LAW1101 (LAW1001) หลักกฎหมายมหาชน 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1001 หลักกฎหมายมหาชน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายความหมายของกฎหมายมหาชน และกฎหมายมหาชนแตกต่างจากกฎหมายเอกชนอย่างไร

ธงคําตอบ

เมื่อพิจารณาจากความหมาย ลักษณะ และขอบเขตของกฎหมายมหาชนแล้ว สามารถที่จะ สรุปได้ว่า “กฎหมายมหาชน” เป็นกฎหมายที่มีสาระสําคัญดังต่อไปนี้ คือ

1 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะในการกําหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ของคู่กรณี โดยที่คู่กรณี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นองค์กรของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีการสร้างนิติสัมพันธ์กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง โดยอาจ เป็นองค์กรของรัฐด้วยกัน หรืออาจเป็นคู่กรณีที่มีสภาพบุคคลตามกฎหมายเอกชนก็ได้

2 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะในการมุ่งถึงประโยชน์ในการสร้างนิติสัมพันธ์ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ

3 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะในการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยไม่จําต้อง ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งหลักความเสมอภาค กล่าวคือ คู่กรณีฝ่ายรัฐสามารถมีอํานาจบังคับเหนือคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นเอกชนได้ หากเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ

4 เป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายเป็นการทั่วไป โดยคู่กรณีจะเจรจาหรือตกลง กันเองว่าจะนํากฎหมายใดมาใช้หรือไม่ใช้กฎหมายใดมิได้ (หากมีการทําข้อตกลงยกเว้นย่อมถือได้ว่ามีลักษณะ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้)

5 เป็นกฎหมายที่กําหนดให้ศาลพิเศษมีอํานาจในการพิจารณาพิพากษาคดี หากเกิด กรณีข้อพิพาทขึ้นศาลที่มีอํานาจในการพิจารณาพิพากษาคดี คือ ศาลพิเศษ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น (ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามลักษณะข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี)

สําหรับความแตกต่างระหว่างหลักกฎหมายมหาชนกับหลักกฎหมายเอกชนนั้น สามารถแยกออกเป็นหัวข้อที่สําคัญ ๆ ได้ดังนี้

1 ความแตกต่างทางด้านองค์กรหรือบุคคลที่เข้าไปสร้างหรือทํานิติสัมพันธ์ (ทฤษฎีตัวการ)

กฎหมายมหาชน คู่กรณี คือ องค์กรหรือบุคคลที่เข้าไปสร้างหรือทํานิติสัมพันธ์ ได้แก่ รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายหนึ่งกับเอกชนที่เป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

กฎหมายเอกชน คู่กรณี คือ องค์กรหรือบุคคลที่เข้าไปสร้างหรือทํานิติสัมพันธ์ ได้แก่ เอกชนที่เป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่งกับเอกชนที่เป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

2 ความแตกต่างทางด้านเนื้อหาและความมุ่งหมาย (ทฤษฎีผลประโยชน์)

กฎหมายมหาชน มีวัตถุประสงค์ในการดําเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะและการให้บริการสาธารณะ โดยมิได้มีความมุ่งหมายถึงผลกําไรเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สิน แต่มุ่งหวังถึงความพึงพอใจและการตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนรวมเป็นสําคัญ

กฎหมายเอกชน มีวัตถุประสงค์ในการดําเนินงานเพื่อประโยชน์ของเอกชนแต่ละบุคคล โดยมีความมุ่งหมายถึงผลกําไรเป็นตัวเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใดเพื่อประโยชน์ของปัจเจกบุคคล เป็นสําคัญ ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นกรณีที่เป็นเอกชนบางประเภทที่อาจดําเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังเช่น มูลนิธิหรือสมาคมการกุศล เป็นต้น

3 ความแตกต่างทางด้านรูปแบบของนิติสัมพันธ์ (ทฤษฎีความไม่เท่าเทียมกัน)

กฎหมายมหาชน มีลักษณะเป็นการใช้บังคับอํานาจที่มีอยู่เหนือนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกับปัจเจกบุคคล โดยวิธีการที่เป็น “การกระทําฝ่ายเดียว” และปรากฏออกมาในรูปแบบ “คําสั่ง” กล่าวคือ เป็นการกระทําที่ฝ่ายหนึ่ง (รัฐและผู้ปกครอง) สามารถกําหนดหน้าที่ทางกฎหมายให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง (รัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือปัจเจกบุคคล) กระทําตาม โดยฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องกระทําตามอาจไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยก็ตาม กฎหมายเอกชน มีลักษณะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักความเป็นอิสระในการแสดงเจตนา หลักความเสมอภาค และหลักเสรีภาพในการทําสัญญา โดยคู่กรณีต้องมีความสมัครใจ (เจตนาเสนอสนองตรงกัน สัญญาจึงจะเกิด) และคู่กรณีฝ่ายหนึ่งไม่มีอํานาจเหนือคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง โดยจะทําการบังคับอีกฝ่ายหนึ่งโดย ปราศจากความยินยอมมิได้

4 ความแตกต่างทางด้านนิติวิธี

กฎหมายมหาชน มีลักษณะเป็นการนํานิติวิธีทางกฎหมาย โดยการนําแนวความคิด วิเคราะห์การแก้ไขปัญหาทางกฎหมายมหาชน โดยการสร้างหลักกฎหมายมหาชนขึ้นมาใช้บังคับ (โดยปฏิเสธการนําแนวความคิดวิเคราะห์ตามหลักกฎหมายเอกชนมาใช้บังคับโดยตรง)

กฎหมายเอกชน มีลักษณะเป็นการนํานิติวิธีทางกฎหมาย โดยการนําความคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเอกชนที่มุ่งเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลด้วยกันเอง และมุ่งเน้นถึงการรักษาผลประโยชน์ของเอกชนด้วยกัน

5 ความแตกต่างทางด้านนิติปรัชญา

กฎหมายมหาชน มีลักษณะเป็นการมุ่งเน้นถึงการประสานและสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์สาธารณะหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมกับผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลหรือเอกชน ที่มุ่งถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามที่กฎหมายให้อํานาจหรือกําหนดไว้

กฎหมายเอกชน มีลักษณะเป็นการมุ่งเน้นถึงความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน และตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสมัครใจของคู่กรณี

6 ความแตกต่างทางด้านเขตอํานาจศาล

กฎหมายมหาชน หากเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ หรือข้อพิพาทระหว่างรัฐกับ ปัจเจกบุคคลหรือเอกชนในทางกฎหมายมหาชนแล้ว คดีข้อพิพาทจะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลเฉพาะหรือ ศาลพิเศษในทางมหาชน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น

กฎหมายเอกชน หากเป็นข้อพิพาทระหว่างปัจเจกบุคคล หรือเอกชนต่อปัจเจกบุคคล หรือเอกชนในทางกฎหมายเอกชนแล้ว คดีข้อพิพาทจะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ดังเช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลภาษี เป็นต้น

 

ข้อ 2 จงอธิบายว่ากฎหมายมหาชนและหลักกฎหมายมหาชนมีความสําคัญและเกี่ยวข้องกับตัวนักศึกษาอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

“กฎหมายมหาชน” คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานทางปกครอง หรือหน่วยงานของรัฐและแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในทางปกครองและการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนใหญ่ ในฐานะที่ฝ่ายปกครองมีอํานาจเหนือผู้ใต้ปกครอง

กฎหมายมหาชน ปัจจุบันได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายปกครอง ซึ่งกฎหมายปกครองนั้นอาจจะอยู่ในชื่อของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด ประมวลกฎหมายหรืออาจจะอยู่ในชื่อของประกาศคณะปฏิวัติก็ได้

กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการวางระเบียบการปกครองของรัฐในทาง การเมืองโดยกําหนดโครงสร้างของรัฐ ระบอบการปกครอง การใช้อํานาจอธิปไตยและการดําเนินงานของสถาบันสูงสุด ของรัฐที่ใช้อํานาจอธิปไตย กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงอํานาจในการปกครองประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 อํานาจ คือ

1 อํานาจนิติบัญญัติ เป็นอํานาจในการออกกฎหมายมาใช้บังคับกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของ อํานาจอธิปไตย ซึ่งมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อํานาจนี้

2 อํานาจบริหาร เป็นอํานาจที่จะจัดให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย มีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้อํานาจนี้

3 อํานาจตุลาการ เป็นอํานาจในการตัดสินและพิพากษาอรรถคดี ซึ่งองค์กรสําคัญที่ใช้ อํานาจนี้ คือ ศาล

กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่วางหลักเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองของรัฐในทาง ปกครองหรือที่เรียกว่า “การจัดระเบียบราชการบริหาร” รวมทั้งการวางระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมของฝ่ายปกครอง ที่เรียกว่า “บริการสาธารณะ” ซึ่งฝ่ายปกครองจัดทําเพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน

ราชการแผ่นดินของไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายปกครองดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจหน้าที่ ในทางปกครองแก่หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคําสั่งทางปกครอง ให้อํานาจในการออกกฎให้อํานาจในการกระทําทางปกครองและสัญญาทางปกครอง

ซึ่งในการใช้อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการใช้อํานาจทางปกครองในการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือการกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น และการทําสัญญาทางปกครองขององค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ก็เพื่อการ บริหารราชการแผ่นดินและเพื่อการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมของประเทศ ซึ่งรวมทั้ง เพื่อประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้าด้วย ดังนั้นในการใช้อํานาจต่าง ๆ หรือการกระทําต่าง ๆ ขององค์กรของรัฐหรือหน่วยงาน ทางปกครอง เพื่อประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้าด้วย ซึ่งมีการชนบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย เพราะถ้าไม่มีกฎหมายมหาชนบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ องค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะ ไม่สามารถที่จะดําเนินการใด ๆ ได้

และนอกจากนั้น ในการใช้อํานาจต่าง ๆ ขององค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องได้ใช้อํานาจโดยถูกต้องตามหลักของกฎหมายมหาชนด้วย เช่น หลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักความสุจริต หลักประโยชน์สาธารณะ หลักความยุติธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นต้น

หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยรามคําแหงซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะใช้อํานาจทางปกครองเพื่อออกกฎ เช่น ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยหรือ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือกระทําการทางปกครองในรูปแบบอื่น หรือการทําสัญญาทางปกครองในการบริหาร มหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยและนักศึกษาทุกคนซึ่งรวมทั้งข้าพเจ้าด้วยนั้นก็จะต้องมีกฎหมายมหาชน

ซึ่งในที่นี้คือ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งเป็นกฎหมายปกครองได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย และจะต้องใช้อํานาจและหน้าที่นั้นโดยถูกต้องตามหลักการต่าง ๆ ของกฎหมายมหาชนดังกล่าวข้างต้นด้วย เพราะถ้า เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยได้ใช้อํานาจหน้าที่เกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือเป็นการใช้อํานาจโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อํานาจไว้ หรือได้ใช้อํานาจและหน้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมายมหาชนแล้ว ย่อมอาจ ก่อให้เกิดข้อพิพาทซึ่งเรียกว่า ข้อพิพาททางปกครองขึ้นมาได้ และเมื่อเกิดข้อพิพาททางปกครองหรือคดีปกครอง ขึ้นมาแล้ว ก็สามารถนําข้อพิพาทนั้นไปฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายมหาชนและหลักกฎหมายมหาชน มีความสําคัญและเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า ตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

ข้อ 3 จงอธิบายจุดอ่อนและจุดแข็งของการควบคุมการใช้อํานาจรัฐในแบบวิธีการป้องกันและแบบแก้ไขมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

การควบคุมการใช้อํานาจรัฐ หมายถึง การควบคุมการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยสั่งการ หรือ การกระทําทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายปกครองนั่นเอง ซึ่งการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้น แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1 การควบคุมการใช้อํานาจรัฐแบบป้องกัน หมายความว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ ฝ่ายปกครองจะได้วินิจฉัยสั่งการ หรือมีการกระทําในทางปกครองที่จะไปกระทบต่อสถานภาพทางกฎหมายของบุคคลใด ควรมีระบบป้องกันหรือควบคุมการวินิจฉัยสั่งการหรือการกระทํานั้นเสียก่อน กล่าวคือมีกฎหมายกําหนด กระบวนการหรือขั้นตอนต่าง ๆ ก่อนที่จะมีคําสั่งนั้นออกไป

ซึ่งการควบคุมการใช้อํานาจรัฐแบบป้องกันดังกล่าวนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั่นเอง เช่น

(1) เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้โต้แย้งคัดค้าน คือ การให้โอกาสผู้ที่อาจได้รับความเสียหาย จากการกระทําของฝ่ายปกครอง สามารถแสดงข้อโต้แย้งของตนได้

(2) มีการปรึกษาหารือ คือการให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

(3) หลักการไม่มีส่วนได้เสีย กล่าวคือ ผู้มีอํานาจสั่งการทางปกครองจะต้องไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่จะสั่งการนั้น

(4) มีการไต่สวนทั่วไป ซึ่งเป็นวิธีการที่กําหนดให้ฝ่ายปกครองต้องสอบสวนหา ข้อเท็จจริง โดยทําการรวบรวมความคิดเห็นของบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย แล้วทําเป็นรายงานก่อนที่ฝ่ายปกครองจะได้ตัดสินใจกระทําการที่จะมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

(5) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบตามความจําเป็นแก่กรณี

(6) ถ้าเป็นคําสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ จะต้องระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคําอุทธรณ์หรือคําโต้แย้ง และระยะเวลาสําหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย

จุดอ่อน ของการควบคุมการใช้อํานาจรัฐแบบป้องกัน คือการขาดสภาพบังคับ และการถือปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทําให้วิธีการดังกล่าวไม่ค่อยจะได้ผล แต่จุดแข็ง คือ ถือเป็นการควบคุม การใช้อํานาจรัฐก่อนที่จะมีการทํานิติกรรม หรือคําสั่งทางปกครอง อีกทั้งเป็นวิธีการที่ช่วยเสริมการควบคุม โดยทางศาล เพราะฝ่ายปกครองจะต้องระมัดระวังในขั้นตอนการพิจารณาออกคําสั่ง ทําให้การกระทําของฝ่ายปกครองมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังลดคดีที่จะมีไปสู่ศาลอีกทางหนึ่งด้วย

2 การควบคุมการใช้อํานาจรัฐแบบแก้ไข หมายความว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สั่งการใด หรือวินิจฉัยเรื่องใดไปแล้ว หากกระทบต่อสถานภาพทางกฎหมายของบุคคลใดในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายจึง กําหนดให้มีระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐแบบแก้ไขโดยองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐ โดยองค์กรภายในของฝ่ายบริหาร และระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรภายนอกของฝ่ายบริหาร

(1) ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรภายในของฝ่ายบริหาร เป็นระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยขึ้นอยู่กับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ โดยอาจกระทําได้โดยการบังคับบัญชา และการกํากับดูแล ได้แก่

ก) ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐ ด้วยการควบคุมบังคับบัญชาและการกํากับดูแล

– การควบคุมบังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชาทําการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมในการกระทําของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยอาจตรวจสอบเองหรือมีบุคคลมาร้องเรียน

– การกํากับดูแล โดยหน่วยงานของรัฐจะดําเนินการตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทําของหน่วยงานตามสายการบังคับบัญชา

ข) ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐ ด้วยการร้องทุกข์และการอุทธรณ์ภายใน หน่วยงาน โดยสามารถร้องทุกข์หรืออุทธรณ์คําสั่งไปยังผู้ออกคําสั่งนั้น

(2) ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรภายนอกของฝ่ายบริหาร ได้แก่

ก) การควบคุมโดยองค์กรทางการเมือง เช่น รัฐสภา เป็นต้น

ข) การควบคุมโดยองค์กรพิเศษ คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น

(3) ระบบการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรศาล ได้แก่

ก) การควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยศาลยุติธรรม

ข) การควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยศาลปกครอง

ค) การควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยศาลรัฐธรรมนูญ

วิธีการควบคุมการใช้อํานาจรัฐที่ดีที่สุด คือ การควบคุมแบบแก้ไข (ภายหลัง) ที่เรียกว่า ใช้ระบบ ตุลาการ (ศาลคู่) นั่นคือ ศาลปกครอง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีระบบการพิจารณาที่ใช้ศาล และมีกฎหมายรองรับ ทําให้การพิจารณาพิพากษาเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง อาทิเช่น กฎหมายจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กฎหมายว่าด้วยความรับผิดในทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539

ส่วนการควบคุมการใช้อํานาจรัฐโดยองค์กรภายในของฝ่ายบริหารหรือโดยองค์กรทางการเมืองถือเป็นจุดอ่อนของการควบคุมการใช้อํานาจรัฐในรูปแบบนี้ เพราะไม่ค่อยเกิดผลในทางปฏิบัติมากนัก

LAW1101 (LAW1001) หลักกฎหมายมหาชน 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW1101 (LAW 1001) หลักกฎหมายมหาชน

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 กฎหมายมหาชนคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร กฎหมายมีความสัมพันธ์กับความยุติธรรม

อย่างไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคําตอบ

กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กําหนดถึงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ “สถานะและอํานาจรัฐและผู้ปกครอง รวมทั้งเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่กําหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและผู้ปกครองกับพลเมืองผู้อยู่ใต้การปกครอง ในฐานะที่รัฐและผู้ปกครองมีเอกสิทธิทางปกครองเหนือพลเมืองซึ่งอยู่ในฐานะเป็นเอกชน”

สาขาของกฎหมายมหาชน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง และกฎหมายการคลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและผู้ปกครองกับพลเมืองตามกฎหมายมหาชนนั้น เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะที่รัฐและผู้ปกครองมีเอกสิทธิ์ทางปกครองเหนือพลเมือง ซึ่งจะแตกต่างกับกฎหมายเอกชนที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานแห่งความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของคู่กรณี และตั้งอยู่บนหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาและเสรีภาพในการทําสัญญา

รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นกติกาการปกครองของรัฐ และเป็นกลไกการใช้อํานาจขององค์กรต่าง ๆ ทั้งองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรฝ่ายบริหาร องค์กรฝ่ายตุลาการ และ องค์กรของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระ

กติกาหรือกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งที่เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ และรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งหากกติกาหรือกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการปกครองประเทศเป็นกติกาที่ไม่ดีคือเป็นกฎเกณฑ์ที่กําหนดขึ้นตามอําเภอใจของผู้มีอํานาจจัดให้มีรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะต้องมีการแก้ไขกติกาหรือกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายนั้น

ความสัมพันธ์ของกฎหมายมหาชนกับหลักความยุติธรรม

ความยุติธรรมคืออะไร เป็นสิ่งที่นักกฎหมายต้องพิจารณาและให้ความสําคัญอย่างมาก เพราะกฎหมายนั้นตราออกมาใช้บังคับเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ความยุติธรรมนี้จะเอาอะไรมาเป็นปทัสถาน ของความยุติธรรมว่าพอดี หรือเพียงพอแล้ว เพราะเวลาพูดถึงความยุติธรรมถ้าใช้สามัญสํานึกของตัวเองเป็นหลัก บางเรื่องก็อาจจะเห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเอาสังคมส่วนรวมเป็นที่ตั้งก็อาจเป็นธรรม เช่น กรณีออกกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ หากใช้บังคับแก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกใช้เฉพาะกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว เช่นนี้ก็ย่อมถือว่ากฎหมายนั้นมีความยุติธรรมแล้ว

โดยทั่วไป ความยุติธรรมเป็นสิ่งบางอย่างที่ “รู้สึก” ได้ หรือรับรู้ได้โดย “สัญชาตญาณ” แต่ก็ ยากที่จะอธิบาย หรือให้นิยามความหมายของสิ่งที่รู้สึกได้ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ความหมายของคําว่า “ความยุติธรรม” มีความหลากหลาย รายละเอียดต่าง ๆ อาจศึกษา หาอ่านได้โดยตรงในวิชานิติปรัชญา ในที่นี้จะยกคําจํากัดความของนักกฎหมายหรือนักปราชญ์เพียงบางท่าน เช่น

เดวิด ฮูม (David Hume) อธิบายไว้ว่า ความยุติธรรมเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่มิได้ปรากฏขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นคุณธรรมที่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ (Artificial Virtue)

เพลโต (Plato : 427 – 347 B.C.) ปรัชญาเมธีชาวกรีกในงานเขียนเรื่อง “อุดมรัฐ” (The Republic) ได้ให้คํานิยามความยุติธรรมว่า หมายถึง การทํากรรมดี (Doing welt is Justice) หรือการทําในสิ่งที่ ถูกต้อง (Right Conduct)

อริสโตเติล (Aristotle) มองว่าความยุติธรรม คือ คุณธรรมทางสังคม (Social Virtue) ประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และคุณธรรมเรื่องความยุติธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง อริสโตเติล แบ่งความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ (Natural Justice) หมายถึง หลักความยุติธรรม ซึ่งมีลักษณะ เป็นสากล ไม่เปลี่ยนแปลง ใช้ได้ต่อมนุษย์ทุกคน ไม่มีขอบเขตจํากัด และอาจค้นพบได้โดย “เหตุผลบริสุทธิ์” ของมนุษย์

2 ความยุติธรรมตามแบบแผน (Conventional Justice) หมายถึง ความยุติธรรมซึ่ง เป็นไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง หรือธรรมนิยมปฏิบัติของแต่ละสังคมหรือชุมชน ความยุติธรรมลักษณะนี้อาจเข้าใจแตกต่างกันตามสถานที่และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาหรือตามความเหมาะสม

กฎหมายกับความยุติธรรมนั้นย่อมมีความสัมพันธ์กัน ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ 33 ปีการศึกษา 2523 ณ อาคารใหม่สวนอัมพร 24 ตุลาคม 2524 ตอนหนึ่งว่า “ตัวกฎหมายก็ไม่ใช่ความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมือที่ใช้ในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมเท่านั้น ดังนั้นนักกฎหมายในการใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาและอํานวยความยุติธรรม และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดินก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย”

และนอกจากนั้น ลอร์ดเดนนิ่ง (Lord Denning) และจอห์น รอลส์ (John Rawls) ได้อธิบาย ความหมายของความยุติธรรมว่า คือ สิ่งที่ผู้มีเหตุมีผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคมถือว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และบุคคลที่มีเหตุผลนั้นต้อง “เป็นคนกลาง” ไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่วินิจฉัย โดยความเห็นของ Lord Brown- Wilkinson ในคดีปิโนเชต์ได้นําคําพิพากษาของลอร์ดเฮวาร์ดมาอ้างด้วยว่า “เป็นความสําคัญขั้นพื้นฐานที่ว่าไม่เพียงแต่จะทําให้เกิดความยุติธรรมเท่านั้น แต่ต้องทําให้คนเห็นปรากฏชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่า มีความยุติธรรมเกิดขึ้นจริง…” ในคําพิพากษานั้น

 

ข้อ 2 จงอธิบายอย่างละเอียดว่ากฎหมายมหาชนและหลักกฎหมายมหาชนมีความเกี่ยวข้องและสําคัญแก่ตัวนักศึกษาอย่างไร

ธงคําตอบ

“กฎหมายมหาชน” คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานทางปกครอง หรือหน่วยงานของรัฐและแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในทางปกครองและการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนใหญ่ ในฐานะที่ฝ่ายปกครองมีอํานาจเหนือผู้ใต้ปกครอง

กฎหมายมหาชน ปัจจุบันได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายปกครอง ซึ่งกฎหมาย ปกครองนั้นอาจจะอยู่ในชื่อของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด ประมวล กฎหมาย หรืออาจจะอยู่ในชื่อของประกาศคณะปฏิวัติก็ได้

กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการวางระเบียบการปกครองของรัฐ ในทางการเมืองโดยกําหนดโครงสร้างของรัฐระบอบการปกครอง การใช้อํานาจอธิปไตย และการดําเนินงานของ สถาบันสูงสุดของรัฐที่ใช้อํานาจอธิปไตย กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงอํานาจในการปกครองประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 อํานาจ คือ

1 อํานาจนิติบัญญัติ เป็นอํานาจในการออกกฎหมายมาใช้บังคับกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของ อํานาจอธิปไตย ซึ่งมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อํานาจนี้

2 อํานาจบริหาร เป็นอํานาจที่จะจัดให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย มีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้อํานาจนี้

3 อํานาจตุลาการ เป็นอํานาจในการตัดสินและพิพากษาอรรถคดี ซึ่งองค์กรสําคัญที่ใช้ อํานาจนี้ คือ ศาล

กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่วางหลักเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองของรัฐในทางปกครองหรือที่เรียกว่า “การจัดระเบียบราชการบริหาร” รวมทั้งการวางระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมของฝ่ายปกครอง ที่เรียกว่า “บริการสาธารณะ” ซึ่งฝ่ายปกครองจัดทําเพื่อสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชน

ราชการแผ่นดินของไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายปกครองดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้อํานาจหน้าที่ ในทางปกครองแก่หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคําสั่งทางปกครอง ให้อํานาจในการออกกฎ ให้อํานาจในการกระทําทางปกครองและสัญญาทางปกครอง

ซึ่งในการใช้อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการใช้อํานาจทางปกครองในการออกกฎ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือการกระทําทางปกครองในรูปแบบอื่น และการทําสัญญาทางปกครองขององค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ก็เพื่อการ บริหารราชการแผ่นดินและเพื่อการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมของประเทศ ซึ่งรวมทั้งเพื่อประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้าด้วย ดังนั้นในการใช้อํานาจต่าง ๆ หรือการกระทําต่าง ๆ ขององค์กรของรัฐ หรือหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องมีกฎหมายมหาชนบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย เพราะถ้าไม่มีกฎหมายมหาชนบัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ องค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะไม่สามารถที่จะดําเนินการใด ๆ ได้ และนอกจากนั้น ในการใช้อํานาจต่าง ๆ ขององค์กรของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องได้ใช้อํานาจโดยถูกต้องตามหลักของกฎหมายมหาชนด้วย ซึ่งได้แก่

1 หลักความชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง การใช้อํานาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐ ไม่ว่า จะเป็นองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรของรัฐฝ่ายบริหาร และองค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการ จะต้องเป็นการใช้ อํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้เท่านั้น จะใช้อํานาจหน้าที่นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้

2 หลักประโยชน์สาธารณะ หมายถึง การใช้อํานาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐฝ่ายต่าง ๆ จะต้องเป็นการใช้อํานาจหน้าที่เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่ใช่เป็นการสนองตอบ ต่อความต้องการของคนบางกลุ่มบางพวกหรือเพื่อใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

3 หลักความยุติธรรม หมายถึง การใช้อํานาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐฝ่ายต่าง ๆ จะต้อง เป็นการใช้อํานาจหน้าที่กับบุคคลทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาคกัน และจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

และนอกจากนั้นยังมีหลักกฎหมายมหาชนหรือหลักกฎหมายปกครองที่มีความสําคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินอีกหลายประการ เช่น หลักความซื่อสัตย์สุจริต หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นต้น หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยรามคําแหงซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะใช้อํานาจทางปกครองเพื่อออกกฎ เช่น ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยหรือ ออกคําสั่งทางปกครอง หรือกระทําการทางปกครองในรูปแบบอื่น หรือการทําสัญญาทางปกครองในการบริหาร มหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยและนักศึกษาทุกคนซึ่งรวมทั้งข้าพเจ้าด้วยนั้นก็จะต้องมีกฎหมายมหาชน

ซึ่งในที่นี้คือ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งเป็นกฎหมายปกครองได้บัญญัติให้อํานาจและหน้าที่ไว้ด้วย และจะต้องใช้อํานาจและหน้าที่นั้นโดยถูกต้องตามหลักการต่าง ๆ ของกฎหมายมหาชนดังกล่าวข้างต้นด้วย เพราะถ้า เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยได้ใช้อํานาจหน้าที่เกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือเป็นการใช้อํานาจโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อํานาจไว้ หรือได้ใช้อํานาจและหน้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมายมหาชนแล้ว ย่อมอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทซึ่งเรียกว่า ข้อพิพาททางปกครองขึ้นมาได้ และเมื่อเกิดข้อพิพาททางปกครองหรือคดีปกครอง ขึ้นมาแล้ว ก็สามารถนําข้อพิพาทนั้นไปฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายมหาชนและหลักกฎหมายมหาชนมีความเกี่ยวข้องและสําคัญแก่ ตัวข้าพเจ้า ตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3 ทําไมจึงต้องควบคุมการใช้อํานาจรัฐ ในทางทฤษฎี การควบคุมการใช้อํานาจรัฐที่ดีมีองค์ประกอบ อะไรบ้าง และเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติใดบ้าง ให้นักศึกษาระบุมาสัก 4 – 5 พระราชบัญญัติ พร้อมทั้งอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

ธงคําตอบ

กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่ไม่เสมอภาค กล่าวคือ รัฐมีเอกสิทธิ์ทางปกครองอยู่เหนือเอกชนนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของกฎหมายมหาชนที่มีความเหนือกว่าในอํานาจรัฐ ซึ่งได้มา จากประชาชนในการที่รัฐย่อมมีอํานาจในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนิติกรรมหรือสัญญาทางปกครองที่ รัฐเห็นว่าเป็นนิติกรรมหรือสัญญาทางปกครองที่ไม่เกิดประโยชน์ในการจัดทําบริการสาธารณะ หรือไม่เกิดผลดี แก่สาธารณชนได้ แต่การใช้อํานาจรัฐดังกล่าวต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย

และเนื่องจากกฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ให้อํานาจรัฐ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอยู่เหนือประชาชน ดังนั้นหากไม่มีการควบคุม เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐอาจใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายได้ ซึ่งการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรของรัฐ หน่วยงานของรัฐ กระทําการหรืองดเว้นกระทําการใช้อํานาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย หรือใช้อํานาจนอกวัตถุประสงค์ของกฎหมาย อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน การควบคุมการใช้อํานาจรัฐที่ดี มีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 ระบบขององค์กรและกระบวนการตรวจสอบการกระทําของรัฐและเจ้าหน้าที่นั้น ควรมี ระบบที่ครอบคลุมกิจการของรัฐทุกด้าน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นไปโดยทั่วถึงอย่างแท้จริง

2 ระบบควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้น ต้องเหมาะสมกับสภาพกิจกรรมของรัฐที่ถูกควบคุม และต้องมั่นใจว่าระบบควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้นต้องสร้างสมดุลภาพของความจําเป็นในการใช้อํานาจรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่ละคนให้ได้

3 องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบควบคุมนั้น ต้องมีลักษณะเป็นอิสระที่จะตรวจสอบควบคุม กิจกรรมที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําได้ โดยองค์กรควบคุมนั้นเองจะต้องถูกตรวจสอบได้ด้วย

4 จะต้องมีการปรับปรุงกลไกทั้งหลายที่ประชาชนจะสามารถใช้สิทธินําเรื่องมาสู่องค์กร ทั้งหลายได้โดยกว้างขวางขึ้น อันจะทําให้ระบบการควบคุมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สําหรับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้น มีหลายฉบับ เช่น

1 พระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้จะใช้บังคับแก่การกระทําละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อบุคคลภายนอกหรือต่อหน่วยงาน ของรัฐ โดยจะกําหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทําละเมิดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าการกระทําละเมิดนั้นจะเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม

2 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เป็น พ.ร.บ.ที่มีวัตถุประสงค์ ในการวางมาตรฐานการปฏิบัติงานราชการแผ่นดินของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง กับการออกกฎหรือคําสั่งทางปกครอง ให้มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมแก่ ประชาชน เช่น การวางกรอบวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกกฎหรือคําสั่งทางปกครอง รูปแบบและผล ของคําสั่ง การอุทธรณ์คําสั่ง การเพิกถอนคําสั่ง วิธีการแจ้งคําสั่ง ระยะเวลาและอายุความ เป็นต้น

3 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็น พ.ร.บ.ที่ใช้ควบคุมการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อํานาจทางปกครองหรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ หรือคําสั่ง หรือการกระทําใด ๆ เอกชนผู้ได้รับความเสียหายก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้โดยอาศัยกลไกของกฎหมายฉบับนี้

พระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและมีความสําคัญในเรื่องการ ควบคุมการใช้อํานาจรัฐเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐฯ เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมการใช้อํานาจรัฐ โดยควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐมิให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทําการใด ๆ ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือโดยประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกหรือต่อหน่วยงานของรัฐ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมการใช้อํานาจทางปกครอง ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการใช้อํานาจทางปกครองในการออกคําสั่งทางปกครองว่าจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนดไว้เท่านั้น

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทําการใด ๆ เนื่องจากการใช้อํานาจรัฐและก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น แก่บุคคลภายนอก หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อํานาจทางปกครองออกกฎหรือคําสั่ง และเป็นกฎหรือคําสั่งที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ดังนี้บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนจากการใช้อํานาจหรือจากการกระทําของ เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว ย่อมสามารถฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือให้ศาลปกครองสั่งให้เพิกถอน กฎหรือคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้ โดยอาศัยสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ นั่นเอง

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2108 (LAW 2008) ป.พ.พ.ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 แดงได้ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือและจดทะเบียนให้ขาวเช่าอาคารพาณิชย์ของแดงมีกําหนดเวลา 6 ปี มีข้อตกลงว่าขาวเช่าอาคารพาณิชย์เพื่อทําเป็นร้านเสริมสวยและตัดผมเท่านั้น ขาวเช่าอาคารได้เพียง 1 ปี แดงขายอาคารนี้ให้แก่ดํา การซื้อขายทําโดยชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนั้นอีก 6 เดือน ขาวได้ใช้อาคารนี้เปลี่ยนมาใช้ทําเป็นภัตตาคาร ดําทราบ ดังนั้นจึงบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีและให้ขาวขนของออกจากอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 1 เดือน ขาวไม่ปฏิบัติตาม ดําจึงฟ้องเรียกอาคารคืน การกระทําของดําชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จงวินิจฉัย

หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปว่าขาวทําร้านเสริมสวยและตัดผมมาจนครบ 6 ปี และสัญญาเช่า แดงได้ให้คํามั่นจะให้เช่าไว้ว่าจะให้ขาวเช่าต่อไปอีก 3 ปี เมื่อขาวเช่าครบ 6 ปี ขาวขอเช่า แต่ดํา ปฏิเสธได้หรือไม่ เพียงใด จงวินิจฉัย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

มาตรา 552 “อันผู้เช่าจะใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่ใช้กันตามประเพณีนิยม ปกติ หรือการดังกําหนดไว้ในสัญญานั้น ท่านว่าหาอาจจะทําได้ไม่

มาตรา 554 “ถ้าผู้เช่ากระทําการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 552 มาตรา 553 หรือฝ่าฝืนข้อสัญญา ผู้ให้เช่าจะบอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายหรือข้อสัญญานั้น ๆ ก็ได้ ถ้าและผู้เช่าละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตาม ท่านว่าผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้”

มาตรา 569 “อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า

ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แดงทําสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนให้ขาวเช่าอาคารพาณิชย์ของแดง มีกําหนดเวลา 6 ปี โดยมีข้อตกลงว่า ขาวเช่าอาคารพาณิชย์เพื่อทําเป็นร้านเสริมสวยและตัดผมเท่านั้น สัญญาเช่าระหว่างแดงและขาวย่อมมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามมาตรา 538

การที่ขาวได้เช่าอาคารดังกล่าวได้เพียง 1 ปี แดงได้ขายอาคารนี้ให้แก่ดํา และการซื้อขายนั้น ทําโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับโอนย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของแดงผู้โอนซึ่งมีต่อขาวผู้เข่าด้วยตาม มาตรา 569 กล่าวคือ ดําจะต้องให้ขาวเช่าอาคารดังกล่าวต่อไปจนครบ 6 ปี

การที่ขาวผู้เช่าได้ใช้อาคารที่เช่าเปลี่ยนมาใช้ทําเป็นภัตตาคาร ย่อมถือว่าขาวได้นําทรัพย์สินที่เช่า ไปใช้เพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่กําหนดไว้ในสัญญา ดังนี้ ดําย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 554 ประกอบมาตรา 552 แต่ดําจะต้องบอกกล่าวให้ขาวผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อสัญญาก่อน และถ้าผู้เช่า ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตาม ดําผู้ให้เช่าก็สามารถบอกเลิกสัญญาเช่านั้นได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อทราบ ดําได้บอกเลิกสัญญาเช่าทันที และให้ขาวขนของออกจากอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 1 เดือน โดยไม่มีการบอกกล่าว ให้ขาวผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อสัญญาก่อน และเมื่อขาวไม่ปฏิบัติตาม ดําจึงฟ้องเรียกอาคารคืนนั้น การกระทําของดําจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าหากขาวทําร้านเสริมสวยและตัดผมมาจนครบกําหนด 6 ปี และตามสัญญา เช่านั้น แดงได้ให้คํามั่นจะให้เช่าไว้ว่าจะให้ขาวเช่าต่อไปอีก 3 ปีนั้น เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่ตามคํามั่นจะให้เช่า เท่านั้น ไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่า จึงไม่ผูกพันดําผู้โอน ดังนั้น เมื่อขาวผู้เช่าได้เช่าอาคารมาจนครบ 6 ปีแล้ว สัญญาเช่าระหว่างแดงและขาวย่อมระงับลง และเมื่อขาวขอเช่าต่อ แต่ดําปฏิเสธ การปฏิบัติของดํา จึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การที่ดําบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีที่ขาวขอเข่าต่อ ดําสามารถปฏิเสธได้

ข้อ 2 ทิชาทําสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งที่กําลังจะเริ่มก่อสร้างจากคิวเพื่ออยู่อาศัยมีกําหนด 10 ปี โดยทิชา ตกลงให้เงินช่วยค่าก่อสร้างแก่คิวเป็นเงิน 500,000 บาทในวันทําสัญญา และกําหนดค่าเช่างวดละ 5,000 บาท ชําระทุกวันที่ 20 ของเดือน สัญญาเช่าทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ได้นําไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากทิชาเข้าอยู่อาศัยในบ้านได้ 4 ปี คิวได้ โอนขายบ้านนั้นให้พาย โดยพายรับทราบถึงสัญญาเช่าระหว่างคิวและทิชา พายจึงแจ้งให้ทิชา ออกจากบ้านไปทันทีที่รับโอนบ้านจากคิว ทิชาปฏิเสธโดยอ้างว่าพายต้องรับโอนซึ่งสิทธิหน้าที่ของคิว ในฐานะผู้ให้เช่าบ้านไปด้วยเนื่องจากสัญญาเช่ายังไม่ครบกําหนด ดังนี้ ข้ออ้างของทิชาฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 538 ได้กําหนดไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดี กันได้ก็ต่อเมื่อได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ และถ้าเป็นการเช่า ที่มีกําหนดเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ทิชาได้ทําสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งที่กําลังก่อสร้างจากคิวเพื่ออยู่อาศัย มีกําหนด 10 ปี โดยทิชาตกลงให้เงินช่วยค่าก่อสร้างแก่คิวเป็นเงิน 500,000 บาทในวันทําสัญญานั้น ทําให้ สัญญาเช่าฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา ซึ่งสัญญาเช่าต่างตอบแทนฯนั้น จะผูกพันผู้รับโอนก็ต่อเมื่อสัญญาเช่าซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ทําถูกต้องตามมาตรา 538 กล่าวคือ ถ้าเป็นสัญญาเช่าที่มีระยะเวลา 10 ปี จะต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อปรากฏว่า สัญญาเช่าบ้านระหว่างทิชาและคิวได้ทําเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้นําไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงไม่ผูกพันพายผู้รับโอนแม้พายจะได้ทราบถึงสัญญาเช่าระหว่างทิชาและคิวอยู่แล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อพายได้แจ้งให้ทิชาออกจากบ้านไปทันทีที่รับโอนบ้านจากคิวหลังจากที่ทิชาได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านได้ 4 ปีแล้ว การที่ทิชาปฏิเสธโดยอ้างว่าพายต้องรับโอนซึ่งสิทธิและหน้าที่ของคิวในฐานะผู้ให้เช่าบ้านไปด้วย เนื่องจากสัญญาเช่ายังไม่ครบกําหนดนั้น ข้ออ้างของทิชาย่อมฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้ออ้างของทิชาฟังไม่ขึ้น

ข้อ 3 นายเอกว่าจ้างนายโทมาจากประเทศอิตาลี โดยออกค่าเดินทางจากประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้มาเป็นหัวหน้าพ่อครัวในร้านอาหารอิตาเลี่ยนของตน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง วันที่ 1 มกราคม 2564 ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนก่อนวันที่ 25 ของเดือน เมื่อครบกําหนด วันที่ 1 มกราคม 2564 แล้ว นายเอกมิได้เลิกจ้างนายโท ยังคงให้นายโททํางานต่อไป ทั้งยังยอม จ่ายค่าจ้างให้นายโทด้วย แต่เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังคงแพร่ระบาด อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจการของนายเอกไม่อาจดําเนินการได้ด้วยดีนัก เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 นายเอกจึงบอกเลิกการจ้างด้วยวาจาไปยังนายโท อยากทราบว่า การบอกกล่าวเลิกสัญญาของนายเอกเป็นผลให้สัญญาเลิกกันเมื่อใด และนายเอกจะต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาตามคําเรียกร้องของนายโทหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 581 “ถ้าระยะเวลาที่ได้ตกลงว่าจ้างกันนั้นสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างยังคงทํางานอยู่ต่อไปอีก และนายจ้างรู้ดังนั้นก็ไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทําสัญญาจ้างกันใหม่ โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิม แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะเลิกสัญญาเสียได้ด้วยการบอกกล่าวตามความ ในมาตราต่อไปนี้”

มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแต่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียวแล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได้”

มาตรา 586 “ถ้าลูกจ้างเป็นผู้ซึ่งนายจ้างได้จ้างเอามาแต่ต่างถิ่นโดยนายจ้างออกเงินค่าเดินทางให้ไซร้ เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลง และถ้ามิได้กําหนดกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาแล้ว ท่านว่านายจ้างจําต้อง ใช้เงินค่าเดินทางขากลับให้ แต่จะต้องเป็นดังต่อไปนี้ คือ

(1) สัญญามิได้เลิกหรือระงับเพราะการกระทําหรือความผิดของลูกจ้าง และ

(2) ลูกจ้างกลับไปยังถิ่นที่ได้จ้างเอามาภายในเวลาอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกได้ว่าจ้างนายโทมาจากประเทศอิตาลี โดยออกค่าเดินทางจาก ประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้มาเป็นหัวหน้าพ่อครัวในร้านอาหารอิตาเลี่ยนของตน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2564 โดยตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนก่อนวันที่ 25 ของเดือน เมื่อครบกําหนดวันที่ 1 มกราคม 2564 แล้ว นายเอกมิได้เลิกจ้างนายโท ยังคงให้นายโททํางานต่อไป ทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างให้นายโท ด้วยนั้น กรณีนี้ย่อมถือว่านายเอกและนายโทได้ทําสัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตาม มาตรา 581 และเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลาการจ้าง ดังนั้น ถ้าต่อมานายเอกต้องการบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 582 สัญญาจ้างจึงจะสิ้นสุดลง

การที่นายเอกบอกเลิกสัญญาจ้างนายโทในวันที่ 30 สิงหาคม 2554 นั้น การบอกเลิกสัญญาจ้าง ของนายเอกย่อมเป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือวันที่ 24 ตุลาคม 2564

และเมื่อสัญญาจ้างได้สิ้นสุดลง โดยหลักนายจ้างมีหน้าที่ต้องออกเงินค่าเดินทางขากลับให้แก่ลูกจ้างที่มาจากต่างถิ่น ตามมาตรา 586 แต่จํากัดเพียงเฉพาะสัญญามิได้เลิกหรือระงับเพราะการกระทําหรือความผิดของลูกจ้าง และลูกจ้างกลับไปยังถิ่นที่ได้จ้างเอามา แต่เมื่อข้อเท็จจริงนายเอกจ้างนายโทมาจากประเทศอิตาลีโดยออกค่าเดินทาง จากประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพฯ ดังนั้น การที่นายโทเรียกเงินค่าตั๋วเดินทางกลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมิใช่การเรียกร้องค่าเดินทางกลับไปยังถิ่นที่นายเอกจ้างมา นายเอกจึงไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาตามคําเรียกร้องของนายโท

สรุป การบอกกล่าวเลิกสัญญาของนายเอกเป็นผลให้สัญญาเลิกกันในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 และนายเอกไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาตามคําเรียกร้องของนายโท

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ s/63

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2108 (LAW 2008) ป.พ.พ. ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 จิ๋วและโก๋เป็นเพื่อนกัน จิ๋วจึงให้โก๋เช่าบ้านพร้อมที่ดินแปลงหนึ่งของตนเพื่ออยู่อาศัย มีกําหนด เวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – 31 ธันวาคม 2565 ชําระค่าเช่าทุกเดือนในอัตราเดือนละ 5,000 บาท หลังจากที่โก๋เช่าบ้านพร้อมที่ดินไปได้ 2 ปี โก้ผิดนัดไม่ชําระค่าเช่า 3 เดือน เนื่องจากโก๋ตกงาน จิ๋วจึงบอกเลิกสัญญากับโก๋ทันที และให้โก๋ออกจากบ้านและที่ดินที่เช่า แต่โก๋ปฏิเสธ จิ๋วจึงนําคดีมาฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ และขอให้ศาลสั่งขับไล่โก๋

(ก) หากสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวตกลงด้วยวาจา ถ้าท่านเป็นศาลในคดีนี้ ท่านจะวินิจฉัย คดีเช่นไร เพราะเหตุใด

(ข) หากสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวทําเป็นหนังสือ ถ้าท่านเป็นศาลในคดีนี้ ท่านจะวินิจฉัย คดีเช่นไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

มาตรา 560 “ถ้าผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชําระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกําหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 538 ได้กําหนดไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดี กันได้ก็ต่อเมื่อได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ และถ้าเป็นการเช่า ที่มีกําหนดเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่จิ๋วให้โก๋เช่าบ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ มีกําหนดเวลา 3 ปี และตกลงกัน ด้วยวาจานั้น สัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดินระหว่างจิ๋วและโก๋ เมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดคือโก๋ แม้สัญญาเช่าจะสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้น การที่โก๋ผิดนัดไม่ชําระค่าเช่า 3 เดือน จิ๋วจึงไม่สามารถฟ้องร้องให้โก๋ชําระค่าเช่าที่ค้างชําระได้

ส่วนการที่จิ๋วฟ้องขอให้ศาลขับไล่โก๋ออกจากบ้านและที่ดินที่เช่านั้น มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อให้บังคับตามสัญญาเช่าแต่อย่างใด ดังนั้น แม้สัญญาเช่าจะมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสําคัญก็ตาม จิ๋วผู้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินก็สามารถฟ้องร้องขับไล่โก๋ได้

(ข) การที่จิ๋วให้โก๋เช่าบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวโดยทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือนั้น สัญญาเช่าย่อมมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามมาตรา 538 แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 560 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า ถ้าค่าเช่านั้นได้กําหนดชําระกันเป็นรายเดือนหรือยาวกว่ารายเดือน เมื่อผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิก สัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าชําระค่าเช่าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมชําระอีก จึงจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้

การที่โก๋ได้ตกลงจะชําระค่าเช่าแก่จิ๋วเป็นรายเดือน แล้วต่อมาผิดนัดชําระค่าเช่า 3 เดือนนั้น โดยหลักแล้วจิ๋วย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 560 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อสัญญาเช่านั้นมีการกําหนดชําระค่าเช่าเป็นรายเดือน ดังนั้น จิ๋วจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จิ๋วจะต้องบอกกล่าวให้โก๋นําค่าเช่ามาชําระก่อน โดยจะต้องให้เวลาแก่โก๋นําค่าเช่ามาชําระอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งหากโก๋ไม่ยอมชําระอีก จิ๋วจึงจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 560 วรรคสอง แต่ตามข้อเท็จจริง จิ๋วได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับโก๋ทันที โดยไม่มีการบอกกล่าวให้โก๋นําค่าเช่าที่ค้างชําระมาชําระก่อน การบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าทันทีของจิ๋วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สัญญาเช่าจึงยังไม่ระงับ จิ๋วจึงยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าจากโก๋ได้

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลในคดีนี้ จะวินิจฉัยทั้ง 2 กรณีดังนี้คือ

(ก) จะยกฟ้องคดีที่จิ๋วฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ แต่จะรับฟ้องคดีฟ้องขับไล่ของจิ๋ว

(ข) จะยกฟ้องทั้งคดีฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ และคดีฟ้องขับไล่ของจิ๋ว

ข้อ 2 ทิชาทําสัญญาเช่าซื้อบ้านหลังหนึ่งจากคิวในราคา 1,000,000 บาท สัญญาทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แต่ยังไม่ได้นําไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยกําหนดค่าเช่าซื้องวดละ 100,000 บาท ชําระทุกวันที่ 20 ของเดือน มีกําหนด 10 งวด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ในวันทําสัญญา ทิชาได้ให้ค่าเช่าล่วงหน้าไว้ 200,000 บาท หลังจากที่ทิชาชําระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 แล้ว ทิชาก็ไม่ได้ชําระค่าเช่าซื้ออีกเลย ในวันที่ 21 ตุลาคม 2563 คิวจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่ที่ชา ทันที ดังนี้ การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของคิวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 572 วรรคสอง “สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทําเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ”

มาตรา 574 วรรคหนึ่ง “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อ

ที่เป็นส่วนสําคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้รับเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ทิชาทําสัญญาเช่าซื้อบ้านหลังหนึ่งจากคิว ในราคา 1,000,000 บาท โดยทําสัญญากันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แต่ยังไม่ได้นําไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ถือว่าสัญญาเช่าซื้อบ้านระหว่างทิชาและคิวได้ทําถูกต้องตามแบบที่มาตรา 572 วรรคสอง ได้กําหนดไว้แล้ว เพราะตามมาตรา 572 ไม่ได้กําหนดว่าสัญญาเช่าซื้อจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ดังนั้น

สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย

เมื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ได้ตกลงให้ทิชาชําระค่าเช่าซื้อทุกวันที่ 20 ของเดือน มีกําหนด 10 งวด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป โดยในวันทําสัญญา ทิชาได้ให้ค่าเช่าล่วงหน้าไว้ 200,000 บาท และหลังจากทิชาชําระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 แล้ว ทิชาก็ไม่ได้ชําระค่าเช่าซื้ออีกเลยนั้น เมื่อนําค่าเช่าล่วงหน้า 200,000 บาท มาหักออกจากยอดที่ไม่ได้ชําระค่าเช่าซื้อก่อนแล้ว ย่อมถือว่าทิชาได้ชําระค่าเช่าซื้อจนถึงงวดที่ 9 แล้ว และยังคงผิดนัดไม่ใช้เงินค่าเช่าซื้องวดที่ 10 ที่มีกําหนดชําระวันที่ 20 ตุลาคม 2563 เพียงงวดเดียวเท่านั้น จึงถือเป็นกรณี ที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินเพียง 1 คราว มิใช่การผิดนัดไม่ใช้เงิน 2 คราวติด ๆ กัน อันจะทําให้คิวมีสิทธิบอกเลิก สัญญาเช่าซื้อตามมาตรา 574 วรรคหนึ่งได้ ดังนั้น การที่คิวบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันทีในวันที่ 21 ตุลาคม 2563 และฟ้องขับไล่ทิชานั้น การกระทําของคิวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของตัวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3 (ก) จงอธิบายเหตุที่นายจ้างจะไล่ลูกจ้างออกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหม ทดแทน และยกตัวอย่างประกอบให้เข้าใจพอสังเขป

(ข) ผู้ว่าจ้างทําของจะบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทําของในกรณีที่การที่จ้างยังทําไม่เสร็จได้หรือไม่และผู้ว่าจ้างทําของต้องดําเนินการอย่างไรในการบอกเลิกสัญญา จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบให้เข้าใจพอสังเขป

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 583 “ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นําพาต่อคําสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทําความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทําประการอื่น อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้”

จากบัญญัติมาตรา 583 จะเห็นได้ว่า นายจ้างจะไล่ลูกจ้างออกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

หรือให้สินไหมทดแทนได้ ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้คือ

1 ลูกจ้างจงใจขัดคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย

2 ลูกจ้างละเลยไม่นําพาต่อคําสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นอาจิณ

3 ลูกจ้างละทิ้งการงานไปเสีย

4 ลูกจ้างกระทําความผิดอย่างร้ายแรง

5 ลูกจ้างกระทําโดยประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต

ตัวอย่าง นาย ก. ได้ทําสัญญาจ้างนาย ข. เป็นลูกจ้างมีกําหนดเวลา 5 ปี โดยตกลงจ่ายสินจ้าง ทุก ๆ วันสิ้นเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ปรากฏว่าในเดือนเมษายน 2564 นาย ข. ได้มาทํางานสาย ถึง 10 ครั้ง และนาย ก. ก็ได้ทําการตักเตือนเป็นหนังสือให้ทราบแล้วว่าตามระเบียบของที่ทํางานนั้นต้องมาทํางาน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. แต่นาย ข. ก็ยังมาทํางานสายอีกหลายครั้ง ดังนี้ ถือว่านาย ข. ได้ละเลยไม่นําพาต่อคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ นาย ก. ย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างนาย ข. ได้ทันที โดยมิพักต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทน

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 605 “ถ้าการที่จ้างยังทําไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น”

จากบัญญัติมาตรา 605 จะเห็นได้ว่า กรณีสัญญาจ้างทําของนั้น ผู้ว่าจ้างทําของจะบอกเลิกสัญญา กับผู้รับจ้างทําของในกรณีที่การที่จ้างยังทําไม่เสร็จได้ แต่ผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อ ความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดจากการเลิกสัญญานั้น

ตัวอย่าง พรทําสัญญาจ้างเพ็ญให้ตัดเย็บหน้ากากผ้าจํานวน 10,000 ชิ้น โดยจะจ่ายสินจ้าง ให้เพ็ญเมื่องานเสร็จเป็นเงิน 100,000 บาท เมื่อเพ็ญดําเนินการตัดเย็บหน้ากากผ้าไปแล้ว 2,000 ชิ้น พรเห็นว่า แบบที่ว่าจ้างให้เพ็ญตัดเย็บนั้น มีขายมากเกินไปในท้องตลาด ซึ่งอาจจะขายไม่หมดตามจํานวนที่คาดไว้ ดังนั้น พรจึงสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างกับเพ็ญได้ แต่พรจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญานั้นให้แก่เพ็ญ

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ก๋วยจั๊บและก๋วยเตี๋ยวเป็นเพื่อนสนิทกัน ก๋วยจั๊บจึงให้ก๋วยเตี๋ยวเช่าบ้านพร้อมที่ดินแปลงหนึ่งของตน สัญญาเช่าตกลงด้วยวาจามีกําหนดเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 – 31 ธันวาคม 2564 ชําระค่าเช่าทุกเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท หลังจากที่ก๋วยเตี๋ยวเช่าบ้านพร้อมที่ดินไปได้ 2 ปี ก๋วยเตี๋ยวผิดนัดไม่ชําระค่าเช่า 3 เดือน เนื่องจากก๋วยเตี๋ยวตกงาน ก๋วยจั๊บจึงบอกเลิกสัญญา กับก๋วยเตี๋ยวทันที และให้ก๋วยเตี๋ยวออกจากบ้านและที่ดินที่เช่า แต่ก๋วยเตี๋ยวปฏิเสธ ก๋วยจั๊บจึงนํา คดีมาฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระและขอให้ศาลสั่งขับไล่ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวต่อสู้ขอให้ศาลยกฟ้อง โดยอ้างว่าสัญญาเช่าทําไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และการบอกเลิกสัญญาเช่าทําโดยมิชอบ ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาลในคดีนี้ ท่านจะวินิจฉัยคดีเช่นไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 538 ได้กําหนดไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถฟ้องร้องบังคับ คดีกันได้ ก็ต่อเมื่อได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ และถ้าเป็น การเช่าที่มีกําหนดเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ก๋วยจั๊บให้ก๋วยเตี๋ยวเช่าบ้านพร้อมที่ดินมีกําหนดเวลา 3 ปี และตกลงกัน ด้วยวาจานั้น สัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดินระหว่างก๋วยจั๊บกับก๋วยเตี๋ยวเมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ (ก๋วยเตี๋ยว) จึงไม่สามารถที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้นการที่ก๋วยเตี๋ยว ผิดนัดไม่ชําระค่าเช่า 3 เดือน ก๋วยจับจึงไม่สามารถฟ้องร้องให้ก๋วยเตี๋ยวชําระค่าเช่าได้

ส่วนการที่ก๋วยจั๊บฟ้องขอให้ศาลขับไล่ก๋วยเตี๋ยวออกจากบ้านและที่ดินที่เช่านั้น มิใช่เป็นการฟ้อง

เพื่อให้บังคับตามสัญญาเช่าแต่อย่างใด ดังนั้น แม้สัญญาเช่าจะมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ก๋วยจั๊บผู้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินก็สามารถฟ้องขับไล่ก๋วยเตี๋ยวได้

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลในคดีนี้ จะวินิจฉัยยกฟ้องคดีที่ก๋วยจั๊บฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ แต่ จะรับฟ้องคดีฟ้องขับไล่ของก๋วยจั๊บ

 

ข้อ 2 (ก) ไบรท์ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือให้กินเช่าบ้านของไบรท์มีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุกวันที่ 5 ของเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ในวันทําสัญญาเช่า วินได้ให้เงินค่าเช่าล่วงหน้าไว้เป็นจํานวน 30,000 บาท วินเข้าไปอยู่ใน บ้านที่เช่าจนถึงเดือนมีนาคม 2563 แต่วินไม่ได้ชําระค่าเช่าให้กับไบรท์เลยตั้งแต่เริ่มทําสัญญา ดังนั้น ในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ไบรท์จึงมีหนังสือแจ้งให้วินนําค่าเช่ามาชําระให้เสร็จสิ้น ภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว มิฉะนั้นให้ถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็น การบอกเลิกสัญญา เมื่อครบกําหนด 15 วันแล้ว วินก็ไม่ได้ชําระค่าเช่าให้กับไบรท์ ดังนั้น วันที่ 17 มีนาคม 2563 ไบรท์จึงฟ้องขับไล่วินออกจากบ้านที่เช่า การบอกเลิกสัญญาเช่า ของไบรท์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ คําตอบของท่านจะแตกต่างไปหรือไม่ เพราะเหตุใด (นักศึกษาจะต้องอธิบายเหตุผลประกอบด้วย มิฉะนั้นจะไม่ได้คะแนน)

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 560 “ถ้าผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้อง บอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชําระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกําหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน”

วินิจฉัย

ในเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์นั้นตามบทบัญญัติมาตรา 560 ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าการชําระค่าเช่ากําหนด ชําระกันเป็นรายเดือนหรือยาวกว่ารายเดือน เมื่อผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าชําระค่าเช่าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมชําระอีกจึงจะบอกเลิกสัญญาได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ไบรท์ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือให้กินเช่าบ้านของไบรท์มีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุกวันที่ 5 ของเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาทนั้น ถือเป็นสัญญาเช่าที่มีการตกลงชําระค่าเช่าเป็นรายเดือน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวินไม่ได้ชําระค่าเช่าให้กับไบรท์เลย นับแต่เริ่มทําสัญญา ดังนี้เมื่อหักค่าเช่าล่วงหน้าที่วินให้ไว้ 30,000 บาท จึงถือว่าวินยังไม่ได้ชําระค่าเช่าในวันที่ 5 มกราคม และ 5 กุมภาพันธ์ 2563 และการที่ไบรท์มีหนังสือแจ้งให้วินนําค่าเช่ามาชําระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว มิฉะนั้นให้ถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญานั้น ย่อมถือได้ว่า ผู้ให้เช่าได้บอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนแล้วว่าให้ชําระค่าเช่าภายในกําหนดเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้นเมื่อครบกําหนด 15 วันแล้ววินก็ยังไม่ได้ชําระค่าเช่าให้แก่ไบรท์ และไบรท์ได้ฟ้องขับไล่วินออกจากบ้านที่ให้เช่าในวันที่ 17 มีนาคม 2563 การบอกเลิกสัญญาเช่าของไบรท์จึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 560

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 574 วรรคหนึ่ง “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อ ที่เป็นส่วนสําคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้รีบ เป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย”

วินิจฉัย

ถ้าข้อเท็จจริงตาม (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ การที่วินผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน คือไม่ชําระ ค่าเช่าซื้อในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ดังนั้นไบรท์ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของไบรท์จึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป (ก) การบอกเลิกสัญญาเช่าของไบรท์ชอบด้วยกฎหมาย

(ข) การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของไบรท์ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นคําตอบจึงไม่แตกต่างกัน

 

ข้อ 3 แบมทําสัญญาจ้างให้ออยตัดเย็บหน้ากากผ้าตามแบบจํานวน 10,000 ชิ้น โดยจะจ่ายสินจ้าง ให้แก่ออยเมื่องานเสร็จเป็นเงินรวม 100,000 บาท ออยเห็นว่ามีงานต้องทําเป็นจํานวนมากจึงทํา สัญญาจ้างบีมเป็นลูกจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา โดยให้สินจ้างสัปดาห์ละ 2,000 บาท กําหนดจ่าย สินจ้างกันทุกวันศุกร์ เมื่อออยดําเนินการตัดเย็บหน้ากากผ้าไปแล้ว 2,000 ชิ้น แบมเห็นว่าแบบที่ ว่าจ้างให้ออยตัดเย็บนั้นมีขายเยอะเกินไปในท้องตลาดจึงขายไม่ออกตามจํานวนที่คาดไว้ แบมจึงบอกเลิกสัญญากับออย

(ก) แบมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับออยหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) ออยเห็นว่าไม่ค่อยมีงานให้บีมทําแล้ว จึงบอกเลิกสัญญาจ้างกับบีมในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563 ดังนี้ ทีมต้องทํางานให้ออยถึงวันที่เท่าใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 587 “อันว่าจ้างทําของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทํา การงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสําเร็จ

แห่งการที่ทํานั้น”

มาตรา 605 “ถ้าการที่จ้างยังทําไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้เมื่อ เสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น”

วินิจฉัย

โดยหลักในเรื่องสัญญาจ้างทําของนั้น ถ้าการที่จ้างยังทําไม่แล้วเสร็จ ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิก

สัญญาจ้างได้ แต่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดจากการเลิกสัญญานั้น ให้กับผู้รับจ้าง (มาตรา 605)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แบมทําสัญญาจ้างให้ออยตัดเย็บหน้ากากผ้าตามแบบจํานวน 10,000 ชิ้น โดยจะจ่ายสินจ้างให้แก่ออยเมื่องานเสร็จเป็นเงินรวม 100,000 บาทนั้น ถือเป็นสัญญาจ้างทําของตามมาตรา 587 เมื่อออยดําเนินการตัดเย็บหน้ากากผ้าไปแล้ว 2,000 ชิ้น แบมเห็นว่าแบบที่ว่าจ้างให้ออยตัดเย็บนั้นมีขายเยอะเกินไป ในท้องตลาดจึงขายไม่ออกตามจํานวนที่คาดไว้จึงบอกเลิกสัญญาจ้างกับออยนั้น แบมย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง กับออยได้ แต่แบมจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญานั้นให้แก่ ออยด้วยตามมาตรา 605

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 575 “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทํางาน ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทํางานให้”

มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง

เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานวนที่จะต้องจ่าย

จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียวแล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ออยทําสัญญาจ้างบีมเป็นลูกจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลาโดยให้สินจ้าง สัปดาห์ละ 2,000 บาท กําหนดจ่ายสินจ้างทุกวันศุกร์นั้น ถือว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 575 และเมื่อเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดเวลาจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 582 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าออยจะบอกเลิกสัญญาจ้าง จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ออยได้บอกเลิกสัญญากับทีมในวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ย่อมถือว่าเป็น การบอกเลิกสัญญาของการจ่ายสินจ้างในศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนด จ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า คือ เลิกสัญญากันในวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ดังนั้น บีมจึงต้องทํางานให้ออย ต่อไปจนถึงวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563

สรุป (ก) แบมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับออยได้ แต่แบมจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับออย ในความเสียหายซึ่งเกิดจากการบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นด้วย

(ข) ออยบอกเลิกสัญญากับบีมในวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 บีมต้องทํางานให้ออยจนถึง วันที่ 17 กรกฎาคม 2563

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 แดงได้ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือแต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าให้ขาวเช่าอาคารพาณิชย์ของแดง มีกําหนดเวลา 6 ปี ตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันสิ้นเดือน และสัญญาเช่าข้อ 5 ระบุว่า “หากสัญญาเช่า ครบ 6 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ผู้ให้เช่าให้คํามั่นจะให้ผู้เช่าเช่าอาคารพาณิชย์ต่อไป อีก 3 ปี” หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า

(ก) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ขาวได้แจ้งความประสงค์ไปยังแดงว่าขาวต้องการเช่าอาคาร ต่อไปอีก 3 ปี แต่แดงอ้างว่าไม่มีคํามั่นจะให้เช่าแล้ว จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม การปฏิเสธของแดง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จงวินิจฉัย

(ข) ขาวเช่าอาคารพาณิชย์มาได้ 1 ปีเท่านั้น แดงได้ขายอาคารพาณิชย์ให้กับดํา การซื้อขา ทําโดยชอบด้วยกฎหมาย ทําให้ขาวเข่าอาคารพาณิชย์จนครบ 6 ปี ครั้นถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ดําฟ้องขับไล่ขาวออกจากอาคาร และให้ขาวส่งมอบอาคารคืน เพราะขาวยังอยู่ในอาคารพาณิชย์ โดยที่ดํามิได้บอกเลิกสัญญาเช่าก่อน คําอ้างว่าครบกําหนดเวลาเช่า 6 ปีแล้ว ดังนี้ การกระทํา ของดําชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จงวินิจฉัย

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 538 ได้กําหนดไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถฟ้องร้องบังคับ คดีกันได้ ก็ต่อเมื่อได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ และถ้าเป็น การเช่าที่มีกําหนดเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แดงได้ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าให้ขาวเช่า อาคารพาณิชย์ของแดงมีกําหนดเวลา 6 ปีนั้น สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างแดงและขาวมีผลสมบูรณ์ แต่สามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เพียง 3 ปี ตามมาตรา 538 ดังนั้น แม้ในสัญญาเช่าข้อ 5 จะระบุว่า “หากสัญญาเช่าครบ 6 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ผู้ให้เช่าให้คํามั่นจะให้ผู้เช่าเช่าอาคารพาณิชย์ต่อไป อีก 3 ปี” ก็ตาม แต่เมื่อการเช่าดังกล่าวนั้นได้มีการเช่ากันครบ 3 ปีแล้ว สัญญาเช่าและคํามั่นจะให้เช่า ดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับกันอีกต่อไป เมื่อขาวได้แจ้งความประสงค์ไปยังแดงในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ว่า ขาวต้องการเช่าอาคารต่อไปอีก 3 ปี แต่แดงอ้างว่าไม่มีคํามั่นจะให้เช่าแล้ว จึงไม่ต้องปฏิบัติตามนั้น การปฏิเสธ ของแดงจึงชอบด้วยกฎหมาย

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

มาตรา 566 “ถ้ากําหนดเวลาเช่าไม่ปรากฏในความที่ตกลงกันหรือไม่พึงสันนิษฐานได้ไซร้ ท่านว่า

คู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเช่าในขณะเมื่อสุดระยะเวลาอันเป็นกําหนดชําระค่าเช่าก็ได้ทุกระยะ แต่ต้อง บอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกําหนดเวลาชําระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน”

มาตรา 569 “อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า

ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย”

มาตรา 570 “ในเมื่อสิ้นกําหนดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้นั้น ถ้าผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้ถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทําสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกําหนดเวลา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างแดงและขาวมีผลสมบูรณ์ และสามารถ ใช้บังคับกันได้ 3 ปีนั้น เมื่อปรากฏว่าขาวได้เช่าอาคารพาณิชย์มาได้ 1 ปี แดงได้ขายอาคารพาณิชย์ที่ให้ขาวเช่า ให้แก่ดํา โดยการซื้อขายทําโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ย่อมไม่ทําให้สัญญาเช่าระหว่างแดงผู้ให้เช่ากับขาวผู้เช่า ระงับสิ้นไปตามมาตรา 569 วรรคหนึ่ง โดยดําผู้รับโอนจะต้องผูกพันรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่า นั้นด้วย กล่าวคือ ดําจะต้องให้ขาวเช่าอาคารพาณิชย์นั้นต่อไปจนครบกําหนด 3 ปี ตามสัญญาเช่าตามมาตรา 569 วรรคสอง

และเมื่อสัญญาเช่าครบกําหนด 3 ปีแล้ว แต่ยังคงให้ขาวเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อไปจน ครบกําหนด 6 ปี ถือว่าสัญญาเช่า 3 ปีหลังนั้น เป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกําหนดระยะเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งสิทธิและ หน้าที่ของคู่สัญญาให้นําสัญญาเดิมมาใช้บังคับ และเมื่อเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกําหนดเวลา ดําย่อมมีสิทธิบอกเลิก สัญญาเช่าได้ แต่ต้องบอกกล่าวให้ขาวรู้ตัวก่อนชั่วกําหนดเวลาชําระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จําต้อง บอกกล่าวล่วงหน้ากว่า 2 เดือน ตามมาตรา 566 แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ดําได้ฟ้องขับไล่ขาวออกจากอาคาร และให้ขาวส่งมอบอาคารคืนโดยที่ดํายังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าก่อน โดยอ้างว่า ครบกําหนดเวลาเช่า 6 ปีนั้น การกระทําของดําย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตํายังไม่ได้บอกกล่าวให้ขาว รู้ตัวก่อนล่วงหน้าตามมาตรา 566

สรุป (ก) การปฏิเสธของแดงชอบด้วยกฎหมาย

(ข) การกระทําของดําไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 2 (ก) น้ําเงินได้ทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือให้เหลืองเช่าที่ดินของน้ําเงินมีกําหนดเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันที่ 15 ของเดือน เป็นค่าเช่า เดือนละ 25,000 บาท ในวันทําสัญญาเช่าเหลืองได้ชําระเงินมัดจําค่าเช่าไว้ 75,000 บาท หลังจากนั้นเหลืองไม่ได้ชําระค่าเช่าให้น้ําเงินอีกเลยจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้น น้ําเงินจึงบอกเลิก สัญญาเช่ากับเหลืองในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 และให้เหลืองส่งมอบที่ดินคืนในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 พร้อมกับชําระเงินค่าเช่าที่ค้างด้วย การบอกเลิกสัญญาของน้ําเงิน ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ คําตอบของท่านจะแตกต่างไปหรือไม่ เพียงใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 560 “ถ้าผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้อง บอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชําระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกําหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

วินิจฉัย

ในเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์นั้นตามบทบัญญัติมาตรา 560 ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าการชําระค่าเช่ากําหนด ชําระกันเป็นรายเดือนหรือยาวกว่ารายเดือน เมื่อผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าชําระค่าเช่าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมชําระอีกจึงจะบอกเลิกสัญญาได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่น้ําเงินทําสัญญาเป็นหนังสือให้เหลืองเช่าที่ดินของน้ําเงินมีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันที่ 15 ของแต่ละเดือน ๆ ละ 25,000 บาท และในวันทําสัญญาเช่าเหลืองได้วางเงินมัดจําค่าเช่าไว้เป็นเงิน 75,000 บาท แต่เหลืองไม่ได้ชําระค่าเช่าให้น้ําเงิน อีกเลยจนถึงปัจจุบันนั้น การที่เหลืองไม่ได้ชําระค่าเช่า 5 เดือน เมื่อหักค่าเช่า (มัดจํา) ออก 3 เดือน ตามที่เหลือง ได้ชําระไว้ ย่อมถือว่าเหลืองไม่ได้ชําระค่าเช่า 2 เดือนติดต่อกัน คือ เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีผลทําให้ น้ําเงินมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสัญญาเช่านั้นมีการกําหนดชําระค่าเช่ากันเป็นรายเดือน น้ําเงินจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้เหลืองนําค่าเช่ามาชําระก่อน โดยต้องให้เวลา แก่เหลืองนําค่าเช่ามาชําระอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งถ้าเหลืองไม่ยอมชําระอีก น้ําเงินจึงจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตาม มาตรา 560 วรรคสอง ดังนั้น การที่น้ําเงินบอกเลิกสัญญาเช่ากับเหลืองทันทีในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 และ ให้เหลืองส่งมอบที่ดินคืนในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 นั้น การบอกเลิกสัญญาเช่าของน้ําเงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่น้ําเงินสามารถเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ 2 เดือนได้

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 574 วรรคหนึ่ง “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญา ในข้อที่เป็นส่วนสําคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย”

วินิจฉัย

ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ การที่เหลืองผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าในเดือนตุลาคมและ พฤศจิกายน 2563 นั้น ย่อมถือเป็นกรณีที่เหลืองผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กันแล้ว ดังนั้น น้ําเงิน ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของน้ําเงินจึงชอบด้วยกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ตาม น้ําเงินจะเรียกเงินค่าเช่าซื้อที่เหลืองยังไม่ชําระในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2563 จํานวน 50,000 บาท ไม่ได้ เพราะตามหลักกฎหมายมาตรา 574 วรรคหนึ่ง หากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงิน ค่าเช่าซื้อสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสําคัญ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และ ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ใช้มาแล้วเท่านั้น จะเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชําระเพราะผิดนัดหรือผิดสัญญาดังกล่าวไม่ได้

สรุป (ก) การบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์ทันทีของน้ําเงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่น้ําเงินสามารถ เรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ 2 เดือนได้

(ข) การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันทีของน้ําเงินชอบด้วยกฎหมาย แต่น้ําเงินจะเรียกค่าเช่าซื้อ ที่เหลืองค้างชําระ 2 เดือนไม่ได้ ดังนั้น คําตอบจึงแตกต่างกัน

 

ข้อ 3 (ก) นายพิชิตทําสัญญาจ้างนายสมัยเป็นลูกจ้างตําแหน่งช่างเครื่อง โดยตกลงทําสัญญาด้วยวาจา ทําเป็นสัญญาจ้างมีกําหนดระยะเวลาจ้างอย่างต่ํา 6 เดือน และไม่เกิน 2 ปี ให้เริ่มสัญญาตั้งแต่ เดือนมกราคม 2563 มีข้อสัญญาว่าให้ชําระสินจ้างเดือนละ 15,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน ปรากฏว่าในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 นายจ้างได้ทําหนังสือบอกกล่าวแก่นายสมัยว่าจะทําการ เลิกสัญญาจ้างนายสมัยด้วยเหตุผลเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ไม่มีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า และจะ เลิกสัญญาจ้างในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 นายสมัยเห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากสัญญาจ้าง ยังไม่ครบกําหนด คือ เดือนธันวาคม 2564 เช่นนี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

(ข) “ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 7 จ้างทําของ ได้กําหนด “หน้าที่และความรับผิด” ของผู้รับจ้างทําของไว้อย่างไรบ้างตามมาตราใด ให้อธิบายตามสมควร

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 575 “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทํางาน ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทํางานให้

มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง

เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานวนที่จะต้องจ่าย

จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียวแล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพิชิตทําสัญญาจ้างนายสมัยเป็นลูกจ้างตําแหน่งช่างเครื่อง โดยตกลง ทําสัญญาจ้างด้วยวาจา และตกลงชําระสินจ้างเดือนละ 15,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือนนั้น ถือเป็นสัญญาจ้าง แรงงานตามมาตรา 575 ซึ่งสามารถทําได้ เพราะการทําสัญญาจ้างแรงงานนั้น กฎหมายไม่ได้กําหนดแบบไว้ ดังนั้นการทําสัญญาจ้างแรงงานจึงอาจตกลงกันด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ และเมื่อมีการทําสัญญาจ้าง มีกําหนดระยะเวลาจ้างอย่างต่ํา 6 เดือน และไม่เกิน 2 ปี ซึ่งนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างภายในกําหนดเวลาดังกล่าว เมื่อใดก็ได้ กําหนดเวลานั้นจึงไม่ใช่กําหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ตามนัยมาตรา 582 (คําพิพากษาฎีกาที่ 1604/2528)

การที่นายจ้างได้ทําหนังสือบอกกล่าวแก่นายสมัยในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ว่าจะทําการเลิก สัญญาจ้างนายสมัยด้วยเหตุผลเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ไม่มีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า และจะเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 นั้น ไม่ถูกต้องตามมาตรา 582 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะในกรณีที่เป็นสัญญาจ้างไม่มีกําหนด ระยะเวลานั้น ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้าง คราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ดังนั้น การบอกกล่าว เลิกจ้างของนายจ้างดังกล่าว จึงให้ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 589 “ถ้าสัมภาระสําหรับทําการงานที่กล่าวนั้นผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหา ท่านว่าต้องจัดหาชนิดที่ดี”

มาตรา 595 “ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระไซร้ ความรับผิดชอบของผู้รับจ้างในการบกพร่องนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ลักษณะซื้อขาย”

มาตรา 603 “ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ และการที่จ้างทํานั้นพังทลาย หรือบุบสลายลงก่อน ได้ส่งมอบกันถูกต้องไซร้ ท่านว่าความวินาศอันนั้นตกเป็นพับแก่ผู้รับจ้าง หากความวินาศนั้นมิได้เป็นเพราะการ กระทําของผู้ว่าจ้าง

ในกรณีเช่นว่านี้ สินจ้างก็เป็นอันไม่ต้องใช้”

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สัญญาจ้างทําของนั้น ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ กฎหมาย ได้กําหนดหน้าที่และความรับผิดของผู้รับจ้างทําของไว้ 3 ประการดังนี้คือ

1 ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาสัมภาระที่ดี (มาตรา 589) คือต้องจัดหาสัมภาระที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับการใช้งาน สามารถนํามาสร้างงานได้โดยไม่บกพร่อง

2 ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระแล้วจัดหาสัมภาระที่ไม่ดีหรือไม่มีคุณภาพทําให้งานบกพร่อง เช่น ถ้าสัมภาระที่ผู้รับจ้างจัดหามาชํารุดบกพร่องไม่ว่าผู้รับจ้างจะรู้ถึงความชํารุดบกพร่องนั้นหรือไม่ ผู้รับจ้าง ต้องรับผิดชอบ จะอ้างว่าตนไม่รู้ไม่ได้ (มาตรา 595 ประกอบมาตรา 472)

3 ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ และการที่จ้างทํานั้นพังทลายหรือบุบสลายลงก่อนได้ส่งมอบกัน ถูกต้อง ความเสียหายที่เกิดขึ้นตกเป็นพับแก่ผู้รับจ้าง หากความเสียหายนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะความผิดหรือ การกระทําของผู้ว่าจ้าง ทั้งนี้เพราะ ผู้รับจ้างยังคงเป็นเจ้าของสัมภาระอยู่ จนกว่าจะได้ส่งมอบแก่ผู้ว่าจ้าง และกรณีดังกล่าวนี้ ผู้รับจ้างไม่อาจได้รับสินจ้าง หรือหากได้รับไปแล้วบางส่วน ก็ต้องคืนให้แก่ผู้ว่าจ้าง (มาตรา 603)

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 แดงได้ทําสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้ขาวเช่าที่ดินของแดงมีกําหนดเวลา 10 ปี โดยตกลงชําระค่าเช่าเป็นรายปีเป็นค่าเช่าปีละหนึ่งล้านบาท สัญญาเช่ามีสาระสําคัญดังนี้คือ

ข้อ 3 “ผู้เช่าตกลงเช่าที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ของผู้เช่าเท่านั้นโดยจะไม่นําที่ดินไปใช้ เป็นการอย่างอื่น”

ข้อ 4 “หากสัญญาเช่าครบกําหนด 10 ปีแล้วผู้ให้เช่าให้คํามั่นจะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ให้ผู้เช่าเช่าต่อไปอีก 10 ปี โดยเรียกค่าเช่าเพิ่มปีละ 100,000 บาท”

(ก) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เช่าได้รับพื้นที่ดินที่ผู้ให้เช่าส่งมอบให้แล้ว แต่ผู้เช่ามิได้ก่อสร้างอาคาร พาณิชย์แต่ผู้เช่าได้นําที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเพื่อวางวัสดุก่อสร้างบ้าง และให้ผู้อื่นเช่าที่ดินที่เช่า เป็นที่จอดรถยนต์ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามาปรึกษาท่านเพื่อบอกเลิกสัญญาเช่า ท่านจะให้คําปรึกษาผู้ให้เช่าว่าอย่างไร

(ข) หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปจากข้อ (ก) คือผู้เช่าได้สร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาเช่าและได้อยู่ในอาคารพาณิชย์ได้เพียง 5 ปี ผู้ให้เช่าได้ขายที่ดินที่เช่านี้ให้กับดํา ครั้นผู้เช่าได้เช่าที่ดิน มาจนครบ 10 ปีพอดี ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ขาวจึงแจ้งให้ดําไปจดทะเบียนการเช่า ให้ขาวเช่าที่ดินแปลงนี้ต่อไปอีก 10 ปีตามสัญญาข้อ 4 ดําจะต้องปฏิบัติตามความต้องการของขาวหรือไม่ จงวินิจฉัย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนด ตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

มาตรา 544 “ทรัพย์สินซึ่งเช่านั้น ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตนอันมีในทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ท่านว่าหาอาจทําได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า

ถ้าผู้เช่าประพฤติฝ่าฝืนบทบัญญัติอันนี้ ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้”

มาตรา 552 อันผู้เช่าจะใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่ใช้กันตามประเพณีนิยมปกติ หรือการดังกําหนดไว้ในสัญญานั้น ท่านว่าหาอาจจะทําได้ไม่

มาตรา 554 “ถ้าผู้เช่ากระทําการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 552 มาตรา 553 หรือฝ่าฝืนข้อสัญญา ผู้ให้เช่าจะบอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายหรือข้อสัญญานั้น ๆ ก็ได้ ถ้าและผู้เข่าละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตาม ท่านว่าผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้”

มาตรา 569 “อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินผู้รับโอนยอมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เข่านั้นด้วย”

วินิจฉัย

(ก) กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แดงทําสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้ขาวเช่าที่ดินของแดงมีกําหนด เวลา 10 ปี โดยตกลงชําระค่าเช่าเป็นรายปีเป็นค่าเช่าปีละหนึ่งล้านบาทนั้น สัญญาเช่าดังกล่าวมีผลสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย สามารถฟ้องร้องบังคับกันได้ตามมาตรา 538

เมื่อสัญญาเช่ามีสาระสําคัญตามข้อ 3 ว่า “ผู้เช่าตกลงเช่าที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ของผู้เช่าเท่านั้นโดยจะไม่นําที่ดินไปใช้เป็นการอย่างอื่น” แต่เมื่อผู้เช่าได้รับพื้นที่ดินที่ผู้ให้เช่าส่งมอบให้แล้ว ผู้เช่ามิได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์แต่ได้นําที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเพื่อวางวัสดุก่อสร้าง และให้ผู้อื่นเช่าที่ดินที่เช่าเป็นที่จอดรถยนต์นั้น ผู้ให้เช่าย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้ 2 กรณี คือ

1 การที่ขาวได้นําที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงอันเป็นการผิดสัญญาเช่าตามข้อ 3 นั้น แดงผู้ให้เช่า ย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 544 หรือ

2 การที่ขาวผู้เช่าได้นําทรัพย์สินที่เช่าไปใช้เพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่กําหนดไว้ในสัญญา แดงผู้ให้เช่าย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาได้ตามมาตรา 552 ประกอบมาตรา 554 โดยแดงจะต้องบอกกล่าวให้ ชาวผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อสัญญาก่อน เมื่อมีการบอกกล่าวแล้วแต่ผู้เช่าละเลยเสียไม่ปฏิบัติตาม แดงผู้ให้เช่า บอกเลิกสัญญาเช่านั้นได้

(ข) การที่ขาวผู้เช่าได้สร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาเช่าและได้อยู่ในอาคารพาณิชย์ได้ 5 ปี แล้วแดง ให้เช่าได้ขายที่ดินที่เช่านี้ให้กับค่า ดังนี้ ผู้รับโอนย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของแดงผู้โอนซึ่งมีต่อขาว ผู้เช่าด้วยตามมาตรา 569 กล่าวคือ ดําจะต้องให้ขาวเช่าที่ดินแปลงนี้ต่อไปจนครบกําหนด 10 ปีตามสัญญาเช่า ส่วนข้อตกลงในข้อ 4 ที่ว่า “หากสัญญาเช่าครบกําหนด 10 ปีแล้ว ผู้ให้เช่าให้คํามั่นจะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ให้ผู้เช่าเช่าต่อไปอีก 10 ปี โดยเรียกค่าเช่าเพิ่มปีละ 100,000 บาท” นั้น เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่ตามคํามั่นจะให้เช่า ไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่า จึงไม่ผูกพันดําผู้รับโอน ดังนั้น เมื่อขาวผู้เช่าได้เช่าที่ดินมาจนครบ 10 ปีแล้ว สัญญาเช่าระหว่างแดงและขาวย่อมระงับลง และเมื่อขาวได้แจ้งให้ดําไปจดทะเบียนการเช่าให้ขาว เช่าที่ดินแปลงนี้ต่อไปอีก 10 ปี โดยอ้างสัญญาข้อ 4 ดําจึงไม่ต้องปฏิบัติตามความต้องการของขาวแต่อย่างใด

สรุป (ก) ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 544 หรืออาจบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 554

(2) เมื่อขาวแจ้งให้ทําไปจดทะเบียนการเช่าให้ขาวเช่าที่ดินต่อไปอีก 10 ปี ไม่ต้องปฏิบัติตามความต้องการของขาว

 

ข้อ 2 (ก) ม่วงทําสัญญาเป็นหนังสือให้เขียวเช่าที่ดินของม่วงมีกําหนดเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันที่ 15 ของแต่ละเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ในวันทําสัญญาเช่าเขียวได้วางเงินมัดจําค่าเช่าไว้เป็นเงิน 75,000 บาท เขียวได้รับส่งมอบที่ดินจากม่วงแล้วเขียวไม่ได้ชําระค่าเช่าให้ม่วงอีกเลยจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ม่วงจึงบอกเลิกสัญญาเช่ากับเขียวทันที และให้เขียวออกจากที่ดินไปภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 พร้อมกับเรียกค่าเช่าที่เขียวค้างชําระ ดังนี้การกระทําของม่วงชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) หากข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ คําตอบของท่านจะแตกต่างไปหรือไม่ เพียงใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 560 “ถ้าผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้อง บอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชําระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกําหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

วินิจฉัย

ในเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์นั้นตามบทบัญญัติมาตรา 560 ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าการชําระค่าเช่ากําหนด ชําระกันเป็นรายเดือนหรือยาวกว่ารายเดือน เมื่อผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าชําระค่าเช่าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมชําระอีกจึงจะบอกเลิกสัญญาได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ทรงทําสัญญาเป็นหนังสือให้เขียวเช่าที่ดินของม่วงมีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันที่ 15 ของแต่ละเดือน ๆ ละ 25,000 บาท และในวันทําสัญญาเช่าเขียวได้วางเงินมัดจําค่าเช่าไว้เป็นเงิน 75,000 บาท แต่เขียวไม่ได้ชําระค่าเช่าให้ม่วงอีกเลย จนถึงปัจจุบันนั้น การที่เขียวไม่ได้ชําระค่าเช่า 5 เดือน เมื่อหักค่าเช่า (มัดจํา) ออก 3 เดือน ตามที่เขียวได้ชําระไว้ ย่อมถือว่าเขียวไม่ได้ชําระค่าเช่า 2 เดือนติดต่อกัน คือ เดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ซึ่งมีผลทําให้ม่วงมีสิทธิ บอกเลิกสัญญาเช่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสัญญาเช่านั้นมีการกําหนดชําระค่าเช่ากันเป็นรายเดือน ม่วงจะบอก เลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้เขียวนําค่าเช่ามาชําระก่อน โดยต้องให้เวลาแก่เขียวนําค่าเช่า มาชําระอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งถ้าเขียวไม่ยอมชําระอีก ม่วงจึงจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 560 วรรคสอง ดังนั้น การที่ม่วงบอกเลิกสัญญาเช่ากับเขียวทันทีในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 และให้เขียวออกจากที่ดินที่เช่า ภายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 นั้น การบอกเลิกสัญญาเช่าของม่วงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ม่วงสามารถเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระ 2 เดือนได้

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 574 วรรคหนึ่ง “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสําคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้รับเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย”

วินิจฉัย

ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ การที่เขียวผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าในเดือนกันยายนและ ตุลาคม 2562 นั้น ย่อมถือเป็นกรณีที่เขียวผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กันแล้ว ดังนั้น ม่วงผู้ให้เช่าซื้อ จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของเขียวจึงชอบด้วยกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ตาม ม่วงจะเรียกเงินค่าเช่าซื้อที่เขียวยังไม่ชําระในเดือนกันยายนและตุลาคม 2562 จํานวน 50,000 บาท ไม่ได้ เพราะตามหลักกฎหมายมาตรา 574 วรรคหนึ่ง หากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินค่าเช่าซื้อ สองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสําคัญ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และรับเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ใช้มาแล้วเท่านั้น จะเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชําระเพราะผิดนัดหรือผิดสัญญาดังกล่าวไม่ได้

สรุป (ก) การบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์ทันทีของม่วงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ม่วงสามารถเรียก ค่าเช่าที่ค้างชําระ 2 เดือนได้

(ข) การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันทีของม่วงชอบด้วยกฎหมาย แต่ม่วงจะเรียกค่าเช่าซื้อที่เขียวค้างชําระ 2 เดือนไม่ได้ ดังนั้น คําตอบจึงแตกต่างกัน

ข้อ 3

(ก) นายพิชิตทําสัญญาจ้างนายสมัยเป็นลูกจ้างช่วยงานช่างเครื่อง โดยทําเป็นสัญญาจ้างมีกําหนด ระยะเวลาจ้างอย่างต่ำ1 ปี และไม่เกิน 2 ปี ให้เริ่มสัญญาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 มีข้อสัญญา ให้ชําระสินจ้างเดือนละ 14,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน ปรากฏว่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ฝ่ายนายจ้างได้ประชุมกันและให้ทําการเลิกจ้างนายสมัยและลูกจ้างคนอื่นอีก 8 คน ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก นายพิชิตจึงมีหนังสือบอกกล่าวนายสมัยและลูกจ้างทั้งหมดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 และเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นายสมัยและลูกจ้างคนอื่น อีก 8 คน เห็นว่าไม่ถูกต้อง เช่นนี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

(ข) นายสุริยาได้พูดตกลงกับนายธนชาติว่าให้นายธนชาติทําการต่อรถบรรทุกน้ำมันให้ 1 คัน ราคา 2 ล้านบาท โดยตกลงชําระสินจ้างเป็นส่วน ๆ ตามความสําเร็จของงานตามที่ตกลงกัน เมื่อต่อรถบรรทุกน้ํามันเสร็จก็ได้ให้ลูกน้องของนายสุริยามาทําการตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อส่งมอบให้แก่นายสุริยาในวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าในคืนนั้นเองได้เกิดฝนฟ้าคะนองฟ้าผ่า รถบรรทุกน้ำมันไฟไหม้หมดทั้งคัน นายธนชาติได้เรียกร้องสินจ้างอีก 1 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ รับชําระ (ได้รับไปแล้ว 1 ล้านบาท) เช่นนี้

ก) นายสุริยาต่อสู้ว่า ไม่พูดตกลงกับนายธนชาติโดยไม่ได้ทําสัญญาเป็นหนังสือ จึงฟ้องร้องไม่ได้

และ

ข) นายสุริยาจะต้องชําระสินจ้าง 2 ล้านบาทให้นายธนชาติหรือไม่ เพราะเหตุใดตามมาตราใด

จงอธิบาย

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 575 “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทํางาน ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทํางานให้

มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง

เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานวนที่จะต้องจ่าย จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียวแล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพิชิตทําสัญญาจ้างนายสมัยเป็นลูกจ้างช่วยงานช่างเครื่อง โดยทําเป็นสัญญาจ้างโดยตกลงชําระสินจ้างเดือนละ 14,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือนนั้น ถือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 575 และเมื่อมีการทําสัญญาจ้างมีกําหนดระยะเวลาจ้างอย่างต่ํา 1 ปี และไม่เกิน 2 ปี ซึ่งนายจ้าง มีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างภายในกําหนดเวลาดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ กําหนดเวลานั้นจึงไม่ใช่กําหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดระยะเวลาตามนัยมาตรา 582 (คําพิพากษาฎีกาที่ 1604/2528)

การที่นายจ้างได้ประชุมกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และให้ทําการเลิกจ้างนายสมัยและลูกจ้าง คนอื่นอีก 8 คน ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก และนายพิชิตได้มีหนังสือบอกกล่าวนายสมัยและลูกจ้างทั้งหมด ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 นั้น ย่อมถือว่าเป็นการบอกกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2562 อันถือว่าเป็นการบอกกล่าว ล่วงหน้าเพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ดังนั้น การที่นายพิชิตได้บอกกล่าว ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 โดยให้ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จึงไม่ถูกต้องตามมาตรา 582

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 567 “อันว่าจ้างทําของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสําเร็จแห่งการที่ทํานั้น”

มาตรา 603 “ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ และการที่จ้างทํานั้นพังทลายหรือบุบสลายลง ก่อนที่ได้ส่งมอบกันถูกต้องไซร้ ท่านว่าความวินาศภัยอันนั้นตกเป็นพับแก่ผู้รับจ้าง หากความวินาศภัยนั้นมิได้ เป็นเพราะการกระทําของผู้ว่าจ้าง

ในกรณีเช่นว่านี้ สินจ้างก็เป็นอันไม่ต้องใช้”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายสุริยาได้พูดตกลงกับนายธนชาติว่าให้นายธนชาติทําการต่อรถบรรทุกน้ำมัน ให้ 1 คัน ราคา 2 ล้านบาท โดยตกลงชําระสินจ้างเป็นส่วน ๆ ตามความสําเร็จของงานตามที่ตกลงกันนั้น ระหว่างนายสุริยากับนายธนชาติถือเป็นสัญญาจ้างทําของตามมาตรา 587 และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อนายธนชาติต่อรถบรรทุกน้ํามันเสร็จก็ได้ให้ลูกน้องของนายสุริยามาตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อส่งมอบให้แก่ นายสุริยาในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าในคืนนั้นเองได้เกิดฝนฟ้าคะนองฟ้าผ่ารถบรรทุกน้ํามันไฟไหม้หมดทั้งคัน และ นายธนชาติได้เรียกร้องสินจ้างอีก 1 ล้านบาทที่ยังไม่ได้รับชําระ (ได้รับชําระไปแล้ว 1 ล้านบาท) ดังนี้

ก) การที่นายสุริยาต่อสู้ว่าได้พูดตกลงกับนายธนชาติโดยไม่ได้ทําสัญญาเป็นหนังสือจึงฟ้องร้อง ไม่ได้นั้น นายสุริยาไม่สามารถต่อสู้ได้ เนื่องจากสัญญาจ้างทําของตามมาตรา 587 นั้น ไม่มีแบบ ดังนั้นสัญญาจ้าง ทําของจึงอาจทําเป็นหนังสือสัญญาหรืออาจตกลงด้วยวาจาก็ได้

ข) การที่รถบรรทุกน้ำมันได้พังทลายหรือบุบสลายลงทั้งหมดเนื่องจากเหตุดังกล่าวข้างต้น และความวินาศภัยนั้นก็มิได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของนายสุริยาผู้ว่าจ้าง และตามสัญญาจ้างนั้นนายธนชาติก็เป็น ผู้จัดหาสัมภาระเอง อีกทั้งความวินาศภัยได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการส่งมอบการที่จ้างทํานั้น ดังนั้น ความวินาศภัย ดังกล่าวจึงตกเป็นพับแก่นายธนชาติผู้รับจ้างตามมาตรา 63 นายธนชาติจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างอีก 1 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้รับชําระ และนายธนชาติจะต้องส่งคืนสินจ้างที่ได้รับไปแล้ว 1 ล้านบาทแก่นายสุริยาด้วย

สรุป

(ก) การบอกกล่าวของนายพิชิตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 และให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้าง ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ไม่ถูกต้อง

(ข) ก) นายสุริยาจะต่อสู้ว่าได้พูดตกลงกับนายธนชาติโดยไม่ได้ทําสัญญาเป็นหนังสือ จึงฟ้องร้องไม่ได้นั้น ไม่อาจต่อสู้ได้

ข) นายสุริยา ไม่ต้องชําระสินจ้าง 2 ล้านบาทให้แก่นายธนชาติ และนายธนชาติก็ต้อง ส่งคืนสินจ้างที่ได้รับไปแล้วจํานวน 1 ล้านบาทด้วย

LAW2007 กฎหมายอาญา 2 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2007 กฎหมายอาญา 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเบี้ยวกู้ยืมเงินนายซื่อโดยทําสัญญากู้ยืมกันไว้ เมื่อถึงกําหนดชําระเงินตกลงกันไม่ได้ ทั้งคู่ จึงไปหา ร.ต.อ.สะอาด ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนให้ช่วยตัดสิน ร.ต.อ.สะอาดตัดสินให้นายเบี้ยว ใช้เงินคืนนายซื่อ นายเบี้ยวจึงด่า ร.ต.อ.สะอาดต่อหน้าว่า “ไอเย็ดแม่มึง มึงลําเอียงเข้าข้างไอ้ซื่อ ตัดสินไม่ยุติธรรม” ดังนี้ นายเบี้ยวมีความผิดต่อเจ้าพนักงานประการใดหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 136 “ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทําการตามหน้าที่

ต้องระวางโทษ…”

วินิจฉัย

ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136 มีองค์ประกอบของความผิด ดังนี้

1 ดูหมิ่น

2 เจ้าพนักงาน

3 ซึ่งกระทําการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทําการตามหน้าที่

4 โดยเจตนา

“ดูหมิ่น” หมายถึง การกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือ ด่าแช่ง ต่อผู้ถูกกระทํา ซึ่งอาจจะกระทําโดยวาจา กิริยาท่าทาง หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ การดูหมิ่นด้วยวาจา เช่น พูดจาด่าทอว่า “อ้ายเย็ดแม่” “ตํารวจชาติหมา” หรือด้วยกิริยาท่าทางก็เช่น ยกส้นเท้าให้ หรือถ่มน้ำลายรด เป็นต้น

การดูหมิ่นที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ จะต้องเป็นการดูหมิ่น “เจ้าพนักงาน” ถ้าบุคคลที่ ถูกดูหมิ่นนั้นไม่ใช่เจ้าพนักงานย่อมไม่ผิดตามมาตรา 136 ทั้งนี้จะต้องได้ความว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงาน อยู่ในขณะถูกดูหมิ่นด้วย หากได้พ้นตําแหน่งไปแล้วก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้เช่นกัน

อนึ่ง การดูหมิ่นที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 136 นี้ จะต้องเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานเฉพาะ

2 กรณี ต่อไปนี้คือ

(ก) ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ หรือ

(ข) ดูหมิ่นเจ้าพนักงานเพราะได้กระทําการตามหน้าที่

“ซึ่งกระทําการตามหน้าที่” หมายความว่า ดูหมิ่นขณะเจ้าพนักงานนั้นกระทําการตามหน้าที่

ซึ่งกฎหมายได้ให้อํานาจไว้ ดังนั้นหากเป็นการดูหมิ่นขณะเจ้าพนักงานกระทําการนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือ เกินขอบเขต ย่อมไม่ผิดตามมาตรานี้

“เพราะได้กระทําการตามหน้าที่” หมายความว่า ดูหมิ่นภายหลังจากที่เจ้าพนักงานได้กระทําการตามหน้าที่แล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเบี้ยวด่า ร.ต.อ.สะอาดต่อหน้าว่า “ไอเย็ดแม่มึง มึงลําเอียงเข้าข้าง ไอ้ซื่อ ตัดสินไม่ยุติธรรม” นั้น แม้ถ้อยคําดังกล่าวจะเป็นการดูถูก เหยียดหยาม สบประมาทอันถือว่าเป็นการดูหมิ่น ร.ต.อ.สะอาดซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และได้กระทําโดยเจตนาก็ตาม แต่เมื่อ ร.ต.อ.สะอาดเป็นพนักงานสอบสวน คดีอาญาเท่านั้น ไม่มีหน้าที่และอํานาจตัดสินคดีแพ่งแต่อย่างใด การกระทําของนายเบี้ยวจึงไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่น เจ้าหนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทําการตามหน้าที่ ดังนั้น นายเบี้ยวจึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136

สรุป นายเบี้ยวไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136

ข้อ 2 นายจันทร์และนางแรมได้รับที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาร่วมกันจํานวน 1 แปลง และ มีการนําออกให้ผู้อื่นเช่าทํานาแล้วตกลงเอาค่าเช่ามาแบ่งปันกัน แต่นายจันทร์เก็บเงินค่าเช่าจากผู้เช่าแล้วไม่ยอมแบ่งให้กับนางแรม เมื่อถูกนางแรมทวงถามฝ่ายนายจันทร์กลับท้าให้นางแรมไปฟ้องเอา นางแรมจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจันทร์เป็นจําเลยต่อศาลในข้อหายักยอกเงินค่าเช่านา ตาม ป.อ. มาตรา 352 ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงรับไว้พิจารณา ต่อมานายจันทร์ กลับเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางแรมต่อศาลเดียวกันในข้อหาฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 กล่าวหาว่า นางแรมเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องตนต่อศาล แต่ศาลเห็นว่าคําฟ้องของนายจันทร์ไม่มีมูลจึง ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า นายจันทร์มีความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรมตามประมวล กฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 175 “ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทําความผิดอาญา หรือว่ากระทํา ความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษ…”

วินิจฉัย

ความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175 มีองค์ประกอบดังนี้ คือ

1 เอาความอันเป็นเท็จ

2 ฟ้องผู้อื่นต่อศาล

3 ว่ากระทําความผิดอาญา หรือว่ากระทําความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง

4 โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจันทร์เก็บเงินค่าเช่าที่ดินจากผู้เช่าแล้วไม่ยอมแบ่งให้กับนางแรมตามข้อตกลง เมื่อถูกนางแรมทวงถามฝ่ายนายจันทร์กลับท้าให้นางแรมไปฟ้องเอานั้น พฤติการณ์ของนายจันทร์ ย่อมทําให้นางแรมเข้าใจได้ว่านายจันทร์เบียดบังเอาเงินค่าเช่าที่ดินไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ดังนั้น การที่นางแรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจันทร์เป็นจําเลยต่อศาลในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหานายจันทร์ไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องนายจันทร์แต่อย่างใด

ต่อมาการที่นายจันทร์กลับมาเป็นโจทก์ฟ้องนางแรมต่อศาลเดียวกันโดยกล่าวหาว่านางแรมเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องตนต่อศาล ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องที่นํามาฟ้องนางแรมนั้นเป็นความเท็จ การกระทําของนายจันทร์ จึงเป็นฟ้องเท็จตามมาตรา 175 และเมื่อนายจันทร์ฟ้องเท็จแล้ว แม้ศาลจะได้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม การกระทําของนายจันทร์ก็เป็นความผิดสําเร็จตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้น นายจันทร์จึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175

สรุป นายจันทร์มีความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175

ข้อ 3 ชาวบ้าน 20 คน ได้จัดขบวนแห่นาคเพื่อจะไปอุปสมบทที่วัดแห่งหนึ่ง ระหว่างทางที่ขบวนแห่นาคมาถึงหน้าตลาด จําเลยเมาสุราได้ยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด เป็นเหตุให้ขบวนแห่นาคเกิดความโกลาหลวุ่นวาย ดังนี้ จําเลยมีความผิดเกี่ยวกับศาสนาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 207 “ผู้ใดก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือ กระทําพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษ….”

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนตามมาตรา 207 ประกอบด้วย

1 ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชน

2 เวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทําพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ

3 โดยชอบด้วยกฎหมาย

4 โดยเจตนา

สําหรับการก่อให้เกิดความวุ่นวายที่จะมีความผิดดังกล่าวข้างต้นนั้น จะต้องเกิดในเวลาประชุมกัน ในเวลานมัสการ หรือในเวลากระทําพิธีกรรม และต้องเป็นเรื่องตามศาสนาด้วย เช่น เวลาสวดมนต์ไหว้พระ เวลาทําพิธีบรรพชาอุปสมบท และไม่จํากัดสถานที่ว่าจะต้องทําในสถานที่ใด อาจจะเป็นในบ้านก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาแล้ว ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรานี้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยยิงปืนขึ้นฟ้า แม้จะทําให้ขบวนแห่นาคเกิดความโกลาหลวุ่นวาย แต่เมื่อปรากฏว่าการแห่นาคเป็นเพียงการกระทําตามประเพณีนิยม ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา การกระทําของจําเลย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 207 เพราะการจะเป็นความผิดตามมาตรา 207 ได้นั้น จะต้องเป็นการก่อให้เกิดการวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทําพิธีกรรมทางศาสนา

สรุป จําเลยไม่มีความผิดเกี่ยวกับศาสนาตามมาตรา 207

ข้อ 4 นางสาวหมิงมีรถยนต์ 3 คัน คันที่หนึ่งยี่ห้อ Audi หมายเลขทะเบียน ตก 5555 คันที่สองยี่ห้อ BMW หมายเลขทะเบียน สธ 9999 และคันที่สามยี่ห้อ Maserati ยังไม่มีหมายเลขทะเบียน

นางสาวหมิงได้ขับรถยนต์ยี่ห้อ Audi ผ่านมหาวิทยาลัยรามคําแหงซึ่งมีน้ำท่วมขังอยู่จนเป็นเหตุให้ ป้ายทะเบียนหลุดหายไป เมื่อกลับถึงบ้านจึงได้ทําแผ่นป้ายทะเบียนขึ้นมาเองโดยมีตัวอักษรและ ตัวเลข ตก 5555 และนําไปติดไว้กับรถยนต์คันดังกล่าว

ในเวลาต่อมา นางสาวหมิงได้นําแผ่นป้ายทะเบียน สธ 9999 ของรถยนต์ยี่ห้อ BMW ซึ่งเป็น รถยนต์คันเก่าและไม่ค่อยได้ใช้งานไปติดไว้กับรถยนต์ยี่ห้อ Maserati ที่เพิ่งซื้อมาใหม่

ให้วินิจฉัยว่า นางสาวหมิงมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 264 วรรคหนึ่ง “ผู้ใดทําเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอน ข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทําเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสาร ที่แท้จริง ผู้นั้นกระทําความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษ…”

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษ…

มาตรา 268 วรรคหนึ่ง “ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทําความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ”

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย

1 กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(ก) ทําเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด

(ข) เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือ

(ค) ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร

2 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

3 ได้กระทําเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง

4 โดยเจตนา

“ตาม อุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีแรก การที่นางสาวหมิงได้ทําแผ่นป้ายทะเบียนปลอมขึ้นใหม่โดยมีตัวอักษรและตัวเลข ตก 5555 เหมือนกับแผ่นป้ายทะเบียนเดิมที่หลุดหายไปนั้น แม้จะเป็นการปลอมเอกสารที่ทางราชการทําขึ้น เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และได้กระทําโดยเจตนาก็ตาม แต่การที่นางสาวหมิงได้นําแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาติดไว้กับรถยนต์ยี่ห้อ Audi คันดังกล่าวของนางสาวหมิงเองนั้น ไม่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือประชาชน ดังนั้นนางสาวหมิงจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และเมื่อ นางสาวหมิงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว จึงไม่จําต้องวินิจฉัยต่อไปว่าได้กระทําความผิดตามมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคหนึ่งหรือไม่

กรณีที่ 2 การที่นางสาวหมิงได้นําแผ่นป้ายทะเบียน สธ 9999 ของรถยนต์ยี่ห้อ BMW ไปติดไว้กับ รถยนต์ยี่ห้อ Maserati เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีหมายเลขทะเบียน สธ 9999 นั้น เมื่อแผ่นป้าย ทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงซึ่งทางราชการออกให้แก่รถยนต์คันอื่น และข้อเท็จจริง ก็ไม่ปรากฏว่านางสาวหนึ่งได้ทําการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขหมายเลขทะเบียนให้ผิดไปจากของจริง แต่อย่างใด ดังนั้นแม้การกระทําของนางสาวหมิงน่าจะเกิดความเสียหายแก่ราชการก็ตาม กรณีนี้นางสาวหมิง ก็ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และเมื่อนางสาวหมิงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว จึงไม่จําต้องวินิจฉัยต่อไปว่าได้กระทําความผิดตามมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคหนึ่งหรือไม่

สรุป นางสาวหมิงไม่มีความผิดอาญาฐานปลอมเอกสารทั้ง 2 กรณี

LAW2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ s/2561

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2108 (2008) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 แดนทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือให้ดิวเช่าบ้านของแดนเพื่ออยู่อาศัยโดยไม่มีกําหนดระยะเวลาการเช่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 คู่สัญญาตกลงชําระค่าเช่าทุกสิ้นเดือนในอัตราเดือนละ 5,000 บาท หลังจากทําสัญญาเช่าได้ 2 ปี ดิวได้ใช้บ้านที่เช่านั้นในการเปิดธุรกิจร้านอาหาร แดนเห็นว่าดิวทําผิด สัญญาจึงบอกเลิกสัญญาเช่ากับดิวทันทีในวันที่ 16 มกราคม 2562

ให้ท่านวินิจฉัยว่า การที่แดนบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะการกระทําดังกล่าวของดิวนั้น เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 “เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกําหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้น จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

มาตรา 552 “อันผู้เช่าจะใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่ใช้กันตามประเพณีนิยม ปกติ หรือการดังกําหนดไว้ในสัญญานั้น ท่านว่าหาอาจจะทําได้ไม่

มาตรา 554 “ถ้าผู้เช่ากระทําการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 552 มาตรา 553 หรือฝ่าฝืนข้อสัญญา ผู้ให้เช่าจะบอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายหรือข้อสัญญานั้น ๆ ก็ได้ ถ้าและผู้เช่าละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตาม ท่านว่าผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้”

มาตรา 566 “ถ้ากําหนดเวลาเช่าไม่ปรากฏในความที่ตกลงกันหรือไม่พึงสันนิษฐานได้ไซร้ ท่านว่า คู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเช่าในขณะเมื่อสุดระยะเวลาอันเป็นกําหนดชําระค่าเช่าก็ได้ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกําหนดเวลาชําระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 558 ได้กําหนดไว้ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ก็ต่อเมื่อได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสําคัญ และถ้าเป็นการเช่าที่มีกําหนดเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป หรือกําหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ถ้ามิได้ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ สัญญาเช่าบ้านระหว่างแดนและดิวซึ่งไม่มีกําหนดระยะเวลาการเช่านั้น เมื่อได้มีการทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและสามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ตามมาตรา 538

การที่ดิวเช่าบ้านของแดนเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่หลังจากทําสัญญาเช่าได้ 2 ปี ดิวได้ใช้บ้าน ที่เช่านั้นเปิดทําธุรกิจเป็นร้านอาหารซึ่งมิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเช่า กรณีนี้ถือว่า ดิวผู้เช่าได้ใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอย่างอื่นนอกจากที่ได้กําหนดไว้ในสัญญาตามมาตรา 552 ซึ่งแดนผู้ให้เช่าย่อมมีสิทธิตามมาตรา 554 กล่าวคือ สามารถบอกกล่าวให้ดิวผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาและถ้าดิวผู้เช่า ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตาม แดนผู้ให้เช่าก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าแดนผู้ให้เช่ามิได้บอกกล่าวให้ดิวผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามสัญญาก่อนแต่อย่างใด แต่แดนได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับดิวในทันทีในวันที่ 16 มกราคม 2562 การบอกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวของแดนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 554

อนึ่ง ในกรณีดังกล่าว แดนไม่ต้องบอกเลิกสัญญาเช่าโดยใช้มาตรา 566 โดยการบอกกล่าวให้ อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัวก่อนชั่วกําหนดเวลาชําระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องที่ตัวผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามมาตรา 552

สรุป การบอกเลิกสัญญาเช่าของแดนเพราะการกระทําดังกล่าวของดิวนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 (ก) ส้มทําสัญญาเช่าเป็นหนังสือให้ชมพูเช่าที่ดินของส้มมีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุกวันที่ 25 ของเดือนในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ในวันทําสัญญาเช่า ชมพูได้ให้เงินค่าเช่าล่วงหน้าไว้เป็นจํานวน 40,000 บาท ชมพูเข้าไปอยู่ในที่ดินที่เช่าจนถึงเดือนมีนาคม 2562 แต่ชมพูไม่ได้ชําระค่าเช่าให้กับส้มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ดังนั้น ส้มจึงบอกเลิกสัญญาเช่ากับชมพูในวันที่ 1 มีนาคม 2562 และฟ้องขับไล่ชมพูในวันที่ 14 มีนาคม 2562 การบอกเลิกสัญญาเช่าของส้มชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (ก) เป็นสัญญาเช่าซื้อ คําตอบของท่านจะแตกต่างออกไปหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 560 “ถ้าผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้อง บอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชําระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกําหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

วินิจฉัย

ในเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์นั้นตามบทบัญญัติมาตรา 560 ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าการชําระค่าเช่ากําหนด ชําระกันเป็นรายเดือนหรือยาวกว่ารายเดือน เมื่อผู้เช่าไม่ชําระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ จะต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าชําระค่าเช่าก่อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมชําระอีกจึงจะบอกเลิกสัญญาได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ชมพูเช่าที่ดินของส้มมีกําหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยตกลงชําระค่าเช่าทุก ๆ วันที่ 25 ของเดือน ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท และในวันทําสัญญาเช่า ชมพูได้ให้เงินค่าเช่าล่วงหน้าไว้เป็นจํานวน 40,000 บาทนั้น เมื่อปรากฏว่าชมพูไม่ได้ชําระเงินค่าเช่าตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2561 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ดังนี้ การที่ชมพูได้ให้เงินค่าเช่าล่วงหน้าไว้ 2 เดือนแล้วนั้น ย่อมถือว่าเป็นการจ่ายค่าเช่าให้แก่ส้มแล้ว 2 เดือน คือเดือนพฤศจิกายน 2561 และเดือนธันวาคม 2561 จึงถือว่า กรณีนี้ชมพูไม่ได้ชําระค่าเช่าให้แก่ส้มในวันที่ 25 มกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวม 2 เดือน จึงมีผลทําให้ ส้มมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อตามสัญญาเช่านั้นมีการกําหนดชําระค่าเช่ากันเป็นรายเดือน ดังนั้น ส้มจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันทีเลยไม่ได้ ส้มจะต้องบอกกล่าวให้ชมพูนําค่าเช่ามาชําระก่อน และต้องให้เวลาชมพูไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งถ้าชมพูไม่นําค่าเช่ามาชําระ ส้มจึงจะบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามมาตรา 560 ดังนั้น การที่ส้มได้บอกเลิก สัญญาเช่ากับชมพูทันทีในวันที่ 1 มีนาคม 2562 และฟ้องขับไล่ชมพูในวันที่ 14 มีนาคม 2562 นั้น การบอกเลิก สัญญาเช่าของส้มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 574 วรรคหนึ่ง “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อ ที่เป็นส่วนสําคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้รับเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย”

วินิจฉัย

ถ้าข้อเท็จจริงตามข้อ (1) เป็นสัญญาเช่าซื้อ การที่ชมพูผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2562 นั้น ย่อมถือเป็นกรณีที่ชมพูผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กันแล้ว ดังนั้น ส้มผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของส้มจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป (ก) การบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์ของส้มไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(ข) การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของส้มชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นคําตอบจึงแตกต่างกัน

 

ข้อ 3 บอยทําสัญญาจ้างให้บัวตัดเย็บเสื้อผ้าตามแบบจํานวน 5,000 ชุด โดยจะจ่ายสินจ้างให้แก่บัว เมื่องานเสร็จเป็นเงินรวม 500,000 บาท บัวเห็นว่ามีงานต้องทําเป็นจํานวนมากจึงทําสัญญาจ้างบี เป็นลูกจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลา โดยให้สินจ้างเดือนละ 15,000 บาท กําหนดจ่ายสินจ้างกัน ทุกวันที่ 20 ของเดือน เมื่อบัวดําเนินการตัดเย็บเสื้อผ้าไปแล้ว 1,000 ชุด บอยเห็นว่าแบบที่ว่าจ้างให้บัวตัดเย็บนั้นไม่เป็นที่นิยมในตลาดจึงบอกเลิกสัญญากับบัว

(ก) บอยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับบัวหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) บัวเห็นว่าไม่ค่อยมีงานให้ทําแล้ว จึงบอกเลิกสัญญาจ้างกับบีในวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ดังนี้ ต้องทํางานให้บัวถึงวันที่เท่าใด

ธงคําตอบ

(ก) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 587 “อันว่าจ้างทําของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสําเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสําเร็จแห่งการที่ทํานั้น”

มาตรา 605 “ถ้าการที่จ้างยังทําไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้เมื่อ เสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น”

วินิจฉัย

โดยหลักในเรื่องสัญญาจ้างทําของนั้น ถ้าการที่จ้างยังทําไม่แล้วเสร็จ ผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้ แต่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดจากการเลิกสัญญานั้น ให้กับผู้รับจ้าง (มาตรา 605)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บอยทําสัญญาให้บัวตัดเย็บเสื้อผ้าตามแบบจํานวน 5,000 ชุด โดยจะจ่ายสินจ้างให้แก่บัวเมื่องานเสร็จเป็นเงินรวม 500,000 บาทนั้น ถือเป็นสัญญาจ้างทําของตามมาตรา 587 เมื่อบัวดําเนินการตัดเย็บเสื้อผ้าไปแล้ว 1,000 ชุด บอยเห็นว่าแบบที่ว่าจ้างให้บัวตัดเย็บนั้นไม่เป็นที่นิยมในตลาด จึงบอกเลิกสัญญาจ้างกับบัวนั้น บอยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับบัวได้ แต่บอยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญานั้นให้แก่บัวด้วยตามมาตรา 605

(ข) หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 575 “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทํางาน ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทํางานให้

มาตรา 582 “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง

เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานวนที่จะต้องจ่าย

จนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียวแล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บัวทําสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างไม่มีกําหนดระยะเวลาโดยให้สินจ้างเดือนละ 15,000 บาท กําหนดจ่ายสินจ้างทุกวันที่ 20 ของเดือนนั้น ถือว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 575 และเมื่อเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกําหนดเวลาจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 582 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าบัวจะบอกเลิกสัญญาจ้าง จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บัวได้บอกเลิกสัญญากับบีในวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ย่อมถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาของการจ่ายสินจ้างในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า คือ เลิกสัญญากันในวันที่ 20 มิถุนายน 2562 ดังนั้น บีจึงต้องทํางานให้บัวต่อไป จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2562 จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

สรุป (ก) บอยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างกับบัวได้ แต่บอยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบัว ในความเสียหายซึ่งเกิดจากการบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นด้วย

(ข) บัวบอกเลิกสัญญากับบีในวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 บีต้องทํางานให้บัวจนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2562 จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

ENG2002 การอ่านตีความ s/2563

ข้อสอบสําหรับเตรียมสอบภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา ENG 2002 การอ่านตีความ

Part I: Seen Passages

ส่วนที่ 1 : เนื้อเรื่องในตํารา

A: Directions: Read the following statements. Then blacken ) for a true

statement, and blacken (2) for a false statement. (1=True; 2=False)

(คําสั่ง : ให้อ่านข้อความต่อไปนี้ ถ้าถูกให้ตอบข้อ 1 ถ้าผิดให้ตอบข้อ 2)

1 Referring items can be words or phrases.

ถาม รายการที่เป็นคําอ้างอิงอาจเป็นกลุ่มคําหรือเป็นวลีก็ได้

ตอบ 1 ถูกต้อง การใช้คําอ้างอิง (Pronoun Reference) คือ การใช้คําอื่นหรือสรรพนามเพื่อกล่าวแทน

คําหรือวลี ที่อยู่ในบทความนั้น ผู้อ่านสามารถทําความเข้าใจได้โดยหาการเชื่อมโยงทั้งภายในประโยค หรือระหว่างประโยค ซึ่งทิศทางในการหาการเชื่อมโยงที่ 2 ทิศทาง คือ

1 สืบการเชื่อมโยงไป ข้างหน้า (Forward) และ 2 สืบการเชื่อมโยงกลับไปข้างหลัง (Backward)

2 The stated main idea can be identified only at the beginning of each paragraph.

ถาม ใจความสําคัญที่ผู้เขียนไว้นั้น จะกําหนดไว้ในช่วงต้นของแต่ละย่อหน้าเท่านั้น

ตอบ 2 ใจความสําคัญ (main idea) จะกําหนดไว้ในประโยคสาระสําคัญ (Topic Sentence) ซึ่ง

ประโยคดังกล่าวอาจจะกําหนดไว้ต้นย่อหน้า (Beginning) กลางย่อหน้า (Middle) หรือห้ายย่อ หน้า (Ending) ก็ได้

3 The main idea is expressed as a sentence that is a complete thought.

ถาม ใจความสําคัญสามารถแสดงเป็นประโยคที่มีแนวที่สมบูรณ์

ตอบ 1 ถูกต้อง ใจความสําคัญ (Main Idea) ต้องอยู่ในรูปประโยคและมีความหมายที่สมบูรณ์เพราะเกิด

จากการนําหรือความคิดรวบยอด (Central Thought) มาขยายวลีที่เป็นหัวเรื่อง = Topic (วลี) + Sentence (ประโยค)

4 Inferences involve using what the reader knows to make a guess about what he/she does not know, or reading between the lines.

ถาม สรุปความ (Inference) นั้นเกี่ยวพันกับสิ่งที่ผู้อ่านเคยรู้มาก่อนแล้วนํามาใช้คาดเดา (guess) ใน

สิ่งที่ผู้อ่านไม่รู้หรือคาดเดาระหว่างบรรทัด

ตอบ 1 inferences หมายถึง การสรุปหรือการอนุมาน หาความหมายแฝง (indirect meaning) ซึ่งผู้อ่านสามารถใช้ภูมิความรู้ความเข้าใจเดิมหรือคาดเดาสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้บอกข้อมูลไว้ทางตรง หรือ

คาดเดาการเชื่อมโยงของใจความที่มีอยู่ระหว่างบรรทัดของเนื้อเรื่องไว้

5 In order to fully comprehend texts, the reader needs to be able to use all reading

strategies to extract meaning.

ถาม เพื่อให้เข้าใจบทความทั้งหมด ผู้อ่านต้องสามารถใช้กลยุทธ์การอ่านทุกรูปแบบในการที่จะนํา

ความหมายออกมาได้

ตอบ 1 ในการอ่านบทความนั้น บางครั้งผู้อ่านไม่จําเป็นต้องแปลความหมายออกมาทั้งหมดหรือทุกถ้อยคํา

แต่ผู้อ่านจําเป็นต้องมีความเข้าใจในกลยุทธ์การอ่านที่จําเป็นถึงจะเข้าใจความหมายได้ ได้แก่

1 Skimming technique : การอ่านเพื่อหาข้อมูลด้านกว้าง

2 Scanning technique : การอ่านเพื่อหาข้อมูลเจาะจง

3 Inference technique : การอ่านเพื่อสรุปความ

4 Reference technique : การอ่านเพื่อหาการเชื่อมโยง

5 Context Clues : การเดาความหมายโดยอาศัยบริบทแวดล้อม

6 Reading with a clear, meaningful purpose helps the reader gain more from the text.

ถาม การอ่านโดยมีวัตถุประสงค์ให้ได้ความหมายทั้งหมดและมีความหมายที่ชัดเจนช่วยให้ผู้อ่านได้รับ

ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นจากตัวบทความ

ตอบ 1 การอ่านบทความจะมีกลยุทธ์และเทคนิคมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้อ่านต้องการ

อ่านอะไร ถ้าต้องการความหมายทั้งหมดและความหมายที่ชัดเจน ผู้อ่านต้องอ่านละเอียดจนเข้าใจได้

เช่น การอ่านตําราหรือบทความทางวิชาการ

7 Prior knowledge assists the reader in understanding the text.

ถาม ความรู้พื้นฐานเดิมเก่าก่อนจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาได้

ตอบ 1 ถูกต้อง ความรู้ดั้งเดิม (prior knowledge) มีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความเร็วขึ้น เช่น ความรู้

ในศัพท์ทางการแพทย์ (medical terms) จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความทางการแพทย์ได้ง่าย และ

เร็วกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อ่านจะเข้าใจทุกบทความ

8 Reading is considered a thinking process in which readers have to decode the meaning of the text.

ถาม การอ่านถือเป็นกระบวนการคิดที่ผู้อ่านต้องถอดความหมายของบทความนั้น

ตอบ 2 การอ่านเป็นกระบวนการคิด (thinking process) เพราะผู้อ่านจะต้องทําการผ่านกระบวนการ

ความคิดคือ

1 การหาการเชื่อมโยงใจความและประโยค

2 การคาดเดาเนื้อหาถัดไป

3 การสรุปความ

ดังนั้นการอ่านจึงมิใช่การแปลหรือถอดความหมายของบทความ ผู้อ่านจะต้องฝึกฝน กลยุทธ์ และทักษะการอ่านเป็นสิ่งสําคัญ

9 Scanning is sometimes called “reading with fingers.”

ถาม การอ่านจําเพาะเจาะจงบางครั้งก็เรียกว่า “การอ่านด้วยนิ้วมือ”

ตอบ 1 การอ่านแบบ (Scanning) เป็นการอ่านเเบบสํารวจ (survey) เพื่อค้นหาข้อมูลเจาะจง (specific

information) เช่น ใคร? ทําอะไร? ที่ไหน? เมื่อไร? จํานวนเท่าใด? เพราะอะไร? อย่างไร? โดย ผู้อ่านทําการอ่านแบบกวาดสายตาหาจากซ้ายไปขวา หรือใช้นิ้วลากหาข้อมูลเจาะจงทีละบรรทัด ดังนั้นการอ่านแบบสแกนจึงมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า อ่านด้วยนิ้วมือ

10 In order to skim the article effectively, the reader does not need much language skill.

ถาม เพื่อที่จะอ่านแบบสกิมมิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อ่านไม่ต้องมีทักษะทางด้านภาษามากนัก

ตอบ 2 ทักษะทางภาษา (language skill) คือ พื้นฐานทางภาษาที่ผู้อ่านควรจะต้องมีเช่น คําสรรพนาม,

คําเชื่อม, รูปประโยค ส่วนการอ่านแบบสกิม (skimming) เป็นการอ่านแบบคร่าว ๆ ไม่ต้องสนใจ รายละเอียด (detail) เพราะผู้อ่านมีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อมูลกว้าง ๆ (general information) อย่างเช่น หัวข้อเรื่อง (topic) ประโยคแสดงใจความสําคัญ (main idea) ดังนั้นผู้อ่านจึงอ่าน เหมือนอ่านกระโดดข้าม (skip) บางบรรทัด หรือบางประโยค แต่การกระโดดข้ามใจความหรือ ประโยคนั้น ผู้อ่านต้องมีทักษะทางภาษาจึงจะพอคาดเดาได้ว่า ประโยคถัดไปควรอ่านเพื่อหาข้อมูลอะไร

B: Directions: Read the following passages and choose the best answer for each question. (คําสั่ง: อ่านเนื้อหาต่อไปนี้แล้วเลือกคําตอบที่ดีที่สุดในแต่ละคําถาม)

Passage 1

It is ironic that, if we consider the hazards to man from food, many people would say that the most serious hazards are food additives. In reality they are the least of our problems. Microbiological hazards, resulting in food poisoning, are a far more serious threat each year. Not only is food poisoning a more serious problem than food additives, but it is also significantly more serious than environmental contamination of the food supply.

เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล (ironic) ถ้าเรามองว่า อันตรายมาจากอาหารต่อมนุษย์นั้นเป็นสิ่งเดียว เพียงแต่เราคิดว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดนั่นคือสารเติมแต่งอาหาร (food additives) เพราะความจริงแล้ว สารดังกล่าวสร้างปัญหาเราน้อยมาก อันตรายที่มาจากพวกจุลินทรีย์หรือแบคทีเรีย (microbiological) ที่ก่อให้อาหารบูดเป็นพิษ นี่สิอันตราย มากกว่าเพราะนอกจากอาหารจะบูดเน่าแล้ว แต่ยังทําให้สิ่งแวดล้อมของอาหารที่เรานํามากินเกิดการปนเปื้อนได้ มากกว่าสารกันบูดที่เติมเข้าไปในอาหาร

11 What can be inferred from the passage?

1 Food poisoning is more threatening than the hazards from additives.

2 Food contamination is a bigger problem than people realize.

3 Most natural foods have some poisonous substances.

4 The hazards of food additives are our most severe problem.

ถาม จากบทความสามารถสรุปความได้อย่างไร

ข้อมูล (facts) 1 อาหารเน่าบูดอันตรายมากกว่าสารเติมแต่งอาหาร

1 อาหารเน่าบูดเป็นภัยคุกคามมากกว่าอันตรายจากสารเติมแต่งอาหาร

2 การปนเปื้อนในอาหารเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คนทั่วไปรู้

3 อาหารตามธรรมชาติส่วนใหญ่มีสารพิษบางชนิด

4 อันตรายจากสารเติมแต่งอาหารเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากที่สุดของเรา

ตอบ 3 เป็นความหมายทางอ้อมและใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงในเรื่องมากที่สุด

12 Which of the following is not mentioned in the article?

1 Food additives

2 Food poisoning

3 Food preservation,

4 Environmental contamination

ถาม ข้อไหนต่อไปนี้ไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง

1 สารเติมแต่งอาหาร

2 การเน่าบูดของอาหาร

3 การถนอมอาหาร

4 การปนเปื้อนสารพิษในสิ่งแวดล้อม

ตอบ 3 ข้อที่ไม่ได้กล่าวถึง คือ การถนอมอาหาร

13 The word “hazards” in bold type is closest in meaning to ____.

1 dangers

2 differences

3 problems

4 nutrients

ถาม คําวา “hazards” ในตัวพิมพ์หนามีความหมายใกล้เคียงกับ _____.

1 อันตราย

2 ความแตกต่าง

3 ปัญหา

4 สารอาหาร

ตอบ 1 hazards = dangers = อันตราย

14 The phrase “resulting in” in bold type is closest in meaning to _____.

1 coming up with

2 contributing to

3 complaining about

4 concentrating on

ถาม วลีว่า “resulting in” ในตัวพิมพ์หนามีความหมายใกล้เคียงกับ

1 มาด้วย 2 นําไปสู่ 3 ร้องเรียนเกี่ยวกับ 4 จดจ่ออยู่กับ

ตอบ 2 resulting to = contributing to = นําไปสู่ ก่อให้เกิด ผลลัพธ์

Passage 2

We seem to jump from fad to fad convinced that there is an elixir of life which will guarantee perpetual youth, sexual vigor, and freedom from obesity. Millions are spent each year in this futile effort. It should be noted that man has shown his adaptability and ability to live healthfully in any part of the world and to thrive on the diet available to him, including a wide variety of diets. Because no single food provides all of the known nutrients, it is

advisable that we select a variety of foods, and that doesn’t mean fifty-seven varieties of :.. snack crackers. Many in this country do not necessarily eat intelligently, but, among the

countries of the world, we do have a unique opportunity to eat healthfully.

ดูเหมือนพวกเราจะข้ามผ่านความนิยมครั้งแล้วครั้งเล่า ความเชื่ออย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มียาอายุวัฒนะ ซึ่ง รับประกันความเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล, ทําให้เกิดความคึกทางเพศ และทําให้ไม่อ้วนได้ ในแต่ละปีจะมีการใช้ จ่ายเงินไปหลายล้านในความพยายามที่ไร้ประโยชน์นี้ มันควรจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์ได้แสดงให้เห็นความสามารถ ในการปรับตัวให้เหมาะสมและมีความสามารถที่จะดํารงชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าในส่วนใดของโลกและ เติบโตด้วยอาหารที่หามาได้ รวมถึงอาหารที่หลากหลายชนิด เพราะว่าไม่ได้มีอาหารเพียงชนิดเดียวที่จะให้สารอาหารที่ ครบทุกอย่าง จึงแนะนําให้เราเลือกทานอาหารหลากหลายชนิดต่าง ๆ และนั่นไม่ได้หมายถึง 57 ชนิด ของอาหาร ว่างที่เป็นขนมปังกรอบ ผู้คนจํานวนมากในประเทศนี้ไม่ได้ทานอาหารเท่าที่จําเป็นต่อสุขภาพอย่างใช้สติปัญญา แต่ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ของโลก เรามีโอกาสไม่เหมือนใครที่จะกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่าง แท้จริง

 

15 The paragraph should be the ___ part of an article.

1 body

2 introduction

3 conclusion

4 All are correct

ถาม ย่อหน้านี้ควรเป็นส่วน ____ ของเนื้อเรื่อง

1 ส่วนตัวเรื่อง : มักจะชี้แจงรายละเอียด

2 ส่วนกล่าวนํา : อารัมภบท หรือ ประเด็นไว้ให้คาดเคาต่อ

3 ส่วนสรุป : มักจะนําความเห็นส่วนตัวหรือข้อแนะนําของผู้เขียนมาอธิบายไว้

ตอบ 3 จากบทความช่วงท้ายย่อหน้า จะปรากฏความเห็นซึ่งเป็นข้อแนะนํา “it is advisable…”

ของผู้เขียน แสดงว่าเนื้อหาช่วงนี้เป็นช่วงสรุป (conclusion) ของบทความ

16 Which of the following statements is true, according to the passage?

1 Some are convinced that there is a cure-ai for health.

2 People cannot live on a diet based on just a small number of staples.

3 Perhaps men are more adaptable to change than women

4 Modern humans are not genetically adapted to the environment.

ถาม ข้อความไหนต่อไปนี้ถูกต้อง ตามเนื้อเรื่อง

1 บางคนถูกทําให้เชื่อว่ามีการรักษาได้ทั้งหมดเพื่อสุขภาพ

2 ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่อยู่บนอาหารหลักเพียงจํานวนน้อย

3 บางที่ผู้ชายสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้หญิง

4 มนุษย์สมัยใหม่ไม่ได้ปรับตัวในทางพันธุกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้

ตอบ 1 จากเนื้อเรื่องบางคนคิดว่ามีอายุวัฒนะ สามารถรักษาทุกโรคได้

17 According to the passage, the author advises that we consume _____

1 whatever is tasty

2 one certain type of food as much as possible

3 different kinds of food

4 a variety of fad diets

ถาม ตามเนื้อเรื่อง ผู้เขียนแนะว่าเรา (คนอเมริกัน) ควรบริโภค

1 อะไรก็ได้ที่อร่อย 2 อาหารประเภทหนึ่งให้มากเท่าที่ได้ 3 อาหารที่หลากหลายชนิด 4 อาหารที่นิยมชมชอบหลากหลายชนิด

ตอบ 3 จากเนื้อเรื่องที่ว่า it is advisable that we select a variety of foods แนะนําให้ทาน

อาหารที่หลากหลายชนิด

18 The word “thrive” in bold type is closest in meaning to ____.

1 prosper

2 consume

3 derive

4 digest

ถาม คําว่า “thrive” ในตัวพิมพ์หนามีความหมายใกล้เคียงกับ ____

1 ก้าวหน้า 2 บริโภค 3 ได้มา 4 ย่อย

ตอบ 1 thrive = prosper = เจริญเติบโต ก้าวหน้า

19 What does “many” in bold type refer to?

1 Snack crackers

2 Americans

3 People

4 The countries of the world

ถาม “many” ในตัวพิมพ์หนาอ้างอิงถึงอะไร

1 ขนมปังกรอบ 2 ชาวอเมริกัน 3 ผู้คน 4 ประเทศต่าง ๆในโลก

ตอบ 3 many = people = จํานวนมาก หมายถึง ผู้คน

20 The word “intelligently” in bold type is closest in meaning to _____

1 diligently

2 reasonably

3 decisively

4 patiently

ถาม คําว่า “intelligently” ในตัวพิมพ์หนามีความหมายใกล้เคียงกับ _____

1 อย่างขยัน

2 อย่างมีเหตุผล

3 อย่างมั่นใจ

4 อย่างอดทน

ตอบ 2 intelligently = reasonably = อย่างมีไหวพริบ อย่างมีเหตุผล

 

Passage 3

In short, using various methods of communication, different chimpanzees and an occasional gorilla have managed to communicate at about the level of a somewhat slow four-year-old child. This may not be the limit of the chimps abilities-perhaps more intensive or more ingenious training will carry them further-but it is certainly a substantial step beyond what has been done before. If nothing else, it demonstrates the enormous importance of learning in the acquisition of language, and opens up the possibility that someday we will be able to communicate at least on a minimal level with other species.

 

กล่าวโดยสรุป การใช้วิธีของการสื่อสารที่หลากหลายกับลิงชิมแปนซีที่แตกต่างกันและลิงกอริลล่าที่ใช้ทดลองใน บางโอกาสมีความสามารถที่จะสื่อสารได้ในระดับเด็กอายุ 4 ขวบ ที่ค่อนข้างจะเรียนรู้ช้า สิ่งนี้อาจจะไม่ได้ เป็น ข้อจํากัดความสามารถของลิงชิมแปมซี บางทีการฝึกฝนที่ชาญฉลาดและจริงจังมากกว่านี้อาจจะทําให้พวกมันพัฒนามาก ขึ้น แต่แน่นอนว่ามันเป็นขั้นตอนที่สําคัญเหนือกว่าสิ่งที่ได้ทํากันมาก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มีการฝึกฝนเลยมันก็จะพิสูจน์ให้ เห็นความสําคัญอย่างมากของการเรียนรู้ภาษาและเปิดรับความเป็นไปได้ว่า สักวันหนึ่งเราจะสามารถสื่อสารกับสัตว์ อื่นๆได้อย่างน้อยที่สุดก็ในระดับต่ำสุด

21 This paragraph should be the _____ part of an essay.

1 introduction

2 body

3 conclusion

4 All are correct

ถาม ย่อหน้านี้ควรเป็นส่วน _____ ของบทความ

1 บทนํา

2 เนื้อหา

3 บทสรุป

4 ถูกหมด

ตอบ 3 คําวา in short = In conclusion = กล่าวโดยสรุป เป็นบทสรุป

22 Which is correct, according to the passage?

1 The chimp and human are about the same in intellectual capacity

2 Chimpanzees show the greatest accomplishment

3 More comprehensive language training might carry chimpanzees further

4 Chimpanzees’ cognitive abilities are limited

ถาม ข้อไหนถูกต้อง ตามเนื้อเรื่อง

1 ซิมแปนซีและมนุษย์มีความสามารถทางสติปัญญาเท่ากัน (ผิด ไม่ได้กล่าวไว้)

2 ชิมแปนซีแสดงให้เห็นถึงความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

3 การฝึกภาษาที่ครอบคลุมมากขึ้นอาจนําพาให้ชิมแปนซีไปได้ไกลขึ้น

4 ความสามารถทางปัญญาของชิมแปนซีถูกจํากัด

ตอบ 3 จากเนื้อเรื่อง ตัวเลือกที่3 ถูกต้องที่สุด ถ้ามีการฝึกฝนที่ชาญฉลาดและจริงจังเข้มข้นกว่านี้อาจช่วย

พัฒนาชิมแปนซีไปได้ไกลกว่านี้

23 How many non-human animals are mentioned by name in this passage?

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม ในเรื่องนี้มีชื่อสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์เท่าไร

ตอบ 2 มี 2 ชนิด คือ ชิมแปนซีและกอริลล่า

24 Which of the following topics does the story seem to touch on?

1 Linguistics

2 Demography

3 Dialectics

4 Anthology

ถาม เนื้อเรื่องนี้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับหัวข้ออะไร

1 ภาษาศาสตร์ 2 ประชากรศาสตร์ 3 ภาษาถิ่น 4 กวีนิพนธ์

ตอบ 1 กล่าวถึงเรื่อง สัตว์สามารถเรียนรู้ภาษา

25 Overall, what mood is portrayed in this passage?

1 Hopefu

2 Fearful

3 Mysterious

4 Melancholic

ถาม โดยรวมแล้ว เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึงอารมณ์ใด

1 มีความหวัง 2 น่ากลัว 3 ลึกลับ 4 เศร้าโศก

ตอบ 1 เนื้อเรื่องนี้สุดท้าย กล่าวถึง ยังคงมีความหวัง

26 The phrase “in short” (in bold type) can be replaced with _____

1 In brief

2 In fact

3 on the contrary

4 on the other hand

ถาม วลีที่ว่า “in short” (ในตัวพิมพ์หนา) สามารถแทนที่ด้วยคําว่า ____

1 โดยสรุป 2 อันที่จริงแล้ว 3 ในทางตรงกันข้าม 4 ในทางตรงกันข้าม

ตอบ 1 In short = In brief = กล่าวโดยสรุป อย่างย่อ

Passage 4

Part of the explanation of women’s exclusion from artistic endeavors, as well as many others, such as politics and business, is to be sought in their virtually complete lack of economic autonomy and the toils exacted by childbirth and domestic responsibilities. A case in point is Marietta Robusti, daughter of the famous Venetian Mannerist painter known as Tintoretto. After years as an apprentice in her father’s studio, she gained international recognition as a portraitist and was called to the Spanish royal court of Phillip II. Her father forbade her to go and found her a husband instead. She died four years later in childbirth. Her father, on the other hand, lived to the age of seventy-six. The extreme brevity of the careers of many brilliant women artists has meant that few of their works remain. Such is the case of the talented and highly original sculptor Properzia de’Rossi, who died of illness at an early age, or the French painter Marie Guillemine Benoist, who was forced to abandon her art because her husband’s official appointment made it impossible for her to continue to participate in the state – sponsored exhibitions that had been opened to women under the revolutionary government. A notable exception to these truncated careers is that of a sixteenth century painter from Bologna, Lavinia Fontana, who painted for several decades in spite of familial duties (with which her husband helped), received papal commissions, and was elected to the Roman Academy.

 

ส่วนของการอธิบายถึงการกีดกันผู้หญิงจากความพยายามในการสร้างสรรค์งานศิลปะ รวมถึงความพยายามด้าน อื่น ๆ เช่น การเมืองและธุรกิจ, เป็นการแสวงหาการขาดความเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ และปัญหาที่ถูกกําหนดจากการคลอดบุตร และความรับผิดชอบภายในครอบครัว ตัวอย่างที่ตรงจุดนี้คือ มาร์เร็ตตา โรบัสตี, บุตรสาว ของจิตรกรและนักศิลปนิยมชาวเวนิสรู้จักกันในชื่อ ตินโตเร็ทโต หลังจากหลายปีที่เธอได้เป็นเด็กฝึกงานในสตูดิโอ ของพ่อเป็นเวลาหลายปี เธอได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในฐานะที่เป็นนักวาดภาพเหมือน และได้รับเชิญ ไปยังราชสํานักของพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน แต่พ่อของเธอห้ามไม่ให้เธอไปและหาสามีให้เธอแทน เธอเสียชีวิตใน 4 ปีต่อมาจากการคลอดบุตร ซึ่งตรงกันข้ามกับพ่อของเธอมีอายุจนถึง 76 ปี ในระยะเวลาอันสั้นอย่างมากของการประกอบอาชีพของจิตรกรหญิงที่ชาญฉลาดหลายคน หมายความว่าแทบจะไม่มีผลงานทางศิลปะของพวกเธอ หลงเหลืออยู่เลย ซึ่งเป็นตัวอย่างกรณีของนักประติมากรที่มีพรสวรรค์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เธอ คือ โพรเพอเซีย เดอ รอสซี เธอเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่อายุยังน้อย หรือจิตรกรชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Marie Guillermine เธอ ถูกบังคับให้ทิ้งงานศิลปะของเธอเพราะว่าการแต่งตั้งตําแหน่งที่เป็นทางการของสามีเธอ ทําให้เป็นไปไม่ได้สําหรับเธอที่จะเข้ามีส่วนร่วมในนิทรรศการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ได้เปิดกว้างให้กับผู้หญิงภายใต้ รัฐบาลที่มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ข้อยกเว้นที่โดดเด่นในการตัดโอกาสอาชีพนี้ก็คือ จิตรกรในศตวรรษที่ 16 จาก Bologna ที่ชื่อว่าวิเนีย ฟอนตานา เธอวาดภาพมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัว (ซึ่ง สามีของเธอคอยให้ความช่วยเหลือเธอด้วย) เธอได้รับแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาและได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่งใน สมาคมส่งเสริมศิลปะแห่งโรมัน

 

27 Which is incorrect, according to the passage?

1 Marietta Robusti painted for several decades in spite of familial duties.

2 The roles of men have barely affected women’s lives.

3 Marietta Robusti died while giving birth.

4 Women are responsible for the household work.

ถาม ข้อไหนไม่ถูกต้องตามเนื้อเรื่อง

1 มาร์เร็ตตา โรบัสตีวาดภาพมาหลายสิบปี ทั้งๆ ที่มีหน้าที่ในครอบครัว

2 บทบาทของผู้ชายแทบจะไม่มีผลต่อชีวิตผู้หญิงเลย

3 มาร์เร็ตตา โรบัสตีเสียชีวิตขณะคลอดบุตร

4 ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบงานบ้าน

ตอบ 4

1 ข้อนี้ไม่ถูกต้องเพราะตามเนื้อเรื่องตัวอย่างคือ ลาวิเนีย ฟอนตานา

2 ข้อนี้ไม่ถูกต้องเพราะผู้ชายมีผลต่อชีวิตผู้หญิงเช่นพ่อของมาเร็ตตา โรบัสตี้ห้ามไม่ให้เธอทํางาน

ศิลปะ

3 ไม่ถูกต้องเพราะในบทความเธอเสียชีวิตหลังจากให้กําเนิดลูกแล้ว 4 ปี

4 ถูกต้องเพราะเนื้อเรื่องผู้หญิงต้องรับผิดชอบงานบ้าน

ข้อนี้คําถามน่าจะถามว่าข้อใดถูกต้อง จึงจะตอบข้อ 4

28 Which of the following does not explain women’s exclusion from art?

1 Lack of economic freedom

2 Lack of adequate talent

3 Politics and business

4 Tolls exacted by childbirth

ถาม ข้อไหนต่อไปนี้ไม่ได้อธิบายถึงการกีดกันผู้หญิงจากศิลปะ

1 การขาดอิสรภาพทางเศรษฐกิจ

2 การขาดความสามารถทางพรสวรรค์ที่เพียงพอ

3 การเมืองและธุรกิจ

4 การเสียชีวิตจากการคลอดบุตร

ตอบ 2 ข้อ 1,3 และ4 เป็นข้อที่เกี่ยวพันกับการกีดกันผู้หญิง ส่วนข้อ 2 เรื่องพรสวรรค์หรือ ไม่มี

ความสามารถ ไม่ได้กล่าวถึงเป็นการกีดกัน

29 How many names of women artists are mentioned in this passage?

1 3

2 4

3 5

4 6

ถาม มีศิลปินผู้หญิงที่คนที่กล่าวถึงในเนื้อเรื่องนี้

ตอบ 2 มี 4 คนคือ 1 Marietta Robusti 2 Properzia de’Rossi 3 Marie Guillermine

Benoist และ 4 Lavinia Fontana

30 Who was elected to the Roman Academy?

1 Lavinia Fontana’s family

2 Lavinia Fontana’s husband

3 Lavinia Fontana

4 All are correct

ถาม ใครได้ถูกเลือกให้ดํารงตําแหน่งในสมาคมส่งเสริมศิลปะแห่งโรมัน

ตอบ 3 จากบทความช่วงท้าย ผู้หญิงที่กล่าวคนสุดท้ายคือ Lavinia Fontana ลาวินเนีย ฟอนทาน่า

31 The passage describes mainly artists in the _____ context.

1 Southern American

2 Western Europe

3 Eastern European

4 Northern American

ถาม เนื้อเรื่องกล่าวถึงศิลปินส่วนใหญ่อยู่ใน _____.

ตอบ2 ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส ก็คือกลุ่มยุโรปตะวันตก

32 Which of the following topics does this story seem not to touch on?

1 Women artists

2 Female artists

3 Social exclusion

4 Social inclusion

ถาม เรื่องนี้ดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อไหนต่อไปนี้

1 ศิลปินผู้หญิง 2 ศิลปินหญิง 3 การกีดกันทางสังคม 4 การรวมตัวทางสังคม

ตอบ 4 เรื่องนี้กล่าวถึงศิลปินหญิง และการกีดกันผู้หญิง ส่วนข้อ 4 ไม่เกี่ยวข้อง

33 The word “famous” (in bold type) is closest in meaning to _____

1 notorious

2 impressive

3 renowned

4 common

ถาม คําว่า “famous” (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ ____

1 มีชื่อเสียงในด้านไม่ดี 2 ประทับใจ 3 มีชื่อเสียง 4 ปกติ ธรรมดาทั่วไป

ตอบ 3 famous = renowned, wel-liked = มีชื่อเสียง เป็นที่ชื่นชอบ

34 The word “she’ (in bold type) refers to ____

1 Tintoretto

2 the Venetian Mannerist

3 Marietta Robusti

4 All are correct

ถาม คําว่า “she” (ในตัวพิมพ์หนา) อ้างอิงถึง ____

ตอบ 3 เธอ จากบรรทัดที่ 4 ในที่นี้คือ Marietta Robusti

 

Passage 4

Many of the world’s people are concerned about the dwindling number of whales in the oceans and seas. They are worried because the number of whales is getting so small. Whales are very large, aquatic animals. People have hunted whales since about the eleventh century. Certain types of whales have been hunted too much. Recently, their numbers have decreased so much that they are in danger of becoming extinct. These concerned people are working to save the whales.

ผู้คนในโลกจํานวนมากมีความรู้สึกห่วงใยเกี่ยวกับจํานวนของปลาวาฬ ในมหาสมุทรและท้องทะเลที่ร่อยหรอ ลงไปทุกวัน พวกเขาวิตกกังวลเพราะว่าจํานวนของปลาวาฬกําลังจะน้อยลง ปลาวาฬเป็นสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่มาก ผู้คนได้ล่าปลาวาฬกันมาตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 11 ปลาวาฬบางชนิดถูกล่ามากจนเกินไปเมื่อไม่นานมานี้จํานวนของมันลดลงมากเสียจนกระทั่งพวกมันตกอยู่ในอันตรายของการสูญพันธ์ ผู้คนที่มีความรู้สึกห่วงใยเหล่านี้กําลังทํางาน กันเพื่อช่วยรักษาชีวิตปลาวาฬเอาไว้

35 This paragraph should be the _____ part of an article. .

1 introduction

2 body

3 conclusion

4 All are correct

ถาม ย่อหน้านี้ ควรอยู่ในส่วน ____ ของบทความ

ตอบ 1 จากประโยคสุดท้ายของบทความ “These concerned people are working to saves the

whales” “ผู้คนที่ห่วงใยเหล่านี้กําลังทําการปกป้องวาฬกัน” ชี้ให้เห็นว่าบทความนี้เป็นช่วงการ กล่าวนํา (introduction) เพื่อจะให้สืบหาวีการปกป้องปลาวาฬต่อไปนี้ว่าจะหาวิธีใดดีที่จะช่วย ปกป้องปลาวาณที่กําลังลดจํานวนลง

36 The problem stated in this passage is about ____

1 vanishing whales

2 modern whaling

3 the cruelty of whaling

4 None is correct

ถาม ปัญหาที่กล่าวในเรื่องนี้เกี่ยวกับ _____

1 ปลาวาฬที่หายไป

2 การล่าวาฬสมัยใหม่

3 ความโหดร้ายของการล่าวาฬ

4 ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึงจํานวนปลาวาฬที่ลดลง (dwindfing number of whales) และบางชนิดที่อยู่

ในภาวะอันตรายจนกลายเป็นสูญพันธ์ (extinct)

37 Which is correct according to the passage?

1 Some types of whales have been hunted for a long time

2 The practice of hunting whales has existed for more than 1,100 years.

3 All types of whales have been hunted massively.

4 Everyone is worried about whaling.

ถาม ข้อไหนถูกต้องตามเนื้อเรื่อง

1 ปลาวาฬบางชนิดถูกล่ามาเป็นเวลานาน (ไม่ถูกต้องเพราะข้อความเป็นจริง แต่กล่าวเกินข้อเท็จจริง)

2 การกระทําการล่าปลาวาฬมีมานานกว่า 1,100 ปีมาแล้ว (ตรงกับเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะมีการล่าปลาวาฬตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 – ปัจจุบันศตวรรษที่ 21 แล้ว แสดงว่ามากกว่า 1,000 ปี

3 ปลาวาฬทุกชนิดถูกล่าอย่างจํานวนมาก (ไม่ตรงกับข้อเท็จริง ในบทความกล่าวถึง จํานวนวาฬที่ลดลงเรื่อย ๆ จากการล่าต่อเนื่องยาวนานไม่ใช่จํานวนมาก หรือทุกชนิด)

4 ใคร ๆ ก็กังวลเรื่องการล่าปลาวาฬ (ไม่ตรงกับข้อเท็จริงเพราะคนที่กังวลเท่านั้นที่กําลังต่อสู้เพื่อปกป้องปลาวาฬ)

ตอบ 2 ผู้คนได้ล่าปลาวาฬกันมาตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 11 มาถึงปัจจุบันคือ มากกว่า 1,100 ปีมาแล้ว

38 Why are people worried about whales?

1 Whales are hunted for commercial gain.

2 Whales are rapidly disappearing.

3 Whales become more dangerous.

4 Whales are getting smaller.

ถาม ทําไมผู้คนกังวลเกี่ยวกับปลาวาฬ

1 ปลาวาฬถูกล่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

2 ปลาวาฬกําลังหายไปอย่างรวดเร็ว

3 ปลาวาฬกลายมาเป็นอันตรายมากขึ้น

4 ปลาวาฬกําลังเล็กลง

ตอบ 2 สาเหตุที่กังวลเพราะปลาวาฬได้ลดจํานวนลงอย่างรวดเร็ว ถ้าตอบ 4 สามารถตีความหมายว่า

ปลาวาฬกําลังตัวเล็กลงก็ได้ หรือขนาดเล็กลง แต่เราเหมายถึง จํานวนน้อยลง ถ้ามีคําว่า number is getting smaller ก็จะถูกต้อง

39 What does “their” in bold type refer to?

1 Hunted whales

2 Whales

3 Dead whales

4 Aii are correct

ถาม “their” ในตัวพิมพ์หนาอ้างอิงถึงอะไร

1 ปลาวาฬที่ถูกล่า

2 ปลาวาฬ

3 ปลาวาฬที่ตายแล้ว

4 ถูกทั้งหมด

ตอบ 2 ของพวกมัน ก็คือ ปลาวาฬ

Passage 5

Other concerned people are working to save whales from extinction in another way. These people believe that the best means to save the whales is by making whale products expensive. They think that if whale products become less economical than similar products, whalers will kill fewer whales. The supply of whale products will decrease because of the lower demand for whale products. For example, one of the most valuable whale products is whale oil. Whale oil, which is processed from the fat, meat, and bones of whales, has many uses. For example, it is used in the manufacture of margarine, soap, and certain cosmetics. One large whale may yield 150 barrels of whale oil. Scientists have found a plant oil that is similar to the valuable whale oil; it is the oil of a desert plant, jojoba (pronounced ho-Ho-ba) oil. People hope that jojoba oil can be produced more economically than whale oil and that, in this way, they can help to save the whales.

คนอื่น ๆ ที่รู้สึกห่วงใยกําลังทํางานกันเพื่อช่วยรักษาชีวิตปลาวาฬให้รอดพ้นจากการสูญพันธ์ ในอีกวิธีการหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้เชื่อว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อช่วยรักษาชีวิตปลาวาฬคือ โดยการทําให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลาวาฬมีราคาแพง พวกเขาคิดว่า ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลาวาฬมีราคาประหยัดน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน ผู้ล่าปลาวาฬจะฆ่า ปลาวาฬน้อยลง การจัดป้อนสินค้าสู่ท้องตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากราวาฬจะลดลง เนื่องจากความต้องการสินค้า ของตลาดสําหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลาวาฬลดต่ำลง ยกตัวอย่างเช่น เนบรรดาผลิตภัณฑ์จากปลาวาฬที่มีมูลค่ามากที่สุดตัวหนึ่งคือ น้ำมันปลาวาฬ น้ำมันปลาวาฬซึ่งถูกผ่านกรรมวิธีมาจากไขมัน เนื้อ และกระดูกของปลาวาฬ ปี ประโยชน์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น มันจะถูกใช้ในการผลิตเนยเทียม สบู่ และเครื่องสําอางบางชนิด ปลาวาฬขนาด ใหญ่หนึ่งตัวอาจจะให้น้ำมันปลาวาฬที่มีค่า มันเป็นน้ำมันของพืชในทะเลทรายชนิดหนึ่ง นั่นคือ น้ำมันโจโจบา (ออก

เสียงว่า โฮ-โฮ-บา) ผู้คนต่างหวังว่า น้ำมันโจโจบา จะสามารรถถูกผลิตขึ้นมาได้อย่างประหยัดมากกว่าน้ำมันปลาวาฬ และนั่นก็หมายความว่า ด้วยวิธีการนี้พวกเขาจะสามารถช่วยรักษาชีวิตปลาวาฬให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ได้

40 The main idea of the paragraph is in sentence _____

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม ใจความสําคัญของย่อหน้านี้อยู่ในประโยคที่ _____

ตอบ 2 ใจความสําคัญอยู่ในประโยคที่ 2 เพราะบอกวิธีที่จะช่วยปกป้องปลาวาฬ

41 How many names of mammals are mentioned in this passage?

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม มีชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกี่ชนิดที่กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง

ตอบ 1 ได้กล่าวถึงชนิดเดียวคือ whales ปลาวาฬ

42 How many names of plants are mentioned in this passage?

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม มีชื่อพืชชนิดที่กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง ตอบ 1 ชนิดเดียวคือ โจโจบา

43 It can be inferred from the passage that one strategy used to save the whales is _____

1 by making whale products costly.

2 by making whale products unique .

3 by making whale products famous

4 by making whale products more popular

ถาม สามารถสรุปจากเนื้อเรื่องว่ากลยุทธ์อันหนึ่งที่ใช้ปกป้องปลาวาฬคือ _____

1 โดยทําให้ผลิตภัณฑ์ปลาวาฬมีราคาแพง

2 โดยทําให้ผลิตภัณฑ์ปลาวาฬเป็นเอกลักษณ์

3 โดยทําให้ผลิตภัณฑ์ปลาวาฬมีชื่อเสียง

4 โดยทําให้ผลิตภัณฑ์ปลาวาฬเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

ตอบ 1 คําว่า costly = expensive ก็คือทําให้มีราคาแพง ผู้คนจะได้ซื้อน้อยลง

44 Which of the following is not mentioned in the article?

1 It can be assumed that jojoba does not thrive in frosty climates.

2 Whale oil is used in the manufacture of some cosmetics.

3 People are working to save whales from extinction.

4 Jojoba oil is similar to the oils naturally produced by human skin.

ถาม ข้อไหนต่อไปนี้ไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง

1 สันนิษฐานว่าโจโจบาไม่เจริญเติบโตในสภาพอากาศที่หนาวจัด

2 น้ำมันโจโจบ้าถูกใช้ในการผลิตเครื่องสําอางบางชนิด

3 ผู้คนกําลังทํางานเพื่อช่วยปลาวาฬจากการสูญพันธุ์

4 น้ำมันโจโจบามีความคล้ายคลึงกับน้ำมันที่ผิวหนังมนุษย์สร้างขึ้นตามธรรมชาติ

ตอบ 4 ไม่ได้กล่าวในเนื้อเรื่องว่าเป็นน้ํามันที่คล้ายกับน้ำมันที่ผิวหนังมนุษย์สร้าง

45 Overall, what mood is portrayed by the end of this passage?

1 Informative

2 Hopeful

3 Skeptical

4 Dismissive

ถาม โดยรวมแล้ว ในตอนท้ายของเรื่องได้แสดงอารมณ์อะไรไว้

1 ให้ข้อมูล

2 มีความหวัง

3 สงสัย

4 เลิก

ตอบ 2 ตอนท้ายกล่าวให้ความหวังว่าน้ำมันโจโจบามาแทนที่น้ํามันจากปลาวาฬได้ทําให้ล่าน้อยลง

46 The word “concerned” (in bold type) here is closest to the meaning to _____

1 composed

2 worried

3 terrified

4 scared

ถาม คําว่า “concerned” ในตัวหนามีความหมายใกล้เคียงกับ_____

1 ประกอบขึ้น 2 กังวล 3 ทําให้ตกใจ 4 ตกใจ ผวา

ตอบ 2 concerned = worried = วิตกกังวล

Passage 7

In general, therefore, an unconscious secret is more harmful than one that is conscious. I have seen many patients in difficult situations of life which might have driven weaker natures to suicide. These patients had at times a tendency towards suicide, but, on account of their inherent reasonableness, would not allow the suicide urge to come into consciousness. But it remained active in the unconscious, and brought about all kinds of dangerous accidents-as for instance an attack of faintness or hesitation in front of an advancing motorcar, the swallowing of corrosive sublimate in the belief that it was a cough mixture, a sudden zest for dangerous acrobatics, and so forth. When it was possible to make the suicide leaning conscious, common-sense could helpfully intervene; the patients could then recognize and avoid those situations that tempted them to self-destruction.

ดังนั้น โดยทั่วไปความลับที่ไม่รู้ตัวเป็นอันตรายมากกว่าความลับที่รู้ตัว ผมเคยเห็นคนไข้จํานวนมากประสบ สถานการณ์ที่ยากลําบากในชีวิต ซึ่งอาจจะผลักดันธรรมชาติที่อ่อนแอของเขาให้ฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยเหล่านี้ในบางครั้งมีแนวโน้มต่อการฆ่าตัวตาย แต่ด้วยความคิดถึงมีเหตุผลที่อยู่ในตัวของเขาจึงไม่ยอมให้แรงกระตุ้นการฆ่าตัวตายเข้ามาสู่ สติสัมปชัญญะ แต่มันคงกระตือรือร้น (ทํางานอยู่) ภายใต้ความไม่รู้สึกตัวและก่อให้เกิดอันตรายได้ทุกประเภท ตัวอย่างเช่น การเป็นลมหน้ามืดหรือความลังเลอยู่ข้างหน้ารถที่กําลังวิ่งมา หรือการกลืนสารพิษโดยคิดว่ามันเป็นยา แก้ไอ หรือความสนุกสนานตื่นเต้นความอยากเล่นกีฬาโลดโผนอย่างทันทีทันใด และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นไปได้ที่ แนวโน้มในการฆ่าตัวตายอาจจะโน้มเอียงไปเป็นความรู้สึกตัว สติสัมปชัญญะสามารถช่วยขัดขวาง; และคนป่วยรู้ตัว และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ล่อหลอกให้พวกเขาฆ่าตัวตาย

47 What is the most dangerous kind of secret, according to the passage?

1 Conscious secrets

2 Unconscious secrets

3 Any kind of secret

4 Both conscious and unconscious secrets

ถาม ตามเนื้อเรื่อง ความลับประเภทไหนที่อันตรายมากที่สุด

1 ความลับที่รู้ตัว

2 ความลับที่ไม่รู้ตัว

3 ความลับประเภทไหนก็ได้

4 ทั้งความลับที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

ตอบ 2 จากประโยคแรก ความลับที่ไม่รู้ตัวเป็นอันตรายกว่าความลับที่รู้ตัว

48 The author mentions the difficult situations of life because ____

1 We can find the inner strength to get through them

2 they urge negativity to come into consciousness

3 they can lead to suicide

4 they can affect the quality of life

ถาม ผู้เขียนกล่าวถึงสถานการณ์ที่ยากลําบากในชีวิตเพราะ _____

1 เราสามารถพบความแข็งแกร่งภายในที่จะไปถึงมัน

2 มันกระตุ้นการปฏิเสธให้เข้ามาในจิตสํานึก

3 มันสามารถไปสู่การฆ่าตัวตาย

4 มันสามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

ตอบ 3 จากบทความในประโยคที่ 2 และ 3 นั้นผู้เขียนอธิบายว่า ความยากลําบากในช่วงชีวิตอาจจะผลักดัน

(driven) ให้คนที่ธรรมชาติอ่อนแอ (weaker nature) ทําการฆ่าตัวตาย จึงตอบ 3 ว่าความยากลําบากจะนําไปสู่การฆ่าตัวตาย

49 Which of the following is not true?

1 A conscious secret is harmful.

2 People normally have reasonableness.

3 There is nothing we can do to help people when they are trying to kill themselves.

4 Fainting is one of the effects of having secrets that are active in the unconscious.

ถาม ข้อไหนต่อไปนี้ไม่ถูกต้องตามเนื้อเรื่อง

1 ความลับที่รู้ตัวเป็นอันตราย

2 ผู้คนโดยปกติมีสติสัมปชัญญะ

3 ไม่มีอะไรที่เราสามารถทําได้ที่จะช่วยผู้คนเมื่อพวกเขาพยายามฆ่าตัวตาย

4 เป็นลมเป็นหนึ่งของผลของการมีความลับที่ทํางานอยู่ในความไม่รู้ตัว

ตอบ 3 จากบทความ 1 ความลับแบบรู้สึกตัวอันตราย แต่น้อยกว่าแบบไม่รู้ตัว

2 ความมีเหตุมีผล จะช่วยทําให้คนจะฆ่าตัวตายมีสติ (consciousness)

3 การที่ไม่มีสิ่งใดช่วยเหลือผู้คนที่จะฆ่าตัวตายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่จะช่วยได้คือ การมีเหตุมีผล

4 เป็นไปตามตัวอย่างของภาวะไร้สติ ที่จะทําให้คนฆ่าตัวตาย ฉะนั้นการใช้เหตุผลที่คนมีอยู่แล้วจะช่วยให้คนเข้าสู่การมีสติแล้วไม่ฆ่าตัวตาย

50 What will happen when the thought of committing suicide is active in the

consciousness of patients, according to the passage?

1 They could try not to kill themselves.

2 They could try hard to kill themselves.

3 The fainting and hesitation in front of an advancing motorcar will keep on increasing.

4 All are correct.

ถาม ตามเนื้อเรื่อง อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อความคิดของการฆ่าตัวตายยังทํางานอยู่ในความรู้สึกตัวของคนไข้

1 พวกเขาพยายามที่จะไม่ฆ่าตัวตาย

2 พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะฆ่าตัวตาย

3 การเป็นลมและความลังเลอยู่ข้างหน้ารถที่กําลังวิ่งเข้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

4 ถูกทุกข้อ

ตอบ 1  เมื่อคนไข้มีสติสัมปชัญญะ ก็จะไม่ฆ่าตัวตาย

51 The word “avoid” (in bold type) is closest in meaning to _____

1 shun

2 allow

3 stay

4 realize

ถาม  คําว่า “avoid” (ในตัวหนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ _____

1 หลีกเลี่ยง 2 อนุญาตให้ 3 คงอยู่ 4 รับรู้ ตระหนัก

ตอบ 1 avoid = shun = หลีกเลี่ยง หลบหลีก

52 According to the passage, the word “self-destruction’ (in bold type) is closest in meaning to _______

1 unconsciousness

2 suicide

3 self-assertion

4 difficult situations

ถาม ตามเนื้อเรื่อง คําว่า self-destruction (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ _____

1 ความไม่รู้สึกตัว 2 การฆ่าตัวตาย 3 การยืนยันตัวเอง 4 สถานการณ์ที่ยากลําบาก

ตอบ 2 self-destruction = suicide = การทําลายตัวเอง ก็คือการฆ่าตัวตาย

Passage 6

Industrial societies recognize the nuclear family, a social unit composed of one or, more commonly, two parents and children. Typically based on marriage, the nuclear family is also often called the conjugal family. In preindustrial societies, however, the extended family, a social unit including parents, children and other kin, predominates. This is also called the consanguine family, meaning that it is based on blood ties, Extended families frequently include grandparents, aunts, uncles, and other kin. In the United States, extended families are not typical, but they are common among some ethnic categories, especially – Americans of Hispanic ancestry. In addition, about one in seven elderly people lives with a relative other than a spouse, thereby forming an extended family.

 

สังคมอุตสาหกรรมจะยอมรับครอบครัวเดียว ซึ่งเป็นหน่วยสังคมที่ประกอบด้วยพ่อแม่หนึ่ง หรือโดยทั่วไปแล้วหรือพ่อและแม่ทั้งสองพร้อมกับลูกๆ โดยปกติแล้วอยู่บนพื้นฐานการแต่งงาน ครอบครัวเดี่ยวจึงมักจะถูกเรียกว่าเป็นครอบครัวสมรส แต่อย่างไรก็ตาม ในสังคมก่อนยุคอุตสาหกรรม ครอบครัวขยาย ซึ่งเป็นหน่วยสังคมที่ประกอบด้วย พ่อแม่ลูก และญาติพี่น้องอื่น ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เด่นกว่าและรูปแบบนี้ก็ยังคงถูกเรียกว่าเป็นครอบครัวร่วมสายเลือดเดียวกัน นั่นหมายความว่า อยู่บนรากฐานของการผูกพันทางสายเลือด ครอบครัวขยายมักจะรวมถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ป้า น้า อา ลุง และญาติคนอื่นๆ ด้วย ในประเทศสหรัฐอเมริกาครอบครัวขยายไม่ใช่เป็นครอบครัวแบบฉบับทั่วไป แต่เป็นครอบครัวที่มีอยู่ทั่วไปในกลุ่มเชื้อชาติที่มีขนบธรรมเนียมเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งซาว อเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจาก ลาตินอเมริกา นอกจากนี้แล้วคนชราประมาณ 1 ใน 7 จะอาศัยอยู่กับญาติมากกว่าที่จะอยู่กับคู่สมรสของตน ด้วยเหตุนี้จึงทําให้เกิดครอบครัวขยายขึ้น

 

53 This paragraph should be the _____ part of an article

1 body

2 introduction

3 conclusion

4 All are correct

ถาม ย่อหน้านี้ควรเป็นส่วน ____ ของเนื้อเรื่อง

1 เนื้อหา

2 บทนํา

3 บทสรุป

4 ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ลักษณะของเนื้อหาเป็นการนิยาม (defined) คําศัพท์ในครอบครัว 2 ชนิดที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็น

การเปิดประเด็นและให้ผู้อ่านรู้ถึงศัพท์สําคัญ (key word) ของตัวบทความนี้ ว่าจะพูดถึงอะไร ถัดไป ทําให้รู้ได้ว่าย่อนหน้านี้เป็นช่วงของการกล่าวนํา

54 How many types of families are mentioned in this paragraph?

1 2

2 3

3 4

4 5

ถาม  มีครอบครัวกี่ประเภทได้กล่าวถึงในย่อหน้านี้

ตอบ 1 มี 2 ชนิดคือ 1 nuclear family 2 extended family

55 What is the different between the nuclear family and the extended family?

1 Some ethnic categories

2 Societies

3 Marriage

4 The relation between family members

ถาม อะไรคือความแตกต่างระหว่างครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย

1 บางกลุ่มชาติพันธุ์

2 สังคมต่าง ๆ

3 การแต่งงาน

4 ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว

ตอบ 2 จากบทความแสดงการเปรียบเทียบระหว่างยุคสังคมอุตสาหกรรมกับยุคสังคมก่อนอุตสาหกรรม

รวมถึงสังคมแบบพวกอีสแพนิค หรือลาตินอเมริกาที่คนแก่จะอยู่อาศัยกับญาติ (relative) มากกว่า ลูกหลานของตน ฉะนั้น สังคม (societies) เพราะผู้เขียนพูดถึงประเภทของสังคม

56 What kind of family type do many Hispanic Americans have?

1 The extended family

2 The typical family

3 The nuclear family

4 The conjugal family

ถาม ชาวอเมริกันที่สืบเชื้อสายจากลาตินอเมริกามีประเภทครอบครัวชนิดไหน

ตอบ 1 จากบทความในตัวอย่างอธิบายว่าชาวอเมริกันเชื้อสายลาตินอเมริกา มักจะไปอาศัยอยู่กับญาติ

ของตน ทําให้เกิดครอบครัวขยาย

57 How many countries are mentioned by name in this paragraph?

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม มีกี่ประเทศที่กล่าวถึงในย่อหน้านี้

ตอบ 1 กล่าวถึงประเทศสหรัฐอเมริกา

 

Passage 7

The major contribution of the humanistic approach is to focus attention on allowing the individual’s inner nature to express itself. It is not necessary to accept the view that our inner nature is formed at birth-our potential can be seen as a product of innate factors plus experience. But humanistic psychologists make the valid point that society often frustrates out needs and creative impulses. A girl may have decided by the age of six to be a lawyer. Her decision was based on identification with a parent plus events involving conditioning, and her own innate intelligence and other abilities. However, this desire may be continually frustrated by a society that says that most women do not become lawyers, that puts various obstacles in her path, and that may try to convince her to become a housewife or nurse instead. Similarly, a boy may learn early in life to be easygoing, not to have strong achievement motivation, and not to strive hard to for financial success. Perhaps he would like to be an artist or just take any job that does not require too much hard work. As an adolescent, he finds enormous pressures from his family, friends, and school to be “successful,” to achieve good grades, to get a “good” job. His artistic nature is frustrated rather than encouraged. Whether these interests and inclinations are present at birth or develop in childhood, there is little question that during adolescence many people find that their environment does not encourage them to express their own, personal feelings. Yet most people would be happier, more productive, and more fulfilled if they were not only allowed but encouraged to do what they want” rather than what society decrees is right for them.

 

การสนับสนุนที่สําคัญของทฤษฎีมนุษยนิยมก็คือ การมุ่งความสนใจไปที่การยอมให้ธรรมชาติภายในของแต่ละ บุคคลได้แสดงตัวมันเองออกมา ไม่ใช่เรื่องจําเป็นที่จะยอมรับความคิดที่ว่า ธรรมชาติภายในของเราจะถูกสร้างขึ้นมา ตั้งแต่เกิด ศักยภาพของเราสามารถมองเห็นได้ในฐานะที่เป็นผลผลิตอย่างหนึ่งของปัจจัยโดยกําเนิด บวกกับประสบการณ์ แต่นักจิตวิทยามนุษยนิยมได้อธิบายอย่างแจ่มชัดไว้ว่า สังคมมักจะขัดขวางความต้องการและแรงกระตุ้น ในทางสร้างสรรค์ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะได้ตัดสินใจตอนอายุ 6 ขวบ ว่าเธอจะเป็นทนายความ การตัดสินใจของเธอ มีพื้นฐานอยู่บนการกําหนดร่วมกันกับพ่อแม่ของเธอ บวกกับความสามารถอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามความปรารถนานี้ อาจจะถูกขัดขวางอย่างต่อเนื่อง จากสังคมที่มักจะบอกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เป็นทนายความ จากสังคมที่มักจะหยิบยื่นอุปสรรคไว้ตามวิถีทางเดินของเธอ และจากสังคมที่อาจพยายามจะทําให้เธอเชื่อมั่นที่จะเป็นแม่บ้านหรือเป็นนางพยาบาลแทน ในทํานองเดียวกัน เด็กผู้ชายคนหนึ่งอาจจะเรียนรู้ในช่วงแรกของชีวิตแบบเรียบง่ายสบาย ๆ ไม่มีแรงกระตุ้นเพื่อความสําเร็จที่รุนแรง และไม่พากเพียรอย่างหนักเพื่อความสําเร็จทางด้านการเงิน บางทีเขาอาจะอยากจะเป็นศิลปิน หรือแค่เพียงอยากจะทํางานอะไรก็ได้ที่ไม่เรียกร้องงานที่หนักเกินไป ในฐานะที่เป็นหนุ่มสาว เขาจะพบแรงกดดันอย่างมากมายจากครอบครัว จากเพื่อน จากโรงเรียน เพื่อที่จะ “ประสบความสําเร็จ” ให้ได้ผลการเรียนที่ดี และได้งาน “ที่ดี” ทําธรรมชาติในทางศิลปะของเขาจะถูกขัดขวางมากกว่าถูกส่งเสริม ไม่ว่าความสนใจและความโน้มเอียงเหล่านี้จะมีอยู่ตั้งแต่เกิด หรือพัฒนาขึ้นใหม่ช่วงวัยเด็กก็ตาม แต่ก็แทบไม่มีความสงสัยว่าในช่วงวัยหนุ่มสาว หลาย ๆ คนพบว่า สภาพแวดล้อมไม่ได้ส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวของเขาเองออกมาเลย แต่คนส่วนใหญ่จะมีความสุขเพิ่มขึ้น มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานเพิ่มขึ้น และบรรลุผลสําเร็จมากขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เพียงได้รับโอกาสแต่ยังได้รับการส่งเสริมให้ “ทําในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะทํา” มากกว่าในสิ่งที่สังคมมาออกคําสั่งให้พวกเขาต้องทํา

58 What is the main focus of the humanistic approach?

1 To control individual personality

2 To concentrate on the inner nature of people

3 To create individual personality

4 To change individual personality

ถาม  อะไรคือจุดสนใจหลักของทฤษฎีมนุษยนิยม

1 เพื่อควบคุมบุคลิกภาพของแต่ละคน

2 เพื่อเน้นธรรมชาติภายในของผู้คน

3 เพื่อสร้างบุคลิกภาพของแต่ละคน

4 เพื่อเปลี่ยนบุคลิกภาพของแต่ละคน

ตอบ 2 จากคําอธิบายในประโยคแรกของเนื้อเรื่อง “…..to focus attention on allowing the

individuals inner nature…” มุ่งความสนใจธรรมชาติภายในของแต่ละคน ทฤษฎีมนุษย นิยมเน้นให้สังคมปล่อยให้คนปลดปล่อยธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ภายในของตนเอง

59 Which of the following can be inferred from the passage?

1 Parents should make children study lessons without asking their opinion

2 People should be in a controlled environment.

3 People should be in an environment that allows them to develop their interests.

4 All are correct

ถาม สามารถสรุปจากเนื้อเรื่องว่าอะไร

1 พ่อแม่ควรให้ลูกเรียนบทเรียนโดยไม่ต้องถามความคิดเห็น

2 ผู้คนควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม

3 ผู้คนควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนา ความสนใจได้

4 ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 เนื้อเรื่องต้องการพูดถึง ผู้คนควรได้ทําในสิ่งที่พวกเขาสนใจด้วยตัวพวกเขาเอง

60 The author mentions that people will be more productive by _____

1 being encouraged to express themselves the way they are

2 doing what they want

3 being encouraged to express themselves the way they are and doing what they want

4 being in a controlled environment

ถาม ผู้เขียนกล่าวว่าผู้คนจะมีประสิทธิผลโดย _____

1 ได้รับการส่งเสริมให้แสดงออกในแบบที่ตนเป็น

2 ทําในสิ่งที่ต้องการ

3 ได้รับการส่งเสริมให้แสดงออกในสิ่งที่ตนเป็นและทําในสิ่งที่ตนต้องการ

4 อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุม

ตอบ 3 ถูกทั้ง 1 และ 2 รวมกันในตัวเลือกที่ 3

 

Part II : Unseen Passages : Directions: Read the following passage. Then blacken for a true statement, and blacken (2) for a false statement. (1=True; 2=False)

(คําสั่ง: อ่านเนื้อเรื่องต่อไปนี้ ถ้าเป็นข้อความที่ถูกต้องให้ระบาย 1 ถ้าเป็นข้อความที่ผิดระบาย 2)

The president of Haiti’s highest court has died, Haitian President Jovenel Moise confirmed in a tweet Wednesday.

Supreme Court Judge Rene Sylvestre, who had tested positive for COVID-19, died Wednesday at the University Hospital of Mirebalais.

“The news of the death deeply saddens me, all members of the judiciary,” Moise said.

‘He described Sylvestre, who also served as head of the Superior Council of Judicial Power, the administrative arm of the judiciary and its highest state institution, as “a statesman, a faithful servant of the Republic.”

Jacques Letang, president of the Haitian Bar Federation, said Sylvestre’s death presents

nal crisis,” for the 12-member Supreme Court, now reduced to six and already undergoing a crisis, as well as for the Superior Council of Judicial Power.

Sylvestre, who was 58, is the latest high-profile Haitian personality to succumb to the deadly coronavirus in Haiti, where the government has yet to issue a shot of any COVID-19 vaccine, and a deadly surge is leading to increased infections and deaths. It remains unclear when vaccines will arrive.

ประธานาธิบดีไฮติ โจเวแนล มัวเช่ ได้กล่าวยืนยันในทวิตเตอร์ เมื่อวันพุธว่า “ประธานศาลฎีกาของไฮติ เสียชีวิตลงแล้ว”

ผู้พิพากษาศาลสูงสุด เรเน่ ซิลเวสเตอร์ ได้ติดเชื้อโควิด-19 และเสียชีวิตลงเมื่อวันพุธ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย มิเรบัลเรียส

มัวเช่ กล่าวว่า “ข่าวการเสียชีวิตดังกล่าวสร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อข้าพเจ้าและบรรดาคณะตุลาการ”

มัวเช่ บรรยายถึง ซิลเวสเตอร์ว่า ซิลเวสเตอร์นอกจากจะทําหน้าที่ในตําแหน่งหัวหน้าสภาตุลาการสูงสุด เป็น ตุลา การศาลปกครองแล้ว เขายังทำหน้าที่สถาบันสูงสุดคือ รัฐบุรุษ ผู้รับใช้ชาติสาธารณรัฐแห่งนี้ อันควรค่าแก่การเคารพ

ปอร์โต แปรงซ์ ประธานสมาพันธ์นักกฎหมายแห่งไฮติ กล่าวว่า “การเสียชีวิตของซิลเวสเตอร์ บ่งบอกถึง วิกฤต ทางสถาบันครั้งใหญ่ จํานวนสมาชิกศาลสูงสุด 12 คน ขณะนี้ลดลงเหลือ 6 คน และยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต เช่นเดียวกับ สภาสูงของตุลาการอีกด้วย

ซิลเวสเตอร์ในวัย 58 ปี บุคคลผู้เป็นแบบอย่างอันทรงเกียรติของไฮติ ต้องยอมจํานนต่อเชื้อโคโรน่าไวรัสที่รุนแรง ในไฮติ โดยที่รัฐบาลยังไม่ได้ออกวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใด ๆ เลยและอัตราการตายที่เพิ่มขึ้น จนนําไปสู่ภาวะติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น และก็ยังมีทีท่าไม่ชัดเจนว่าวัคซีนจะมาถึงอีกเมื่อไร

 

61 Sylvestre’s nationality is Haitian.

ถาม สัญชาติของซิลเวสเตอร์คือ ซาวไฮติ

ตอบ 1 จากบทความในย่อหน้าที่ 4 ซิลเวสเตอร์รับตําแหน่งเป็นรัฐบุรุษของประเทศไฮติ แสดงว่าเขาต้องมี

สัญชาติเป็นชาวไฮติ

62 Sylvestre was unable to overcome the disease.

ถาม ซิลเวสเตอร์ไม่สามารถเอาชนะโรคดังกล่าวได้

ตอบ 1 จากบทความย่อหน้าที่ 6 กล่าวว่า เขาต้องยอมจํานน (succumb) ต่อเชื้อโคโรน่าไวรัสที่รุนแรง

แสดงว่าเขาพ่ายแพ้ติดโรคโควิด – 19

63 Sylvestre is a high-profile Haitian personality.

ถาม ซิลเวสเตอร์เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทรงคุณค่าของไฮติ

ตอบ ตามเนื้อเรื่องย่อหน้าที่ 6 บรรทัดที่ 1

64 Four persons are mentioned by name in this passage.

ถาม ในบทความเรื่องมีบุคคล 4 คนที่ถูกกล่าวถึง

ตอบ 2 บุคคลที่บทความกล่าวถึงได้แก่ 1 ประธานาธิบดี โจเวเนล 2 ผู้พิพากษาสูงสุด เรเน่ ซิลเวสเตอร์

3 ปอร์โต แปรงซ์ จึงกล่าวผิด

65 Sylvestre is a novelist, an activist, and also a politician.

ถาม ซิลเวสเตอร์เป็นนักเขียนนวนิยาย นักเรียกร้อง และยังเป็นนักการเมืองด้วย

ตอบ 2 จากเนื้อเรื่อง ซิลเวสเตอร์ ดํารงตําแหน่ง หัวหน้าสภาสูงสุดของตุลาการ , ตุลาการศาลปกครอง และ

รัฐบุรุษ จึงตอบผิด

66 Sylvestre died a few days after receiving a COVID-19 vaccine shot.

ถาม ซิลเวสเตอร์เสียชีวิตลง 2-3 วันหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

ตอบ 2 ในบทความไม่ได้อธิบายถึงการเริ่มป่วยได้แต่บอกเชื้อโควิดเป็นบวก ตามย่อหน้าที่ 2 และในบทความ

ไม่ได้กล่าวถึงการที่ซิลเวสเตอร์ได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือไม่

67 Moise is described as “a statesman, a faithful servant of the Republic.”

ถาม มั่วเช่ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นรัฐบุรุษ เป็นผู้รับใช้สาธารณรับ น่าเคารพนับถือ

ตอบ 2 จากบทความย่อหน้าที่ 4 ผู้พิพากษาสูงสุด เรเน่ ซิลเวสเตอร์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นรัฐบุรุษของไฮติ

ข้อนี้ไม่ถูก เพราะมัวเซ่ ประธานาธิบดีไฮติ เป็นผู้กล่าวสรรเสริญต่อเรเน่ ซิลเวสเตอร์

68 It can be assumed that Sylvestre had many years in the legal profession.

ถาม พอจะคาดเดาได้ว่า ซิลเวสเตอร์ประกอบอาชีพทางกฎหมายมานานหลายปี

ตอบ 1 จากบทความย่อหน้าที่ 5 ตามความเห็นของ ปอร์โต แปรงซ์ ประธานสมาพันธ์นักกฎหมาย ซิลเวส

เตอร์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 12 ของศาลสูงสุดในประเทศและเขาอายุ 58 ปีตอนเสียชีวิต จึงถูกต้อง

เพราะเขาน่าจะยึดอาชีพด้านกฎหมายตั้งแต่วัยหนุ่มถึงได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลสูงสุด

69 Haiti is already moving into a post-pandemic phase thanks to vaccination campaigns.

ถาม ประเทศไฮติเพิ่งจะเข้าสู่ระยะหลังจากโควิดแพร่ระบาด ซึ่งต้องขอบคุณการรณรงค์ฉีดวัคซีน

ตอบ 2 บทความย่อหน้าสุดท้าย “It remains unclear…” ยังไม่ชัดเจนว่าวัคซีนจะมาถึงเมื่อไร แสดงว่า

ชาวไฮติกําลังรอคอยวัคซีน และจากย่อหน้านี้ท่อน “ and a deadly surge is …” และการ เพิ่มขึ้นที่น่ากลัวนําไปสู่การติดเชื้อและเสียชีวิต แสดงว่า ที่ประเทศนี้ยังมีการแพร่ระบาดของโควิดอยู่ ไม่ใช่ระยะเลิกระบาด

70 This article is most likely to be published on a news website.

ถาม บทความนี้น่าจะถูกพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซค์ข่าว

ตอบ 1 จากบทความมีการอ้างถึง 1 แหล่งข่าว (ผู้ให้ข่าว) 2 สถานที่ (ไฮติ) 3 นําเสนอข้อมูลว่าใคร เป็น

อย่างไร เมื่อไร ทั้งหมดเป็นลักษณะของข่าว (news) มากกว่าลักษณะอื่น

 

B: Directions: Read the following passages and choose the best answer

for each question.

(คําสั่ง: อ่านเนื้อเรื่องต่อไปนี้แล้วเลือกคําตอบที่ดีที่สุดสําหรับแต่ละคําถาม)

Passage 1

The more K-pop has become successful, the more the establishment has become interested.  “South Korean business leaders and political leaders were figuring out that they

needed to expand into other areas,” says Yung Lee, a professor of Sociology at the University of California, Berkeley, who has written about K-pop. “The only thing young people especially were talking about was either South Korean drama or South Korean popular music.”

The government started to back the music industry, giving it tax breaks. They gave money to academics to enhance the popularity of the genre, and foreign embassies were promoting the groups. It worked and brought in big business. But, as Lee points out, that wasn’t all.

“The impact, of course, it not in terms of money, but in terms of its popularity and expanding the South Korean influence or soft power abroad.

There’s even a word to describe this wave of Korean culture: Hallyu. And K-pop became central to lots of other profitable industries, like the beauty business.

“For example, cosmetics and plastic surgery and other elements of the beauty industry really rely on K-pop specially to promote this image that if you use these South Korean products and service that you will become attractive, cool, great looking just like these K-pop stars,” says Lee. “The vast majority, I think, of young South Koreans get some form of intervention either in their face or their body, So it’s something that’s really changing … South Korea, and not always for better, I’m afraid.”

It’s resulted, he believes, in a cultural amnesia to traditional Korean society. “It’s : really accelerated in the last couple of decades, and K-pop is part of the process of the massive change in South Korean society,” says Lee.

With that change and the emergence of some serious scandals, the worry is that it could tarnish brand Korea. And that could pose a dilemma for the government

“What can they do? They began to ride this horse, and so they’re almost stuck with it now, and they invested so much prestige about South Korean in K-pop,” says Lee. “So they had no choice at this point but to keep on investing, to keep on trying to flog this horse that they’ve ridden on.”

So, how did K-pop conquer the world? Clever design and brilliant marketing. But there’s more to a K-pop band. It’s an expression of Korean culture, and the government has been more than happy to capitalize on its success.

However, the constituent parts to the K-pop product are people, some as young as 10. They may have to endure so-called “slave contracts” and arduous daily regimes. At its darkest, K-pop culture stands accused of scandals. Not a side of South Korea the government wants to advertise. All this way not be affecting music sales. But it’s a heavy price for conquering the world.

 

ยิ่ง K-pop ประสบความสำเร็จมากเท่าไร การเริ่มต้นก็จะกลายมาเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

คํากล่าวของ ยุง ลี ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย เบอร์คเลย์ได้กล่าวว่า “ผู้นํา ธุรกิจและผู้นําทางการเมืองเกาหลีใต้ กําลังค้นหาในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ศาสตราจารย์ผู้เขียน เกี่ยวกับ K-pop กล่าวอีกว่า “สิ่งเดียวเท่านั้นที่บรรดาวัยรุ่นกําลังพูดคุยกันคือ ละครและเพลง ป๊อบของเกาหลีใต้

รัฐบาลเริ่มต้นหันมามองอุตสาหกรรมดนตรี โดยรัฐบาลไม่คิดภาษี แลtให้เงินสนับสนุนแก่บรรดาสถาบันต่าง ๆ เพื่อให้ความนิยมชมชอบในบรรดากลุ่มวัยต่าง ๆ รวมทั้งสถานทูตในต่างแดนต่างก็ให้การสนับสนุนกลุ่มศิลปิน จนทําให้เกิดภาพธุรกิจขนาดใหญ่ ศาสตราจารย์ลี อธิบายว่า แต่ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นไปตามนั้น

เนื่องจากว่า ผลกระทบที่เกิดไม่ใช่เรื่องของเงินทุน แต่เป็นเรื่องของความนิยมชมชอบและการขยายอิทธิพล ของเกาหลีใต้หรือเป็นการแสดงอิทธิพลข้ามชาติอย่างหนึ่ง

กระแสความนิยมต่อวัฒนธรรมเกาหลีจะเกิดขึ้นจริงจนมีคําเรียกชื่อว่า “ อัลยู” ทําให้ K-pop กลายมาเป็น ศูนย์กลางทางธุรกิจที่กําไรส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างเช่น ธุรกิจความงาม

อาจารย์ลี กล่าวว่า “ตัวอย่างเช่น เครื่องสําอางและศัลยกรรมพลาสติกรวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ในธุรกิจ อุตสาหกรรมความงาม ต่างพึ่งพาอาศัย K-pop โดยเฉพาะการส่งเสริมภาพลักษณ์ ซึ่งถ้าคุณได้ใช้ผลิตภัณฑ์และ บริการเหล่านี้ของเกาหลีใต้ คุณก็จะกลายเป็นคนมีเสน่ห์ (attractive) ดูสุขุม (cool) ดูรูปร่างที่เหมือนเหล่าบรรดา ดารา K-pop อาจารย์ลีกล่าวอีกว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่คนกลุ่มใหญ่พวกวัยรุ่นเกาหลีใต้รับมาคือการที่ลอกเลียนแบบทั้ง ใบหน้าและรูปร่างของพวกเขา” อาจารย์ลีอธิบายว่า ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเกาหลีใต้จริง ๆ และผมเกรงว่า จะไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป

อาจารย์ลี เชื่อว่า “มันเป็นผลมาจาก การมอมเมาทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อประเพณีดั้งเดิมของเกาหลีใต้ ซึ่ง เริ่มต้นเร็วขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และ K-pop ก็มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารต่อสังคมเกาหลีใต้”

ด้วยการเปลี่ยนแปลงและการอื้อฉาว (scandals) ที่ร้ายแรงปรากฏขึ้นจนกลายมาเป็นความกังวลว่าจะเกิด การแปดเปื้อน (tarnish) ต่อวงการเกาหลีและอาจเกิดผลเสียหายต่อรัฐบาล

อาจารย์ลี กล่าวว่า “รัฐบาลจะทําอย่างไร เมื่อพวกเขาเริ่มควบม้า และตอนนี้พวกเขาถูกเหนี่ยวรั้งไว้จากสิ่งที่ พวกเขาได้เริ่ม” รวมทั้งพวกเขาได้ลงทุนอย่างมากมายต่อภาพลักษณ์ของ K-pop เกาหลีใช้ “ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มี ทางเลือก จึงต้องลงทุนต่อไป และพยายามควบคุมม้าตัวนี้เอาไว้ ม้าที่พวกเขาได้กุมบังเหียนไว้”

แล้ว K-pop ยังจะยึดครองโลกอย่างไร? ด้วยการออกแบบอันชาญฉลาดและการทําการตลาดที่ประสบ ความสําเร็จ จึงเกิดวงดนตรี K-pop มากมาย ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมเกาหลี และยังทําให้รัฐบาลมีความสุขที่จะลงทุน เพิ่มมากขึ้นในการหาความสําเร็จจาก K-pop

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบสําคัญของผลผลิต K-pop ก็คือ ผู้คนที่เริ่มจากวัยรุ่นบางคนอายุเพียง 10 ปี พวก เขาอาจจะต้องทนอยู่กับสัญญาทาสและทนตรากตรํา กับข้อบังคับรายวัน ช่วงเวลาที่มีดมน K-pop ต้องทนต่อถูก ประณามจากเรื่องอื้อฉาว ผลกระทบไม่ได้เกิดต่อฝากฝั่งรัฐบาลที่ต้องการโฆษณา แต่ภาพรวมทั้งหมดนั้นยังไม่มี ผลกระทบต่อยอดขายเพลง ที่สําคัญคือ การทุ่มทุนอย่างหนักเพื่อยึดครองโลก

71 Which of the following titles would best express the main topic of the passage?

1 K-pop debut look back

2 Recruitment regime

3 Streaming culture in K-pop

4 Korean wave

ถาม ชื่อเรื่องใดดังต่อไปนี้น่าจะบอกถึงหัวข้อเรื่องได้ดีที่สุดสําหรับบทความนี้?

1 การเปิดตัวของ K-pop ย้อนหลัง

2 การแสวงหารัฐบาล

3 กระแสนิยมวัฒนธรรม K-pop

4 คลื่นเกาหลี

ตอบ 3 จากบทความช่วงต้น จะเห็นว่า เนื้อหาของบทความพูดถึงความนิยมในละครและเพลงของ K-pop

ในเกาหลี จนเกิดการเป็นวัฒนธรรม K-pop ไปแล้ว ดังนั้น หัวข้อเรื่องที่เหมาะสมของเรื่องนี้คือ กระแสนิยมวัฒนธรรม K-pop

72 Which is incorrect, according to the passage?

1 K-pop is part of the process of the enormous change in South Korean society.

2 The “Korean wave” phenomenon is commonly referred to as “hallyu.”

3 The South Korean government helped K-pop rise to global fame

4 All K-pop stars have to endure slave contracts.

ถาม ตามเนื้อหาของเรื่องแล้ว ข้อใดไม่ถูกต้อง

1 K-pop มีบทบาทต่อกระบวนการการเปลี่ยนแปลงมโหฬารในสังคมเกาหลีใต้

2 ปรากฏการณ์กระแสเกาหลีมักจะถูกเรียกว่า “อัลยู”

3 รัฐบาลเกาหลีใต้ช่วยให้ K-pop เติบโตเป็นกระแสระดับโลก

4 บรรดา ดารา K-pop ทั้งหมดต้องอดทนต่อสัญญาทาส

ตอบ 4 กรณีตัวเลือกในข้อ 1 และ 2 เป็นจริงตามเนื้อหาของเรื่องในย่อหน้าที่ 5 ถึงย่อหน้าที่ 7 ส่วนข้อ 3

เป็นจริงตามย่อหน้าที่9 ยกเว้นข้อ 4 ตามย่อหน้าสุดท้าย ที่ดารา K-pop บางคนต้องทนสัญญาทาส ตั้งแต่อายุ 10 ปี ดังนั้น ดารา K-pop บางคนไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องทนอยู่กับสัญญาทาส

73 Which of the following is mentioned in the article?

1 Government financial assistance

2 Fandom wars

3 K-pop trainee rules

4 Streaming platforms

ถาม ข้อใดต่อไปนี้ได้ถูกอธิบายไว้ในบทความ?

1 ความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาล ข้อความนี้อยู่ในย่อหน้าที่9

2 สงครามกลุ่มแฟนคลับ ข้อความนี้ไม่พบในบทความ เนื้อเรื่องพูดถึงอิทธิพลของ K-pop ที่ส่งผล

ต่อวัยรุ่นในเรื่องการทํารูปร่างและหน้าตาเหมือน K-pop แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้

3 กฏเกณฑ์ผู้เข้ารับอบรม K-pop ข้อความนี้อยู่ในย่อหน้าสุดท้าย พูดถึง daily regime การมี

ข้อบังคับเป็นประจําต่อศิลปิน K-pop แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้เข้ารับอบรม

4 การสร้างฐานกระแสนิยม ข้อความนี้อยู่ในย่อหน้าสุดท้ายที่รัฐบาลทุ่มเงินเพื่อสร้างยอดขายให้แก่

K-pop แต่ผลนั้นไม่ได้เกิดจากการทุ่มเงินของรัฐบาล

ตอบ 1 เป็นเพียงข้อเดียวที่เนื้อหาอธิบายไว้ในบทความ

74 How many countries are mentioned by name in this article?

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม ในบทความนี้มีกี่ประเทศที่ได้เอ่ยถึงชื่อในบทความ

ตอบ 1 ในบทความนี้มีชื่อประเทศ South Korea และชื่อเมืองแคลิฟอร์เนีย แต่ไม่ระบุชื่อประเทศ

จึงตอบมีชื่อประเทศเดียวคือ เกาหลีใต้

75 Who is Mr. Lee?

1 A human rights activist

2 A music critic

3 A Journalist

  1. A teacher

ถาม มิสเตอร์สี เป็นใคร?

1 นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน 2 นักวิจารณ์เพลง 3 นักข่าว 4 ครู อาจารย์

ตอบ 4 จากบทความ ยุงลี เป็นศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์คเลย์ นั่น

แสดงว่าเป็น อาจารย์ (teacher)

76 Which of the following is considered a type of soft power?

1 South Korean popular culture

2 South Korean popular music

3 South Koran drama

4 All are correct

ถาม ข้อใดดังต่อไปนี้ถูกมองว่าเป็นรูปแบบอิทธิพลข้ามชาติอย่างหนึ่ง?

1 วัฒนธรรมยอดนิยมเกาหลีใต้ 2 เพลงยอดนิยมเกาหลีใต้ 3 ละครเกาหลีใต้

4 ถูกหมดทุกข้อ

ตอบ 4 จากบทความช่วงย่อหน้าที่ 2-4 นั้น สิ่งที่กลายมาเป็นวัฒนธรรม K-pop คือ เพลงและละคร รวมถึงการขยายความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมของเกาหลีด้วย จึงตอบถูกทุกข้อ

77 Which of the following is considered a profitable industry, according to the passage?

1 The wedding business,

2 The cosmetics business

3 The rental business

4 The rubber business

ถาม ตามเนื้อหาของเรื่องแล้ว ข้อใดดังต่อไปนี้ถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ทํากําไร?

1 ธุรกิจการแต่งงาน

2 ธุรกิจเครื่องสําอาง

3 ธุรกิจการเช่าซื้อ

4 ธุรกิจยางพารา

ตอบ 2 ในย่อหน้าที่ 5 – 6 นั้น อธิบายถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับอานิสงฆ์จากอุตสาหกรรม K-pop จนมีกําไร

อย่างเช่น ธุรกิจความงาม อันได้แก่ เครื่องสําอาง (cosmetic) และศัลยกรรมพลาสติก (plastic

surgery) จึงตอบธุรกิจเครื่องสําอางค์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมทํากําไรของเกาหลีใต้

78 Overall, what mood is portrayed in the article?

1 Panic-stricken

2 Picky

3 Curious

4 Concerned

ถาม โดยภาพรวมแล้ว ในบทความนี้ได้บรรยายลักษณะอารมณ์อย่างไร

1 ตื่นตระหนัก-โศกเศร้า

2 เรื่องมาก/จู้จี้

3 อยากรู้อยากเห็น

4 กังวล /ห่วงใย

ตอบ 4 กรณีคําถามข้อนี้ต้องไปดูประโยคแสดงความคิดเห็น (opinion statement) ซึ่งบทความนี้มี

ความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง (facts) แต่มีอยู่ท่อนหนึ่งที่แสดงความรู้สึกชัดเจนคือ ย่อหน้าที่ 10 “So they had no choice…” “ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือก คงต้องลงทุนต่อไป เพื่อที่จะควบ ม้าตัวนี้” จากประโยคสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจกับสิ่งที่เกิด จึงตอบ concerned = เป็นกังวล ห่วงใย

79 The word “tarnish” (in bold type) is closest in meaning to ______

1 downgrade

2 confine

3 defame

4 complicate

ถาม คําว่า “tarnish” (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ ______

1 ด้อยกว่า /ค่าน้อยลง 2 จํากัด/มีขอบเขต 3 ทําให้เสื่อมเสีย 4 ทําให้ลําบาก ซับซ้อน

ตอบ 3 “tarnish” = defame = ทําให้ชื่อเสียงเสื่อมเสีย

80 What does “they” (in bold type) refer to?

1 The commentators

2 The government

3 The K-pop fans

4 The K-pop stars

ถาม คําว่า “they” (ในตัวพิมพ์หนา) อ้างอิงถึง _____

1 นักวิจารณ์ 2 รัฐบาล 3 กลุ่มแฟน K-pop 4 เหล่าดารา K-pop

ตอบ 2 สรรพนามคําว่า “they” ในย่อหน้าที่ 9 เมื่อหาการเชื่อมโยงแล้วภายในย่อหน้าที่ 9 ไม่มีกลุ่มคําใดที่

กล่างอ้างถึงได้ จึงต้องอ่านถอยหลังกลับไปในย่อหน้าที่ 8 เพื่อคาดเดาว่า “พวกเขา” หมายถึงใคร? จนไปพบว่าสรรพนามคําว่า “they” ที่กล่าวซ้ํา ๆ ในย่อหน้าที่9 หมายถึง รัฐบาลในย่อหน้าที่ 8 เพราะผู้เขียนกําลังเปรียบเปรยว่า รัฐบาลลงทุนเหมือนขึ้นขี่ม้า

81 The word “arduous” (in bold type) is closest in meaning to _____

1 laborious

2 provoking

3 retiring

4 saturated

ถาม คําว่า “arduous” (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ _____

1 ลําบาก, ตรากตรํา 2 ยั่วยวน, เร้าใจ 3 เกษียณ, ออกจากงาน 4 อิ่มตัว

ตอบ 1 จากบริบทของบทความในย่อหน้าสุดท้าย จะมีคําเชื่อม …and…. ดังนั้น “arduous” จึงมี

ความหมายในทางเดียวกับคําคู่ขนายคือ slave contracts = สัญญาทาส ซึ่งหมายถึง การใช้ แรงงาน, ตรากตรํา จึงตรงกับ laborious ลําบาก, ตรากตรํา

Passage 2

(1) One rescuer was killed and more than 60 people injured in an overnight explosion and inferno at a chemical factory that continued to send back smoke into the sky over Bang Phli district of Samut Prakan late into Monday afternoon.

(2) Helicopters, some from the army, were called in to help firefighters spray flame retardant foam over the burning Ming Dih Chemical Co. factory complex. .

(3) They were battling to keep the advancing flames away from further stores of chemicals at the site, and prevent another explosion

(4) Authorities warned of toxic fumes being generated by the burning chemicals.

(5) Rescue foundations reported one of their firefighters was killed by the fire and 12 others were injured. Fifty other people were also hurt.:

(6) The initial explosion, which was felt nine kilometres away, damaged 73 houses and 15 cars in a nearby neighbourhood.

(7) Thai Rath identified the dead victim as Kornsith Laophan, 18, who was killed as he and other volunteers were fleeing flames surging from a store of chemicals. He stumbled and was overtaken by the fire.

(8) The Taiwanese-owned factory manufactures plastic foam and pellets.

(9) The Disaster Prevention and Mitigation Department said the inferno began with an explosion about 3:20 a.m. What set it off was not known.

(10) Homes, within a five-kilometre radius were evacuated amid fears of further explosions of the reported 50 tonnes of chemicals stored at the premises.

(11) Firefighters and helicopters were reportedly trying to defend one particular area that held 20,000 litres of chemicals.

(12) Pollution Control Department Director-General Attapol Charoenchansa warned people that styrene monomer fumes from the blaze were carcinogenic

(13) The fire was about 10 kilometres from Suvarnabhumi airport, and the black smoke rising above the fire was clearly visible from there. However, airport deputy managing director Krittiya Konthong said tights were not being attected.

 

(1) นักกู้ภัยคนหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บ (injured) มากกว่า 60 คน จากเหตุการณ์การระเบิด (explosion) และเพลิงเผาไหม้ ในช่วงกลางดึกของโรงงานสารเคมีแห่งหนึ่ง การระเบิดยังได้ส่งกลุ่มควันพุ่งขึ้นสู่ ท้องฟ้าย่านบางพลี จังหวัดสมุทรปรากการ จนบานปลายเข้าสู่ช่วงบ่ายของวันจันทร์

(2) เฮลิคอปเตอร์จากกองกําลังทหารถูกขอความช่วยเหลือนักผจญเพลิงเพื่อระดมพ่นครอบคลุมพื้นที่ด้วย โฟมเพื่อหยุดการไหม้โรงงานสารเคมี หมิงตี้ คอมเพล็กซ์

(3) พวกนักผจญเพลิง (They) กําลังต่อสู้กับเพลิงที่ลุกลามไปทั่วโกดังของโรงงานและป้องกันการระเบิดเพิ่ม อีก

(4) บรรดาเจ้าหน้าที่เตือน การฟังละอองพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้สารเคมี

(5) มูลนิธิกู้ภัยรายงานว่า หนึ่งในนักผจญเพลิงเสียชีวิตจากไฟไหม้ และอีก 12 คนได้รับบาดเจ็บ รวมทั้ง บุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บอีก 50 ราย

(6) บริเวณจุดเกิดเหตุระเบิดนั้น กินพื้นที่ออกไป 9 กิโลเมตร ทําลายบ้านเรือน 73 หลัง และรถยนต์ 15 คัน ในระแวกเพื่อนบ้าน

(7) ไทยรัฐระบุว่า เหยื่อผู้เสียชีวิตคือ กรสิทธิ์ เหล่าพันธ์ อายุ 18 ปี เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัคร (volunteer) พร้อมเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่พยายามหนีรอดออกจากเพลิงที่ประทุขึ้น (surging) จากโกดังสารเคมี กรสิทธิ์ถูกห้อมล้อมและปกคลุมจากไฟไหม้

(8) เจ้าของโรงงานผู้ผลิตโฟมและเมล็ดพลาสติกเป็นชาวไต้หวัน

 

(9) หน่วยบรรเทาและป้องกันสาธารณภัยได้กล่าวว่า เปลวไฟนรก (infernos) เริ่มระเบิดขึ้นประมาณ 3 นาฬิกา 20 นาที และยังไม่ทราบว่าอะไรทําให้เกิดขึ้น

(10) บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรต่างถูกอพยพด้วยเกรงว่าการระเบิดอาจจะเกิดอีก ซึ่งตามรายงานมีสารเคมีที่ เก็บไว้ในโรงงานตามข้อสมมติฐาน (premises) น่าจะ 50 ตัน

(11) นักผจญเพลิงและเฮลิคอปเตอร์ต่างพยายามที่จะป้องกันพื้นที่เจาะจงส่วนหนึ่ง ซึ่งตามรายงานน่าจะเก็บ สารเคมีไว้ 20,000 ลิตร

(12) ผู้อํานวยการทั่วไปศูนย์ควบคุมมลภาวะ นายอํานวย เจริญชันษา ได้เตือนผู้คนว่า ละอองฝุ่นมีขนาด เป็นอนูเล็กจากเปลวเพลิงนั้นเป็นสารก่อมะเร็ง

(13) ไฟไหม้กินพื้นที่ประมาณ 10 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ และกลุ่มควันดําที่ลอยขึ้น สามารถ มองเห็นได้ระยะไกลจากสนามบิน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้อํานวยการฝ่ายจัดการสนามบินแจ้งว่า เพลิงไหม้นั้นไม่ส่งผลต่อการบิน

82 The main idea of the passage is in paragraph ______

1 1

2 2

3 3

4 4

ถาม ใจความสําคัญของบทความนี้อยู่ในย่อหน้าใด

ตอบ 1 บทความนี้เป็นการเล่าข่าว ดังนั้นการพาดหัวข่าว หรือการกําหนดประเด็นสําคัญจะอยู่ในช่วงต้นบทความเนื่องจากในย่อหน้าถัดไป ข่าวจะเล่าถึงรายละเอียดของหัวข้อรวมทั้งประเด็นไปเรื่อย ๆ จนจบข่าว ดังนั้น ใจความสําคัญ (main idea) จึงถูกกําหนดไว้ในย่อหน้าที่ 1

83 Which of the following is mentioned in the article?

1 50 tonnes of chemicals were reported to be stored in the factory compound.

2 Owners of houses damaged by the explosion and fire were advised to register a complaint with police.

3 The Taiwanese-owned factory can produce 30,000 tonnes of plastic foam and

pellets a year.

4 The factory is a hub for distributing the products to domestic markets and exporting

them to neighboring countries.

ถาม ในบทความนี้ ข้อใดดังต่อไปนี้ถูกอธิบายเอาไว้?

1 ตามรายงานแล้วมีสารเคมี 50 ตันที่เก็บไว้ในโรงงานประกยบแห่งนี้

ข้อนี้เป็นจริงตามเนื้อเรื่องของเรื่อง ย่อหน้าที่ 10

2 บ้านเจ้าของโรงงานผูกระเบิดทําลายและถูกไฟไหม้ จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ :

ข้อความนี้ไม่พบข้อมูลในเรื่องเลย

3 เจ้าของโรงงานชาวไต้หวันสามารถผลิตโฟมและเม็ดพลาสติกได้ปีละ 30,000 ตัน

จากบทความในย่อหน้าที่ 10-11 สารเคมีมีปริมาณ 50 ตัน และพื้นที่บางส่วนเก็บไว้ 20,000 ลิตร

4 โรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์กลาง (hub) ในการอัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดภายในประเทศ

(domestic) และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลนี้ไม่ปรากฏในเนื้อหาของเรื่องเลย

ตอบ 1 เป็นข้อมูลที่เนื้อหาได้อธิบายไว้ในบทความ

84 Which is correct, according to the passage?

1 A huge explosion and fire caused extensive damago surrounding communities.

2 Some flights were delayed because of an overnight explosion and inferno.

3 The cause of the explosion was not known.

4 More than 60 people were confirmed injured.

ถาม ตามเนื้อหาของเรื่อง ข้อใดถูกต้อง

1 การระเบิดและไฟไหม้ขนาดใหญ่ขยายความเสียหายไปยังชุมชนโดยรวม

ข้อความนี้พบได้ในย่อหน้าที่ 6 จากจุดระเบิดกินพื้นที่ออกไป 9 กิโลเมตร บ้านเรือนเสียหาย

73 หลัง

2 เที่ยวบินบางเที่ยวถูกเลื่อนเพราะเกิดระเบิดและเปลวเพลิงยาวนานข้ามคืน

จากย่อหน้าสุดท้าย ผู้อํานวยการฝ่ายสนามบิน ยืนยันว่าไม่มีผลต่อเที่ยวบิน

3 สาเหตุของการระเบิดนั้น จะไม่ทราบสาเหตุ

จากย่อหน้าที่ 9 ที่ยังไม่ทราบคือ อะไรทําให้เกิดการระเบิดขึ้น

4 มีผู้บาดเจ็บยืนยันแล้วมากกว่า 60 ราย

จากย่อหน้าที่ 1 และย่อหน้าที่ 5 ทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนทั่วไปได้รับบาดเจ็บรวมแล้ว 62 ราย

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก ถ้าถามว่าข้อใดไม่ถูกต้องก็ตอบข้อ 2 เพราะไม่ตรงกับข้อมูลในเรื่องแต่ถ้าถามว่าข้อใด

ถูกจะมีข้อถูกคือ 3 ข้อ คือ ข้อ 1, 3 และ 4

85 According to the passage, residents in Samut Prakan province who live within a five

kilometre radius of the factory were evacuated amid concerns over the possibility of additional _____

1 chemicals

2 detonations

3 fire fighters

4 firewalls

ถาม ตามเนื้อเรื่อง ผู้อยู่อาศัยในจังหวัดสมุทรปราการภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ถูกอพยพท่ามกลางความ

กังวลว่ามีแนวโน้มเรื่องใดที่จะเกิดเพิ่มอีก

1 สารเคมี 2 การระเบิด 3 นักผจญเพลิง 4 ด่านกักกัน

ตอบ 2 จากบทความย่อหน้าที่ 10 บ้านเรือนในรัศมี 5 กิโลเมตรถูกอพยพท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิด

การระเบิด (explosion) เพิ่มขึ้นอีก คําว่า detonations = explosion = การระเบิด

86 Who is Kornsith? .

1 A victim

2 A rescuer

3 A firefighter

4 All are correct

ถาม กรสิทธิ์ คือใคร?

1 เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย 2 นักกู้ภัย 3 นักผจญเพลิง 4 ถูกหมดทุกข้อ

ตอบ 4 จากบทความในย่อหน้าที่ 5 และ 7 นั้น กรสิทธิ์เป็นนักผจญเพลิง, เป็นอาสาสมัครกู้ภัย, และ

เสียชีวิตตกเป็นเหยื่อของไฟไหม จึงตอบถูกหมด

87 The industrial chemical name is mentioned in paragraph

1 2

2 3

3 7

4 12

ถาม ชื่อโรงงานสารเคมีที่ถูกอธิบายไว้อยู่ในย่อหน้าใด

ตอบ 1 ในย่อหน้าที่ 2 พบชื่อโรงงานที่เกิดการระเบิดขึ้น คือ “Ming Dih Chemical Cc. Factory

Complex” จึงตอบย่อหน้าที่ 2 เพราะปรากฏชื่อโรงงาน

88 Where is this article most likely to be published?

1 Journals

2 Bulletins

3 Billboards

4 Newspapers

ถาม บทความนี้น่าจะพิมพ์เผยแพร่ที่ใด?

1 วารสาร 2 ประกาศ 3 ป้ายโฆษณา 4 หนังสือพิมพ์

ตอบ 4 จากย่อหน้าที่ 7 ปรากฏชื่อ Thai Rath ซึ่งเป็นชื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นไปได้ว่าปรากฏ

ในหนังสือพิมพ์

89 The writer’s purpose is to ____

1 encourage people to evacuate

2 make suggestions

3 report facts

4 compel readers to take action

ถาม จุดประสงค์ของผู้เขียน คือ เพื่อ _____

1 สนับสนุนให้ผู้คนอพยพ

2 ให้ข้อเสนอแนะ

3 รายงานข้อเท็จจริง

4 โน้มน้าวให้ผู้อ่านลงมือกระทํา

ตอบ 3 ลักษณะของบทความเป็นการนําเสนอข่าวโดยเล่าข่าวว่าเกิดอะไร ที่ไหน มีจํานวนผู้ตายและ

บาดเจ็บเท่าไร จึงเป็นการรายงานข้อเท็จจริง (facts)

90 The word “fleeing” (in bold type) is closest in meaning to _____

1 standing

2 leaving

3 taking on

4 soaking

ถาม คําว่า “fleeing” (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ ____

1 ยืน, ทนอยู่ 2 ละทิ้ง, ย้ายหนี 3 ดําเนินไป 4 แช่ไว้, ทําให้เปียกชุ่ม

ตอบ 2 จากบริบทในย่อหน้าที่ 7 “….Volunteers were feeling flames surging from…..”

อาสาสมัครคนอื่น ๆ กําลังหนีรอดจากเปลวเพลิงที่ประทุขึ้น ฉะนั้น feeling = eaving = ละทิ้ง หนี

91 The word “he” (in bold type) refers to _____

1 the Taiwanese

2 the dead victim

3 the volunteer

4 Attapol Charoenchansa

ถาม คําว่า “he” (ในตัวพิมพ์หนา) อ้างอิงถึง _____

1 ชาวไต้หวัน 2 เหยื่อผู้เสียชีวิต 3 อาสาสมัคร 4 อรรถพล เจริญชันษา

ตอบ 2 อ้างอิงถึง กรสิทธิ์ เหล่าพันธ์ คือ อาสาสมัครกู้ภัยผู้เป็นเหยื่อเสียชีวิตจากไฟล้อมตัวเขา

92 The word “premises ” (in bold type) is closest in meaning to _____

1 sites

2 carriages

3 shelves

4 camps

ถาม คําว่า “premises ” (ในตัวพิมพ์หนา) มีความหมายใกล้เคียงกับ ____

1 สถานที่ 2 รถม้า 3 ชั้นวาง 4 ค่าย

ตอบ 3 premises = sites = สถานที่ ทําเล ที่ตั้ง

 

Passage 3

To the surprise and disbelief of many surgeons and anesthesiologists, some anesthetized patients may comprehend enough of what is said during surgery to affect their recovery.

“The patient’s memories are of a special sort,” said Henry Bennett, a psychologist at the University of California at Davis. Language understanding may continue while a person is under anesthesia, even though explicit recall does not.

Perhaps the most telling research at St. Thomas’s Hospital in London has found that anesthetized patients recovered faster when given positive suggestions. One group was told, “You’ll want to get out of bed to help your body recover earlier.” Carlton Evans of the Department of Psychiatry at St. Thomas’s, reports that this group recovered earlier and had fewer complications than a comparison group.

Not all studies have yield the same results, and some doctors are skeptical. The effect is subtle, but Bennett and others warn that thoughtless remarks may have farreaching consequences. Ideally, the surgeon should make positive statement like “You’ll: be feeling well soon,” said Bennett.

ศัลยแพทย์และแพทย์ดมยา (anesthesiologist) ต้องแปลกใจและไม่เชื่อว่าผู้ป่วยที่ดมยาสลบ บางคนอาจจะเข้าใจในสิ่งที่มีการพูดคุยระหว่างการทําศัลยกรรม จนส่งผลต่อการฟื้นตัว (recovery) ของผู้ป่วย

เฮนรี่ เบนเน็ต นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย ณ. เมืองเดวิส กล่าวว่า “ความทรงจําของผู้ป่วยถือเป็นสิ่งพิเศษ” ความเข้าใจภาษาอาจจะบังเกิดต่อเนื่อง แต่ในขณะที่คนไข้คนหนึ่งยังคงสลบจากยา ถึงแม้นว่า ความทรงจําความคิดจะไม่ได้เปิดเผยออกมา

ผู้วิจัยแห่งโรงพยาบาลเซ็นต์โทมัส ในกรุงลอนดอนส่วนใหญ่ที่กล่าวอ้างนั้น ให้ความเห็นว่า “คนไข้ที่ถูกดมยาสลบจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อได้รับคําแนะนําในเชิงบวก ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งได้รับการบอกกล่าวว่า “คุณจะต้องลุก จากเตียงเพื่อช่วยให้ร่างการของคุณฟื้นตัวได้เร็วขึ้น” คาร์ลตัน อีแวน แผนกจิตเวชของโรงพยาบาลโทมัส รายงานว่า คนไข้กลุ่มนี้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและไม่มีอาการแทรกซ้อน (complication) เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ

งายวิจัยบางงานให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน รวมทั้งแพทย์บางคนก็ยังสงสัย (skeptical) ผลที่ได้นั้นยังไม่ชัดเจน (subtle) แต่เบนเน็ทและคนอื่น ๆ ออกมาเตือนว่า “ประเด็นของการวิเคราะห์ที่น้อยอาจจะทําให้เข้าถึง ผลลัพธ์ได้น้อย” เพราะโดยความจริงแล้ว ศัลยแพทย์ควรจะใช้ข้อความด้านบวก เช่น “คุณจะรู้สึกดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้”

93 Which one of the following statements about some patients under anesthetics is

correct?

1 They recover quickly from a brief loss of consciousness.

2 They comprehend and remember some things said.

3 They reply to the anesthesiologist’s questions.

4 All are correct .

ถาม : ข้อความใดต่อไปนี้เกี่ยวกับคนไข้ที่ดมยาสลบอยู่ อธิบายได้ถูกต้อง?

1 คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการสูญเสียสติในช่วงสั้น ๆ

2 คนไข้เข้าใจและจดจําเรื่องบางเรื่องที่พูดได้

3 คนไข้ตอบกลับาคําถามของแพทย์ดมยาได้

4 ถูกหมดทุกข้อ

ตอบ 4 จากบทความย่อหน้าที่ 1 และ 2 ตามความเห็นของเบนเน็ท จิตแพทย์ได้อธิบายว่าคนไข้เข้าใจ

ภาษาและจดจําได้ ภายใต้การดมยาสลบ จากตัวเลือกข้อ 1 – 3 เป็นข้อมูลที่ตรงกับเนื้อหาในเรื่อง

94 Who is Mr. Bennett?

1 An anesthesiologist

2 A doctor

3 A surgeon

4 A psychologist

ถาม มิสเตอร์เบนเน็ท เป็นใคร?

1 แพทย์ดมยา 2 แพทย์ 3 ศัลยแพทย์ 4 นักจิตวิทยา

ตอบ 4 จากย่อหน้าที่ 2 Henry, Bennett, a psychologist at University of California

at Davis, จึงตอบเป็นนักจิตวิทยา

95 Which of the following medical fields does this story seem to describe?

1 Nutritional medicine

2 Forensic medicine

3 Modern medicine

4 Chiropractic medicine

ถาม แพทย์สาขาใดดังต่อไปนี้ในเนื้อเรื่องน่าจะอธิบายถึง

1 แพทย์ด้านโภชนาการ 2 แพทย์ด้านนิติเวช 3 แพทย์สมัยใหม่

4 แพทย์ด้านจัดกระดูก

ตอบ 3 จากบทความย่อหน้าที่ 1 จะพบแพทย์ 2 สาขาคือ ศัลยแพทย์ (surgeon) และแพทย์ดมยา

(anesthesiologist) จะเห็นว่าไม่มีตัวเลือกใดตรงกับข้อมูลในเรื่อง แต่แพทย์ทั้ง 2 สาขานั้น เป็นแพทย์สมัยใหม่ น่าจะเป็นตัวเลือกข้อ 3 ดีที่สุด

96 Overall, which mood is portrayed in this passage?

1 Hopeless

2 Skeptical.

3 Informative

4 Dismissive

ถาม โดยภาพรวมแล้ว ในบทความนี้ถ่ายทอดอารมณ์แบบใด?

1 สิ้นหวัง

2 สงสัย

3 เชิงแสดงสาระ/ข้อมูล

4 โต้แย้ง / ไม่เห็นด้วย

ตอบ 4 จากความเห็นในย่อหน้าสุดท้าย เป็นความเห็นกระทบกระทั่ง ว่าไม่เห็นด้วยกับบรรดาศัลยแพทย์

ที่ไม่ใคร่ครวญหรือตระหนักถึงตัวคนไข้ ดังนั้นอารมณ์น่าจะไม่เห็นด้วย กับความเห็นของคนอื่น ๆ

(dismissive)

97 How many healthcare occupations are mentioned in this passage?

1 2

2 3

3 4

4 5

ถาม ในบทความเรื่องนี้มีอาชีพที่ดูแลด้านสุขภาพที่ถูกกล่าวถึงไว้จํานวนเท่าไร

ตอบ 3 ในบทความปรากฏอาชีพที่ดูแลสุขภาพ 4 อาชีพคือ

1 surgeon = ศัลยแพทย์

2 anesthesiologist = แพทย์ดมยา

3 psychologist = นักจิตวิทยา

4 Psychiatrist = นักจิตแพทย์

98 How many encouraging words for patients are mentioned in this passage?

1 2

2 3

3 4

4 5

ถาม ในบทความนี้ ได้อธิบายถึงคําพูดให้กําลังใจคนไข้จํานวนกี่ข้อความ?

ตอบ 1 ในย่อหน้าที่ 3 มีหนึ่งคําพูดคือ “You’ll want to …” คุณจะต้องลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะช่วย

ให้คุณฟื้นตัวเร็วขึ้น และในย่อหน้าสุดท้าย คําพูดที่ว่า “You’ll be feeling …” คุณจะรู้สึก ดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ จึงพบ 2 ข้อความ

99 Where is this article most likely to be published?

1 Billboards

2 Newspapers

3 Memoirs

4 Novels

ถาม บทความนี้น่าจะถูกพบเผยแพร่ในที่ใด

1 ป้ายโฆษณา 2 หนังสือพิมพ์ 3 บันทึก 4 นิยาย

ตอบ 2 ลักษณะการอธิบายเป็นการให้ข้อมูล (information) เกี่ยวกับคนไข้ที่ดมยาสลบ

แต่ยังจดจําและเข้าใจสิ่งที่พูดคุยกันได้ในระหว่างผ่าตัด ข้อที่ใกล้เคียงและเป็นไปได้มากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์เพระข้ออื่นๆ เป็นไปไม่ได้และไม่เหมาะสมกับบทความ

100 The word “results” in bold type is closest in meaning to

1 affections

2 reactions

3 strategies

4 disorders

ถาม คําว่า “results” ในตัวพิมพ์หนา มีความหมายใกล้เคียงกับ

1 ความเสน่หา, ความรัก

2 การตอบสนอง ผลสะท้อนกลับ

3 กลยุทธ์

4 ความผิดปกติ

ตอบ 2 จากบทวามในย่อหน้าสุดท้ายคําว่า “results” มีความหมายเหมือนกับ “consequences”

ผลลัพธ์, ผลที่เกิด คํา reactions เป็นข้อที่ใกล้เคียงที่สุดกับคําว่า “results” ผลลัพธ์ การตอบสนอง