LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์แล้วไม่ส่งคืน  ขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือมิฉะนั้นให้ชดใช้ราคา  จำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้ยืมรถยนต์พิพาท   หากแต่โจทก์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลยและได้รับเงินค่ารถยนต์ไปเรียบร้อยแล้ว ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา  คำขอบังคับ  และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา  ขอให้ยกฟ้อง  ดังนี้

1       คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบประการใด

2       ถ้าระหว่างการสืบพยาน  โจทก์จำเลยตกลงกันให้สืบนายกนกเป็นพยานร่วมเพียงปากเดียว  ถ้านายกนกเบิกความว่า  ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง  นายกนกเห็นจำเลยไปบ้านโจทก์และยืมรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์  จำเลยยอมแพ้  แต่ถ้านายกนกเบิกความว่าในวันเวลาดังกล่าว  ไม่เห็นจำเลย

ไปที่บ้านโจทก์  โจทก์ยอมแพ้  โดยโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานกันต่อไป  ปรากฏว่าในวันสืบพยาน  นายกนกเบิกความว่าในวันที่โจทก์ฟ้อง  เห็นจำเลยไปยืมรถยนต์พิพาทที่บ้านโจทก์  แต่จำเลยคัดค้านว่า  นายกนกเบิกความโดยไม่สุจริต  ไม่ควรเชื่อฟัง  จึงขออนุญาตพิสูจน์พยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  120  และให้ศาลสั่งเพิกถอนข้อตกลงดังกล่าว

ดังนี้  ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามที่จำเลยร้องขอได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  84  วรรคแรก  ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง

แต่ว่า

(1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป  หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้  หรือซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว

(2) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา  120  ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือที่ศาลเรียกมาไม่ควรเชื่อฟัง  โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล  ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร

มาตรา  177  วรรคสอง  ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า  จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1367  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน  ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง

มาตรา  1369  บุคคลใดยึดถือทรัพย์ไว้  ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า  บุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า  จำเลยยืมรถยนต์คันพิพาทของโจทก์แล้วไม่ส่งคืน  และที่จำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้ยืมรถยนต์คันพิพาท  หากแต่โจทก์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลย  และได้รับเงินค่ารถยนต์ไปเรียบร้อยแล้ว  ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา  จะเห็นได้ว่า  คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า  จำเลยยืมรถยนต์ไปจากโจทก์หรือไม่

ส่วนประเด็นที่จำเลยอ้างว่า  ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น  จำเลยให้การโดยยกถ้อยคำตามกฎหมายมาอ้าง  โดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับ  หรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องส่วนใดที่ไม่ได้ชัดแจ้ง  และไม่ชัดแจ้งอย่างไร  คำให้การในประเด็นนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง  ไม่ชอบด้วย  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  จึงไม่มีประเด็นให้ศาลต้องวินิจฉัย  ไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นพิพาท  (ฎ. 48/2536  ฎ. 913/2509)

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84  (ปัจจุบันคือมาตรา  84/1)  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว  เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยครอบครองรถยนต์พิพาท  และจำเลยให้การว่าโจทก์ขายรถยนต์คันพิพาทให้จำเลยและได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว  อันเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำเลยครอบครอง  จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า  จำเลยยึดถือรถยนต์คันพิพาทเพื่อตนเองและมีสิทธิครอบครองตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1367  ประกอบมาตรา  1369  หน้าที่นำสืบในประเด็นข้อพิพาทจึงตกแก่โจทก์ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84(2)  (ปัจจุบันคือ  มาตรา  84/1)  (ฎ. 971/2492)

การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้สืบนายกนกเป็นพยานร่วมเพียงปากเดียว  โดยไม่ติดใจสืบพยานกันต่อไป  กรณีเช่นนี้  เป็นการถือเอาคำเบิกความของนายกนกเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดี  จึงมีลักษณะเป็นคำท้าซึ่งโจทก์และจำเลยต้องผูกพันตามคำท้า  และถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84(1)  (ปัจจุบันคือ  มาตรา  84(3))  อันเป็นผลให้คู่ความที่ได้รับประโยชน์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยไม่ต้องมีการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นพิพาท  เมื่อนายกนกเบิกความว่า  เห็นจำเลยไปยืมรถยนต์คันพิพาทที่บ้านโจทก์  ดังนี้ โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำท้า  จำเลยจะมายื่นคำร้องอ้างว่านายกนกเบิกความโดยไม่สุจริต  ขอพิสูจน์พยานและให้ศาลสั่งเพิกถอนคำท้าในภายหลังไม่ได้  (ฎ. 43/2545, ฎ. 957/2522)

สรุป

1       คดีมีประเด็นข้อพิพาท  คือ  จำเลยยืมรถยนต์ไปจากโจทก์หรือไม่  และหน้าที่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาทตกแก่โจทก์

2       ศาลจะมีคำสั่งไม่อนุญาตตามที่จำเลยร้องขอ

 


ข้อ  2  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินซึ่งโจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องแล้ว  แต่จำเลยผิดสัญญา  ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายตามสัญญา  จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง  ขอให้ยกฟ้อง  ระหว่างการสืบพยาน  โจทก์นำสืบสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาจะขายที่ดินตามฟ้อง  จำเลยคัดค้านว่า โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินตามฟ้องให้จำเลยล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  90  ซึ่งเป็นความจริงตามที่จำเลยค้าน  และโจทก์นำสืบด้วยสำเนาเอกสารโดยไม่ได้นำต้นฉบับมาสืบ  จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามมาตรา  93

ดังนี้  ศาลจะรับฟังสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  87  ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่

(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  88  และ  90  แต่ถ้าศาลเห็นว่า  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้  ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้

มาตรา  90  วรรคแรก  ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อถกเถียงของตนตามมาตรา  88  วรรคหนึ่ง  ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

มาตรา  93  การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น  เว้นแต่

(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว  จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้

มาตรา  125  วรรคแรก  คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสานั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน  หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ  โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

วินิจฉัย

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยว่าทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดิน  ซึ่งโจทก์ได้แนบมาท้ายคำฟ้องแล้ว  ดังนี้  จะเห็นได้ว่า  สำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง  ซึ่งแสดงว่าโจทก์แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานอันถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยล่วงหน้าตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  90  วรรคแรกแล้ว  ถึงแม้โจทก์จะไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยล่วงหน้าตามที่จำเลยคัดค้านหรือโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลขอถือเอาเอกาสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้จำเลยก็ตาม  กรณีเช่นนี้  จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา  87(2)  แต่ประการใด  (ฎ. 9501/2542)

และแม้จำเลยได้รับสำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องแล้ว  จำเลยมีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  125  วรรคแรก  หากเห็นว่าไม่ถูกต้องแท้จริงต้องคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  จำเลยมิได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของสำเนาหนังสือสัญญาดังกล่าว  จึงถือว่าจำเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่า สำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินนั้นถูกต้องแล้ว  ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือสัญญาจะขายที่ดินนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตาม  ป.วิ.พ. มาตรา  93(1)  โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องส่งต้นฉบับต่อศาลอีก  (ฎ. 1047/2537  ฎ. 2459/2539  ฎ. 2295/2543)

สรุป  ศาลจึงรับฟังสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

หมายเหตุ  ปัจจุบัน  ป.วิ.พ.  ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีไม่คัดค้านเอกสารตามมาตรา  125  ให้เป็นข้อยกเว้นของมาตรา  93(4)  ที่แก้ไขใหม่แล้ว  ซึ่งเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมารองรับแนวคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวข้างต้น  ดังนั้นกรณีไม่คัดค้านเอกสารตามมาตรา  125  ต้องปรับเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา  93(4)  มิใช่มาตรา  93(1)

 


ข้อ  3  ก  พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา  ได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายลักษณะพยานอย่างไรบ้าง  จงอธิบาย

ข  พระภิกษุสนองถูกอ้างเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  เมื่ออัยการโจทก์ซักถามก็ตอบข้อซักถาม  ครั้งถึงคราวทนายจำเลยถามค้านบ้าง  พระภิกษุสนองนิ่งเสียไม่ตอบคำถามค้านเลย  ถ้าท่านเป็นศาลท่านจะปฏิบัติอย่างไร

ธงคำตอบ

ก  อธิบาย

พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา  ได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายลักษณะพยาน  ดังนี้

1       ไม่ต้องไปศาลตามหมายเรียกที่ศาลออกโดยชอบ  ไม่ว่ากรณีใดๆ  (ป.วิ.พ.  มาตรา  108  วรรคสอง (2))

2       ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความ  (ป.วิ.พ.  มาตรา  112 (2))  (ปัจจุบันคือมาตรา  112 (3))

3       จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใดๆ  ก็ได้เมื่อไปเป็นพยานที่ศาล  (ป.วิ.พ.  มาตรา  115)

หมายเหตุ  ปัจจุบัน  ป.วิ.พ.  ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีการออกหมายเรียกพยานที่เป็นพระภิกษุและสามเณรว่าห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานที่เป็นพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนาไม่ว่ากรณีใดๆ  แต่กำหนดให้ศาลหรือผู้พิพากษาส่งคำบอกกล่าวว่าจะสืบพยานแทนการออกหมายเรียก  (มาตรา  106/1)

ข  หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา  115  พระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา  แม้มาเป็นพยาน  จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใดๆก็ได้

วินิจฉัย

แม้พระภิกษุสนองจะได้ตอบข้อซักถามของอัยการโจทก์แล้ว  ก็มิใช่ว่าจะต้องตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยแต่ประการใด  เพราะเหตุที่กฎหมายได้ให้เอกสิทธิ์พระภิกษุสนองที่จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใดๆก็ได้  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  115

ดังนั้น  การที่พระภิกษุสนองนิ่งเฉยไม่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลย  ศาลก็ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้พระภิกษุสนองเบิกความตอบคำถามค้านได้  กรณีเช่นนี้  ศาลต้องจดลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลถึงการที่พระภิกษุสนองไม่ยอมเบิกความ

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะจดลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลถึงการที่พระภิกษุสนองไม่ยอมเบิกความ

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2549

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส.3)  เลขที่  1111  โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมและจดทะเบียนรับโอนมาโดยชอบแล้ว  จำเลยปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนที่โจทก์จะรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย  โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท  แต่จำเลยเพิกเฉย  โจทก์ได้รับความเสียหาย  ไม่อาจนำออกให้ผู้อื่นเช่าหาผลประโยชน์ได้  คิดค่าเสียหายเดือนละ  1,000  บาท  ขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท  และชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์

จำเยให้การว่า  โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดิน  น.ส.3  ก.  ตามฟ้องมาโดยไม่สุจริต  ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของบิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์มาแต่แรก  จำเลยครอบครองต่อเนื่องมาจากบิดา  น.ส. 3 ก.  เลขที่  1111  ออกทับที่ดินที่บิดาของจำเลยครอบครอง  จึงออกมาไม่ชอบ  โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่  จำเลยไม่ทราบ  ขอให้ยกฟ้อง

เช่นนี้  คดีมีประเด็นตามคำฟ้อง  ประเด็นตามคำให้การ  และประเด็นข้อพิพาทอย่างไร  และฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ

ธงคำตอบ

มาตรา  84  วรรคแรก  ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง

(2) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา  177  วรรคสอง  ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า  จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

มาตรา  438  ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น  ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

มาตรา  1373  ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน  ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

วินิจฉัย

ประเด็นตามฟ้อง  คือ  ข้ออ้างทั้งหลายที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง  ซึ่งมีดังนี้

1       โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน  น.ส. 3 ก.  ตามฟ้อง

2       จำเลยปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย

3       โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท  แต่จำเลยเพิกเฉย

4       โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ  1,000  บาท

ประเด็นตามคำให้การ  คือ  ข้อเถียงทั้งหลายที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ข้ออ้างของโจทก์  หรือกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในคำให้การ  ซึ่งมีดังนี้

1       โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดิน  น.ส.3  ก.  ตามฟ้องมาโดยไม่สุจริต

2       ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งครอบครองต่อเนื่องมาจากบิดา

3       น.ส.3  ก.  เลขที่  1111  ออกมาโดยไม่ชอบเพราะออกทับที่ดินบิดาของจำเลยครอบครอง

4       โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด  จำเลยไม่ทราบ

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

ดังนั้น  คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1       โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่

2       โจทก์เสียหายเพียงใด

เนื่องจากประเด็นตามคำฟ้อง  จ้อ  1  จำเลยให้การปฏิเสธไว้ตามประเด็นให้คำให้การข้อ  2  และ  ข้อ  3  จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่

ประเด็นตามคำฟ้อง  ข้อ  2  ในส่วนที่ว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท  ประเด็นนี้จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธ  ถือว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท  จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้  สำหรับข้อที่ว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายนั้น จำเลยให้การปฏิเสธไว้แล้วตามประเด็นคำให้การข้อ  2  และข้อ  3  ไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นอีก

ประเด็นตามคำฟ้อง  ข้อ  3  จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธ  จึงถือว่าจำเลยยอมรับ  ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในข้อนี้  ประเด็นตามคำฟ้อง  ข้อ 4  ที่ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายนั้น  จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด  จำเลยไม่ทราบ  กรณีถือว่าเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่ารับหรือถูกปฏิเสธ  จึงไม่ชอบด้วย 

ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่  แต่ปัญหาว่าค่าเสียหายมีมากน้อยเพียงใดซึ่งแม้จำเลยให้การว่าไม่ทราบอันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งก็ตาม  แต่ศาลยังต้องพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์นำสืบหรือตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด  จึงยังคงมีปัญหาข้อพิพาทที่ต้องกำหนดว่าโจทก์เสียหายเพียงใด

ส่วนประเด็นตามคำให้การข้อ  1  ที่จำเลยให้การว่าโจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดิน  น.ส.3  ก.  ตามฟ้องมาโดยไม่สุจริตนั้น  จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ปรากฏเหตุแห่งการปฏิเสธว่าไม่สุจริตอย่างไร  จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย  ป.วิ.พ. มาตรา  177  วรรคสอง  ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้วตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84  วรรคสอง  (2)  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นข้อพิพาทที่  1  เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม  น.ส.  3  ก.  ที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  โดยมีโจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียน  จึงเป็นกรณีที่มีข้อสันนิษฐานไว้ใน  ป.พ.พ.  มาตรา  1373 เป็นคุณแก่โจทก์  เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏแล้วว่า  โจทก์มีชื่ออยู่ใน  น.ส.3  ก.  โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว  ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง  ดังนี้ จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนี้  (ฎ. 2516/2549,  ฎ. 4343/2539)

ประเด็นข้อพิพาทข้อ  2  โจทก์กล่าวอ้าง  โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบในข้อนี้  แต่แม้โจทก์จะไม่นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ตามฟ้อง  กรณีเช่นนี้ ศาลก็อาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เองตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  438  วรรคแรก

สรุป  ประเด็นตามคำฟ้อง  มีดังนี้

1       โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน  น.ส.3  ก.  ตามฟ้อง

2       จำเลยปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย

3       โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท  แต่จำเลยเพิกเฉย

4       โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ  1,000  บาท

ประเด็นตามคำให้การ  มีดังนี้

1       โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดิน  น.ส.3  ก.  ตามฟ้องมาโดยไม่สุจริต

2       ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งครอบครองต่อเนื่องมาจากบิดา

3       น.ส.3  ก  เลขที่  1111  ออกมาโดยไม่ชอบเพราะออกทับที่ดินบิดาของจำเลยครอบครอง

4       โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด  จำเลยไม่ทราบ

ประเด็นข้อพิพาท  มีดังนี้

1       โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่จำเลย

2       โจทก์เสียหายเพียงใด  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

 


ข้อ  2  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายหนึ่งและนายสองเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์  หลังจากศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ฟังแล้ว  นายหนึ่งให้การรับสารภาพ  นายสองให้การปฏิเสธ  ศาลสั่งจำหน่ายคดีสำหรับนายสองโดยให้โจทก์แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่  และพิพากษาลงโทษจำคุกนายหนึ่งซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว  ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่  นายสองให้การปฏิเสธ  โจทก์นำนายหนึ่งมาเบิกความว่า  นายสองได้ร่วมลักทรัพย์กับนายหนึ่งตามฟ้อง  นายสามผู้ร่วมลักทรัพย์อีกคนหนึ่งแต่ถูกกันไว้เป็นพยานมาเบิกความว่า  นายสองร่วมกับนายหนึ่งและนายสามลักทรัพย์ตามฟ้อง  และนายสี่ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมศาลอนุญาตแล้วแต่พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบคำให้การนายสี่ไว้ในชั้นสอบสวน  ทั้งโจทก์ก็มิได้สอบคำให้การไว้เช่นกันมาเบิกความว่า  ตามวันเวลาเกิดเหตุ  นายสี่เห็นนายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามร่วมกันลักทรัพย์ตามฟ้อง  ดังนี้  ท่านเห็นว่า  คำเบิกความของนายหนึ่ง  นายสาม  และนายสี่พยานโจทก์รับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  226  พยานวัตถุ  พยานเอกสาร  หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมิผิดหรือบริสุทธิ์  ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้  แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น  และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน

มาตรา  232  ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน

วินิจฉัย

การห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  232  หมายถึง  จำเลยในคดีเดียวกันเท่านั้น  ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่ถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง  หรือผู้ที่ร่วมกระทำผิดกับจำเลยแต่มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยเพราะถูกกันไว้เป็นพยาน  กรณีเช่นนี้ก็ย่อมไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้แต่อย่างใด

คำเบิกความของนายหนึ่ง  นายสาม  และนายสี่รับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้นายหนึ่งและนายสองจะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตาม  แต่เมื่อศาลสั่งจำหน่ายคดี  โดยให้โจทก์แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่  กรณีเช่นนี้  นายหนึ่งจึงไม่ได้เป็นจำเลยในคดีที่โจทก์แยกฟ้องนายสองเป็นคดีใหม่  โจทก์จึงอ้างนายหนึ่งเป็นพยานได้  ไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  232  แต่อย่างใด  (ฎ. 1202/2520)

กรณีนายสาม  ซึ่งเป็นผู้ร่วมลักทรัพย์ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย  โดยถูกกันไว้เป็นพยาน  ดังนั้น  เมื่อนายสามมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย โจทก์จึงอ้างนายสามเป็นพยานได้ไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  232 (ฎ. 534/2512)

และนายสี่ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน  เมื่อพิจารณาแล้วน่าจะพิสูจน์ได้ว่านายองกระทำความผิดจริงตามฟ้อง  ทั้งไม่ปรากฏว่านายสี่เป็นพยานชนิดที่เกิดจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวง  หรือโดยมิชอบประการอื่น  ดังนั้น  โจทก์จึงอ้างนายสี่เป็นพยานได้ตาม ป.วิ.อ.  มาตรา  226  และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าพยานบุคคลของโจทก์ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  226  นั้น  พนักงานสอบสวนต้องสอบคำให้การในชั้นสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้เรียกมาสอบคำให้การเป็นพยานไว้แล้ว  จึงจะอ้างเป็นพยานในชั้นศาลได้  (ฎ.  2107/2514,

ฎ. 4012/2534)

ดังนั้น  คำเบิกความของนายหนึ่ง  นายสามและนายสี่พยานโจทก์จึงรับฟังได้  ส่วนจะเพียงพอให้แน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและนายสามเป็นผู้กระทำความผิดนั้นหรือไม่  เป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานบุคคลว่าพอฟังลงโทษนายสามจำเลยได้หรือไม่  ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ.  มาตรา  227

สรุป  คำเบิกความของนายหนึ่ง  นายสามและนายสี่  พยานโจทก์รับฟังได้

 


ข้อ  3  จงตอบคำถามต่อไปนี้

ก  พยานเอกสารคืออะไร  แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์  สส  999  กรุงเทพมหานคร  บัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินนกแก้วแอร์  ซึ่งมีชื่อนายแดง  เป็นผู้โดยสาร  และกำหนดเที่ยวบินไว้เรียบร้อยแล้ว  เป็นพยานเอกสารหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ก  อธิบาย

พยานเอกสาร  หมายถึง  ข้อความ  ตัวอักษร  ตัวเลข  รูป  รอย  หรือเครื่องหมายอย่างใดๆ  จะบันทึกไว้โดยการเขียน  พิมพ์  พิมพ์ดีด  แกะสลัก  ถักร้อยหรือวิธีอื่นใดก็ได้  ไว้ในเอกสารหรือวัตถุใด  ซึ่งคู่ความใช้อ้างอิงโดยอาศัยสื่อความหมายของข้อความตัวอักษร  รูป  รอย  หรือเครื่องหมายใดๆเป็นการนำสืบถึงความหมายของสิ่งที่ปรากฏในเอกสาร  หรือวัตถุใดๆเพื่อพิสูจน์ข้ออ้างหรือข้อเถียงของคู่ความ

พยานวัตถุ  หมายถึง  วัตถุหรือสิ่งอื่นใดที่อาจพิสูจน์ความจริงต่อศาลได้โดยการตรวจดูมิใช่โดยการอ่านหรือพิจารณาข้อความที่บันทึกไว้

1       แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์  สส  999  กรุงเทพมหานคร  ไม่ใช่พยานเอกสาร  เพราะแผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าวไม่ได้สื่อความหมายของข้อความหรือความหมายอย่างหนึ่งอย่างใด  แต่เป็นพยานวัตถุเพราะเป็นการแสดงถึงรูปร่าง  ลักษณะ  หรือความมีอยู่จริงของแผ่นป้ายทะเบียน

2       บัตรโดยสารเครื่องบิน  สายการบินนกแก้วแอร์  ระบุชื่อนายแดงเป็นผู้โดยสาร  และกำหนดเที่ยวบินไว้แล้ว  จะเห็นได้ว่า  บัตรโดยสารดังกล่าว  สื่อความหมายให้เห็นว่า  นายแดงเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว  กรณีจึงถือว่าเป็นพยานเอกสาร

ข  คดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกคดีหนึ่ง  โจทก์อ้างว่าความจริงโจทก์ชื่อ  นายหวย  เป็นบุตรของนางหอมเจ้ามรดกแต่เหตุที่โจทก์มีชื่อในบัตรประจำตัวประชาชนว่า  นายเขียว  เนื่องจากโจทก์หลบหนีคดีอาญา  โจทก์จึงแจ้งชื่อโจทก์และชื่อบิดามารดาใหม่เพื่อมิให้คนอื่นรู้ว่าโจทก์คือนายหวย  ในชั้นพิจารณาคดี  โจทก์จะอ้างนายแห้วมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

 มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

วินิจฉัย

ในชั้นพิจารณาคดี  โจทก์จะอ้างนายแห้วมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่บุคคลใดจะเป็นทายาทของเจ้ามรดกหรือไม่มิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ฉะนั้นโจทก์จึงอ้างนายแห้วมาสืบหักล้างบัตรประชาชนได้ไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)  แต่ประการใด

และแม้บัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการอันเป็นเอกสารมหาชนตามมาตรา  127  ซึ่งให้สันนิษฐานว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องก็ตาม  แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่จะห้ามมิให้คู่ความนำสืบหรือห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่น  ดังนั้น  ในชั้นพิจารณาคดี โจทก์จึงอ้างนายแห้วมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ได้  (ฎ. 526/2540)

สรุป  ในชั้นพิจารณาคดี  โจทก์อ้างนายแห้วมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ได้

LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันก่อเหตุ  ในวันเวลาเกิดเหตุ  จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลีย  มีอาการหลับใน  ไม่สามารถบังคับรถยนต์ได้  เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับพุ่งเข้าชนโจทก์ซึ่งเดินอยู่บนบาทวิถี  ได้รับอันตรายสาหัส  ขดให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวม  500,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

จำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ตามฟ้อง  ในวันเวลาเกิดเหตุ  จำเลยไม่ได้ขับรถด้วยความประมาท  ถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีหลุมมีบ่อหลายแห่ง  จำเลยขับรถยนต์ตามฟ้องมาพบหลุมขนาดใหญ่กลางถนนซึ่งสำนักงานเขตไม่ได้ติดตั้งสัญญาณเตือนภัยไว้  จำเลยต้องหักหลบหลุมดังกล่าวโดยกะทันหันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับเสียหลักขึ้นไปบนบาทวิถีและเฉี่ยวชนโจทก์  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์  โจทก์เสียหายเป็นเงิน  500,000  บาท  จริงหรือไม่  จำเลยไม่ทราบ  ไม่รับรอง  โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี  ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา  คำขอบังคับ  และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน  ทนายโจทก์และทนายจำเลย  จำเลย  แถลงร่วมกันว่า  จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์คันก่อเหตุตามฟ้อง  แต่ขณะเกิดเหตุ จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว

ให้วินิจฉัยว่า  คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีที่ฟังเป็นยุติและประเด็นข้อพิพาทประการใด  และฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ

ธงคำตอบ

มาตรา  84  วรรคแรก  ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง

มาตรา  177  วรรคสอง  ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า  จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

มาตรา  437  วรรคแรก  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลบุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

มาตรา  438  ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น  ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

วินิจฉัย

ประเด็นแห่งคดี  หมายถึง  ข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ระหว่างโจทก์หรือจำเลยหรือคู่ความฝ่ายอื่นๆ  ซึ่งปรากฏในคำฟ้องหรือในคำให้การหรือคำคู่ความอื่นๆ  (ถ้ามี)

กรณีตามอุทาหรณ์  โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  437  แม้จำเลยให้การต่อสู้คดี  แต่ก็มีประเด็นแห่งคดีที่คู่ความฟังได้เป็นยุติ  ดังนี้

1       ประเด็นตามฟ้องที่ว่า  จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันก่อเหตุหรือไม่  แม้จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์คันก่อเหตุตามฟ้อง  แต่จำเลยก็ไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธ  กรณีต้องถือว่าจำเลยยอมรับในประเด็นที่ว่า  จำเลยครอบครองควบคุมดูแลรถยนต์ตามฟ้องในขณะเกิดเหตุ  แม้ในวันชี้สองสถานทนายโจทก์และทนายจำเลยได้แถลงร่วมกันว่าขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวก็ตาม  แต่คำแถลงของคู่ความนี้ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท  (ฎ. 862/2510)  คดีจึงฟังเป็นยุติตามคำให้การที่ถือว่ารับของจำเลย  ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ตามฟ้องหรือไม่  แม้จำเลยให้การปฏิเสธก็ไม่มีผลกระทบต่อผลแพ้ชนะของคดี  จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย

2       ประเด็นตามฟ้องที่ว่า  จำเลยต้องรับผิดในการเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่  ในกรณีดังกล่าวจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า  โจทก์ไม่ได้เสียหายจากรถยนต์ที่จำเลยขับ  กรณีต้องถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์ได้รับการเสียหายจากรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองควบคุมดูแล  โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  437  วรรคแรก  จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เพื่อการเสียหายนี้  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเพราะความผิดของโจทก์ผู้เสียหายนั้นเอง  แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การยกเหตุสุดวิสัยหรือเหตุเกิดเพราะความผิดของโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้  ดังนั้น  จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบได้  คดีจึงฟังได้เป็นยุติว่า  จำเลยต้องรับผิดในการเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์  (เทียบ  ฎ. 762/2517)

3       ประเด็นที่จำเลยต่อสู้ว่า  ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม  ในกรณีดังกล่าวจำเลยให้การเพียงยกถ้อยคำตามกฎหมายมาอ้างโดยไม่ได้บรรยายว่าฟ้องโจทก์ไม่ชัดแจ้งอย่างไร  กรณีจึงถือว่าคำให้การของจำเลยแสดงเหตุการณ์ปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง  ไม่ชอบด้วย  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  ดังนั้น  จึงไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัย  คดีจึงฟังได้เป็นยุติว่า  คดีของโจทก์ไม่เคลือบคลุม  (ฎ .913/2509,  ฎ. 48/2536)

ดังนั้น  คดีจึงมีประเด็นแห่งคดีที่ฟังเป็นยุติ  ดังนี้

1       จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ

2       จำเลยต้องรับผิดในทางเสียหายที่เกิดขึ้น

3       ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

สำหรับประเด็นข้อพิพาท  มีดังนี้

1       โจทก์เสียหายเพียงใด

2       โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยสำหรับค่าเสียหายในอัตราร้อยละสิบห้ามต่อปีหรือไม่

ส่วนหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

1       ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า  โจทก์เสียหายเพียงใดนั้น  ในกรณีดังกล่าวแม้จำเลยต่อสู้ว่า  โจทก์เสียหายเป็นเงิน  500,000  บาท  จริงหรือไม่  จำเลยไม่ทราบไม่รับรอง  กรณีก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์เสียหายเป็นเงิน  500,000  บาท  กรณีเช่นนี้  โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามจำนวนค่าเสียหายที่ฟ้องมา  แต่หากโจทก์ไม่นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ตามฟ้อง  ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เองตามสมควร  โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  438  วรรคแรก

2       ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า  โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีหรือไม่นั้น  ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยได้เอง  คู่ความไม่ต้องนำสืบ

สรุป  

คดีจึงมีประเด็นแห่งคดีที่ฟังเป็นยุติ  ดังนี้

1       จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ

2       จำเลยต้องรับผิดในทางเสียหายที่เกิดขึ้น

3       ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ  ดังนี้

1       โจทก์เสียหายเพียงใด  โจทก์มีหน้าที่นำสืบ

2       โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีหรือไม่  เป็นปัญหาข้อกฎหมายคู่ความไม่ต้องนำสืบ  ศาลวินิจฉัยได้เอง

 


ข้อ  2  เมื่อวันที่  1  ตุลาคม  2550  นายจูมงชาวเกาหลีใต้ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าถูกคนทำร้ายชิงเอาทรัพย์ไป  นายแดงเห็นเหตุการณ์คนร้ายคือนายดำ  แต่นายจูมงจะต้องเดินทางกลับประเทศของตนโดยด่วน  พนักงานสอบสวนจึงเสนอเรื่องต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอต่อศาลขอสืบนายจูมงเป็นพยานไว้ก่อน  โดยยังจับนายดำไม่ได้  ดังนี้  พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอสืบนายจูมงไว้ก่อนฟ้องได้หรือไม่  และถ้าจับนายดำมาฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว  นายแดงถูกทำร้ายอาจถึงแก่ความตายได้ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์  พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายแดงไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  173/2  วรรคสอง

ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ  ศาลจะมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันกำหนดนัดสืบพยานก็ได้

มาตรา  237  ทวิ  วรรคแรก  ก่อนฟ้องคดีต่อศาลเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร  ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี  หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม  หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า  พนักงานอัยการโดยตนเองได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือเจ้าพนักงานสอบสวน  จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้  ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด  และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ  ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล  หากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศาล  ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป

วินิจฉัย

นายจูมงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของนายดำผู้ต้องหาในความผิดฐานชิงทรัพย์  กรณีนี้จึงถือว่านายจูมงเป็นพยานสำคัญในคดี  เมื่อได้ความว่าก่อนฟ้องคดีต่อศาลมีเหตุที่นายจูมงพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร  โดยนายจูมงเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดีทั้งมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า  ดังนั้น  เมื่อพนักงานสอบสวนเสนอคำร้องต่อพนักงานอัยการ  พนักงานอัยการจึงสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลขอสืบนายจูมงไว้ก่อนฟ้องได้  โดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่านายดำผู้ต้องหาได้กระทำผิดตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  237  ทวิ  วรรคแรก  ทั้งนี้  แม้จะยังจับตัวนายดำผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดไม่ได้ก็ตาม  (ฎ. 2980/2547)

ส่วนกรณีนายแดงซึ่งเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์  (ประจักษ์พยาน)  พนักงานอัยการโจทก์จะขอสืบนายแดงไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้หรือไม่นั้น  เห็นว่า  หากนายแดงถึงแก่ความตายโดยไม่มีการสืบพยานไว้ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์  ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อผลของคดีได้  เพราะนายแดงประจักษ์พยานซึ่งถือว่าเป็นพยานที่สำคัญกรณีจึงถือว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ที่ต้องมีการสืบนายแดงซึ่งเป็นพยานอันเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีไว้ล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดวันนัดสืบพยาน  ดังนั้น  พนักงานอัยการโจทก์จึงสามารถขอสืบนายแดงพยานไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  173/2  วรรคสอง

สรุป  พนักงานอัยการจึงสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลขอสืบนายจูมงไว้ก่อนฟ้องได้  และสามารถขอสืบนายแดงพยานไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ได้เช่นกัน


ข้อ  3  โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยตามหนังสือสัญญากู้เงินจำนวน  
80,000  บาท  จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน แล้วนำสืบนายแดงเป็นพยานว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้  โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู่  ดังนี้  การนำสืบพยานของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก)  ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร  เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้  มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา  (2)  แห่งมาตรา  93  และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า  พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด  หรือแต่บางส่วน  หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์  หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ย่อมต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร  ในเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง  หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก  เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้  คือ

1       กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย  หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย  หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2       พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3       พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4       สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5       คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

การนำสืบพยานของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยนำสืบนายแดงเป็นพยานตามคำให้การต่อสู้ว่า  ไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กันซึ่งจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้  โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไป  และต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  การนำสืบพยานจำเลยดังกล่าวเป็นการสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้  เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์  เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว  เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94  วรรคท้าย  จำเลยจึงมีสิทธินำพยานบุคคลเข้าสืบได้  หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคสอง  อันจะต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลไม่  (ฎ. 5292/2548)

สรุป  การนำสืบพยานของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

LAW3011กฎหมายลักษณะพยาน 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  วันเกิดเหตุ  จำเลยที่  1  เป็นลูกจ้างของจำเลยที่  2  และขับรถยนต์บรรทุกคันก่อเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2  จำเลยที่  2  เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวในเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง  จำเลยที่  1  ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวด้วยความประมาทในขณะเมาสุราจนไม่สามารถบังคับรถยนต์ได้  เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวพุ่งชนโจทก์ซึ่งเดินอยู่บนบาทวิถี  ได้รับอันตรายสาหัส  ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวม  500,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า  จำเลยที่  2  ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกตามฟ้อง  จำเลยที่  1  ไม่ได้ขับรถยนต์บรรทุกตามฟ้องด้วยความประมาท  ไม่ได้เมาสุราในขณะขับรถ  แต่จำเลยที่  1  หักพวงมาลัยรถยนต์โดยกะทันหันเพื่อหลบหลุมขนาดใหญ่กลางถนนเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักแล่นขึ้นไปบนบาทวิถีและเฉี่ยวชนโจทก์  จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด  คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะมิได้ฟ้องมาภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย  โจทก์ไม่ได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง  ค่าเสีย

หายตามฟ้องสูงเกินความจริง  ขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน  ทนายความของจำเลยแถลงว่า  จากการตรวจสอบ  ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่  1  เป็นเพียงผู้มาสมัครงานเป็นผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่  2  และเหตุเกิดในขณะที่จำเลยที่  1  กำลังทดสอบการขับรถยนต์บรรทุก  จำเลยที่  2  จึงไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ขอให้ศาลกำหนดประเดนข้อพิพาทตามคำแถลงนี้ด้วย

ให้วินิจฉัยว่า  คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด  และถ้าไม่มีการสืบพยาน  คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้คดี

ธงคำตอบ

มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา  177  วรรคสอง  ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า  จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

มาตรา  437  วรรคแรก  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลบุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

มาตรา  448  สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น  ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน  หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา  และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้  ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่  1  รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังจักรกลตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  437  วรรคแรก ซึ่งบัญญัติให้จำเลยที่  1  ต้องรับผิดเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายนั้นเอง  แต่จำเลยที่  1  ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายนั้นเอง  ดังนั้น  จำเลยไม่มีประเด็นนำสืบเพื่อให้พ้นความรับผิด  จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว  (เทียบ  ฎ. 762/2517)

ส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่  2  ร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างนั้น  จำเลยที่ 2  ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงส่วนนี้ไว้ในคำให้การ  กรณีจึงถือว่าจำเลยที่  2  ให้การรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว  จึงฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามฟ้องได้  ในวันเกิดเหตุจำเลยที่  2  เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกตามฟ้องไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2 ดังนั้น  การที่ทนายความของจำเลยทั้งสองแถลงในวันชี้สองสถานปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงยุติแล้วกลับมาเป็นประเด็นข้อพิพาทได้อีก  เพราะประเด็นข้อพิพาทนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น  คำแถลงของคู่ความไม่อาจก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นได้  ฎ. 862/2510)

คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ปฏิเสธว่า  จำเลยที่  2  ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกตามฟ้องนั้นไม่มีผลกระทบต่อผลคดี  จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องศาลวินิจฉัย  และไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นพิพาท

สำหรับคำให้การของจำเลยทั้งสองที่ว่า  คดีของโจทก์ขาดอายุความนั้น  เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยมูลละเมิด  ที่จำเลยทั้งสองให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  448  จึงเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งแล้วตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

ดังนั้น  คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1       คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

2       โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นแรก  แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างประเด็นข้อนี้ขึ้นมา  แต่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า  การที่โจทก์ฟ้องคดีนั้นสันนิษฐานว่าเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ  เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ  (ฎ. 3042/2548, ฎ. 4610/2547)

ประเด็นที่สอง  โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริง  จำเลยให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์โดยไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่  ดังนั้น  ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

และหากคดีนี้ไม่มีการสืบพยาน  ฝ่ายโจทก์จะเป็นฝ่ายแพ้คดี  เพราะคดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่โจทก์  ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องเกิดขึ้น

สรุป  คดีมีประเด็นข้อพิพาท  คือ

1       คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

2       โจทก์เสียหายตามฟ้องหรือไม่เพียงใด

และถ้าไม่มีการสืบพยาน  โจทก์จะเป็นฝ่ายแพ้คดี

 


ข้อ  2  นายตี๋ใหญ่ถูกจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต  พนักงานสอบสวนแจ้งนายตี๋ใหญ่ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดและแจ้งข้อหาให้ทราบ  แต่ก่อนเริ่มถามคำให้การ  พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามนายตี๋ใหญ่ว่ามีทนายความหรือไม่  และไม่ได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายตี๋ใหญ่ทราบ  นายตี๋ใหญ่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจว่า  นายตี๋ใหญ่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง  ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงนำไปซ่อนไว้ที่ห้องเช่า พนักงานสอบสวนนำหมายค้นไปค้นห้องเช่าพบอาวุธปืนยึดเป็นของกลาง  ชั้นศาลนายตี๋ใหญ่ให้การรับสารภาพตามที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาดังกล่าว  ดังนี้  ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การรับสารภาพของนายตี๋ใหญ่ในชั้นสอบสวน  อาวุธปืนของกลาง  และนายตี๋เล็กที่พนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยานซึ่งโจทก์นำมาเบิกความยืนยันกระทำผิดของนายตี๋ใหญ่ในชั้นศาลเป็นพยานหลักฐานของโจทก์เพื่อพิสูจน์ว่านายตี๋ใหญ่กระทำผิดประกอบคำให้การรับสารภาพของนายตี๋ใหญ่ในชั้นศาลได้หรือไม่ 

ธงคำตอบ

มาตรา  137/1  วรรคแรก  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต  หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา  ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้

มาตรา  134/4  วรรคแรกและวรรคท้าย  ในการถามคำให้การผู้ต้องหา  ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้  ถ้าผู้ต้องหาให้การ  ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้  ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา  134/1  มาตรา  134/2  และมาตรา  134/3  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้

มาตรา  226  พยานวัตถุ  พยานเอกสาร  หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมิผิดหรือบริสุทธิ์  ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้  แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น  และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน

มาตรา  226/1  ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า  พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากกระทำโดยมิชอบ  หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ  ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น  เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง  ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี  โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆดังต่อไปนี้ด้วย

(1) คุณค่าในเชิงพิสูจน์  ความสำคัญ  และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น

(2) พฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดี

(3) ลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ

(4) ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบอันเป็นเหตุให้ได้พยานหลักฐานมานั้นได้รับการลงโทษหรือไม่เพียงใด

มาตรา  232  ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน  18  ปี  ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้  (ป.วิ.อ.  มาตรา  134/1  วรรคแรก) และหากพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวข้างต้นถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้  (ป.วิ.อ.  มาตรา  134/4  วรรคท้าย)

กรณีตามอุทาหรณ์  บันทึกคำให้การรับสารภาพของนายตี๋ใหญ่ในชั้นสอบสวนแม้นายตี๋ใหญ่จะให้การรับโดยสมัครใจ  แต่เมื่อนายตี๋ใหญ่ถูกจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตและพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามนายตี๋ใหญ่ก่อนว่ามีทนายความหรือไม่  กรณีจึงไม่ชอบด้วย  ป.วิ.อ.  มาตรา  134/1  วรรคแรก  และก็ไม่ชอบด้วย  ป.วิ.อ.  มาตรา  134/4  วรรคแรกด้วย  เพราะไม่มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายตี๋ใหญ่ผู้ต้องหาทราบก่อนถามคำให้การ  จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายตี๋ใหญ่ไม่ได้ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  134/4  วรรคท้าย

สำหรับอาวุธปืนของกลางเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ  คือคำให้การรับสารภาพของนายตี๋ใหญ่ที่รับฟังไม่ได้ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  134/4  วรรคท้าย  กรณีเช่นนี้  โดยหลักแล้ว  ย่อมต้องห้ามมิให้รับฟัง  แต่เมื่อคำนึงถึงคุณค่าในเชิงพิสูจน์  ความสำคัญ  ความน่าเชื่อถืออาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นวัตถุพยาน  ประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดีแล้ว  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย  จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายตี๋ใหญ่ได้ตาม  ป.วิ.อ. มาตรา  226/1

ส่วนนายตี๋เล็กที่พนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยานไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายตี๋ใหญ่ด้วย  จึงไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  232  โจทก์จึงอ้างเป็นพยานโจทก์ได้  และคำเบิกความของนายตี๋เล็กที่ยืนยันว่านายตี๋ใหญ่กระทำความผิดตามฟ้องก็น่าจะพิสูจน์ได้ว่านายตี๋ใหญ่มีความผิด  โดยไม่ปรากฏว่านายตี๋เล็กเป็นพยานที่เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น  ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของนายตี๋เล็กเป็นพยานหลักฐานของโจทก์เพื่อพิสูจน์ความผิดของนายตี๋ใหญ่ได้ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  226  (ฎ. 534/2512)

สรุป  ศาลรับฟังบันทึกให้การรับสารภาพของนายตี๋ใหญ่ในชั้นสอบสวนไม่ได้  ศาลรับฟังอาวุธปืนของกลางได้  และศาลรับฟังนายตี๋เล็กได้  เพราะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย

 


ข้อ  3  โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน  และได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน  เจ้าพนักงานที่ดินประกาศการซื้อขายตามระเบียบเป็นเวลา  30  วัน  ครบกำหนดตามประกาศไม่มีผู้ใดคัดค้าน  จำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์  โจทก์จึงฟ้องให้บังคับจำเลยโอนทางทะเบียนและส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่โจทก์  ในวันสืบพยานจำเลย  จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าความจริงเป็นการทำสัญญากู้เงินกัน  ไม่ใช่สัญญาซื้อขายที่ดิน  ต้องบังคับตามสัญญากู้เงิน  ดังนี้  จำเลยสามารถนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก)  ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร  เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้  มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา  (2)  แห่งมาตรา  93  และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า  พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด  หรือแต่บางส่วน  หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์  หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ย่อมต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร  ในเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง  หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก  เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้  คือ

1       กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย  หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย  หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2       พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3       พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4       สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5       คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

จำเลยสามารถนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่จำเลยประสงค์จะนำสืบว่าความจริงเป็นการทำสัญญากู้เงินกัน  ไม่ใช่สัญญาซื้อขายที่ดิน  กรณีถือเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงินหากเป็นความจริงตามที่จำเลยอ้างสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ  ต้องบังคับตามนิติกรรมการกู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางไว้  ฉะนั้น  การที่จำเลยขอนำสืบว่าความจริงเป็นการทำสัญญากู้ยืมเงินกันจึงมิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตาม 

ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)  หากแต่เป็นการนำสืบหักล้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด  จำเลยจึงนำสืบได้  ไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94  วรรคท้าย  (ฎ. 2976/2548)

สรุป  จำเลยสามารถนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้ 

LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  นางโสภามีบุตร  4  คน  คือ  นายหนึ่ง  นายสอง  นายสาม  และนายสี่  นางโสภา  นายหนึ่ง  นายสอง  และนายสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนายสี่ว่า  โจทก์ทั้งสี่ได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม  แต่เข้าครอบครองที่ดินมี  น.ส.3  ซึ่งเป็นมรดกไม่ได้  เพราะจำเลยขัดขวาง  จึงขอเรียกทรัพย์มรดกโดยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่  1 กึ่งหนึ่ง  อีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกของสามีโจทก์ที่  1  ซึ่งตกได้แก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยในฐานะทายาทส่วนละเท่าๆกัน  นายสี่ซึ่งตกเป็นจำเลยต่อสู้ว่า  ที่ดินพิพาทจำเลยเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตามข้อตกลงของทายาทและจำเลยมีชื่อใน  น.ส. 3  จำเลยครอบครองโดยสงบ  เปิดเผย  ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่า  10  ปีแล้ว  จึงได้สิทธิครอบครอง  หากในวันสืบพยาน  คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ยอมนำพยานของตนเข้าสืบ  อยากทราบว่าคดีนี้คู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายแพ้คดี

ธงคำตอบ

 มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1373  ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน  ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

วินิจฉัย

ในเรื่องหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ในคดีที่คู่ความพาทกันว่าทรัพย์สินเป็นของคู่ความฝ่ายใด  ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์จำพวกที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน  หรือทะเบียนสิทธิครอบครองเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส.3  หรือ  น.ส.3  ก.)  บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นสิทธิครอบครองตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1373  และโฉนดที่ดิน  น.ส.3  หรือ  น.ส.3 ก.  ก็เป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น  ซึ่งตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  127  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง  กรณีเช่นนี้  จึงต้องเป็นหน้าที่ของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม  ในคดีมรดกซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ที่จำเลยนั้น  แม้ว่าจำเลยจะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ก็มิใช่ว่าจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเสมอไป  หากจำเลยรับว่าเป็นทรัพย์ของผู้ตายจริง  แต่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกให้ผู้อื่นไปแล้ว  หรือว่าได้มีการแบ่งมรดกกันแล้ว  กรณีเช่นนี้  ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่  ดังนี้  ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย  (ฎ.122/2490,  ฎ. 596/2534)

หากในวันสืบพยาน  คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ยอมนำพยานของตนเข้าสืบ  คู่ความฝ่ายใดจะเป็นฝายแพ้คดี  เห็นว่า  คดีนี้  แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส.3)  ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท  และได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1373  ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองก็ตาม  แต่การที่จำเลยให้การรับว่าที่พิพาทเป็นมรดก  และกล่าวอ้างข้อ

เท็จจริงขึ้นใหม่ว่า  จำเลยมีชื่อใน  น.ส.3  แต่ผู้เดียวตามข้อตกลงของทายาท  จำเลยครอบครองโดยสงบเปิดเผย  ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่า  10  ปีแล้ว  จึงได้สิทธิครอบครอง  จำเลยจึงยังต้องมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า  จำเลยได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกตามข้อตกลงของทายาทโดยชอบ  และได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองดังกล่าวว่าได้ครอบครองเพื่อตนและสุจริตอันเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นมาใหม่อีกด้วย  ดังนั้นจำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามมาตรา  84/1  เช่นนี้  หากในวันสืบพยาน  คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ยอมนำพยานของตนเข้าสืบ  จำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดีเพราะไม่นำพยานเข้าสืบตามหน้าที่  (ฎ. 5132/2539)

สรุป  หากในวันสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ยอมนำพยานของตนเข้าสืบ  จำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดี

ข้อ  2  มีบุคคลใดบ้างที่ห้ามออกหมายเรียกมาเป็นพยานในคดีแพ่งและคดีอาญา

ธงคำตอบ

อธิบาย

โดยหลักแล้ว  ในคดีแพ่งเมื่อคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถนำพยานของตนมาศาลได้เอง  คู่ความฝ่ายนั้นอาจขอต่อศาลก่อนวันสืบพยานให้ออกหมายเรียกพยานนั้นมาศาลได้  โดยศาลอาจให้คู่ความฝ่ายนั้นแถลงถึงความเกี่ยวพันของพยานกับข้อเท็จจริงในคดีอันจำเป็นที่จะต้องออกหมายเรียกพยานดังกล่าวด้วย  และต้องส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำแถลงของผู้ขอให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย  3  วัน  (ป.วิ.พ.  มาตรา  106)

แต่อย่างไรก็ตาม  ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานดังต่อไปนี้

1)    พระมหากษัตริย์  พระราชินี  พระรัชทายาท  หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ไม่ว่าในกรณีใดๆ

2)    พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา  ไม่ว่าในกรณีใดๆ

3)    ผู้ที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมาย

ในกรณีตาม  2)  และ  3)  ให้ศาลหรือผู้พิพากษาที่รับมอบหรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งออกคำบอกกล่าวว่าจะสืบพยานนั้น  ณ  สถานที่และวันเวลาใดแทนการออกหมายเรียก  โดยในกรณีตาม  2)  ให้ส่งไปยังพยานส่วนตาม  3)  ให้ส่งคำบอกกล่าวไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติว่าด้วยการนั้น  หรือตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ  (ป.วิ.พ.  มาตรา  106/1)

สำหรับการห้ามออกหมายเรียกมาเป็นพยานในคดีอาญา  เนื่องจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  (ป. วิ.พ.  มาตรา  106/1)  มาใช้บังคับกับคดีอาญาด้วยตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  15

 


ข้อ  3  คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  โจทก์นำสืบแสดงสำเนาใบส่งของต่อศาล  จำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสารแต่อย่างใด  ศาลได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว  จำเลยฎีกาว่าการที่ศาลล่างรับฟังสำเนาเอกสารของโจทก์นั้น  เป็นการรับฟังพยานเอกสารที่มิชอบด้วยกฎหมาย  เพราะโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลก่อนเพื่อนำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบ  ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  93  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น  เว้นแต่

(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้  เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย  หรือสูญหาย  หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น  อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ  หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น  ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

วินิจฉัย

ตามมาตรา  93(2)  กำหนดว่า  ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้  เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย  หรือสูญหาย  หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น  อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ  หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น  ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้  ถ้อยคำในตัวบทที่ว่า  ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้  มีลักษณะทำนองว่าจะต้องขออนุญาตต่อศาล  กล่าวคือ หากมีเหตุตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  93(2)  แล้ว  ศาลย่อมอนุญาตให้นำสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนได้เสมอ  หรือหากศาลยอมให้สืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนไปเลย  ก็ถือได้ว่าอนุญาตโดยปริยาย  ไม่จำต้องขออนุญาตต่อศาลก่อน

การที่ศาลล่างทั้งสองศาลรับฟังสำเนาเอกสารของโจทก์นั้นเป็นการรับฟังที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์นำสืบแสดงสำเนาใบส่งของต่อศาล  และจำเลยมิได้โต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสาร  เมื่อศาลล่างได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว  ก็ถือได้ว่าศาลได้อนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  93(2)  แล้ว  โยโจทก์ไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อน  ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น  (ฎ. 5841/2545)

สรุป  การที่ศาลล่างทั้งสองศาลรับฟังสำเนาเอกสารของโจทก์นั้น  เป็นการรับฟังที่ชอบด้วยกฎหมาย  ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2551

การสอบไล่ภาค  1 ปีการศึกษา 2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ

ข้อ 1        โจทก์ฟ้องว่า  ในการฟ้องคดีนี้  โจทก์มอบอำนาจให้นายมิตรเป็นผู้ฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้อง  เมื่อระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จำเลยได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ  เป็นเงินรวม 200,000 บาท  แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระราคา  ขอให้บังคับจำเลย  จำเลยให้การว่า  โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องตามกฎหมาย  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง  จำเลยไม่ผิดสัญญาแต่โจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ได้แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวในเขตจังหวัด  แต่โจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในเขตจังหวัดในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย  และคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะมิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันส่งมอบ  ขอให้ยกฟ้อง

เช่นนี้  คดีมีประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบประการใด  และถ้าคู่ความต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน  ศาลจะตัดสินให้ฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะคดี

แนวคำตอบ           

ในส่วนประเด็นข้อพิพาท   อธิบายข้อกฎหมายเรื่องที่มาของประเด็นข้อพิพาท (2  คะแนน)

ประเด็นข้อพิพาทในคดีตามอุทาหรณ์  มีดังนี้ (6  คะแนน)

1.   จำเลยต้องชำระราคาสินค้าตามฟ้องหรือไม่ 

2.   คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ส่วนที่จำเลยให้การว่า    โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องตามกฎหมาย     โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น    จำเลยไม่ได้ให้เหตุผลว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายใดหรือเพราะเหตุใด   จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง   ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีประเด็น*2  คะแนน)

ส่วนหน้าที่นำสืบ    อธิบายข้อกฎหมายตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84/1 

ประเด็นข้อที่ 1.   โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระ   จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามฟ้อง    ถือว่าจำเลยให้การรับว่าจำเลยได้ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามฟ้อง   แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องโจทก์ผิดสัญญาที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในจังหวัดแล้ว  โจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในจังหวัดในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลยขึ้นปฏิเสธความรับผิดชำระราคาสินค้า   จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบในประเด็นข้อนี้**                                                                           

               ประเด็นข้อที่  2.    แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อนี้ขึ้นมา    แต่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า   การที่โจทก์ฟ้องนั้น    สันนิษฐานว่าเป็นฟ้องมาภายในกำหนดอายุความ    เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ   โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ (3 คะแนน)

               คดีนี้   ถ้าคู่ความต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน    โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบในประเด็นข้อที่ 2   ต้องเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อนี้และเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายฟ้องคดี   โจทก์ย่อมแพ้คดีทั้งสำนวน    จำเลยแม้ไม่ได้สืบพยานตามหน้าที่นำสืบในประเด็นข้อที่ 2   ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดีนี้ (5  คะแนน)

(หมายเหตุ   *ฎีกาที่ 68/2531  และ  **ฎีกาที่  6443/2544)

 


ข้อ 2
        นายดำถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  นายเหลืองประจักษ์พยานโจทก์เบิกความว่า  นายดำมิใช่คนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องเพื่อช่วยเหลือนายดำซึ่งขัดกับคำให้การของนายเหลืองที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุทันทีว่านายดำเป็นผู้ฆ่าผู้ตาย พนักงานอัยการโจทก์จึงขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามนายหลืองโดยใช้คำถามนำ  และขอสืบบันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนประกอบการถามแล้วอ้างส่งเป็นพยานต่อศาล  ทนายของนายดำคัดค้านว่า  โจทก์จะใช้คำถามและสืบบันทึกคำให้การของนายเหลืองดังกล่าวไม่ได้และบันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้

                ให้วินิจฉัยว่า   ข้อคัดค้านของทนายดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่

แนวคำตอบ            คำเบิกความของนายเหลืองประจักษ์พยานโจทก์ที่ว่านายดำมิใช่คนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องเป็นคำเบิกความที่เป็นปรปักษ์แก่โจทก์    โจทก์มีสิทธิขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามนายเหลืองเสมือนหนึ่งเป็นพยานที่ฝ่ายจำเลยอ้างมาและใช้คำถามนำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา  117  วรรคหกและมาตรา 118  วรรคหนึ่ง    ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15   และมีสิทธินำบันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนเข้าพิสูจน์ต่อพยานได้เพื่อแสดงว่าคำเบิกความของนายเหลืองในชั้นศาลไม่ควรเชื่อฟังเพราะต้องการช่วยเหลือจำเลยให้พ้นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 120   ประกอบวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15   ข้อคัดค้านของทนายนายดำประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

บันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า   ห้ามมิให้ศาลรับฟังก็จริง    แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ   ลักษณะ   แหล่งที่มา   และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุว่านายดำเป็นผู้ฆ่าผู้ตาย    โดยยังไม่มีโอกาสปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่นเพื่อช่วยเหลือนายดำในตอนนั้น    น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้   ศาลจึงรับฟังบันทึกคำให้การของนายเหลืองในชั้นสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3(1)    ข้อคัดค้านของทนายนายดำประเด็นนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

 


ข้อ 3
         โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน  จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า  จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์  แต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ  เพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุมนางหยดย้อย ตามหมายจับของศาล  และเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของนางหยดย้อยซึ่งถูกนายพานิชญาติโจทก์แจ้งความดำเนินคดีและพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค  ต่อมาศาลพิพากษาจำคุกนางหยดย้อย  นายพานิชไม่อาจเรียกเงินตามเช็คจากนางหยดย้อยได้     จึงให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้  ดังนี้ จำเลยสามารถนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่ต่อสู้ไว้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

แนวคำตอบ            วางหลักกฎหมาย    ป.วิ.พ.  มาตรา 94

ตามปัญหา    จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า    จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์    แต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ    เพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุมนางหยดย้อยตามหมายจับของศาล    และเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของนางหยดย้อยซึ่งถูกนายพานิชญาติโจทก์แจ้งความดำเนินคดีและพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค    ต่อมาศาลพิพากษาจำคุกนางหยดย้อย     นายพานิชไม่อาจเรียกเงินตามเช็คจากนางหยดย้อยได้    จึงให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้    เช่นนี้    จำเลยสามารถนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อเท็จจริงที่ต่อสู้ไว้ได้    เพราะเป็นการนำสืบถึงที่มาของการลงลายมื่อชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์     หรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย     หาใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันเป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบไม่

LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  (ก)  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  84  บัญญัติว่า  การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่  (3)  ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล  ให้นักศึกษาอธิบายว่า  ในคดีแพ่ง  ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับกันแล้วในศาล

(ข)  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยที่  1  ลูกจ้างของจำเลยที่  2  ได้ขับรถโดยสารของจำเลยที่  2  ด้วยความประมาทชนเสาไฟฟ้าข้างถนนเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งนั่งมาในรถโดยสารคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กาย  ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล  5,000  บาท  ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  5,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ย  จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า  จำเลยที่  1  ไม่ได้ขับรถโดยสารด้วยความประมาท  ความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  เพราะมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถโดยสารที่จำเลยที่  1  ขับ  โดยกะทันหัน  ในวันเกิดเหตุ  จำเลยที่  1  มาสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่  2  จำเลยที่  2  ให้ไปทดลองขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ  ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่  2  จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด  ขอให้ยกฟ้อง

เช่นนี้  คดีมีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด

ธงคำตอบ

(ก)   อธิบาย

นคดีแพ่ง  ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับกันแล้วในศาล

1       เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว  จำเลยต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน  15  วัน  ซึ่งจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  แต่อย่างไรก็ดี  ในกรณีดังต่อไปนี้  แม้จำเลยจะให้การโดยไม่ชัดแจ้ง  แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยยอมรับแล้ว  หรือที่เรียกว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย  ดังนี้ 

จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องข้อใด  กล่าวคือ  เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องข้อใด  ก็ถือโดยปริยายว่าจำเลยยอมรับโดยปริยายในฟ้องข้อนั้นแล้ว  เว้นแต่ในเรื่องค่าเสียหายและในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ  ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้โต้แย้งในเรื่องค่าเสียหาย  หรือไม่ได้ยื่นคำให้การก็จะถือว่าจำเลยยอมรับในข้อนั้นไม่ได้

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยไม่ชัดแจ้ง  เช่น  ให้การว่า  นอกจากที่จำเลยให้การต่อไปนี้ขอให้ถือว่าปฏิเสธฟ้องโจทก์  หรือ   นอกจากให้การไปแล้วให้ถือว่าปฏิเสธ  เป็นต้น  ซึ่งคำให้การในลักษณะนี้  ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง  ต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามฟ้อง 

2        คำรับตามที่ศาลสอบถามในการชี้สองสถาน  กล่าวคือ  ในการชี้สองสถานแต่ละฝ่ายจะต้องตอบคำถามที่ศาลถามเอง  หรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น  อันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นอ้าง  ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด  หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว  เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ขณะนั้น  (ป.วิ.พ. มาตรา  183  วรรคสอง)

3       คำรับตามที่คู่ความสอบถาม  กล่าวคือ  คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอ้างข้อเท็จจริงใดและขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบรับว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่  เมื่อได้ร้องขอต่อศาลในวันสืบพยานให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายอื่น  ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้รับคำบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่  ถ้าคู่ความฝ่ายนั้นไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด  หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง  ในขณะนั้น  ให้ถือว่าได้ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว  เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น  กรณีเช่นนี้  ศาลจะมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นทำคำแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงมายื่นต่อศาลในเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้  (ป.วิ.พ.  มาตรา  100)

4       คำรับเกี่ยวกับเอกสาร  กล่าวคือ  การไม่ส่งต้นฉบับเอกสารในความครอบครองตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  123, 124  ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น  คู่ความฝ่ายที่ไม่ยื่นเอกสารดังกล่าวได้ยอมรับแล้ว  หรือการไม่คัดค้านเอกสารโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน  หรือสำเนาไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ  ก็ถือว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้คัดค้านได้ยอมรับความถูกต้องในเอกสารนั้นแล้วตาม  ป.วิ.พ. มาตรา  125

5       คำรับตามข้อตกลง  (คำท้า)  กล่าวคือ  เป็นการกระทำในศาลโดยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนการพิจารณานั้นสมความประสงค์ของคู่ความฝ่ายใดตามที่ท้ากันอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับตามข้ออ้างของฝ่ายที่สมประสงค์นั้นทั้งหมด

(ข)  หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  425  นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด  ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น

มาตรา  437  วรรคแรก  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลบุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

มาตรา  438  ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น  ให้ศาลวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร่ายแรงแห่งละเมิด

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การของโจทก์จำเลยรับฟังได้ว่า  ขณะเกิดเหตุจำเลยที่  1  เป็นผู้ควบคุมดูแลรถโดยสารซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล  และโจทก์ได้รับความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  จำเลยที่  1  ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนั้น  ต้องถือว่าจำเลยที่  1  ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว  จำเลยที่  1  จึงตองรับผิดในอันตรายแก่กายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า  ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้

ส่วนจำเลยที่  2  ให้การปฏิเสธแต่เพียงว่าจำเลยที่  2  ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  จำเลยที่  1  เป็นลูกจ้างของจำเลยที่  2  ก็ต้องถือว่าจำเลยที่  2  ยอมรับจำเลยที่  1  ได้กระทำไปในทางที่จ้างของจำเลยที่  2  นกจากนี้  จำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง  จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับกันว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องด้วยเช่นกัน

ดังนั้น  คดีตามอุทาหรณ์จึงมีประเด็นข้อพิพาท  ดังนี้

1       ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่

2       จำเลยที่  2  เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  หรือไม่

3       โจทก์เสียหายเพียงใด

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด  ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  ซึ่งแยกพิจารณาตามประเด็นได้ดังนี้

ประเด็นแรก  ที่ว่า  ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่  ในส่วนนี้เนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  437  ที่ว่า  บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆ  อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล  บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง  ดังนี้  ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสองที่ต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเหตุตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัย  ซึ่งหากจำเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้  จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

ประเด็นที่สอง  ที่ว่า  จำเลยที่  2  เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  หรือไม่  ในส่วนนี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้างจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ  ในประเด็นดังกล่าวนี้  แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่  แต่ความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างเป็นเรื่องภายในของนายจ้างกับลูกจ้าง  ซึ่งบุคคลภายนอกย่อมไม่อาจรู้ดีกว่านายจ้างกับลูกจ้าง  ดังนี้  ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง

ประเด็นที่  3  ที่ว่า  โจทก์เสียหายเพียงใด  เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง  แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การโต้แย้งจำนวนเงินค่าเสียหายด้วย  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ก็ยังคงตกแก่โจทก์  (เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เรียกร้องจะต้องนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหาย)  แต่โจทก์ไม่นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ตามฟ้อง  ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้เองตามสมควร  โดยพิจาณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม  ป.พ.พ. มาตรา  438  วรรคแรก

สรุป  คดีมีประเด็นข้อพิพาท  ดังนี้

1       ความเสียหายตามฟ้องเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่จำเลยทั้งสอง

2       จำเลยที่  2  เป็นนายจ้างของจำเลยที่  1  หรือไม่  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่จำเลยทั้งสอง

3       โจทก์เสียหายเพียงใด  ภาระการพิสูจน์ข้อนี้ตกแก่โจทก์

 


ข้อ  2  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันทำร้ายร่างกายนายหนึ่งจนเป็นเหตุให้นายหนึ่งถึงแก่ความตาย  ขอให้ลงโทษ  จำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์อ้างนายสองกับนายสามซึ่งเห็นเหตุการณ์  และนายสี่มาเบิกความเป็นพยานในชั้นศาล  จำเลยคัดค้านว่า  ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การนายสองและนายสามไปพร้อมๆกันต่อหน้ากันและกัน  คำเบิกความของนายสองและนายสามในชั้นศาลที่เบิกความตามคำให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานที่รับฟังไมได้  ส่วนนายสี่ก็ร่วมกระทำผิดกับจำเลย  แต่ถูกกันไว้เป็นพยานจึงรับฟังไม่ได้  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า  พนักงานสอบสวนได้สอบถามคำให้การนายสองและนายสามไปพร้อมๆกันต่อหน้ากันและกัน  และได้กันนายสี่ซึ่งร่วมกระทำผิดกับจำเลยไว้เป็นพยานจริง

ให้วินิจฉัยว่า  คำคัดค้านของจำเลยดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  15  วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

มาตรา  226  พยานวัตถุ  พยานเอกสาร  หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมิผิดหรือบริสุทธิ์  ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้  แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น  และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน

มาตรา  232  ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา   114  วรรคแรก  ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง และศาลมีอำนาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้

วินิจฉัย

เมื่อพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การนายสองและนายสามไปพร้อมๆกันต่อหน้ากันและกัน  คำเบิกความของนายสองและนายสามในชั้นศาลที่เบิกความตามคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นพยานที่รับฟังได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  114  วรรคแรก  จะบัญญัติว่า ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานที่จะเบิกความภายหลัง  ซึ่งนำมาใช้บังคับกับคดีอาญาด้วยก็ตาม  (ป.วิ.อ. มาตรา  15)  แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับเฉพาะในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น  ไม่รวมถึงชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนด้วยแต่ประการใด  ดังนั้น  การที่พนักงานสอบสวนถามคำให้การของนายสองและนายสามไปพร้อมๆกันต่อหน้ากันและกัน  จึงไม่ทำให้การสอบสวนพยานดังกล่าวเสียไป  เมื่อนายสองและนายสามเห็นเหตุการณ์จึงเป็นประจักษ์พยานที่จะนำพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง  ทั้งก็ไม่ปรากฏว่านายสองและนายสามเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคำมั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวง  หรือโดยมิชอบประการอื่น  คำเบิกความของนายสองและนายสามในชั้นศาลที่เบิกความตามคำคัดค้านในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานที่ศาลรับฟังได้ตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  226  คำคัดค้านของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคำคัดค้านของจำเลยประการต่อมามีว่า  นายสี่ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยแต่ถูกกันไว้เป็นพยานจะรับฟังคำเบิกความได้หรือไม่  เห็นว่า  การห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  232  หมายความว่า  ในขณะที่เบิกความ  พยานที่ห้ามต้องอยู่ในฐานะจำเลย  หากพยานที่โจทก์อ้างมิได้อยู่ในฐานะจำเลยแล้วก็ย่อมไม่ต้องห้าม  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  นายสี่กระทำความผิดกับจำเลยแต่นายสี่ได้ถูกกันไว้เป็นพยาน  แสดงว่า  ในขณะที่นายสี่เบิกความ  นายสี่ไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลย  กรณีจึงไม่ต้องด้วย  ป.วิ.อ.  มาตรา  232  อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังแต่อย่างใด  คำคัดค้านของจำเลยในประเด็นนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน  (ฎ. 534/2512)

สรุป  คำเบิกความของนายสองและนายสามในชั้นศาลที่เบิกความตามคำในชั้นสอบสวน  จึงเป็นพยานที่ศาลรับฟังได้  และศาลก็สามารถรับฟังคำเบิกความของนายสี่ได้  คำคัดค้านของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งสองกรณี

 


ข้อ  3  นายแก้วฟ้องนายขวดให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน  
200,000  บาท  พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้  นายขวดจำเลยให้การว่าได้ทำสัญญากู้ตามฟ้องจริง  และในสัญญาได้ระบุว่า  นายขวดยอมให้ดอกเบี้ยร้อยละ  15  แก่นายแก้วทุกเดือน  เป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  จึงตกเป็นโมฆะ  นายชวดขอชำระหนี้เฉพาะเงินต้นคือ  200,000  บาท  ตามสัญญาเท่านั้น  ในชั้นสืบพยานนายแก้วแถลงว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวคิดกันเป็นร้อยละ  15  ต่อปี  ขอนำพยานบุคคลมาสืบถึงข้อตกลงนี้

ดังนี้  ศาลจะอนุญาตให้นายแก้วนำสืบพยานบุคคลได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก)  ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร  เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้  มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา  (2)  แห่งมาตรา  93  และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า  พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด  หรือแต่บางส่วน  หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์  หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ย่อมต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร  ในเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง  หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก  เว้นแต่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ที่สามารถนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้  คือ

1       กรณีต้นฉบับเอกสารสูญหาย  หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย  หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น

2       พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม

3       พยานเอกสารที่แสดงนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน

4       สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์

5       คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

การที่นายแก้วประสงค์จะนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ  15  ต่อปี  ไม่ใช่ร้อยละ  15  ต่อเดือน  กรณีจึงถือว่าเป็นการสืบว่านายขวดตีความหมายของข้อความในเอกสารผิดไป  และเป็นการนำสืบอธิบายความหมายที่แท้จริงในสัญญา  ไม่ถือว่าเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)  นายแก้งจึงนำพยานบุคคลมาสืบได้ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94  วรรคท้าย  ศาลจึงอนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบได้  (เทียบ  ฎ. 1601/2520)

สรุป  ศาลอนุญาตให้นายแก้วนำสืบพยานบุคคลได้ 

LAW 3011 กฎหมายลักษณะพยาน S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่  1234  เป็นของโจทก์  ถูกฝ่ายจำเลยบุกรุกเข้าครอบครอง  จำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์  ทั้งยังต่อสู้ว่าเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่  1342  อันเป็นที่ดินของฝ่ายจำเลย  คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร  และฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ  จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคำตอบ

มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น

ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1373  ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน  ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

วินิจฉัย

ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์  คดีมีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรนั้น  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า  ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่  1234  เป็นของโจทก์  ถูกฝ่ายจำเลยบุกรุกเข้าครอบครอง  และจากคำให้การต่อสู้ของจำเลยที่ไม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์  ทั้งยังต่อสู้ว่า  เป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่  1342  อันเป็นที่ดินของฝ่ายจำเลย  ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทจึงมีเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตโฉนดของฝ่ายใด  (ฎ. 1992/2511)

สำหรับหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์นั้น  ตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ  เมื่อโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้าง  จำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามหลัก  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  และในกรณีดังกล่าวนี้  ย่อมไม่อาจปรับเข้าข้อสันนิษฐานตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1373  ที่ว่า  ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองได้  เพราะกรณีไม่ใช่เป็นการพิพาทกันว่า  ใครมีสิทธิดีกว่ากันในที่ดินที่มีโฉนด  แต่เป็นการพิพาทกันว่าที่พิพาทอยู่ในโฉนดของฝ่ายใด  (ฎ. 2227/2533)

สรุป  คดีมีประเด็นพิพาท  คือ  ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในโฉนดของฝ่ายใด  และหน้าที่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาทตกแก่โจทก์

หมายเหตุ  กรณีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีชื่อในโฉนดที่ดิน  แต่พิพาทกันว่าที่พิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดของฝ่ายใด  ในกรณีเช่นนี้โจทก์และจำเลยต่างไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน  เพราะผู้มีชื่อในโฉนดหรือ  น.ส. 3จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม  ป.พ.พ. มาตรา  1373  ก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า  ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตโฉนดของฝ่ายใด  เป็นของโจทก์หรือจำเลยแล้ว  แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าเป็นของฝ่ายใดเป็นการพิพาทกันก่อนที่ข้อสันนิษฐานจะมีผลใช้บังคับ  จึงต้องกลับไปใช้หลักทั่วไปที่ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์  ดังนั้น  คดีนี้โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง  จำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์ก็ต้องมีภาระการพิสูจน์  (ฎ. 2227/2533  ฎ.467/2548)

 


ข้อ  2  การสืบพยานหลักฐานในคดีอาญานั้น  มีกรณีใดบ้างที่ไม่ได้กระทำในศาลที่รับฟ้องคดี

อธิบาย

การสืบพยานหลักฐานในคดีอาญานั้น  มีกรณีที่ไม่ได้ทำในศาลที่รับฟ้องคดีดังต่อไปนี้  คือ

1       ศาลเห็นสมควรให้เดินเผชิญสืบ  กล่าวคือ  โดยหลักแล้ว  ศาลซึ่งเป็นผู้สืบพยานจะสืบพยานในศาลหรือนอกศาลก็ได้  แต่ถ้ามีคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ  หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นการสมควร  ศาลก็อาจเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานก็ได้  (ป.วิ.อ.  มาตรา  229  ประกอบมาตรา  230  วรรคแรก)

2       ศาลเห็นสมควรให้ส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น  กล่าวคือ  เมื่อมีเหตุจำเป็นไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบที่ศาลซึ่งกำลังพิจารณาคดีได้  และการสืบพยานหลักฐานโดยวิธีอื่นก็ไม่สามารถกระทำได้  กรณีเช่นนี้  ศาลมีอำนาจส่งประเด็นให้ศาลอื่นสืบพยานหลักฐานแทน  ทั้งให้ศาลที่รับประเด็นมีอำนาจและหน้าที่ดังศาลเดิม  รวมทั้งมีอำนาจส่งประเด็นต่อไปยังศาลอื่นได้  (ป.วิ.อ.  มาตรา  230  วรรคแรก)

3       ศาลอนุญาตให้พยานเบิกความนอกศาล  กล่าวคือ  ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจนำพยานมาเบิกความในศาลได้  เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร  กรณีเช่นนี้  ศาลก็อาจอนุญาตให้พยานดังกล่าวเบิกความที่ศาลอื่น  หรือสถานที่ทำการของทางราชการหรือสถานที่แห่งอื่นนอกจากศาลนั้น  โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพได้  (ป.วิ.อ.  มาตรา  230/1)

4       ศาลอนุญาตให้คู่ความเสนอบันทึกถ้อยคำของบุคคลซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อศาล  กล่าวคือ  เป็นกรณีที่พยานอยู่ต่างประเทศและไม่อาจสืบพยานตาม  ข้อ  3  ได้  กรณีเช่นนี้  เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร  ศาลจะอนุญาตให้เสนอบันทึกคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อศาลได้  แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคำที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม  (ป.วิ.อ.  มาตรา  230/2)

 


ข้อ  3  โจทก์ฟ้องว่า  เมื่อเดือนมีนาคม  2540  โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินซึ่งจำเลยจัดสรรขายจำนวน  1  หลัง  เป็นเงิน  
2,500,000  บาท  ผ่อนชำระเป็นรายเดือน  รวม  20  เดือน  โจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว  แต่จำเลยผิดสัญญา  เพิ่งจะก่อสร้างบ้านได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  จึงขอเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์  จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า  สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดเวลาส่งมอบบ้านไว้  จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา  ขอให้ยกฟ้อง  ระหว่างสืบพยาน  โจทก์อ้างตนเองและแผ่นพับโฆษณาของจำเลยที่มีข้อความว่า  จำเลยจะเริ่มก่อสร้างบ้านในโครงการ  ในต้นเดือนมกราคม  2540  และจะก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้ซื้อเสร็จภายในสิ้นปี  2541 เป็นพยานโดยโจทก์เบิกความว่าตามที่จำเลยลงโฆษณาไว้ได้ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบบ้านไปแล้ว  ส่วนจำเลยอ้างนายจันทร์เป็นพยานเบิกความว่า  โครงการก่อสร้างของจำเลยมีปัญหาสินเอกับสถาบันการเงิน  จึงเริ่มต้นก่อสร้างล่าช้า  จำเลยได้ตกลงกับลูกค้าว่าขอเลื่อนกำหนดเวลาส่งมอบบ้านเป็นภายในสิ้นปี  2542  ซึ่งขณะที่โจทก์ฟ้องยังไม่ครบกำหนดเวลาส่งมอบบ้านตามที่ตกลงกัน

ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่า  พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา 94 (ข)  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

วินิจฉัย

พยานหลักฐานของโจทก์และของจำเลยที่นำสืบดังกล่าวต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)  หรือไม่  เห็นว่า  แม้ได้ความว่าสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย  จะเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ซึ่งโดยหลักแล้ว  ศาลย่อมไม่อาจรับฟังพยานบุคคลในกรณีที่ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก  แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  สัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาส่งมอบบ้านอันเป็นสาระสำคัญไว้  จึงเป็นสัญญาที่ไม่ชัดแจ้งโจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบอธิบานให้เห็นถึงกำหนดระยะเวลาส่งมอบอันเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้สัญญาชัดเจนว่ากำหนดเวลาสร้างแล้วเสร็จจะเป็นเวลาใดและปฏิบัติตามสัญญาได้  หาใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)  แต่ประการใด  (ฎ. 851/2544)

สรุป  พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำมาสืบดังกล่าวไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94(ข)   

LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3011 กฎหมายลักษณะพยาน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์  โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขต  แต่จำเลยคัดค้าน  โจทก์ได้รับความเสียหาย  ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดสอบเขต  จำเลยให้การว่า  โจทก์นำรังวัดไม่ถูกต้อง ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน  เลขที่  5555  ซึ่งจำเลยซื้อมาจากพี่สาวของจำเลยตั้งแต่ปี  2540  และในปีเดียวกันนั้นเอง  จำเลยได้ให้น้องสาวปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินซึ่งส่วนหนึ่งเป็นที่ดินพิพาท  อย่างไรก็ดี  หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์  จำเลยก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานานกว่า  10  ปี  จนจำเลยได้กรรมสิทธ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว  ขอให้ยกฟ้อง  ให้วินิจฉัยว่า

(1) คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ประการใด  กับคู่ความฝ่ายใดควรมีหน้าที่นำสืบก่อน

(2) ถ้าในวันชี้สองสถาน  โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยให้รังวัดตามหลักวิชาการ  หากผลการทำรังวัดปรากฏว่าบ้านของน้องสาวจำเลยปลูกอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์  จำเลยยอมแพ้  หากปลูกอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์  โจทก์ยอมแพ้  ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทด้วยวิธีการส่องกล้องถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว  มีความเห็นว่า  ที่ดินพิพาทน่าจะอยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์แต่จำเลยอ้างว่า  การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า  น่าจะ  นั้นไม่เป็นไปตามคำท้า  ขอให้ศาลสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป  ดังนี้  ข้ออ้างของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  84  การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น  เว้นแต่

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

มาตรา  84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด  คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

มาตรา  183  ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นพิพาท  และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นก่อนหรือหลังก็ได้

วินิจฉัย

(1) ประเด็นข้อพิพาท  หมายถึง  ข้ออ้างข้อเถียงในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างในคำคู่ความ  และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่รับ  ดังนั้นปัญหาข้อใดที่ฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้ว  ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท

กรณีตามอุทาหรณ์  คดีมีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรนั้น  เห็นว่า  เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท  จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพี่สาวของจำเลยตั้งแต่ปี  2540  ถือเป็นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งพร้อมด้วยเหตุแห่งการปฏิเสธตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  177  วรรคสอง  คดีจึงมีประเด็นพิพาทที่ว่าที่ดินเป็นของโจทก์หรือไม่

ส่วนข้อที่จำเลยให้การในตอนท้ายว่า  หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จำเลยที่  1  ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วนั้น  เป็นคำให้การขัดแย้งกับคำให้การตอนแรก  ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเพราะซื้อมา  จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  1382  เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น  (ฎ. 5473/2548)

นอกจากนี้ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายนั้น  เนื่องจากโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายมาด้วย  จึงไม่มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย  ไม่ต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท

สำหรับภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบนั้นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  84/1  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า  ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน  ผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น  ดังนั้นเมื่อโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์  และจำเลยให้การปฏิเสธ  ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อนึ่งหน้าที่นำสืบก่อนนั้น  เป็นหน้าที่ของคู่ความในการนำเสนอพยานหลักฐานตามลำดับก่อนหลังซึ่งเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนการนำข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนคดีของศาลเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา  183  บัญญัติให้ศาลกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อพิพาทข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้  กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์  ศาลก็สมควรสั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนแล้วห้ำเลยสืบแก้

(2) คำท้า  คือ  การที่คู่ความแถลงว่าจะรับในข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมดำเนินกระบวนการพิจารณาเพียงเท่าที่ท้ากันนั้นได้  ถ้าไม่ได้  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายนั้นกล่าวอ้าง  กรณีนี้  เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามหลักวิชาการเป็นข้อชี้ขาดปัญหา  เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว  ละให้ความเห็นว่า  ที่ดินพิพาทน่าจะอยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์  ย่อมถือได้ว่าผลของการรังวัดสอบเขตสมความประสงค์ของคู่ความและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันแล้วตามมาตรา  84(3)  การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า  น่าจะ  นั้น  เป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะกำลังทำการรังวัด  หาใช่เป็นการไม่ยืนยันมั่นคงแต่อย่างใดไม่  จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า  ข้ออ้างของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงฟังไม่ขึ้น  (ฎ. 4476/2544, ฎ.5992/2545)

สรุป

(1) ประเด็นข้อพิพาทมีว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่  และภาระการพิสูจน์เป็นของโจทก์  ดังนั้นโจทก์จึงควรมีหน้าที่นำสืบก่อน

(2) ข้ออ้างของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ฟังไม่ขึ้น

 


ข้อ  2  คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า  จำเลยกู้เงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่  ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบมีตัวโจทก์  ทนายโจทก์  และผู้เขียนสัญญากู้เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า  จำเลยกู้เงินโจทก์โดยลงชื่อในช่องผู้กู้เงินในสัญญากู้ที่อ้างส่งเป็นพยาน  ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างว่าส่งรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจพิสูจน์ลายเซ็นของจำเลยในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เป็นพยาน  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่า  ลายเซ็นของจำเลยในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ไม่ใช่ลายเซ็นของจำเลย  แลละมาเบิกความประกอบความเห็นดังกล่าว  กับข้อเท็จจริงฟังได้อีกว่า  ลายเซ็นของจำเลยในใบรับหมายเรียกมีลักษณะการเขียนและขนาดของตัวหนังสือคล้ายคลึงกันกับลายเซ็นของจำเลยในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ 

ให้วินิจฉัยว่า  พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่ากัน

ธงคำตอบ

มาตรา  104  วรรคแรก  ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ  ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่  แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น

มาตรา  130  วรรคแรก  ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งอาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้  แล้วแต่ศาลจะต้องการ  ถ้าศาลยังไม่เป็นที่พอใจในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ทำเป็นหนังสือนั้น  หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องโดยทำเป็นคำร้อง  ให้ศาลเรียกให้ผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นเพิ่มเติมเป็นหนังสือหรือเรียกให้มาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา  หรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญคนอื่นอีก

วินิจฉัย

ในการรับฟังพยานความเห็นนั้น  โดยหลักแล้วตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  95  ห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลใด  เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ได้เห็น  ได้ยิน  หรือได้ทราบข้อความในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเอง  ดังนั้นจึงห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำของพยานในลักษณะที่เป็นความเห็นหรือการคาดคะเน  เว้นแต่

1       ให้อำนาจศาลในการรับฟัง  หรือปฏิเสธพยานหลักฐานใด  (มาตรา  86)

2       ให้อำนาจศาลในการรับฟังความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ  (มาตรา  99,  130  วรรคแรก)

สำหรับในเรื่องการชั่งน้ำหนักความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญนั้น  ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่  แล้วพิพากษาไปตามนั้นตามมาตรา  104  วรรคแรก  แม้รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจะเป็นพยานที่ศาลรับฟังได้ก็จริง  แต่มิใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้ว  ศาลต้องรับฟังและเชื่อได้เป็นยุติในการวินิจฉัยคดีเสมอไป  เพราะความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งในการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น  เว้นแต่ในกรณีที่คู่ความท้ากันให้เอาความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นยุติ  เช่นนี้ถือว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญมีน้ำหนักมากและถือเป็นข้อยุติ  ศาลต้องพิจารณาให้เป็นไปตามคำท้านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์  เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยตกลงท้ากัน  ให้ถือเอาความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์เป็นข้อแพ้ชนะ  แม้ความคิดเห็นของตามหลักวิชาของพยานผู้เชี่ยวชาญจะเป็นพยานที่ศาลรับฟังได้  แต่ก็มิใช่ว่าจะต้องถือตามนั้นเสมอไป  เมื่อลายเซ็นของจำเลยในใบรับหมายเรียกมีลักษณะการเขียนและขนาดของตัวหนังสือคล้ายคลึงกับลายเซ็นของจำเลยในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ และโจทก์มีพยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยกู้เงินโจทก์โดยลงชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้  กับอ้างส่งสัญญากู้เป็นพยานต่อศาล  สนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน  ส่วนจำเลยคงมีแต่รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานเท่านั้น  ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย  (ฎ. 3117/2535)

สรุป  พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย 


ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืม  โดยเบิกความยืนยันว่า  จำเลยยังไม่ชำระเงินกู้คืน  ส่วนจำเลยนำสืบว่าจำเลยชำระเงินกู้คืนแล้วโดยโจทก์ตักหน้าดินในที่ดินของจำเลยไปขายและนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จนหมดแล้ว  แต่จำเลยยังไม่ได้รับสัญญากู้คืนมา  และในการสืบพยานนั้นจำเลยได้นำนางแพงศรีมาเบิกความสนับสนุนจำเลยด้วย  ดังนี้  การที่ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลมาสืบดังกล่าวข้างต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  94  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้  แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ข)  ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่า  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า  ยังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  321  วรรคแรก  ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้  ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป

มาตรา  653  วรรคสอง  ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น  ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง  ลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว  หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  ย่อมต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร  ในเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง  หรือขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก  ซึ่งจะเห็นว่ากฎหมายห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลเฉพาะกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น  ดังนั้นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  แม้จะมีการทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน  คู่สัญญาก็อาจนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้  ไม่ต้องห้ามตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94

กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  กรที่ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลมาสืบดังกล่าวข้างต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคสอง  วางหลักในเรื่องการนำสืบการใช้เงินกู้ยืมในกรณีที่การกู้ยืมมีหลักฐานเป็นหนังสือ  ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง  หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว  หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้น  หมายถึง  กรณีชำระหนี้ด้วยการใช้เงินตราเท่านั้น  ดังนั้นการที่จำเลยอ้างนางแพงศรีมาสืบสนับสนุนว่ามีการชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว  โดยยอมให้โจทก์ตักหน้าดินไปขายและนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  321  วรรคแรก  ไม่ใช่การนำสืบการชำระหนี้ด้วยเงินตราตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคสอง  จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

และการนำสืบเช่นว่านี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  94  เช่นกัน  ดังนั้นจำเลยสามารถอ้างนางแพงศรีเป็นพยานบุคคลเพื่อนำสืบว่ามีการชำระหนี้โดยขุดดินไปขายได้  การสืบพยานบุคคลดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย  (ฎ. 4742/2550)

สรุป  การที่ศาลรับฟังพยานบุคคลมาสืบดังกล่าวข้างต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2545

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2545

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3010 กฎหมายล้มละลาย

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  จำนวน  3  ข้อ

ข้อ  1  เอกถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย  จนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว  ปรากฏว่าเอกเป็นหนี้ค่าภาษีค้างชำระอยู่เป็นเงินหนึ่งแสนบาท  กรมสรรพากรยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  ต่อมาเอกขอประนอมหนี้ร้อยละ  40  ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของเอกโดยกรมสรรพากรออกเสียงคัดค้านไม่เห็นชอบด้วยคำขอประนอมหนี้นั้นแต่แพ้มติในที่ประชุม  และศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของเอกแล้ว  ต่อมาอีก  6  เดือนเอกได้รับมรดกหนึ่งล้านบาท  กรมสรรพากรซึ่งได้รับส่วนแบ่งจากการประนอมหนี้ของเอกในคดีล้มละลายร้อยละ  40  เป็นเงินสี่หมื่นบาทแล้ว  ได้ติดตามทวงถามค่าภาษีส่วนที่ค้างอีกหกหมื่นบาทจากเอก  เอกไม่ยอมชำระ  ดังนี้  กรมสรรพากรจะมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกหนี้ค่าภาษีที่ค้างอยู่อีกหกหมื่นบาทจากเอกได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  56  การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว  ผู้มัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดในเรื่องหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้  เว้นแต่เจ้าหนี้คนนั้นได้ยินยอมด้วยในการประนอมหนี้

มาตรา  77  คำสั่งปลดจากล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้เว้นแต่

(1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร  หรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล

วินิจฉัย

การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว  ย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้  แต่ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้  ในเรื่องหนี้ที่ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลาย  (คือ  เจ้าหนี้ตามมาตรา  77)  เว้นแต่  เจ้าหนี้นั้นจะยินยอมด้วยในการประนอมหนี้  (มาตรา  56)

กรมสรรพากรจะมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกหนี้ภาษีที่ค้างอยู่อีก  60,000  บาท  จากเอกได้หรือไม่  เห็นว่า  หนี้เกี่ยวกับภาษีอากรของรัฐบาลถือเป็นหนี้ที่ไม่อาจหลุดพ้นโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้ตามมาตรา  77(1)  และในที่ประชุมเจ้าหนี้  กรมสรรพากรก็ได้ออกเสียงคัดค้านไม่เห็นชอบด้วยคำขอประนอมหนี้แต่แพ้มติในที่ประชุม  กรณีเช่นนี้  จึงถือไม่ได้ว่ากรมสรรพากรได้เห็นชอบหรือยินยอมด้วยในการประนอมหนี้แต่อย่างใด  การประนอมหนี้ของเอกดังกล่าวจึงไม่ผูกมัดกรมสรรพากรตามมาตรา  56

ดังนั้น  แม้เอกจะหลุดพ้นจากการล้มละลายโดยการประนอมหนี้  กรมสรรพากรก็ยังคงมีสิทธิติดตามฟ้องเรียกค่าภาษีที่เอกค้างอยู่จำนวน  60,000  บาทได้  (ฎ. 1001/2509)

สรุป  กรมสรรพากรมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกหนี้ภาษีที่ค้างอยู่อีก  60,000  บาท  จากเอกได้


ข้อ  2  พยอมกู้ยืมเงินลำใยไป  
150,000  บาท  โดยนำเครื่องเพชรของตนมามอบให้ลำไยไว้เป็นประกันเงินกู้โดยไม่มีหลักฐานการจำนำเป็นหนังสือและไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินกันไว้เป็นหนังสือแต่อย่างใด  ต่อมาพยอมถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์พยอมเด็ดขาด  ลำใยขอรับชำระหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยตีราคาเครื่องเพชรของลำใยเป็นเงิน  100,000  บาท แล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่อีก  50,000  บาทถ้าท่านเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะสั่งคำขอรับชำระหนี้ของลำใยอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  95  เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้  แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น

มาตรา  96  วรรคแรกและวรรคท้าย  เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(4) เมื่อตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว  ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่  ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไถ่ถอนทรัพย์สินตามราคานั้นได้ถ้าเห็นว่าราคานั้นไม่สมควรเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายทรัพย์สินนั้นตามวิธีการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ตกลงกัน  ถ้าไม่ตกลงกัน  จะขายทอดตลาดก็ได้แต่ต้องไม่ให้เสียหายแก่เจ้าหนี้และเจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดได้  เมื่อขายได้เงินจำนวนสุทธิเท่าใดให้ถือว่าเป็นราคาที่เจ้าหนี้ได้ตีมาในคำขอ

บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ให้ใช้บังคับในกรณีที่ตามกฎหมายลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  653  วรรคแรก  การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น  ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

วินิจฉัย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  (จ.พ.ท.)  จะสั่งคำขอรับชำระหนี้ของแดงอย่างไร  เห็นว่า  ตามกฎหมายแล้ว  เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้  2  วิธี  คือ

1       ใช้สิทธิตามมาตรา  95  โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  91  เพียงแต่แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  และยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าตรวจดูทรัพย์สิน

2       ใช้สิทธิตามมาตรา  96  โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  91  ภายใต้เงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในมาตรา  96  แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้ามีกรณีใดที่ตามกฎหมาย  ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  เจ้าหนี้มีประกันจะยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้  ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา  96  วรรคท้าย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  พยอมกู้เงินลำใยไป  150,000  บาท  โดยได้นำเครื่องเพชรของตนมามอบให้ลำใยไว้เป็นประกันเงินกู้  แม้การจำนำจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ  แต่เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำ  การจำนำย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว  (ป.พ.พ. มาตรา 747)  กรณีนี้ถือว่าลำใยผู้รับจำนำอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา  6  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อหนี้เงินกู้ยืมของพยอมและลำใยเป็นการกู้ยืมเงินเกินกันกว่า  2,000  บาท  แต่ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  ลำใยเจ้าหนี้จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้พยอมลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  653  วรรคแรก  ดังนั้นในกรณีนี้  พยอมลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

การที่ลำใยตีราคาเครื่องเพชรเป็นเงิน  100,000  บาท  และขอรับชำระหนี้จำนวนที่ยังขาดอยู่อีก  50,000  บาท  อันถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  96(4)  แต่เมื่อลำใยเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่ตามกฎหมายลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน  ลำใยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  96  วรรคท้ายได้  ดังนี้  หากข้าพเจ้าเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  จะสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของลำใย

อย่างไรก็ตาม  แม้ลำใยจะยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้  ลำใยก็ยังคงมีสิทธิเหนือเครื่องเพชรที่จำนำอันเป็นหลักประกัน  ซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้  แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินตามมาตรา  95

สรุป  หากข้าพเจ้าเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  จะสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของลำใย


ข้อ  3  แดงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของบริษัทเหลือง  จำกัด  โดยเสนอให้เขียวเป็นผู้ทำแผน  เมื่อถึงวันที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอ  ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้านคำร้องขอ  ศาลเห็นสมควรงดการไต่สวนและมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเหลือง  จำกัด  ตามคำร้องขอของแดงดังกล่าว  แต่ศาลเห็นว่าเขียวที่แดงเสนอมาไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน  จึงมีคำสั่งให้แดงเสนอผู้ทำแผนคนใหม่  เพื่อศาลจะได้พิจารณามีคำสั่งตั้งเป็นผู้ทำแผนต่อไป

คำสั่งของศาลดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา  90/17  วรรคแรก  ในการพิจารณาตั้งผู้ทำแผน  ถ้าลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วย  เมื่อศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  ศาลจะมีคำสั่งตั้งบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอเป็นผู้ทำแผนก็ได้  ถ้าศาลเห็นว่าบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอไม่สมควรเป็นผู้ทำแผนก็ดี  หรือลูกหนี้  เจ้าหนี้ผู้คัดค้านเสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วยก็ดี  ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดเพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน

วินิจฉัย

พ.ร.บ.  ล้มละลาย  พ.ศ.  2483  มาตรา  90/17  วรรคแรก  ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งผู้ทำแผนไว้ดังนี้คือ

1       กรณีลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำแผน  ศาลอาจมีคำสั่งตั้งบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอเป็นผู้ทำแผนก็ได้

2       กรณีที่ศาลเห็นว่าบุคคลที่ผู้ร้องขอเสนอไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน  หรือลูกหนี้เจ้าหนี้ผู้คัดค้านเสนอบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วย  ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดเร็วที่สุด  เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน  ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนไปเลยทีเดียวไม่ได้

กรณีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  แดงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของบริษัทเหลืองจำกัด  ลูกหนี้  โดยเสนอให้เขียวเป็นผู้ทำแผนด้วย  เมื่อศาลเห็นว่าเขียวที่แดงเสนอมาไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน  ศาลจะต้องมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมด  เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผนตามมาตรา  90/17  วรรคแรก  ดังนั้น  การที่ศาลมีคำสั่งให้แดงเสนอผู้ทำแผนคนใหม่ทันที  เพื่อศาลจะพิจารณามีคำสั่งตั้งเป็นผู้ทำแผนต่อไปโดยไม่มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ก่อนนั้น  จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  คำสั่งของศาลที่ให้แดงเสนอผู้ทำแผนคนใหม่  เพื่อศาลจะได้พิจารณามีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้ทำแผนต่อไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย