LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 2/2553

การสอบไล่ภาค 2  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ 1 นายมั่น อายุ 25 ปี ทำสัญญาหมั้น น.ส.ประไพ อายุ 19 ปี 8 เดือน ด้วยแหวนเพชร 1 วง และให้สินสอด 1 แสนบาทแก่บิดามารดาของ น.ส.ประไพ หนึ่งเดือนต่อมาได้มีการจัดพิธีสมรสตามประเพณีและได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา อีกหนึ่งเดือนต่อมาทั้งคู่ได้ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อทำการจดทะเบียนสมรส แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เพราะบิดาได้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดอื่น นายมั่นและ น.ส.ประไพได้อยู่กินฉันสามีภริยาต่อมาเป็นเวลา 8 เดือนเศษ ก็ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน นายมั่นได้ไปแจ้งที่อำเภอให้เรียก น.ส.ประไพมาทำการจดทะเบียนสมรส แต่ น.ส.ประไพ ไม่ยินยอมไปจดทะเบียนสมรสด้วย นายมั่นจึงต้องการฟ้องเรียกแหวนหมั้นสินสอดและค่าทดแทนด้วย เช่นนี้ จะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1436 ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

มาตรา 1437 วรรคแรกและวรรคสาม การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้

มาตรา 1439 เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องจากในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

มาตรา 1454 ผู้เยาว์จะทำการสมรสให้นำความในมาตรา 1436 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย ดังนี้คือ

1 การหมั้นระหว่างนายมั่นกับ น.ส.ประไพผู้เยาว์สมบูรณ์หรือไม่ กรณีนี้เห็นว่าเมื่อการหมั้นระหว่างนายมั่นกับ น.ส.ประไพผู้เยาว์ ได้ทำถูกต้องตามบทบัญญัติมาตรา 1436 และมาตรา 1437 วรรคแรก กล่าวคือ เมื่อการหมั้นนั้นบิดามารดาของ น.ส.ประไพผู้เยาว์ได้ให้ความยินยอม และได้มีการส่งมอบแหวนหมั้นให้แก่หญิงคู่หมั้นแล้ว การหมั้นดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ ดังนั้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาหมั้นย่อมมีสิทธิเรียกให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาหมั้นรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1439 และมาตรา 1440 และในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นจะต้องคืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชายด้วย และฝ่ายชายมีสิทธิเรียกสินสอด (ถ้ามี) คืนได้ตามมาตรา 1437วรรคสาม

2 การที่นายมั่นได้ไปแจ้งที่อำเภอให้เรียก น.ส.ประไพมาทำการสมรส แต่ น.ส.ประไพไม่ยินยอมไปจดทะเบียนสมรสด้วย กรณีนี้ถือว่า น.ส.ประไพเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์นั้นปรากฏว่า การที่ น.ส.ประไพไม่ยินยอมไปจดทะเบียนสมรสกับนายมั่น เป็นเพราะว่าในตอนแรกหลังจากที่ทั้งสองได้หมั้นกันและได้มีการจัดพิธีสมรสตามประเพณี และได้อยู่กินกันฉันสามีภริยานั้น ทั้งสองก็มีเจตนาที่จะสมรสกันตามสัญญาโดยจะเห็นได้จากการที่ทั้งสองได้ไปที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสกันแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ เพราะขณะนั้น น.ส.ประไพยังเป็นผู้เยาว์และไม่ได้รับความยินยอมจากบิดาเนื่องจากบิดาของ น.ส.ประไพไม่อยู่ ดังนั้นทั้งสองจึงไม่สามารถทำการสมรสกันได้ตามมาตรา 1454 และหลังจากนั้นการที่ทั้งสองได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นเวลา 8 เดือนเศษ โดยทั้งสองฝ่ายต่างไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรส ดังนั้นเมื่อทั้งสองได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน จนเป็นเหตุให้ น.ส.ประไพไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับนายมั่นตามที่นายมั่นเรียกร้องนั้น กรณีนี้จะถือว่า น.ส.ประไพเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นตามมาตรา 1439 ไม่ได้ (ฎ. 356/2513)

3 เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ไม่ถือว่า น.ส.ประไพเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ดังนั้นนายมั่นไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทน และเรียกของหมั้นคืนจาก น.ส.ประไพตามมาตรา 1439 และมาตรา 1440 และการที่ น.ส.ประไพไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนายมั่นตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่ไม่มีการสมรส โดยมีเหตุสำคัญเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบตามมาตรา 1437 วรรคสาม ดังนั้น นายมั่นจะเรียกสินสอดคืนก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน

สรุป นายมั่นไม่สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทน และไม่สามารถฟ้องเรียกแหวนหมั้นและสินสอดคืน

 

ข้อ 2 นางสาวสมหญิงเห็นนายไก่รูปหล่อ ขับรถยุโรปราคาแพงอาศัยอยู่ในบ้านหลังมโหฬาร จึงหลงรักและคิดว่านายไก่เป็นคนรวยรูปหล่อและรสนิยมดี เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วนางสมหญิงเพิ่งจะทราบความจริงว่านายไก่มีฐานะเป็นเพียงคนขับรถและอาศัยอยู่กับนายจ้าง ซึ่งมักจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำธุรกิจอยู่เป็นประจำ นางสมหญิงจึงมาปรึกษาท่านว่าจะฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสว่าตนถูกกลฉ้อฉลถึงขนาดได้หรือไม่ หรือมีวิธีการใดที่จะทำให้การสมรสของตนยุติลงโดยไม่ต้องฟ้องศาล

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1503 เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสเพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทำการฝ่าฝืนมาตรา 1448มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509

มาตรา 1506 วรรคแรก ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกกลฉ้อฉลอันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลนั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา 1514 การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน

มาตรา 1515 เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า นางสมหญิงจะฟ้องศาลขอให้เพิกถอนการสมรสว่าตนถูกกลฉ้อฉลถึงขนาดได้หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 1503 ประกอบกับมาตรา 1506 วรรคแรกนั้น ได้บัญญัติหลักไว้ว่า เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆียะนั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกกลฉ้อฉลอันถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลนั้นจะไม่ทำการสมรสด้วย แต่ข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่า การที่นางสมหญิงได้ทำการสมรสกับนายไก่นั้น เป็นเพราะนางสมหญิงเข้าใจผิดเองว่า นายไก่เป็นคนรวยและรสนิยมดีมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลของนายไก่แต่อย่างใด ดังนั้นนางสมหญิงจะฟ้องศาลขอให้เพิกถอนการสมรสเพราะเหตุดังกล่าวไม่ได้

ส่วนประเด็นต่อมาที่ว่าจะมีวิธีการใดที่จะทำให้การสมรสของนางสมหญิงยุติลงโดยไม่ต้องฟ้องศาลนั้นตามมาตรา 1514 และมาตรา 1515ได้กำหนดวิธีการดังกล่าวไว้แล้ว กล่าวคือ ให้คู่สมรสทั้งสองตกลงหย่ากันโดยความยินยอม โดยการทำเป็นหนังสือหย่าลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนและไปจดทะเบียนการหย่านั้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุป ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำแก่นางสมหญิงในแต่ละประเด็นดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

ข้อ 3 นายกรและนางนวลเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย หลังจากสมรสนายกรและนางนวลทำสัญญาระหว่างสมรสให้นายกรมีอำนาจในการจัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายกรนำเงินโบนัสที่ได้ประจำปีซื้อที่ดินแปลงหนึ่งโดยใส่ชื่อนายกรในโฉนดที่ดินแต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นนายกรทำหนังสือและจดทะเบียนสิทธิอาศัยให้นายโชคญาติของนายกรมีสิทธิอาศัยในที่ดินดังกล่าวเป็นเวลา 3 ปี โดยนางนวลไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมแต่อย่างใด ต่อมานายกรทำสัญญาให้นายชินเพื่อนของนายกรเช่ารถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสเพื่อทำเป็นแท็กซี่เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยนายชินก็ทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรสของนายกรและนางนวล แต่นางนวลไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมในการเช่ารถยนต์นั้น นางนวลมาทราบเรื่องราวต่างๆภายหลัง นางนวลโกรธมาก นางนวลจึงอยากฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสิทธิอาศัยในที่ดินแก่นายโชค และการให้เช่ารถยนต์กับนายชิน ดังนี้ นางนวลจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกินหรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

มาตรา 1476/1 วรรคแรก สามีและภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ตามที่บัญญัติในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ในกรณีดังกล่าวนี้ การจัดการสินสมรสให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรส

มาตรา 1480 วรรคแรก การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายกรและนางนวลทำสัญญาระหว่างสมรสให้นายกรเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการสินสมรสทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวนั้น สัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ เพราะการที่สามีหรือภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 1476ได้ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นสัญญาก่อนสมรสเท่านั้น (มาตรา 1476/1)

เงินโบนัสที่นายกรได้รับประจำปีเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474(1) เมื่อนายกรนำเงินที่เป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งนั้น ที่ดินที่นายกรซื้อมาย่อมถือว่าเป็นสินสมรส และการที่นายกรได้ทำหนังสือและจดทะเบียนสิทธิอาศัยในที่ดินที่เป็นสินสมรสให้แก่นายโชคเป็นระยะเวลา 3 ปีนั้น เป็นนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476(2) ที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อนางนวลไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมในการจัดการดังกล่าว นางนวลจึงสามารถที่จะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนสิทธิอาศัยในที่ดินที่เป็นสินสมรสดังกล่าวได้

ส่วนกรณีที่นายกรทำสัญญาให้นายชินเพื่อนของนายกรเช่ารถยนต์ที่เป็นสินสมรสเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางนวลนั้น เมื่อรถยนต์เป็นเพียงสังหาริมทรัพย์มิใช่อสังหาริมทรัพย์ จึงไม่ใช่นิติกรรมตามมาตรา 1476(3) ที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น นายกรย่อมมีอำนาจในการจัดการให้นายชินเช่ารถยนต์ที่เป็นสินสมรสได้โดยลำพัง นางนวลจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้เช่ารถยนต์ไม่ได้

สรุป นางนวลจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสิทธิอาศัยในที่ดินได้ แต่นางนวลจะฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้เช่ารถยนต์ไม่ได้

 

ข้อ 4 นายเดือนและนางดาวอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จนมีลูกสาว 1 คน คือเด็กหญิงแจ๋ว นายเดือนและนางดาวจึงได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานางดาวล้มป่วยและเจ็บออดๆแอดๆ ไม่หายขาด นางดาวจึงให้นางแดงสาวใช้ของตนเองไปทำหน้าที่ภริยาอีกคนหนึ่งของนายเดือน ต่อมานายเดือนและนางแดงมีลูกด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายเอ และเด็กชายบี นายเดือนหลงรักนางแดงและลูกชายสองคนมาก นางแดงอยากให้นางดาวหย่าขาดจากนายเดือน จึงด่าว่านางดาวเสียๆหายๆอยู่เสมอ บางครั้งก้าวร้าว ลามปาม หยาบหมิ่นถึงบุพการีของนางดาว นางดาวโกรธมากขอหย่าจากนายเดือน นายเดือนก็ไม่ยอม นางดาวจะฟ้องหย่านายเดือนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด และเด็กหญิงแจ๋ว เด็กชายเอ เด็กชายบี เป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของใคร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

มาตรา 1517 วรรคแรก เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) และ(2) ถ้าสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุฟ้องหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 1547 เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดามารดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ นางดาวจะฟ้องหย่านายเดือนได้หรือไม่นั้น แยกพิจารณาได้ 2 กรณี คือ

กรณีแรก

การที่นายเดือนยกย่องนางแดงเป็นภริยาอีกคนหนึ่งนั้น โดยหลักแล้วถือว่าเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่นายเดือนได้นางแดงเป็นภริยานั้นก็เพราะนางดาวได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการจัดหาให้ ดังนั้นจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1517 วรรคแรก นางดาวจึงยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

กรณีที่สอง

การที่นางดาวถูกนางแดงทรมานจิตใจ หมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรงและบางครั้งนางแดงก็ได้กระทำต่อบุพการีของนางดาวด้วยนั้น กรณีนี้นางดาวจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นฟ้องหย่านายเดือนไม่ได้เช่นกัน เพราะมิใช่เป็นการกระทำของนายเดือนสามีจึงไม่ถือว่าเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3)

ส่วนกรณีที่ว่า เด็กหญิงแจ๋ว เด็กชายเอ เด็กชายบี เป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของใครนั้น เห็นว่า เด็กหญิงแจ๋ว แม้จะเกิดมาในขณะที่บิดามารดามิได้สมรสกัน แต่เมื่อในภายหลังบิดามารดาได้สมรสกัน ดังนั้นเด็กหญิงแจ๋วย่อมเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนและนางดาว (ตามมาตรา 1547) แต่เด็กชายเอ และเด็กชายบีนั้นเมื่อเกิดจากมารดาที่มิได้มีการสมรสกับบิดา ดังนั้นเด็กชายเอและเด็กชายบีจึงเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาคือนางแดงแต่เพียงผู้เดียว (ตามมาตรา 1546)

สรุป นางดาวจะฟ้องหย่านายเดือนไม่ได้ และเด็กหญิงแจ๋วเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนและนางดาว ส่วนเด็กชายเอและเด็กชายบีเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของนางแดงแต่เพียงผู้เดียว

LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว s/2553

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ 1 นายสมบูรณ์ทำสัญญาหมั้น น.ส.ดารา ด้วยแหวนหมั้น 1 วง เมื่อทำสัญญาหมั้นกันแล้ว นายสมบูรณ์ได้ชักชวนให้ น.ส.ดาราลาออกจากงาน และมาอยู่กินกันฉันสามีภริยาที่บ้านของนายสมบูรณ์ ต่อมานางปราณีแฟนเก่าของนายสมบูรณ์ได้ทะเลาะกับสามีและตกลงทำหนังสือหย่ากันโดยตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันเรียบร้อยแล้ว แม้จะเกรงใจทางครอบครัวของนายสมบูรณ์แต่ด้วยเป็นเพื่อนสนิทกัน นางปราณีได้ติดต่อปรึกษาหารือกับนายสมบูรณ์ ทำให้นายสมบูรณ์มีจิตใจรักใคร่จนได้หลับนอนกับนางปราณี น.ส.ดารา ไม่พอใจ และไม่ต้องการสมรสกับนายสมบูรณ์ แต่ต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายสมบูรณ์และนางปราณี จะทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1437 วรรคแรก การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

(2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องจากในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

(3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

มาตรา 1443 ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายคนนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย

มาตรา 1444 ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้น เป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้นคู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น

มาตรา 1445 ชายหรือหญิงคู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แล้วแต่กรณี

มาตรา 1514 การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน

มาตรา 1515 เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมบูรณ์ ได้ทำสัญญาหมั้น น.ส.ดารา ด้วยแหวนหมั้น 1 วงนั้น เมื่อมีการส่งมอบแหวนหมั้นให้แก่หญิงแล้ว ย่อมเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามมาตรา 1437 วรรคแรก

ตามข้อเท็จจริง ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า น.ส.ดารา ไม่ต้องการสมรสกับนายสมบูรณ์จะทำได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสมบูรณ์ได้หลับนอนกับนางปราณีซึ่งทะเลาะเบาะแว้งกับสามีอยู่นั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น ซึ่งทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้นตามมาตรา 1443 ดังนั้น น.ส.ดาราจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องสมรสกับนายสมบูรณ์ได้ โดยไม่ต้องคืนแหวนหมั้นให้นายสมบูรณ์

และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า น.ส.ดาราต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายสมบูรณ์และนางปราณี จะทำได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสมบูรณ์ได้ร่วมหลับนอนกับนางปราณีภริยาของผู้อื่นภายหลังการหมั้นนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงที่นายสมบูรณ์คู่หมั้นได้กระทำภายหลังการหมั้น ตามมาตรา 1444 ทั้งนี้ เพราะนางปราณีเพียงแต่ได้ทำหนังสือหย่ากับสามีแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า จึงทำให้การหย่ายังไม่สมบูรณ์ (มาตรา 1514 และ 1515) การสมรสจึงยังไม่สิ้นสุด การกระทำของนายสมบูรณ์จึงเป็นการทำชู้กับภริยาของผู้อื่น ดังนั้น เมื่อเหตุที่ทำให้ น.ส.ดารา บอกเลิกสัญญาหมั้นเป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของนายสมบูรณ์ซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้น นายสมบูรณ์จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนให้แก่ น.ส.ดารา นั่นเอง กล่าวคือ น.ส.ดารา มีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายแก่กายหรือชื่อเสียงตามมาตรา 1440(1) และมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ น.ส.ดาราได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส คือการที่ตนต้องลาออกจากงานตามมาตรา 1440(3) ส่วนค่าทดแทนเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้ใช้จ่าย หรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริต และตามสมควรตามมาตรา 1440(2) นั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า น.ส.ดาราได้ใช้จ่ายไปในการนี้จึงไม่มีสิทธิเรียก

ส่วนกรณีของนางปราณีนั้น การที่นางปราณีร่วมหลับนอนกับนายสมบูรณ์ นางปราณีย่อมรู้หรือควรจะรู้ว่านายสมบูรณ์เป็นคู่หมั้นของ น.ส.ดารา เพราะนางปราณีเป็นแฟนเก่าและเป็นเพื่อนสนิทของนายสมบูรณ์ ดังนั้น น.ส.ดารา จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากนางปราณีผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตนได้เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1443 แล้ว (มาตรา 1445)

สรุป น.ส.ดารา สามารถบอกเลิกสัญญาหมั้นเพื่อไม่ต้องสมรสกับนายสมบูรณ์ และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายสมบูรณ์และนางปราณีได้

 

ข้อ 2 นายนพพรได้ข่มขู่อันถึงขนาดให้ น.ส.เมตตา จดทะเบียนสมรสด้วย เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วนายนพพรได้ยกที่ดินหนึ่งแปลงให้ น.ส.เมตตา และยกรถยนต์ 1 คัน ให้บิดาของ น.ส.เมตตา สองเดือนต่อมา น.ส.เมตตาได้หนีพ้นจากการข่มขู่ของนายนพพร อีกสองเดือนต่อมา น.ส.เมตตาได้จดทะเบียนสมรสกับนายสุชาติซึ่งเคยชอบพอกัน แต่ก็ไม่ทราบว่านายสุชาติถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ในระหว่างนั้นเอง น.ส.เมตตาได้ขายที่ดินให้แก่ น.ส.อุไร เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย นายนพพรไม่พอใจจึงต้องการบอกล้างการให้ที่ดินและรถยนต์ เช่นนี้ จะทำได้หรือไม่ และการสมรสจะมีผลอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 521 อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น

มาตรา 531 อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้

(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ

(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ

(3) ถ้าผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้

มาตรา 1452 ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

มาตรา 1469 สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมอบมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

มาตรา 1473 สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา 1495 การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ

มาตรา 1502 การสมรสที่เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน

มาตรา 1507 วรรคแรก ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายนพพรได้ข่มขู่อันถึงขนาดทำให้ น.ส.เมตตา จดทะเบียนสมรสด้วย ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1507 ย่อมทำให้การสมรสระหว่างนายนพพรกับ น.ส.เมตตาตกเป็นโมฆียะ แต่การสมรสยังไม่สิ้นสุดลง เพราะการสมรสจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนการสมรสนั้นแล้ว ตามมาตรา 1502

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว นายนพพรได้ยกที่ดินหนึ่งแปลงให้ น.ส.เมตตา การให้ที่ดินดังกล่าว จึงถือว่าเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ที่ดินจึงตกเป็นสินส่วนตัวของ น.ส.เมตตา ตามมาตรา 1471(3) เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หา น.ส.เมตตาจึงมีอำนาจจัดการได้โดยลำพังตามมาตรา 1473 ดังนั้น น.ส.เมตตา จึงมีสิทธิขายที่ดินให้แก่ น.ส.อุไรได้

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นสัญญาระหว่างสมรส แม้ว่า น.ส.เมตตา ได้ขายที่ดินให้แก่ น.ส.อุไรไปแล้ว นายนพพรก็ยังมีสิทธิบอกล้างการให้ที่ดินแก่ น.ส.เมตตาได้ โดยนายนพพรสามารถบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตตามมาตรา 1469 เมื่อ น.ส.อุไรไม่ทราบว่าที่ดินที่ตนซื้อมาจาก น.ส.เมตตาเป็นที่ดินที่นายนพพรยกให้ น.ส.เมตตา จึงถือว่า น.ส.อุไรสุจริต ดังนั้น การที่นายนพพรใช้สิทธิบอกล้างการให้ที่ดินซึ่งเป็นสัญญาระหว่างสมรสก็จะไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของ น.ส.อุไร กล่าวคือ น.ส.อุไรยังคงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น นายนพพรจะเรียกที่ดินคืนจาก น.ส.อุไรไม่ได้

ส่วนการที่นายนพพร ยกรถยนต์ให้บิดาของ น.ส.เมตตานั้น ถือเป็นการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 521 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบิดาของ น.ส.เมตตา ได้ประพฤติเนรคุณต่อนายนพพรผู้ให้ตามมาตรา 531 แต่อย่างใด ดังนั้น นายนพพรจะบอกล้างการให้รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้

และกรณีการสมรสระหว่าง น.ส.เมตตา กับนายสุชาตินั้น ถือเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 กล่าวคือ เป็นกรณีที่ น.ส.เมตตาทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ (สมรสซ้อน) เพราะศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสระหว่างนายนพพรกับ น.ส.เมตตา ดังนั้น การสมรสระหว่าง น.ส.เมตตากับนายสุชาติจึงมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

สรุป นายนพพรบอกล้างการให้ที่ดินได้ แต่ที่ดินยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ น.ส.อุไร และจะบอกล้างการให้รถยนต์ไม่ได้ ส่วนกรณีการสมรสนั้น การสมรสระหว่างนายนพพรกับ น.ส.เมตตามีผลเป็นโมฆียะ แต่การสมรสระหว่าง น.ส.เมตตากับนายสุชาติ มีผลเป็นโมฆะ

 

ข้อ 3 นายสกลจดทะเบียนสมรสกับ น.ส.รัตนาโดยทราบดีว่า น.ส.รัตนาได้เคยอยู่กินกับนายมนูญมาก่อน ต่อมานายมนูญได้พยายามกลับมาตีสนิทขอคืนดี และได้ใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน น.ส.รัตนา นายมนูญให้สัญญาว่าจะรับผิดชอบดูแล น.ส.รัตนาต่อไป นายสกลโกรธมากจึงต้องการฟ้องหย่า แต่ น.ส.รัตนาต่อสู้ว่านายสกลทราบดีอยู่แล้วว่า น.ส.รัตนาเคยอยู่กินกับนายมนูญ ดังนี้ นายสกลจะฟ้องหย่า น.ส.รัตนาได้หรือไม่ และจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายมนูญได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

มาตรา 1517 วรรคแรก เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) และ(2) ถ้าสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุฟ้องหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

มาตรา 1523 วรรคสองและวรรคสาม สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้

ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516(1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมนูญได้ใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน น.ส.รัตนานั้น ไม่ถือว่า น.ส.รัตนาเป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับนายมนูญเป็นอาจิณตามมาตรา 1516(1) และไม่ถือว่าเป็นกรณีที่ น.ส.รัตนาประพฤติชั่วอันเป็นเหตุให้นายสกลซึ่งเป็นสามีได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(2)(ก) ดังนั้น นายสกลจะฟ้องหย่า น.ส.รัตนาไม่ได้

และการที่ น.ส.รัตนาได้ต่อสู้ว่านายสกลทราบดีอยู่แล้วว่า น.ส.รัตนาได้เคยอยู่กินกับนายมนูญมาก่อน ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1517 วรรคแรก และมาตรา 1523 วรรคสาม ที่จะถือว่าเป็นการที่สามีคือนายสกลได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของนายมนูญ

ดังนั้น เมื่อการกระทำของนายมนูญที่ปลุกปล้ำข่มขืน น.ส.รัตนาซึ่งถือว่าเป็นการล่วงเกิน น.ส.รัตนา ภริยาของนายสกลไปในทำนองชู้สาว นายสกลจึงสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายมนูญได้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

สรุป นายสกลจะฟ้องหย่า น.ส.รัตนาไม่ได้ แต่ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายมนูญได้

 

ข้อ 4 นายถวิลกับนางอำไพเป็นสามีภริยากัน ต่อมาได้ทำบันทึกเป็นสัญญาระหว่างสมรสให้นางอำไพ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสที่เป็นส่วนของนายถวิล โดยมีข้อตกลงกันว่าจะไม่ให้ยกเลิกข้อตกลงในสัญญาระหว่างสมรสนี้ ต่อมานายถวิลและนางอำไพทะเลาะกัน นายถวิลจึงขอบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสให้แก่นางอำไพ แต่นางอำไพไม่สนใจได้โอนขายที่ดินดังกล่าวให้กับนายสมคิดโดยอ้างว่า ได้ทำข้อตกลงกันไว้ไม่ให้ยกเลิกข้อตกลงในสัญญาระหว่างสมรสไว้แล้วจึงทำได้โดยลำพัง เพราะเป็นสินส่วนตัวของตน เช่นนี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1469 สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่ห์หา

มาตรา 1473 สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

มาตรา 1480 วรรคแรก การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายถวิลทำบันทึกเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ให้นางอำไพมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสที่เป็นส่วนของนายถวิล โดยมีข้อตกลงกันว่าจะไม่ให้ยกเลิกข้อตกลงในสัญญาระหว่างสมรสนี้นั้น ย่อมทำให้ที่ดินสินสมรสทั้งหมดตกเป็นสินส่วนตัวของนางอำไพตามมาตรา 1471(3) เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หา นางอำไพจึงมีอำนาจจัดการที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวนี้ได้ตามลำพังตามมาตรา 1473

แต่อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 โดยตกลงกันไม่ให้ยกเลิกข้อตกลงนั้นไม่สามารถทำได้ (ฎ. 5974/2538) ดังนั้น นายถวิลจึงขอบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้ในระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 และเมื่อบอกล้างสัญญาแล้วย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นสินสมรสเช่นเดิม

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางอำไพได้โอนขายที่ดินสินสมรสดังกล่าวให้กับนายสมคิดโดยลำพังจึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1476(1) ที่กำหนดว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรส สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น นายถวิลจึงมีสิทธิฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480

แต่อย่างไรก็ดี หากนายสมคิดได้มาซื้อที่ดินสินสมรสนี้ไปโดยสุจริต กล่าวคือ ไม่รู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายถวิลกับนางอำไพ ดังนี้ นายถวิลย่อมไม่สามารถฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินได้เพราะบทบัญญัติมาตรา 1480 นี้ คุ้มครองบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

สรุป กรณีดังกล่าวข้าพเจ้าเห็นว่า นายถวิลสามารถบอกเลิกสัญญาระหว่างสมรสได้ และสามารถฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างนางอำไพกับนายสมคิดได้ เว้นแต่ถ้านายสมคิดจะได้ซื้อที่ดินไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นายถวิลจะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนไม่ได้

LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 1/2554

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา  2554

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3003 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ 1 นายมนูญอายุ 29 ปี ทำสัญญาหมั้นนางสาวรัศมีอายุ 25 ปี ด้วยแหวนเพชร 1 วง และทอง 5 บาท ต่อมานายมนูญได้จัดงานพิธีมงคลสมรสกับนางสาวรัศมี และตกลงกันว่าจะจดทะเบียนสมรสในอีก 1 ปีข้างหน้า ในระหว่างนั้นเอง นายมนูญได้เที่ยวเตร่หลับนอนกับนางสาวสุดาอายุ 19 ปี และนางสาวสุดาได้ขู่ว่าจะบอกบิดาซึ่งมีนิสัยโมโหร้าย นายมนูญและนางสาวสุดาจึงแอบจดทะเบียนสมรสโดยไม่บอกให้ผู้ใดทราบ ต่อมานางสาวรัศมีทราบความจริงก็โกรธจึงต้องการฟ้องว่าการสมรสไม่ถูกต้องได้หรือไม่ และต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายมนูญได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1437 วรรคแรก การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

มาตรา 1439 เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

มาตรา 1440 ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

มาตรา 1454 ผู้เยาว์จะทำการสมรสให้นำความในมาตรา 1436 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 1503 เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสเพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทำการฝ่าฝืนมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509

มาตรา 1509 การสมรสที่มิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ

มาตรา 1510 วรรคแรก การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะมิได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 เฉพาะบุคคลที่อาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 เท่านั้น ขอให้เพิกถอนการสมรสได้

วินิจฉัย

โดยหลักของกฎหมาย ในกรณีที่มีการหมั้น และการหมั้นมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1437 วรรคแรก คือฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้นแล้ว เมื่อมีการผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาหมั้นย่อมมีสิทธิเรียกให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาหมั้นรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1439 และมาตรา 1440

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมนูญได้ทำการหมั้นกับนางสาวรัศมีด้วยแหวนเพชร 1 วง และทอง 5 บาท โดยตกลงกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันในอีก 1 ปี ข้างหน้านั้น การหมั้นระหว่างนายมนูญกับนางสาวรัศมีมีผลสมบูรณ์ ตามมาตรา 1437 วรรคแรก ดังนั้น เมื่อต่อมานายมนูญได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสุดา จึงถือว่านายมนูญผิดสัญญาหมั้น นางสาวรัศมีจึงมีสิทธิเรียกให้นายมนูญรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1439 และค่าทดแทนที่นางสาวรัศมีสามารถเรียกได้ คือค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของนางสาวรัศมีตามมาตรา 1440(1)

และการที่นายมนูญได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสุดาซึ่งมีอายุ 19 ปี และยังเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดาของนางสาวสุดานั้น เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1509 การสมรสจึงมีผลเป็นโมฆียะ และตามมาตรา 1503 ประกอบกับมาตรา 1510 วรรคแรก ผู้ที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่อาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 เท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้คือ บิดาและมารดาของนางสาวสุดานั่นเอง ดังนั้น นางสาวรัศมีจะฟ้องให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสระหว่างนายมนูญกับนางสาวสุดาไม่ได้

สรุป นางสาวรัศมีจะฟ้องว่าการสมรสไม่ถูกต้องไม่ได้ แต่สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายมนูญได้ ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 2 นายสุริยาหมั้นนางสาวจันทราซึ่งมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว และได้รับความยินยอมจากบิดามารดาด้วยแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1 ล้านบาท ต่อมานายสุริยาก็ไปจดทะเบียนสมรสกับนางสาวนภา เพราะถูกนางสาวนภาข่มขู่ว่าถ้าไม่จดทะเบียนสมรสกับตนจะเปิดเผยว่า นายสุริยาข่มขืนกระทำชำเราตนและเพื่อนของตน

1) การหมั้นระหว่างนายสุริยาและนางสาวจันทรามีผลในทางกฎหมายอย่างไร นางสาวจันทราจะบอกเลิกการหมั้นไม่คืนแหวนเพชรและเรียกค่าทดแทนจากนายสุริยาได้หรือไม่

2) การสมรสระหว่างนายสุริยาและนางสาวนภามีผลในทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1435 การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ

มาตรา 1436 ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ

มาตรา 1437 วรรคแรก การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

มาตรา 1457 การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

มาตรา 1502 การสมรสที่เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน

มาตรา 1507 วรรคแรก ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ

วินิจฉัย

1) กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุริยาหมั้นกับนางสาวจันทราซึ่งมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้วนั้น แม้การหมั้นนั้นจะได้มีการส่งมอบของหมั้นคือแหวนเพชร 1 วง ให้แก่หญิงแล้ว และได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดาของนางสาวจันทราตามมาตรา 1436 และมาตรา 1437 แล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวจันทรายังมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ จึงถือว่าการหมั้นนั้นฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1435 ดังนั้น การหมั้นระหว่างนายสุริยาและนางสาวจันทรามีผลเป็นโมฆะ

และเมื่อการหมั้นดังกล่าวมีผลเป็นโมฆะ จึงถือเสมือนว่าไม่มีการหมั้นกันเกิดขึ้น ดังนั้นนางสาวจันทราจึงต้องคืนของหมั้นคือแหวนเพชรให้แก่นายสุริยา และเมื่อนายสุริยาไปจดทะเบียนสมรสกับนางสาวนภา ก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมั้น ดังนั้นนางสาวนภาก็จะเรียกค่าทดแทนจากนายสุริยาไม่ได้เช่นกัน

2) การที่นายสุริยาได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวนภานั้น เป็นเพราะนางสาวนภาข่มขู่ว่าถ้าไม่จดทะเบียนสมรสกับตนก็จะเปิดเผยว่า นายสุริยาข่มขืนกระทำชำเราตนและเพื่อนของตน ดังนี้ ถือว่าการสมรสได้เกิดขึ้นเพราะถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส ดังนั้น การสมรสระหว่างนายสุริยาและนางสาวนภาจึงมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 1507 วรรคแรก ซึ่งถ้าจะทำให้การสมรสสิ้นสุดลงก็ต้องให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรสนั้น (มาตรา 1502)

สรุป

1) การหมั้นระหว่างนายสุริยาและนางสาวจันทรามีผลเป็นโมฆะ นางสาวจันทราจะบอกเลิกการหมั้นโดยไม่คืนแหวนเพชรและเรียกค่าทดแทนจากนายสุริยาไม่ได้

2) การสมรสระหว่างนายสุริยาและนางสาวนภามีผลเป็นโมฆียะ

 

ข้อ 3 นายเก่งอยู่กินกันฉันสามีภริยากับนางสาวน้อยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นายเก่งไปทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายคงจำนวน 1,000,000 บาท โดยนางสาวน้อยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้นั้น นายเก่งนำเงินทั้งหมดไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง หลังจากนั้นนายเก่งและนางสาวน้อยจดทะเบียนสมรสกัน นายเก่งและนางน้อยย้ายไปอยู่ในบ้านดังกล่าว ต่อมานายเก่งไม่ยอมชำระหนี้เงินกู้ 1,000,000 บาท แก่นายคง นายคงมาทวงเงินที่นายเก่งกู้ไปจากนางน้อย โดยนายคงอ้างว่านางน้อยเป็นภริยาจะต้องร่วมชำระหนี้ด้วย นางน้อยปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นผู้กู้ หลังจากนั้นนายเก่งและนางน้อยทะเลาะกัน นางน้อยย้ายออกมาจากบ้ายไปอาศัยกับพี่ชายของตน พี่ชายของนางน้อยได้จดทะเบียนให้นางน้อยมีสิทธิอาศัยในบ้านพี่ชายนางน้อยเป็นเวลา 10 ปี โดยที่นายเก่งไม่ได้รู้เห็นแต่อย่างใด ต่อมานายเก่งอยากให้นางน้อยกลับไปอยู่ที่บ้านด้วยกันดังเดิม ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า

1) นางน้อยจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ 1,000,000 บาท ที่นายเก่งกู้ยืมมาจากนายคงหรือไม่

2) นายเก่งจะฟ้องศาลขอเพิกถอนการรับสิทธิอาศัยของนางน้อยได้หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1476 สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกินหรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 1480 วรรคแรก การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

มาตรา 1488 ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรส ให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น

มาตรา 1490 หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้

(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนหรือจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ

(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส

(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน

(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

1) หนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท ที่นายเก่งไปทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายคงจัดเป็นหนี้ส่วนตัวของนายเก่งตามมาตรา 1488 เพราะเป็นหนี้ที่นายเก่งได้ก่อขึ้นก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับนางน้อย แม้ว่าภายหลังนายเก่งและนางน้อยจะไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ก็ไม่ทำให้เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490(1) แต่อย่างใด อีกทั้งการที่นางน้อยได้ปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้แก่นายคง ถือได้ว่านางน้อยไม่ได้ให้สัตยาบันในหนี้สินส่วนตัวของนายเก่ง จึงไม่ทำให้เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490(4) ด้วย ดังนั้น นางน้อยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ 1,000,000 บาท โดยนายเก่งจะต้องรับผิดในการชำระหนี้ดังกล่าวแก่นางคงแต่เพียงผู้เดียว

2) การที่นางน้อยจดทะเบียนรับสิทธิอาศัยในบ้านของพี่ชายนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินสมรสแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476(2) ที่กำหนดว่าการก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดซึ่งสิทธิอาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรส สามีภริยาต้องจัดการร่วมกัน ดังนั้น นายเก่งจึงฟ้องศาลขอเพิกถอนการจดทะเบียนรับสิทธิอาศัยของนางน้อยตามมาตรา 1480 วรรคแรก นั้นไม่ได้

สรุป

1) นางน้อยไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ 1,000,000 บาท ที่นายเก่งกู้ยืมมาจากนายคง

2) นายเก่งจะฟ้องศาลขอเพิกถอนการรับสิทธิอาศัยของนางน้อยไม่ได้

 

ข้อ 4 นายไก่และนางไข่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมานายไก่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หลังศาลมีคำสั่ง นางไข่จึงไปอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาทันทีกับนายเป็ดและมีบุตรด้วยกันคือหนึ่ง ต่อมานายไก่กลับมา

1) นายไก่จะฟ้องหย่านางไข่ได้หรือไม่

2) หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร นับแต่เมื่อใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ

มาตรา 1536 วรรคแรก เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณี

มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

วินิจฉัย

1) กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายไก่และนางไข่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และต่อมานายไก่ได้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น มิได้ทำให้การสมรสระหว่างนายไก่และนางไข่สิ้นสุดลงแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงทำให้นางไข่สามารถถือเป็นเหตุฟ้องหย่านายไก่ได้ตามมาตรา 1516(5) เท่านั้น การที่นางไข่ซึ่งยังเป็นภริยาของนายไก่อยู่แต่ได้ไปอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนายเป็ด จึงถือว่าเป็นกรณีที่นางไข่มีชู้และเข้าเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(1) ดังนั้น นายไก่จึงสามารถฟ้องหย่านางไข่ได้

2) หนึ่งซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากนางไข่ในขณะที่ยังถือว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไก่ ย่อมถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่และนางไข่ ตั้งแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก เพราะเป็นบุตรที่เกิดระหว่างสมรสของนายไก่และนางไข่ตามมาตรา 1536 วรรคแรก และ 1546

สรุป

1) นายไก่ฟ้องหย่านางไข่ได้

2) หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่และนางไข่

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน ซ่อม S/2546

การสอบซ่อมภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายแดงเห็นที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ในทำเลที่ดีมาก  เจ้าของที่ดินได้ติดประกาศขายไว้ในราคา  1  ล้านบาท  นายแดงต้องการซื้อไว้เพื่อขายเก็งกำไร  แต่นายแดงมีเงินไม่พอ  จึงได้ชักชวนนายขาวลงเงินกันคนละ  5  แสนบาท  เพื่อซื้อที่ดินแปลดังกล่าวไว้ขายเพื่อหากำไรมาแบ่งกัน  แต่นายขาวเกรงว่าหากขายไม่ได้เวลาที่กำหนดหรือขายได้น้อยกว่าทุนที่ลงไปก็อาจขาดทุนได้  นายขาวจึงให้นายแดงทำหนังสือนับรองไว้ว่าหากขายที่ดินได้ต่ำกว่าราคาทุน  นายแดงจะประกันคืนเงินให้นายขาวจนครบ  5  แสนบาท  นายขาวจึงตกลงและมอบเงินให้นายแดงไป  5  แสนบาท  เพื่อไปซื้อที่ดินดังกล่าว  โดยใส่ชื่อนายแดงเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว  ดังนี้  ข้อตกลงของนายแดงและนายขาวนี้จะเป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1012  อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น

วินิจฉัย

ข้อตกลงของนายแดงและนายขาวที่มีการลงทุนร่วมกันด้วยเงินคนละ  5  แสนบาท  เพื่อทำกิจการซื้อที่ดินมาขายหากำไรมาแบ่งกัน  จึงเป็นลักษณะของสัญญาเข้าหุ้นส่วนกัน  ตามมาตรา  1012  แม้จะมีข้อตกลงเพิ่มเติมว่าหากขายได้ต่ำกว่าทุนที่ลงไป  นายแดงจะคืนเงินให้นายขาวจนครบ  5  แสนบาทตามที่ได้ลงทุน  ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้สัญญาเข้าหุ้นเสียไปแต่อย่างใด  เพราะสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนจึงจะตกลงกันอย่างไรก็ได้  ข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา  1012  แล้ว  กล่าวคือ  มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเข้าทุนกัน  เพื่อทำกิจการร่วมกัน  ด้วยวัตถุประสงค์แบ่งปันกำไร  อันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น

สรุป  ข้อตกลงของนายแดงและนายขาว  เป็นสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันตามมาตรา  1012

 

ข้อ  2  นายอาทิตย์  นายจันทร์  และนายอังคาร  ได้ตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด  โดยนายอาทิตย์และนายจันทร์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  นายอังคารเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้ได้จดทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และได้ดำเนินกิจการมาเป็นเวลาสองปีแล้ว  ต่อมานายจันทร์ต้องการไปประกอบอาชีพเช่นเดียวกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนจึงเกรงว่าจะเป็นการกระทบกับผลประโยชน์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด  นายจันทร์จึงขอลาออกจากห้างฯแต่หุ้นส่วนทั้งสองคือนายอาทิตย์และนายอังคารไม่ยอมให้ออก  นายจันทร์จึงมาปรึกษาท่านว่าในกรณีดังกล่าวข้างต้น   หากนายจันทร์ยังเป็นหุ้นส่วนอยู่  นายจันทร์จะมีสิทธิประกอบกิจการค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่  ให้ท่านแนะนำนายจันทร์

ธงคำตอบ

มาตรา  1090  ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะประกอบการค้าขายอย่างใดๆ  เพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกก็ได้  แม้ว่าการเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนก็ไม่ห้าม

วินิจฉัย

นายจันทร์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  จึงมีสิทธิประกอบกิจการค้าขายที่มีสภาพเป็นอย่างเดียวกันกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนจำกัด  ซึ่งการค้าขายที่มีสภาพอย่างเดียวกันนี้ก็หมายถึงการค้าขายที่เป็นกิจการอย่างเดียวกัน  และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั่นเอง  ซึ่งบทบัญญัติมาตรา  1090  อนุญาตให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดดำเนินการได้  เพราะหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดนี้ถูกต้องห้ามมิให้เข้ามาจัดการงานของห้างฯ  หุ้นส่วนประเภทนี้จึงอาจประกอบกิจการแข่งขันกับกิจการงานของห้างได้

สรุป  ข้าพเจ้าจะแนะนำนายจันทร์ว่า  นายจันทร์มีสิทธิประกอบกิจการค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนได้

 

ข้อ  3  บริษัท  นพคุณ  จำกัด  มีทุนจดทะเบียน  2  ล้านบาท  โดยแบ่งออกเป็น  1  แสนหุ้น  มูลค่าหุ้นละ  20  บาท  บริษัทนี้ได้ประกอบกิจการมาหลายปีแล้ว  มีกำไรดีทุกปี  จนมีทุนสำรองนับได้  1  แสนบาท  ต่อมาบริษัทต้องการลดทุนลงเหลือ  1  ล้านบาท  โดยลดมูลค่าหุ้นให้ต่ำลงเหลือหุ้นละ  10  บาท  คณะกรรมการจึงได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อปรึกษาในเรื่องการลดทุนตามวิธีการดังกล่าว  ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ลงมติครั้งแรกด้วยคะแนนเสียงสามในสี่ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและออกเสียงทั้งหมดให้ลดทุนตามวิธีการดังกล่าวข้างต้น  ต่อมาได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นอีกเป็นครั้งที่สองตามที่กฎหมายกำหนดและในการประชุมครั้งที่สองนี้  คณะกรรมการได้เสนอให้ลดทุนลงเหลือ  1  ล้านบาทเหมือนเดิม  โยวิธีลดจำนวนหุ้นลงเหลือ  5  หมื่นหุ้น  แต่มูลค่าหุ้นให้คงไว้ที่  20  บาทเท่าเดิม  เนื่องจากเกรงว่าหาดลดมูลค่าหุ้นลงจะทำให้ราคาหุ้นตก  บุคคลภายนอกที่มาติดต่อค้าขายกับบริษัทจะไม่เชื่อถือในหลักทรัพย์ของบริษัท  ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ฟังเหตุผลของคณะกรรมการแล้วก็เห็นคล้อยตามจึงได้ลงมติเป็นเอกฉันตามที่คณะกรรมการเสนอ  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  การลดทุนของบริษัท  นพคุณ  จำกัด  ชอบด้วยหลักกฎหมายหรือไม่  

ธงคำตอบ

มาตรา  1194  วรรคแรก  ถ้าที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติอันใดเป็นลำดับกันสองครั้งประชุมแล้ว  มติอันนั้นท่านให้ถือว่าเป็นมติพิเศษ  เมื่อได้ทำให้เป็นไปโดยวิธีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้  คือ

วรรคท้าย  ที่ประชุมครั้งหลังได้ลงมติยืนตามมติของที่ประชุมครั้งแรกโดยคะแนนเสียงข้างมากนับได้ไม่น้อยกว่าสองในสามส่วนของจำนวนเสียงทั้งหมด

วินิจฉัย

การลดทุนของบริษัท  นพคุณ  จำกัด  ไม่ชอบด้วยมาตรา  1194  กล่าวคือ  ที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่สอง  มิได้ลงมติยืนตามมติของที่ประชุมครั้งแรก  เนื่องจากมติที่ประชุมครั้งแรกได้ลงมติลดทุนด้วยการลดมูลค่าหุ้นให้ต่ำลงเหลือหุ้นละ  10  บาท  แต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่สองได้ลงมติลดทุนด้วยการลดจำนวนหุ้นให้ต่ำลง  มติครั้งแรกกับมติครั้งที่สองจึงต่างกัน  เมื่อมติครั้งที่สองมิได้ลงมติยืนตามมติครั้งแรก  การลงมติให้ลดทุนของบริษัทนพคุณ  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  การลดทุนของบริษัท  นพคุณ  จำกัด  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน S/2546

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2546

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายแสงกับนางโสมเป็นพี่น้องกัน  ได้ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันโดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  มีวัตถุประสงค์เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู  โดยลงหุ้นกันคนละ  3  หมื่นบาท  และใช้ชื่อร้านว่า  ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูเต็กกอ  นครปฐม

โดยเปิดขายที่ถนนรามคำแหง  ซอย  49/1  เหตุที่ใช้ชื่อนี้ก็เพราะว่า  ได้ตกลงกับนายเต็กกอ  แซ่ตั้ง  ซึ่งเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูที่จังหวัดนครปฐมมาก่อน  จนมีลูกค้ามากมาย  มีชื่อเสียงโงดังคนรู้จักกันไปทั่ว  โดยนายเต็กกอ  แซ่ตั้ง  ได้เรียกเก็บเงินเป็นค่าตอบแทนจำนวน 15,000  บาท  และยอมให้นายแสงและนางโสม  ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อร้านก๋วยเตี๋ยว  และนายเต็กกอจะเป็นผู้นำลูกชิ้นหมูที่ตนผลิตได้มาส่งขายให้นายแสงและนางโสม  เพื่อนำมาทำเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูขายต่อไป

ต่อมานายแสงได้กู้ยืมเงินนางแมวจำนวน  100,000  บาท  เพื่อนำมาขยายกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยว  โดยนางแมวเห็นว่าร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูเต็กกอ  นครปฐม  ที่นายแสงและนางโสมทำอยู่นี้รสอร่อยเป็นที่ถูกปากของลูกค้า  และเข้าใจว่านายเต็กกอ  แซ่ตั้ง  เป็นหุ้นส่วนด้วย 

จึงยอมให้กู้เงินไป  แต่เมื่อหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระ  นางแมวก็ทวงถามจากนายแสงและนางโสม  แต่ทั้งสองคนไม่มีเงินชำระหนี้  นางแมวจึงได้ทวงถามจากนายเต็กกอ  แซ่ตั้ง  แต่นายเต็กกอไม่ยอมชำระหนี้  โดยอ้างว่าตนมิใช่หุ้นส่วนกับนายแสง  นางโสม  และตนไม่ใช่เจ้าของร้านแห่งนี้  แต่การที่ตนยอมให้นายแสงกับนางโสมใช้ชื่อตนเป็นชื่อร้านก็เพราะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจการค้าสมัยใหม่  ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากใครๆก็เข้าใจดี  นางแมวจึงมาปรึกษาท่านว่าในกรณีดังกล่าวข้างต้น

ข้ออ้างของนายเต็กกอจะรับฟังได้หรือไม่  ให้ท่านแนะนำนางแมวด้วย

ธงคำตอบ

มาตรา  1054  วรรคแรก  บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี  ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี  ด้วยกิริยาก็ดี  ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี  หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี  ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน

วินิจฉัย

ข้ออ้างของนายเต็กกอ  รับฟังไม่ได้  เนื่องจากนายเต็กกอซึ่งไม่ได้เป็นหุ้นส่วนร่วมกับนายแสงและนางโสม  แต่ได้ยอมให้นายแสงและนางโสมนำชื่อตนไปใช้เป็นชื่อห้างหุ้นส่วน  และนางแมวก็เข้าใจโดยสุจริตว่า  นายเต็กกอเป็นหุ้นส่วนร่วมกับนายแสงและนางโสม  นายเต็กกอจึงต้องรับผิดต่อนางแมวในหนี้เงินกู้ดังกล่าวเสมือนเป็นหุ้นส่วน  ตามมาตรา  1054  วรรคแรก

สรุป  ข้าพเจ้าจะแนะนำนางแมวว่า  ข้ออ้างของนายเต็กกอรับฟังไม่ได้  นายเต็กกอจึงต้องรับผิดต่อนางแมว

 

ข้อ  2  นายเอกและนายโท  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  โดยนายเอกเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ส่วนนายโทเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ห้างนี้ได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  ดำเนินกิจการมาได้  8  ปี  ขาดเงินสดหมุนเวียน  นายเอกจึงได้ไปกู้ยืมเงินจากนายจัตวา  จำนวน  500,000  บาท  เพื่อนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนของห้างฯ  แต่นายจัตวาได้ให้นายเอกนำอาคารที่ทำการของห้างฯ  มาจำนองเป็นการประกันหนี้เงินกู้รายนี้ด้วย  นายโททราบเรื่องดังกล่าวก็เกรงว่าห้างฯ  จะถูกยึดบังคับขายทอดตลาด  หากไม่มีเงินมาชำระหนี้แก่นายจัตวา  นายโทจึงฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการจำนอง  แต่นายจัตวาต่อสู้ว่านายโทมิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการไม่มีอำนาจฟ้อง  ขอให้ศาลยกฟ้อง  ดังนี้  ข้อต่อสู้ของนายจัตวารับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1087  อันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ท่านว่าต้องให้เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

วินิจฉัย

ข้อต่อสู้ของนายจัตวารับฟังไม่ได้  เนื่องจากนายโทเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  จึงมีอำนาจจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักษาผลประโยชน์ของห้าง  การดำเนินในทางการค้าขายตามวัตถุประสงค์หรือในทางธรรมดาการค้าขายของห้าง  รวมทั้งการฟ้องร้องต่อสู้คดีแทนห้างด้วย  เมื่อนายเอกได้สอดเข้าจัดการงานของห้างโดยกู้ยืมเงินนายจัตวา  พร้อมทั้งนำอาคารที่ทำการของห้างฯ  มาจำนองประกันหนี้เงินกู้รายดังกล่าว  นายโทซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเกรงว่าห้างฯ  จะเสียหาย  นายโทก็มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจำนองได้  เพราะการฟ้องคดีก็ถือว่าเป็นการจัดการงานของห้างด้วยอย่างหนึ่ง  นายโทจึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา  1087

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายจัตวารับฟังไม่ได้

 

ข้อ  3  ประธานกรรมการบริษัทฯ  ได้บอกกล่าวนัดประชุมใหญ่  โดยมอบหมายให้เลขานุการของตนโทรศัพท์แจ้งไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน  ผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับทราบเรื่องนัดประชุมแล้ว  แต่บางคนก็มิได้มาประชุม   เพราะเห็นว่าเป็นการบอกกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ดังนี้  หากได้มีการประชุมกันและลงมติไปแล้ว  ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้มาประชุม  จะฟ้องขอให้เพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ในครั้งนั้นได้หรือไม่  

ธงคำตอบ

มาตรา  1175  คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทุกคราวนั้นให้ลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ฉบับหนึ่ง  ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันหรือส่งทางไปรษณีย์ไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน  บรรดามีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

ในคำบอกกล่าวนั้น  ให้ระบุสถานที่  วัน  เวลา  และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากันนั้นด้วย

มาตรา  1195  การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน  หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี  หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี  เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว  ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย  แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น

มาตรา  1244  อันหนังสือบอกกล่าวซึ่งบริษัทจะพึงส่งถึงผู้ถือหุ้นนั้น  ถ้าว่าได้ส่งมอบให้แล้วถึงตัวก็ดี  หรือส่งไปโดยทางไปรษณีย์สลักหลังถึงสำนักอาศัยของผู้ถือหุ้นดังที่ปรากฏในทะเบียนของบริษัทแล้วก็ดี  ท่านให้ถือว่าเป็นอันได้ส่งชอบแล้ว

วินิจฉัย

การบอกกล่าวเรียกประชุมทางโทรศัพท์  เป็นการบอกกล่าวเรียกประชุมที่มิได้ทำตามมาตรา  1175  หรือมาตรา  1244  จึงเป็นการบอกกล่าวที่มิชอบด้วยกฎหมาย  จึงถือว่าเป็นการนัดประชุมที่ไม่ถูกต้อง  มติในที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้เข้าประชุมจึงร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ผิดระเบียบนี้ได้  ตามมาตรา  1195

หมายเหตุ  อนึ่งในข้อ  3  นี้  หากนักศึกษาได้วินิจฉัยว่า  การบอกกล่าวการประชุม  เมื่อบอกไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนโดยทางโทรศัพท์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันนัดประชุม  เมื่อผู้ถือหุ้นทุกคนทราบกำหนดนัดประชุมแล้ว  ก็ถือว่าการนัดประชุมครั้งนี้ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้ถือหุ้นที่มิได้เข้าประชุม  จะเพิกถอนมติที่ประชุมได้เพราะเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต  กล่าวคือ  เมื่อผู้ถือหุ้นทุกคนทราบแล้ว  ก็ควรมาประชุมจะอ้างว่าการบอกกล่าวไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายจึงไม่ยอมมาร่วมประชุม    และขอเพิกถอนมติ  หากมติดังกล่าวตนไม่พอใจการกระทำอย่างนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจรติตามมาตรา  5  หากนักศึกษาวินิจฉัยในทำนองอย่างนี้ก็ให้ได้คะแนนเช่นเดียวกัน

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 2/2547

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายบุญมา  นายบุญมี  นายบุญมาก  ได้ตกลงตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  มีวัตถุประสงค์ค้าขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง  และตกลงให้นายบุญมากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  นายบุญมากได้ไปกู้เงินจากนายเอกมาสองแสนบาทเพื่อจ่ายค่าปูนซีเมนต์ที่ซื้อมาขายในร้าน ต่อมานายบุญมาได้ไปชวนนายบุญเกิดเข้ามาเป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งโดยนายบุญมีและนายบุญมากเห็นชอบด้วย  พอสิ้นปีห้างหุ้นส่วนค้างชำระหนี้นายเอกอยู่อีกหนึ่งแสนบาท  ดังนี้  นายเอกฟ้องให้ผู้ใดชำระเงินกู้ต่อตนได้บ้าง  อธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1050  การใดๆอันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆด้วย  และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้  อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

มาตรา  1052  บุคคลผู้ข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใดๆ  ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย

วินิจฉัย

หนี้เงินกู้สองแสนบาทที่กู้จากนายเอกเพื่อจ่ายค่าปูนซีเมนต์เป็นหนี้ในทางธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา  1050  จึงผูกพันหุ้นส่วนทุกคนได้ร่วมกันรับผิด

ส่วนนายบุญเกิดแม้เพิ่งเข้ามาเป็นหุ้นส่วนที่หลังการกู้เงิน  แต่มาตรา  1052  ให้หุ้นส่วนที่เข้ามาทีหลังต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ทั้งหลายที่มีอยู่ในห้างหุ้นส่วนด้วย  ดังนั้นนายเอกจึงฟ้องนายบุญเกิดได้

สรุป  นายเอกมีสิทธิฟ้องทั้งนายบุญมา  นายบุญมี  นายบุญมาก  และนายบุญเกิด  ให้ร่วมกันรับผิดในหนี้เงินกู้

 

ข้อ  2  นายหนึ่ง  นายสอง  และนายสาม  เข้าหุ้นกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขายบะหมี่สำเร็จรูป  และจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนใน  พ.ศ. 2546 นายหนึ่งและนายสองเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ส่วนนายสามเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ต่อมานายสามได้จ่ายเช็ค  1  ฉบับ  โดยลงลายมือชื่อตนเองและประทับตราห้าง  ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้าง  จำนวน  30,000  บาท  โดยนายหนึ่งและนายสองมอบหมายให้นายสามลงชื่อในเช็คแทนตนได้  ดังนี้  หากหนี้ถึงกำหนดชำระปรากฏว่าเช็คของห้างใบที่นายสามลงชื่อเป็นเช็คเด้ง  เจ้าหนี้จะฟ้องให้ใครรับผิดในหนี้ดังกล่าวได้บ้าง  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1050  การใดๆอันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆด้วย  และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้  อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

มาตรา  1087  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา  1088  วรรคแรก  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน  ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน

มาตรา  1095  วรรคแรก  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

วินิจฉัย

เจ้าหนี้ฟ้องนายหนึ่งและนายสองได้เพราะนายหนึ่งและนายสองเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด  ต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา  1050 ในหนี้ที่เป็นในทางธรรมดาการค้าขายของห้าง

เจ้าหนี้ฟ้องนายสามได้  แม้จะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วเจ้าหนี้ของห้างไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้จนกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกัน  ตามมาตรา  1095  วรรคแรก  แต่นายสามไม่มีอำนาจจัดการงานของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา  1087  ดังนั้นการเซ็นเช็คและประทับตราห้างเพื่อชำระหนี้ของห้างเป็นการสอดเข้าไปจัดการของห้างฯ  จึงต้องร่วมรับผิดกับหุ้นส่วนอื่นๆ  โดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา  1088  วรรคแรก  และแม้ห้างยังไม่เลิกก็ฟ้องได้ทันที

เจ้าหนี้ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดให้รับผิดได้  เพราะห้างมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล  จึงถูกฟ้องได้แยกต่างหากจากหุ้นส่วน  และเมื่อผู้จัดการเป็นผู้มอบหมายให้นายสามเซ็นเช็คแทนตน  เช็คใบนี้จึงผูกพันห้าง  ห้างปฏิเสธไม่ชำระหนี้ตามเช็คนี้ไม่ได้

 

ข้อ  3  สมจิตเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัททอผ้าแห่งหนึ่ง  และต่อมาได้รับเลือกให้เป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าว  โดยผู้ถือหุ้นทั้งหลายไม่ทราบว่าสมใจภรรยาของสมจิตมีกิจการทอผ้าตั้งอยู่ในท้องที่เดียวกับที่บริษัทตั้งอยู่  และเปิดกิจการมาหลายปีแล้ว  สมจิตได้ทำหน้าที่กรรมการบริษัทด้วยความระมัดระวังเช่นบุคคลค้าขายทั้งหลายพึงกระทำโดยไม่มีความบกพร่อง  แต่บริษัทก็ยังขาดทุนเป็นเงิน  50,000  บาท  ในตอนสิ้นปี  ต่อมาผู้ถือหุ้นทั้งหลายทราบว่าภรรยาของสมจิตมีกิจการประเภทเดียวกับบริษัท  จึงต้องการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสมจิต  ดังนี้  สมจิตจะต้องรับผิดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1168  วรรคแรก  ในอันที่จะประกอบกิจการของบริษัทนั้น  กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง

วรรคสาม  อนึ่งท่านห้ามมิให้ผู้เป็นกรรมการประกอบการค้าขายใดๆ  อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทนั้น  ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น  หรือเข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างค้าขายอื่นซึ่งประกอบกิจการมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และแข่งขันกับกิจการของบริษัท  โดยมิได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น

วรรคท้าย  บทบัญญัติที่กล่าวมาข้างบนนี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนของกรรมการด้วย

วินิจฉัย

สมจิตแม้ว่าจะเป็นกรรมการบริษัท  แต่ก็มิได้ประกอบการค้าขายใดๆ  อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัท  ตามมาตรา  1168  วรรคสาม  และแม้สมใจจะเป็นภรรยาของสมจิตแต่ก็ไม่ถือว่าสมใจเป็นผู้แทนของสมจิตแต่อย่างใด  ตามมาตรา 1168  วรรคท้าย  สมจิตจึงไม่ต้องรับผิด  และแม้ว่าบริษัทขาดทุนเป็นเงิน  50,000  บาท  สมจิตก็ไม่ต้องรับผิด  เพราะสมจิตได้ทำหน้าที่กรรมการบริษัทด้วยความระมัดระวังเช่นบุคคลค้าขายทั้งหลายพึงกระทำโดยไม่มีความบกพร่องแล้ว  ตามมาตรา  1168  วรรคแรกซึ่งตามธรรมดาของการค้าขายนั้นก็ต้องมีขาดทุนบ้าง  ดังนั้น  สมจิตจึงไม่ต้องรับผิดใดๆ

สรุป  สมจิตไม่ต้องรับผิดใดๆ  บริษัทจึงฟ้องให้สมจิตรับผิดไม่ได้

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน ซ่อม S/2547

การสอบซ่อมภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเดชกับนายอุดมตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งขายเป็นแปลงๆ  นายเดชแต่ผู้เดียวไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากนายแดงเพื่อนำมาจัดสรรขายตามวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  แต่เมื่อถึงวันนัดโอนที่ดินนายเดชผิดนัดไม่ไปรับโอนที่ดิน  ดังนี้  นายแดงจะฟ้องนายเดชและนายอุดมร่วมกันให้ชำระราคาที่ดินที่เหลือและรับโอนที่ดินได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1050  การใดๆอันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆด้วย  และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้  อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

วินิจฉัย

การซื้อที่ดินของนายเดช  เพื่อจะนำมาจัดสรรขายถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามมาตรา  1050  แม้นายเดชจะเป็นผู้ทำสัญญากับนายแดงแต่เพียงผู้เดียว  นายอุดมซึ่งเป็นหุ้นส่วนก็ต้องร่วมกันรับผิดกับนายเดชด้วย  เพราะหนี้ค่าที่ดินเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการจัดการงานของห้างฯ  นายอุดมจึงต้องร่วมกันรับผิดกับนายเดช  นายแดงจึงฟ้องนายเดชและนายอุดม  ให้ชำระราคาที่ดินที่เหลือและรับโอนที่ดินได้

 

ข้อ  2  นายศรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  แต่นายศรีได้ใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างฯ  ต่อมานายศรีทราบว่าจะต้องรับผิดในหนี้ทั้งหลายของห้างฯ  เช่นเดียวกับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  นายศรีจึงโอนหุ้นของตนทั้งหมดให้นายศักดิ์  ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก  โดยนายศักดิ์ก็ทราบเรื่องดังกล่าวดี  แต่ก็ยอมรับการโอน  เพราะเสียค่าตอบแทนเล็กน้อย  และได้ใช้การจดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้เป็นหุ้นส่วนจากเดิมนายศรีเป็นนายศักดิ์  ดังนี้ถามว่า  หนี้สินต่างๆของห้างที่เกิดขึ้นก่อนที่นายศรีจะโอนหุ้นให้นายศักดิ์เจ้าหนี้ของห้างฯ  จะฟ้องนายศักดิ์ให้รับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1082  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

มาตรา  1095  วรรคแรก  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

วินิจฉัย

เจ้าหนี้จะฟ้องนายศักดิ์ให้รับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนไม่ได้  เพราะนายศักดิเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและมิได้นำชื่อของตนไปใช้เป็นชื่อห้างแต่ประการใด  ตามมาตรา  1082  แม้นายศักดิ์จะทราบเรื่องของนายศรีดี  แต่หนี้สินของห้างฯ  ที่นายศรีต้องรับผิดก็ไม่ได้โอนมาให้นายศักดิ์ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน  นายศักดิ์จึงรับผิดในฐานเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเท่านั้น  แต่เจ้าหนี้ของห้างจะฟ้องนายศักดิ์ให้รับผิดได้ก็ต่อเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันแล้ว  ตามมาตรา  1095  วรรคแรก

สรุป  หนี้สินต่างๆ  ของห้างที่เกิดขึ้นก่อนที่นายศรีจะโอนหุ้นให้นายศักดิ์  เจ้าหนี้ของห้างฯ  จะฟ้องนายศักดิ์ให้รับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนไม่ได้

 

ข้อ  3  บริษัท  นพคุณ  จำกัด  ได้มีมติพิเศษ  ซึ่งได้มีการประชุมครั้งที่สองเมื่อวันที่  15  สิงหาคม  2548ให้เพิ่มทุนอีก  10  ล้านบาท  ด้วยการออกหุ้นใหม่อีก  100,000  หุ้น  มูลค่าเท่าเดิมคือ  หุ้นละ  100  บาท  โดยจะขายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ได้สั่งจองหุ้นใหม่ภายในวันที่  31 สิงหาคม  2548  ในราคาหุ้นละ  80  บาท  ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า  มติดังกล่าว  ขัดต่อกฎหมายในเรื่องการขายหุ้นหรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  1105  วรรคแรก  อันหุ้นนั้น  ท่านห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้

วินิจฉัย

มติดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติมาตรา  1105  วรรคแรก  เนื่องจากเป็นการขายหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้  ซึ่งทำไม่ได้เลย  ดังนั้นเมื่อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนไว้มีมูลค่าหุ้นละ  100  บาท  บริษัทก็ต้องจำหน่ายเพื่อค่าตอบแทนมีค่าไม่ต่ำกว่าหุ้นละ  100  บาท  (ทั้งนี้บทบัญญัติมาตรา  1105  นี้  เป็นบทบังคับเด็ดขาดไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  นายทะเบียนที่รับจดทะเบียนก็ไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้เป็นพิเศษ  เพราะเกี่ยวกับส่วนได้เสียของประชาชนทั้งมวลที่ทำการค้าขายเกี่ยวข้องกับบริษัท)

สรุป  มติดังกล่าวขัดต่อกฎหมายในเรื่องการขายหุ้น

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน S/2547

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2547

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  เอก  โท  และตรีตกลงเข้าหุ้นส่วนกัน  โดยจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  มีวัตถุประสงค์ค้าขายน้ำมันเชื้อเพลิง  โดยเปิดเป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทุกชนิด  มีสัญลักษณ์ตราเชลล์บริการ

โดยเปิดบริการที่อำเภอวังน้อย  จังหวัดอยุธยา  ทั้งหมดตกลงให้นายเอกเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ต่อมาเอกไปกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ  สาขาวังน้อย  เพื่อนำมาปรับปรุงลานจอดรถ  ห้องน้ำ  และห้องสุขา  ตลอดจนร้านจำหน่ายของในบริเวณปั๊มน้ำมันแห่งนี้  เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาเติมน้ำมัน  โดยที่โทและตรีได้เคยคัดค้านแล้ว  แต่เอกไม่เชื่อฟัง

ต่อมาเมื่อหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระ  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไม่มีเงินชำระหนี้  ธนาคารกรุงเทพ  จึงเรียกร้องให้  เอก  โท  และตรีชำระหนี้แทน  แต่โทและตรี  อ้างว่าการกู้ยืมเงินครั้งนี้อยู่นอกวัตถุประสงค์ของห้างที่มีวัตถุประสงค์จำหน่ายน้ำมันโทและตรีจึงไม่ต้องรับผิด  อีกทั้งก็ได้เคยคัดค้านไว้แล้ว  ซึ่งธนาคารกรุงเทพ  ผู้เป็นเจ้าหนี้ก็ทราบดี  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ข้ออ้างของโทและตรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1050  การใดๆอันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆด้วย  และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้  อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

วินิจฉัย

การที่เอกไปกู้ยืมเงินมาเพื่อนำมาปรับปรุงลานจอดรถ  ห้องน้ำ  และห้องสุขา  ตลอดจนปรับปรุงร้านจำหน่ายสินค้าในบริเวณปั๊มน้ำมันแห่งนี้  แม้การกระทำในเรื่องดังกล่าวจะมิใช่วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลแห่งนี้  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องอยู่ในวิสัยปกติธรรมดาของการค้าขายจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพราะต้องมีลานจอดรถที่เพียงพอกับลูกค้ามีห้องน้ำ  ห้องสุขา  ตลอดจนต้องมีร้านสะดวกซื้อในบริเวณปั๊มน้ำมันเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้มาเติมน้ำมัน  จึงอาจกล่าวได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่หุ้นส่วนผู้จัดการได้จัดทำไปในทางธรรมดาของการจำหน่ายน้ำมัน  ซึ่งหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้เงินกู้นี้  ตามมาตรา  1050  ข้ออ้างของโทและตรีที่ว่าการกู้ยืมเงินอยู่นอกวัตถุประสงค์ของห้างฯ  จึงย่อมฟังไม่ขึ้น  ส่วนประเด็นที่อ้างว่าได้คัดค้านไว้แล้วก็มิอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ได้  เนื่องจากเป็นเรื่องภายในระหว่างหุ้นส่วนทั้งหลายที่จะต้องไปว่ากล่าวกันเอง

สรุป  ข้ออ้างของโทและตรีฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  2  อาทิตย์  จันทร์  และอังคาร  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกัน  โดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีอาทิตย์เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ส่วนจันทร์และอังคารเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  ทั้งหมดลงหุ้นกันคนละ  2  ล้านบาท  และได้ส่งเงินลงหุ้นมาแล้วคนละ  1  ล้านบาท  ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้จดทะเบียนเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เปิดดำเนินการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของห้างมาได้สองปีแล้ว  ปรากฏว่าขาดทุนทุกปี  นายจันทร์และนายอังคารเห็นว่า  หากปล่อยให้อาทิตย์จัดการห้างต่อไป  ก็คงต้องขาดทุนอีก  เพราะนายอาทิตย์ขาดประสบการณ์ในเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์  เวลาอธิบายขายเครื่องลูกค้าไม่ค่อยเข้าใจ  หากปล่อยไปเช่นนี้  ก็คงต้องควักทุนอีกคนละ  1  ล้านบาทแน่นอน  จึงปรึกษากันว่าควรจ้างคนนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการค้าขายเครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นผู้จัดการห้างแทนนายอาทิตย์  ซึ่งนายอาทิตย์ก็ไม่ขัดข้อง  จันทร์และอังคารจึงตกลงจ้างนายพุธมาเป็นผู้จัดการห้าง  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่าการที่นายจันทร์และอังคารจ้างนายพุธมาเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด  เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  และบุคคลทั้งสองต้องรับผิดอย่างใดในการกระทำของนายพุธ

ธงคำตอบ

มาตรา  1088  วรรคแรก  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน  ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน

แต่การออกความเห็นและแนะนำก็ดี  ออกเสียงเป็นคะแนนนับในการตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามกรณีที่มีบังคับไว้ในสัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ดี ท่านหานับว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่

วินิจฉัย

การกระทำของจันทร์และอังคารที่จ้างนายพุธมาเป็นผู้จัดการห้างฯ  เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจเนื่องจากไม่มีข้อตกลงกันไว้ก่อนให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตั้งหรือถอนผู้จัดการได้  การที่จันทร์และอังคารจ้างนายพุธมาเป็นผู้จัดการห้างฯ  จึงเป็นการตั้งผู้จัดการโดยปราศจากอำนาจ  จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เมื่อนายพุธได้ดำเนินกิจการงานของห้างและเป็นหนี้บุคคลภายนอก  นายจันทร์และนายอังคารต้องรับผิดในหนี้นั้นด้วยโดยไม่จำกัดจำนวน  เพราะถือว่าเป็นการสอดเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดตามมาตรา  1088

สรุป  การที่นายจันทร์และนายอังคารจ้างนายพุธมาเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด  เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและบุคคลทั้งสองต้องรับผิดในการกระทำของนายพุธ

 

ข้อ  3  บริษัท  นพรัตน์  จำกัด  มีกรรมการทั้งหมดสี่คน  คือ  นายหนึ่ง  นางสอง  นายสาม   และนางสี่ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคนละสี่ปี  เมื่อหมดวาระต้องเลือกตั้งใหม่  ข้อบังคับของบริษัทมีว่าการลงนามผูกพันบริษัทต้องมีกรรมการสองคนลงนามร่วมกัน  และประทับตราบริษัทด้วยจึงจะผูกพันบริษัท  ข้อบังคับนี้ได้จดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  บริษัทได้เปิดดำเนินการมาได้สามปีเศษ  นายหนึ่งก็ได้ถึงแก่กรรม  ส่วนนางสี่ได้ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  นางสอง  นายสาม  และนางสี่  จึงมาปรึกษาท่านว่า  พวกเขาเหล่านั้นจะมีอำนาจตั้งนายห้าเป็นกรรมการแทนนายหนึ่งได้หรือไม่  และการที่นางสี่ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจะสามารถลงนามในสัญญาผูกพันบริษัทได้หรือไม่  ให้ท่านแนะนำบุคคลทั้งสาม   

ธงคำตอบ

มาตรา  1151  อันผู้เป็นกรรมการนั้น  เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้งหรือถอนได้

มาตรา  1154  ถ้ากรรมการคนใดล้มละลาย  หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถไซร้  ท่านว่ากรรมการคนนั้นเป็นอันขาดจากตำแหน่ง

มาตรา  1155  ถ้าตำแหน่งว่างลงในสภากรรมการเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามเวรไซร้  ท่านว่ากรรมการจะเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่ให้เต็มที่ว่างก็ได้  แต่บุคคลที่ได้เป็นกรรมการใหม่เช่นนั้น  ให้มีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการผู้ออกไปนั้นชอบที่จะอยู่ได้

วินิจฉัย

เมื่อนายหนึ่งถึงแก่กรรม  จึงมีตำแหน่งว่างลงในสภากรรมการเพราะเหตุอื่นมิใช่เป็นการออกตามวาระ  กรรมการที่เหลือคือนางสอง  นายสาม  และนางสี่  ก็สามารถตั้งผู้ใดเป็นกรรมการแทนนายหนึ่งได้ตามมาตรา  1155  ซึ่งมาตรานี้เป็นข้อยกเว้นของมาตรา  1151  ที่ว่า  อันผู้เป็นกรรมการนั้นเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้งหรือถอนได้  ส่วนนางสี่แม้จะถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  ก็ยังสามารถจัดการงานของบริษัทได้  เพราะการที่ศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ทำให้นางสี่ต้องขาดจากตำแหน่งกรรมการแต่อย่างใด  เพราะศาลยังมิได้พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย (มาตรา  1154)  ดังนั้นนางสี่ก็สามารถลงนามในสัญญาผูกพันบริษัทได้

สรุป  นางสอง  นายสาม  นางสี่  ตั้งนายห้าเป็นกรรมการได้  และนางสี่ลงนามในสัญญาผูกพันบริษัทได้

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน ซ่อม 1/2548

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายเอก  นายโท  และนายตรี  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันโดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนมีวัตถุประสงค์ค้าขายน้ำตาลทรายโดยลงหุ้นกันคนละ  1  ล้านบาท  และได้ตกลงให้นายเอกเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งได้มีการจดทะเบียนไว้อย่างถูกต้อง  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลนี้ได้ดำเนินกิจการมาหลายปีมีกำไรดีทุกปี

นายโทมีความโลภเห็นห้างหุ้นส่วนฯ  มีกำไรดี  ก็อยากจะทำกิจการเองบ้างแต่กลัวหุ้นส่วนอื่นจะเรียกค่าเสียหาย  นายโทจึงชักชวนนายจัตวาให้มาเข้าหุ้นกับตนและจดทะเบียนตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีวัตถุประสงค์ค้าขายน้ำตาลทรายเช่นเดียวกัน  โดยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  แต่ในห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้นายโทขอเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ส่วนนายจัตวาเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ  ทั้งสองเปิดกิจการแข่งขันกันเรื่อยมา  นายเอกและนายตรีเห็นว่านายโทไม่ซื่อสัตย์โดยไปเข้าหุ้นกับบุคคลอื่นเปิดกิจการแข่งขันกับห้างฯ  จึงต้องการฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือผลกำไรจากนายโท  จึงมาปรึกษาท่านว่าในกรณีดังกล่าว  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจะเรียกร้องค่าเสียหายหรือผลกำไรจากนายโทได้หรือไม่  ให้ท่านแนะนำนายเอกและนายตรี

ธงคำตอบ

มาตรา  1066  วรรคแรก  ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น  ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น  หรือไปเข้าเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนอื่นซึ่งประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนั้น  เว้นไว้แต่จะได้รับคำยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหมด

วินิจฉัย

ข้าพเจ้าจะขอแนะนำว่า  ห้างฯจะฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือผลกำไรจากนายโทมิได้  เนื่องจากนายโทไปเข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด  ซึ่งไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา  1066   วรรคแรก  ที่วางหลักไว้ว่า  ห้ามหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนประกอบกิจการ  หรือไปเข้าเป็นหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนอื่น  ซึ่งประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนั้น

จากบทบัญญัติมาตรา  1066 วรรคแรก  จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้ห้ามผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนไปเข้าหุ้นชนิดจำกัดความรับผิดในห้างอื่น  ถึงแม้ห้างฯนั้นจะประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญ  ดังนั้น  ข้าพเจ้าจึงแนะนำว่า  ห้างฯจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือผลกำไรจากนายโทไม่ได้

 

ข้อ  2  นายสาย  นายบ่าย  และนายเย็น  ตกลงเข้าหุ้นกันโดยจะจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  โดยนายสายเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  นายบ่ายและนายเย็นเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดทุกคนลงหุ้นกันคนละ  5  แสนบาท  ห้างฯมีวัตถุประสงค์ค้าขายเครื่องจักรอุตสาหกรรม  เช่าทรัพย์  เช่าซื้อ  รับจำนอง  จำนำ  เป็นตัวแทนนายหน้า  กู้ยืมเงิน  และรับขนสินค้าทุกชนิด  แต่ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  นายสายได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกมา  2  คัน  เพื่อนำมาใช้ในกิจการของห้างฯ  และหลังจากที่ห้างฯ  ได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  นายสายได้กู้ยืมเงินจากธนาคารเอเชียมา  2  ล้านบาท  โดยนำอาคารห้างหุ้นส่วนจำกัดไปจำนองค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังนี้  เมื่อห้างฯผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์  งวดที่  20  และงวดที่  21  ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกค่าเช่าซื้อจากนายสาย  นายบ่าย  และนายเย็นได้หรือไม่  ส่วนนายบ่ายและนายเย็นไม่พอใจนายสายที่บังอาจนำอาคารของห้างฯ  ไปจำนองค้ำประกันหนี้เงินกู้  นายบ่ายและนายเย็นจะฟ้องคดีแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดให้เพิกถอนการจำนองได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1079  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ถ้ายังมิได้จดทะเบียนอยู่ตราบใด  ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ  ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวน  จนกว่าจะได้จดทะเบียน

มาตรา  1087  อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ท่านว่าต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ

วินิจฉัย

หนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุก  2  คัน  เป็นหนี้ที่นายสายก่อให้เกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจึงต้องรับผิดร่วมกันเสมือนเป็นหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ  คือ  ต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวน  จนกว่าจะได้จดทะเบียน  เพราะมาตรา  1079  วางหลักว่า  ถ้าห้างหุ้นส่วนจำกัดยังไม่จดทะเบียนอยู่ตราบใด  ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ  ดังนั้นผู้ให้เช่าซื้อจึงเรียกให้นายสาย  นายบ่าย  และนายเย็นร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อได้

ส่วนกรณีการฟ้องให้ขอให้เพิกถอนการจำนองนั้นเนื่องจากการฟ้องคดีก็ถือว่าเป็นการจัดการงานของห้างฯ  อย่างหนึ่ง  ซึ่งหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจจัดการงานของห้างฯ  ตามมาตรา  1087  ดังนั้น  นายบ่ายและนายเย็นจึงไม่อาจฟ้องคดีแทนห้างฯได้

สรุป 

1       ผู้ให้เช่าซื้อ  เรียกค่าเช่าซื้อจากนายสาย  นายบ่าย  และนายเย็นได้

2       นายบ่ายและนายเย็น  จะฟ้องคดีแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดให้เพิกถอนการจำนองไม่ได้

 

ข้อ  3  ข้อบังคับของบริษัท  นพคุณ  จำกัด  ระบุว่าในการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อที่ยังใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบนั้นผู้โอนหุ้นต้องขอความยินยอมจากคณะกรรมการของบริษัทก่อน  หากคณะกรรมการมีมติเป็นอย่างใดก็ให้เป็นที่สุดห้ามมิให้มีการฟ้องร้อง  นางสาวสกุนตลามีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้อยู่  5   หมื่นหุ้นมูลค่าหุ้นละ  10  บาท  ซึ่งบริษัทเรียกเก็บค่าหุ้นไว้แล้วหุ้นละ  5  บาท  นางสาวสกุลตลาต้องการโอนหุ้นให้นางสาวณิชาพรทั้งหมด  จึงไปขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท  แต่คณะกรรมการบริษัทมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่อนุมัติ

เนื่องจากเห็นว่านางสาวณิชาพรเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกรงว่าจะชำระเงินค่าหุ้นที่เหลือไม่ได้  แต่นางสาวสกุนตลาก็ไม่สนใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการบริษัทและได้โอนหุ้นให้นางสาวณิชาพรไปทั้งหมด  โดยทำเป็นหนังสือโอนหุ้นมีลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน

มีพยานคือนายเดช  ลงชื่อรับรองความถูกต้องและได้ระบุหมายเลขหุ้นกันไว้ด้วย  เมื่อโอนกันแล้วผู้โอนและผู้รับโอนได้มาขอให้นายแดงกรรมการบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นด้วย  โดยนายแดงก็หลงลืมมติของคณะกรรมการที่ห้ามมิให้โอนหุ้นรายนี้  นางสาวณิชาพรก็ได้ครอบครองหุ้นทั้งหมดห้าหมื่นบาทหุ้นโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของรวม  5  ปีเศษแล้ว  และยังได้เข้าประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและเคยรับเงินปันผลไปห้าครั้งแล้ว  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้โอนผู้รับโอนบริษัทก็มิได้สนใจเรื่องการโอนหุ้นของบุคคลทั้งสอง

ดังนี้  ถ้าบริษัทได้เคยมีหนี้สินที่เกิดขึ้นก่อนการโอนหุ้นและบริษัทไม่มีเงินชำระหนี้และนางสาวณิชาพรก็ไม่มีเงินชำระค่าหุ้นให้บริษัทได้ ส่วนผู้ถือหุ้นคนอื่นๆก็ได้ชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว  ดังนี้เจ้าหนี้ของบริษัทจะเรียกให้นางสาวสกุนตลาชำระหนี้ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1129  อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท  เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  ซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น  ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน  มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้นๆด้วยแล้ว  ท่านว่าเป็นโมฆะ  อนึ่งตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย

การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัท  หรือบุคคลภายนอกไม่ได้  จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น

มาตรา  1133  หุ้นซึ่งโอนกันนั้น  ถ้าเป็นหุ้นอันยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนค่าหุ้น  ท่านว่าผู้โอนยังคงต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยังมิได้ส่งใช้ให้ครบถ้วนนั้น  แต่ว่า

 (1) ผู้โอนไม่ต้องรับผิดในหนี้อันหนึ่งอันใดของบริษัทซึ่งได้ก่อให้เกิดขึ้นภายหลังโอน

(2) ผู้โอนไม่ต้องรับผิดออกส่วนใช้หนี้  เว้นแต่ความปรากฏขึ้นแก่ศาลว่าบรรดาผู้ที่ยังถือหุ้นของบริษัทอยู่นั้นไม่สามารถออกส่วนใช้หนี้  อันเขาจะพึงต้องออกใช้นั้นได้

ในข้อความรับผิดเช่นว่ามานั้น  ท่านห้ามมิให้ฟ้องผู้โอนเมื่อพ้นสองปีนับแต่ได้จดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น

วินิจฉัย

หุ้นของนางสาวสกุนตลา  เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อซึ่งบริษัทมีข้อบังคับของบริษัทเรื่องการโอนหุ้น  กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  คือ  ผู้โอนหุ้นต้องขอความยินยอมจากคณะกรรมการของบริษัทก่อน  (มาตรา  1129 วรรคแรก)  แต่แม้ว่าการโอนหุ้นของนางสาวสกุนตลาและนางสาวณิชาพรจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับของบริษัท  แต่กรรมการบริษัทก็ได้แก้ไขชื่อเป็นของนางสาวณิชาพรแล้ว  ประกอบกับนางสาวณิชาพรได้ครอบครองหุ้นโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันห้าปีเศษแล้ว  ย่อมได้กกรมสิทธิ์ในหุ้นทั้งหมด  อีกทั้งบริษัทก็ไม่ได้สนใจเรื่องการที่ผู้โอนและผู้รับโอนทำผิดข้อบังคับในเรื่องการโอน  จึงถือว่าบริษัทสละสิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท  จึงถือว่านางสาวณิชาพรเป็นผู้ถือหุ้นนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  1129  แต่ถ้าบริษัทมีหนี้สินก่อนการโอนหุ้นและบริษัทไม่มีเงินชำระหนี้เจ้าหนี้ของบริษัทก็อาจจะฟ้องเอาจากผู้โอนหุ้นได้ตามมาตรา  1133  ซึ่งกฎหมายบัญญัติคุ้มครองเจ้าหนี้ของบริษัทมิให้ผู้โอนหุ้นเอาเปรียบเจ้าหนี้โดยการไม่ต้องรับผิดในเงินค่าหุ้นที่ตนยังชำระไม่ครบ  แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ของบริษัทก็ต้องฟ้องผู้โอนภายในสองปีนับแต่ได้จดแจ้งการโอนในสมุดจดทะเบียนผู้ถือหุ้น  เมื่อเจ้าหนี้มาเรียกร้องเกินสองปีแล้วนับจากวันจดแจ้งการโอน  ตามมาตรา  1133  วรรคท้าย    นางสาวสกุนตลาจึงไม่ต้องรับผิด

สรุป  เจ้าหนี้ของบริษัท  เรียกให้นางสาวสกุนตลาชำระหนี้ไม่ได้

LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 1/2548

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ขาว  เขียว  เหลือง  แดง  และม่วง  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง  โดยจะรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งหลายที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้  ขาว  เขียว  เหลือง  ได้ลงหุ้นเป็นเงินคนละ  2  แสนบาท  แดงลงหุ้นด้วยแรง  โดยเป็นผู้ดูแลเลี้ยงกุ้ง  ส่วนม่วงเป็นกำนันในท้องที่ที่ทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งและเป็นผู้มีอิทธิพล  แต่ไม่มีอะไรมาลงหุ้นด้วยเลย  เพียงแต่ยินยอมให้นำชื่อม่วงมาเขียนไว้ที่หน้าฟาร์มกุ้งว่า  ฟาร์มกุ้งกำนันม่วง”  เพื่อให้คนเกรงกลัวไม่กล้ามาลักขโมยกุ้ง  ดังนี้ถามว่า

 1       แดงลงหุ้นด้วยแรงคิดเป็นเงินมีมูลค่าเท่าใด  และถ้ามีกำไรสุทธิเป็นเงิน  4  แสนบาท  จะแบ่งกำไรกันอย่างไร  จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

2       ถ้าฟาร์มกุ้งมีหนี้สิน  เจ้าหนี้จะฟ้องนายม่วงให้รับผิดได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1028  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดได้ลงแต่แรงงานของตนเข้าเป็นหุ้นส่วน  และในสัญญาเข้าหุ้นส่วนมิได้ตีราคาค่าแรงไว้  ท่านให้คำนวณส่วนกำไรของผู้ที่เป็นหุ้นส่วนด้วยลงแรงงานเช่นนั้น  เสมอด้วยส่วนถัวเฉลี่ยของผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งได้ลงเงินหรือลงทรัพย์สินเข้าหุ้นในการนั้น

มาตรา  1054  วรรคแรก  บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี  ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี  ด้วยกิริยาก็ดี  ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี  หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี  ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน

วินิจฉัย

 1       การคิดค่าแรงของแดงต้องนำส่วนลงหุ้นของขาว  เขียว  เหลือง  มาเฉลี่ยกันตามมาตรา  1028 (200,000 + 200,000 + 200,000 แล้วหารด้วย 3)  ก็จะได้ส่วนลงหุ้นที่เป็นค่าแรงของแดงคือ  200,000  บาท  เมื่อห้างมีกำไรสุทธิ  400,000  บาท  ก็ต้องแบ่งกำไรให้ผู้ที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้น  ตามปัญหา  ม่วงไม่มีอะไรมาลงหุ้นด้วยเลย  ม่วงจึงไม่เป็นหุ้นส่วนจึงไม่ต้องแบ่งกำไรให้  ดังนั้นกำไรทั้งหมด  4  แสนบาท  จึงต้องแบ่งให้เฉพาะขาว  เขียว  เหลือง  แดง  ซึ่งลงหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน  จึงควรได้รับส่วนแบ่งเท่ากันคือคนละ  100,000  บาท

 2       เมื่อม่วงไม่ใช่หุ้นส่วน  แต่ม่วงได้นำชื่อตนไปเป็นชื่อฟาร์มกุ้ง  และม่วงเป็นกำนันในท้องที่นั้นคนย่อมรู้จักดี  และเจ้าหนี้ของฟาร์มกุ้งคงเข้าใจว่า  ม่วงต้องเป็นหุ้นส่วน  เพราะฟาร์มกุ้งก็เป็นชื่อของม่วงจึงถือได้ว่าม่วงแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนร่วมกับผู้อื่นด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน  คือ  เอาชื่อตัวเองเป็นชื่อฟาร์มกุ้ง  ดังนั้น  ม่วงจึงต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯ  เสมือนเป็นหุ้นส่วนด้วย  ตามมาตรา  1054  วรรคแรก

 

ข้อ  2  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  พรสนอง  มีนางสาวพรสวรรค์ซึ่งมีชื่อเล่นทั่วไปเรียกกันว่า  พร  และนายสนองเป็นหุ้นส่วนกัน  โดยนางสาวพรสวรรค์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  และได้ลงหุ้นเป็นเงิน  3  แสนบาท  นายสนองเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  และลงหุ้นด้วยแรงโดยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้จดทะเบียนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว  มีวัตถุประสงค์ค้าขายเครื่องจักรอะไหล่รถจักรยานยนต์  นางสนองได้สั่งซื้ออะไหล่รถจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์มาขายในห้างหุ้นส่วนเป็นเงิน  5  แสนบาท  อีกห้าเดือนต่อมานายสนองได้ชักชวนนายเสนอมาเข้าเป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง  โดยนายเสนอได้นำเงินมาลงหุ้น  1  แสนบาท  และเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด  ต่อมาหนี้อะไหล่ถึงกำหนดชำระห้างหุ้นส่วนผิดนัดไม่ชำระหนี้  เจ้าหนี้จึงเรียกให้หุ้นส่วนทั้งหมดร่วมกันชำระหนี้ นางสาวพรสวรรค์และนายเสนอได้ต่อสู้ว่า  เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน   เจ้าหนี้ของห้างฯ  จะฟ้องหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่ได้  และบุคคลทั้งสองก็ได้ส่งเงินลงหุ้นครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิดใดๆทั้งสิ้น  ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยข้อต่อสู้ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1050  การใดๆอันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆด้วย  และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้  อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

มาตรา  1070  เมื่อใดห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนผิดนัดชำระหนี้  เมื่อนั้นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนนั้นชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งก็ได้

มาตรา  1080  วรรคแรก  บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใดๆ  หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด  3  นี้  ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย

มาตรา  1082  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้  ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

มาตรา  1095  วรรคแรก  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกันแล้ว  เจ้าหนี้ของห้างมีสิทธิฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้เพียงจำนวนดังนี้  คือ 

 (1) จำนวนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าที่ยังค้างส่งแก่ห้างหุ้นส่วน

วินิจฉัย

1       ข้อต่อสู้ของนางสาวพรสวรรค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะแม้ว่านางสาวพรสวรรค์จะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน  เจ้าหนี้ของห้างจึงฟ้องร้องไม่ได้ตามมาตรา  1095  วรรคแรก  อีกทั้งได้ส่งเงินลงหุ้นครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้าง  ตามมาตรา  1095 (1) ก็ตาม  แต่นางสาวพรสวรรค์ได้นำชื่อเล่นของตนคือ  พร  มาระคนกับชื่อ  นายสนอง  เป็นชื่อห้างฯ  ว่า  พรสนอง  จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  ตามมาตรา  1082  วรรคแรก  เมื่อห้างฯ  ผิดนัดชำระหนี้ค่าอะไหล่รถจักรยานยนต์  ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากธรรมดาของการค้าขายตามมาตรา  1050  เจ้าหนี้จึงเรียกให้นางสาวพรสวรรค์ชำระหนี้ได้ตามมาตรา  1070  ประกอบมาตรา  1080  วรรคแรก

 2       ข้อต่อสู้ของนายเสนอรับฟังได้  แม้นายเสนอจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯ  ที่ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่นายเสนอจะมาเข้าเป็นหุ้นส่วน  แต่นายเสนอก็เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดยังไม่ได้เลิกกัน  เจ้าหนี้ของห้างจึงจะฟ้องร้องหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่ได้ตามมาตรา  1095  วรรคแรก  อีกทั้งนายเสนอก็ได้ส่งเงินลงหุ้นครบถ้วนแล้วจึงไม่ต้องรับผิดใดๆอีกเลย  ตามมาตรา  1095 (1)

 

ข้อ  3  บริษัท  นพคุณ  จำกัด  ได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องใบหุ้นไว้ดังนี้

 (1) ผู้ถือหุ้นที่ต้องการใบหุ้นชนิดที่ออกให้กับผู้ถือ  จะต้องได้ชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว

(2) การโอนหุ้นที่ยังชำระเงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วน  ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการบริษัทก่อนจึงจะโอนได้  เว้นแต่เป็นการตกทอดโดยทางมรดก

(3) การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อต้องลงลายมือชื่อผู้โอน  ผู้รับโอน  และต้องมีพยานรับรองลายมือชื่อด้วยอย่างน้อยสองคน  และต้องแถลงหมายเลขหุ้นด้วย  ถ้าฝ่าฝืนเป็นโมฆะ

นางสาวสกุณา  มีหุ้นชนิดระบุชื่อที่ส่งเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว  1  แสนหุ้น  และมีใบหุ้นที่ออกให้แก่ผู้ถือจำนวน  2  แสนหุ้น  ต้องการโอนหุ้นทั้งหมด  3  แสนหุ้นนี้ให้นายจันทร์  แต่คณะกรรมการบริษัทไม่อนุญาตให้โอนหุ้นทั้งหมด  เพราะเห็นว่านายจันทร์เป็นคู่แข่งทางการค้าของบริษัท  นางสาวสกุณาจึงมาถามท่านว่าคำสั่งไม่อนุญาตให้โอนหุ้นทั้งหมดของคณะกรรมการฯ  ชอบด้วยหลักกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทหรือไม่  ให้ท่านแนะนำนางสาวสกุณา

ธงคำตอบ

มาตรา  1129  อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท  เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น  ซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1134  ใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือนั้น  จะออกได้ก็แต่เมื่อมีข้อบังคับของบริษัทอนุญาตไว้  และจะออกให้ได้เฉพาะเพื่อหุ้นซึ่งได้ใช้เต็มค่าแล้ว  ในกรณีเช่นว่านี้  ผู้ทรงใบหุ้นชนิดระบุชื่อย่อมมีสิทธิจะได้รับใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ  เมื่อเวนคืนใบหุ้นระบุชื่อนั้นให้ขีดฆ่าเสีย

มาตรา  1135  หุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือนั้น  ย่อมโอนกันได้เพียงด้วยส่งมอบใบหุ้นแก่กัน

วินิจฉัย

คำสั่งของคณะกรรมการไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และไม่ชอบด้วยข้อบังคับของบริษัท  เนื่องจากการโอนหุ้นผู้ถือซึ่งต้องเป็นหุ้นที่ได้ชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว  หากจะโอนก็โอนได้โดยการส่งมอบใบหุ้นแก่กัน  และไม่ต้องขอความยินยอมจากคณะกรรมการแต่อย่างใด  (มาตรา 1134  และมาตรา  1135)  ส่วนหุ้นชนิดระบุชื่อนั้นมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้ก็เฉพาะหุ้นที่ยังชำระเงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนเท่านั้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการบริษัทก่อนจึงจะโอนได้  แต่หุ้นชนิดระบุชื่อของนางสาวสกุณาเป็นหุ้นที่ได้ชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว  จึงไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน (ตามมาตรา  1129  วรรคแรก)  ดังนั้นคำสั่งของคณะกรรมการบริษัทที่ไม่อนุญาตให้โอนหุ้นทั้งหมด  เพราะเห็นว่านายจันทร์เป็นคู่แข่งทางการค้าของ บริษัท  จึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท