LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายเพชรครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2494 โดยไม่มีหนังสือสำคัญ แสดงสิทธิในที่ดิน เมื่อประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับนายเพชรไม่ได้แจ้งการครอบครองตามที่ กฎหมายกำหนดแต่ยังคงครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา ใน พ.ศ. 2535 นายเพชรถึงแก่ความตาย นายทองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ครอบครองและทำประโยชน์ไนที่ดินต่อมา ใน พ.ศ. 2550 ได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายทองได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัด ที่ดินและได้โฉนดที่ดินในปีเดียวกัน ขณะนี้ นายทองต้องการจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ น.ส.ทับทิม ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ดังนี้ อยากทราบว่านายทองจะจดทะเบียนโอนที่ดินในกรณี ดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 27 ตรี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการสำรวจ ตามมาตรา 58 วรรคสอง ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มี หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หรือผู้ซึ่งรอคำสั่งผ่อนผันจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แต่ได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นติดต่อมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัดหรือพิสูจน์สอบสวน ถ้าประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น 

ให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่ได้มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนด ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์นที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

มาตรา 58 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในจังหวัดใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนด จังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์สำหรับปีนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่รวมท้องที่ที่ทางราชการได้จำแนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร

เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้น ของการเดินสำรวจรังวัดในท้องที่นั้น โดยปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ทำการ กำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องที่ก่อนวันเริมต้นสำรวจไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

เมื่อได้มีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคสอง ให้บุคคลตามมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง หรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว นำพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มอบหมาย เพื่อทำการสำรวจรังวัด ทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินของตนตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย

มาตรา 58 ทวิ วรรคแรก วรรคสอง และวรรคห้า เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนที่ หรือพิสูจน์ สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา 58 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่บุคคลนั้นครอบครอง เป็นที่ดินที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้

บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือ

(2) ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี

ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ห้าม มิให้บุคคลตามวรรคสอง (3) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รับอนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเพชรครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ตั้งแต่ พ.ศ. 2494โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดิน และนายเพชรก็ไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองตามที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้ ถือว่านายเพชรเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นายเพชรจึงเป็นบุคคลตามมาตรา 27 ตรี วรรคแรก

ต่อมาใน พ.ศ. 2535 นายเพชรถึงแก่ความตาย นายทองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ในกรณีนี้ถือว่านายทองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากนายเพชรตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง ซึ่งให้ถือว่านายทองเป็นบุคคลตามมาตรา 27 ตรี วรรคแรก ด้วย

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ใน พ.ศ. 2550 ได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่นั้น (แบบทั้งตำบล) ตามมาตรา 58 วรรคแรกและวรรคสอง และนายทองได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินและ ได้โฉนดที่ดินในปีเดียวกัน จึงถือว่านายทองเป็นผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี และเป็นผู้ได้รับโฉนดที่ดินตาม มาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (2)

และเมื่อนายทองเป็นผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินคือได้รับโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (2) จึงไม่อยู่ในบังคับของการห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อนายทองต้องการ จะจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ น.ส.ทับทิม นายทองย่อมสามารถจดทะเบียนโอนที่ดินนั้นได้

สรุป นายทองสามารถจดทะเบียนโอนที่ดินในกรณีดังกล่าวได้


ข้อ 2. นายหนึ่งได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดิน ทางราชการออกใบจองให้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ใน พ.ศ. 2549 ได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินนายหนึ่งไม่ได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดที่ดิน ใน พ.ศ. 2550 นายหนึ่งยกที่ดินแปลงนั้นตีใช้หนี้ให้แก่นายสอง นายสองครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมา ใน พ.ศ. 2552 นายสองถึงแก่ความตาย นายสาม บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ต่อมา ขณะนี้นายสามมีความจำเป็นจึงนำ ที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดิน ดังนี้อยากทราบว่า นายสามจะขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 59        ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ไห้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมกึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองด้วย

มาตรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ดำเนินการ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายหนึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่มีใบจอง โดยทางราชการออกใบจองให้ ในวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ซึ่งที่ดินที่มีใบจองนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว นายหนึ่งผู้ครอบครองจึงโอนให้ใครไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดทางมรดกตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 8 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ใน พ.ศ. 2550 นายหนึ่งได้ยกที่ดินให้นายสอง เมื่อไม่ใช่การตกทอด ทางมรดกการยกให้ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ให้ใช้ฯ มาตรา 8วรรคสอง กรณีนี้ถึงแม้นายสองจะได้ครอบครอง และทำประโยชน์ต่อเนื่องมาก็ไม่ทำให้นายสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม การยกที่ดินโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันนั้น มีผลทำให้นายสองเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และเมื่อปรากฏว่า ใน พ.ศ. 2552 นายสองถึงแก่ความตาย นายสามบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมา ดังนี้ ก็ย่อมถือว่านายสาม เป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเช่นเดียวกัน

และในขณะนี้นายสามมีความจำเป็นจึงนำที่ดินไปยื่นขอออกโฉนดที่ดิน เมื่อไม่ปรากฏว่า มีประกาศของทางราชการเพื่อจะออกโฉนดแบบทั้งตำบลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 จึงต้องพิจารณา การออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แล้วแต่กรณี

สำหรับการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เป็นเจ้าของที่ดินโดยมี หนังสือแสดงสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อนายสามเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ดังนั้นนายสามจึงขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ไม่ได้ อีกทั้งในกรณีดังกล่าวนี้ นายสามก็จะอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่อง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคสอง ไม่ได้เช่นกัน เพราะนายสามมิใช่ผู้ครอบครองต่อเนื่องจากผู้ซึ่ง มีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)

ส่วนผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้นั้น กฎหมายกำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5 เท่านั้น เมื่อได้ความว่า นายสามเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ภายหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้น นายสามจึงไม่สามารถขอออก โฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้เช่นกัน

สรุป นายสามเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จะ ขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้เลย


ข้
อ 3. นายภคพงศ์เป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม นายภคพงศ์มีความประสงค์จะยื่นคำขอจดทะเบียน เป็นผู้จัดการมรดกในที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3ก.) แปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย แต่เนื่องจากนายภคพงศ์ทำธุรกิจหลายชนิดจึงหาเวลาเดินทางไกลไม่สะดวก อยากทราบว่า หากนายภคพงศ์จะยื่นคำขอจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นผู้จัดการมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าว นายภคพงศ์จะสามารถยื่นคำขอได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 71 “ให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์…

มาตรา 72 “ผู้ใดประสงค์จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้คู่กรณีนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 71

การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดินใบไต่สวนหรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ คู่กรณีอาจยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดินแห่งใด แห่งหนึ่งเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ดำเนินการจดทะเบียนให้ เว้นแต่การจดทะเบียนที่ต้องมีการประกาศหรือต้องมีการรังวัด

มาตรา 81 วรรคแรกและวรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดก ให้ผู้ได้รับมรดกนำหลักฐานสำหรับที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพร้อมด้วยหลักฐานในการได้รับมรดกมายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ถ้าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอยู่กับบุคคลอื่น ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวนั้นได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเชื่อได้ว่าผู้ขอเป็นทายาทแล้ว ให้ประกาศโดยทำเป็นหนังสือปิดไว้ในที่เปิดเผยมีกำหนดสามสิบวัน ณ สำนักงานที่ดิน เขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ทำการแขวงหรือที่ทำการกำนันท้องที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยู่ และ บริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือส่งประกาศดังกล่าวให้บุคคลที่ผู้ขอแจ้งว่าเป็น ทายาททุกคนทราบเท่าที่สามารถจะทำได้ หากไม่มีทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกโต้แย้งภายในกำหนดเวลาที่ประกาศ และมีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ขอมีสิทธิได้รับมรดกแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามที่ ผู้ขอแสดงหลักฐานการมีสิทธิตามกฎหมาย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 82 วรรคแรก ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิ ในที่ดิน ให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น และหลักฐานการเป็นผู้จัดการมรดกมาแสดงต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียน ให้ตามคำขอ แต่ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนและตรวจสอบหลักฐาน และให้ นำความในมาตรา 81 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม …

วินิจฉัย

ผู้ทีประสงค์จะขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากจะมายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 แล้ว บทบัญญัติมาตรา 72 วรรคสอง ยังให้ สิทธิคู่กรณีอาจจะมายื่นคำขอจดทะเบียนต่อพนักงนเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการดังต่อไปนี้ คือ

1.         ที่ดินที่จะต้องจดทะเบียนนั้นจะต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ใบไต่สวน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ กล่าวคือ ถ้ามีเอกสารอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาจะยื่นคำขอไม่ได้

2.         การจดทะเบียนนั้นจะต้องไม่มีการประกาศก่อน กล่าวคือกรณีใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ จะต้องทำเรื่องประกาศก่อนที่จะมีการจดทะเบียนจะมาใช้มาตรา 72 วรรคสอง ไม่ได้

3.         การจดทะเบียนนั้นจะต้องไม่มีการรังวัดก่อน

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย คือ นายภคพงศ์จะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนที่ สำนักงานที่ดิน จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นผู้จัดการมรดกในที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายภคพงศ์เป็น ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมนั้น ย่อมถือว่านายภคพงศ์เป็นผู้จัดการมรดกโดยทางอื่นนอกจากคำสั่งศาลตาม มาตรา 82 ดังนั้น จึงต้องนำหลักการจดทะเบียนรับมรดกของทายาทตามมาตรา 81 วรรคสอง มาบังคับใช้คือ ต้อง ปิดประกาศก่อนจะจดทะเบียนเป็นเวลา 30 วัน จึงทำให้เข้าข้อยกเว้นที่ไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนต่างสาขา ได้ตามมาตรา 72 วรรคสอง ดังนั้น นายภคพงศ์จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานครได้

สรุป นายภคพงศ์จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานครได้

LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน ใน พ.ศ. 2552ได้มีประกาศ เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่นั้น นายหนึ่งไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดิน ใน พ.ศ. 2554 นายหนึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลและศาลได้มีคำสั่งรับรองว่านายหนึ่งได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินจริง ขณะนี้นายหนึ่งต้องการจะยกที่ดิน แปลงนั้นตีใช้หนี้ให้แก่นายสอง ดังนี้ อยากทราบว่า

(ก) นายหนึ่งจะจดทะเบียนโอนที่ดินตีใช้หนี้ให้แก่นายสองได้หรือไม่

(ข) ถ้านายหนึ่งยกที่ดินตีใช้หนี้โดยวิธีส่งมอบที่ดินให้นายสองครอบครอง นายสองจะนำที่ดินนั้น มาขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ กรณีขอออกเป็นการเฉพาะราย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาดรา 59 “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองด้วย

พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 “ที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ ทำประโยชน์แล้ว ให้โอนกันได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 “การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นย่อม ทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง

วินิจฉัย

(ก) นายหนึ่งจะจดทะเบียนโอนที่ดินตีใช้หนี้ให้แก่นายสองได้หรือไม่

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินโดยมีสิทธิครอบครอง และที่ดินที่มีเพียงหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วตามพ.ร.บ.ให้ใช้ฯ มาตรา 9 ดังนั้น การที่นายหนึ่งจะจดทะเบียนโอนที่ดินตีใช้หนี้ให้แก่นายสองจึงไม่สามารถทำได้

ส่วนข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลและศาลได้มีคำสั่งรับรองว่า นายหนึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินจริงนั้น กรณีนี้ก็ไม่ถือว่า ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 9 เพราะไม่ใช่คำรับรองจากนายอำเภอ

(ข) ถ้านายหนึ่งยกที่ดินตีใช้หนี้โดยวิธีส่งมอบที่ดินให้นายสองครอบครอง นายสองจะนำที่ดินนั้น มาขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ กรณีขอออกเป็นการเฉพาะราย

ที่ดินที่มีเพียงหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) นั้น แม้จะโอนให้แก่กันไม่ได้ตาม กฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็สามารถโอนกันได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชยโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378

และเมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า นายหนึ่งได้ยกที่ดินตีใช้หนี้โดยวิธีส่งมอบที่ดินให้ นายสองครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 จึงถือว่านายสองเป็นบุคคลซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่อง มาจากนายหนึ่งผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง ดังนั้นจึงถือว่านายสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคสอง

และเมื่อถือว่านายสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ดังนั้นนายสองจึงสามารถนำที่ดินนั้นมา ขอออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคแรก ซึ่งเป็นการขอออกเป็นการเฉพาะราย แม้ว่า ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่นั้น และนายหนึ่งไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำการสำรวจรังวัดที่ดินก็ตาม เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคแรกนั้น ได้บัญญัติให้ผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินสามารถนำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตาม มาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม

สรุป (ก) นายหนึ่งจะจดทะเบียนโอนที่ดินตีใช้หนี้ให้แก่นายสองไม่ได้

(ข) นายสองสามารถนำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ตามประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคแรกและวรรคสอง


ข้อ 2. นายเพชรครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2494 โดยไม่มีหนังสือสำคัญ แสดงสิทธิในที่ดิน เมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน นายเพชรไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ตามที่กฎหมายกำหนด ใน พ.ศ. 2535 ได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายเพชรได้มาแจ้ง การครอบครองที่ดินแต่ไม่ได้มานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดินจึงไม่ได้รั
โฉนดที่ดิน ใน พ.ศ. 2544 นายเพชรขายที่ดินให้แก่นายทองโดยทำหนังสือสัญญาชื้อขายกันเองที่บ้านของ นายเพชร แล้วส่งมอบที่ดินให้นายทองครอบครอง ขณะนี้นายทองเห็นว่าตนได้ครอบครองที่ดินมากว่า 10 ปีแล้ว จึงได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดิน ดังนี้ อยากทราบว่านายทองจะขอออกโฉนดที่ดินได้ หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 27 ตรี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการสำรวจ ตามมาตรา 58 วรรคสอง ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หรือผู้ซึ่งรอคำสั่งผ่อนผันจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แต่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินนั้นติดต่อมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัดหรือพิสูจน์สอบสวน ถ้าประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น ให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่ได้มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนด ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย”

มาตรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ประมวลกฎหมายนี้กำหนดแต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

วินิจฉัย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ นายทองจะขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่

ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 59 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินแบบ

เฉพาะรายไว้ดังนี้

1.         จะต้องเป็นผู้ครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญ แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5 และรวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบุคคลดังกล่าวด้วย

2.         ต้องไม่ใช่ผู้ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี กล่าวคือ ผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี จะไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้

3.         มีความจำเป็นต้องออกโฉนดที่ดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร และต้องมีเนื้อที่ ไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าเกิน 50 ไร่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเพชรครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ พ.ศ. 2494 โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดิน และเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน นายเพชรก็ ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือว่านายเพชรเป็นผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (กรนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินฯ

ในปี พ.ศ. 2535 เมื่อได้มีประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน การที่นายเพชรได้มาแจ้งการ ครอบครองที่ดิน แต่ไม่ได้มานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดินจึงไม่ได้รับโฉนดที่ดินนั้น กรณีเช่นนี้ ต้องถือว่านายเพชรเป็นผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรีแล้ว แม้นายเพชรจะไม่ได้มานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดที่ดินจนเป็นเหตุให้นายเพชรไม่ได้รับโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 วรรคสามก็ตาม ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติ ตามมาตรา 27 ตรีนั้น กฎหมายได้กำหนดให้ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ คือให้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน หรือมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการสำรวจรังวัดที่ดิน ดังนั้น นายเพชรจึงเป็นบุคคลผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินแบบ เฉพาะรายได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ วรรคแรก

และในปี 2544 การที่นายเพชรได้ขายที่ดินให้แก่นายทองโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเอง ที่บ้านของนายเพชรแล้วส่งมอบที่ดินให้นายทองครอบครองนั้น กรณีเช่นนี้ถือว่านายทองเป็นผู้ครอบครองและ ทำประโยชน์ต่อเนื่องจากนายเพชรตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ วรรคสอง ดังนั้นเมื่อนายทอง มีความจำเป็นจะขอออกโฉนดที่ดินเพราะเห็นว่าตนได้ครอบครองที่ดินมากว่า 10 ปีแล้ว นายทองย่อมสามารถ ขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ วรรคแรก

สรุป นายทองสามารถขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ตามมาตรา 59 ทวิ วรรคแรกและวรรคสอง


ข้อ 3. นายเล็กได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดินโดยรัฐจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยให้แก่ประชาชน โดยทาง ราชการออกเอกสารให้ในวันที่ 16 มกราคม 2545 ต่อมาใน พ.ศ. 2550 นายเล็กได้ยกที่ดินแปลงนั้น ตีใช้หนี้ให้แก่นายใหญ่ นายใหญ่เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาจนปี 2552 ได้มี ประกาศจากทางราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายใหญ่จึงได้โฉนดที่ดินมาในปีดังกล่าว หากในปี 2556 นี้ นายใหญ่ต้องการจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้กับนายน้อยซึ่งเป็นบุตรชายจะสามารถ ทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 58 ทวิ วรรคแรก วรรคสองและวรรคห้า เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนที่ หรือพิสูจน์ สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา 58 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่บุคคลนั้นครอบครอง เป็นที่ดินที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้

บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือ

(3) ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มิสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ

ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลตามวรรคสอง (3) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทาง มรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ที่จัตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รับอนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์

พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก‘’

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ นายใหญ่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้กับนายน้อยซึ่งเป็นบุตรชายได้หรือไม่

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเล็กเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่มีใบจอง โดยทางราชการออกใบจอง ให้ในวันที่ 16 มกราคม 2545 ซึ่งที่ดินที่มีใบจองนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ดังนั้นนายเล็กผู้ครอบครองจึงโอนที่ดินให้ใครไมได้ เว้นแต่จะตกทอดทางมรดกตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 8 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในพ.ศ.2550 นายเล็กได้ยกที่ดินแปลงนั้นตีใช้หนี้ให้แก่นายใหญ่ การ ยกที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ให้ใช้ มาตรา 8 วรรคสอง ทั้งก็มิใช่เป็นการตกทอดทางมรดกแต่ อย่างใด ดังนั้น แม้นายใหญ่จะได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาก็ไม่ทำให้นายใหญ่เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ดี การยกที่ดินโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันนั้น มีผลทำให้นายใหญ่ เป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ภายหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2497) ซึ่งการที่นายใหญ่ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจนได้รับโฉนดที่ดินจากทางราชการเมื่อปี พ.ศ. 2552 นั้น กรณีเช่นนี้ ถือว่านายใหญ่เป็นผู้ได้รับโฉนดที่ดินเนื่องจากเป็นผู้ครอบครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลัง วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 วรรคสอง(3) นายใหญ่จึงอยู่ในบังคับ ห้ามโอนที่ดินภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิวรรคห้าตอนท้าย

ดังนั้น การที่นายใหญ่ต้องการจะจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายน้อยซึ่งเป็น บุตรชาย จึงไม่สามารถโอนได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เพราะเป็นการโอนภายในกำหนดเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดิน ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย เพราะมิใช่การโอน โดยการตกทอดทางมรดกแต่อย่างใด

สรุป นายใหญ่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายน้อยซึ่งเป็นบุตรชายไม่ได้

LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสิงห์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2494 โดยไม่มีหนังสือสำคัญ แสดงสิทธิในที่ดิน เมื่อประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับนายสิงห์ไม่ได้แจ้งการครอบครองตามที่ กฎหมายกำหนด ใน พ.ศ. 2528 ได้มีประกาศของทางราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายสิงห์ก็ไม่ได้ทำการตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ได้รับโฉนดที่ดิน ใน พ.ศ. 2541 นายสิงห์ ถึงแก่ความตายโดยนายช้างบุตรชายได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมา ขณะนี้นายช้าง มีความจำเป็นจึงได้นำที่ดินไปยื่นขอออกโฉนดที่ดิน ดังนี้ อยากทราบว่านายช้างจะขอออกโฉนดที่ดิน ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 27 ตรี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการสำรวจ ตามมาตรา 58 วรรคสอง ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ โดยไม่มี หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หรือผู้ซึ่งรอคำสั่งผ่อนผันจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แต่ได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นติดต่อมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัดหรือพิสูจน์สอบสวน ถ้าประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น ให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่ได้มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนด ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

มาดรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

วินิจนัย

ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 59 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดิน แบบเฉพาะรายไว้ดังนี้

1.         จะต้องเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามพ.ร.บ.ให้ใช้ฯมาตรา 5 และรวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบุคคลดังกล่าวด้วย

2.         ต้องไมใช่ผู้ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตริ กล่าวคือ ผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตริ จะไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้

3.         มีความจำเป็นต้องออกโฉนดที่ดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร และต้องมีเนื้อที่ ไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าเกิน 50 ไร่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด

กรณีตามอุทาหรณ์ นายช้างจะขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสิงห์ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ พ.ศ. 2494 โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดิน และนายสิงห์ก็ไม่ได้แจ้ง การครอบครองที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดนั้น กรณีเช่นนี้ ถือว่านายสิงห์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5

ต่อมาได้ความว่า ใน พ.ศ. 2528 ได้มีประกาศของทางราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายสิงห์ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายแต่อย่างใด คือ ไม่ได้มาแจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หรือได้มานำ หรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดิน ดังนั้น จึงถือว่านายสิงห์เป็นผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตาม มาตรา 27 ตริ

และเมื่อปรากฏว่าใน พ.ศ. 2541 นายสิงห์ได้ถึงแก่ความตาย และนายช้างบุตรชายได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากนายสิงห์ จึงถือว่านายช้างเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจาก นายสิงห์ผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตริ ดังนั้น แม้ขณะนี้นายช้างจะมีความจำเป็นและได้ไปยื่นคำขอออก โฉนดที่ดิน นายช้างก็จะขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้ เพราะไมต้องด้วยหลักเกณฑ์ ดังกล่าวข้างต้น

สรุป นายช้างจะขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้ 


ข้อ 2. นายใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ใน พ.ศ.2548 ได้มีประกาศของทาง ราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินแต่นายใหญ่ไม่ได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจ รังวัดที่ดิน ขณะนี้นายใหญ่ตกลงขายที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายเล็ก ดังนี้ อยากทราบว่านายใหญ่ จะจดทะเบียนขายที่ดินนั้นให้แก่นายเล็กได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับบี้ใช้บังคับการโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่

และตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 9 “ที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วให้โอนกันได้

วินิจฉัย

ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำ ประโยชน์แล้ว จึงสามารถโอนให้แก่กันได้ตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 9 แต่การโอนนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในปี พ.ค. 2548 ได้มีประกาศของทางราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน แต่นายใหญ่ ไม่ได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัตที่ดินจึงไม่ได้รับโฉนดที่ดินก็ตาม แต่เมื่อที่ดินของนายใหญ่เป็นที่ดิน ที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ดังนั้น ถ้านายใหญ่ตกลงขายที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายเล็ก นายใหญ่ย่อมสามารถ จดทะเบียนโอนขายที่ดินนั้นให้แก่นายเล็กได้ตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 9 ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ

สรุป นายใหญ่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่นายเล็กได้


ข้อ 3. นายอาทิตย์ได้ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินให้แก่นางจันทร์ โดยในสัญญาระบุว่าจะไปทำการ จดทะเบียนโอนและชำระราคาที่ดินกันภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทำสัญญา โดยนางจันทร์ไม่ได้ วางมัดจำไว้ เมื่อถึงวันที่กำหนด นายอาทิตย์ผิดสัญญาไม่ไปทำการจดทะเบียนขายที่ดินตามที่ ตกลงกันไว้เพราะเห็นว่านางจันทร์ก็ไม่ได้วางมัดจำหรือชำระราคาบางส่วนแต่อย่างใด วันรุ่งขึ้น นางจันทร์จึงนำหนังสือสัญญาไปขออายัดที่ดินไว้ ดังนี้ อยากทราบว่านางจันทร์จะขออายัดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 83 “ผู้ใดมีส่วนได้เสียในที่ดินใดอันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มี การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ มีความประสงค์จะขออายัดที่ดิน ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเอกสารหลักฐานที่ผู้ขอได้นำมาแสดงแล้ว ถ้าเห็นสมควรเชื่อถือ ก็ให้รับอายัดไว้มีกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งรับอายัด เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าการอายัด สิ้นสุดลง และผู้นั้นจะขออายัดซ้ำในกรณีเดียวกันอีกไม่ได้

ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านว่าการอายัดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ สอบสวนพยานหลักฐานเท่าที่จำเป็นเมื่อเป็นที่เชื่อได้ว่าได้รับอายัดไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งยกเลิกการอายัดนั้น และแจ้งให้ผู้ขออายัดทราบ

วินิจฉัย

การอายัด” หมายถึง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อไปดำเนินการทางศาล ดังนั้น ถ้าที่ดินแปลงใดถูกอายัดจะมีการจดทะเบียนเกี่ยวกับ ที่ดินนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการจดทะเบียนที่เป็นการปลดเปลื้องภาระผูกพัน เช่น ที่ดินถูกอายัด แต่จะมีการ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองไถ่ถอนขายฝาก กรณีเช่นนี้ ยอมให้จดทะเบียนได้ เพราะเป็นการทำให้ที่ดินปลอดจาก ภาระผูกพัน

ดามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการอายัดไว้ดังนี้

1.         ผู้ขออายัดจะต้องมีส่วนได้เสียในที่ดินโดยตรงอันอาจฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินได้

2.         พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งรับอายัดไว้ได้มีกำหนด 30 วันนับแต่วันที่สั่งรับอายัด

3.         เมื่อครบกำหนด 30 วัน แล้วผู้ขออายัดยังไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งอายัดที่ดิน ให้ถือว่าการอายัดสิ้นสุดลง ผู้นั้นจะขออายัดซ้ำในกรณีเดียวกันนี้อีกไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์การที่นายอาทิตย์ได้ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินให้แก่นางจันทร์ โดย ในสัญญาได้ระบุว่าจะไปทำการจดทะเบียนโอนและชำระราคาที่ดินกันภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทำสัญญานั้น กรณีดังกล่าว แม้ว่านางจันทร์จะไม่ได้วางมัดจำไว้ก็ตาม เมื่อถึงกำหนดนายอาทิตย์ผิดสัญญาไม่ไปทำการจดทะเบียน ขายที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ ดังนี้นางจันทร์ย่อมสามารถฟ้องบังคับให้นายอาทิตย์ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงนี้ได้ เพราะมีหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้เป็นหลักฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และกรณีนี้ถือว่ นางจันทร์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินโดยตรงอันอาจฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลง ทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินได้ ดังนั้นนางจันทร์ย่อมสามารถนำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายนั้นไปขออายัดที่ดินไว้ได้

สรุป นางจันทร์จะขออายัดที่ดินได้

LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายอาทิตย์เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใน พ.ศ. 2541 ได้มีประกาศเดินสำรวจ ออกโฉนดที่ดิน นายอาทิตย์ไม่ได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดินใน พ.ศ. 2543 นายอาทิตย์ได้ยกที่ดินแปลงนั้นให้นายอังคารซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยส่งมอบที่ดินให้นายอังคารครอบครอง นายอังคารได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ขณะนี้นายอังคารได้ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดิน ดังนี้ อยากทราบว่านายอังคารจะขอออกโฉนดที่ดิน ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ การโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 59 “ใน กรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด

เพื่อ ประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่ง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการ ครอบครองด้วย

มาตรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อ ประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าว ด้วย

วินิจฉัย

กรณี ตามอุทาหรณ์ การที่นายอาทิตย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายอังคารซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยส่งมอบที่ดินให้นายอังคารครอบครอง มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือเป็นการโอนที่ไม่ทำ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่กำหนดว่า การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่” การยกที่ดินให้แก่นายอังคารดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆะ ส่งผลให้นายอังคารเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (โดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน)

และในขณะนี้นายอังคารประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดิน แต่ไม่ปรากฏว่ามีประกาศของทางราชการ เพื่อจะออกโฉนดแบบทั้งตำบลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 จึงต้องพิจารณาการออกโฉนดที่ดินแบบ เฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แล้วแต่กรณี

สำหรับการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ที่จะขอ ออกโฉนดที่ดินได้ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือ แสดงสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อนายอังคารเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เนื่องจากการโอนดังกล่าวฝ่าฝืน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ นายอังคารจึงขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ไม่ได้ อีกทั้งในกรณีดังกล่าว นายอังคารจะอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่องตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคสอง ไม่ได้เช่นกัน เพราะ นายอังคารมิใช่ผู้ครอบครองต่อเนื่องจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)

ส่วนผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้นั้น กฎหมายกำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5 เท่านั้น เมื่อได้ความว่า นายอังคารเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ภายหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้น นายอังคารจึงไม่สามารถขอออก โฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้เช่นกัน

สรุป นายอังคารเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้เลย


ข้อ 2. นายเพชรได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดิน ทางราชการออกใบจองให้ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ในปี พ.ศ. 2545 ได้มีประกาศเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน นายเพชรไม่มานำพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำการสำรวจรังวัดที่ดิน จึงไม่ได้รับโฉนดที่ดินแต่ก็ได้ครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ขณะนี้ นายเพชรต้องการจะโอนที่ดินให้นายเงินบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้อยากทราบว่านายเพชร จะจดทะเบียนโอนที่ดินในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497

มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอ ว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก

มาตรา 9 “ที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ให้โอนกันได้

ตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคลอง และมาตรา 9 ได้กำหนด ไว้ว่าที่ดินที่สามารถโอนให้แก่กันได้ต้องเป็นที่ดินที่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วถ้าเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการตกทอดโดยทางมรดก

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่นายเพชรครอบครองและทำประโยชน์ นั้น เป็นที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองหรือที่ดินที่มีใบจอง (น.ส.2) ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของ ได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว และเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากบายอำเภอว่าได้ทำ ประโยชน์แล้ว ดังนั้น นายเพชรจะจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายเงินบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้

สรุป นายเพชรจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายเงินบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ 


ข้อ 3. นายพอใจขายที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นายสงบโดยทำสัญญาชื้อขายกันเอง และส่งมอบ ที่ดินให้นายสงบครอบครอง ส่วนโฉนดที่ดินนายพอใจแจ้งว่าจะส่งมอบให้ในภายหลัง ต่อม
ปรากฎว่า หลังจากนั้น 3 เดือน นายพอใจได้ติดต่อจดทะเบียนขายที่ดินแปลงนั้นให้แก่นางสาวส้มเช้งอีก เมื่อนายสงบทราบจึงได้นำสัญญาซื้อขายไปขออายัดที่ดินแปลงนั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นายพอใจ จดทะเบียนขาย ดังนี้ อยากทราบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งรับอายัดไว้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ การโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที

มาตรา 83 “ผู้ใดมีส่วนได้เสียในที่ดินใดอันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มี การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ มีความประสงค์จะขออายัดที่ดิน ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเอกสารหลักฐานที่ผู้ขอได้นำมาแสดงแล้ว ถ้าเห็นสมควรเชื่อถือ ก็ให้รับอายัดไว้มีกำหนดสามสิบวับนับแต่วันที่สั่งรับอายัด เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าการอายัด สิ้นสุดลง และผู้นั้นจะขออายัดซ้ำในกรณีเดียวกันอีกไม่ได้

ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านว่าการอายัดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ สอบสวนพยานหลักฐานเท่าที่จำเป็น เมื่อเป็นที่เชื่อได้ว่าได้รับอายัดไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้ยกเลิกการอายัดนั้น และแจ้งให้ผู้ขออายัดทราบ

การอายัด” หมายถึง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อไปดำเนินการทางศาล ดังนั้น ถ้าที่ดินแปลงใดถูกอายัดจะมีการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินนั้น ไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการจดทะเบียนที่เป็นการปลดเปลื้องภาระผูกพัน เช่น ที่ดินที่ถูกอายัด แต่จะมีการจดทะเบียน ไถ่ถอนจำนองไถ่ถอนขายฝาก กรณีเช่นนี้ ยอมให้จดทะเบียนได้ เพราะเป็นการทำให้ที่ดินปลอดจากภาระผูกพัน

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการอายัดไว้ดังนี้

1.         ผู้ขออายัดจะต้องมีส่วนได้เสียในที่ดินโดยตรงอันอาจฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินได้

2.         พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งรับอายัดไว้ได้มีกำหนด 30 วันนับแต่วันที่สั่งรับอายัด

3.         เมื่อครบกำหนด 30 วัน แล้วผู้ขออายัดยังไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งอายัดที่ดิน ให้ถือว่าการอายัดสิ้นสุดลง ผู้นั้นจะขออายัดซ้ำในกรณีเดียวกันนี้อีกไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพอใจขายที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินให้แก่นายสงบโดยทำสัญญาซื้อขาย กันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น การซื้อขายที่ดินระหว่างนายพอใจกับนายสงบย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ นายสงบจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะ ฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ดังนั้น เมื่อนายพอใจจะจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวส้มเช้ง นายสงบจึงไม่สามารถที่ จะนำสัญญาซื้อขายไปขออายัดที่ดินแปลงนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้

สรุป เมื่อนายสงบขออายัดที่ดินแปลงนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งรับอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ไม่ได้

LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายทองเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใน พ.ศ. 2541 นายทองได้ยกที่ดิน แปลงนี้ให้แก่นายเพชรบุตรชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วโดยมอบที่ดินและเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้นายเพชรครอบครอง นายเพชรได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมา ขณะนี้นายเพชรได้นำที่ดินไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการขอออกเฉพาะราย ดังนี้ อยากทราบว่า นายเพชรจะขอออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ การโอนกรรมสิทธิหรือ สิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 59 “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่ง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองด้วย

มาตรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ยก ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายเพชรบุตรชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยส่งมอบที่ดินและเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้นายเพชรครอบครอง มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือเป็นการโอนที่ไม่ทำตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่กำหนดว่า การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่” การยกที่ดินให้แก่นายเพชรดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆะ ส่งผลให้นายเพชรเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการ ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (โดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน)

และในขณะนี้นายเพชรประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดิน แต่ไม่ปรากฏว่ามีประกาศของทางราชการ เพื่อจะออกโฉนดแบบทั้งตำบลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 จึงต้องพิจารณาการออกโฉนดที่ดินแบบ เฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แล้วแต่กรณี

สำหรับการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ที่จะขอ ออกโฉนดที่ดินได้ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือ แสดงสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อนายเพชรเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้ บังคับโดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เนื่องจากการโอนดังกล่าวฝ่าฝืน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ นายเพชรจึงขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ไม่ได้ อีกทั้งในกรณีดังกล่าว นยเพชรจะอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่องตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคสอง ไม่ได้เช่นกัน เพราะ นายเพชรมิใช่ผู้ครอบครองต่อเนื่องจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)

ส่วนผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้นั้น กฎหมายกำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5 เท่านั้น เมื่อได้ความว่า นายเพชรเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ(ภายหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้น นายเพชรจึงไม่สามารถขอออก โฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้เช่นกัน

สรุป นายเพชรเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้เลย


ข้อ 2. นายเอกครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2492 โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธ์ ต่อมาเมื่อประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ นายเอกก็ไม่ได้แจ้งการครอบครอง ตามที่กฎหมายกำหนด ใน พ.ศ. 2528 นายเอกถึงแก่ความตาย นายโทบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบิดา ใน พ.ศ. 2552 ได้มีประกาศของทางราชการ เพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายโทได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดินจึงได้รับ โฉนดที่ดินในปีเดียวกัน ขณะนี้นายโทตกลงจะขายที่ดินนั้นให้แก่นายอาทิตย์ ดังนี้ อยากทราบว่า นายโทจะจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 27 ตรี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการสำรวจ ตามมาตรา 58 วรรคสอง ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มี หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หรือผู้ซึ่งรอคำสั่งผ่อนผันจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แต่ได้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นติดต่อมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัดหรือพิสูจน์สอบสวน ถ้าประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น ให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่ได้มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ สำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนด ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

มาตรา 58 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออก

โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในจังหวัดใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนด จังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์สำหรับปีนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดไม่รวมท้องที่ที่ทางราชการได้จำแนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร

เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้น ของการเดินสำรวจรังวัดในท้องที่นั้น โดยปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ทำการ กำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องที่ก่อนวันเริ่มต้นสำรวจไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

เมื่อได้มีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคสอง ให้บุคคลตามมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง หรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว นำพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มอบหมาย เพื่อทำการสำรวจรังวัด ทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินของตนตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย

มาตรา 58 ทวิ วรรคแรก วรรคสอง และวรรคห้า เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนที่ หรือพิสูจน์ สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา 58 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่บุคคลนั้นครอบครอง เป็นที่ดินที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้

บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือ

(2) ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี

ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลตามวรรคสอง (3) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รับอนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ และนายเอกก็ไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองตามที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้ ถือว่านายเอกเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตา มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นายเอกจึงเป็นบุคคลตามมาตรา 27 ตรี วรรคแรก

ต่อมาใน พ.ศ. 2528 นายเอกถึงแก่ความตาย นายโทบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบิดา กรณีนี้ถือว่านายโทเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจาก นายเอกตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง ซึ่งให้ถือว่านายโทเป็นบุคคลตามมาตรา 27 ตรี วรรคแรก ด้วย

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ใน พ.ศ. 2552 ได้มีประกาศของทางราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนด ที่ดินในท้องที่นั้น (แบบทั้งตำบล) ตามมาตรา 58 วรรคแรกและวรรคสอง และนายโทได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำ การสำรวจรังวัดที่ดินและได้โฉนดที่ดินในปีเดียวกัน จึงถือว่านายโทเป็นผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี และเป็น ผู้ได้รับโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (2)

และเมื่อนายโทเป็นผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินคือได้รับโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (2) จึงไม่อยู่ในบังคับของการห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อนายโทตกลงจะขาย ที่ดินนั้นให้แก่นายอาทิตย์ นายโทย่อมสามารถจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวได้

สรุป นายโทสามารถจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวได้


ข้อ 3. นายฟ้าและนางฝนเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ขณะนี้ทั้งสองต้องการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแต่ไม่สะดวกเดินทางไปยังสำนักงาน ที่ดินซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ จึงได้พากันนำเอกสารหลักฐานไปยื่นต่อพนักงาบเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานครซึ่งตนมีภูมิลำเนา เพื่อดำเนินการส่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินที่มี อำนาจดำเนินการจดทะเบียนให้ ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะรับดำเนินการให้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 72 “ผู้ใดประสงค์จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้คู่กรณีนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71

การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดินใบไต่สวนหรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ คู่กรณีอาจยื่นคำขอต่อพนักงาบเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดินแห่งใด แห่งหนึ่งเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ดำเนินการจดทะเบียนให้ เว้นแต่การจดทะเบียนที่ต้องมีการประกาศ หรือต้องมีการรังวัด

วินิจฉัย

ผู้ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากจะมายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 แล้ว บทบัญญัติมาตรา 72 วรรคสอง ยังให้สิทธิคู่กรณีอาจจะมายื่นคำขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการดังต่อไปนี้ คือ

1.         ที่ดินที่จะต้องจดทะเบียนนั้นจะต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ใบไต่สวน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ กล่าวคือ ถ้ามีเอกสารอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาจะยื่นคำขอไม่ได้

2.         การจดทะเบียนนั้นจะต้องไม่มีการประกาศก่อน กล่าวคือ กรณีใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องทำเรื่องประกาศก่อนที่จะมีการจดทะเบียนจะมาใช้มาตรา 72 วรรคสองไม่ได้

3.         การจดทะเบียนนั้นจะต้องไม่มีการรังวัดก่อน

กรณีตามอุทาหรณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 79 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว แม้ที่ดินที่นายฟ้าและนางฝนประสงค์ จะแบ่งแยกกันนั้นจะเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน และการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมนั้นไม่ต้องมีการประกาศก่อนก็ตาม แต่การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลงนั้น บทบัญญัติมาตรา 79 ให้นำมาตรา 69 ทวิ มาใช้บังคับด้วย กล่าวคือ จะต้องมีการรังวัดสอบเขตที่ดินก่อน กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 72 วรรคสอง ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร จึงไม่สามารถรับดำเนินการให้ได้ นายฟ้าและนางฝนจะต้อง ไปยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดตากเท่านั้นตามมาตรา 71

สรุป พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร จะรับดำเนินการตามคำขอของ นายฟ้าและนางฝนไม่ได้

LAW4008 กฎหมายที่ดิน การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4008 กฎหมายที่ดิน

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสองโดยพินัยกรรมหลังจากที่นายสองถึงแก่ ความตายแล้ว นายหนึ่งได้นำพินัยกรรมพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานไปยื่นคำขอจดทะเบียนลงชื่อ ผู้จัดการมรดกในโฉนดที่ดินเพื่อจะได้จัดการมรดกตามหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน มีคำสั่งว่าไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้โดยแนะนำให้นายหนึ่งไปร้องต่อศาลให้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก มาก่อน ดังนี้ อยากทราบว่าคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 81 วรรคแรกและวรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่ง ได้มาโดยทางมรดก ให้ผู้ได้รับมรดกนำหลักฐานสำหรับที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพร้อมด้วยหลักฐานใน การได้รับมรดกมายื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ถ้าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอยู่กับบุคคลอื่น ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวนั้นได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเชื่อได้ว่าผู้ขอเป็นทายาทแล้ว ให้ประกาศ โดยทำเป็นหนังสือปิดไว้ในที่เปิดเผยมีกำหนดสามสิบวัน ณ สำนักงานที่ดิน เขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ทำการแขวงหรือที่ทำการกำนันท้องที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยู่ และ บริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือส่งประกาศดังกล่าวให้บุคคลที่ผู้ขอแจ้งว่าเป็น ทายาททุกคนทราบเท่าที่สามารถจะทำได้ หากไม่มีทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกโต้แย้งภายในกำหนดเวลาที่ประกาศ และมีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ขอมีสิทธิได้รับมรดกแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามที่ผู้ขอแสดงหลักฐานการมีสิทธิตามกฎหมาย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาดรา 82 วรรคแรก ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิ ในที่ดิน ให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น และหลักฐานการเป็นผู้จัดการมรดกมาแสดงต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียน ให้ตามคำขอ แต่ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนและตรวจสอบหลักฐาน และให้ นำความในมาตรา 81 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อไม่มีผู้โต้แย้ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนลงชื่อ ผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นได้ แต่ถ้ามีผู้โต้แย้งก็ให้รอเรื่องไว้ และให้คู่กรณีไปฟ้องร้องต่อศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดประการใดแล้ว ให้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสองโดยพินัยกรรม นั้น ถือว่านายหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโดยทางอื่นนอกจากโดยคำสั่งศาล เมื่อนายหนึ่งได้นำพินัยกรรมพร้อมด้วย เอกสารหลักฐานไปยื่นคำขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกลงในโฉนดที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องคำเนินการ ตามมาตรา 82 ประกอบมาตรา 81 วรรคสอง กล่าวคือ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องประกาศเป็นหนังสือก่อนมีกำหนด 30 วัน ณ สำนักงานที่ดิน และให้ส่งประกาศดังกล่าว ให้บุคคลที่ผู้ขอแจ้งว่าเป็นทายาททุกคนทราบเท่าที่สามารถจะทำได้ หากไม่มีผู้โต้แย้งภายในกำหนดเวลาที่ประกาศและมีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ขอมีสิทธิตามกฎหมาย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกใน หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้เลย แต่ถ้ามีผู้โต้แย้งก็ให้รอเรื่องไว้ และให้คู่กรณีไปฟ้องร้องต่อศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดประการใดแล้ว ให้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลนั้น

ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์เมื่อนายหนึ่งได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกโดย พินัยกรรม แต่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งว่าไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้โดยแนะนำให้นายหนึ่งไปร้องต่อศาลให้แต่งตั้ง เป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนนั้น คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ 2. นายเอกเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใน พ.ศ. 2541 ได้มีประกาศของทาง ราชการเพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน นายเอกไม่ได้ไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดิน จึงไม่ได้รับโฉนดที่ดิน ใน พ.ศ. 2543 นายเอกได้ยกที่ดินแบลงนั้นให้แก่นายโทซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวโดยมอบที่ดินและส่งมอบเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้นายโท ครอบครองต่อจากตน นายโทได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ขณะนี้นายโทได้นำที่ดินไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ดังนี้ อยากทราบว่านายโทจะขอออกโฉนดที่ดิน ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับการโอนกรรมสิทธ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 59 “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่ง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองด้วย

มาตรา 59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี ถ้ามีความจำเป็นจะขอออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องไต้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ได้ยก ที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายโทซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมอบที่ดินและส่งมอบเอกสารหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ให้นายโทครอบครอง โดยมิได้ทำเป็นหนังลือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือเป็นการโอนที่ไม่ทำตามกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่กำหนดว่า การโอนกรรมสิทธ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ต้องทำเป็นหนังสือและต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่” การยกที่ดินให้นายโท ดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆะ ส่งผลให้นายโทเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใช้บังคับ (โดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน)

และในขณะนี้นายโทประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดิน แต่ไม่ปรากฏว่ามีประกาศของทางราชการ เพื่อจะออกโฉนดแบบทั้งตำบล ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 จึงต้องพิจารณาการออกโฉนดที่ดินแบบ เฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ แล้วแต่กรณี

สำหรับการขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ที่จะ ขอออกโฉนดที่ดินได้ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เป็นเจ้าของที่ดินโดย มีหนังสือแสดงสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อนายโทเป็นเพียงผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวล กฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เนื่องจากการโอนดังกล่าวฝ่าฝืน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ นายโทจึงขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ไม่ได้ อีกทั้งใน กรณีดังกล่าวนี้ นายโทก็จะอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่อง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคสอง ไม่ได้เช่นกัน เพราะนายโทมิใช่ผู้ครอบครองต่อเนื่องจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)

ส่วนผู้ที่จะขอออกโฉนดที่ดินแบบเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้นั้น กฎหมายกำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 5 เท่านั้น เมื่อได้ความว่า นายโทเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ภายหลัง วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497) จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้น นายโทจึงไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดิน เป็นการเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ได้เช่นกัน

สรุป นายโทเป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงขอ ออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 และมาตรา 59 ทวิ ไม่ได้เลย


ข้อ 3. นายสิงห์ได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดินทางราชการออกใบจองให้ในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ใน พ.ค. 2549 นายสิงห์ยกที่ดินแปลงนั้นตีใช้หนี้ให้แก่นายเพชรโดยมอบที่ดินและใบจองให้นายเพชร ครอบครองใน พ.ศ. 2554 นายเพชรได้รับโฉนดที่ดินจากทางราชการ ขณะนี้นายเพชรต้องการ ขายที่ดินนั้นให้แก่นายทอง ดังนี้ อยากทราบว่านายเพชรจะจดทะเบียนขายที่ดินให้นายทองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 58 ทวิ วรรคแรก วรรคสองและวรรคห้า เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนที่ หรือพิสูจน์ สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา 58 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่บุคคลนั้นครอบครอง เป็นที่ดินที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้

บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือ

(3) ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ

ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลตามวรรคสอง (3) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอด ทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รับอนุมัติจากนายทะเบียน สหกรณ์

พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดย ทางมรดก

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ นายสิงห์เป็นผู้ครอบครองที่ดินที่มีใบจอง โดยทางราชการออกใบจองให้ใน วันที่ 10 ตุลาคม 2547 ซึ่งที่ดินที่มีใบจองนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว นายสิงห์ผู้ครอบครองจึงโอนให้ใครไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดทางมรดกตาม พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 8 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ใน พ.ศ. 2549 นายสิงห์ได้ยกที่ดินแปลงนั้นตีใช้หนี้ให้แก่นายเพชร โดยมอบที่ดินและใบจองให้นายเพชรครอบครอง เมื่อไม่ใช่การตกทอดทางมรดก การยกให้ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ให้ใช้ฯ มาตรา 8 วรรคสอง กรณีนี้ถึงแม้นายเพชรจะได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาก็ไม่ทำให้ นายเพชรเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม การยกที่ดินโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันนั้น มีผลทำให้นายเพชร เป็นผู้ครอบครองโดยพลการภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งการที่นายเพชรได้เข้าครอบครองและ ทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจนได้รับโฉนดที่ดินใน พ.ศ. 2554 จึงถือได้ว่านายเพชรเป็นผู้ได้รับโฉนดที่ดินเนื่องจาก เป็นผู้ครอบครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับและไม่มีใบจองใบเหยียบย่ำ หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มิสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (3) นายเพชรจึงอยู่ในบังคับห้ามโอนที่ดินภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้าตอนท้าย

ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนด นายเพชรจึง ไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้นายทองได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า ทั้งกรณีก็ไม่เข้าข้อยกเว้นของกฎหมายแต่อย่างใด เพราะมิได้เป็นการตกทอดทางมรดก

สรุป นายเพชรจะจดทะเบียนขายที่ดินให้นายทองไม่ได้ 

LAW4007 นิติปรัชญา 2/2546

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี  3  ข้อ

ข้อ  1  จงอธิบายหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย

ธงคำตอบ

หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยนี้เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์  โดยอาจเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย  4  ประการในพระธรรมศาสตร์  หรือหลักกฎหมายทั่วไป  4  ประการในพระธรรมศาสตร์  หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ  4  ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1        กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ

2       กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมมะหรือศีลธรรม

3       จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร

4       การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม

หลักทศพิธราชธรรม  คือ  หลักธรรมอันสำคัญยิ่งสำหรับกษัตริย์หรือผู้ปกครอง  10  ประการ  ดังนี้

1       ทาน  คือ  การสละวัสดุสิ่งของและวิชาความรู้เพื่อเกื้อกูลแก่บุคคลอื่น

2       ศีล  คือ  การควบคุมพฤติกรรมทางกาย  วาจา  และใจ  ให้เป็นปกติเรียบร้อย

3       ปริจจาคะ  คือ  การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

4       อาชชวะ  คือ  ความซื่อตรง

5       มัททวะ  คือ  ความสุภาพอ่อนโยน

6       ตบะ  คือ  ความเพียรพยายามในหน้าที่การงานจนกว่าจะสำเร็จโดยไม่ลดละ

7       อักโกธะ  คือ  ความไม่แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นต่อใครๆ

8       อวิหิงสา  คือ  ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้ทุกข์ร้อน

9       ขันติ  คือ  ความอดทนต่อความยากลำบาก  ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุธรรมและนามธรรม

10  อวิโรธนะ  คือ  ความไม่ประพฤติปฏิบัติผิดไปจากทำนองคลองธรรม

หลักธรรมทั้ง  10  ประการนี้  อาจกล่าวว่าเป็นหลักธรรมทางกฎหมายในแง่พื้นฐานของการใช้อำนาจทางกฎหมาย  ถึงแม้โดยเนื้อหา  ทศพิธราชธรรมจะมีลักษณะเป็นจริยธรรมส่วนตัวของผู้ปกครองก็ตาม  เพราะหากเมื่อจริยธรรมนี้เป็นสิ่งที่ถือว่าควรอยู่เบื้องหลังกำกับการใช้อำนาจรัฐ  โดยบทบาทหน้าที่ของธรรมมะแล้ว  บทบาทดังกล่าวย่อมอยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจทางกฎหมาย  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการนิติบัญญัติหรือการบังคับใช้กฎหมายด้วยเช่นกัน  มองที่จุดนี้  ทศพิธราชธรรมย่อมดำรงอยู่ในฐานะหลักธรรมสำคัญในปรัชญากฎหมายของไทยอีกฐานะหนึ่งด้วย

เกี่ยวกับหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยนี้  ก็คงจัดได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญากฎหมายในพระธรรมศาสตร์  อันเปรียบได้กับกฎหมายธรรมชาติของตะวันตกและสามารถเรียกได้ว่าเป็นประหนึ่งหลักนิติกรรม  ในอุดมการณ์ทางกฎหมายของสังคมไทยโบราณภายใต้ปรัชญาแบบพุทธธรรมนิยม  หลัก  4  ประการนี้ย่อมจัดเป็นรูปธรรมอันเด่นชัดที่สะท้อนความคิด  รากเหง้าแห่งปรัชญากฎหมายไทย

หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย  เป็นปรัชญากฎหมายที่มีอิทธิพลความสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระมหากษัตริย์  ไม่ใช่เป็นเพียงปรัชญากฎหมายที่จำกัดอิทธิพลหรือจำกัดวงแห่งการรับรู้เฉพาะกลุ่มนักคิด  หรือสำนักคิดทางปรัชญากฎหมายหนึ่งเท่านั้น  แม้การยึดถือหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยจะปรากฏมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเรื่อยมาก็ตาม 

แต่ในทางปฏิบัติ  การยึดถือดังกล่าวจะเป็นไปอย่างจริงจังเพียงใดก็คงเป็นอีกเรื่องเช่นกัน  เพราะแม้ในทางทฤษฎีหรือปรัชญากฎหมายไทยจะกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้อง  คำนึงตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์  ทุกคราวที่ตรากฎหมายก็ตาม  แต่หากในทางปฏิบัติเกิดมีพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงสนพระทัยต่อคัมภีร์ดังกล่าว  หรือกระทั่งตรากฎหมายโดยขัดแย้งกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์  ผลลัพธ์จะถือเป็นอย่างไรจะถือเป็นโมฆะหรือไม่  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งจะถือว่ากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมไม่ถือเป็นกฎหมายหรือไม่  

เพราะในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงตรากฎหมายหรือราชศาสตร์โดยไม่คำนึงถึงพระธรรมศาสตร์หรือกระทั่งขัดแย้งกับ หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย  ก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ในทางปฏิบัติจะมีการดึงดันให้กฎหมายนั้นยังคงมีสภาพเป็นกฎหมายอยู่  แต่ก็ย่อมมีผู้ถือว่ากฎหมายนี้ไม่เป็นธรรมหรือเป็นกฎหมายที่เลวอยู่บ้างอย่างเงียบๆ  และคาดเดาไปว่าจะเป็นกฎหมายที่อยู่ไม่ได้นาน  ทั้งไม่สมควรเป็นเรื่องที่ควรเคารพเชื่อฟัง  หากแต่ในทางปฏิบัติคงหาคนที่จะกล้าออกมาคัดค้านกฎหมายหรือดื้อแพ่งกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนี้แบบเผชิญหน้าโดยตรงไม่ได้เพราะพระราชอำนาจของกษัตริย์ที่เป็นเทวราชาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ใครออกมาท้าทายอาจถูกประหารชีวิตได้ง่ายๆ

สรุป  การยึดมั่นในหลักจตุรธรรมทางปรัชญากฎหมายของพระมหากษัตริย์  จึงดูเป็นเรื่องศีลธรรมหรือคุณธรรมส่วนตัวของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์มากกว่าสิ่งอื่น  โดยมีปัจจัยด้านความมั่นคงในการใช้อำนาจของพระองค์เป็นตัวกำหนดภายนอก  ทำนองเดียวกับที่  ร.แลงกาต์  เคยสรุปไว้ว่า  ถ้าราชวงศ์ใดมั่นคงแข็งแกร่งการพิสูจน์พระบรมราชโองการว่าสอดคล้องกับบทบัญญัติในพระธรรมศาสตร์หรือไม่ก็จะทำพอเป็นพิธีเท่านั้น  ในทางปฏิบัติ  เจตจำนงหรือความประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์ที่มีต่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินดูจะเป็นกฎหมายหรือแหล่งที่มาอันสำคัญของกฎหมายเหนือสิ่งอื่นใด  กฎหมายตามสภาพที่เป็นจริงจึงกลายเป็นภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงขององค์รัฏฐาธิปัตย์หรือพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง  แน่นอนว่าสิ่งที่พบก็คือช่องว่างระหว่างอุดมคติทางกฎหมายกับความเป็นจริง

 


ข้อ  2  ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติคืออะไร  และมีพัฒนาการมาอย่างไร  อธิบาย

ธงคำตอบ

กฎหมายธรรมชาติสามารถอธิบายความหมายได้ใน  2  ลักษณะ คือ

1       ความหมายทั่วๆไป  กฎหมายธรรมชาติหมายถึง

–                    กฎหมายซึ่งบุคคลบางกลุ่มอ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ  ไม่ได้มีโครงสร้างขึ้นเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐ  และใช้ได้โดยทั่วไปอย่างไม่จำกัดกาลเทศะ

–                    กฎเกณฑ์ทางกฎหมายต่างๆ ในอุดมคติ ซึ่งอยู่เหนือกว่ากฎหมายที่รัฐบัญญัติขึ้นซึ่งอาจค้นพบได้โดยเหตุผล

–                    กฎเกณฑ์อุดมคติที่มีขึ้นเพื่อจัดให้เกิดความสมดุลระหว่างปัจเจกชนกับกลุ่มส่วนรวม  หรือจัดให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลกับความเสมอภาคของทุกคน  (เมื่อพิจารณาความหมายในแง่มุมทางอุดมคติ)

2       ความหมายในแง่ทางทฤษฎี  แบ่งออกเป็น  2  ทฤษฎี  คือ

1)    เป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติที่ปรากฏในยุคกรีกโบราณและโรมันถึงยุคกลาง (ราวศตวรรษที่  5  ก่อนคริสตกาลถึงศตวรรษที่  16)  กฎหมายธรรมชาติเป็นหลักเกณฑ์ของกฎหมายอุดมคติที่มีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้น  กฎหมายใดที่มนุษย์บัญญัติขึ้นขัดแย้งกับกฎหมายธรรมชาติจะไม่มีค่าบังคับเป็นกฎหมายเลย

2)    เป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในยุคปัจจุบัน  ถือว่า  หลักกฎหมายธรรมชาติเป็นเพียงอุดมคติของกฎหมายที่รัฐจะบัญญัติขึ้นเท่านั้น  กล่าวคือ  รัฐควรจะบัญญัติหรือตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายธรรมชาติ  แต่ถ้าตราขึ้นโดยขัดหรือแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ  กฎหมายนั้นก็ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด  เพียงแต่จะเป็นกฎหมายที่ไม่มีค่าทางกฎหมายโดยสมบูรณ์เท่านั้นเอง  ซึ่งเป็นลักษณะที่ผ่อนปรนประนีประนอมมากขึ้นกว่าในยุคโบราณและยุคกลาง

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  แบ่งออกเป็น  5  ยุค  ดังนี้

1       ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคกรีกโบราณและโรมัน  มีประเด็นแยกอธิบายได้ดังนี้

1)    จุดก่อตัวและช่วงเวลา  ยุคกรีกโบราณและโรมันอยู่ในช่วงศตวรรษที่  5  ก่อนคริสตกาล  ถึงคริสต์ศตวรรษที่  5  โดยประมาณ ซึ่งว่ากันว่ากฎหมายธรรมชาตินี้พบเป็นเรื่องเป็นราวจากเฮราคลิตุสนักปรัชญาชาวกรีกที่มีอายุในช่วง  540  480 ปี ก่อนคริสตกาล  โดยเขาไปค้นหาสัจจะเกี่ยวกับธรรมชาติ  โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับแก่นสารของชีวิตและสิ่งที่เขาค้นพบและสรุปออกมาคือ  ธรรมชาติคือความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งแก่นสารของชีวิตคือธรรมชาติและแก่นสารของชีวิตก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ  ซึ่งประกอบด้วยจุดหมายปลายทางระเบียบและเหตุผลอันแน่นอนซึ่งไม่อาจผันแปรได้

2)    การเข้าถึงกฎหมายธรรมชาติ  แยกอธิบายได้ดังนี้

เพลโต  (427  347 ปีก่อนคริสตกาล) อธิบายว่า  เข้าถึงได้โดยการใช้ญาณปัญญาอันบริสุทธิ์  แต่ก็มีเพียงนักปราชญ์เท่านั้นที่เพลโตเห็นว่าจะเข้าถึงกฎหมายธรรมชาติได้

อริสโตเติ้ล (384  322 ปีก่อนคริสตกาล) ศิษย์ของเพลโตเห็นว่า  กฎหมายธรรมชาตินั้นมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยการใช้  เหตุผลอันบริสุทธิ์  เนื่องจากอริสโตเติ้ลพบว่าเหตุผลของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

สำนักสโตอิค (ก่อตั้งขึ้นศตวรรษที่  3  ก่อนคริสตกาลโดยเซโน) ยืนยันตามแนวคิดของอริสโตเติ้ลว่า  มนุษย์เข้าถึงกฎหมายธรรมชาติได้โดยการใช้เหตุผล เหตุผลที่ว่านี้ก็อยู่ในฐานะเป็นพลังทางจักรวาลซึ่งเข้าครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเป็นพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมด้วย

3)    บทบาทความสำคัญของกฎหมายธรรมชาติในยุคนี้  แยกอธิบายได้ดังนี้

เพลโต  ให้ความสำคัญแก่กฎหมายธรรมชาติว่าเป็นแบบหรือความคิดอันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ที่ให้เป็นบรรทัดฐานต่อกฎหมายบ้านเมือง  กฎหมายใดๆที่รัฐตราขึ้นต้องสอดคล้องกับแบบหรือกฎหมายธรรมชาตินี้  มิเช่นนั้นก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นกฎหมายได้

อริสโตเติ้ลให้ความสำคัญแก่กฎหมายธรรมชาติว่า  เป็นกฎหมายที่เหมาะสมในการปกครองสังคม  แต่เขาไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกฎหมายที่รัฐตราขึ้นขัดกับกฎหมายธรรมชาติผลจะเป็นอย่างไร

โสฟิสต์บางกลุ่ม  อ้างกฎมหายธรรมชาติขึ้นมาต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมรวมทั้งอ้างเพื่อผลักดันให้ยกเลิกระบบอภิสิทธิ์และระบบทาส  (โสฟิสต์เป็นกลุ่มนักคิด  ชอบใช้วาทะในการโต้เถียงมีในสมัยศตวรรษที่ 4  5

ก่อนคริสตกาล)

ในชั้นของอาณาจักรโรมัน  ประมวลกฎหมายของจักรพรรดิจัสติเนียนก็ถือว่ากฎหมายธรรมชาติมีส่วนในการพัฒนาเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคคล  ทรัพย์  หนี้  มรดกหรือลาภมิควรได้

2       ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคมืดและยุคกลาง  แยกประเด็นอธิบายได้ดังนี้

1) ช่วงเวลาและภาพรวม  ยุคมืดอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5  12 โดยประมาณ ส่วนยุคกลางอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12  16 โดยประมาณ  ในยุคนี้กฎหมายธรรมชาติถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบคริสเตียน (คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก) ที่มาของกฎหมายธรรมชาติก็เปลี่ยนไปอิงอยู่กับคำสอนทางศาสนาหรือบัญชาของพระเจ้า  เนื่องจากเป็นยุคที่ฝ่ายศาสนจักรขึ้นมามีอำนาจเหนือฝ่ายอาณาจักร  โดยยืนยันได้จากความคิดของเซนต์  ที่ว่า  กฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามกฎศาสนาเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้

2) ประเด็นเรื่องที่มาของกฎหมายธรรมชาติ    เนื่องจากกำหมายธรรมชาติยุคนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบคริสเตียน  จึงปรากฏงานนิพนธ์ของ  เซนต์  โทมัส  อไควนัส  (ค.ศ. 1226  1274)  เรื่อง  “Summa Theologica” 

สรุปว่า  หลักธรรมหรือโองการหรือเจตจำนงของพระเจ้าคือที่มาของกฎหมายธรรมชาติ  เป็นการหักมุมแนวคิดของอริสโตเติ้ลที่ว่า  มนุษย์สามารถค้นพบกฎหมายธรรมชาติได้โดยอาศัยเหตุผลในตัวมนุษย์เอง  กล่าวคือ  อไควนัสเห็นว่าเครื่องมือในการค้นหากฎหมายธรรมชาตินั้นปรากฏอยู่ใน  เหตุผลของพระเจ้า  ไม่ใช่เหตุผลของมนุษย์

3)  คุณค่าความสำคัญของกฎหมายธรรมชาติในยุคนี้  ปรากฏในงานเขียนของอไควนัสซึ่งเขาได้แบ่งกฎหมายออกเป็น  4  ประเภท กฎหมายธรรมชาติก็เป็นหนึ่งในนั้น  อไควนัสบอกว่า  กฎหมายธรรมชาติมนุษย์สามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยเหตุผลเหมือนกับอริสโตเติ้ล    แต่อไควนัสนั้นบอกว่า  เหตุผลของมนุษย์เป็นคุณสมบัติธรรมชาติที่พระเจ้าประทานให้อีกทีหนึ่ง  ไม่ใช่มีอยู่และในธรรมชาติเหมือนอริสโตเติ้ลนำเสนอไว้

อไควนัสถือว่า  กฎหมายธรรมชาติเป็นเสมือนภาพสะท้อนอันไม่สมบูรณ์ซึ่งเหตุผลอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า  แต่กฎหมายธรรมชาตินี้ก็มีความสำคัญในฐานะเป็นหลักชี้นำการกระทำต่างๆ  ของมนุษย์โดยมีหลักธรรมพื้นฐานคือ  การทำดีและละเว้นความชั่ว  ซึ่งกฎหมายธรรมชาตินี้  อไควนัสถือว่ามีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายที่มนุษย์หรือรัฐบัญญัติขึ้น  กล่าวคือ  ถ้าขัดหรือแย้งกับกฎหมายธรรมชาติก็จะไม่ถือว่ากฎหมายนั้นเป็นกฎหมาย  แต่เป็นความวิปริตของกฎหมายไป

3       ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคฟื้นฟูและยุคปฏิรูป  มีประเด็นน่าสนใจคือ

1)    ช่วงเวลาและภาพรวม  ยุคฟื้นฟู  อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่  14  16 โดยประมาณส่วนยุคปฏิรูปอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยประมาณ  ยุคนี้สถานการณ์ทางสังคมได้เปลี่ยนไป  ฝ่ายอาณาจักรขึ้นมามีอำนาจและสลัดตัวออกจากศาสนจักรได้สำเร็จ  ปรัชญากฎหมายธรรมชาติเองก็สามารถสลัดตัวออกจากคริสต์ศาสนาเช่นกัน  รูปแบบความคิดก็กลับไปเป็นแบบเหตุผลนิยม  คล้ายๆกับที่อริสโตเติ้ลหรือสำนักสโตอิคแห่งกรีกโบราณนำเสนอไว้

2)    ที่มาของกฎหมายธรรมชาติ  ว่าจะตราหรือบัญญัติกฎหมายอย่างไรขึ้นใช้ในสังคม  ถูกนำเสนอโดยฮูโก  โกรเซียส  ชาวเนเธอร์แลนด์  (ค.ศ.1583  1645) มีแนวคิดว่า  เหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์คือที่มาของกฎหมายธรรมชาติ  โดยถือว่าเหตุผลและสติปัญญานี้ปรากฏอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เองสิ่งที่   โกรเซียสยืนยันก็คือ  ธรรมชาติของมนุษย์คือมารดาของกฎหมายธรรมชาติ  และซึ่งจะคงปรากฏอยู่มาตร (แม้) ว่าจะไม่มีพระเจ้าแล้วก็ตาม

3)    ลักษณะและความสำคัญในเชิงบทบาทของปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคนี้          ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคนี้ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญยิ่ง  เริ่มที่โกรเซียสได้นำเอาหลักกฎหมายธรรมชาติบางเรื่องไปเป็นรากฐานในการสร้างกฎหมายระหว่างประเทศ  ควบคุมกิจการหรือกติกาในการทำสงครามระหว่างรัฐจนได้รับยกย่องว่า  เป็นบิดาของกฎหมายระหว่างประเทศเลยทีเดียว

ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคนี้มีการพัฒนาเรื่องสิทธิธรรมชาติของมนุษย์โดยการเพิ่มบทบาทความคิดแบบปัจเจกชนนิยมมากขึ้นในตัว  โดยผ่านนักคิดหลายๆคนในยุคนี้  เช่น  พูเฟนดอร์ฟ ,   โทมัสฮอบส์ ,  สปินโนซ่า  , จอห์น  ลอค ,  มองเตสกิเออ ,  รุสโซ  , วูล์ฟ  เป็นต้น ซึ่งผลโดยรวมที่ได้ก็คืออิทธิพลโดยผ่านนักคิดเหล่านี้  ปรัชญากฎหมายธรรมชาติได้นำไปสู่การเน้นเนื้อหากฎหมายที่เป็นธรรม   นำไปสู่ข้อยืนยันว่ากำลังหรืออำนาจไม่ใช่ที่มาของกฎหมายหรือความถูกต้อง  นับเป็นการเข้าไปต่อต้านเผด็จการหรือการกดขี่  สนับสนุนเรื่องความเสมอภาคของบุคคลต่อหน้ากฎหมาย  มีส่วนแก้ไขให้บทลงโทษทางอาญามีมนุษยธรรมมากขึ้น  และที่สำคัญคือเป็นที่มาหรือรากฐานหรือหลักทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ  ยุคนี้ได้รับการกล่าวขานว่า  เป็นยุคแห่งเหตุผล  เนื่องจากอิทธิพลความคิดแบบเหตุผลนิยมได้ครอบงำไปทั่วยุโรป

4.     ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคชาตินิยม  (ความเสื่อมและการฟื้นตัวของกฎหมายธรรมชาติ)  มีประเด็นอธิบายดังนี้

1)    ภาพโดยรวมของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  ยุคนี้เป็นเหตุการณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่  18  กฎหมายธรรมชาติยุคนี้ได้เสื่อมความนิยมลงในช่วงหนึ่งแล้วกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในตอนท้าย

2)    เหตุที่ทำให้ปรัชญากฎหมายธรรมชาติเสื่อมความนิยมลง  มีสาเหตุหลัก  2  เรื่องคือ

–                    กระแสสูงของลัทธิชาตินิยม  ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามและเข้ามาบดบังลัทธิปัจเจกชนนิยมที่เป็นแกนกลางสำคัญในปรัชญากฎหมายธรรมชาติ

–                    ความเจริญก้าวหน้าอย่างมากทางวิทยาศาสตร์และวิธีคิดเชิงประจักษ์วาทแบบวิทยาศาสตร์  เป็นพื้นฐานทำให้เกิดลัทธิอรรถประโยชน์และทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย   ซึ่งมีแนวคิดตรงข้ามกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจนปรัชญากฎหมายธรรมชาติได้ถูกผลักไสให้เป็นเรื่องของศาสนาหรือศีลธรรมมากกว่าจะเป็นกฎหมายอันแท้จริงของรัฐ

3)    เหตุที่ทำให้ปรัชญากฎหมายธรรมชาติได้รับการเชื่อถืออีกครั้ง  สาเหตุที่ทำให้กฎหมายธรรมชาติได้รับการนิยมขึ้นมาอีก  เพราะวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้  ปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็ถูกนำไปใช้สนับสนุนเรื่องอำนาจนิยม  การใช้อำนาจโดยมิชอบ  ที่สำคัญก็คือสงครามโลกทั้ง  2  ครั้ง  ก็มีที่มาจากการเอาแนวคิดปฏิฐานนิยมไปใช้อย่างผิดๆ  ดังนั้นกระแสความคิดแบบเหตุผลนิยมทางกฎหมายธรรมชาติหรือระบบคิดแบบอุดมคตินิยมจึงปรากฏ  ความสำคัญขึ้นอีกครั้ง

4)    บทบาทของปรัชญากฎหมายธรรมชาติภายหลังที่ฟื้นตัวแล้ว  พออธิบายได้ดังนี้

–                    สแตมม์เลอร์  ชาวเยอรมันประกาศความคิดเรื่อง  กฎหมายธรรมชาติซึ่งมีเนื้อหาอันเปลี่ยนแปลงได้ในฐานะเป็นหลักความยุติธรรม  ซึ่งสะท้อนความต้องการอันไม่แน่นอนของชนชาติหนึ่งในยุคสมัยหนึ่งๆขณะที่มาตาฐานแห่งความยุติธรรมเป็นการเน้นความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคม

–                    ปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  ได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาในระดับข้อเท็จจริงและวิกฤติการณ์ทางคุณค่าด้วย  โดยเฉพาะในเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่  2  กฎหมายธรรมชาติได้เข้าไปมีบทบาทในการตัดสินคดีเพื่อลงโทษทหารนาซีเยอรมัน  โดยถือว่ากฎหมายที่ขัดกับมนุษยธรรมที่นาซีบัญญัติขึ้นไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย  นอกจากนั้นการปรากฏตัวขึ้นของปฏิญญาสากลว่าด้วยมนุษยชน  ค.ศ. 1948 ก็เขียนขึ้นภายใต้อิทธิพลของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ

5       ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคปัจจุบัน  (ปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย)  ในยุคปัจจุบันปรัชญากฎหมายธรรมชาติมีบทบาทอยู่ใน  2  ลักษณะคือ

1)    ในแง่ที่เป็นทฤษฎีกฎหมายที่สนับสนุนอุดมคติทางกฎหมายเชิงจริยธรรม  คือ  เป็นการยืนยันความเชื่อมั่นเรื่องความยุติธรรมในฐานะเป็นจุดหมายปลายทางของกฎหมาย  หรือยืนยันในความเชื่อมั่นในเรื่องความสัมพันธ์ที่จำต้องมีระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมหรือหลักศีลธรรมจริยธรรมต่างๆ

2)    ในแง่ทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน  โดยเน้นไปที่สิทธิทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การพัฒนา  สันติภาพ  เป็นต้น  ซึ่งหลายประเทศเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญคือ ปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัยนี้จะมีลักษณะที่ผ่อนปรนประนีประนอมมากขึ้น  กล่าวคือ  ไม่ยืนยันว่ากฎหมายที่ขัดกับหลักอุดมคติหรือหลักความยุติธรรมต้องตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ตามความคิดแบบเก่า  ซึ่งตรงนี้ก็ปรากฏจากความคิดของจอห์น  ฟินนีส  นักปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัยที่บอกว่า  กฎหมายที่ไม่ยุติธรรมมิได้ตกเป็นโมฆะ  ในแง่ที่ว่าเป็นสิ่งซึ่งบุคคลไม่ต้องปฏิบัติตามโดยสิ้นเชิง  กฎหมายที่ไม่ยุติธรรมเพียงแต่ขาดสิ่งซึ่งเป็นอำนาจผูกมัดทางมโนธรรม  ซึ่งกฎหมายทั่วไปมีอยู่ตามปกติ  หน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายจึงอาจจำต้องมีอยู่หากว่าการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจะนำมาซึ่งความอ่อนแอ  ไร้เสถียรภาพในระบบกฎหมายซึ่งมีความเป็นธรรมเสียส่วนมาก

 


ข้อ  3  ความยุติธรรมคืออะไร  และมีความสัมพันธ์กับกฎหมายหรือไม่  อย่างไร  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

ความยุติธรรม  เป็นคำหนึ่งที่ค้นหาความหมายที่เป็นรูปธรรมได้ยากพอสมควร  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ก็ได้ให้ความหมายไว้เป็นแนวทางว่า  ความยุติธรรม  หมายถึง

1       ความเที่ยงธรรม  หมายถึง  การไม่เอนเอียง  ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

2       ความชอบธรรม  หมายถึง  ชอบด้วยนิตินัย  หรือชอบด้วยธรรมมะ

3       ความชอบด้วยเหตุผล  ซึ่งแล้วแต่มุมมองของใคร  สังคมใดจะเห็นว่าชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนักคิดทั้งหลายได้พยายามนำเสนอความหมายไว้ที่สำคัญๆได้แก่

เพลโต  (Plato)  ได้ให้คำนิยามของความยุติธรรมว่าหมายถึง  การทำกรรมดีหรือการทำสิ่งที่ถูกต้อง  โดยเขามองความยุติธรรมเป็นเสมือนองค์รวมของคุณธรรม  ซึ่งถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดยิ่งกว่าคุณธรรมอื่นใด  และโดยทั่วไปแล้วความยุติธรรมเป็นคุณธรรมหรือสัจธรรมที่บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้นจะค้นพบได้

อริสโตเติล  (Aristotle)  มองความยุติธรรมว่าเป็นคุณธรรมเฉพาะเรื่อง  หรือคุณธรรมทางสังคมประการหนึ่ง  ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  และคุณธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง  โดยอริสโตเติลได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็น  2  ประเภทคือ

1       ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ  หมายถึง  ความยุติธรรมที่มีลักษณะเป็นสากล  ใช้ได้ต่อมนุษย์ทุกคนไม่มีขอบเขตจำกัด  และอาจค้นพบได้โดย  เหตุผลบริสุทธิ์  ของมนุษย์

2       ความยุติธรรมตามแบบแผน  หมายถึง  ความยุติธรรมซึ่งเป็นไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง  ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและความเหมาะสม  เป็นต้น

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมายนั้น  มีปรากฏรูปความสัมพันธ์ใน  2  แบบตามแนวคิดทางทฤษฎี  คือ

1       ทฤษฎีที่ถือว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกันกับกฎหมาย  ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน  เนื่องจากล้วนมีกำเนิดมาจากพระเจ้า  จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยหลังๆจนถึงปัจจุบัน  ทฤษฎีนี้โดยมากจะแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่มุ่งยืนยันความเด็ดขาดว่า  กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย  รวมทั้งนักกฎหมายไทยที่ได้รับอิทธิพลของสำนักนี้ด้วย  อาทิเช่น

ฮันส์  เคลเซ่น  (Hans  Kelsen)  กล่าวว่า  ความยุติธรรมคือการรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมาย  โดยการปรับใช้คำสั่งนั้นอย่างมีมโนธรรม

อัลฟ  รอสส์  (Alf  Ross)  กล่าวว่า  ความยุติธรรมคือการปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องอันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ตรัสว่า  ในเมืองไทย  คำพิพากษาเก่าๆและคำพิพากษาเดี๋ยวนี้ด้วย  อ้างความยุติธรรมขึ้นตั้งเสมอๆ  แต่คำที่เรียกว่ายุติธรรมเป็นคำไม่ดี  เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัย  ซึ่งไม่เป้นกิริยาของกฎหมาย  กฎหมายต้องเป็นยุติ  จะเถียงแปลกออกไปไม่ได้  แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไร  เป็นยุติธรรมไม่ยุติธรรมทุกเมื่อ  ทุกเรื่อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  211/2473  กฎหมายต้องแปลให้เคร่งครัดตามกฎหมายที่มีอยู่จะแปลให้คล้อยตามความยุติธรรมไม่ได้

2       ทฤษฎีที่เชื่อว่าความยุติธรรมเป็นอุดมคติในกฎหมาย  เป็นแนวคิดที่ความยุติธรรมได้รับการเชิดชูไว้สูงกว่ากฎหมาย  ในแง่นี้ความยุติธรรมถูกพิจารณาว่าเป็นแก่นสรอุดมคติในกฎหมาย  หรือเป็นความคิดอุดมคติซึ่งเป็นเสมือนเป้าหมายสูงส่งของกฎหมาย  กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินตามหลังความยุติธรรมซึ่งเป็นการมองความยุติธรรมในภาพเชิงอุดมคติ  อันเป็นวิธีคิดในทำนองเดียวกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  อีกทั้งเป็นวิธีคิดอุดมคติซึ่งเคยมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเช่นกัน  หรือในชื่อที่เรียกกันว่า  ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ  ที่ยืนยันว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกต้องหรือความยุติธรรมโดยตัวของมันเอง  ยังมีแก่นสารของความยุติธรรมที่อยู่เหนือและคอยกำกับเนื้อหาของกฎหมายในแบบกฎหมายเบื้องหลังกฎหมาย

แนวความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยเองก็มีมาช้านานแล้ว  ดังเช่น

คดีอำแดงป้อม  ในสมัยรัชกาลที่  1  ที่อำแดงป้อมมีชู้แล้วมาฟ้องหย่านายบุญศรีผู้เป็นสามีตุลาการก็ให้หย่า  เพราะกฎหมายในขณะนั้นบัญญัติว่า  หญิงหย่าชาย  หย่าได้  ผลของคำพิพากษานี้  รวมทั้งกฎหมายที่สนับสนุนอยู่  เหนือหัวรัชกาลที่  1  เห็นว่าไม่ยุติธรรม  เป็นเหตุให้ต้องมีการชำระสะสางกฎหมายใหม่จนกลายเป็นกฎหมายตราสามดวงในเวลาต่อมา

ในยุคปัจจุบัน  แนวคิดในเรื่องความยุติธรรมเป็นหลักอุดมคติเหนือกฎหมายนี้ก็ยังปรากฏจากบุคคลสำคัญของไทย  เช่น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  9  มีแนวพระราชดำริต่อความยุติธรรมว่ามีสถานภาพสูงกว่าหรือเป็นสิ่งที่เหนือกฎหมาย  ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า  โดยที่กฎหมายเป็นแต่เรื่องเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว  จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่ายุติธรรม  หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย  การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ  โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้นดูจะไม่เป็นการเพียงพอ  จึงต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ  การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้

ศ. จิตติ  ติงศภัทิย์  ปรมาจารย์ทางด้ายกฎหมายแนะนำไว้ในหนังสือหลักวิชาชีพกฎหมายของท่านไว้ว่า  การที่มีคำใช้อยู่  2  คำ  คือ  กฎหมาย  คำหนึ่ง  ความยุติธรรม  คำหนึ่ง  ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าหาใช่สิ่งเดียวกันไปไม่  การที่นักกฎหมายจะยึดถือแต่กฎหมายไม่คำนึงถึงความยุติธรรมตามความหมายทั่วไปนั้นเป็นความเห็นความเข้าใจแคบกว่าที่ควรจะเป็น

LAW4007 นิติปรัชญา S/2546

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ความยุติธรรมคืออะไร  มีความสัมพันธ์กับกฎหมายหรือไม่  อย่างไร  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

ความยุติธรรม  เป็นคำหนึ่งที่ค้นหาความหมายที่เป็นรูปธรรมได้ยากพอสมควร  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ก็ได้ให้ความหมายไว้เป็นแนวทางว่า  ความยุติธรรม  หมายถึง

1       ความเที่ยงธรรม  หมายถึง  การไม่เอนเอียง  ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

2       ความชอบธรรม  หมายถึง  ชอบด้วยนิตินัย  หรือชอบด้วยธรรมมะ

3       ความชอบด้วยเหตุผล  ซึ่งแล้วแต่มุมมองของใคร  สังคมใดจะเห็นว่าชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนักคิดทั้งหลายได้พยายามนำเสนอความหมายไว้ที่สำคัญๆได้แก่

เพลโต  (Plato)  ได้ให้คำนิยามของความยุติธรรมว่าหมายถึง  การทำกรรมดีหรือการทำสิ่งที่ถูกต้อง  โดยเขามองความยุติธรรมเป็นเสมือนองค์รวมของคุณธรรม  ซึ่งถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดยิ่งกว่าคุณธรรมอื่นใด  และโดยทั่วไปแล้วความยุติธรรมเป็นคุณธรรมหรือสัจธรรมที่บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้นจะค้นพบได้

อริสโตเติล  (Aristotle)  มองความยุติธรรมว่าเป็นคุณธรรมเฉพาะเรื่อง  หรือคุณธรรมทางสังคมประการหนึ่ง  ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  และคุณธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง  โดยอริสโตเติลได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็น  2  ประเภทคือ

1       ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ  หมายถึง  ความยุติธรรมที่มีลักษณะเป็นสากล  ใช้ได้ต่อมนุษย์ทุกคนไม่มีขอบเขตจำกัด  และอาจค้นพบได้โดย  เหตุผลบริสุทธิ์  ของมนุษย์

2       ความยุติธรรมตามแบบแผน  หมายถึง  ความยุติธรรมซึ่งเป็นไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง  ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและความเหมาะสม  เป็นต้น

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมายนั้น  มีปรากฏรูปความสัมพันธ์ใน  2  แบบตามแนวคิดทางทฤษฎี  คือ

1       ทฤษฎีที่ถือว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกันกับกฎหมาย  ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน  เนื่องจากล้วนมีกำเนิดมาจากพระเจ้า  จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยหลังๆจนถึงปัจจุบัน  ทฤษฎีนี้โดยมากจะแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่มุ่งยืนยันความเด็ดขาดว่า  กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย  รวมทั้งนักกฎหมายไทยที่ได้รับอิทธิพลของสำนักนี้ด้วย  อาทิเช่น

ฮันส์  เคลเซ่น  (Hans  Kelsen)  กล่าวว่า  ความยุติธรรมคือการรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมาย  โดยการปรับใช้คำสั่งนั้นอย่างมีมโนธรรม

อัลฟ  รอสส์  (Alf  Ross)  กล่าวว่า  ความยุติธรรมคือการปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องอันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ตรัสว่า  ในเมืองไทย  คำพิพากษาเก่าๆและคำพิพากษาเดี๋ยวนี้ด้วย  อ้างความยุติธรรมขึ้นตั้งเสมอๆ  แต่คำที่เรียกว่ายุติธรรมเป็นคำไม่ดี  เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัย  ซึ่งไม่เป้นกิริยาของกฎหมาย  กฎหมายต้องเป็นยุติ  จะเถียงแปลกออกไปไม่ได้  แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไร  เป็นยุติธรรมไม่ยุติธรรมทุกเมื่อ  ทุกเรื่อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  211/2473  กฎหมายต้องแปลให้เคร่งครัดตามกฎหมายที่มีอยู่จะแปลให้คล้อยตามความยุติธรรมไม่ได้

2       ทฤษฎีที่เชื่อว่าความยุติธรรมเป็นอุดมคติในกฎหมาย  เป็นแนวคิดที่ความยุติธรรมได้รับการเชิดชูไว้สูงกว่ากฎหมาย  ในแง่นี้ความยุติธรรมถูกพิจารณาว่าเป็นแก่นสรอุดมคติในกฎหมาย  หรือเป็นความคิดอุดมคติซึ่งเป็นเสมือนเป้าหมายสูงส่งของกฎหมาย  กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินตามหลังความยุติธรรมซึ่งเป็นการมองความยุติธรรมในภาพเชิงอุดมคติ  อันเป็นวิธีคิดในทำนองเดียวกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ  อีกทั้งเป็นวิธีคิดอุดมคติซึ่งเคยมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเช่นกัน  หรือในชื่อที่เรียกกันว่า  ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ  ที่ยืนยันว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกต้องหรือความยุติธรรมโดยตัวของมันเอง  ยังมีแก่นสารของความยุติธรรมที่อยู่เหนือและคอยกำกับเนื้อหาของกฎหมายในแบบกฎหมายเบื้องหลังกฎหมาย

แนวความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยเองก็มีมาช้านานแล้ว  ดังเช่น

คดีอำแดงป้อม  ในสมัยรัชกาลที่  1  ที่อำแดงป้อมมีชู้แล้วมาฟ้องหย่านายบุญศรีผู้เป็นสามีตุลาการก็ให้หย่า  เพราะกฎหมายในขณะนั้นบัญญัติว่า  หญิงหย่าชาย  หย่าได้  ผลของคำพิพากษานี้  รวมทั้งกฎหมายที่สนับสนุนอยู่  เหนือหัวรัชกาลที่  1  เห็นว่าไม่ยุติธรรม  เป็นเหตุให้ต้องมีการชำระสะสางกฎหมายใหม่จนกลายเป็นกฎหมายตราสามดวงในเวลาต่อมา

ในยุคปัจจุบัน  แนวคิดในเรื่องความยุติธรรมเป็นหลักอุดมคติเหนือกฎหมายนี้ก็ยังปรากฏจากบุคคลสำคัญของไทย  เช่น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  9  มีแนวพระราชดำริต่อความยุติธรรมว่ามีสถานภาพสูงกว่าหรือเป็นสิ่งที่เหนือกฎหมาย  ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า  โดยที่กฎหมายเป็นแต่เรื่องเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว  จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่ายุติธรรม  หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย  การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ  โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้นดูจะไม่เป็นการเพียงพอ  จึงต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ  การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้

ศ. จิตติ  ติงศภัทิย์  ปรมาจารย์ทางด้ายกฎหมายแนะนำไว้ในหนังสือหลักวิชาชีพกฎหมายของท่านไว้ว่า  การที่มีคำใช้อยู่  2  คำ  คือ  กฎหมาย  คำหนึ่ง  ความยุติธรรม  คำหนึ่ง  ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าหาใช่สิ่งเดียวกันไปไม่  การที่นักกฎหมายจะยึดถือแต่กฎหมายไม่คำนึงถึงความยุติธรรมตามความหมายทั่วไปนั้นเป็นความเห็นความเข้าใจแคบกว่าที่ควรจะเป็น

 


ข้อ  2  จงอธิบายปรัชญากฎหมายไทยตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ธงคำตอบ

ปรัชญากฎหมายไทยตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันนั้น  สืบแต่พระองค์ทรงเป็นประมุขของชาติที่ทรงใส่พระทัยอย่างสูงต่อเรื่องกฎหมายและความยุติธรรม  พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ที่ทรงมีต่อนักกฎหมายหรือคณะบุคคลต่างๆ  ในหลายวโรกาสได้สำแดงออกซึ่งความคิดเชิงปรัชญากฎหมายอย่างลึกซึ้ง  จนมีผู้เรียกขานว่าเป็น  ปรัชญากฎหมายข้างฝ่ายไทย

แนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายของพระองค์ประกอบด้วยประเด็นทางความคิดหลายเรื่อง  เช่น  เรื่องความยุติธรรม  ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมและเสรีภาพ  กฎหมายกับความเป็นจริงในประชาสังคม  ความสำคัญของการปกครองโดยกฎหมาย  ปัญหาเรื่องความไม่รู้กฎหมายของประชาชนและการปรับใช้กฎหมาย  ตลอดจนเรื่องบทบาทของกฎหมายและนักกฎหมายในสังคมไทย  อย่างไรก็ตาม  หัวใจแห่งพระราชดำริคงอยู่ที่เรื่อง  กฎหมายกับความยุติธรรม  ซึ่งเชื่อมโยงโดยใกล้ชิดกับเรื่องกฎหมายกับความเป็นจริงของชีวิตประชาชนในสังคม

ปรัชญากฎหมายไทยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ยึดถือธรรมหรือความยุติธรรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมาย  อันเป็นความคิดคนละขั้วกับปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่เน้นย้ำแต่เรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายหรือถือเอากฎหมายเป็นตัวความยุติธรรม  ในพระราชดำริของพระองค์  กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรมโดยตรงและผู้ใช้กฎหมายซึ่งคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นใหญ่  ก็ต้องไม่ติดอยู่กับตัวอักษรกฎหมายอย่างเดียว  ในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงๆ  ความเช่นนี้อาจพิจารณาได้จากพระบรมราโชวาทในหลายๆวโรกาส  เช่น

1       พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต  ณ  เนติบัณฑิตยสภา  เมื่อวันที่  7  สิงหาคม  2515  ความว่า  โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว  จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญไปยิ่งกว่ายุติธรรม  หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย  การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ  โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้น  ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ  จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ  การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและผลที่ควรจะได้

2       พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต  ณ  อาคารใหม่สวนอัมพร  วันที่  29  ตุลาคม  2522  ความว่า  ผู้ที่ได้ผ่านสำนักอบรมกฎหมายทุกคน  ควรจะได้รับการชี้แจงเน้นหนักให้ทราบชัดว่า  กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรม  หากเป็นแต่เพียงบทบัญญัติหรือปัจจัยที่ตราไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม… จึงไม่สมควรจะถือว่าการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดินมีวงกว้างอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย  จำเป็นต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา  ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย

ความที่พระองค์ทรงถือเอาความยุติธรรมเป็นใหญ่เหนือกฎหมายโดยนัยหนึ่งย่อมหมายถึงพระราชประสงค์ที่จะให้กฎหมายกำเนิดขึ้นหรือเป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงาม  หาใช่การปล่อยให้กฎหมายและการใช้กฎหมายเป็นไปในลักษณะที่สวนทางกับความยุติธรรมหรือศีลธรรมจรรยา  หรือหาใช่ปล่อยให้กฎหมายเป็นกลไกแห่งการกดขี่ของผู้ปกครองไป  หลักคุณค่าเรื่องความสงบสุขของบ้านเมืองหรือเสรีภาพ  นับเป็นวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายตามพระราชดำริของพระองค์ที่ว่า  

เราจะต้องพิจารณาในหลักว่ากฎหมายมีไว้สำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง  มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการกลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก  ในทางตรงข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีภาพและอยู่ได้ด้วยความสงบ  

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันระพี  คณะนิติศาสตร์  จุฬา  ณ  พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  เมื่อวันที่  27  มิถุนายน  2516

อนี่ง  ที่ละเว้นไปเสียมิได้เลยก็คือ  ในพระบรมราโชวาทซึ่งทรงพระราชทานในหลายวโรกาสพระองค์ได้ตรัสพาดพิงไปถึงเรื่องการบุกรุกป่าสงวนของราษฎร  ซึ่งเป็นปัญหาขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับราษฎร  เป็นประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งของกฎหมายกับความเป็นจริงของประชาสังคม  ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบันโดยรวมความตามแนวพระบรมราโชวาทแล้วก็มีสาระสำคัญว่า  

กฎหมายกับความเป็นอยู่จริงอาจขัดกันได้  กฎหมายมีช่องโหว่มาก  เพราะไปปรับปรุงกฎหมายและการปกครองโดยลอกแบบต่างชาติมาโดยไม่ดูว่าเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่  บางทีการปกครองก็ไปไม่ถึงชุมชนห่างไกล  กฎหมายที่รัฐตราขึ้นเป็นอย่างไรก็ไม่รู้  ทำให้เขาตั้งกฎหมายใช้กันเอง  ซึ่งบางจุดก็ขัดกับกฎหมายของรัฐ  การตราพระราชบัญญัติป่าสงวนที่ผ่านมาปัญหามันเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐนั่งเก้าอี้ขีดบนแผนที่ว่าตรงไหนเป็นป่าสงวน  โดยไม่ลงพื้นที่ดูว่าเป็นอย่างไร  ความจริงก็คือมีราษฎรเขาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว  อยู่ๆก็ไปตราเป็นกฎหมาย  ไปชี้ว่าเป็นป่าสงวน  กลายเป็นว่าราษฎรบุกรุกป่าสงวน  แน่นอนว่าถ้าดูตามกฎหมายราษฎรก็ผิดเพราะว่าตรามาเป็นกฎหมายโดยชอบธรรม  แต่ว่าถ้าตามธรรมชาติแล้ว  คนที่ทำผิดกฎหมายคือเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปขีดเส้นว่าป่าที่ราษฎรอยู่เป็นป่าสงวน  เพราะว่าราษฎรเขาอยู่มาก่อน  เขามีสิทธิในทางเป็นมนุษย์  ความหมายก็คือ  ทางราชการนั้นแหละไปรุกรานบุกรุกราษฎรไม่ใช่ราษฎรบุกรุกกฎหมายบ้านเมือง  

สาระสำคัญโดยรวมคือ  เป็นแนวพระราชดำริที่ทรงเตือนสติให้คำนึงถึงเรื่องกฎหมายและความสอดคล้องกับความเป็นจริงของประชาสังคม  ซึ่งโดยนัยแล้วก็ไม่แตกต่างกับที่ทรงย้ำว่ากฎหมายไม่ใช่ตัวความยุติธรรมหรืออย่ายึดติดอยู่กับถ้อยคำในกฎหมายเพียงอย่างเดียว  ต้องเชื่อมั่นว่าความยุติธรรมคือจุดหมายปลายทางแห่งการใช้อำนาจรัฐทางด้านกฎหมายและความยุติธรรมต้องผูกติดอยู่กับธรรมะ  ความถูกต้อง  และความเป็นจริง

 


ข้อ  3  ปรัชญากฎหมายธรรมชาติคืออะไร  และ  
Fuller  กับ  Dworkin  ได้วิจารณ์แนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายของ  Hart  ว่าอย่างไร  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

กฎหมายธรรมชาติสามารถอธิบายความหมายได้ใน  2  ลักษณะ คือ

1       ความหมายทั่วๆไป  กฎหมายธรรมชาติหมายถึง

–                    กฎหมายซึ่งบุคคลบางกลุ่มอ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ  ไม่ได้มีโครงสร้างขึ้นเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐ  และใช้ได้โดยทั่วไปอย่างไม่จำกัดกาลเทศะ

–                    กฎเกณฑ์ทางกฎหมายต่างๆ ในอุดมคติ ซึ่งอยู่เหนือกว่ากฎหมายที่รัฐบัญญัติขึ้นซึ่งอาจค้นพบได้โดยเหตุผล

–                    กฎเกณฑ์อุดมคติที่มีขึ้นเพื่อจัดให้เกิดความสมดุลระหว่างปัจเจกชนกับกลุ่มส่วนรวม  หรือจัดให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลกับความเสมอภาคของทุกคน  (เมื่อพิจารณาความหมายในแง่มุมทางอุดมคติ)

2       ความหมายในแง่ทางทฤษฎี  แบ่งออกเป็น  2  ทฤษฎี  คือ

1)    เป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติที่ปรากฏในยุคกรีกโบราณและโรมันถึงยุคกลาง (ราวศตวรรษที่  5  ก่อนคริสตกาลถึงศตวรรษที่  16)  กฎหมายธรรมชาติเป็นหลักเกณฑ์ของกฎหมายอุดมคติที่มีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้น  กฎหมายใดที่มนุษย์บัญญัติขึ้นขัดแย้งกับกฎหมายธรรมชาติจะไม่มีค่าบังคับเป็นกฎหมายเลย

2)    เป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในยุคปัจจุบัน  ถือว่า  หลักกฎหมายธรรมชาติเป็นเพียงอุดมคติของกฎหมายที่รัฐจะบัญญัติขึ้นเท่านั้น  กล่าวคือ  รัฐควรจะบัญญัติหรือตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายธรรมชาติ  แต่ถ้าตราขึ้นโดยขัดหรือแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ  กฎหมายนั้นก็ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด  เพียงแต่จะเป็นกฎหมายที่ไม่มีค่าทางกฎหมายโดยสมบูรณ์เท่านั้นเอง  ซึ่งเป็นลักษณะที่ผ่อนปรนประนีประนอมมากขึ้นกว่าในยุคโบราณและยุคกลาง

สำหรับประเด็นข้อวิจารณ์ของฟุลเอลร์และดวอร์กิ้นที่มีต่อแนวคิดของฮาร์ทนั้น  ก่อนจะถึงข้อวิจารณ์ดังกล่าว  สมควรที่จะเสนอแนวคิดของฮาร์ทเกี่ยวกับกฎหมายโดยสรุปดังนี้

ฮาร์ท  (Hart)  ถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคมรูปแบบหนึ่ง  โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย

ความหมายแรก  มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม

ความหมายที่สอง  สืบแต่มันมีแหล่งที่มา  และดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพา

ฮาร์ทเห็นว่าเป็นความจำเป็นทางธรรมชาติที่ในทุกสังคมมนุษย์จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย  ซึ่งจำกัดควบคุมความรุนแรง  พิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือระบบทรัพย์สินและป้องกันควบคุมการหลอกลวงกัน  โดยฮาร์ทถือว่ากฎเกณฑ์ซึ่งจำเป็นเหล่านี้เสมือน  เนื้อหาอย่างน้อยที่สุดของกฎหมายธรรมชาติ  ที่ชี้ให้ยอมรับแก่นความหมายในแง่ดีของทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ  จนถึงกับกล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เวลาพิจารณากฎหมาย  ต้องพิจารณาถึงสัจธรรมข้อนี้ไว้ด้วย  ทำให้เกิดการคาบเกี่ยวบางเรื่องระหว่างกฎหมายและศีลธรรม  กลายเป็นการดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลายๆประการ  ด้วยเหตุนี้กฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้  แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้เองที่ฮาร์ทยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า  โดยพื้นฐานแท้จริงแล้วการยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น  ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม

ฮาร์ทมองเห็นข้อจำกัดของการที่มีแต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่เพียงลำพัง  จึงได้สร้างแนวคิดที่เรียกว่า  ระบบกฎหมาย  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

1       กฎปฐมภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์ทั่วไปซึ่งวางบรรทัดฐานการประพฤติให้คนทั่วไปในสังคมและก่อให้เกิดหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม  (Rule  of  Obligation)  ในลักษณะเป็นกฎหมายเบื้องต้นทั่วไป

2       กฎทุติยภูมิ  หมายถึง  กฎเกณฑ์พิเศษที่สร้างขึ้นมาเสริมความสมบูรณ์ของกฎปฐมภูมิเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่โดยทั่วไปเหมือนกฎปฐมภูมิ  แต่เป็นกฎที่ผู้ใช้กฎหมายต้องพิจารณาและคำนึงถึง  โดยสามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยได้ดังนี้

1)    กฎกำหนดเกณฑ์การรับรองความเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์หรือเกณฑ์การพิสูจน์ว่ากฎใดคือกฎหมาย

2)    กฎกำหนดเกณฑ์การบัญญัติและแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

3)    กฎที่กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อมีการละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย

กฎปฐมภูมิและกฎทุติยภูมิในทรรศนะของฮาร์ทถือว่าเป็นกฎหลักสองประการที่ทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายมีความสมบูรณ์จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น  ระบบกฎหมาย ที่สมบูรณ์และได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ข้อวิจารณ์ของฟุลเลอร์ (Fuller)  ที่มีต่อระบบกฎหมายของฮาร์ท

ศาสตราจารย์ฟุลเลอร์  นักทฤษฎีฝ่ายกฎหมายธรรมชาติ  ยอมรับข้อเสนอของฮาร์ทที่ว่า  กฎหมายคือระบบของกฎเกณฑ์  แต่ก็ยังยืนยันความสำคัญของเรื่องวัตถุประสงค์ภายในตัวกฎหมาย  ฟุลเลอร์กล่าวว่าเราไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า  กฎเกณฑ์แต่ละเรื่องคืออะไร  จนกว่าเราจะได้ทราบว่ากฎเกณฑ์นั้นๆมีจุดมุ่งหมายอย่างไร  อีกทั้งเราไม่อาจเข้าใจเรื่องระบบของกฎเกณฑ์ได้  ถ้าเรามองเพียงในแง่ข้อเท็จจริงทางสังคมล้วนๆจุดสำคัญอยู่ที่ต้องพิจารณากฎเกณฑ์หรือระบบแห่งกฎเกณฑ์ในแง่ของการกระทำที่มีจุดมุ่งหมาย  กล่าวคือ  การควบคุมการกระทำของมนุษย์ให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์  เมื่อพิจารณากันในประเด็นนี้ก็จะเข้าใจได้ว่ากฎเกณฑ์นั้นไม่สามารถดำรงได้โดยปราศจากคุณภาพทางศีลธรรมภายในตัวกฎนั้น

ฟุลเลอร์ไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการที่ฮาร์ทสรุปว่า  กฎหมายเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ล้วนๆ  และไม่จำต้องเกี่ยวข้องกับหลักศีลธรรมหรือหลักคุณค่านามธรรมเสมอไป  กล่าวคือ  ฟุลเลอร์เห็นว่า  กฎหมายนั้น  ต้องสนองตอบความจำเป็นหรือวัตถุประสงค์ทางศีลธรรม กฎหมายและศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้  กฎหมายจะต้องมีสิ่งที่อาจเรียกว่า  ศีลธรรมภายในกฎหมาย  บรรจุอยู่เสมอ

นอกจากนี้ฟุลเลอร์ไม่เห็นด้วยกับฮาร์ทที่แยกกฎปฐมภูมิและกฎทุติยภูมิออกจากกันโดยเด็ดขาด  เพราะในบางสถานการณ์กฎอันเดียวกันอาจให้ทั้งอำนาจและกำหนดหน้าที่ไม่จำกัดบทบาทเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดหากแต่ต้องแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม

ข้อวิจารณ์ของดวอร์กิ้น  (Dworkin)  ที่มีต่อระบบกฎเกณฑ์ของฮาร์ท

ดวอร์กิ้นวิจารณ์แนวคิดเรื่องระบบกฎเกณฑ์ของฮาร์ทแบบตรงไปตรงมา  โดยดวอร์กิ้นเห็นว่าการถือว่ากฎหมายเป็นเพียงเรื่องระบบแห่งกฎเกณฑ์ตามความคิดของฮาร์ทนั้น  เป็นข้อสรุปที่ไม่สมบูรณ์และคับแคบเกินไป  เพราะจริงๆแล้ว  กฎเกณฑ์  ไม่ใช่เนื้อหาสาระเดียวในกฎหมาย  การมองกฎหมายว่าเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์เท่านั้นไม่เป็นสิ่งเพียงพอ  กฎเกณฑ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายเท่านั้น  แท้จริงแล้วยังมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่นๆซึ่งประกอบอยู่ภายในกฎหมาย  ที่สำคัญคือเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องของ  หลักการ  ทางศีลธรรมหรือความเป็นนามธรรม

หลักการ  นี้  ดวอร์กิ้น  ถือว่าเป็นมาตรฐานภายในกฎหมายซึ่งต้อองเคารพรักษาไว้  หลักการเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม  ความเที่ยงธรรมหรือมิติทางคุณค่าด้านศีลธรรมอื่นๆกล่าวอีกนัยหนึ่ง  หลักการเป็นมาตรฐานอันพึงเคารพเนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นของความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมเป็นสิ่งคุ้มครองสิทธิปัจเจกชน  โดยหลักการที่ว่านี้อาจค้นพบได้ในคดีความ  พระราชบัญญัติ หรือศีลธรรมของชาวชุมชนต่างๆ

ดวอร์กิ้นกล่าวว่า  หลักการ  ต่างกับ  กฎเกณฑ์  ตรงที่กฎเกณฑ์มีลักษณะใช้ได้ทั่วไปมากกว่า  ขณะที่หลักการต้องเลือกปรับใช้ในบางคดี  นอกจากนี้หลักการยังมีมิติเรื่องน้ำหนักหรือความสำคัญที่ต้องพิจารณาในการปรับใช้  ขณะที่กฎเกณฑ์ไม่มีมิติเช่นนี้

LAW4007 นิติปรัชญา 1/2547

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี  3  ข้อ

ข้อ  1  จงสรุปอธิบายหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม  ในความเข้าใจของนักศึกษาปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมยอมรับความสำคัญของเรื่องวิบากกรรม  บุญกรรมหรือไม่อย่างไร  จงอธิบายโดยยกตัวอย่างในกฎหมายตราสามดวงประกอบ

ธงคำตอบ

หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยนี้  เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์  โดยอาจเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย  4  ประการในพระธรรมศาสตร์  หรือหลักกฎหมายทั่วไป  4  ประการในพระธรรมศาสตร์  หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ  4  ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1        กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ

2       กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมมะหรือศีลธรรม

3       จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร

4       การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม

ในส่วนของความเกี่ยวพันกันระหว่างปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม  กับเรื่องของวิบากกรรม  บุญกรรมนั้น   จะเห็นได้ว่าในอดีตประชาชนไทยมีความเชื่อมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นในเรื่องกรรมเก่า  วิบากกรรมต่างอันมีมาแต่ชาติปางก่อน  การอ้างอิงหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องบุญกรรมดูเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับฝ่ายต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับเคราะห์

ในกฎหมายตราสามดวงก็มีการบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้หลายบทมาตรา  เช่น  ในพระอัยการลักษณะเบ็ดเสร็จ  กำหนดให้  ผ๔ถากไม้ใกล้หนทางและขวานหลุดมือไปถูกผู้เข้ามาใกล้จนเสียชีวิต  ผู้นั้นไม่มีความผิดโดยถือเป็นบาปกรรมของผู้ตายเอง  กฎหมายกำหนดเพียงให้ผู้ถากไม้นั้นช่วยทำบุญส่งไปให้ผู้ตาย  ซึ่งเห็นได้ว่า  เคราะห์ร้ายอันเกิดขึ้นโดยมิคาดฝันย่อมถูกปรับความหมายให้เป็นเสมือน  วิบากกรรม  แห่งตนในอดีตชาติได้โดยไม่ขัดเขิน  ส่วนตัวผู้ก่อเคราะห์ร้ายกฎหมายกำหนดหน้าที่เพียงทำบุญหรืออุทิศผลบุญกุศลให้แก่ผู้ตายซึ่งยังติดอยู่ในบ่วงแห่งวิบากกรรมของตนอยู่

นอกจากนี้ยังมีอีกในบทมาตราอื่นๆ  เช่น  ในมาตรา  117  กรณีคนสองคนชกมวกกันด้วยใจสมัครหากเกิดเหตุถึงแก่ความตาย  ผู้จัดการชกมวยย่อมไม่มีโทษ  เหตุเพราะผู้จัดการชกมวยมิได้มีเจตนาจะให้ถึงชีวิตถือเป็นบาปกรรมของผู้เสียชีวิตนั้นเอง  หรือในมาตรา  127  ก็กำหนดให้เจ้าของควายจ่ายค่าควายแทนผู้ที่ช่วยตีควายของผู้อื่นที่มาชนควายของตนจนบาดเจ็บล้มตายเนื่องจากผู้ช่วยตีควายอาสาที่จะเป็นบาปเป็นกรรมแทนเจ้าของควายนั้นเอง

กฎแห่งกรรมในแง่บาป  บุญจึงเป็นรากฐานของบทกฎหมายโบราณหลายๆมาตรา


ข้อ  2  สำนักสโตอิค  
(Stoic)  มีแนวคิดเชิงปรัชญาเกี่ยวกับมนุษย์ / ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์อย่างไร  คำอธิบายปรัชญากฎหมายธรรมชาติของสำนักปรัชญาสโตอิคแตกต่างจากแนวคิดกฎหมายธรรมชาติของนักบุญ

อไควนัส (St. Thomas  Aquinas) หรือไม่อย่างไร

ธงคำตอบ

สำนักสโตอิค  (Stoic School)   ก่อตัวขึ้นราวศตวรรษที่  3  ก่อนคริสตกาล  โดยมีเซโน (Zeno)  เป็นผู้ก่อตั้งสำนักคิดนี้  มีความเชื่อว่ามนุษย์ล้วนมีเหตุผลและยังเชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีความเสมอกันโดยไม่จำกัดสัญชาติเผ่าพันธุ์  จึงจัดว่าเป็นพวกธรรมชาตินิยม  ที่มองเรื่องการดำรงชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ

สำนักนี้มีแนวความคิดพื้นฐานว่า  เหตุผล  เป็นเสมือนกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่มีลักษณะแน่นอนที่คอยควบคุมความเป็นไปของจักรวาล  ดังนั้นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของจักรวาล  และเป็นสัตว์โลกที่รู้จักคิดใช้เหตุผล  จึงย่อมถูกกำหนดควบคุมโดยเหตุผลอันเป็นสากลนั้นด้วย และเหตุผลดังกล่าวนั้นมนุษย์สามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้เหตุผลของเขาเอง

สำนักสโตอิควางหลักจริยธรรมว่า  มนุษย์ต้องจำยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกต้อง  การดำรงชีวิตของมนุษย์ต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ  เหตุผลหรือคุณความดี  คำสอนเช่นนี้เองทำให้สำนักสโตอิคปฏิเสธเรื่อง  ความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  หรือศาสนา สอนให้คนมีจิตใจกว้างยอมรับเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคน  รวมทั้งเรื่องความเป็นสากลของกฎหมายธรรมชาติ

ซิเซโร (Cicero)  นักกฎหมายของสำนักสโตอิค  ก็ได้กล่าวไว้ว่า  กฎหมายอันแท้จริง  คือ  เหตุผลอันชอบธรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยมีผลใช้บังคับอย่างเป็นสากลไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นนิรันดร์มันเป็นบาปต่อการพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้  และไม่อาจยินยอมให้มีการเลิกล้มส่วนใดส่วนหนึ่ง  อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่จะยกเลิกกฎหมายนี้โดยสิ้นเชิง

เซนต์  โทมัส  อไควนัส  (St. Thomas  Aquinas)  นักบุญชาวอิตาเลียน  (1226  1274) ผู้สร้างงานนิพนธ์ชิ้นสำคัญเรื่อง  “Summa  Theologica” ซึ่งเป็นการเชื่อมวิธีคิดแบบเหตุผลนิยมและเจตนนิยมเข้าด้วยกัน  โดยนำเอาปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคกรีกโบราณมาสังเคราะห์กับปรัชญาทางคริสต์ศาสนา  ในขณะที่กฎหมายธรรมชาติในยุคก่อนๆยืนยันว่ามนุษย์สามารถค้นพบกฎหมายธรรมชาติได้โดยอาศัย  เหตุผล  ในตัวมนุษย์เอง  อไควนัสก็ได้พยายามเชื่อมโยงเรื่อง  เหตุผล  ดังกล่าวเข้ากับ  เจตจำนงของพระเจ้า  โดยถือว่าเหตุผลที่สมบูรณ์ถูกต้องมากกว่า  ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหากฎหมายธรรมชาตินั้นปรากฏอยู่ใน  เจตจำนงของพระเจ้า  ที่ถือว่ามีความบริสุทธิ์ถูกต้องมากกว่า  เหตุผล ของมนุษย์  ซึ่งอาจมีความผิดพลาดได้  และจากจุดนี้เองอไควนัสสรุปว่า  หลักธรรมหรือโองการหรือเจตจำนงของพระเจ้าคือที่มาของกฎหมายธรรมชาติ  และที่น่าสนใจคือจากการเชื่อมต่อ  เหตุผล  เข้ากับ  เจตจำนงของพระเจ้า  นั้น  เซนต์  โทมัส  อไควนัส  แบ่งกฎหมายออกเป็น  4  ประเภทคือ

1       กฎหมายนิรันดร์  หมายถึง  กฎหมายสูงสุดที่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

2       กฎหมายธรรมชาติ  หมายถึง  ส่วนหนึ่งของกฎหมายนิรันดร์ที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้โดยอาศัย  เหตุผล”

3       กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์  หมายถึง  หลักธรรมต่างๆที่ถูกจารึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล

4       กฎหมายของมนุษย์  หมายถึง  กฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้นใช้กันเองในสังคม

จากที่กล่าวมาทั้งหมด  จึงเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างแนวความคิดของสำนักสโตอิค  และของนักบุญอไควนัส  ที่สำคัญคือ  ปรัชญากฎหมายธรรมชาติของอไควนัสจะมีกลิ่นอายของศาสนาคริสต์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก  คำอธิบายจะผูกอิงอยู่กับเจตจำนงของพระเจ้า  ส่วนสำนักสโดอิคกลับเชื่อเรื่องความเป็นสากล  ไม่ให้ยึดติดกับความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ  ศาสนา  หรือเผ่าพันธุ์  โดยที่เหตุผลจากธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างประสานกลมกลืน  (มิใช่เหตุผลของพระเจ้า)


ข้อ  3  ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายยอมรับเรื่องการดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชน  
(Civil Disobedience)  หรือไม่  เพราะเหตุใด ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า  ภายใต้หลักนิติกรรมรัฐควรปรับใช้กฎหมายโดยเสมอภาคหรือเคร่งครัดจริงจังแก่ผู้ที่ทำการดื้อแพ่งต่อกฎหมายดังกล่าว

ธงคำตอบ

ทฤษฎีฐานนิยมทางกฎหมาย  ยอมรับไม่ได้ที่จะให้มีการดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชนด้วยเหตุผลจากแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  2  ข้อ  คือ

1       การยืนยันว่า  การดำรงอยู่ของกฎหมายใดๆ  มิได้ขึ้นอยู่กับการที่มันสนองตอบหรือสอดคล้องกับหลักคุณค่าทางศีลธรรมอันหนึ่งอันใดที่สามารถปรับใช้ได้อย่างเป็นสากลในทุกระบบกฎหมาย

2       การยืนยันว่า  การดำรงอยู่ของกฎหมายขึ้นอยู่กับการที่มันถูกสร้างขึ้นโดยผ่านการตกลงปลงใจของมนุษย์ในสังคม

ดังนั้นข้อสรุปของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็คือ  กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมก็ยังถือว่าเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามอยู่  การละเมิดฝ่าฝืนกฎหมายไม่ว่าด้วยเหตุผลใดต้องได้รับโทษเหมือนกันหมด

ส่วนกับคำกล่าวที่ว่า  ภายใต้หลักนิติธรรม  รัฐควรปรับใช้กฎหมายโดยเสมอภาค  หรือเคร่งครัด  จริงจังแก่ผู้ที่ทำการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย  นั้น  ดูจะไม่ถูกต้องนัก  เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมีความเคร่งครัดแข็งกร้าวจนเกินไป  เพราะกฎหมายนั้นแม้จะอ้างว่าอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมก็ตาม  แต่ต้องยอมรับกันว่ามีทั้งกฎหมายที่ออกมาโดยถูกต้องชอบธรรม  และกฎหมายที่ออกมาโดยจุดประสงค์เพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  กฎหมายนั้นมีทั้งยุติธรรม  และไม่ยุติธรรม  ดังนั้นถ้ามีกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม  แล้วการบังคับใช้กฎหมายนั้นไปมีผลกระทบต่อคนในสังคมแล้ว  ย่อมเป็นการชอบที่จะให้มีการดื้อแพ่งทางกฎหมายได้  และเมื่อผู้ที่ทำการดื้อแพ่งทางกฎหมายมิได้มีมูลเหตุจูงใจที่จะทำผิดกฎหมายอย่างกับอาชญากร  หรือผู้กระทำความผิดอาญาต่างๆ  การบังคับใช้กฎหมายของรัฐในการลงโทษแก่ผู้ที่ทำการดื้อแพ่งต่อกฎหมายจึงควรมีความยืดหยุ่นไม่เคร่งครัดจริงจังมากจนเกินไป  เช่น  อาจมีการอนุญาตให้มีการชะลอการฟ้องคดี  หรือลงโทษสถานเบา  หรืออาจมีการภาคทัณฑ์ไว้  เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม  เพราะบุคคลอื่นที่ทำผิดกฎหมายอาจอ้างว่าทำไปเพราะดื้อแพ่งต่อกฎหมายเพื่อให้ตนเองได้ลดหย่อนโทษลง  จึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขของกรณีที่จะทำการดื้อแพ่งต่อกฎหมายไว้  ดังเช่นที่  ดวอร์กิ้น  และจอห์น  รอลส์  ได้เสนอไว้  เช่น  ต้องเป็นการดื้อแพ่งโดยไม่มีการยั่วยุความรุนแรงให้เกิดขึ้น  ต้องทำโดยเปิดเผยในที่สาธารณะ  ไม่ใช้ความรุนแรง  ต้องมีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ของสังคม  ต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายฯลฯ

LAW4007 นิติปรัชญา 2/2547

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 นิติปรัชญา 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี  3  ข้อ

ข้อ  1  จงสรุปสาระสำคัญของปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย  และท่านเห็นด้วยหรือไม่กับจุดอ่อนของปรัชญากฎหมายธรรมชาติตามที่มีผู้วิจารณ์

ธงคำตอบ

ปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย  (หรือยุคปัจจุบัน)  มีแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายว่า  กฎหมายต้องสัมพันธ์กับศีลธรรม  หรือกับความยุติธรรม  หรือหลักจริยธรรมต่างๆ  อีกทั้งในแง่ทฤษฎีปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคนี้  ยังเป็นทฤษฎีที่สำคัญที่สนับสนุนเร่องสิทธิมนุษยชน  ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  การพัฒนา  สันติภาพ ฯลฯ  โดยมีนักปรัชญากฎหมายคนสำคัญ  ได้แก่

ลอน  ฟุลเลอร์  มองกฎหมายธรรมชาติว่า  ไม่ใช่กฎหมายที่สูงกว่ากฎหมายธรรมดา  โดยเขาให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายกับศีลธรรม  เขาเชื่อว่ากฎหมายต้องอยู่ภายใต้บังคับของศีลธรรม  หลักเกณฑ์ทางศีลธรรมจะทำให้กฎหมายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้  และนำไปสู่ความสมบูรณ์ของกฎหมาย  ซึ่งการที่จะบรรลุได้ต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไข  8  ประการ  เช่น  กฎหมายต้องมีลักษณะทั่วไปในฐานะเป็นกฎหมายซึ่งใช้เป็นหลักชี้นำการกระทำโดยเฉพาะต่างๆ  กฎเกณฑ์ต้องถูกเผยแพร่แก่สาธารณะ  กฎเกณฑ์ต้องไม่มีผลย้อนหลัง ฯลฯ  เหล่านี้ฟุลเลอร์เรียกว่า  ศีลธรรมในกฎหมาย

แนวคิดของฟุลเลอร์ที่เน้น  กระบวนการ  อันจะนำไปสู่ความเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์แท้จริงมิได้เน้นสาระเนื้อหาของกฎหมายธรรมชาติที่เป็นนิรันดร์ถาวร  แต่ฟุลเลอร์ก็มั่นใจว่ากฎเกณฑ์ทางกฎหมายใดๆที่ตราขึ้นจะต้องมีเหตุผล  และความยุติธรรมเป็นเนื้อหาสาระเสมอ

จอห์น  ฟินนีส  ได้อธิบายกฎหมายธรรมชาติในลักษณะเป็นนามธรรมเชิงวิธีการ  โดยอาศัยสมมุติฐาน  2  ประการ  คือ

–                    ประการแรก  รูปแบบพื้นฐานแห่งความมั่งคั่งรุ่งเรืองของมนุษย์  ได้แก่  ชีวิต  ความรู้  ความบันเทิง  หรือสัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับสุนทรีวิสัย

–                    ประการที่สอง  สิ่งจำเป็นเชิงวิธีการพื้นฐานครองความชอบธรรมด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ  เช่น  การแสวงหาความดีงาม  แผนการชีวิตอันเป็นระบบ หรือความเชื่อมต่อของผลลัพธ์  อย่างมีขอบเขต  และเคารพต่อค่านิยมพื้นฐาน  เป็นต้น

ฟินนีส  เชื่อว่า  เมื่อสมมุติฐานประการแรก  และประการที่สองประกอบกันจะเกิดเป็นหลักกฎหมายธรรมชาติขึ้นมา

ส่วนในกรณีของจุดอ่อนของปรัชญากฎหมายธรรมชาติที่มีผู้วิจารณ์ไว้ว่า

1       มีความคลุมเครือไม่แน่นอน  ไม่ชัดเจน  และมีความเป็นนามธรรมอย่างมากจนไม่น่านำมาถือเป็นรากฐานทางกฎหมาย

2       ขาดรูปแบบวิธีกาคิดแบบวิทยาศาสตร์  ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ตรวจสอบความถูกต้องได้โดยอาศัยเครื่องมือใด

3       มักจะเกิดความผิดพลาดเชิงตรรกะได้ง่าย

4       มีความบกพร่องต่อสมมุติฐานที่มาจากความหลากหลายของสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติแต่ละแห่งแตกต่างกัน

5       การเสนอความคิดเห็นมักจะนิยมใช้สามัญสำนึก  ซึ่งอาจเอนเอียงไปตามเหตุผลส่วนตัวได้

หากจะพิจารณาโดยรวมแล้วข้อวิจารณ์ดังกล่าวมีความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว  แต่ถึงกระนั้นถ้าเปรียบเทียบกับสำนักคิดปรัชญากฎหมายอื่นๆแล้ว  ดูเหมือนว่ากฎหมายธรรมชาติจะมีข้อดีที่มากกว่าข้อเสียดังข้อวิจารณ์ดังกล่าวนั้นมากทีเดียว  เพราะเป็นสำนักปรัชญาทางกฎหมายที่มุ่งเน้นความยุติธรรมที่ต้องมาก่อนกฎหมาย  อุดมคติทางกฎหมายเชิงศีลธรรม  ตลอดจนเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับลัทธิซึ่งสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน  ซึ่งแนวคิดนี้เองได้ไปปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ  และรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ  หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก้มีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

หมายเหตุ  น้องๆอาจมีความคิดเห็นแตกต่างจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้  โดยอาศัยแนวความคิดหรือเหตุผลของน้องๆเองครับ  


ข้อ  2  จงสรุปอธิบายเงื่อนไขในการตรากฎหมายควบคุมการใช้เสรีภาพของบุคคลตาม  
หลักอันตรายต่อสังคม  ของมิลล์  (John  Stuart  Mill)  และท่านเห็นด้วยหรือไม่กับข้อโต้แย้งของสตีเฟน  (Sir  James  Fitzjames  Stephen)  ต่อแนวคิดของมิลล์ดังกล่าว

ธงคำตอบ

จอห์น  สจ๊วต  มิลล์  (John  Stuart  Mill)  ได้ประกาศ  หลักอันตรายของสังคม  ในปี  ค.ศ. 1859  ในงานเขียนชิ้นสำคัญเรื่อง  ความเรียงว่าด้วยเสรีภาพ  สรุปความได้ว่า  เงื่อนไขในการตรากฎหมายควบคุมการกระทำหรือใช้เสรีภาพของบุคคลได้นั้น  การกระทำดังกล่าวจะต้องก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคมและผู้อื่น  ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลอื่น  เป็นเงื่อนไขในการตรากฎหมายควบคุมการใช้เสรีภาพของบุคคล  ลำพังเพียงความมุ่งหมายเพื่อให้บุคคลทำความดีไม่ใช่เป็นข้ออ้างให้กฎหมายเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  มิลล์เห็นว่าการจำกัดเสรีภาพเป็นการทำลายความสุขส่วนบุคคล  นอกจากนี้มิลล์ยังไม่เห็นด้วยในการปล่อยให้บุคคลมีเสรีภาพในการทำสัญญาเพื่อยอมตนเป็นทาส  ดังที่เขาเน้นย้ำว่า  หลักการแห่งเสรีภาพไม่สามารถกำหนดว่าบุคคลควรจะมีเสรีภาพในการไม่มีเสรี

ส่วนข้อโต้แย้งของสตีเฟน   (Sir  James  Fitzjames  Stephen)  ที่มีต่อแนวคิดของมิลล์ปรากฏในงานเขียนเรื่อง  เสรีภาพ  ความเสมอภาค  และภราดรภาพ  ซึ่งสตีเฟนปฏิเสธมติของมิลล์ที่เชื่อว่ามีเหตุผลด้านความปลอดภัยของสังคมสนับสนุนความชอบธรรมในการใช้เสรีภาพดังกล่าว  อีกทั้งไม่ยอมรับว่าเราจะสามารถลากเส้นแบ่งแยกอันชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น  และการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้กระทำเท่านั้น  สำหรับสตีเฟนแล้ว  การลงโทษต่อสิ่งที่เป็นความผิดบาปทางศีลธรรมอันชัดแจ้งย่อมถือเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรมของการนิติบัญญัติ  ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ถือว่านั่นเป็นการลิดรอนเสรีภาพ  แต่ตรงกันข้ามการใช้กลไกทางกฎหมายลงโทษเช่นนี้จะเป็นการสนองตอบอารมณ์ความรู้สึกชิงชังของคนทั่วไปต่อความเลวร้ายดังกล่าว  และนับเป็นการทดแทนยับยั้งมิให้เกิดผูกพยาบาท  ตอบโต้อย่างวุ่นวายสับสน

เมื่อได้เปรียบเทียบระหว่างแนวคิดของมิลล์  และข้อโต้แย้งของสตีเฟนแล้ว  จะเห็นว่าแนวคิดของสตีเฟนมีเหตุผลน่าสนับสนุนอยู่ไม่น้อย  โดยจะเห็นได้ว่า  แม้ทฤษฎีของมิลล์จะสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเสรีภาพของบุคคล  แต่ก็มีจุดบกพร่องอยู่ในส่วนที่ว่า  จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นภยันตรายต่อสังคม  เราจะพิสูจน์ตรวจสอบว่าเป็นภยันตรายต่างๆ  ได้อย่างไร  ดังนั้นหากไม่ต้องการให้สังคมล่มสลายลงไปเพราะไปคำนึงถึงแต่เสรีภาพมากเกินไป  การควบคุมลงโทษพฤติกรรมซึ่งผิดศีลธรรมจึงจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องความสงบเรียบร้อยของสังคม  แต่อย่างไรก็ตาม  ไม่ใช่ว่าจะจำกัดเสรีภาพไปทุกเรื่อง  แต่ว่าต้องปล่อยให้มีเสรีภาพของบุคคลมากที่สุดเท่าที่ไม่ขัดต่อความมั่นคงทางสังคม

หมายเหตุ  ในส่วนของความเห็น  น้องๆอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างไปจากนี้ก็ได้นะครับ 


ข้อ  3  ความยุติธรรมทางสังคมคืออะไร  เหตุใดทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์  
(John  Rawls)  จึงเน้นคุณค่าความสำคัญของเสรีภาพมากกว่าความเสมอภาคเท่าเทียม

ธงคำตอบ

ความยุติธรรมทางสังคม  (Social  Justice)  หรือ  ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน  หรือ  ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ  เป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิถีทางจำแนกหรือแบ่งปันสิ่งซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์  หรือสิ่งอันมีคุณค่าในสังคม  (เช่น  ทรัพย์สิน  รายได้  ความสุข  การได้รับความพึงพอใจ  การได้รับการศึกษา)  ให้แก่สมาชิกของสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสม  หรืออย่างเป็นธรรม  ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์และคงไว้ซึ่งความสมานฉันท์  กลมกลืนของสังคมโดยรวม

ส่วนสาเหตุที่  จอห์น  รอลส์ (John  Rawls)  ให้ความสำคัญแก่เสรีภาพมากกว่าความเท่าเทียมเสมอภาค  ก็เพราะรอลส์เชื่อว่า  ภายใต้สถานการณ์สัญญาประชาคม  ผู้คนจะไม่ยอมเสียสละเสรีภาพอันเสมอภาคกันนั้นเพียงเพื่อการได้มาซึ่งรายได้  ความมั่งคั่งหรือแม้อำนาจ เสรีภาพจะถูกกำจัดลงได้ก็เพียงเพื่อประโยชน์แก่เสรีภาพหรือระบบแห่งเสรีภาพขั้นพื้นฐานทั้งหมดเท่านั้น  และข้อเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคในสังคมและเศรษฐกิจจะต้องสิ้นสุดลง  หากว่าการได้มาซึ่งความเสมอภาคเช่นนั้นมิได้นำไปสู่การเพิ่มพูนเสรีภาพโดยส่วนรวมสำหรับคนทั้งปวงในสังคม

ในการนี้รอลส์ได้เปิดประเด็น  คุณค่าปฐมภูมิของสังคม  ซึ่งหมายถึง  เสรีภาพ  โอกาส  รายได้  ความมั่งคั่งและการเคารพนับถือตนเอง คุณค่าปฐมภูมิเช่นนี้เป็นสิ่งที่วิญญูชนผู้มีเหตุผลทุกคนรวมทั้งผู้คนในสัญญาประชาคมของเขาล้วนต้องการอยากได้  ไม่ว่าเขาจะต้องการสิ่งอื่นร้อยแปดอย่างไร  การที่บุคคลในสัญญาประชาคมเลือกให้เสรีภาพมีความสำคัญอันดับแรก  ก็เนื่องจากเห็นว่าการเลือกเช่นนั้นจะส่งผลให้พวกเขามีโอกาสดีที่สุดในการได้มาซึ่งคุณค่าขั้นปฐมภูมิของสังคม  รวมทั้งช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตตามเป้าหมายเฉพาะของตนได้ รอลส์เชื่อว่าผู้คนจะไม่เลือกหลักการซึ่งเปิดช่องให้ผู้เผด็จการ  แย่งยึดเอาเสรีภาพทางการเมืองของเขาไปด้วยเงื่อนไขแลกเปลี่ยนในการเพิ่มความมั่งคั่ง  (ในระดับที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ทั่วไปของความมั่งคั่งที่เป็น  คุณค่าปฐมภูมิของสังคม)  ให้แก่ทุกคนเนื่องจากเขาไม่แน่ใจในคุณค่าของสิ่งที่เขาจะได้รับเพิ่มขึ้น  ในขณะที่รู้ว่าตนต้องสูญเสียอิสระเสรีภาพทางการเมืองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เกื้อหนุนต่อคุณค่าขั้นปฐมภูมิของสังคมในเรื่องเสรีภาพและการเคารพนับถือตนเอง