LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นางสาวเกดอายุ 18 ปี ได้รับเงินจากนายชัดซึ่งเป็นคุณปู่ของนางสาวเกดจํานวน 20,000 บาท โดยที่นางแก้วมารดาของนางสาวเกดไม่ได้รู้เห็นแต่อย่างใด ต่อมานางสาวเกดได้นําเงินทั้งหมดไป ซื้อกระเป๋าสะพายยี่ห้อดังตามลําพังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางแก้ว นางแก้วมาทราบเรื่อง ทั้งหมดภายหลัง ดังนี้ นางแก้วจะบอกล้างนิติกรรมการรับเงิน และซื้อกระเป๋าสะพายของนางสาวเกดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการทํานิติกรรมของผู้เยาว์ไว้ดังนี้

1 ผู้เยาว์จะทํานิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน นิติกรรม ใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทําลงโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมนั้นมีผลเป็นโมฆยะ (มาตรา 21)

2 ผู้เยาว์อาจทํานิติกรรมใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นนิติกรรมเพียงเพื่อที่ผู้เยาว์จะได้ไปซึ่งสิทธิ อันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง (มาตรา 22)

3 ผู้เยาว์อาจทํานิติกรรมใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ถ้าเป็นนิติกรรมที่เป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจําเป็นในการดํารงชีพตามสมควร (มาตรา 24)

กรณีตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1

การที่นายชัดซึ่งเป็นคุณปู่ของนางสาวเกดผู้เยาว์ได้ให้เงินจํานวน 20,000 บาท แก่นางสาวเกด โดยที่นางแก้วซึ่งเป็นมารดาของนางสาวเกดและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวเกดไม่ได้รู้เห็น และให้ความยินยอมในการรับเงินของนางสาวเกดแต่อย่างใดนั้น กรณีนี้ถือว่านิติกรรมการรับเงินของนางสาวเกด มีผลสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 21 เพราะเป็นนิติกรรมที่ทําให้ผู้เยาว์ได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง ซึ่งถือว่า เป็นนิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียว จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 22 คือเป็นนิติกรรมที่นางสาวเกด ผู้เยาว์สามารถทําได้โดยลําพังตนเองและจะมีผลสมบูรณ์ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากนางแก้วผู้แทนโดย ชอบธรรม และเมื่อนิติกรรมการรับเงินของนางสาวเกดมีผลสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะ ดังนั้นนางแก้วจะบอกล้าง นิติกรรมการรับเงินของนางสาวเกดไม่ได้

ประเด็นที่ 2

การที่นางสาวเกดผู้เยาว์ได้นําเงินจํานวน 20,000 บาท ที่ได้รับจากนายชัด ไปซื้อกระเป๋าสะพายยี่ห้อดังตามลําพังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางแก้วผู้แทนโดยชอบธรรมนั้น นิติกรรม การซื้อกระเป๋าสะพายของนางสาวเกดย่อมตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 21 เพราะเป็นนิติกรรมที่นางสาวเกดผู้เยาว์ ได้ทําลงโดยปราศจากความยินยอมของนางแก้วผู้แทนโดยชอบธรรม และการซื้อกระเป๋าสะพายดังกล่าวไม่ใช่นิติกรรม ที่เป็นการสมแก่ฐานานุรูปและเป็นการอันจําเป็นในการดํารงชีพตามสมควรของผู้เยาว์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม มาตรา 24 ที่ผู้เยาว์จะสามารถทําได้โดยลําพังตนเองได้ และเมื่อนิติกรรมการซื้อกระเป๋าสะพายดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ ดังนั้นนางแก้วจึงสามารถบอกล้างนิติกรรมนี้ได้

สรุป

นางแก้วจะบอกล้างนิติกรรมการรับเงินของนางสาวเกดไม่ได้ แต่สามารถบอกล้างนิติกรรม การซื้อกระเป๋าสะพายของนางสาวเกดได้

 

ข้อ 2. นายเมฆต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนายหมอก ซึ่งมีเนื้อที่ 10 ไร่ ตกลงราคากัน 5 ล้านบาท พอถึงวันนัดทําสัญญากัน นายเมฆทําสัญญาเช่าที่ดินจากนายหมอก โดยที่นายเมฆเข้าใจว่า สัญญาเช่าที่ดินนี้ คือสัญญาซื้อขาย ดังนี้ สัญญาเช่าที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาอย่างไร และมีผลในทางกฎหมาย อย่างไร

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 156 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า “การแสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสําคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ

ความสําคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสําคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ความสําคัญผิดใน ลักษณะของนิติกรรม ความสําคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม และความสําคัญผิดในทรัพย์สินซึ่ง เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น”

ตามปัญหา การที่นายเมฆต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนายหมอก ซึ่งมีเนื้อที่ 10 ไร่ ราคา 5 ล้านบาท และเมื่อถึงวันนัดทําสัญญากัน นายเมฆได้ทําสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากนายหมอก โดยที่นายเมฆ เข้าใจว่า สัญญาเช่าที่ดินนี้คือสัญญาซื้อขายนั้น ถือว่านายเมฆได้แสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม กล่าวคือ นายเมฆต้องการแสดงเจตนาทํานิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ได้แสดงเจตนาทํานิติกรรมอีกอย่างหนึ่ง เพราะ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนิติกรรมที่ตนประสงค์จะทําและเมื่อการแสดงเจตนาเพราะสําคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสําคัญแห่งนิติกรรม ดังนั้น การแสดงเจตนา ทําสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156

สรุป

สัญญาเช่าที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาเพราะสําคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสําคัญแห่ง นิติกรรม และมีผลเป็นโมฆะ

 

ข้อ 3. นายเอกต้องการซื้อดินจากนายโทเพื่อนําไปถมที่ดินของตนจํานวน 20 คันรถ ตกลงราคากัน 20,000 บาท โดยนายเอกตกลงกับนายโทว่าจะไม่ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ สัญญาซื้อขายดินระหว่างนายเอกและนายโทเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด และมีผลในทาง กฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 วรรคหนึ่ง “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย”

วินิจฉัย

ตามปัญหา การที่นายเอกได้ตกลงซื้อดินจากนายโทเพื่อนําไปถมที่ดินของตนจํานวน 20 คันรถ โดยตกลงราคา 20,000 บาทนั้น การตกลงซื้อดินดังกล่าวถือว่าเป็นการตกลงซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ และเมื่อทั้งสองได้ตกลงทําสัญญาซื้อขายกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขาย เสร็จเด็ดขาด

เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเป็นเพียงสังหาริมทรัพย์ ธรรมดา ดังนั้นแม้ทั้งสองจะได้ตกลงกันว่าจะไม่ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาซื้อขาย ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ธรรมดานั้น กฎหมายมิได้กําหนดแบบของการทําสัญญาไว้แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายดินระหว่างนายเอกและนายโท จึงไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง

สรุป สัญญาซื้อขายดินดังกล่าวระหว่างนายเอกและนายโทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

 

ข้อ 4. ให้ตอบคําถามทั้งข้อ ก. และข้อ ข. โดยให้อธิบายหลักกฎหมาย

ก. ตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือจําเป็นหรือไม่ที่ผู้โอนตัวต้องเซ็นสลักหลังโอนตั๋ว เพราะเหตุใด ข. เช็คที่ผู้ทรงเซ็คยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน ธนาคารจะต้องจ่ายเงินให้หรือไม่ ถ้าปรากฏว่าเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายมีไม่พอตามมูลค่าเช็คที่ยื่น

ธงคําตอบ

ก. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับวิธีการโอนตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือไว้ ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือ การโอนย่อมสมบูรณ์โดยการส่งมอบตั๋วนั้นให้แก่กัน (มาตรา 918)

2 การสลักหลังตัวแลกเงินชนิดผู้ถือ ให้ถือว่าเป็นเพียงการอาวัล (รับประกัน) ผู้สั่งจ่าย(มาตรา 921)

ดังนั้น ในการโอนตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือจึงไม่จําเป็นที่ผู้โอนตั๋วจะต้องเซ็นสลักหลังโอนตั๋ว เพราะ ตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้กําหนดไว้แล้วว่า ในการโอนตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือนั้น การโอนย่อมสมบูรณ์ โดยการที่ผู้โอนเพียงแต่ส่งมอบตั๋วนั้นให้แก่ผู้รับโอนเท่านั้น ไม่ต้องมีการสลักหลังแต่อย่างใด ในกรณีที่มีการสลักหลัง กฎหมายให้ถือว่าการสลักหลังนั้นเป็นเพียงการรับประกันหรือรับอาวัลผู้สั่งจ่ายเท่านั้น

ข. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการใช้เงินตามเช็คของธนาคาร ไว้ดังนี้ คือ

1 ธนาคารจําต้องใช้เงินตามเช็คซึ่งผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเบิกเงินแก่ตน เว้นแต่ในกรณี ที่ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้นเป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 991 (1)

2 ถ้าธนาคารได้รับรองเช็คโดยเขียนข้อความลงลายมือชื่อบนเช็ค เช่นคําว่า “ใช้ได้” หรือ “ใช้เงินได้” หรือคําใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกัน ธนาคารต้องผูกพันในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันจะต้องใช้เงิน แก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 993 วรรคหนึ่ง)

โดยหลักแล้วธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็ค จะต้องจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น เมื่อ ผู้ทรงเช็คได้นําเช็คมายื่นเพื่อให้ธนาคารจ่ายเงิน แตธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่จ่ายเงินตาม เช็คนั้นก็ได้ ถ้าหากเงินในบัญชีของผู้ออกเช็คนั้นไม่มีหรือมีแต่ไม่พอที่จะจ่ายตามเช็คนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเช็คนั้น เป็นเช็คที่ธนาคารผู้จ่ายได้รับรองเช็คไว้แล้ว ธนาคารก็จะต้องผูกพันในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันที่จะต้องจ่ายเงิน ตามเช็คนั้น จะปฏิเสธไม่จ่ายเงินโดยอ้างว่าเงินในบัญชีของผู้ออกเช็คไม่มีหรือมีแต่ไม่พอจ่ายไม่ได้

สรุป

ก. ตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือ ในการโอนผู้โอนไม่จําเป็นต้องเซ็นสลักหลังโอนตั๋ว

ข. เช็คที่ผู้ทรงเช็คยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน ถ้าปรากฏว่าเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายมีไม่พอตามมูลค่าเช็ค ธนาคารจะจ่ายหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ถ้าเป็นเช็คที่ธนาคารผู้จ่าย ได้รับรองไว้แล้ว ธนาคารก็จะต้องจ่ายเงินตามเช็คนั้น

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายวงศ์เป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ วันหนึ่งนายวงศ์ขายรถจักรยานของตนแก่นายคมซึ่งเป็นเพื่อนในราคา 1,000 บาท โดยในขณะนั้นนายวงศ์มีจิตปกติ ไม่ได้มีอาการวิกลจริต แต่นายคมทราบดีว่านายวงศ์เป็นคนวิกลจริต ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นิติกรรมการขายจักรยานของนายวงศ์แก่นายคมมีผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 30 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการทํานิติกรรมของ คนวิกลจริตไว้ว่า “คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อนิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้กระทําเป็นคนวิกลจริต”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น ทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นจะมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อ

1 นิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และ

2 คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้กระทํานิติกรรมนั้นเป็นคนวิกลจริต

ตามปัญหา การที่นายวงศ์ซึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตแต่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้ทํานิติกรรมโดยการขายรถจักรยานของตนให้แก่นายคมซึ่งเป็นเพื่อนในราคา 1,000 บาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ในขณะที่นายวงศ์ได้ขายรถจักรยานให้แก่นายคมนั้น นายวงศ์มีจิตปกติไม่ได้มีอาการวิกลจริตแต่ อย่างใด ดังนั้น แม้นายคมจะทราบดีอยู่แล้วว่านายวงศ์เป็นคนวิกลจริต ก็ไม่ทําให้นิติกรรมการขายรถจักรยาน ของนายวงศ์แก่นายคมตกเป็นโมฆียะแต่อย่างใด กล่าวคือนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์นั่นเอง

สรุป

นิติกรรมการขายรถจักรยานของนายวงศ์แก่นายคมมีผลสมบูรณ์

 

ข้อ 2. กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง คืออะไร ให้ท่านอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 162 ได้บัญญัติลักษณะของกลฉ้อฉลโดยการนิ่งไว้ว่า

“ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสีย ไม่ไขข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันใด อันหนึ่งที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้นั้น ให้ถือว่าเป็นกลฉ้อฉล ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมอันนั้น ก็คงจะมิได้ทําขึ้นเลย”

กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง คือการที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งได้ใช้อุบายหลอกลวงให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจผิด เพื่อให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นแสดงเจตนาทํานิติกรรมด้วยเช่นเดียวกับกลฉ้อฉลโดยทั่ว ๆ ไป เพียงแต่กลฉ้อฉลโดย การนิ่งนั้น เกิดขึ้นโดยคู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้เท่านั้น โดยไม่มี การแสดงข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา

กรณีที่จะถือว่าเป็นกลฉ้อฉลโดยการนิ่งและจะมีผลทําให้นิติกรรมที่เกิดขึ้นตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังนี้ คือ

1 จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในนิติกรรมสองฝ่ายที่เรียกว่าสัญญา เท่านั้น

2 คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงหรือข้อคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งซึ่งคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ คือคู่กรณีฝ่ายหนึ่งนั้นได้จงใจหรือตั้งใจที่จะปกปิดข้อความจริงหรือ ข้อคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่ตนมีหน้าที่ที่จะต้องบอกความจริงนั้น

3 คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งพิสูจน์ได้ว่า ถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้ทําขึ้นเลย

ตัวอย่าง เช่น ในสัญญาประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตเคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วย โรคมะเร็งในเม็ดโลหิตขาว ไม่มีทางรักษา และอาจตายได้ภายใน 7 วัน 6 เดือนหรืออย่างช้า 5 ปี ซึ่งผู้เอาประกัน ชีวิตมีหน้าที่ต้องเปิดเผยความจริงข้อนี้แก่ผู้รับประกันภัย แต่ได้ปกปิดความจริงไม่เปิดเผยให้ผู้รับประกันภัยได้ ทราบความจริงนั้น ดังนี้ ย่อมถือว่า ผู้เอาประกันชีวิตได้ใช้กลฉ้อฉลโดยการนิ่งแล้ว และมีผลทําให้สัญญาประกัน ชีวิตตกเป็นโมฆียะ

 

ข้อ 3. นายเมฆทําสัญญาซื้อขายเก้าอี้จากนายหมอกจํานวน 50 ตัว พอถึงวันส่งมอบ นายหมอกนําเก้าอี้มาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 50 ตัว พร้อมทั้งโต๊ะอีก 50 ตัว ดังนี้ ถ้านายเมฆไม่พอใจ จะปฏิเสธไม่รับมอบทั้งเก้าอี้และโต๊ะได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 465 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับสิทธิของ ผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายในกรณีที่ผู้ขายได้มีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ได้ สัญญาไว้ หรือระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ไว้ดังนี้คือ

(1) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะบอกปัดไม่รับเอาทรัพย์สินนั้น ก็ได้ หรือจะรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(2) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้เฉพาะ ที่ตกลงไว้ในสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสียทั้งหมดก็ได้ หรือจะรับเอาไว้ทั้งหมด แล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(3) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ใน ข้อสัญญา ผู้ซื้อจะรับเอาไว้เฉพาะทรัพย์สินตามสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสีย ทั้งหมดก็ได้

ตามปัญหา การที่นายเมฆทําสัญญาซื้อขายเก้าอี้จากนายหมอกจํานวน 50 ตัว พอถึงวันส่งมอบ นายหมอกนําเก้าอี้มาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 50 ตัว พร้อมทั้งโต๊ะอีก 50 ตัวนั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่านายหมอก ผู้ขายมิได้ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือได้ส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนปนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้ รวมอยู่ในข้อสัญญา ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 465 (3) นายเมฆผู้ซื้อย่อมมีสิทธิที่จะรับเอาไว้เฉพาะเก้าอี้จํานวน 50 ตัว ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา และบอกปัดไม่รับมอบโต๊ะ 50 ตัวนั้น หรือจะปฏิเสธไม่ยอมรับมอบ เก้าอี้ทั้ง 50 ตัว และโต๊ะ 50 ตัวนั้นทั้งหมดก็ได้

ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อนายเมฆไม่พอใจ นายเมฆย่อมสามารถปฏิเสธไม่รับมอบ ทั้งเก้าอี้และโต๊ะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 465 (3)

สรุป

ถ้านายเมฆไม่พอใจ นายเมฆสามารถปฏิเสธไม่รับมอบทั้งเก้าอี้และโต๊ะได้

 

ข้อ 4. (ก) ตั๋วแลกเงินสามารถโอนให้กันได้โดยวิธีใดบ้าง จงอธิบายพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบ

(ข) เมื่อผู้เคยค้าออกเช็คสั่งให้ธนาคารใช้เงิน ธนาคารจําต้องใช้เงินตราตามคําสั่ง เว้นกรณีใดบ้างที่ธนาคารไม่จําเป็นต้องใช้เงินตามเช็คนั้น

ธงคําตอบ

(ก) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงินได้บัญญัติถึงวิธีโอนตั๋วแลกเงินไว้ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อนั้นย่อมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคหนึ่ง)

2 ตั๋วแลกเงินสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กัน (มาตรา 918)

3 การสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงินและลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง โดยจะระบุชื่อของผู้รับสลักหลังด้วย หรือเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้สลักหลังไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินซึ่งเรียกว่า การสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)

จากหลักกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตั๋วแลกเงินนั้นสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้โดยวิธีดังต่อไปนี้

1 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) การโอนย่อมสามารถทําได้โดยการ สลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคหนึ่ง) หมายความว่าตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นั้น ถ้าจะ มีการโอนต่อไปให้แก่บุคคลอื่น การโอนจะมีผลสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อผู้โอนได้ทําการสลักหลังและ ส่งมอบตั๋วแลกเงินนั้นให้แก่ผู้รับโอน (จะโอนโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้)

“การสลักหลัง” คือ การที่ผู้สลักหลัง (ผู้โอน) ได้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อของตนไว้ ในตั๋วแลกเงิน (หรือใบประจําต่อ) โดยอาจจะเป็นการ “สลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ)” หรืออาจจะเป็นการ “สลักหลังลอย” ก็ได้

(1) การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หมายถึง การสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับ สลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วแลกเงินด้วย โดยอาจจะทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วก็ได้

(2) การสลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ เพียงแต่ผู้สลักหลังได้ลงแต่ลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินเท่านั้น (มาตรา 919 วรรคสอง)

ตัวอย่าง หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินให้แก่สาม โดยระบุชื่อสามเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ต่อไปให้ ก. สามจะต้องลงลายมือชื่อของสามสลักหลังไว้ด้วย โดยสามอาจจะระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังลงไว้ในตัวด้วยซึ่งเรียกว่า การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หรือสามอาจจะ ลงแต่ลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินนั้น โดยไม่ระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังไว้ในตัวซึ่งเรียกว่าเป็น การสลักหลังลอยก็ได้

2 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนตั๋วชนิดนี้ย่อมสามารถทําได้โดยการ ส่งมอบตั๋วแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการสลักหลังใด ๆ ทั้งสิ้น (มาตรา 918)

ตัวอย่าง หนึ่งออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และส่งมอบตัวนั้นให้แก่สาม ดังนี้ ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ให้แก่ ก. สามสามารถโอนได้โดยการส่งมอบตัวให้แก่ ก. โดยที่สาม ไม่ต้องลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋ว การโอนตั๋วดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์

(ข) เมื่อผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเช็คสั่งให้ธนาคารใช้เงิน โดยหลักแล้วธนาคารจําต้องใช้เงิน ตามคําสั่ง เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ธนาคารมีสิทธิไม่ต้องใช้เงินตามเช็คนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 991)

(1) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้น เป็นเจ้าหนี้พอที่จะจ่ายตามเช็คนั้น หรือ

(2) เช็คนั้นได้ยื่นเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลา 6 เดือนนับแต่วันออกเช็ค หรือ

(3) ได้มีคําบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายหลักเกณฑ์ของการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

หลักเกณฑ์ของการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 32 วรรคหนึ่ง มีดังนี้คือ

1 บุคคลนั้นจะต้องมีเหตุบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้คือ

(1) กายพิการ

(2) จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(3) ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ

(4) ติดสุรายาเมา

(5) มีเหตุอื่นในทํานองเดียวกันกับ (1) – (4)

2 บุคคลนั้นไม่สามารถจะจัดทําการงานโดยตนเองได้ เพราะเหตุบกพร่องนั้น หรือจัดทํา การงานได้ แต่จะจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว

3 ได้มีบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 28 ได้แก่ คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการ ร้องขอต่อศาล

4 ศาลได้มีคําสั่งแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

 

ข้อ 2. นายฟ้าต้องการซื้อโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 6s เครื่องใหม่มือหนึ่งจากนายเหลืองจํานวน 1 เครื่อง แต่นายเหลืองกลับนําโทรศัพท์มือสองมาขายให้นายฟ้า โดยบอกนายฟ้าว่าเป็นโทรศัพท์เครื่องใหม่ นายฟ้าจึงตกลงใจซื้อโทรศัพท์จากนายเหลืองเพราะเชื่อใจนายเหลือง ดังนี้ นิติกรรมระหว่างนายฟ้าและนายเหลืองเป็นการแสดงเจตนาอย่างไร และมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทําขึ้น”

นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล และจะตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้อง ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังนี้คือ

1 มีการใช้อุบายหลอกลวงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการแสดงข้อความให้ผิดต่อความจริง

2 ได้กระทําโดยจงใจเพื่อหลอกลวงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น

3 การใช้อุบายหลอกลวงนั้นจะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว นิติกรรมอันเป็น โมณียะนั้น คงจะมิได้กระทําขึ้น

ตามปัญหา การที่นายฟ้าต้องการซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มือหนึ่งจากนายเหลือง 1 เครื่อง แต่นายเหลืองกลับนําโทรศัพท์มือสองมาขายให้นายฟ้า โดยบอกกับนายฟ้าว่าเป็นโทรศัพท์เครื่องใหม่ ทําให้นายฟ้า ตกลงซื้อโทรศัพท์จากนายเหลืองเพราะเชื่อใจนายเหลืองนั้น กรณีดังกล่าวถือว่านายเหลืองได้จงใจใช้อุบายหลอกลวง นายฟ้าด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว และเมื่อการใช้อุบายหลอกลวงของนายเหลืองได้ถึงขนาด กล่าวคือทําให้นายฟ้าหลงเชื่อและได้แสดงเจตนาเข้าทํานิติกรรมซื้อโทรศัพท์จากนายเหลือง จึงถือว่า นายฟ้าได้ แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แล้ว ดังนั้น การแสดงเจตนาของนายฟ้า จึงมีผลเป็นโมฆี่ยะ และนายฟ้าสามารถบอกล้างนิติกรรมนั้นได้

สรุป

นิติกรรมระหว่างนายฟ้าและนายเหลืองเป็นการแสดงเจตนาโดยกลฉ้อฉล และมีผล เป็นโมฆียะ

 

ข้อ 3. นายเมฆต้องการซื้อบ้านทรงไทย 1 หลัง ราคา 5 ล้านบาท ที่นายหมอกปลูกไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง นายหมอกทําการรื้อบ้านทรงไทยหลังดังกล่าว เพื่อนําไปปลูกบนที่ดินของนายเมฆ โดยที่ทั้งสองคน ตกลงกันว่าจะไม่ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้สัญญาซื้อขายบ้านทรงไทย ระหว่างนายเมฆและนายหมอกเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด และมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 456 วรรคหนึ่ง “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย”

วินิจฉัย

ตามปัญหา การที่นายเมฆได้ซื้อบ้านทรงไทย 1 หลังจากนายหมอก โดยตกลงให้นายหมอก ทําการรื้อบ้านทรงไทยหลังดังกล่าวเพื่อนําไปปลูกบนที่ดินของนายเมฆนั้น ถือว่าเป็นการตกลงซื้อขายทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ และเมื่อทั้งสองได้ตกลงทําสัญญาซื้อขายกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเป็นเพียงสังหาริมทรัพย์ ธรรมดา ดังนั้นแม้ทั้งสองจะได้ตกลงกันว่าจะไม่ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาซื้อขาย ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ธรรมดานั้น กฎหมายมิได้กําหนดแบบของการทําสัญญาไว้แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายบ้านทรงไทยระหว่างนายเมฆและ นายหมอก จึงไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง

สรุป

สัญญาซื้อขายบ้านทรงไทยระหว่างนายเมฆและนายหมอกเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

 

ข้อ 4. นางแย้มสั่งจ่ายเช็คธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) จํานวน 100,000 บาท แล้วส่งมอบให้แก่นางเย็นเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด โดยหลังจากที่นางเย็นได้รับเช็คฉบับดังกล่าวมาแล้วก็นําไปเก็บไว้ จนหลงลืมมิได้นําไปยื่นให้ธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ใช้เงินตามเช็คให้ จนเวลาล่วงเลยไป หนึ่งปีเศษนับแต่วันที่ที่ลงไว้ในเซ็ค นางเย็นจึงนําเช็คไปยื่นให้ธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ชําระเงินให้ในกรณีนี้หากเงินในบัญชีของนางแย้มที่สั่งจ่ายเช็คไปนั้นยังมีเพียงพอที่จะชําระให้แก่ นางเย็นได้ ธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) จะสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับดังกล่าว ให้แก่นางเย็นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 991 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการใช้เงินตามเช็ค ของธนาคารไว้ว่า “ธนาคารจําต้องใช้เงินตามเช็คซึ่งผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเบิกเงินแก่ตน เว้นแต่ในกรณีอย่างใด อย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คได้ คือ

(1) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้นเป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น หรือ

(2) เช็คนั้นได้ยื่นเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลา 6 เดือนนับแต่วันออกเช็ค หรือ

(3) ได้มีคําบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป”

วินิจฉัย

ตามปัญหา การที่นางแย้มได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) จํานวน 100,000 บาท แล้วส่งมอบให้แก่นางเย็น และนางเย็น ด้นําเช็คไปเก็บไว้จนหลงลืมมิได้นําเช็คไปยื่นให้ธนาคารฯ ใช้เงินตามเช็ค จนเวลาล่วงเลยไปหนึ่งปีเศษนับแต่วันที่ที่ลงไว้ในเช็คนั้น เมื่อต่อมานางเย็นได้นําเช็คไปยืนให้ธนาคารฯ ใช้เงิน ตามเช็ค ย่อมถือว่าเป็นการนําเช็คไปยื่นให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลา 6 เดือนนับแต่วันออกเช็ค (วันที่ที่ลงไว้ในเช็ค) แล้ว ดังนั้น แม้ว่าเงินในบัญชีของนางแย้มผู้สั่งจ่ายเช็คจะยังมีเพียงพอที่จะให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้ก็ตาม ธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ก็สามารถที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คให้แก่นางเย็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 991 (2)

สรุป

ธนาคาร กรุงเทพ จํากัด (มหาชน) สามารถปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับดังกล่าว ให้แก่นางเย็นได้

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายนิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทําได้โดยลําฟังและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

นิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทําได้โดยลําพังและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายโดยไม่ต้องได้รับ ความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ได้แก่ นิติกรรม ดังต่อไปนี้ คือ

1 นิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทําการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้น จากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง”

นิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียวนั้น แยกออกเป็น 2 กรณี คือ

1) นิติกรรมที่ทําให้ผู้เยาว์ได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่เสียสิทธิ หรือรับเอาหน้าที่อย่างใด ๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น การที่ผู้เยาว์ตกลงรับเอาทรัพย์สินที่บุคคลอื่นยกให้โดยเสน่หา โดยไม่มี เงื่อนไขหรือค่าภาระติดพันใด ๆ เป็นต้น

2) นิติกรรมที่ทําให้ผู้เยาว์หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นการหลุดพ้นจาก หน้าที่โดยไม่มีเงื่อนไข หรือภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ผู้เยาว์ได้ทํานิติกรรมรับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้ ทําให้ผู้เยาว์ หลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องชําระหนี้ เป็นต้น

2 นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทําเองเฉพาะตัว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์ อาจทําการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทําเองเฉพาะตัว”

คําว่า “นิติกรรมซึ่งเป็นการต้องทําเองเฉพาะตัว” ที่ผู้เยาว์สามารถทําได้โดยลําพังตนเองนั้น หมายถึงนิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทําด้วยตนเอง จะให้บุคคลอื่นทําแทนไม่ได้นั่นเอง เช่น การจดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ หรือการทําพินัยกรรมในขณะที่ผู้เยาว์มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น

3 นิติกรรมที่เป็นการอันจําเป็นในการดํารงชีพ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 24 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทําการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจําเป็นในการดํารงชีพตามสมควร”

ซึ่งนิติกรรมที่ได้รับการยกเว้นว่าผู้เยาว์สามารถกระทําได้โดยลําพัง โดยไม่ต้องได้ ความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมตามมาตรา 24 นี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ คือ

1) ต้องเป็นนิติกรรมที่จําเป็นในการดํารงชีพจริง ๆ อันขาดเสียไม่ได้ และ 2) ต้องเป็นนิติกรรมที่สมแก่ฐานานุรูป และฐานะการเงินของผู้เยาว์ด้วย

 

ข้อ 2. นายเอต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนายบี แต่นายที่ไม่ต้องการขายที่ดินแปลงดังกล่าว นายเอจึงไปหานายบีที่บ้านและบอกแก่นายบีว่า ถ้านายไม่ยอมขายที่ดินให้ตน ตนจะเปิดเผยความลับ ของนายบีให้ญาติของนายบีทราบ นายบีเกิดความกลัวจึงยอมทําสัญญาซื้อขายที่ดินกับนายเอ ดังนี้สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวมีการแสดงเจตนาที่บกพร่องอย่างไร และมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 164 บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ

การข่มขู่ที่จะทําให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทําขึ้น”

“การข่มขู่” คือการใช้อํานาจบังคับว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของบุคคลอื่น เพื่อให้เขาแสดงเจตนาทํานิติกรรมออกมาตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ โดยอาจจะข่มขู่ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นภัย แก่ผู้ถูกข่มขู่ หรือแก่สกุลผู้ถูกข่มขู่ หรืออาจจะเป็นความเสียหายเป็นภัยแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขู่ก็ได้

และตามกฎหมาย ถ้าการข่มขู่นั้นเป็นการข่มขู่ว่าจะก่อให้เกิดภัยที่ร้ายแรงทําให้ผู้ถูกข่มขู่กลัว และยอมทํานิติกรรมตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ นิติกรรมที่เกิดขึ้นย่อมตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 164

ตามปัญหา การที่นายเอต้องการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนายบี แต่นายบีไม่ต้องการขายที่ดิน แปลงดังกล่าว นายเอจึงไปหานายบีที่บ้านและบอกแก่นายบีว่า ถ้านายบีไม่ยอมขายที่ดินให้ตน ตนจะเปิดเผยความลับ ของนายบีให้ญาติของนายบีทราบนั้น การกระทําของนายเอถือว่าเป็นการข่มขู่นายบีแล้ว เพราะเป็นการใช้ อํานาจบังคับว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่จิตใจของนายบี และเมื่อนายบีเกิดความกลัวจึงยอมทําสัญญาซื้อขายที่ดิน กับนายเอ การแสดงเจตนาทําสัญญาซื้อขายที่ดินของนายบีจึงเป็นการแสดงเจตนาที่บกพร่อง กล่าวคือถือว่า เป็นการแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ และมีผลทําให้สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ

สรุป สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวมีการแสดงเจตนาที่บกพร่อง คือนายบีได้แสดงเจตนา เพราะถูกข่มขู่ และมีผลทางกฎหมายคือตกเป็นโมฆียะ

 

ข้อ 3. นายเมฆทําสัญญาซื้อขายโต๊ะกับนายหมอกจํานวน 500 ตัว ราคาตัวละ 800 บาท พอถึงกําหนดวันส่งมอบ นายหมอกนําโต๊ะมาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 300 ตัว ดังนี้ ถ้านายเมฆไม่พอใจและปฏิเสธไม่รับมอบโต๊ะทั้ง 300 ตัวนั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 465 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับหน้าที่และ ความรับผิดของผู้ขายในกรณีที่มีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ หรือระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ไว้ดังนี้คือ

(1) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะบอกปัดไม่รับเอาทรัพย์สินนั้น ก็ได้ หรือจะรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(2) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้เฉพาะ ที่ตกลงไว้ในสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสียทั้งหมดก็ได้ หรือจะรับเอาไว้ทั้งหมด แล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(3) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ใน ข้อสัญญา ผู้ซื้อจะรับเอาไว้เฉพาะทรัพย์สินตามสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสีย ทั้งหมดก็ได้

กรณีตามปัญหา การที่นายเมฆทําสัญญาซื้อขายโต๊ะกับนายหมอกจํานวน 500 ตัว ราคาตัวละ 800 บาท พอถึงกําหนดวันส่งมอบ นายหมอกนําโต๊ะมาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 300 ตัวนั้น กรณีดังกล่าวถือ ได้ว่านายหมอกผู้ขายมิได้ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ ได้ส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าที่ได้ สัญญาไว้ ดังนั้น ตามกฎหมายผู้ซื้อย่อมมีสิทธิตามมาตรา 465 (1) คือ มีสิทธิที่จะบอกปัดไม่รับเอาทรัพย์สินนั้น หรือจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

และตามปัญหา การที่นายเมฆผู้ซื้อไม่พอใจและปฏิเสธไม่รับมอบโต๊ะทั้ง 300 ตัวนั้น นายเมฆ ย่อมสามารถทําได้ เพราะเป็นสิทธิของนายเมฆผู้ชื่อตามมาตรา 465 (1) ดังกล่าว

สรุป ถ้านายเมฆไม่พอใจ นายเมฆสามารถปฏิเสธไม่รับมอบโต๊ะทั้ง 300 ตัวนั้นได้

 

ข้อ 4. ก. ตัวแลกเงินสามารถโอนให้กันได้โดยวิธีใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ข. เมื่อผู้เคยค้าออกเช็คสั่งให้ธนาคารใช้เงิน ธนาคารจําต้องใช้เงินตามคําสั่ง เว้นกรณีใดบ้างที่ธนาคารไม่จําเป็นต้องใช้เงินตามเช็คนั้น

ธงคําตอบ

(ก) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวเงินได้บัญญัติถึงวิธีโอนตั๋วแลกเงินไว้ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อนั้นยอมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา917 วรรคแรก)

2 ตั๋วแลกเงินสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กัน (มาตรา 918)

3 การสลักหลังต้องเขียนลงในตัวแลกเงินและลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง โดยจะระบุชื่อของผู้รับสลักหลังด้วย หรือเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้สลักหลังไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินซึ่งเรียกว่า การสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)

จากหลักกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตั๋วแลกเงินนั้นสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้โดยวิธีดังต่อไปนี้ คือ

1 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ ผู้รับเงิน) การโอนย่อมสามารถทําได้โดยการ สลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก) หมายความว่าตัวแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นั้น ถ้าจะ มีการโอนต่อไปให้แก่บุคคลอื่น การโอนจะมีผลสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อผู้โอนได้ทําการสลักหลังและ ส่งมอบตั๋วแลกเงินนั้นให้แก่ผู้รับโอน (จะโอนโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้)

“การสลักหลัง” คือ การที่ผู้สลักหลัง (ผู้โอน) ได้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อของตนไว้ ในตั๋วแลกเงิน (หรือใบประจําต่อ) โดยอาจจะเป็นการ “สลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ)” หรืออาจจะเป็นการ “สลักหลังลอย”ก็ได้

(1) การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หมายถึง การสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับ สลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วแลกเงินด้วย โดยอาจจะทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วก็ได้

(2) การสลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ เพียงแต่ผู้สลักหลังได้ลงแต่ลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินเท่านั้น (มาตรา 919 วรรคสอง)

ตัวอย่าง หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินให้แก่สาม โดยระบุชื่อสามเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ต่อไปให้ ก. สามจะต้องลงลายมือชื่อของสามสลักหลังไว้ด้วย โดยสามอาจจะระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังลงไว้ในตัวด้วยซึ่งเรียกว่า การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หรือสามอาจจะ ลงแต่ลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตัวแลกเงินนั้น โดยไม่ระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังไว้ในตัวซึ่งเรียกว่าเป็น การสลักหลังลอยก็ได้

2 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนถั่วชนิดนี้ย่อมสามารถทําได้โดยการ ส่งมอบตั๋วแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการสลักหลังใด ๆ ทั้งสิ้น (มาตรา 918)

ตัวอย่าง หนึ่งออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และส่งมอบตั๋วนั้นให้แก่สาม ดังนี้ ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ให้แก่ ก. สามสามารถโอนได้โดยการส่งมอบตั๋วให้แก่ ก. โดยที่สาม ไม่ต้องลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋ว การโอนตั๋วดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์

(ข) เมื่อผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเช็คสั่งให้ธนาคารใช้เงิน โดยหลักแล้วธนาคารจําต้องใช้เงิน ตามคําสั่ง เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ธนาคารมีสิทธิไม่ต้องใช้เงินตามเช็คนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 991)

(1) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้น เป็นเจ้าหนี้พอที่จะจ่ายตามเช็คนั้น หรือ

(2) เช็คนั้นได้ยื่นเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลา 6 เดือนนับแต่วันออกเช็ค หรือ

(3) ได้มีคําบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นางสาวแก้ว อายุ 25 ปี เป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ นางสาวแก้วยกสร้อยทองให้นายก้องน้องชาย นางสาวแก้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะที่ยกสร้อยทอง ให้นายก้อง แต่นายก้องรู้อยู่แล้วว่านางสาวแก้วเป็นคนวิกลจริต ดังนี้ การที่นางสาวแก้วยกสร้อยทองให้นายก้อง มีผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 30 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการทํานิติกรรมของ คนวิกลจริตไว้ว่า “คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆี่ยะก็ต่อเมื่อนิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้กระทําเป็นคนวิกลจริต”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น ทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นจะมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อ

1 นิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และ

2 คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้กระทํานิติกรรมนั้นเป็นคนวิกลจริต

ตามปัญหา การที่นางสาวแก้วซึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้ทํานิติกรรมโดยการยกสร้อยทองให้แก่นายก้องน้องชายนั้น เมื่อปรากฏว่าในขณะที่นางสาวแก้วได้ให้สร้อยทอง แก่นายก้องนั้น นางสาวแก้วมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่ได้มีอาการวิกลจริตแต่อย่างใด ดังนั้น แม้นายก้องจะ รู้อยู่แล้วว่านางสาวแก้วเป็นคนวิกลจริตก็ตาม นิติกรรมการให้สร้อยทองของนางสาวแก้วแก่นายก้องก็มีผลสมบูรณ์ ตามกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆียะ

สรุป

การที่นางสาวแก้วยกสร้อยทองให้นายก้องจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

 

ข้อ 2. นายเมฆกู้ยืมเงินนายฟ้าจํานวน 500,000 บาท หนี้เงินกู้กําลังจะถึงกําหนดชําระ นายเมฆไม่มีเงินชําระคืนแก่นายฟ้า ซึ่งนายเมฆมีที่ดินอยู่ 1 แปลง นายเมฆกลัวว่าถ้าตนไม่มีเงินชําระหนี้ นายฟ้าจะฟ้องคดีบังคับเอากับที่ดินของตนซึ่งนายเมฆไม่ต้องการที่จะเสียที่ดินแปลงนี้ นายเมฆจึงสมคบ กับนายหมอกทําสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงนี้เพื่อลวงนายฟ้าไม่ให้มาบังคับเอากับที่ดินแปลงนี้อีก ดังนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายเมฆและนายหมอกเป็นการแสดงเจตนาประเภทใด และมีผล ในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคแรก ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการแสดง เจตนาลวงไว้ว่า

“การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ บุคคลภายนอกผู้กระทําการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้”

การแสดงเจตนาลวงตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงการที่คู่กรณีมิได้มีเจตนาที่จะทํานิติกรรม ให้มีผลบังคับกันตามกฎหมาย แต่ได้แสดงเจตนาหรือทํานิติกรรมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงบุคคลอื่นเท่านั้น กฎหมาย จึงได้กําหนดให้นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะใช้บังคับกันไม่ได้

ตามปัญหา การที่นายเมฆกู้ยืมเงินนายฟ้าจํานวน 500,000 บาท เมื่อหนี้เงินกู้กําลังจะถึงกําหนด นายเมฆไม่มีเงินชําระคืนแก่นายฟ้า และกลัวว่าถ้าตนไม่มีเงินชําระหนี้ นายฟ้าจะฟ้องคดีบังคับเอาที่ดินของตนซึ่ง มีอยู่ 1 แปลงไป ซึ่งนายเมฆไม่ต้องการที่จะเสียที่ดินแปลงนี้ จึงได้สมคบกับนายหมอกทําสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงนี้ เพื่อลวงนายฟ้าไม่ให้มาบังคับเอากับที่ดินแปลงนี้นั้นจะเห็นได้ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายเมฆและนายหมอก เป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงเท่านั้น เพราะคู่กรณีมิได้มีเจตนาที่จะทํานิติกรรมซื้อขายที่ดินกันแต่อย่างใด แต่ ได้แสดงเจตนาทํานิติกรรมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงบุคคลอื่นเท่านั้น และตามกฎหมายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง นายเมฆและหมอกจะตกเป็นโมฆะ

สรุป

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายเมฆและนายหมอกเป็นการแสดงเจตนาลวง จึงทําให้ สัญญามีผลเป็นโมฆะ

 

ข้อ 3. นายจันทร์ต้องการซื้อที่ดินจากนายอังคารจํานวน 5 ไร่ ราคา 10 ล้านบาท โดยนายจันทร์ตกลงกับนายอังคารปากเปล่าว่า นายจันทร์จะโอนเงินจํานวน 10 ล้านบาท ให้นายอังคาร และให้ นายอังคารส่งมอบที่ดินจํานวน 10 ไร่ แก่นายจันทร์โดยไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 453 บัญญัติว่า “อันว่าซื้อขายนั้น คือ สัญญา ซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะ ใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย”

และมาตรา 456 วรรคแรก ได้บัญญัติว่า “การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไซร้ท่านว่าเป็นโมฆะ…”

ตามปัญหา การที่นายจันทร์ตกลงซื้อที่ดินจากนายอังคารจํานวน 5 ไร่ ราคา 10 ล้านบาทนั้น ข้อตกลงระหว่างนายจันทร์และนายอังคารดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายตามมาตรา 453 และการที่ทั้งสองได้ตกลง ด้วยปากเปล่าว่า นายจันทร์จะโอนเงินจํานวน 10 ล้านบาท ให้นายอังคาร และให้นายอังคารส่งมอบที่ดินจํานวน 10 ไร่แก่นายจันทร์ โดยไม่ต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ถือว่าทั้งสองได้ตกลง ทําสัญญาซื้อขายกันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด (หรือสัญญาซื้อขายสําเร็จบริบูรณ์) เพราะเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และคู่กรณีไม่มีเจตนาที่จะไปกระทํา ตามแบบพิธีใด ๆ ในภายหน้า

แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเมื่อได้ตกลงกันด้วยปากเปล่าไม่ได้ทําเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 456 วรรคแรก

สรุป

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายจันทร์และนายอังคารเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะคู่สัญญาได้ตกลงกันในเนื้อหาสาระสําคัญของสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว

 

ข้อ 4. นายชายสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อนายนพเป็นผู้รับเงิน โดยนายชายได้มีการขีดฆ่าคําว่า “หรือผู้ถือ” ในเช็คออก แล้วส่งมอบเช็คชําระหนี้ค่าสินค้าให้แก่นายนพ ต่อมาถ้านายนพต้องการโอนเช็คฉบับนี้ ให้แก่นายพงษ์ นายนพจะต้องทําอย่างไรจึงจะเป็นการโอนเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักในเรื่องนี้ไว้ว่า

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ ย่อมโอนให้แก่กันได้โดยการสลักหลังและส่งมอบ(มาตรา 917)

2 การสลักหลังตัวแลกเงินนั้น อาจจะเป็นการสลักหลังระบุชื่อ หรือจะเป็นการสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)

3 หลักกฎหมายในข้อ 1) และ 2) ให้นํามาใช้กับการโอนเช็คด้วย (มาตรา 989)

ตามปัญหา การที่นายชายสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อนายนพเป็นผู้รับเงิน และได้มีการขีดฆ่าคําว่า “หรือผู้ถือ” ในเช็คออก ย่อมถือว่าเป็นเช็คแบบระบุชื่อผู้รับเงิน ดังนั้น ถ้านายนพต้องการโอนเช็คฉบับนี้ให้แก่ นายพงษ์ นายนพจะต้องโอนโดยการสลักหลังและส่งมอบเช็คนั้นให้แก่นายพงษ์ ซึ่งในการสลักหลังเช็คนั้น นายนพ อาจจะทําการสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) คือการระบุชื่อนายพงษ์เป็นผู้รับสลักหลัง หรือนายนพอาจจะสลักหลังลอย คือ การลงแต่ลายมือชื่อของนายนพไว้ที่ด้านหลังเช็คโดยไม่ระบุชื่อของนายพงษ์ก็ได้ ซึ่งถ้านายนพได้กระทําการ ดังที่กล่าวมา ก็จะถือว่าเป็นการโอนเซ็คโดยชอบด้วยกฎหมาย

สรุป นายนพจะต้องทําการสลักหลัง (โดยอาจจะสลักหลังลอยหรือสลักหลังเฉพาะก็ได้ และส่งมอบเช็คนั้นให้แก่นายพงษ์ จึงจะถือว่าเป็นการโอนเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 S/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายหลักเกณฑ์ที่บุคคลใดจะเป็นคนสาบสูญมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

ป.พ.พ. มาตรา 61 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ของการเป็นคนสาบสูญไว้ดังนี้ คือ

1 บุคคลนั้นได้ไปจากภูมิลําเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เป็นเวลา 5 ปีในกรณีธรรมดา โดยให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีผู้ได้พบเห็น หรือ นับตั้งแต่วันที่บุคคลนั้นได้จากภูมิลําเนาไป หรือนับแต่วันที่ได้รับข่าวคราวของบุคคลนั้น ในครั้งหลังสุดเป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นกรณีพิเศษให้นับระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยให้เริ่มนับดังนี้คือ

1) ให้เริ่มนับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นได้ไปอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว

2) ให้เริ่มนับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทําลาย หรือสูญหายไป

3) ให้เริ่มนับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน 1) หรือ 2) ได้ผ่านพ้นไป

ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น

2 ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการได้ร้องขอต่อศาล เพื่อสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญและ

3 ศาลได้มีคําสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ

และเมื่อศาลได้สั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญแล้ว ก็ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้ถึงแก่ความตาย เมื่อครบ กําหนดระยะเวลา 5 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่กรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 62 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งศาลได้มีคําสั่ง ให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกําหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา 61”

 

ข้อ 2. นายมะระกู้ยืมเงินจากนายมัดหมี่ จํานวน 4 ล้านบาท ต่อมาหนี้สัญญากู้ฉบับนี้ถึงกําหนดชําระแต่นายมะระไม่มีเงินที่จะชําระหนี้ นายมัดหมี่จึงต้องการบังคับชําระหนี้เอากับที่ดินของนายมะระ นายมะระกลัวที่จะเสียที่ดินไปจึงสมรู้ร่วมคิดกับนายมะม่วงโดยนายมะระโอนที่ดินให้นายมะม่วงไป โดยไม่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินกัน ดังนี้ การโอนที่ดินระหว่างนายมะระและนายมะม่วง เป็นการแสดง เจตนาแบบใด และการโอนมีผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคแรก ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการแสดงเจตนาลวงไว้ว่า

“การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ บุคคลภายนอกผู้กระทําการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้”

การแสดงเจตนาลวงตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงการที่คู่กรณีมิได้มีเจตนาที่จะทํานิติกรรม ให้มีผลบังคับกันตามกฎหมาย แต่ได้แสดงเจตนาหรือทํานิติกรรมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงบุคคลอื่นเท่านั้น กฎหมาย จึงได้กําหนดให้นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะใช้บังคับกันไม่ได้

ตามปัญหา การที่นายมะระกู้ยืมเงินจากนายมัดหมี่จํานวน 4 ล้านบาท ต่อมาหนี้ตามสัญญา กู้ฉบับนี้ถึงกําหนดชําระ แต่นายมะระไม่มีเงินที่จะชําระหนี้ นายมัดหมี่จึงต้องการบังคับชําระหนี้เอากับที่ดินของ นายมะระ และนายมะระซึ่งกลัวจะเสียที่ดินไปจึงได้สมรู้ร่วมคิดกับนายมะม่วง โดยนายมะระโอนที่ดินให้นาย มะม่วงไปโดยไม่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินกันนั้น จะเห็นได้ว่า การโอนที่ดินระหว่างนายมะระและนายมะม่วงเป็น เพียงการแสดงเจตนาลวงเท่านั้น เพราะคู่กรณีมิได้มีเจตนาที่จะทํานิติกรรม (การโอนที่ดิน) กันแต่อย่างใด แต่ได้ แสดงเจตนาหรือทํานิติกรรมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงบุคคลอื่นเท่านั้น และตามกฎหมายการโอนที่ดินระหว่างนายมะระ และนายมะม่วงจะตกเป็นโมฆะ

สรุป

การโอนที่ดินระหว่างนายมะระและนายมะม่วงเป็นการแสดงเจตนาลวง ทําให้การโอน ที่ดินดังกล่าวมีผลเป็นโมฆะ

 

ข้อ 3. การทําสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีแบบตามที่กฎหมายกําหนดไว้อย่างไร และคู่สัญญาไม่ทําตามแบบที่กฎหมายกําหนด จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขายได้กําหนดแบบของสัญญาซื้อขายไว้ว่า “สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ” (ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก)

แบบของสัญญาซื้อขายดังกล่าวนั้น หมายความถึง เฉพาะการทําสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้น ที่กฎหมายได้กําหนดว่าจะต้องทําเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ดังนั้นถ้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดสังหาริมทรัพย์ธรรมดา จึงไม่ต้อง กระทําตามแบบแต่อย่างใด คู่สัญญาอาจจะตกลงทําสัญญาจะซื้อขายกันด้วยวาจาหรือจะทําเป็นหนังสือสัญญากัน ก็ได้ สัญญาจะซื้อขายนั้นก็จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเสมอ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การทําสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปของสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มีแบบที่กฎหมายได้กําหนดไว้คือ ให้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และถ้าคู่สัญญาไม่ทํา ตามแบบที่กฎหมายกําหนดไว้จะมีผลเป็นโมฆะ

 

ข้อ 4. ตั๋วเงินที่ระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ กับตั๋วเงินที่ระบุชื่อผู้รับเงินโดยเฉพาะนั้น มีวิธีการโอนตามกฎหมายที่แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงินได้บัญญัติถึงวิธีโอนตั๋วแลกเงินไว้ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อนั้นย่อมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก)

2 ตั๋วแลกเงินสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กัน (มาตรา 918)

3 การสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงินและลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง โดยจะระบุชื่อของผู้รับสลักหลังด้วย หรือเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้สลักหลังไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินซึ่งเรียกว่า การสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)

จากหลักกฎหมายดังกล่าว การโอนตั๋วเงินที่ระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ (ตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ) กับการโอนตั๋วเงินที่ระบุชื่อผู้รับเงินโดยเฉพาะ (ตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ) จะมีความแตกต่างกัน ดังนี้คือ

1 ถ้าเป็นตัวเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนถั่วชนิดนี้ย่อมสามารถทําได้โดยการส่งมอบตัว แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการสลักหลังใด ๆ ทั้งสิ้น (มาตรา 918)

ตัวอย่าง หนึ่งออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และส่งมอบตั๋วนั้นให้แก่สาม ดังนี้ ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ให้แก่ ก. สามสามารถโอนได้โดยการส่งมอบตัวให้แก่ ก. โดยที่สามไม่ต้องลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋ว การโอนตั๋วดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์

2 ถ้าเป็นตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) การโอนย่อมสามารถทําได้โดยการสลักหลัง และส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก) หมายความว่าตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นั้น ถ้าจะมีการโอนต่อไป ให้แก่บุคคลอื่น การโอนจะมีผลสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อผู้โอนได้ทําการสลักหลังและส่งมอบตั๋วเงินนั้น ให้แก่ผู้รับโอน (จะโอนโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้)

“การสลักหลัง” คือ การที่ผู้สลักหลัง (ผู้โอน) ได้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อของตนไว้ ในตั๋วเงิน (หรือใบประจําต่อ) โดยอาจจะเป็นการ “สลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ)” หรืออาจจะเป็นการ “สลักหลังลอย” ก็ได้

(1) การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หมายถึง การสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับ สลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วเงินด้วย โดยอาจจะทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วก็ได้

(2) การสลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ เพียงแต่ผู้สลักหลังได้ลงแต่ลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วเงินเท่านั้น (มาตรา 919 วรรคสอง)

ตัวอย่าง หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินให้แก่สาม โดยระบุชื่อสามเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ต่อไปให้ ก. สามจะต้องลงลายมือชื่อของสามสลักหลังไว้ด้วย โดยสามอาจจะระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังลงไว้ในตัวด้วยซึ่งเรียกว่า การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หรือสามอาจจะ ลงแต่ลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินนั้น โดยไม่ระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังไว้ในตั๋วซึ่งเรียกว่าเป็น การสลักหลังลอยก็ได้

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายหลักเกณฑ์ของการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

หลักเกณฑ์ของการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 32 วรรคแรก มีดังนี้คือ

1 บุคคลนั้นจะต้องมีเหตุบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้คือ

(1) กายพิการ

(2) จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(3) ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ

(4) ติดสุรายาเมา

(5) มีเหตุอื่นในทํานองเดียวกันกับ (1) – (4)

2 บุคคลนั้นไม่สามารถจะจัดทําการงานโดยตนเองได้ เพราะเหตุบกพร่องนั้น หรือจัดทํา การงานได้ แต่จะจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว

3 ได้มีบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 28 ได้แก่ คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการ ร้องขอต่อศาล

4 ศาลได้มีคําสั่งแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

 

ข้อ 2. เหตุที่ทําให้นิติกรรมตกเป็นโมฆี่ยะได้แกอะไรบ้าง อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

เหตุที่ทําให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ ได้แก่

1 ผู้แสดงเจตนาทํานิติกรรมเป็นผู้หย่อนความสามารถ หรือบุคคลที่กฎหมายได้จํากัดสิทธิ หรือความสามารถในการทํานิติกรรมไว้ ซึ่งได้แก่ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต และคนเสมือนไร้ความสามารถ (ป.พ.พ. มาตรา 153)

ตัวอย่าง นายดําเป็นคนวิกลจริตที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้ไปทํานิติกรรม ดังนี้ นิติกรรมที่นายดําได้ไปกระทําขึ้นนั้น ไม่ว่าจะได้ทําในขณะวิกลจริตหรือไม่ หรือผู้อนุบาลจะได้ให้ความยินยอม หรือไม่ยอมตกเป็นโมฆียะ

2 ผู้แสดงเจตนาทํานิติกรรม ได้แสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือ ทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติยอมรับว่าเป็นสาระสําคัญ (ป.พ.พ. มาตรา 157)

ตัวอย่าง ก. ต้องการจ้างช่างเขียนซึ่งมีฝีมือในการวาดภาพเหมือน จึงตกลงจ้าง ข. จะ ก. เข้าใจว่าเป็นช่างเขียนที่มีฝีมือในการวาดภาพเหมือน แต่ต่อมาภายหลังการทําสัญญา ก. มาทราบว่า ข. เป็นเป็น ช่างเขียนธรรมดาเท่านั้นไม่มีฝีมือในการวาดภาพเหมือนเลย ดังนี้ถือว่า ก. ได้แสดงเจตนาโดยสําคัญผิดในคุณสมบัติ ของบุคคลซึ่งตามปกตินับว่าเป็นสาระสําคัญในการทํานิติกรรม นิติกรรมหรือสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆียะ

3 ผู้แสดงเจตนาทํานิติกรรม ได้แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลหรือถูกหลอกลวงทําให้ ผู้แสดงเจตนาหลงเชื่อและเข้าใจผิด และยอมแสดงเจตนาทํานิติกรรมด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 159)

ตัวอย่าง ก. ต้องการซื้อแจกันลายคราม ข. ได้เอาแจกันธรรมดามาเสนอขายให้ ก. โดยหลอกว่าเป็นแจกันลายคราม จนทําให้ ก. หลงเชื่อ และซื้อแจกันนั้นไว้ ดังนี้ สัญญาซื้อขายแจกันระหว่าง ก. และ ข. ย่อมตกเป็นโมฆียะ

4 ผู้แสดงเจตนาทํานิติกรรมได้แสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ ซึ่งเป็นการข่มขู่ว่าจะก่อให้เกิด ภัยอันใกล้จะถึง และเป็นภัยที่ร้ายแรงถึงขนาดทําให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว (ป.พ.พ. มาตรา 164)

ตัวอย่าง ก. ใช้ปืนข่มขู่ให้ ข. เซ็นสัญญาขายที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่ ก. ในราคาถูก ถ้า ข. ไม่ยอมเซ็นสัญญา ก. ก็จะยิง ข. ให้ถึงแก่ความตาย ข. กลัวจึงยอมทําสัญญาจะขายที่ดินให้แก่ ก. ดังนี้ สัญญา ซื้อขายที่ดินระหว่าง ก. และ ข. ย่อมตกเป็นโมฆียะ

 

ข้อ 3. นายหล่อทําสัญญาซื้อขายเตียงไม้สักจากนางสวย จํานวน 2 หลัง พอถึงวันส่งมอบเตียง นางสวยนำเตียงไม้สักมาส่งมอบให้นายหล่อตามสัญญา และมีตู้ไม้สักอีก 2 ตู้ปนมาด้วย นายหล่อเห็นว่าตู้ไม้สัก สวยดีจึงรับมอบเตียงไม้สักตามสัญญา และรับมอบตู้ไม้สักนั้นด้วย ดังนี้ นายหล่อสามารถรับมอบเตียงไม้สัก และตู้ไม้สักนั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 465 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับสิทธิของผู้ซื้อ ตามสัญญาซื้อขาย ในกรณีที่ผู้ขายได้มีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ หรือระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ไว้ดังนี้คือ

(1) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะบอกปัดไม่รับเอาทรัพย์สินนั้น ก็ได้ หรือจะรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(2) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้เฉพาะ ที่ตกลงไว้ในสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสียทั้งหมดก็ได้ หรือจะรับเอาไว้ทั้งหมด แล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(3) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ใน ข้อสัญญา ผู้ซื้อจะรับเอาไว้เฉพาะทรัพย์สินตามสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสีย ทั้งหมดก็ได้ แต่จะรับทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในสัญญามิได้

กรณีตามปัญหา การที่นายหล่อทําสัญญาซื้อขายเตียงไม้สักจากนางสวยจํานวน 2 หลัง พอถึงวัน ส่งมอบเตียง นางสวยนําเตียงไม้สักมาส่งมอบให้นายหล่อตามสัญญาและมีตู้ไม้สักอีก 2 ตู้ปนมาด้วยนั้น กรณีดังกล่าว ถือได้ว่านางสวยผู้ขายมิได้ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือได้ส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนปนกับทรัพย์สิน อย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ดังนั้นนายหล่อผู้ซื้อย่อมมีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 465 (3) คือ มีสิทธิที่จะรับ เอาไว้เฉพาะเตียงไม้สักจํานวน 2 หลัง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา และบอกปัดไม่รับมอบตู้ไม้สัก 2 ต้นั้น หรือจะปฏิเสธไม่ยอมรับมอบทั้งเตียงไม้สัก 2 หลัง และตู้ไม้สัก 2 ตู้นั้นทั้งหมดก็ได้ แต่จะรับมอบทั้งเตียงไม้สัก และตู้ไม้สักนั้นไม่ได้

สรุป

นายหล่อจะรับมอบเตียงไม้สัก และตู้ไม้สักทั้งหมดไม่ได้ สามารถรับมอบได้เฉพาะเตียง ไม้สักตามสัญญาเท่านั้น

 

ข้อ 4. ตัวแลกเงินโอนให้แก่ผู้อื่นได้โดยวิธีใดบ้าง จงอธิบายหลักกฎหมายและยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวเงินได้บัญญัติถึงวิธีโอนตั๋วแลกเงินไว้ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อนั้นย่อมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ(มาตรา 917 วรรคแรก)

2 ตั๋วแลกเงินสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กัน (มาตรา 918)

3 การสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงินและลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง โดยจะระบุชื่อของผู้รับสลักหลังด้วย หรือเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้สลักหลังไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินซึ่งเรียกว่า การสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)

จากหลักกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตั๋วแลกเงินนั้นสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้โดยวิธีดังต่อไปนี้

1 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) การโอนย่อมสามารถทําได้โดยการ สลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก) หมายความว่าตัวแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นั้น ถ้าจะ มีการโอนต่อไปให้แก่บุคคลอื่น การโอนจะมีผลสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อผู้โอนได้ทําการสลักหลังและ ส่งมอบตั๋วแลกเงินนั้นให้แก่ผู้รับโอน (จะโอนโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้)

“การสลักหลัง” คือ การที่ผู้สลักหลัง (ผู้โอน) ได้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อของตนไว้ ในตั๋วแลกเงิน (หรือใบประจําต่อ) โดยอาจจะเป็นการ “สลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ)” หรืออาจจะเป็นการ “สลักหลังลอย” ก็ได้

 

(1) การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หมายถึง การสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับ สลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วแลกเงินด้วย โดยอาจจะทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วก็ได้

(2) การสลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ เพียงแต่ผู้สลักหลังได้ลงแต่ลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินเท่านั้น (มาตรา 919 วรรคสอง)

ตัวอย่าง หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินให้แก่สาม โดยระบุชื่อสามเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ต่อไปให้ ก. สามจะต้องลงลายมือชื่อของสามสลักหลังไว้ด้วย โดยสามอาจจะระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังลงไว้ในตั๋วด้วยซึ่งเรียกว่า การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หรือสามอาจจะ ลงแต่ลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินนั้น โดยไม่ระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังไว้ในตัวซึ่งเรียกว่าเป็น การสลักหลังลอยก็ได้

2 ถ้าเป็นตัวแลกเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนตั๋วชนิดนี้ย่อมสามารถทําได้โดยการ ส่งมอบตั๋วแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการสลักหลังใด ๆ ทั้งสิ้น (มาตรา 918)

ตัวอย่าง หนึ่งออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และส่งมอบตั๋วนั้นให้แก่สาม ดังนี้ ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ให้แก่ ก. สามสามารถโอนได้โดยการส่งมอบตั๋วให้แก่ ก. โดยที่สาม ไม่ต้องลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋ว การโอนตั๋วดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์

LAW2015 กฎหมายธุรกิจ1 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2015 กฎหมายธุรกิจ 1

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายหมากเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ วันหนึ่งนายหมากให้นาฬิกาของตนแก่นายเดชซึ่งเป็นน้องชาย โดยในขณะนั้นนายหมากมีจิตปกติ ไม่ได้มีอาการวิกลจริต แต่ นายเดชทราบดีว่านายหมากเป็นคนวิกลจริต ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่านิติกรรมการให้นาฬิกาของนายหมากแก่นายเดชมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคําตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 30 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการทํานิติกรรมของ คนวิกลจริตไว้ว่า “คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆยะก็ต่อเมื่อนิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้กระทําเป็นคนวิกลจริต”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น ทํานิติกรรมใด ๆ นิติกรรมนั้นจะมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะเป็นโมฆยะก็ต่อเมื่อ

1 นิติกรรมนั้นได้กระทําในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และ

2 คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้กระทํานิติกรรมนั้นเป็นคนวิกลจริต

ตามปัญหา การที่นายหมากซึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้ทํานิติกรรมโดยการให้นาฬิกาของตนแก่นายเดชซึ่งเป็นน้องชายนั้น เมื่อปรากฏว่าในขณะที่นายหมากได้ให้ นาฬิกาแก่นายเดชนั้น นายหมากมีจิตปกติ ไม่ได้มีอาการวิกลจริตแต่อย่างใด ดังนั้นแม้นายเดชจะทราบดีว่า นายหมากเป็นคนวิกลจริตก็ตาม นิติกรรมการให้นาฬิกาของนายหมากแก่นายเดชก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่ ตกเป็นโมฆียะ

สรุป นิติกรรมการให้นาฬิกาของนายหมากแก่นายเดชมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

 

ข้อ 2. การแสดงเจตนาซ่อนเร้น มีความหมายว่าอย่างไร และมีผลตามกฎหมายอย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า “การแสดงเจตนาใด แม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้มีเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม ก็ไม่เป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้น ตกเป็นโมฆะ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว “การแสดงเจตนาซ่อนเร้น” หมายถึง การแสดงเจตนาที่ผู้แสดงเจตนา ได้แสดงเจตนาออกมาไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงที่อยู่ภายในใจของผู้แสดงเจตนา กล่าวคือผู้แสดงเจตนามีเจตนา อย่างหนึ่ง แต่ได้แสดงเจตนาออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง โดยผู้แสดงเจตนามิได้ต้องการให้ตนมีผลผูกพันกับนิติกรรม หรือเจตนาที่ได้แสดงออกมานั้นแต่อย่างใด

โดยหลักของกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 154) การแสดงเจตนาซ่อนเร้นหรือการแสดงเจตนาที ไม่ตรงกับเจตนาอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในใจนั้น จะไม่ทําให้เจตนาที่แสดงออกมานั้นตกเป็นโมฆะ กล่าวคือ นิติกรรม หรือการแสดงเจตนานั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และทําให้ผู้แสดงเจตนาจะต้องผูกพันกับการแสดงเจตนา ของตนด้วย เว้นแต่ถ้าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น ดังนี้ย่อมทําให้การ แสดงเจตนานั้นตกเป็นโมฆะ และทําให้ผู้แสดงเจตนาไม่ต้องผูกพันกับการแสดงเจตนาของตนแต่อย่างใด

ตัวอย่าง เช่น แดงบอกกับดำว่าตนประสงค์จะขายรถยนต์ของตนในราคา 300,000 บาท ดําซึ่งอยากจะยืมรถยนต์ของแดงมาขับเล่นสัก 2 – 3 วัน แต่ถ้าบอกแดงว่ายืมแดงคงจะไม่ให้ยืม ดําจึงบอกกับแดง ว่าตนขอซื้อรถยนต์คันนั้น และขอรับมอบรถยนต์ไปก่อนแล้วจะนําเงินมาชําระให้แดงสายใน 3 วัน แดงตกลงจึง ได้ส่งมอบรถยนต์ให้กับดําไป เมื่อดํานํารถยนต์ไปขับได้ 3 วัน จึงได้นํารถยนต์มาคืนให้แก่แดง และบอกกับแดงว่า จริง ๆ แล้วตนมิได้ประสงค์จะซื้อรถยนต์ของแดงแต่อย่างใดเพียงแต่ต้องการยืมไปขับเล่นเท่านั้น

กรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การแสดงเจตนาของดําซึ่งได้แสดงเจตนาออกมาว่าจะซื้อรถยนต์ ของแดงโดยที่เจตนาอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในใจของดําคือต้องการยืมนั้น แม้เจตนาที่ได้แสดงออกมาจะไม่ตรง กับเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในใจ ก็ไม่ทําให้การแสดงเจตนาที่ได้แสดงออกมาคือการแสดงเจตนาว่าจะซื้อรถยนต์ของ แดงนั้นตกเป็นโมฆะ ดังนั้น นิติกรรมในรูปของสัญญาซื้อขายรถยนต์จึงเกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์ ดําจึงต้องผูกพัน กับการแสดงเจตนาของตน คือต้องชําระราคาค่ารถยนต์ให้แก่แดง จะอ้างว่าตนต้องการทําสัญญายืมมิได้ต้องการ ทําสัญญาซื้อขายกับแดงไม่ได้

แต่ถ้าตามตัวอย่างนั้น แดงได้รู้อยู่แล้วว่าไม่ต้องการซื้อรถยนต์ของตนแต่ต้องการเอารถยนต์ ของตนไปขับเล่นเท่านั้น คือแดงได้รู้ถึงเจตนาอันแท้จริงที่อยู่ภายในใจของดํา ดังนี้ถือว่าการแสดงเจตนาของดํา ทีว่าจะซื้อรถยนต์ของแดงนั้น ย่อมตกเป็นโมฆะ และไม่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นดําจึงไม่ต้อง ชําระราคาค่ารถยนต์ให้แก่แดง

 

ข้อ 3. นายเมฆทําสัญญาซื้อขายโต๊ะกับนายหมอกจํานวน 500 ตัว ราคาตัวละ 2,000 บาท พอถึงกําหนดวันส่งมอบ นายหมอกนําโต๊ะมาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 500 ตัว และเก้าอี้จํานวน 500 ตัว นายเมฆ ก็ยอมรับมอบทั้งโต๊ะและเก้าอี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน และใช้ราคาทั้งโต๊ะและเก้าอี้ให้แก่นายหมอก ดังนี้

นายเมฆสามารถรับมอบโต๊ะและเก้าอี้จากนายหมอกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 465 ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับหน้าที่และ ความรับผิดของผู้ขายในกรณีที่มีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ได้สัญญไว้ หรือระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ไว้ดังนี้คือ

(1) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะบอกปัดไม่รับเอาทรัพย์สิน เก็ได้ หรือจะรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(2) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้เฉพาะ ที่ตกลงไว้ในสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสียทั้งหมดก็ได้ หรือจะรับเอาไว้ทั้งหมด แล้วใช้ราคาตามส่วนก็ได้

(3) ถ้าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ใน ข้อสัญญา ผู้ซื้อจะรับเอาไว้เฉพาะทรัพย์สินตามสัญญาและนอกนั้นบอกปัดเสียก็ได้ หรือจะบอกปัดไม่รับเสีย ทั้งหมดก็ได้ แต่จะรับทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในสัญญามิได้

กรณีตามปัญหา การที่นายเมฆทําสัญญาซื้อขายโต๊ะกับนายหมอกจํานวน 500 ตัว ราคาตัวละ 2,000 บาท พอถึงกําหนดวันส่งมอบ นายหมอกได้นําโต๊ะมาส่งมอบให้นายเมฆจํานวน 500 ตัว และเก้าอี้จํานวน 500 ตัวนั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่านายหมอกผู้ขายมิได้ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือได้ส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้ สัญญาไว้ระคนปนกับทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิได้รวมอยู่ในข้อสัญญา ดังนั้นนายเมฆผู้ซื้อย่อมมีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 465 (3) คือ มีสิทธิที่จะรับเอาไว้เฉพาะโต๊ะ 500 ตัว ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาและบอก ปัดไม่รับมอบเก้าอี้ 500 ตัวนั้น หรือจะปฏิเสธไม่ยอมรับมอบทั้งโต๊ะ 500 ตัว และเก้าอี้ 500 ตัวนั้นทั้งหมดก็ได้ แต่จะรับมอบทั้งโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดไว้ไม่ได้ แม้ว่านายเมฆจะใช้ราคาทั้งโต๊ะและเก้าอี้ให้แก่นายหมอกด้วยก็ตาม เพราะเก้าอี้เป็นทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในสัญญา

สรุป

นายเมฆสามารถรับมอบและใช้ราคาได้เฉพาะโต๊ะจํานวน 500 ตัว เท่านั้น จะรับมอบ เก้าอี้จํานวน 500 ตัวซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในสัญญาไม่ได้

 

ข้อ 4. (ก) ตั๋วแลกเงินโอนให้กันได้วิธีใด จงอธิบายหลักกฎหมายและยกตัวอย่าง และ

(ข) เช็คที่ธนาคารได้รับรองเช็คแล้ว ธนาคารจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

(ก) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงินได้บัญญัติถึงวิธีโอนตั๋วแลกเงินไว้ดังนี้ คือ

1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อนั้นย่อมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก)

2 ตั๋วแลกเงินสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบให้แก่กัน (มาตรา 918)

3 การสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงินและลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง โดยจะระบุชื่อของ ผู้รับสลักหลังด้วย หรือเพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้สลักหลังไว้ที่ด้านหลังของตั๋วแลกเงินซึ่งเรียกว่า การสลักหลังลอย ก็ได้ (มาตรา 919)

จากหลักกฎหมายดังกล่าว การโอนตั๋วแลกเงินให้แก่กันนั้น จะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมาย ได้กําหนดไว้ ดังนี้คือ

1 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) การโอนย่อมสามารถทําได้ โดยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917 วรรคแรก) หมายความว่าตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นั้น ถ้าจะมีการโอนต่อไปให้แก่บุคคลอื่น การโอนจะมีผลสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อผู้โอนได้ทําการสลักหลัง และส่งมอบตั๋วแลกเงินนั้นให้แก่ผู้รับโอน (จะโอนโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้)

“การสลักหลัง” คือ การที่ผู้สลักหลัง (ผู้โอน) ได้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อของตนไว้ ในตั๋วแลกเงิน (หรือใบประจําต่อ) โดยอาจจะเป็นการ “สลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ)” หรืออาจจะเป็นการ “สลักหลังลอย” ก็ได้

 

(1) การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หมายถึง การสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับ สลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วแลกเงินด้วย โดยอาจจะทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตัวก็ได้

(2) การสลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอน) ไว้ เพียงแต่ผู้สลักหลังได้ลงแต่ลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตัวแลกเงินเท่านั้น (มาตรา 919 วรรคสอง)

ตัวอย่าง หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินให้แก่สาม โดยระบุชื่อสามเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ต่อไปให้ ก. สามจะต้องลงลายมือชื่อของสามสลักหลังไว้ด้วย โดยสามอาจจะระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังลงไว้ในตัวด้วยซึ่งเรียกว่า การสลักหลังเฉพาะ (ระบุชื่อ) หรือสามอาจจะ ลงแต่ลายมือชื่อของสามไว้ที่ด้านหลังของตัวแลกเงินนั้น โดยไม่ระบุชื่อ ก. ผู้รับสลักหลังไว้ในตัวซึ่งเรียกว่าเป็น การสลักหลังลอยก็ได้

2 ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนถั่วชนิดนี้ย่อมสามารถทําได้โดยการ ส่งมอบตั๋วแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องมีการสลักหลังใด ๆ ทั้งสิ้น (มาตรา 918)

ตัวอย่าง หนึ่งออกตั๋วแลกเงินสั่งให้สองจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และส่งมอบตัวนั้นให้แก่สาม ดังนี้ ถ้าสามมีความประสงค์จะโอนตั๋วแลกเงินฉบับนี้ให้แก่ ก. สามสามารถโอนได้โดยการส่งมอบตัวให้แก่ ก. โดย ที่สามไม่ต้องลงลายมือชื่อสลักหลังตัว การโอนตัวดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์

 

(ข) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 993 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักเกี่ยวกับการรับรองเช็ค และผลของการรับรองเช็คไว้ว่า “ถ้าธนาคารเขียนข้อความลงลายมือชื่อบนเช็ค เช่นคําว่า “ใช้ได้” หรือ “ใช้เงินได้” หรือคําใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกัน ธนาคารต้องผูกพันในฐานเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันจะต้องใช้เงินแก่ผู้ทรง ตามเช็คนั้น”

จากหลักกฎหมายดังกล่าวหมายความว่า ถ้าธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คได้ลงลายมือชื่อรับรอง เช็คไว้แล้ว ธนาคารผู้รับรองเช็คจะต้องผูกพันในฐานเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันที่จะต้องใช้เงินตามเช็คนั้นเสมอ เมื่อ ผู้ทรงเช็คได้นําเช็คนั้นมายืนเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค ธนาคารจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คไม่ได้เลย

สรุป

เช็คที่ธนาคารได้รับรองเช็คแล้ว ธนาคารจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินไม่ได้

LAW3012 กฎหมายปกครอง 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา

ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. (ก) นายแดงมายื่นคําขออนุญาตก่อสร้างโรงงานในเขตชุมชนโดยอธิบดีกรมโรงงานมีคําสั่งอนุญาตให้นายแดงก่อสร้างโรงงานได้โดยมิได้ระบุเหตุผลไว้ แต่การก่อสร้างโรงงานของนายแดงดังกล่าว ย่อมกระทบถึงผู้อยู่ข้างเคียงไม่มากก็น้อย ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า คําสั่งของอธิบดีกรมโรงงานดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

(ข) นายขาวมาสมัครเข้ารับราชการเป็นนิติกรกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งระบุคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งต้องจบปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต แต่นายขาวได้นําใบปริญญาปลอมมาสมัคร ต่อมามีการตรวจสอบพบเข้าในภายหลังจากที่นายขาวได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 จะดําเนินการทาง กฎหมายกับนายขาวได้หรือไม่ อย่างไร ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผล เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 37 วรรคหนึ่งและวรรคสาม “คําสั่งทางปกครองที่ทําเป็นหนังสือและการยืนยัน คําสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย

บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ให้ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้

(1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคําขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงมายื่นคําขออนุญาตก่อสร้างโรงงานในเขตชุมชนโดยอธิบดี กรมโรงงานมีคําสั่งอนุญาตให้นายแดงก่อสร้างโรงงานได้โดยมิได้ระบุเหตุผลไว้ด้วยนั้น ถือเป็นคําสั่งทางปกครองที่ ทําเป็นหนังสือ ซึ่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่งได้บังคับว่าจะต้องระบุเหตุผลไว้ด้วย และแม้ว่าการที่อธิบดีกรมโรงงาน ได้ออกคําสั่งทางปกครองดังกล่าวจะเป็นการออกคําสั่งที่มีผลตรงตามคําขอของนายแดงก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า การก่อสร้างโรงงานของนายแดงดังกล่าวจะกระทบถึงบุคคลผู้อยู่ข้างเคียงไม่มากก็น้อย จึงเป็นคําสั่ง ที่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (1) ที่จะไม่ต้องระบุ เหตุผลไว้ได้ ดังนั้น คําสั่งของอธิบดีกรมโรงงานที่ไม่ระบุเหตุผลของการอนุญาตไว้ด้วย จึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งของอธิบดีกรมโรงงานดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 67 “ผู้ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งใดตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 64 และมาตรา 65 หากภายหลัง ปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 36 หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะ สําหรับตําแหน่งนั้นโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก ก.พ. ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้น ออกจากราชการโดยพลัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอํานาจและหน้าที่ และ การรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการก่อนมีคําสั่งให้ออกนั้น…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายขาวมาสมัครเข้ารับราชการเป็นนิติกรกรมบัญชีกลาง กระทรวง การคลัง ซึ่งระบุคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งต้องจบปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต แต่นายขาวได้นําใบปริญญาปลอม มาสมัคร และต่อมามีการตรวจสอบพบเข้าในภายหลังจากที่นายขาวได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้วนั้น กรณีดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะตามบทบัญญัติมาตรา 67 กล่าวคือ นายขาวเป็นผู้ที่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญแล้ว ต่อมาภายหลังปรากฏว่านายขาวขาดคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งนั้น ดังนั้น ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 จะต้องสั่งให้นายขาวออกจากราชการทันที

แต่อย่างไรก็ตาม การสั่งให้นายขาวออกจากราชการได้ทันที่นั้น ตามมาตรา 67 ได้บัญญัติไว้ว่า จะไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่นายขาวได้ปฏิบัติไปตามอํานาจและหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์ อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการก่อนมีคําสั่งให้ออกนั้น ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจะเรียกเงินเดือนและ ประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนมีคําสั่งให้ออกนั้นไม่ได้

สรุป

ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 จะต้องสั่งให้นายขาวออกจากราชการ ทันที แต่จะเรียกเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนมีคําสั่งให้ออกนั้นไม่ได้

 

 

ข้อ 2. การจัดองค์กรของรัฐทางปกครองในรูปของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคคืออะไร แตกต่างจากการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

“การจัดองค์กรของรัฐในรูปของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค” คือการจัดองค์กรของรัฐ ทางปกครองโดยใช้หลักการรวมอํานาจแบบการกระจายการรวมศูนย์อํานาจการปกครอง หรือการแบ่งอํานาจ การปกครอง โดยมีการแบ่งเขตการปกครองประเทศออกเป็นจังหวัดและอําเภอ แล้วรัฐบาลในส่วนกลางจะมอบ อํานาจในการตัดสินใจหรือในการสั่งการในทางปกครองในบางเรื่องบางระดับให้แก่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ซึ่ง เป็นตัวแทนของส่วนกลางที่ถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนภูมิภาคทั่วราชอาณาจักรเพื่อจัดทําบริการสาธารณะ ตามที่กฎหมายกําหนด หรือตามที่รัฐบาลส่วนกลางหรือผู้บังคับบัญชามอบหมาย โดยที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังอยู่ ภายใต้บังคับบัญชาตามลําดับของรัฐบาลส่วนกลาง

สําหรับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคของไทยนั้น เป็นไปตามกฎหมายดังนี้คือ

1 ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งได้กําหนดให้ จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอําเภอ

2 ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ซึ่งได้กําหนดให้จัดระเบียบ บริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นตําบลและหมู่บ้าน

“การจัดองค์กรของรัฐในรูปของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น” คือ การจัดองค์กรของรัฐ ทางปกครองโดยใช้หลักการกระจายอํานาจทางปกครองและเป็นการกระจายอํานาจในทางเขตแดนหรือในทางพื้นที่ โดยที่รัฐจะมอบความเป็นนิติบุคคลให้แก่ชุมชนในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดที่มีความพร้อมที่จะบริหารกิจการของตนเอง โดยการจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วรัฐบาลส่วนกลางก็จะกระจายอํานาจหรือถ่ายโอนภารกิจหรือบริการ สาธารณะบางส่วนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการแทนรัฐ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้น มีอํานาจหน้าที่เป็นของตนเอง มีรายได้เป็นของตนเอง และมีองค์กรในการบริหารงานเป็นของตนเอง เพียงแต่ ยังคงอยู่ภายใต้อํานาจการกํากับดูแลของส่วนกลาง

สําหรับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของไทยนั้น มีอยู่ 2 ระบบ ได้แก่

1 ระบบทั่วไป ที่ใช้แก่ท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

(1) เทศบาล ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496

(2) องค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราช บัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 และ

(3) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราช บัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

2 ระบบพิเศษ ที่ใช้เฉพาะท้องถิ่นบางแห่ง ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ

(1) กรุงเทพมหานคร ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และ

(2) เมืองพัทยา ซึ่งการจัดระเบียบบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542

 

 

ข้อ 3. “กฎ” และ “คําสั่งทางปาครอง” คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายตามที่ได้ศึกษามา

ธงคําตอบ

ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และมาตรา 3 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ให้นิยามของ “กฎ” ไว้เช่นเดียวกันว่า “กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

จากนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่า “กฎ” จะมีลักษณะที่สําคัญอยู่ 2 ประการ คือ

(1) บุคคลที่ถูกบังคับให้กระทําการ ถูกห้ามมิให้กระทําการ หรือได้รับอนุญาตให้กระทําการ ต้องเป็นบุคคลที่ถูกนิยามไว้เป็นประเภท เช่น ผู้เยาว์ คนต่างด้าว ข้าราชการพลเรือนสามัญ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่อาจ ทราบจํานวนที่แน่นอนของบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของข้อความที่บังคับให้กระทําการ ห้ามมิให้กระทําการ หรือ อนุญาตให้กระทําการได้

(2) กรณีที่บุคคลซึ่งถูกนิยามไว้เป็นประเภทจะถูกบังคับให้กระทําการ ถูกห้ามมิให้กระทําการ หรือได้รับอนุญาตให้กระทําการ ต้องเป็นกรณีที่ถูกกําหนดไว้อย่างเป็นนามธรรม (Abstract) เช่น บังคับให้กระทําการ ทุกครั้งที่มีกรณีตามที่กําหนดไว้เกิดขึ้นหรือได้รับอนุญาตให้กระทําการทุกวันสิ้นเดือน เช่น ห้ามมิให้ผู้ใดสูบบุหรี่ บนรถโดยสารประจําทาง ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ข้าราชการกรม กองต้องแต่งเครื่องแบบมาทํางาน ทุกวันจันทร์ เป็นต้น

ส่วน “คําสั่งทางปกครอง” นั้นมีการบัญญัตินิยามไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนี้

“คําสั่งทางปกครอง” หมายความว่า

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะ เป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย อุทธรณ์ การรับรอง และการรับ จดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(2) การอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง

จากนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่า “คําสั่งทางปกครอง” จะมีองค์ประกอบหรือสาระสําคัญอยู่ 5 ประการ คือ

(1) ต้องเป็นการกระทําโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

(2) ต้องเป็นการกระทําที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมาย

(3) ต้องเป็นการกระทําที่มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล

(4) ต้องเป็นการกระทําที่มีผลใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

(5) ต้องเป็นการกระทําที่มีผลโดยตรงไปสู่ภายนอกฝ่ายปกครอง

ตัวอย่าง การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นอาศัยอํานาจตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ออกใบอนุญาตให้นายดําก่อสร้างอาคาร ใบอนุญาตดังกล่าวถือว่าเป็น คําสั่งทางปกครอง เป็นต้น

จากความหมายและสาระสําคัญของคําว่า “กฎ” และ “คําสั่งทางปกครอง” ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า “กฎ” และ “คําสั่งทางปกครอง” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต่างก็เป็น “นิติกรรมทางปกครอง กล่าวคือ เป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล แต่มีข้อแตกต่างกัน อยู่ที่ว่า “กฎ” นั้นมีผลบังคับเป็นการทั่วไปโดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ส่วน “คําสั่งทางปกครอง” นั้นมีผลบังคับแก่กรณีใดและหรือแก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ

 

 

ข้อ 4. ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มีคําสั่งเป็นหนังสือให้นายเอกนายกองค์การบริหารส่วนตําบลฯ พ้นจากตําแหน่งตามที่นายอําเภอฯ ได้สอบสวนและมีหนังสือเสนอฯ ซึ่งตามมาตรา 92 พ.ร.บ. สภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 บัญญัติให้คําสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าว “เป็นที่สุด” วันรุ่งขึ้นนายเอกได้ยื่นอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ว่าการสอบสวน ในกรณีนี้ตนมิเคยได้รับแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งทําให้ไม่สามารถ โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานได้ ระหว่างที่นายเอกรอการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดฯ หากนายเอกประสงค์จะฟ้องกรณีนี้เป็นคดีต่อศาลปกครองโดยขอให้ศาลฯ เพิกถอนคําสั่งฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ที่ให้ตนพ้นจากตําแหน่งๆ ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าศาลปกครองมีอํานาจที่จะ รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ให้ยกหลักกฎหมายประกอบเหตุผลในการตอบ โดยชัดแจ้ง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ. สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2546 มาตรา 92 “หากปรากฏว่านายกองค์การบริหารส่วนตําบล กระทําการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของ ประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอํานาจหน้าที่ ให้นายอําเภอดําเนินการสอบสวนโดยเร็ว ในกรณีที่ผลการสอบสวนปรากฏว่านายกองค์การบริหารส่วนตําบล มีพฤติกรรมดังกล่าวจริง ให้นายอําเภอ เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตําแหน่ง ทั้งนี้ คําสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นที่สุด”

ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่ คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่าง เพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน”

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฏ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือ นอกเหนืออํานาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็น สาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น”

มาตรา 42 “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดย มือาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทําหรือการงดเว้นการกระทําของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคําบังคับตามที่กําหนดใน มาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนหรือวิธีการสําหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย ในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการดําเนินการตามขั้นตอนและ วิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลา ที่กฎหมายนั้นกําหนด”

มาตรา 72 “ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคําสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทําทั้งหมดหรือบางส่วน ในกรณีที่มี การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 (1)”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ประกอบกับหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น สามารถแยกประเด็น วินิจฉัยได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีคําสั่งให้นายเอกพ้นจากตําแหน่งนายกองค์การบริหาร ส่วนตําบลฯ ตามที่นายอําเภอเสนอนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจกระทําได้ตาม พ.ร.บ.สภาตําบลและองค์การ บริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2546 และคําสั่งดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นให้เป็นที่สุด

และที่ว่าคําสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นที่สุดนั้น หมายความเฉพาะให้เป็นที่สุดภายในของ ฝ่ายปกครองเท่านั้น ถ้าหากปรากฏข้อเท็จจริงว่า คําสั่งทางปกครองนั้น (คําสั่งให้นายเอกพ้นจากตําแหน่งนายก องค์การบริหารส่วนตําบลฯ) เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ต้องห้ามในการที่จะนําคดีนั้นไปฟ้องร้องต่อศาล ปกครองเพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคําสั่งนั้นได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด

ประเด็นที่ 2 แม้นายอําเภอจะให้มีการสอบสวนเป็นการลับ แต่เมื่อคําสั่งฯ ที่ออกมานั้น มีผลกระทบต่อสิทธิของนายเอกโดยตรง การที่คณะกรรมการฯ มิได้แจ้งให้นายเอกทราบข้อเท็จจริงตามที่ ถูกกล่าวหาซึ่งทําให้นายเอกไม่สามารถโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนได้เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ประเด็นที่ 3 เมื่อนายเอกเห็นว่าคําสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นคําสั่งทางปกครองไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทําโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้ สําหรับการกระทํานั้น นายเอกสามารถนําคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคําสั่งทางปกครองดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 72 (1) เนื่องจากนายเอกเป็นผู้ได้รับ ความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทําของ เจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น หากนายเอกประสงค์จะฟ้องกรณีเป็นคดีต่อศาลปกครอง โดยขอให้ศาลปกครองเพิกถอน คําสังฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ตนพ้นจากตําแหน่ง ศาลปกครองย่อมมีอํานาจที่จะรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้

สรุป

ศาลปกครองมีอํานาจที่จะรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้

LAW3012 กฎหมายปกครอง S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3012 กฎหมายปกครอง

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายชัยเป็นคนต่างด้าวได้แจ้งข้อความเท็จว่าเป็นคนไทยและแสดงเอกสารราชการปลอมในการขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ต่อมาความสืบทราบยังกระทรวงมหาดไทย นายแดงเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีอํานาจตามกฎหมายจึงมีคําสั่งเพิกถอนรายการทะเบียนหรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และคําสั่งเพิกถอนรายการบัตรหรือบัตรประจําตัวประชาชนของนายชัย โดยไม่ได้ให้นายชัย มีโอกาสได้รับทราบข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งก่อนมีคําสั่ง ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า คําสั่งของนายแดง ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 5 “คําสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มี ผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

มาตรา 30 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และมีอํานาจตามกฎหมาย ได้มีคําสั่งเพิกถอน รายการทะเบียนหรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและคําสั่งเพิกถอนรายการบัตรหรือบัตรประชาชนของนายชัย อันมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลคือนายชัย คําสั่งดังกล่าวจึงเป็นคําสั่ง ทางปกครองตามนัยของมาตรา 5 ดังนั้น เมื่อก่อนที่นายแดงเจ้าหน้าที่จะออกคําสั่งทางปกครองดังกล่าว นายแดง ไม่ได้ให้นายชัยได้มีโอกาสได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ของตน คําสั่งของนายแดงดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง)

สรุป

คําสั่งของนายเเดงดังกล่าวเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ข้อ 2. คนงานของกรุงเทพมหานครได้ทําการขุดถนนเพื่อทําท่อระบายน้ำ ทําให้นายดําที่ขับรถมาในเวลากลางคืนมองไม่เห็นและขับรถตกหลุมที่ทางกรุงเทพมหานครขุดไว้และไม่ได้ปิดหลุมในเวลากลางคืน อีกทั้งไม่ได้ปักป้ายให้สัญญาณไว้ทําให้รถเสียหาย นายดําต้องการฟ้องกรุงเทพมหานครเพื่อให้ชดใช้ ค่าเสียหาย ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายดําจะต้องไปฟ้องที่ศาลใด เพราะเหตุใด ขอให้ท่านอธิบาย พร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครองหรือคําสั่งอื่น หรือ จากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) กรณีที่จะถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเรียกว่า “ละเมิดทางปกครอง” และจะเป็นคดี ที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ดังนี้ คือ

1 เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ

2 เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 กรณีดังต่อไปนี้ คือ

(1) การใช้อํานาจตามกฎหมาย

(2) การออกกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น ๆ

(3) การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ

(4) การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่คนงานของกรุงเทพมหานครได้ทําการขุดถนนเพื่อทําท่อระบายน้ํา ทําให้นายดําที่ขับรถมาในเวลากลางคืนมองไม่เห็นและขับรถตกหลุมที่ทางกรุงเทพมหานครขุดไว้และไม่ได้ปิดหลุม ในเวลากลางคืน อีกทั้งไม่ได้ปักป้ายให้สัญญาณไว้ทําให้รถเสียหายนั้น การกระทําของกรุงเทพมหานครไม่ถือว่า เป็นการละเมิดเนื่องจากการใช้อํานาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนด และไม่ใช่ เป็นการละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีอื่น ๆ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่เป็นการละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติ หน้าที่ทั่ว ๆ ไปของกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณี จึงไม่ใช่เป็นการกระทําละเมิด ทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณา นายดําจึงต้อง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทําละเมิดทางแพ่งของกรุงเทพมหานครต่อศาลยุติธรรม

สรุป

นายดําจะต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกรุงเทพมหานครเป็นคดีแพ่งต่อศาลยุติธรรม เพราะข้อพิพาทดังกล่าวไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครองที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา

 

 

ข้อ 3. สํานักงานประกันสังคมได้ทําสัญญากับโรงพยาบาลรวมใจไทยซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกันสังคม ต่อมาโรงพยาบาลรวมใจไทย ทําผิดสัญญา ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า สํานักงานประกันสังคมจะต้องฟ้องโรงพยาบาลดังกล่าวให้รับผิด ตามสัญญาได้ภายในกําหนดอายุความเท่าใด เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมาย ประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งใน เรื่องดังต่อไปนี้

(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง”

มาตรา 51 “การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ให้ยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีและการฟ้องคดี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) ให้ยื่นฟ้องภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี”

และตามมาตรา 3 ได้บัญญัติให้คํานิยามของ “สัญญาทางปกครอง” ไว้ว่า

“สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทํา บริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สํานักงานประกันสังคมได้ทําสัญญากับโรงพยาบาลรวมใจไทย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกันสังคมนั้น เป็นสัญญาที่ทําขึ้นระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชน และเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการให้จัดทํา บริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และเมื่อต่อมาโรงพยาบาลรวมใจไทยทําผิดสัญญา จึงเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองขึ้นมา และเป็น คดีที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งทําให้สํานักงานประกันสังคม สามารถฟ้องให้โรงพยาบาลรวมใจไทยรับผิดตามสัญญาต่อศาลปกครองได้ โดยสํานักงานประกันสังคมจะต้อง ฟ้องให้โรงพยาบาลรวมใจไทยรับผิดตามสัญญาภายในกําหนด 5 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51

สรุป

สํานักงานประกันสังคมจะต้องฟ้องโรงพยาบาลรวมใจไทยให้รับผิดตามสัญญาภายใน กําหนด 5 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

 

 

ข้อ 4. นายเขียวเป็นข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดวินัยร้ายแรง นายขาวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายเขียวจะทําการสอบสวนวินัยของนายเขียวด้วยตนเอง และหากเห็นว่านายเขียว กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริงจะใช้ดุลยพินิจของตนในการมีคําสั่งไล่นายเขียวออกจากราชการ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ขอให้อธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

มาตรา 93 “ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคําชี้แจงของผู้ถูก กล่าวหา เมื่อคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการเสร็จ ให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57

ถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิดตาม ข้อกล่าวหาให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําผิดตามข้อกล่าวหาให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา 96 หรือมาตรา 97 แล้วแต่กรณี”

มาตรา 97 “ภายใต้บังคับวรรคสอง ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง หรือผู้มีอํานาจตามมาตรา 94 เห็นว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม หรือ อ.ก.พ. กระทรวง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาสังกัดอยู่ แล้วแต่กรณีพิจารณา เมื่อ อ.ก.พ. ดังกล่าวมีมติเป็นประการใด ให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอํานาจ สั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.พ.

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวเป็นข้าราชการพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดวินัย ร้ายแรงนั้น นายขาวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายเขียวจะทําการสอบสวนวินัยของนายเขียวด้วยตนเองไม่ได้ จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทําการสอบสวนว่านายเขียวได้กระทําความผิดวินัยร้ายแรงจริงหรือไม่ (มาตรา 93 วรรคหนึ่ง) และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการเสร็จและเห็นว่านายเขียวกระทําความผิดวินัย ร้ายแรงจริง นายขาวจะใช้ดุลพินิจของตนในการมีคําสั่งไล่นายเขียวออกจากราชการทันทีไม่ได้ จะต้องส่งเรื่อง ไปให้ อ.ก.พ. ที่นายเขียวสังกัดใช้ดุลพินิจพิจารณาโทษของนายเขียววาจะให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ และเมื่อ อ.ก.พ. มีมติประการใด ก็ให้นายขาวสั่งลงโทษนายเขียวตามมตินั้น (มาตรา 93 วรรคสอง และมาตรา 97)

สรุป

นายขาวจะทําการสอบสวนวินัยนายเขียวด้วยตนเอง และจะใช้ดุลพินิจของตนในการ มีคําสั่งไล่นายเขียวออกจากราชการไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 93 และ 94 ดังกล่าวข้างต้น