่เจรจา จะทําความตกลงกันในหลักการ และข้อความในสนธิสัญญา โดยจะมีการประชุมพิจารณาร่างข้อความในสนธิสัญญา และตามมาตรา 9 ของ อนุสัญญากรุงเวียนนาระบุว่า ร่างสนธิสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบโดยเอกฉันท์จากรัฐคู่เจรจา เว้นแต่ที่ประชุม จะให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์

2 การลงนาม การลงนามในสนธิสัญญามีวัตถุประสงค์ที่จะกําหนดข้อความเด็ดขาดในสนธิสัญญา และการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันในสนธิสัญญาของรัฐคู่เจรจา ซึ่งการลงนามในสนธิสัญญานั้น จะกระทํา เมื่อผู้แทนในการเจรจาเห็นชอบกับข้อความในร่างสนธิสัญญานั้นแล้ว

การลงนามในสนธิสัญญานั้น อาจจะเป็นการลงนามเลย หรือลงนามย่อก่อนและลงนามจริง ในรายหลังก็ได้ และสนธิสัญญาที่ได้มีการลงนามแล้วนั้นยังไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันความรับผิดชอบของรัฐ จะต้อง มีการให้สัตยาบันเสียก่อนจึงจะสมบูรณ์

3 การให้สัตยาบัน การให้สัตยาบัน หมายถึง การยอมรับขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงเจตนา ของรัฐที่จะรับข้อผูกพันและปฏิบัติตามพันธะในสนธิสัญญา และการให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญานั้น จะต้องมีการ จัดทําสัตยาบันสาร (Instrument of Ratification) ซึ่งกระทําในนามประมุขของรัฐ หรือรัฐบาล หรืออาจจะลงนาม โดยรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ และในสัตยาบันสารนั้นจะระบุข้อความในสนธิสัญญา และคํารับรองที่จะปฏิบัติ ตามข้อผูกพันในสนธิสัญญานั้น

4 การจดทะเบียน เมื่อมีการทําสนธิสัญญาเสร็จแล้ว โดยหลักจะต้องนําสนธิสัญญานั้นไป ชุดทะเบียนไว้กับสํานักเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ (มาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ) ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 80 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสนธิสัญญาไว้ว่า หลังจาก สนธิสัญญาเริ่มมีผลใช้บังคับแล้ว สนธิสัญญาจะต้องถูกจัดส่งไปยังสํานักเลขาธิการแห่งองค์การสหประชาชาติเพื่อ ดําเนินการจดทะเบียน จัดเก็บ บันทึก และจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

ส่วนผลของสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียนไว้ ไม่อาจยกเอาสนธิสัญญา หรือความตกลงนั้น ๆ ขึ้นกล่าวอ้างต่อองค์กรใด ๆ ของสหประชาชาติได้ (มาตรา 102 วรรคสองแห่งกฎบัตร สหประชาชาติ) แต่ผลบังคับระหว่างคู่สัญญายังมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะแต่อย่างใด ตามหลัก Pacta Sunt servanda

 

ข้อ 3. ประเทศไทยกําลังที่จะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในเดือนมีนาคมศกหน้านี้หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มานานกว่า 4 ปี ดังนั้นรัฐบาลไทยที่จะมาทําหน้าที่แทน คสช. ตามข้อเท็จจริงนี้จะมีหลักเกณฑ์ใดของกฎหมาย ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ให้นักศึกษาอธิบายให้ชัดเจน และวิเคราะห์ว่ารัฐบาลนี้ จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่นหรือไม่

ธงคําตอบ

หากมีเหตุการณ์ที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แทนรัฐบาลเดิมด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ การปฏิวัติ หรือวิธีอื่นใดก็ตาม จะต้องมีการรับรองรัฐบาลใหม่หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีไม่จําเป็นต้องรับรอง คือ กรณีที่รัฐบาลใหม่ได้ขึ้นมาบริหารประเทศตามกระบวนการ ตามปกติวิสัยหรือตามวิถีทางของกฎหมายภายในของรัฐนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือโดย วิธีการอื่น ๆ ก็ตาม ก็ไม่จําเป็นต้องรับรองรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพราะถือว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้ว

2 กรณีที่จะต้องมีการรับรองรัฐบาลใหม่ จะเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ

(1) กรณีที่รัฐบาลใหม่มิได้ขึ้นมาปกครองประเทศตามวิถีทางของกฎหมาย คือ เป็นกรณีที่มี คณะบุคคลขึ้นครองอํานาจโดยวิธีการที่ผิดแปลกไปจากที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ซึ่งโดยปกติที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ คือ การปฏิวัติรัฐประหาร หรือการได้อํานาจโดยการใช้กําลังบังคับ

(2) กรณีที่มีการตั้งรัฐบาลขึ้นมีอํานาจปกครองดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐ โดยการแย่งอํานาจปกครองจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐ ทําให้มี 2 รัฐบาลในรัฐเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลที่ตั้งขึ้นในกรณีดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย จึงสมควรที่จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่น

การตัดสินใจในการให้การรับรองรัฐบาลใหม่นี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐที่จะให้การรับรองหรือไม่ และอาจจะรับรองโดยมีเงื่อนไขก็ได้ การรับรองรัฐบาลนี้มีผลในลักษณะของการประกาศให้นานาชาติทราบถึง สถานภาพของรัฐบาลที่ได้รับการรับรองเช่นเดียวกับการรับรองรัฐ

สําหรับแนวคิดในการพิจารณาเกี่ยวกับการรับรองรัฐบาลใหม่นี้ มีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้ คือ

1 ทฤษฎี Tobar เป็นหลักการรับรองรัฐบาลโดยพิจารณาถึงความชอบธรรมของรัฐบาล ที่ขึ้นมามีอํานาจปกครองประเทศว่าเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้เป็นความคิดที่พยายาม จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยในลาตินอเมริกา ซึ่ง Tobar รัฐมนตรีต่างประเทศเอกวาดอร์ เห็นว่า รัฐไม่ควรรับรองรัฐบาลที่ได้อํานาจมาโดยการปฏิวัติรัฐประหาร เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลใหม่จะทําให้ถูกต้องตาม ขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ โดยได้รับความยินยอมจากสภาที่มาจากการเลือกตั้งเสียก่อน

ทฤษฎี Tobar ใช้เฉพาะในทวีปอเมริกาเท่านั้น ประเทศในยุโรปไม่ยอมรับนับถือปฏิบัติ โดยหลักการแล้วทฤษฎีดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะการรับรองรัฐบาลใหม่ก็เหมือนกับการรับรองรัฐ ซึ่ง เป็นเพียงการยืนยันหรือประกาศสภาพของรัฐบาลที่มีอยู่แล้วเท่านั้น และการปฏิเสธการรับรองรัฐบาลโดยอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมนั้น เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ดังนั้นทฤษฎี Tobar จึงไม่ได้รับการ ยึดถือปฏิบัติตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1932 เป็นต้นมา

2 ทฤษฎี Estrada เป็นหลักการรับรองรัฐบาลโดยพิจารณาถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลนั้นว่า มีอํานาจอันแท้จริงในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ได้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลมีความสามารถเซ่นว่านี้ก็เพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลโดยสมบูรณ์ได้ โดยมิต้องไปพิจารณาถึง ความถูกต้องตามกฎหมายภายในของรัฐบาล เพราะเป็นกิจการภายในของรัฐนั้น รัฐอื่นไม่มีหน้าที่ไปพิจารณา รัฐทุกรัฐ ย่อมมีอํานาจอธิปไตยของตนเอง ซึ่งสังคม ระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ยึดถือตามทฤษฎี Estrada นี้ เช่น การรับรอง รัฐบาลทหารของประเทศพม่า หรือการรับรองรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารของประเทศไทย เป็นต้น

รูปแบบของการรับรองรัฐบาล

การรับรองรัฐบาล อาจจําแนกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) และการ รับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย)

1 การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) อาจจะกระทําโดยการให้การรับรองรัฐบาลใหม่เป็น ลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา โดยผ่านผู้แทนของรัฐหรือประมุขของรัฐ หรืออาจจะทําได้โดยการประกาศทาง สื่อมวลชน โดยวิธีการทางการทูต โดยคําแถลงการณ์ หรือโดยหนังสือตราสาร เป็นต้น

2 การรับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย) ได้แก่ การกระทําใด ๆ ซึ่งถือว่าผู้ให้การรับรอง ประสงค์จะยอมรับสถานะของผู้ซึ่งได้รับการรับรอง เช่น การเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูต โดยการตั้งทูตไปประจํา หรือแลกเปลี่ยนทูตซึ่งกันและกัน หรือไม่เรียกทูตของตนกลับเมื่อมีรัฐบาลใหม่ เป็นต้น หรือการทําสนธิสัญญา ทวิภาคีกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการรับรองรัฐบาลใหม่โดยปริยายเช่นเดียวกัน

สําหรับกรณีของประเทศไทยซึ่งกําลังจะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในเดือนมีนาคม ศกหน้านี้นั้น รัฐบาลเทยที่กําลังจะมาทําหน้าที่แทน คสช. ถือว่าเป็นรัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองประเทศตามวิถีทางที่ กฎหมายได้กําหนดไว้ จึงไม่จําเป็นต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ

เพราะแม้จะไม่มีการรับรองรัฐบาลใหม่ก็ถือว่ารัฐบาลใหม่ดังกล่าวเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ จึงสามารถปฏิบัติพันธกรณีระหว่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

 

ข้อ 4. ภายใต้หลักกฎหมายของกฎบัตรสหประชาชาติ (United Nations Carter) โปรดจงอธิบายว่าเหตุใดในฐานะรัฐสมาชิก (Member State) ของสหประชาชาติ จึงต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยสันติวิธี และมีข้อยกเว้นอย่างไรบ้าง

ธงคําตอบ

เหตุที่รัฐสมาชิกของสหประชาชาติจะต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีนั้นเป็นไปตาม หลักการที่ว่ารัฐทั้งหลายมีพันธกรณีที่จะต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างรัฐโดยสันติวิธี ซึ่งหลักการดังกล่าวได้ยืนยัน ไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 (3) ว่า “รัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดย สันติวิธี ในลักษณะการเช่นที่จะไม่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และความยุติธรรม”

นอกจากนั้นมาตรา 33 (1) ยังระบุไว้ว่า “ผู้เป็นฝ่ายในกรณีพิพาทใด ๆ ซึ่งหากดําเนินอยู่ต่อไป น่าจะเป็นอันตรายแก่การธํารงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ก่อนอื่นจักต้องแสวงหาการแก้ไข โดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ การระงับโดยทางศาล การหันเข้า อาศัยทบวงการตัวแทน หรือการตกลงส่วนภูมิภาค หรือสันติวิธีประการอื่นใดที่คู่กรณีจะพึงเลือก”

และมาตรา 51 ระบุว่า “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรฉบับปัจจุบันอันจักรอนสิทธิประจําตัวในการ ป้องกันตนเองโดยลําพังตน หรือโดยร่วมกัน หากการโจมตีโดยกําลังอาวุธยังเกิดแก่สมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะได้ดําเนินมาตรการที่จําเป็นเพื่อธํารงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง ประเทศ มาตรการที่สมาชิกได้ดําเนินไปในการใช้สิทธิป้องกันตนเองนี้ จักต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคง ทราบโดยทันที และจักต้องไม่กระทบกระเทือนอํานาจและความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงภายใต้ กฎบัตรฉบับปัจจุบันแต่ทางหนึ่งทางใด ในอันที่จักดําเนินการเช่นที่เห็นจําเป็น เพื่อธํารงไว้หรือสถาปนากลับคืนมา ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศในขณะหนึ่งขณะใด”

หมวด 7 การดําเนินการเกี่ยวกับการคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ และการกระทําการรุกราน ในฐานะรัฐสมาชิกของสหประชาชาติ จึงมีพันธกรณีต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งระบุให้รัฐสมาชิกต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดยสันติวิธี ในลักษณะการเช่นที่จะไม่เป็นอันตราย แก่สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และความยุติธรรม ตามกฎหมายตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 (3) ซึ่งกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีนั้นแม้ไม่ได้ระบุในมาตรา 2 (3) ก็ตาม หากแต่ระบุในมาตรา 33 (1) คือ การเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ การระงับโดยทางศาล การหันเข้า อาศัยทบวงการตัวแทน หรือการตกลงส่วนภูมิภาค หรือสันติวิธีประการอื่นใดที่คู่กรณีจะพึงเลือก

ส่วนข้อยกเว้น สําหรับการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดยสันติวิธี มี 2 ประการ คือ

1 การใช้สิทธิป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ตามที่ ปรากฏในมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

2 การใช้มาตรการรักษาสันติภาพร่วมกัน (Collective Self-defense) ภายใต้กองกําลัง รักษาสันติภาพ ตามหมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยการดําเนินการเกี่ยวกับการคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ และการกระทําการรุกราน

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คําแนะนํา

ข้อสอบเป็นอัตนัยล้าน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายถึงขั้นตอนการจัดทําสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญาโดยสังเขป และขั้นตอนใดสนธิสัญญาจึงจะมีผลบังคับใช้และจะต้องดําเนินการอย่างไร นอกจากนี้หากรัฐใดไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทําสนธิสัญญาจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในสนธิสัญญานั้นได้อย่างไรหรือไม่ และด้วยวิธีการใด

ธงคําตอบ

การจัดทําสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอน การจัดทําดังนี้ คือ

1 การเจรจา

2 การลงนาม

3 การให้สัตยาบัน

4 การจดทะเบียน

1 การเจรจา การเจรจาเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการทําสนธิสัญญาเพื่อกําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทําสนธิสัญญา ซึ่งองค์กรที่มีอํานาจในการเจรจาเพื่อทําสนธิสัญญาจะถูกกําหนดโดยรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ หรือในบางกรณีผู้มีอํานาจใน การเจรจาอาจจะไม่ทําการเจรจาด้วยตนเองก็ได้แต่มอบอํานาจให้ผู้อื่น เช่น ตัวแทนทางการทูต หรือคณะผู้แทน เข้าทําการเจรจาแทน แต่ต้องทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ซึ่งผู้แทนจะนํามามอบให้แก่รัฐคู่เจรจา หรือต่อที่ประชุมในกรณีที่มีรัฐหลายรัฐร่วมเจรจาด้วย

การร่างสนธิสัญญาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญของรัฐคู่เจรจา จะทําความตกลงกันใน หลักการและข้อความในสนธิสัญญา โดยจะมีการประชุมพิจารณาร่างข้อความในสนธิสัญญา และตามมาตรา 9 ของ อนุสัญญากรุงเวียนนาระบุว่า ร่างสนธิสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบโดยเอกฉันท์จากรัฐคู่เจรจา เว้นแต่ที่ประชุม จะให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์

2 การลงนาม การลงนามในสนธิสัญญา มีวัตถุประสงค์ที่จะกําหนดข้อความเด็ดขาดใน สนธิสัญญา และการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันในสนธิสัญญาของรัฐคู่เจรจา ซึ่งการลงนามในสนธิสัญญานั้น จะกระทําเมื่อผู้แทนในการเจรจาเห็นชอบกับข้อความในร่างสนธิสัญญานั้นแล้ว

การลงนามในสนธิสัญญานั้น อาจจะเป็นการลงนามเลย หรือลงนามย่อก่อนและลงนามจริง ในภายหลังก็ได้ และสนธิสัญญาที่ได้มีการลงนามแล้วนั้นยังไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันความรับผิดชอบของรัฐ จะต้อง มีการให้สัตยาบันเสียก่อนจึงจะสมบูรณ์

3 การให้สัตยาบัน การให้สัตยาบัน หมายถึง การยอมรับขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงเจตนา ของรัฐที่จะรับข้อผูกพันและปฏิบัติตามพันธะในสนธิสัญญา และการให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญานั้น จะต้องมีการจัดทํา สัตยาบันสาร (Instrument of Ratification) ซึ่งกระทําในนามประมุขของรัฐ หรือรัฐบาล หรืออาจจะลงนามโดย รัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ และในสัตยาบันสารนั้นจะระบุข้อความในสนธิสัญญา และคํารับรองที่จะปฏิบัติตาม ข้อผูกพันในสนธิสัญญานั้น

4 การจดทะเบียน เมื่อมีการทําสนธิสัญญาเสร็จแล้ว โดยหลักจะต้องนําสนธิสัญญานั้น ไปจดทะเบียนไว้กับสํานักเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ (มาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ) แต่อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาบางฉบับอาจจะไม่ได้นําไปจดทะเบียนก็ได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายมิได้บังคับว่าสนธิสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อต้องจดทะเบียนแล้วเท่านั้น สนธิสัญญาบางฉบับแม้จะไม่ได้จดทะเบียนก็มีผลสมบูรณ์เช่นเดียวกัน แรก รายการอาหารและขั้นตอนที่ทําให้สนธิสัญญามีผลสมบูรณ์บังคับใช้กับภาคีสมาชิกคือขั้นตอนการให้ สัตยาบัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องนําสนธิสัญญานั้นไปจดทะเบียนต่อสหประชาชาติด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้ว ภาคี สมาชิกจะนําสนธิสัญญาดังกล่าวมาฟ้องหรือมาอ้างต่อองค์กรใด ๆ ของสหประชาชาติ หรือต่อศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศเพื่อบังคับให้เป็นไปตามสนธิสัญญานั้นไม่ได้

และการที่รัฐใดไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการจัดทําสนธิสัญญากับรัฐอื่น สามารถ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญานั้นได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

1 การลงนามภายหลัง (Deferred Signature) เป็นกรณีที่รัฐไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใน การทําสนธิสัญญานั้นแต่แรก แต่เข้ามามีส่วนในขั้นตอนหลังจากการเจรจาผ่านไปแล้วและอยู่ในระยะของขั้นตอนที่ 2 คือการลงนาม การลงนามภายหลังนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับการเข้าร่วม แต่ต่างกันตรงที่การเข้าร่วมนั้นจะมีผลผูกพัน นับแต่มีการปฏิญญาขอเข้าร่วมในสนธิสัญญา ส่วนการลงนามภายหลังนี้รัฐที่ลงนามภายหลังยังไม่มีพันธกรณี ตามสนธิสัญญา เพราะจะต้องให้สัตยาบันก่อนจึงจะถือว่าเป็นภาคีสนธิสัญญาและมีผลผูกพันรัฐนั้น

2 ภาคยานุวัติหรือการเข้าร่วม (Adhesion) คือ การที่รัฐหนึ่งรัฐใดไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการทําสนธิสัญญาตั้งแต่แรก แต่เมื่อสนธิสัญญาผ่านขั้นตอนการลงนามจนมีผลใช้บังคับ และมิได้ระบุห้ามการ ภาคยานุวัติไว้ รัฐนั้นก็อาจเข้าไปร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญานั้นในภายหลังหลังจากระยะเวลาการลงนามได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยยอมรับผูกพันตามสิทธิและหน้าที่ที่กําหนดไว้ในสนธิสัญญา ซึ่งมีผลผูกพันนับแต่วันทําภาคยานุวัติ ไม่มีผลย้อนหลัง แต่อย่างใด

อนึ่งอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969 ได้กําหนดว่า ความยินยอมของรัฐที่จะรับ พันธกรณีตามสนธิสัญญาด้วยการทําภาคยานุวัติ จะทําได้ในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

1) สนธิสัญญานั้นกําหนดไว้โดยตรงให้มีการทําภาคยานุวัติได้

2) ทุกรัฐที่เป็นภาคีของสนธิสัญญานั้นตกลงให้มีการภาคยานุวัติได้

 

ข้อ 2 จงอธิบายถึงทฤษฎีซึ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในให้ชัดเจน และประเทศไทยยึดถือแนวทางของทฤษฎีใด ด้วยการดําเนินการอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบด้วย

ธงคําตอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายในประกอบไปด้วยทฤษฎี 2 ทฤษฎี

1 ทฤษฎีทวินิยม (Dualism) ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศ มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นกฎหมายคนละระบบแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แตกต่างกันทั้งที่มา การบังคับใช้ และความผูกพัน ในการนี้ถ้ากฎหมายภายในขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ยังถือว่า กฎหมายภายในสมบูรณ์อยู่ใช้บังคับได้ภายในรัฐ แต่ถ้าการบังคับใช้กฎหมายภายในดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อรัฐอื่น รัฐนั้นในฐานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้นด้วย นอกจากนี้ รัฐที่นิยมในทฤษฎีดังกล่าว เมื่อเข้าผูกพันในกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ในกรณีที่จะนํากฎหมายระหว่างประเทศ มาใช้บังคับภายในประเทศ จะนํามาใช้บังคับเลยไม่ได้ จะต้องนํากฎหมายนั้นมาแปลงให้เป็นกฎหมายภายใน เสียก่อน เช่น ออกประกาศ หรือ พ.ร.บ. รองรับ เป็นต้น

2 ทฤษฎีเอกนิยม (Monism) อธิบายว่า กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ไม่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์กัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศต่างมีเจตนารมณ์ เดียวกัน คือ เพื่อก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นสังคมภายในหรือระหว่างประเทศ แต่ก็เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่า ดังนั้นรัฐที่นิยมทฤษฎีนี้จึงไม่ต้องทําการแปลงรูปกฎหมาย ระหว่างประเทศ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศจะเข้ามามีผลเป็นกฎหมายภายในโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าไม่ได้

สําหรับประเทศไทยยึดถือปฏิบัติตามแนวทาง “ทฤษฎีทวินิยม หรือ Dualism” ซึ่งเห็นว่า กฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศมีฐานะเท่าเทียมกัน และเป็นอิสระจากกันและกัน ดังนั้นจึงไม่อาจ ที่จะนํากฎหมายระหว่างประเทศมาบังคับใช้ภายในประเทศได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนหรือ แปลงรูปกฎหมายนั้นให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อนจึงจะสามารถนํามาบังคับใช้ได้ เช่น พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ. สิทธิบัตร เป็นต้น

 

ข้อ 3 หากมีผู้มาขอความรู้จากท่านเกี่ยวกับความเป็นรัฐของ “ไต้หวัน” หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐจีน (The Republic of China) ท่านจะนําหลักเกณฑ์ใดมาอธิบายให้ท่านผู้นี้เข้าใจ อย่างชัดเจน และท่านจะสรุปให้ผู้มาขอความรู้จากท่านว่าไต้หวันมีสถานะของความเป็นรัฐหรือไม่ แตกต่างจากกรณีของฮ่องกง (Hong Kong) อย่างไร

ธงคําตอบ

1 หากมีผู้มาขอความรู้จากข้าพเจ้าเกี่ยวกับสถานะของความเป็นรัฐของ “ไต้หวัน” และกับ กรณีของฮ่องกง ข้าพเจ้าจะให้คําอธิบายแก่บุคคลดังกล่าว ดังนี้ คือ

สภาพความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจะเริ่มเกิดขึ้นได้ จะต้องมีองค์ประกอบ ของความเป็นรัฐครบ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

1 ดินแดน กล่าวคือ รัฐต้องมีดินแดนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย ซึ่งดินแดนของรัฐนั้น รวมทั้งพื้นดิน ผืนน้ำ และท้องฟ้าเหนือดินแดนด้วย ดินแดนไม่จําเป็นต้องเป็นผืนเดียวติดต่อกัน อาจจะเป็น ดินแดนโพ้นทะเลก็ได้ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้กําหนดขนาดของดินแดนไว้ ฉะนั้นรัฐจะมีดินแดนมากน้อย เพียงใดไม่ใช่ข้อสําคัญ แต่ต้องมีความแน่นอนมั่นคงถาวร และกําหนดเขตแดนไว้แน่นอนชัดเจน

2 ประชากร กล่าวคือ มีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนที่มีความแน่นอน ซึ่งกฎหมาย ระหว่างประเทศก็ไม่ได้กําหนดว่าจะต้องมีจํานวนประชากรมากน้อยเท่าไร เพียงแต่ต้องมีจํานวนมากพอสมควรที่ จะสามารถดํารงความเป็นรัฐได้ ซึ่งประชากรที่อาศัยอยู่ในดินแดนของรัฐนี้ไม่จําเป็นต้องมีชนชาติเดียวกัน อาจมี เชื้อชาติ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน แต่มีความผูกพันทางนิตินัยกับรัฐ คือ มีสัญชาติเดียวกัน

3 รัฐบาล กล่าวคือ มีคณะบุคคลที่ใช้อํานาจเหนือดินแดนและประชากรมาทําการ บริหารงานทั้งภายในและภายนอกรัฐ จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน จัดระเบียบการปกครองภายใน รักษา ความสงบเรียบร้อยในดินแดนของตน ดําเนินการป้องกันประเทศ ส่งเสริมความเจริญของประเทศ และรักษา สิทธิผลประโยชน์ของประชาชน

4 อํานาจอธิปไตย (หรือเอกราชอธิปไตย) กล่าวคือ รัฐสามารถที่จะดําเนินการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ อํานาจอิสระภายใน หมายถึง อํานาจของรัฐในการจัดกิจการภายในประเทศ ได้อย่างอิสรเสรีแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก ส่วนอํานาจอิสระภายนอก หมายถึง อํานาจ ของรัฐในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องฟังคําสั่งจากรัฐอื่น และได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค กับรัฐอื่น

และเมื่อมีสภาพความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศเพราะมีองค์ประกอบที่สําคัญครบ ทั้ง 4 ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ความเป็นรัฐจะเป็นที่รับรู้ในสังคมระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อได้รับการรับรอง สภาพความเป็นรัฐจากรัฐอื่น โดยเฉพาะจากรัฐที่ตนจะเข้าไปทําการติดต่อสัมพันธ์ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการรับรอง ความเป็นรัฐโดยรัฐอื่นนั้น มีทฤษฎีเกี่ยวกับการรับรองรัฐอยู่ 2 ทฤษฎี คือ

1 ทฤษฎีว่าด้วยเงื่อนไข (การก่อกําเนิดรัฐ) หมายความว่า แม้รัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะมี องค์ประกอบของความเป็นรัฐครบ 4 ประการแล้วก็ตาม สภาพของรัฐก็ยังไม่เกิดขึ้น สภาพของรัฐจะเกิดขึ้นและ มีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขที่สําคัญคือ จะต้องมีการรับรองรัฐโดยรัฐอื่นด้วย และเมื่อรัฐอื่นได้ให้การรับรองแล้ว รัฐที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะมีสภาพบุคคล มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถที่จะติดต่อกับรัฐอื่นในสังคมระหว่างประเทศได้

2 ทฤษฎีว่าด้วยการประกาศ (ยืนยัน) ซึ่งทฤษฎีนี้ถือว่าการรับรองนั้นไม่ก่อให้เกิด สภาพของรัฐ เพราะเมื่อรัฐที่เกิดขึ้นใหม่มีองค์ประกอบความเป็นรัฐครบถ้วนแล้วก็ย่อมเป็นรัฐที่สมบูรณ์แม้จะ ไม่มีการรับรองจากรัฐอื่นก็ตาม และรัฐนั้นก็ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศทุกประการ การรับรองนั้นถือว่าเป็นเพียงการยืนยันหรือประกาศความเป็นจริง (ความเป็นรัฐ) ที่เป็นอยู่แล้วเท่านั้น

สําหรับสถานะของ “ไต้หวัน” (Taiwan) นั้น ถือว่ามีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ เพราะมีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่สําคัญครบทั้ง 4 ประการดังกล่าวข้างต้น คือมีดินแดนและมีประชากร ที่อยู่อาศัยในดินแดนที่แน่นอน มีรัฐบาลที่ใช้อํานาจเหนือดินแดนและประชากรทําการบริหารงานทั้งภายในและ ภายนอกรัฐ และที่สําคัญคือการมีอํานาจอธิปไตย ในอันที่จะดําเนินการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ อาทิเช่น มีอํานาจในการจัดกิจการภายในประเทศได้อย่างอิสระโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก และ มีอํานาจในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องฟังคําสั่งจากรัฐอื่น เป็นต้น

และเช่นเดียวกันเมื่อถือว่า “ไต้หวัน” มีสถานะเป็นรัฐและมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่าง ประเทศแล้ว การมีฐานะเป็นรัฐของ “ไต้หวัน” จะเป็นที่รับรู้หรือเป็นที่ยอมรับในสังคมระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อ ได้รับการรับรองสภาพความเป็นรัฐจากรัฐอื่น โดยเฉพาะจากรัฐที่ตนจะเข้าไปทําการติดต่อสัมพันธ์ด้วยนั่นเอง (ปัจจุบันความเป็นรัฐของไต้หวันยังมีสถานะไม่มั่นคง เพราะมีการรับรองจากรัฐอื่นไม่มากนัก)

ส่วนกรณีฮ่องกง (Hong Kong) นั้น มีองค์ประกอบของความเป็นรัฐดังกล่าวข้างต้นไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจอธิปไตย เพราะฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของจีน และเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น ดังนั้น ฮ่องกงจึงไม่มีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ข้อ 4. จงอธิบายการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี โดยวิธีที่เรียกว่า “อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” มีโครงสร้างและลักษณะของการดําเนินการอย่างไร และหากเปรียบเทียบกับ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” จะแตกต่างกันในสาระสําคัญอย่างไรหรือไม่

ธงคําตอบ

การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เป็นการระงับข้อพิพาทโดย องค์กรที่ยังไม่มีลักษณะเป็นศาลที่แท้จริง โดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เป็นองค์กรที่มีการจัดตั้งขึ้นมา สืบเนื่องมาจากการประชุมที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1899 และปี ค.ศ. 1907 ซึ่งได้มีการผลักดัน ให้มีการตั้งอนุญาโตตุลาการในลักษณะถาวรขึ้นเรียกว่า “ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” มีที่ทําการอยู่ที่ กรุงเฮก โดยมีโครงสร้างเหมือนศาลทั่วไป แต่ไม่มีผู้พิพากษาอยู่ประจําศาล โดยรัฐที่เป็นภาคีสมาชิกจะส่งรายชื่อ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมายระหว่างประเทศในประเทศของตนเพื่อไปเป็นผู้พิพากษายัง ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจํานวน 4 คน และรายชื่อทั้งหมดจะรวบรวมทําเป็นบัญชีไว้ หากมีกรณีพิพาท เกิดขึ้น และคู่พิพาทสมัครใจให้นําคดีพิพาทมาให้ศาลนี้พิจารณาก็จะเรียกผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นมาตัดสิน และ กรณีที่ถือว่าศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศยังไม่มีลักษณะที่เป็นศาลอย่างแท้จริงก็เพราะว่า ถึงแม้จะมี ที่ทําการศาลอย่างถาวรก็ตาม แต่ว่ายังไม่มีผู้พิพากษาอยู่ประจําตลอดเวลาอย่างศาลทั่วไป และไม่มีการประชุมกัน ระหว่างผู้พิพากษาด้วยกันอย่างเช่นศาลทั่วไป

ส่วนการระงับข้อพิพาทโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก เป็นการระงับข้อพิพาท ทางศาลตามความหมายที่แท้จริง เนื่องจากเป็นลักษณะของการเสนอข้อพิพาทให้ศาลที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร โดยมี ผู้พิพากษาประจําอยู่ มีระเบียบกฎเกณฑ์และวิธีพิจารณาความของตนเอง แตกต่างจากศาลอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นการระงับข้อพิพาทในทางกฎหมาย และอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมาย เช่นเดียวกัน

สําหรับโครงสร้างของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะประกอบด้วยผู้พิพากษา 15 นาย แต่จะเป็นคนในสัญชาติเดียวกันไม่ได้ ได้รับเลือกตั้งอยู่ในตําแหน่ง 9 ปี และอาจได้รับเลือกใหม่ นอกจากนั้นก็มีการเลือกตั้งซ่อม ทุก ๆ 3 ปี โดยผู้พิพากษา 5 คน จะอยู่ในตําแหน่ง 3 ปี 5 คนอยู่ในตําแหน่ง 6 ปี และ 5 คนที่เหลือ อยู่ในตําแหน่ง ได้ครบ 9 ปี ถ้ามีตําแหน่งว่างให้มีการเลือกตั้งซ่อม ผู้ที่ได้รับเลือกจะอยู่ได้เท่าเวลาของผู้ที่ตนแทน การเลือกตั้ง กระทําโดยความเห็นชอบร่วมกันของสมัชชาสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งในกรณีนี้สมาชิกถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงไม่สามารถใช้สิทธิวีโต้ได้ มติถือเสียงส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ ศาลเลือกประธานและรองประธาน ซึ่งอยู่ในตําแหน่ง 3 ปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีก

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างประเทศหรือรัฐเท่านั้น และต้องการเกิดจากความสมัครใจของรัฐคู่กรณีด้วย มีเขตอํานาจในเรื่องดังต่อไปนี้คือ

1 การตีความสนธิสัญญา

2 ปัญหากฎหมายระหว่างประเทศ

3 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ

4 กรณีเกิดการเสียหายเพราะละเมิดพันธะระหว่างประเทศ

นอกจากนี้คู่พิพาทอาจจะขอให้ศาลพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่ได้กําหนดไว้ในสนธิสัญญา และ ยังมีหน้าที่ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายแก่คณะมนตรีและสมัชชาของสันนิบาตชาติด้วยในกรณีที่ถูกร้องขอ

การนําคดีขึ้นสู่ศาลโดยปกติเป็นความประสงค์ของคู่กรณีเอง นอกจากจะมีสนธิสัญญาที่คู่กรณี ทําไว้บังคับให้ต้องนําคดีขึ้นสู่ศาลนี้ คําตัดสินของศาลผูกพันคู่กรณีให้ต้องปฏิบัติ และถือเป็นที่สุดไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา คําพิพากษาของศาลมีลักษณะเป็นพันธกรณีที่คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตาม และคําพิพากษาถือเป็นที่สิ้นสุด และผูกพัน เฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ถ้ารัฐใดไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา รัฐอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเห็นว่าจําเป็นก็อาจทําคําแนะนําหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดําเนินการเพื่อให้เกิดผล ตามคําพิพากษา

กระบวนการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศที่เรียกว่าวิธีการ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (ศาลโลก) จะแตกต่างจากวิธีการที่เรียกว่า “ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ในประเด็นที่สําคัญ คือ

1 การนําคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยปกติจะเป็นความประสงค์ของคู่กรณีเอง เว้นแต่จะมีสนธิสัญญาที่คู่กรณีทําไว้บังคับให้ต้องนําคดีขึ้นสู่ศาลนี้ แต่การนําคดีขึ้นสู่ศาลอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศจะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของคู่กรณีเท่านั้น

2 ผู้พิพากษาที่จะตัดสินคดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือผู้พิพากษาที่ประจําอยู่ในศาล แต่ผู้พิพากษาที่จะตัดสินคดีในศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ คือผู้พิพากษาที่คู่พิพาทเลือกมาจากบัญชีรายชื่อ (เป็นผู้พิพากษาที่ได้รับความยินยอมจากคู่กรณี)

3 การพิจารณาคดีโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะมีระเบียบกฎเกณฑ์และวิธีพิจารณา เป็นของตนเอง รวมทั้งมีการประชุมร่วมกันของผู้พิพากษาในศาล แต่การพิจารณาคดีโดยศาลอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศจะไม่มีระเบียบกฏเกณฑ์และวิธีพิจารณาเป็นของตนเองรวมทั้งไม่มีการประชุมกันระหว่างผู้พิพากษา เหมือนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ