POL2302 ระเบียบปฏิบัติราชการ S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2302 ระเบียบปฏิบัติราชการ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 100 ข้อ)

1 ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะของระบบราชการ

(1) ฝ่ายจัดการไม่ใช่เจ้าของกิจการ

(2) มีการกําหนดโครงสร้างของงาน

(3) มีลําดับขั้นการบังคับบัญชา

(4) มีการกําหนดนโยบายสาธารณะเป็นระยะ ๆ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 1 – 7, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1 – 2) ระบบราชการมีลักษณะดังนี้

1 เป็นการค้นหาความสมเหตุสมผล

2 มีลําดับขั้นการบังคับบัญชา

3 มีการกําหนดโครงสร้างของงานที่สมเหตุสมผล

4 มีการแบ่งงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะด้าน

5 เป็นการทํางานภายในกรอบของกฎหมาย

6 เป็นระบบค่านิยมอย่างหนึ่ง

7 ฝ่ายจัดการไม่ใช่เจ้าของกิจการ ฯลฯ

2 กรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม มีวาระในการดํารงตําแหน่งกี่ปีนับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

(1) 9 ปี

(2) 7 ปี

(3) 6 ปี

(4) 5 ปี

(5) 4 ปี

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 11), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 24 และมาตรา 29), (คําบรรยาย) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.ค.” ประกอบด้วยกรรมการจํานวน 7 คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นเลขานุการของ ก.พ.ค. โดยตําแหน่ง โดยกําหนดให้กรรมการ ก.พ.ค. ต้องทํางาน เต็มเวลา และมีวาระการดํารงตําแหน่ง 6 ปีนับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และให้ดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียว ดังนั้นกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ก.พ.ค. อีกมิได้ แต่ให้กรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ค. ใหม่

3 ตําแหน่งใดต่อไปนี้เป็นประธาน อ.ก.พ. กรม

(1) ปลัดกระทรวง

(2) รองปลัดกระทรวง

(3) รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

(4) ผู้ว่าราชการจังหวัด

(5) อธิบดี

ตอบ 5 เอกสารประกอบการสอน หน้า 9), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 17),(คําบรรยาย) อ.ก.พ. กรม ประกอบด้วย

1 อนุกรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ อธิบดี เป็นประธาน รองอธิบดีที่อธิบดีมอบหมาย 1 คน เป็นรองประธาน

2 อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมาย ที่มิได้เป็นข้าราชการในกรมนั้น จํานวน ไม่เกิน 3 คน

3 อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการ ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือน ผู้ดํารงตําแหน่งประเสาทบริหารหรือประเภทอํานวยการในกรมนั้น จํานวนไม่เกิน 6 คน

4 ให้ อ.ก.พ. กรม ตั้งเลขานุการ 1 คน

 

4 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือน ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ต้องคํานึงถึง

(1) ความรู้ความสามารถ

(2) ความเสมอภาค ความเป็นธรรม

(3) ประโยชน์ของทางราชการ

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 42 (1)การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนสามัญตามหลักการระบบคุณธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับ การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ต้องคํานึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ

5 ตําแหน่งใดต่อไปนี้เป็นข้าราชการการเมือง

(1) นายกรัฐมนตรี

(2) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

(3) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 หน้า 387 388, 391, (คําบรรยาย) ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535ตําแหน่งข้าราชการการเมือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ตําแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ได้แก่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง เลขาธิการ นายกรัฐมนตรีประจําสํานัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เป็นต้น

2 ตําแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

6 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง มีจํานวนกี่คน

(1) 2 คน

(2) 3 คน

(3) 4 คน

(4) 5 คน

(5) 6 คน

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 7 – 8), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 6 และมาตรา 7), (คําบรรยาย) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.” เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย

1 กรรมการโดยตําแหน่ง จํานวน 5 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

2 กรรมการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมายจํานวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน โดยแต่งตั้งให้อยู่ในตําแหน่งได้คราวละ 3 ปี

7 ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้สําเร็จการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนตามที่ ก.พ. กําหนด คือ

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อ.ก.พ. กรม

(3) อ.ก.พ. กระทรวง

(4) อธิบดี

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 55), (คําบรรยาย) กรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่ต้องดําเนินการสอบแข่งขันตามที่ ก.พ. กําหนด สามารถให้อธิบดี (ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจ สั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 57) เป็นผู้คัดเลือกบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งได้เป็นรายกรณี (ไม่ใช่เป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคล) เช่น

1 กรณีบรรจุและแต่งตั้งผู้สําเร็จการศึกษาในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนตามที่ ก.พ. กําหนด

2 กรณีบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง หรือทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาวิชาในประเทศหรือต่างประเทศที่สําเร็จการศึกษาแล้ว เป็นต้น

8 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่กําหนดในกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ ตําแหน่ง

(1) ปลัดกระทรวง

(2) ผู้ว่าราชการจังหวัด

(3) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 13) ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่กําหนดในกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี ผู้อํานวยการกอง ผู้อํานวยการสํานัก ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอําเภอ ปลัดอําเภอ เป็นต้น

9 ระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการมีกี่ระดับ

(1) 6 ระดับ

(2) 5 ระดับ

(3) 4 ระดับ

(4) 3 ระดับ

(5) 2 ระดับ

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 13 – 14), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 46) ระดับตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ มีดังนี้

1 ตําแหน่งประเภทบริหาร มี 2 ระดับ คือ ระดับต้น และระดับสูง

2 ตําแหน่งประเภทอํานวยการ มี 2 ระดับ คือ ระดับต้น และระดับสูง

3 ตําแหน่งประเภทวิชาการ มี 5 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติการ ระดับชํานาญการ ระดับชํานาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับทรงคุณวุฒิ

4 ตําแหน่งประเภททั่วไป มี 4 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติงาน ระดับชํานาญงาน ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ

ทั้งนี้การจัดประเภทตําแหน่งและระดับตําแหน่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในกฎ ก.พ.

10 ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน มีวิธีการกําหนดตําแหน่งโดยใช้ระบบ

(1) ชั้นยศ

(2) คุณธรรม

(3) อุปถัมภ์

(4) จําแนกตําแหน่ง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 77 – 78, (คําบรรยาย) วิธีการกําหนดตําแหน่งข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไปมี 2 ระบบ คือ ระบบชั้นยศ (R.C.) และระบบจําแนกตําแหน่ง (P.C.) ซึ่งตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551 จะมีวิธีการกําหนดตําแหน่งโดยใช้ระบบจําแนกตําแหน่งแบบแบ่งเป็น ประเภทตําแหน่งตามลักษณะงาน 4 ประเภท คือ ตําแหน่งประเภทบริหาร ตําแหน่งประเภท อํานวยการ ตําแหน่งประเภทวิชาการ และตําแหน่งประเภททั่วไป

11 ระเบียบข้าราชการพลเรือนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ

(1) การจัดส่วนราชการ

(2) สํานักงาน ก.พ.

(3) การกําหนดตําแหน่งของข้าราชการพลเรือน

(4) การบริหารงานบุคคลในส่วนราชการ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 15, (คําบรรยาย) ระเบียบข้าราชการพลเรือนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารงานบุคคลหรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในส่วนราชการหรือภาครัฐ โดยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนแต่ละฉบับจะตราขึ้นโดยอาศัยหลักวิชาการในทางการบริหารงานบุคคล ตามระบบคุณธรรมเป็นเกณฑ์ ดังนั้นการที่จะศึกษาทําความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือนจึงจําเป็นต้องมีความรู้ในหลักวิชาของการบริหารงานบุคคลเป็นพื้นฐานที่สําคัญ

12 หนังสือสั่งการ ตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบันมีกี่ชนิด

(1) 5 ชนิด

(2) 4 ชนิด

(3) 3 ชนิด

(4) 2 ชนิด

(5) ชนิดเดียว

ตอบ 3 หน้า 403, 416, 422, 428, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 26 – 27), (คําบรรยาย) ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 (ฉบับปัจจุบัน) แบ่งหนังสือราชการออกเป็น 6 ชนิด ดังนี้

1 หนังสือภายนอก

2 หนังสือภายใน

3 หนังสือประทับตรา

4 หนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด ได้แก่ คําสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ

5 หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว

6 หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทําขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ มี 4 ชนิด ได้แก่ หนังสือรับรอง รายงานการประชุม บันทึก และหนังสืออื่น

13 ปัจจุบันระเบียบข้าราชการพลเรือนกําหนดให้กรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละกี่ปี

(1) 6 ปี

(2) 5 ปี

(3) 4 ปี

(4) 3 ปี

(5) 2 ปี

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 6. ประกอบ

14 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณฉบับปัจจุบัน ใช้บังคับโดยตรงกับหน่วยงานใด

(1) ราชการบริหารส่วนกลาง

(2) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค

(3) รัฐวิสาหกิจ

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 หน้า 400, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 26), (คําบรรยาย) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ให้ใช้บังคับโดยตรง กับหน่วยงานดังต่อไปนี้

1 ส่วนราชการ ซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม สํานักงาน หรือ หน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการ บริหารส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ

2 คณะกรรมการของส่วนราชการตามข้อ 1

3 รัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในการกํากับดูแลของหน่วยงานของรัฐ

15 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ประเภทอํานวยการ ได้แก่ ตําแหน่ง

(1) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง

(2) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม

(3) หัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 3 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 45), (คําบรรยาย)ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญแบ่งตามลักษณะงาน ได้เป็น 4 ประเภท คือ

1 ตําแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตําแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กรม และตําแหน่งอื่นที่ ก.พ. กําหนดเป็นตําแหน่งประเภทบริหาร

2 ตําแหน่งประเภทอํานวยการ ได้แก่ ตําแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรมและตําแหน่งอื่นที่ ก.พ. กําหนดเป็นตําแหน่งประเภทอํานวยการ เช่น หัวหน้าส่วนราชการ ในราชการบริหารส่วนภูมิภาค เป็นต้น

3 ตําแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตําแหน่งที่จําเป็นต้องใช้ผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ. กําหนด (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตําแหน่งนั้น

4 ตําแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่ ตําแหน่งที่ไม่ใช่ตําแหน่งประเภทตามข้อ 1. 2. และ 3. ทั้งนี้ตามที่ ก.พ. กําหนด

16 ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน องค์กรใดต่อไปนี้เป็นผู้จัดทํามาตรฐานกําหนดตําแหน่ง

(1) ก.พ.ค.

(2) ก.พ.

(3) อ.ก.พ. กระทรวง

(4) อ.ก.พ. กรม

(5) อ.ก.พ. จังหวัด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 14), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 48)ให้ ก.พ. เป็นผู้จัดทํามาตรฐานกําหนดตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยจําแนกตําแหน่งเป็นประเภทและสายงานตามลักษณะงาน และจัดตําแหน่งในประเภทเดียวกันและ สายงานเดียวกันที่คุณภาพของงานเท่ากันโดยประมาณเป็นระดับเดียวกัน ทั้งนี้โดยคํานึงถึง ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณภาพของงาน โดยในมาตรฐานกําหนดตําแหน่ง ให้ระบุชื่อตําแหน่งในสายงาน หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งไว้ด้วย

17 เรื่องใดต่อไปนี้ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

(1) ศาลปกครอง

(2) ศาลรัฐธรรมนูญ

(3) ศาลทหาร

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนไว้หลายเรื่อง เช่น การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การสับเปลี่ยนหน้าที่ การออกจากราชการ การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ คณะกรรมการพิทักษ์ ระบบคุณธรรม ฯลฯ ส่วนเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลปกครอง ศาลทหาร เป็นเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

18 การแต่งตั้งให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

(1) เป็นขั้นตอนก่อนแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ

(2) เป็นระยะเวลาที่ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการยังไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ

(3) ต้องทดลองฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.พ.

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 3 (คําบรรยาย) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กําหนดว่า การแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น เป็นระยะเวลาที่ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ ราชการมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการ แต่ทั้งนี้ต้องทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.พ.

19 ตําแหน่งใดต่อไปนี้เป็นประธาน อ.ก.พ. สํานักนายกรัฐมนตรี

(1) นายกรัฐมนตรี

(2) รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

(3) รองนายกรัฐมนตรี

(4) ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี

(5) รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี

ตอบ 1 หน้า 354 อ.ก.พ. สํานักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

1 อนุกรรมการโดยตําแหน่ง จํานวน 2 คน คือ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน และปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน

2 อนุกรรมการผู้แทนของ ก.พ. จํานวน 1 คน

3 อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 คน

4 อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการ จํานวน 5 คน

20 ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน กําหนดให้มีข้าราชการพลเรือนกี่ประเภท

(1) 6 ประเภท

(2) 5 ประเภท

(3) 4 ประเภท

(4) 3 ประเภท

(5) 2 ประเภท

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35),(คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยตรงของ ก.พ. มี 2 ประเภท คือ

1 ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งข้าราชการประเภทนี้ถือเป็นข้าราชการที่มีจํานวนมากที่สุดตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

2 ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในพระองค์พระมหากษัตริย์ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

21 กรรมการ ก.พ. ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จะต้องแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านใด

(1) กฎหมาย

(2) การบริหารทรัพยากรมนุษย์

(3) การบริหารรัฐกิจ

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 6. ประกอบ

22 ตําแหน่งใดต่อไปนี้เป็นตําแหน่งข้าราชการประจําและเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม แต่มีระดับตําแหน่ง เท่าปลัดกระทรวง

(1) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

(2) เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

(3) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ

(4) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทบริหารตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มี 2 ระดับ คือ

1 บริหารระดับสูง ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง (ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวง), รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง (รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี และ รองปลัดกระทรวง), หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม (อธิบดี), หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ), ผู้ว่าราชการจังหวัด,เอกอัครราชทูต เป็นต้น

2 บริหารระดับต้น ได้แก่ รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม (รองอธิบดี), รองผู้ว่าราชการจังหวัดอัครราชทูต เป็นต้น

23 ข้อใดเป็นโทษผิดวินัยขั้นร้ายแรง ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

(1) ไล่ออก

(2) ปลดออก

(3) ให้ออก

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 22 – 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 88), (คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัย จะต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7 การดําเนินการทางวินัย โดยโทษทางวินัย มี 5 สถาน ซึ่งแบ่งออกเป็น

1 โทษผิดวินัยประเภทไม่ร้ายแรง มี 3 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ (เบาที่สุด) ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน

2 โทษผิดวินัยประเภทร้ายแรง มี 2 สถาน ได้แก่ ปลดออก และไล่ออก (หนักที่สุด)

24 ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน คําว่า “คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่ง” หมายถึง การกําหนดเกี่ยวกับ

(1) หลักการของระบบอาวุโส

(2) หลักการบรรจุผู้ทรงคุณวุฒิ

(3) หลักการกําหนดตําแหน่ง

(4) หลักการบรรจุกรณีที่มีเหตุพิเศษๆ

(5) ความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์

ตอบ 5 หน้า 94, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 16) คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่ง หมายถึงคุณสมบัติที่กําหนดไว้โดยเฉพาะสําหรับตําแหน่งใดตําแหน่งหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับคุณวุฒิทางการศึกษา ความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ในการรับราชการ โดยคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งมีอย่างไร จะมีกําหนดไว้ล่วงหน้าในมาตรฐานกําหนดตําแหน่งของแต่ละประเภทตําแหน่งที่ ก.พ. จัดทําขึ้น

25 การบริหารงานบุคคลตามระบบอุปถัมภ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งทางราชการ เป็นวิธีการที่ดําเนินการโดยคํานึงถึง

(1) ความจงรักภักดี

(2) ความไว้วางใจ

(3) ความเสมอภาค

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 หน้า 19, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 2) ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เป็นวิธีการบริหารงานบุคคลที่มุ่งบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งทางราชการ โดยมิได้คํานึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคลว่าเหมาะสมกับตําแหน่งหรือไม่ แต่จะคํานึงถึงเฉพาะเหตุผล และวิธีการอื่น ๆ อันเป็นการนอกเหนือจากระบบคุณธรรม เช่น ความจงรักภักดี ความไว้วางใจ ความเป็นพวกพ้อง ความเป็นญาติพี่น้อง ความเป็นเพื่อนหรือเป็นที่ชื่นชอบ รวมถึงความผูกพันอื่น ๆ ด้วย

26 ข้อใดเป็นลักษณะบางประการของข้าราชการการเมือง

(1) มีวาระในการดํารงตําแหน่ง

(2) ต้องสังกัดพรรคการเมือง

(3) มีหลักประกันความมั่นคง

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 1 หน้า 391, (คําบรรยาย) ลักษณะของข้าราชการการเมือง มีดังนี้

1 เป็นข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 (ฉบับปัจจุบัน)

2 มีอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนรายเดือนคงที่ ซึ่งกําหนดตามตําแหน่งและไม่มีขั้นวิ่ง

3 การเข้าดํารงตําแหน่งเป็นไปตามเหตุผลทางการเมืองหรือตามระบบอุปถัมภ์ (ไม่เน้นเรื่องคุณวุฒิ หรือความรู้ความสามารถ)

4 การออกจากตําแหน่งในกรณีปกติเป็นไปตามวาระ หรือมีวาระในการดํารงตําแหน่ง หรือเป็นไปตามเหตุผลทางการเมือง 5 ไม่จําเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ

27 ข้าราชการพลเรือนที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยตรงของ ก.พ. ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ

(1) ครู

(2) ประจําต่างประเทศพิเศษ

(3) พลเรือนสามัญ

(4) พลเรือนวิสามัญ

(5) พลเรือนในพระองค์

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 20. ประกอบ

28 ปัจจุบันบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการให้ใช้ได้ไม่เกินกี่ปีนับแต่วันขึ้นบัญชี

(1) 1 ปี

(2) 2 ปี

(3) 3 ปี

(4) 4 ปี

(5) 5 ปี

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ปัจจุบัน ก.พ. ได้กําหนดหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ เพื่อใช้บรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญว่าให้ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันขึ้นบัญชี

29 ผู้มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญต้อง

(1) มีคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน

(2) ไม่มีลักษณะต้องห้ามของข้าราชการพลเรือน

(3) ก.พ. ต้องรับรอง

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 54), (คําบรรยาย) ผู้มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญนั้น ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ

1 มีคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือนและไม่มีลักษณะต้องห้ามของข้าราชการพลเรือนตามที่กําหนดไว้ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36

2 มีคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งตามที่กําหนดไว้ในมาตรฐานกําหนดตําแหน่งสําหรับตําแหน่งที่รับสมัครสอบ

30 ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรก

(1) เพื่อความเป็นมาตรฐาน

(2) เพื่อความเสมอภาค

(3) เพื่อความยุติธรรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 หน้า 30 – 31, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 (ฉบับแรก) มีดังนี้

1 เพื่อความเป็นระเบียบและมาตรฐาน

2 เพื่อความเสมอภาคและยุติธรรมแก่ผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับราชการและผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่แล้ว

3 เพื่อให้หลักประกันความมั่นคงแก่ข้าราชการ

4 เพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ

31 ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน

(1) เป็นบุคคลล้มละลาย

(2) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

(3) มีสัญชาติไทย

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36) คุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน ได้แก่

1 มีสัญชาติไทย

2 มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี

3 เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

32 การเลื่อนระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญโดยวิธีสอบคัดเลือก อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการพิจารณาจากปัจจัยด้านใด

(1) ความรู้ความสามารถ

(2) อาวุโส

(3) คุณธรรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3 ตอบ 5 หน้า 220, (คําบรรยาย) การเลื่อนระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญโดยวิธีสอบคัดเลือกและวิธีการคัดเลือก เป็นการพิจารณาจากปัจจัยตามความเหมาะสม ซึ่งได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความประพฤติ (คุณธรรมและจริยธรรม) และประวัติการรับราชการ(อาวุโส) ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถมาแล้ว

33 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับทรงคุณวุฒิ เป็นตําแหน่งประเภท

(1) อํานวยการระดับสูง

(2) บริหารระดับสูง

(3) วิชาการ

(4) ทักษะพิเศษ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

34 ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ได้กําหนดเรื่องใดต่อไปนี้ที่สอดคล้องกับหลักความรู้ความสามารถตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล

(1) การอุทธรณ์

(2) การร้องทุกข์

(3) การออกจากราชการ

(4) การสอบสวนทางวินัย

(5) การสอบแข่งขัน

ตอบ 5 หน้า 17, (คําบรรยาย) หลักความรู้ความสามารถ (Competence) ตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล หมายถึง การเลือกสรรบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและแต่งตั้งให้ ดํารงตําแหน่งสูงขึ้นหรือการพิจารณาเลื่อนระดับตําแหน่งจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ในการปฏิบัติงานเป็นสําคัญ ซึ่งส่วนมากจะกระทําโดยการสอบแข่งขัน สอบสัมภาษณ์ และ การทดลองปฏิบัติงาน

35 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ประเภทบริหาร ได้แก่ ตําแหน่ง

(1) ปลัดจังหวัด

(2) นายอําเภอ

(3) รองผู้ว่าราชการจังหวัด

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 22. ประกอบ

36 หนังสือประชาสัมพันธ์ ตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบัน ได้แก่

(1) ระเบียบ

(2) แถลงการณ์

(3) ข้อบังคับ

(4) หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 12. ประกอบ

37 ตําแหน่งใดต่อไปนี้เป็นประธาน อ.ก.พ. กระทรวง

(1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

(2) นายกรัฐมนตรี

(3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

(4) ปลัดกระทรวง

(5) รองปลัดกระทรวง

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 9), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15),(คําบรรยาย) อ.ก.พ. กระทรวง ประกอบด้วย 1. อนุกรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง) เป็นประธาน ปลัดกระทรวง เป็นรองประธาน และผู้แทน ก.พ. 1 คน

2 อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมาย ที่มิได้เป็นข้าราชการในกระทรวงนั้น จํานวนไม่เกิน 3 คน

3 อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือน – ผู้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงนั้น จํานวนไม่เกิน 5 คน )

4 ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ตั้งเลขานุการ 1 คน

38 ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน องค์กรใดต่อไปนี้อาจกําหนดตําแหน่งที่มีชื่ออย่างอื่น เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ

(1) ก.พ.

(2) อ.ก.พ. กระทรวง

(3) อ.ก.พ. กรม

(4) อ.ก.พ. จังหวัด

(5) ก.พ. กรม

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 13), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 44)นอกจากตําแหน่งที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว อ.ก.พ. กระทรวง อาจกําหนดตําแหน่งที่มีชื่ออย่างอื่นเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานและแจ้งให้ ก.พ. ทราบด้วย

39 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนต้อง

(1) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

(2) ไม่เป็นกรรมการโดยตําแหน่งอยู่แล้ว

(3) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 8), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคสอง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต้องไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง และมิได้เป็นกรรมการ ก.พ. โดยตําแหน่งอยู่แล้ว

40 ระดับทักษะพิเศษ เป็นระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทใด

(1) ทั่วไป

(2) พิเศษ

(3) บริหาร

(4) วิชาการ

(5) เชี่ยวชาญพิเศษ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

41 คําขึ้นต้นในหนังสือราชการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ว่า

(1) กราบเรียน

(2) เรียน ฯพณฯ

(3) เรียน

(4) ขอประทานกราบเรียน

(5) กราบเรียน ฯพณฯ

ตอบ 3 หน้า 479 480, (คําบรรยาย) การใช้คําขึ้นต้นตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ในหนังสือราชการสําหรับ ผู้รับหนังสือที่เป็นบุคคลธรรมดานั้น มี 2 แบบ คือ

1 สําหรับประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ให้ใช้คําขึ้นต้นว่า “กราบเรียน” และใช้คําลงท้ายว่า “ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง”

2 บุคคลธรรมดานอกจากข้อ 1. ให้ใช้คําขึ้นต้นว่า “เรียน” และใช้คําลงท้ายว่า “ขอแสดงความนับถือ”

42 ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับก่อนฉบับปัจจุบัน คือฉบับ พ.ศ.

(1) 2518

(2) 2535

(3) 2540

(4) 2550

(5) 2551

ตอบ 2 (คําบรรยาย) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน คือ ฉบับ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551 โดย พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวได้กําหนดให้ยกเลิกพ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับเดิม คือ ฉบับ พ.ศ. 2535 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด

43 การปฏิบัติราชการเพื่อดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาล จะบรรลุผลสําเร็จมากน้อยเพียงใดส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับ

(1) ตัวบทกฎหมาย

(2) ระบบราชการ

(3) ประชาชนโดยรวม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1. 2 และ 3

ตอบ 2 หน้า 1, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1) ในการปฏิบัติราชการเพื่อดําเนินโครงการต่าง ๆตามนโยบายของรัฐบาล จะบรรลุผลสําเร็จมากน้อยเพียงใดหรือผลจะปรากฏออกมาดีชั่ว ประการใดนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับคน การจัดองค์การ และวิธีการทํางาน หรือกล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ขึ้นอยู่กับระบบราชการว่ามีลักษณะอย่างใดเป็นสําคัญ

44 หนังสือราชการ ตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบันมีกี่ชนิด

(1) 2 ชนิด

(2) 3 ชนิด

(3) 4 ชนิด

(4) 5 ชนิด

(5) 6 ชนิด

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 12. ประกอบ

45 ระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไป ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีกี่ระดับ

(1) 2 ระดับ

(2) 3 ระดับ

(3) 4 ระดับ

(4) 5 ระดับ

(5) 6 ระดับ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

46 ข้อใดเป็นคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน

(1) มีสัญชาติไทย

(2) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์

(3) ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 31. ประกอบ

47 ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หลักการสําคัญของระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล

(1) หลักความเป็นกลางในทางการเมือง

(2) หลักอาวุโส

(3) หลักความมั่นคง

(4) หลักความรู้ความสามารถ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 17 – 18, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 2) หลักการสําคัญของระบบคุณธรรม (Merit System) ในการบริหารงานบุคคล หรือการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ มี 4 ประการ คือ

1 หลักความเสมอภาค (Equality)

2 หลักความรู้ความสามารถ (Competence)

3 หลักความมั่นคง (Security)

4 หลักความเป็นกลางในทางการเมือง (Political Neutrality)

48 หนังสือประชาสัมพันธ์ ตามระเบียบงานสารบรรณฉบับปัจจุบันมีกี่ชนิด

(1) 6 ชนิด

(2) 5 ชนิด

(3) 4 ชนิด

(4) 3 ชนิด

(5) 2 ชนิด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 12. ประกอบ

49 หนังสือราชการชนิดใดต่อไปนี้ไม่ต้องมีคําลงท้าย

(1) หนังสือภายใน

(2) หนังสือประทับตรา

(3) หนังสือภายนอก

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 หน้า 410 – 415, (คําบรรยาย) ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 หนังสือราชการที่ไม่ต้องมีคําลงท้าย ได้แก่

1 หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก ใช้ติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน โดยคําขึ้นต้นมีลักษณะการใช้เช่นเดียวกับหนังสือภายนอก

2 หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยหนังสือประทับตราไม่ใช้คําขึ้นต้นเหมือนหนังสือภายนอกหรือหนังสือภายใน

50 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมีกี่คน

(1) 5 คน

(2) 6 คน

(3) 7 คน

(4) ไม่น้อยกว่า 5 คน

(5) ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 6. ประกอบ

51 การมอบหมายให้ข้าราชการพลเรือนสามัญรับผิดชอบเป็นกิจจะลักษณะในทางราชการ เรียกว่า

(1) การจําแนกตําแหน่ง

(2) การกําหนดตําแหน่ง

(3) การแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง

(4) การบรรจุเข้ารับราชการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 77 เมื่อบุคคลใดได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องถูกจัดเข้าไปในตําแหน่งใดตําแหน่งหนึ่งเสมอ จะอยู่ลอย ๆ มิได้ และการที่จะให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ทํางานตามระเบียบของทางราชการนั้น ก็จะต้องมีการมอบหมายงานให้ทําเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งการมอบหมายให้ข้าราชการพลเรือนสามัญทําเป็นกิจจะลักษณะในทางราชการเรียกว่า“การแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง”

52 ปกติการยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ ระเบียบฯ กําหนดว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นจะต้องยื่นขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่ากี่วัน

(1) 90 วัน

(2) 75 วัน

(3) 60 วัน

(4) 30 วัน

(5) 15 วัน

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109)ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งโดยยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน ถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 (ผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจสั่งอนุญาตให้ลาออก) เห็นว่าจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกิน 90 วันนับแต่วัน ขอลาออกก็ได้ แต่ถ้าผู้มีอํานาจสั่งบรรจุฯ ไม่ได้สั่งอนุญาตให้ลาออก หรือไม่ได้ยับยั้งการอนุญาต ให้ลาออก การลาออกจะมีผลโดยอัตโนมัติตั้งแต่วันขอลาออก ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.พ.กําหนด

53 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัยตําแหน่งใดต่อไปนี้ เป็นตําแหน่งประเภทอํานวยการ

(1) ผู้ว่าราชการจังหวัด

(2) รองผู้ว่าราชการจังหวัด

(3) อธิบดี

(4) ปลัดจังหวัด

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทอํานวยการตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มี 2 ระดับ คือ

1 อํานวยการระดับต้น ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการที่ต่ํากว่าระดับกรม (ผู้อํานวยการกอง/ศูนย์, เลขานุการกรม), หัวหน้าสํานักงาน จังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัด (ระดับต้น), นายอําเภอ (ระดับต้น) เป็นต้น

2 อํานวยการระดับสูง ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการที่ต่ํากว่าระดับกรม (ผู้อํานวยการสํานัก/ ศูนย์/สถาบัน), หัวหน้าสํานักงานจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจําจังหวัด (ระดับสูง),ปลัดจังหวัด, นายอําเภอ (ระดับสูง), ผู้ตรวจราชการกรม เป็นต้น (ดูคําอธิบายข้อ 22. ประกอบ)

54 ราชการคืองานที่เกี่ยวกับ

(1) การจัดทําบริการสาธารณะ

(2) หน้าที่ของรัฐบาล

(3) มีจุดมุ่งหมายเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขของข้าราชการ

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 หน้า 1, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1), (คําบรรยาย) ราชการ คือ การงานของประเทศที่เกี่ยวกับการจัดทําบริการสาธารณะประเภทต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุข ของประชาชน ซึ่งการจัดทํานโยบายบริการสาธารณะนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยมี ข้าราชการประจําเป็นเครื่องมือปฏิบัติการให้เป็นไปตามนโยบายและแผนงานที่กําหนดและจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ

55 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งใดต่อไปนี้ ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

(1) ปลัดกระทรวง

(2) รองปลัดกระทรวง

(3) อธิบดี

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 17 – 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551มาตรา 57 (1) (2) (7), (คําบรรยาย) ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีขั้นตอนการบรรจุ และแต่งตั้งโดยต้องขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและนําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้แก่

1 ตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น

2 ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

56 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามที่กําหนดไว้ในระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นมีสิทธิ

(1) อุทธรณ์

(2) ร้องทุกข์

(3) ฟ้องศาลปกครอง

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 กับ 2

(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 24), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 114)ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ตามมาตรา 110 (1) (2) (5) (6) (7) และ (8) ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคําสั่งหรือถือว่าทราบคําสั่ง ทั้งนี้การอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.ค.

57 ประธานคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ได้แก่

(1) ประธานวุฒิสภา

(2) ประธานสภาผู้แทนราษฎร

(3) นายกรัฐมนตรี

(4) ประธานศาลปกครองสูงสุด

(5) ประธานศาลฎีกา

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 12), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 26)คณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจาก ประธานศาลฎีกา 1 คน กรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คนซึ่งได้รับเลือกโดย ก.พ. และให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

58 การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ กรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่ต้องดําเนินการสอบแข่งขันฯ ให้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุฯ ดําเนินการได้โดยวิธี

(1) สอบแข่งขันหรือคัดเลือก

(2) สอบคัดเลือก

(3) สอบคัดเลือกหรือคัดเลือก

(4) คัดเลือก

(5) วิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 7. ประกอบ

59 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีจํานวนกี่คน

(1) 9 คน

(2) 8 คน

(3) 7 คน

(4) 6 คน

(5) 5 คน

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ

60 ก.พ. มีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทําการใด ๆ แทนได้ คือ

(1) อ.ก.พ. พิเศษ

(2) อ.ก.พ. กระทรวง

(3) อ.ก.พ. สามัญ

(4) อ.ก.พ. กรม

(5) อ.ก.พ. วิสามัญ

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 8), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 12) ก.พ. มีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ เรียกโดยย่อว่า “อ.ก.พ. วิสามัญ” เพื่อ ทําการใด ๆ แทนได้ โดยจํานวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง อ.ก.พ. วิสามัญ รวมตลอดทั้งวิธีการได้มา วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. 3

ตั้งแต่ข้อ 61, 100. ข้อใดถูกให้ระบายในช่อง 1 ข้อใดผิดให้ระบายในช่อง 2

61 ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน กําหนดให้การสรรหา การบรรจุ และการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องเป็นไปตาม อ.ก.พ. กระทรวง กําหนด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 15), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 52)การสรรหาเพื่อให้ได้บุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ ดํารงตําแหน่ง ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคํานึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ดังกล่าว ตลอดจนประโยชน์ของทางราชการ

62 การจัดประเภทตําแหน่งและระดับตําแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในระบบคุณธรรม

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

63 ข้าราชการอัยการอาจโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือน ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

ตอบ 1 (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง), (คําบรรยาย)การโอนพนักงานส่วนท้องถิ่น ข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนสามัญ (เช่น ข้าราชการตํารวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการตุลาการ (ผู้พิพากษา) ข้าราชการอัยการ ข้าราชการรัฐสภา เป็นต้น) และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ ก.พ. กําหนด มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตลอดจนจะแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด และให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้กระทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กําหนดซึ่ง ก.พ. จะพิจารณาอนุมัติโดยคํานึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก

64 การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย ได้มีการพัฒนามาตามลําดับ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนาจากระบบชั้นยศไปสู่ระบบคุณธรรม

ตอบ 2 หน้า 25, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) ระบบการบริหารงานบุคคลในระบบราชการของไทย ได้มีการพัฒนามาตามลําดับ โดยพัฒนามาจากรูปแบบที่ไม่เป็นทางการไปสู่รูปแบบ ที่เป็นทางการมากขึ้น และจากระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบคุณธรรม โดยทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้รับบริการ

65 บํานาญ คือ เงินตอบแทนความชอบที่ข้าราชการได้รับเมื่อพ้นจากหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน

ตอบ 1 หน้า 69 – 70, (คําบรรยาย) บํานาญ หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ได้รับราชการมาเมื่อพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว ซึ่งผู้ที่จะได้รับบํานาญนี้จะต้องเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ โดยจ่ายให้เป็นรายเดือน

66 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม กําหนดให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงรักษาการตามระเบียบนี้

ตอบ 2 หน้า 400, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 26) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณพ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 กําหนดให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็น ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอํานาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม ระเบียบนี้ รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวกและจัดทําคําอธิบายกับให้มีหน้าที่ดําเนินการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานสารบรรณ

67 กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 เป็นกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรกมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันประกาศเป็นกฎหมาย

ตอบ 2 หน้า 29, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471ได้ประกาศเป็นกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับแรกเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 โดยทั้งนี้ยังมิได้ใช้บังคับทันทีนับแต่วันประกาศเป็นกฎหมาย แต่ให้เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472 เป็นต้นไป

68 การที่กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน ได้กําหนดเรื่องการออกจากราชการไว้เป็นกิจจะลักษณะนับได้ว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่เป็นไปตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล

ตอบ 1 หน้า 307, (คําบรรยาย) การที่กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนกําหนดเรื่องการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญไว้เป็นกิจจะลักษณะนั้น นับได้ว่าเป็นมาตรการประการหนึ่ง ในการให้หลักประกันความมั่นคงแก่ข้าราชการตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล มิให้ข้าราชการต้องถูกออกจากราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือเป็นไปโดยอําเภอใจของ ผู้บังคับบัญชา

69 การโอนข้าราชการอื่นมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันกําหนดให้  อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณาอนุมัติโดยคํานึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 63. ประกอบ

70 การลาออกจากราชการกรณีเพื่อไปดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผู้บังคับบัญชาอาจยับยั้งการสั่งอนุญาตการลาออกนั้นได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันขอลาออก

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 24), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109 วรรคห้า), (คําบรรยาย) ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ เพื่อไปดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตําแหน่งทางการเมือง (เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง, เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง) หรือ ตําแหน่งอื่นที่ ก.พ. กําหนด หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบต.) ผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจตามมาตรา 57 ไม่อาจยับยั้งการลาออกได้ และให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก

71 บําเหน็จตกทอด เป็นเงินที่กฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กําหนดให้จ่ายแก่ทายาทของข้าราชการผู้รับบํานาญ เมื่อผู้รับบํานาญถึงแก่กรรม

ตอบ 1 หน้า 69 – 72, (คําบรรยาย) บําเหน็จบํานาญ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1 บําเหน็จบํานาญปกติ คือ เงินที่จ่ายให้ข้าราชการที่มีสิทธิรับบําเหน็จบํานาญปกติ

2 บําเหน็จบํานาญพิเศษ คือ เงินที่จ่ายให้ข้าราชการที่ประสบอันตรายเพราะเหตุปฏิบัติราชการหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทําการตามหน้าที่จนพิการทุพพลภาพรับราชการต่อไปไม่ได้ ถ้าจนถึงตายทายาทมีสิทธิรับบํานาญพิเศษ

3 บําเหน็จตกทอด คือ เงินที่จ่ายให้แก่ทายาทของข้าราชการผู้รับบํานาญเมื่อถึงแก่กรรมซึ่งจ่ายให้ครั้งเดียว

72 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการใด จํานวนเท่าใด เป็นตําแหน่งประเภทใด ระดับใดให้เป็นไปตามที่ อ.ก.พ. กรม กําหนด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 14), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 47)ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการใด จํานวนเท่าใด และเป็นตําแหน่ง ประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ อ.ก.พ. กระทรวง กําหนด โดยต้องคํานึงถึง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ําซ้อนและประหยัดเป็นหลัก ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่ ก.พ. กําหนด และต้องเป็นไปตามมาตรฐานกําหนดตําแหน่ง

73 หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ได้แก่ อธิบดี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทบริหารมีระดับตําแหน่งเช่นเดียวกับตําแหน่งปลัดกระทรวง

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 22. ประกอบ

74 กรรมการในคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระ อาจได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ

75 ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ส่วนใหญ่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้

ตอบ 1 หน้า 92, (คําบรรยาย) การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนโดยบรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ ถือเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปของการบรรจุและแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญในทุกประเทศ ทั้งนี้ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ส่วนใหญ่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน

76 ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันและเป็นตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ตําแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร, ผู้อํานวยการเขตของกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ

77 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทอํานวยการ ได้แก่ ตําแหน่งที่จําเป็นต้องกําหนดคุณสมบัติเฉพาะว่าต้องเป็นผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไปตามที่ ก.พ. กําหนด

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 15. ประกอบ

78 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมต้องปฏิบัติงานเต็มเวลาและอยู่ในตําแหน่งได้จนครบวาระตามที่กําหนดในระเบียบข้าราชการพลเรือน

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ

79 การมีลําดับขั้นการบังคับบัญชาของข้าราชการตามระบบราชการ หมายถึง ข้าราชการมีการควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด

ตอบ 1 หน้า 2, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 2) ลําดับขั้นการบังคับบัญชา (Hierarchy) ตามระบบราชการ หมายถึง การที่ข้าราชการประจําแต่ละคนจะต้องมีผู้บังคับบัญชาคอยสังการและ ควบคุมการกระทําของเขา โดยมีการจําแนกอํานาจหน้าที่หรือภารกิจความรับผิดชอบของ ตําแหน่ง และมีการควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด คือ ปลัดกระทรวงโดยอาศัยการจัดโครงสร้างแบบพีระมิด

80 ระเบียบงานสารบรรณ คือ ระเบียบที่กําหนดให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ และมีระบบ

ตอบ 2 หน้า 399 ระเบียบงานสารบรรณ คือ ระเบียบที่กําหนดให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆถือปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับหนังสือราชการดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ มีระบบ และเป็นหลักในการปฏิบัติงาน

81 โทษผิดวินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญขั้นปลดออกจากราชการ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมีสิทธิขอรับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ

ตอบ 1 หน้า 267, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 97 วรรคสี่), (คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งลงโทษทางวินัยขั้น ปลดออกจากราชการตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ยังมีสิทธิได้รับ บําเหน็จบํานาญตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ โดยถือเสมือนว่าผู้นั้นลาออก จากราชการ ส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งลงโทษทางวินัยขั้นไล่ออกจากราชการจะไม่มีสิทธิได้รับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญข้าราชการ

82 คําว่า “ปลัดกระทรวง” ตามคํานิยามในระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน ให้หมายความรวมถึงปลัดกรุงเทพมหานครด้วย

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4)คําว่า “ปลัดกระทรวง” ให้หมายความรวมถึงปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและปลัดทบวง

83 ผลของการไม่ปฏิบัติตามจรรยาของข้าราชการพลเรือนสามัญ ถ้าไม่ใช่ความผิดวินัยข้าราชการ ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนผู้นั้นได้รับการพัฒนา หรืออาจตักเตือน หรืออาจนําไปประกอบการพิจารณา เลื่อนเงินเดือนก็ได้

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 20), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 79)ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่เป็นความผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือน นําไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นได้รับการพัฒนา

84 ข้าราชการการเมืองเข้าดํารงตําแหน่งโดยให้เป็นไปตามเหตุผลทางการเมือง และระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันด้วย

ตอบ 2 หน้า 383, 391 ข้าราชการการเมืองเข้าดํารงตําแหน่งโดยให้เป็นไปตามเหตุผลทางการเมืองหรือตามระบบอุปถัมภ์ (ไม่เน้นเรื่องคุณวุฒิหรือความรู้ความสามารถ) และตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 กล่าวคือ แต่เดิมข้าราชการการเมืองถือว่าเป็น ข้าราชการพลเรือนประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ในปัจจุบันได้มี การแยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการพลเรือน เพื่อไม่ให้มีการก้าวก่ายหน้าที่ ซึ่งกันและกัน และได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 เพื่อใช้บังคับแก่ข้าราชการการเมืองโดยตรง

85 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เป็นกรรมการโดยตําแหน่งมีจํานวน 7 คน หรือ 7 ตําแหน่ง

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 6. ประกอบ

86 ระดับตําแหน่งชํานาญการพิเศษ เป็นตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไป ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบัน

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

87 วินัยของข้าราชการพลเรือน ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันประการหนึ่งคือ ห้ามมิให้เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36) ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

1 เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

2 เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟันเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.

3 เป็นกรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

4 เป็นบุคคลล้มละลาย ฯลฯ

88 บําเหน็จดํารงชีพ เป็นเงินที่ข้าราชการบํานาญได้รับ ปัจจุบันจะได้รับเมื่ออายุครบ 60 ปีในปีที่เกษียณอายุราชการ และเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) บําเหน็จดํารงชีพ คือ เงินที่จ่ายให้ข้าราชการบํานาญเพื่อช่วยเหลือการดํารงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียว ซึ่งให้จ่ายในอัตรา 15 เท่าของบํานาญรายเดือน แต่ไม่เกิน 4 แสนบาท โดยปัจจุบันแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด คือ งวดแรกจ่ายเมื่ออายุครบ 60 ปีในปีที่เกษียณอายุราชการ ไม่เกิน 2 แสนบาท และงวดที่สองจ่ายที่เหลือเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ อีกครั้งหนึ่ง ไม่เกิน 4 แสนบาท

89 เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ ถือว่าเป็นหนังสือราชการ ตามระเบียบงานสารบรรรณฉบับปัจจุบัน

ตอบ 1 หน้า 403, (คําบรรยาย) ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 (ฉบับปัจจุบัน) กําหนดว่า หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่

1 หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ

2 หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใด ซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก

3 หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ

4 เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ

5 เอกสารที่ทางราชการจัดทําขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ

6 ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

90 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 59วรรคสาม), (คําบรรยาย) ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการในระหว่าง ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมาก่อน แต่ทั้งนี้จะไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการรับเงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการในระหว่างผู้นั้นอยู่ระหว่าง ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ดังนั้นจึงไม่ทําให้ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือข้อห้ามของข้าราชการ พลเรือนแต่อย่างใด

91 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งลงโทษสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน ตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 23), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 96 และมาตรา 97), (คําบรรยาย) ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เป็นผู้ มีอํานาจสั่งลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญผู้กระทําผิดวินัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

1 กรณีกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้สั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด

2 กรณีกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

92 การย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่ต่ํากว่าเดิม ผู้มีอํานาจสั่งย้ายจะกระทําได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดแล้ว

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 18), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 63 วรรคสาม), (คําบรรยาย) การย้ายหรือการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่ต่ํากว่าเดิม ผู้มีอํานาจสั่งย้ายจะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้น

93 การบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับปริญญาจากต่างประเทศเข้ารับราชการ โดยปกติจะต้องผ่านการสอบแข่งขันเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งที่เปิดสอบแข่งขันนั้น

ตอบ 1 หน้า 93 – 95 การบรรจุและแต่งตั้งผู้ที่ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่ ก.พ. รับรองเข้ารับราชการนั้น โดยปกติจะต้องผ่านการสอบแข่งขันเช่นเดียวกับ บุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งที่เปิดสอบแข่งขันนั้น แต่ต้องเสนอคุณวุฒิให้ ก.พ. พิจารณารับรองเพื่อตีราคาหรือตีค่าคุณวุฒิและกําหนดหลักเกณฑ์การบรรจุเป็นราย ๆ ทุกรายไป โดย ก.พ. จะพิจารณาจากหลักสูตรการศึกษาและความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ประสาทปริญญาหรือประกาศนียบัตรนั้นด้วย แต่ ก.พ. จะไม่มีอํานาจในการบรรจุและแต่งตั้ง

94 มติของ ก.พ. ในการยกเว้นลักษณะต้องห้ามสําหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนบางประการต้องได้คะแนนเป็นเอกฉันท์ของจํานวนกรรมการที่มาประชุม

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36วรรคสอง และวรรคสี่) มติของ ก.พ. ในการยกเว้นลักษณะต้องห้าม (คุณสมบัติข้อห้าม) บางประการสําหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนนั้น ต้องได้คะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจํานวนกรรมการที่มาประชุม และการลงมติให้กระทําโดยลับซึ่งในการนี้ ก.พ. จะยกเว้นให้เป็นการเฉพาะราย หรือจะประกาศยกเว้นให้เป็นการทั่วไปก็ได้

95 คุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการพลเรือน ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันประการหนึ่งคือต้องสําเร็จการศึกษาอย่างต่ําชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 31. ประกอบ

96 ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ มีขั้นตอนการบรรจุและแต่งตั้งที่สําคัญคือ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 55. ประกอบ

97 หลักความเสมอภาคตามระบบคุณธรรม หมายความว่า สิทธิที่จะเข้ารับราชการจะต้องเปิดกว้างสําหรับประชาชนทุกคนที่มีคุณสมบัติตามระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือมีคุณสมบัติเหมาะสมที่ทางราชการกําหนด โดยให้มีโอกาสสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้

ตอบ 1 หน้า 17 หลักความเสมอภาค (Equality) ตามระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลหมายความว่า สิทธิที่จะเข้ารับราชการจะต้องเปิดกว้างสําหรับประชาชนทุกคนที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมที่ทางราชการกําหนด โดยให้มีโอกาสสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการได้ และต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุเกี่ยวกับเหล่ากําเนิด ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม ศาสนา และเพศของบุคคล

98 การสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญไปประจํากระทรวง ประจํากรม ประจําจังหวัด ทําให้ขาดจากอัตราเงินเดือนเดิม

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 19), (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 69),(คําบรรยาย) การสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญประจําส่วนราชการ (ประจํากระทรวง ประจํากรม ประจํากอง หรือประจําจังหวัด) ซึ่งเป็นการสั่งให้พ้นจากตําแหน่งหน้าที่เดิม เป็นการชั่วคราว จะไม่ทําให้ขาดจากอัตราเงินเดือนเดิม ยังคงรับเงินเดือนในอัตราเดิมอยู่ จึงไม่ทําให้อัตราเงินเดือนว่าง ฉะนั้นการที่จะแต่งตั้งผู้อื่นให้มาดํารงตําแหน่งแทนจะกระทําไม่ได้คงทําได้แต่เพียงสั่งให้ผู้อื่นรักษาการในตําแหน่งได้เท่านั้น

99 ผู้ที่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมาก่อน และลาออกจากราชการไปโดยไม่มีความผิดวินัยแต่ประการใดถ้าประสงค์ขอกลับเข้ารับราชการ อาจยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการในกระทรวง กรมเดิม และ จะต้องได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตําแหน่งเดิมด้วย

ตอบ 2 หน้า 99, (คําบรรยาย) ผู้ที่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมาก่อน และลาออกจากราชการไปโดยไม่มีความผิดวินัยแต่ประการใด ถ้าประสงค์ขอกลับเข้ารับราชการ อาจยื่นเรื่องราวขอกลับ เข้ารับราชการในกระทรวง กรมใด ๆ ก็ได้ โดยไม่ได้จํากัดเฉพาะกระทรวง กรมเดิมที่เคยสังกัดก่อนออกจากราชการ และอาจได้รับการบรรจุแต่งตั้งในระดับและเงินเดือนที่ไม่สูงกว่าเดิม

100 ตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตําแหน่งที่จําเป็นต้องใช้ผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ. กําหนด เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ตําแหน่งนั้น

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 15. ประกอบ

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายเอ ศุภชา ตกลงให้นายเมาริโอ ยืมรถยนต์ BMW คันใหม่เอี่ยมของตนขับไปหานางสาวอั้ม รัชดาแฟนสาวที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 10 วัน เมื่อครบกําหนด 10 วันแล้ว นายเมาริโอยังอยากใช้เวลา ร่วมกับนางสาวอัม รัชดาต่อไป จึงได้ขับรถคันดังกล่าวพานางสาวอั้ม รัชดาไปเที่ยวต่อที่จังหวัดเชียงราย อีก 5 วัน เมื่อเงินที่นําติดตัวไปเริ่มหมด นายเมาริโอจึงสมัคร grab และนํารถคันนี้ไปรับส่งผู้โดยสาร ในจังหวัดเชียงรายเพื่อหารายได้เพิ่มเติม ในระหว่างที่นายเมาริโอขับรถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยาน เชียงรายมาส่งยังโรงแรมก็ได้ถูกนางสาวใหม่ ยามวิกาล ขับรถกระบะมาชนรถ BMW ของนายเอ ศุภชา เสียหาย คิดเป็นเงินค่าซ่อม 50,000 บาท โดยเป็นความผิดของนางสาวใหม่ ยามวิกาล

ดังนี้ นายเอ ศุภชา จะเรียกร้องให้นายเมาริโอรับผิดค่าซ่อมแซมรถดังกล่าวได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ทานว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ สัญญายืมรถยนต์ BMW ระหว่างนายเอ ศุภชา กับนายเมาริโอ เป็นสัญญา ยืมใช้คงรูป และมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 640 และมาตรา 641 โดยมีการกําหนดว่าจะเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ เพื่อการใดและได้กําหนดเวลาส่งคืนไว้ด้วย ซึ่งนายเมาริโอผู้ยืมย่อมมีสิทธิ์ที่จะครอบครองและใช้สอยรถยนต์คัน ดังกล่าวได้ตามสิทธิของผู้ยืม แต่จะต้องสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืมรวมทั้งจะต้องไม่ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากที่นายเมาริโอยืมรถยนต์ขับไปหานางสาวอั้ม รัชดาแฟนสาว ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 10 วันแล้ว นายเมาริโอยังได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวพานางสาวอั้ม รัชดาไปเที่ยวต่อ ที่จังหวัดเชียงรายอีก 5 วัน และนอกจากนั้นยังนํารถยนต์คันนี้ไปรับส่งผู้โดยสารในจังหวัดเชียงรายเพื่อหารายได้ เพิ่มเติมอีก กรณีดังกล่าว ถือว่านายเมาริโอผู้ยืมได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ และยังเอา ทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญา จึงเป็นการประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตาม มาตรา 643 ซึ่งผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุที่ทรัพย์สินที่ยืมนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด ถึงแม่ว่า จะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ดังนั้น เมื่อรถยนต์ที่ยืมถูกนางสาวใหม่ ยามวิกาล ขับรถกระบะมาชนทําให้เสียหาย ดเป็นเงินค่าซ่อม 50,000 บาท นายเอ ศุภชา จึงมีสิทธิเรียกร้องให้นายเมาริโอรับผิดค่าซ่อมแซมรถดังกล่าวได้ แม้ว่ารถยนต์ที่ยืมจะบุบสลายเพราะความผิดของนางสาวใหม่ ยามวิกาล ก็ตาม

สรุป

นายเอ ศุภชา สามารถเรียกร้องให้นายเมาริโอรับผิดค่าซ่อมแซมรถดังกล่าวได้

 

ข้อ 2.นายโป้นักเลงข้างถนนได้เสียกับนางกานต์เมียนักร้องชื่อดัง นายโป้ได้บอกนางกานต์ว่าตนมีวิธีหาเงิน โดยการล้มมวย ที่แรกตนจะไปท้านักมวยชื่อดัง เช่น บัวขาว โดยต่อให้บัวขาววิ่งรอบลานพ่อขุน 50 รอบ ก่อนที่จะขึ้นชก หากบัวขาวตกลงก็จะมีคนดูล้นหลาม หากตนชนะก็จะมีเงินเก็บค่าดูได้ หลายล้าน รวมทั้งจะมีการพนันด้วย งานนี้นายโป้ก็จะได้รับเงินจํานวนมาก นางกานต์เห็นด้วย จึงให้ยืมเงิน 60 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่รู้จักกันได้ไม่นาน ดังนั้น นางกานต์จะได้เงินคืนหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกําหนดให้ใบแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองอย่างหนึ่ง ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อ ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมคือเงินให้เก่กันแล้ว และถ้าเป็นการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปโดยมีหลักฐาน แห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งและลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญย่อมสามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ (มาตรา 650 และมาตรา 653 วรรคหนึ่ง)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ดังนั้นในการทําสัญญากู้ยืมเงินจึงต้อง เป็นไปตามหลักของการทํานิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย เช่น ถ้าการกู้ยืมเงินกันนั้น มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโยกฎหมาย เช่น กู้ยืมเงินเพื่อนําไปเล่นการพนันหรือนําไปค้ายาเสพติด ฯลฯ สัญญากู้ยืมเงินย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ผู้ให้กู้จะฟ้องเรียกเงินกู้คืนไม่ได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ 707/2487)

นางกรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางกานต์ให้นายโป้กู้ยืมเงิน 60 ล้านบาทนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นการให้กู้ยืมเงินเพื่อนําไปเล่นการพนัน สัญญากู้ยืมเงินจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 เพราะมีวัตถุประสงค์ เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างนายโป้และนางกานต์จะมีหลักฐานเป็น หนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมหรือไม่ก็ตาม นางกานต์ก็ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินที่ให้กู้ยืมคืนได้ และถ้านางกานต์ ฟ้องศาล ศาลก็จะไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเพราะถือว่านางกานต์ใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริตตามมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ซึ่งบัญญัติว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชําระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทําโดยสุจริต”

สรุป

นางกานต์จะฟ้องร้องเรียกเงินคืนไม่ได้

 

ข้อ 3. นายอาทิตย์เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าพักได้วางอาวุธปืนไว้ใต้หมอนบนเตียงนอน และวางนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนไว้ในห้องน้ำ หลังจากนั้นนายอาทิตย์ออกไปธุระข้างนอก เมื่อกลับเข้ามาที่ห้องจึงพบว่าตนลืมปิดหน้าต่างห้องไว้ อาวุธปืนราคา 30,000 บาท และนาฬิกา ราคา 50,000 บาท ถูกขโมยไป นายอาทิตย์จึงรีบแจ้งนายจันทร์ผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันที และขอให้นายจันทร์ชดใช้ราคาทรัพย์ที่สูญหาย ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายจันทร์ต้องรับผิดชดใช้ต่อนายอาทิตย์หรือไม่ จํานวนเท่าใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกียวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตัวเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่ง ทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

แต่อย่างไรก็ตาม หากความสูญหายหรือบุบสลายของทรัพย์สินเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย หรือ เพราะสภาพแห่งทรัพย์สินนั้น หรือเพราะความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นหรือบริวารของเขาเอง หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ เจ้าสํานักย่อมไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด (มาตรา 675 วรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอาทิตย์เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าพัก ได้วางอาวุธปืนไว้ใต้หมอนบนเตียงนอน และวางนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนไว้ในห้องน้ำ หลังจากนั้นนายอาทิตย์ออกไป ธุระข้างนอก เมื่อกลับเข้ามาจึงพบว่า อาวุธปืนราคา 30,000 บาท และนาฬิการาคา 50,000 บาท ถูกขโมยไป ซึ่งนายอาทิตย์รีบแจ้งนายจันทร์ผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันที เมื่ออาวุธปืนและนาฬิกาถือเป็นทรัพย์สินทั่ว ๆ ไป ตามมาตรา 475 วรรคหนึ่ง มิใช่ของมีค่าอื่น ๆ ตามมาตรา 475 วรรคสอง ดังนั้นนายจันทร์ผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรม ยังต้องรับผิดชดใช้เงินต่อนายอาทิตย์เต็มจํานวนคือ 80,000 บาท ตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675 วรรคสอง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่ทรัพย์สินดังกล่าวถูกขโมยไปนั้น เป็นเพราะ ความผิดของนายอาทิตย์เอง เนื่องจากนายอาทิตย์เปิดหน้าต่างห้องพักทิ้งไว้ โจรจึงเข้ามาขโมยทรัพย์สินไปได้ นั้นจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 675 วรรคสาม ทําให้นายจันทร์เจ้าสํานักโรงแรมไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย

สรุป

นายจันทร์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อนายอาทิตย์

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายอาทิตย์ยืมรถตู้ของนายจันทร์มาใช้ทํารถโดยสารวิ่งรับส่งระหว่างสนามบิน จ.นครศรีธรรมราชเข้าสู่ตัวเมืองเป็นเวลา 1 ปี หลังจากยืมมาได้ 3 เดือน นายอาทิตย์เห็นว่ามีจํานวนผู้โดยสารน้อยลง จึงเปลี่ยนไปวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ต มายังตัวเมืองภูเก็ตแทน โดยไม่ได้บอกนายจันทร์ จนครบ 1 ปี นายอาทิตย์นํารถตู้มาคืนให้นายจันทร์ นายจันทร์พบว่ารถตู้มีสภาพชํารุดเสียหายดังนี้

1 ฝากระโปรงรถบุบจากกิ่งไม้ร่วงใส่ขณะกําลังวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบิน จ.นครศรีธรรมราช

2 หลังคารถสีถลอกเป็นรอยลึกจากการที่สิ่งของปลิวมาโดนตอนจอดรอผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ต เพราะมีพายุพัดลมแรงมากทําให้เกิดความเสียหายที่สนามบิน จ.ภูเก็ต ทั้งต่อตัวอาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินทั้งหลายต่างเสียหายจากความแรงของพายุ

จากความเสียหายทั้ง 2 กรณีข้างต้น นายจันทร์จะเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ในฐานะผู้ยืมได้หรือไม่และอายุความกําหนดไว้นานเท่าใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั้นเอง”

มาตรา 649 “ในข้อความรับผิดเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมใช้คงรูปนั้น ท่านห้าม มิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้นสัญญา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอาทิตย์ยืมรถตู้ของนายจันทร์มาใช้ทํารถโดยสารวิ่งรับส่งระหว่าง สนามบิน จ .นครศรีธรรมราช เข้าสู่ตัวเมืองเป็นเวลา 1 ปีนั้น สัญญายืมรถตู้ระหว่างนายอาทิตย์และนายจันทร์ เป็นสัญญายืมใช้คงรูปตามมาตรา 640 ประกอบมาตรา 641 นายอาทิตย์ผู้ยืมจึงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถตู้ตามที่ตกลงไว้กับนายจันทร์ คือ นายอาทิตย์ต้องเอามาใช้ทํารถโดยสารวิ่งรับส่งระหว่างสนามบิน จ.นครศรีธรรมราช เข้าสู่ตัวเมืองเท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากยืมมาได้ 3 เดือน นายอาทิตย์เห็นว่ามีจํานวนผู้โดยสารน้อยลง จึงเปลี่ยนไปวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ตมายังตัวเมืองภูเก็ตแทนโดยไม่ได้บอกนายจันทร์ จนครบ 1 ปีนั้น ย่อมถือว่าผู้ยืมได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้เพื่อการอย่างอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญาตามมาตรา 643 แล้ว เมื่อทรัพย์สินที่ยืมมีความชํารุดเสียหาย นายจันทร์จะเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ในฐานะผู้ยืมได้หรือไม่ สามารถ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่ฝากระโปรงรถตู้ที่ยืมมาเสียหายบุบสลายเพราะโดนกิ่งไม้ร่วงใส่ขณะวิ่งรับส่ง ผู้โดยสารที่สนามบิน จ.นครศรีธรรมราชนั้น ถือเป็นความเสียหายที่เกิดจากเหตุสุดวิสัยโดยไม่ใช่ความผิดของ นายอาทิตย์ผู้ยืม ดังนั้นนายอาทิตย์ผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อม iําเป็นของเจ้าของรถตู้คือนายจันทร์ผู้ให้ยืม ตามหลักสุภาษิตกฎหมายที่ว่า Res perit domino : ความพินาศ แห่งทรัพย์สินย่อมตกเป็นพับแก่เจ้าของ ดังนั้น นายจันทร์จึงไม่สามารถเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ในฐานะผู้ยืมได้

2 การที่นายอาทิตย์ได้นํารถตู้ไปวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นการ ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 นั้น เมื่อทรัพย์สินที่ยืมได้รับความเสียหาย คือ หลังคารถสีถลอก เป็นรอยเล็กจากการที่สิ่งของปลิวมาโดนตอนจอดรอผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ต เพราะมีพายุพัดลมแรงมากนั้น ความเสียหายดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ตาม แต่นายอาทิตย์ผู้ยืมก็ยังคงต้องรับผิดต่อนายจันทร์ใน ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นตามมาตรา 643 ดังนั้น นายจันทร์จึงสามารถเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ความเสียหาย ในกรณีนี้ได้

ความรับผิดของนายอาทิตย์ผู้ยืมในการชดใช้ค่าทดแทนตามสัญญายืมใช้คงรูปจะมีอายุความ 5 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา (มาตรา 649)

สรุป

1 นายจันทร์จะเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ค่าทดแทนในกรณีที่ฝากระโปรงรถบุบ จากกิ่งไม้ร่วงใส่ขณะกําลังวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบิน จ.นครศรีธรรมราชไม่ได้

2 นายจันทร์สามารถเรียกร้องให้นายอาทิตย์ชดใช้ค่าทดแทนในกรณีที่หลังคารถ มีสีถลอกเป็นรอยลึกจากการที่สิ่งของปลิวมาโดนตอนจอดรอผู้โดยสารที่สนามบิน จ.ภูเก็ตได้ โดยมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา

 

ข้อ 2. คํายืมเงินจากแดงหนึ่งแสนบาท กําหนดใช้คืนภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ยืม แดงกลัวดําไม่ชําระหนี้เงินที่ยืม จึงให้นําสร้อยคอทองคําน้ำหนักสิบบาทมาจํานําไว้เป็นหลักประกัน ดํากลัวว่าแดง จะไม่คืนสร้อยคอทองคํา จึงเขียนหนังสือขึ้นมาโดยมีข้อความว่า “เงินที่ยืมไปนั้นเจ้าหนี้รับจํานํา สร้อยคอทองคําน้ำหนักสิบบาทไว้เป็นประกัน” โดยให้แดงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเวลา หกเดือนผ่านไป ดําไม่นําเงินมาชําระหนี้ แดงต้องการฟ้องบังคับคดีต่อศาลโดยใช้หนังสือดังกล่าว เป็นหลักฐานในการฟ้อง เพื่อขอให้ศาลบังคับดําใช้เงินที่กู้ยืมไปได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม หนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง และจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ได้ส่งมอบ เงินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมตามมาตรา 650 เพียงแต่ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่าถ้าเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้จะต้องมีหลักฐานประกอบการฟ้องร้องบังคับคดี คือ

1 มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมีข้อความปรากฏในเอกสารว่าผู้กู้ยืมเป็นหนี้สินในเรื่องการ กู้ยืมเงินกัน และมีการระบุถึงจํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้งก็ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ แต่ที่สําคัญจะต้องมี การลงลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสําคัญ ส่วนผู้ให้ยืมและพยานจะลงลายมือชื่อในหลักฐานนั้นหรือไม่ ไม่ใช่สาระสําคัญ และการมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวนั้น ไม่จําเป็นต้องทําในวันที่มีการกู้ยืมเงินกันอาจทําในภายหลังก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ดํายืมเงินจากแดง 100,000 บาท กําหนดใช้คืนภายใน 6 เดือน แดงกลัวดําไม่ชําระหนี้เงินที่ยืม จึงให้ดําน้ําสร้อยคอทองคําน้ําหนักสิบบาทมาจํานําไว้เป็นหลักประกัน กลัวว่า แดงจะไม่คืนสร้อยคอทองคํา จึงเขียนหนังสือขึ้นมามีข้อความว่า “เงินที่ยืมไปนั้นเจ้าหนี้รับจํานําสร้อยคอทองคํา น้ําหนักสิบบาทไว้เป็นประกัน” โดยให้แตงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานนั้น แม้จะมีหลักฐานเป็นหนังสือว่ามีการ กู้ยืมเงินกันก็ตาม แต่เมื่อไม่มีการระบุถึงจํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้ง อีกทั้งลายมือชื่อที่ลงนั้นไม่ใช่ลายมือชื่อ ของผู้ยืม แต่เป็นลายมือชื่อของแดงผู้ให้ยืม หนังสือดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ที่จะถือเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง เรียกเงินกู้ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อครบกําหนด 6 เดือน ไม่นําเงินมาชําระหนี้ แดงจึงไม่สามารถ ใช้หนังสือดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องขอให้ศาลบังคับใช้เงินที่กู้ยืมไปได้

สรุป

แดงจะใช้หนังสือดังกล่าวเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง เพื่อขอให้ศาลบังคับดําใช้เงินที่ กู้ยืมไปไม่ได้

 

ข้อ 3. นายเอกเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุโขทัย มีนายโทเป็นเจ้าสํานักผู้ควบคุมกิจการโรงแรม นายเอกได้ถอดนาฬิกา และสร้อยคอทองคําน้ําหนัก 5 บาท แขวนพระสมเด็จ 1 องค์ (โดยเฉพาะ พระสมเด็จมีมูลค่า 80,000 บาท) วางไว้ในห้องพัก แล้วออกไปรับประทานอาหารนอกโรงแรม เมื่อกลับมาที่ห้องพักพบว่านาฬิกา สร้อยคอทองคํา และพระสมเด็จหายไป จึงแจ้งให้นายโทชดใช้ ราคานาฬิกาเป็นเงิน 100,000 บาท และสร้อยคอทองคําพร้อมพระสมเด็จเป็นเงิน 180,000 บาท ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวที่สูญหายอยู่ในความหมายของ “ของมีค่า” ในมาตรา 675 วรรคสองหรือไม่ และนายโทจะต้องรับผิดต่อนายเอกหรือไม่ จํานวนเท่าใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตัวเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า วัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่ง ทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”

มาตรา 676 “ทรัพย์สินซึ่งมิได้นําผ่ากบอกราคาชัดแจ้งนั้น เมื่อพบเห็นว่าสูญหายหรือบุบสลายขึ้น คนเดินทางหรือแขกอาศัยต้องแจ้งความนั้นต่อเจ้าสํานักโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นทันที มิฉะนั้นท่านว่า เจ้าสํานักย่อมพ้นจากความรับผิดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 674 และ 675”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

และในกรณีที่ทรัพย์สินที่สูญหายหรือบุบสลายนั้น เป็นของมีค่า เช่น เงินตรา แหวนเพชร เรือพระเครื่อง ฯลฯ กฎหมายกําหนดให้เจ้าสํานักรับผิดเพียงห้าพันบาท เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะ นําเปฝากไว้แก่เจ้าสํานักและบอกราคาแห่งของนั้นโดยชัดแจ้ง (มาตรา 675 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ ทรัพย์สินของนายเอกที่สูญหายไปดังกล่าวอยู่ในความหมายของ “ของมีค่า” ตามมาตรา 675 วรรคสองหรือไม่ และนายโทจะต้องรับผิดต่อนายเอกหรือไม่ จํานวนเท่าใดนั้น แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 นาฬิการาคา 100,000 บาท ของนายเอกที่สูญหายไปนั้น แม้จะมีราคาแพงก็ถือว่าเป็น ทรัพย์ทั่ว ๆ ไป ตามมาตรา 675 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ของมีค่าอื่น ๆ ตามมาตรา 675 วรรคสอง และเมื่อนายเอกพบว่า นาฬิกาหายไป นายเอกก็ได้แจ้งให้นายโทเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีแล้ว (มาตรา 676) ดังนั้น นายโทจึงต้อง รับผิดชดใช้เต็มราคาทรัพย์ คือ 100,000 บาท ตามมาตรา 675 วรรคหนึ่ง

2 สร้อยคอทองคําหนัก 5 บาท และพระสมเด็จ ถือว่าเป็นของมีค่าตามความหมายของ มาตรา 675 วรรคสอง การที่นายเอกเก็บรักษาไว้ในห้องพัก ไม่ได้นําไปฝากและบอกราคาโดยชัดแจ้งกับทางโรงแรม ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวได้สูญหายไป นายโทจึงต้องรับผิดชดใช้เพียง 5 พันบาท ตามมาตรา 675 วรรคสอง

สรุป

นายโทเจ้าสํานักโรงแรมต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่นายเอกในราคานาฬิกา 100,000 บาท และชดใช้ค่าสร้อยคอทองคําพร้อมพระสมเด็จเป็นเงิน 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 105,000 บาท

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. เอกยืมรถตู้ของโทเพื่อนําไปทํารถรับขนคนโดยสาร แต่ไม่ได้แจ้งให้โททราบว่าจะเอาไปใช้อย่างไรต่อมาเอกให้ตรียืมรถไปใช้ต่อเพื่อขับรับคนโดยสาร ในระหว่างที่ตรีขับรับส่งคนโดยสาร จัตวาขับรถ มาชนท้ายรถตู้ที่ตรีขับไฟท้ายแตก และกันชนรถยุบคิดเป็นค่าเสียหายหกพันบาท จัตวาขับรถหนีหายไป ยังไม่สามารถติดตามตัวมาได้ เมื่อโททราบว่ารถตู้ที่ให้เอกยืมถูกชนเสียหาย จึงเรียกร้อง ให้เอกรับผิดชดใช้แก่ตนเป็นจํานวนหกพันบาท ให้ท่านวินิจฉัยว่าเอกจะต้องรับผิดต่อโทหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เอกยืมรถตู้ของโทเพื่อนําไปทํารถรับขนคนโดยสารนั้น ถือเป็น สัญญายืมใช้คงรูปตามมาตรา 640 และมาตรา 641 ซึ่งเอกผู้ยืมย่อมมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถตู้ได้ตามสิทธิ ของผู้ยืมตามกฎหมาย แต่จะต้องสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืม รวมทั้งไม่ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมด้วย เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่าเอกได้เอารถตู้ที่ยืมนั้นให้ตรียมไปใช้ต่อเพื่อขับรับคนโดยสาร ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ยืม ไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย จึงเป็นการประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 ซึ่งจะต้องรับผิดในเหตุที่ ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใดถึงแม้ว่าจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ตาม ดังนั้น การที่จัตวา ได้ขับรถมาชนท้ายรถตู้ที่ตรีขับอยู่ทําให้ไฟท้ายแตกและกันชนรถยุบคิดเป็นค่าเสียหาย 6,000 บาท เอกผู้ยืมจึง ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น

สรุป

เอกจะต้องรับผิดต่อโทในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น

 

ข้อ 2. นาย ก. ยืมเงินนาย ข. เป็นจํานวน 10,000 บาท โดยทําเป็นหนังสือและส่งมอบเงินกันเรียบร้อยแล้วแต่ 6 เดือนต่อมานาย ข. ได้ทําการเติมตัวเลข 1 ข้างหน้าจํานวนเงินดังกล่าวกลายเป็น 110,000 บาท กรณีหนึ่ง และอีกกรณีหนึ่งนาย ข. เจ้าหนี้ให้ยืมเงิน 10,000 บาท โดยไม่ได้กรอกเงินในตอนที่ ส่งมอบเงิน แต่ไปกรอกเอาภายหลังเป็นเงิน 110,000 บาท เสียทีเดียว ดังนี้ นาย ก. ลูกหนี้ต้อง รับผิดในเงินจํานวนดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง และจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ได้ส่งมอบ เงินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมตามมาตรา 650 เพียงแต่ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่าถ้าเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้จะต้องมีหลักฐานประกอบการฟ้องร้องบังคับคดี คือ

1 มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมีข้อความปรากฏในเอกสารว่าผู้กู้ยืมเป็นหนี้สินในเรื่องการ กู้ยืมเงินกัน และมีการระบุถึงจํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้งก็ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ แต่ที่สําคัญจะต้อง มีการลงลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสําคัญ

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีที่ 1 การที่นาย ก. ยืมเงินนาย ข. เป็นจํานวนเงิน 10,000 บาท โดยทําเป็นหนังสือและ ส่งมอบเงินกันเรียบร้อยแล้วนั้น การกู้ยืมเงินระหว่างนาย ก. และนาย ข. เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่มีผลสมบูรณ์ และสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามมาตรา 650 และมาตรา 653 วรรคหนึ่ง

ส่วนการที่นาย ข. ได้ทําการเติมเลข 1 ไว้ข้างหน้าจํานวนเงินดังกล่าวในภายหลังทําให้กลายเป็น 1 10,000 บาทนั้น เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้กรอกจํานวนเงินให้สูงกว่าที่กู้ยืมกันจริงโดยผู้กู้ไม่ยินยอม ถือว่าเอกสารดังกล่าว ในเอกสารปลอม ผู้กู้ไม่ต้องรับผิดตามหลักฐานแห่งสัญญากู้ปลอม เพียงแต่ผู้กู้ต้องรับผิดใช้เงินตามจํานวนที่ รู้จริงเท่านั้น เพราะถือว่าการกู้ตามจํานวนที่มีการกู้จริงมีหลักฐานเป็นหนังสืออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น นาย ก. ลูกหนี้ 2 จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินตามสัญญากู้เดิมคือ 10,000 บาท

กรณีที่ 2 การที่นาย ข. ให้นาย ก. ยืมเงิน 10,000 บาท โดยไม่ได้กรอกเงินในตอนที่ส่งมอบเงิน แต่ไปกรอกจํานวนเงินในภายหลังเป็นเงิน 110,000 บาทนั้น เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้กรอกจํานวนเงินสูงกว่าที่กู้กันจริง กรณีนี้ถือว่าหลักฐานแห่งสัญญากู้ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ปลอมทั้งฉบับ และให้ถือว่าการกู้ยืมเงิน ดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเกิดขึ้นเลย ผู้กู้จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ เลย แม้ผู้กู้จะได้รับเงินที่กู้กันจริงไปแล้วก็ตาม ดังนั้น กรณีนี้ นาย ก. ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดในจํานวนเงินดังกล่าวใด ๆ เลยตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง

สรุป

กรณีแรก นาย ก. ต้องรับผิดตามสัญญากู้เดิมคือ 10,000 บาท ส่วนกรณีหลัง นาย ก. ไม่ต้องรับผิดใด ๆ เลย

 

ข้อ 3. นางสมศรีเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนรามคําแหง โดยนําเงินสด 10,000 บาท แหวนทับทิมล้อมเพชร 1 วง ราคา 50,000 บาท นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ราคา 8,000 บาท กระเป๋าถือสุภาพสตรี ยี่ห้อหลุยส์ 1 ใบ ราคา 40,000 บาท โทรศัพท์มือถือยี่ห้อเอโฟน 1 เครื่อง ราคา 40,000 บาท และ กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ เข้ามาในห้องพัก ตกกลางคืนคนร้ายแอบเข้ามาในห้องพักและขโมยเงินสด 10,000 บาท แหวนทับทิมล้อมเพชร นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าถือยี่ห้อหลุยส์ และโทรศัพท์มือถือเอโฟนใน นางสมศรีรู้สึกตัวในตอนรุ่งเช้าจึงรีบแจ้งนายสมศักดิ์เจ้าสํานักโรงแรมทราบทันที ให้ท่านวินิจฉัย ความรับผิดของเจ้าสํานักโรงแรมที่มีต่อทรัพย์สินของนางสมศรี

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพ แห่งทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขา ได้ต้อนรับ”

มาตรา 676 “ทรัพย์สินซึ่งมิได้นําฝากบอกราคาชัดแจ้งนั้น เมื่อพบเห็นว่าสูญหายหรือ บุบสลายขึ้น คนเดินทางหรือแขกอาศัยต้องแจ้งความนั้นต่อเจ้าสํานักโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นทันที มิฉะนั้นท่านว่าเจ้าสํานักย่อมพ้นจากความรับผิดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 674 และ 675”

 

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

และในกรณีที่ทรัพย์สินที่สูญหายหรือบุบสลายนั้นเป็นของมีค่า เช่น เงินตรา แหวนเพชร หรือ พระเครื่อง ฯลฯ กฎหมายกําหนดให้เจ้าสํานักรับผิดเพียง 5,000 บาท เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะนําไป ฝากไว้แก่เจ้าสํานักและบอกราคาแห่งของนั้นโดยชัดแจ้ง (มาตรา 675 วรรคสอง)

ตามอุทาหรณ์ การพินางสมศรีเข้าพักที่โรงแรม โดยได้นําเงินสด 10,000 บาท, แหวนทับทิม ล้อมเพชร 1 วง ราคา 50,000 บาท, นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ราคา 8,000 บาท, กระเป๋าถือสุภาพสตรียี่ห้อหลุยส์ 1 ใบ ราคา 40,000 บาท, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อเอโฟน 1 เครื่อง ราคา 40,000 บาท และกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ เข้ามาในห้องพัก และตกกลางคืนคนร้ายแอบเข้ามาในห้องพักและขโมยเงินสด 10,000 บาท แหวนทับทิมล้อมเพชร นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าถือยี่ห้อหลุยส์ และโทรศัพท์มือถือไป และเมื่อนางสมศรีรู้สึกตัวในตอนรุ่งเช้าจึงรีบแจ้ง นายสมศักดิ์เจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีนั้น เจ้าสํานักโรงแรมจะต้องรับผิดต่อนางสมศรีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ ถูกขโมยไปอย่างไรนั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 เงินสด 10,000 บาท และแหวนทับทิมล้อมเพชร 1 วง ราคา 50,000 บาท ถือเป็น ทรัพย์สินที่มีค่าตามมาตรา 675 วรรคสอง เมื่อนางสมศรีไม่ได้มากและบอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง ดังนั้น นายสมศักดิ์เจ้าสํานักโรงแรมจึงต้องรับผิดต่อนางสมศรีในจํานวน 5,000 บาท

2 นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ราคา 8,000 บาท, กระเป๋าถือสุภาพสตรียี่ห้อหลุยส์ 1 ใบ ราคา 40,000 บาท และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเอโฟน 1 เครื่อง ราคา 40,000 บาท ถือเป็นทรัพย์สินที่เป็นของใช้ ธรรมดาสามัญทั่วไป จึงเป็นทรัพย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไปตามมาตรา 657 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ของมีค่าอื่น ๆ ตามมาตรา 675 วรรคสอง และเมื่อนางสมศรีรู้สึกตัวในตอนรุ่งเช้าจึงได้รีบแจ้งนายสมศักดิ์เจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีแล้ว ดังนั้น นายสมศักดิ์จึงต้องรับผิดต่อนางสมศรีเต็มราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 88,000 บาท

สรุป

นายสมศักดิ์เจ้าสํานักโรงแรมต้องรับผิดใช้เงินให้แก่นางสมศรีในส่วนของเงินสดและ แหวนทับทิมล้อมเพชรเป็นเงิน 5,000 บาท และในส่วนของนาฬิกาข้อมือ กระเป๋าถือ และโทรศัพท์มือถือเป็นเงิน 88,000 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน 93,000 บาท

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ดําตกลงให้แดงยืมรถยนต์ไปธุระที่เชียงใหม่เป็นเวลา 10 วัน ครบกําหนด 10 วันแล้ว แดงเกิดมีธุระที่จะต้องไปทําต่อที่เชียงรายอีก 7 วัน หลังจากนั้นจึงขับรถกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางเกิดมีพายุ ฝนตกน้ำท่วมป่า ท่วมไหลหลากมาท่วมถนนอย่างรวดเร็ว สุดวิสัยที่แดงจะขับรถหนีได้พ้น รถยนต์ ของดําต้องแช่น้ำอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทําให้เครื่องยนต์เสียหายต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 1,000 บาท อยากทราบว่าค่าซ่อมแซมรถนี้ดําจะเรียกร้องจากแดงได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 8 “คําว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนั้นในฐานะและภาวะเช่นนั้น”

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฎในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหาย หรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ สัญญายืมรถยนต์ระหว่างแดงและดําเป็นสัญญายืมใช้คงรูปและมีผลสมบูรณ์ ตามมาตรา 640 และมาตรา 641 โดยมีการกําหนดว่าจะเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้เพื่อการใดและได้กําหนดเวลา ส่งคืนไว้ด้วย ซึ่งแดงผู้ยืมย่อมมีสิทธิที่จะครอบครองและใช้สอยรถยนต์ได้ตามสิทธิของผู้ยืม แต่จะต้องสงวนรักษา ทรัพย์สินที่ยืมรวมทั้งจะต้องไม่ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมด้วย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่แดงได้ยืม รถยนต์ไปธุระที่เชียงใหม่เป็นเวลา 10 วันแล้ว แดงยังนํารถยนต์ไปทําธุระต่อที่เชียงรายอีกเป็นเวลา 7 วัน ถือว่า เป็นกรณีที่ผู้ยืมได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญา และเป็นการเอาทรัพย์สิน ที่ยืมไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้จึงเป็นการประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 ซึ่งผู้ยืมจะต้องรับผิดใน เหตุที่ทรัพย์สินที่ยืมนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย

และตามอุทาหรณ์ ในขณะที่แดงขับรถกลับกรุงเทพฯ นั้น ระหว่างทางเกิดมีพายุฝนตกน้ำท่วมถนน สุดวิสัยที่แดงจะขับรถหนีได้ทัน ทําให้รถยนต์ของดําต้องแช่น้ําอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทําให้เครื่องยนต์เสียหาย ต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 1,000 บาทนั้น กรณีเช่นนี้แดงผู้ยืมจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้ว่าการเกิดพายุ และน้ำท่วมถนนนั้นจะเป็นเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 ก็ตาม ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 643 ได้บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิด ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินที่ยืม หากผู้ยืมได้ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืม แม้ความเสียหายนั้นจะได้เกิดขึ้น เพราะเหตุสุดวิสัย

แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 643 ตอนท้าย ได้กําหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้ยืมอาจหลุดพ้นจาก ความรับผิดได้หากผู้ยืมพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง กล่าวคือ หากแดงพิสูจน์ได้ว่า ถ้าแดงได้ใช้รถยนต์ที่ยืมมาตามการอันปรากฏในสัญญาและมิได้เอารถยนต์ที่ยืมมาใช้นาน กว่าที่ควรจะเอาไว้แล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์ที่ยืมอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยนั้นก็คงจะต้องเกิดขึ้นอยู่ดี เช่นนี้ แดงก็อาจหลุดพ้นจากความรับผิดได้

สรุป

ค่าซ่อมแซมรถยนต์จํานวน 1,000 บาท ดําสามารถเรียกร้องเอาจากแดงได้ตามมาตรา 643 เว้นแต่แดงจะพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องได้รับความเสียหายอยู่นั่นเอง

 

ข้อ 2 เนื่องจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย นายอินเสียหายอย่างหนักจึงได้ยืมเงินนายอ้นเป็นจํานวนเงิน 5,000 บาท โดยทําเป็นหนังสือ ในหนังสือระบุว่านายอินต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจํานวนร้อยละ 20 บาท ต่อปี เมื่อครบกําหนดชําระเงิน 1 ปีแล้ว นายอินไม่มีเงินสดมาจ่าย จึงนํารถจักรยานยนต์ของตน ตามราคาท้องตลาดมีมูลค่า 6,000 บาท มาคืนแทนเงิน ดังนี้ การคืนรถจักรยานยนต์แทนเงินสด มีผลหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

มาตรา 654 “ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากําหนดดอกเบี้ย เกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี”

มาตรา 656 “ถ้าทําสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่น แทนจํานวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชําระโดยจํานวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือ ทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทําสัญญากู้ยืมเงินกันและผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชําระหนี้ แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชําระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจํานวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของ หรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอินได้ยืมเงินจากนายอันเป็นจํานวนเงิน 5,000 บาท ซึ่งเป็น การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทนั้น เมื่อสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวได้ทําเป็นหนังสือ การกู้ยืมเงินระหว่างนายอิน และนายอ้นจึงมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 650 และมาตรา 653 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ในหนังสือกู้ยืมเงินได้ระบุว่านายอินจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจํานวน ร้อยละ 20 บาทต่อปีนั้น ถือเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกําหนดไว้ คือเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เช่นนี้ ในส่วนของดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด ส่วนเงินต้นนั้นยังคงสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ (ตามมาตรา 654 ประกอบ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา) ดังนั้น นายอินจึงยังคงต้องรับผิดคืนเงินต้นจํานวน 5,000 บาทให้แก่นายอ้น

และเมื่อหนี้ถึงกําหนด การที่นายอินไม่มีเงินสดมาชําระหนี้ แต่ได้นํารถจักรยานยนต์ของตน ตามราคาท้องตลาดมีมูลค่า 6,000 บาท มาชําระหนี้แทนเงินนั้น ถือเป็นกรณีที่มีการชําระหนี้ด้วยทรัพย์สินอย่างอื่น แทนจํานวนเงิน และเมื่อนายอ้นผู้กู้ยืมยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น หนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวย่อมระงับไปตามมาตรา 656 และเมื่อเป็นหนี้กันเป็นเงินจํานวน 5,000 บาท แต่ราคาของทรัพย์สินอื่นนั้นมีราคาตามเวลาที่ส่งมอบเป็นเงินจํานวน 6,000 บาท นายอ้นเจ้าหนี้จึงต้องทอนเงินคืนให้แก่นายอินลูกหนี้เป็นเงินจํานวน 1,000 บาท

สรุป การคืนรถจักรยานยนต์แทนเงินสดจะมีผลทําให้หนี้จํานวน 5,000 บาทระงับไป และ นายอ้นจะต้องทอนเงินคืนให้แก่นายอินเป็นจํานวนเงิน 1,000 บาท

 

ข้อ 3 นายเอกไปร่วมงานฉลองมงคลสมรสของพี่สาวที่จัดขึ้นในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่องานเลี้ยงเลิกแล้วนายเอกและเพื่อน ๆ อีกห้าคนลงมานั่งรับประทานอาหารและสังสรรค์กันต่อ ที่ห้องอาหารของโรงแรมจนเวลา 20 นาฬิกา ห้องอาหารปิด นายเอกกับเพื่อนจึงแยกย้ายกันกลับ พอมาถึงที่จอดรถของโรงแรม นายเอกพบว่ารถยนต์ของตนถูกชนที่ประตูด้านคนขับ ประตูยุบ จนไม่สามารถเปิดได้ นายเอกแจ้งต่อนายโทผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทันที และเรียกร้องให้นายโท รับผิดชอบในความเสียหายที่รถยนต์ถูกชนเป็นเงินสองหมื่นบาท นายโทปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ ความรับผิดของเจ้าสํานักโรงแรม เพราะนายเอกไม่ใช่ผู้มาใช้บริการห้องพักของโรงแรม แต่นายเอก ต่อสู้ว่าตนใช้บริการห้องอาหารของโรงแรมจนห้องอาหารปิดจึงกลับ จึงมีสิทธิเรียกร้องให้นายโท เจ้าสํานักโรงแรมรับผิดในความเสียหายครั้งนี้ได้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายโทผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมจะต้องรับผิดชดใช้ต่อนายเอกหรือไม่ ข้อต่อสู้ของ นายเอกและนายโทรับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

และคําว่า “คนเดินทางหรือแขกอาศัย” นั้น หมายถึง บุคคลผู้เข้าพักในโรงแรม โฮเต็ล และ สถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้นโดยชําระค่าที่พัก

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกไปร่วมงานฉลองมงคลสมรสของพี่สาวที่จัดขึ้นในโรงแรม แห่งหนึ่ง และเมื่องานเลี้ยงเลิกแล้วนายเอกและเพื่อน ๆ ได้ลงมารับประทานอาหารและสังสรรค์กันต่อที่ห้องอาหาร ของโรงแรมนั้น กรณีนี้ไม่ถือว่านายเอกได้เปิดห้องพักของโรงแรม นายเอกจึงมิใช่คนเดินทางหรือแขกอาศัย ของโรงแรมตามนัยของมาตรา 674 เมื่อนายเอกได้เรียกร้องให้นายโทเจ้าสํานักโรงแรมรับผิดชอบในความเสียหาย ที่รถยนต์ของนายเอกถูกชน แต่นายโทปฏิเสธโดยอ้างว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้าสํานักโรงแรม เพราะ นายเอกไม่ใช่ผู้มาใช้บริการห้องพักของโรงแรมนั้น ข้อต่อสู้ของนายโทจึงรับฟังได้ และนายโทไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่นายเอก ส่วนข้อต่อสู้ของนายเอกที่ว่าตนได้ใช้บริการห้องอาหารของโรงแรมจึงมีสิทธิเรียกร้อง ให้นายโทเจ้าสํานักโรงแรมรับผิดในความเสียหายครั้งนี้ได้นั้น รับฟังไม่ได้ เพราะกรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 674 ประกอบมาตรา 675 ดังกล่าวข้างต้น

สรุป

นายโทไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่นายเอก และข้อต่อสู้ของนายโทรับฟังได้ ส่วน ข้อต่อสู้ของนายเอกรับฟังไม่ได้

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายแดงยืมรถยนต์จากนายขาวมาใช้สําหรับขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ มีกําหนดระยะเวลายืม 1 เดือน ในระยะเวลายืมนั้น นายแดงได้ขับรถยนต์ไปเที่ยวที่พัทยาในวันหยุด และถูกนายเขียวขับรถยนต์ บรรทุกเข้ามาชนเสียหาย โดยเป็นความผิดของนายเขียวต้องซ่อม คิดเป็นเงินทั้งหมด 20,000 บาท เมื่อนายขาวทราบ จึงบอกเลิกสัญญาเรียกรถยนต์คืน และให้ชําระค่าซ่อม นายแดงคืนรถยนต์แต่ ไม่ยอมชําระค่าซ่อม นายขาวจึงฟ้องศาลให้นายแดงรับผิดค่าซ่อมภายในอายุความ นายแดงต่อสู้ ว่าตนไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ต้องรับผิด ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงยืมรถยนต์จากนายขาวมาใช้สําหรับขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ มีกําหนดระยะเวลายืม 1 เดือนนั้น สัญญายืมรถยนต์ระหว่างนายแดงและนายขาวเป็นสัญญายืมใช้คงรูปตาม มาตรา 640 ประกอบมาตรา 641 นายแดงผู้ยืมจึงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถยนต์ตามที่ตกลงไว้กับนายขาว คือ เอามาใช้ขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายแดงได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปเที่ยวที่พัทยาในวันหยุดและถูก นายเขียวขับรถยนต์บรรทุกเข้ามาชนเสียหายนั้น แม้จะเป็นความผิดของนายเขียวก็ตาม แต่เมื่อนายแดงได้ประพฤติผิด หน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 กล่าวคือ นายแดงได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้เพื่อการอย่างอื่นนอกจากการอัน ปรากฏในสัญญา ดังนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินที่ยืม นายแดงผู้ยืมจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่ เกิดขึ้นนั้น คือต้องรับผิดชดใช้ค่าซ่อมทั้งหมดจํานวน 20,000 บาท ให้แก่นายขาวตามมาตรา 643

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะวินิจฉัยให้นายแดงรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์จํานวน 20,000 บาท ให้แก่นายขาว

 

ข้อ 2. นายแดงมีจดหมายถึงนายดําขอยืมเงิน โดยข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า “ระยะนี้เงินไม่พอใช้ต้องขอรบกวนขอยืมเงินสัก 20,000 บาท.” แล้วลงชื่อแดงพร้อมลงวันที่ เดือน ปี ในจดหมาย หลังจากนั้น 7 วัน นายแดงมีจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายดํา ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า “ เงิน 20,000 บาท ที่ส่งไปให้นั้นได้รับแล้วขอบคุณมาก” แล้วลงชื่อแดงพร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี ที่เขียนจดหมายไว้ในจดหมายฉบับที่ 2 นั้นด้วย ต่อมาปรากฏว่าเมื่อนายดําทวงเงิน 20,000 บาท นั้น จากนายแดง นายแดงปฏิเสธการชําระหนี้ นายดําจึงนําความฟ้องร้องยังศาลโดยมีจดหมาย 2 ฉบับ นั้นเป็นหลักฐาน ในชั้นศาลนายแดงต่อสู้ว่าไม่ได้กู้ยืม ถ้าท่านเป็นศาลจะตัดสินอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง บังคับว่าในกรณีที่จะฟ้องร้องบังคับคดี ในเรื่องเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกันเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีพยานหลักฐานประกอบการฟ้องคดี คือ

1 หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนี้ ต้องมีสาระสําคัญที่แสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันและต้องมี ข้อความที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่กันแล้วด้วย ซึ่งข้อความอันแสดงถึงการกู้ยืมไม่จําเป็นว่า จะต้องปรากฏในเอกสารฉบับเดียวกัน อาจจะปรากฏอยู่ในเอกสารหลาย ๆ ฉบับก็ได้ เมื่อนําเอาเอกสารเหล่านั้น มาอ่านประกอบเข้าด้วยกัน หากได้ความว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันแล้ว ย่อมถือว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานแห่ง การกู้ยืมได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงมีจดหมายถึงนายดําขอยืมเงิน โดยมีข้อความในจดหมาย ตอนหนึ่งว่า “ระยะนี้เงินไม่พอใช้ ต้องขอรบกวนขอยืมเงินสัก 20,000 บาท.” แล้วลงชื่อแดง พร้อมลงวันที่ เดือน ปี ในจดหมาย และหลังจากนั้น 7 วัน นายแดงมีจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายดํา โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “เงิน 20,000 บาท ที่ส่งไปให้นั้นได้รับแล้วขอบคุณมาก…” แล้วลงชื่อแดงพร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี ที่เขียน จดหมายไว้เนจดหมายฉบับที่ 2 ด้วยนั้น จะเห็นได้ว่าจดหมายของนายแดงถึงนายดําทั้ง 2 ฉบับนั้น ถ้าอ่านเพียง ฉบับใดฉบับหนึ่ง จะไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินจํานวน 20,000 บาท แต่อย่างใด แต่ถ้าอ่านรวมกันแล้วจะได้ใจความ ว่านายแดงขอกู้ยืมเงินจํานวน 20,000 บาท จากนายดํา และนายดําได้ส่งมอบเงินจํานวน 20,000 บาท ให้กับ นายแดงแล้ว และนายแดงได้รับเงินจํานวนดังกล่าวแล้ว อีกทั้งในจดหมายทั้ง 2 ฉบับ ก็ได้มีการลงลายมือชื่อ ของนายแดงไว้แล้วด้วย ดังนั้น นายดําจึงสามารถใช้จดหมายทั้ง 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเพื่อ ฟ้องร้องบังคับให้นายแดงคืนเงินที่กู้ยืมไปจํานวน 20,000 บาท คืนให้แก่ตนได้ตามมาตรา 655 วรรคหนึ่ง

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะตัดสินให้นายแดงชําระเงินคืนให้นายดําจํานวน 20,000 บาท

 

ข้อ 3 นางสาวนิดเดินทางไปธุระที่ลพบุรี พร้อมกับหน่อยซึ่งเป็นคนใช้ ไปถึงก็ตรงไปพักที่โรงแรมแสนสบาย เจ้าของโรงแรมได้ยื่นประกาศระเบียบของโรงแรมให้นางสาวนิดอ่านดูก่อนลงชื่อเข้าพักแรม ประกาศนั้น มีใจความว่า ทางโรงแรมจะไม่ยอมรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของผู้มาพัก ไม่ว่าในกรณีใด ๆ นางสาวนิดอ่านประกาศแล้วก็หัวเราะไม่พูดว่ากระไร คงลงชื่อเข้าพักไป ตามปกติ ระหว่างที่พักอยู่นั้น หน่อยได้ขโมยนาฬิการาคา 20,000 บาท ของนางสาวนิดพาหนีไป อยากทราบว่าเจ้าของโรงแรมจะต้องรับผิดชดใช้ราคานาฬิกาของนางสาวนิดแค่ไหน หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่ง ทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”

มาตรา 677 “ถ้ามีคําแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านี้ เป็น ข้อความยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดของเจ้าสํานักไซร้ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัย จะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดดังว่านั้น”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

แต่อย่างไรก็ตาม หากความสูญหายหรือบุบสลายของทรัพย์สินเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย หรือ เพราะสภาพแห่งทรัพย์สินนั้น หรือเพราะความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือ บุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ เจ้าสํานักย่อมไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด (มาตรา 675 วรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสาวนิดและหน่อยซึ่งเป็นคนใช้ได้เข้าไปพักที่โรงแรม และเจ้าของ โรงแรมได้ยื่นประกาศระเบียบของโรงแรมให้นางสาวนิดอ่านดูก่อนลงชื่อเข้าพักแรม โดยประกาศนั้นมีใจความว่า ทางโรงแรมจะไม่ยอมรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของผู้มาพักไม่ว่ากรณีใด ๆ นั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ทางโรงแรมทําขึ้นฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่านางสาวนิดได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งใน การยกเว้นความรับผิดนั้น ข้อความในเอกสารหรือในประกาศนั้นจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 677 ดังนั้น ทางเจ้าสํานัก โรงแรมจึงยังคงต้องรับผิดชอบในความสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของผู้ที่มาพักในโรงแรมนั้น

แต่อย่างไรก็ดี การที่นาฬิการาคา 20,000 บาท ของนางสาวนิดได้หายไปนั้น เป็นเพราะถูก หน่อยคนใช้ของนางสาวนิดลักไป จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์สินของคนเดินทางที่เข้าพักยังโรงแรมได้สูญหายไป เพราะบริวารของเขาเอง ดังนั้น เจ้าของโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใดตามมาตรา 675 วรรคสาม

สรุป

เจ้าของโรงแรมไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคานาฬิกาให้แก่นางสาวนิด

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายแดงให้นายดํายืมรถยนต์ซึ่งอยู่ในสภาพดีไปเพื่อใช้ขับขี่ทํางานในกรุงเทพฯ แต่นายดํามิได้ใช้รถเพื่อขับมาทํางานนั้นเท่านั้น ในวันหยุดราชการสุดสัปดาห์นายดําได้พานางสาวขาวคนรักไป เชียงใหม่ ระหว่างกําลังขับรถพานางสาวขาวเที่ยวอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่นั้นเอง เกิดแผ่นดินไหว เฉพาะบริเวณในเขตจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดใกล้เคียง แต่แผ่ขยายไปไม่ถึงกรุงเทพฯ นายดํา บังคับรถไม่อยู่ รถไถลเข้าชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียหาย เช่นนี้ นายดําจะต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดแก่รถยนต์ที่ยืมมานั้นอย่างไรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงให้นายดํายืมรถยนต์ซึ่งอยู่ในสภาพดีไปเพื่อใช้ขับขี่ทํางาน ในกรุงเทพฯ นั้น สัญญายืมรถยนต์ระหว่างนายแดงและนายดําเป็นสัญญายืมใช้คงรูปตามมาตรา 640 ประกอบ มาตรา 641 นายดําผู้ยืมจึงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถยนต์ตามที่ตกลงไว้กับนายแดงคือเอาไปใช้เพื่อขับขี่ ทํางานในกรุงเทพฯ เท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายดําได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวพานางสาวขาวคนรักไปเชียงใหม่ ในวันหยุดราชการสุดสัปดาห์ และระหว่างที่อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวเฉพาะบริเวณในเขต จังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดใกล้เคียง ทําให้นายดําบังคับรถไม่อยู่และรถไถลเข้าชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียหาย แม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย นายดําก็จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายแดง ทั้งนี้เพราะ นายดําได้ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 กล่าวคือ นายดําได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้เพื่อการอื่น นอกจากการอันปรากฏในสัญญา นายดําจะอ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อไม่ต้องรับผิดต่อนายแดงในความเสียหาย ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้

และแม้ว่าตามมาตรา 643 ตอนท้าย จะบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้ยืมอาจไม่ต้องรับผิด ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเองก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงย่อม เป็นการยากที่นายดําจะพิสูจน์ได้เช่นนั้น เพราะการเกิดแผ่นดินไหวซึ่งเป็นภัยทางธรรมชาติที่ไม่มีใครจะป้องกันได้ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นได้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ด้วย อีกทั้งรถยนต์ที่นายดํายืมมาจากนายแดงก็เป็นรถที่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี ดังนั้นนายดําจึงไม่อาจหาเหตุที่จะอ้างเพื่อให้เข้าข้อยกเว้น ดังกล่าวได้

สรุป

นายดําจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ที่ยืมมานั้นต่อนายแดง

 

ข้อ 2. นาย ก. ยืมเงินนาย ข. เป็นเงิน 2,000.01 บาท แต่ไม่ได้ทําหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างหนึ่งอย่างใดต่อมาอีก 3 วัน นาย ก. ได้ส่งจดหมายมาความว่า “ขอบคุณที่ส่งเงินมาได้รับเรียบร้อยแล้ว” พร้อม 2 พยายามในการ ลงลายมือชื่อตน (นาย ก.) พร้อมพยาน 2 คน ต่อมานาย ก. ทะเลาะกับนาย ข. นาย ก. ให้การในบันทึกประจําวันว่า “ผมเป็นคําทําร้ายนาย ข. เพราะนาย ข. เป็นเจ้าหนี้เงินอยู่ 2,000.01 บาท แต่ รู้จี้ จุกจิก เลยหมั่นไส้ด่าซะ” โดยทั้งคู่ (นาย ก. และนาย ข.) ได้ลงนามสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่ทะเลาะกันอีก ดังนี้การกู้ยืมดังกล่าวสามารถฟ้องได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ยอมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง และจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ได้ส่งมอบ เงินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมตามมาตรา 650 เพียงแต่ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่าถ้าเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้จะต้องมีหลักฐานประกอบการฟ้องร้องบังคับคดี คือ

1 มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมีข้อความปรากฏในเอกสารว่าผู้กู้ยืมเป็นหนี้สินในเรื่องการ กู้ยืมเงินกัน และมีการระบุถึงจํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้งก็ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ แต่ที่สําคัญจะต้องมีลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสําคัญ ส่วนผู้ให้ยืมและพยานจะลงลายมือชื่อในหลักฐานนั้นหรือไม่ ไม่ใช่สาระสําคัญ และการมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวนั้น ไม่จําเป็นต้องทําในวันที่มีการกู้ยืมเงินกันอาจทําในภายหลังก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นาย ก. ยืมเงินนาย ข. เป็นเงิน 2,000.01 บาท แต่ไม่ได้ทําหลักฐาน เป็นหนังสือแต่อย่างหนึ่งอย่างใดนั้น เมื่อการกยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง ดังนั้น เมื่อมีการส่งมอบ เงินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมแล้ว สัญญากู้ยืมเงินระหว่างนาย ก. และนาย ข. จึงมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 650 เพียงแต่เมื่อเป็นการกู้ยืมเงินกันเกินกว่า 2,000 บาท และมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อนาย ก. ผู้ยืม แล้ว นาย ข. ผู้ให้ยืมก็ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีนาย ก. ได้ (มาตรา 653 วรรคหนึ่ง) และแม้ตามข้อเท็จจริงจะ ปรากฏว่า นาย ก. ได้ส่งจดหมายให้แก่นาย ข. และเขียนข้อความว่า “ขอบคุณที่ส่งเงินมาได้รับเรียบร้อยแล้ว” พร้อมลงลายมือชื่อนาย ก. ก็ตาม นาย ข. ก็จะนําจดหมายดังกล่าวมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เพราะในจดหมายดังกล่าวไม่มีข้อความว่านาย ก. ผู้กู้ยืมเป็นหนี้สินในเรื่องการกู้ยืมเงินกัน และไม่มีการระบุถึง จํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้งแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า นาย ก. ได้ให้การในบันทึกประจําวันของ เจ้าหน้าที่ตํารวจว่า “ผมเป็นคนทําร้ายนาย ข. เพราะนาย ข. เป็นเจ้าหนี้เงินอยู่ 2,000.01 บาท.” โดยนาย ก. และ นาย ข. ได้ลงนามในบันทึกดังกล่าวนั้นด้วย ดังนี้ ย่อมถือได้ว่า บันทึกปากคําของเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ทําขึ้นภายหลังนี้ สามารถใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้ ทั้งนี้เพราะมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและมีลายมือชื่อ นาย ก. ผู้ยืม พร้อมทั้งมีข้อความว่าผู้ยืมเป็นหนี้ในเรื่องการกู้ยืมเงินกันโดยชัดแจ้ง และแม้จะเกิดขึ้นภายหลังวันที่ มีการกู้ยืมเงินกันก็ตาม นาย ข. ก็สามารถใช้บันทึกประจําวันดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้

สรุป

การกู้ยืมเงินดังกล่าว นาย ข. สามารถนําบันทึกประจําวันของเจ้าหน้าที่ตํารวจดังกล่าว มาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้

 

ข้อ 3. นายหนึ่งไปร่วมงานสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านถนนรามคําแหง โดยเข้าร่วมงานตั้งแต่เวลา 08.30 น. นายหนึ่งได้จอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรม และเมื่อ เสร็จงานสัมมนาเวลา 16.00 น. นายหนึ่งกลับมาที่รถเพื่อขับออกไปจึงพบว่ารถยนต์ถูกชนที่ประตู ด้านขวาข้างคนขับโดยไม่ทราบตัวคู่กรณี นายหนึ่งได้แจ้งให้นายสองผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมทราบทันที และขอให้นายสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ที่ถูกชนเป็นจํานวน 10,000 บาท ดังนี้

ให้ท่านวินิจฉัยความรับผิดของนายสองผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมที่มีต่อนายหนึ่ง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งไปร่วมงานสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นที่โรงแรม และได้จอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรม และเมื่อเสร็จงานนายหนึ่งกลับมาที่รถพบว่ารถยนต์ถูกชนที่ประตู ด้านขวาข้างคนขับโดยไม่ทราบตัวคู่กรณีนั้น เมื่อนายหนึ่งเป็นเพียงผู้มาร่วมงานสัมมนาที่จัดขึ้นที่โรงแรมแห่งนี้ เท่านั้น มิใช่เป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัยในโรงแรมดังกล่าว ตามนัยของมาตรา 670 ดังนั้น นายสองผู้เป็น เจ้าสํานักโรงแรมจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของนายหนึ่งแต่อย่างใด

สรุป

นายสองผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ของนายหนึ่ง

 

LAW2009  กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009  กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กําหนดหน้าที่ของผู้ยืมใช้คงรูปไว้อย่างไรบ้าง

ธงคําตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กําหนดหน้าที่ของผู้ยืมตามสัญญายืมใช้คงรูปไว้ ดังนี้คือ

1 หน้าที่เกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สินที่ยืม (มาตรา 643)

ผู้ยืมจะต้องไม่นําทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย หรือเอาไปไว้นานกว่า ที่ควรจะเอาไว้

ในกรณีที่ผู้ยืมฝ่าฝืนมาตรา 643 กล่าวคือ นําทรัพย์สินซึ่งยืมนั้นไปใช้การอย่างอื่น นอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอก ใช้สอย หรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ ผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไป อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงต้องสูญหายหรือ บุบสลายอยู่นั่นเอง และนอกจากนั้นกฎหมายได้กําหนดให้ผู้ให้ยืมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ (มาตรา 645)

2 หน้าที่ต้องสงวนทรัพย์สินที่ยืม (มาตรา 644)

ผู้ยืมจําต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของ ตนเอง ถ้าผู้ยืมประพฤติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ให้ยืมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ (มาตรา 645)

3 หน้าที่เกี่ยวกับการคืนทรัพย์สินที่ยืม (มาตรา 646)

ถ้าในสัญญายืมมิได้กําหนดเวลากันไว้ ผู้ยืมจะต้องคืนทรัพย์สินที่ยืมเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอย ทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้วตามที่ปรากฏในสัญญา แต่ผู้ให้ยืมจะเรียกคืนก่อนนั้นก็ได้ถ้าเวลาได้ล่วงไปพอแก่การที่ผู้ยืม จะได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว

แต่ถ้าในสัญญายืมมิได้กําหนดเวลาไว้และในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าจะเอาทรัพย์สินที่ยืม ไปใช้เพื่อการใด เมื่อผู้ให้ยืมเรียกทรัพย์สินคืนเมื่อใด ผู้ยืมก็ต้องคืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ให้ยืม

4 หน้าที่ในการเสียค่าใช้จ่ายในการบํารุงรักษาทรัพย์สินที่ยืม (มาตรา 647)

ผู้ยืมจะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติแก่การบํารุงรักษาทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น

 

ข้อ 2. นางจันจิราได้ยืมเงินนายสมัยจํานวนห้าแสนบาทโดยวันที่ส่งมอบเงินกู้ นางจันจิราไม่ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในวันยืมเงิน แต่อาทิตย์ต่อมาได้ทําหนังสือยอมรับว่าตนได้รับเงินกู้ดังกล่าวมาจริง และได้ลงลายมือชื่อเป็นภาษาจีนไว้ ทั้งนี้ได้มีเด็กชายเจนอายุ 2 ขวบไม่เข้าใจว่าการยืมเงินคืออะไร ลงชื่อเป็นพยานพร้อมทั้งนางสาวป้า อายุ 100 ปี เป็นอัลไซเมอร์มาลงลายมือชื่อเป็นพยานในการ ทําหนังสือยอมรับการยืมเงินในครั้งนี้ ต่อมานางจันจิราได้ตกลงกับเจ้าหนี้ที่จะทยอยการชําระหนี้ เป็นสองงวด งวดแรกจํานวนสี่แสนและงวดที่สองจํานวนหนึ่งแสน ดังนี้ หนังสือยอมรับการยืมเงิน ถือเป็นหลักฐานได้หรือไม่ และหากนางจันจิราได้ชําระหนี้เป็นเงินสดในครั้งแรก และชําระเป็นเช็คเงินสดในครั้งที่สองโดยไม่มีหลักฐานการคืนเงินใด ๆ ได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ซนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนําสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็น หนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

วินิจฉัย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง และจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ได้ส่งมอบ เงินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมตามมาตรา 650 เพียงแต่ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่าถ้าเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้จะต้องมีหลักฐานประกอบการฟ้องร้องบังคับคดี คือ

1 มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทําเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เท่านั้น เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และมีข้อความปรากฏในเอกสารว่าผู้กู้ยืมเป็นหนี้สินใน เรื่องการกู้ยืมเงินกัน และมีการระบุถึงจํานวนเงินที่กู้ยืมกันโดยชัดแจ้งก็ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ แต่ที่สําคัญ จะต้องมีการลงลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสําคัญโดยอาจจะลงลายมือชื่อเป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้ ส่วนผู้ให้ยืมและพยานจะลงลายมือชื่อในหลักฐานนั้นหรือไม่ ไม่ใช่สาระสําคัญ และการมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังกล่าวนั้นไม่จําเป็นต้องทํา ณ เวลาสถานที่ที่ส่งมอบเงินอาจทําในภายหลังก็ได้

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่นางจันจิราได้ยืมเงินนายสมัยจํานวน 500,000 บาท โดยวันที่ ส่งมอบเงินกู้ นางจันจิราไม่ได้ทําสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวในวันยืมเงิน แต่ได้ทําหนังสือยอมรับว่าตนได้รับเงินกู้ดังกล่าวมาจริงในอาทิตย์ต่อมา และได้ลงลายมือชื่อเป็นภาษาจีนไว้นั้น ถือว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ เพราะ ในหนังสือนั้นมีถ้อยคําที่ชัดเจนว่า นางจันจิรายอมรับว่าตนเป็นหนี้จากการกู้ยืมจริง และมีลายมือชื่อของนางจันจิรา ผู้กู้ยืมเงินเป็นสําคัญ ส่วนการที่เด็กชายเจนอายุ 2 ขวบ และนางสาวป้าอายุ 100 ปี ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยนั้น ไม่ใช่สาระสําคัญแต่อย่างใด สําหรับการที่นางจันจิราได้ตกลงกับเจ้าหนี้โดยการชําระหนี้เป็นสองงวด โดยงวดแรกชําระ เป็นเงินสดจํานวน 400,000 บาท และงวดที่สองชําระเป็นเช็คเงินสดจํานวน 100,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานการ คืนเงินใด ๆ นั้น จะทําได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การชําระเป็นเงินสดจํานวน 400,000 บาทนั้น เมื่อการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ การใช้เงินจึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมด้วย (มาตรา 653 วรรคสอง) ดังนั้นถ้านางจันจิรา ได้ใช้เงินคืนโดยชําระเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐานการคืนเงินใด ๆ ก็ไม่อาจจะนําสืบถึงการใช้เงินคืนได้ และอาจ ถูกเจ้าหนี้บังคับให้ชําระใหม่ได้

2 การชําระเป็นเช็คเงินสดจํานวน 100,000 บาทนั้น ถือเป็นการชําระหนี้อย่างอื่นที่มิได้ ชําระหนี้ด้วยเงิน จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือใด ๆ ก็สามารถที่จะนําสืบ ถึงการใช้เงินได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 653 วรรคสอง

สรุป

หนังสือยอมรับการยืมเงินของนางจันจิราดังกล่าว ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ ส่วนการชําระหนี้ใช้เงินคืนนั้น ถ้าชําระเป็นเงินสดต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 653 วรรคสอง แต่การชําระ เป็นเช็คเงินสดไม่จําเป็นต้องมีหลักฐานใด ๆ ก็ได้

 

ข้อ 3 เอกเข้าไปร่วมการอบรมสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครตั้งแต่เวลา 09.00 นาฬิกา ครั้นเมื่อเสร็จการอบรมเวลา 16.00 นาฬิกา เอกมายังรถที่จอดไว้บริเวณ ลานจอดรถของโรงแรมพบว่ารถถูกชนที่ประตูด้านข้างคนขับ ประตูบุบและสีถลอก ผู้ชนคือโท แขกผู้มาพักอยู่ในห้องพักเลขที่ 2009 ของโรงแรม ค่าเสียหายที่เอกต้องใช้ในการซ่อมประตูรถที่ ถูกชนคือ 10,000 บาท เอกแจ้งให้ตรีผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมชดใช้แก่ตนในทันทีที่ทราบเหตุ ดังนี้

ให้ท่านวินิจฉัยความรับผิดของตรีผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมที่มีต่อความเสียหายของเอก

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด”

วินิจฉัย

โดยหลัก เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลาย ที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความเสียหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้น เพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เอกเข้าไปร่วมการอบรมสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และปรากฏว่ารถของเอกที่จอดไว้บริเวณลานจอดรถของโรงแรม ได้ถูกโทซึ่งเป็นแขกผู้มาพักอยู่ในโรงแรมดังกล่าวชน จนได้รับความเสียหายนั้น เมื่อเอกเป็นแต่เพียงผู้เข้าไปร่วมการอบรมสัมมนาที่จัดขึ้นที่โรงแรมเท่านั้น มิใช่เป็น คนเดินทางหรือแขกอาศัยในโรงแรมดังกล่าวตามนัยของมาตรา 674 ดังนั้น ตรีผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมจึงไม่มี หน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของเอกแต่อย่างใด

สรุป

ตรีผู้เป็นเจ้าสํานักโรงแรมไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของเอก

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม s/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายแดงยืมรถยนต์จากนายขาวมาใช้สําหรับขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ มีกําหนดระยะเวลายืม 1 เดือน ในระยะเวลายืมนั้น นายแดงได้ขับรถยนต์ไปเที่ยวที่พัทยาในวันหยุด และถูกนายเขียวขับรถยนต์ บรรทุกเข้ามาชนเสียหาย โดยเป็นความผิดของนายเขียวต้องซ่อม คิดเป็นเงินทั้งหมด 20,000 บาท เมื่อนายขาวทราบ จึงบอกเลิกสัญญาเรียกรถยนต์คืน และให้ชําระค่าซ่อม นายแดงคืนรถยนต์แต่ ไม่ยอมชําระค่าซ่อม นายขาวจึงฟ้องศาลให้นายแดงรับผิดค่าซ่อมภายในอายุความ นายแดงต่อสู้ ว่าตนไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ต้องรับผิด ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั้นเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงยืมรถยนต์จากนายขาวมาใช้สําหรับขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ มีกําหนดระยะเวลายืม 1 เดือนนั้น สัญญายืมรถยนต์ระหว่างนายแดงและนายขาวเป็นสัญญายืมใช้คงรูปตาม มาตรา 640 ประกอบมาตรา 641 นายแดงผู้ยืมจึงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถยนต์ตามที่ตกลงไว้กับนายขาว คือ เอามาใช้ขับไปทํางานที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายแดงได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปเที่ยวที่พัทยาในวันหยุดและถูก นายเขียวขับรถยนต์บรรทุกเข้ามาชนเสียหายนั้น แม้จะเป็นความผิดของนายเขียวก็ตาม แต่เมื่อนายแดงได้ประพฤติผิด หน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา 643 กล่าวคือ นายแดงได้นําทรัพย์สินที่ยืมไปใช้เพื่อการอย่างอื่นนอกจากการอัน ปรากฏในสัญญา ดังนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินที่ยืม นายแดงผู้ยืมจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่ เกิดขึ้นนั้น คือต้องรับผิดชดใช้ค่าซ่อมทั้งหมดจํานวน 20,000 บาท ให้แก่นายขาวตามมาตรา 643

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะวินิจฉัยให้นายแดงรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์จํานวน 20,000 บาท ให้แก่นายขาว

 

ข้อ 2. นายแดงมีจดหมายถึงนายดําขอยืมเงิน โดยข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า “ ระยะนี้เงินไม่พอใช้ต้องขอรบกวนขอยืมเงินสัก 20,000 บาท.” แล้วลงชื่อแดงพร้อมลงวันที่ เดือน ปี ในจดหมาย หลังจากนั้น 7 วัน นายแดงมีจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายดํา ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า “ เงิน 20,000 บาท ที่ส่งไปให้นั้นได้รับแล้วขอบคุณมาก….” แล้วลงชื่อแดงพร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี ที่เขียนจดหมายไว้ในจดหมายฉบับที่ 2 นั้นด้วย ต่อมาปรากฏว่าเมื่อนายดําทวงเงิน 20,000 บาท นั้น จากนายแดง นายแดงปฏิเสธการชําระหนี้ นายดําจึงนําความฟ้องร้องยังศาลโดยมีจดหมาย 2 ฉบับ นั้นเป็นหลักฐาน ในชั้นศาลนายแดงต่อสู้ว่าไม่ได้กู้ยืม ถ้าท่านเป็นศาลจะตัดสินอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 วรรคหนึ่ง “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่”

วินิจฉัย

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง บังคับว่าในกรณีที่จะฟ้องร้องบังคับคดี ในเรื่องเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกันเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีพยานหลักฐานประกอบการฟ้องคดี คือ

1 หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ

2 ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ

สําหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนี้ ต้องมีสาระสําคัญที่แสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันและต้องมี ข้อความที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่กันแล้วด้วย ซึ่งข้อความอันแสดงถึงการกู้ยืมไม่จําเป็นว่า จะต้องปรากฏในเอกสารฉบับเดียวกัน อาจจะปรากฏอยู่ในเอกสารหลาย ๆ ฉบับก็ได้ เมื่อนําเอาเอกสารเหล่านั้น มาอจนประกอบเข้าด้วยกัน หากได้ความว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันแล้ว ย่อมถือว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานแห่ง การกู้ยืมได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงมีจดหมายถึงนายดําขอยืมเงิน โดยมีข้อความในจดหมาย ตอนหนึ่งว่า “ระยะนี้เงินไม่พอใช้ ต้องขอรบกวนขอยืมเงินสัก 20,000 บาท.” แล้วลงชื่อแดง พร้อมลงวันที่ เดือน ปี ในจดหมาย และหลังจากนั้น 7 วัน นายแดงมีจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายดํา โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “เงิน 20,000 บาท ที่ส่งไปให้นั้นได้รับแล้วขอบคุณมาก…” แล้วลงชื่อแดงพร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี ที่เขียน จุดหมายไว้ในจดหมายฉบับที่ 2 ด้วยนั้น จะเห็นได้ว่าจดหมายของนายแดงถึงนายดําทั้ง 2 ฉบับนั้น ถ้าอ่านเพียง ฉบับใดฉบับหนึ่ง จะไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินจํานวน 20,000 บาท แต่อย่างใด แต่ถ้าอ่านรวมกันแล้วจะได้ใจความ ว่านายแดงขอกู้ยืมเงินจํานวน 20,000 บาท จากนายดํา และนายดําได้ส่งมอบเงินจํานวน 20,000 บาท ให้กับ นายแดงแล้ว และนายแดงได้รับเงินจํานวนดังกล่าวแล้ว อีกทั้งในจดหมายทั้ง 2 ฉบับ ก็ได้มีการลงลายมือชื่อ ของนายแดงไว้แล้วด้วย ดังนั้น นายดําจึงสามารถใช้จดหมายทั้ง 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเพื่อ ฟ้องร้องบังคับให้นายแดงคืนเงินที่กู้ยืมไปจํานวน 20,000 บาท คืนให้แก่ตนได้ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะตัดสินให้นายแดงชําระเงินคืนให้นายดําจํานวน 20,000 บาท

 

 

ข้อ 3. นางสาวนิดเดินทางไปธุระที่ลพบุรี พร้อมกับหน่อยซึ่งเป็นคนใช้ ไปถึงก็ตรงไปพักที่โรงแรมแสนสบายเจ้าของโรงแรมได้ยื่นประกาศระเบียบของโรงแรมให้นางสาวนิดอ่านดูก่อนลงชื่อเข้าพักแรมประกาศ นั้นมีใจความว่าทางโรงแรมจะไม่ยอมรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของ ผู้มาพัก ไม่ว่าในกรณีใด ๆ นางสาวนิดอ่านประกาศแล้วก็หัวเราะไม่พูดว่ากระไร คงลงชื่อเข้าพักไป ตามปกติ ระหว่างที่พักอยู่นั้น หน่อยได้ขโมยนาฬิการาคา 20,000 บาท ของนางสาวนิดพาหนีไป อยากทราบว่าเจ้าของโรงแรมจะต้องรับผิดชดใช้ราคานาฬิกาของนางสาวนิดแค่ไหน หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่ง ทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”

มาตรา 677 “ถ้ามีคําแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านี้ เป็น ข้อความยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดของเจ้าสํานักไซร้ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัย จะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจํากัดความรับผิดดังว่านั้น”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

แต่อย่างไรก็ตาม หากความสูญหายหรือบุบสลายของทรัพย์สินเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย หรือ เพราะสภาพแห่งทรัพย์สินนั้น หรือเพราะความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือ บุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ เจ้าสํานักย่อมไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด (มาตรา 675 วรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสาวนิดและหน่อยซึ่งเป็นคนใช้ได้เข้าไปพักที่โรงแรม และเจ้าของ โรงแรมได้ยื่นประกาศระเบียบของโรงแรมให้นางสาวนิดอ่านดูก่อนลงชื่อเข้าพักแรม โดยประกาศนั้นมีใจความว่า ทางโรงแรมจะไม่ยอมรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของผู้มาพักไม่ว่ากรณีใด ๆ นั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ทางโรงแรมทําขึ้นฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่านางสาวนิดได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งใน การยกเว้นความรับผิดนั้น ข้อความในเอกสารหรือในประกาศนั้นจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 677 ดังนั้น ทางเจ้าสํานัก โรงแรมจึงยังคงต้องรับผิดชอบในความสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของผู้ที่มาพักในโรงแรมนั้น

แต่อย่างไรก็ดี การที่นาฬิการาคา 20,000 บาท ของนางสาวนิดได้หายไปนั้น เป็นเพราะถูก หน่อยคนใช้ของนางสาวนิดลักไป จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์สินของคนเดินทางที่เข้าพักยังโรงแรมได้สูญหายไป เพราะบริวารของเขาเอง ดังนั้น เจ้าของโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใดตามมาตรา 675 วรรคสาม

สรุป เจ้าของโรงแรมไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคานาฬิกาให้แก่นางสาวนิด

 

 

LAW2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ ฯลฯ

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 ดอกดินยืมรถยนต์ของปลวกแดงไปใช้โดยไม่ได้บอกว่าจะเอาไปใช้อย่างไร และปลวกแดงก็ไม่ได้ถามว่าจะเอาไปนานเท่าใดถึงเอามาคืน ขณะที่ดอกดินใช้อยู่นั้นมีชะเมาขโมยยางอะไหล่ไป ดังนี้ ปลวกแดงจะบอกเลิกสัญญาให้ดอกดินนํารถมาคืนและชดใช้ราคายางให้กับตนได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 640 “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

มาตรา 641 “การให้ยืมใช้คงรูปนั้น ท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม”

มาตรา 643 “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควร จะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็น เพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั้นเอง”

มาตรา 644 “ผู้ยืมจําต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญชนจะพึงสงวนทรัพย์สิน ของตนเอง”

มาตรา 645 “ในกรณีทั้งหลายดังกล่าวไว้ในมาตรา 643 นั้นก็ดี หรือถ้าผู้ยืมประพฤติฝ่าฝืน ต่อความในมาตรา 644 ก็ดี ผู้ให้ยืมจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้”

มาตรา 646 “ถ้ามิได้กําหนดเวลากันไว้ ท่านให้คืนทรัพย์สินที่ยืมเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้น เสร็จแล้วตามการอันปรากฏในสัญญา แต่ผู้ให้ยืมจะเรียกคืนก่อนนั้นก็ได้เมื่อเวลาได้ล่วงไปพอแก่การที่ผู้ยืมจะได้ ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว

ถ้าเวลามิได้กําหนดกันไว้ ทั้งในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ายืมไปใช้เพื่อการใดไซร้ ท่านว่าผู้ให้ยืม จะเรียกของคืนเมื่อไหร่ก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ดอกดินยืมรถยนต์ของปลวกแดงไปใช้โดยไม่ได้บอกว่าจะเอาไปใช้ อย่างไร และปลวกแดงก็ไม่ได้ถามว่าจะเอาไปนานเท่าใดถึงเอามาคืนนั้น เป็นสัญญายืมใช้คงรูปตามมาตรา 640 ประกอบมาตรา 641 และเป็นสัญญายืมที่ไม่มีกําหนดระยะเวลา ดังนั้น ปลวกแดงผู้ให้ยืมย่อมมีสิทธิจะเรียกคืน เมื่อไหร่ก็ได้ตามมาตรา 646 วรรคสอง

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่ดอกดินใช้รถยนต์อยู่นั้นมีชะเมาขโมยยางอะไหล่ไป ดังนี้ ปลวกแดงย่อมสามารถ บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ดอกดินนํารถยนต์มาคืนให้กับตนได้ตามมาตรา 646 วรรคสอง ส่วนกรณียางอะไหล่ที่ถูกขโมยไปนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าดอกดินผู้ยืมได้เอารถยนต์ไปใช้ไม่ถูกต้องตามมาตรา 643 หรือไม่สงวนทรัพย์สินที่ยืมตามมาตรา 644 แต่อย่างใด ดังนั้นปลวกแดงจะเรียกให้ดอกดินชดใช้ราคายางให้กับตนไม่ได้

สรุป

ปลวกแดงจะบอกเลิกสัญญาและให้ดอกดินนํารถยนต์มาคืนให้กับตนได้ แต่จะให้ ดอกดินชดใช้ราคายางให้กับตนไม่ได้

 

ข้อ 2 นายไก่ขอยืมเงินนายไข่เป็นเงิน 20,000 บาท โดยทําเป็นหนังสือ ต่อมาเมื่อถึงเวลากําหนดชําระหนี้นายไก่ไม่มีเงินชําระหนี้ แต่มีทองหนัก 1 บาท ราคาในเวลาที่ส่งมอบคือ 20,000 บาทถ้วน โดยนายไก่ ได้ชําระหนี้ไปโดยไม่มีหลักฐานการคืนเงินใด ๆ ดังนี้ หากนายไข่ต้องการจะให้นายไก่ชําระหนี้ใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 650 “อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกําหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

มาตรา 653 “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสําคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนําสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็น หนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

มาตรา 656 “ถ้าทําสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่น แทนจํานวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชําระโดยจํานวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือ ทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทําสัญญากู้ยืมเงินกันและผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชําระหนี้ แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชําระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจํานวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของ หรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายไก่ได้ยืมเงินจากนายไข่ไปเป็นเงิน 20,000 บาท โดยได้ทําเป็นหนังสือนั้น การกู้ยืมเงินระหว่างนายไก่กับนายไข่ย่อมมีผลสมบูรณ์ และสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตาม มาตรา 650 และมาตรา 653 วรรคหนึ่ง

และตามมาตรา 653 วรรคสอง นั้น ในกรณีที่การกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ ในการนําสืบ อันจะสามารถนําสืบได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายไก่ได้ชําระหนี้ให้แก่นายไขโดยการส่งมอบทองหนัก 1 บาท และ ราคาในเวลาที่ส่งมอบคือ 20,000 บาทนั้น ถือว่าเป็นการชําระหนี้ด้วยทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจํานวนเงิน และ เมื่อนายไข่ผู้กู้ยืมยอมรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้ว หนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวย่อมระงับไปตามมาตรา 656 นายไข่จะให้นายไก่ ชําระหนี้ใหม่ไม่ได้ แม้ว่าการชําระหนี้ด้วยทองของนายไก่จะไม่มีหลักฐานการคืนอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 653 วรรคสองก็ตาม เพราะการชําระหนี้ด้วยสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจํานวนเงินตามมาตรา 656 นั้น ไม่อยู่ ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง แต่อย่างใด

สรุป

นายไข่จะให้นายไก่ชําระหนี้ใหม่ไม่ได้

 

ข้อ 3 นางสาวนิดหน่อยเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ขณะเข้าพักได้วางกระเป๋าถือยี่ห้อหลุยส์จากประเทศฝรั่งเศส ราคาใบละ 40,000 บาท วางไว้ในห้องพักและออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว ที่ร้านค้าสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรม เมื่อกลับเข้าไปในห้องพักอีกครั้งหนึ่งจึงพบว่ากระเป๋าถือ ยี่ห้อหลุยส์ได้ถูกขโมยไป นางสาวนิดหน่อยจึงรีบแจ้งนายอาทิตย์เจ้าสํานักโรงแรมทราบทันที ให้ท่าน วินิจฉัยว่า นายอาทิตย์จะต้องชดใช้ต่อนางสาวนิดหน่อยในการที่กระเป๋าถือดังกล่าวถูกขโมยไปหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 674 “เจ้าสํานักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัย หากได้พามา”

มาตรา 675 “เจ้าสํานักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย หรือบุบสลายไปอย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นก็คงต้องรับผิด

ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตัวเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จํากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสํานักและได้บอก ราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง

แต่เจ้าสํานักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่ง ทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ”

มาตรา 676 “ทรัพย์สินซึ่งมิได้นําฝากบอกราคาชัดแจ้งนั้น เมื่อพบเห็นว่าสูญหายหรือบุบสลายขึ้น คนเดินทางหรือแขกอาศัยต้องแจ้งความนั้นต่อเจ้าสํานักโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้นทันที มิฉะนั้นท่านว่า เจ้าสํานักย่อมพ้นจากความรับผิดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 674 และ 675”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย เจ้าสํานักโรงแรมหรือสถานที่อื่นทํานองเช่นว่านั้น ต้องรับผิดในความสูญหาย หรือบุบสลายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยซึ่งได้นํามาด้วย แม้ความสูญหายหรือบุบสลายนั้น จะเกิดขึ้นเพราะคนที่ไปมาเข้าออก ณ โรงแรมหรือสถานที่เช่นนั้นตามมาตรา 674 ประกอบมาตรา 675

และในกรณีที่ทรัพย์สินที่สูญหายหรือบุบสลายนั้น เป็นของมีค่า เช่น นาฬิกา แหวนเพชร หรือ พระเครื่อง ฯลฯ กฎหมายกําหนดให้เจ้าสํานักรับผิดเพียงห้าพันบาท เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะนําไปฝากไว้ แก่เจ้าสํานักและบอกราคาแห่งของนั้นโดยชัดแจ้ง (มาตรา 675 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ กระเป๋าถือยี่ห้อหลุยส์จากประเทศฝรั่งเศสของนางสาวนิดหน่อยที่ถูกขโมย ไปนั้น แม้จะมีราคา 40,000 บาท ก็ถือว่าเป็นของใช้ธรรมดาสามัญทั่วไปจึงเป็นทรัพย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไปตามมาตรา 675 วรรคหนึ่ง มิใช่ของมีค่าอื่น ๆ ตามมาตรา 675 วรรคสอง และเมื่อนางสาวนิดหน่อยพบว่ากระเป๋าถือยี่ห้อหลุยส์ ได้ถูกขโมยไป นางสาวนิดหน่อยก็ได้รีบแจ้งให้นายอาทิตย์เจ้าสํานักโรงแรมทราบทันทีแล้ว ดังนั้น นายอาทิตย์จะต้อง รับผิดชดใช้ให้แก่นางสาวนิดหน่อยตามราคาทรัพย์ที่สูญหายไปคือเป็นเงิน 40,000 บาท

สรุป

นายอาทิตย์จะต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่นางสาวนิดหน่อยจํานวน 40,000 บาท