POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 5 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ

ข้อ 1 ให้นักศึกษาอธิบายความแตกต่างเรื่องแนวคิดในการปกครองของรัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัย มาให้เข้าใจ

แนวคําตอบ

ความแตกต่างเรื่องแนวคิดในการปกครองของรัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัย

รัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัยมีความแตกต่างกันในเรื่องของความหมาย และหลักการหรือ ลักษณะในการปกครอง ดังนี้

ความหมายของรัฐศาสนา รัฐศาสนา (Religious State) มีความหมาย 2 ระดับ คือ

1 รัฐหรือประเทศที่ระบุชัดในรัฐธรรมนูญและการปฏิบัติว่ามีการยกย่องให้ศาสนาใด ศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจําชาติและให้ศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อรัฐ

2 ประเทศที่เคร่งในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเต็มที่ จนเอาหลักคําสอนมาปกครองประเทศ ความหมายของรัฐโลกาวิสัย รัฐโลกาวิสัยหรือรัฐโลกวิสัย (Secular State) สามารถอธิบายความหมายได้ 2 แนวทาง คือ

1 รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือ การปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐโลกาวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายทางสัญลักษณ์และ ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชนในรัฐที่นับถือศาสนาอื่น

2 รัฐสมัยใหม่ที่ยึดถือการปกครองด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ โดยหัวใจสําคัญของรัฐ โลกาวิสัย คือ การปกครองแบบทางโลกหรือการปกครองด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ (เช่น การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยและสังคมนิยม) และต้องเป็นกลางทางศาสนา

หลักการของรัฐศาสนา หลักการหรือลักษณะทั่วไปของรัฐศาสนา มีดังนี้

1 ระบุในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่ามีศาสนาหรือกระทั่งนิกายใดเป็นศาสนาประจําชาติ ซึ่งแม้จะบอกว่าให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ศาสนาอื่น แต่ก็ต้องเป็นรอง และห้ามขัดแย้งกับศาสนาหลัก

2 รัฐศาสนาโดยส่วนใหญ่ก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่น แต่มักหมายถึงให้เป็น ศาสนาของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นและกีดกันไม่ให้คนในศาสนาหลักเปลี่ยนศาสนา

3 รัฐอุดหนุนบํารุงศาสนาหลักอย่างเต็มที่ มีการให้ศาสนาหลักเป็นศาสนาเดียวหรือ ศาสนาหลักในรัฐพิธี และมีการใช้วันสําคัญทางศาสนาหลักมาเป็นวันหยุดราชการและวันสําคัญของชาติ

4 มีโทษสําหรับการกระทําที่หมิ่นศาสนาหรือปั่นทอนศาสนาหลัก และมีการใช้หลัก คําสอนของศาสนาหลักมากําหนดเป็นกฎหมายและประเพณีของรัฐอย่างมาก

5 ผู้นําประเทศจะต้องนับถือศาสนาหลักหรืออาจต้องเป็นผู้นําศาสนาหลักด้วย นอกจากนี้ตราสัญลักษณ์ของชาติ ธงชาติ และของหน่วยงานราชการจะมีมาจากเนื้อหาของศาสนาหลักปนอยู่ รวมทั้งมีการกําหนดให้นักเรียนต้องเรียนศาสนาหลักในโรงเรียนและมีพิธีกรรมของศาสนาหลักในโรงเรียน

หลักการของรัฐโลกาวิสัย หลักการหรือลักษณะสําคัญของรัฐโลกาวิสัย มีดังนี้

1 การไม่บัญญัติศาสนาใดเป็นศาสนาประจําชาติในกฎหมาย คือ การไม่ได้ระบุถึงศาสนา ประจําชาติ ไม่มีการยกศาสนาใดให้มีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่นและไม่มีการปกป้องศาสนาใดเป็นพิเศษ หมายความว่า รัฐไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือต่อการจํากัดเสรีภาพของประชาชนในการเลือกนับถือศาสนา และในขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงศาสนาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

2 กฎหมายต้องให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ประชาชน คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในทางการศาสนาควรได้รับอย่างเต็มที่อากรัฐและกฎหมายของรัฐอีกด้วย หมายความว่า ประชาชนสามารถใช้ สิทธิของตนเองแสดงออกและเสนอทางความคิดเห็นเรื่องศาสนาได้โดยไม่มีกฎหมายหมิ่นศาสนาเข้ามาควบคุม และสิทธิของประชาชนในการแสดงออกทางศาสนาควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐอีกด้วย เพราะว่าศาสนาเป็น สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือเป็นเรื่องส่วนตัว

3 รัฐไม่มีการสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ คือ รัฐไม่มีการใช้งบประมาณ จากเงินภาษีของประชาชนในรัฐไปสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น พิธีการทางศาสนา เชิงสัญลักษณ์ ประจําศาสนา กําหนดวันหยุดทางศาสนาในปฏิทินของประเทศ เป็นต้น

4 รัฐต้องไม่ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยเหตุผลทางศาสนา คือ การปฏิบัติของรัฐต่อประชาชน ควรใช้หลักการของเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเหตุผลทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไม่ควรนําเอาศาสนาใด ศาสนาหนึ่งมาเป็นหลักแล้วนําเอาความคิดนั้นไปจัดการคนต่างศาสนา หมายความว่า การกระทําความผิดของ ประชาชนใช้หลักกฎหมายในการตัดสินการกระทํานั้นไม่ใช้หลักการทางศาสนาเป็นการกําหนดโทษ

 

ข้อ 2 พุทธศาสนาได้อธิบายการเกิดสังคมมนุษย์ไว้อย่างไร โปรดอธิบาย

แนวคําตอบ

การกําเนิดสังคมมนุษย์ในทางพุทธศาสนาตามอัคคัญญสูตร

อัคคัญญสูตร เป็นคําสอนของพระพุทธเจ้าทิตรัสถึงมนุษย์ สังคม และสถาบันทางการเมือง โดยแสดงถึงวิวัฒนาการเป็นลําดับชั้นตั้งแต่โลกพินาศจนถึงการเกิดขึ้นของมนุษย์ โดยการเกิดขึ้นของมนุษย์ที่มี ตัณหาก่อให้เกิดการสะสมทรัพย์ การสร้างครอบครัว การเลือกหัวหน้า และการลงโทษผู้กระทําความผิด

พุทธศาสนาเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมความดีบนสภาวะธรรมชาติดั้งเดิมที่อุดมสมบูรณ์ สุขสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะดวกสบายในการดํารงชีพ ไม่มีความอยากอาหารเพราะได้สําเร็จทางใจแล้ว

ซึ่งทําให้มนุษย์ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย มนุษย์ไม่มีความแตกต่างกัน ไม่มีการแบ่งแยกชาติวงศ์หรือพรรคพวก มีแต่ความดี ประกอบกุศลกรรม ทําให้มีชีวิตมั่นคง ปลอดภัยแต่ตัณหาทําให้มนุษย์ตกต่ำลง และเกิดความยึดมั่นถือมั่นหรืออุปาทานขึ้น พอบริโภควนดิน ก็ทําให้เกิดรูปร่างและผิวพรรณที่แตกต่างกันขึ้น เกิดการยึดมั่นว่าผิวพรรณตนดี ผิวพรรณคนอื่นต่ำทรามกว่า เกิดยึดเอาผิวพรรณเป็นเครื่องกําหนดความสูงต่ำ ต่อมาร่างกายเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นหญิงเป็นชายขึ้น เกิดการเสพเมถุนขึ้น ทําให้ถูกสัตว์โลกอื่น ๆ ขว้างปา จนต้องสร้างบ้านเรือนกําบัง เกิดการสร้างครอบครัวขึ้น

ส่วนด้านอาหารก็เริ่มมีผู้เกียจคร้านสะสมอาหารไว้เกินกว่าความจําเป็น คนอื่นก็สะสมบ้าง จนเกิดการแข่งขันกันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดความโลภขึ้นมา เมื่อมีคนโลภกันมาก ทําให้ความขาดแคลน เกิดขึ้นแก่ส่วนรวม ดังนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการปักปันเขตแดนกันขึ้น ก็เกิดทรัพย์สินส่วนตัวขึ้น แต่ความโลภก็ทํา ให้คนลักทรัพย์ของคนอื่นจึงถูกด่าว่าทุบตี

การลงโทษจึงเกิดขึ้นมาจากการมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่การลงโทษก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์และ ไม่ชอบธรรมพอ จึงเกิดความต้องการที่จะให้มีระเบียบการปกครองขึ้น จึงได้ตกลงกันเลือกตั้งคนผู้หนึ่งขึ้นมา ทําหน้าที่ว่ากล่าวติเตียนลงโทษผู้กระทําความผิด โดยได้รับส่วนแบ่งผลผลิตจากคนในปกครองของตน จึงเกิด คําเรียกผู้ปกครองว่า “มหาชนสมมุติ” คือ เป็นผู้ที่คนทั่วไปสมมุติขึ้นเป็นหัวหน้า เรียกว่า “กษัตริย์” เพราะเป็นหัวหน้าดูแลเขตแดนหรือที่ทํากินซึ่งเป็นนา เรียกว่า “ราชา” เพราะทําให้เกิดความสุขใจโดยให้ความเป็นธรรม จนถือเป็นบรรทัดฐานสําหรับปฏิบัติต่อ ๆ กันมา ก็กลายเป็นกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม

ดังนั้นในทางพุทธศาสนาสังคมมนุษย์เกิดขึ้นจากที่มนุษย์มีตัณหา เกิดการยึดเอาผิวพรรณเป็น เครื่องกําหนดความสูงต่ำ เกิดการเสพเมถุนจนทําให้เกิดสถาบันครอบครัวขึ้นมา การมีสถาบันครอบครัวทําให้ เกิดความอยากสะสมต่อทรัพย์สินต่าง ๆ ทําให้เกิดการแก่งแย่งกันขัดแย้งกันขึ้น จึงจําเป็นต้องมีผู้ปกครองทําหน้าที่ ปกป้องคุ้มครองความเป็นอยู่การดํารงชีวิตของคนในสังคมโดยผู้ปกครองได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่

 

ข้อ 3 โปรดอธิบายความหมาย หรือลักษณะของคําศัพท์ต่อไปนี้โดยละเอียด (เลือกทําเพียง 1 ข้อ)

(1) อลัชชี, เดียรถีย์

(2) สาธารณรัฐ, ประชาธิปไตยทางตรง

(3) บัวสี่เหล่า, อกุศลมูล

แนวคําตอบ

(1) อลัชชี เป็นคําศัพท์ที่ใช้เรียกนักบวชในศาสนาผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของพระศาสดา เป็นผู้นอกรีตที่ทําให้ศาสนาเสื่อมเสียและไม่มีความละอายต่อสิ่งที่กระทํานั้น เช่น อลัชชีในพระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์ที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยและทําให้พระธรรมวินัยขาด เช่น พระสงฆ์ที่เสพเมถุน ดื่มสุราเมรัย เป็นต้น

เดียรถีย์ หมายถึง นักบวชนอกศาสนาในอินเดียสมัยพุทธกาล อีกความหมายหนึ่ง เดียรถีย์ หมายถึง พวกที่มีลัทธิความเชื่อถืออย่างอื่นนอกจากพระพุทธศาสนา

ในพระวินัยปิฎกมีว่า ถ้าเดียรถีย์คนใดต้องการจะบวชในพระพุทธศาสนา ต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อทดสอบดูว่าผู้นั้นมีความเลื่อมใสจริงเสียก่อนจึงอนุญาตให้บวชได้

(2) สาธารณรัฐ (Republic) เป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสมัยสาธารณรัฐโรมัน ซึ่งคําว่า “Republic มาจากภาษาละติน 2 คํา คือ res + publica ซึ่งหมายความว่า ประชาชน ดังนั้นการปกครองสาธารณรัฐก็คือ การเอาคนส่วนมากเป็นที่พึ่ง หรือเอาประชาชนเป็นที่ตั้งประชาธิปไตยทางตรง เกิดขึ้นในนครรัฐเอเธนส์ของกรีกโบราณเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว เป็นการปกครองที่พลเมือง (Citizen) ชายทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นผู้ใช้อํานาจในการปกครองโดยตรงด้วย การประชุมร่วมกัน ทั้งนี้เมื่อพลเมืองชายชาวเอเธนส์อายุ 18 ปีขึ้นไป จะได้เป็นสมาชิกของสภาประชาชนโดย อัตโนมัติ สามารถเข้าไปโหวต ไปอภิปรายแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งจากการที่พลเมืองชายอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถเข้าไปโหวต ไปอภิปรายได้ด้วยตนเองนั้น ทําให้เรียกการปกครองลักษณะแบบนี้ว่า “ประชาธิปไตยทางตรง” (Direct Democracy) นั้นเอง

(3) ดอกบัวสี่เหล่า เป็นการแยกบุคคลของพระพุทธเจ้าในการเข้าถึงหลักธรรมของพระองค์ ออกเป็น 4 พวก ผ่านการเปรียบเทียบกับดอกบัว 4 เหล่า ดังนี้

1) บัวใต้โคลน คือ พวกที่ไร้สติปัญญา แม้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ไม่มีความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่โคลนตม และอาจจะตกเป็นอาหารของเต่า ปลา อีกด้วย ไม่มีโอกาส โผล่ขึ้นพ้นน้ําเพื่อเบ่งบาน

2) บัวใต้น้ำ คือ พวกที่มีสติปัญญาน้อย เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรม ฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อ มีสติมั่น ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ํา ซึ่งจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

3) บัวเสมอน้ำ คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เพื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับ การอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม ก็จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ซึ่งจะบานในวัน ถัดไป

4) บัวเหนือน้ำ คือ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้และเข้าใจ ในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ํา เมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ก็จะเบ่งบานทันที

อกุศลมูล มี 3 ประการ ดังนี้

1) โลภะ (ความโลภ) คือ ความอยากได้สิ่งที่เป็นของคนอื่นโดยมิชอบ ถ้าเราอยากได้ รถยนต์แล้วไปซื้อเอาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอยากได้รถยนต์แล้วไปขโมยของคนอื่นก็ถือว่าเป็นการทําชั่ว เพราะมีความ โลภเป็นมูลเหตุ

2) โทสะ (ความโกรธ) คือ ความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในใจ แล้วเกิดการปองร้าย หรือผูกพยาบาท ทําให้ผู้อื่นเสียหายโดยไม่ถูกต้อง ถ้าเกิดความโกรธขึ้นในใจแล้วไม่ปองร้ายใครก็ไม่เป็นไร

3) โมหะ (ความหลง) คือ ความมัวเมาขาดสติ ไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะกระทํา ความหลงเกิดได้ในหลายสิ่งที่น่าเพลิดเพลินยึดถือเอามาเป็นของตน เช่น ความหลงในกิเลสกาม ความหลงใน อํานาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทองต่าง ๆ ความหลงเหล่านี้ถ้าอยู่ในขอบเขตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหลงมาก ๆ แล้ว กระทําหรือก่อกรรมให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้วก็ถือเป็นกรรมชั่ว

 

ข้อ 4 พระเจ้าอโศกมหาราชในขวงแรกของการขึ้นครองราชย์ทรงปกครองโดยหลักอรรถศาสตร์ จงอธิบายแนวทางและวิธีการปกครองตามหลักดังกล่าว แนวคําตอบ

แนวทางการปกครองตามหลักอรรถศาสตร์

แนวทางการปกครองตามหลักอรรถศาสตร์ของพระเจ้าอโศกมหาราช คือ หลักสงครามวิชัย ซึ่งเป็นการเอาชนะด้วยสงคราม โดยในการขยายอาณาจักรของพระองค์ทรงใช้แสนยานุภาพปราบปรามข้าศึก อย่างโหดเหี้ยม กองทัพของพระองค์ได้ชัยชนะแบบที่เรียกว่า เลือดท่วมท้องช้าง โดยเฉพาะสงครามครั้งสุดท้าย ที่ทรงเข้ายึดแคว้นกาลิงคะทางตอนใต้ของชมพูทวีปก็มีคนตายเป็นจํานวนมากมาย

วิธีการปกครองตามหลักอรรถศาสตร์

วิธีการปกครองตามหลักอรรถศาสตร์ของพระเจ้าอโศกมหาราชจะเน้นหนักไปในทิศทาง การสร้างอํานาจ การรักษาอํานาจ การจัดแบ่งการปกครอง การเก็บภาษี การใช้เล่ห์กสเพทุบายทางการเมือง ต่าง ๆ เพื่อเอาชนะศัตรู การใช้ระบบสายลับที่สลับซับซ้อน และการรวมอํานาจไว้ที่องค์พระมหากษัตริย์ ดังนี้

1 การสร้างอํานาจ คือ การมุ่งสร้างอํานาจ การสะสมอาวุธ เพื่อที่จะทําสงคราม

2 การรักษาอํานาจ คือ การที่จะปกครองราษฎรหรือหัวเมืองต่าง ๆ เชื่อฟังพระองค์

3 การจัดแบ่งการปกครอง คือ การจัดรูปแบบการปกครองให้รวมศูนย์

4 วิธีการจัดเก็บภาษี คือ เพื่อที่จะสนับสนุนการปกครองของพระองค์เองและก็ของราชวงศ์เพื่อที่จะให้มีความมั่งคั่ง เพื่อที่จะใช้รักษาอํานาจ และเพื่อที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์

5 การใช้เล่ห์กลเพทุบายทางการเมือง

6 การใช้สายลับ คือ เพื่อการรู้ข้อมูลข่าวสารของคนที่จะมาบั่นทอนอํานาจของพระองค์เป็นการรักษาไว้ซึ่งอํานาจของพระองค์

7 การรวมศูนย์อํานาจ คือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

ข้อ 5 รัฐสักกะ มีความสําคัญอย่างไร และมีแนวทางการปกครองแบบใด และการปกครองรูปแบบดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างไร

แนวคําตอบ

ความสําคัญของรัฐสักกะ

รัฐสักกะ คือ รัฐของฝ่ายศากยะวงศ์อันเป็นต้นวงศ์ของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ พระพุทธเจ้า มีภูมิหลังเป็นชาวสักกะ เกิดในศากยะวงศ์ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ของรัฐโกศลคือ พระเจ้าโอกกากะ ตระกูลศากยะ

แนวทางการปกครองของแคว้นสักกะ

รัฐสักกะมีแนวทางการปกครองแบบสาธารณรัฐ (Republic) หรือสามัคคีธรรม ก็คือ ผู้ปกครองคือราชาซึ่งได้รับเลือกตั้งจากศากยะวงศ์ด้วยกัน การบริหารหรือการปกครองรัฐทําโดยการประชุมใน ศากยะสังฆะ หรือสภามนตรีที่อาคารรัฐสภาที่ชื่อว่าสันถาคาร

ลักษณะของการปกครองของศากยะสังฆะ

กฎหมายกําหนดให้ขายชาวศากยะที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ทุกคน ต้องเป็นสมาชิกของสภามนตรี ที่เรียกว่า “ศากยะสังฆะ” ซึ่งจะประชุมกันเป็นประจําเพื่อพิจารณาหาทางส่งเสริมรักษาผลประโยชน์ของ ชาวศากยะ ดังนั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงบรรลุนิติภาวะจึงทรงสมัครเป็นสมาชิกใหม่ของศากยะสังฆะ และได้ กล่าวปฏิญาณต่อศากยะสังฆะว่า

1 ข้าพเจ้าจะอุทิศทั้งกาย ใจ และทรัพย์สินของข้าพเจ้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวศากยะ

2 ข้าพเจ้าจะไม่ขาดประชุม

3 ข้าพเจ้าจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เมื่อพบว่าศากยะคนใดทําผิดหน้าที่ทําลายผลประโยชน์ของชาวศากยะ ข้าพเจ้าจะแจ้งให้ศากยะสังฆะทราบโดยไม่ปิดบัง

4 ข้าพเจ้าจะไม่โกรธเมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดใด ๆ และจะยอมรับผิด ถ้ากระทําผิดต่อข้อบัญญัติของศากยะสังฆะจริง

เมื่อปฏิญาณตนแล้ว ปุโรหิตผู้เป็นประธานก็จะประกาศเหตุที่สมาชิกภาพของศากยะสังฆะ จะสิ้นสุดลงดังนี้

1 ถ้ากระทําผิดอาญาด้วยการข่มขืนกระทําชําเรา

2 ถ้ากระทําผิดอาญาด้วยการฆาตกรรม

3 ถ้ากระทําผิดอาญาด้วยการลักขโมย

4 ถ้ากระทําผิดอาญาด้วยการให้การเท็จ

 

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 5 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ (ข้อละ 33 คะแนน)

ข้อ 1 ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการเมืองมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

คําว่า “การเมือง” (Politics) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคําว่า “Polis” (นครรัฐ) มีความหมายว่า หน่วยการปกครองที่มีอาณาเขตแน่นอนและมีขอบข่ายอํานาจครอบคลุมกิจกรรมส่วนรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือศาสนา

อริสโตเติล กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม (Social Animal) หมายความว่า มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นหมู่เหล่า มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันในมวลสมาชิก ดังจะเห็นว่าทุกวันเรามีความจําเป็นที่ จะต้องติดต่อและเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติมิตร คนเหล่านี้มี ความสัมพันธ์กับเราทางตรง และยังมีผู้ที่มีความสัมพันธ์ห่างออกไป เช่น คนขายของ คนขับรถเมล์ และคนใน สังคมอื่น ๆ คนเหล่านี้แม้จะไม่ได้สนทนากับเราโดยตรงแต่พวกเขาก็มีความสัมพันธ์ทางอ้อมกับเรา

อริสโตเติล ยังกล่าวอีกว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์การเมือง (Political Animal) คือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการให้มีการปกครอง เมื่อในสังคมมีการปกครองมีผลให้มนุษย์ในสังคมถูกแบ่งออกเป็น ชนชั้นระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง การเมืองจึงเกิดขึ้นในท่ามกลางชุมชนทางการเมืองที่ประกอบด้วย กลุ่มหลากหลายซึ่งมีผลประโยชน์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยมที่แตกต่างกันและมาอยู่ร่วมกันภายในอาณาเขต ปกครองเดียวกัน โดยมีกิจกรรมทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการธํารงความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชุมชน การเมืองนั้น จากความจําเป็นทางธรรมชาติของมนุษย์ที่ทําให้เกิดองค์กรทางการเมืองและกิจกรรมการเมือง ดังกล่าวข้างต้น

ทั้งนี้จากคํานิยามของอริสโตเติลจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการเมือง อาจ ยกตัวอย่างได้เช่น

1 นโยบายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ตั้งแต่เกิด ซึ่งมีผลกระทบต่อเด็กโดยตรง ทําให้เด็กสามารถเติบโตเป็น ประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและเป็นกําลังในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และยังมีผลกระทบโดยอ้อม ต่อพ่อแม่ที่เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ทําให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มี คุณภาพเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้

2 นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรายละ 3,000 บาท ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย โดยตรง ทําให้ประชาชนไม่เป็นหนี้เพิ่ม ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทําให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ และยังมีผลกระทบโดยอ้อมต่อรัฐบาล เพราะอาจเป็นการเพิ่มภาระสวัสดิการ สร้างวินัยการรอความช่วยเหลือ จากสังคมได้

3 นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนชนชั้นล่างในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานโดยตรง ทําให้ผู้ใช้แรงงานได้ค่าจ้าง เพิ่มขึ้น และยังส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อผู้ประกอบการหรือนายทุนที่ต้องแบกรับอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าเมื่อก่อน อย่างเช่น เงินลงทุนที่จะต้องเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อจะได้สินค้ามากขึ้น หากผลิตสินค้าออกมาน้อยก็จะไม่คุ้มกับค่าแรงที่ต้องจ่ายไปให้ผู้ใช้แรงงาน

4 นโยบายรถคันแรก ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อกลุ่มชนชั้นกลางโดยตรง โดยกลุ่มชนชั้นกลางจะได้รับประโยชน์ จากนโยบายรถคันแรกที่สามารถได้ลดคืนภาษีสูงสุดถึง 100,000 บาท แต่ในขณะเดียวกันก็ทําให้หนี้สินครัวเรือน ของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น

5 นโยบายภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนโยบายที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนชนชั้นสูงในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อคนชนชั้นสูงโดยตรง เพราะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า มนุษย์กับการเมืองคือสิ่งที่ผูกพันกันมาตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์มารดา มนุษย์ไม่สามารถปฏิเสธการเมืองได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะการเมืองได้สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจําวันของมนุษย์ และการเมืองมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง การเมืองเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการใช้อํานาจทางการบริหาร และการปกครอง ในเรื่องสาธารณะของรัฐในประเด็นต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งสมาชิกของสังคมควรที่จะให้ความสําคัญและเอาใจใส่ต่อการดําเนินงานของรัฐ ดังนั้นการเมืองจึงมีความสําคัญแก่มนุษย์ในการดํารงชีวิตในทุกด้านตั้งแต่เกิดจนตาย

 

ข้อ 2 ความหมายและลักษณะของรัฐโลกาวิสัยมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

คําว่า “รัฐโลกวิสัย” (Secular State) มาจากการรวมกันของคําในภาษาอังกฤษ 2 คํา คือ “Secular” และ “State” โดยคําว่า “Secular” หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับทางโลกและเป็นเรื่องที่ไม่มีความ เกี่ยวข้องกับกิจการใด ๆ ของศาสนาเลย ส่วนคําว่า “State” หมายถึง รัฐหรือประเทศ

ถ้าพิจารณาจากรากศัพท์ “Secular State” หมายถึง รัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางศาสนา ต่อประชาชนในรัฐนั้น ๆ ส่วนในภาษาไทยนั้นคําว่า “Secular State” มีการแปลเป็นหลายคํา บางคนก็แปลว่า “รัฐโลกียวสัย” หรือ “รัฐโลกียะ” หรือ “รัฐฆราวาส”

ความหมายของรัฐโลกวิสัย

รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุน หรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมี ความหมายทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชนในรัฐที่นับถือศาสนาอื่น

อีกความหมายหนึ่ง รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐสมัยใหม่ที่ยึดถือการปกครองด้วย หลักเหตุผลของมนุษย์ โดยหัวใจสําคัญของรัฐโลกวิสัย คือ การปกครองแบบทางโลกหรือการปกครองด้วยหลัก เหตุผลของมนุษย์ (เช่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสังคมนิยม) และต้องเป็นกลางทางศาสนา หมายถึงโดยมากแล้วรัฐหรือประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยและสังคมนิยมเป็นระบอบการปกครองที่ เคารพการตัดสินใจของสมาชิกของรัฐ โดยการตัดสินใจนี้ยึดเอาหลักการเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสินและ เชื่อว่าการตัดสินใจของเสียงข้างมากใช้หลักเหตุผลและผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลนั้น ๆ ในการตัดสินใจ บทบาทของรัฐในระบอบการปกครองทั้ง 2 ระบอบนี้รัฐจะต้องมีความเป็นกลางต่อประเด็นที่มีอยู่ระหว่างการ ตัดสินใจของสมาชิกในรัฐ

ดังนั้นจึงพอสรุปความหมายได้ว่า รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่ไม่มีการ บัญญัติเรื่องศาสนาไว้ในกฎหมาย หมายความว่ารัฐไม่ควรมีการบัญญัติเกี่ยวกับศาสนาไว้ในกฎหมายใดของรัฐ ทั้งสิ้น คือ รัฐต้องมีความเป็นกลางต่อเรื่องการนับถือศาสนาของประชาชน และยิ่งกว่านั้นรัฐยังต้องให้เสรีภาพ กับประชาชนในการนับถือศาสนาอีกด้วย

ลักษณะของรัฐโลกวิสัย ลักษณะสําคัญของรัฐโลกวิสัยมี 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

1 การไม่บัญญัติศาสนาใดเป็นศาสนาประจําชาติในกฎหมาย คือ การไม่ได้ระบุถึงศาสนา ประจําชาติ ไม่มีการยกศาสนาใดให้มีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่นและไม่มีการปกป้องศาสนาใดเป็นพิเศษ

หมายความว่า รัฐไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือต่อการจํากัดเสรีภาพของประชาชน ในการเลือกนับถือศาสนา และในขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงศาสนาอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอินเดียที่สนับสนุนรัฐโลกวิสัย มีความเป็นเสรีภาพในการ นับถือศาสนาในความเชื่อโดยเสรี ดูแลทุกศาสนา ทําให้ทุกศาสนามีบทบาททางสังคม โดยที่รัฐบาลไม่ไปมีบทบาทมากนัก

2 กฎหมายต้องให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ประชาชน คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในทางการศาสนาควรได้รับอย่างเต็มที่จากรัฐและกฎหมายของรัฐอีกด้วย

หมายความว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนเองแสดงออกและเสนอทางความคิดเห็น เรื่องศาสนาได้โดยไม่มีกฎหมายหมิ่นศาสนาเข้ามาควบคุมและสิทธิของประชาชนในการแสดงออกทางศาสนา ควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐอีกด้วย เพราะว่าศาสนาเป็นสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือเป็นเรื่องส่วนตัว

ยกตัวอย่างเช่น การที่ไม่มีองค์กรกลางที่พยายามควบคุมการตีความคําสอนหรือ พฤติการณ์ทางศาสนาของทุกคนให้เป็นแบบเดียวกัน เพราะศาสนาเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ละบุคคลมีเสรีภาพ ในการตีความคําสอนหรือพฤติการณ์ทางศาสนา เพื่อที่จะนําไปปฏิบัติได้เอง

3 รัฐไม่มีการสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ คือ รัฐไม่มีการใช้งบประมาณ จากเงินภาษีของประชาชนในรัฐไปสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น พิธีการทางศาสนา เชิงสัญลักษณ์ ประจําศาสนา และกําหนดวันหยุดทางศาสนาในปฏิทินของประเทศ เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น ในปฏิทินของประเทศต้องยกเลิกวันหยุดทางศาสนา หรือหากมีก็ไม่ใช่ วันหยุดภาคบังคับ แต่จะเป็นตัวเลือกของคนในศาสนานั้นเท่านั้น นอกจากนี้ในสถานศึกษาและหลักสูตรการศึกษา ต้องมีความเป็นกลางทางศาสนา ให้ศาสนาเป็นทางเลือก ไม่ใช่เรื่องบังคับ และมีเนื้อหาสําหรับการไม่นับถือศาสนา ไม่มีพิธีทางศาสนาในสถานศึกษา ยกเว้นเป็นโรงเรียนเอกชนที่แสดงชื่อและวัตถุประสงค์ทางศาสนาโดยตรงและ เปิดเผย

4 รัฐต้องไม่ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยเหตุผลทางศาสนา คือ การปฏิบัติของรัฐต่อประชาชน ควรใช้หลักการของเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเหตุผลทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไม่ควรนําเอาศาสนาใด ศาสนาหนึ่งมาเป็นหลักแล้วนําเอาความคิดนั้นไปจัดการคนต่างศาสนา

หมายความว่า การกระทําความผิดของประชาชนใช้หลักกฎหมายในการตัดสิน การกระทํานั้นไม่ใช้หลักการทางศาสนาเป็นการกําหนดโทษ

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ถ้าใครคนหนึ่งถูกฟ้องว่าฆ่าคนตาย ศาลก็จะตัดสินลงโทษจําเลยเพราะกระทําความผิดฐานฆ่าคนตายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่เพราะจําเลย ทําผิดศีลข้อหนึ่งในเบญจศีลที่ว่าห้ามฆ่าสัตว์

ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า ลักษณะของรัฐโลกวิสัย 4 ลักษณะข้างต้นนั้น มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันเพื่อจะเป็นรัฐโลกวิสัย โดยเริ่มจากรัฐต้องไม่มีการบัญญัติเรื่องศาสนาไว้ในกฎหมายและรัฐควรปฏิบัติ ต่อประชาชนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมในเรื่องศาสนา นอกจากนั้นประชาชนยังมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือก นับถือศาสนา

 

ข้อ 3 จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ให้เข้าใจ (เลือกทําเพียง 3 ข้อย่อยเท่านั้น)

(1) รัฐโลกวิสัย

(2) ชาตินิยม

(3) สตรีนิยม

(4) ดอกบัวสี่เหล่า

(5) อลัชชี

(6) เดียรถีย์

แนวคําตอบ

(1) รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมาย ทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชนในรัฐที่นับถือศาสนาอื่น

(2) ชาตินิยม (Nationalism) ตามรากศัพท์ภาษาละตินมีอยู่ 2 ความหมาย ได้แก่

1) มาจากคําว่า “Nasci” แปลว่า “การเกิดหรือกําเนิด” และ

2) มาจากคําว่า “Natio” แปลว่า “เป็นของ” หรือ “มาจากสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยการเกิด”

ในปี ค.ศ. 1789 หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส (The French Revolution) คําว่า “ชาติ” หมายถึง องค์รวมของประชาชน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากองค์รวมอื่น ๆ องค์รวมนี้ถูกมองว่าเป็นดุจบุคคลขนาดใหญ่ คนหนึ่ง ซึ่งมีเจตจํานงเดียว มีเป้าประสงค์ร่วมเพียงหนึ่งเดียว และที่สําคัญคือเป็นที่มาของอํานาจอธิปไตย

ความหมายลึกลงไปในทางการเมืองที่สืบย้อนไปถึง ค.ศ. 1712 – 1778 รุสโซ (Jacques Rousseau) ได้กล่าวถึง “ชาติ” ว่าหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ผูกพันอยู่ด้วยกัน โดยถือเกณฑ์การเป็นพลเมือง (Citizenship) ของหน่วยหรือสังคมการเมืองเดียวกัน และในยุโรปได้นํามาใช้จนทําให้บทบาททางการเมืองมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างสูง เช่น การแต่งเพลงประจําชาติ (National Anthems) การมีธงชาติประจําชาติ (National Flag) เป็นต้น วิธีการดังกล่าวเป็นการส่งผ่านหรือกระตุ้นให้คนในประเทศนั้นเกิดความรักชาติของตน

(3) สตรีนิยม (Feminism) ถือกําเนิดในประเทศฝรั่งเศสและเริ่มปรากฏใช้ใน ค.ศ. 1890 แนวคิด ของสตรีนิยมในช่วงนี้อยู่บนฐานของความเชื่อว่าด้วยความเสมอภาคและความเป็นอิสระของเพศหญิง

ส่วนในภาษาอังกฤษคําว่า “สตรีนิยม” คือ “Feminist” ซึ่งอุดมการณ์ของคํานี้ คือ อุดมการณ์ ที่พยายามส่งเสริมและยกระดับสถานภาพและบทบาททางสังคมของผู้หญิงไม่ให้ต่ําต้อยกว่าผู้ชาย

สาระสําคัญของอุดมการณ์สตรีนิยม คือ การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแก่ ผู้หญิงในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทัดเทียมกับผู้ชาย โดยเห็นว่าสังคมมนุษย์นับตั้งแต่อดีตตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลความคิดผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ทําให้ผู้หญิงถูกกีดกัน ไม่ได้รับความเสมอภาคในด้านต่าง ๆ เช่น การเมือง การแสดงความคิดเห็น ทรัพยากร เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น

สตรีนิยมจึงเห็นว่าความแตกต่างระหว่างเพศหญิงกับเพศชายของบุคคลมิได้เป็นเพียงความ แตกต่างทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติเท่านั้น หากเป็นความแตกต่างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งมนุษย์ เป็นผู้สร้าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าสรีรวิทยาตามธรรมชาติทางเพศนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคในสังคมทั่วไป

(4) ดอกบัวสี่เหล่า เป็นการแยกบุคคลของพระพุทธเจ้าในการเข้าถึงหลักธรรมของพระองค์ ออกเป็น 4 พวก ผ่านการเปรียบเทียบกับดอกบัว 4 เหล่า ดังนี้

1) บัวใต้โคลน คือ พวกที่ไร้สติปัญญา แม้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ไม่มีความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่โคลนตม และอาจจะตกเป็นอาหารของเต่า ปลา อีกด้วย ไม่มีโอกาส โผล่ขึ้นพ้นน้ําเพื่อเบ่งบาน

2) บัวใต้น้ำ คือ “พวกที่มีสติปัญญาน้อย เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรม ฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อ มีสติมั่น ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

3) บัวเสมอน้ำ คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เพื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับ การอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม ก็จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ซึ่งจะบานในวัน ถัดไป

4) บัวเหนือน้ำ คือ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้และเข้าใจ ในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ํา เมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ก็จะเบ่งบานทันที

(5) อลัชชี เป็นคําศัพท์ที่ใช้เรียกนักบวชในศาสนาผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของ พระศาสดา เป็นผู้นอกรีตที่ทําให้ศาสนาเสื่อมเสียและไม่มีความละอายต่อสิ่งที่กระทํานั้น เช่น อลัชชีในพระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์ที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยและทําให้พระธรรมวินัยขาด เช่น พระสงฆ์ที่เสพเมถุน ดื่มสุราเมรัย เป็นต้น

(6) เดียรถีย์ หมายถึง นักบวชนอกศาสนาในอินเดียสมัยพุทธกาลอีกความหมายหนึ่ง เดียรถีย์ หมายถึง พวกที่มีลัทธิความเชื่อถืออย่างอื่นนอกจากพระพุทธศาสนา

ในพระวินัยปิฎกมีว่า ถ้าเดียรถีย์คนใดต้องการจะบวชในพระพุทธศาสนา ต้องได้รับการฝึกอบรม เพื่อทดสอบดูว่าผู้นั้นมีความเลื่อมใสจริงเสียก่อนจึงอนุญาตให้บวชได้

 

ข้อ 4 จงอธิบายความแตกต่างของ “การปกครองคณะสงฆ์ในช่วงพุทธกาล” (สมัยพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพ) กับ “การปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน” มาโดยละเอียด พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

การปกครองคณะสงฆ์ในช่วงพุทธกาล มีดังนี้

1 พิจารณาเป็นรายกรณี คือ พระองค์จะใช้วิธีประชุมสงฆ์ในการพูดคุยตัดสินเป็นรายกรณี โดยใช้วิธีการปกครองด้วยรูปแบบสามัคคีธรรม ซึ่งเนื้อหาในการปกครองไม่มีเนื้อหาทางโลกย์ แต่มีเนื้อหาทางธรรม ที่ใครก็สามารถเข้าร่วมได้ และไม่มีการแบ่งชนชั้นกันเองภายในคณะสงฆ์

2 พรรษาที่ 12 พระพุทธเจ้าได้เริ่มบัญญัติพระวินัยเรื่องแรก คือ เรื่องการปาราชิก สิกขาบทที่ 1 ซึ่งถือเป็นการเกิดพระวินัยครั้งแรก

3 การบัญญัติพระวินัยอาจเกิดเป็นทางการเมืองหรือตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การตัดสิน ตามพระวินัยพระพุทธเจ้าจะดําเนินการด้วยความยืดหยุ่นและตามความเป็นจริง

4 ใช้พื้นฐานการปกครองแบบสามัคคีธรรมที่มีคณะสังฆะหรือคณะสงฆ์ มาใช้ในการ ปกครอง ได้แก่

-ให้คณะสงฆ์เป็นผู้แทนของพระพุทธองค์ในการเผยแผ่ธรรมเท่านั้น

– ทรงเปิดกว้างทางทัศนะที่แตกต่างออกไป และพร้อมแลกเปลี่ยน โดยไม่ชื่นชมหรือติเตียน (การวางตนในทางสายกลาง)

– ใช้การอธิบายและปฏิบัติเป็นสิ่งที่พิสูจน์หลักธรรมของพระองค์ กล่าวคือ หลักธรรมหรือการปฏิบัติตนของพระองค์สามารถพิสูจน์ได้ผ่านการพูดคุยหรือการปฏิบัติให้เห็น แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ด้วยหลักขันติธรรม ทรงใช้การตักเตือน หรือชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ แต่ถ้าไม่เป็นผลในบางกรณีพระองค์ทรงใช้การนิ่งเฉยไม่อยู่ร่วมสังฆกรรม

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล เป็นการปกครองภายในศาสนาเอง โดยใช้การปกครองรูปแบบสามัคคีธรรมที่มีเนื้อหาในการปกครองทางธรรมที่ใครก็สามารถเข้าร่วมได้ และถึงแม้ จะมีพระวินัย แต่ในทางปฏิบัติพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ปฏิบัติอย่างมีความยืดหยุ่นและพิจารณาจากความเป็นจริง เป็นต้น ทั้งนี้การปกครองคณะสงฆ์ในช่วงพุทธกาลมีความแตกต่างจากการปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันในประเด็น ต่อไปนี้

ความแตกต่างจากการปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน มีดังนี้

1 มีการแบ่งชนชั้นการปกครองในคณะสงฆ์ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข และมี มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรบริหารในสมัยพุทธกาล ไม่มีการแบ่งชนชั้นกันเองภายในคณะสงฆ์ โดยพระพุทธเจ้าได้ใช้รูปแบบ คณะสงฆ์มาใช้ในการปกครองหมู่ภิกษุและภิกษุณีในพุทธศาสนา

2 มีการใช้หลักพระธรรมวินัยในการปกครอง และมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการ ปกครองด้วย โดยกฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการจัดรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

ในสมัยพุทธกาล มีพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นกฎหมายสูงสุดเพียงฉบับเดียว

3 มีฝ่ายสอบสวนพิจารณาโทษ โดยมีพระวินัยธรทําหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษพระสงฆ์ ที่ทําผิดพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาล ถึงแม้จะมีพระวินัย แต่การตัดสินตามพระวินัยจะดําเนินการด้วย ความยืดหยุ่นและตามความเป็นจริง โดยพระองค์จะยึดบริบทแวดล้อมและดูเจตนาเป็นหลัก ทําให้มีความยืดหยุ่น ค่อนข้างสูง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “การปกครองคณะสงฆ์ในช่วงพุทธกาล” กับ “การปกครองคณะสงฆ์ไทย ปัจจุบัน” มีความแตกต่างในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า สภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป ทําให้การปกครองคณะสงฆ์มีความแตกต่างกันไปตามยุคสมัย

 

ข้อ 5 โปรดอธิบาย “หลักการปกครอง” ที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วงให้เข้าใจ และให้มีเนื้อหาของแต่ละเรื่องด้วย

แนวคําตอบ

ไตรภูมิพระร่วง เป็นพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท กษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย โดยพญาลิไททรงศรัทธาในความเป็นจักรพรรดิที่เป็นธรรมราชา โดยทรงเห็นว่า พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็น ต้นแบบของธรรมราชาและทรงประสงค์จะยึดถือปฏิบัติธรรมตามแบบนั้นเพราะทรงต้องการที่จะเป็นธรรมราชา เช่นเดียวกัน

การที่พญาลิไททรงประพันธ์ไตรภูมิพระร่วงนั้น ทรงเป็นความพยายามที่จะใช้พุทธศาสนา เป็นเครื่องมือทางการเมือง และกล่าวได้ว่า ไตรภูมิพระร่วงจัดว่าเป็นแนวคิดทางการเมืองไทยที่เป็นระบบและ ชัดเจนที่สุด มีความต่อเนื่องและได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนามากที่สุด

ทั้งนี้ “หลักการปกครอง” ที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง มีดังนี้

(1) ทศพิธราชธรรม ประกอบด้วย

1 ทาน (ทาน) คือ การให้

2 ศีล (สีล) คือ การตั้งสังวรรักษากาย วาจา ให้สะอาดปราศจากโทษ

3 การบริจาค (ปริจจาค์) คือ การบริจาคสละ

4 ความซื่อตรง (อาชชว์) คือ การมีความซื่อตรง

5 ความอ่อนโยน (มททว) คือ การมีอัธยาศัยอ่อนโยน

6 ความเพียร (ตป) คือ การกําจัดความคร้านและความชั่ว

7 ความไม่โกรธ (อกโกธ์) คือ การไม่โกรธ

8 ความไม่เบียดเบียน (อวิห์สญจ) คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตลอดจนสัตว์ให้ได้ทุกข์ยาก

9 ความอดทน (ขนุติญจ) คือ ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทนเป็นเบื้องหน้า 10 ความไม่พิโรธ (อวิโรธน์) คือ การปฏิบัติไม่ให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรงและดํารงอาการคงที่ไม่ให้วิการด้วยอํานาจยินดียินร้าย

ทศพิธราชธรรมเป็นธรรมที่กล่าวถึงคุณลักษณะส่วนตัวของผู้ปกครอง ถือเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยว ไม่ให้ผู้ปกครองทําร้ายหรือรังแกผู้ใต้ปกครอง

(2) จักรวรรดิวัตร 12 ประการ มีดังนี้

1 ควรพระราชทานโอวาทและอนุเคราะห์คนภายในราชสํานักและคนภายนอกจนถึงราษฎร

2 ควรทรงผูกพระราชไมตรีสมานราชสัมพันธ์กับกษัตริย์

3 ควรทรงสงเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ตามควรแก่พระอิสริยศ

4 ควรทรงเกื้อกูลพราหมณ์ คฤหัสถ์ และคฤหบดีชน

5 ควรทรงอนุเคราะห์ประชาชนชาวนิคมชนบทโดยฐานานุรูป

6 ควรทรงอุปการะสมณพราหมณ์ผู้มีศีลประพฤติชอบด้วยพระราชทานไทยธรรมบริขารเกื้อกูลแก่ธรรมปฏิบัติ

7 ควรทรงจัดรักษาฝูงเนื้อ และนกด้วยพระราชทานอภัยไม่ให้ใครเบียดเบียนทําอันตรายจนเสื่อมสูญพืชพันธุ์

8 ควรทรงห้ามชนทั้งหลายไม่ให้ทํากิจการที่ไม่ประกอบด้วยธรรม ชักนําให้ตั้งอยู่ในกุศลสุจริตส่วนชอบ ประกอบการเลี้ยงชีพโดยทางธรรม

9 ชนใดขัดสนไม่มีทรัพย์พอเลี้ยงชีพโดยสัมมาอาชีวะได้ ควรพระราชทานพระราชทรัพย์เจือจานให้เลี้ยงด้วยวิธีอันเหมาะสม ไม่ให้แสวงหาด้วยทุจริต 10 ควรเสด็จเข้าไปใกล้สมณพราหมณ์ ตรัสถามถึงบุญ บาป กุศล อกุศลให้กระจ่างชัด

11 ควรทรงตั้งวิรัติห้ามจิตไม่ให้เกิดอธรรมราคะในอาคมนิยสถาน

12 ควรทรงประหารวิสมโลภเจตนา ห้ามจิตไม่ให้ปรารถนาลาภที่มิควรได้จักรวรรดิวัตร 12 ประการ จะครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับการปกครอง และมีความคล้ายคลึงกับ จารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชมาก

(3) ธรรมที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสั่งสอนกษัตริย์ทั้งหลาย

นอกจากทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร 12 ประการแล้ว ยังมีหลักธรรมที่พระเจ้าอโศก มหาราชได้สั่งสอนกษัตริย์ตามหัวเมืองที่ทรงสวามิภักดิ์ ซึ่งกว้างขวางกว่าทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร 12 ประการ ซึ่งปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ดังนี้

1 ให้รักประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครองอย่างเสมอหน้ากัน

2 ให้ผู้ปกครองยึดมั่นในหิริโอตัปปะ และดําเนินการปกครองตัดสินข้อพิพาทของประชาชนอย่างเที่ยงธรรม

3 ไม่ให้ขูดรีดเอาเปรียบประชาชน

4 ให้เลี้ยงดูไพรที่ใช้งานและทหารอย่างพอควร ไม่ควรเกณฑ์แรงงานผู้เฒ่า

5 ควรเก็บภาษีเงินส่วนจากราษฎรตามอัตราเดิมไม่ควรเก็บส่วยเพิ่ม

6 ควรสนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลพ่อค้าประชาชน ไม่ให้คิดดอกเบี้ย

7 ควรชุบเลี้ยงข้าราชสํานักให้สุขสบายโดยไม่คิดเสียดาย

8 ควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและไม่ลืมตน

9 ควรเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้รู้ธรรมและปรึกษาผู้รู้อยู่เสมอ

10 ผู้ปกครองควรให้สิ่งตอบแทนบําเหน็จรางวัลแก่ผู้ทําความดีมากน้อยตามประโยชน์ที่เขานํามาให้

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า “ธรรม” ที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วงข้างต้น ซึ่งได้แก่ ทศพิธราชธรรม ส่วนจักรวรรดิวัตร 12 ประการ และธรรมที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสั่งสอนกษัตริย์ทั้งหลาย ถือเป็น “หลักการ ปกครอง” ในสมัยพญาลิไท

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 5 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ (ข้อละ 33 คะแนน)

ข้อ 1 จงอธิบายหลักประชาธิปไตยในพุทธศาสนามาอย่างละเอียด พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

การศึกษาถึงแนวคิดประชาธิปไตยตามแนวพุทธศาสนานั้น เป็นการศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนา ที่สอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตย โดยหลักประชาธิปไตยในพุทธศาสนาที่สําคัญที่อ้างถึงในที่นี้ ประกอบด้วย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหลักการปกครอง

หลักประชาธิปไตยในพุทธศาสนา

1 สิทธิ จะเห็นได้จากหลักคําสอนในเรื่องเบญจศีลหรือศีล 5 ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสําหรับ พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเป็นการสอนเรื่องความเคารพในสิทธิของผู้อื่น ประกอบด้วย

1) เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตทั้งปวง (ปาณาติปาตา เวระมะณี)

2) เว้นจากการลักทรัพย์ (อะทินนาทานา เวระมะณี)

3) เว้นจากการล่วงละเมิดในกามต่อสามีหรือภรรยาของผู้อื่น (กาเมสุมิจฉาจารา – เวระมะณี)

4) เว้นจากการกล่าววาจาอันเป็นเท็จ (มุสาวาทา เวระมะณี)

5) เว้นจากการดื่มสุรา และเสพสิ่งมึนเมา (สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี)

2 เสรีภาพ พระพุทธเจ้าไม่ทรงบังคับให้ใครเชื่อถือศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ทรงชี้ทางที่ ถูกต้องให้เท่านั้น ใครจะทําตามหรือไม่คนนั้นย่อมมีสิทธิเลือก พระองค์แนะนําให้ใช้วิจารณญาณการพิจารณา ไตร่ตรองของตนเองให้ดีเสียก่อนจึงจะเชื่อ ดังคําสอนในกาลามสูตร 10 ประการ คือ

1) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะได้ยินฟังตามกันมา

2) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

3) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะมีการเล่าลือ

4) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะอ้างว่ามีอยู่ในตํารา

5) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะเป็นไปตามหลักตรรกศาสตร์ (Logic)

6) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะเป็นการคาดคะเนด้วยการอนุมาน

7) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะเป็นการตรึกตรองตามอาการ

8) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะเข้าได้กับทฤษฎีของเรา

9) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ

10) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะสมณะผู้นั้นเป็นครูของเรา

3 ความเสมอภาค ในพุทธศาสนาจะเห็นได้ชัดเจน เช่น การคัดค้านเรื่องการแบ่งชั้น “วรรณะ” ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ซึ่งแบ่งมนุษย์ในสังคมออกเป็น 4 ชนชั้นตามกําเนิด โดยแยกจากกันอย่าง เด็ดขาด ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร ทั้งนี้การแต่งงานข้ามวรรณะจะไม่ได้รับการยอมรับ ลูกที่ออกมา จะเป็นพวกนอกวรรณะที่เรียกว่า “จัณฑาล” แต่พุทธศาสนามิได้แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะมาจากวรรณะใด แม้แต่วรรณะจัณฑาลก็สามารถปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และสามารถบวชในพุทธศาสนาได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในพุทธศาสนานั้น ผู้หญิงก็สามารถขอบวชเป็นภิกษุณีได้เช่นเดียวกับที่ชาย สามารถขอบวชเป็นภิกษุ เพียงแต่ผู้หญิงจะมีปัญหาเฉพาะเพศมากกว่าผู้ชาย และการที่ผู้หญิงมาบวชอยู่ในสถานที่เดียวกับชายก็อาจมีปัญหาทางเพศสัมพันธ์กันเกิดขึ้นได้ จึงทรงให้ภิกษุณีถือศีลมากกว่าภิกษุ และต้องปฏิบัติตาม กฎเหล็กหรือข้อกําหนดที่บังคับให้ภิกษุณีต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีก 8 ข้อ จึงจะเข้าบวชได้

4 หลักการปกครอง ได้แก่

1) ทศพิธราชธรรม ทศพิธราชธรรมนี้ไม่ใช่ธรรมเฉพาะพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น ผู้ปกครองสูงสุดของประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็นธรรมสําหรับผู้ปกครองโดยทั่วไป ตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาลมาจนถึง หัวหน้าครอบครัว ทั้งยังเป็นธรรมสําหรับผู้อยู่ใต้การปกครองด้วย เพราะการปกครองจะเป็นไปได้ด้วยดีนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องประพฤติธรรมเหล่านี้ตามฐานะของตน ทศพิธราชธรรมมี 10 ประการ ได้แก่

(1) ทาน คือ การให้

(2) ศีล คือ การสังวรกายใจให้สุจริต

(3) บริจาค คือ การเสียสละ

(4) อาชชวะ คือ ความซื่อตรง

(5) มัททวะ คือ ความอ่อนโยน

(6) ตบะ คือ การกําจัดความเกียจคร้านและความชั่ว

(7) อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ

(8) อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน

(9) ขันติ คือ ความอดทน

(10) อวิโรธนะ คือ ความไม่พิโรธ

2) ราชสังคหวัตถุ เป็นธรรมที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน มี 4 ประการ คือ

(1) สัสสเมธะ คือ ความฉลาดในการบํารุงพืชพรรณธัญญาหารให้บริบูรณ์

(2) ปุริสเมธะ คือ ความฉลาดในการบํารุงข้าราชการ ส่งเสริมคนดีมีความสามารถ . (3) สัมมาปาสะ คือ ความสามารถในการผูกใจคนให้มีความจงรักภักดี

(4) วาชไปยะ คือ การรู้จักใช้วาจาที่สุภาพอ่อนหวาน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในพุทธศาสนามีหลักธรรมคําสอนหลายประการที่สอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตยในปัจจุบัน เช่น หลักสิทธิ ซึ่งเห็นได้จากศีล 5 ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรับรอง สิทธิส่วนบุคคลที่ผู้อื่นจะละเมิดมิได้ เป็นต้น

 

ข้อ 2 ประเทศไทยมีลักษณะที่เป็นรัฐโลกวิสัยหรือไม่ อย่างไร (พร้อมเหตุผลประกอบอย่างน้อย 3 ประการ)

แนวคําตอบ

รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุน หรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่า จะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมาย ทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชน

ทั้งนี้จากคํานิยามของรัฐโลกวิสัยจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยไม่ถือเป็นรัฐโลกวิสัย ด้วยเหตุผล ดังนี้

1 ถึงแม้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ได้ระบุศาสนาประจําชาติ แต่ก็ได้เอาไปซ่อนผูกไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเนื้อหาระบุว่า “มาตรา 9 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก”

2 ถึงแม้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ได้ระบุไว้ว่าคนไทยจะต้องนับถือ . ศาสนาพุทธ และต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่ประเทศไทยนั้นก็ถือว่ามีศาสนาพุทธเป็น ศาสนาประจําชาติโดยพฤตินัย เช่น มีการออกกฎหมายห้ามขายสุราในวันสําคัญทางพุทธศาสนา

3 มีการกําหนดให้วันสําคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา เป็นวันหยุดราชการ เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าศาสนาพุทธยังคงมีอิทธิพลและผลกระทบต่อการปกครองและชีวิตประจําวัน ของประชาชนไทย

 

ข้อ 3 จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ให้เข้าใจ

3.1 ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน

3.2 รัฐโลกวิสัย

3.3 ธรรมยาตรา

3.4 ธรรมวิชัย

แนวคําตอบ

3.1 ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน (Representative Democracy) หรือประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) ซึ่งเป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน หมายถึง ระบอบการปกครองที่ประชาชนมิได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองด้วยตนเองโดยตรง แต่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งตัวแทนให้ทําหน้าที่ ตัดสินใจการปกครองแทนตน โดยประชาชนจะมีอํานาจในการควบคุมผู้นําของตนโดยผ่านการเลือกตั้ง (Election) และหากผู้ปกครองไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน ประชาชนก็มีสิทธิที่จะถอดถอนผู้ปกครองได้

หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย มีดังนี้

1 หลักอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) โดยใช้อํานาจกําหนด ตัวผู้ปกครองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงอํานาจในการถอดถอนตัวผู้ปกครอง

2 หลักเสรีภาพ (Liberty) หมายถึง การดําเนินชีวิตอย่างเสรีของประชาชนภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและส่วนรวม ซึ่งเสรีภาพที่สําคัญของบุคคล ได้แก่ เสรีภาพส่วนตน เสรีภาพทางการเมือง และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ

3 หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง ความเสมอภาคพื้นฐานที่ทําให้สมาชิกในสังคม มีความเท่าเทียมกันในอัตราหนึ่ง ซึ่งความเสมอภาคที่สําคัญ ได้แก่ ความเสมอภาคตามกฎหมาย ความเสมอภาค ทางโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม

4 หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) หมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักใน การบริหารประเทศ บุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

5 หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) หมายถึง การตัดสินปัญหาหรือการแสวงหาทางออก ใด ๆ ของกลุ่มจะต้องคํานึงถึงเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่การยึดหลักเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์จะต้องให้ความ เคารพเสียงข้างน้อยด้วย (Minority Right)

รูปแบบการปกครองประชาธิปไตย มีดังนี้

1 ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ได้แก่ การมีเฉพาะผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว หรืออาจมี 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ได้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชน ส่วนสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการแต่งตั้ง แต่ในบางประเทศก็มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้พรรคการเมือง ที่มีเสียงข้างมากสนับสนุนจะได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อทําหน้าที่บริหารบ้านเมือง แต่รัฐบาลจะต้องอยู่ใน ความควบคุมของสมาชิกรัฐสภา เช่น การปกครองของสหราชอาณาจักร เป็นต้น

2 ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) เป็นระบบที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้อํานาจ ในการบริหาร ส่วนอํานาจนิติบัญญัติยังคงอยู่ที่รัฐสภา และอํานาจตุลาการก็ยังคงเป็นอิสระ ทั้งนี้ประธานาธิบดีและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างก็ได้รับเลือกจากประชาชน ซึ่งอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ C ก็เป็นอิสระและแยกกัน เช่น การปกครองของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

3 ระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential System) เป็นระบบที่ ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็น ผู้ลงนามประกาศใช้กฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นผู้ใช้อํานาจบริหารแต่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ส่วน รัฐสภาก็ยังคงทําหน้าที่สําคัญคือออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนประธานาธิบดีจะเป็น ผู้กําหนดนโยบายต่างประเทศและการเมืองโดยทั่ว ๆ ไป และมีอํานาจยุบสภาได้ด้วยจึงมีอํานาจมาก เช่น การปกครอง ของฝรั่งเศส เป็นต้น

3.2 รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุน หรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่า จะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมาย ทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชน

3.3 ธรรมยาตรา-การท่องเที่ยวในทางธรรม เป็นธรรมของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ใช้ในการปกครอง คือ การเยี่ยมเยียนสมณพราหมณ์ มีการถวายทาน มีการเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุและพระราชทานเงินทองให้กับ ผู้สูงอายุ มีการเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท ทรงสั่งสอนธรรมและซักถามปัญหาธรรม มีการสอนเรื่องขันติธรรมและ พระวินัย รวมทั้งทรงแนะนําการประพฤติปฏิบัติระหว่างประชาชนด้วยกัน คือ ทรงสั่งสอนให้คนรู้จักสํารวมตน ทําใจให้บริสุทธิ์ มีความกตัญญูและศรัทธาอันมั่นคง

3.4 ธรรมวิชัย-ชัยชนะด้วยธรรม ธรรมวิชัย คือ การเอาชนะด้วยธรรม แทนที่การใช้แสนยานุภาพ แต่เดิมพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้ทรงนับถือพุทธศาสนา ทรงมีพระทัยดุร้ายมาก การขยายอาณาจักรของ พระองค์ทรงใช้แสนยานุภาพปราบปรามข้าศึกอย่างโหดเหี้ยม กองทัพของพระองค์ได้ชัยชนะแบบที่เรียกว่า เลือดท่วมท้องช้าง

หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมานับถือพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงเปลี่ยนแปลงพระองค์ เป็นธรรมราชา และขยายอํานาจโดยใช้ธรรมวิชัยในการเอาชนะข้าศึก เช่น การใช้ธรรมโดยมิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ ศาสตรา, การใช้กองทัพขู่ให้กลัวและยอมแพ้แล้วหันมาปฏิบัติธรรมตามแบบของพระองค์, การอบรมสั่งสอนให้ ประชาชนประพฤติธรรม, การประกาศธรรมอย่างกึกก้องแทนเสียงกลองศึก เป็นต้น

 

ข้อ 4 สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงมีหลักในการปกครองคณะสงฆ์อย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากการปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันอย่างไร จงอธิบาย

แนวคําตอบ

หลักในการปกครองคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล มีดังนี้

1 พิจารณาเป็นรายกรณี คือ พระองค์จะใช้วิธีประชุมสงฆ์ในการพูดคุยตัดสินเป็นรายกรณีโดยใช้วิธีการสามัคคีธรรม และไม่มีการแบ่งชนชั้นกันเองภายในคณะสงฆ์

2 พรรษาที่ 12 เริ่มบัญญัติพระปาราชิกสิขาบทที่ 1 ขึ้น ซึ่งถือเป็นการเกิดพระวินัยครั้งแรก

3 การตัดสินตามพระวินัย ตามหลักความเป็นจริงและมีความยืดหยุ่น

4 ใช้พื้นฐานการปกครองแบบสามัคคีธรรมที่มีคณะสังฆะหรือคณะสงฆ์ มาใช้ในการปกครอง ได้แก่

– ให้สงฆ์เป็นผู้แทนในการทางธรรมของพระองค์เท่านั้น

– ทรงเปิดกว้างทางทัศนะที่แตกต่าง และพร้อมแลกเปลี่ยน โดยไม่ชื่นชมหรือติเตียน (ทางสายกลาง)

– ใช้การอธิบายและปฏิบัติเป็นสิ่งที่พิสูจน์หลักธรรมของพระองค์

– แก้ไขปัญหาของคณะสงฆ์ด้วยหลักขันติธรรม แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้สังคมตัดสินเอง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล เป็นการปกครองภายในศาสนาเอง ทางรัฐไม่เข้ามาเกี่ยว และทางศาสนาก็ไม่เข้าไปเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง ไม่แสดงธรรมขัดกับการเมือง ไม่ปฏิบัติ ให้ผิดพระราชกําหนด กฎหมายบ้านเมือง ซึ่งแตกต่างจากการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ในบางประเด็น

ความแตกต่างจากการปกครองคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน มีดังนี้

1 ประเทศไทยปัจจุบันมีนิกายเถรวาท 2 นิกาย คือ มหานิกาย ซึ่งสืบเชื้อสายตรงมาจาก การสถาปนาคณะสงฆ์ลังกาวงศ์ในยุคสุโขทัย และธรรมยุตนิกาย ซึ่งได้สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2376 โดยเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

2 มีการแบ่งชนชั้นการปกครองในคณะสงฆ์ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข และมี มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรบริหาร

3 คณะสงฆ์เติบโตโดยปราศจากการถ่วงดุลและการตรวจสอบจากภาคประชาชนและภาครัฐ ประชาชนและพระสงฆ์ชั้นผู้น้อยไม่มีสิทธิ์ในการตรวจสอบการใช้อํานาจในคณะสงฆ์และในกิจการพุทธศาสนาทั้งปวง ส่งผลให้ผู้มีอํานาจในคณะสงฆ์มั่งคั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4 ในปัจจุบันพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น การขึ้นแสดงธรรมเวทีปราศรัย ทางการเมือง เป็นต้น

 

ข้อ 5 พระเจ้าอโศกมหาราชทรงประกาศ “ธรรม” เสมือนเป็น “นโยบาย” ที่พระองค์ทรงใช้ในการปกครอง จงอธิบาย “ธรรม” ของพระเจ้าอโศกมหาราช โดยแยกหลักธรรมที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติต่อผู้ใต้ปกครอง และหลักธรรมที่ประชาชนควรปฏิบัติต่อกันมาโดยสังเขป

แนวคําตอบ

หลักธรรมของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติต่อผู้ใต้ปกครอง

1 ขันติธรรม คือ ความมีใจกว้าง พร้อมที่จะยอมอดทนต่อความแตกต่างระหว่างคนที่นับถือ ศาสนาหรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกันให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

พระเจ้าอโศกทรงมีใจกว้างต่อศาสนาอื่น มิได้ทําลายล้างศาสนาฮินดูซึ่งเป็นความเชื่อ ของคนอินเดียทั่วไป รวมทั้งมิได้ทรงบังคับให้ประชาชนเปลี่ยนศาสนา ทรงยกย่องนักบวชไม่ว่าศาสนาใด

2 การปรองดอง คือ การรับฟังและยินดีรับฟังธรรมของกันและกัน จึงเรียกร้องให้อดกลั้น ต่อความแตกต่างทางความคิดไว้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสันติสุข

3 อหิงสา มีดังนี้

– การปฏิเสธการทําศึก การสงคราม โดยใช้กําลังรุนแรง

– การละเว้นไม่ฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญ

– บางครั้งเราไม่อาจหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่เราต้องรู้ว่าสงครามนํามาซึ่งความทุกข์ – การกรีฑาทัพต้องไปด้วยความเมตตา ต้องเอาชนะด้วย “ธรรมวิชัย”

– ในด้านสวัสดิการ มีการสร้างโรงพยาบาลสําหรับคนและสัตว์ มีโอสถศาลา เป็นต้น

4 หลักการปกครองโดยธรรม มีดังนี้

– การปกครองโดยธรรม

– การวางระเบียบ ข้อบังคับ หรือบัญญัติกฎหมายให้เป็นไปโดยธรรม

– การอํานวยความผาสุกแก่ประชาชนโดยธรรม

– การช่วยคุ้มครองโดยธรรม

5 การบริหารโดยธรรม มีดังนี้

– การแต่งตั้งข้าราชการและมอบอํานาจให้ดูแลประชาชน

– การบริหารงานควรมีความสม่ําเสมอเป็นแบบแผนเดียวกัน นักโทษควรได้รับโอกาสในการทําทานรักษาศีล หลักธรรมของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ประชาชนควรปฏิบัติต่อกัน

1 ขันติธรรมของประชาชน มีดังนี้

– ธรรมทาน คือ การให้ทาน

– ธรรมสังควิภาค คือ แจกจ่ายธรรม

– ธรรมสัมพันธ์ คือ สัมพันธ์กันโดยธรรม

– ธรรมทาน คือ การอาศัยธรรม

2 หลักการปฏิบัติธรรมอันเป็นคุณสมบัติพึงมี มีดังนี้

– คุณสมบัติที่พึงมีเพื่อให้งานสําเร็จ 5 ประการ

– ความหมายของธรรม 6 ประการ

– กรรมชั่ว 5 ประการ

– การถือศีล

– เกณฑ์และการประพฤติปฏิบัติธรรม

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายถึงทฤษฎีการกําเนิดของรัฐมาให้เข้าใจอย่างน้อย 3 ทฤษฎี

แนวคําตอบ

ทฤษฎีการกําเนิดของรัฐ

รัฐมีกําเนิดมาหลายพันปี อาจจะถึง 10,000 ปีมาแล้ว และหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ก็ยืนยันไม่ได้ว่า รัฐกําเนิดขึ้นมาอย่างไร นักรัฐศาสตร์จึงตั้งทฤษฎีหรือสมมุติฐานของตนขึ้นมาอธิบายว่ารัฐกําเนิด ขึ้นมาอย่างไร ซึ่งมีหลายทฤษฎีด้วยกัน โดยในที่นี้จะกล่าวถึง 3 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเทวสิทธิ์ ทฤษฎีสัญญาประชาคม และทฤษฎีกําลังอํานาจ

1 ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (The Divine Theory) ทฤษฎีนี้อาจเป็นทฤษฎีการกําเนิดรัฐที่เก่าแก่ ที่สุด โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่าพระเจ้า (God) เป็นผู้ให้กําเนิดและสร้างรัฐขึ้นมา

ในอาณาจักรโบราณและชนเผ่าที่เก่าแก่จะมีความเชื่อว่า ผู้ปกครอง (Rulers) เป็นผู้สืบ เชื้อสายมาจากพระเจ้า พวกคริสเตียนยุคก่อนเชื่อว่า พระเจ้าสร้างรัฐขึ้นมาปกครองมนุษย์เพื่อลงโทษบาปที่มนุษย์ ได้กระทําไว้

ในสมัยกลางทฤษฎีเทวสิทธิ์ยังเป็นที่ยอมรับกัน แม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างสันตะปาปา (Pope) และจักรพรรดิโรมัน (Emperor) ในข้อที่ว่า ผู้ปกครองได้รับมอบอํานาจโดยตรงจากพระเจ้าหรือต้องผ่าน สันตะปาปา ต่อมาพวกที่สนับสนุนระบบกษัตริย์โดยเฉพาะพวกโปรเตสแตนต์ได้อ้างว่า กษัตริย์ได้รับอํานาจโดยตรง จากพระเจ้า จึงทําให้ทฤษฎีอํานาจเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ (The Divine Right of Kings) เป็นที่ยอมรับ

ทฤษฎีอํานาจเทวสิทธิ์ทําให้กษัตริย์มีอํานาจมากจนสามารถรวบรวมนครรัฐต่าง ๆ เข้า ด้วยกันเป็นรัฐชาติได้ แต่ก็มีผลเสียที่ทําให้กษัตริย์ใช้อํานาจกดขี่ประชาชนอย่างรุนแรงโหดร้าย

2 ทฤษฎีสัญญาประชาคม (The Social Contract Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่าประชาชนเป็น เจ้าของอํานาจอธิปไตย (Popular Sovereignty) โดยมีแนวความคิดว่า มนุษย์เป็นผู้ก่อตั้งรัฐ โดยวิธีการที่ปัจเจกชน (Individual) ยกอํานาจอธิปไตยที่ตนมีให้แก่ผู้ปกครองหรือรัฐบาลให้มาใช้อํานาจปกครองเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่ถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาลไม่ดี กดขี่ประชาชน ประชาชนทุกข์ยาก ประชาชนก็ยกเลิก สัญญาประชาคมได้ โดยลุกฮือขึ้นล้มล้างผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่เลวร้ายนั้นได้

ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 – 18 เป็นอย่างมากจนทําให้ทฤษฎี เทวสิทธิ์หมดความน่าเชื่อถือลง จึงเกิดปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ในยุโรปอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส จนมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและรัฐสภาขึ้นมาแทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นักทฤษฎีสัญญาประชาคมที่มีชื่อเสียงมี 2 ท่าน คือ

1) โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) เชื่อว่า แต่แรกนั้นมนุษย์ไม่ได้รวมกันอยู่ในสังคม แต่แยกกันอยู่ตามสภาพธรรมชาติ อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ซึ่งไม่เหมาะสมกับความเจริญ เพราะมีลักษณะโดดเดี่ยว ยากจน โหดร้าย ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีความยุติธรรมต้องต่อสู้เพื่อรักษาให้ชีวิตอยู่รอดโดยลําพัง มนุษย์จึง ตกลงทําสัญญาต่อกันให้มารวมอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ที่มีอํานาจเข้มแข็งกว่า ซึ่งฮอบส์เห็นว่า การปกครองโดยกษัตริย์ที่มีอํานาจมากจะดีที่สุด และประชาชนไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกสัญญา ไม่สามารถเรียกร้องอํานาจคืนจาก องค์อธิปัตย์ได้

2) จอห์น ล็อก John Locke) เห็นว่า สภาพธรรมชาติของมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์เพราะ มนุษย์มีหน้าที่ตัดสินความผิดที่ตนทําด้วยตนเองจึงหาความยุติธรรมไม่ได้ ล็อกเสนอว่าควรมีการจัดตั้งสถาบันขึ้น 3 ประเภท คือ สภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และศาลยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่สมบูรณ์

การที่จะให้ได้สถาบันทั้ง 3 ขึ้นมา มนุษย์ต้องสละสิทธิพิพากษาลงโทษของตน โดยยอม ยกสิทธินี้ให้องค์กรหนึ่งเป็นผู้นําแทนทุกคน แต่ต้องทําตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกําหนด ขั้นตอนนี้ล็อกถือว่าเป็นสัญญา เมื่อเกิดมีสัญญาสังคมแล้ว สังคมและรัฐบาลก็เกิดขึ้นทันที

ล็อกมีความเห็นที่ต่างจากฮอบส์ในข้อที่ว่า สิทธิที่มอบให้รัฐบาลไปแล้ว สามารถเรียกคืน ได้ถ้ารัฐบาลหรือองค์อธิปัตย์เป็นทรราช ล็อกสนับสนุนให้เอกชนมีสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลที่สําคัญ และได้เน้นว่าสังคมเกิดขึ้นมาได้เพราะการยินยอมโดยสมัครใจของสมาชิกของสังคม ซึ่งมีการปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority) โดยความคิดเห็นของล็อกเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในปัจจุบัน

3 ทฤษฎีกําลังอํานาจ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐมีจุดเริ่มต้นจากการยึดครองและการบังคับโดย ผู้ที่แข็งแรงกว่าต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า นักทฤษฎีนี้บางท่านเห็นว่า รากฐานของรัฐคือความอยุติธรรมและความชั่วร้าย ดังนั้นผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงสามารถข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าได้ และได้สร้างกฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนชอบด้วยกฎหมายใน การจํากัดสิทธิของบุคคลอื่น

นักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเห็นว่าการใช้กําลังอํานาจของรัฐเป็นสิ่งจําเป็น และกําลังสร้าง ความชอบธรรม (Might made Right) อํานาจคือความยุติธรรม และรัฐคืออํานาจสูงสุด มีฐานะสูงกว่าศีลธรรมจรรยา ทฤษฎีนี้มีส่วนทําให้เกิดระบอบการปกครองแบบเผด็จการในยุโรปหลายลัทธิ เช่น ลัทธินาซีเยอรมัน และลัทธิ ฟาสซิสต์อิตาลี เป็นต้น

 

ข้อ 2 ธรรมราชาคืออะไร ต้องมีคุณธรรมใดบ้าง และใครที่นับกันว่าเป็น “ธรรมราชาในประวัติศาสตร์”  จงอธิบายถึงจริยวัตรต่าง ๆ ของธรรมราชาองค์นี้มาให้เข้าใจ

แนวคําตอบ

ธรรมราชาคืออะไร

ธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงชนะโดยธรรม ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม หรือนักปกครอง ผู้ใช้ธรรมะในการเอาชนะศัตรู ไม่ใช้อาวุธหรือศาสตรา มีธรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเป็นเครื่องชี้นําใน การปกครองและดําเนินชีวิต

คุณธรรมของธรรมราชา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องธรรมหรือข้อที่ควรปฏิบัติเป็นประจําของธรรมราชา ไว้หลายประการดังนี้ คือ

1 จักกวัตติสูตร – ข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนภิกษุสาวกด้วยจักกวัตติสูตร หรือสูตรว่าด้วยสิ่งที่พระเจ้า จักรพรรดิปฏิบัติเป็นประจํา โดยตรัสสอนตามลําดับคือเรื่องรัตนเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดิ อันประกอบด้วย

1 จักรแก้ว

2 ช้างแก้ว

3 ม้าแก้ว

4 แก้วมณี

5 นางแก้ว

6 ขุนคลังแก้ว

7 ขุนพลแก้ว

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น จะต้องมีบารมีสูงส่ง มีสิ่งประเสริฐคู่บารมีอย่างพร้อมเพรียง โดยสิ่งเหล่านี้จําเป็นสําหรับการรักษาพระราชอํานาจและบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิด้วย เช่น นางแก้วคือภรรยาที่ดี ขุนพลแก้วคือแม่ทัพที่ดี และขุนคลังแก้วคือเสนาบดีที่ดูแลพระราชทรัพย์ ซึ่งล้วนมีความสําคัญต่อผู้เป็นประมุขทั้งสิ้น

ในจักกวัตติสูตรสอนข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ดังนี้

1) จงอาศัยธรรม สักการะเคารพนับถือธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์และสัตว์ ไม่ยอมให้ผู้ทําการอันเป็นอธรรมเป็นไปได้ในแว่นแคว้น

2) ผู้ใดไม่มีทรัพย์ก็มอบทรัพย์ให้

3) เข้าไปหาสมณะพราหมณ์เพื่อปรึกษาและนําธรรมมาปฏิบัติ

2 ราชสังคหวัตถุ 4

ราชสังคหวัตถุ 4 เป็นสังคหวัตถุของพระราชา หรือหลักการสงเคราะห์ประชาชนของ นักปกครอง ได้แก่

1) สัสสเมธะ (ฉลาดบํารุงธัญญาหาร) คือ ส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนในสมัยพุทธกาล

2) ปุริสเมธะ (ฉลาดบํารุงข้าราชการ) คือ ส่งเสริมข้าราชการที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต และขยันขันแข็ง

3) สัมมาปาสะ (ประสานรวมใจประชาชน) คือ ช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้

4) วาชไปยะ (วาทะดูดดื่มใจ) คือ รู้จักชี้แจงแนะนํา ไต่ถามทุกข์สุข และเป็นกันเองกับประชาชนทุกระดับการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนด้วยหลักธรรม 4 ข้อดังกล่าวนี้ จะช่วยทําให้ประชาชน อยู่เย็นเป็นสุข เจริญก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

3 กฎทันตสูตร – สูตรว่าด้วยพราหมณ์ฟันเขยิน สิ่งที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามกฎทันตสูตร มีดังนี้

1) เพิ่มข้าวปลูกและข้าวกินให้แก่เกษตรกรที่มีความขยันขันแข็ง

2) เพิ่มทุนให้แก่พ่อค้าที่ขยันขันแข็ง

3) เพิ่มเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนให้แก่ข้าราชการที่ขยันขันแข็งในกฎทันตสูตร อธิบายว่า การที่ผู้ปกครองเพิ่มทรัพย์สิ่งของให้แก่ผู้ทําดีเป็นวิธีการที่จะทําให้อาชญากรรมหมดไป นั่นคือ ทําให้เศรษฐกิจดีและช่วยเหลือประชาชนในการประกอบอาชีพให้มีรายได้ เพียงพอ เช่น ช่วยให้ชาวนามีสิ่งจําเป็นในการทํานา ช่วยให้พ่อค้ามีทุนในการค้าขาย ช่วยให้ลูกจ้างมีเงินพอเพียง สําหรับการเลี้ยงชีพ ช่วยให้คนเดือดร้อนได้รับการยกเว้นภาษี และให้รางวัลหรือเพิ่มเงินเดือนแก่เหล่าขุนนาง ข้าราชการที่ขยันขันแข็ง เป็นต้น

4 ทศพิธราชธรรม – คุณธรรมของพระราชา 10 ประการ

ทศพิธราชธรรมหรือคุณธรรมของพระราชา 10 ประการ ประกอบด้วย ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความไม่พิโรธ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องทศพิธราชธรรมก็เพื่อสอนให้กษัตริย์ที่มีอํานาจมาก ทรงปกครองโดยธรรม โดยมีหลักธรรมประจําใจควบคุมพระองค์เอง ประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็นสุข

5 อปริหานิยธรรม – ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม

อปริหานิยธรรม 7 ประการ คือ ธรรมที่ไม่ทําให้เกิดความเสื่อม มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนอปริหานิยธรรมแก่เจ้าลิจฉวีให้ชาววัชชีที่เป็นชนชั้นสูงที่มีอํานาจปกครองรัฐแบบ สามัคคีธรรม ได้แก่

1) ประชุมกันเนืองนิตย์

2) พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และกระทํากิจที่ควรทํา

3) ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ และไม่ตัดรอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว

4) เคารพนับถือชาววัชชีที่เป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่า

5) ไม่ข่มเหงล่วงเกินสตรีที่มีสามีแล้วและสตรีสาว

6) สักการะเคารพเจดีย์ของชาววัชชี

7) จัดแจงให้การอารักขาคุ้มครองอันเป็นธรรมให้พระอรหันต์ และปรารถนาให้อรหันต์ที่ยังไม่มา ได้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

6 ธัมมิกสูตร – พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ธัมมิกสูตรหรือพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม โดยพระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระราชาเป็น ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เพราะในฐานะผู้นําที่ต้องนําพาประชาชนไปสู่ความมั่นคงปลอดภัย ความเจริญก้าวหน้า และอยู่เย็นเป็นสุขนั้น ถ้าผู้นํานําดีและทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดีประชาชนก็จะทําตัวดีตามอย่างผู้นํา อีกทั้งประชาชนก็จะมี ความสุขความเจริญ ชาติบ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองและสงบสันติ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสในธัมมิกสูตรตอนหนึ่งว่า “เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นําฝูงไปคด โคเหล่านั้นย่อมไปคดทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นําไปคด ในมนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมุติให้เป็นผู้นํา ถ้าผู้นั้น ประพฤติอธรรม ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติอธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้นทั้งหมดจะได้ประสบความทุกข์…”

พระเจ้าอโศกมหาราช – ธรรมราชาในประวัติศาสตร์

พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างพระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นธรรมราชาไว้ในจักกวัตติสูตร ซึ่งเป็น ธรรมราชาในอุดมคติ หาตัวตนจริงไม่พบ แต่ธรรมราชาที่มีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” หรือพระศรีธรรมโศกราช ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง ของกรุงสุโขทัย

ประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นที่รู้กันแพร่หลายนับพันปีมาแล้ว เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะหลักศิลาจารึกที่กล่าวถึงพระจริยวัตรในการปกครองโดยธรรมของพระองค์ โดยมีประเด็นต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระเจ้าอโศกมหาราชดังนี้คือ

1 ธรรมวิชัย – ชัยชนะด้วยธรรม ธรรมวิชัย คือ การเอาชนะด้วยธรรม แทนที่การใช้ แสนยานุภาพ แต่เดิมพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้ทรงนับถือพุทธศาสนา ทรงมีพระทัยดุร้ายมาก การขยายอาณาจักร ของพระองค์ทรงใช้แสนยานุภาพปราบปรามข้าศึกอย่างโหมเหี้ยม กองทัพของพระองค์ได้ชัยชนะแบบที่เรียกว่า เลือดท่วมท้องช้าง

หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมานับถือพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์เป็นธรรมราชา และขยายอํานาจโดยใช้ธรรมวิชัยในการเอาชนะข้าศึก เช่น การใช้ธรรมโดยมิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาสตรา, การใช้กองทัพขู่ให้กลัวและยอมแพ้แล้วหันมาปฏิบัติธรรมตามแบบของพระองค์, การอบรมสั่งสอน ให้ประชาชนประพฤติธรรม, การประกาศธรรมอย่างกึกก้องแทนเสียงกลองศึก เป็นต้น

2 พุทธศาสนาภายในพระบรมราชูปถัมภ์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา อย่างเต็มที่ โดยที่สําคัญมี 2 ประเภท คือ

1) การอุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ซึ่งกระทําที่วัดอโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมีสาเหตุมาจากการที่มีพวกเดียรถีย์ หรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวชแล้ว แสดงลัทธิศาสนาและความเห็นของตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา ทําให้คําสอนและการประพฤติปฏิบัติของสงฆ์ บิดเบือนไป

2) การส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนาไปในดินแดนต่าง ๆ เช่น คณะของ พระมหินทเถระ ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นําพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ในลังกาทวีปเป็นครั้งแรก และคณะหนึ่งที่นําโดยพระโสณะเถระ และพระอุตตระเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิโดยมี ศูนย์กลางที่นครปฐมในปัจจุบัน และได้สร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นเป็นเครื่องหมายแห่งการเผยแผ่ธรรมในดินแดน สุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก

3 การยกย่องบูชาและอุปถัมภ์บํารุงศาสนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดังนี้คือ

1) ทรงมีใจกว้างต่อศาสนาอื่น ไม่ทําลายล้างศาสนาฮินดูซึ่งเป็นความเชื่อของคนอินเดีย ทั่วไป และมิได้ทรงบังคับให้ประชาชนเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ

2) ทรงไม่สนับสนุนให้ยกย่องนักบวชของตนเองแล้วกล่าวร้ายนักบวชที่คนอื่นนับถือพระเจ้าอโศกมหาราชทรงให้ความสําคัญต่อนักบวชเป็นพิเศษ เพราะทรงเห็นว่านักบวช เป็นผู้ปฏิบัติธรรมและสั่งสอนธรรม โดยได้ทรงพระราชทานที่เพื่อปฏิบัติธรรมแก่พวกนักบวชหลายแห่ง นอกจากนี้ ยังทรงดูแลพุทธศาสนาเป็นพิเศษ เช่น ห้ามการแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์ ทรงตั้งพระทัยจะรักษานักบวชที่ดี และ ขจัดนักบวชที่ไม่ดี

4 การสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ในและนอกอาณาจักร พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงตั้งพระทัยให้ประชาชนเจริญทางธรรมและเข้าถึงธรรม จึงทรงดําเนินการให้สั่งสอนธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ ใกล้และที่อยู่ห่างไกล โดยทรงแสวงหาวิธีการส่งเสริมให้ประชาชนประพฤติธรรมหลายวิธี ได้แก่

1) การประกาศธรรมออกไปในทิศต่าง ๆ

2) การอบรมสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน

3) การให้มหาดเล็กและข้าหลวงซึ่งปกครองคนจํานวนมากหลายแสนคนนั้นพูดชักชวน ให้ประชาชนเข้าถึงธรรม

4) การกําหนดให้ประชาชนฟังธรรม เป็นต้น

5 การเมตตาธรรมต่อมนุษย์และสัตว์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีเมตตาธรรมต่อมนุษย์ และสัตว์อย่างเปี่ยมล้น ดังจะเห็นได้จากการห้ามไม่ให้ปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความชั่วร้ายทั้งหลาย คือ ด้วยความ เกลียดแกล้ง ด้วยความเหลื่อมล้ํา ด้วยความรุนแรง ด้วยความด่วนได้ ด้วยความละเลย ด้วยความเกียจคร้าน และ ด้วยความท้อถอย โดยทรงปล่อยนักโทษ 25 ครั้งใน 26 ปี ทรงยกเลิกการล่าสัตว์ส่วนพระองค์ ห้ามฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ ห้ามประชาชนล่าสัตว์ ห้ามฆ่าสัตว์บางชนิด บางเวลา และการสร้างโรงพยาบาลสัตว์จํานวนมากทั่วประเทศอินเดีย

6 การตั้งธรรมอํามาตย์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งข้าราชการตําแหน่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “ธรรมมหาอํามาตย์” มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือพระองค์ในการบําเพ็ญธรรม ดูแลพระราชวงศ์ให้บําเพ็ญธรรม สั่งสอน ประชาชน และทํางานด้านสังคมสงเคราะห์

7 การปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระทัยรักและเสียสละ ให้ประชาชนเสมือนหนึ่งเป็นลูกของพระองค์ จึงทรงปกครองโดยธรรมได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้แล้วยังทรงดูแล ข้าราชการให้รักประชาชนเหมือนลูกเช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงห่วงใยและเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากการที่ พระองค์เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีความทุกข์เข้าร้องทุกข์ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะทรงบรรทมหรือทรงเสวยอยู่ก็ตาม

กล่าวโดยสรุปคือ ธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงชนะโดยธรรม ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม โดยคุณธรรมหรือข้อควรปฏิบัติเป็นประจําของธรรมราชามีหลายประการ คือ จักกวัตติสูตร-ข้อปฏิบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ, ราชสังคหวัตถุ 4, กูฏทันตสูตร สูตรว่าด้วยพราหมณ์ฟันเขยิน, ทศพิธราชธรรม-คุณธรรมของ พระราชา 10 ประการ, อปริหานิยธรรม-ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม และธัมมิกสูตร-พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม

พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างพระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นธรรมราชาไว้ในจักกวัตติสูตร ซึ่งเป็น ธรรมราชาในอุดมคติ หาตัวตนจริงไม่พบ แต่ธรรมราชาที่มีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” หรือพระศรีธรรมโศกราช ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง ของกรุงสุโขทัย โดยจริยวัตรต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระเจ้าอโศกมหาราชมีดังนี้ คือ ธรรมวิชัยชัยชนะด้วยธรรม, พุทธศาสนาภายในพระบรมราชูปถัมภ์, การยกย่องบูชาและอุปถัมภ์บํารุงศาสนา, การสั่งสอน ธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ในและนอกอาณาจักร, การเมตตาธรรมต่อมนุษย์และสัตว์, การตั้งธรรมอํามาตย์ และ การปกครองแบบพ่อปกครองลูก

 

ข้อ 3 จงอธิบายถึงหลักการสําคัญ ๆ ของประชาธิปไตยสมัยใหม่มาให้เข้าใจอย่างชัดเจน

แนวคําตอบ

หลักการสําคัญของประชาธิปไตยสมัยใหม่ มีดังนี้

1 หลักอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (Popular Sovereignty) อํานาจสูงสุดใน การปกครองประเทศหรืออํานาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชนทุกคนร่วมกัน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจร่วมกัน ใช้อํานาจนี้จะทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเอง รวมทั้งอํานาจในการถอดถอนในกรณีที่มี การใช้อํานาจโดยมิชอบ

2 หลักสิทธิและเสรีภาพ

สิทธิ (Right) หมายถึง อํานาจหรือความสามารถที่จะทําอะไรได้ตราบใดที่ไม่ไปละเมิด สิทธิของผู้อื่น สิทธิบางอย่างเกิดมาตามธรรมชาติ เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกายของตนเอง ตนจึงมีสิทธิที่จะเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครองชีวิตของตน สิทธิบางอย่างได้มาตามกฎหมาย เพราะกฎหมายกําหนดไว้ให้มีสิทธินั้น โดยในทาง การเมืองประชาชนก็มีสิทธิที่สําคัญหลายอย่าง เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (Election) สิทธิในการออกเสียง ประชามติ (Referendum) สิทธิเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) และสิทธิในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจาก ตําแหน่ง (Recall) เป็นต้น

เสรีภาพ (Liberty) หมายถึง ความเป็นอิสระในการกระทําการต่าง ๆ ตราบใดที่ไม่ได้ ทําให้ผู้อื่นเสียหายหรือผิดกฎหมาย โดยในทางการเมืองนั้นเสรีภาพที่สําคัญที่จะบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ เสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการพิมพ์ เสรีภาพในการศึกษา และเสรีภาพในการจัดตั้ง สมาคมและพรรคการเมือง เป็นต้น

3 หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง ความเท่าเทียมที่จะทําอะไรได้เหมือนกัน และได้รับการปฏิบัติเหมือนกันภายใต้กฎหมาย โดยในทางการเมืองที่มีความเสมอภาคที่สําคัญหลายอย่าง เช่น ความเสมอภาคในการเป็นมนุษย์เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ คนรวยหรือคนจน ก็มีค่าแห่งความเป็นคนเหมือนกัน ย่อมมีศักดิ์ศรีเกียรติยศที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน

ความเสมอภาคทางการเมืองมีความสําคัญ คือ บุคคลจะได้รับความคุ้มครองหรือปฏิบัติ จากกฎหมายเสมอเหมือนกัน ความเสมอภาคทางการเมืองเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมือง คือ คนที่มีภาวะหรือสภาพ เหมือนกัน ย่อมมีสิทธิทางการเมืองเสมอภาคกัน เช่น อายุ 18 ปีบริบูรณ์มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนกันหมด เป็นต้น

4 หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) หมายถึง ผู้ปกครองจะใช้อํานาจใด ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อํานาจไว้ อีกทั้งการใช้อํานาจนั้นจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเท่านั้น การจํากัดสิทธิเสรีภาพใด ๆ ของประชาชนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ของกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นหลักการนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งจะให้ความคุ้มครองแก่สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นสําคัญ

5 หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) หมายถึง ในการตัดสินใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกําหนด ตัวผู้ปกครอง หรือการตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ จะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ และเพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินนั้นสะท้อนถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงก็ต้องให้ความเคารพและ คุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย (Minority Right) ทั้งนี้เพื่อประกันว่าฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้มติในลักษณะพวกมากลากไป

 

ข้อ 4 จงอธิบายถึง “หลักประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา” มาให้ชัดเจน

แนวคําตอบ

หลักประชาธิปไตยในพุทธศาสนา

“พระพุทธเจ้าตรัสสอนพุทธธรรมเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ดังนั้นการที่จะนําเอาหลักธรรมคําสอน ของพระองค์มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบการปกครองหนึ่งในปัจจุบันนั้น จะต้อง คํานึงถึงความแตกต่างของกาละเทศะ และบุคคลด้วย

1 หลักสาราณียธรรม 6 ประการ พระธรรมปิฎกได้อธิบายหลักการอยู่ร่วมกันแบบ ประชาธิปไตยโดยใช้หลักสาราณียธรรม 6 ประการ ดังนี้

1) เมตตากายกรรม คือ การจะทําอะไรก็ทําต่อกันด้วยความเมตตา ด้วยความรักด้วยไมตรี ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน มีการช่วยเหลือ มีการร่วมมือ มีความพร้อม

ที่จะประสานงานกัน

2) เมตตาวจีกรรม คือ จะพูดอะไรก็พูดด้วยเมตตา พูดด้วยความหวังดีต่อกันและมุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม

3) เมตตามโนกรรม คือ คิดอะไรก็คิดต่อกันด้วยเมตตา มีความหวังดีและปรารถนาดีต่อกัน

4) สาธารณโภคี คือ การแบ่งปันทรัพย์สินผลประโยชน์กันอย่างทั่วถึง หรือการมีกินมีใช้ร่วมกัน

5) สีลสามัญญตา แปลว่า การมีศีลเสมอกัน คือ มีความประพฤติดี รักษาระเบียบวินัยมีความสุจริตทางกาย วาจาที่จะกลมกลืนเข้ากันได้

6) ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความเห็น มีความเชื่อมันยึดถือในหลักการ อุดมการณ์ และอุดมคติที่ร่วมกันหรือสอดคล้องไปกันได้

2 อํานาจอธิปไตย พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอธิปไตย 3 ไว้ในสังคีติสูตร ดังนี้

1) อัตตาธิปไตย (ถือตนเป็นใหญ่) คือ ถือเอาตนเอง ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ ตลอดจน ผลประโยชน์ตนเป็นใหญ่ กระทําการด้วยปรารภตน และสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นประมาณ

2) โลกาธิปไตย (ถือโลกเป็นใหญ่) คือ การถือเอาความนิยมของชาวโลกเป็นใหญ่ หวั่นไหวไปตามเสียงนินทาและสรรเสริญ ไม่มีหลักการที่แน่นอน กระทําการด้วยวิธีการเอาใจประชาชนเพื่อมุ่งหา ความนิยมหรือลดเสียงว่ากล่าวประณาม

3) ธรรมาธิปไตย (ถือธรรมเป็นใหญ่) คือ การยึดหลักความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทําการด้วยปรารถนาสิ่งที่ได้ศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่รับฟังอย่างกว้างขวาง แจ้งชัด และได้พิจารณาอย่างดีที่สุด เต็มขีดแห่งสติปัญญา ซึ่งจะมองเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเป็นประมาณ ซึ่งผู้ปกครองที่ดีควรใช้หลักธรรมข้อนี้ในการปกครองประเทศ

3 รัฐ ในอัคคัญญสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึง กําเนิดมนุษย์ สังคม และสถาบันการเมือง โดย แสดงลําดับวิวัฒนาการมาเป็นชั้น ๆ กล่าวคือ ในสมัยที่โลกพินาศ สัตว์โลกที่มีบุญก็ได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม มีรัศมี ไม่มีเพศ มีปิติเป็นอาหาร เมื่อโลกเกิดขึ้นใหม่ เริ่มจากโลกเป็นน้ำหมด มืดมนไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ไม่มีกลางวันกลางคืน ต่อมาเกิดพื้นดินลอยขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ มีกลิ่นมีสี รสดี อาภัสสรพรหมตนหนึ่งก็ลองชิม ก็ติดใจ สัตว์โลกอื่น ๆ ก็ชิมตามทําให้ติดใจ เกิดตัณหา หมดรัศมีต้องเป็นมนุษย์ อยู่บนพื้นโลก เกิดผิวพรรณหยาบ ละเอียดต่างกัน ก็มีการดูถูกเหยียดหยามกันด้วยเหตุแห่งผิวพรรณ เกิดเพศชายหญิง เกิดการเสพเมถุนขึ้น สัตว์โลก (มนุษย์) อื่นเห็นก็ขว้างปาทําให้ต้องสร้างบ้านเรือนที่กําบังขึ้น ทําให้เกิดครอบครัวขึ้น ครอบครัวจึงเป็นเครื่องหมาย แห่งกิเลสตัณหา และความตกต่ำทางจิต

ทางด้านอาหารที่เริ่มจากการแสวงหาอาหารจากธรรมชาติมาเป็นเพาะปลูกเองนั้น เกิดจาก มีผู้สะสมอาหารไว้เกินกว่าความจําเป็นจึงเอาอย่างกัน ทําให้มีการแบ่งปันเขตแดน เกิดทรัพย์สินส่วนตัวขึ้น บางคน เกิดความโลภมากก็ลักทรัพย์ผู้อื่น จึงมีการจับกุมลงโทษทัณฑ์กันขึ้น แต่ยังลงโทษไม่เป็นธรรม จึงได้ตกลงกันเลือกหรือ สมมติคนผู้หนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้า ทําหน้าที่ว่ากล่าวติเตียนลงโทษคนที่ทําผิด โดยได้รับส่วนแบ่งผลผลิตจากผู้อยู่ ในความดูแล จึงเกิดคําเรียกผู้ปกครองว่า มหาชนสมมุติ คือเป็นคนที่คนทั่วไปสมมุติขึ้นเป็นหัวหน้า โดยเรียกว่า “กษัตรีย์” เพราะเป็นหัวหน้าดูแลเขตหรือที่ทํากิน และเรียกว่า “ราชา” เพราะทําให้เกิดความสุขใจโดยการให้ ความเป็นธรรม ส่วนคนทั่วไปก็ต้องแบ่งงานกันทําเป็นหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคม เพราะต้องเลี้ยงดูครอบครัวจึงเกิดรัฐ ขึ้นเต็มรูปแบบ

การเกิดขึ้นของรัฐตามแนวคิดของพุทธศาสนาไม่ได้เป็นแบบเทวสิทธิ์ (Divine Right) ที่ถือว่าอํานาจปกครองเป็นของผู้ปกครองโดยพระเจ้ามอบให้ แต่เป็นแบบสัญญาประชาคม (Social Contract) ประชาชนตกลงมอบอํานาจให้ แต่ผู้ปกครองต้องเป็นธรรมราชาปกครองโดยธรรม ไม่เป็นทรราช กดขีประชาชน ถ้าตัวผู้ปกครองไม่ดี ประชาชนเรียกคืนอํานาจปกครองนั้นได้

การเกิดขึ้นของรัฐตามแนวคิดของพุทธศาสนาจะคล้ายกับแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคม ของจอห์น ล็อก ซึ่งเป็นทฤษฎีพื้นฐานของประชาธิปไตยมาก เพราะล็อกเห็นว่าอํานาจเป็นของประชาชนที่ตกลง สร้างพันธะสัญญากันยกอํานาจปกครองให้ผู้ปกครอง และผู้ปกครองต้องทําดีถ้าทําไม่ดีประชาชนเรียกอํานาจคืนได้ โดยความคิดของล็อกนี้จะแตกต่างจากโทมัส ฮอบส์ ซึ่งมีความคิดแบบสัญญาประชาคมเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ อํานาจที่ยกให้ผู้ปกครองแล้ว ถือเป็นสิทธิขาดของผู้ปกครองและจะเรียกคืนไม่ได้

4 การเมืองกับเศรษฐกิจ ในจักกวัตติสูตรได้กล่าวถึงหน้าที่ของนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ไว้ 5 ประการ โดยเน้นหน้าที่ ข้อ 3 คือ ธนานุประทาน ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ประชาชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้มีคนขัดสนยากไร้ ในแผ่นดิน การละเว้นธรรมข้อนี้จะนําไปสู่ความยุ่งยาก ดังนั้นผู้ปกครองต้องทําหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนไม่ให้ อดอยากด้วย หน้าที่ทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองจึงมีความสําคัญ ผู้ปกครองต้องทําหน้าที่นี้ให้ดีด้วย มิฉะนั้นศีลธรรม ซึ่งเป็นหลักในการดําเนินชีวิตของประชาชนก็จะเสื่อมเสียไปด้วย

นอกจากนี้ในกฎทันตสูตร พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเป็นสิ่งสําคัญที่ ทําให้รัฐมั่นคง โดยได้แสดงถึงสาเหตุของอาชญากรรมและวิธีการที่ทําให้อาชญากรรมหมดไปคือ ต้องทําให้เศรษฐกิจดี ชาวนาต้องได้สิ่งที่จําเป็นในการทํานา พ่อค้าต้องได้ทุน ลูกจ้างต้องได้เงินมากพอในการเลี้ยงชีพ คนเดือดร้อนต้อง ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้าประชาชนมีรายได้เพียงพอ รัฐก็สงบสุข

กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสิ่งที่คู่กัน และส่งเสริม ซึ่งกันและกัน เหมือนกับในปัจจุบันที่ระบอบประชาธิปไตยคู่กับระบบเศรษฐกิจแบบนายทุนหรือทุนนิยมซึ่ง ส่งเสริมกันและกัน กล่าวคือ ในทางการเมืองประชาชนก็มีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ในทางเศรษฐกิจแบบ นายทุนประชาชนก็มีเสรีในการแข่งขันกันในการประกอบอาชีพ

5 ระบอบการปกครอง ในสมัยพุทธกาลได้แบ่งระบอบการปกครองออกเป็น 2 ระบบ ดังนี้

1) ระบอบราชาธิปไตย (Monarchy) ที่กษัตริย์มีอํานาจสิทธิขาดแต่ผู้เดียว พระพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้กษัตริย์ใช้วิธีการปกครองโดยธรรม เป็นธรรมราชาโดยมีหลักธรรมประจําใจควบคุมพระองค์เอง

2) ระบอบสามัคคีธรรม ที่พลเมืองชั้นสูงที่มีอํานาจ ตําแหน่งและเงินเลือกตั้งบุคคล ในชนชั้นสูงด้วยกันให้เป็นประธานที่ประชุมหรือเป็นพระราชาที่มีอํานาจจํากัด โดยต้องขึ้นอยู่กับสภาชนชั้นสูง เช่น การปกครองของแคว้นสักกะที่มีสภาซื้อ ศากยะสังฆะ ซึ่งการปกครองระบอบนี้มีลักษณะบางประการคล้ายกับ ระบอบประชาธิปไตย คือ มีการเลือกตั้งผู้ปกครอง และมีการประชุมสภา ที่มีระเบียบปฏิบัติหลายประการเหมือนกับ การประชุมรัฐสภาในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ชื่อว่า อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ทําให้เจริญโดยส่วนเดียว คือไม่มีความเสื่อม) ให้กับแคว้นวัชชีที่ปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรมจนประสบความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งและเข้มแข็ง แม้แต่พระเจ้าอชาตศัตรูกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของแคว้นมคธก็ยังไม่กล้ายกกองทัพไปตีในตอนแรก ต้องส่งไส้ศึกไปทําให้แตกแยกเสียก่อน จึงสามารถยกกองทัพไปยึดครองแคว้นวัชชีได้ โดยอปริหานิยธรรมมีหลักการ ที่สําคัญอยู่ 7 ประการดังนี้

1) หมั่นประชุมกันบ่อย ๆ

2) พร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม

3) ไม่ทําอะไรนอกเหนือจากระเบียบข้อบังคับ

4) เคารพให้เกียรติท่านผู้ใหญ่ในที่ประชุม

5) ให้เกียรติและคุ้มครองสตรีและเด็ก

6) เคารพบูชาปูชนียสถานของชาติ

7) คุ้มครองดูแลสมณะพราหมณ์ และผู้ทรงวิชาคุณ

หลักธรรมทั้ง 7 ประการนี้ สามารถนํามาใช้ในการทั่วไปทั้งการประชุมของข้าราชบริพาร ของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการประชุมรัฐสภาของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ซึ่งจะทําให้ การขาดประชุมจนไม่ครบองค์ประชุม และความวุ่นวายต่าง ๆ ในรัฐสภาลดลงหรือหมดไปได้ .

6 ธรรมราชา พระพุทธเจ้าทรงให้ความสําคัญต่อผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรมมากที่สุดโดย ทรงใช้คําว่า ธรรมราชา ผู้ทรงธรรม ผู้ปกครองโดยธรรม ซึ่งหลักธรรมหลายประการก็มุ่งที่จะสอนกษัตริย์ พระราชา และหัวหน้าหมู่ชนให้เป็นผู้ปกครองที่ดี เช่น หลักทศพิธราชธรรม หลักจักรวรรดิวัตร และหลักราชสังคหวัตถุ เป็นต้น

ธรรมราชานั้นสามารถใช้ได้กับการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบสามัคคีธรรม โดยหลักธรรมของผู้เป็นใหญ่ ผู้นํา และผู้ปกครองที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นี้ก็สามารถนํามาใช้กับ ผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันด้วย เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนข้าราชการระดับสูงต่าง ๆ ก็ควรจะปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธองค์ในเรื่องผู้ปกครองที่ดีที่ปกครอง หรือบริหารโดยธรรมด้วย

7 สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ และ ความเสมอภาคทางการเมืองการปกครองไว้โดยตรง แต่จากคําสอนและการประพฤติปฏิบัติจริงของพระองค์นั้น เป็นการให้สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคแก่ศาสนิกชนอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวกันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนา แห่งเสรีภาพและความเสมอภาค เนื่องจากพระพุทธเจ้าไม่ทรงบังคับให้ใครเชื่อถือศรัทธาในศาสนาของพระองค์ แต่ทรงชี้ทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น ใครจะทําตามหรือไม่นั้นย่อมมีสิทธิเลือก

พระองค์ทรงแนะนําให้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาไตร่ตรองของตนเองเสียก่อน ดัง คําสอนในกาลามสูตรที่พระองค์ทรงสอนพวกกาลามะ ซึ่งตรัสสอนมีให้เชื่อในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ 1) โดยฟังตามกันมา 2) โดยนําสืบกันมา 3) โดยตื่นข่าวลือ 4) โดยอ้างตํารา 5) โดยนึกเดาเอาเอง 6) โดยการคาดคะเน 7) โดยตรึก ตามอาการ 8) โดยพอใจว่าชอบแก่ความเห็นของตน 9) โดยเห็นว่าพอเชื่อได้ 10) โดยเห็นว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา ทั้งนี้พระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้มนุษย์สอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองแทน

นอกจากนี้ศีล 5 ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนนําไปปฏิบัติตามนั้น จะเห็น ได้ว่าเป็นการรับรองสิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย คือไม่ให้ฆ่าผู้อื่น ไม่ให้ลักทรัพย์ผู้อื่น ไม่ให้ล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น เป็นต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงการรับรองสิทธิส่วนบุคคลที่ผู้อื่น จะละเมิดมิได้ด้วย

ในด้านความเสมอภาคนั้นจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามีการเปิดโอกาสอย่างชัดเจน เช่น ผู้หญิงก็สามารถขอบวชเป็นภิกษุณีได้ เพียงแต่ผู้หญิงจะมีปัญหาเฉพาะเพศมากกว่าผู้ชาย จึงทรงให้ภิกษุณีถือศีล มากกว่าภิกษุ และต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดที่บังคับให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีก 8 ข้อจึงจะเข้ามาบวชได้ ซึ่งการ : – ยอมรับความเสมอภาคของหญิงเท่ากับชายในการบวชจึงเป็นการปฏิบัติทางสังคมที่ยิ่งใหญ่มากในสมัยนั้น

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ทุกวรรณะแม้แต่จัณฑาลสามารถเข้าบวชในพุทธศาสนา และ ทรงสั่งสอนไม่ให้เชื่อในคําสอนที่ว่าพราหมณ์ดีกว่าวรรณะอื่น รวมทั้งทรงสอนว่า คนทุกคนมีความเสมอภาคกันหมด ต่อกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนทํา

8 การปกครองคณะสงฆ์ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากการปกครองคณะสงฆ์ที่มีลักษณะหลายประการที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ดังนี้

1) พระพุทธศาสนามีพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด ซึ่งคล้ายกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

2) พระพุทธศาสนาถือหลักความเสมอภาคภายใต้พระธรรมวินัย ซึ่งคล้ายกับสังคม ประชาธิปไตยที่บุคคลเสมอภาคกันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย

3) การปกครองคณะสงฆ์มีการแบ่งอํานาจเป็นฝ่ายปกครองและฝ่ายสอบสวนพิจารณา โทษคล้ายกับในระบอบประชาธิปไตยที่มีการแบ่งเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยคณะพระเถระผู้ใหญ่จะบริหาร คณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัยหรือกฎหมายของสงฆ์ ส่วนพระวินัยธรจะทําหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษพระสงฆ์ที่ ทําผิดพระธรรมวินัย

4) การปกครองคณะสงฆ์ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน ฝ่ายใดได้รับเสียงข้างมาก สนับสนุนฝ่ายข้างน้อยก็ปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย

5) การมอบความเป็นใหญ่ให้สงฆ์

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พุทธศาสนามีหลักธรรมหลายประการที่สอดคล้องกับการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 5 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ (ข้อละ 33 คะแนน)

ข้อ 1 จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ให้เข้าใจ (ทําทุกข้อ)

(1) กษัตริย์

(2) ราชา

(3) จักรพรรดิ

แนวคําตอบ

(1) กษัตริย์ หมายถึง ผู้ทําหน้าที่ปกครอง ในความหมายเดิมจะหมายถึงบุคคลที่มีหน้าที่รบ ป้องกันภัย แก้ไขข้อขัดแย้งให้กับคนอื่น เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากสังคมให้ทําหน้าที่เฉพาะเรื่อง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงไม่มีเวลาไปประกอบอาชีพ ทําให้ประชาชนทั้งหลายพากันบริจาคที่ดินให้ จึงเป็นผู้มีที่ดินมากขึ้น ตามลําดับ คนทั้งหลายจึงเรียกว่า เขตตะ (ผู้มีที่ดินมาก) หรือเขียนในรูปภาษาสันสกฤตว่า เกษตตะ หรือ เกษตร และในที่สุดก็เขียนมาเป็นคําว่า “กษัตริย์” ส่วนอีกความหมายก็คือ ชื่อวรรณะหนึ่งของสังคมฮินดู เรียกว่า วรรณะกษัตริย์ ซึ่งหมายถึง บุคคลที่เกิดในตระกูลนักรบ ได้แก่ เจ้านาย และขุนนาง

(2) ราชา หมายถึง ผู้ปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทําให้คนในสังคม พอใจและยินดี ประชาชนทั้งหลายจึงเปล่งคําว่า “ระชะ” หรือ “รัชชะ” หรือ “ราชา” ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่พอใจ ประชาชนยินดี ต่อมาจึงเรียกกันว่า พระราชา หรือบางครั้งอาจจะหมายถึงกษัตริย์ที่ประชาชนพอใจนั่นเอง

(3) จักรพรรดิ หมายถึง ผู้ปกครองที่ประชาชนพอใจและเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงเกินกว่า กษัตริย์และราชาทั้งปวง หรืออาจหมายถึงประมุขของจักรวรรดิ หรือผู้ปกครองที่สามารถแผ่อาณาจักรได้อย่าง กว้างขวาง มีคุณธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพและพึงพอใจของประชาชน หรืออาจหมายถึง ผู้ปกครองที่มีภารกิจช่วยคน ในโลกให้พ้นจากวัฏสงสาร พ้นจากความขัดแย้งทั้งปวง

 

ข้อ 2 จงอธิบายหลักการปกครองของพระเจ้าอโศกมหาราช มาพอสังเขป

แนวคําตอบ

หลักการปกครองของพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงนําหลักธรรมมาใช้เป็นหลักในการปกครอง ดังนี้

1 ให้รักประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครองอย่างเสมอหน้ากัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

2 ให้ผู้ปกครองทั้งหลายยึดมั่นในธรรม มีหิริโอตัปปะ และดําเนินการปกครองตัดสินข้อพิพาทของประชาชนอย่างเที่ยงธรรม

3 เรียกเก็บผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวได้ 1 ใน 10 และถ้าการเก็บเกี่ยวไม่ได้ผลก็ไม่ควรเรียกเก็บ

4 เรียกเกณฑ์แรงงานแต่พอควร อย่าให้เกินกําลัง ยกเว้นการเกณฑ์แรงงานแก่คนชราและต้องแบ่งปันข้าวปลาอาหารแก่ไพร่พลที่เกณฑ์มาให้พอกินพอใช้

5 ไม่ควรเก็บภาษีสินส่วนจากราษฎรเพิ่มขึ้น เพราะจะเป็นตัวอย่างเป็นธรรมเนียมที่ผู้ปกครองคนต่อ ๆ ไปถือเอาเป็นแบบอย่าง

6 ผู้ปกครองควรสนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลพ่อค้าประชาชน โดยไม่คิดผลประโยชน์ตอบแทนมากไปกว่าที่ได้ช่วยเหลือไป

7 ผู้ปกครองควรชุบเลี้ยงข้าราชสํานักให้สุขสบายโดยไม่เสียดาย

8 ผู้ปกครองควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ลืมตน ให้คํานึงถึงความชอบธรรม บังคับคดีด้วยความยุติธรรม

9 ผู้ปกครองควรเลี้ยงดูรักษาสมณพราหมณ์ นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้รู้ธรรมและปรึกษาผู้รู้อยู่เสมอ

10 ผู้ปกครองควรให้สิ่งตอบแทนบําเหน็จรางวัล แก่ผู้ทําความดีมากน้อยตามประโยชน์ที่เขานํามาให้

 

ข้อ 3 จงบอกปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ขยายของการนับถือพุทธศาสนาในชมพูทวีป (ช่วงการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าหลังการตรัสรู้) ในการด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ มาด้านละ 3 ปัจจัย พร้อมอธิบายความสําคัญของแต่ละปัจจัยมาพอสังเขป

แนวคําตอบ

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ขยายของการนับถือพุทธศาสนาในชมพูทวีป – ปัจจัยทางด้านสังคม ได้แก่

1 คน ภายหลังที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบธรรมที่เรียกว่า “มัชเฌนธรรม” หรือหลักธรรม สายกลาง และทรงเรียกข้อปฏิบัติอันเป็นระบบที่ทรงบัญญัติขึ้นว่า มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง จึงได้เสด็จ สั่งสอนพุทธธรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคมชาวโลกอย่างจริงจัง โดยทรงชักจูงคนชั้นสูงจํานวนมากให้ละความมั่งมี สุขสบาย ออกบวชศึกษาธรรมของพระองค์ ร่วมทํางานอย่างเสียสละ อุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทรงจาริกไปในแว่นแคว้นต่าง ๆ และเข้าถึงชนทุกวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และ ผู้ไม่มีวรรณะ ซึ่งทําให้บําเพ็ญประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งคณะสงฆ์ก็เป็นแหล่งแก้ปัญหาสังคมได้อย่าง มาก ทุกคนไม่ว่าวรรณะใดสามารถเข้าบวชแล้วก็มีสิทธิเสมอกัน ส่วนผู้ที่ไม่พร้อมที่จะบวชก็ยังคงครองเรือนอยู่ เป็นอุบาสก อุบาสิกา คอยช่วยงานพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ และนําทรัพย์สินของตนออกไปทานสงเคราะห์ ให้กับผู้ยากไร้ได้

2 การศึกษา พระพุทธเจ้าทรงพยายามสั่งสอนและล้มล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่อง พิธีกรรมอันเหลวไหลโดยเฉพาะการบูชายัญ ด้วยการสอนให้เห็นถึงความเสียหายและการไร้ผลของพิธีกรรมนั้น ๆ ซึ่งได้สร้างความทุกข์ร้อน และความตายให้แก่มนุษย์และสัตว์เป็นจํานวนมาก ทรงสอนให้เลิกเชื่อถือยึดมั่นใน ระบบการแบ่งวรรณะที่เอาชาติกําเนิดมาขีดขั้นจํากัดสิทธิและโอกาสทั้งทางสังคมและจิตใจของมนุษย์ ทรงตั้ง คณะสงฆ์ที่เปิดรับคนจากทุกวรรณะให้เข้ามาสู่ความเสมอภาค ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ วัฒนธรรมและการศึกษาที่สําคัญ นอกจากนี้ยังทรงสั่งสอนพุทธธรรมด้วยภาษาสามัญที่ประชาชนใช้ เพื่อให้ทุกคน ทุกชั้น ทุกระดับการศึกษาได้รับประโยชน์จากธรรมนี้ทั่วถึงกัน

3 สภาพแวดล้อม พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่เลื่อมใสเคารพบูชาของกษัตริย์และพราหมณ์ เป็นจํานวนมาก ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าที่ดินเหมือนกับระบบศักดินาในยุโรปโบราณ กษัตริย์และพราหมณ์ยัง เป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้บริหารเขตแดนแว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งทําให้พระพุทธเจ้าได้ทราบถึงปัญหา และสภาพที่ เป็นจริงทางการเมืองการปกครองของแต่ละแว่นแคว้นและพื้นที่ต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ พระองค์ได้ทรงให้คําแนะนํา สั่งสอนทั้งในทางโลก และทางธรรมแก่กษัตริย์และพราหมณ์ชั้นสูง จนสามารถแก้ปัญหาได้เป็นที่ยอมรับและพึงพอใจ ของชนชั้นสูงเป็นจํานวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับสภาพสังคมของยุคสมัยพุทธกาลนั้นได้เป็นอย่างดี เป็นต้น

– ปัจจัยทางด้านการเมือง ได้แก่

1 ความขัดแย้งที่เกี่ยวกับพระญาติ เช่น กรณีพระญาติ 2 นคร ยกทัพจะเข้าต่อสู้ทํา สงครามกันเพื่อแย่งกันครอบครองแม่น้ําสายหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ทรงเข้าห้ามปราม ไกล่เกลี่ยจนเลิกทะเลาะต่อสู้กัน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติขึ้นมาปางหนึ่ง

2 ความขัดแย้งระหว่างตระกูลศากยะกับกษัตริย์แคว้นโกศล ซึ่งมีสาเหตุมาจากกษัตริย์ แคว้นโกศลที่มีพระราชอํานาจมากมีพระประสงค์ที่จะเกี่ยวดองกับราชตระกูลศากยะ เนื่องจากเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง จึงทรงทูลขอให้ทางศากยะส่งพระราชธิดามาอภิเษกเป็นพระมเหสี แต่ทางราชตระกูล ศากยะเกิดความหลงในพระชาติและชื่อเสียงว่าเป็นสกุลของพระพุทธเจ้าจึงจัดส่งนางทาส (ทาสี) ไปอภิเษกแทน นางทาสผู้นี้ต่อมามีพระราชบุตรได้เป็นกษัตริย์แคว้นโกศล คิดว่าเป็นบุตรหลานของพวกศากยะจึงเสด็จมาเยี่ยม ญาติที่กรุงกบิลพัสดุ พอเสด็จกลับออกจากปราสาทของศากยะ พวกศากยะก็เอาน้ำล้างบันไดขับไล่เสนียดจัญไร ภายหลังกษัตริย์แคว้นโกศลทราบเรื่องก็ทรงพระพิโรธ ยกกองทัพมาฆ่าฟันพวกศากยะ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จ ห้ามทัพโกศลไว้ถึง 3 ครั้ง แต่พอครั้งที่ 4 ทรงปลงว่าเป็นเวรกรรมของคู่กรณีจึงทรงวางเฉยไม่เสด็จมาห้าม ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทรงเน้นความสําคัญของตัวบุคคล ไม่เน้นความสําคัญของระบบ เพราะถ้าคนดีเป็นอารยชนแล้ว ระบบก็ดีเอง บ้านเมืองแว่นแคว้นต่าง ๆ ก็จะสงบสุขเจริญรุ่งเรืองไปด้วย

3 การแบ่งการปกครองเป็นแคว้นต่าง ๆ แต่ก็นับถือศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ทําให้มีการ แบ่งแยกชนชั้นวรรณะออกเป็น 4 วรรณะเหมือนกันหมด ซึ่งพวกพราหมณ์พยายามที่จะอ้างพระพรหมว่าเป็น ผู้สร้างโลก พราหมณ์เป็นปากของพระพรหมที่จะมาสั่งสอนโลก จึงพยายามกําหนดพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาให้กษัตริย์ ผู้มีอํานาจยอมรับ ทําให้วรรณะพราหมณ์มีอํานาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็กดขี่วรรณะแพศย์และศูทรให้ตกต่ำลง ยิ่งผู้ที่ไม่มีวรรณะ เช่น จัณฑาล ก็ยิ่งถูกกดขี่จนเดือดร้อนทุกข์ยากมาก ซึ่งทําให้การเผยแพร่พระพุทธศาสนาใน ชุมพูทวีปจึงเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและชนชั้นเป็นสําคัญ เสมือนการปลดแอกให้แก่ชนชั้นต่ำที่ลําบากยากจน ได้ทางหนึ่ง แม้ว่าจะล้มล้างการแบ่งชั้นวรรณะไม่ได้ก็ตาม เป็นต้น

– ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

1 เกิดการพัฒนาความเป็นเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการ พัฒนาทางการค้าและเกษตรที่ก้าวหน้า ส่งผลให้ประชาชนแต่ละคน (ปัจเจกชน) มีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ ๆ ประสบความสําเร็จมั่งคั่ง และเป็นเจ้าของกิจการมากมาย และด้วยความก้าวหน้าและมั่งคั่ง ทําให้บุคคลเหล่านี้ยึดติดกับระบบวรรณะน้อยลง จึงส่งผลให้วรรณะอื่น ๆ ที่มีความร่ํารวยน้อยกว่า ต้องหันมาพึ่งพิง วรรณะแพศย์มากขึ้น

2 เกิดการพัฒนาทางวัตถุมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มั่นทอนสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และ ส่งผลกระทบในด้านการเมืองที่สําคัญ คือ วรรณะกษัตริย์กับวรรณะพราหมณ์เริ่มมีความโน้มเอียงที่จะต่อต้าน วรรณะแพศย์กับศูทร แม้แต่วรรณะแพศย์กับศูทรที่อยู่ในเมืองก็เริ่มรู้สึกห่างเหินกับวรรณะเดียวกันที่อยู่ในชนบทมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้โครงสร้างทางสังคมและความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างวรรณะเริ่มไม่เป็นเอกภาพ อัตลักษณ์เดิมที่มีมาแต่โบราณเริ่มสูญหายก่อให้เกิดความอ้างว้างปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว ประเพณีเดิมแทบล่มสลายไป หมด ส่งผลต่อชีวิตคนในเมือง ทําให้รู้สึกเป็นทุกข์ ชีวิตในชมพูทวีปในช่วงนั้นจึงดําเนินไปแบบอยู่ไปวัน ๆ

3 การปฏิเสธศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทั้งนี้เพราะระบบวรรณะมีผลต่อการประกอบอาชีพ หรือหน้าที่การงานที่ทํา เช่น กษัตริย์มีหน้าที่ปกครองและทําสงคราม พราหมณ์มีหน้าที่สั่งสอนและจัดพิธีกรรม แพศย์มีหน้าที่ทําการเกษตร การช่างและค้าขาย ส่วนศูทรเป็นผู้ใช้แรงงานรับจ้าง โดยพราหมณ์เห็นว่าวรรณะของตน นั้นมีเกียรติ และมีโอกาสได้รับโภคทรัพย์และอํานาจมาก จึงต้องการสงวนไว้ให้สืบทอดตามการเกิด ชมพูทวีปในช่วง พุทธกาลจึงเป็นสังคมที่มีความขัดแย้งของระบบวรรณะและขนบจารีตตามคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ที่ถูก ปฏิเสธมากขึ้น ซึ่งทั้งระบบวรรณะและคัมภีร์พระเวทต่างไม่เป็นคําตอบให้กับยุคสมัยได้อีกต่อไป บริบทดังกล่าวนี้ ได้ส่งผลให้พุทธศาสนาสามารถสถาปนาขึ้นเป็นศาสนาใหม่ และได้รับการศรัทธาอย่างแพร่หลายในชมพูทวีปใน เวลาต่อมา

 

ข้อ 4 ให้นักศึกษาอธิบายความแตกต่างเรื่องแนวคิดในการปกครองของรัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัย มาให้เข้าใจ

แนวคําตอบ

ความแตกต่างเรื่องแนวคิดในการปกครองของรัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัย

รัฐศาสนากับรัฐโลกาวิสัยมีความแตกต่างกันในเรื่องของความหมาย และหลักการหรือ ลักษณะในการปกครอง ดังนี้

ความหมายของรัฐศาสนา รัฐศาสนา (Religious State) มีความหมาย 2 ระดับ คือ

1 รัฐหรือประเทศที่ระบุชัดในรัฐธรรมนูญและการปฏิบัติว่ามีการยกย่องให้ศาสนาใด ศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจําชาติและให้ศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อรัฐ

2 ประเทศที่เคร่งในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเต็มที่ จนเอาหลักคําสอนมาปกครองประเทศ ความหมายของรัฐเลกาวิสัย รัฐโลกาวิสัยหรือรัฐโลกวิสัย (Secular State) สามารถอธิบายความหมายได้ 2 แนวทาง คือ

1 รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือ การปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐโลกาวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายทางสัญลักษณ์และ ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชนในรัฐที่นับถือศาสนาอื่น

2 รัฐสมัยใหม่ที่ยึดถือการปกครองด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ โดยหัวใจสําคัญของรัฐ โลกาวิสัย คือ การปกครองแบบทางโลกหรือการปกครองด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ (เช่น การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยและสังคมนิยม) และต้องเป็นกลางทางศาสนา

หลักการของรัฐศาสนา หลักการหรือลักษณะทั่วไปของรัฐศาสนา มีดังนี้

1 ระบุในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่ามีศาสนาหรือกระทั่งนิกายใดเป็นศาสนาประจําชาติ ซึ่งแม้จะบอกว่าให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ศาสนาอื่น แต่ก็ต้องเป็นรอง และห้ามขัดแย้งกับศาสนาหลัก

2 รัฐศาสนาโดยส่วนใหญ่ก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่น แต่มักหมายถึงให้เป็น ศาสนาของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นและกีดกันไม่ให้คนในศาสนาหลักเปลี่ยนศาสนา

3 รัฐอุดหนุนบํารุงศาสนาหลักอย่างเต็มที่ มีการให้ศาสนาหลักเป็นศาสนาเดียวหรือ ศาสนาหลักในรัฐพิธี และมีการใช้วันสําคัญทางศาสนาหลักมาเป็นวันหยุดราชการและวันสําคัญของชาติ

4 มีโทษสําหรับการกระทําที่หมิ่นศาสนาหรือปั่นทอนศาสนาหลัก และมีการใช้หลัก คําสอนของศาสนาหลักมากําหนดเป็นกฎหมายและประเพณีของรัฐอย่างมาก

5 ผู้นําประเทศต้องนับถือศาสนาหลักหรืออาจต้องเป็นผู้นําศาสนาหลักด้วย นอกจากนี้ตราสัญลักษณ์ของชาติ ธงชาติ และของหน่วยงานราชการจะมีมาจากเนื้อหาของศาสนาหลักปนอยู่ รวมทั้งมีการกําหนดให้นักเรียนต้องเรียนศาสนาหลักในโรงเรียนและมีพิธีกรรมของศาสนาหลักในโรงเรียน

หลักการของรัฐโลกาวิสัย หลักการหรือลักษณะสําคัญของรัฐโลกาวิสัย มีดังนี้

1 การไม่บัญญัติศาสนาใดเป็นศาสนาประจําชาติในกฎหมาย คือ การไม่ได้ระบุถึงศาสนา ประจําชาติ ไม่มีการยกศาสนาใดให้มีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่นและไม่มีการปกป้องศาสนาใดเป็นพิเศษ หมายความว่า รัฐไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือต่อการจํากัดเสรีภาพของประชาชนในการเลือกนับถือศาสนา และในขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงศาสนาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

2 กฎหมายต้องให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ประชาชน คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในทางการศาสนาควรได้รับอย่างเต็มที่จากรัฐและกฎหมายของรัฐอีกด้วย หมายความว่า ประชาชนสามารถใช้ สิทธิของตนเองแสดงออกและเสนอทางความคิดเห็นเรื่องศาสนาได้โดยไม่มีกฎหมายหมิ่นศาสนาเข้ามาควบคุม และสิทธิของประชาชนในการแสดงออกทางศาสนาควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐอีกด้วย เพราะว่าศาสนาเป็น สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือเป็นเรื่องส่วนตัว

3 รัฐไม่มีการสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ คือ รัฐไม่มีการใช้งบประมาณ จากเงินภาษีของประชาชนในรัฐไปสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น พิธีการทางศาสนา เชิงสัญลักษณ์ ประจําศาสนา และกําหนดวันหยุดทางศาสนาในปฏิทินของประเทศ เป็นต้น

4 รัฐต้องไม่ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยเหตุผลทางศาสนา คือ การปฏิบัติของรัฐต่อประชาชน ควรใช้หลักการของเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเหตุผลทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไม่ควรนําเอาศาสนาใด ศาสนาหนึ่งมาเป็นหลักแล้วนําเอาความคิดนั้นไปจัดการคนต่างศาสนา หมายความว่า การกระทําความผิดของ ประชาชนใช้หลักกฎหมายในการตัดสินการกระทํานั้นไม่ใช้หลักการทางศาสนาเป็นการกําหนดโทษ

 

ข้อ 5 พุทธศาสนาได้อธิบายการเกิดสังคมมนุษย์ไว้อย่างไร โปรดอธิบาย

แนวคําตอบ

การกําเนิดสังคมมนุษย์ในทางพุทธศาสนาตามอัคคัญญสูตร

อัคคัญญสูตร เป็นคําสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึงมนุษย์ สังคม และสถาบันทางการเมือง โดยแสดงถึงวิวัฒนาการเป็นลําดับชั้นตั้งแต่โลกพินาศจนถึงการเกิดขึ้นของมนุษย์ โดยการเกิดขึ้นของมนุษย์ที่มี ตัณหาก่อให้เกิดการสะสมทรัพย์ การสร้างครอบครัว การเลือกหัวหน้า และการลงโทษผู้กระทําความผิด

พุทธศาสนาเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมความดีบนสภาวะธรรมชาติดั้งเดิมที่อุดมสมบูรณ์ สุขสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะดวกสบายในการดํารงชีพ ไม่มีความอยากอาหารเพราะได้สําเร็จทางใจแล้ว ซึ่งทําให้มนุษย์ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย มนุษย์ไม่มีความแตกต่างกัน ไม่มีการแบ่งแยกชาติวงศ์หรือพรรคพวก มีแต่ความดี ประกอบกุศลกรรม ทําให้มีชีวิตมั่นคง ปลอดภัย

แต่ตัณหาทําให้มนุษย์ตกต่ำลง และเกิดความยึดมั่นถือมั่นหรืออุปาทานขึ้น พอบริโภคง้วนดิน ก็ทําให้เกิดรูปร่างและผิวพรรณที่แตกต่างกันขึ้น เกิดการยึดมั่นว่าผิวพรรณตนดี ผิวพรรณคนอื่นต่ำทรามกว่า เกิดยึดเอาผิวพรรณเป็นเครื่องกําหนดความสูงต่ำ ต่อมาร่างกายเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นหญิงเป็นชายขึ้น เกิดการเสพเมถุนขึ้น ทําให้ถูกสัตว์โลกอื่น ๆ ขว้างปา จนต้องสร้างบ้านเรือนกําบัง เกิดการสร้างครอบครัวขึ้น

ส่วนด้านอาหารก็เริ่มมีผู้เกียจคร้านสะสมอาหารไว้เกินกว่าความจําเป็น คนอื่นก็สะสมบ้าง จนเกิดการแข่งขันกันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดความโลภขึ้นมา เมื่อมีคนโลภกันมาก ทําให้ความขาดแคลน เกิดขึ้นแก่ส่วนรวม ดังนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการปักปันเขตแดนกันขึ้น ก็เกิดทรัพย์สินส่วนตัวขึ้น แต่ความโลภก็ทําให้คนลักทรัพย์ของคนอื่นจึงถูกด่าว่าทุบตี

การลงโทษจึงเกิดขึ้นมาจากการมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่การลงโทษก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์และไม่ชอบธรรมพอ จึงเกิดความต้องการที่จะให้มีระเบียบการปกครองขึ้น จึงได้ตกลงกันเลือกตั้งคนผู้หนึ่งขึ้นมา ทําหน้าที่ว่ากล่าวติเตียนลงโทษผู้กระทําความผิด โดยได้รับส่วนแบ่งผลผลิตจากคนในปกครองของตน จึงเกิด คําเรียกผู้ปกครองว่า “มหาชนสมมุติ” คือ เป็นผู้ที่คนทั่วไปสมมุติขึ้นเป็นหัวหน้า เรียกว่า “กษัตริย์” เพราะเป็น หัวหน้าดูแลเขตแดนหรือที่ทํากินซึ่งเป็นนา เรียกว่า “ราชา” เพราะทําให้เกิดความสุขใจโดยให้ความเป็นธรรม จนถือเป็นบรรทัดฐานสําหรับปฏิบัติต่อ ๆ กันมา ก็กลายเป็นกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม

ดังนั้นในทางพุทธศาสนาสังคมมนุษย์เกิดขึ้นจากที่มนุษย์มีตัณหา เกิดการยึดเอาผิวพรรณเป็นเครื่องกําหนดความสูงต่ำ เกิดการเสพเมถุนจนทําให้เกิดสถาบันครอบครัวขึ้นมา การมีสถาบันครอบครัวทําให้ เกิดความอยากสะสมต่อทรัพย์สินต่าง ๆ ทําให้เกิดการแก่งแย่งกันขัดแย้งกันขึ้น จึงจําเป็นต้องมีผู้ปกครองทําหน้าที่ ปกป้องคุ้มครองความเป็นอยู่การดํารงชีวิตของคนในสังคมโดยผู้ปกครองได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 5 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ (ข้อละ 33 คะแนน)

ข้อ 1 นักศึกษาเห็นว่ามนุษย์มีความสัมพันธ์กับการเมืองหรือไม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

คําว่า “การเมือง” (Politics) มีรากศัพท์มาจากคําว่า “Polis” ในภาษากรีก

การเมือง หมายถึง หน่วยการปกครองที่มีอาณาเขตแน่นอนและมีขอบข่ายอํานาจควบคุม กิจกรรมส่วนรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม หรือนัยหนึ่ง การเมือง คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และการเมือง ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะมีความหมายในทางบวกหรือทางลบ มนุษย์จะมี ความเกี่ยวข้องกับการเมือง เนื่องจากมนุษย์อยู่ในหน่วยสังคมเหมือนกัน

อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องของสาธารณะ (Public) และเป็นเรื่อง เกี่ยวข้องกับสังคมระดับรัฐ ซึ่งสัมพันธ์กับมนุษย์ในทุกระดับ

จากคํานิยามของอริสโตเติลจะเห็นได้ว่า มนุษย์มีความสัมพันธ์กับการเมือง ยกตัวอย่าง เช่น

1 นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็นนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มี ความสัมพันธ์กับกลุ่มคนชนชั้นล่างในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานโดยตรง ทําให้ผู้ใช้แรงงานได้ค่าจ้าง เพิ่มขึ้น และยังส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อผู้ประกอบการหรือนายทุนที่ต้องแบกรับอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า เมื่อก่อน อย่างเช่น เงินลงทุนที่จะต้องเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อจะได้สินค้ามากขึ้น หากผลิตสินค้าออกมาน้อยก็จะไม่คุ้ม กับค่าแรงที่ต้องจ่ายไปให้ผู้ใช้แรงงาน

2 นโยบายรถคันแรก เป็นนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีความสัมพันธ์กับ กลุ่มคนชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อกลุ่มชนชั้นกลางโดยตรง โดยกลุ่มชนชั้นกลางจะได้รับประโยชน์ จากนโยบายรถคันแรกที่สามารถได้ลดคืนภาษีสูงสุดถึง 100,000 บาท แต่ในขณะเดียวกันก็ทําให้หนี้สินครัวเรือน ของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น

3 นโยบายภาษีมรดกภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นนโยบายของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนชนชั้นสูงในสังคมไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อคนชนชั้นสูงโดยตรง เพราะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ว่าจะในทางบวกหรือลบ ไม่ว่าจะ โดยทางตรงหรือทางอ้อม และสัมพันธ์กับมนุษย์ในทุกระดับ ดังตัวอย่างข้างต้น

 

 

ข้อ 2 แนวความคิดทางการเมืองประเภทใดที่มีความเกี่ยวข้องกับหลักรัฐโลกวิสัย จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคําตอบ

เสรีนิยมเป็นแนวความคิดทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับหลักรัฐโลกวิสัย ดังนี้

รัฐโลกวิสัย (Secure State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือ ต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือ ศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายทางสัญลักษณ์ และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชน เช่น ในประเทศอินเดียที่สนับสนุนรัฐโลกวิสัย มีความเป็นเสรีภาพ ในการนับถือศาสนาในความเชื่อโดยเสรี โดยที่รัฐบาลไม่ไปมีบทบาทมากนัก

มองจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้ว รัฐโลกวิสัย คือ รัฐสมัยใหม่ที่ยึดถือการปกครอง ด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ ซึ่งตรงกันข้ามกับการปกครองแบบเทวาธิปไตย (Theocracy) ในสมัยเก่าที่อ้างความเชื่อ ทางศาสนาเป็นหลักในการปกครอง

หัวใจสําคัญของรัฐโลกวิสัย คือ การปกครองแบบทางโลก หรือปกครองด้วยหลักเหตุผลของมนุษย์ และต้องเป็นกลางทางศาสนา

ส่วนเสรีนิยม (Liberalism) เชื่อว่า มนุษย์โดยธรรมชาติมุ่งทําแต่สิ่งที่ดี สนับสนุนความเท่าเทียมกัน … ในโอกาสและถือว่าค่านิยมบางอย่างถือเป็นสากล เช่น สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ทั้งนี้เสรีนิยมดั้งเดิม (Classical Liberality) มีองค์ประกอบดังนี้

1 การยอมรับเสรีภาพของปัจเจกชนโดยรวม (Individualism) เช่น การเมือง เศรษฐกิจ และการเชื่อถือในลัทธิใด ๆ ในเวลาเดียวกันก็จํากัดอํานาจของสถาบันทางการเมืองและสังคมทุกประเภทที่อาจ ทําให้กระทบต่อเสรีภาพส่วนบุคคล

2 เคารพในเหตุผล (Rationalist) เชื่อว่าปัญหาในสังคมทั้งปวงแก้ได้ด้วยเหตุและผล โดย ศึกษาให้ได้ความรู้ ความเข้าใจ และใช้หลักเหตุผลในการแก้ปัญหา

3 เชื่อในการเปลี่ยนแปลง (Change) เสรีนิยมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทําให้เกิดความก้าวหน้า ไม่ยึดติดอยู่ในค่านิยม

4 เชื่อในหลักมนุษยชน (Human Rights) และหลักสากลของการให้โอกาสในความเสมอภาค

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เสรีนิยมเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับหลักรัฐโลกวิสัย หลายประการ ได้แก่ การยอมรับเสรีภาพของปัจเจกชนโดยรวม เช่น การเชื่อถือในลัทธิใด ๆ การเชื่อในหลักสากล ของการให้โอกาสในความเสมอภาคเท่าเทียม และการเคารพในเหตุผล เป็นต้น

 

ข้อ 3 จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ให้เข้าใจ (เลือกทํา 3 ข้อ)

(1) รัฐโลกวิสัย

(2) อนุรักษนิยม

(3) เสรีนิยม

(4) ทศพิธราชธรรม

(5) จักรวรรดิวัตร

(6) ธรรมมหาอํามาตย์ (หมายเหตุ ข้อ (4) – (6) เป็นความหมายตามแนวคิดทางการเมืองเรื่องธรรมราชา)

แนวคําตอบ

(1) รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุน หรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางด้านศาสนาใด ๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่า จะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจําชาติ หรือหากมีศาสนาประจําชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมาย ทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจําวันของประชาชน

(2) อนุรักษนิยม (Conservatism) มีลักษณะเด่นดังนี้

1 ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ พยายามที่จะป้องกันหรือลดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก่า ความเชื่อเก่า ชนชั้นทางสังคมเก่าไปสู่สังคมใหม่

2 ต้องการรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ทํามาในอดีต เป็นต้น

(3) เสรีนิยม (Liberalism) สนับสนุนความเท่าเทียมกันในโอกาสและถือว่าค่านิยมบางอย่างถือ เป็นสากล เช่น สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ได้แก่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความเท่าเทียมกันในด้าน ความเป็นพลเมือง เป็นต้น

(4) ทศพิธราชธรรม มีดังนี้

1 ทาน คือ การให้

2 ศีล คือ การตั้งสังวรรักษากาย วาจา ให้สะอาดปราศจากโทษ

3 บริจาค คือ การเสียสละ

4 อาชชวะ คือ ความซื่อตรง

5 มัททวะ คือ ความอ่อนโยน

6 ตบะ คือ การขจัดความเกียจคร้านและความชั่ว

7 อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ 8. อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตลอดถึงสัตว์ให้ได้ทุกข์ยาก

9 ขันติ คือ ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทนเป็นเบื้องหน้า

10 อวิโรธนะ คือ การปฏิบัติไม่ให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรงและดํารงอาการคงที่ ไม่ให้วิการด้วยอํานาจยินดียินร้าย

(5) จักรวรรดิวัตร 12 ประการ มีดังนี้

1 ควรพระราชทานโอวาทและอนุเคราะห์คนภายในราชสํานักและคนภายนอกจนถึงราษฎร

2 ควรผูกพระราชไมตรีกับกษัตริย์ ประธานาธิบดี แห่งประเทศนั้น ๆ

3 ควรสงเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ตามควรแก่พระอิสริยศ

4 ควรทรงเกื้อกูลพราหมณ์ คฤหัสถ์ และคฤหบดีชน

5 ควรอนุเคราะห์ประชาชนชาวนิคมชนบทโดยฐานานุรูป

6 ควรอุปการะสมณพราหมณ์ผู้มีความประพฤติชอบด้วยพระราชทานไทยธรรมบริขารเกื้อกูลแก่ธรรมปฏิบัติ

7 ควรจัดรักษาฝูงเนื้อ และนกด้วยพระราชทานอภัยไม่ให้ใครเบียดเบียนทําอันตรายจนเสื่อมสูญพันธุ์

8 ควรห้ามชนทั้งหลายไม่ให้ทํากิจการที่ไม่ประกอบด้วยธรรม ชักนําให้อยู่ในกุศลสุจริตประกอบการเลี้ยงชีพโดยทางธรรม

9 ควรพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ผู้ขัดสนให้เลี้ยงชีพได้ด้วยวิธีอันเหมาะสม

10 ควรเสด็จเข้าไปใกล้สมณพราหมณ์ ตรัสถามถึงบุญ บาป กุศล อกุศลให้ประจักษ์ชัด

11 ควรทรงตั้งวิรัติห้ามจิตไม่ให้เกิดอธรรมราคะในอาคมนิยสถาน

12 ควรห้ามจิตไม่ให้ปรารถนาลาภที่มิควรได้

(6) ธรรมมหาอํามาตย์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งข้าราชการตําแหน่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “ธรรม มหาอํามาตย์” มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือพระองค์ในการบําเพ็ญธรรม ดูแลพระราชวงศ์ให้บําเพ็ญธรรม สั่งสอน ประชาชน และทํางานด้านสังคมสงเคราะห์

 

ข้อ 4 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงได้เปลี่ยนแนวคิดการปกครองจากหลักอรรถศาสตร์ สู่แนวคิดอุดมการณ์ธรรม ให้นักศึกษาเปรียบเทียบหลักการปกครองแบบอรรถศาสตร์ และอุดมการณ์ธรรม มาให้เข้าใจ

แนวคําตอบ

หลักอรรถศาสตร์

1 การสร้างอํานาจ คือ การมุ่งสร้างอํานาจ การสะสมอาวุธ เพื่อที่จะทําสงคราม

2 การรักษาอํานาจ คือ การที่จะปกครองราษฎรหรือหัวเมืองต่าง ๆ เชื่อฟังพระองค์

3 การจัดแบ่งการปกครอง คือ การจัดรูปแบบการปกครองให้รวมศูนย์

4 วิธีการจัดเก็บภาษี คือ เพื่อที่จะสนับสนุนการปกครองของพระองค์เองและก็ของราชวงศ์ เพื่อที่จะให้มีความมั่งคั่ง เพื่อที่จะใช้รักษาอํานาจ และเพื่อที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์

5 การใช้เล่ห์กลเพทุบายทางการเมือง

6 การใช้สายลับ คือ เพื่อการรู้ข้อมูลข่าวสารของคนที่จะมาบั่นทอนอํานาจของพระองค์เป็นการรักษาไว้ซึ่งอํานาจของพระองค์

7 การรวมศูนย์อํานาจ คือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลักอุดมการณ์ธรรม

1 พ่อปกครองสุก คือ ทรงใช้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก แทนที่การปกครองแบบ รวมศูนย์อํานาจ

2 เมตตา เผยแพ ทําทาน คือ พระองค์ทรงเผยแผ่การปกครองโดยธรรม โดยการกรีฑาทัพต้องเป็นไปด้วยความเมตตา ต้องเอาชนะด้วย “ธรรมวิชัย”

3 ไม่ฆ่าสัตว์ คือ ทรงเลิกการฆ่าสัตว์ส่วนพระองค์ ห้ามฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ ทรงห้ามประชาชนล่าสัตว์ ห้ามฆ่าสัตว์บางชนิด บางเวลา และการสร้างโรงพยาบาลสัตว์ เป็นต้น

4 การปกครองโดยธรรม คือ การที่ทรงขยายพระราชอํานาจโดยธรรม เช่น การใช้กองทัพขู่ให้กลัวและยอมแพ้ แล้วหันมาปฏิบัติธรรมตามแบบของพระองค์ และกษัตริย์ที่เป็นเมืองขึ้นก็ต้องปกครองแผ่นดินโดยธรรมเหมือนพระองค์

5 การผ่อนปรนเรื่องภาษี คือ พระองค์ไม่เก็บภาษีมากเหมือนในสมัยราชวงศ์เดิมของพระองค์ รวมทั้งพระองค์ไม่อนุญาตให้พระราชาของเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครอง ของพระองค์ ขึ้นภาษีให้ประชาชนของพระองค์เดือดร้อน

6 การเอาใจใส่ในเรื่องบริการสาธารณะ เช่น ในด้านสวัสดิการ พระองค์โปรดให้จัดบริการในด้านเวชกรรมไว้ 2 ประการ คือ การรักษาโรค และการรักษาปศุสัตว์ โดยให้ปลูกสมุนไพรที่เป็นยาสําหรับสัตว์และมนุษย์

7 ธรรมวิชัย คือ การเอาชนะด้วยธรรม เช่น ทรงอุปถัมภ์บํารุงสมพราหมณ์ เข้าไปสนทนาธรรม และแก้ไขความเสื่อมของศาสนา ทรงแสดงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมและ เผยแผ่ธรรม และทรงประสงค์ให้คนที่แตกต่างกันทั้งผู้ดีและสามัญชนหันมานับถือ ศาสนาพุทธที่มีความเสมอภาคกัน ความแตกต่างระหว่างบุคคลก็จะหมดไป รวมทั้ง ทรงเปลี่ยนจากเสียงกึกก้องของกลองศึกมาเป็นเสียงกึกก้องของการประกาศธรรม

 

ข้อ 5 ในสมัยพุทธกาลการเกิดขึ้นของศาสนาพุทธ มีนัยสําคัญที่เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองของชมพูทวีปอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

แนวคําตอบ

ศาสนาพุทธ เกิดขึ้นในชมพูทวีป ซึ่งขณะนั้นศาสนาพราหมณ์เกิดขึ้นก่อนศาสนาพุทธหลายร้อยปี และครอบงําความเชื่อของชาวชมพูทวีปอย่างแน่นแฟ้น จนถึงกับสามารถสร้างความยอมรับในเรื่องวรรณะอย่างฝังใจ

ในสมัยพุทธกาลการเกิดขึ้นของศาสนาพุทธได้เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองของชมพูทวีป ดังนี้

1 เปลี่ยนทั้งจารีตของนักบวชและประชาชน เช่น ศาสนาพุทธได้พยายามล้มล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่องพิธีกรรมอันเหลวไหลต่าง ๆ โดยเฉพาะการบูชายัญ

2 ปลดปล่อยชนชั้นค้าขายให้มีอิสระในการประกอบสัมมาอาชีพ

3 เสริมแรงเรื่อง “ลดชนชั้นวรรณะของตน” โดยศาสนาพุทธสอนให้เลิกเชื่อถือยึดมั่นในระบบการเบ่งวรรณะที่เอาชาติกําเนิดมาขีดคั่นจํากัดสิทธิและโอกาสทั้งทางสังคมและจิตใจของมนุษย์

4 ทลายกําแพงความรู้ทางศาสนา โดยพระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์ที่เปิดรับคนจาก

ทุกวรรณะให้เข้าบวชในศาสนาพุทธอย่างเสมอภาค และการเปิดโอกาสให้สตรีสามารถเข้าบวชในคณะสงฆ์ของพระองค์ได้เท่าเทียมบุรุษ

5 การได้รับการยอมรับจากกษัตริย์ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แคว้นโกศล และพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แคว้นมคธ เป็นต้น ทําให้กษัตริย์เหล่านี้ได้ใช้หลักธรรมใน ศาสนาพุทธสร้างสันติสุข ทํานุบํารุงบ้านเมือง และอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขลดความรุนแรง การประทุษร้าย การฆ่าฟัน และสงครามลงได้มาก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นและแผ่ขยายของศาสนาพุทธในชมพูทวีปมีนัยสําคัญ คือ เป็น การต่อสู้ทางสังคมการเมือง เช่น การยกเลิกการทารุณฆ่าสัตว์ด้วยการบูชายัญ และการเปิดโอกาสให้สตรีสามารถ เข้าบวชในคณะสงฆ์ของพระองค์ได้เท่าเทียมบุรุษ รวมทั้งยังเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างสําคัญ เสมือนการปลดแอก ให้แก่ชนชั้นต่ำที่ลําบากยากจนได้ทางหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะล้มล้างการแบ่งชั้นวรรณะไม่ได้ก็ตาม

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียง 3 ข้อ

ข้อ 1 “รัฐ” มีกําเนิดมาจากหลากหลายทฤษฎี จงยกทฤษฎีการเกิดรัฐที่ท่านเข้าใจมาอธิบายอย่างน้อย 3 ทฤษฎี

แนวคําตอบ

ทฤษฎีการกําเนิดของรัฐ

รัฐมีกําเนิดมาหลายพันปี อาจจะถึง 10,000 ปีมาแล้ว และหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ก็ยืนยันไม่ได้ว่า รัฐกําเนิดขึ้นมาอย่างไร นักรัฐศาสตร์จึงตั้งทฤษฎีหรือสมมุติฐานของตนขึ้นมาอธิบายว่ารัฐกําเนิด ขึ้นมาอย่างไร ซึ่งมีหลายทฤษฎีด้วยกัน โดยในที่นี้จะกล่าวถึง 3 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเทวสิทธิ์ ทฤษฎีสัญญาประชาคม และทฤษฎีกําลังอํานาจ

1 ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (The Divine Theory) ทฤษฎีนี้อาจเป็นทฤษฎีการกําเนิดรัฐที่เก่าแก่ ที่สุด โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่าพระเจ้า (God) เป็นผู้ให้กําเนิดและสร้างรัฐขึ้นมาในอาณาจักรโบราณและชนเผ่าที่เก่าแก่จะมีความเชื่อว่า ผู้ปกครอง (Rulers) เป็นผู้สืบ เชื้อสายมาจากพระเจ้า พวกคริสเตียนยุคก่อนเชื่อว่า พระเจ้าสร้างรัฐขึ้นมาปกครองมนุษย์เพื่อลงโทษบาปที่มนุษย์ ได้กระทําไว้

ในสมัยกลางทฤษฎีเทวสิทธิ์ยังเป็นที่ยอมรับกัน แม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างสันตะปาบา (Pope) และจักรพรรดิโรมัน (Emperor) ในข้อที่ว่า ผู้ปกครองได้รับมอบอํานาจโดยตรงจากพระเจ้าหรือต้องผ่าน สันตะปาปา ต่อมาพวกที่สนับสนุนระบบกษัตริย์โดยเฉพาะพวกโปรเตสแตนต์ได้อ้างว่า กษัตริย์ได้รับอํานาจโดยตรง จากพระเจ้า จึงทําให้ทฤษฎีอํานาจเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ (The Divine Right of Kings) เป็นที่ยอมรับ

ทฤษฎีอํานาจเทวสิทธิ์ทําให้กษัตริย์มีอํานาจมากจนสามารถรวบรวมนครรัฐต่าง ๆ เข้า ด้วยกันเป็นรัฐชาติได้ แต่ก็มีผลเสียที่ทําให้กษัตริย์ใช้อํานาจกดขี่ประชาชนอย่างรุนแรงโหดร้าย

2 ทฤษฎีสัญญาประชาคม (The Social Contract Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่าประชาชนเป็น เจ้าของอํานาจอธิปไตย (Popular Sovereignty) โดยมีแนวความคิดว่า มนุษย์เป็นผู้ก่อตั้งรัฐ โดยวิธีการที่ปัจเจกชน (Iridividual) ยกอํานาจอธิปไตยที่ตนมีให้แก่ผู้ปกครองหรือรัฐบาลให้มาใช้อํานาจปกครองเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่ถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาลไม่ดี กดขี่ประชาชน ประชาชนทุกข์ยาก ประชาชนก็ยกเลิก สัญญาประชาคมได้ โดยลุกฮือขึ้นล้มล้างผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่เลวร้ายนั้นได้

ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 – 18 เป็นอย่างมากจนทําให้ทฤษฎี เทวสิทธิ์หมดความน่าเชื่อถือลง จึงเกิดปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ในยุโรปอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส จนมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและรัฐสภาขึ้นมาแทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

นักทฤษฎีสัญญาประชาคมที่มีชื่อเสียงมี 2 ท่าน คือ

1) โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) เชื่อว่า แต่แรกนั้นมนุษย์ไม่ได้รวมกันอยู่ในสังคม แต่แยกกันอยู่ตามสภาพธรรมชาติ อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ซึ่งไม่เหมาะสมกับความเจริญ เพราะมีลักษณะโดดเดี่ยว ยากจน โหดร้าย ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีความยุติธรรมต้องต่อสู้เพื่อรักษาให้ชีวิตอยู่รอดโดยลําพัง มนุษย์จึง ตกลงทําสัญญาต่อกันให้มารวมอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ที่มีอํานาจเข้มแข็งกว่า ซึ่งฮอบส์เห็นว่า การปกครอง

โดยกษัตริย์ที่มีอํานาจมากจะดีที่สุด และประชาชนไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกสัญญา ไม่สามารถเรียกร้องอํานาจคืนจาก องค์อธิปัตย์ได้

2) จอห์น ล็อก John Locke) เห็นว่า สภาพธรรมชาติของมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์เพราะ มนุษย์มีหน้าที่ตัดสินความผิดที่ตนทําด้วยตนเองจึงหาความยุติธรรมไม่ได้ ล็อกเสนอว่าควรมีการจัดตั้งสถาบันขึ้น 3 ประเภท คือ สภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และศาลยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่สมบูรณ์

การที่จะให้ได้สถาบันทั้ง 3 ขึ้นมา มนุษย์ต้องสละสิทธิพิพากษาลงโทษของตน โดยยอม ยกสิทธินี้ให้องค์กรหนึ่งเป็นผู้นําแทนทุกคน แต่ต้องทําตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกําหนด ขั้นตอนนี้ล็อกถือว่าเป็นสัญญา เมื่อเกิดมีสัญญาสังคมแล้ว สังคมและรัฐบาลก็เกิดขึ้นทันที

ล็อกมีความเห็นที่ต่างจากฮอบส์ในข้อที่ว่า สิทธิที่มอบให้รัฐบาลไปแล้ว สามารถเรียกคืน ได้ถ้ารัฐบาลหรือองค์อธิปัตย์เป็นทรราช ล็อกสนับสนุนให้เอกชนมีสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลที่สําคัญ และได้เน้นว่าสังคมเกิดขึ้นมาได้เพราะการยินยอมโดยสมัครใจของสมาชิกของสังคม ซึ่งมีการ ปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority) โดยความคิดเห็นของล็อกเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในปัจจุบัน

3 ทฤษฎีกําลังอํานาจ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐมีจุดเริ่มต้นจากการยึดครองและการบังคับโดย ผู้ที่แข็งแรงกว่าต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า นักทฤษฎีนี้บางท่านเห็นว่า รากฐานของรัฐคือความอยุติธรรมและความชั่วร้าย ดังนั้นผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงสามารถข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าได้ และได้สร้างกฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนชอบด้วยกฎหมายใน การจํากัดสิทธิของบุคคลอื่น

นักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเห็นว่าการใช้กําลังอํานาจของรัฐเป็นสิ่งจําเป็น และกําลังสร้าง ความชอบธรรม (Might made Right) อํานาจคือความยุติธรรม และรัฐคืออํานาจสูงสุด มีฐานะสูงกว่าศีลธรรมจรรยา ทฤษฎีนี้มีส่วนทําให้เกิดระบอบการปกครองแบบเผด็จการในยุโรปหลายลัทธิ เช่น ลัทธินาซีเยอรมัน และลัทธิ ฟาสซิสต์อิตาลี เป็นต้น

 

ข้อ 2 “ธรรมราชา” คืออะไร ใครที่ได้รับการยกย่องให้เป็นธรรมราชาที่ยิ่งใหญ่ของโลก เขามีพฤติกรรมและนโยบายอย่างใด

แนวคําตอบ

ธรรมราชาคืออะไร

ธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงชนะโดยธรรม ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม หรือนักปกครอง ผู้ใช้ธรรมะในการเอาชนะศัตรู ไม่ใช้อาวุธหรือศาสตรา มีธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเป็นเครื่องชี้นําใน การปกครองและดําเนินชีวิต

พระเจ้าอโศกมหาราช-ธรรมราชาในประวัติศาสตร์

พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างพระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นธรรมราชาไว้ในจักกวัตติสูตร ซึ่งเป็น ธรรมราชาในอุดมคติ หาตัวตนจริงไม่พบ แต่ธรรมราชาที่มีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” หรือพระศรีธรรมโศกราช ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง ของกรุงสุโขทัย

ประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นที่รู้กันแพร่หลายนับพันปีมาแล้ว เพราะมีหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะหลักศิลาจารึกที่กล่าวถึงพระจริยวัตรในการปกครองโดยธรรมของพระองค์ โดยมีประเด็นต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระเจ้าอโศกมหาราชดังนี้คือ

1 ธรรมวิชัย-ชัยชนะด้วยธรรม ธรรมวิชัย คือ การเอาชนะด้วยธรรม แทนที่การใช้ แสนยานุภาพ แต่เดิมพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้ทรงนับถือพุทธศาสนา ทรงมีพระทัยดุร้ายมาก การขยายอาณาจักร ของพระองค์ทรงใช้แสนยานุภาพปราบปรามข้าศึกอย่างโหมเหี้ยม กองทัพของพระองค์ได้ชัยชนะแบบที่เรียกว่า เลือดท่วมท้องช้างหลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงหันมานับถือพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์เป็นธรรมราชา และขยายอํานาจโดยใช้ธรรมวิชัยในการเอาชนะข้าศึก เช่น การใช้ธรรมโดยมิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาสตรา, การใช้กองทัพขู่ให้กลัวและยอมแพ้แล้วหันมาปฏิบัติธรรมตามแบบของพระองค์, การอบรมสั่งสอน ให้ประชาชนประพฤติธรรม, การประกาศธรรมอย่างกึกก้องแทนเสียงกลองศึก เป็นต้น

2 พุทธศาสนาภายในพระบรมราชูปถัมภ์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา อย่างเต็มที่ โดยที่สําคัญมี 2 ประเภท คือ

1) การอุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ซึ่งกระทําที่วัดอโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมีสาเหตุมาจากการที่มีพวกเดียรถีย์ หรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวช แล้ว แสดงลัทธิศาสนาและความเห็นของตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา ทําให้คําสอนและการประพฤติปฏิบัติของสงฆ์ บิดเบือนไป

2) การส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนาไปในดินแดนต่าง ๆ เช่น คณะของ พระมหินทเถระ ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นําพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ในลังกาทวีปเป็นครั้งเเรก และคณะหนึ่งที่นําโดยพระโสณะเถระ และพระอุตตระเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิโดยมี ศูนย์กลางที่นครปฐมในปัจจุบัน และได้สร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นเป็นเครื่องหมายแห่งการเผยแผ่ธรรมในดินแดน สุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก

3 การยกย่องบูชาและอุปถัมภ์บํารุงศาสนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ดังนี้คือ

1) ทรงมีใจกว้างต่อศาสนาอื่น ไม่ทําลายล้างศาสนาฮินดูซึ่งเป็นความเชื่อของคนอินเดีย ทั่วไป และมิได้ทรงบังคับให้ประชาชนเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ

2) ทรงไม่สนับสนุนให้ยกย่องนักบวชของตนเองแล้วกล่าวร้ายนักบวชที่คนอื่นนับถือ

พระเจ้าอโศกมหาราชทรงให้ความสําคัญต่อนักบวชเป็นพิเศษ เพราะทรงเห็นว่านักบวช เป็นผู้ปฏิบัติธรรมและสั่งสอนธรรม โดยได้ทรงพระราชทานที่เพื่อปฏิบัติธรรมแก่พวกนักบวชหลายแห่ง นอกจากนี้ ยังทรงดูแลพุทธศาสนาเป็นพิเศษ เช่น ห้ามการแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์ ทรงตั้งพระทัยจะรักษานักบวชที่ดี และ ขจัดนักบวชที่ไม่ดี

4 การสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ในและนอกอาณาจักร พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงตั้งพระทัยให้ประชาชนเจริญทางธรรมและเข้าถึงธรรม จึงทรงดําเนินการให้สั่งสอนธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ ใกล้และที่อยู่ห่างไกล โดยทรงแสวงหาวิธีการส่งเสริมให้ประชาชนประพฤติธรรมหลายวิธี ได้แก่

1) การประกาศธรรมออกไปในทิศต่าง ๆ

2) การอบรมสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน

3) การให้มหาดเล็กและข้าหลวงซึ่งปกครองคนจํานวนมากหลายแสนคนนั้นพูดชักชวน ให้ประชาชนเข้าถึงธรรม

4) การกําหนดให้ประชาชนฟังธรรม เป็นต้น

5 การเมตตาธรรมต่อมนุษย์และสัตว์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีเมตตาธรรมต่อมนุษย์ และสัตว์อย่างเปี่ยมล้น ดังจะเห็นได้จากการห้ามไม่ให้ปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความชั่วร้ายทั้งหลาย คือ ด้วยความ เกลียดแกล้ง ด้วยความเหลื่อมล้ํา ด้วยความรุนแรง ด้วยความด่วนได้ ด้วยความละเลย ด้วยความเกียจคร้าน และ ด้วยความท้อถอย โดยทรงปล่อยนักโทษ 25 ครั้งใน 26 ปี ทรงยกเลิกการล่าสัตว์ส่วนพระองค์ ห้ามฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ ห้ามประชาชนล่าสัตว์ ห้ามฆ่าสัตว์บางชนิด บางเวลา และการสร้างโรงพยาบาลสัตว์จํานวนมากทั่วประเทศอินเดีย

6 การตั้งธรรมอํามาตย์ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตั้งข้าราชการตําแหน่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “ธรรมมหาอํามาตย์” มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือพระองค์ในการบําเพ็ญธรรม ดูแลพระราชวงศ์ให้บําเพ็ญธรรม สั่งสอน ประชาชน และทํางานด้านสังคมสงเคราะห์

7 การปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระทัยรักและเสียสละ ให้ประชาชนเสมือนหนึ่งเป็นลูกของพระองค์ จึงทรงปกครองโดยธรรมได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้แล้วยังทรงดูแล ข้าราชการให้รักประชาชนเหมือนลูกเช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงห่วงใยและเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากการที่ พระองค์เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีความทุกข์เข้าร้องทุกข์ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะทรงบรรทมหรือทรงเสวยอยู่ก็ตาม

กล่าวโดยสรุปคือ ธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงชนะโดยธรรม ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม โดยพระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างพระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นธรรมราชาไว้ในจักกวัตติสูตร ซึ่งเป็นธรรมราชาในอุดมคติ หาตัวตนจริงไม่พบ แต่ธรรมราชาที่มีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” หรือพระศรีธรรมโศกราช ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วงของกรุงสุโขทัย

จริยวัตรต่าง ๆ และนโยบายที่แสดงถึงความเป็นธรรมราชาของพระเจ้าอโศกมหาราช มีดังนี้ คือ ธรรมวิชัย ชัยชนะด้วยธรรม, พุทธศาสนาภายในพระบรมราชูปถัมภ์, การยกย่องบูชาและอุปถัมภ์บํารุงศาสนา, การสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนทั้งที่อยู่ในและนอกอาณาจักร, การเมตตาธรรมต่อมนุษย์และสัตว์, การตั้งธรรมอํามาตย์ และการปกครองแบบพ่อปกครองลูก

 

ข้อ 3 จงเปรียบเทียบหลักการประชาธิปไตยกับหลักการของพุทธศาสนาว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

แนวคําตอบ

หลักการประชาธิปไตยตะวันตกกับหลักการของพุทธศาสนามีความเหมือนกันในหลายประเด็น ดังนี้

1 หลักอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (Popular Sovereignty) อํานาจสูงสุดในการ ปกครองประเทศหรืออํานาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชนทุกคนร่วมกัน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจร่วมกัน ใช้อํานาจนี้จะทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเอง รวมทั้งอํานาจในการถอดถอนในกรณีที่มี การใช้อํานาจโดยมิชอบในพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักอธิปไตย 3 ประการ คือ

1) อัตตาธิปไตย คือ การถือตน เป็นใหญ่

2) โลกาธิปไตย คือ ถือการถือโลกเป็นใหญ่

3) ธรรมาธิปไตย คือ การถือธรรมเป็นใหญ่ ซึ่งพุทธศาสนา มุ่งเน้นหลักธรรมาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด

2 หลักสิทธิและเสรีภาพ

สิทธิ (Right) หมายถึง อํานาจหรือความสามารถที่จะทําอะไรได้ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น สิทธิบางอย่างเกิดมาตามธรรมชาติ เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกายของตนเอง ตนจึงมีสิทธิที่จะเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครองชีวิตของตน สิทธิบางอย่างได้มาตามกฎหมาย เพราะกฎหมายกําหนดไว้ให้มีสิทธินั้น โดยในทาง การเมืองประชาชนก็มีสิทธิที่สําคัญหลายอย่าง เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (Election) สิทธิในการออกเสียง ประชามติ (Referendum) สิทธิเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) และสิทธิ์ในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจาก ตําแหน่ง (Recall) เป็นต้น

เสรีภาพ (Liberty) หมายถึง ความเป็นอิสระในการกระทําการต่าง ๆ ตราบใดที่ไม่ได้ ทําให้ผู้อื่นเสียหายหรือผิดกฎหมาย โดยในทางการเมืองนั้นเสรีภาพที่สําคัญที่จะบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ เสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการพิมพ์ เสรีภาพในการศึกษา และเสรีภาพในการจัดตั้ง สมาคมและพรรคการเมือง เป็นต้น

ในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยไม่ทรงบังคับให้ใคร เชื่อถือศรัทธาในศาสนาของพระองค์ แต่ทรงชี้ทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น ใครจะทําตามหรือไม่นั้น ย่อมมีสิทธิเลือก นอกจากนั้นพระพุทธเจ้ายังให้เสรีภาพในการคิด เช่น พระองค์ทรงสอนพวกกาลามะ ให้ใช้วิจารญาณการพิจารณา ไตร่ตรองของตนเองให้ดีเสียก่อนจึงจะเชื่อตามหลักกาลามสูตร 10 ประการ รวมทั้งทรงสอนเรื่องศีล 5 คือ ไม่ให้ ฆ่าผู้อื่น ไม่ให้ลักทรัพย์ผู้อื่น ไม่ให้ล่วงละเมิดผู้อื่น เป็นต้น นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรับรองสิทธิส่วนบุคคล ที่ผู้อื่นจะละเมิดมิได้

3 หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง ความเท่าเทียมที่จะทําอะไรได้เหมือนกัน และได้รับการปฏิบัติเหมือนกันภายใต้กฎหมาย โดยในทางการเมืองก็มีความเสมอภาคที่สําคัญหลายอย่าง เช่น ความเสมอภาคในการเป็นมนุษย์เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ คนรวยหรือคนจน ก็มีค่า แห่งความเป็นคนเหมือนกัน ย่อมมีศักดิ์ศรีเกียรติยศที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน

ความเสมอภาคทางการเมืองมีความสําคัญ คือ บุคคลจะได้รับความคุ้มครองหรียปฏิบัติ จากกฎหมายเสมอเหมือนกัน ความเสมอภาคทางการเมืองเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมือง คือ คนที่มีภาวะหรือสภาพ เหมือนกัน ย่อมมีสิทธิทางการเมืองเสมอภาคกัน เช่น อายุ 18 ปีบริบูรณ์มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนกันหมด เป็นต้น

ในพุทธศาสนา จะเห็นได้ชัดเจน เช่น ผู้หญิงก็สามารถเข้ามาบวชเป็นภิกษุณีได้เช่นเดียว กับผู้ชายที่ขอบวชเป็นภิกษุ, พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านการแบ่งชั้นวรรณะตามศาสนาฮินดู โดยทรงให้ทุกวรรณะแม้แต่ จัณฑาลก็เข้าบวชในพุทธศาสนาได้ รวมทั้งพระองค์ทรงสอนว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันหมดต่อกรรมดีและกรรมชั่ว ที่ตนทํา เป็นต้น

4 หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) หมายถึง ผู้ปกครองจะใช้อํานาจใด ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อํานาจไว้ อีกทั้งการใช้อํานาจนั้นจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเท่านั้น การจํากัดสิทธิเสรีภาพใด ๆ ของประชาชนจะต้องเป็นไปตาม เงื่อนไขของกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นหลักการนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งจะให้ความคุ้มครองแก่สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ ประชาชนเป็นสําคัญ

ในพุทธศาสนามีพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นหลักกฎหมาย ที่เป็นหลักปฏิบัติของสงฆ์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหมู่คณะมีความสงบสุข เป็นต้น

5 หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) หมายถึง ในการตัดสินใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกําหนด ตัวผู้ปกครอง หรือการตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ จะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ และเพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินนั้นสะท้อนถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงก็ต้องให้ความเคารพและ คุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย (Minority Right) ทั้งนี้เพื่อประกันว่าฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้มติในลักษณะพวกมากลากไป

ในพุทธศาสนาในการปกครองคณะสงฆ์ก็ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน ฝ่ายใดได้รับ เสียงข้างมากสนับสนุน ฝ่ายข้างน้อยก็ปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย เป็นต้น

ดังนั้นจากหลักการดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยตะวันตกและประชาธิปไตยใน พุทธศาสนามีความเหมือนกันในหลายประเด็น เช่น หลักอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หลักสิทธิและ เสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักการปกครองโดยกฎหมาย และหลักเสียงข้างมาก

 

ข้อ 4 จงยกหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาอย่างน้อย 3 – 5 ข้อ โดยให้อธิบายถึงรายละเอียดมาพร้อมด้วย

แนวคําตอบ

หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

1 หลักความเสมอภาคและสิทธิ (Equalitarianism) เป็นความสํานึกที่ยึดมั่นว่า มนุษย์เรา มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยกําเนิดหรือโดยธรรมชาติ แม้ว่าจะมีผู้ทรงอํานาจที่อ้างสิทธิว่าตนเป็นผู้ที่พระเจ้า ส่งมาเกิดตามลัทธิเทวสิทธิ์ก็ตาม ผู้ที่มีความเชื่อในความเสมอภาคของมนุษย์ก็พยายามต่อสู้มาเป็นพันปี จนเป็นที่ ยอมรับกันและมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร และรัฐธรรมนูญตามจารีตประเพณีอย่างของอังกฤษว่า มนุษย์เราเสมอภาคกัน

รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 ของไทย ก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 30 วรรคแรกว่า “บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”

วรรคสองว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน”

วรรคสามว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพร่างกายหรือสุขภาพ สถานะ ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อ ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้”

2 หลักเสรีภาพ (Libertarianism) เมื่อมนุษย์มีความเสมอภาคกัน ไม่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ กีดกันด้วยเหตุต่าง ๆ ตนก็มีอิสรเสรีที่จะทําอะไรก็ได้ตามที่ตนพอใจ โดยไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของผู้อื่น ทั้งนี้การที่จะได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพก็ต้องต่อสู้เรียกร้องช่วงชิงมาจากผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการในรูปต่าง ๆ นับพันปี เช่น การประกาศสิทธิเสรีภาพครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1688 โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ (Bit of Right) ของรัฐสภาอังกฤษ

เสรีภาพที่สําคัญ ได้แก่ เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการเขียน เสรีภาพในการรวมกลุ่ม ทางการเมือง ตลอดจนสิทธิความเป็นเจ้าของ เช่น สิทธิในชีวิต และสิทธิในทรัพย์สิน เป็นต้น

3 หลักเหตุผลนิยม (Rationalism) ในอดีตมนุษย์ถูกปลูกฝังให้เชื่อถือในสิ่งที่นอกเหนือ ธรรมชาติ เช่น พระเจ้าและอํานาจปกครองที่สั่งการและบังคับให้เชื่อฟัง โดยไม่คิดถึงเหตุผลความสมควร และความเป็นจริง ทําให้มนุษย์ล้าหลังยอมรับในอํานาจอันไม่เป็นธรรมของผู้อื่น ต่อเมื่อคนเราหันมาเชื่อถือในสิ่งที่เป็น ธรรมชาติ เป็นวิทยาศาสตร์ หาเหตุผลสาเหตุความเป็นมาได้ก็ทําให้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถของมนุษย์สูงขึ้น จนเกิดความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการต่าง ๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อโลกจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลในด้านการปกครองก็ทําให้การเชื่อฟังผู้มีอํานาจโดยไม่ไตร่ตรองหมดไป จนเกิดความกล้าที่จะตรวจสอบการกระทําและผลงานของผู้ปกครองซึ่งเป็นหลักการสําคัญของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง โดยความมีเหตุผลนี้เองที่สร้างให้เกิดระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้น ไม่ให้ผู้ปกครองปกครองโดยใช้อารมณ์ และอํานาจอย่างไม่เป็นธรรม

4 หลักศีลธรรม (Moralism) ศีลธรรมเป็นแนวทางหรือข้อปฏิบัติในการควบคุมความ ประพฤติของมนุษย์ ศีลธรรมของชาวตะวันตกสืบเนื่องมาจากศาสนาคริสต์ที่สอนให้มีเมตตาไม่ประทุษร้ายกัน ปฏิบัติ ต่อกันเหมือนพี่น้อง (Brotherhood of Men) โดยศีลธรรมของบุคคลได้ขยายออกเป็นศีลธรรมของสังคมและการเมือง ผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองจะต้องมีจริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรม และที่สําคัญคือจะต้องมีความ เป็นธรรมและยุติธรรม ไม่ใช้โอกาสในทางการเมืองมาทําการทุจริตประพฤติมิชอบ และนักการเมืองจะต้องมีความ ละอายต่อบาป การทําผิดศีลจะต้องได้รับโทษทั้งทางบ้านเมือง สังคม และต้องถูกประณาม

5 หลักการปกครองของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน (Government of the People, by the People and for the People) หลักการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ที่ต้องการให้สหรัฐอเมริการวมเป็นหนึ่งเดียวหลังจากเกิดสงครามระหว่าง ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ โดยสุนทรพจน์ส่วนที่เป็นหลักประชาธิปไตยนี้มีข้อความที่สําคัญคือ

“บรรพบุรุษของเราได้ก่อตั้งชาติใหม่ขึ้นมาบนทวีปนี้ ด้วยมุ่งหวังในเสรีภาพ, และทุ่มเท อุทิศให้แก่หลักการที่ว่าคนทุกคนถูกสร้างให้เท่าเทียมกัน (หลักการ) ที่ว่ารัฐบาลของประชาชน, โดยประชาชน เพื่อประชาชน, จะไม่สูญหายไปจากโลก”

รัฐบาลของประชาชนนี้มีความหมายกว้าง ไม่ใช่หมายถึงเฉพาะว่า ประชาชนเป็นเจ้าของ การปกครอง แต่ประชาชนเป็นเจ้าของทุกอย่างไม่ว่า แผ่นดิน ท้องฟ้า น้ํา อากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสรรพชีวิต สรรพสิ่งในเขตแดนของประเทศรัฐบาลโดยประชาชน ก็หมายถึง ประชาชนมีอํานาจจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาด้วยรูปแบบต่าง ๆ เช่น เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง หรือเลือกผู้แทนราษฎรเข้ารัฐสภา แล้วรัฐสภาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีมาบริหารประเทศ เมื่อตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ประชาชนก็ต้องดูแลควบคุมตรวจสอบไม่ให้รัฐบาล เบี่ยงเบนไม่ทําหน้าที่อันสมควร ป้องกันไม่ให้รัฐบาลทุจริตประพฤติมิชอบ

รัฐบาลเพื่อประชาชน เป็นจุดมุ่งหมายของประชาธิปไตยที่สําคัญ คือ รัฐบาลต้องทําเพื่อ ประชาชน ไม่ใช่ทําเพื่อตัวเองหรือเพื่อองค์กรอื่นใด ประโยชน์สุขถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล เมื่อผู้ใดอาสา เข้ามาบริหารปกครองประเทศก็มีจุดหมายปลายทางที่ผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

POL3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา ซ่อม 1/2557

การสอบซ่อมภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3112 ความคิดทางการเมืองในพุทธศาสนา

คําสั่ง ข้อสอบเป็นแบบอัตนัยมี 2 ข้อ ให้ทําทั้งหมด กรุณาเขียนคําตอบด้วยหมึกสีเข้ม

ด้วยลายมือตัวโต ๆ ที่อ่านง่าย (หากใช้ดินสอเขียน จะปรับตกทันที)

ข้อ 1 จงอธิบายถึง ความหมายของ “ธรรมราชา” คุณธรรมต่าง ๆ ที่ธรรมราชาควรมีในตน มาให้เข้าใจอีกทั้งให้อธิบายว่า เหตุใดจึงต้องมีธรรมราชา

แนวคําตอบ

ความหมายของธรรมราชา

ธรรมราชา หมายถึง พระราชาผู้ทรงชนะโดยธรรม ไม่ใช่ชนะด้วยสงคราม หรือนักปกครอง ผู้ใช้ธรรมะในการเอาชนะศัตรู ไม่ใช้อาวุธหรือศาสตรา มีธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยว หรือเป็นเครื่องชี้นําใน การปกครองและดําเนินชีวิต

คุณธรรมของธรรมราชา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องธรรมหรือข้อที่ควรปฏิบัติเป็นประจําของธรรมราชา ไว้หลายประการ ดังนี้ คือ

1จักกวัตติสูตร – ข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนภิกษุสาวกด้วยจักกวัตติสูตร หรือสูตรว่าด้วยสิ่งที่พระเจ้า จักรพรรดิปฏิบัติเป็นประจํา โดยตรัสสอนตามลําดับคือเรื่องรัตนเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดิ อันประกอบด้วย

1 จักรแก้ว 2 ช้างแก้ว 3 ม้าแก้ว 4 แก้วมณี 5 นางแก้ว 6 ขุนคลังแก้ว 7 ขุนพลแก้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น จะต้องมีบารมีสูงส่ง มีสิ่งประเสริฐคู่บารมีอย่างพร้อมเพรียง โดยสิ่งเหล่านี้จําเป็นสําหรับ การรักษาพระราชอํานาจและบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิด้วย เช่น นางแก้วคือภรรยาที่ดี ขุนพลแก้วคือแม่ทัพที่ดี และขุนคลังแก้วคือเสนาบดีที่ดูแลพระราชทรัพย์ ซึ่งล้วนมีความสําคัญต่อผู้เป็นประมุขทั้งสิ้น

ในจักกวัตติสูตรสอนข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ดังนี้

1) จงอาศัยธรรม สักการะเคารพนับถือธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์และสัตว์ ไม่ยอมให้ผู้ทําการอันเป็นอธรรมเป็นไปได้ในแว่นแคว้น

2) ผู้ใดไม่มีทรัพย์ก็มอบทรัพย์ให้

3) เข้าไปหาสมณะพราหมณ์เพื่อปรึกษาและนําธรรมมาปฏิบัติ

2 ราชสังคหวัตถุ 4

ราชสังคหวัตถุ 4 เป็นสังคหวัตถุของพระราชา หรือหลักการสงเคราะห์ประชาชนของ นักปกครอง ได้แก่

1) สัสสเมธะ (ฉลาดบํารุงธัญญาหาร) คือ ส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนในสมัยพุทธกาล

2) ปุริสเมธะ (ฉลาดบํารุงข้าราชการ) คือ ส่งเสริมข้าราชการที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต และขยันขันแข็ง

3) สัมมาป่าสะ (ประสานรวมใจประชาชน) คือ ช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้

4) วาชไปยะ (วาทะดูดดื่มใจ) คือ รู้จักชี้แจงแนะนํา ไต่ถามทุกข์สุข และเป็นกันเองกับประชาชนทุกระดับ

การสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนด้วยหลักธรรม 4 ข้อดังกล่าวนี้ จะช่วยทําให้ประชาชน อยู่เย็นเป็นสุข เจริญก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

3 กฎทันตสูตร – สูตรว่าด้วยพราหมณ์ฟันเขยิน สิ่งที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามกฏทันตสูตร มีดังนี้

1) เพิ่มข้าวปลูกและข้าวกินให้แก่เกษตรกรที่มีความขยันขันแข็ง

2) เพิ่มทุนให้แก่พ่อค้าที่ขยันขันแข็ง

3) เพิ่มเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนให้แก่ข้าราชการที่ขยันขันแข็ง

ในกูฏทันตสูตร อธิบายว่า การที่ผู้ปกครองเพิ่มทรัพย์สิ่งของให้แก่ผู้ทําดีเป็นวิธีการที่ จะทําให้อาชญากรรมหมดไป นั่นคือ ทําให้เศรษฐกิจดีและช่วยเหลือประชาชนในการประกอบอาชีพให้มีรายได้ เพียงพอ เช่น ช่วยให้ชาวนามีสิ่งจําเป็นในการทํานา ช่วยให้พ่อค้ามีทุนในการค้าขาย ช่วยให้ลูกจ้างมีเงินพอเพียง สําหรับการเลี้ยงชีพ ช่วยให้คนเดือดร้อนได้รับการยกเว้นภาษี และให้รางวัลหรือเพิ่มเงินเดือนแก่เหล่าขุนนาง ข้าราชการที่ขยันขันแข็ง เป็นต้น

4 ทศพิธราชธรรม – คุณธรรมของพระราชา 10 ประการ

ทศพิธราชธรรมหรือคุณธรรมของพระราชา 10 ประการ ประกอบด้วย ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความไม่พิโรธ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องทศพิธราชธรรมก็เพื่อสอนให้กษัตริย์ที่มีอํานาจมาก ทรงปกครองโดยธรรม โดยมีหลักธรรมประจําใจควบคุมพระองค์เอง ประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็นสุข

5 อปริหานิยธรรม – ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม

อปริหานิยธรรม 7 ประการ คือ ธรรมที่ไม่ทําให้เกิดความเสื่อม มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนอปริหานิยธรรมแก่เจ้าลิจฉวีให้ชาววัชชีซึ่งเป็นชนชั้นสูงที่มีอํานาจปกครองรัฐแบบ สามัคคีธรรม ได้แก่

1 ประชุมกันเนืองนิตย์

2 พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และกระทํากิจที่ควรทํา

3 ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ ไม่ตัดรอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว

4 เคารพนับถือชาววัชชีที่เป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่า

5 ไม่ข่มเหงล่วงเกินสตรีที่มีสามีแล้วและสตรีสาว

6 สักการะเคารพเจดีย์ของชาววัชชี

7 จัดแจงให้การอารักขาคุ้มครองอันเป็นธรรมให้พระอรหันต์ และปรารถนาให้อรหันต์ที่ยังไม่มา ได้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

6 ธัมมิกสูตร – พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ธัมมิกสูตรหรือพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม โดยพระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระราชาเป็น ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เพราะในฐานะผู้นําที่ต้องนําพาประชาชนไปสู่ความมั่นคงปลอดภัย ความเจริญก้าวหน้า และอยู่เย็น เป็นสุขนั้น ถ้าผู้นํานําดีและทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดีประชาชนก็จะทําตัวดีตามอย่างผู้นํา อีกทั้งประชาชนก็จะมี ความสุขความเจริญ ชาติบ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองและสงบสันติ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสในธัมมิกสูตรตอนหนึ่งว่า “เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นําฝูงไปคด โคเหล่านั้นย่อมไปคดทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นําไปคด ในมนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมุติให้เป็นผู้นํา ถ้าผู้นั้น ประพฤติอธรรม ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติอธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้นทั้งหมดจะได้ประสบความทุกข์ ถ้าพระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นําฝูงไปตรง โคเหล่านั้นย่อมไปตรงทั้งหมด ในเมื่อ โคผู้นําไปตรง ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมุติให้เป็นผู้นํา ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อม ประพฤติธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้นทั้งหมดย่อมได้ประสบความสุข ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม”

เหตุใดจึงต้องมีธรรมราชา

จากการที่ผู้ปกครองเป็นผู้นํา เป็นผู้บริหาร และปกป้องรักษาเขตแดนและประชาชน ถ้ากษัตริย์ หรือผู้ปกครองดี มีคุณธรรม รัฐหรือประเทศก็ดีตามไปด้วย เช่น การสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนด้วยหลัก ราชสังคหวัตถุ 4 จะช่วยทําให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เจริญก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็เกิดความสามัคคีเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันการที่กษัตริย์มีทศพิธราชธรรม ทรงปกครองโดยธรรม ประชาชนก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นต้น

 

ข้อ 2 จงอธิบายว่า สาราณียธรรม 6 ของพระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีผลในการสร้างการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย อย่างใด

แนวคําตอบ

หลักสาราณียธรรม 6 ประการ

พระธรรมปิฎกได้อธิบายหลักการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตยโดยใช้หลักสาราณียธรรม 6 ประการ

ดังนี้

1 เมตตากายกรรม คือ การจะทําอะไรก็ทําต่อกันด้วยความเมตตา ด้วยความรัก ด้วยไมตรี ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน มีการช่วยเหลือ มีการร่วมมือ มีความพร้อมที่จะประสานงานกัน

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะทําให้เกิดความผูกพันประสานเสริม ทําให้สังคมนี้อยู่ร่วมกันไปได้ โดย มีเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นโอกาสพื้นฐานที่จะให้แต่ละคนนําเอาศักยภาพของคนมาเป็นส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมของ ตนด้วยกัน

2 เมตตาวจีกรรม คือ จะพูดอะไรก็พูดด้วยเมตตา พูดด้วยความหวังดีต่อกันและมุ่ง ประโยชน์ต่อส่วนรวมในเวลามีเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะหันหน้ามาพูดจาปรึกษากัน ปรับความเข้าใจกันได้ แต่ถ้า คนไม่มีเมตตาต่อกันแล้ว เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็ชวนให้เกิดความทะเลาะเบาะแว้งและความขัดแย้ง แล้วผลที่สุด ก็นําไปสู่ความรุนแรง สู่การทําลายล้าง นําไปสู่ปัญหา

3 เมตตามโนกรรม คือ คิดอะไรก็คิดต่อกันด้วยเมตตา มีความหวังดีและปรารถนาดีต่อกัน ข้อนี้สําคัญในขั้นที่เอามาเมตตามาประกอบกับการใช้ปัญญา ถ้าใจมีเมตตา เวลาใช้ปัญญา ก็จะช่วยให้โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงําความคิดได้ยาก เราก็จะพิจารณาวินิจฉัย คิดการวางแผนต่าง ๆ โดย มุ่งทําให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน และสร้างสรรค์สังคม นอกจากนั้นในด้านการแสดงออก เมตตาก็ทําให้มีจิตใจที่ พร้อมจะยิ้มแย้ม เวลาพบหน้ากันก็พอจะยิ้มได้ นําไปสู่การพูดจากันได้ดีขึ้น

4 สาธารณโภคี คือ การแบ่งปันทรัพย์สินผลประโยชน์กันอย่างทั่วถึง หรือการมีกินมีใช้ ร่วมกันธรรมดาคนเมื่อยังไม่ได้พัฒนา ด้อยการศึกษาที่แท้จริง ก็มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ยึดมั่นติดในผลประโยชน์เห็นแก่ตัวมาก ไม่สามารถเฉลี่ยเจือจานกันได้ ทําให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมาก เมื่อคนมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมากในเรื่องรายได้ในเรื่องทรัพย์สินสมบัติหรือสิ่งที่ครอบครอง มันก็เป็นทางทําให้ เกิดความแตกแยก คนในสังคมจึงต้องมีความโอบอ้อมอารีเผื่อแผ่แบ่งปันเจือจานแก่กันและกัน ถ้าสังคมของเรา ถือหลักพุทธศาสนาข้อนี้แล้วจะช่วยได้มาก เราก็จะไม่กอบโกยเอามาไว้เฉพาะผู้เดียว

5 สีลสามัญญตา แปลว่า การมีศีลเสมอกัน คือ มีความประพฤติดี รักษาระเบียบวินัย มีความสุจริตทางกาย วาจาที่จะกลมกลืนเข้ากันได้

คนที่จะอยู่ร่วมสังคมกันนี้ จะต้องมีศีลคือความประพฤติสุจริตไว้ใจกันได้ ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่สังคม และรักษาระเบียบวินัยทําตามกฎกติกาของสังคม

6 ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความเห็น มีความเชื่อมั่นยึดถือในหลักการ อุดมการณ์ และ อุดมคติที่ร่วมกันหรือสอดคล้องไปกันได้ คนในสังคมประชาธิปไตยนี้อย่างน้อยต้องมีความเห็น ความเข้าใจ และเชื่อมั่นในหลักการ ของประชาธิปไตยร่วมกัน

ผลในการสร้างการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าถ้าอยู่ด้วยกันด้วยหลักสาราณียธรรม 6 ประการนี้แล้ว แต่ละคนที่เป็น สมาชิกของสังคมก็จะระลึกถึงกัน มีน้ําใจประสานกลมกลืนพร้อมที่จะร่วมมือกัน เพราะตั้งแต่ทางกายเราก็มีเมตตา ต่อกัน ปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตา ช่วยเหลือเอาธุระต่อกัน ทางวาจาเราก็พูดด้วยน้ําใจรักกัน ในจิตใจเราก็คิดดี ปรารถนาดีต่อกัน ในการอยู่ร่วมกันมีของอะไร ได้อะไรมา เราก็มากินโดยแบ่งปันกัน ในการรักษาสถานภาพของสังคม เราก็รักษาระเบียบวินัย มีศีลเสมอกัน ไม่เบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนแก่กัน และปฏิบัติตามกฎกติกาของส่วนรวม และในที่สุดในขั้นหลักการพื้นฐานที่รองรับสังคมของเรา เราก็มีความเชื่อมั่นยึดถือและเข้าใจหลักการสําคัญของ ประชาธิปไตยร่วมกัน ตลอดเข้าใจร่วมกันในความจริงที่เป็นธรรมชาติของโลกและชีวิตที่จะรองรับความเป็นมนุษย์ ของเราไว้ด้วยกัน

POL3310 การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ s/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3310 การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

คําสั่ง ข้อสอบมี 5 ข้อ ให้เลือกทํา 3 ข้อ สําหรับผู้ที่ส่งงานในห้องให้ระบุ Code และเลือกทํา 2 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายถึงข้อเสนอของกลุ่มศึกษาบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (CPA) ที่มีต่อพัฒนาการวิชาบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

แนวคําตอบ

กลุ่มบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (Comparative Public Administration : CPA) หรือเรียก อีกชื่อหนึ่งว่า กลุ่มบริหารเปรียบเทียบ (Comparative Administration Group : CAG) เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในขณะนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งสถาปนาตัวเองเป็นผู้นําโลก ได้ประกาศใช้แผนมาร์แชล (Marshall Plan) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และเทคโนโลยีแก่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา การช่วยเหลือดังกล่าวมีส่วนผลักดันให้ประเทศ โลกที่ 3 หรือประเทศกําลังพัฒนาเกิดอุดมการณ์การพัฒนา (Developmentatism) โดยมีความเชื่อว่า บรรดา ประเทศยากจนสามารถพัฒนาประเทศของตนให้เหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรมได้ หากนําแนวทางของสหรัฐอเมริกามาเป็นต้นแบบ

ผลจากนโยบายการให้ความช่วยเหลือและอุดมการณ์การพัฒนาทําให้เกิดกลุ่ม CPA ซึ่งกลุ่มนี้ มองว่าระบบบริหารของประเทศโลกที่ 3 เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก ดังนั้น ถ้าต้องการจะให้ระบบบริหารของประเทศโลกที่ 3 มีประสิทธิภาพ สามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศได้ ก็จําเป็นจะต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารของประเทศเหล่านี้ให้ “ทันสมัย” ซึ่งกลุ่ม CPA ได้เรียกร้องให้มี การสร้างสถาบันทางการบริหาร (Institution-Building) ใหม่ ๆ ขึ้นในประเทศโลกที่ 3

แนวความคิดของกลุ่ม CPA ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงยุคทองของการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ (ค.ศ. 1969 – 1974) ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดพิมพ์วารสาร เอกสาร ตําราเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบมากมาย และในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาก็มีการเปิดการเรียนการสอนการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ กันมาก ซึ่งจุดเน้นของแนวความคิดของกลุ่ม CPA มีดังนี้

1 การสร้างระบบการบริหารแบบอเมริกัน (American Public Administration) ซึ่งเป็น ระบบที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด (The Best Efficiency) สามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศโลกที่ 3 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาประเทศได้

2 การนํารูปแบบการบริหารแบบอเมริกันไปใช้จะต้องครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน เนื่องจาก รูปแบบการบริหารงานแบบอเมริกันมีลักษณะ “ครบวงจร” หรือเป็นแบบ “Package” คือ ประกอบด้วยความรู้ ทางด้านการบริหารทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การจัดการ เทคโนโลยี รวมทั้งทัศนคติและค่านิยมแบบอเมริกัน เช่น เรื่องของความมีประสิทธิภาพ ความประหยัด ความมีเหตุผลและ ความรับผิดชอบ เป็นต้น

3 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการที่จะปรับปรุงระบบราชการของประเทศโลกที่ 3 ให้มี ความทันสมัยแบบสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีความเชื่อว่าระบบราชการเป็นเครื่องมือที่สําคัญที่จะช่วยให้การพัฒนา ประเทศสําเร็จผล โดยนอกจากจะกําหนดมาตรการต่าง ๆ ในการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ระบบราชการใน ประเทศโลกที่ 3 ยังได้เสนอให้มีการสร้างสถาบันทางการบริหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการพัฒนาประเทศ

4 การเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริหารของหน่วยงานราชการ จะต้องกระทําก่อน สิ่งอื่นใดทั้งหมด โดยไม่คํานึงถึงระดับของการพัฒนาทางการเมือง

ในช่วงยุคเสื่อมของการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (ค.ศ. 1975 – 1976) แนวความคิดของ กลุ่ม CPA ถูกโจมตีว่ามุ่งเน้นการบริหารงานตามแบบตะวันตกจนละเลยการพิจารณาถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน ของประเทศโลกที่ 3 จึงทําให้การบริหารงานของประเทศโลกที่ 3 ไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร เพราะการพัฒนา จําเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างสมประสบการณ์ของประเทศนั้น ๆ เอง เพื่อค้นหารูปแบบการบริหารงานที่เหมาะสม กับประเทศของตน

นอกจากนี้แนวคิดของกลุ่ม CPA ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกาในการขยายอิทธิพลและอํานาจครอบงําประเทศโลกที่ 3 โดยผ่านวิธีการชักจูงให้ประเทศโลกที่ 3 หันมาเลียนแบบสไตล์การบริหารแบบสหรัฐอเมริกา

 

ข้อ 2 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการไทยส่งผลกระทบต่อการบริหารระบบราชการในประเทศที่กําลังพัฒนาอย่างไรภายใต้ข้อเสนอของ Fred W. Riggs

แนวคําตอบ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการไทยส่งผลกระทบต่อการบริหารระบบราชการ ตามข้อเสนอของเฟรด ดับบลิว. ริกส์ (Fred W. Riggs) ใน 3 ประการ คือ

1 Poly-Communalism คือ การบริหารที่มีการแบ่งพวกแบ่งพ้องหรือแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ในองค์การ ซึ่งเป็นการแบ่งภายใต้ความแตกต่างของภูมิหลัง เช่น การศึกษา ภูมิลําเนา สถานะ เป็นต้น การบริหาร ในลักษณะนี้มีข้อดี คือ ทําให้ข้าราชการมีความสนิทสนมกัน แต่ข้อเสีย คือ อาจนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย เพราะความสนิทสนมกันในกลุ่มอาจนําไปสู่การช่วยเหลือกันเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

2 Nepotism คือ การบริหารที่มีการเล่นพรรคเล่นพวกแบบวงศาคณาญาติ ซึ่งทําให้เกิด ระบบอุปถัมภ์หรือระบบเส้นสายในระบบราชการ

3 Bazaar-Canteen คือ การบริหารที่มีการกําหนดราคาแบบเป็นทางการ แต่ในความ เป็นจริงมักจะใช้วิธีการต่อรองราคาหรือการติดสินบนข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวคือ ปกติการติดต่อกับ หน่วยงานราชการหรือการใช้บริการของหน่วยงานราชการจะมีการกําหนดค่าธรรมเนียมในการให้บริการไว้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติอาจมีการติดสินบนข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ได้รับบริการที่รวดเร็วหรือเป็นไปตาม ความต้องการของผู้ใช้บริการ ดังเช่นสํานวนไทยที่ว่า “ยื่นหมูยื่นแมว” “กินตามน้ำ” หรือ “ค่าน้ำร้อนน้ำชา”

 

ข้อ 3 จงอธิบายถึงความแตกต่างของคําว่า “Closed System” กับ “Open System”

แนวคําตอบ

“Closed System” คือ วิธีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการโดยใช้ระบบปิด ซึ่งเป็นวิธีการ ที่ใช้ในประเทศอังกฤษ ส่วน “Open System” คือ วิธีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการโดยใช้ระบบเปิด ซึ่งเป็น วิธีการที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั้ง 2 วิธีมีความแตกต่างกัน ดังนี้

การสรรหาบุคคลโดยใช้วิธี “Closed System” ได้แก่

– เปิดรับสมัครเฉพาะผู้จบจากมหาวิทยาลัยทันที ไม่สนใจประสบการณ์ – วิธีการสรรหามีความเข้มงวดมาก โดยวิธีการสอบจะลดความเข้มงวดตามลําดับชั้นของตําแหน่งข้าราชการ

– การบรรจุข้าราชการระดับสูงมักเป็นบุคคลในสายข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกชั้นสูง

– มีแนวคิดว่าคนชั้นสูงมีการศึกษาเป็นหัวสมองของประเทศ หรือเน้นการศึกษามากกว่าประสบการณ์ การสรรหาบุคคลโดยใช้วิธี “Open System” ได้แก่

– เปิดกว้างในการรับสมัคร ไม่จํากัดอายุและประสบการณ์

– วิธีการสรรหามีความยืดหยุ่น ไม่จํากัดวิธีคัดเลือก

– การบรรจุบุคคลระดับสูงจะสรรหาจากบุคคลหลายระดับ เน้นเป็นตัวแทนประชาชนได้

– มีแนวคิดว่าข้าราชการต้องมีการศึกษาสูงและมีประสบการณ์มาก

 

ข้อ 4 จงอธิบายถึงความแตกต่างของสังคมที่เป็นรัฐราชการว่ามีลักษณะอย่างไร

แนวคําตอบ

ตามแนวคิดของเฟรด ดับบลิว. ริกส์ (Fred W. Riggs) มองว่า สังคมที่เป็น “รัฐราชการ” หรือ “อํามาตยาธิปไตย” (Bureaucratic Polity) จะมีลักษณะดังนี้

1 ข้าราชการมีอํานาจและบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมาก ทั้งในด้านการเมืองและการบริหาร

2 มีการเล่นพรรคเล่นพวก และมีการแสดงอํานาจนิยมของหน่วยราชการ

3 มีลักษณะของการเมืองของรัฐข้าราชการ คือ มีการต่อสู้ทางการเมือง การต่อสู้ระหว่างกลุ่มข้าราชการต่าง ๆ

4 ข้าราชการเป็นใหญ่มีอํานาจตัดสินใจแทนประชาชน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ประเทศไทย นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน อํานาจทางการเมืองโดยส่วนใหญ่มักตกอยู่ในมือของข้าราชการทั้งข้าราชการพลเรือนและข้าราชการ ทหาร โดยข้าราชการมักจะดํารงตําแหน่งสําคัญต่าง ๆ ทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น ทําให้ข้าราชการมีอํานาจและบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นอย่างมากจนยากต่อการควบคุมหรือตรวจสอบโดยสถาบันอื่น ๆ

ดังนั้นสังคมที่เป็นรัฐราชการอย่างเช่นประเทศไทยจึงมีลักษณะที่แตกต่างกับสังคมที่มิใช่ รัฐราชการอย่างเช่นประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาจะมีการแบ่ง บทบาทอํานาจหน้าที่ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการอย่างชัดเจน โดยฝ่ายการเมืองจะทําหน้าที่ในการ กําหนดนโยบาย ส่วนฝ่ายข้าราชการจะทําหน้าที่ในการบริหารงานตามนโยบายที่ฝ่ายการเมืองกําหนด ฝ่ายข้าราชการ จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

 

ข้อ 5 จงอธิบายลักษณะสําคัญของหลักธรรมาภิบาลมาพอสังเขป

แนวคําตอบ

หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มีองค์ประกอบสําคัญ 6 ประการ คือ

1 หลักการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Public Participation) คือ การให้ประชาชน ทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและการบริหารอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงการให้เสรีภาพ แก่สื่อมวลชนและสาธารณชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

2 หลักความสุจริตและโปร่งใส (Honesty and Transparency) คือ การกําหนด ระบบกติกาและการดําเนินงานที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับ ข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี เป็นธรรม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

3 หลักพันระความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) คือ การมีความรับผิดชอบ ในบทบาทภาระหน้าที่ที่มีต่อสาธารณชน โดยมีการจัดองค์กรหรือการกําหนดกฎเกณฑ์ที่เน้นการดําเนินงานเพื่อ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม

4 หลักกลไกการเมืองที่ชอบธรรม (Political Legitimacy) คือ ผู้ที่เป็นรัฐบาลหรือ ผู้ที่มีบทบาทในการบริหารประเทศต้องชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมส่วนรวม ทั้งในเรื่องความสุจริต ความเที่ยงธรรม และความสามารถในการบริหารประเทศ

5 หลักกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน (Fair Legal Framework and Predictability) คือ การกําหนดกรอบในการปฏิบัติหรือกฎหมายที่เป็นธรรมและยุติธรรมสําหรับกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งกฎเกณฑ์ จะต้องเป็นที่เข้าใจตรงกัน มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สามารถคาดหวังผลและรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่ปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ที่วางไว้

6 หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) คือ ประสิทธิภาพ ในการดําเนินงานไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดกระบวนการทํางาน การจัดองค์การ การจัดสรรบุคลากร และมีการใช้ ทรัพยากรสาธารณะต่าง ๆ อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม มีการดําเนินการและให้บริการสาธารณะที่ให้ผลลัพธ์เป็นที่ น่าพอใจและกระตุ้นการพัฒนาของสังคมทุกด้าน

POL3310 การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ s/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3310 การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

คําสั่ง ข้อสอบมี 5 ข้อ เลือกทํา 3 ข้อ

(นักศึกษาที่ส่งงานในชั้นเรียนเลือกทําข้อสอบเพียง 2 ข้อ โดยก่อนทําข้อสอบต้องระบุ Code)

ข้อ 1 จงอธิบายถึงพัฒนาการของวิชาการศึกษาบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ

พัฒนาการของการศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ

การศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เกิดจากวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ซึ่งต้องการขจัดปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการของสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นให้หมดไป จึงทําให้เกิดกลุ่มศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบกลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มศึกษาเปรียบเทียบ ระบบบริหาร (Comparative Study Administration : CSA) เพื่อศึกษาระบบบริหารราชการของประเทศยุโรป คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และปรัสเซีย (เยอรมันปัจจุบัน) และนําแนวทางการบริหารจากประเทศดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหา การบริหารราชการของสหรัฐอเมริกา

การศึกษาของกลุ่ม CSA นําไปสู่พัฒนาการของการศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ ซึ่ง แบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลา ดังนี้

1 ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939 1940)

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งสถาปนาตัวเองเป็นผู้นําโลก ได้ ประกาศใช้แผนมาร์แชล (Marshall Plan) โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และเทคโนโลยีแก่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าว มีส่วนผลักดันให้ประเทศโลกที่ 3 หรือประเทศกําลังพัฒนาเกิดอุดมการณ์การพัฒนา (Developmentalism) โดยมีความเชื่อว่า บรรดาประเทศยากจนสามารถพัฒนาประเทศของตนให้เหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วหรือประเทศ อุตสาหกรรมได้ หากนําแนวทางของสหรัฐอเมริกามาเป็นต้นแบบ

ผลจากนโยบายการให้ความช่วยเหลือและอุดมการณ์การพัฒนาทําให้เกิดกลุ่มศึกษา การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มบริหารเปรียบเทียบ (Comparative Administration Group : CAG) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กลุ่มบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (Comparative Public Administration : CPA) ซึ่งกลุ่มนี้ มองว่าระบบบริหารของประเทศโลกที่ 3 เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก ดังนั้น ถ้าต้องการจะให้ระบบบริหารของประเทศโลกที่ 3 มีประสิทธิภาพ สามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศได้ ก็จําเป็นจะต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารของประเทศเหล่านี้ให้ “ทันสมัย” ซึ่งกลุ่ม CAG/CPA ได้เรียกร้อง ให้มีการสร้างสถาบันทางการบริหาร (Institution-Building) ใหม่ ๆ ขึ้นในประเทศโลกที่ 3

2 ยุคทองของการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (ค.ศ. 1969 – 1974)

เป็นยุคที่แนวความคิดของกลุ่ม CAG/CPA ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จะเห็นได้ จากการจัดพิมพ์วารสาร เอกสาร ตําราเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบมากมาย และในมหาวิทยาลัยของ สหรัฐอเมริกาก็มีการเปิดการเรียนการสอนการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบกันมาก ซึ่งจุดเน้นของแนวความคิดของ กลุ่ม CAG/CPA มีดังนี้

1) การสร้างระบบการบริหารแบบอเมริกัน (American Public Administration) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด (The Best Efficiency) สามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศโลกที่ 3 เพื่อใช้ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศได้

2) การนํารูปแบบการบริหารแบบอเมริกันไปใช้จะต้องครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน เนื่องจากรูปแบบการบริหารงานแบบอเมริกันมีลักษณะ “ครบวงจร” หรือเป็นแบบ “Package” คือ ประกอบด้วย ความรู้ทางด้านการบริหารทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การจัดการ เทคโนโลยี รวมทั้งทัศนคติและค่านิยมแบบอเมริกัน

3) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการที่จะปรับปรุงระบบราชการของประเทศโลกที่ 3 ให้มีความทันสมัยแบบสหรัฐอเมริกา โดยการกําหนดมาตรการต่าง ๆ ในการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ระบบราชการ ในประเทศโลกที่ 3 และเสนอให้มีการสร้างสถาบันทางการบริหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

4) การเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริหารของหน่วยงานราชการ จะต้องกระทํา ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด โดยไม่คํานึงถึงระดับของการพัฒนาทางการเมือง

3 ยุคเสื่อมของการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (ค.ศ. 1975 – 1976)

สาเหตุที่ทําให้การศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบของกลุ่ม CAG/CPA เสื่อม มี 2 ประการ คือ

1) ความบกพร่องของแนวความคิดของกลุ่ม CAG/CPA ได้แก่

– การศึกษาของกลุ่ม CAG/CPA มุ่งเน้นการบริหารงานตามแบบตะวันตก ละเลยการพิจารณาถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในของประเทศโลกที่ 3 จึงทําให้การบริหารงานของประเทศโลกที่ 3 ไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร เพราะการพัฒนาจําเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างสมประสบการณ์ของประเทศนั้น ๆ เอง เพื่อค้นหารูปแบบการบริหารงานที่เหมาะสมกับประเทศของตน

– การถูกวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความไม่แน่ใจในศาสตร์การบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ กล่าวคือ การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบตามแนวคิดของกลุ่ม CAG/CPA ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของ ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในการขยายอิทธิพลและอํานาจครอบงําประเทศโลกที่ 3 โดยผ่าน วิธีการชักจูงให้ประเทศโลกที่ 3 หันมาเลียนแบบสไตล์การบริหารแบบสหรัฐอเมริกา

2) สถานการณ์ภายในและภายนอกของสหรัฐอเมริกา ทําให้สหรัฐอเมริกาต้องกลับมา สนใจดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศจนละเลยการให้ความช่วยเหลือประเทศโลกที่ 3 ประกอบกับนักวิชาการ เริ่มทําตัวเหมือน “มือปืนรับจ้าง” เห็นแก่เงินรางวัลอามิสสินจ้างมากกว่าความก้าวหน้าทางวิชาการ ส่งผลให้ การศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบซบเซาลง

4 ยุคฟื้นฟูการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (ค.ศ. 1976 – ปัจจุบัน)

– ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1975 นักวิชาการเริ่มกลับมามองถึงปัญหาร่วมกัน โดยการรวมตัวกัน จัดประชุมทางวิชาการเพื่อประเมินสถานการณ์และสถานภาพของการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบในอดีตและมอง แนวโน้มในอนาคต โดยได้จัดพิมพ์แนวทางการศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ไว้ใน หนังสือ “Public Administration Review” ฉบับที่ 6 (พ.ย. – ธ.ค. 1976) ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นแนวการศึกษา การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ในยุคนี้จึงทําให้เกิดกลุ่มศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบแนวใหม่ (New Comparative Public Administration : New CPA) ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากต้องการแก้ไข ข้อบกพร่องของกลุ่ม CAG/CPA โดยแนวความคิดของกลุ่ม New CPA นี้ มุ่งเน้นการศึกษาระบบบริหารที่เกิดขึ้นจริง ในประเทศโลกที่ 3 มากกว่าการสร้างทฤษฎี รวมทั้งเป็นการมุ่งตอบคําถามว่าทําไมการพัฒนาของประเทศหนึ่ง จึงประสบความสําเร็จในขณะที่อีกประเทศหนึ่งล้มเหลว มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้เกิดความสําเร็จหรือความล้มเหลว ในการพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการนํานโยบายไปปฏิบัติ

 

ข้อ 2 จงอธิบายถึงลักษณะของการบริหารรัฐกิจในประเทศกําลังพัฒนาตามตัวแบบของ Riggs มาโดยละเอียดพร้อมทั้งระบุว่าสังคมไทยมีลักษณะตามข้อใดบ้าง

แนวคําตอบ

เฟรด ดับบลิว, ริกส์ (Fred w. Riggs) ได้เสนอตัวแบบพริสมาติก (Prismatic Model) ซึ่งเป็น ตัวแบบที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการบริหารรัฐกิจในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา ได้แก่ กลุ่มประเทศในแถบเอเชียมรสุม เช่น ปากีสถาน อินเดีย จีน เกาหลี รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งประเทศเหล่านี้มีลักษณะเป็นสังคมพริสมาติก (Prismatic Society) หรือสังคมส่งผ่าน (Transition Society) คือ สังคมที่อยู่ระหว่างสังคมด้อยพัฒนากับ สังคมพัฒนาแล้ว ซึ่งมีลักษณะสําคัญ 9 ประการ ดังนี้

1 Heterogeneity คือ การผสมผสานระหว่างการปกครองและการบริหารภายใต้สังคม ที่เจริญแล้ว (แบบตะวันตก) กับสังคมด้อยพัฒนา (แบบดั้งเดิม)

2 Formalism คือ การบริหารที่มีความแตกต่างระหว่างปทัสถานหรือกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ อย่างเป็นทางการกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ

3 Overlapping คือ การมีโครงสร้างเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ จะเป็นแบบด้อยพัฒนา ทําให้การบริหารงานของแต่ละหน่วยงานก้าวก่ายหน้าที่กัน

4 Poly-Communalism คือ การบริหารงานที่มีการแบ่งพวกแบ่งพ้องในองค์การ ซึ่ง เป็นการแบ่งภายใต้ความแตกต่างของภูมิหลัง เช่น การศึกษา ภูมิลําเนา สถานะ ฯลฯ

5  Nepotism คือ การบริหารงานที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์หรือระบบเส้นสาย และมี การเล่นพรรคเล่นพวกแบบวงศาคณาญาติ

6 Bazaar-Canteen คือ การกําหนดราคาแบบเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงมักจะ ใช้วิธีการต่อรองราคาหรือการติดสินบนพนักงานของรัฐ ดังเช่นสํานวนไทยที่ว่า “ยื่นหมูยื่นแมว” “กินตามน้ํา” หรือ “ค่าน้ําร้อนน้ําชา” ซึ่งทําให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการ

7 Poly nor motirism and lock of consensus คือ การที่ประชาชนมีค่านิยมและ ปทัสถานทางสังคมหลากหลาย ทําให้ขาดความเห็นชอบร่วมกัน

8 Authority and Control คือ หน้าที่ที่ได้รับกับการแสดงบทบาทในความเป็นจริง มักขัดแย้งกัน หมายความว่า คนที่ต้องแสดงบทบาทในการใช้อํานาจ แต่ไม่มีอํานาจควบคุมการเมืองและการ บริหารอย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้ามคนที่ไม่มีบทบาทในการใช้อํานาจกลับเป็นผู้ที่มีอํานาจในการดําเนินการ ทางการเมืองและการบริหารอยู่อย่างลับ ๆ

9 SALA Model คือ การกําหนดโครงสร้างของหน่วยงานราชการหรือองค์การหนึ่ง ๆ มักจะ มีหน้าที่หลายอย่างในหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งทําให้เกิดการก้าวก่ายหน้าที่กัน และแสดงถึงความไม่ผสมผสานกัน ระหว่างแนวคิดในการพัฒนากับความเป็นจริงในทางปฏิบัติดังเช่นคํากล่าวที่ว่า “หัวมังกุท้ายมังกร”

 

ข้อ 3 จงอธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างการสรรหาและคัดเลือกในประเทศอังกฤษและอเมริกามาโดยละเอียด

แนวคําตอบ

การบริหารรัฐกิจของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีลักษณะการบริหารแบบพลเรือน/ พลเมือง (Civic Culture Administration/Civic Culture Model) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้ความสําคัญกับการเข้าไปมี ส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน การยินยอมให้มีการกระจายอํานาจ และยอมรับเสียงส่วนใหญ่ซึ่งมีสิทธิ ในอํานาจการบริหารการปกครอง รวมทั้งยังยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง และยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ ๆ

การบริหารรัฐกิจของทั้งสองประเทศมีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงกันและส่วนที่แตกต่างกัน ในที่นี้จะ ขอยกประเด็นความแตกต่างในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ซึ่งได้แก่ การสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ มาอธิบายเปรียบเทียบดังนี้

การสรรหาบุคคลเข้ารับราชการ

1 ประเทศอังกฤษสรรหาบุคคลเข้ารับราชการโดยใช้ “ระบบปิด (Closed System) คือ

– เปิดรับสมัครเฉพาะผู้จบจากมหาวิทยาลัยทันที ไม่สนใจประสบการณ์ – วิธีการสรรหามีความเข้มงวดมาก โดยวิธีการสอบจะลดความเข้มงวดตามลําดับชั้นของตําแหน่งข้าราชการ

– การบรรจุข้าราชการระดับสูงมักเป็นบุคคลในสายข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกชั้นสูง

– มีแนวคิดว่าคนชั้นสูงมีการศึกษาเป็นหัวสมองของประเทศ หรือเน้นการศึกษามากกว่าประสบการณ์

2 ประเทศสหรัฐอเมริกาสรรหาบุคคลเข้ารับราชการโดยใช้ “ระบบเปิด (Open System) คือ

– เปิดกว้างในการรับสมัคร ไม่จํากัดอายุและประสบการณ์

– วิธีการสรรหามีความยืดหยุ่น ไม่จํากัดวิธีคัดเลือก

– การบรรจุบุคคลระดับสูง จะสรรหาจากบุคคลหลายระดับ เน้นเป็นตัวแทนประชาชนได้

– มีแนวคิดว่าข้าราชการต้องมีการศึกษาสูงและมีประสบการณ์มาก การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ 1. ประเทศอังกฤษคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการโดยเน้น“Career-staffing” คือ

– ให้ความสําคัญกับเรื่องสมรรถภาพทั่ว ๆ ไป เชาวน์ไหวพริบ

– ต้องผ่านการสอบแข่งขันซึ่งจะเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ

– ไม่สนับสนุนให้มีการโอนย้ายหน่วยงาน หรือเปลี่ยนอาชีพจากเอกชนมาเป็นข้าราชการ

2 ประเทศสหรัฐอเมริกาคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการโดยเน้น “Program-staffing” คือ

– ให้ความสําคัญกับเรื่องสมรรถภาพในความชํานาญเฉพาะด้านตามความต้องการของภาครัฐจากการเกิดขึ้นของโครงการตามนโยบาย

– ต้องผ่านการสอบแข่งขันซึ่งจะเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ดูประสบการณ์

– มีการโยกย้ายเปลี่ยนอาชีพจากเอกชนมาเป็นข้าราชการได้สูง (Mobility)

– ไม่มีการยับยั้งและให้โอกาสในการโอนย้ายระหว่างหน่วยงานสูงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มาก

 

ข้อ 4 จงอธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างบทบาทของข้าราชการประเทศไทยและอินเดียมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ

การบริหารรัฐกิจของประเทศไทย

การบริหารรัฐกิจของประเทศไทย มีรูปแบบการบริหารแบบระบบกลุ่มผู้นําทางราชการทั้ง ฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร (Bureaucratic Elite Systems Civil and Military) ซึ่งเป็นการบริหารที่อํานาจ ทางการเมืองและการบริหารราชการมักตกอยู่ในมือของข้าราชการทั้งในส่วนของข้าราชการทหารและพลเรือน ซึ่งเฟรด ดับบลิว. ริกส์ (Fred W. Riggs) เรียกรูปแบบการบริหารแบบนี้ว่า “รัฐราชการ” (Bureaucratic Polity)

บทบาทของข้าราชการไทย

ข้าราชการไทยมีสถานภาพเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยอาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่ได้การยอมรับ ว่ามีเกียรติสูง มีความมั่นคง แต่มีค่าตอบแทนยังไม่เพียงพอกับการครองชีพ ในขณะที่สวัสดิการต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก และการลงโทษทางวินัยมีค่อนข้างน้อยมาก

นอกจากนี้ ชิฟฟิน (Siffin) ยังมองว่า สถานภาพของข้าราชการไทยเป็นการพิจารณาตามชั้นยศ ผู้มีอํานาจทางชั้นยศที่ต่ำกว่ามักจะเป็นผู้ที่ต้องคอยปฏิบัติตามคําสั่งของผู้ที่มีตําแหน่งยศสูงกว่า โดยต้องรับฟังคําสั่ง ทั้งในส่วนของเนื้องาน และนอกเหนือเนื้องาน

การบริหารรัฐกิจของประเทศอินเดีย

“การบริหารรัฐกิจของประเทศอินเดีย มีรูปแบบการบริหารแบบระบบกึ่งแข่งขันของพรรคการเมือง ที่มีอํานาจเหนือเด่น (Dominate-Party Semicompetitive Systems) ซึ่งเป็นการบริหารที่มีพรรคการเมืองหนึ่งพรรค มีอํานาจเหนือพรรคการเมืองอื่น ๆ ซึ่งความเด่นชัดดังกล่าวส่งผลให้นโยบายของพรรคการเมืองนั้นได้รับการยอมรับ มาปฏิบัติ แต่หากพรรคการเมืองพรรคอื่น ๆ ขึ้นมามีอํานาจและบทบาทหน้าที่ก็จะส่งผลให้นโยบายที่มุ่งเน้นนั้น เปลี่ยนแปลงไป และรูปแบบการบริหารก็แตกต่างกันออกไปด้วย 1. บทบาทของข้าราชการอินเดีย

ข้าราชการอินเดียมีสถานภาพเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยข้าราชการอินเดียถูกกําหนดให้เป็น ผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กําหนด ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการและฝ่ายการเมืองนั้น ถือว่ามีความราบรื่นดี เนื่องจากข้าราชการชั้นสูงมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมือง และด้วยความใกล้ชิด ดังกล่าวนี้เองทําให้ในเวลาต่อมาข้าราชการมีบทบาทต่อการบริหารราชการของประเทศค่อนข้างมาก ความแตกต่างระหว่างบทบาทของข้าราชการไทยกับข้าราชการอินเดีย

นกัน แต่บทบาทใน การบริหารราชการของข้าราชการทั้ง 2 ประเทศกลับมีความแตกต่างกัน เนื่องจากข้าราชการไทยมีอํานาจและ อิทธิพลทั้งด้านการเมืองและการบริหารราชการ แต่ข้าราชการอินเดียจะต้องอยู่ภายใต้อํานาจและอิทธิพลของ ฝ่ายการเมือง (พรรคการเมือง)

 

ข้อ 5 จงอธิบายถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการของประเทศอังกฤษมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ

ประเทศอังกฤษมีประวัติการดําเนินการด้านการปฏิรูประบบราชการที่ยาวนาน โดยเริ่มมี การปฏิรูปเมื่อปี ค.ศ. 1854 ซึ่งเรียกว่า การปฏิรูป “Northcote-Trevelyan Reforms” การปฏิรูปในครั้งนั้น เป็นการนําเอาระบบคุณธรรมมาใช้กับบุคคลที่รับราชการ กล่าวคือ มีการนําเอาระบบการสอบแข่งขันอย่างเปิดเผย มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการและมีการเลื่อนขั้นตําแหน่งของข้าราชการตามหลักเกณฑ์ระบบคุณธรรม และต่อมาในปี ค.ศ. 1855 ได้มีการจัดตั้งสํานักงานข้าราชการพลเรือน (The Civil Service Commission) ขึ้น เพื่อทําหน้าที่ในการคัดเลือกคนเข้าทํางาน

หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1968 ประเทศอังกฤษได้มีการปฏิรูประบบราชการตามข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการที่เรียกว่า “Futton Commission” ได้แก่

1 การจัดตั้งหน่วยงานข้าราชการพลเรือนเพื่อทําหน้าที่แทนกระทรวงการคลังในเรื่องที่ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งประสบความล้มเหลวเพราะหน่วยงานไม่มีอํานาจอย่างแท้จริงในการบังคับให้ หน่วยงานอื่น ๆ ปฏิบัติตามนโยบายการบริหารงานบุคคลของตนได้

2 การจัดตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมการปฏิบัติใน หน่วยงานราชการ ซึ่งผู้บริหารระดับสูงไม่ค่อยสนับสนุนเพราะไม่เห็นความสําคัญของการอบรมแบบรวม

การปฏิรูประบบราชการของประเทศอังกฤษในอดีตที่ผ่านมามักจะประสบความล้มเหลว การปฏิรูป ระบบราชการของประเทศอังกฤษที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดก็คือ การปฏิรูประหว่างปี ค.ศ. 1982 – 1990 ในสมัย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรี

การปฏิรูประบบราชการของประเทศอังกฤษในสมัยนายกรัฐมนตรีแท็ตเชอร์ได้นําแนวคิด Good Governance หรือธรรมาภิบาล มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารราชการ ซึ่งแทตเชอร์ได้ใช้ เวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ปี ในการปฏิรูประบบราชการของอังกฤษให้ประสบความสําเร็จ โดยปัจจัยที่สนับสนุน ให้การดําเนินการปฏิรูปประสบความสําเร็จ มีดังนี้

1 ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงของแทตเชอร์ และความอดทนต่อแรงต้านจากข้าราชการที่มีค่านิยมและความคิดเห็นไม่ตรงกับแนวคิดในการปฏิรูป

2 การมีอํานาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ การสั่งการ และการควบคุม เนื่องจากเป็นการปฏิรูป  โดยนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบอํานาจจากรัฐธรรมนูญ

3 การใช้มาตรการปฏิรูประยะยาวหลาย ๆ มาตรการที่เกื้อกูลกัน โดยมาตรการแต่ละส่วน จะมีหน่วยงานย่อยรับผิดชอบประสานกัน

หลักการสําคัญในการดําเนินการปฏิรูประบบราชการของอังกฤษภายใต้แนวคิด Good Governance มีดังนี้

1 การลดจํานวนข้าราชการให้น้อยลง (Downsizing) ซึ่งแท็ตเชอร์ได้กําหนดเป้าหมาย ระยะยาวในการลดจํานวนข้าราชการพลเรือนให้สอดคล้องกับหลักการที่สนับสนุนให้หน่วยงานราชการมีบทบาท เฉพาะตัว โดยแทตเชอร์สามารถลดจํานวนข้าราชการพลเรือนจาก 732,000 คน ในปี ค.ศ. 1979 ให้เหลือเพียง 567,000 คน ในปี ค.ศ. 1980

2 การสร้างหน่วยงานราชการให้มีประสิทธิภาพ (Efficiency Unit) โดยมีแนวทาง การดําเนินงานดังนี้

1) การปรับปรุงดูแลและตรวจสอบประสิทธิภาพ (Efficiency Program) ของหน่วยงานราชการ

2) การส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในหน่วยงานราชการ เพื่อทําให้การทํางานมีคุณภาพ(Quality of Service) และทํางานคุ้มเงิน (Value of Money)

3) การลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขั้นตอนการบริหารงานให้มีความกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น

3 การจัดระบบข้อมูลข่าวสารให้กับรัฐมนตรี (Management Information System for Ministers : MINIS) เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐมนตรีนําไปใช้ในการตัดสินใจกําหนดนโยบายสาธารณะ

4 การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษทางการบริหาร (Executive Agencies) ตามโครงการ ก้าวต่อ ๆ ไป (The Next Step) เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี การแบ่งส่วนกลไกของรัฐให้มีขนาดเล็กและทํางานเฉพาะ มีหัวหน้าคือ Chief Executive ซึ่งมาจากการสอบแข่งขัน ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีอิสระในการบริหารการจัดการด้านการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชน จัดการใช้เงินคุ้มค่า มีข้อตกลงทํางานเป็น “Framework Document” รายงานผลการดําเนินการทุก ๆ ปี ต่อนายกรัฐมนตรี ทําหน้าที่ในการสรรหาหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการยกฐานะเป็นหน่วยงานพิเศษ สนับสนุนการจัดทําเอกสารข้อตกลงความรับผิดชอบของหน้าที่พิเศษ และส่งเสริมพัฒนาด้านการจัดการฝึกอบรม

5 การจัดตั้งโครงการสัญญาประชาคม (The Citizen’s Charter) เพื่อปรับปรุงงานด้าน การบริหารและจัดโครงสร้างองค์การให้มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อรองรับหลักการสัญญาประชาคม (Citizen’s Charter Unit) และกําหนดให้ Charter Mark แก่หน่วยงานบริหารดีเด่น ซึ่งหลักการในการดําเนินงานตามโครงการสัญญาประชาคมมีดังนี้

1) การกําหนดมาตรฐานของการบริการอย่างชัดเจน

2) สนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างสมบูรณ์และถูกต้อง

3) สนับสนุนให้ประชาชนมีทางเลือกและมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อหน่วยงานราชการ

4) สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอัธยาศัยที่ดีและคอยช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลา

5) การให้ความสนใจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างจริงจังและทันที

6) สนับสนุนให้มีการทํางานที่คุ้มค่ากับเงิน และการประเมินผลงานบริการ