LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

 ข้อ  1  ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามรุ่งโรจน์เด็ดขาดแล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้นายดำและนายแดงหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างฯด้วย  และข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ยุติว่า  นายดำและนายแดงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างฯดังกล่าวจริง  แต่นายแดงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินของห้างฯ  ศาลจึงคำพิพากษาให้นายดำเป็นบุคคลล้มละลายทันทีและมีคำสั่งยกคำร้องสำหรับนายแดงเพราะมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว  ให้วินิจฉัยว่าคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  89  เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง  ให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้  โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในกรณีที่เจ้าหนี้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างฯ  ตามมาตรา  89  นั้น  บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ให้พิจารณาแต่เพียงว่าผู้ถูกขอให้ล้มละลายตามห้างฯ  เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่  ถ้าได้ความว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  ศาลก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างฯได้เลย โดยไม่ต้องคำนึงว่าหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดนั้นจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่  ทั้งนี้เพราะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดในหนี้สินแทนห้างหุ้นส่วนตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1070  และ  1077  โดยไม่จำกัดจำนวนอยู่แล้ว  (ฎ. 7093/2545, ฎ. 1172/2521)

กรณีตามอุทาหรณ์  คำพิพากษาและคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามรุ่งโรจน์เด็ดขาดแล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้นายดำและนายแดงหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างฯด้วย  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีเพียงว่า  นายดำและนายแดงผู้ถูกขอให้ล้มละลายตามห้างฯ  เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่เท่านั้น  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่านายดำและนายแดงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามรุ่งโรจน์  ซึ่งศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปก่อนแล้ว  กรณีเช่นนี้  ศาลก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายแดงและนายดำเด็ดขาดได้เลย  โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่  ทั้งนี้ตามมาตรา  89

ดังนั้น  การที่ศาลมีคำสั่งพิพากษาให้นายดำล้มละลายทันทีย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนจึงจะมีคำพิพากษาให้ล้มละลายได้  และคำสั่งยกคำร้องของนายแดง  โดยเห็นว่าไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน  เพราะประเด็นดังกล่าวไม่จำต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด

สรุป  คำพิพากษาและคำสั่งของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 


ข้อ  2  ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  นายดำลูกหนี้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายโดยขอชำระหนี้ร้อยละ  50  แก่เจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ทุกๆราย  ที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกมีมติพิเศษยอมรับและศาลเห็นชอบด้วย  นายดำผ่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทุกๆราย  เพียงร้อยละ  25  แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้อีก  ศาลจึงมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้นายดำเป็นบุคคลล้มละลาย  หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายดำที่ยึดไว้ออกขายจนหมดแล้วนำเงินแบ่งชำระให้แก่เจ้าหนี้ทุกๆราย  ได้อีกร้อยละ  25  นายดำจึงยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายอ้างว่าเจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้ร้อยละ  50  เต็มจำนวนคำขอประนอมหนี้แล้ว  ให้วินิจฉัยว่า  ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งคำร้องของนายดำอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  60  วรรคแรก  ถ้าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ก็ดี  หรือปรากฏแก่ศาลโดยมีพยานหลักฐานว่าการประนอมหนี้นั้นไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมหรือจะเป็นการเนิ่นช้าเกินสมควรก็ดี  หรือการที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยนั้นเป็นเพราะถูกหลอกลวงทุจริตก็ดี  เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใดมีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง  ศาลมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำไปแล้วตามข้อประนอมหนี้นั้น

มาตรา  135  เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ  ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้  ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว

วินิจฉัย

ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งคำร้องของนายดำอย่างไร  เห็นว่า  ภายหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกมีมติพิเศษยอมรับการขอประนอมหนี้ของนายดำและศาลเห็นชอบด้วยในการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายโดยนายดำขอชำระหนี้ร้อยละ  50  แต่นายดำกลับผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายเพียงร้อยละ  25  และผิดนัดไม่ชำระหนี้อีก  จึงเป็นกรณีที่นายดำผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในการประนอมหนี้  ศาลจึงมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ตามมาตรา  60  วรรคแรก

หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำทรัพย์สินของนายที่ยึดไว้ออกขายทอดตลาด  แล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายได้อีกร้อยละ  25  นายดำจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายโดยอ้างว่าเจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้ร้อยละ  50  เต็มจำนวนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว  ปัญหาจึงมีว่าเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้แล้ว  นายดำจะถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงในการประนอมหนี้ได้หรือไม่  เห็นว่า  เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้นายดำเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว  ข้อตกลงตามข้อประนีประนอมก็เป็นอันยกเลิกไป  ลูกหนี้จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามจำนวนหนี้เดิม  ซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่าที่ได้ประนอมหนี้  ลูกหนี้จะย้อนกลับไปขอให้บังคับตามข้อตกลงในคำขอประนอมหนี้ไม่ได้  (ฎ. 2071/2535)

ดังนั้น  เมื่อหนี้สินของนายดำบุคคลล้มละลายเพิ่งจะมีการชำระหนี้ไปเพียงรอยละ  50  ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา  135(3)  ได้  ดังนี้  ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายดำ

สรุป  ศาลล้มละลายกลางต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายดำ

 


ข้อ  3  แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง  กำหนดให้เจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทุกคนต้องลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในอัตราคนละสามสิบในร้อยของหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้  และกำหนดให้ลูกหนี้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งหมดที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ดังกล่าวทุกคน  ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติยอมรับแผน  และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว  นายแดงซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูและได้ลงมติยอมรับแผนดังกล่าวยื่นฟ้องนายดำซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันของลูกหนี้  ขอให้ศาลบังคับบังคับให้นายดำชำระหนี้ในส่วนที่ลุกหนี้ได้รับการลดหนี้ตามแผนในอัตราสามสิบในร้อยของหนี้ทั้งหมด  นายดำให้การยกข้อต่อสู้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งหมดที่ได้ค้ำประกันไว้  อีกทั้งนายแดงก็ได้ลงมติยอมรับแผนดังกล่าวด้วย  เท่ากับนายแดงตกลงยอมรับให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว  นายแดงจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้นายดำต้องรับผิดตามคำฟ้องแต่ประการใด

ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายดำรับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  90/27  เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  หรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

มาตรา  90/60  แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว  ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ  ทั้งนี้ตามมาตรา  90/27

คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้  หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้  หรือผู้ค้ำประกัน  หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน  และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว  เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  150  การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  การนั้นเป็นโมฆะ

วินิจฉัย

คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน  แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ  ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ.2483  มาตรา  90/60  วรรคสอง  อันได้แก่  บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้  หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน  ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง  กล่าวโดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้ำประกันเมื่อหนี้ที่ค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไปตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  698  ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้  เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ได้เช่นเดิม

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ข้อต่อสู้ของนายดำรับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในอัตราคนละสามสิบในร้อย  และให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดจากหนี้ทั้งหมดนั้น  กรณีเช่นนี้เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว  แผนฟื้นฟูกิจการนั้นคงผูกมัดเจ้าหนี้ตามมาตรา  90/60  วรรคแรก  แต่ทั้งนี้เฉพาะในเรื่องหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เท่านั้น

แต่ในส่วนของผู้ค้ำประกัน  คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเพียงเท่าจำนวนหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการด้วยแต่อย่างใด  เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันให้รับผิดในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอยู่เช่นเดิม  การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดว่าให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากหนี้ทั้งหมดที่ได้ค้ำประกันไว้  โดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่  ย่อมขัดต่อบทบัญญัติมาตรา  90/60  วรรคสอง  อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  150  ดังนั้น  นายดำซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับการปรับลดในอัตราสามสิบในร้อยตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว  และในส่วนที่ขาดต่อนายแดงซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต่อไปจนกว่าจะครบตามจำนวนที่ตนได้เข้าทำสัญญาค้ำประกัน  แม้นายแดงจะได้ลงมติยอมรับแผนนั้นด้วยก็ตาม  ข้อต่อสู้ที่นายดำยกขึ้นในคำให้การจึงไม่อาจรับฟังได้  (ฎ. 3704/2546)

สรุป  นายดำซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับการปรับลดในอัตราสามสิบในร้อยตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว  ข้อต่อสู้ที่นายดำยกขึ้นในคำให้การจึงไม่อาจรับฟังได้

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  เมื่อวันที่  3  ตุลาคม  2549  ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้นายดนัย  จำเลยที่  1  และนายภราดร  จำเลยที่  2  ร่วมกันชำระเงิน  3 ล้านบาท  แก่นายโรเจอร์  โจทก์  ภายในกำหนด  1  ปี  นับแต่วันทำยอม  ต่อมาวันที่  8  ธันวาคม  2549  นายโรเจอร์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องนายดนัยให้ล้มละลาย  นายดนัยให้การรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้องและมีหนี้สินล้นพ้นตัว  แต่หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ครบกำหนดชำระ  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง  อีกทั้งนายภราดรซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษามีฐานะร่ำรวยสามารถชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ได้ขอให้ยกฟ้อง  ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง  จึงพิพากษายกฟ้องให้วินิจฉัยว่า  คำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  9  เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ

(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท  หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท  และ

(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลัน  หรือในอนาคตก็ตาม

มาตรา  14  ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น  ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  9  หรือมาตรา  10  ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง  ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  แต่ถ้าไม่ได้ความจริง  หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำพิพากษายกฟ้องของศาลล้มละลายกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่าโดยหลัก  การฟ้องบุคคลธรรมดาเป็นคดีล้มละลายโดยเจ้าหนี้ไม่มีประกัน  ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย พ.ศ. 2483  มาตรา  9  มีหลักเกณฑ์  3  ประการ  คือ

1       ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

2       ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท 

3       หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลัน  หรือในอนาคตก็ตาม

เมื่อศาลพิจารณาเอาความจริงได้ทั้ง  3  ประการดังกล่าวข้างต้น  ศาลก็ต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  ตามมาตรา  14  ทั้งนี้ในกรณีที่หนี้ที่นำมาฟ้องให้ล้มละลายมีลูกหนี้ร่วมหลายคน  การพิจารณาว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่  คงพิจารณาทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้แต่ละคนเป็นการเฉพาะตัว  เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ศาลก็พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายได้ แม้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นจะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินก็ตาม  และกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวล้มละลาย

เมื่อข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากฏว่า  นายดนัยให้การรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้องจำนวน  3  ล้านบาท  ตามมาตรา  9(2)  และมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ตามมาตรา  9(1)  แล้ว  และหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของคำพิพากษาแม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระ  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน  ตามมาตรา  9(3)  เพราะคู่ความต้องผูกพันในผลของคำพิพากษานั้นจนกว่าคำพิพากษาจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสีย  (ฎ. 24/2536)  เมื่อพิจารณาได้ความจริงครบหลักเกณฑ์ทั้ง  3  ประการดังกล่าว  ศาลจึงต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายดนัยเด็ดขาด  ตามมาตรา  14  ที่นายดนัยจำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ครบกำหนดชำระ  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง  จึงรับฟังไม่ได้

ส่วนข้อที่จำเลยให้การต่อสู้ว่านายภราดรลูกหนี้ร่วมมีฐานะร่ำรวย  สามารถชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ก็รับฟังไม่ได้เช่นกัน  เพราะการพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้  หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้น  เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน  (ฎ. 1866/2548)  นายดนัยจึงไม่อาจอ้างเอาการที่นายภราดรสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทั้งหมด  มาเป็นประโยชน์แก่ตนว่าไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้  อีกทั้งการที่นายภราดรมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้  ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้นายดนัยล้มละลายที่ศาลจะมีอำนาจยกฟ้องตามมาตรา  14  ตอนท้ายได้  (ฎ. 4287/2543)  การที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างและพิพากษายกฟ้อง  คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายดนัยเด็ดขาดเท่านั้น  จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการอื่นไม่ได้


ข้อ  2  ให้นักศึกษาอธิบายว่า  เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย

ก  จะมีผลต่อคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  และอำนาจในการจัดการทรัพย์สินและกิจการของลูกหนี้อย่างไร

ข  จะมีผลต่อความรับผิดในหนี้สินของลูกหนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  56  การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว  ผู้มัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดในเรื่องหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้  เว้นแต่เจ้าหนี้คนนั้นได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้

มาตรา  77  คำสั่งปลดจากล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้เว้นแต่

(1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร  หรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล

(2) หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย  หรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องเนื่องจากความทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้

มาตรา  91  เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอาจจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์หรือไม่ก็ตาม  ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน

อธิบาย

เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  ตามมาตรา  56  แล้วจะมีผลดังต่อไปนี้

ก  ทำให้คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันยกเลิกไปในตัวลูกหนี้หลุดพ้นจากการล้มละลาย  และลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินและกิจการของตนหรือต่อสู้คดีได้ดังเดิม  (ฎ. 2649/2541)  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมหมดอำนาจหน้าที่กระทำการแทนดังกล่าว

ข  คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยที่ไม่ได้ยอมรับการขอประนอมหนี้  หรือเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้แต่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ไว้ตามมาตรา  91  ก็ตาม  เจ้าหนี้จะมาฟ้องลูกหนี้ให้ต้องรับผิดในหนี้นั้นภายหลังอีกไม่ได้  (ฎ. 1001/2509)  (ประชุมใหญ่)

เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงในการประนอมหนี้ครบถ้วน  ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้สินที่เหลือที่อาจขอรับชำระได้  คงมีแต่หนี้ที่ปรากฏตามข้อตกลงในการประนอมหนี้เท่านั้น  และลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ต่อเจ้าหนี้มากไปกว่าจำนวนตามที่ปรากฏในข้อตกลงประนอมหนี้ที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้ว  (ฎ. 6084/2548)

แต่อย่างไรก็ดี  แม้ศาลจะเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ลูกหนี้ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  77  ซึ่งได้แก่ 

(1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร

(2) หนี้ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทุจริตฉ้อโกงของลูกหนี้หรือที่ลูกหนี้มีส่วนสมรู้ด้วยในการทุจริตฉ้อโกงนั้น

เพราะนี้ทั้ง  2  ประเภทดังกล่าวนี้  ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระต่อไปจนกว่าจะครบถ้วนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์  โดยไม่ต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้ทั้ง  2 ประเภทดังกล่าวนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  ตามมาตรา  91  ตั้งแต่แรกหรือไม่  (ฎ. 4955/2536)  แต่ถ้าเจ้าหนี้ทั้ง  2  ประเภทได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้คือได้ลงมติเห็นชอบด้วยในการประนอมหนี้ของลูกหนี้  ก็จะถูกผูกมัดด้วยการประนอมหนี้ให้ได้รับชำระหนี้เพียงจำนวนที่ปรากฏในข้อตกลงประนอมหนี้ที่ศาลเห็นชอบเท่านั้น


ข้อ  3  ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้บริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  ผู้กู้  และนายสยาม  ผู้ค้ำประกัน  ร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่  นายไทย ต่อมาบริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทกรุงเทพ  จำกัด  ต่อศาลล้มละลายกลาง  ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้พิจารณา  นายไทยยื่นคำขอให้ศาลในคดีแพ่งออกหมายบังคับคดี  เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่นายสยาม  นายสยามยื่นคำคัดค้านว่าศาลในคดีล้มละลายมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท  กรุงเทพ  จำกัดไว้พิจารณาแล้ว  ศาลในคดีแพ่งจะต้องงดการบังคับคดีแก่บริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  ลูกหนี้และนายสยาม  ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไว้

ให้ท่านวินิจฉัยว่าคำคัดค้านของนายสยามรับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  90/12  ภายใต้บังคับมาตรา  90/13  และมาตรา  90/14  นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน  หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้

(5) ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้  ถ้ามูลแห่งหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน  ในกรณีที่ได้ดำเนินการบังคับคดีไว้ก่อนแล้ว  ให้ศาลงดการบังคับคดีนั้นไว้  เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  หรือการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอ  หรือการบังคับคดีตามคำพิพากษาให้ลูกหลานส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งเสร็จก่อนวันดังกล่าวนั้น

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำคัดค้านของนายสยามรับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  คำสั่งของศาลล้มละลายที่ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้  มีผลเป็นการเฉพาะตัวแก่ลูกหนี้ในอันที่จะได้รับความคุ้มครองตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  90/12  หาได้มีผลต่อบุคคลอื่นซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการด้วยไม่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทกรุงเทพ  จำกัด  ลูกหนี้ไว้พิจารณาแล้ว  กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา  90/12(5)  ที่ห้ามมิให้นายไทยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของบริษัท  กรุงเทพ จำกัด  ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา  และมีการขอให้ฟื้นฟูกิจการ

ส่วนการที่นายไทยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งยื่นคำขอให้ศาลในคดีแพ่งออกหมายบังคับคดี  เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่นายสยามผู้ค้ำประกันนั้น  สามารถกระทำได้  เพราะแม้บริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ให้ศาลต้องงดการบังคับคดีนั้นไว้ก็ตาม  ก็มีผลแต่เฉพาะให้งดการบังคับคดีแก่บริษัท  กรุงเพท  จำกัด  ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น  หาได้มีผลไปถึงนายสยาม  ผู้ค้ำประกันซึ่งมิได้ยื่นขอให้มีการฟื้นฟูกิจการด้วยไม่  ศาลในคดีแพ่งจึงบังคับคดีแก่นายสยามได้  ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  90/12(5)  นายสยามไม่อาจยกเหตุเฉพาะตัวของบริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  ดังกล่าวขึ้นมาอ้างให้ศาลในคดีแพ่งงดการบังคับคดีแก่ตน  เพื่อรอฟังผลในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัท  กรุงเทพ  จำกัด  ได้  คำคัดค้านของนายสยามไม่อาจรับฟังได้  (ฎ. 5773/2548)

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 2/2550

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2550

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3010 กฎหมายล้มละลาย

ข้อ 1 ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง ลูกหนี้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  โดยขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทุกรายที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วในอัตราร้อยละ  50  ที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกมีมติไม่ให้ลูกหนี้ล้มละลายโดยเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก  และมีจำนวนหนี้เท่ากับสองในสาม  ยอมรับคำประนอมหนี้ของลูกหนี้หากท่านเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  ท่านจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับมติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าว

ธงคำตอบ

หลักกฎหมายพระราชบัญญัติล้มละลาย  พ.ศ. 2483

มาตรา  6  บัญญัติว่า  ในพระราชบัญญัตินี้  เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

มติพิเศษ  หมายถึง  มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากและมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้  และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น

มาตรา  31  เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุด  เพื่อปรึกษาว่า  จะควรยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้  หรือควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป  การประชุมนี้ให้เรียกว่าประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องโฆษณากำหนดเวลา  และสถานที่ๆจะประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ  ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน  และต้องแจ้งไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบด้วย

มาตรา  45  เมื่อลูกหนี้ประสงค์จะทำความตกลงในเรื่องหนี้สินโดยวิธีขอชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนหรือโดยวิธีอื่น  ให้ทำคำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเจ็ดวัน  นับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินตามมาตรา  30  หรือภายในเวลาตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้

คำขอประนอมหนี้ต้องแสดงข้อความแห่งการประนอมหนี้  หรือวิธีจัดกิจการ  หรือทรัพย์สินและรายละเอียดแห่งหลักประกัน  หรือผู้ค้ำประกัน ถ้ามี

ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่า จะยอมคำขอนั้นหรือไม่

มาตรา  61  เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า  เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่ได้เลื่อนไป  ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี  หรือไม่ลงมติประการใดก็ดี  หรือไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุมก็ดี  หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบก็ดี  ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย

ให้พนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ  ในคำโฆษณาให้ระบุชื่อ  ตำบลที่อยู่  อาชีพของลูกหนี้และวันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

วินิจฉัย

มาตรา  45  วรรคสาม  บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก  เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่า  จะยอมรับคำขอประนอมหนี้หรือไม่ และมาตรา  6  บัญญัติว่า  มติพิเศษหมายความว่า  มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก  และมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่  แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วนตนเอง  หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนและได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น

การที่ๆประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกในคดีนี้มีมติโดยเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก  และมีจำนวนหนี้เท่ากับสองในสามยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้  มติดังกล่าวย่อมไม่ใช่มติพิเศษ  เพราะมีจำนวนหนี้ไม่ถึงสามในสี่ของมาตรา  6  บัญญัติไว้  ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้จะต้องมีมติขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา  31  ดังนั้น  มติยอมรับคำขอประนอมหนี้ดังกล่าวย่อมขัดต่อกฎหมาย  จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวตามมาตรา  36  และขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา  61  ต่อไป

ดังนั้น  ข้าพเจ้าจะยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวและขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไป


ข้อ  2
  นายดำเป็นหนี้ค่าสินค้านายแดงจำนวนห้าแสนบาท  กำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่  21  ธันวาคม  2551  และนายดำเป็นหนี้เงินกู้ธนาคาร  ไทยเอก จำกัด  จำนวนแปดแสนบาท  โดยมีนายดีเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว  และเป็นหนี้เจ้าหนี้อื่นอีกหลายราย  ต่อมาวันที่ 2  กุมภาพันธ์  2550  ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายดำเด็ดขาด  ปรากฏว่าธนาคารไทยเอกจำกัดและเจ้าหนี้อื่นๆ  ยื่นคำขอรับชำระหนี้  ส่วนนายแดงไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากเห็นว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ  นายดำได้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  โดยจะชำระหนี้ให้ร้อยละ  70  ของจำนวนหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้  โดยในการประชุมดังกล่าวธนาคารไทยเอกจำกัด  ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้  และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้

ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ผูกมัดนายแดงและธนาคารไทยเอก  จำกัดหรือไม่เพียงใด  และหากต่อมานายดำได้ชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ครบถ้วนแล้ว  ธนาคารไทยเอกจำกัด  จะเรียกร้องให้นายดีในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดได้หรือไม่

ธงคำตอบ 

หลักกฎหมายพระราชบัญญัติล้มละลาย  พ.ศ. 2483

มาตรา  56  การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว  ผู้มัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดในเรื่องหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้  เว้นแต่เจ้าหนี้คนนั้นได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้

มาตรา  59  การประนอมหนี้ไม่ทำให้บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือรับผิดร่วมกับลูกหนี้  หรือค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้  หลุดพ้นจากความผิดไปด้วย

มาตรา  91  เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอาจจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์หรือไม่ก็ตาม  ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน

คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์  โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน  และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้

มาตรา  94  เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตามเว้นแต่

1         หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  หรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

2         หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว   แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

วินิจฉัย

นายแดงเจ้าหนี้ค่าสินค้าในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ แม้ว่าหนี้ดังกล่าวจะยังไม่ถึงกำหนดชำระ  ก็ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา  2  เดือน  นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย  พ.ศ. 2483 มาตรา  9  และมาตรา  94  เมื่อนายแดงไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายแล้ว  นายแดงจะต้องผูกมัดด้วยการประนอมหนี้ดังกล่าว  โดยนายแดงหมดสิทธิ์ที่จะได้รับชำระหนี้จากนายดำอีก

ธนาคารไทยเอกจำกัด  เจ้าหนี้ในมูลหนี้กู้ยืม  ซึ่งเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระได้  และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว  แม้ว่าจะมีมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้  แต่เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับ  และศาลเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายแล้ว  ธนาคารไทยเอก จำกัด  ก็ต้องผูกมัดตามคำขอประนอมหนี้นั้น  กล่าวคือ  จะได้รับชำระหนี้จากนายดำเพียงร้อยละ  70  ตามาตรา  56 

อย่างไรก็ตาม  การประนอมหนี้มีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้นที่หลุดพ้นจากหนี้ที่อาจขอรับชำระได้แล้วมาผูกพันชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้  การประนอมหนี้ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามมาตรา  59  เมื่อธนาคารไทยเอก จำกัด  ได้รับชำระหนี้จากนายดำเพียงร้อยละ  70  หนี้ในส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดจึงเป็นอันระงับไปเพียงบางส่วนเท่าที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้  ธนาคารไทยเอก จำกัด  จึงสามารถเรียกร้องหนี้  ส่วนที่ยังขาดจากนายดีผู้ค้ำประกันได้

ดังนั้น  คำสั่งของศาลดังกล่าวผูกมัดนายแดงหมดสิทธิ์ที่จะได้รับชำระหนี้จากนายดำอีก  และธนาคารไทยเอกก็ต้องผูกมัดตามคำขอประนอมหนี้นั้น  กล่าวคือ  จะได้รับชำระหนี้จากนายดำเพียงร้อยละ  70  แต่ธนาคารไทยเอก  สามารถเรียกร้องหนี้ส่วนที่ยังขาดจากนายดีผู้ค้ำประกันได้


ข้อ  3
  คดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง  ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้และตั้งนายก้องเป็นผู้ทำแผน  ธนาคารแบงค์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกัน  โดยเป็นเจ้าหนี้จำนองที่บริษัทลูกหนี้ได้นำที่ดินพร้องสิ่งปลูกสร้างได้แก่  โรงงานประกอบกิจการของบริษัทลูกหนี้จดทะเบียนจำนองให้แก่ธนาคารแบงค์  ธนาคารแบงค์ประสงค์จะฟ้องบริษัทลูกหนี้เพื่อบังคับจำนองเอาชำระหนี้แก่ที่ดินพร้องสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาปรึกษาท่าน  ท่านจะให้คำปรึกษาแก่ธนาคารแบงค์ประการใด

ธงคำตอบ

มาตรา  90/2(6)  ภายใต้บังคับของมาตรา  90/13  และมาตรา  90/14  นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน  หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง  หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้

(6)     ห้ามมิให้เจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอ

วินิจฉัย

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย  พุทธศักราช  2483  มาตรา  90/12(6)  บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว  และมาตรา  90/13  บัญญัติให้สิทธิ์แก่บุคคลที่ถูกจำกัดสิทธิ์ตามมาตรา  90/12  ได้  หากการจำกัดสิทธิ์นั้น  ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ  หรือมิได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอ  กรณีที่ธนาคารแบงค์  ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันประสงค์จะฟ้องบริษัทลูกหนี้เพื่อบังคับจำนองเอาชำระหนี้แก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน  ธนาคารแบงค์ย่อมมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางให้มีคำสั่งยกเลิกข้อจำกัดสิทธิหรือข้อห้ามมิให้ธนาคารแบงค์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  ตามมาตรา  90/12  ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ  หรือธนาคารแบงค์มิได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอตามมาตรา  90/13  เมื่อธนาคารแบงค์มาปรึกษาข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาดังกล่าวแก่ธนาคารแบงค์

ดังนั้น  ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาดังกล่าวข้างต้นแก่ธนาคารแบงค์ 

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำที่ดินของลูกหนี้ที่ยึดไว้แล้วให้นายคำแหงเช่า  มีกำหนด  6  เดือน  ค่าเช่าเดือนละ  5,000  บาท  โดยมีการทำหนังสือสัญญาเช่าถูกต้องตามกฎหมาย  แต่นายคำแหงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าทั้งหมด  นอกจากนี้จากการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พบว่า  นายคำแหงเคยทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงเดียวกันนี้มาก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้และค้างชำระค่าเช่าเดิมอีก  3  เดือน  เดือนละ  5,000  บาท  เช่นเดียวกันให้วินิจฉัยว่า  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจนำที่ดินของลูกหนี้ให้นายคำแหงเช่าได้หรือไม่  และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีวิธีการอย่างไรเพื่อบังคับให้นายคำแหงชำระค่าเช่าที่ค้างชำระดังกล่าวทั้งหมด

ธงคำตอบ

มาตรา 22  เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้  หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

(3) ประนีประนอมยอมความ  หรือฟ้องร้อง  หรือต่อสู้คดีใดๆ  เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

มาตรา  119  วรรคแรก  เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามจำนวนที่ได้แจ้งไปและให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธ  ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ  มิฉะนั้น  จะถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจนำที่ดินของลูกหนี้ให้นายคำแหงเช่าได้หรือไม่  เห็นว่า  ตามบทบัญญัติมาตรา  22  แห่ง  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  นั้น  ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่า  เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว  ไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาด  (ฎ. 324/2518)  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้  ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใดๆหรือกระทำการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่  ดังนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจนำที่ดินของลูกหนี้ที่ได้ยึดไว้แล้วออกให้นายคำแหงเช่าได้  เป็นการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ประการหนึ่งตามมาตรา  22(1)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีวิธีการอย่างไรเพื่อบังคับให้นายคำแหงชำระค่าเช่าที่ค้างชำระดังกล่าวทั้งหมด  เห็นว่า  การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้วิธีการทวงหนี้โดยแจ้งความเป็นหนังสือ  ตามมาตรา  119  นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้  (ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์)  มีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลอื่นอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ชั่วคราวหรือเด็ดขาด  เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว  ลูกหนี้ไม่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเอง  ดังนั้นกิจการที่ลูกหนี้กระทำภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้วิธีการทวงหนี้ตามมาตรา  119  ไม่ได้  ประเด็นนี้จึงแยกพิจารณาได้  2  กรณีคือ

1       สำหรับค่าเช่าเดิมที่นายคำแหงค้างชำระ  3  เดือน  เดือนละ  5,000  บาท  รวมเป็นเงิน  15,000  บาทนั้น  เป็นสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบที่จะมีหนังสือทวงหนี้ค่าเช่าจำนวน  15,000  บาท  ให้นายคำแหงชำระค่าเช่าได้  ตามมาตรา  119  วรรคแรก  ทั้งนี้จะต้องแจ้งไปด้วยว่าถ้านายคำแหงจะปฏิเสธให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน  14  วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ  มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจำนวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด

2       สำหรับค่าเช่าใหม่จำนวน  6  เดือน  เดือนละ  5,000  บาท  รวมเป็นเงิน  30,000  บาทนั้น  ถือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำที่ดินของลูกหนี้ออกให้เช่าหลังจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว  เมื่อนายคำแหงไม่ชำระค่าเช่า  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา  119  เพื่อทวงให้นายคำแหงชำระค่าเช่าได้  แต่อย่างไรก็ตาม  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจที่จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อเรียกเก็บค่าเช่าที่ค้างชำระเป็นคดีต่างหากได้  โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา  22(3)  เพราะเป็นการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้  (ฎ. 1998/2538, ฎ. 5858/2538)

สรุป  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจนำที่ดินของลูกหนี้ออกให้เช่าได้  และสำหรับค่าเช่าที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงหนี้ตามมาตรา  199  วรรคแรก  ส่วนค่าเช่าที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  ให้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก  ตามมาตรา  22(3)    


ข้อ  2  กรมสรรพากรเป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิเป็นจำเลยให้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ประจำปีภาษี  2548  พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน  
100,000  บาท  จำเลยให้การว่า  จำเลยเคยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  หนี้ภาษีอากรตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แต่กรมสรรพากรมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้  ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้  และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนทุกรายจนศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์  ขอให้ยกฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า  หากข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำให้การของจำเลย  ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  91  เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอาจจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์หรือไม่ก็ตาม  ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน

คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์  โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน  และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้

มาตรา  135  เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ  ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้  ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว

มาตรา  136  คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา  135(1)  หรือ  (2)  นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด

วินิจฉัย

ข้อต่อสู้ของนายสนธิ (จำเลย)  ฟังขึ้นหรือไม่  เห็นว่า  ตามบทบัญญัติมาตรา  136  นั้นได้จำกัดไว้โดยเฉพาะแล้วว่า  การยกเลิกการล้มละลาย  ตามมาตรา  135(1)  หรือ  (2)  เท่านั้น  ที่ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้สิน  เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องหรือขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายในคดีใหม่ได้  ดังนั้นหากเป็นการยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา  135(3)  และ  (4)  แม้  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  136  จะมิได้กำหนดถึงผลของการยกเลิกการล้มละลายเอาไว้  แต่เมื่อพิจารณาถ้อยคำในมาตรา  135(3) และ (4)  ก็เห็นได้ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายด้วยเหตุตามอนุมาตราดังกล่าวแล้ว  ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นหนี้สินไปทั้งหมด  กรณีจึงไม่อาจนำมาตรา  77  ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องผลของการปลดจากการล้มละลายมาใช้บังคับได้  (ฎ. 136/2540, ฎ.1915/2536) 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  หนี้ภาษีอากรตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนวันศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แต่กรมสรรพากรเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา  91  กรมสรรพากรย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายสนธิลูกหนี้ในคดีล้มละลาย

เมื่อกรมสรรพากรเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้  แม้ต่อมาศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเพราะหนี้สินของลูกหนี้ได้ชำระเต็มจำนวนแล้วตามมาตรา  135(3)  ก็มีผลทำให้นายสนธิหลุดพ้นจากบรรดาหนี้สินทั้งปวงรวมทั้งหนี้ภาษีอากร  และหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย  กรมสรรพากรจะนำหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี  2548  พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน  100,000  บาท  ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มาฟ้องนายสนธิเป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายอีกไม่ได้  กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา  77  มาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวได้  ข้อต่อสู้ของสนธิ  จึงฟังขึ้น  (ฎ. 6084/2548,  ฎ. 806/2538)

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายสนธิ (จำเลย) ฟังขึ้น


ข้อ  3  ธนาคารสยาม  จำกัด  ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทอเมริกา  จำกัด  ต่อมาธนาคารสยาม  จำกัด  ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไป  ต้องการถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ  และมาปรึกษาท่าน  ท่านจะให้คำปรึกษาแก่ธนาคารสยาม  จำกัด  ประการใด

ธงคำตอบ

มาตรา  90/8  วรรคแรก  ผู้ร้องขอจะถอนคำร้องขอไม่ได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาตแต่ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอไม่ได้

วินิจฉัย

ธนาคารสยามจะถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่  เห็นว่า  ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  มาตรา  90/8  วรรคแรก  กำหนดว่า  ผู้ร้องขอจะถอนคำร้องขอไม่ได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาตแต่ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอไม่ได้  ซึ่งการร้องขอฟื้นฟูกิจการเป็นการร้องขอให้มีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ภายใต้กรอบของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ  เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย มิใช่เรื่องระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ผู้ร้องขอเท่านั้น  กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลเข้ามาตรวจสอบในกรณีที่มีการถอนคำร้องขอดังกล่าว

เมื่อธนาคารสยาม  จำกัด  ผู้ร้องจอจะดำเนินคดีต่อไป  ก็ต้องขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ  โดยยื่นคำร้องเพื่อขอถอนคำร้องขอดังกล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  ส่วนศาลจะมีอำนาจที่จะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอหรือไม่  เป็นดุลพินิจของศาล  ซึ่งต้องพิจารณาถึงสาเหตุที่ขอถอนคำร้องขอนั้นด้วยว่า  เป็นเหตุอันสมควรหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม  หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไม่ได้  เพราะถือว่าศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นคดีของการร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว  ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้  การยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  จึงไม่อาจกระทำได้

สรุป  ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาแก่ธนาคารสยามว่า  ต้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  เพราะหากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไม่ได้

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550 

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศให้เจ้านี้ทั้งหลายที่มีหนี้ที่อาจขอรับชำระได้  ให้มาขอรับชำระหนี้ในวันเวลาและสถานที่ตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้  สำหรับเจ้าหนี้ที่จะมาขอรับชำระหนี้ในระยะเวลาธรรมดา  ในคดีล้มละลายนี้ลูกหนี้ได้ขอประนอมหนี้ไว้  60%  โดยผ่านการประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลได้เห็นชอบแล้ว  โดยมีเจ้าหนี้ดังนี้คือ

1       นาย  ก  มาขอรับชำระหนี้  และการกู้เงินรายนี้มี  จ  เป็นผู้ค้ำประกัน

2       นาย  ข  ไม่มาขอรับชำระหนี้  แต่มีนาย  ส  เป็นผู้ค้ำประกัน

3       นาย  ค  ไม่มาขอรับชำระหนี้  และการกู้เงินไม่มีผู้ค้ำประกัน

4       นาย  ง  ไม่ทันได้ฟ้องคดี  เพราะศาลได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์  คดีล้มละลายที่เจ้าหนี้คนอื่นฟ้องไว้เสียก่อนจึงฟ้องไม่ทัน  แต่ก็ได้มาขอรับชำระหนี้  และในการกู้เงินครั้งนี้  อ  เป็นผู้ค้ำประกัน

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า  เจ้าหนี้ทั้ง  4  ท่านนี้  จะได้รับหรือไม่ได้รับชำระหนี้อย่างไร  และผู้ค้ำประกันจะต้องผิดด้วยหรือไม่  อย่างไร  (ให้ท่านตอบพร้อมหลักกฎหมายประกอบให้ครบถ้วนด้วย)

ธงคำตอบ

มาตรา  56  การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดในเรื่องหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้  ลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้  เว้นแต่เจ้าหนี้คนนั้นได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้

มาตรา  59  การประนอมหนี้ไม่ทำให้บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือค้ำประกัน  หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันลูกหนี้  หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย

มาตรา  91  วรรคแรก  เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม  ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน

มาตรา  94  เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  เว้นแต่

 (1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  หรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

 (2) หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว  แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

วินิจฉัย

เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด  ตามมาตรา  14  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องประกาศให้เจ้าหนี้ทั้งหลายที่มีหนี้อันอาจขอรับชำระได้  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม  และหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้หนี้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  ตามมาตรา  94  มายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา  2  เดือน สำหรับเจ้าหนี้ผู้อยู่ในราชอาณาจักรหรือภายใน  4  เดือน  สำหรับเจ้าหนี้ผู้อยู่นอกราชอาณาจักรนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  ตามมาตรา  91  วรรคแรก  และเมื่อลูกหนี้ขอประนอมหนี้ไว้เพียงใด  ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้โดยมติพิเศษยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว  การประนอมหนี้ย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  ตามมาตรา  56  เว้นแต่เป็นเจ้าหนี้ตามมาตรา  77

เมื่อข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากกว่า  ลูกหนี้ได้ขอประนอมหนี้ไว้  60%  โดยมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลได้เห็นชอบแล้ว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าเจ้าหนี้ทั้ง  4  ราย  จะได้รับชำระหนี้หรือไม่  และผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดหรือไม่อย่างไร  กรณีจึงแยกพิจารณาได้ดังนี้

1       กรณีของนาย  ก  เจ้าหนี้  เมื่อมาขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  91  วรรคแรกประกอบมาตรา  94  ย่อมต้องผูกมัดด้วยกับการประนอมหนี้ตามมาตรา  56  กล่าวคือ  นาย  ก  มีสิทธิได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  ของจำนวนหนี้ทั้งหมด  ส่วนหนี้ที่เหลืออีกร้อยละ  40  นาย  ก  สามารถเรียกให้นาย  จ  ผู้ค้ำประกันชำระได้   เพราะการประนอมหนี้ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด  ตามมาตรา  59

2       กรณีของนาย  ข  เจ้าหนี้  เมื่อไม่ได้มาขอรับชำระหนี้ย่อมเป็นอันหมดสิทธิได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  จากการประนอมหนี้  และการประนอมหนี้ก็ยังผูกมัดนาย  ข  ตามมาตรา  56  คือจะมาฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดอีกไม่ได้  (ฎ. 1243/2519)  อย่างไรก็ตามการประนอมหนี้ไม่ใช่การปลดหนี้และมีผลผูกพันเฉพาะเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น  ดังนั้นนาย  ส  ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดต่อนาย  ข  ในหนี้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ  40  ตามมาตรา  59  (ฎ. 1808/2512)

3       กรณีของนาย  ค  เจ้าหนี้  เมื่อไม่มาขอรับชำระหนี้ก็ไม่ได้รับชำระหนี้และต้องผูกมัดด้วยการประนอมหนี้  ตามมาตรา  56  อีกทั้งหนี้รายนี้ไม่มีผู้ค้ำประกัน  นาย  ค  จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เลย

4       กรณีของนาย  ง  เจ้าหนี้  เมื่อมาขอรับชำระหนี้  ย่อมต้องผูกมัดด้วยกับการประนอมหนี้ตามมาตรา  56  กล่าวคือ  นาย  ง  มีสิทธิได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  ของจำนวนหนี้ทั้งหมด  แม้จะมิได้ฟ้องคดีก็ตาม  ส่วนหนี้ที่เหลืออีกร้อยละ  40  นาย  ง  สามารถเรียกให้นาย  อ  ผู้ค้ำประกันชำระได้  เพราะการประนอมหนี้ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด  ตามมาตรา  59

สรุป 

1       นาย  ก  ได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  และเรียกจากนาย  จ  ได้อีกร้อยละ  40

2       นาย  ข  ไม่ได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  แต่เรียกจากนาย  ส  ได้ร้อยละ  40

3       นาย  ค  ไม่ได้รับชำระหนี้เลย

4       นาย  ง  ได้รับชำระหนี้ร้อยละ  60  และเรียกจากนาย  อ  ได้อีกร้อยละ  40

 


ข้อ  2  ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  ศาลสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้ว  คดีอยู่ระหว่างพิจารณา  โจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันได้  โดยจำเลยจะยอมชำระหนี้ที่ค้างไว้ให้โจทก์ทั้งหมด  ขอให้โจทก์ถอนฟ้อง  เมื่อโจทก์มาขอถอนฟ้อง  ถ้าท่านเป็นศาลท่านจะส่งคำขอถอนฟ้องโจทก์อย่างไร  (ให้ท่านตอบพร้อมยกหลักกฎหมาย  และฎีกาประกอบในการตอบให้ครบถ้วนด้วย)

ธงคำตอบ

มาตรา 11  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ต้องวางเงินประกันค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนห้าพันบาทในขณะยื่นฟ้องคดีล้มละลาย  และจะถอนคำฟ้องนั้นไม่ได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

ศาลมีอำนาจเรียกให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  11  แห่ง  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  นั้น  เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลแล้ว  ห้ามมิให้ถอนฟ้อง  เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง  3  ประการดังต่อไปนี้คือ

 1       ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง  ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่

2       การถอนฟ้องจะกระทำได้เฉพาะแต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น  ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่  1636/2532

3       จะต้องขอถอนฟ้องก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น  ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่  3286/2530

เมื่อศาลสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้ว  คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น  การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้  และโจทก์มาขอถอนฟ้อง  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า  ศาลจะสั่งขอถอนฟ้องของโจทก์อย่างไร  เห็นว่า  เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  ทั้งการขอถอนฟ้องเพราะจำเลยยอมรับชำระหนี้ที่ค้างไว้ให้แก่โจทก์ทั้งหมดก็ถือว่ามีเหตุผลอันสมควร  และไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย  ศาลจึงต้องมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้  ตามมาตรา  11

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องตามคำร้องได้


ข้อ  3  
มติพิเศษ  มีหลักเกณฑ์ว่าอย่างไร  จะมีขึ้นเมื่อไร  และถ้ามีมติพิเศษที่ขัดต่อข้อกฎหมาย  ในฐานะที่ท่านเป็นประธานในการประชุมเจ้าหนี้  ท่านจะแก้ไขประการใด  และเมื่อเรื่องนั้นส่งมายังศาล  ถ้าท่านเป็นศาลท่านจะสั่งอย่างไรบ้าง  (ให้ท่านตอบพร้อมยกหลักกฎหมาย  และถ้าท่านเป็นศาลจะต้องสั่งตามขั้นตอนด้วย) 

ธงคำตอบ

มาตรา  6  ในพระราชบัญญัตินี้  เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

มติพิเศษ  หมายความว่า  มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก  และมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้  ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น

มาตรา  31  วรรคแรก  เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุด  เพื่อปรึกษาว่าจะควรยอมรับคำขอประนีประนอมหนี้ของลูกหนี้หรือควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป  การประชุมนี้ให้เรียกว่าประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก

มาตรา  33  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุมเจ้าหนี้ทุกคราว  และให้มีรายงานการประชุม  ลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เก็บไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา  33  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุมเจ้าหนี้ทุกคราว  และให้มีรายงานการประชุม  ลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เก็บไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา  36  เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า  มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมาย  หรือประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล  และศาลอาจมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้นได้  แต่ต้องยื่นต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติ

มาตรา  45  วรรคสาม  ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอนั้นหรือไม่

มาตรา  61  วรรคแรก  เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า  เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่ได้เลื่อนไป  ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี  หรือไม่ลงมติประการใดก็ดี  หรือไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุมก็ดี  หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบก็ดี  ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย

อธิบาย

มติพิเศษ  ตามคำนิยามมาตรา  6  ดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นว่าต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์สำคัญ  2  ประการ  ดังนี้  คือ

1       เป็นมติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก  กล่าวคือ  ต้องมีเสียงของเจ้าหนี้มากกว่ากึ่งหนึ่งของเจ้าหนี้ที่ออกเสียงลงคะแนน  และ

2       มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ที่ได้ออกเสียงลงคะแนน

สำหรับมติพิเศษนี้จะมีขึ้นก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  และลูกหนี้ประสงค์จะทำความตกลง  ในเรื่องหนี้สินโดยวิธีขอชำระแต่บางส่วนหรือโดยวิธีอื่น  โดยทำคำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้  แล้วต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายครั้งแรก  ตามมาตรา  31  เพื่อที่จะปรึกษาลง  มติพิเศษ  ว่าจะยอมรับคำขอประนอมหนี้นั้นหรือไม่  ตามมาตรา  45  วรรคสาม

อนึ่งถ้ามติพิเศษที่ออกมาในที่ประชุมเจ้าหนี้ตามมาตรา  31  ขัดต่อกฎหมาย  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะที่เป็นประธานในที่ประชุมเจ้าหนี้ตามมาตรา  33  จะต้องทำคำร้องยื่นต่อศาลภายใน  7  วันนับแต่วันที่ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติที่จัดต่อกฎหมายนั้นเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้น  ตามมาตรา  36

อย่างไรก็ดี  เมื่อเรื่องนั้นได้ส่งมายังศาล  ศาลจะต้องมีคำสั่งตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1       มีคำสั่งทำลายมติที่ประชุมเจ้าหนี้นั้นเสีย  เพราะมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมาย  ตามมาตรา  36

2       เมื่อมีคำสั่งทำลายมติพิเศษที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวแล้วเท่ากับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายไม่ได้รับความเห็นชอบ  ศาลจึงอยู่ในบังคับของกฎหมายที่จะต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไป  ตามมาตรา  61  วรรคแรก  จะงดพิพากษาหรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ 

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551 

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  คดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่าครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว  ปรากกว่าไม่มีเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้เลย  ขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลาย  ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  เนื่องจากศาลยังมิได้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ไม่อาจที่จะยกเลิกการล้มละลายได้  แต่เป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย  จึงพิพากษายกฟ้อง

ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า  คำพิพากษาศาลล้มละลายกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  14  ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น  ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  9  หรือมาตรา  10  ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง  ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  แต่ถ้าไม่ได้ความจริง  หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง

มาตรา  91  วรรคแรก  เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม  ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน

มาตรา  135  เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ  ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้  ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2) ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย

วินิจฉัย

เหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  14  นั้น  เป็นข้อที่ศาลพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  กล่าวคือ  เมื่อมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ศาลก็ไม่สั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดโดยพิพากษายกฟ้องเสียได้  ดังนั้นการจะอ้างเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ตามมาตรา  14  ต้องยกขึ้นอ้างก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น  หลังจากนั้นแล้วจะกลับมาอ้างว่ามีเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายเพื่อให้ศาลยกฟ้องตามมาตรา  14  อีกหาได้ไม่

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำพิพากษายกฟ้องของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ขั้นตอนการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นขั้นตอนภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  ตามมาตรา  91  เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว  แต่ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหนี้รายใดมายื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา  91  เลย  จึงเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย  ตามมาตรา  135(2)  ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจร้องขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ และศาลจะต้องมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามบทบังคับของกฎหมาย  จะพิพากษายกฟ้องเพราะลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายหาได้ไม่  การที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าศาลยังมิได้พิพากษาให้ล้มละลาย  จึงไม่อาจที่จะสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ แต่เป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย  ตามมาตรา  14  แล้วพิพากษายกฟ้อง  คำพิพากษาของศาลดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 568/2506, ฎ. 7723/2543)

สรุป  คำพิพากษายกฟ้องของศาลล้มละลายกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 หมายเหตุ  ที่คำพิพากษายกฟ้องของศาลล้มละลายกลาง  ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นเพราะศาลฯมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  เมื่อมีเหตุไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลต้องมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา  135(2)  ได้สถานเดียว จะยกฟ้องโดยอาศัยมาตรา  14  อีกไม่ได้  (ฎ. 670/2526)


ข้อ  2  ในคดีล้มละลายนั้น  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศาลสั่งปิดคดีได้  ในกรณีใดบ้าง  และคำสั่งปิดคดีมีผลเพียงใด  ให้อธิบายพอสังเขป

ธงคำตอบ

มาตรา  133  วรรคแรก  เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ของลูกหนี้หรือได้หยุดกระทำการตามข้อตกลงในการประนอมหนี้  หรือเมื่อลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะให้แบ่ง  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจทำรายงานแสดงกิจการและบัญชีรับจ่ายในคดีล้มละลายยื่นต่อศาลและขอให้ศาลสั่งปิดคดีได้

มาตรา  134  วรรคแรกและวรรคสอง  คำสั่งปิดคดีมีผลเพียงให้ระงับการจัดการต่างๆไว้แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด

ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปได้

อธิบาย  ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  133  วรรคแรกดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดถึงเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขอให้ศาลสั่งปิดคดีไว้  3  กรณี  กล่าวคือ

1       เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  ได้แบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งที่สุด  เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องแบ่งเงินที่ขายทรัพย์สินได้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้  และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว  ทุกระยะเวลา  ไม่เกิน  6  เดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา  124  วรรคสอง  ดังนั้นเมื่อได้แบ่งเงินให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว  จึงอาจขอให้ศาลสั่งปิดคดีได้

2       เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้หยุดกระทำการตามข้อตกลงในการประนอมหนี้  เนื่องจากเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้  ไม่ว่าจะเป็นการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหรือภายหลังล้มละลาย  จะมีผลทำให้ลูกหนี้หรือบุคคลล้มละลายกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินและกิจการของตนได้ดังเดิม  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมหมดอำนาจหน้าที่ในการที่จะเข้าไปจัดการแทนลูกหนี้  จึงอาจขอให้ศาลสั่งปิดคดีได้

3       เมื่อลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะให้แบ่ง  ในคดีล้มละลายบางเรื่อง  ลูกหนี้ค้าขายขาดทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัว  แม้ถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย  แต่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินมาขายเพื่อแบ่งเงินแก่เจ้าหนี้ได้เลย  จึงอาจขอให้ศาลสั่งปิดคดีได้

สำหรับผลของคำสั่งปิดคดีนั้น  เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา  134  กล่าวคือ  คำสั่งปิดคดีมีผลเพียงให้ระงับการจัดการทรัพย์สินและกิจการต่างๆของลูกหนี้ไว้  แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด  เพราะเหตุว่าเจ้าหนี้ต่างก็ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน  ดังนั้น  หากปรากฏว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจให้ศาลเปิดคดี  เพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาขายแล้วนำเงินมาแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ได้อีกตามมาตรา  134 วรรคสอง


ข้อ  3  คดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  ลูกหนี้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก  ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้  และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้ว  หลังจากนั้นปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำขอประนอมหนี้ที่ได้ยื่นไว้  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานต่อศาล  ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการประนอมหนี้  และทำการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย  ต่อมาศาลมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่า  ลูกหนี้เป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง  มีเงินเดือนเดือนละ  
100,000  บาท  ลูกหนี้ยังอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด  พิพากษายกฟ้อง  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  14  ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น  ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  9  หรือมาตรา  10  ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง  ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  แต่ถ้าไม่ได้ความจริง  หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง

มาตรา  60  วรรคแรก  ถ้าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ก็ดี  หรือปรากฏแก่ศาลโดยมีพยานหลักฐานว่าการประนอมหนี้นั้นไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมหรือจะเป็นการเนิ่นช้าเกินสมควรก็ดี  หรือการที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยนั้นเป็นเพราะถูกหลอกลวงทุจริตก็ดี  เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใดมีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง  ศาลมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย  แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำไปแล้วตามข้อประนอมหนี้นั้น

วินิจฉัย

ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  60 วรรคแรก  ได้วางหลักเกณฑ์ว่า  ศาลอาจยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงาน  หรือเจ้าหนี้คนใดมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องหากปรากฏเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน  4 กรณีต่อไปนี้

1       ลูกหนี้ผิดนัด  ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในการประนอมหนี้

2       ปรากฏแก่ศาลว่าการประนอมหนี้ไม่อาจดำเนินไปโดยปราศจากความยุติธรรม

3       ปรากฏแก่ศาลว่าการประนอมหนี้นั้น  จะเป็นการเนิ่นช้าเกินสมควร

4       การที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นเป็นเพราะถูกหลอกลวงทุจริต

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำพิพากษาของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ตามบทบัญญัติของมาตรา  60  แห่ง  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มีความหมายชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้แล้ว  ต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายสถานเดียว  จะกลับไปนำมาตรา  14  มาใช้บังคับแก่กรณีนี้มิได้  เพราะบทบัญญัติดังกล่าวต้องใช้บังคับแก่กรณีที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำขอประนอมหนี้ที่ได้ยื่นไว้  และศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการประนอมหนี้  ตามมาตรา  60  วรรคแรกแล้ว  ศาลจึงอยู่ในบังคับของกฎหมายที่จะต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเท่านั้น  ไม่อาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการอื่นได้ ทั้งจะกลับไปใช้เหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายเพราะลูกหนี้อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด  แล้วพิพากษายกฟ้องตามมาตรา  14  ตอนท้ายหาได้ไม่  เพราะกรณีนี้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว  การที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 6058/2541)

สรุป  คำพิพากษาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551 

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายดำอยากเปิดร้านอินเทอร์เน็ต  จึงได้ไปกู้เงินจากธนาคารออมทรัพย์  จำกัด  จำนวน  2  ล้านบาท  เพื่อใช้จ่ายในการเปิดกิจการร้านอินเทอร์เน็ต  โดยมีนายดีเป็นผู้ค้ำประกัน  และตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆละ  5,000  บาท  ต่อมามีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพบว่า นายดำไม่มีใบอนุญาตให้เปิดบริการร้านอินเทอร์เน็ต  จึงได้สั่งปิดกิจการ  นายดำไม่มีเงินผ่อนชำระ  นายดีจึงช่วยผ่อนให้แทน  3  เดือน  ก็ไม่ได้ผ่อนชำระอีกเพราะไม่มีเงินเช่นกัน  นายดำจึงถูกธนาคารออมทรัพย์  จำกัด  ฟ้องล้มละลาย  และศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายดำแล้ว  ดังนี้

(ก)  ธนาคารออมทรัพย์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน  2  ล้านบาทตามสัญญากู้เงิน

(ข)  นายดีได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในหนี้ที่ตนชำระหนี้แทนไปแล้ว  15,000  บาท  และเงินส่วนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในภายหน้าอีกจำนวน  1,985,000  บาท

ดังนี้  เมื่อนายดำคัดค้านคำขอรับชำระหนี้ทั้งสองรายการ  หากท่านเป็นศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอรับชำระหนี้ของธนาคารออมทรัพย์  จำกัด  และนายดีอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม 

มาตรา  101  ถ้าลูกหนี้ร่วมบางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์  ลูกหนี้ร่วมคนอื่นอาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่คนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้  เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว

บทบัญญัติในวรรคก่อนให้ใช้บังคับแก่ผู้ค้ำประกัน  ผู้ค้ำประกันร่วม  หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้โดยอนุโลม

มาตรา  107  คำขอรับชำระหนี้รายใด  ถ้ามีผู้โต้แย้งให้ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(3) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน

วินิจฉัย

(ก)  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ธนาคารออมทรัพย์ฯ  จะได้รับชำระหนี้  2  ล้านบาท  ตามที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่  เห็นว่าหนี้ที่เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลายนั้น  จะต้องมีลักษณะตามมาตรา  94  แห่ง  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ.  2483  ดังนี้

1)    มูลแห่งหนี้นั้นต้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

2)    หนี้นั้นอาจฟ้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย  และ

3)    ต้องเป็นหนี้เงิน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนี้เงินกู้จำนวน  2  ล้านบาทนั้น  นายดี  (ผู้ค้ำประกัน)  ได้ผ่อนชำระแทนนายดำ  (ลูกหนี้)  ไปแล้ว  เป็นเงินรวมทั้งสิ้น  15,000  บาท  จึงเหลือหนี้ที่ธนาคารออมทรัพย์  จำกัด  อาจบังคับชำระหนี้ได้เพียง  1,985,000  บาท  เมื่อนายดำคัดค้านคำขอรับชำระหนี้  ศาลจึงต้องมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารออมทรัพย์ฯ  มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนคือ  1,985,000  บาท  เท่านั้น  ตามมาตรา  107(3)

(ข)  โดยหลักแล้ว  เมื่อลูกหนี้ร่วมบางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์  ลูกหนี้ร่วมคนอื่น  หรือผู้ค้ำประกันอาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้  เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า  ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอรับชำระหนี้ของนายดีอย่างไร  เห็นว่า  การที่นายดีผู้ค้ำประกันผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารออมทรัพย์ฯ  จำนวน  15,000  บาท  แทนนายดำนั้นมีผลทำให้นายดีกลายเป็นเจ้าหนี้นายดำ  โดยมีสิทธิไล่เบี้ยในมูลหนี้ที่ตนได้ชำระแทนไปแล้วจากกองทรัพย์สินของนายดำลูกหนี้ได้  และถือว่ามูลหนี้นั้นได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์  ตามมาตรา  94  นายดีจึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

ส่วนหนี้จำนวน  1,985,000  บาทนั้น  นายดียังไม่ได้ชำระแก่เจ้าหนี้แทนนายดำลูกหนี้จริงจึงถือเป็นหนี้ที่ผู้ค้ำประกันอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ในอนาคต  เมื่อธนาคารออมทรัพย์ฯ  เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวน  1,985,000  บาทแล้ว  นายดีผู้ค้ำประกันย่อมหมดสิทธิที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายดำลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าต่อไปตามมาตรา  101  (ฎ. 1175/2530)

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล

(ก)  จะมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารออมทรัพย์  ได้รับชำระหนี้เพียง  1,985,000  บาท  ตามที่เป็นหนี้อยู่จริงเท่านั้น  และ

(ข)  จะมีคำสั่งอนุญาตให้นายดีได้รับชำระหนี้เพียง  15,000  บาท  ตามที่ได้ชำระหนี้แทนนายดำไปเท่านั้น  ส่วนอีก  1,985,000  บาท  จะมีคำสั่งไม่อนุญาต


ข้อ  2  นายเสื้อแดงถูกธนาคารไทย  ฟ้องเป็นคดีล้มละลาย  เนื่องจากไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้  เมื่อศาลได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายเสื้อแดงแล้ว  ในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พบว่า  นายเสื้อแดงมีทรัพย์สินที่ดินเพียง  1  แปลง  โดยในช่วงเวลา  2  เดือน  ก่อนวันที่ธนาคารไทยยื่นฟ้องล้มละลาย  นายเสื้อแดงได้โอนที่ดินให้แก่นายทักซึ่งเป็นเจ้าหนี้  เป็นการใช้หนี้  และต่อมาหลังจากฟ้องล้มละลายแล้ว  1  เดือน  นายทักเกรงว่าที่ดินดังกล่าวอาจถูกยึดคืน  จึงได้รีบขายที่ดินให้แก่นายเสื้อเหลือง  ซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว

จึงได้ซื้อไว้และจดทะเบียนรับโอนจากนายทักตามกฎหมายแล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเพิกถอนการโอนที่ดินแปลงดังกล่าว  นายเสื้อเหลืองยื่นคัดค้านว่า  ตนได้ซื้อและรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายทัก  โดนสุจริตและเสียค่าตอบแทน  ย่อมได้รับความคุ้มครอง  เช่นนี้  หากท่านเป็นศาลจะสั่งอย่างไรกับคำร้องและคำคัดค้านเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  115  วรรคแรก  การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใดๆ  ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายภายหลังนั้น  โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น  ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง  ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้

มาตรา  116  บทบัญญัติในมาตรา  115  ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย

วินิจฉัย

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการโอนอันลูกหนี้ได้กระทำ  หรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลา  3  เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย  และภายหลังจากมีการขอให้ล้มละลาย  แต่ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้  โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้คนอื่นได้  ตามมาตรา  115  วรรคแรก

แต่ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้นอยู่ว่า  ถ้าบุคคลภายนอกที่รับโอนมาจากผู้รับโอนได้สิทธิมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน  และรับโอนหรือได้สิทธิมาก่อนมีการขอให้ล้มละลายด้วยแล้ว  บุคคลภายนอกนั้นจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา  116  ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนไม่ได้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลจะมีคำสั่งกับคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคำคัดค้านของนายเสื้อเหลืองอย่างไร  เห็นว่า  เมื่อก่อนมีการฟ้องคดีล้มละลาย  2  เดือน  นายเสื้อแดง  (ลูกหนี้)  ได้โอนที่ดินให้แก่นายทัก  (เจ้าหนี้)  ทั้งที่มีที่ดินเพียง  1  แปลงเท่านั้น  การโอนดังกล่าวย่อมเป็นการทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวได้ตามมาตรา  115  วรรคแรก

แม้ต่อมาภายหลังจากนายเสื้อแดงถูกฟ้องคดี  1  เดือน  นายทักจะได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายเสื้อเหลือง  ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อไว้โดยสุจริต  และเสียค่าตอบแทนก็ตาม  นายเสื้อเหลืองก็ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา  116  เพราะบทบัญญัติดังกล่าวให้การคุ้มครองเฉพาะการโอนระหว่างผู้รับโอนกับบุคคลภายนอกก่อนมีการขอให้ล้มละลาย  นายเสื้อเหลืองจึงไม่ได้รับการคุ้มครอง  ตามมาตรา  116  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวและนำเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามมาตรา  115  วรรคแรก  (ฎ. 1195/2541  และ ฎ. 7160/2544)

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  จะมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินแปลงดังกล่าว  ตามมาตรา  115  วรรคแรก  และยกคำคัดค้านของนายเหลือง  ตามมาตรา  116


ข้อ  3  คดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง  ในการพิจารณาตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้  ปรากฏว่าเจ้าหนี้ผู้ร้องขอเสนอนายเชี่ยวเป็นผู้ทำแผน  ส่วนลูกหนี้เสนอนายชาญเป็นผู้ทำแผน  ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่านายชาญที่ลูกหนี้เสนอมีคุณสมบัติเป็นผู้ทำแผน  จึงมีคำสั่งตั้งนายชาญเป็นผู้ทำแผน

ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  90/17  วรรคแรก  ในการพิจารณาตั้งผู้ทำแผน  ถ้าลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วย  เมื่อศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  ศาลจะมีคำสั่งตั้งบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอเป็นผู้ทำแผนก็ได้  ถ้าศาลเห็นว่าบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอไม่สมควรเป็นผู้ทำแผนก็ดี  หรือลูกหนี้  เจ้าหนี้ผู้คัดค้านเสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วยก็ดี  ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดเพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ตั้งนายชาญเป็นผู้ทำแผนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ.  2483  มาตรา  90/17  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งผู้ทำแผนไว้ดังนี้คือ

1       กรณีลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำแผน  ศาลอาจมีคำสั่งตั้งบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอเป็นผู้ทำแผนก็ได้

2       กรณีที่ศาลเห็นว่าบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน  หรือลูกหนี้เจ้าหนี้ผู้คัดค้านเสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วย  ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดเร็วที่สุด  เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน  ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนไปเลยทีเดียวไม่ได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหนี้ผู้ร้องขอเสนอนายเชี่ยวเป็นผู้ทำแผน  และลูกหนี้เสนอนายชาญเป็นผู้ทำแผนด้วย  ศาลจึงต้องมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมดโดยเร็วที่สุด  เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน  ทั้งนี้ตามมาตรา  90/17 วรรคแรก  ศาลจะมีคำสั่งตั้งนายเชี่ยวหรือนายชาญเป็นผู้ทำแผนในทันทีหาได้ไม่  การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งนายชาญเป็นผู้ทำแผนในทันทีก่อนมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้  คำสั่งของศาลดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ตั้งนายชาญเป็นผู้ทำแผน  โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของมาตรา  90/17  วรรคแรกนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551 

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  นายฟ้าฟ้องนายเหลืองให้ล้มละลายโดยบรรยายฟ้องว่า  นายเหลืองเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว  เป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายจำนวน  1,500,000  บาท  มีนายเขียวนำที่ดิน  1  แปลงมาเป็นประกัน  โดยนายเหลืองยอมให้นายฟ้าบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของตนเกินกว่าตัวทรัพย์ที่นายเขียวนำมาเป็นหลักประกัน  และนายเหลืองยังเป็นหนี้เงินตามสัญญากู้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระจำนวน  1,000,000  บาท  ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า  นายฟ้าเป็นเจ้าหนี้มีประกันในหนี้ตามสัญญาซื้อขายจำนวน  1,5000,000  บาท  แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า  จะยอมสละประกันหรือตีราคาหลักประกัน  ส่วนหนี้เงินกู้จำนวน  1,000,000  บาทนั้น  เป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องของนายฟ้า

ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  6  ในพระราชบัญญัตินี้  เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

เจ้าหนี้มีประกัน  หมายความว่า  เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง  จำนำ  หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ

มาตรา  9  เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ

(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท  และ

(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลัน  หรือในอนาคตก็ตาม

มาตรา  10  ภายใต้บังคับมาตรา  9  เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ

(1) มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน  และ

(2) กล่าวในฟ้องว่า  ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว  จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย  หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว  เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท

วินิจฉัย

โดยหลัก  การฟ้องบุคคลธรรมดาเป็นคดีล้มละลายโดยเจ้าหนี้ธรรมดา  ตาม  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ. 2483  มาตรา  9  มีหลักเกณฑ์  3  ประการคือ

1       ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

2       ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา  เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า  1  ล้านบาท

3       หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน  ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

ส่วนการฟ้องคดีล้มละลายโดยเจ้าหนี้มีประกัน  ตามนัยมาตรา  6  นอกจากหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วจะต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้นั้นมิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน  และต้องกล่าวในฟ้องว่าถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกัน  ทั้งนี้ตามมาตรา  10

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นที่ว่า  นายฟ้าเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจะยอมสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  เจ้าหนี้มีประกัน  ตามนัยมาตรา  6  นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง  จำนำ  หรือสิทธิยึดหน่วงหรือมีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำเท่านั้น  เมื่อข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากฏว่าที่ดินที่นำมาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้นั้นเป็นของนายเขียวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่ของนายเหลือลูกหนี้ จึงมิใช่กรณีเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง  นายฟ้าจึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน  นายฟ้าสามารถฟ้องนายเหลืองให้ล้มละลายได้ในฐานะเจ้าหนี้ธรรมดา  ตามมาตรา  9  โดยมิต้องปฏิบัติตามมาตรา  10  กล่าวคือ  แม้จะมิได้บรรยายฟ้องว่าถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันตามมาตรา  10(2)  ก็ย่อมทำได้  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลในกรณีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฏ. 3437/2536)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นที่ว่าหนี้เงินกู้  1,000,000  บาทนั้นเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  เมื่อนายเหลืองลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว  เป็นหนี้เจ้าหนี้จำนวนไม่น้อยกว่า  1  ล้านบาท  และหนี้เงินกู้  1,000,000  บาท  เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน  แม้ว่าหนี้นั้นจะยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม  นายฟ้าก็สามารถฟ้องนายเหลืองเป็นบุคคลล้มละลายได้  ตามมาตรา  9(3)  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลในกรณีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

สรุป  คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ  2  นายจันทร์กู้เงินนายอังคารจำนวน  
2,000,000  บาท  โดยทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายจันทร์ผู้กู้  มีนายพุธเป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้นั้น  ต่อมาหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระ  นายจันทร์ไม่ชำระหนี้  นายอังคารจึงส่งหนังสือทวงถามถึงนายจันทร์และนายพุธให้ชำระหนี้แล้วจำนวน  2  ครั้ง  ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า  30  วัน  และนายจันทร์กับนายพุธก็ไม่ชำระหนี้นั้น  นายอังคารจึงฟ้องนายจันทร์และนายพุธเป็นคดีล้มละลาย  นายจันทร์ไม่ต่อสู้คดี  ส่วนนายพุธต่อสู้ว่า  แม้ตนจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ไม่สามารถชำระหนี้ได้  แต่นายจันทร์มีทรัพย์สินมูลค่าเกิน  2,000,000  บาท  สามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด  จึงขอให้ศาลยกฟ้อง

ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาล

1)    ท่านจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายจันทร์เด็ดขาดหรือไม่  เพราะเหตุใด

2)    ท่านจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายพุธเด็ดขาดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  8  ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า  ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(9) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง  ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน  และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

มาตรา  9  เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ

(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท  และ

(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลัน  หรือในอนาคตก็ตาม

มาตรา  14  ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น  ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  9  หรือมาตรา  10  ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง  ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  แต่ถ้าไม่ได้ความจริง  หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย  ให้ศาลยกฟ้อง

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  แยกพิจารณาได้ดังนี้

1)    ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายจันทร์เด็ดขาดหรือไม่  เห็นว่า  การที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดได้นั้น  ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามมาตรา  9  หรือมาตรา  10  แล้วแต่กรณี  (มาตรา  14)  และในการฟ้องคดีล้มละลาย  ถ้าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายโดยอ้างว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย  มาตรา  8  จำเลยมีหน้าที่ต่อสู้คดีเพื่อนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว  ถ้าจำเลยไม่ต่อสู้คดีนำสืบหักล้างหรือสืบหักล้างไม่ได้  ศาลก็ต้องฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว  เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์อื่นตามมาตรา  9  หรือมาตรา  10  ศาลก็อาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายจันทร์กู้ยืมเงินนายอังคารจำนวน  2,000,000  บาท  โดยทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายจันทร์ผู้กู้เป็นสำคัญ  จึงสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคแรก

เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ  นายจันทร์ไม่ชำระหนี้  นายอังคารจึงส่งหนังสือทวงถามถึงนายจันทร์และนายพุธให้ชำระหนี้  2  ครั้ง  ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า  30  วัน  แต่นายจันทร์และนายพุธก็ไม่ชำระหนี้  กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า  เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา  8(9)  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายจันทร์และนายพุธที่จะต้องต่อสู้คดีพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานนั้น

เมื่อนายจันทร์ไม่ต่อสู้คดี  ก็ต้องฟังว่านายจันทร์มีหนี้สินล้นพ้นตัว  ทั้งพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา  9  แล้ว  นายจันทร์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้จำนวนไม่น้อยกว่า  1  ล้านบาท  และหนี้นั้นกำหนดจำนวนได้แน่นอนและถึงกำหนดชำระแล้ว  ศาลจึงต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายจันทร์เด็ดขาด  ตามมาตรา  14  (ฎ. 4287/2543 , ฎ. 1196/2541)  โดยไม่จำต้องพิจารณาว่านายจันทร์อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่  เพราะนายจันทร์มิได้เข้าต่อสู้คดี

2)    ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายพุธเด็ดขาดหรืออไม่นั้น  เนว่า  กรณีโจทก์ฟ้องให้ลูกหนี้ร่วมหลายคนล้มละลายเป็นคดีเดียวกัน  การพิจารณาว่า  ลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ไม่สามารถชำระหนี้ได้  หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น  เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำประกันแต่ละคน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ  นายจันทร์ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระหนี้นายพุธในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับนายจันทร์อย่างลูกหนี้ร่วม  ตาม ป.พ.พ.  มาตรา  686  การที่นายอังคารฟ้องนายจันทร์และนายพุธให้ล้มละลายเป็นคดีเดียวกัน  แม้นายพุธจะต่อสู้ว่าแม้ตนจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว  ไม่สามารถชำระหนี้ได้  แต่นายจันทร์มีทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน  2,000,000  บาท  สามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดก็ตาม  นายพุธก็จะนำข้อต่อสู้ของนายจันทร์มาเป็นข้อต่อสู้ของตนไม่ได้  เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายจันทร์เท่านั้น  จึงต้องฟังว่านายพุธมีหนี้สินล้นพ้นตัว  (ฎ. 2776/2540)  ทั้งการที่นายจันทร์มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่นายอังคารได้  ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้นายพุธล้มละลายแต่อย่างใด  (ฎ. 4287/2543)  ดังนั้นเมื่อพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา  8(9)  ประกอบมารา  9  ศาลจึงต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายพุธเด็ดขาด  ตามมาตรา  14

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายจันทร์และนายพุธเด็ดขาด


ข้อ  3  นายหนึ่งตกลงยืมเงินนายสอง  โดยได้ส่งมอบเช็คสั่งจ่ายเงินลงวันที่  20  สิงหาคม  2552  เพื่อชำระเงินยืมดังกล่าว  ต่อมานายหนึ่งถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลาย  ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายหนึ่งเด็ดขาดวันที่  22  พฤษภาคม  2552

ดังนี้  ถ้านายสองต้องการนำหนี้ตามเช็คที่นายหนึ่งลงวันที่ล่วงหน้ามายื่นคำขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  เว้นแต่

(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  หรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

(2) หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว  แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  นายสองจะนำหนี้ตามเช็คที่นายหนึ่งลงวันที่ล่วงหน้ามายื่นขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่  เห็นว่า  ตามบทบัญญัติมาตรา  94  นั้น  โดยหลักแล้วเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะขอรับชำระหนี้ได้  ก็ต่อเมื่อมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาด  แม้ว่าหนี้นั้นจะยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  ถ้ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้จะอาศัยมูลหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ได้

ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ฟังได้ว่า  มูลเหตุที่นายหนึ่งลูกหนี้ออกเช็คให้แก่นายสองเจ้าหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะนายหนึ่งได้รับเงินไปจากนายสองตามที่ตกลงยืมกัน  ซึ่งมีลักษณะเป็นการขายลดเช็คหรือนำไปแลกเงินสดจากเจ้าหนี้  มิใช่กรณีออกเช็คโดยไม่ปรากฏมูลหนี้  จึงถือได้ว่ามูลแห่งหนี้ตามเช็คเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่นายหนึ่งลูกหนี้รับเงินไปและมอบเช็คให้แก่นายสองยึดถือไว้  ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  94  แม้เช็คจะลงวันที่ล่วงหน้า  (20  สิงหาคม)  อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลสั่งพิทักษ์นายหนึ่งเด็ดขาดก็ตาม  (ฎ. 2969/2531)  ทั้งนี้เพราะวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คเป็นเพียงวันถึงกำหนดชำระหนี้หรือกำหนดเวลาใช้เงินเท่านั้น  หาทำให้มูลแห่งนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์กลับกลายเป็นเกิดขึ้นภายหลังไปไม่  นายสองจึงสามารถนำเช็คดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา  94  (ฎ. 3565/2525)

สรุป  นายสองสามารถนำเช็คดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552 

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  ให้นักศึกษาอธิบายว่า  เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  จะมีผลต่อคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  และอำนาจในการจัดการทรัพย์สินและกิจการของลูกหนี้อย่างไร  จะมีผลต่อความรับผิดในหนี้สินของลูกหนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  56  การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดในเรื่องหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้  ลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้  เว้นแต่เจ้าหนี้คนนั้นได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้

อธิบาย

จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า  เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  จะมีผลในเรื่องคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด  และอำนาจในการจัดการทรัพย์สินและกิจการของลูกหนี้ดังนี้คือ

ก  เมื่อศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย  ลูกหนี้ย่อมไม่ถูกจำกัดอำนาจโดยมีบุคคลอื่นจัดการทรัพย์สินหรือกิจการแทน  (มาตรา  58)  กรณีต้องถือว่าคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นเป็นอันยกเลิกไปในตัว  ลูกหนี้ไม่ต้องล้มละลายอีกต่อไป  และลูกหนี้ย่อมกลับเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินและกิจการของตนได้ดังเดิม  และมีความสามารถประกอบกิจการหรือจัดการทรัพย์สินของตนได้ต่อไป  (ฎ. 2649/2541)

ข  การประนอมหนี้นั้นผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกคน  ไม่ว่าเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยที่มิได้ยอมรับการขอประนอมหนี้  แม้กระทั่งเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้แต่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ไว้ก็ตาม  เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงในการประนอมหนี้ครบถ้วน  ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้สินที่เหลือ  (ฎ. 6084/2548)  เว้นแต่หนี้ตามมาตรา  77(1)  และ  (2)  คือ  หนี้ภาษีอากร  และหนี้ซึ่งไดเกิดขึ้นโดยความทุจริต ฉ้อโกงของลูกหนี้  หนี้ทั้งสองประเภทนี้  ลูกหนี้จะต้องชำระต่อไปจนกว่าจะครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้ทั้งสองประเภทดังกล่าวจะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา  91  ตั้งแต่แรกหรือไม่  (ฏ. 4955/2536)


ข้อ  2  ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  เป็นโจทก์ฟ้องนายดำลูกหนี้ให้ล้มละลาย  ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายดำเด็ดขาด  ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อศาลว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของธนาคารไทย  จำกัด (มหาชน)  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์  อย่างไรก็ตาม  หนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ขาดอายุความไปก่อนวันที่นำคดีมาฟ้อง  เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้  ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า  มูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้รายเดียวกันกับที่นำมาฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วว่า  หนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงลูกหนี้ก็มิได้ให้การต่อสู้คดีและขาดนัดพิจารณา  จนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและคดีถึงที่สุดแล้ว  แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าหนี้ดังกล่าวขาดอายุความก่อนนำคดีมาฟ้องก็ตาม  อีกทั้งไม่มีเจ้าหนี้รายใดหรือลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้เลย  จึงอนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ

ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  22  เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้

(3) ประนีประนอมยอมความ  หรือฟ้องร้อง  หรือต่อสู้คดีใดๆ  เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

มาตรา  94  เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้  ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม  เว้นแต่

(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  หรือศีลธรรมอันดี  หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  ได้รับชำระหนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ.  2483  มาตรา  22(3)  บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

การที่ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำหนี้ที่ขาดอายุความซึ่งต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  94(1)  มายื่นคำขอรับชำระหนี้  กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจฟ้องร้องและต่อสู้คดีใดๆ  เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้  จึงมีอำนาจที่จะอ้างเอาอายุความมาต่อสู้เพื่อให้ศาลมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ได้  แม้ศาลล้มละลายจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้ยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณายกฟ้องโจทก์ก็ตาม  ก็หาใช่ว่าศาลได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่  อีกทั้งกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายในส่วนของการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนการพิจารณาที่แยกต่างหากจากกระบวนการพิจารณาคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์  โดยบทบัญญัติมาตรา  94, 105 , 106, และ  107  ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่  แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขอรับชำระหนี้มานั้นจะเป็นหนี้ที่กล่าวอ้างมาในฟ้องจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตาม  แต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่  เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว  จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  94  (1)  ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  ได้รับชำระหนี้ได้  ดังนั้น  การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ.980/2532, ฎ. 3960/2546)

สรุป  คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ธนาคารไทย  จำกัด  (มหาชน)  ได้รับชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ  3  ธนาคารสยามจำกัด  ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทอเมริกาจำกัด  ต่อมาธนาคารสยามจำกัดไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไป  ต้องการถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ  และมาปรึกษาท่าน  ท่านจะให้คำปรึกษาแก่ธนาคารสยามจำกัด  ประการใด

ธงคำตอบ

มาตรา  90/8  วรรคแรก  ผู้ร้องขอจะถอนคำร้องขอไม่ได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาตแต่ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอไม่ได้

วินิจฉัย

ธนาคารสยามจะถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่  เห็นว่า  ตาม  พ.ร.บ.ล้มละลาย  มาตรา  90/8  วรรคแรก  กำหนดว่า  ผู้ร้องขอจะถอนคำร้องขอไม่ได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาตแต่ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอไม่ได้  ซึ่งการร้องขอฟื้นฟูกิจการเป็นการร้องขอให้มีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ภายใต้กรอบของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ  เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย  มิใช่เรื่องระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ผู้ร้องขอเท่านั้น  กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลเข้ามาตรวจสอบในกรณีที่มีการถอนคำร้องขอดังกล่าว

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ธนาคารสยาม  จำกัด  ผู้ร้องขอไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป  ก็ต้องขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ  โดยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอดังกล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  ส่วนศาลจะมีอำนาจที่จะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอหรือไม่  เป็นดุลพินิจของศาล  ซึ่งต้องพิจารณาถึงสาเหตุที่ขอถอนคำร้องขอนั้นด้วยว่า  เป็นเหตุอันสมควรหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม  หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไม่ได้  เพราะถือว่าศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีของการร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว  ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้  การยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  จึงไม่อาจกระทำได้

สรุป  ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาแก่ธนาคารสยามว่า  ต้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  เพราะหากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว  ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไม่ได้ 

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก ซ่อม 1/2548

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3009 (LA 309),(LW 311) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายชื่อนางบังอร  และมีอาหนึ่งคนชื่อนายดำ  กับน้าอีกหนึ่งคนชื่อนายแดง  ต่อมานายเอกตายมีมรดกจำนวน  6  ล้านบาท  ให้ท่านแบ่งมรดกของนายเอก

ธงคำตอบ

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(6) ลุง  ป้า  น้า  อา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629 (4) หรือ (6)  และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่  หรือมีผู้รับมรดกแทนที่  หรือมีทายาทตามมาตรา  1629 (5) แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่  มีสิทธิได้รับมรดกสองส่วนในสาม

วินิจฉัย

นางบังอร  เป็นคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของนายเอกจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  ส่วนนายดำกับนายแดงมีฐานะเป็นอาและน้าของนายเอก  อันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่  6  ตามมาตรา  1629(6)  ดังนั้น  มรดกของนายเอกจำนวน  6  ล้านบาท  จึงต้องแบ่งให้แก่นางบังอรสองในสามของกองมรดกคือ  4  ล้านบาท  และแบ่งให้แก่นายดำและนายแดงจำนวน  2  ล้านบาท  ตามมาตรา  1635(3)  โดยนายดำกับนายแดงเป็นทายาทโดยธรรมลำดับเดียวกันย่อมได้รับมรดกเท่ากัน  คือ  คนละ  1  ล้านบาท ตามมาตรา  1633

สรุป  มรดกนายเอก  จำนวน  6  ล้านบาท  จึงแบ่งให้แก่

นางบังอร  จำนวน  4  ล้านบาท

นายดำ  จำนวน  1  ล้านบาท

นายแดง  จำนวน  1  ล้านบาท

 

ข้อ  2  นายสถานะและนายเสงี่ยมเป็นพี่น้องเกิดจากการอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสระหว่างนายสง่าและนางสะไบ ต่อมานางสะไบได้ไปจดทะเบียนสมรสกับนายสงบและร่วมกันจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมชื่อนายเสน่ห์  หลังจากนั้นนางสะไบได้จดทะเบียนหย่ากับนายสงบและได้กลับไปจดทะเบียนสมรสกับนายสง่า  แต่ปรากฏว่านายสง่าได้ไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไว้ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนางสะไบชื่อนางสาวสวย  ซึ่งนางสะไบก็รักเหมือนกับลูกสาวคนหนึ่ง  นางสะไบได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดมูลค่า  12  ล้านบาท ให้นายสงบและนางสาวสวยได้คนละส่วนเท่าๆกัน  ปรากฏว่าวันที่  15  สิงหาคม  2548  นายสถานะประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  โดยมีนายสมบัติเป็นบุตรบุญธรรมและนางสุดสวยภริยาเป็นผู้จัดการศพของนายสถานะ  ต่อมาวันที่  19  กันยายน  2548 นายสงบและนางสาวสวยได้ทะเลาะและฆ่ากันตาย  เมื่อนางสะไบทราบข่าวก็ตกใจถึงแก่ความตาย  ดังนี้จงแบ่งทรัพย์มรดกของนางสะไบ

ธงคำตอบ

มาตรา  1620  วรรคแรก  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้  แต่ไม่มีผลบังคับได้  ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1)  ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา  1629(1)  ซึ่งมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น  มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

มาตรา  1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น  ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

มาตรา  1699  ถ้าพินัยกรรม  หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ  ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

การที่นางสะไบเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดมูลค่า  12  ล้านบาท  ให้นายสงบและนางสาวสวยได้คนละส่วนเท่าๆกัน แต่ปรากฏว่าวันที่  19  กันยายน  2548  นายสงบและนางสาวสวยได้ทะเลาะและฆ่ากันตาย  ซึ่งต่อมานางสะไบทราบข่าวก็ถึงแก่ความตาย  ถือว่าข้อกำหนดพินัยกรรมตกไปทั้งฉบับตามมาตรา  1698(1)  เพราะเหตุที่ผู้รับพินัยกรรมถึงแก่ความตายก่อนผู้ทำพินัยกรรมต้องปันทรัพย์มรดกทั้งหมด  12  ล้านบาท  ให้แก่ทายาทโดยธรรมต่อไปตามมาตรา  1699  มาตรา  1620  วรรคแรก

เมื่อปรากฏว่านางสะไบเจ้ามรดกมีนายสถานะและนายเสงี่ยมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับนายสง่า  (จดทะเบียนสมรสกันภายหลัง)  ถือว่าทั้งสองเป็นผู้สืบสันดานเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่  1  ตามมาตรา  1629(1)  แต่ปรากฏว่าในวันที่  15 สิงหาคม  2548  นายสถานะได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางสะไบเจ้ามรดก  โดยมีนายสมบัติเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเพียงผู้สืบสันดานแต่ไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรง  (สืบสายโลหิต)  ที่จะมีสิทธิในการรับมรดกแทนที่ในส่วนที่นายสถานะมีสิทธิที่จะได้รับ  ดังนั้นนายสมบัติจึงรับมรดกแทนที่นายสถานะไม่ได้ตามมาตรา  1639  มาตรา  1643

ในระหว่างที่นางสะไบเจ้ามรดกจดทะเบียนสมรสกับนายสงบ  ทั้งสองได้ร่วมกันจดทะเบียนรับนายเสน่ห์มาเป็นบุตรบุญธรรมจึงถือว่านายเสน่ห์เป็นผู้สืบสันดานทายาทโดยธรรมลำดับที่  1  ของนางสะไบตามมาตรา  1627  มาตรา  1629(1)  แต่ต่อมานางสไบได้จดทะเบียนหย่ากับนายสงบก่อนที่จะถึงแก่ความตาย  ดังนั้นนายสงบจึงไม่ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส  ผู้มีสิทธิในการรับมรดกตามมาตรา  1629  วรรคท้าย

เมื่อนางสะไบได้หย่ากับนายสงบแล้วได้กลับไปจดทะเบียนสมรสกับนายสง่าแล้วถึงแก่ความตายในขณะที่สมรสกับนายสง่า  ดังนั้นนายสง่าจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรสผู้มีสิทธิในการรับมรดกของนางสไบตามมาตรา  1629  วรรคท้าย

มรดก  12  ล้านบาทจึงตกได้แก่  นายสง่าคู่สมรส  นายเสงี่ยมบุตรและนายเสน่ห์บุตรบุญธรรมคนละส่วนเท่าๆกัน  ตามมาตรา  1635(1)  มาตรา  1629(1)  และมาตรา  1627  ได้คนละ  4  ล้านบาท

สรุป  มรดก  12  ล้านบาท  จึงตกได้แก่  นายสง่าคู่สมรส  นายเสงี่ยมบุตรและนายเสน่ห์บุตรบุญธรรมคนละส่วนเท่าๆกัน  ตามมาตรา 1635(1)  มาตรา  1629(1)  และมาตรา  1627  ได้คนละ  4  ล้านบาท

 

ข้อ  3  สมศักดิ์กับสมพรอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  สมศักดิ์ได้ไปขอเอก  โท  ตรี  จากสถานสงเคราะห์มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย  โดยที่สมพรไม่ได้ให้ความยินยอมและอ้างว่าต่อไปก็จะมีลูกของตนเองอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องไปขอลูกใครมาเลี้ยง  เมื่อทั้งสามคนเติบโตเป็นหนุ่มก็ค่อนข้างเกเร  และใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายทำให้สมศักดิ์ต้องทำงานหนักขึ้น  ขณะที่สมศักดิ์เดินทางไปทำธุรกิจต่างจังหวัดก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  หลังจากสมศักดิ์ตายลงมีเงินสดเป็นมรดกอยู่  3  ล้านบาท  ปรากกว่าเอกได้ยักย้ายไป  1  ล้านห้าแสนบาท  โทได้ยักย้ายไป  1  ล้านบาท  และตรีก็ได้แอบนำไปใช้จ่ายโดยปิดบังไว้เป็นเงินสามแสนบาท  เมื่อสมพรมาดูเงินในตู้เซฟปรากฏว่ามีเงินเหลืออยู่เพียง  2  แสนบาทเท่านั้น  สมพรจึงไปฟ้องศาลขอเรียกเงินจากกองมรดกของสมศักดิ์ในเงิน  3 ล้านบาทนี้จากเอก  โท  และตรี  ดังนี้จงวินิจฉัยว่าศาลจะแบ่งมรดกของสมศักดิ์ให้แก่ทายาทคนใด  เท่าไร  อย่างไรบ้าง

ธงคำตอบ

มาตรา  1457  การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา  1598/27  การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย  แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน

มาตรา  1598/28  บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น  แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา  ในกรณีเช่นนี้  ให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว

มาตรา  1599  เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท 

มาตรา  1603  กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม

ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย  เรียกว่า  ทายาทโดยธรรม

ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม  เรียกว่า  ผู้รับพินัยกรรม

มาตรา  1605  ทายาทคนใดยักย้าย  หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น  ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย  แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

มาตรา  1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น  ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1)  ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  นั้น  ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว  ทายาทโดนธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา  1753  ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก  เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม  หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน

วินิจฉัย

สมศักดิ์ตายลงมีมรดก  3  ล้านบา  ย่อมตกทอดไปยังทายาทตามมาตรา  1599  วรรคแรก  และเมื่อไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้  มรดกจึงตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1603

สรพรเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงไม่มานะเป็นทายาทโดยธรรมของสมศักดิ์ตามมาตรา  1457  ประกอบมาตรา  1629  วรรคท้าย

ส่วนเอก  โท  ตรี  ถือว่าเป็นบุตรบุญธรรมของสมศักดิ์เพียงคนเดียวตามมาตรา  1598/27  และมาตรา  1598/28  แม้สมพรจะไม่ให้ความยินยอมก็ไม่มีผลกระทบต่อการเป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดกของสมศักดิ์แต่อย่างใด  ฉะนั้นทั้งสามคนมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งในมรดกของบิดาบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา  1629(1)  ประกอบมาตรา  1627  มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่าๆกันตามมาตรา  1633  เพราะเป็นทายาทลำดับเดียวกันจึงได้คนละ  1  ล้านบาท

เมื่อเอกได้ปิดบังเอามรดกไป  1  ล้าน  5  แสนบาทมากกว่าส่วนที่จะได้  เขาจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลยและหมดสภาพของการเป็นทายาท  มรดกในส่วนของเอกจึงตกทอดแก่โทและตรี  แต่ปรากฏว่าโทก็ได้ยักย้ายไป  1  ล้านบาท  ซึ่งเท่ากับส่วนที่ตนจะได้  เขาจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลยและหมดสภาพของการเป็นทายาทเช่นเดียวกับเอก  ฉะนั้น  มรดกในส่วนของโทก็จะตกทอดแก่เอกและตรี  แต่เมื่อเอกก็ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยและหมดสภาพของการเป็นทายาทแล้วตามมาตรา  1605  วรรคแรก  ฉะนั้น  มรดกในส่วนของเอกและโทจึงตกทอดแก่ตรี  แต่ตรีก็ได้ปิดบังมรดกไป  3  แสนบาท  ซึ่งน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ  เขาจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะในส่วนที่ได้ปิดบังยักย้ายไปคือ  3  แสนบาทนี้เท่านั้นตามมาตรา  1605  วรรคแรก  แต่สภาพของการเป็นทายาทของตรียังคงมีอยู่  ในส่วนมรดกของตรีที่ยักย้ายปิดบังไป  3  แสนบาทนี้ไม่มีทายาทอื่นที่เหลืออยู่อีก  จึงตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา  1753

ดังนั้น  ตรีจึงได้รับมรดกในส่วนที่เหลือ  7  แสนบาท  และยังได้รับในส่วนของเอกและโทอีก  2  ล้านบาท  รวมเป็นตรีได้รับมรดกทั้งหมด  จำนวน  2  ล้าน  7  แสนบาท

สรุป  มรดกของสมศักดิ์  3  ล้านบาทตกเป็นสมบัติแก่แผ่นดิน  3  แสนบาท  และตกทอดแก่ตรี  2  ล้าน  7  แสนบาท

ส่วนสมพรก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย  เพราะไม่มีฐานะในการเป็นทายาทโดยธรรม  และเอกกับโทก็ไม่ได้รับมรดกเลยเพราะถูกกำจัดมิให้รับมรดกและหมดสภาพการเป็นทายาท

 

ข้อ  4  นายดำจดทะเบียนสมรสกับนางแดงมีบุตรคือนายเอ  โดยนายดำมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือนายเขียวและนายเหลือง นอกจากนี้นายเอได้จดทะเบียนสมรสกับนางสวยมีบุตรด้วยกันคือนายหนึ่ง  ต่อมานายดำทำพินัยกรรมยกเงินสด  50,000  บาท  ให้แก่นายเหลือง  หลังจากนั้นนายเอป่วยและถึงแก่ความตาย ต่อมานายดำทำหนังสือตัดนายเหลืองมิให้รับมรดกของตนและมอบหนังสือดังกล่าวแก่ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ  หลังจากนั้นนายเขียวโกรธนายหนึ่งที่ชอบพูดจาให้นายดำเกลียดตน  จึงยิงนายหนึ่งและนายหนึ่งถึงแก่ความตาย  โดยศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกนายเขียวฐานฆ่านายหนึ่งตายโดยเจตนา  หลังจากนั้นนายดำถึงแก่ความตาย  เช่นนี้  จงแบ่งมรดกของนายดำซึ่งยังมีเงินสดนอกพินัยกรรมอีก  90,000  บาท

ธงคำตอบ

มาตรา  1536  วรรคแรก  เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวัน  นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี  หรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณี

มาตรา  1606  บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร  คือ

(1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ  หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา  1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้  แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

(2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น  และภายใต้บังคับแห่งมาตรา  1630  วรรคสอง  แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้  คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา  1635

มาตรา  1630  ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่  หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ  ที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  ทายาทที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

มาตรา  1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น  ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา  1629  คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด

มาตรา  1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา  1629  (1)  (3)  (4)  หรือ  (6)  ถึงแก่ความตาย  หรือถูกจำกัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย  ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่  ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน  ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่  และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

มาตรา  1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม

มาตรา  1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง  ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

เมื่อนายดำเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจะเห็นได้ว่า  มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม  คือ  นางแดง  คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629  วรรคท้าย  และตกได้แก่  นายเอ  บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1536 วรรคแรก  1629(1)  แต่นายเอได้ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก  เช่นนี้ตามมาตรา  1639  ประกอบ  1642  และ  1643  นายหนึ่งบุตรโดยชอบด้วยของนายเอกอันเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงย่อมเข้ารับมรดกแทนที่นายเอ  เพื่อรับมรดกของนายดำได้  แต่กรณีตามอุทาหรณ์จะเห็นได้ว่านายหนึ่งนั้นได้ถูกนายเขียวยิงถึงแก่ความตาย  มรดกส่วนนี้จึงไม่มีผู้รับมรดกแทนที่นายเอ  ดังนี้  ตามมาตรา  1630  วรรคแรก  จึงให้มรดกตกทอดไปแก่ทายาทโดยธรรมในลำดับถัดไป  คือ  นายเหลือง  และนายเขียว  ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายดำเจ้ามรดกทายาทโดยธรรมตามมาตรา  1629(3)

แต่จะเห็นได้ว่า  ในกรณีของนายเขียวนั้น  ได้เจตนาฆ่านายหนึ่งซึ่งถือได้ว่านายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนตนแล้ว  เพราะหากไม่มีนายหนึ่งมรดกของนายดำย่อมตกได้แก่นายเขียว  เช่นนี้  นายเขียวจึงถูกกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรจะรับมรดกตามมาตรา  1606(1)  และในกรณีนายเหลืองจะเห็นได้ว่า  นายดำได้ทำหนังสือตัดมิให้นายเหลืองรับมรดกของนายดำเฉพาะในฐานทายาทโดยธรรมเป็นการชัดแจ้งและชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ตามมาตรา  1608  นายเหลืองจึงเสียสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม  แต่นายเหลืองยังคงมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรมจำนวน  50,000  บาท

ดังนี้  มรดกของนายดำตามพินัยกรรมจึงตกแก่นายเหลืองแต่ผู้เดียว  จำนวน  50,000  บาท  ส่วนเงินสดนอกพินัยกรรมตกได้แก่  นางแดงภริยาแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรม  จำนวน  90,000  บาท  ตามมาตรา  1635(4)

สรุป  นายเขียวถูกกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควร  เพราะฆ่านายหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกก่อนนายเขียวโดยการเข้ารับมรดกแทนที่นายเอตามมาตรา  1606(1)  ส่วนนายเหลืองถูกตัดมิให้รับมรดกเฉพาะในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้นตามมาตรา  1608  แต่ยังคงได้รับมรดกในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม  และนางแดงคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย  ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมแต่ผู้เดียวที่จะรับมรดกนอกพินัยกรรมของนายดำ  จำนวน  90,000  บาท  ตามมาตรา  1635(4)