LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา ภาค 1/2553

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ ข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.   นายโฉดทราบว่านายธรรมต้องการเช่าพระสมเด็จวัดกระดิ่งองค์หนึ่ง จึงบอกกับนายธรรมว่านายเฉยมีพระที่นายธรรมต้องงการเช่าและตนสามารถนัดให้นายเฉยมาพบกับนายธรรมเพื่อทำสัญญาเช่าพระดังกล่าวได้ แต่แท้จริงแล้วนายโฉดทราบว่าว่าพระที่นายเฉยเป็นเจ้าของเป็นพระที่ทำขึ้นเลียนแบบพระสมเด็จวัดกระดิ่งเท่านั้น

นายธรรมได้ติดต่อขอดูพระของนายเฉยแล้วเห็นว่าเป็นพระที่สวยงามเชื่อว่าเป็นพระวัดกระดิ่งที่แท้จริงจึงเช่ามาในราคา 1 ล้านบาท โดนนายเฉยไม่ทราบว่านายโฉดบอกกับนายธรรมว่าพระของตนเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง ต่อมานายธรรมทราบว่าพระที่ตนเช่ามาไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่งแต่เป็นพระเลียนแบบ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 157 “การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นโมฆียะ

ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา 159 “การแสดงเจตนาเพราะผู้ถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

การถูกกลฉ้อฉลที่เป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว  การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายธรรมได้ทำนิติกรรมโดยการทำสัญญาเช่าพระกับนายเฉย เพราะหลงเชื่อข้อเท็จจริงตามที่นายโฉดกล่าวอ้างว่าพระของนายเฉยเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง จึงถือว่านายธรรมได้ทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉล และเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้กลฉ้อฉลดังกล่าว นายธรรมก็คงจะมิได้ทำสัญญาเช่าพระองค์นั้น (มาตรา 159 วรรคแรกและวรรคสอง)

และตามอุทาหรณ์เมื่อกลฉ้อฉลนั้น เป็นกลฉ้อฉลจากบุคคลภายนอก ซึ่งตามกฎหมายนิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะ ก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นด้วย (มาตรา 159 วรรคสาม) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายเฉยไม่ทราบถึงกลฉ้อฉลดังกล่าว ดังนั้นสัญญาเช่าพระระหว่างนายธรรมกับนายเฉยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะถูกกล ฉ้อฉล

แต่อย่างก็ตาม เมื่อต่อมานายธรรมทราบว่า พระที่ตนเช่ามาไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่ง แต่เป็นพระเลียนแบบ ซึ่งถ้าตนได้ทราบตั้งแต่แรกก็จะไม่ทำสัญญาเช่าพระองค์นี้แน่นอน ดังนั้นนายธรรมสามารถอ้างได้ว่านิติกรรมดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะตนได้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม นิติกรรมในรูปของสัญญาเช่าพระดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา 157

สรุป   สัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลเป็นโมฆียะ เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดตามมาตรา 157

 


ข้อ 
2.   คนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรมไปมีผลเป็นโมฆียะ ดังนี้ ใครบ้างที่จะมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น และจะบอกล้างได้เมื่อใด อธิบายพอให้เข้าใจ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 175 “โมฆียะกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้

1. บุคคล ซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี แต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความ สามารถก็ได้ถ้าได้รับความนิยอมของผู้พิทักษ์

ถ้าบุคคลผู้นิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้

อธิบาย

 กรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรม และนิติกรรมนั้นมีผลเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 ได้กำหนดผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะไว้ดังนี้ คือ

1.     คนเสมือนไร้ความสามารถ มีสิทธิบอกล้างโมฆียะนั้นได้ เมื่อได้พ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือาจจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้ารับความยินยอมจากผู้พิทักษ์

2.       ผู้พิทักษ์ ซึ่งสามารถบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้ เมื่อตนได้รู้ถึงโมฆียะกรรมนั้นแล้ว

3.     ทายาทของคนเสมือนไร้ความสามารถ มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้ ถ้าคนเสมือนไร้ความสามารถได้ถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น

 


ข้อ 
3.   นายแดงได้ขับรถยนต์ชนนายดำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 นายแดงได้นำนายดำไปส่งโรงพยาบาลโดยไม่ได้ออกค่ารักษาพยาบาลให้ นายดำได้พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลา 10 วัน ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปจำนวน 200,000 บาท ต่อมานายดำได้มาเรียกค่ารักษาพยาบาลจากนายแดง แต่นายแดงไม่มีเงินจึงได้ผัดผ่อนเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 (ซึ่งเหลือเวลาอีก 1 เดือน จะครบอายุความ 1 ปี) นายแดงได้ทำหนังสือให้นายดำไว้ฉบับหนึ่ง ว่าตนได้ขับรถยนต์ชนนายดำจริง และตกลงจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายดำเป็นจำนวนเงิน 180,000 บาท แต่ขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ละ 10,000 บาท

งวดแรกจะชำระให้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ 18 งวด แต่ปรากฏว่าพอถึงวันที่ 1 มีนาคม 2553 นายแดงก็ไม่นำเงินมาชำระให้และมิได้นำมาชำระให้อีกเลย นายดำจึงนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่ 5 ตุลาคม 2553  แต่นายแดงต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว  ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ข้อต่อสู้ของนายแดงฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

หมายเหตุ ป.พ.พ. มาตรา 448 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น  ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

1. ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง  โดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา 193/15 “เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงได้ขับรถยนต์ชนนายดำได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 นั้น ถือว่านายแดงได้กระทำละเมิดต่อนายดำ ซึ่งอายุความฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นมีกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ซึ่งอายุความฟ้องร้อง 1 ปี จะครบกำหนดในวันที่ 4 มีนาคม 2553

แต่ตามข้อเท็จจริง เมื่อนายดำได้มาเรียกค่ารักษาพยาบาลจากนายแดง ปรากฏว่านายแดงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่นายดำ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14(1) และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคแรก และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง และอายุความใหม่จะครบกำหนดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ดังนั้น การที่นายดำนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่ 5 ตุลาคม 2553 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ การที่นายแดงต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้วจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายแดงที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วฟังไม่ขึ้น

 


ข้อ 
4.

ก.  คำเสนอคืออะไร การแสดงเจตนาซึ่งจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะอย่างไร ให้อธิบายโดยสังเขป

ข.  นายสมพงษ์เขียนจดหมายถึงกรมป่าไม้มีข้อความตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่ากรมป่าไม้มีไม้ของกลางซึ่งทางการยึดได้จากผู้ลักลอบตัดไม้ในป่าหลายแห่งและศาลพิพากษาให้ริบเป็นของแผ่นดินจำนวน 1,500 ท่อน บัดนี้คดีถึงที่สุดแล้ว ข้าพเจ้าใคร่ขอซื้อไม้ของกลางดังกล่าวทั้งหมด ส่วนราคานั้นทางการจะขายเท่าใด แล้วแต่ทางการจะเห็นสมควร”  ต่อมาอีก 10 วัน กรมป่าไม้ทำหนังสือตอบนายสมพงษ์ว่า กรมป่าไม้ตกลงขายไม้ของกลางดังกล่าวให้แก่ท่านจำนวน 1,550 ท่อน ราคาลูกบาศก์เมตรละ 5,000บาท ทั้งนี้ ท่านต้องชำระราคาเป็นเงินสดและโดยด่วน” ดังนี้ สัญญาซื้อขายไม้ระหว่างนายสมพงษ์กับกรมป่าไม้เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ก.  คำเสนอ คือ นิติกรรมฝ่ายเดียวชนิดที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา เกิดขึ้นโดยบุคคลฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งให้ทราบว่าตนมีความประสงค์จะผูกพันตนทำสัญญาด้วยในประการใด และขอให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมทำสัญญาด้วยตามที่เสนอไปนั้น

การแสดงเจตนาอันจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะดังนี้

1.เป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน

2. มีความมุ่งหมายว่า ถ้ามีคำสนอง สัญญาเกิดขึ้นทันที

ข. โดยหลักของกฎหมาย สัญญาเป็นนิติกรรมสองฝ่าย จะเกิดขึ้นได้ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายหรือกว่านั้นขึ้นไปเป็นคู่สัญญาแสดง เจตนาเป็นคำเสนอและคำสนองสอดคล้องต้องกัน หรืออาจกล่าวสรุปได้ว่าสัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคู่สัญญาสองฝ่ายได้ ให้คำเสนอและคำสนองสอดคล้องตรงกัน

และการแสดงเจตนาที่ถือว่าเป็นคำเสนอนั้น จะต้องมีลักษณะที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1.       ต้องเป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน

2.       มีความมุ่งหมายว่า ถ้ามีคำสนอง สัญญาเกิดขึ้นทันที

กรณีตามอุทาหรณ์ การแสดงเจตนาของนายสมพงษ์ตามจดหมายที่นายสมพงษ์เขียนส่งถึงกรมป่าไม้นั้น เป็นข้อความที่ไม่ชัดเจนและไม่แน่นอน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำเสนอ แต่เป็นเพียงคำปรารภว่านายสมพงษ์ประสงค์จะเข้าทำสัญญาเท่านั้น

และการแสดงเจตนาของกรมป่าไม้ตามหนังสือที่ตอบนายสมพงษ์ไปนั้น ได้กระทำขึ้นในขณะที่ยังไม่มีคำเสนอใด ๆ มายังกรมป่าไม้ จึงไม่ถือว่าเป็นคำสนอง แต่เนื่องจากหนังสือของกรมป่าไม้ เป็นข้อความที่ชัดเจนและแน่นอน และมีความมุ่งหมายว่าถ้านายสมพงษ์ตกลงด้วยตามนั้น สัญญาจะเกิดขึ้นทันที จึงถือว่าการแสดงเจตนาโดยหนังสือของกรมป่าไม้ดังกล่าวเป็นคำเสนอ

ดังนั้นตามอุทาหรณ์ จึงมีเพียงคำเสนอของกรมป่าไม้ ไม่มีคำสนองของนายสมพงษ์ สัญญาซื้อขายไม้ระหว่างนายสมพงษ์กับกรมป่าไม้จึงไม่เกิดขึ้น(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 927/2498)

สรุป  สัญญาซื้อขายไม้ระหว่างนายสมพงษ์กับกรมป่าไม้ไม่เกิดขึ้น

LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญาภาค การสอบไล่ภาค 2/2553

การสอบไล่ภาค   ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1.  นายหนึ่งจ้างนายสองให้ไปทำร้ายร่างกายนายสาม โดยตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กับนายสอง จำนวน 50, 000 บาท นายสองเกรงว่าเมื่อตนทำตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว นายหนึ่งจะไม่ชำระเงินให้จึงให้นายหนึ่งทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับหนึ่งขึ้น โดยระบุในสัญญาว่า นายหนึ่งกู้ยืมเงินนายสองจำนวน 50,000 บาท” เมื่อนายสองทำร้ายร่างกายนายสามตามที่ตกลงกับนายหนึ่งแล้ว จึงมาขอรับเงินจากนายหนึ่ง แต่นายหนึ่งไม่ยอมชำระให้ นายสองจึงมาปรึกษาท่านว่าตนจะฟ้องศาลขอให้บังคับนายหนึ่งชำระเงินได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 155 วรรคแรก การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กกระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

วินิจฉัย

คำว่า การแสดงเจตนาลวง” นั้น หมายถึง การที่คู่กรณีสองฝ่ายได้สมรู้ร่วมคิดกันทำนิติกรรมขึ้นมา แต่ไม่ต้องการให้มีผลผูกพันบังคับกันตามกฎหมาย ดังนั้นนิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาลวงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 วรรคแรก และจะไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์หรือความผูกพันในทางกฎหมายขึ้นระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายหนึ่งได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายสองนั้น  สัญญา กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่นายหนึ่งและนายสองได้ทำกันขึ้นมาโดยที่ ทั้งสองไม่ต้องการให้มีผลผูกพันบังคับกันแต่อย่างใดดังนั้นจึงถือว่าสัญญา กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง จึงตกเป็นโมฆะ นายสองจะนำสัญญาที่ตกเป็นโมฆะนั้น ขึ้นมาฟ้องร้องบังคับให้นายหนึ่งชำระเงินให้แก่ตนไม่ได้

ส่วนการที่นายหนึ่งได้ทำสัญญาจ้างให้นายสองไปทำร้ายร่างกายนายสาม โดยตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้นายสอง จำนวน 50, 000 บาท นั้น จะเห็นได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างนายหนึ่งกับนายสองซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของนั้น มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ดังนั้นนายสองจะนำสัญญาจ้างทำของที่ตกเป็นโมฆะนั้นขึ้นมาฟ้องร้องบังคับให้นายหนึ่งชำระเงินให้แก่ตนไม่ได้เช่นเดียวกัน

สรุป เมื่อนายสองมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแนะนำแก่นายสองว่า นายสองไม่สามารถฟ้องศาลเพื่อบังคับให้นายหนึ่งชำระเงินแก่นายสองได้ ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

 


ข้อ 
2.  ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมมีอยู่อย่างไร อธิบายยกตัวอย่างประกอบ

ธงคำตอบ

ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 176 วรรคแรกและวรรคสอง ดังนี้ คือ

โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน

ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้วให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ

จากหลักกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โมฆียะกรรมเมื่อมีการบอกล้างแล้วจะมีผลดังนี้

1.       ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คือ ให้ถือว่าเสียเปล่ามาตั้งแต่วันที่ทำนิติกรรมนั้น

2.       ให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม เช่น หากมีการส่งมอบทรัพย์สินกันก็ต้องมีการส่งคืน  เป็นต้น

3.       ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ก็ให้ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแทน

4.     ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะนับตั้งแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ

ตัวอย่าง เช่น ดำอายุ 19 ปี ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันหนึ่งราคา 500, 000 บาท จากขาวโดยมิได้รับความยินยอมจากแดงซึ่งเป็นผู้แทนโดยธรรม สัญญาซื้อขายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆียะ ดังนี้ เมื่อแดงผู้แทนโดยชอบธรรมบอกล้างนิติกรรมซื้อขายรถยนต์ดังกล่าว นิติกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ มาตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งดำและขาวจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือ ดำจะต้องส่งมอบรถยนต์คืนให้ขาว และขาวก็ต้องส่งมอบเงินค่าซื้อรถยนต์คืนให้ดำ ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้มีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กันแทน เป็นต้น

 


ข้อ 
3.  นายแดงได้ตกลงจ้างนายดำซึ่งเป็นทนายความฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินจากนายเขียว จำนวน 10 ล้านบาท และได้ตกลงจะจ่ายเงินค่าจ้างว่าความให้แก่นายดำ จำนวน 1 ล้านบาท เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้นายแดงชนะคดีในวันที่ 15 มีนาคม 2550 นายดำจึงได้มาทวงค่าจ้างว่าความจากนายแดง แต่นายแดงปฏิเสธเรื่อยมา 

จนกระทั่งวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเหลือเวลาอีกเดือนเศษคดีจะขาดอายุความ 2 ปี นายแดงได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินค่าจ้างว่าความให้แก่นายดำ จำนวน 1 แสนบาท และนายดำได้รับชำระเงิน จำนวน 1 แสนบาทจากธนาคารแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 9 แสนบาท นายดำได้ติดตามทวงถามตลอดมา

แต่นายแดงก็ไม่นำมาชำระ นายดำจึงนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลในวันที่ 18 มีนาคม 2554 นายแดงต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายแดงฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ป.พ.พ. มาตรา 193/34 “สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (16)    ทนายความหรือผู้ประกอบอาชีพทางกฎหมาย…เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้…

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อจากเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ   อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา 193/15 “เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายแดงต้องชำระค่าว่าความให้แก่นายดำ 1 ล้านบาท ในวันที่ 15 มีนาคม 2550 ซึ่งอายุความฟ้องเรียกค่าทนายความนั้นมีกำหนด 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34(16) ซึ่งอายุความ 2 ปี จะครบกำหนดในวันที่ 15 มีนาคม 2552

เมื่อปรากฏข้อเท็จว่า ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเหลือเวลาอีกเดือนเศษคดีจะขาดอายุความ นายแดงได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินค่าจ้างว่าความให้แก่นายดำจำนวน 1 แสนบาท และนายดำได้รับชำระเงินดังกล่าวจากธนาคารเรียบร้อยแล้วจึงถือว่าเป็นการชำระเงินบางส่วน และเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1)  และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นย่อมไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคแรก และให้เริ่มนับอายุใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง ซึ่งอายุความใหม่จะครบกำหนดในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ดังนั้น การที่นายดำนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่ 18 มีนาคม 2554 คดีจึงขาดอายุความแล้ว ข้อต่อสู้ของนายแดงที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วจึงฟังขึ้น

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายแดงฟังขึ้น

 


ข้อ 
4.  เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 นายสมพงศ์ซึ่งอยู่จังหวัดชลบุรีได้ส่งจดหมายเสนอขายม้าแข่งตัวหนึ่งของตนให้นายสมบูรณ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ราคา 1, 000,000 บาท โดยกำหนดไปในจดหมายด้วยว่าถ้าหากนายสมบูรณ์จะซื้อจะต้องส่งจดหมายตอบตกลงซื้อมาถึงนายสมพงษ์ภายในวันที่  25  กรกฎาคม  2553  นายสมบูรณ์ส่งจดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งตัวนั้นตามราคาที่นายสมพงศ์เสนอแต่จดหมายมาถึงนายสมพงศ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 หากเป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่านายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 เช่นนี้ จะมีผลในกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 358 “ถ้าคำบอกกล่าวเสนอมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลากำหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้าเว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว

ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่าในวรรคต้น ท่านให้ถือว่าคำบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ จดหมายคำสนองตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์ไปถึงนายสมพงศ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ซึ่งล่าช้ากว่าเวลาที่นายสมพงศ์กำหนดไว้ 6 วัน แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึงประทับตราบนซองจดหมายของนายสมบูรณ์ว่านายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะมาถึงนายสมพงศ์ภายใน 3 วัน หรือ 5 วันเป็นอย่างช้า คือ มาถึงทันภายในวันที่ 25 กรกฎคม 2553 ซึ่งนายสมพงศ์กำหนดไปในคำเสนอ

ดังนั้นคำสนองของนายสมบูรณ์จึงเป็นคำสนองที่มาถึงผู้เสนอเนิ่นช้า แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำสนองนั้นได้ถูกส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงผู้เสนอภายในเวลากำหนด ซึ่งจะมีผลในกฎหมายตามมาตรา 358 ดังนี้

1. นายสมพงศ์ผู้เสนอมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่าย (คือ นายสมบูรณ์ผู้สนอง) โดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่นายสมพงศ์ผู้เสนอจะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้ว

2. ถ้านายสมพงศ์ผู้เสนอปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายจึงจะถือว่าคำบอกกล่าวสนองของนายสมบูรณ์เป็นคำสนองล่วงเวลา

3. แต่ถ้านายสมพงศ์ผู้เสนอละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายถือว่าคำบอกกล่าวสนองของนายสมบูรณ์เป็นคำสนองที่มิได้ล่วงเวลา ซึ่งจะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายม้าแข่งระหว่างนายสมพงศ์กับนายสมบูรณ์เกิดขึ้น                   

สรุป   จดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์จะมีผลในกฎหมายเป็นคำสนองล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า นายสมพงศ์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 358 หรือไม่

LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา ภาคฤดูร้อนปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนการวิชา LAW1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนนข้อ 1. 

ก. พงศ์ซื้อสลากกาชาดของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมา จำนวน 10 ใบ กำหนดออกรางวัลในวันที่ 31  ธันวาคม 2553 ในวันที่ 10 ธันวาคม 2553 พรและพุฒเป็นน้องของพงศ์ได้อ้อนวอนขอสลากกาชาดจากพงศ์ พงศ์จึงจำใจให้สลากดังกล่าวแก่พรและพุฒไปคนละ 1 ใบ

เมื่อถึงกำหนดออกรางวัลในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ปรากฏว่าสลากใบที่พงศ์ให้พุฒไปนั้นถูกรางวัลที่ 1 พงศ์เสียดายจึงไปทวงสลากคืนจากพุฒโดยอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาดนั้นแก่พุฒจริงๆ พุฒไม่ยอมคืน พงศ์จึงฟ้องคดีเรียกสลากกาชาดใบที่ถูกรางวัลดังกล่าวคืนจากพุฒ

ให้ท่านวินิจฉัยว่า พงศ์มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒหรือไม่ เพราะเหตุใด

ข.ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่พุฒรับสลากกาชาดจากพงศ์นั้น พุฒรู้ว่าพงศ์ไม่มีเจตนาให้สลากกาชาดนั้นแก่ตนจริง คำวินิจฉัยของท่านจะเป็นประการใด เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 154 “การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติมาตรา 154 เป็นเรื่องการแสดงเจตนาซ่อนเร้น ซึ่งมีหลักคือ การแสดงเจตนาไม่เป็นโมฆะ แม้ในใจจริงของผู้แสดงเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม

แต่มีข้อยกเว้นคือ การแสดงเจตนานั้นจะตกเป็นโมฆะ ถ้าเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (ฝ่ายผู้รับการแสดงเจตนา) ได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนา ในขณะที่แสดงเจตนานั้น

ดัง นั้น นิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาซ่อนเร้นอยู่นั้นจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ขึ้น อยู่กับว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดง เจตนาในขณะที่แสดงเจตนานั้นหรือไม่ ถ้ารู้นิติกรรมนั้นก็ต้องตกเป็นโมฆะ แต่ถ้าไม่รู้นิติกรรมนั้นก็ไม่ตกเป็นโมฆะ

กรณีตามอุทาหรณ์  วินิจฉัยได้ดังนี้

ก.  การกระทำของพงศ์เป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมในรูปสัญญาให้สลากกาชาดแก่พุฒ  ถึงแม้ว่าพงศ์จะอ้างว่ามิได้มีเจตนาจะให้สลากกาชาดแก่พุฒจริงๆก็ตาม การแสดงเจตนาของพงศ์ก็ไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 154 ดังนั้น สัญญาการให้สลากกาชาดแก่พุฒจึงมีผลสมบูรณ์ พงศ์จึงไม่มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒ

ข.  ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่พุฒรับสลากกาชาดจากพงศ์นั้น พุฒรู้ว่าพงศ์ไม่มีเจตนาให้สลากแก่พุฒจริงๆ การแสดงเจตนาของพงศ์ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 154 ตอนท้าย ถือเป็นกรณีที่คู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนาแล้ว ดังนั้น กรณีตามข้อ  ข  พงศ์ย่อมมีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒได้

สรุป  

ก. พงศ์ไม่มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒ

ข. พงศ์มีสิทธิเรียกสลากกาชาดคืนจากพุฒ

 


ข้อ 
2. การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกข่มขู่ เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์ ให้นักศึกษาอธิบายเรื่อง ข่มขู่” มาโดยละเอียด

ธงคำตอบ

การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกข่มขู่นั้น มีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 164 และมาตรา 166

มาตรา 164 บัญญัติว่า การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ

การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

จากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า ข่มขู่” หมายถึง การใช้อำนาจบังคับแก่กายหรือจิตใจของบุคคล เพื่อให้เขาเกิดความกลัวแล้วแสดงเจตนาทำนิติกรรมออมาตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ

การข่มขู่อันเป็นเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะนั้นจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.     เป็นการข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดภัย ซึ่งการข่มขู่ว่าจะให้เกิดภัยนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภัยที่เกิดแก่เนื้อตัวหรือร่างกายของผู้ที่ถูกข่มขู่เท่านั้น อาจจะเป็นภัยที่จะเกิดแก่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขู่ก็ได้

2.     ภัยที่ข่มขู่ว่าจะก่อขึ้นนั้นต้องเป็นภัยอันใกล้จะถึง กล่าวคือ ภัยนั้นกำลังจะเกิดขึ้นและผู้ถูกข่มขู่ไม่อาจจะหาทางหลีกเลี่ยง ขัดขืน หรือป้องกันได้

3.     ภัยที่ถูกข่มขู่นั้นต้องร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว กล่าวคือ ภัยนั้นต้องมีลักษณะที่ร้ายแรงจนผู้ถูกข่มขู่กลัวว่าจะเกิดภัยนั้นขึ้น

ผลของการข่มขู่ นอกจากนิติกรรมจะเป็นโมฆียะตามมาตรา 164 วรรคแรก ดังกล่าวแล้ว มาตรา 166 ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ แม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่

หมายความว่า การแสดงเจตนาเนื่องจากถูกข่มขู่ ไม่ว่าการข่มขู่จะมาจากกรณีฝ่ายหนึ่งหรือมาจากบุคคลภายนอกย่อมทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะทั้งสิ้น

ข้อยกเว้น กรณีที่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการข่มขู่อันเป็นเหตุให้การแสดงเจตนาทำนิติกรรมตกเป็นโมฆียะ มีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 165 ซึ่งบัญญัติว่า การขู่ว่าจะใช่สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าการข่มขู่

การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่

จากบทบัญญัติดังกล่าว กรณีที่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการข่มขู่อันเป็นจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะนั้น แยกเป็น 2 กรณีดังนี้คือ

1.     การ ขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม หมายถึง การใช้สิทธิซึ่งตนมีอยู่อย่างที่ปกติคนทั่วไปเขาใช้กัน เช่น การใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ใช้หนี้ตนโดยขู่ว่าจะฟ้องศาลถ้าไม่ยอมใช้ หนี้ เป็นต้น

2.     การกระทำที่ทำไปเพราะนับถือยำเกรง หมายถึง การกระทำการใดที่ได้กระทำไปเพราะความเคารพระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่ เช่น บุตรกับบิดามารดา ศิษย์กับอาจารย์ ผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้บังคับบัญชา เป็นต้น ซึ่งกรณีนี้ถือว่าผู้กระทำมิได้ทำไปเพราะความกลัวว่าจะเกิดภัยขึ้นแต่อย่างใด

ข้อ 3.   วันที่ 1 มกราคม 2547 นายจนได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายรวยจำนวน 100,000 บาท โดยมี ข้อตกลงกันว่าให้นายจนคืนเงินทั้งหมดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อถึงกำหนดวันชำระ นายจนไม่นำเงินมาชำระกับนายรวย นายรวยจึงได้ทวงถามหลายครั้ง แต่นายจนปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554

นายจนได้โทรศัพท์ไปหานายรวยและยอมรับว่าตนเป็นหนี้ดังกล่าวจริงโดยจะชำระหนี้ให้ในภายหลัง แต่นายจนไม่นำเงินมาชำระ นายรวยจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 นายจนต่อสู้ว่าหนี้นั้นขาดอายุความแล้ว ตนขอปฏิเสธการชำระหนี้ จงวินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายจนฟังขึ้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/1 “การนับระยะเวลาทั้งปวง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมาย คำสั่งศาล ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนิติกรรมกำหนดเป็นอย่างอื่น

มาตรา 193/3 วรรคสอง ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำ การงานกันตามประเพณี

มาตรา 193/5 วรรคสอง ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือน หรือปีสุดท้าย อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา

มาตรา 193/ 9  “สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ

มาตรา 193/10 “สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้

มาตรา 193/12 “อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อจากเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัย  แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา 193/30 “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกู้ยืมระหว่างนายจนกับนายรวยนั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 โดยอายุความเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องกันได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันที่หนี้นั้นถึงกำหนดชำระคือวันที่ 1 กุมพาพันธ์ 2547 ตามมาตรา 193/12 ดังนั้นอายุความจึงครบกำหนดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 ตามมาตรา 193/1, 193/3 วรรคสอง และ 193/5 วรรคสอง

และตามมาตรา 193/14(1) ได้กำหนดไว้ว่าอายุความจะสะดุดหยุดลง หากลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เจ้าหนี้ ดังนั้น การรับสภาพหนี้ด้วยวาจาจึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 นายจนได้โทรศัพท์ไปหานายรวยและยอมรับว่าตนเป็นหนี้ดังกล่าวว่าจริง  โดยจะชำระหนี้ให้ในภายหลัง ซึ่งถือเป็นเพียงการรับสภาพหนี้ด้วยวาจาเท่านั้นมิได้มีการทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่กัน จึงไม่เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) ดังนั้น การที่นายรวยนำคดีมาฟ้องต่อศาลวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 หนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว  ตามมาตรา  193/30  ดังนั้น เมื่อนายรวยเจ้าหนี้ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจนสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว   นายจนลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ตามมาตรา 193/9 และมาตรา 193/10 ข้ออ้างของนายจนจึงฟังขึ้น

สรุป  ข้ออ้างของนายจนฟังขึ้น


ข้อ 4.  ระหว่างที่นายผอมกำลังออกกำลังกายอยู่นั้น นายอ้วนเพื่อนเก่าได้เดินสวนมาเจอกับนายผอม นายอ้วนได้เสนอขายนาฬิกาข้อมือของตน ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นพิเศษ สามารถวัดการเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกายได้  ปกติราคา 50, 000 บาท หากนายผอมสนใจจะให้ราคาพิเศษ 40,000 บาทโดยนายอ้วนเสนอว่าให้รีบตอบรับภายใน 2 วัน แต่นายผอมบอกกับนายอ้วนว่าไม่ต้องการซื้อ แล้วนายผอมก็เดินแยกออกมา ผ่านไป 1 วัน นายผอมเปลี่ยนใจจึงโทรไปบอกกับนายอ้วนว่าต้องการซื้อนาฬิกาดังกล่าว นายอ้วนบอกว่าต้องซื้อในราคา 50,000 บาท นายผอมจึงงบอกนายอ้วนว่า นายอ้วนบอกให้ตอบรับได้ภายใน 2 วัน ขณะที่ผ่านมาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น ดังนั้น นายอ้วนจึงต้องขายนาฬิกาให้ตนในราคา 40,000 บาท ข้ออ้างของนายผอมฟังขึ้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลผลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 354 “คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้

มาตรา 357 “คำเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี หรือมิได้สนองรับภายในเวลากำหนดดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี คำเสนอนั้นท่านว่าเป็นอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป

วินิจฉัย

ในการทำคำเสนอนั้นตามมาตรา 354 ได้กำหนดไว้ว่า ถ้าผู้ทำคำเสนอได้มุ่งระยะเวลาไว้ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำคำสนอง ผู้เสนอไม่อาจจะถอนคำเสนอก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้นั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามหากอีกฝ่ายหนึ่งบอกปัดคำเสนอนั้นไปยังผู้เสนอแล้ว หรือมิได้สนองรับภายในเวลาที่กำหนด ย่อมมีผลทำให้คำเสนอนั้นสิ้นความผูกพันตามมาตรา 357

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอ้วนเสนอขายนาฬิกาข้อมือของตนให้กับนายผอม โดยนายอ้วนเสนอว่าให้รีบตอบรับภายใน  2 วันนั้น  คำเสนอขายของนายอ้วนย่อมถือเป็นคำเสนอที่บ่งระยะเวลาที่ให้ทำ คำสนอง ดังนั้น นายอ้วนจึงไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ตามมาตรา 354

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายผอมบอกกับนายอ้วนว่าไม่ต้องการซื้อ และเดินแยกออกมานั้นถือเป็นการปัดคำเสนอไปยังนายอ้วนผู้เสนอแล้ว จึงมีผลทำให้การเสนอขายของนายอ้วนสิ้นความผูกพันตามมาตรา 357 ข้ออ้างของนายผอมที่ว่า นายอ้วนบอกให้ตอบรับได้ภายใน 2 วัน ขณะนี้ผ่านมาได้เพียงแค่ 1 วันเท่านั้น นายอ้วนจึงต้องขายนาฬิกาให้ตนในราคา 40, 000 บาทนั้นจึงฟังไม่ข้น เพราะคำเสนอดังกล่าวสิ้นความผูกพันไปแล้ว

สรุป  ข้ออ้างของนายผอมฟังไม่ขึ้น

LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา ภาค 1/2554

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน

ข้อ 1.  เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554 นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์เสนอ ขายบ้านหลังหนึ่งของตนราคาสามล้านบาทแก่นายจันทร์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี  หลังจากนายอาทิตย์ส่งจดหมายไปแล้วหนึ่งวัน ก่อนที่จดหมายของนายอาทิตย์ไปถึงนายจันทร์เกิดอุทกภัยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กระแสน้ำหลากไหลมาอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้นายอาทิตย์จมน้ำตาย ดังนี้

ก.      การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์มีผลในกฎหมายประการใดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ข.    กรณีปรากฏว่าเมื่อจดหมายของนายอาทิตย์ไปถึงนายจันทร์ นายจันทร์ได้ทราบข่าวการตายของนายอาทิตย์แล้ว แต่อยากได้บ้านหลังที่นายอาทิตย์เสนอขาย นายจันทร์จึงเขียนจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นแล้วส่งทางไปรษณีย์ไปให้นายอาทิตย์ นางสาวน้อยหน่าซึ่งเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของนายอาทิตย์ได้รับจดหมายดังกล่าวไว้ ดังนี้ สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนายอาทิตย์และนายจันทร์เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 169 วรรคสอง การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย

มาตรา 360 “บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช่บังคับ ถ้าหากว่า…ก่อนจะสนองรับนั้น  คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย

วินิจฉัย

ก.            กรณี อุทาหรณ์ การที่นายอาทิตย์ซึ่งมีเจตนาที่จะขายบ้านของตนให้แก่นายจันทร์และได้ส่งการ แสดงเจตนาเสนอขายบ้านหลังดังกล่าวโดยจดหมายทางไปรษณีย์ไปให้นายจันทร์แล้ว นั้น แม้ต่อมาภายหลังนอกอาทิตย์ผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย ดังนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง ให้ถือว่า การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์ที่ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป คือให้ถือว่าการแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์นั้นยังคงมีผลสมบูรณ์

ข.            ตาม อุทาหรณ์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อจดหมายแสดงเจตนาขายบ้านของนายอาทิตย์ได้ไปถึงนายจันทร์นั้น นายจันทร์ได้ทราบข่าวการตายของนายอาทิตย์แล้ว แต่นายจันทร์อยากได้บ้านหลังที่นายอาทิตย์เสนอขาย นายจันทร์จึงได้เขียนจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นแล้วส่งทางไปรษณีย์ไปให้ นายอาทิตย์ กรณีดังกล่าวจึงต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า มิให้นำ ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ ถ้าหากว่าก่อนที่จะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์ดังกล่าวนี้จึงต้องถือว่า การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์นั้นย่อมเสื่อมเสียไป หรือสิ้นความผูกพันไป

และเมื่อกรณีดังกล่าว ถือว่าไม่มีคำเสนอของนายอาทิตย์ มีแต่เพียงคำสนองของนายจันทร์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนายอาทิตย์และนายจันทร์จึงไม่เกิดขึ้น

สรุป 

ก. การแสดงเจตนาเสนอขายบ้านของนายอาทิตย์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ข. สัญญาซื้อขายบ้านระหว่านายอาทิตย์และนายจันทร์ไม่เกิดขึ้น

 


ข้อ 
2.  จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 “โมฆียะกรรมนั้นจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้

ถามว่า เวลาที่ให้สัตยาบันได้ในกรณีบุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 ได้แก่เวลาใด อธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 179 วรรคสอง บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริต ผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่งโมฆียะกรรมนั้น ภายหลังจากบุคคลนั้นพ้นจากเป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกล แล้วแต่กรณี

อธิบาย

ในกรณีที่บุคคลวิกลจริตเป็นผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะมาตรา 30 จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 179 วรรคสอง ได้กำหนดเวลาให้สัตยาบันได้สำหรับบุคคลวิกลจริตไว้ดังนี้ คือ

1.       เมื่อบุคคลวิกลจริตนั้นได้รู้เห็นหรือจำได้ว่าตนได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะไว้  และ

2.       ในขณะนั้นจริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว กล่าวคือ บุคคลนั้นได้หายจากอาการวิกลจริตแล้วนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อครบหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ประการดังกล่าวข้างต้น ถ้าบุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 จะบอกล้างโมฆียะที่ตนได้กระทำ ก็จะต้องบอกล้างภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่ได้รู้เห็นโมฆียะกรรมนั้น  และจริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ตามที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 181

 


ข้อ 
3.   นายนิติรัฐต้องการจะฟ้องขับไล่นายนิติกรออกจากที่ดินสวนผลไม้ จำนวน 50 ไร่ โดยนายนิติรัฐกล่าวอ้างว่า บิดาของตนขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่นายนิติกร ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันเองที่บ้านและมิได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ณ  สำนักงานที่ดิน ตกเป็นโมฆะ

ในขณะที่นายนิติกรกล่าวอ้างว่า บิดาของนายนิติรัฐมอบที่ดินนั้นให้แก่ตน และตนก็ชำระค่าที่ดิน จำนวน 500,000 บาท ให้แก่บิดาของนายนิติรัฐเรียบร้อยแล้ว ตนเป็นเจ้าของที่ดิน สัญญามีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้”  ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่า 6 เดือนหลังจากทำการซื้อขายที่ดินบิดาของนายนิติรัฐได้ถึงแก่กรรมลง ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฟังขึ้น นายนิติรัฐมีสิทธิฟ้องขับไล่นายนิติกรหรือไม่ จะต้องดำเนินการอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 152 “การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 172 “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกเอาความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

มาตรา 456 วรรคแรก การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่บิดาของนายนิติรัฐขายที่ดินให้แก่นายนิติกร โดยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันองที่บ้าน  และมิได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน ย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นการที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ (มาตรา 152)  ตามแบบของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  (มาตรา 456 วรรคแรก)  ดังนั้นข้อกล่าวอ้างของนายนิติรัฐจึงฟังขึ้น ส่วนข้อกล่าวอ้างของนายนิติกรที่ว่าสัญญาซื้อขายมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้นั้นฟังไม่ขึ้น

และ เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวตกเป็นโมฆะใช้บังคับกันไม่ได้ ดังนั้นนายนิติรัฐย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่นายนิติกร แต่นายนิติรัฐจะต้องกล่าวอ้างความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาซื้อขาย ที่ดินนั้นเสียก่อนจึงทำการฟ้องคดีได้ และกรณีตามอุทาหรณ์ถือว่านายนิติรัฐเป็นผู้มีส่วนได้เสีย  เพราะนายนิติรัฐเป็นทายาทของบิดาผู้ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงเป็นผู้มีสิทธิกล่าวอ้างความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมตามมาตรา 172 วรรคแรก และถ้านายนิติรัฐจะฟ้องเรียกคืนที่ดินแปลงดังกล่าวอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง

สรุป  ข้อกล่าวอ้างนายนิติรัฐฟังขึ้น และนายนิติรัฐมีสิทธิฟ้องขับไล่นายนิติกรได้ แต่จะต้องกล่าวอ้างความเสียเปล่าแห่งโมฆะของสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นเสียก่อน จึงจะทำการฟ้องคดีได้

 


ข้อ 
4.  นายกลมตกลงซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งจากนายอ้วนซึ่งเป็นพ่อค้าขายโทรศัพท์มือถือในราคา 2,000 บาท โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้นายกลมชำระเงินในวันที่ 12 ตุลาคม 2554 และให้หนี้ดังกล่าวมีอายุความ 3 ปี ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ปรากฏว่านายกลมก็ไม่ได้ชำระเงินตามที่ตกลงแต่อย่างใด จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2555 นายอ้วนได้ทวงถามให้นายกลมชำระเงิน จำนวน 2,000 บาท นายกลมชำระเงินให้กับนายอ้วนจำนวน 1,000 บาท โดยบอกว่าส่วนที่เหลือจะชำระให้ในภายหลัง แต่นายกลมก็ไม่เคยชำระหนี้ให้กับนายอ้วนอีกเลย วันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 นายอ้วนทวงถามให้นายกลมชำระหนี้ นายกลมอ้างว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวขาดอายุความแล้ว  จงวินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายกลมฟังขึ้นหรือไม่ อย่างไร

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1)  ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตกรรม ผู้ประกอบศิลปะอุสาหกรรมหรือช่างฝีมือเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง

ธงคำตอบ

 หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 193/3 วรรคสอง ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในการวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี

มาตรา 193/5 วรรคสอง ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือน หรือปีสุดท้าย อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา

มาตรา 193/11  “อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะตกลงให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้

มาตรา 193/12 “อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา 193/15 “เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่จะต้องนำมาวินิจฉัยอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นที่ 1 หนี้ระหว่างนายกลมกับนายอ้วนนั้นมีอายุความเท่าใด

การที่นายอ้วนซึ่งเป็นพ่อค้าขายโทรศัพท์มือถือ  ได้เรียกเอาค่าสินค้าที่ได้ส่งมอบให้แกนายกลมผู้ซื้อแล้วนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34  (1) กำหนดให้มีอายุความ 2 ปี การที่นายอ้วนและนายกลมได้ตกลงกันให้มีกำหนดอายุความ 3 ปีนั้น เป็นการขยายอายุความออกไปซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 193/11 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ดังนั้นจึงต้องใช้อายุความตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้คือ 2 ปี

ประเด็นที่ 2 ข้ออ้างของนายกลมที่ว่าหนี้นั้นขาดอายุความฟังขึ้นหรือไม่

เมื่อหนี้ระหว่างนายอ้วนกับนายกลมมีอายุความ 2 ปี  และซึ่งอายุความนั้นตามมาตรา 193/12 ให้เริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งตามอุทาหรณ์เวลาที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คือวันที่ 12 ตุลาคม 2554 นั่นเอง  ดังนั้นอายุความ 2 ปี ย่อมครบกำหนดในวันที่ 12 ตุลาคม 2556 (มาตรา 193/3 วรรคสอง และมาตรา 193/5 วรรคสอง)

การที่นายกลมได้ชำระหนี้ให้กับนายอ้วนบางส่วนในวันที่ 12 ธันวาคม 2556 นั้น ย่อมให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14  (1) และระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ (ตามมาตรา 193/15 วรรคแรก) และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ (ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง) ดังนั้นหนี้ระหว่างนายอ้วนกับนายกลมจึงครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 12 ธันวาคม 2557

และตามอุทาหรณ์เมื่อนายอ้วนได้ทวงถามให้นายกลมชำระหนี้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 หนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ ดังนั้น การที่นายกลมอ้างสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวขาดอายุความแล้วจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ข้ออ้างของนายกลมที่ว่าหนี้นั้นขาดอายุความฟังไม่ขึ้น

LAW1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา 2/2554

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา 2554 

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน

ข้อ  1  นายโฉดทราบว่านายธรรมต้องการเช่าพระสมเด็จวัดกระดิ่งองค์หนึ่ง  จึงบอกกับนายธรรมว่า  นายเฉยมีพระองค์ที่นายธรรมต้องการเช่า  และตนสามารถนัดหมายให้นายเฉยมาพบกับนายธรรมเพื่อทำสัญญาเช่าพระดังกล่าวได้  แต่แท้จริงแล้วนายโฉดทราบว่าพระที่นายเฉยเป็นเจ้าของเป็นพระที่ทำขึ้นเลียนแบบพระสมเด็จวัดกระดิ่งเท่านั้น

นายธรรมได้ไปติดต่อขอดูพระของนายเฉยแล้วเห็นว่าเป็นพระที่สวยงาม  เชื่อว่าเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง  จึงเช่ามาในราคา  1  ล้านบาท  โดยนายเฉยไม่ทราบว่านายโฉดบอกกับนายธรรมว่าพระของตนเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง  ต่อมา  นายธรรมทราบว่าพระที่ตนเช่ามาไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่ง  แต่เป็นพระเลียนแบบ  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  157  การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน  เป็นโมฆียะ

ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง  ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ  ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว  การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา  159  การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

การที่กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง  จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก  การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายธรรมได้ทำนิติกรรมโดยการทำสัญญาเช่าพระกับนายเฉย  เพราะหลงเชื่อข้อเท็จจริงตามที่นายโฉดกล่าวอ้างว่าพระของนายเฉยเป็นพระสมเด็จวัดกระดิ่งที่แท้จริง  จึงถือว่านายธรรมได้ทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉล  และเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว  นายธรรมก็คงจะมิได้ทำสัญญาเช่าพระองค์นั้น  ตามมาตรา  159  วรรคแรกและวรรคสอง

และตามอุทาหรณ์เมื่อกลฉ้อฉลนั้น  เป็นกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก  ซึ่งตามกฎหมายนิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะ  ก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นด้วย  ตามมาตรา  159  วรรคสาม  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายเฉยไม่ทราบถึงกลฉ้อฉลดังกล่าว  ดังนั้นสัญญาเช่าพระระหว่างนายธรรมกับนายเฉยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉล

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อต่อมานายธรรมทราบว่า  พระที่ตนเช่ามาไม่ใช่พระสมเด็จวัดกระดิ่ง  แต่เป็นพระเลียนแบบ  ซึ่งถ้าตนได้ทราบตั้งแต่แรกก็คงจะไม่ทำสัญญาเช่าพระองค์นี้แน่นอน  ดังนั้นนายธรรมสามารถอ้างได้ว่านิติกรรมดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะตนได้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน  ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม  นิติกรรมในรูปของสัญญาเช่าพระดังกล่าวจึงมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา  157

สรุป  สัญญาเช่าพระดังกล่าวมีผลเป็นโมฆียะ  เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดตามมาตรา  157

 


ข้อ  2  จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  176  วรรคสาม  บัญญัติว่า  “ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ  เมื่อบอกล้างแล้วให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ”  ถามว่า  ท่านเข้าใจว่าอย่างไร  อธิบาย

ธงคำตอบ

ตามบทบัญญัติมาตรา  176  วรรคสองดังกล่าว  แยกพิจารณาได้ดังนี้

(ก)  คำว่า  บุคคลใด ในมาตรา  176  วรรคสองนี้  นอกจากหมายความถึงคู่กรณีแห่งนิติกรรมฝ่ายที่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทนแล้ว  ยังหมายความรวมถึงบุคคลภายนอกซึ่งมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่นิติกรรมตกเป็นโมฆียะด้วย

(ข)   มาตรา  176  วรรคสอง  เป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาเกี่ยวกับ  “ดอกผล”  เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรมซึ่งมีผลทำให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม  หากปรากฏว่าทรัพย์ที่จะต้องคืนเกิดดอกผลมา  ดอกผลนั้นจะตกเป็นของฝ่ายใด  ตามหลักเกณฑ์เรื่องการได้กรรมสิทธิ์ในดอกผล  ซึ่งตาม  ป.พ.พ. มาตรา  415  บัญญัติว่า

“บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต  ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่”

ดังนั้นถ้าบุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามโมฆียะกรรมโดยไม่รู้และไม่ควรจะได้รู้ว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ  บุคคลนั้นย่อมอยู่ในฐานะ  “สุจริต”  เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรม  บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่ได้รับไว้นั้น

แต่ถ้าบุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามโมฆียะกรรมโดยรู้ว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ  บุคคลนั้นย่อมอยู่ในฐานะ  “ไม่สุจริต”  เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรม  บุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่ได้รับไว้นั้น

สำหรับบุคคลภายนอกนั้น  กฎหมายได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกไว้ในมาตรา  1329  กล่าวคือ  ถ้าบุคคลภายนอกเป็นผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้น  สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมมิเสียไป  ถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินให้จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ  และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลัง

 


ข้อ  3  เมื่อวันที่  10  มีนาคม  2543  นายอาทิตย์ได้ทำสัญญากู้เงินจากนายจันทร์เป็นจำนวนเงิน  
200,000  บาท  มีกำหนดชำระคืนภายในวันที่  10  มีนาคม  2544  เมื่อหนี้ถึงกำหนดนายอาทิตย์ไม่นำเงินมาชำระ  นายจันทร์ได้ติดตามทวงถามด้วยวาจาตลอดมาจนกระทั่งวันที่  5  มกราคม  2554  นายจันทร์ได้เขียนหนังสือไปทวงเงินดังกล่าวจากนายอาทิตย์  ต่อมาวันที่  9  กุมภาพันธ์  2554  

นายอาทิตย์ได้นำเงินไปชำระให้แก่นายจันทร์เป็นเงินจำนวน  5,000  บาท  แต่หลังจากนั้นนายอาทิตย์ก็ไม่นำเงินมาชำระให้อีกเลย  นายจันทร์จึงได้นำคดีมาฟ้องศาลในวันที่  6  มีนาคม  2555  นายอาทิตย์ต่อสู้ว่า  คดีขาดอายุความตั้งแต่วันที่  10  มีนาคม  2554  แต่นายจันทร์อ้างว่ายังไม่ขาดอายุความ  เพราะอายุความสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่  9  กุมภาพันธ์  2554  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ข้อต่อสู้ของนายอาทิตย์ฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  193/14  อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้  ชำระหนี้ให้บางส่วน  ชำระดอกเบี้ย  ให้ประกัน  หรือกระทำการใดๆ  อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา  193/15  เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว  ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด  ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

มาตรา  193/30  อายุความนั้น  ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์  การที่นายอาทิตย์ได้ทำสัญญากู้เงินจากนายจันทร์เป็นเงินจำนวน  200,000  บาท  โดยมีกำหนดชำระคืนภายในวันที่  10  มีนาคม  2544  เมื่อหนี้ถึงกำหนดนายอาทิตย์ไม่นำเงินมาชำระ  อายุความจึงเริ่มต้นนับตั้งแต่วันรุ่งขึ้นคือวันที่  11  มีนาคม  2544  และเนื่องจากการกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ  จึงต้องนำอายุความทั่วไปตามมาตรา  193/30  คืออายุความ  10  ปีมาใช้บังคับ  ดังนั้นกรณีนี้อายุความ  10  ปี  จะครบกำหนดในวันที่  10  มีนาคม  2544

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่  9  กุมภาพันธ์  2554  นายอาทิตย์ได้นำเงินไปชำระให้แก่นายจันทร์เป็นจำนวน  5,000  บาท  การกระทำของนายอาทิตย์ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/14(1)  ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่  9  กุมภาพันธ์  2554  และให้เริ่มต้นนับอายุความใหม่อีก  10  ปี  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/15  ดังนั้นอายุความ  10  ปี  จะครบกำหนดในวันที่  9  กุมภาพันธ์  2564  เมื่อนายจันทร์นำคดีมาฟ้องศาลในวันที่  6  มีนาคม  2555  คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ  ข้อต่อสู้ของนายอาทิตย์ที่ว่า  คดีขาดอายุความตั้งแต่วันที่  10  มีนาคม  2554  จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายอาทิตย์ที่ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้วฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  4

(ก)    คำเสนอคืออะไร  การแสดงเจตนาซึ่งจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะอย่างไร  ให้อธิบายโดยสังเขป

(ข)   เมื่อวันที่  1  มีนาคม  2555  นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี  ส่งจดหมายโดยทางไปรษณีย์เสนอขายม้าแข่งตัวหนึ่งของตนแก่นายจันทร์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา  ราคา  500,000  บาท  โดยมิได้รู้ว่าถ้านายจันทร์ต้องการซื้อม้าแข่งดังกล่าว  นายจันทร์ต้องตอบให้นายอาทิตย์ทราบภายในเมื่อใด  ต่อมาอีกสามวันนายอาทิตย์เปลี่ยนใจไม่ต้องการขายม้าแข่งตัวนั้น  นายอาทิตย์จะถอนคำเสนอขายม้าแข่งดังกล่าวได้หรือไม่  เมื่อใด  เพราะเหตุใดธงคำตอบ

(ก)  คำเสนอ  คือ  นิติกรรมฝ่ายเดียวชนิดที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา  เกิดขึ้นโดยบุคคลฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งให้ทราบว่าตนมีความประสงค์จะผูกพันตนทำสัญญาด้วยในประการใด  และขอให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมทำสัญญาด้วยตามที่เสนอไปนั้นการแสดงเจตนาอันจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะดังนี้

(1) เป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน

(2) มีความมุ่งหมายว่า  ถ้ามีคำสนอง  สัญญาเกิดขึ้นทันที 

(ข)   หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  355  บุคคลทำคำเสนอไปยังผู้อื่นซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางและมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง  จะถอนคำเสนอของตนเสียภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองนั้น  ท่านว่าหาอาจจะถอนได้ไม่

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรีส่งจดหมายเสนอขายม้าแข่งตัวหนึ่งของตนแก่นายจันทร์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา  โดยมิได้บ่งระยะเวลาสำหรับทำคำสนอง  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  355  นายอาทิตย์จะถอนคำเสนอของตนเสียภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองหาได้ไม่

ซึ่ง  “เวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนอง”  นั้น  จะเป็นเวลานานเท่าใดพิจารณาได้จากระยะเวลาในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างนายอาทิตย์กับนายจันทร์  กล่าวคือ  ตามปกติการส่งจดหมายทางไปรษณีย์เสนอขายม้าแข่งจากจังหวัดชลบุรีไปยังผู้รับซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมานั้นจะใช้เวลาประมาณ  3  วัน  ให้เวลานายจันทร์คิดตรึกตรองตัดสินใจ  1  วัน  หากนายจันทร์ตัดสินใจซื้อม้าแข่งก็จะส่งจดหมายทางไปรษณีย์ตอบตกลงซื้อม้าแข่งนั้นไปยังนายอาทิตย์จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ  3  วัน  รวมเป็นเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำสนองในกรณีนี้  คือ  ประมาณ  7  วัน  นับแต่วันที่นายอาทิตย์เสนอขายม้าไปยังนายจันทร์

ดังนั้น  ในกรณีนี้นายอาทิตย์จะถอนคำเสนอขายม้าแข่งดังกล่าวได้ต่อเมื่อพ้นระยะเวลาประมาณ  7 วัน  นับแต่วันที่นายอาทิตย์ส่งจดหมายเสนอขายม้าแข่งไปยังนายจันทร์  นายอาทิตย์จะถอนคำเสนอนายม้าแข่งดังกล่าวเมื่อส่งจดหมายเสนอขายม้าไปยังนายจันทร์เพียง  3  วันไม่ได้

สรุป  นายอาทิตย์จะถอนคำเสนอขายม้าแข่งดังกล่าว  เมื่อส่งจดหมายเสนอขายม้าไปยังนายจันทร์เพียง  3  วันไม่ได้

LAW 1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา S/2554

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา 2554 

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ  1  นายบัวขาวเป็นชายหนุ่มได้อยู่กินกับนางบัวบาน  ซึ่งเป็นหม้ายอายุแก่กว่าประมาณ  20  กว่าปี  ต่อมานายบัวขาวแนะนำนางบัวบานให้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งของตนให้แก่นายบัวขาวหลอกๆ  เพื่อป้องกันมิให้บุตรของนางบัวบานที่เกิดจากสามีเดิมมาเอาที่ดินนั้นไป  เมื่อทั้งสองปรึกษาหารือกันแล้ว  นางบัวบานจึงขายที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายบัวขาวในราคา  3  ล้านบาท

โดยในสัญญาระบุว่านางบัวบานได้รับเงินครบถ้วนแล้ว  ทั้งที่ความจริงนายบัวขาวไม่ได้จ่ายเงินค่าที่ดินแปลงนั้นให้แก่นางบัวบานเลย  ต่อมานายบัวขาวได้เล่าความจริงต่างๆที่เกิดขึ้นให้นายโมหะน้องชายของตนฟัง  ทำให้นายโมหะอยากได้ที่ดินแปลงนั้นมาก  นายโมหะก็เลยอ้อนวอนขอที่ดินแปลงนั้นจากนายบัวขาว

นายบัวขาวจึงจำใจยกที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายโมหะ  ต่อมานายบัวขาวรู้สึกเสียดายที่ดินแปลงนั้น  นายบัวขาวจึงไปทวงที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะ  โดยอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาจะให้ที่ดินแปลงนั้นแก่นายโมหะจริงๆ  นายโมหะไม่ยอมคืน  ดังนี้  นายบัวขาวหรือนางบัวบานจะสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  155  วรรคแรก  การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ  แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก  ผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย  การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น  จะมีผลตามมาตรา  155  วรรคแรก  คือ  ตกเป็นโมฆะ  ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  กฎหมายมาตรา  155  วรรคแรก  ได้บัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอก  โดยห้ามมิให้บุคคลใดๆยกความเป็นโมฆะของการแสดงเจตนาลวงนั้นขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอก  ซึ่งเป็นผู้

(1)  กระทำการโดยสุจริต

(2) ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายบัวขาวและนางบัวบานได้สมรู้กันแสดงเจตนาลวงว่านายบัวขาวซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนางบัวบานนั้น  การแสดงเจตนาลวงระหว่างนายบัวขาวและนางบัวบานย่อมตกเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  155  วรรคแรกตอนต้น  จึงมีผลทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวยังคงเป็นของนางบัวบานตามเดิม

และการที่นายบัวขาวได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายโมหะนั้น  แม้ว่านายโมหะจะเป็นบุคคลภายนอก  แต่กรณีที่บุคคลภายนอกจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนั้น  บุคคลภายนอกจะต้องได้กระทำการโดยสุจริต  และต้องได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นด้วย  ตามมาตรา  155  วรรคแรกตอนท้าย  แต่กรณีตามอุทาหรณ์  นายโมหะกระทำการโดยไม่สุจริต  คือ  ได้รับมอบที่ดินแปลงนั้นจากนายบัวขาวโดยทราบถึงการแสดงเจตนาลวงระหว่างนายบัวขาวกับนางบัวบาน  และนายโมหะก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น  เพราะนายโมหะรับมอบที่ดินจากนายบัวขาวโดยไม่ได้เสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด  นายโมหะจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย  ดังนั้น  นางบัวบานเจ้าของที่ดินจึงสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้

ส่วนกรณีของนายบัวขาวนั้น  เมื่อการแสดงเจตนาลวงระหว่างนายบัวขาวกับนางบัวบานตกเป็นโมฆะแล้ว  นายบัวขาวย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว  และไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะ

สรุป  นางบัวบานจะสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้

 

ข้อ  2  นายแดงได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากนายดำ  1  แปลง  จำนวน  5  ไร่  โดยได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเรียบร้อยแล้ว  ต่อมาปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้รวมที่ดินสาธารณะไว้ด้วยบางส่วน  จึงทำให้เนื้อที่ดินขาดหายไปประมาณ  50  ตารางวา  นายแดงจึงไปทวงเงินค่าที่ดินคืนจากนายดำ

แต่นายดำไม่ยอมคืนให้  จึงเป็นเหตุทำให้นายแดงเข้าใจว่านายดำหลอกลวงตนโดยเอาที่ดินสาธารณะมาขายให้บางส่วน  นายแดงจึงพูดขู่นายดำว่า  หากไม่คืนเงินจะฟ้องให้นายดำติดคุกติดตะราง  นายดำกลัวติดคุกจึงยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้  ยอมรับจะใช้เงินที่ขาดคืนแก่นายแดง  ดังนี้  อยากทราบว่า  หนังสือรับสภาพหนี้ของนายดำมีผลใช้บังคับได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ 

มาตรา  164  การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ

การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา  165  วรรคแรก  การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ 

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าโดยหลักแล้ว  การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่หมายความว่า  เป็นการใช้อำนาจบังคับจิตใจของบุคคล  เพื่อให้เขาเกิดความกลัวแล้วแสดงเจตนาทำนิติกรรมออกมาตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ  การแสดงเจตนานั้น

ย่อมตกเป็นโมฆียะตามมาตรา  164    แต่มีข้อยกเว้นว่า  ถ้าเป็นการข่มขู่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมทำได้  ไม่ตกเป็นโมฆียะ  เช่น   การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย  เป็นการใช้สิทธิซึ่งตนมีอยู่อย่างที่ปกติคนทั่วไปเขาใช้กัน  เช่น  การใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ใช้หนี้ตน  เป็นต้น 

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายแดงเข้าใจว่านายดำหลอกลวงตนโดยเอาที่ดินสาธารณะมาขายให้บางส่วน  จึงพูดขู่นายดำว่า  หากไม่คืนเงินจะฟ้องให้นายดำติดคุกติดตะราง  จนทำให้นายดำกลัวและยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้นั้น  แม้จะเป็นการข่มขู่  แต่ก็เป็นกรณีที่นายแดงกระทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย  ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม  หาใช่การข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะแต่อย่างใดไม่  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  ดังนั้น  หนังสือรับสภาพหนี้ของนายดำจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย  ไม่ตกเป็นโมฆียะแต่อย่างใด  (ฎ. 5334/2533)

สรุป   หนังสือรับสภาพหนี้ของนายดำมีผลใช้บังคับได้

 

ข้อ  3  นายแดงกระทำความผิดฐานลักทรัพย์  พนักงานอัยการได้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล  เมื่อวันที่  15  พฤศจิกายน  2551  เวลา  14.00  น.  ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายแดงมีกำหนดระยะเวลา  1  ปี

นายแดงถามเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าตนเองจะพ้นโทษเมื่อใด  เจ้าหน้าที่เรือนจำได้บอกกับนายแดงว่า  “นายแดงจะออกจากเรือนจำในวันที่  15  พฤศจิกายน  2552”  ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่าถ้อยคำของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่บอกแก่นายแดงถูกต้องหรือไม่  เพราะเหตุใด  และนายแดงจะออกจากเรือนจำเมื่อใด  จงอธิบาย

หมายเหตุ  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  21  บัญญัติว่า  “ในการคำนวณระยะเวลาจำคุกให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย  และให้นับเป็นหนึ่งวันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง” 

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

มาตรา 193/1 “การนับระยะเวลาทั้งปวง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมาย คำสั่งศาล ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนิติกรรมกำหนดเป็นอย่างอื่น

มาตรา 193/3 ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นหน่วยเวลาที่สั้นกว่าวัน  ให้เริ่มต้นนับในขณะที่เริ่มการนั้น 

ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำ การงานกันตามประเพณี

มาตรา 193/5  ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นสัปดาห์  เดือน  หรือปี  ให้คำนวณตามปีปฏิทิน 

ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือน หรือปีสุดท้าย อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา

วินิจฉัย

โดยหลักทั่วไป  วิธีการนับระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ให้ใช้บังคับแก่การนับระยะเวลาทั้งปวงในกิจการต่างๆ  ของบุคคลทุกเรื่อง  แต่มีข้อยกเว้นว่าวิธีการนับระยะเวลาดังกล่าว  ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่มีกฎหมาย  คำสั่งศาล  ระเบียบข้อบังคับ  หรือนิติกรรมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น 

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายแดงมีกำหนดระยะเวลา  1  ปี  ในวันที่  15  พฤศจิกายน  2551  นั้น  ระยะเวลาของโทษจำคุกตามคำพิพากษาดังกล่าว  ถือเป็นการกำหนดระยะเวลาเป็นปี  ซึ่งโดยหลักแล้ว  กฎหมายมาตรา  193/3  วรรคสอง  กำหนดไว้ว่า  มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  21  กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่า  การนับระยะเวลาจำคุกนั้น  ให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย  และให้นับเป็นหนึ่งวันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง  ดังนั้นการเริ่มนับระยะเวลาในกรณีนี้  จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  21  ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะคือ  ต้องเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่  15  พฤศจิกายน  2551  เป็นต้นไป 

และเมื่อปรากฏว่าวันที่  15  พฤศจิกายน  2551  ซึ่งเป็นวันเริ่มนับ  มิใช่วันต้นแห่งปี  (วันที่  1  มกราคม  2551)  เพราะฉะนั้นกำหนดระยะเวลา  1  ปี  ย่อมจะสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้า  อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น  ซึ่งก็คือวันที่  14  พฤศจิกายน  2552  ตามมาตรา  193/5  วรรคสอง  ดังนั้นโทษจำคุก  1  ปี  ที่นายแดงได้รับจึงครบกำหนดในวันที่  14  พฤศจิกายน  2552  และนายแดงจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่  15  พฤศจิกายน  2552  (จะได้รับการปล่อยตัวในวันถัดจากวันที่ครบกำหนดตาม  ปอ.  มาตรา  21  วรรคสาม)  ดังนั้นถ้อยคำของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่บอกกับนายแดงว่า  นายแดงจะออกจากเรือนจำในวันที่  15  พฤศจิกายน  2552  จึงถูกต้องตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

สรุป  ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่บอกแก่นายแดงถูกต้อง  และนายแดงจะออกจากเรือนจำในวันที่  15  พฤศจิกายน  2552

 


ข้อ  4  เมื่อวันที่  5  กรกฎาคม  2553  นายสมพงษ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรีได้ส่งจดหมายเสนอขายม้าแข่งตัวหนึ่งของตนให้แก่นายสมบูรณ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา  ราคา  
1,000,000  บาท  โดยกำหนดไปในจดหมายด้วยว่าหากนายสมบูรณ์จะซื้อ  ต้องส่งจดหมายตอบตกลงซื้อมาถึงนายสมพงษ์ภายในวันที่  25  กรกฎาคม  2553  นายสมบูรณ์ส่งจดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งตัวนั้นตามราคาที่นายสมพงษ์เสนอ  แต่จดหมายมาถึงนายสมพงษ์ในวันที่  31  กรกฎาคม  2553  หากเป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์  ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่านายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่  10  กรกฎาคม  2553  เช่นนี้ จะมีผลในกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ 

มาตรา  358  ถ้าคำบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา  แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลากำหนดนั้นไซร้  ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า  เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว

ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น  ท่านให้ถือว่าคำบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา 

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  จดหมายคำสนองตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์ไปถึงนายสมพงษ์ในวันที่  31  กรกฎาคม  2553 ซึ่งล่าช้ากว่าเวลาที่นายสมพงษ์กำหนดไว้  6  วัน  แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์  ซึ่งประทับบนซองจดหมายของนายสมบูรณ์ว่านายสมบูรณ์ส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่  10  กรกฎาคม  2553  ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะมาถึงนายสมพงษ์ภายใน  3  วัน  หรือ  5  วันเป็นอย่างช้า  คือมาถึงทันภายในวันที่  25  กรกฎาคม  2553  ซึ่งนายสมพงษ์กำหนดไปในคำเสนอ 

ดังนั้น  คำสนองของนายสมบูรณ์จึงเป็นคำสนองที่มาถึงผู้เสนอเนิ่นช้า  แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำสนองนั้นได้ถูกส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงผู้เสนอภายในเวลากำหนด  ซึ่งจะมีผลในกฎหมายตามมาตรา  358  ดังนี้

  1. นายสมพงษ์ผู้เสนอมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง  คือนายสมบูรณ์ผู้สนอง  โดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า  เว้นแต่นายสมพงษ์ผู้เสนอจะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้ว 
  1.  ถ้านายสมพงษ์ผู้เสนอปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว  กฎหมายจึงจะถือว่าคำบอกกล่าวสนองของนายสมบูรณ์เป็นคำสนองล่วงเวลา
  1. แต่ถ้านายสมพงษ์ผู้เสนอละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว  กฎหมายให้ถือว่าคำบอกกล่าวสนองของนายสมบูรณ์เป็นคำสนองที่มิได้ล่วงเวลา  ซึ่งจะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายม้าแข่งระหว่างนายสมพงษ์กับนายสมบูรณ์เกิดขึ้น 

สรุป  จดหมายตอบตกลงซื้อม้าแข่งของนายสมบูรณ์จะมีผลในกฎหมายเป็นคำสนองล่วงเวลาหรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่านายสมพงษ์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา  358  หรือไม่

LAW 1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา 1/2555

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา 2555 

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน) 

ข้อ  1

(ก)   ในกรณีมีการแสดงเจตนาทำนิติกรรม  หลังจากผู้แสดงเจตนาได้ส่งการแสดงเจตนาไปแล้ว  ผู้แสดงเจตนาตายหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ  ตามหลักทั่วไป  การแสดงเจตนานั้นมีผลในกฎหมายประการใด  ให้อธิบายโดยสังเขป

(ข)  นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี  ส่งจดหมายทางไปรษณีย์เสนอขายที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมบ้านหนึ่งหลังของตน ที่จังหวัดสระบุรีให้แก่นางจันทร์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีในราคาสองล้าน บาท  หลังจากส่งจดหมายไปแล้ว  3  วัน  นายอาทิตย์ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  นางจันทร์ได้ทราบข่าวว่านายอาทิตย์ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว  

แต่อยากได้ที่ดินและบ้านที่นายอาทิตย์เสนอขาย  นางจันทร์จึงเขียนจดหมายส่งทางไปรษณีย์ตอบตกลงซื้อที่ดินและบ้านส่งไปให้นายอาทิตย์  ณ  ที่อยู่ของนายอาทิตย์  กรณีปรากฏว่านายอังคารบุตรของนายอาทิตย์ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านของนายอาทิตย์ได้รับจดหมายดังกล่าวไว้  ดังนี้  สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้าน  ระหว่างนายอาทิตย์กับนางจันทร์เกิดขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

(ก)    หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  169  วรรคสอง  การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป  แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

อธิบาย  จากหลักการข้างต้นจะเห็นได้ว่า  ในกรณีที่มีการแสดงเจตนาทำนิติกรรม  ผู้แสดงเจตนาได้ส่งการแสดงเจตนาออกไปแล้ว  หลังจากนั้นผู้แสดงเจตนาถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถตามหลักทั่วไปในมาตรา  169  วรรคสอง  การแสดงเจตนานั้นไม่เสื่อมเสียไปตามตัวบุคคลผู้แสดงเจตนา  เมื่อการแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนาแล้ว  การแสดงเจตนานั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  169  วรรคแรก

(ข)    หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  169  วรรคสอง  การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป  แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ 

มาตรา  360  บทบัญญัติแห่งมาตรา  169  วรรคสองนั้น  ท่านมิให้ใช้บังคับ  ถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดงหรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น  คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า  ผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติของ  ป.พ.พ.  มาตรา  360  นั้น  ข้อความที่ว่า  “ผู้เสนอ … ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ”  จะต้องตีความในความหมายอย่างกว้าง  กล่าวคือ  ให้หมายความทั้งกรณีที่ผู้เสนอถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  และกรณีที่ผู้เสนอถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถด้วย 

ดังนั้น  กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี  ได้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์เสนอขายที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมบ้านหนึ่งหลังของตนให้แก่นางจันทร์  ซึ่งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี  และปรากฏว่าก่อนที่นางจันทร์จะทำคำสนองตอบตกลงซื้อที่ดินและขายบ้านของนายอาทิตย์นั้น  นางจันทร์ได้รู้อยู่แล้วว่านายอาทิตย์ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว  กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา  360  ซึ่งมิให้นำมาตรา  169  วรรคสอง  มาใช้บังคับ  จึงมีผลให้การแสดงเจตนาเสนอขายที่ดินและบ้านของนายอาทิตย์เป็นอันเสื่อมเสียไป  คือถือว่าไม่มีการแสดงเจตนาเสนอขายที่ดินและบ้านของนายอาทิตย์นั่นเอง

และเมื่อถือว่ากรณีดังกล่าวไม่มีคำเสนอของนายอาทิตย์  มีแต่เพียงคำสนองของนางจันทร์  ดังนั้นสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างนายอาทิตย์กับนางจันทร์จึงไม่เกิดขึ้น 

สรุป  สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างนายอาทิตย์กับนางจันทร์  ไม่เกิดขึ้นตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 


ข้อ  2  นาย  ก  เป็นหนี้เงินกู้ยืมนาย  ข  จำนวน  
500,000  บาท  เมื่อครบกำหนดชำระคืน  นาย  ก  ผิดนัดไม่ชำระหนี้  นาย  ข  จึงขู่นาย  ก  ว่า  ถ้าไม่ทำหนังสือรับสภาพหนี้  หรือไม่หาทรัพย์มาเป็นประกัน  จะฟ้องเรียกเงินกู้ยืมนั้นต่อศาล  ด้วยความกลัว  นาย  ก  จึงนำแหวนเพชรวงหนึ่งมาส่งมอบให้แก่นาย  ข  ต่อมานาย  ก  ได้มาปรึกษาท่านว่าจะใช้สิทธิบอกล้างโดยอ้างว่าการส่งมอบแหวนเพชรเป็นหลักประกันนั้นเป็นเพราะการข่มขู่ของนาย  ข

ให้ท่านให้คำปรึกษาแก่นาย  ก  โดยอ้างหลักกฎหมายประกอบคำปรึกษานั้น

ธงคำตอบ

มาตรา  164  การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ

การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา  165  วรรคแรก  การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าโดยหลักแล้ว  การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่หมายความว่า  เป็นการใช้อำนาจบังคับจิตใจของบุคคล  เพื่อให้เขาเกิดความกลัวแล้วแสดงเจตนาทำนิติกรรมออกมาตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ  การแสดงเจตนานั้น

ย่อมตกเป็นโมฆียะตามมาตรา  164    แต่มีข้อยกเว้นว่า  ถ้าเป็นการข่มขู่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมทำได้  ไม่ตกเป็นโมฆียะ  เช่น   การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย  เป็นการใช้สิทธิซึ่งตนมีอยู่อย่างที่ปกติคนทั่วไปเขาใช้กัน  เช่น  การใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ใช้หนี้ตน  เป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นาย  ก  เป็นหนี้เงินกู้ยืม  นาย  ข  จำนวน  500,000  บาท  เมื่อครบกำหนดชำระคืน  นาย  ก  ผิดนัดไม่ชำระหนี้  นาย  ข  จึงขู่นาย  ก  ว่า  ถ้าไม่ทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่หาทรัพย์มาเป็นประกัน  นาย  ข  จะฟ้องเรียกเงินกู้ยืมนั้นต่อศาล  ด้วยความกลัว  นาย  ก  จึงนำแหวนเพชรวงหนึ่งมาส่งมอบให้แก่นาย  ข  นั้น  แม้ว่าการแสดงเจตนาของนาย  ก  จะเป็นการแสดงเจตนาเนื่องจากถูกนาย  ข  ขู่ก็ตาม  แต่เมื่อการขู่ของนาย  ข  นั้น  เป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม  ตามมาตรา  165  วรรคแรก  ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย  และเป็นการใช้สิทธิซึ่งนาย  ข  มีสิทธิจะฟ้องนาย  ก  ต่อศาลได้อยู่แล้ว  ดังนั้นการขู่ของนาย  ข  จึงไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่อันจะทำให้การแสดงเจตนาของนาย  ก  เป็นโมฆียะแต่อย่างใด  นาย  ก  จะใช้สิทธิบอกล้าง  โดยอ้างว่า  การส่งมอบแหวนเพชรเป็นหลักประกัน  เป็นการแสดงเจตนาที่เป็นโมฆียะเนื่องจากการข่มขู่ของนาย  ข  ไม่ได้

สรุป  เมื่อนาย  ก  มาปรึกษาข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาแก่นาย  ก  ว่า  นาย  ก  ไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาจำนำแต่อย่างใด  ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 


ข้อ  3  เมื่อวันที่  10  กุมภาพันธ์  2552  นางดวงจันทร์ได้ไปดัดฟันที่คลินิกทันตกรรมของนายวันชัย  นายวันชัยได้คิดเงินค่าดัดฟันเป็นเงินจำนวน  
50,000  บาท  เมื่อดัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  นางดวงจันทร์ได้จ่ายเงินค่าดัดฟันจำนวน  5,000  บาท  ส่วนเงินที่เหลืออีก  45,000  บาท  ขอเชื่อไว้ก่อน  และจะนำมาชำระให้ในวันที่  25  กุมภาพันธ์  2552  เมื่อถึงกำหนดชำระ  นางดวงจันทร์ไม่มีเงินมาชำระ  นายวันชัยได้ทวงถามตลอดมา  แต่นางดวงจันทร์ก็ไม่นำเงินมาชำระ  

จนกระทั่งวันที่  20  กุมภาพันธ์  2554  ซึ่งเหลือเวลาอีก  5  วัน  จะครบกำหนดอายุความ  2  ปี  นางดวงจันทร์ได้นำเงินไปชำระให้นายวันชัยอีก  5,000  บาท  หลังจากนั้นก็ไม่ได้นำมาชำระให้อีกเลย  นายวันชัยจึงนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่  3  กันยายน  2555  นางดวงจันทร์ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว  แต่นายวันชัยอ้างว่ายังไม่ขาดอายุความ  เพราะอายุความสะดุดหยุดลง  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนางดวงจันทร์ฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

หมายเหตุ  ป.พ.พ.  มาตรา  193/34  “สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี 

(15)  ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  ทันตกรรม … เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป”

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  193/14  อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้  ชำระหนี้ให้บางส่วน  ชำระดอกเบี้ย  ให้ประกัน  หรือกระทำการใดๆ  อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา  193/15  เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว  ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด  ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางดวงจันทร์ได้เป็นหนี้ค่าดัดฟันกับนายวันชัย  เมื่อวันที่  10  กุมภาพันธ์  2552  และจะนำเงินมาชำระให้ในวันที่  25  กุมภาพันธ์  2552  แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงกำหนดชำระ  นางดวงจันทร์ไม่มีเงินชำระ  จนกระทั่งวันที่  20  กุมภาพันธ์  2554  ซึ่งเหลือเวลาอีก  5  วันจะครบกำหนดอายุความ  2  ปี  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/34 (15)  นางดวงจันทร์ได้นำเงินไปชำระให้นายวันชัยจำนวน  5,000  บาทนั้น  การกระทำของนางดวงจันทร์ลูกหนี้  ถือว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บางส่วน  จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/14(1)

แต่เมื่อกรณีดังกล่าว  ถือว่าอายุความได้สะดุดหยุดลงในวันที่  20  กุมภาพันธ์  2554  จึงต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่อีก  2  ปี  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  193/15  ดังนั้นอายุความ  2  ปี  จะครบกำหนดในวันที่  20  กุมภาพันธ์  2556  เมื่อนายวันชัยได้นำคดีมาฟ้องศาลในวันที่  3  กันยายน  2555  คดีจึงไม่ขาดอายุความ  นางดวงจันทร์จะต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้วไม่ได้

สรุป  ข้อต่อสู้ของนางดวงจันทร์ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  4  คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  นางสมศรีเลี้ยงวัวไว้จำนวน  20  ตัว  นางสมศรีตกลงขายวัวจำนวน  20  ตัวนั้นให้แก่นายสมหวังในราคา  2  ล้านบาท  กำหนดชำระราคาวัวและส่งมอบวัวดังกล่าวกันในวันที่  31  ตุลาคม  2555  แต่เมื่อถึงวันที่  28  ตุลาคม  2555  เกิดโรควัวบ้าระบาดอย่างหนัก  ในจังหวัดที่นางสมศรีอยู่  ทำให้วัวของนางสมศรีติดเชื้อโรควัวบ้า  ทางราชการจึงต้องทำการฆ่าวัวจำนวน  20  ตัว  ด้วยการฝังทั้งเป็นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  นางสมศรีจึงไม่สามารถส่งมอบวัวจำนวน  20  ตัว  ให้แก่นายสมหวังได้  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  นายสมหวังต้องชำระราคาวัวให้แก่นางสมศรีหรือไม่  เพียงใด  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  370  วรรคหนึ่ง  ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมี วัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่งและ ทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง  อันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้  ท่านว่า  การสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นางสมศรีได้ตกลงขายวัวของตนทั้งหมด  20  ตัว  ให้แก่นายสมหวังในราคา  2  ล้านบาทนั้น  สัญญาซื้อขายวัวระหว่างนางสมศรีกับนายสมหวัง  เป็นการทำสัญญาต่างตอบแทน  มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง  เมื่อปรากฏว่าวัวที่นางสมศรีจะต้องส่งมอบให้แก่นายสมหวัง  ได้ถูกทางราชการทำการฆ่าทั้งหมดเนื่องจากติดเชื้อโรควัวบ้า  ทำให้นางสมศรีไม่สามารถส่งมอบวัวจำนวน  20  ตัวให้แก่นายสมหวังได้  จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญา  สูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอันจะโทษนางสมศรี  (ลูกหนี้ในอันที่จะส่งมอบวัว)  ไม่ได้  การสูญหรือเสียหายนั้นจึงตกเป็นพับแก่นายสมหวัง  (เจ้าหนี้ในอันที่จะได้รับมอบวัว)  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  370  วรรคแรก

ดังนั้น  ถึงแม้ว่านางสมศรีจะไม่สามารถส่งมอบวัวให้แก่นายสมหวังได้  นายสมหวังก็ยังต้องชำระราคาวัวให้แก่นางสมศรีเต็มจำนวน  ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาคือ  2  ล้านบาท

สรุป  นายสมหวังต้องชำระราคาวัวให้แก่นางสมศรีเต็มจำนวน  ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาคือ  2  ล้านบาท

LAW 1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา 2/2555

การสอบไล่ภาค  2   ปีการศึกษา 2555 

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ  1

(ก)    การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ  มีผลในทางกฎหมายประการใด  ให้อธิบายโดยสังเขป

(ข)   นายสมพงษ์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากนายสมชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว  ราคา  600,000  บาท  โดยได้รับความยินยอมจากนายสมพร  ซึ่งเป็นบิดาของนายสมพงษ์แล้ว  ในวันทำสัญญาซื้อขาย  นายสมชายได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่นายสมพงษ์  และนายสมพงษ์ได้วางเงินมัดจำให้ไว้แก่นายสมชาย  600,000  บาท  กำหนดชำระราคาส่วนที่ยังค้างอยู่ในวันที่  20  กุมภาพันธ์  2556 

เมื่อถึงกำหนดนายสมพงษ์ไม่นำเงินไปชำระให้แก่นายสมชาย  นายสมชายจึงทำหนังสือบอกกล่าวเตือนให้นายสมพงษ์นำเงินไปชำระให้แก่นายสมชายภายใน  7  วัน  นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวเตือน  เมื่อครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเตือนแล้ว  นายสมพงษ์ก็ยังไม่นำเงินไปชำระให้แก่นายสมชาย  นายสมชายจึงทำหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ส่งให้แก่นายสมพงษ์  ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ความว่านายสมพรบิดาของนายสมพงษ์ไม่ทราบเรื่องการบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวแต่อย่างใด  เช่นนี้  การบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์  ซึ่งนายสมชายกระทำต่อนายสมพงษ์มีผลในทางกฎหมายอย่างไร  หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

(ก)   หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 170 การแสดงเจตนาซึ่งมีต่อผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง

 อธิบาย

กรณีการแสดงเจตนาต่อผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

เป็นกรณีที่บุคคลภายนอกมาแสดงเจตนาต่อผู้บกพร่องในความสามารถ หาใช่เป็นเรื่องที่ผู้บกพร่องในความสามารถได้แสดงเจตนาต่อบุคคลภายนอกไม่ ผู้บกพร่องในความสามารถในที่นี้ได้แก่ ผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบธรรมคุ้มครองดูแล คนไร้ความสามารถซึ่งมีผู้อนุบาลคุ้มครองดูแล และคนเสมือนไร้ความสามารถซึ่งมีผู้พิทักษ์คุ้มครองดูแล

หลักทั่วไป   ผู้แสดงเจตนาจะยกเอาการแสดงเจตนานั้น ขึ้นเพื่อเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถนั้นไม่ได้

ข้อยกเว้น   ผู้แสดงเจตนาสามารถยกเอาการแสดงเจตนาขึ้นมาต่อสู้กับผู้รับการแสดงเจตนาได้ถ้าเป็นกรณีต่อไปนี้

1. ผู้คุ้มครองดูแลผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (ได้แก่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์) แล้วแต่กรณี ได้รู้ถึงการแสดงเจตนานั้นด้วยหรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว (มาตรา 170 วรรคแรก) หรือ

2. การแสดงเจตนานั้น กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์ คนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง ตามมาตรา 170 วรรคสอง (สังเกตว่า กรณีนี้กฎหมายไม่ได้บัญญัติรวมถึงคนไร้ความสามารถ เพราะคนไร้ความสามารถไม่อาจทำนิติกรรมได้เองโดยลำพัง)

(ข)  หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งนายสมชาย  กระทำต่อนายสมพงษ์มีผลในทางกฎหมายหรือไม่อย่างไร  เห็นว่า  การที่นายสมชายได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ส่งไปให้แก่นายสมพงษ์ซึ่งเป็นผู้เยาว์นั้น  นายสมพรบิดาของนายสมพงษ์ไม่ได้รู้ถึงการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาดังกล่าว  รวมทั้งไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแต่อย่างใด  และเรื่องนี้ก็มิใช่กิจการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์กระทำได้เองโดยลำพัง  กรณี จึงต้องตามหลักทั่วไปของการแสดงเจตนาต่อผู้บกพร่องในความสามารถที่ผู้แสดง เจตนาจะยกเอาการแสดงเจตนานั้นขึ้นมาต่อสู้กับผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ ตามมาตรา 170 วรรคแรก

ดังนั้น การที่นายสมชายบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์  โดยส่งคำบอกกล่าวไปยังนายสมพงษ์โดยนายสมพรผู้แทนโดยชอบธรรมของนายสมพงษ์มิได้รู้ด้วยหรือให้ความยินยอมไว้ก่อน มีผลในทางกฎหมาย คือ นายสมชายจะยกเอาการบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นขึ้นต่อสู้หรือเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากนายสมพงษ์ไม่ได้

สรุป  ผลทางกฎหมาย คือ นายสมชายจะยกเอาการบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์ขึ้นต่อสู้กับนายสมพงษ์ผู้เยาว์ไม่ได้

มาตรา 170 การแสดงเจตนาซึ่งมีต่อผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง

 

ข้อ  2  นาย  ก  ตกลงซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนาย  ข  โดยนาย  ข  มิได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่านาย  ค  ได้มาหลอกลวงนาย  ก  โดยบอกว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะมีโครงการตัดถนนผ่าน  ทำให้ที่ดินติดถนนสาธารณะไม่มีที่ดินแปลงอื่นคั่นอยู่  ซึ่งนาย  ก  หลงเชื่อ  เมื่อซื้อไปแล้วไม่มีโครงการตัดถนนดังคำกล่าวอ้างของนาย  ค  แต่อย่างใด  นาย  ก  ไม่ต้องการที่ดินแปลงนี้แล้ว  จึงมาปรึกษาท่าน  ให้ท่านแนะนำนาย  ก  ถึงผลของสัญญาซื้อขายนี้ว่ามีอยู่อย่างไรตามกฎหมาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  157  การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน  เป็นโมฆียะ

ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง  ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ  ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว  การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา  159  การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

การที่กลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง  จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก  การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นาย  ก  ได้ทำนิติกรรมโดยการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนาย  ข  เพราะได้หลงเชื่อข้อเท็จจริงตามที่นาย  ค  ได้หลอกลวงนาย  ก  ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะมีโครงการตัดถนนผ่านทำให้ที่ดินติดถนนสาธารณะไม่มีที่ดินแปลงอื่นคั่นอยู่  จึงถือว่านาย  ก ได้ทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉล  และเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว  นาย  ก  ก็คงจะมิได้ทำสัญญาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนาย  ข  ตามมาตรา  159  วรรคแรกและวรรคสอง

แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์  เป็นกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก  ซึ่งตามกฎหมายนิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้  หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นด้วย  ตามมาตรา  159  วรรคสาม  เมื่อปรากฏว่า  คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง  คือนาย  ข  มิได้รู้หรือควรจะรู้ว่านาย  ค  ได้มาหลอกลวงนาย  ก  ดังนั้นสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนาย  ก  กับนาย  ข  จึงไม่ตกเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉล

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อนาย  ก  ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนาย  ข  ไปแล้ว  มาทราบในภายหลังว่าไม่มีโครงการตัดถนนดังคำกล่าวอ้างของนาย  ค  ซึ่งถ้านาย  ก  ได้ทราบตั้งแต่แรกก็คงจะไม่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงนี้แน่นอน  ดังนั้นนาย  ก  ย่อมสามารถอ้างได้ว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะตนได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน  ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม  นิติกรรมในรูปของสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว  จึงมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา  157  (ฎ. 257/2537)

สรุป  ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำแก่นาย  ก  ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆียะ  เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตามมาตรา  157

 


ข้อ  3  เมื่อวันที่  3  มกราคม  2552  นายแดงได้ทำสัญญาซื้อเชื่อเครื่องปรับอากาศจากนายดำจำนวน 
100,000  บาท  โดยมีนายเขียวเป็นผู้ค้ำประกันมีกำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่  31  มีนาคม  2552  เมื่อหนี้ถึงกำหนดนายแดงไม่นำเงินมาชำระ  นายดำได้ทวงถามตลอดมา  แต่นายแดงก็ไม่นำเงินมาชำระจนกระทั่งอายุความฟ้องร้อง  2  ปีได้สิ้นสุดลง  ต่อมาวันที่  16  กุมภาพันธ์  2555  

นายแดงถูกสลากกินแบ่งจำนวน  30,000  บาท  จึงได้นำเงินไปชำระให้แก่นายดำจำนวน  20,000  บาท  โดยไม่ทราบว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ  ในวันที่นำเงินมาชำระนั้นเอง  นายดำได้ให้นายแดงทำหลักฐานเป็นหนังสือให้ตนหนึ่งฉบับ  มีใจความว่านายแดงจะนำเงินจำนวน  80,000  บาท  มาชำระให้แก่นายดำในวันที่  30  ธันวาคม  2555  ดังนี้  อยากทราบว่า

(ก)   นายแดงมาทราบภายหลังว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว  นายแดงจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วจำนวน  20,000  บาท  คืนจากนายดำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)   เมื่อหนี้ถึงกำหนดในวันที่  30  ธันวาคม  2555  นายแดงไม่นำเงินมาชำระ  นายดำจะนำคดีไปฟ้องนายแดงและนายเขียวได้หรือไม่  เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/ 9  “สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ

มาตรา 193/10 “สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้

มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อจากเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัย  แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา  193/28  การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้น  ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้  แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม

บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง  ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ  หรือโดยการให้ประกันด้วย  แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้

มาตรา 193/35 “ภายใต้บังคับมาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายแดงได้ทำสัญญาซื้อเชื่อเครื่องปรับอากาศจากนายดำจำนวน  100,000  บาท  และมิได้นำเงินไปชำระให้แก่นายดำเลย  และเมื่อนายดำไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด  2  ปี  สิทธิเรียกร้องของนายดำที่มีต่อนายแดงลูกหนี้และนายเขียวผู้ค้ำประกันย่อมเป็นอันขาดอายุความ  นายดำย่อมไม่สามารถฟ้องร้องบังคับให้นายแดงและนายเขียวชำระหนี้แก่ตนได้  และถ้านายดำฟ้องนายแดงและนายเขียวให้ชำระหนี้  นายแดงและนายเขียวย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้นั้นได้ตามมาตรา  193/9  และมาตรา  193/10

และตามอุทาหรณ์  การที่นายแดงได้นำเงินบางส่วนไปชำระหนี้แก่นายดำ  รวมทั้งการที่นายแดงได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือให้แก่นายดำโดยมีใจความว่านายแดงจะนำเงินจำนวนที่เหลืออีก  80,000  บาท  มาชำระให้แก่นายดำในวันที่  30  ธันวาคม  2555  นั้น  ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่นายแดงลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อนายดำเจ้าหนี้แต่อย่างใด  เพราะกรณีที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา  193/14  นั้น  ต้องเป็นการกระทำก่อนที่สิทธิเรียกร้องนั้นจะขาดอายุความ  ดังนั้นการกระทำของนายแดงจึงเป็นการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้ว  และเป็นการรับสภาพความรับผิดตามมาตรา  193/28

ดังนั้น  ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์  จึงวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก)   การที่นายแดงได้นำเงินไปชำระให้แก่นายดำจำนวน  20,000  บาท  โดยไม่ทราบว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วนั้น  นายแดงจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากนายดำไม่ได้  ตามมาตรา  193/28  วรรคแรก  ที่ว่าการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้วนั้น  ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้  แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่ทราบว่า  สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม  เนื่องจากสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความนั้นมิได้ทำให้หนี้นั้นระงับไปแต่อย่างใด(ข)  เมื่อนายแดงได้รับสภาพความรับผิด  โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือกับนายดำว่าจะนำเงินจำนวน  80,000  บาท  มาชำระให้แก่นายดำ ถือว่าเป็นการรับสภาพความรับผิดโดยสัญญาตามมาตรา  193/28  วรรคสอง  และเมื่อการรับสภาพความรับผิดนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงใช้บังคับได้  ดังนั้นเมื่อนายแดงไม่นำเงินมาชำระภายในกำหนด  นายดำย่อมสามารถฟ้องให้นายแดงชำระหนี้ได้  (ฎ. 1770/2517)  โดยนายดำจะต้องฟ้องนายแดงภายในอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดนั้นตามมาตรา  193/28  วรรคสอง  ประกอบมาตรา  193/35  แต่นายดำจะฟ้องนายเขียวไม่ได้  เพราะนายเขียวผู้ค้ำประกันเดิมที่ไม่ได้รับสภาพความรับผิดเช่นเดียวกับนายแดง  และตามมาตรา  193/28  วรรคสองตอนท้าย ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า  “…แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้”  กล่าวคือ ถ้านายดำฟ้องนายเขียวผู้ค้ำประกัน  นายเขียวย่อมมีสิทธิยกเอาการที่หนี้ขาดอายุความขึ้นต่อสู้นายดำได้

สรุป

(ก)   นายแดงจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วจำนวน  20,000  คืนจากนายดำไม่ได้

(ข)  เมื่อหนี้ถึงกำหนด  นายแดงไม่นำเงินมาชำระ  นายดำสามารถนำคดีไปฟ้องนายแดงได้แต่จะฟ้องนายเขียวไม่ได้

 

ข้อ  4

(ก)   คำเสนอคืออะไร  การแสดงเจตนาซึ่งจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะอย่างไร  ให้อธิบายโดยสังเขป

(ข)   เมื่อวันที่  15  มีนาคม  พ.ศ.2556  นายทองหล่อได้ไปที่สำนักงานบริษัท  ทองแท้แร่ไทย  จำกัด  และได้บอกกล่าวแก่พนักงานฝ่ายขายของบริษัทว่า  “ข้าพเจ้าต้องการซื้อแร่ดีบุกจากบริษัทของท่านประมาณ  40  ตัน  แต่จะขอซื้อในงวดแรกก่อน  20  ตัน  ส่วนที่เหลือจะมาซื้อเป็นคราวๆไปจนกว่าจะครบ”  ต่อมาอีกสามวัน  นายทองดีซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัททองแท้แร่ไทย  จำกัด  ได้ทำหนังสือตอบไปยังนายทองหล่อว่า  “บริษัทตกลงขายแร่ดีบุกให้แก่ท่านเต็มจำนวนตามที่ท่านเสนอ  ราคาตันละห้าแสนบาท  ทั้งนี้ท่านต้องชำระราคาเป็นเงินสดและโดยด่วน”  ดังนี้สัญญาซื้อขายแร่ดีบุกระหว่างทองหล่อกับบริษัท  ทองแท้แร่ไทย  จำกัด  เกิดขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

(ก)  คำเสนอ  คือ  นิติกรรมฝ่ายเดียวชนิดที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา  เกิดขึ้นโดยบุคคลฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งให้ทราบว่าตนมีความประสงค์จะผูกพันตนทำสัญญาด้วยในประการใด  และขอให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งนั้นร่วมทำสัญญาด้วยตามที่เสนอไปนั้น

การแสดงเจตนาอันจะถือได้ว่าเป็นคำเสนอต้องมีลักษณะดังนี้

(1) เป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน

(2) มีความมุ่งหมายว่า  ถ้ามีคำสนอง  สัญญาเกิดขึ้นทันที(ข)   วินิจฉัย

โดยหลักของกฎหมาย สัญญาเป็นนิติกรรมสองฝ่าย จะเกิดขึ้นได้ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายหรือกว่านั้นขึ้นไปเป็นคู่สัญญาแสดงเจตนาเป็นคำเสนอและคำสนองสอดคล้องต้องกัน หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าสัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคู่สัญญาสองฝ่ายได้ให้คำเสนอและคำสนองสอดคล้องตรงกัน

และการแสดงเจตนาที่ถือว่าเป็นคำเสนอนั้น จะต้องมีลักษณะที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1.       ต้องเป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน

2.       มีความมุ่งหมายว่า ถ้ามีคำสนอง สัญญาจะเกิดขึ้นทันทีกรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายทองหล่อได้บอกกล่าวแก่พนักงานฝ่ายขายของบริษัทฯว่า  “ข้าพเจ้าต้องการซื้อแร่ดีบุกจากบริษัทของท่านประมาณ  40  ตัน  แต่จะขอซื้อในงวดแรกก่อน  20  ตัน  ส่วนที่เหลือจะมาซื้อเป็นคราวๆไปจนกว่าจะครบ”  ดังนี้ถือว่า  เป็นคำเสนอขอซื้อแร่ดีบุก  20  ตัน  เพราะการแสดงเจตนาในส่วนแรกที่ว่า  ข้าพเจ้าต้องการซื้อแร่ดีบุกจากบริษัทของท่านประมาณ  40  ตันนั้น  เป็นข้อความที่ไม่แน่นอน  จึงไม่เป็นคำเสนอ  แต่ข้อความในส่วนต่อไปที่ว่าแต่จะขอซื้อในงวดแรกก่อน  20  ตัน  เป็นข้อความชัดเจนและแน่นอน  และมีความมุ่งหมายว่าถ้าอีกฝ่ายหนึ่งสนองตอบตกลงสัญญาเกิดขึ้นทันที  ซึ่งเมื่อนายทองดี  ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ  ได้สนองรับโดยตกลงขายแร่ดีบุกให้แก่นายทองหล่อเต็มจำนวนตามที่นายทองหล่อเสนอ  ก็เป็นสัญญาซื้อขายแร่ดีบุกเพียง  20  ตัน  ส่วนที่นายทองหล่อจะขอซื้ออีก  20  ตันนั้น  คงเป็นแต่เพียง  “คำปรารภ”  ของนายทองหล่อ  (ว่าประสงค์จะซื้อ)  ดังนั้นแม้บริษัทตอบรับว่าจะขายก็เป็นเพียงคำเสนอ  มิใช่คำสนองรับ  และเมื่อนายทองหล่อไม่สนองรับ  ก็ไม่เป็นสัญญาซื้อขายแร่ดีบุกอีก  20  ตัน  (ฎ. 411/2490)

สรุป  สัญญาซื้อขายแร่ดีบุกระหว่างนายทองหล่อกับบริษัท  ทองแท้แร่เทียม  จำกัด  เกิดขึ้นเพียง  20  ตัน  ส่วนอีก  20  ตัน  ถือว่าสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้น

LAW 1003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา S/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา 2555 

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1003 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คำแนะนำ   ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน

ข้อ  1  ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยปราศจากความยินยอมจากผู้เยาว์หรือขออนุญาตจากศาล  จะมีผลเป็นการเช่นใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1572  ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำหนี้ที่บุตรจะต้องทำเองโดยมิได้รับความยินยอมของบุตรไม่ได้

มาตรา  1574  นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ดังต่อไปนี้  ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้  เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

มาตรา  1575  ถ้าในกิจการใด  ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครอง  ขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์  ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงทำกิจการนั้นได้  มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

อธิบาย

ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ใช้อำนาจปกครองนั้น  เป็นเพียงบุคคลที่กฎหมายได้กำหนดให้มีขึ้น  เพื่อมุ่งที่จะคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ในกรณีที่ผู้เยาว์จะทำ นิติกรรมบางอย่างซึ่งเป็นนิติกรรมที่ผู้เยาว์ไม่สามารถที่จะกระทำได้โดย ลำพังตนเอง  หรือในบางกรณีผู้แทนโดยชอบธรรมอาจจะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ก็ได้

ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรม  จะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์นั้น  กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าถ้าเป็นนิติกรรมอันเกี่ยวกับหนี้ที่ผู้เยาว์  (บุตร)  จะต้องทำเองก็จะต้องได้รับความยินยอมจากบุตรด้วย  ตามมาตรา  1572  และถ้าเป็นนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้  เช่น  การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี  หรือการให้กู้ยืมเงิน  ฯลฯ  ดังนี้ก็จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลด้วย  ตามมาตรา 1574

แต่อย่างไรก็ตาม  ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ทำนิติกรรมดังกล่าวโดยปราศจากความยินยอมของผู้เยาว์  หรือไม่ได้รับอนุญาตจากศาล  กฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่าจะเกิดผลประการใด  แต่เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาประกอบกับมาตรา  1575  แล้ว  พอจะสรุปได้ว่าจะมีผลทางกฎหมายได้  2  ประการ  คือ

  1.  ไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์  (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่  3830/2542,  4861/2548  และ  7776/2551
  2. เป็นโมฆะ  (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่  8438/2547,  และ  ป.พ.พ.  มาตรา  1575)

 

ข้อ  2  ครอบครัววิชุนีตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน  คุณลำเพาและคุณนพรัตน์  วิชุนีประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน  เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้  และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้  คือการไปทวงข้อตกลงกับคุณเปรม  ปัทมกุล เจ้าของไร่กาแฟแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงรายถึงสัญญาที่ทำกันไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า

จะทดแทนบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน  ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับรจนาซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัววิชุนี ปัทม์ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจเพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว  ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ  แม้ว่าเขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง

แต่คุณลำเพาอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้  ไม่เช่นนั้นครอบครัวปัทมกุลคงไม่มีโอกาสสร้างไร่กาแฟได้อย่างทุกวันนี้  ปัทม์จึงจำเป็นต้องยอมทำตามข้อตกลงด้วยการจะเข้าแต่งงานกับรจนา  ก่อนวันงานแต่งงาน  ปัทม์จึงมาปรึกษากับท่านเพื่อหาเหตุผลข้อกฎหมายเพื่อยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว  เพราะเข้าใจผิดว่ารจนารู้ว่าครอบครัวของตนร่ำรวยมาก  จึงคิดว่าต้องการแต่งงานกับตนเพื่อที่จะสนองตอบความรักสบายของรจนาได้  ท่านจะให้คำแนะนำแก่ปัทม์อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติดังกล่าว  จะเห็นได้ว่า  ในการตกลงทำนิติกรรมกันนั้น  วัตถุประสงค์ของนิติกรรมนั้นจะต้องไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  จะต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย  และจะต้องไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  ถ้านิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย  เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  นิติกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะ

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่คุณนพรัตน์  วิชุนี  ได้ตกลงกับคุณเปรม  ปัทมกุล  ให้รจนา  วิชุนี  กับปัทม์  ปัทมกุล  แต่งงานกันเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงินกันไว้นั้น  มิได้เกิดจากการตกลงกันระหว่างชายและหญิงที่จะแต่งงานกันแต่อย่างใด  ซึ่งตามหลักของสถาบันครอบครัวและกฎหมายครอบครัวนั้น การแต่งงานหรือการสมรสจะต้องเป็นเรื่องของชายและหญิงได้ตกลงที่จะเป็นสามีภริยากัน  ตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน  ไม่ได้ตกลงแต่งงานกันโดยมีวัตถุประสงค์อย่างอื่น  ดังนั้นข้อตกลงระหว่างคุณนพรัตน์  วิชุนี  กับคุณเปรม  ปัทมกุล  ดังกล่าว  จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา  150  และปัทม์สามารถบอกเลิกการแต่งงานของตนได้

สรุป  ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำแก่ปัทม์ว่าข้อตกลงระหว่างคุณนพรัตน์กับคุณเปรม  ตกเป็นโมฆะ  ปัทม์สามารถบอกเลิกการแต่งงานของตนได้

 

ข้อ  3  เมื่อวันที่  10  สิงหาคม  2553  นายสมหมายได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อชนนายสมจริงได้รับบาดเจ็บสาหัส  นายสมจริงถูกนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลและได้พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลา  1  เดือน  นายสมจริงได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวน  4  แสนบาท  ต่อมานายสมจริงจึงได้ไปทวงเงินค่ารักษาพยาบาลจากนายสมหมายเมื่อวันที่  3  ตุลาคม  2553  แต่นายสมหมายได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมา  จนกระทั่งวันที่  15  พฤศจิกายน  2553

นายสมหมายได้นำเงินไปชำระให้แก่นายสมจริงเพื่อช่วยค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวน  5,000  บาท  หลังจากนั้นก็มิได้นำไปชำระให้อีกเลย  นายสมจริงจึงได้นำคดีไปฟ้องศาลเพื่อเรียกค่ารักษาพยาบาลที่ตนได้ออกไปก่อนในวันที่  22  กันยายน  2554  นายสมหมายได้ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว  แต่นายสมจริงอ้าว่ายังไม่ขาดอายุความ  เพราะอายุความได้สะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่  15  พฤศจิกายน  2553 ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายสมจริงฟังขึ้นหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  193/14  อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้  ชำระหนี้ให้บางส่วน  ชำระดอกเบี้ย  ให้ประกัน  หรือกระทำการใดๆ  อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

มาตรา  193/15  เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว  ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด  ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อวันที่  10  สิงหาคม  2553  นายสมหมายได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อ  ชนนายสมจริงได้รับบาดเจ็บสาหัส  การที่นายสมหมายขับรถยนต์ชนนายสมจริงเป็นการกระทำละเมิด  อายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมีกำหนดอายุความ  1  ปี  ตามมาตรา  448  ซึ่งสิทธิเรียกร้องจะครบกำหนดอายุความในวันที่  10  สิงหาคม  2554

เมื่อนายสมจริงถูกรถชนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล  และได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวน  4  แสนบาท  จึงได้มาทวงเงินค่ารักษาพยาบาลจากนายสมหมาย  แต่นายสมหมายได้ผัดผ่อนเรื่อยมา  จนกระทั่งวันที่  15  พฤศจิกายน  2553  นายสมหมายได้นำเงินไปชำระให้แก่นายสมจริง  5,000  บาท  เป็นการชำระหนี้ให้แก่นายสมจริงบางส่วน  จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง  ตามมาตรา  193/14(1)  เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว  ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา  193/15  วรรคแรก  และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่  15  พฤศจิกายน  2553  และอายุความใหม่จะครบกำหนดในวันที่  15  พฤศจิกายน  2554  ตามมาตรา  193/15  วรรคสอง  นายสมจริงนำคดีมาฟ้องศาลในวันที่  22  กันยายน  2554  คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ  ข้ออ้างของนายสมจริงจึงฟังขึ้น

สรุป  ข้ออ้างของนายสมจริงฟังขึ้น

 

ข้อ  4  เมื่อวันที่  1  มีนาคม  2556  นายอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ  ได้ส่งจดหมายเสนอขายบ้านหลังหนึ่งของตนไปยังนางจันทราซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ในราคา  3  ล้านบาท  โดยนายอาทิตย์ได้กำหนดไปในจดหมายด้วยว่า  ถ้านางจันทราต้องการซื้อบ้านหลังนี้  ให้ตอบไปยังนายอาทิตย์ภายในวันที่  31  มีนาคม  2556  นางจันทราส่งจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นตามราคาที่นายอาทิตย์เสนอ  แต่จดหมายของนางจันทราไปถึงนายอาทิตย์ในวันที่  5  เมษายน  2556

อย่างไรก็ตาม  เมื่อดูตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายของนางจันทราแล้ว  เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่า  นางจันทราได้ส่งจดหมายตั้งแต่วันที่  26  มีนาคม  2556  ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรไปถึงนายอาทิตย์ก่อนหรือภายในวันที่  31  มีนาคม  2556  ตามที่นายอาทิตย์กำหนด

เช่นนี้  จดหมายตอบตกลงซื้อบ้านที่นางจันทราส่งไปยังนายอาทิตย์เป็นคำสนองล่วงเวลาหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  358  ถ้าคำบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา  แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในเวลากำหนดนั้นไซร้  ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า  เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว

ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น  ท่านให้ถือว่าคำบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นางจันทราได้ส่งจดหมายตอบตกลงซื้อบ้านหลังนั้นตามราคาที่นายอาทิตย์เสนอ  แต่จดหมายของนางจันทราไปถึงนายอาทิตย์ในวันที่  5  เมษายน  2556  ซึ่งล่าช้ากว่าเวลาที่นายอาทิตย์ได้กำหนดไว้  แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนจากตราไปรษณีย์ซึ่งประทับบนซองจดหมายว่า  นางจันทราส่งจดหมายฉบับนั้นตั้งแต่วันที่  26  มีนาคม  พ.ศ.2556  ซึ่งตามปกติจดหมายฉบับนั้นควรจะไปถึงนายอาทิตย์ก่อน  หรือภายในวันที่  31  มีนาคม  พ.ศ.2556  อันเป็นเวลาที่นายอาทิตย์กำหนดไว้  ในกรณีเช่นนี้  คำสนองของนางจันทราจะเป็นคำสนองล่วงเวลาหรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับว่านายอาทิตย์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่  ซึ่งในเรื่องนี้กฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้เสนอไว้ว่า  ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่ผู้สนองโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า  เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นไว้ก่อนแล้ว  ดังนั้น

(1)    ถ้านายอาทิตย์ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว  กฎหมายจึงจะถือว่าจดหมายคำสนองของนางจันทราเป็นคำสนองล่วงเวลา

(2)   แต่ถ้านายอาทิตย์ละเลย  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว  กฎหมายให้ถือว่าจดหมายคำสนองของนางจันทราเป็นคำสนองที่มิได้ล่วงเวลา  ซึ่งมีผลให้สัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนายอาทิตย์กับนางจันทราเกิดขึ้น

สรุป  จดหมายตอบตกลงซื้อบ้านของนางจันทราที่ส่งไปยังนายอาทิตย์เป็นคำสนองล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า  นายอาทิตย์ซึ่งเป็นผู้เสนอได้ปฏิบัติหน้าที่  ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่  ตามมาตรา  358

LAW1002 หลักกฎหมายเอกชน การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2544

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2544

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW1002 หลักกฎหมายเอกชน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 3 ข้อ

ข้อ 1  ก.  การตีความกฎหมายแพ่งมีความแตกต่างกับการตีความกฎหมายอาญาอย่างไร  จงอธิบาย

          ข  จงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลสิทธิ์และทรัพย์สิทธิ์

ธงคำตอบ

ก. การตีความกฎหมายแพ่งมีหลักเช่นเดียวกับการใช้กฎหมายแพ่งคือ  ต้องตีความตามตัวอักษรประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายพร้อมกันไป  โดยมีหลักในการตีความดังนี้

1  การตีความตามตัวอักษร  ต้องพิจารณาความหมายของตัวอักษรว่ามีความหมายอย่างไร  ถ้อยคำหรือคำศัพท์ของตัวอักษรนั้นเป็นศัพท์ธรรมดาหรือศัพท์ทางวิชาการ  เมื่อได้ความหมายของตัวอักษรแล้วจึงพิจารณาตีความตามเจตนารมณ์ประกอบต่อไป

 2 การตีความตามเจตนา  พิจารณาจาก

1       ที่มา  หรือประวัติความเป็นมาของกฎหมาย

2       ตำแหน่งหรือหมวดหมู่ของกฎหมาย

3       ถ้อยคำของกฎหมาย

4       สถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้น  รวมทั้งรายงานการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนการตีความกฎหมายอาญานั้น  จะต้องตีความอย่างเคร่งครัด  คือจะต้องพิจารณาตามตัวอักษร  โดยไม่ต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย  ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  2  บัญญัติว่า  บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา  ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น  บัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  ดังนั้น  การใช้กฎหมายอาญาจึงต้องพิจารณาจากตัวอักษรโดยไม่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่อย่างใด  ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด  ก็จะเอาโทษทางอาญาและลงโทษบุคคลนั้นไม่ได้

ข  จงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลสิทธิ์และทรัพย์สิทธิ์

ธงคำตอบ

ข้อแตกต่างระหว่างบุคคลสิทธิ์และทรัพย์สิทธิ์

1       ทรัพย์สิทธิ์มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน  ส่วนบุคคลสิทธิ์มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นการกระทำการงดเว้นกระทำการหรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้

2       ทรัพย์สิทธิ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย  ส่วนบุคคลสิทธิ์เกิดขึ้นโดยนิติกรรมและนิติเหตุ

3       ทรัพย์สิทธิ์ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อบุคคลทั่วไป  ส่วนบุคคลสิทธิ์ก่อให้เกิดหน้าที่ในการชำระหนี้เฉพาะลูกหนี้เท่านั้น

4       ทรัพย์สิทธิ์เกิดขึ้นและมีอยู่อย่างถาวรไม่สิ้นสุดเพราะการไม่ใช้สิทธินั้น  ส่วนบุคคลสิทธิ์สิ้นไปเพราะไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาหรืออายุความ

 

ข้อ  2  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  15  ได้บัญญัติว่า  สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก  และสิ้นสุดลงเมื่อตาย  จงอธิบายว่า  สิ้นสุดลงเมื่อตาย  ของบุคคลนั้นหมายความว่าอย่างไร  และมีได้ในกรณีใดบ้างมาโดยครบถ้วน

ธงคำตอบ

คำว่า  สิ้นสุดลงเมื่อตาย  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  15  ของ ป.พ.พ. นั้น  หมายความถึงการสิ้นสภาพของบุคคล  ซึ่งมีได้ 2 กรณีคือ

1       การตายโดยธรรมชาติ  (Death)

2       การสาบสูญ  (Disappearance)

การตายโดยธรรมชาติ  คือ  การสิ้นสภาพบุคคลเมื่อแกนสมองตาย  ในทางการแพทย์จะถือว่าบุคคลนั้นตายแล้ว

การสาบสูญ  คือ  การตายโดยผลของกฎหมาย  หรือการสิ้นสภาพบุคคลโดยผลของกฎหมายนั่นเอง  แม้ความจริงบุคคลนั้นอาจยังมีชีวิตอยู่  แต่ไม่มีใครพบเห็น  ไม่มีการส่งข่าวคราว  และเมื่อครบกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ  ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

กำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดมี  2  กรณีคือ  ในกรณีธรรมดา  5  ปี  และในกรณีพิเศษเวลาจะลดเหลือ  2  ปี  หากบุคคลนั้นหายไปในเหตุการณ์ดังนี้คือ

1       นับแต่เวลาที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง  ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและหายไปในการรบหรือสงคราม

2       นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง  อับปางถูกทำลายหรือสูญหายไป  เช่น  เครื่องบินโดยสารตก

3       นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 และ 2 ผ่านพ้นไป  และบุคคลนั้นอยู่ในอันตรายดังกล่าว เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้  น้ำท่วม

เมื่อศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ  บุคคลนั้นก็สิ้นสภาพบุคคลทันทีนับแต่วันที่ครบกำหนดข้างต้นนี้

 

ข้อ  3  มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะทำให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็น

1       ผู้เยาว์

2       คนเสมือนไร้ความสามารถ

3       คนไร้ความสามารถ

 ธงคำตอบ

1       ผู้เยาว์

ผู้เยาว์  คือ  บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ซึ่งผู้เยาว์อาจจะบรรลุนิติภาวะด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งคือ

ก.      การบรรลุนิติภาวะโดยอายุ  ซึ่ง ป.พ.พ.  มาตรา 19  บัญญัติว่า  บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งการนับอายุของบุคคลนั้นให้เริ่มนับแต่วันที่บุคคลนั้นเกิด  เช่น  ดำเกิดวันที่  10  มีนาคม  พ.ศ.2510  การนับอายุของดำให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่  10  มีนาคม  พ.ศ.2510 ดังนั้นดำจะมีอายุครบ  20  ปีบริบูรณ์  และจะบรรลุนิติภาวะในวันที่ 9  มีนาคม  พ.ศ. 2530  (เวลา 24.00น) เป็นต้น

ข.      การบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตาม ป.พ.พ.มาตรา 20 ที่บัญญัติว่า  ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส  หากการสมรสได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา 1448 และในมาตรา  1448  บัญญัติว่า การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว  แต่ในกรณีที่มีเหตุสมควรศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้  ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสได้นั้น  จะต้องเข้าเงื่อนไขอันใดอันหนึ่งต่อไปนี้  คือ–                    ชายและหญิงมีอายุครบ  17  ปีบริบูรณ์  ได้ทำการสมรสกันโดยจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย  และบิดามารดาหรือผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายให้ความยินยอมด้วยกับการสารสนั้น

–                    ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้น  อาจเป็นกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายยังมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์  เช่น  ชายและหญิงมีอายุ  16 ปีเศษ ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากันจนหญิงตั้งครรภ์แล้ว  จะไม่ทำการสมรสกันไม่ได้  เพราะอายุไม่ครบเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด  ก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งอนุญาตให้ทำการสมรสกันได้  เป็นต้น

2       คนเสมือนไร้ความสามารถ

คนเสมือนไร้ความสามารถมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ มาตรา 32

ก.      ต้องมีเหตุบกพร่อง  คือ  มีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ  หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ  หรือติดสุรายาเมา  หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น

ข.      บุคคลผู้นั้นไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้  หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว  เพราะเหตุบกพร่องนั้น

ค.      ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  ซึ่งเมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว  การเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถย่อมเริ่มตั้งแต่วันที่ศาลสั่ง  ไม่ใช่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ง.       บุคคลผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาล  ได้แก่  บุพการี  (หมายถึง  บิดามารดา  ปู่ย่าตายาย  ทวด)  ผู้สืบสันดาน (หมายถึง  ลูก หลาน เหลน ลื่อ)  ผู้ปกครอง  ผู้พิทักษ์  ผู้ซึ่งปกครองดูแลผู้นั้นอยู่  หรือพนักงานอัยการ

3       คนไร้ความสามารถ

คนไร้ความสามารถมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้คือ  มาตรา 28

ก.      เป็นคนวิกลจริต หมายถึง  เป็นบุคคลที่สมองพิการ  คือ  จิตไม่ปกติ  หรือบุคคลที่มีกิริยาอาการไม่ปกติเพราะสติวิปลาส  คือ ขาดความรำลึก  ขาดความรู้สึก  หรืออาจจะหมายความรวมถึงเจ็บป่วยที่มีกิริยาอาการผิดปกติจนถึงขนาดไม่มีความรู้สึกผิดชอบใดๆทั้งสิ้นด้วย  และกรณีที่จะถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้จะต้องเป็นอย่างมากและต้องเป็นประจำด้วย

ข.      ได้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  และเมื่อศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถผลของการเป็นคนไร้ความสามารถเริ่มวันที่ศาลสั่ง  มิใช่เริ่มวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ค.      บุคคลผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาล  ได้แก่  บุพการี  (หมายถึง  บิดามารดา  ปู่ย่าตายาย  ทวด)  ผู้สืบสันดาน (หมายถึง  ลูก หลาน เหลน ลื่อ)  ผู้ปกครอง  ผู้พิทักษ์  ผู้ซึ่งปกครองดูแลผู้นั้นอยู่  หรือพนักงานอัยการ