LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายกรุงไทยนํารถยนต์ที่เขาซื้อกับบริษัท กรุงเก่า ไปทําสัญญาประกันภัยกับบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด โดยนายกรุงไทยเป็นผู้เอาประกันภัย และระบุให้บริษัท กรุงเก่า เป็นผู้รับประโยชน์ หลังจาก ทําสัญญาประกันภัยได้สามเดือน นายกรุงไทยได้ค้างชําระค่าเช่าซื้อกับบริษัท กรุงเก่า ทําให้บริษัท กรุงเก่า ฟ้องเรียกให้นายกรุงไทยชําระค่าเช่าซื้อที่ค้างชําระ นายกรุงไทยจึงเปลี่ยนแปลงข้อตกลง ในสัญญาประกันภัยกับบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด โดยระบุให้นายกรุงไทยเป็นผู้รับประโยชน์ หลังจากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้สูญหายไป นายกรุงไทยจึงเรียกให้บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ปฏิเสธไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่า นายกรุงไทยยังค้างชําระค่าเช่าซื้ออยู่ ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ ข้ออ้างของบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ซึ่งขึ้นหรือไม่ และนายกรุงไทยจะฟ้องให้บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 374 “ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทําสัญญาตกลงว่าจะชําระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร้ ท่านว่า บุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้

ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนา แก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น”

มาตรา 375 “เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลง หรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่”

มาตรา 376 “ข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาดังกล่าวมาในมาตรา 374 นั้น ลูกหนี้อาจจะ ยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอก ผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้”

มาตรา 862 “ตามข้อความในลักษณะนี้

คําว่า “ผู้รับประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจํานวนหนึ่งให้

คําว่า “ผู้เอาประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย

คําว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับ จํานวนเงินใช้ให้

อนึ่งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้”

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 877 “ผู้รับประกันภัยจําต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(1) เพื่อจํานวนวินาศภัยอันแท้จริง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกรุงไทยนํารถยนต์ที่เช่าซื้อไปทําสัญญาประกันภัยกับบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด โดยระบุให้บริษัท กรุงเก่า เป็นผู้รับประโยชน์นั้น ย่อมถือว่านายกรุงไทยเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในเหตุที่จะเอาประกันภัยตามมาตรา 863 สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

อย่างไรก็ตาม การที่นายกรุงไทยระบุในสัญญาให้บริษัท กรุงเก่า ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อเป็น ผู้รับประโยชน์จึงเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันภัยระบุให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้รับประโยชน์ ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก จึงต้องปรับเข้ากับมาตรา 374, 375 และ 376 นั่นคือ ผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้น จะต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยเสียก่อน สิทธิของผู้รับประโยชน์จึงจะเกิดขึ้น และเมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์เกิดขึ้นแล้ว ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย จะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของผู้รับประโยชน์ในภายหลังไม่ได้

กรณีตามข้อเท็จจริง การที่บริษัท กรุงเก่า ฟ้องเรียกให้นายกรุงไทยชําระค่าเช่าซื้อที่ค้างชําระนั้น ย่อมแสดงว่า บริษัท กรุงเก่า ได้สละเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยแล้ว นายกรุงไทย ผู้เอาประกันภัยจึงมีสิทธิเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาเข้าเป็นผู้รับประโยชน์เองได้ (มาตรา 862) นายกรุงไทย ผู้เอาประกันภัยและบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด จึงเป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัย ซึ่งกันและกันตามหลักทั่วไป

และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่นายกรุงไทยได้เอาประกันภัยไว้สูญหายไป บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ผู้รับประกันภัยจึงต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับนายกรุงไทยตามมาตรา 877 ถึงแม้ว่านายกรุงไทยจะค้างชําระค่าเช่าซื้ออยู่ก็ตาม (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 1950/2543)

ดังนั้น ข้ออ้างของบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ที่ว่านายกรุงไทยยังค้างชําระค่าเช่าซื้ออยู่ ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจึงฟังไม่ขึ้น และนายกรุงไทยสามารถฟ้องให้บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในการเพิ่ม สรุป ข้ออ้างของบริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ฟังไม่ขึ้น และนายกรุงไทยสามารถฟ้องให้ บริษัท มั่นคงประกันภัย จํากัด ใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

 

ข้อ 2 นายแหลมซื้อรถเบนซ์ด้วยเงินสดราคา 3 ล้าน 5 แสนบาท นายแหลมทําสัญญาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับบริษัทประกันวินาศภัยแห่งหนึ่ง เป็นการประกันภัยประเภทที่ 1 คือ คุ้มครองทุกอย่าง รวมถึงตัวรถของผู้เอาประกันภัยด้วยจํานวนเงินเอาประกันภัย 2 ล้าน 5 แสนบาท ในระหว่างที่สัญญา มีผลบังคับ นายแมนเป็นผู้ทําให้เกิดอุบัติเหตุโดยขับรถกระบะด้วยความประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรงแซงรถบรรทุกคันหน้าเข้าไปในช่องเดินรถที่นายแหลมแล่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด โดยนายแมนไม่รอให้รถเบนซ์ของนายแหลมขับแล่นผ่านไปก่อน เป็นเหตุให้นายแหลมจําต้องขับ รถเบนซ์หลบไปด้านซ้ายของถนนเพื่อไม่ให้ถูกรถของนายแมนชนประสานงากัน จึงทําให้รถเบนซ์ ของนายแหลมพลิกคว่ําเสียหาย นายแหลมจึงแจ้งผู้รับประกันภัย บริษัทประกันชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่นายแหลมตามทุนประกัน คือ 2 ล้าน 5 แสนบาท แต่ปรากฏว่านายแหลมนํารถนั้นเข้า อู่ซ่อมและจ่ายค่าซ่อมให้เก่นายแช่มเจ้าของอู่ไป 1 ล้าน 5 แสนบาท อยากทราบว่า บริษัทประกันภัย มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจํานวน 2 ล้าน 5 แสนบาท จากนายแมนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงยก ตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 880 วรรคหนึ่ง “ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย และของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 880 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดไว้ว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการ กระทําของบุคคลภายนอก และผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิ เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น แต่ผู้รับประกันภัย สามารถเข้ารับช่วงสิทธิไปเรียกเอาแก่บุคคลภายนอกเพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ได้รับ ความเสียหายจริงเท่านั้น จะเรียกเอาจากบุคคลภายนอกเกินความเสียหายจริงที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ได้รับไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่รถของนายแหลมผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายโดยการพลิกคว่ํา นั้น เป็นผลโดยตรงมาจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายแมน ซึ่งขับรถแซงเข้ามาในช่องเดินรถสวน จึงต้องถือว่าวินาศภัยดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอก และการที่บริษัทประกันวินาศภัย ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายแหลม 2 ล้าน 5 แสนบาท ถือว่าผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว บริษัทประกันภัยจึงสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของนายแหลมที่มีต่อนายแมนบุคคลภายนอกได้ ตามมาตรา 880 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม การรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัยในการเรียกร้องเอาจากนายแมนนั้น จะต้องไม่เกินความเสียหายจริงที่นายแหลมได้รับจากการกระทําของนายแมน ดังนั้น เมื่อความเสียหายที่นายแหลม ได้รับจากการกระทําของนายแมน คือ 1 ล้าน 5 แสนบาท บริษัทจึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายแหลมในการเรียกร้อง เอาแก่นายแมนได้เพียง 1 ล้าน 5 แสนบาทเท่านั้น ส่วนที่เกินความเสียหายอีก 1 ล้านบาท นายแมนหาจําต้อง รับผิดต่อบริษัทประกันภัยแต่อย่างใดไม่ (เทียบฎีกาที่ 16/2552)

สรุป

บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจํานวน 2 ล้าน 5 แสนบาท จากนายแมน แต่สามารถเรียกได้เพียง 1 ล้าน 5 แสนบาทเท่านั้น

 

ข้อ 3 นายหมึกทําสัญญาประกันชีวิตตนเองอาศัยเหตุมรณะกับบริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 ระบุให้นายกุ้งบุตรของนายหมึกเป็นผู้รับประโยชน์จํานวนเงินซึ่งเอาประกันชีวิต 1 ล้านบาท วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 นายหมึกทําสัญญาประกันโดยเอาประกันชีวิตนางปลา ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมึกไว้กับบริษัท ร่ํารวยประกันชีวิต จํากัด ระบุให้นายกุ้งเป็น ผู้รับประโยชน์เช่นกัน มีจํานวนเงินที่เอาประกันชีวิต 5 แสนบาท วันที่ 1 มีนาคม 2556 ซึ่งอยู่ใน อายุกรมธรรม์ นายหมึกทะเลาะกับนางปลาอย่างรุนแรง นายหมึกใช้อาวุธปืนยิงนางปลาตาย และใช้ ปืนนั้นยิงตัวเองตายตาม จงวินิจฉัยว่า บริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ํารวยประกันชีวิต จํากัด จะปฏิเสธไม่ใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้นายกุ้งได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจําต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก เมื่อผู้เอาประกันชีวิต หรือผู้ถูกเอาประกันชีวิตได้ถึงแก่ความตาย บริษัทผู้รับประกัน จะต้องใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตนั้น เว้นแต่บุคคลนั้นจะได้กระทําอัตวินิบาตหรือฆ่าตัวตายด้วยใจสมัคร ภายใน 1 ปีนับแต่วันทําสัญญา หรือบุคคลนั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนาตามมาตรา 895

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหมีกได้ทําสัญญาประกันชีวิตตนเองอาศัยเหตุมรณะกับบริษัท มั่งมีประกันชีวิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 โดยระบุให้นายกุ้งบุตรของนายหมึกเป็นผู้รับประโยชน์ และได้ทํา สัญญาประกันโดยเอาประกันชีวิตนางปลากริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมีกไว้กับบริษัท ร่ํารวยประกันชีวิต จํากัด ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยระบุให้นายกุ้งเป็นผู้รับประโยชน์เช่นเดียวกันนั้น ทั้งสองกรณีนายหมึก ย่อมสามารถทําได้เพราะถือว่านายหมึกผู้เอาประกันมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ตามมาตรา 863 ดังนั้น สัญญาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุกรมธรรม์ การที่นายหมึกทะเลาะกับนางปลา อย่างรุนแรง นายหมึกได้ใช้อาวุธปืนยิงนางปลาตายและใช้ปืนยิงตัวเองตายตามนั้น กรณีดังกล่าว บริษัท มั่งมี ประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ํารวยประกันชีวิต จํากัด จะต้องใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่นายกุ้งผู้รับ ประโยชน์ทั้งนี้เพราะ

กรณีแรก การที่นายหมึกใช้อาวุธปืนยิงตัวเองตายนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายหมึกได้กระทํา อัตวินิบาตด้วยใจสมัครเมื่อพ้นกําหนด 1 ปีนับแต่วันทําสัญญาแล้ว จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 895 (1)

กรณีที่ 2 การที่นางปลาตายนั้น เกิดจากการที่นายหมีกซึ่งมิใช่ผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา มิได้เกิดจากการกระทําของนายกุ้งผู้รับประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 895 (2)

สรุป

บริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด จะปฏิเสธไม่ใช้เงิน ตามสัญญาประกันชีวิตให้นายกุ้งไม่ได้

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายสมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวศรี ต่อมานายสมเอาประกันชีวิตนางศรีไว้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งแบบอาศัยความมรณะ ระยะเวลาเอาประกันภัย 30 ปี วงเงิน 5 แสนบาท ชื่อผู้เอาประกันภัย และชื่อผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์คือนายสม 10 ปีต่อมา นายสมอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องนางสาวสวยฉันภริยา นางศรีจึงฟ้องหย่า ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ อีก 2 ปีต่อมา นางศรี จดทะเบียนสมรสใหม่กับนายเท่ห์ ครั้น 1 ปีต่อมานางศรีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงแก่ความตาย นายสมทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์จึงยื่นขอรับเงินประกันชีวิต แต่บริษัทประกันฯ ปฏิเสธการจ่ายเงิน อ้างว่านายสมได้หย่าขาดกับนางศรีไปแล้วโดยคําพิพากษาของศาล บริษัทประกันจึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงิน ตามสัญญาประกันชีวิตแม้อยู่ในระหว่างอายุสัญญาก็ตาม อยากทราบว่าข้ออ้างของบริษัทประกันฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

วินิจฉัย

สัญญาประกันชีวิตนั้นถือว่าเป็นสัญญาประกันภัยประเภทหนึ่ง จึงต้องนําเอาบทบัญญัติใน หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาใช้บังคับด้วย กล่าวคือ ผู้เอาประกันชีวิตจะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย คือจะต้องมีส่วนได้เสียในชีวิตของผู้เอาประกันภัยด้วย ซึ่งอาจจะเป็นชีวิตของตนเองหรือชีวิตของผู้อื่นก็ได้ สัญญาประกันชีวิตจึงจะมีผลผูกพันคู่สัญญา (มาตรา 863)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวศรี และต่อมานายสมเอาประกันชีวิต นางศรีไว้กับบริษัทประกันชีวิตนั้น ถือว่าเป็นการประกันชีวิตผู้อื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวผู้เอาประกันภัยคือนายสม จะเห็นได้ว่า มีความสัมพันธ์กับนางศรีในฐานะคู่สมรส ทั้งนี้เพราะนายสมมีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดต่อชีวิตของ นางศรีภริยาที่ได้มาเอาประกันไว้กับบริษัทผู้รับประกัน จึงถือว่านายสมมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้แล้ว และ ประการสําคัญส่วนได้เสียนั้นผู้เอาประกันต้องมีในขณะทําสัญญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะทําสัญญา นายสมมีส่วนได้เสียในชีวิตของนางศรีเนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้หย่ากันสัญญาจึงมีผลผูกพัน แม้ต่อมาส่วนได้เสีย จะหมดไปเพราะหย่าขาดจากกัน ก็ไม่ทําให้สัญญาที่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้นกลายเป็นสัญญาที่ไม่ผูกพันในภายหลัง ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจึงมีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญา จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่านายสมได้หย่าขาดกับนางศรี ไปแล้ว บริษัทประกันจึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิตนั้นไม่ได้

สรุป

บริษัทประกันชีวิตมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่นายสมผู้รับประโยชน์ ข้ออ้างของบริษัท ประกันชีวิตดังกล่าวข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 นายแหนมได้ทําประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของตนไว้กับบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 นายแหนมขับรถยนต์คันนี้ด้วยความประมาท เลินเล่อชนรถยนต์ของนายเนื่องได้รับความเสียหาย แต่นายแหนมยังไม่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ในความเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับนายเนื่อง ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 นายเนื่องจึงมาเรียก ให้นายแหนมใช้ค่าเสียหาย และบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะ ผู้รับประกันภัยค้ำจุน แต่บริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าการมาเรียก ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวของนายเนื่องเลยกําหนดอายุความ 1 ปีมาแล้ว เนื่องจากมูลหนี้ ดังกล่าวเกิดจากมูลหนี้ละเมิดจึงต้องมาเรียกค่าสินไหมทดแทนภายในกําหนด 1 ปีนับแต่รู้เหตุถึง การละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน

ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของบริษัท มีโชค ประกันภัย จํากัด ฟังขึ้นหรือไม่ และบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนายเนื่องหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 882 วรรคหนึ่ง “ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้น กําหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย”

มาตรา 887 วรรคหนึ่ง “อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และ ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ”

วินิจฉัย

สัญญาประกันภัยค้ำจุนนั้น เป็นสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหม ทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัย จะต้องรับผิดชอบ (มาตรา 887 วรรคหนึ่ง) และในการเรียกให้ผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น จะต้องฟ้องภายในกําหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันวินาศภัย (มาตรา 882 วรรคหนึ่ง)

ตามอุทาหรณ์ การที่นายแหนมได้ทําสัญญาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของตนไว้กับบริษัท มีโชค ประกันภัย จํากัด ในวันที่ 15 มกราคม 2557 และต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 นายแหนมได้ขับรถยนต์คันนี้ ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของนายเนื่องได้รับความเสียหายนั้น เมื่อวินาศภัยที่เกิดขึ้นกับนายเนื่องนั้น เป็นวินาศภัยซึ่งนายแหนมผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น บริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด จึงต้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยให้แก่นายเนื่องตามมาตรา 887 วรรคหนึ่ง

และการที่นายเนื่องได้เรียกให้บริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะ ผู้รับประกันภัยค้ำจุนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 นั้น ก็ยังไม่เกินอายุความ 2 ปีนับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง บริษัทมีโชคประกันภัย จํากัด จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนายเนื่อง การที่บริษัท มีโชค ประกันภัย จํากัด ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าการมาเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวของนายเนื่องเลยกําหนด อายุความ 1 ปีมาแล้ว เนื่องจากมูลหนี้ดังกล่าวเกิดจากมูลหนี้ละเมิดนั้น ข้ออ้างของบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป

ข้ออ้างของบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ฟังไม่ขึ้น และบริษัท มีโชคประกันภัย จํากัด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนายเนื่อง

 

ข้อ 3 ลําดวนทําสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท เอื้ออาทรประกันชีวิต จํากัด โดยตกลงเอาประกันชีวิตปิยะซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายในเหตุมรณะ จํานวนเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี กําหนดให้ลําดวนเป็นผู้รับประโยชน์ ทําประกันได้ 3 ปี ลําดวนกับปิยะมีปัญหาทะเลาะกัน บ่อยครั้ง จนกระทั่งทั้งสองหย่าขาดจากกัน วันหนึ่งปิยะพาแก้วตาภริยาใหม่ของปิยะมาพบลําดวน แก้วตาพูดจาเยาะเย้ยจนกระทั่งลําดวนทนไม่ไหวจึงหยิบปืนมาจะยิงแก้วตา แต่ปิยะเข้ายื้อแย่งปืน จนกระทั่งปืนลั่นถูกปิยะเสียชีวิต ดังนี้ บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายเงินตามสัญญาหรือไม่ อย่างไรให้อธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 “ตามข้อความในลักษณะนี้

คําว่า “ผู้รับประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจํานวนหนึ่งให้

คําว่า “ผู้เอาประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย

คําว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึ่งได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับ จํานวนเงินใช้ให้

อนึ่งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้”

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาเต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 889 “ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จํานวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะ ของบุคคลคนหนึ่ง”

มาตรา 891 วรรคหนึ่ง “แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอา ประกันภัยย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่า ตนจํานงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น”

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา :

ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจําต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่ลําดวนทําสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท เอื้ออาทรประกันชีวิต จํากัด โดย ตกลงเอาประกันชีวิตปิยะซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายในเหตุมรณะนั้น ถือเป็นกรณีเอาประกันชีวิตผู้อื่น เมื่อลําดวนและปิยะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงถือว่าทั้งสองมีส่วนได้เสียซึ่งกันและกันในขณะ ทําสัญญาเนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน สัญญาจึงมีผลผูกพันตามมาตรา 863 แม้ว่าต่อมาส่วนได้เสีย จะหมดไปเพราะหย่าขาดจากกันก็ตาม ปิยะจึงเป็นผู้ถูกเอาประกันชีวิต ส่วนลําดวนเป็นทั้งผู้เอาประกันและเป็น ผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 862 และแม้ต่อมาภายหลังจะมีการหย่าขาดจากกัน และตามข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่า ได้มีการโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตให้กับบุคคลอื่นอีกตามมาตรา 891 วรรคหนึ่ง ดังนั้นลําดวนจึงยังมีสิทธิ รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตนั้น

และจากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่ปิยะพาแก้วตาภริยาใหม่ของปิยะมาพบลําดวน แก้วตาพูดจาเยาะเย้ยจนกระทั่งลําดวนทนไม่ไหวจึงหยิบปืนมาจะยิงแก้วตา แต่ปิยะเข้ายื้อแย่งปืนจนกระทั่งปืนลั่น ถูกปิยะเสียชีวิตนั้น เป็นกรณีที่ผู้รับประโยชน์ได้ฆ่าผู้ถูกเอาประกันตายโดยประมาทเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ ผู้รับประโยชน์ฆ่าผู้ถูกเอาประกันตายโดยเจตนาตามมาตรา 895 (2) ดังนั้น บริษัท เอื้ออาทรประกันชีวิต จํากัด จึงต้องจ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่สําดวนผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 889

สรุป

บริษัท เอื้ออาทรประกันชีวิต จํากัด ต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่ลําดวนผู้รับระโยชน์ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 วันที่ 15 มกราคม 2553 นายแก้วทําสัญญาประกันชีวิตตนเองแบบอาศัยความมรณะกับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งซึ่งกําหนดให้นางขำภริยาเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลา 30 ปี จํานวนเงินเอา ประกันภัย 1 ล้านบาท ก่อนทําสัญญาประกันชีวิตนายแก้วทราบดีว่าตนเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และโรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคสําคัญที่บริษัทประกันชีวิตไม่รับทําสัญญา นายแก้วแถลงในใบคําขอเอาประกันชีวิตว่าไม่เคยเป็นโรคดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 นายแก้วเสียชีวิตด้วยโรค ไข้หวัดใหญ่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นางขำเรียกร้องให้บริษัทประกันชีวิตจ่ายเงินให้แก่ตนพร้อมทั้ง แนบประวัติการรักษาของนายแก้วตั้งแต่เข้ารักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคเบาหวาน และ โรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555 บริษัทประกันชีวิตจึงปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า นายแก้วปกปิดข้อเท็จจริง ดังนี้ บริษัทประกันชีวิตจึงต้องจ่ายเงินประกันให้แก่นางขำหรือไม่ เพราะ เหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 “ถ้าในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง ซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้ว แถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกําหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้าง ได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกําหนดห้าปีนับแต่วันทําสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแก้วได้ทําสัญญาประกันชีวิตตนเองแบบอาศัยความมรณะ ไว้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งในวันที่ 15 มกราคม 2553 โดยกําหนดให้นางขำภริยาเป็นผู้รับประโยชน์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนทําสัญญาประกันชีวิตนายแก้วทราบดีว่าตนเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันและ โรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคสําคัญที่บริษัทประกันชีวิตไม่รับทําสัญญา แต่นายแก้วได้แถลงในใบคําขอเอาประกันชีวิต ว่าไม่เคยเป็นโรคดังกล่าว การกระทําของนายแก้วถือว่าเป็นกรณีที่นายแก้วผู้เอาประกันชีวิตรู้อยู่แล้วละเว้นเสีย ไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา หรือรู้อยู่แล้วแต่ได้แถลง ข้อความนั้นเป็นเท็จ ดังนั้นสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆยะตั้งแต่ขณะทําสัญญาตามมาตรา 865 วรรคแรก แม้จะปรากฏในภายหลังว่านายแก้วได้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตด้วยโรคที่ปกปิดก็ตาม ก็ไม่ทําให้สัญญาที่ตกเป็นโมฆียะตั้งแต่แรกนั้นเปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญาที่สมบูรณ์แต่อย่างใด บริษัทประกันชีวิต จึงมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตนี้ได้แต่จะต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่บริษัท ประกันชีวิตได้ทราบมูลอันอาจจะบอกล้างได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันทําสัญญา (มาตรา 865 วรรคสอง)

และเมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่าในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นางขำเรียกร้องให้ บริษัทประกันชีวิตจ่ายเงินให้แก่ตนพร้อมทั้งแนบประวัติการรักษาของนายแก้วตั้งแต่เข้ารักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันโรคเบาหวาน และโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งถือว่าบริษัทประกันชีวิตได้ทราบข้อมูลอันจะบอกล้างแล้ว และการที่บริษัท ปฏิเสธการจ่ายเงินให้แก่นางขําในวันที่ 10 มีนาคม 2555 จึงเป็นการบอกล้างสัญญาประกันภัยภายในกําหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ทราบข้อมูลอันจะบอกล้างได้ และไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันทําสัญญาตามมาตรา 865 วรรคสอง ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่นางขํา

สรุป

บริษัทประกันชีวิตไม่ต้องจ่ายเงินประกันให้แก่นางขํา

 

ข้อ 2 นายแช่มได้เช่าซื้อรถยนต์จากนายแล่มโดยมีข้อตกลงว่าให้นายแล่มทําสัญญาประกันวินาศภัยเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้ในการเสี่ยงภัยทุกประเภท นายแล่มนํารถยนต์คันดังกล่าวไปทําประกันวินาศภัยทั่วไป ประเภทที่ 1 รวมทั้งประกันภัยค้ำจุนด้วยกับบริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด โดยนายแช่มเป็นผู้ชําระ เบี้ยประกันภัยในการทําประกันวินาศภัยดังกล่าว วันเกิดเหตุนายแช่มได้ใช้ให้นายแจ่ม ซึ่งเป็น ลูกจ้างขับรถยนต์นั้นไปส่งของที่จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่านายแจ่มขับไปโดยประมาทเลินเล่อทําให้ไปชน กับรถยนต์ของนางแหม่มได้รับความเสียหาย

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าบริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนางแหม่มในกรณีที่รถยนต์ของนางแหม่มได้รับความเสียหายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 887 วรรคแรก “อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และ ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายแล่มนํารถยนต์คันดังกล่าวไปทําประกันวินาศภัยทั่วไปประเภทที่ 1 รวมทั้งประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด นั้น ถึงแม้ว่านายแช่มผู้เช่าซื้อจะเป็นผู้ชําระเบี้ย ประกันภัยในการทําประกันวินาศภัยดังกล่าวก็ตาม บุคคลที่ถือว่าเป็นคู่สัญญาคือนายแล่ม (ผู้เอาประกันภัย) และบริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด (ผู้รับประกันภัย)

และตามมาตรา 887 วรรคแรก สัญญาประกันภัยค้ำจุนนั้น เป็นสัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยได้ ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และ ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ แต่ตามข้อเท็จจริง เป็นกรณีที่นายแจ่มซึ่งเป็นลูกจ้างของนายแช่มขับ รถยนต์คันดังกล่าวไปชนรถยนต์ของนางแหม่มได้รับความเสียหาย จึงมิใช่เป็นกรณีที่นายแล่ม (ผู้เอา ประกันภัย) จะต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด ดังนั้นบริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด (ผู้รับประกันภัย) จึงไม่ต้องรับผิด เช่นเดียวกัน กล่าวคือ บริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนางแหม่มในกรณีที่ รถยนต์ของนางแหม่มได้รับความเสียหาย

สรุป

บริษัท ยั่งยืนประกันภัย จํากัด ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนางแหม่ม

 

ข้อ 3 นายพนมทําสัญญาเอาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งความมรณะ กับบริษัท เสรีประกันชีวิตจํากัด สัญญามีกําหนด 10 ปี จํานวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท โดยระบุให้ น.ส.เชอรี่ซึ่งเป็นคนรัก เป็นผู้รับประโยชน์ และได้มอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ น.ส.เชอรี่เป็นผู้เก็บไว้ น.ส.เชอรี่เมื่อรับมอบกรมธรรม์แล้วได้ทําหนังสือแจ้งไปยังบริษัทฯ เพื่อแสดงความจํานงจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญา ต่อมานายพนมโกรธกับ น.ส.เชอรี่จึงทําหนังสือแจ้งไปยังบริษัทฯ ว่าขอเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ จาก น.ส.เชอรี่เป็นนายตั้มซึ่งเป็นบุตรชาย ต่อมาอีก 3 ปี นายพนมถึงแก่ความตาย นายตั้มจึงติดต่อ ขอรับเงินจากบริษัทฯ แต่ น.ส.เชอรี่คัดค้านโดยอ้างว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์ ส่วนนายตั้มต่อสู้ว่า นายพนมทําหนังสือแจ้งบริษัทฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์แล้ว และ น.ส.เชอรี่เป็นเพียงคนรัก ไม่มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตได้

ดังนี้ ระหว่าง น.ส.เชอรี่ และนายตั้ม ใครเป็นผู้มีสิทธิตามสัญญาประกันชีวิตดีกว่ากัน และข้อต่อสู้ของนายตั้มรับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 862 “ตามข้อความในลักษณะนี้

คําว่า “ผู้รับประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจํานวนหนึ่งให้

คําว่า “ผู้เอาประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย

คําว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับ จํานวนเงินใช้ให้

อนึ่งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้”

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 889 “ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จํานวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะ ของบุคคลคนหนึ่ง”

มาตรา 891 วรรคแรก “แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอา ประกันภัยย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่า ตนจํานงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายพนมทําสัญญาเอาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งความมรณะ กับบริษัท เสรีประกันชีวิต จํากัด สัญญามีกําหนด 10 ปี จํานวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท โดยระบุให้ น.ส.เชอรี่ เป็นผู้รับประโยชน์นั้น ย่อมสามารถทําได้เพราะถือว่านายพนมผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ ตามมาตรา 863 สัญญาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา ดังนั้น เมื่อทําประกันชีวิตได้ 3 ปี นายพนมถึงแก่ความตาย ซึ่ง เป็นการตายภายในกําหนดเวลาที่เอาประกันไว้ บริษัทฯ จึงต้องใช้เงินจํานวน 1 ล้านบาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประกันชีวิตนั้น (มาตรา 889)

สําหรับผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับเงินจํานวน 1 ล้านบาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเดิม นายพนมได้กําหนดให้ น.ส.เชอรี่ซึ่งเป็นคนรักเป็นผู้รับประโยชน์ และได้มอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ น.ส.เขอร์ เป็นผู้เก็บไว้ และเมื่อน.ส.เชอรี่ได้รับมอบกรมธรรม์แล้วได้ทําหนังสือแจ้งไปยังบริษัทฯ เพื่อแสดงความจํานง จะถือเอาประโยชน์ตามสัญญานั้นแล้ว สิทธิในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยรายนี้ของน.ส.เชอรี่ จึงมีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 891 วรรคแรก นายพนมผู้เอาประกันภัยจึงไม่สามารถที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้น ให้กับนายตั้มซึ่งเป็นบุตรชายได้อีก ดังนั้น การที่นายตั้มไปติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอรับเงินโดยต่อสู้ว่านายพนมได้ทํา หนังสือแจ้งบริษัทฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์แล้วนั้นจึงรับฟังไม่ได้ และการที่นายตั้มได้ต่อสู้ว่า น.ส.เชอรี่ เป็นเพียงคนรักไม่มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตได้นั้น ก็รับฟังไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะตามมาตรา 862 ไม่ได้กําหนดให้ผู้รับประโยชน์จะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยแต่อย่างใด

สรุป

น.ส.เชอรี่เป็นผู้มีสิทธิตามสัญญาประกันชีวิตดีกว่านายตั้ม และข้อต่อสู้ของนายตั้ม รับฟังไม่ได้

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย S/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายบุญมีเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุก ปรากฏว่านายบุญมากได้มาเช่ารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเพื่อใช้ในกิจการ โดยทําสัญญาเช่ากันปีต่อปี หลังจากนั้นนายบุญมีได้นํารถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปทําประกัน วินาศภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย แต่ไม่ได้บอกกับบริษัทผู้รับประกันภัยทราบว่ารถคันดังกล่าว นายบุญมากได้เช่าอยู่ ในระหว่างการเช่าและภายในอายุสัญญาประกันภัย นายบุญมีได้ผิดสัญญากับ นายบุญมาก ขายรถยนต์บรรทุกตามสัญญาเช่านั้นให้กับนายบุญหลายพร้อมกับโอนทะเบียนรถยนต์ หลังจากนั้นนายบุญมีกับนายบุญหลายได้ร่วมกันแจ้งการโอนขายรถยนต์บรรทุกให้บริษัทผู้รับ ประกันภัยทราบ ต่อมานายบุญมากได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล้วไปประสบอุบัติเหตุ รถยนต์บรรทุกได้รับความเสียหาย

จงวินิจฉัยว่า นายบุญมีหรือนายบุญหลาย จะมีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 วรรคแรก “ถ้าในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณี ประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผย ข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 865 วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า ในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัย มีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงที่มีลักษณะสําคัญซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรืออาจบอกปัดไม่ยอมทําสัญญาให้ผู้รับประกันภัยทราบ มิฉะนั้นแล้วสัญญานั้นจะตกเป็นโมฆียะ

กรณีตามอุทาหรณ์ นายบุญมีหรือนายบุญหลาย จะมีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัย ใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่นั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ สัญญาประกันภัยรายนี้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หรือตกเป็นโมฆียะ เพราะถ้าสัญญาประกันภัยรายนี้ตกเป็นโมฆียะแล้ว นายบุญมีหรือนายบุญหลายย่อมไม่มีสิทธิ เรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

จากข้อเท็จจริง การที่นายบุญมีซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกได้นํารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว ไปทําสัญญาประกันวินาศภัย โดยไม่ได้บอกกับบริษัทผู้รับประกันภัยว่ารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวนั้นนายบุญมาก เช่าอยู่ กรณีนี้จึงถือว่าในเวลาทําสัญญาประกันภัย นายบุญมีไม่ได้เปิดเผยข้อความจริง ซึ่งอาจจะจูงใจ ประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา ดังนั้นสัญญาประกันภัยรายนี้จึง ตกเป็นโมฆียะเมื่อนายบุญมากได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล้วไปประสบอุบัติเหตุ ทําให้รถยนต์บรรทุก ได้รับความเสียหาย นายบุญมีหรือนายบุญหลายจึงไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

สรุป

นายบุญมีหรือนายบุญหลายไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ เพราะสัญญาประกันภัยรายนี้ตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 865 วรรคแรก

 

ข้อ 2 นายเอี่ยมเป็นเจ้าของรถยนต์คันหนึ่ง นายเอี่ยมใช้รถยนต์คันดังกล่าวมาได้ปีกว่า หลังจากนั้นนายเอี่ยมได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวไปให้กับนางอรทัย วันที่ 25 มิถุนายน 2556 ภายหลังจากทําสัญญา ซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว ในวันนั้นเองนายเอี่ยมก็ได้ทําสัญญาประกันภัยไว้กับบริษัทเชี่ยวชาญ ประกันภัย จํากัด เป็นการประกันภัยประเภทที่ 1 คือ คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับตัวรถที่เอา ประกันรวมทั้งความรับผิดต่อบุคคลที่สามด้วย จํานวนเงินซึ่งเอาประกันภัยสองแสนบาทมีกําหนดเวลา 1 ปี หลังจากทําสัญญา วันที่ 24 มิถุนายน 2557 นายอ่องขับรถบรรทุกโดยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถยนต์ของนางอรทัยได้รับความเสียหาย ตีราคาความเสียหายเป็นเงินหนึ่งแสนบาท ปรากฏว่า บริษัทเชี่ยวชาญประกันภัย จํากัด ได้นํารถยนต์ของนางอรทัยไปซ่อมและสามารถนํากลับไปใช้ได้แล้ว

ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า บริษัทเชี่ยวชาญ ประกันภัย จํากัด มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายอ่องได้ หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 880 วรรคแรก “ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย และของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอี่ยมซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์คันหนึ่งได้ขายรถยนต์คันดังกล่าว ให้กับนางอรทัยไปแล้ว และภายหลังจากการทําสัญญาซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว นายเอี่ยมก็ได้ทําสัญญาประกันภัย รถยนต์คันดังกล่าวไว้กับบริษัทเชี่ยวชาญประกันภัย จํากัด นั้น จะเห็นได้ว่าในขณะที่ทําสัญญาประกันภัยนายเอี่ยม ไม่ได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว และแม้ว่าการประกันภัยจะได้ทําในนามของ นายเอี่ยมเอง ก็ไม่ถือว่านายเอี่ยมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แต่อย่างใด ดังนั้นสัญญา ประกันภัยจึงไม่ผูกพันคู่สัญญา (มาตรา 863)

และเมื่อสัญญาประกันภัยไม่ผูกพันคู่สัญญา ดังนั้น การที่นายอ่องขับรถบรรทุกโดยความ ประมาทเลินเล่อชนกับรถยนต์ของนางอรทัยได้รับความเสียหาย และบริษัทเชี่ยวชาญประกันภัย จํากัด ได้นํารถยนต์ ของนางอรทัยไปซ่อมและสามารถนํากลับไปใช้ได้แล้ว บริษัทเชี่ยวชาญประกันภัยจํากัดก็จะใช้สิทธิตามมาตรา 880 วรรคแรก เพื่อเข้ารับช่วงสิทธิของนายเอียมในการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากนายอ่องไม่ได้ (ฎีกาที่ 115/2511 และ 961/2522)

สรุป

บริษัท เชี่ยวชาญประกันภัย จํากัด ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายอ่อง

 

ข้อ 3 สมชายกับสมศรีเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรชายหนึ่งคนคือ สมพงษ์ สมพงษ์ได้ไปทําสัญญาประกันชีวิตของนายสมชายบิดาของตนไว้กับบริษัทประกันชีวิต จํากัด เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 จํานวนเงินที่เอาประกัน 2 ล้านบาท สัญญากําหนด 5 ปี โดยระบุให้ตนเองเป็น ผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2555 สมพงษ์ก็ได้ไปทําสัญญาประกันชีวิตของสมศรีมารดา อีกกรมธรรม์หนึ่งไว้กับบริษัทเดียวกันนั้น จํานวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท สัญญากําหนด 5 ปี โดยระบุให้สมพงษ์เป็นผู้รับประโยชน์อีกเช่นกัน ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 สมชายกับสมศรี ทะเลาะกันอย่างรุนแรง เนื่องจากสมชายไปติดพันสดสี ซึ่งเป็นสาวสวยข้างบ้าน จึงทําให้สมศรีเกิด การหึงหวง สมชายบันดาลโทสะ จึงใช้ปืนยิงสมศรีถึงแก่ความตาย และด้วยความเสียใจในเหตุที่เกิดขึ้น เขาจึงได้ยิงตัวตายตามสมศรีไป สมพงษ์จึงไปขอรับเงินจากบริษัทประกันชีวิตตามสัญญาทั้ง 2 กรณี ดังกล่าว

จงวินิจฉัยว่าบริษัทจะต้องชดใช้เงินให้กับสมพงษ์ เนื่องจากเหตุการตายของสมชายและสมศรีหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมือมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจําต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สมพงษ์ซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสมชายและสมศรี ได้ไป ทําสัญญาประกันชีวิตของสมชายบิดาของตน และได้ไปทําสัญญาประกันชีวิตของสมศรีมารดาอีกกรมธรรม์หนึ่ง ไว้กับบริษัทประกันชีวิต จํากัด ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 และวันที่ 15 มีนาคม 2555 ตามลําดับ โดยได้ระบุให้ ตนเองเป็นผู้รับประโยชน์ทั้ง 2 กรมธรรม์นั้น ย่อมสามารถทําได้เพราะถือว่าสมพงษ์ผู้เอาประกันมีส่วนได้เสียในเหตุ ที่ประกันภัยไว้นั้นตามมาตรา 863 สัญญาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

แต่อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 895 ผู้รับประกันภัยสามารถปฏิเสธการใช้เงินตามสัญญา ประกันชีวิตได้ ในกรณีที่

1 บุคคลผู้ถูกเอาประกันชีวิตกระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายใน 1 ปี นับแต่วันทําสัญญา

2 บุคคลผู้ถูกเอาประกันชีวิตถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องชดใช้เงินหรือปฏิเสธไม่ใช้ เงินแก่สมพงษ์เนื่องจากเหตุการตายของสมชายและสมศรีได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของสมชาย การที่สมชายใช้ปืนยิงตัวตาย ถือเป็นกรณีที่บุคคลผู้ถูกเอาประกันชีวิต กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายใน 1 ปีนับแต่วันทําสัญญา ดังนั้นบริษัทจึงสามารถปฏิเสธการใช้เงินให้แก่ สมพงษ์ตามสัญญาประกันชีวิตได้ตามมาตรา 895 (1)

กรณีของสมศรี การที่สมชายใช้ปืนยิงสมศรีตายนั้นแม้เป็นการฆ่าสมศรีตายโดยเจตนา แต่สมชาย มิใช่เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต จึงไม่ถือว่าเป็นกรณีที่บุคคลผู้ถูกเอาประกันชีวิตถูกผู้รับประโยชน์ ฆ่าตายโดยเจตนาตามมาตรา 895 (2) ดังนั้น บริษัทจึงปฏิเสธไม่ใช้เงินแก่สมพงษ์ตามสัญญาประกันชีวิตไม่ได้ บริษัทจะต้องชดใช้เงินให้กับสมพงษ์

สรุป

บริษัทสามารถปฏิเสธไม่ใช้เงินแก่สมพงษ์เนื่องจากเหตุการตายของสมชายได้ แต่จะต้อง ชดใช้เงินให้แก่สมพงษ์เนื่องจากเหตุการตายของสมศรี จะปฏิเสธไม่ใช้เงินให้แก่สมพงษ์ไม่ได้

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายสมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวศรี ต่อมานายสมเอาประกันชีวิตนางศรีไว้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งแบบอาศัยความมรณะ ระยะเวลาเอาประกันภัย 30 ปี วงเงิน 5 แสนบาท ชื่อผู้เอาประกันภัย และชื่อผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์คือนายสม 10 ปีต่อมา นายสมอุปการะเลี้ยงดูและยกย่อง นางสาวสวยฉันภริยา นางศรีจึงฟ้องหย่า ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ อีก 2 ปีต่อมา นางศรี จดทะเบียนสมรสใหม่กับนายเท่ห์ ครั้น 1 ปีต่อมานางศรีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงแก่ความตาย นายสมทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์จึงยื่นขอรับเงินประกันชีวิต แต่บริษัทประกันฯ ปฏิเสธการจ่าย อ้างว่านายสมได้หย่าขาดกับนางศรีไปแล้วโดยคําพิพากษาของศาล บริษัทประกันจึงไม่มีหน้าที่ จ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิตแม้อยู่ในระหว่างอายุสัญญาก็ตาม อยากทราบว่าข้ออ้างของบริษัทประกันฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวอย่างบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

วินิจฉัย

สัญญาประกันชีวิตนั้นถือว่าเป็นสัญญาประกันภัยประเภทหนึ่ง จึงต้องนําเอาบทบัญญัติใน หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาใช้บังคับด้วย กล่าวคือ ผู้เอาประกันชีวิตจะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย กล่าวคือ มีส่วนได้เสียในชีวิตของผู้เอาประกันภัยด้วย ซึ่งอาจจะเป็นชีวิตของตนเองหรือชีวิตของผู้อื่นก็ได้ สัญญา ประกันชีวิตจึงจะมีผลผูกพันคู่สัญญา (มาตรา 863)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวศรี และต่อมานายสมเอาประกันชีวิตนางศรีไว้กับบริษัทประกันชีวิตนั้น ถือว่าเป็นการประกันชีวิตผู้อื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวผู้เอาประกันภัย คือนายสม จะเห็นได้ว่า มีความสัมพันธ์กับนางศรีในฐานะคู่สมรส ทั้งนี้เพราะนายสมมีสิทธิและหน้าที่ความรับผิด ต่อชีวิตของนางศรีภริยาที่ได้มาเอาประกันไว้กับบริษัทผู้รับประกัน จึงถือว่านายสมมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้แล้ว และประการสําคัญส่วนได้เสียนั้นผู้เอาประกันต้องมีในขณะทําสัญญาด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะทําสัญญานายสมมีส่วนได้เสียในชีวิตของนางศรีเนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้หย่ากันสัญญาจึงมีผลผูกพัน แม้ต่อมาส่วนได้เสียจะหมดไปเพราะหย่าขาดจากกัน ก็ไม่ทําให้สัญญาที่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้นกลายเป็นสัญญาที่ไม่ ผูกพันในภายหลัง ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจึงมีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญา จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่านายสม ได้หย่าขาดกับนางศรีไปแล้ว บริษัทประกันจึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิตนั้นไม่ได้

สรุป

บริษัทประกันชีวิตมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่นายสมผู้รับประโยชน์ ข้ออ้างของบริษัท ประกันชีวิตดังกล่าวข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 มดจองรถยนต์คันหนึ่งกับบริษัท อีอีซี จํากัด ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยบริษัทฯ แถมฟรีประกันภัยชั้น 1 (คุ้มครองรถคันเอาประกันกรณีมีการเฉี่ยวชนเกิดขึ้นทั้งที่มีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณีรวมถึงรถหาย) กับลูกค้าที่จองรถยนต์ของบริษัททุกคัน บริษัทฯ กําหนดให้มดรับรถยนต์คันที่จองได้ในวันที่ 23 มีนาคม ช่วงที่มดรอรับรถยนต์ ตัวแทนบริษัท นําร่องประกันภัย จํากัด ได้ตกลงทําสัญญาประกันวินาศภัย รถยนต์กับมดและจะออกกรมธรรม์ให้มดในวันที่มดรับรถจากบริษัท อีอีซุ จํากัด ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม ขณะทีมดขับขี่รถยนต์บนถนน เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของหมวยได้รับความเสียหาย โดยมดเป็นฝ่ายผิด มดจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัท นําร่องประกันภัย จํากัด แต่บริษัท ประกันภัยปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า ขณะทําสัญญามดไม่มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัย

ดังนี้ ข้ออ้างของบริษัทประกันภัยฟังขึ้นหรือไม่ บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือไม่อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 867 วรรคสาม “กรมธรรม์ประกันภัย ต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย และ มีรายการดังต่อไปนี้

(1) วัตถุที่เอาประกันภัย

(3) ราคาแห่งมูลประกันภัย ถ้าหากได้กําหนดกันไว้

(4) จํานวนเงินซึ่งเอาประกันภัย”

มาตรา 869 “อันคําว่า “วินาศภัย” ในหมวดนี้ ท่านหมายรวมเอาความเสียหายอย่างใด ๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การทีมดจองรถยนต์คันหนึ่งกับบริษัท อีอีซี จํากัด ในเดือนกุมภาพันธ์โดย บริษัทฯ แถมฟรีประกันภัยชั้น 1 กับลูกค้าที่จองรถยนต์ของบริษัททุกคัน และบริษัทฯ กําหนดให้มครับรถยนต์ คันที่จองได้ในวันที่ 23 มีนาคมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในช่วงที่มดรอรับรถยนต์ ตัวแทนของบริษัทนําร่อง ประกันภัย จํากัด ได้ตกลงทําสัญญาประกันวินาศภัยรถยนต์กับมดและจะออกกรมธรรม์ให้มดในวันที่มดรับรถ จากบริษัท อีอีซุ จํากัด จะเห็นได้ว่าในขณะทําสัญญาประกันวินาศภัยนั้น ยังอยู่ในช่วงของการจองรถเพื่อรอรับรถ และรอทําสัญญาเช่าซื้อ จึงยังไม่สามารถที่จะระบุตัวรถยนต์ซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยตามมาตรา 867 วรรคสาม (1) ได้ มดจึงยังไม่มีความสัมพันธ์หรือมีส่วนได้เสียกับทรัพย์สินที่เอาประกันและไม่สามารถตีราคาทรัพย์สินที่เอาประกัน วินาศภัยได้ตามมาตรา 863 ประกอบมาตรา 869 และมาตรา 867 วรรคสาม (3) และ (4) แม้ตัวแทนจะส่งมอบ กรมธรรม์ในวันรับรถและวันทําสัญญาเช่าซื้อก็ตาม การส่งมอบกรมธรรม์ไม่เกี่ยวกับการเกิดของสัญญาประกันภัย ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงถือว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันกับคู่สัญญา

และเมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพัน การที่มดได้ขับขี่รถยนต์บนถนนในวันที่ 27 มีนาคม และเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของหมวยได้รับความเสียหาย การที่บริษัท นําร่องประกันภัย จํากัด ปฏิเสธการจ่ายเงินแก่มด โดยอ้างว่า ขณะทําสัญญามดไม่มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัยนั้น ข้ออ้างของบริษัทประกันภัยจึงฟังขึ้น บริษัท ประกันภัยจึงไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มด

สรุป

ข้ออ้างของบริษัทประกันภัยฟังขึ้น บริษัทประกันภัยไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน ให้แก่มด

 

ข้อ 3. นายหมึกทําสัญญาประกันชีวิตตนเองอาศัยเหตุมรณะกับบริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 ระบุให้นายกุ้งบุตรของนายหมึกเป็นผู้รับประโยชน์จํานวนเงินซึ่งเอาประกันชีวิต 1 ล้านบาท วันที่ 2 มกราคม 2554 นายหมึกทําสัญญาประกันโดยเอาประกันชีวิตนางปลากริยา ที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมึกไว้กับบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด ระบุให้นายกุ้งเป็นผู้รับ ประโยชน์เช่นกัน มีจํานวนเงินที่เอาประกันชีวิต 5 แสนบาท วันที่ 2 มกราคม 2555 ซึ่งอยู่ในอายุ กรมธรรม์ นายหมึกทะเลาะกับนางปลาอย่างรุนแรง นายหมึกใช้อาวุธปืนยิงนางปลาตาย และใช้ปืนนั้น ยิงตัวเองตายตาม จงวินิจฉัยว่า บริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด จะปฏิเสธไม่ใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้นายกุ้งได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจําต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก เมื่อผู้เอาประกันชีวิต หรือผู้ถูกเอาประกันชีวิตได้ถึงแก่ความตาย บริษัทผู้รับประกัน จะต้องใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตนั้น เว้นแต่บุคคลนั้นจะได้กระทําอัตวินิบาตหรือฆ่าตัวตายด้วยใจสมัครภายใน 1 ปี นับแต่วันทําสัญญา หรือบุคคลนั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนาตามมาตรา 895

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหมึกได้ทําสัญญาประกันชีวิตตนเองอาศัยเหตุมรณะกับบริษัท มั่งมีประกันชีวิตเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 โดยระบุให้นายกุ้งบุตรของนายหมึกเป็นผู้รับประโยชน์ และได้ทํา สัญญาประกันโดยเอาประกันชีวิตนางปลากริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมึกไว้กับบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด ในวันที่ 2 มกราคม 2554 โดยระบุให้นายกุ้งเป็นผู้รับประโยชน์เช่นเดียวกันนั้น ทั้งสองกรณีนายหมึกย่อม สามารถทําได้เพราะถือว่านายหมึกผู้เอาประกันมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ตามมาตรา 863 ดังนั้นสัญญา จึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

ในวันที่ 2 มกราคม 2555 ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุกรมธรรม์ การที่นายหมึกทะเลาะกับนางปลาอย่างรุนแรง นายหมึกได้ใช้อาวุธปืนยิงนางปลาตายและใช้ปืนยิงตัวเองตายตามนั้น กรณีดังกล่าว บริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด จะต้องใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่นายกุ้งผู้รับประโยชน์ทั้งนี้เพราะ

กรณีแรก การที่นายหมึกใช้อาวุธปืนยิงตัวเองตายนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายหมึกได้กระทํา อัตวินิบาตด้วยใจสมัครเมื่อพ้นกําหนด 1 ปีนับแต่วันทําสัญญาแล้ว จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 895 (1)

กรณีที่ 2 การที่นางปลาตายนั้น เกิดจากการที่นายหมีกซึ่งมิใช่ผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา มิได้เกิดจากการกระทําของนายกุ้งผู้รับประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 895 (2)

สรุป

บริษัท มั่งมีประกันชีวิต จํากัด และบริษัท ร่ำรวยประกันชีวิต จํากัด จะปฏิเสธไม่ใช้เงิน ตามสัญญาประกันชีวิตให้นายกุ้งไม่ได้

 

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

1 นายเนื่องเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันที่เป็นของนายเจริญผู้เป็นนายจ้าง นายเจริญยื่นคําขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุไว้กับบริษัทสยามรุ่งเรือง แอสชัวรันซ์ จํากัด ซึ่งประกอบธุรกิจรับประกันอุบัติเหตุ โดยนายเจริญเป็นทั้งผู้เอาประกันภัยและเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย จํานวนเงินเอาประกันภัย 3 แสนบาท นายเจริญเป็นผู้ชําระเบี้ยประกันภัยเอง กรมธรรม์ประกันภัยมีข้อความว่า “นายเนื่องถึงแก่ความตาย ในระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ถึง 7 สิงหาคม 2551 บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ตกลงจ่ายเงินจํานวน ดังกล่าวให้แก่นายเจริญ”

ครั้นวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 นายเนื่องขับรถบรรทุกน้ำมันกลับจาก ต่างจังหวัดได้เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำลงไปข้างถนน นายเนื่องถึงแก่ความตายจากการถูกรถทับศีรษะ นายเจริญจึงยื่นขอรับเงินประกันภัย 3 แสนบาท แต่บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ปฏิเสธการจ่าย อ้างว่านายเจริญไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหาย เพราะผู้ได้รับความเสียหายที่แท้จริงคือทายาทของนายเนื่อง นายเจริญจึงมีเจตนาไม่สุจริตเพราะรู้ดีว่าตนไม่มีส่วนได้เสียที่จะนําชีวิตของนายเนื่องมา ประกันภัยไว้ แสดงให้เห็นว่าก่อนทําสัญญา นายเจริญมีเจตนาพนันกับบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ โดย ใช้ชีวิตของนายเนื่องเป็นเครื่องเดิมพัน สัญญาประกันภัยจึงเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อยากทราบว่า ข้ออ้างของบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ต้องจ่ายเงิน 3 แสนบาทให้แก่นายเจริญหรือไม่เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย ไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเนื่องลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันที่เป็นของนายเจริญผู้เป็นนายจ้าง และนายเจริญได้ยื่นคําขอเอาประกันอุบัติเหตุไว้กับบริษัทสยามรุ่งเรือง แอสชัวรันซ์ จํากัด โดยนายเจริญเป็นทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ และในกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อความว่า “ถ้านายเนื่องถึงแก่ความตาย บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ตกลงจ่ายเงินให้แก่นายเจริญ” นั้น ถือได้ว่านายเจริญผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุ ที่ประกันภัยไว้นั้น เพราะการที่นายเจริญจะมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างนายเจริญผู้เอาประกันภัยกับผู้ถูกเอาประกันภัยคือนายเนื่อง ซึ่งเมื่อปรากฏว่าบุคคลทั้งสอง มีความสัมพันธ์ที่มีกฎหมายจ้างแรงงานรับรองไว้ทั้งสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบที่นายเจริญในฐานะที่ เป็นนายจ้างมีต่อนายเนื่องในฐานะลูกจ้าง จึงต้องถือว่านายเจริญมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้น ดังนั้น ข้ออ้างของบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ที่ว่านายเจริญไม่มีส่วนได้เสียจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ อ้างว่า นายเจริญมีเจตนาพนันกับบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ โดยใช้ชีวิต ของนายเนื่องเป็นเครื่องเดิมพันก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะสัญญาประกันภัยมิใช่การพนันขันต่อ เนื่องจาก สัญญาการพนันขันต่อนั้นผู้เข้าพนั้นไม่ต้องมีส่วนได้เสีย ซึ่งแตกต่างกับสัญญาประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยต้องมี ส่วนได้เสีย เมื่อนายเจริญมีส่วนได้เสียจึงมิใช่การเดิมพันชีวิตของนายเนื่องแต่อย่างใด

และข้ออ้างของบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ที่ว่าสัญญาประกันภัยเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ข้ออ้างดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อนายเจริญผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ ย่อมทําให้สัญญาประกันภัยมีผลผูกพันคู่สัญญา ตามมาตรา 863 ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด ดังนั้น บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ จึงต้องจ่ายเงินประกันภัยจํานวน 3 แสนบาท ให้แก่นายเจริญ (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 64/2516)

สรุป

ข้ออ้างของบริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริษัทสยามรุ่งเรืองฯ ต้องจ่ายเงิน 3 แสนบาท ให้แก่นายเจริญผู้เอาประกันภัย

 

ข้อ 2 นายวีรภาพทําสัญญาเอาประกันวินาศภัยรถยนต์ของตนไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยประกันภัยประเภทที่ 1 คือคุ้มครองทุกอย่าง รวมทั้งความเสียหายที่เกิดกับตัวรถที่เอาประกันด้วย วงเงินเอาประกัน 5 แสนบาท ในระหว่างอายุสัญญา นายเอกภาพขับรถโดยประมาทชนท้ายรถ ของนายวีรภาพเสียหาย บริษัทประกันภัยจึงนํารถยนต์ของนายวีรภาพไปให้นายโชคดีซ่อม คิดเป็น เงิน 5 หมื่นบาท แต่บริษัทประกันภัยยังมิได้จ่ายค่าซ่อมรถให้แก่นายโชคดีเจ้าของอู่เมือซ่อมรถ ของนายวีรภาพเสร็จ นายวีรภาพได้รับมอบรถไปแล้ว บริษัทประกันภัยเรียกร้องให้นายเอกภาพ จ่ายค่าซ่อมรถ แต่นายเอกภาพปฏิเสธ ดังนี้ บริษัทประกันภัยมีสิทธิเรียกค่าซ่อมรถ 5 หมื่นบาทจากนายเอกภาพได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 438 วรรคสอง “อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่ การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหาย ต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึ่งบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย”

มาตรา 880 วรรคแรก “ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอา ประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก ถ้าความวินาศภัยได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอก เมื่อผู้รับ ประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว กฎหมายได้ให้สิทธิผู้รับประกันภัยที่จะรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย ไปเรียกร้องเอาจากบุคคลภายนอกนั้นได้ตามมาตรา 880 วรรคแรก

กรณีตามอุทาหรณ์ นายวีรภาพทําสัญญาเอาประกันวินาศภัยรถยนต์ของตนไว้กับบริษัทประกันภัย และในระหว่างอายุสัญญานายเอกภาพได้ขับรถโดยประมาทชนท้ายรถของนายวีรภาพเสียหาย กรณีนี้ถือว่า ความวินาศภัยได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของนายเอกภาพซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้ว และการที่บริษัทประกันภัย ได้นํารถยนต์คันดังกล่าวไปให้นายโชคดีซ่อมจนใช้การได้ และส่งมอบรถยนต์ให้นายวีรภาพแล้วนั้น ถือว่าเป็นการ คืนทรัพย์ตามมาตรา 438 วรรคสอง ซึ่งถือได้ว่าผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว (เทียบฎีกาที่ 1006/2503)

ดังนั้น บริษัทประกันภัยจึงสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของนายวีรภาพผู้เอาประกันภัย เรียกค่าซ่อมรถยนต์ 5 หมื่นบาทจากนายเอกภาพได้ตามมาตรา 880 วรรคแรก

ส่วนการที่บริษัทประกันภัยติดค้างค่าซ่อมรถ ซึ่งยังมิได้ชําระให้แก่นายโชคดีเจ้าของอู่นั้น เป็นหนี้ตามสัญญาจ้างทําของระหว่างบริษัทประกันภัยกับนายโชคดีซึ่งเป็นหนี้ต่างหากจากกัน ไม่เกี่ยวกับการที่ บริษัทประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายวีรภาพ

สรุป

บริษัทประกันภัยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน 5 หมื่นบาท จากนายเอกภาพได้เพราะเป็นกรณีที่บริษัทประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิตามมาตรา 880

 

ข้อ 3 ประพันธ์ทําสัญญาประกันชีวิตเพื่อความมรณะกับบริษัท B&B จํากัด ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี จํานวนเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท กําหนดให้สมรคู่สมรสเป็นผู้รับประโยชน์ สมรทําหนังสือถึง บริษัทผู้รับประกันภัยว่าตนประสงค์จะถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต ทําประกันชีวิตได้ 3 ปี ประพันธ์ทําหนังสือแจ้งบริษัทฯ ว่าขอโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันให้ดวงใจคนรักใหม่ บริษัทฯ รับทราบการเปลี่ยนแปลงแล้ว ต่อมาประพันธ์ทะเลาะกับสมรอย่างรุนแรงเนื่องจากสมร ไม่ยอมหย่าตามความต้องการของประพันธ์ ประพันธ์จึงนําปืนมาขู่จะฆ่าตัวตายหากสมรไม่ยอมหย่าให้ ดวงใจเข้าไปแย่งปืนเพื่อไม่ให้ประพันธ์ฆ่าตัวตาย ขณะยื้อแย่งปืนกันอยู่ปืนเกิดลั่นถูกประพันธ์ทําให้ประพันธ์เสียชีวิต

ดังนี้ สมรและดวงใจจะมีสิทธิตามสัญญาประกันชีวิตหรือไม่ อย่างไร ให้อธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 862 “ตามข้อความในลักษณะนี้

คําว่า “ผู้รับประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจํานวนหนึ่งให้

คําว่า “ผู้เอาประกันภัย” ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย

คําว่า “ผู้รับประโยชน์” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึ่งได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับ จํานวนเงินใช้ให้

อนึ่งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้”

มาตรา 891 “แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอาประกันภัยย่อม มีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับ ประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจํานงจะถือเอา ประโยชน์แห่งสัญญานั้น”

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่ประพันธ์ทําสัญญาประกันชีวิตเพื่อความมรณะกับบริษัท B&B จํากัด ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี จํานวนเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท กําหนดให้สมรคู่สมรสเป็นผู้รับประโยชน์นั้น ถือว่า ประพันธ์เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนสมรเป็นผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 862

ตามข้อเท็จจริง แม้สมรจะได้ทําหนังสือถึงบริษัทผู้รับประกันภัยว่าตนประสงค์จะถือประโยชน์ ตามสัญญาประกันชีวิตแล้วก็ตาม แต่เมื่อประพันธ์ยังไม่ได้ส่งมอบกรมธรรม์ให้แก่สมร ประพันธ์ผู้เอาประกันภัย ย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ตามมาตรา 891 ดังนั้น เมื่อทําสัญญา ประกันชีวิตได้ 3 ปี ประพันธ์ได้ทําหนังสือแจ้งบริษัทฯ ว่าขอโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้นให้ดวงใจคนรักใหม่ และบริษัทฯ รับทราบการเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมถือว่าประพันธ์ได้โอนสิทธิตามสัญญาประกันให้กับดวงใจแล้ว และถือว่าดวงใจเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยรายนี้แล้ว

เมื่อต่อมา ประพันธ์ทะเลาะกับสมรอย่างรุนแรง เนื่องจากสมรไม่ยอมหย่าตามความต้องการ ของประพันธ์ ประพันธ์จึงนําปืนมาขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหากสมรไม่ยอมหย่า และดวงใจได้เข้าไปแย่งปืนเพื่อไม่ให้ ประพันธ์ฆ่าตัวตายทําให้ปืนเกิดลั่นถูกประพันธ์ทําให้ประพันธ์เสียชีวิตนั้น การเสียชีวิตของประพันธ์ไม่ถือว่าเป็น การกระทําอัตวินิบาตด้วยใจสมัครภายใน 1 ปีนับแต่วันทําสัญญา หรือถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา ตามมาตรา 895 แต่อย่างใด ดังนั้นบริษัทผู้รับประกันภัยจึงต้องใช้เงินให้แก่ดวงใจซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับประโยชน์ ตามสัญญาประกันชีวิต

สรุป

ดวงใจจะมีสิทธิตามสัญญาประกันภัยชีวิต เพราะดวงใจเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยรายนี้

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายอังคารจดทะเบียนสมรสกับนางศุกร์ นางศุกร์เอาประกันชีวิตนายอังคารไว้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งแบบอาศัยความมรณะ จํานวนเงินเอาประกัน 1 แสนบาท มีกําหนดระยะเวลา 30 ปี อีก 10 ปีต่อมา นายอังคารจดทะเบียนหย่าขาดจากนางศุกร์ หลังจากนั้นอีก 1 เดือน นายอังคารถึงแก่ ความตาย เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ นางศุกร์ยื่นขอรับเงินประกัน 1 แสนบาท แต่บริษัทประกัน ปฏิเสธการจ่ายอ้างว่า ก. สัญญาไม่ผูกพัน เพราะส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นหมดสิ้นไป โดยเหตุที่นางศุกร์และนายอังคารไม่ได้เป็นคู่สมรสกันแล้วเนื่องจากหย่าขาดจากกัน ข. การที่นางศุกร์ได้หย่าขาดจากนายอังคารแล้ว นางศุกร์จึงเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้ เพราะนางศุกร์ไม่มีส่วนได้เสียในชีวิตของนายอังคารอีกต่อไป

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของบริษัทประกันภัยทั้งสองประการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้นถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

วินิจฉัย

ก. สัญญาประกันภัยมีผลผูกพันคู่สัญญาหรือไม่ ต้องใช้มาตรา 863 พิวารณาในเรื่องส่วนได้เสีย ของผู้เอาประกันภัย กรณีตามอุทาหรณ์เป็นการประกันชีวิตผู้อื่น เมื่อพิจารณาตัวผู้เอาประกันภัย คือ นางศุกร์ จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะคู่สมรส ทั้งนี้เพราะนางศุกร์มีสิทธิและหน้าที่ความรับผิด ต่อชีวิตของนายอังคาร สามีที่ได้มาเอาประกันไว้กับบริษัทผู้รับประกัน และประการสําคัญส่วนได้เสียนั้น ผู้เอาประกันต้องมีในขณะทํา สัญญาด้วย เมื่อขณะทําสัญญา นางศุกร์มีส่วนได้เสียในชีวิตของนายอังคาร เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้หย่าสัญญา จึงมีผลผูกพัน แม้ต่อมาส่วนได้เสียจะหมดสิ้นไปเพราะหย่าขาดจากกัน ก็ไม่ทําให้สัญญาที่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น กลายเป็นสัญญาที่ไม่ผูกพันในภายหลัง ดังนั้นข้ออ้างของบริษัทประกันที่ว่าสัญญาไม่ผูกพันจึงเป็นข้ออ้างที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย

ข. ประเด็นข้อกฎหมายคือ นางศุกร์เป็นผู้รับประโยชน์ได้หรือไม่ตามมาตรา 863 จะเห็น ได้ว่า ผู้ซึ่งต้องมีส่วนได้เสียก็แต่เฉพาะผู้เอาประกันภัยเท่านั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าผู้รับประโยชน์ ต้องมีส่วนได้เสีย แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นผู้รับประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ถึงแม้ไม่มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัยก็เป็นผู้รับประโยชน์ได้ ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าการที่นางศุกร์ได้หย่าขาดจากนายอังคารแล้ว นางศุกร์จึงเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้ เพราะนางศุกร์ ไม่มีส่วนได้เสียในชีวิตของนายอังคารอีกต่อไป จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

ข้ออ้างของบริษัทประกันภัยทั้งสองประการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 นายแดงได้ทําสัญญาประกันอัคคีภัยบ้านของตนไว้กับบริษัทประกันภัยจํานวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท สัญญากําหนด 1 ปี ระบุให้ตนเองเป็นผู้รับประโยชน์ ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย นางส้มจีนมารดาของนายแดงซึ่งป่วยเป็นโรคข้ออักเสบได้มาพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย เนื่องจากที่บ้านยุงชุมมาก นางส้มจีนจึงได้จุดยากันยุงไล่และจุดทิ้งไว้ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงทําให้ไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลัง จงวินิจฉัยว่า บริษัทผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามสัญญาประกันอัคคีภัยบ้านให้กับนายแดงหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 877 “ผู้รับประกันภัยจําต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(1) เพื่อจํานวนวินาศภัยอันแท้จริง วรรคท้าย ท่านห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจํานวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้”

มาตรา 879 วรรคแรก “ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในเมื่อความวินาศภัย หรือเหตุอื่น ซึ่ง ได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายแดงเอาประกันอัคคีภัยบ้านของตนถือว่าเป็นผู้มีเหตุแห่งส่วนได้เสีย ตามมาตรา 863 สัญญาจึงมีผลผูกพัน และเมื่อมีภัยเกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ในสัญญา (อัคคีภัย) บริษัทผู้รับประกันภัย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาให้กับนายแดงตามมาตรา 877 (1) และวรรคท้าย ในฐานะที่เป็นทั้งผู้เอา ประกันภัยและเป็นผู้รับประโยชน์ เพราะวินาศภัยที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทําโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงของนายแดง จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ผู้รับประกันภัยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 879 วรรคแรก

สรุป

ผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายแดง

 

ข้อ 3 นายทรพาเอาประกันชีวิต 1 ล้านบาทในเหตุมรณะกับบริษัทประกันภัยในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 สัญญามีกําหนด 10 ปี โดยระบุให้นายทรพีบุตรชายเป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 นายทรพีอยากได้เงินประกันชีวิต จึงวางแผนทําร้ายร่างกายนายทรพาโดยใช้ปืนยิงนายทรพาที่ขา ได้รับอันตรายสาหัส นายทรพาน้อยใจที่นายทรพีบุตรชายทําร้ายตน จึงกินยาพิษจนถึงแก่ความตาย นายทรพีมาขอรับเงินประกันชีวิต 1 ล้านบาท ดังนี้ บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเงินประกันชีวิตให้แก่นายทรพีหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 895 “เมื่อใดจะต้องใช้จํานวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด ท่านว่าผู้รับ ประกันภัยจําต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น เว้นแต่

(1) บุคคลผู้นั้นได้กระทําอัตตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทําสัญญา หรือ

(2) บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

ในกรณีที่ 2 นี้ ท่านว่าผู้รับประกันภัยจําต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือให้แก่ทายาทของผู้นั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายทรพีผู้รับประโยชน์วางแผนทําร้ายนายทรพาโดยใช้ปืนยิงถูกนายทรพา ที่ขาได้รับอันตรายสาหัส ถือว่าผู้รับประโยชน์มีเจตนาทําร้ายร่างกายผู้เอาประกันให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่มิได้มีเจตนาฆ่า จึงไม่ใช่เป็นกรณีถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนาตามมาตรา 895 (2) และเมื่อนายทรพาน้อยใจจึง กินยาพิษจนถึงแก่ความตาย เป็นการฆ่าตัวตายด้วยใจสมัคร แต่เลยเวลา 1 ปีนับแต่วันทําสัญญาประกันชีวิตแล้ว จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดชอบตามมาตรา 895 (1) ดังนั้น บริษัทประกันภัยจึงต้อง จ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิต 1 ล้านบาท ให้แก่นายทรพีผู้รับประโยชน์

สรุป

บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเงินตามสัญญาประกันชีวิต 1 ล้านบาท ให้แก่นายทรพีผู้รับ ประโยชน์

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายกรุงทําสัญญาประกันชีวิตตนเองไว้กับ บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด เป็นเงิน 1 ล้านบาท กําหนดสัญญา 10 ปี โดยทําสัญญาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2544 นายกรุงได้ปกปิดเรื่องที่ตนเองเป็นวัณโรคอยู่ บริษัทไม่ทราบความจริงในเรื่องนี้ จึงตกลงรับประกัน ภายในอายุสัญญานายกรุงไปเที่ยวแล้ว รับประทานอาหารร้านริมถนนจนเกิดท้องร่วงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 เมื่อ นายกรุงตายแล้วบริษัทจึงทราบว่านายกรุงเป็นวัณโรคมาก่อนทําสัญญาประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิต จึงบอกล้างสัญญาประกันชีวิต เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 ดังนี้ บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมในสัญญาประกันชีวิตรายนี้กับผู้รับประโยชน์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 “ถ้าในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง ซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้ว แถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกําหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้าง ได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกําหนดห้าปีนับแต่วันทําสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกรุงได้ทําสัญญาประกันชีวิตตนเองไว้กับบริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด โดยนายกรุงได้ปกปิดเรื่องที่ตนเองเป็นวัณโรคอยู่นั้น ข้อที่นายกรุงได้ปกปิดนี้เห็นได้แน่ชัดว่าเป็นข้อสําคัญ ซึ่งถ้านายกรุงไม่ปกปิดและแถลงความจริงให้บริษัทผู้รับประกันทราบแล้ว บริษัทผู้รับประกันจะต้องบอกปัดไม่ยอม ทําสัญญาประกันชีวิตอย่างแน่นอน เพราะโรคดังกล่าวเป็นโรคร้ายแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆยะ ตั้งแต่ขณะทําสัญญาตามมาตรา 865 วรรคแรก แม้จะปรากฏภายหลัง ว่านายกรุงจะได้ถึงแก่ความตายเพราะเกิดท้องร่วงก็ตาม ก็ไม่ทําให้สัญญาที่ตกเป็นโมฆียะตั้งแต่แรกนั้นเปลี่ยนแปลง มาสมบูรณ์แต่อย่างใดบริษัทผู้รับประกัน จึงมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตนี้ได้

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 865 วรรคสอง ได้กําหนดว่า ผู้รับประกันชีวิตจะต้องบอกล้าง สัญญาประกันชีวิตที่เป็นโมฆียะนั้นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ หรือภายใน กําหนด 5 ปีนับแต่วันทําสัญญา มิฉะนั้นสิทธิบอกล้างย่อมเป็นอันระงับสิ้นไป กรณีนี้แม้บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด จะได้บอกล้างสัญญาที่เป็นโมฆียกรรมนี้ภายในกําหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ แต่ก็เป็นเวลา เกินกว่า 5 ปีนับแต่วันทําสัญญาแล้ว ดังนั้น บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด จึงไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมสัญญา ประกันชีวิตฉบับนี้

สรุป

บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด ไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมสัญญาประกันชีวิตฉบับนี้

 

ข้อ 2 นายก้านเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ทําสัญญาประกันภัยโดยคุ้มครองรถถูกลักขโมยด้วยกับบริษัท มั่นคงประกันวินาศภัยไว้ 1 ปี จํานวนเงินเอาประกันภัย 5 แสนบาท หลังจากทําสัญญา 7 เดือน นายก้าน ขายรถคันดังกล่าวโดยโอนกรรมสิทธิ์ให้นายเข้ม ต่อมาอีก 1 เดือน ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย รถของนายเข้มที่ซื้อจากนายก้านถูกโจรกรรมไป นายเข้มจึงแจ้งบริษัท มั่นคงฯ โดยไม่ชักช้าเพื่อเรียก ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ บริษัท มั่นคงฯ มีหน้าที่จ่ายค่าสินไหมทดแทนจํานวน 5 แสนบาทให้แก่นายเข้มหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 863 “อันสัญญาประกันภัยนั้นถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”

มาตรา 875 “ถ้าวัตถุอันได้เอาประกันภัยไว้นั้น เปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัยโดยพินัยกรรมก็ดี หรือโดยบทบัญญัติกฎหมายก็ดี ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยก็ยอมโอนตามไปด้วย

ถ้าในสัญญามิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยและ บอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัยไซร้ ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย อนึ่ง ถ้าในการโอนเช่นนี้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้ ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายก้านซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ทําสัญญาประกันภัยโดยคุ้มครองรถถูกลักขโมย ด้วยกับบริษัท มั่นคงประกันวินาศภัย นั้น ถือได้ว่านายก้านผู้เอาประกันมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันไว้นั้นตามมาตรา 863 ใน ปานกลาง และตามข้อเท็จจริง การที่นายก้านได้ขายรถยนต์ที่ทําประกันภัยไปให้นายเข้ม ซึ่งถือว่าเป็น การโอนวัตถุที่เอาประกันภัยโดยทางนิติกรรมสัญญาตามมาตรา 875 วรรคสอง

ดังนั้นสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้น จะโอนไปด้วยก็ต่อเมื่อได้มีการบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัยด้วย เมื่อการโอนวัตถุที่เอาประกันภัยดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีการบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัย สิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยจึงไม่โอนไปยังนายเข้ม ดังนั้นเมื่อรถยนต์ของนายเข้มที่ซื้อจากนายก้านถูกโจรกรรมไป บริษัท มั่นคงประกันวินาศภัย จึงไม่มีหน้าที่ที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนจํานวน 5 แสนบาทให้แก่นายเข้ม

สรุป

บริษัทมั่นคงประกันวินาศภัยไม่มีหน้าที่จ่ายค่าสินไหมทดแทนจํานวน 5 แสนบาทให้แก่นายเข้ม

 

ข้อ 3 นายหารเอาประกันชีวิตตนเองอาศัยเหตุแห่งความมรณะ สัญญามีกําหนด 10 ปี จํานวนเงินที่เอาประกัน 1 ล้านบาท โดยระบุให้นางสาวมีนาเป็นผู้รับประโยชน์ และได้มอบกรมธรรม์ประกันภัย ให้นางสาวมีนาเก็บไว้ ต่อมานายหารโกรธนางสาวมีนาที่ไม่ทํางานเอาแต่เที่ยวเตร่ จึงมีจดหมายแจ้ง บริษัทประกันภัยว่าขอเปลี่ยนให้นายเมษาบุตรชายเป็นผู้รับประโยชน์แทนนางสาวมีนา หลังจาก ทําประกันชีวิตได้ 4 ปี นายหารขาดส่งเบี้ยประกันภัย และหลังจากนั้นอีก 3 ปี นายหารถึงแก่ความตาย นายเมษาจึงไปขอรับเงินตามสัญญาประกันชีวิตจากบริษัท แต่นางสาวมีนาคัดค้านโดยอ้างว่าตน เป็นผู้รับประโยชน์โดยชอบแต่ผู้เดียว และบริษัทก็ปฏิเสธการใช้เงินใด ๆ ทั้งสิ้น โดยอ้างว่านายหาร ผู้ตายขาดส่งเบี้ยประกันภัย 3 ปี มีผลเป็นการเลิกสัญญาประกันภัยแล้ว

อยากทราบว่า ข้ออ้าง ของบริษัทประกันภัยและข้ออ้างของนางสาวมีนาฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 891 วรรคแรก “แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอาประกันภัย ย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจํานงจะถือเอา ประโยชน์แห่งสัญญานั้น”

มาตรา 894 “ผู้เอาประกันภัยขอบที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ด้วย การงดไม่ส่งเบี้ยประกันภัยต่อไป ถ้าและได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อยสามปีไซร้ ท่านว่าผู้เอาประกันภัย ชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย หรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสําเร็จจากผู้รับประกันภัย”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 891 วรรคแรกนั้น แม้ผู้เอาประกันชีวิตจะได้กําหนดตัวผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประกันชีวิตไว้แล้ว ผู้เอาประกันชีวิตก็ยังมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์ตามสัญญานั้นให้บุคคลอื่นได้ (โอนสิทธิ เรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตในการที่จะได้รับชดใช้เงินที่เอาประกันภัย) เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ประการต่อไปนี้ ผู้เอาประกันชีวิตไม่มีสิทธิโอนประโยชน์ให้แก่ผู้ใดอีก คือ

1 ได้ส่งมอบกรมธรรม์นั้นให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และ

2 ผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจํานงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น

กรณีตามอุทาหรณ์

แม้นายหารจะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้กับนางสาวมีนาผู้รับประโยชน์ แล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวมีนาผู้รับประโยชน์ยังมิได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังบริษัทผู้รับประกันภัยว่าตนจะถือเอา ประโยชน์ตามสัญญานั้น สิทธิของนางสาวมีนาจึงยังไม่สมบูรณ์ นายหารผู้เอาประกันภัยจึงสามารถโอนประโยชน์แห่ง สัญญาให้กับนายเมษาได้ ดังนั้น การที่นางสาวมีนาอ้างว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยชอบแต่ผู้เดียวนั้น ข้ออ้างของ นางสาวมีนาจึงฟังไม่ขึ้น

และการที่นายหารผู้เอาประกันภัยขาดส่งเบี้ยประกันภัยนั้น ถือได้ว่ามีเจตนาบอกเลิกสัญญา ประกันภัยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่านายหารได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี บริษัทผู้รับ ประกันภัยต้องคืนค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย หรือมอบกรมธรรม์ใช้เงินสําเร็จให้แก่ผู้เอาประกันภัย แต่เนื่องจาก นายหารผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย

ดังนั้น บริษัท จึงต้องจ่ายเงินตามกรมธรรม์ใช้เงินสําเร็จรูปให้กับนายเมษาผู้รับประโยชน์

สรุป

ข้ออ้างของบริษัทฟังไม่ขึ้น บริษัทต้องจ่ายเงินตามกรมธรรม์ใช้เงินสําเร็จให้กับนายเมษา ผู้รับประโยชน์ และข้ออ้างของนางสาวมีนาก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกันตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

 

LAW2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2012 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายบุญมีเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุก ปรากฏว่านายบุญมากได้มาเช่ารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเพื่อใช้ในกิจการ โดยทําสัญญาเช่ากันปีต่อปี หลังจากนั้นนายบุญมีได้นํารถยนต์บรรทุกดังกล่าวไป ทําประกันวินาศภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย แต่ไม่ได้บอกกับบริษัทผู้รับประกันภัยทราบว่ารถคัน ดังกล่าวนายบุญมากได้เช่าอยู่ในระหว่างการเช่าและภายในอายุสัญญาประกันภัย นายบุญมีได้ ผิดสัญญากับนายบุญมาก ขายรถยนต์บรรทุกตามสัญญาเช่านั้นให้กับนายบุญหลาย พร้อมกับโอน ทะเบียนรถยนต์ หลังจากนั้นนายบุญมีกับนายบุญหลายได้ร่วมกันแจ้งการโอนขายรถยนต์บรรทุกให้ บริษัทผู้รับประกันภัยทราบ ต่อมานายบุญมากได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล้วไปประสบอุบัติเหตุ รถยนต์บรรทุกได้รับความเสียหาย

จงวินิจฉัยว่า นายบุญมีหรือนายบุญหลาย จะมีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 วรรคแรก “ถ้าในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกัน ชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง ซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้ว แถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 865 วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า ในเวลาทําสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัย มีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงที่มีลักษณะสําคัญซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรืออาจบอกปัดไม่ยอมทําสัญญาให้ผู้รับประกันภัยทราบ มิฉะนั้นแล้วสัญญานั้นจะตกเป็นโมฆียะ

กรณีตามอุทาหรณ์ นายบุญมีหรือนายบุญหลาย จะมีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่นั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ สัญญาประกันภัยรายนี้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือตกเป็นโมฆียะ เพราะถ้าสัญญาประกันภัยรายนี้ตกเป็นโมฆียะแล้ว นายบุญมีหรือนายบุญหลายย่อมไม่มีสิทธิ เรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

จากข้อเท็จจริง การที่นายบุญมีซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกได้นํารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว ไปทําสัญญาประกันวินาศภัย โดยไม่ได้บอกกับบริษัทผู้รับประกันภัยว่ารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวนั้นนายบุญมากเช่าอยู่ กรณีนี้จึงถือว่าในเวลาทําสัญญาประกันภัย นายบุญมีไม่ได้เปิดเผยข้อความจริง ซึ่งอาจจะจูงใจผู้รับ ประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรือให้บอกปัดไม่ยอมทําสัญญา ดังนั้นสัญญาประกันภัยรายนี้จึง ตกเป็นโมฆียะเมื่อนายบุญมากได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล้วไปประสบอุบัติเหตุ ทําให้รถยนต์บรรทุก ได้รับความเสียหาย นายบุญมีหรือนายบุญหลายจึงไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

สรุป

นายบุญมีหรือนายบุญหลายไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ เพราะสัญญาประกันภัยรายนี้ตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 865 วรรคแรก

 

ข้อ 2 นายคงซื้อรถเบนซ์ด้วยเงินสดราคา 3 ล้านบาท นายคงทําสัญญาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับบริษัทประกันวินาศภัยแห่งหนึ่ง เป็นการประกันภัยประเภทที่ 1 คือ คุ้มครองทุกอย่างรวมถึงตัวรถ ของผู้เอาประกันภัยด้วย จํานวนเงินเอาประกันภัย 2 ล้าน 2 แสนบาท ในระหว่างที่สัญญามีผลบังคับ นายมึนเป็นผู้ทําให้เกิดอุบัติเหตุโดยขับรถกระบะด้วยความประมาท แซงรถบรรทุกคันหน้าเข้าไปใน ช่องเดินรถที่นายคงแล่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด โดยนายมึนไม่รอให้รถเบนซ์ของนายคงขับแล่นผ่านไปก่อน เป็นเหตุให้นายคงจําต้องขับรถเบนซ์หลบไปด้านซ้ายของถนนเพื่อไม่ให้ถูกรถของ นายมึนชนประสานงากัน จึงทําให้รถเบนซ์ของนายคงพลิกคว่ำเสียหาย นายคงจึงแจ้งผู้รับประกันภัย บริษัทประกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายคงตามทุนประกันคือ 2 ล้าน 2 แสนบาท แต่ปรากฏว่า นายคงนํารถนั้นเข้าอู่ซ่อม และจ่ายค่าซ่อมให้แก่นายเนียนเจ้าของอู่ไป 1 ล้าน 2 แสนบาท อยากทราบว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจํานวน 2 ล้าน 2 แสนบาท จากนายมึนได้หรือไม่เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 880 วรรคแรก “ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทําของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย และของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 880 วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการ กระทําของบุคคลภายนอก และผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจํานวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิ เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น แต่ผู้รับประกันภัย สามารถเข้ารับช่วงสิทธิไปเรียกเอาแก่บุคคลภายนอกเพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ได้รับ ความเสียหายจริงเท่านั้น จะเรียกเอาจากบุคคลภายนอกเกินความเสียหายจริงที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ได้รับไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่รถของนายคงผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายโดยการพลิกคว่ำนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากความประมาทของนายมึนซึ่งขับรถแซงเข้ามาในช่องเดินรถสวน จึงต้องถือว่าวินาศภัย ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจากการกระทําของบุคคลภายนอก และการที่บริษัทประกันวินาศภัยได้ชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่นายคง 2 ล้าน 2 แสนบาท ถือว่าผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว บริษัทประกันภัยจึงสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของนายคงที่มีต่อนายมึนบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 880 วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ตาม การรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันในการเรียกร้องเอาจากนายมึนนั้น จะต้องไม่เกินความเสียหายจริงที่นายคงได้รับจากการกระทําของนายมึน ดังนั้นเมื่อความเสียหายจริงที่นายคงได้รับจาก การกระทําของนายมึนคือ 1 ล้าน 2 แสนบาท บริษัทจึงสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของนายคงในการเรียกร้องเอาแก่ นายมึนได้เพียง 1 ล้าน 2 แสนบาทเท่านั้น ส่วนที่เกินความเสียหายจริงอีก 1 ล้านบาท นายมึนไม่ต้องรับผิดต่อบริษัท ประกันภัยแต่อย่างใด

สรุป

บริษัทประกันภัยมีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของนายคง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายมึน ได้เพียง 1 ล้าน 2 แสนบาทเท่านั้น

 

ข้อ 3 นายเอกชัยสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวาสนา ทําสัญญาประกันชีวิตแบบอาศัยความมรณะไว้กับบริษัท แสนดีประกันชีวิต จํานวนเงินที่เอาประกันภัย 2,000,000 บาท โดยระบุให้นางวาสนาเป็น ผู้รับประโยชน์ นางวาสนาทะเลาะกับนายเอกชัยอย่างรุนแรงเนื่องจากว่านายเอกชัยระแวงว่านางวาสนา จะกลับไปอยู่กับสามีเก่าและคิดจะฆ่าตนเองเพื่อเอาเงินประกันภัย นางวาสนาน้อยใจนายเอกชัยจึงหนี ไปอยู่กับน้องสาว ต่อมาบริษัทประกันภัยส่งกรมธรรม์มาให้นายเอกชัยจึงทําหนังสือแจ้งไปที่บริษัท ประกันภัยว่าตนเองต้องการเปลี่ยนผู้รับประโยชน์เป็นนายเอกราชลูกชายซึ่งเป็นลูกกับภริยาคนก่อน หลังจากนั้นอีก 2 ปี นายเอกชัยเดินทางไปดูงานที่ต่างจังหวัดได้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต นางวาสนาได้ทราบ ข่าวทางหนังสือพิมพ์ จึงได้ไปเรียกร้องขอเงินประกันชีวิต แต่บริษัทประกันภัยแจ้งว่าได้จ่ายเงินให้แก่นายเอกราชไปแล้ว ดังนี้ บริษัท แสนดีประกันภัยจ่ายเงินให้นายเอกราชนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 891 วรรคแรก “แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอาประกันภัย ย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจํานงจะถือเอา ประโยชน์แห่งสัญญานั้น”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 891 วรรคแรกนั้น แม้ผู้เอาประกันชีวิตจะได้กําหนดตัวผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประกันชีวิตไว้แล้ว ผู้เอาประกันชีวิตก็ยังมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์ตามสัญญานั้นให้บุคคลอื่นได้ (โอนสิทธิ เรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตในการที่จะได้รับชดใช้เงินที่เอาประกันภัย) เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ประการต่อไปนี้ ผู้เอาประกันชีวิตไม่มีสิทธิโอนประโยชน์ให้แก่ผู้ใดอีก คือ

1 ได้ส่งมอบกรมธรรม์นั้นให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และ

2 ผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจํานงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกชัยทําหนังสือแจ้งไปที่บริษัทประกันภัยว่าต้องการเปลี่ยนตัว ผู้รับประโยชน์เป็นนายเอกราชลูกชายนั้น ถือเป็นการโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง คือจากนางวาสนาเป็นนายเอกราช เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางวาสนาผู้รับประโยชน์ยังไม่ได้รับมอบกรมธรรม์ ประกันภัย เนื่องจากหนีไปอยู่กับน้องสาว และไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังบริษัทประกันภัยว่าตนเองประสงค์ จะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยนั้น ดังนั้น การโอนประโยชน์ในสัญญาประกันภัยที่นายเอกชัยได้กระทํานั้น จึงมีผลสมบูรณ์ นายเอกราชจึงเป็นผู้รับโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยตามมาตรา 891 วรรคแรก

ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายเอกชัยประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย การที่บริษัท แสนดีประกันภัยจ่ายเงินประกันภัยตามที่ได้ กําหนดไว้ในสัญญาให้นายเอกราชนั้นจึงถูกต้องแล้ว

สรุป

บริษัท แสนดีประกันภัยจ่ายเงินให้นายเอกราชนั้นถูกต้องแล้ว

POL3300 การบริหารการคลัง 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3300 การบริหารการคลัง

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 100 ข้อ)

1 ข้อใดไม่จัดเป็นรายรับของรัฐบาลไทย

(1) ภาษีเงินได้

(2) ค่าสัมปทาน

(3) ค่าบริการ

(4) การขายหุ้น

(5) ดอกเบี้ยเงินกู้

ตอบ 5 หน้า 15 – 20, (คําบรรยาย) แหล่งรายรับของรัฐบาลไทย มาจาก 2 ส่วน คือ

1 รายรับที่เป็นรายได้ ได้แก่ ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ (เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสัมปทาน ค่าบริการ) รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าแสตมป์ฤชากร ค่าปรับ เป็นต้น

2 รายรับที่ไม่เป็นรายได้ ได้แก่ การกู้เงิน การใช้เงินคงคลัง และอื่น ๆ เช่น การขายหุ้น เป็นต้น

 

2 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของภาษีอากร

(1) จัดเก็บเป็นการทั่วไป

(2) เกิดผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้จ่าย

(3) ใช้วิธีการบังคับจัดเก็บ

(4) ประชาชนเป็นผู้จ่าย

(5) เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากเอกชนไปสู่ภาครัฐ

ตอบ 2 หน้า 4, 22 ภาษีอากร มีลักษณะดังนี้

1 เป็นสิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชนเป็นการทั่วไปและนํามาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนหรือเกิดผลประโยชน์โดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

2 เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล

 

3 ภาษีในข้อใดไม่ได้จัดเก็บโดยใช้ฐานความมั่งคั่ง

(1) ภาษีศุลกากร

(2) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

(3) ภาษีรถยนต์

(4) ภาษีมรดก

(5) ภาษีสรรพสามิต

ตอบ 1. 5 หน้า 5 – 6, 23 ฐานความมั่งคั่ง (Wealth Base) เป็นฐานภาษีที่พิจารณาจากรายได้หรือประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินที่บุคคลได้ครอบครองอยู่ ตัวอย่างภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานความมั่งคั่ง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีโรงงาน ภาษีรถยนต์ ภาษีมรดก ภาษีดอกเบี้ย เป็นต้น (ส่วนภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตจัดเก็บโดยใช้ฐานการบริโภค)

4 ภาษีที่ใช้ฐานรายได้ (Income Base) พิจารณาจากสิ่งใดเป็นมูลเหตุสําคัญให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร

(1) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินที่บุคคลครอบครอง

(2) การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า

(3) เงินได้ของบุคคลหรือหน่วยภาษีใดๆ

(4) การผ่านแดนของสินค้า

(5) การบริโภคจับจ่ายใช้สอย

ตอบ 3 หน้า 5, 22 ฐานรายได้ (Income Base) เป็นฐานภาษีที่วัดจากความสามารถในการเสียภาษี(Ability to Pay) ของประชาชนแต่ละคน โดยพิจารณาจากเงินได้ของบุคคลหรือหน่วยภาษีต่าง ๆภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

5 นายนักรบชําระค่าภาษีรถยนต์ในระบบเลื่อนล้อต่อภาษีในบริเวณพื้นที่ของกรมการขนส่งทางบกการเสียภาษีของนายนักรบเป็นการเสียภาษีภายใต้ฐานภาษีแบบใด

(1) ฐานรายได้

(2) ฐานการบริโภค

(3) ฐานความมั่นคง

(4) ฐานความมั่งคั่ง

(5) ฐานความยั่งยืน

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 3 ประกอบ

6 ภาษีโรงงานเป็นภาษีที่เสียในฐานภาษีประเภทเดียวกันกับภาษีชนิดใด

(1) ภาษีมรดก

(2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม

(4) ภาษีซื้อ

(5) ภาษีขาย

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 3 ประกอบ

7 ภาษีเป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสําหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้าประเภทใด

(1) สินค้าสโมสร

(2) สินค้าผสม

(3) สินค้าถึงสาธารณะ

(4) สินค้าสาธารณะขั้นพื้นฐาน

(5) สินค้าเอกชน

ตอบ 4 หน้า 21 ภาษีเป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสําหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้าสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่มีความจําเป็นต่อประชาชนทุกคนภายในประเทศ เช่น การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม การศึกษาขั้นพื้นฐาน การควบคุมดูแลด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

8 ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์การแบ่งประเภทของสินค้าของพอล แอนโทนี แซมมวลสัน

(1) ใช้ลักษณะของสินค้าเป็นเกณฑ์

(2) ใช้เกณฑ์ทางกายภาพ

(3) พิจารณาการเป็นปรปักษ์ในการบริโภค

(4) พิจารณาจากการแยกการบริโภคออกจากกัน

(5) พิจารณาว่าสินค้าเมื่อถูกใช้โดยคนหนึ่งแล้ว คนอื่นไม่สามารถใช้ได้หรือไม่

ตอบ 2 หน้า 11 – 12 พอล แอนโทนี แซมมวลสัน (Paul A. Samuelson) ได้แบ่งประเภทของสินค้าโดยใช้ลักษณะของสินค้าเป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นการพิจารณาจากคุณสมบัติพื้นฐาน 2 ประการ คือ

1 พิจารณาการเป็นปรปักษ์ในการบริโภค เป็นการพิจารณาว่าสินค้าเมื่อถูกใช้โดยคนหนึ่งแล้วจะทําให้คนอื่นไม่สามารถใช้สินค้านั้นได้หรือไม่

2 พิจารณาการแบ่งแยกการบริโภคออกจากกัน เป็นการพิจารณาว่าสินค้านั้นสามารถใช้กลไกราคาหรือมาตรการบางอย่างเป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันไม่ให้คนอื่นใช้สินค้านั้นได้หรือไม่

9 ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะจัดเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับสินค้าชนิดใด

(1) การไฟฟ้านครหลวง

(2) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

(3) การประปานครหลวง

(4) ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี

(5) ทางพิเศษศรีรัช

ตอบ 4 หน้า 11 – 12, 14, (คําบรรยาย) สินค้าสาธารณะ (Public Goods) หรือเรียกว่าสินค้าสาธารณะแท้หรือสินค้าสาธารณะที่สมบูรณ์ (Pure Public Goods) มีคุณสมบัติดังนี้

1 ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค

2 ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้ หรือไม่สามารถ กีดกันผู้อื่นไม่ให้ใช้สินค้านั้นได้

3 ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า ตัวอย่างเช่น ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะ ลำน้ำสาธารณะ การดําเนินนโยบายต่างประเทศ การป้องกันประเทศ การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม การทําความสะอาดถนนสาธารณะการควบคุมดูแลด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เป็นต้น

10 สินค้าที่ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค และแยกการบริโภคออกจากกันได้ จัดเป็นสินค้าประเภทใด

(1) สินค้าสาธารณะ

(2) สินค้าอุปโภคบริโภค

(3) สินค้าเอกชน

(4) สินค้าสโมสร

(5) สินค้าอุตสาหกรรม

ตอบ 4

11 “รัฐบาลได้จัดงานวันเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง” ท้องสนามหลวง

ณ วันงานดังกล่าว จัดเป็นสินค้าประเภทใด

(1) Congestible Public Goods

(2) Pure Public Goods (3) Club Goods

(4) Price-Excludable Public Goods

(5) Common Goods

ตอบ 5 หน้า 13 สินค้าทั่วไป (Common Goods) เป็นสินค้าที่เป็นปรปักษ์ในการบริโภคแต่แบ่งแยกการบริโภคออกจากกันไม่ได้ หรือการเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่อาจทําให้ความพึงพอใจของ ผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง แต่ไม่สามารถกันให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้บริโภคได้ เช่น การใช้ท้องสนามหลวงในวันที่มีงานพิธี การใช้ถนนสาธารณะ การใช้ห้องสมุดสาธารณะ เป็นต้น

12 กิจการในข้อใดไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

(1) บริษัทที่มีข้อผูกพันตามสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

(2) กิจการร่วมค้าระหว่างบริษัทกับบริษัท

(3) กิจการทางการค้าของรัฐบาลต่างประเทศ

(4) ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน

(5) บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

ตอบ 1 หน้า 36 กิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่

1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ

2 บริษัทจํากัดที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

3 บริษัทจํากัดและนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

4 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย

13 เหตุใดรัฐบาลจึงต้องกําหนดฐานภาษีของภาษีเงินได้นิติบุคคลแตกต่างกันออกไปตามลักษณะรายได้

(1) เพื่อความเป็นธรรมแก่นิติบุคคล

(2) เพื่ออุดช่องว่างในการจัดเก็บภาษี

(3) เพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 4 หน้า 34 โดยทั่วไปฐานภาษีของภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ กําไรสุทธิ แต่เพื่อความเป็นธรรมแก่นิติบุคคล และอุดช่องว่างในการจัดเก็บภาษี จึงได้มีการบัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของรายได้ เช่น จากกําไรสุทธิ จากยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย จากเงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย จากการจําหน่ายเงินกําไรออกไปจากประเทศไทย เป็นต้น

14 นักศึกษาทํางานเป็นพนักงานประจําที่ 7-11 มีเงินเดือน 12,000 บาท นักศึกษาต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

(1) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 20%

(2) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 15%

(3) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 10%

(4) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 5%

(5) ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี

ตอบ 5 หน้า 33 – 34 กรณีของนักศึกษานั้นถือเป็นผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร แต่ในระหว่างปีภาษีมีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จึงได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 กําหนดให้ผู้มีเงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี)

15 นายซิลซิลเป็นทายาทของนายซิมซิม ผู้เป็นเจ้าของบริษัทช็อปช็อป จํากัด นายซิลซิลไม่ประกอบอาชีพใด ๆแต่มีรายได้จากเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทช็อปช็อปของผู้เป็นบิดา นายซิลซิลต้องเสียภาษีหรือไม่

(1) ไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากไม่ได้ประกอบอาชีพ

(2) ไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากเงินปันผลไม่ได้เกิดจากการจ้างแรงงาน

(3) ไม่ต้องเสียภาษีเพราะแหล่งที่มาของรายได้เป็นของบิดา ไม่ใช่ของนายซิลซิล

(4) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากเงินปันผลจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร

(5) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากเป็นรายได้จากบริษัท ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล

ตอบ 4 หน้า 32 กรณีของนายซิลซิลนั้นแม้จะไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ เลยก็ตาม แต่ก็มีรายได้จากเงินปันผลของบริษัท ซึ่งเงินปันผลจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นนายซิลซิลต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

16 บุคคลในข้อใดมีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร

(1) นายหมีเป็นสถาปนิกออกแบบบ้านให้โครงการบ้านจัดสรรรายใหญ่

(2) นางหมูเป็นนายหน้าขายประกันชีวิตของบริษัท BIB

(3) นายหมึกเป็นศัลยแพทย์ประจําโรงพยาบาลจังหวัดกระบี่

(4) นางสาวแมวเป็นเจ้าของสวนส้มวิฬาร์มีรายได้จากการขายส้มออร์แกนิค

(5) นายเม่นเป็นทนายความชื่อดังรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

ตอบ 2 หน้า 32 เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ดังนี้

1 ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด

2 เงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส

3 เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ฯลฯ

17 “ยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย” เป็นฐานภาษีของภาษีชนิดใด

(1) ภาษีสรรพสามิต

(2) ภาษีศุลกากร

(3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม

(4) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(5) ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 13 ประกอบ

18 โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย มีลักษณะอย่างไร

(1) โครงสร้างแบบพื้นฐาน

(2) โครงสร้างแบบถดถอย

(3) โครงสร้างแบบก้าวหน้า

(4) โครงสร้างแบบสัดส่วน

(5) โครงสร้างแบบเร่งรัด

ตอบ 3 หน้า 23, (คําบรรยาย) โครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้า หมายถึง อัตราภาษีส่วนเพิ่มมีค่าสูงกว่าอัตราภาษีโดยเฉลี่ย เช่น โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย เป็นต้น

19 การจัดบริการของรัฐที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ควรมีแนวทางในการกําหนดอัตราค่าบริการอย่างไร

(1) กําหนดอัตราค่าบริการตามกลไกตลาด

(2) กําหนดอัตราค่าบริการตามสภาวะเศรษฐกิจ

(3) กําหนดอัตราค่าบริการในระดับเดียวกันกับต้นทุนทางบัญชี

(4) กําหนดอัตราค่าบริการสูงกว่าต้นทุนทางบัญชี

(5) กําหนดอัตราค่าบริการต่ำกว่าต้นทุนทางบัญชี

ตอบ 5 หน้า 42, (คําบรรยาย) กรณีการจัดบริการของรัฐก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม รัฐควรกําหนดอัตราค่าบริการต่ํากว่าต้นทุนทางบัญชีและจัดสรรเงินอุดหนุนชดเชยส่วนที่ขาดทุน แต่ถ้า การจัดบริการของรัฐก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสังคม รัฐควรกําหนดอัตราค่าบริการสูงกว่าต้นทุนทางบัญชีและนําเงินส่วนที่ต่างไปอุดหนุนชดเชยผู้ที่ได้รับความเสียหาย

20 เงินได้พึงประเมิน หมายถึงเงินได้ของบุคคลที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใด

(1) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม

(2) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 มีนาคม

(3) ระหว่างวันที่ 14 เมษายน – 31 ธันวาคม

(4) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 พฤษภาคม

(5) ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน

ตอบ 1 หน้า 31 เงินได้พึงประเมิน หมายถึง เงินได้ของบุคคลใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของปีใด ๆ หรือเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี

21 ข้อใดไม่ใช่เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร

(1) เงินเดือน

(2) เงินบํานาญ

(3) เงินค่าจ้าง

(4) เบี้ยประชุม

(5) เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง

ตอบ 4 หน้า 31 เงินได้ประเภทที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานดังนี้

1 เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ

2 เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง

3 เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้าน

ซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า ฯลฯ (ดูคําอธิบายข้อ 16. ประกอบ)

22 กรมสรรพากรไม่ได้จัดเก็บภาษีชนิดใด

(1) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล

(3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม

(4) ภาษีนําเข้า-ส่งออก

(5) ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

ตอบ 4 หน้า 30, (คําบรรยาย) กรมสรรพากร ทําหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรดังนี้

1 ภาษีเงินได้ (ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล)

2 ภาษีการค้าภายในหรือภาษีการขายทั่วไป

3 อากรมหรสพ

4 อากรแสตมป์

5 อากรรังนกอีแอ่น

6 ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

7 ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบิน

8 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ส่วนภาษีนําเข้า-ส่งออกจัดเก็บโดยกรมศุลกากร)

 

23 ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการที่มีลักษณะอย่างไร

(1) ขัดต่อศีลธรรมอันดี

(2) มีความฟุ่มเฟือย

(3) เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

(4) ข้อ 1 และ 3 ถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 38 ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น บริโภคแล้วก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามมีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย หรือได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐ

24 ข้อใดจัดเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

(1) Tax Compliance

(2) Tax Avoidance

(3) Tax Evasion

(4) Tax Audit

(5) Tax Refund

ตอบ 3 หน้า 28 พฤติกรรมการหนีภาษี (Tax Evasion) คือ การไม่ยินยอมเสียภาษีให้กับรัฐเป็นการกระทําที่มีเจตนาจงใจละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีให้น้อยลงโดยวิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

25 พฤติกรรมในข้อใดเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

(1) การเสียภาษีโดยภาระจํายอม

(2) การเสียภาษีโดยสมัครใจ

(3) การเลี่ยงภาษี

(4) การหนีภาษี

(5) การต่อต้านภาษี

ตอบ 3 หน้า 27 พฤติกรรมการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) คือ การที่พลเมืองผู้มีหน้าที่เสียภาษีใช้วิธีการใด ๆ ตามกฎหมายที่มุ่งสร้างให้เกิดผลต่อภาระภาษีของผู้เสียภาษี เพื่อที่จะได้มี ภาระภาษีที่จะต้องเสียต่ำกว่าเดิม หรือเป็นการหาช่องว่างทางกฎหมายโดย “การบิดเบือน (Manipulation)” ซึ่งการเลี่ยงภาษีนี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และส่งผลโดยตรงให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

26 สินค้าหรือบริการสาธารณะในข้อใดไม่ควรใช้วิธีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ

(1) Price-Excludable

(2) Non-Zero-Marginal Cost

(3) Zero-Marginal Cost

(4) Rival-Consumption

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 40 สินค้าและบริการสาธารณะที่รัฐควรจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการควรมีลักษณะดังนี้

1 Price-Excludable คือ เลือกซื้อได้ตามความต้องการของแต่ละคน

2 Rival-Consumption คือ ประโยชน์จากการบริโภคเกิดขึ้นเฉพาะตัวและการบริโภคส่งผลให้ประโยชน์ของสินค้าลดลง

3 Non-Zero-Marginal Cost คือ ต้นทุนการจัดบริการเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น

27 คํากล่าว “Taxes are the price of democracy” สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งใด

(1) การใช้จ่ายในระบอบประชาธิปไตย

(2) การใช้จ่ายกับภาระภาษี

(3) ภาษีกับกลไกราคา

(4) ภาษีกับการใช้จ่าย

(5) ภาษีกับประชาธิปไตย

ตอบ 5 หน้า 24 คํากล่าว “Taxes are the price of democracy” สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษีกับประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี คํากล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีหน้าที่จ่ายภาษี ให้กับรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนกับการมีรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งทําหน้าที่จัดบริการ สาธารณะให้กับประชาชน

28 หลักการที่ว่า “ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ควรเสียภาษีแตกต่างกัน”เป็นหลักความเสมอภาคในรูปแบบใด

(1) ความเสมอภาคในแนวระนาบ

(2) ความเสมอภาคในแนวนอน

(3) ความเสมอภาคในแนวตั้ง

(4) ความเสมอภาคในเชิงเปรียบเทียบ

(5) ความเสมอภาคระหว่างบุคคล

ตอบ 3 หน้า 26 หลักความเสมอภาคในแนวตั้งหรือแนวดิ่ง (Vertical Equity) มีสาระสําคัญว่าผู้มีความสามารถในการเสียภาษีหรืออยู่ในสภาวการณ์ในการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ควรจะ เสียภาษีในลักษณะที่เตกต่างกัน ในลักษณะที่ว่า “Unequal Should Be Treated Unequally”

29 ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทําให้เกิดภาพลวงตาทางการคลัง (Fiscal Illusion)

(1) รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลากหลายประเภท

(2) มีโครงสร้างภาษีทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง

(3) มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)

(4) การมีข้อลดหย่อนยกเว้นที่ซับซ้อน

(5) มีอัตราการจัดเก็บภาษีรูปแบบเดียวกันอัตราเดียว

ตอบ 5 หน้า 26 Buchanan ได้ระบุไว้ว่า การจัดเก็บภาษีที่มีความซับซ้อนนั้น อาจทําให้เกิดปรากฏการณ์ภาพลวงตาทางการคลัง (Fiscal Illusion) ขึ้นได้ ซึ่งความซับซ้อนของ ระบบภาษีและการหารายได้ของรัฐอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

1 รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลายประเภท หลายอัตรา

2 การมีข้อลดหย่อนยกเว้นที่ซับซ้อน

3 มีโครงสร้างภาษีทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง

4 มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)

30 ข้อใดเป็นลักษณะของภาษีที่ดีตามหลักสวัสดิการสังคม

(1) ประชาชนแบกรับภาระภาษีอย่างเท่าเทียม

(2) จัดเก็บภาษีน้อยที่สุดเพื่อนําไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

(3) ภาษีได้รับการยอมรับหรือเห็นชอบจากประชาชน

(4) ไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีบ่อยครั้ง

(5) จัดเก็บตามความสามารถในการเสียสละ/จ่าย (Ability to Pay)

ตอบ 2 หน้า 26 – 27 ภาษีที่ดีตามหลักสวัสดิการสังคม คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชนน้อยที่สุด เพื่อนําไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยรัฐบาลต้องเปรียบเทียบกัน ระหว่างภาระภาษีกับผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับคืนมาจากการเสียภาษี ลดความสูญเสีย จากการจัดเก็บภาษี (Deadweight Loss) หรือลดภาระภาษีส่วนเกินให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีภาษีที่ไม่มีภาระส่วนเกิน (Excess Burden)

31 คุณสมบัติของสินค้าสาธารณะแท้ คือข้อใด

(1) ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค

(2) ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้

(3) ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1, 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 9. ประกอบ

32 รัฐบาลเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบุคคลในข้อใด

(1) บุคคลธรรมดาผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 150,000 บาทต่อเดือน

(2) นิติบุคคลผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 100,000 บาทต่อเดือน

(3) บุคคลธรรมดาให้บริการเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 80,000 บาทต่อเดือน

(4) นิติบุคคลผู้ให้บริการเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 100,000 บาทต่อเดือน

(5) บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ขายสินค้าเป็นอาชีพ แต่มีรายได้ค่านายหน้าจากการขายสินค้าเกินกว่า 150,000 บาทต่อเดือน

ตอบ 1 หน้า 36 ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการเป็นอาชีพไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล ซึ่งมีรายได้หรือยอดขายเกินกว่า 150,000 บาทต่อเดือน (1.8 ล้านบาทต่อปี) โดยต้องยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และคํานวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อและต้องชําระภาษีเป็นรายเดือน โดยยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

33 จํานวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียคํานวณได้จากสิ่งใด

(1) ภาษีขาเข้าหักด้วยภาษีขาออก

(2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลหักด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(3) ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

(4) ภาษีเงินเดือนหักด้วยภาษีค่านายหน้า

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 32 ประกอบ

34 สินค้าในข้อใดต่อไปนี้ควรจัดเก็บค่าบริการตามกลไกตลาด

(1) รถโดยสารประจําทาง

(2) บริการไปรษณีย์

(3) บริการไฟฟ้า

(4) โรงพยาบาล

(5) ถนนทางหลวงแผ่นดิน

ตอบ 1 หน้า 40 – 41 สินค้าหรือบริการที่รัฐควรจัดเก็บค่าบริการตามกลไกตลาด เป็นสินค้าที่รัฐผลิตหรือให้บริการแข่งขันกับภาคเอกชนตามหลักการแข่งขันเสรี เช่น กิจการโทรคมนาคม กิจการขนส่ง (เช่น รถโดยสารประจําทาง) กิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น โดยสินค้าหรือ บริการเหล่านี้มักเป็นสินค้าเอกชน หรืออาจจะเป็นสินค้าถึงสาธารณะประเภทต่าง ๆซึ่งไม่มีสภาวะ Externality ชัดเจน

35 หากนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีสิ่งของใดที่นําเข้ามาด้วยซึ่งต้องสําแดงแก่ศุลกากร นักศึกษาต้องเลือกเดินเข้าประเทศผ่านช่องทางใด

(1) Red Line

(2) Blue Line

(3) Pink Line

(4) Green Line

(5) Black Line

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หากนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีสิ่งของที่นําเข้ามาด้วยต้องสําแดงแก่ศุลกากรต้องเลือกเดินเข้าประเทศผ่านช่อง Red Line

36 ส่วนขาดดุลทางการคลังเกิดจากข้อใด

(1) รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้

(2) รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย

(3) รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับรายได้

(4) รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 45 ส่วนขาดดุลทางการคลัง (Fiscal Deficit) เกิดจากรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ซึ่งรัฐบาลสามารถชดเชยการขาดดุลได้โดยใช้วิธีการก่อหนี้สาธารณะ

37 ปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1930 เรียกว่าอะไร

(1) Crisis

(2) The Great Depression

(3) The Great Storm

(4) Hamburger Crisis

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 46 – 47, (คําบรรยาย) ในช่วงทศวรรษ 1930 เกิดปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกหรือที่เรียกว่า The Great Depression ซึ่งทฤษฎีของเคนส์ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้ โดยการเสนอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่มีอยู่เพื่อเป็นการยกระดับอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand)

38 นักเศรษฐศาสตร์สํานักใดไม่ยอมรับการก่อหนี้สาธารณะ

(1) เคนส์เซียน

(2) นีโอลิเบอรัล

(3) พาณิชย์นิยม

(4) เสรีนิยม

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 46 นักเศรษฐศาสตร์สํานักคลาสสิก (Classical Economist) หรือสํานักเสรีนิยม(Liberalist) มองว่า บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจํากัด (Minimalist State) คือ รัฐบาลควรใช้จ่ายงบประมาณอย่างจํากัด ดังนั้นการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลซึ่งนําไปสู่การก่อหนี้สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สํานักนี้

39 ในทฤษฎีของเคนส์การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเป็นการทํางานของกลไกในข้อใด

(1) การบริโภค

(2) การออม

(3) การลงทุน

(4) อุปสงค์มวลรวม

(5) การจับจ่ายใช้สอย

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 37 ประกอบ

40 กรอบแนวคิดที่ทําให้ผู้กําหนดนโยบายต้องคํานึงถึงขีดจํากัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่าอะไร

(1) วินัยทางการคลัง

(2) กฎเหล็กทางการคลัง

(3) ความยั่งยืนทางการคลัง

(4) กฎกระทรวงการคลัง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) กรอบแนวคิดที่ทําให้ผู้กําหนดนโยบายต้องคํานึงถึงขีดจํากัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่า วินัยทางการคลัง

41 บทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ที่กําหนดขีดจํากัดของ การก่อหนี้สาธารณะสําหรับประเทศไทย

(1) มาตรา 8

(2) มาตรา 8 ทวิ

(3) มาตรา 9

(4) มาตรา 9 ทวิ

(5) มาตรา 9 ตรี

ตอบ 4 หน้า 48 บทบัญญัติในมาตรา 9 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ได้กําหนดขีดจํากัดของการก่อหนี้สาธารณะสําหรับประเทศไทยไว้ว่า การกู้เงินในปีงบประมาณ จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของจํานวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือของจํานวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วกับอีกร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สําหรับชําระคืนต้นเงินกู้

42 สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะอยู่ภายใต้สังกัดของหน่วยงานใด

(1) สํานักงานปลัดกระทรวงการคลัง

(2) กรมบัญชีกลาง

(3) สํานักงบประมาณ

(4) กรมธนารักษ์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 48 สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 อยู่ภายใต้สังกัดของสํานักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดําเนินการเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การผูกพันหนี้ การบริหารหนี้ และการชําระหนี้ ในประเทศและต่างประเทศของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน

43 สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะก่อตั้งขึ้นในปีใด

(1) ปี พ.ศ. 2540

(2) ปี พ.ศ. 2541

(3) ปี พ.ศ. 2542

(4) ปี พ.ศ. 2543

(5) ปี พ.ศ. 2544

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 42 ประกอบ

44 ข้อใดไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ

(1) หนี้ของรัฐบาล

(2) หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน

(3) หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน

(4) หนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 45, 50, (คําบรรยาย) หนี้สาธารณะ ได้แก่

1 หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงทั้งหนี้ในประเทศและต่างประเทศ

2 หนี้ของรัฐวิสาหกิจ (ไม่เป็นสถาบันการเงิน) ที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน

3 หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน

4 หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

5 หนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐ

45 บทบาทของรัฐบาลในลักษณะที่เป็น Minimalist State ตรงกับข้อใด

(1) รัฐบาลไม่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ

(2) บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจํากัด

(3) รัฐบาลไม่ควรมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ

(4) บาทบาทของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายของพรรคการเมือง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 38 ประกอบ

46 ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทย อยู่ที่ประมาณร้อยละเท่าไร

(1) 10

(2) 15

(3) 20

(4) 40

(5) 60

ตอบ 4 หน้า 51 สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 มีจํานวน 6,267,920.88 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.64 ของ GDP

47 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละเท่าไร

(1) 7.12

(2) 15.26

(3) 15.28

(4) 18.25

(5) 25.74

ตอบ 1 หน้า 52 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละ 7.12

48 ข้อใดคือความแตกต่างที่สําคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศกับการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ในต่างประเทศ

(1) วงเงิน

(2) ระยะเวลาชําระคืน

(3) อัตราดอกเบี้ย

(4) ผู้ที่รับภาระหนี้

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การก่อหนี้สาธารณะต้องคํานึงถึงผู้ที่รับภาระหนี้ วงเงิน ระยะเวลาชําระคืน และอัตราดอกเบี้ย โดยที่อัตราดอกเบี้ยคือ ความแตกต่างที่สําคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะ จากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศกับต่างประเทศ เนื่องจากต้องใช้คืนทั้งต้นเงินกู้และอัตราดอกเบี้ย ที่ผันผวนตามค่าเงิน

49 กฎหมายฉบับสําคัญที่สุดที่กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะ คือข้อใด

(1) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2545

(2) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2546

(3) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2547

(4) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548

(5) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2550

ตอบ 4 (คําบรรยาย) กฎหมายฉบับสําคัญที่สุดที่กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะ คือ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศบังคับใช้ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

50 ข้อใดไม่ใช่ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ

(1) ตัวเงินคลัง

(2) ตั๋วสัญญาใช้เงิน

(3) พันธบัตร

(4) บัตรเงินฝาก

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ คือ

1 ตั๋วเงินคลัง 2 ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 พันธบัตร

51 ข้อใดเป็นคํานิยามของพันธบัตรที่ถูกต้อง

(1) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินหกเดือน

(2) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน

(3) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

(4) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบแปดเดือนขึ้นไป

(5) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่ยี่สิบสี่เดือนขึ้นไป

ตอบ 3 (คําบรรยาย) พันธบัตร คือ เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

52 ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังไม่อาจกู้เงินเพื่อการใด

(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

(2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

(3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ

(4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ

(5) พัฒนาตลาดทุนในประเทศ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

1 ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้

2 พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

3 ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ

4 ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ

5 พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ

53 บุคคลใดเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริหารหนี้สาธารณะ

(1) นายกรัฐมนตรี

(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(3) ปลัดกระทรวงการคลัง

(4) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ

(5) ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ตอบ 2 หน้า 50, (คําบรรยาย) คณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริหารหนี้สาธารณะ ประกอบด้วย

1 ประธานกรรมการ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2 รองประธานกรรมการ ได้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

3 กรรมการ ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน

4 กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ ผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ

54 ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ

(1) การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

(2) การเป็นเครื่องชี้วัดสถานภาพทางสังคม

(3) การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง

(4) การเป็นมาตรฐานในการกําหนดมูลค่า

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 54 บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ คือ

1 การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

2 การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง

3 การเป็นมาตรฐานในการกําหนดมูลค่า

55 ข้อใดไม่นับว่าเป็นเงิน

(1) เหรียญกษาปณ์

(2) เช็ค

(3) ตั๋วแลกเงิน

(4) บัตรเครดิต

(5) ศิลปวัตถุ

ตอบ 5 หน้า 54 เงิน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ เช็ค ตั๋วแลกเงิน บัตรเครดิต เป็นต้น

56 คําในข้อใดหมายถึงนโยบายการเงิน

(1) Fiscal Policy

(2) Monetary Policy

(3) Financial Policy

(4) Public Policy

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 8, 54, (คําบรรยาย) นโยบายการเงิน (Monetary Policy) หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การกําหนดอัตราดอกเบี้ย การควบคุมการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน การควบคุมการให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน การออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ทางการเงิน เป็นต้น

57 การดําเนินนโยบายการเงินไม่มีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเรื่องใด

(1) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

(2) การจ้างงาน

(3) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

(4) เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 54 – 55, (คําบรรยาย) การดําเนินนโยบายการเงินมีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน แต่จะไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

58 ECB เป็นชื่อเรียกของธนาคารกลางในข้อใด

(1) ธนาคารกลางแห่งอังกฤษ

(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์

(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป

(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา

(5) ธนาคารกลางแห่งเอเชีย

ตอบ 3 หน้า 55 ในปัจจุบันธนาคารกลางที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้แก่ ธนาคารกลางแห่งยุโรป (European Central Bank : ECB) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank : FED) เป็นต้น

59 ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือในการดําเนินนโยบายการเงิน

(1) การควบคุมปริมาณเงิน

(2) การกําหนดอัตราดอกเบี้ย

(3) การควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ

(4) การเก็บภาษีศุลกากร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 55 – 56 เครื่องมือในการดําเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ประกอบด้วย 3 เครื่องมือ คือ การควบคุมปริมาณเงิน การกําหนดอัตราดอกเบี้ย และการควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ

60 หน่วยงานใดเป็นผู้กําหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย

(1) กระทรวงพาณิชย์

(2) กระทรวงการคลัง

(3) ธนาคารแห่งประเทศไทย

(4) ธนาคารกรุงไทย

(5) คณะกรรมการนโยบายการเงิน

ตอบ 3 หน้า 57 – 58 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ ดังนี้

1 ออกและจัดการธนบัตรของรัฐบาลและบัตรธนาคาร

2 กําหนดและดําเนินนโยบายการเงิน เช่น กําหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย

3 บริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย

4 เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน

5 กํากับและตรวจสอบสถาบันการเงิน

6 บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและสินทรัพย์ในทุนสํารองเงินตรา ฯลฯ

61 ข้อใดคือลักษณะที่สําคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดําเนินนโยบายทางการเงิน

(1) มุ่งหากําไรสูงสุด

(2) หลีกเลี่ยงการแทรกแซงตลาดการเงิน

(3) มีอิสระจากฝ่ายการเมือง

(4) มีอํานาจเด็ดขาด

(5) รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสีย

ตอบ 3 หน้า 55 ลักษณะที่สําคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดําเนินนโยบายทางการเงิน คือ มีอิสระจากฝ่ายการเมือง เนื่องจากการดําเนินนโยบายทางการเงินนั้นมีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจเป็นสําคัญ ดังนั้นการดําเนินนโยบายโดยหน่วยงานที่มีอิสระจากฝ่ายการเมือง ย่อมจะเป็นผลดีต่อการบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินมากกว่าการกําหนดนโยบายโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

62 ในปัจจุบันบุคคลใดดํารงตําแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

(1) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล

(2) นายประทิน สันติประภพ

(3) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

(4) นายวิรไท สันติประภพ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (ความรู้ทั่วไป) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายวิรไท สันติประภพซึ่งเข้ารับตําแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

63 ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปีใด

(1) ปี พ.ศ. 2480

(2) ปี พ.ศ. 2485

(3) ปี พ.ศ. 2490

(4) ปี พ.ศ. 2495

(5) ปี พ.ศ. 2500

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 60 ประกอบ

64 ข้อใดไม่ใช่บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย

(1) ออกธนบัตร

(2) บริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย

(3) ผลิตเหรียญกษาปณ์

(4) กํากับและตรวจสอบสถาบันการเงิน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 60 ประกอบ

65 ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับเท่าไร

(1) ร้อยละ 1.0 ต่อปี

(2) ร้อยละ 1.5 ต่อปี

(3) ร้อยละ 2.0 ต่อปี

(4) ร้อยละ 2.5 ต่อปี

(5) ร้อยละ 3.0 ต่อปี

ตอบ 2 (ความรู้ทั่วไป) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กําหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งยังคงเดิมไว้ตลอดทั้งปี 2561

66 ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายของการกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงิน

(1) เสถียรภาพและความมั่นคง

(2) การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล

(3) การบริหารความเสี่ยงที่ดี

(4) ส่งเสริมการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 60 เป้าหมายของการกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ได้แก่

1 ระบบการเงินมีเสถียรภาพและความมั่นคง

2 การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล

3 การบริหารความเสี่ยงที่ดี

4 ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน

5 การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

67 ความต้องการถือเงินของภาคครัวเรือน เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากข้อใด

(1) ความต้องการจับจ่ายใช้สอย

(2) การสร้างความมั่นคง

(3) การสร้างหลักประกันในการดําเนินชีวิต

(4) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ 3

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 54 เงินเป็นสิ่งสําคัญและมีบทบาทอย่างสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของเงินนั่นเอง ซึ่งทําให้ภาคครัวเรือนเกิดความต้องการถือเงินเมื่อมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย

68 FED เป็นชื่อเรียกของธนาคารกลางในข้อใด

(1) ธนาคารกลางแห่งฝรั่งเศส

(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์

(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป

(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา

(5) ธนาคารกลางแห่งแอฟริกา

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 58 ประกอบ

69 ตัวอย่างของงบประมาณที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับการวางแผนวางโครงการ ของหน่วยงาน

(1) Program Budget

(2) Performance Budget

(3) Zero-Base Budget

(4) Line-Item Budget

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 93 – 94, 97, 101 – 102, (คําบรรยาย) งบประมาณแบบวางแผนวางโครงการ (Planning Programming Budgeting System : PPBS) เป็นระบบงบประมาณที่ ในด้านการวางแผนวางโครงการโดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ระยะยาว ระบบงบประมาณแบบนี้ จะมีการวางแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายและตั้งวงเงินงบประมาณตามแต่ละแผนงาน มีการกําหนดยอดวงเงินงบประมาณโดยใช้หลักความพึงพอใจผสมกับหลักเหตุผล (Limited Rationality หรือ Mixed Scanning) มีการแบ่งเงินงบประมาณออกตามโครงสร้างแผนงาน หรือโครงการ (Program Structure) มีการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ในการวิเคราะห์โครงการเพื่อศึกษาถึงโครงสร้างแผนงานหรือโครงการที่จัดทําว่ามีความสัมพันธ์กับ โครงการใด ๆ บ้าง มีการวิเคราะห์โครงการ (Program Analysis) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการวางแผนวางโครงการของหน่วยงาน มีการกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของแผนงานหรือโครงการเพื่อการติดตามประเมินผล และที่สําคัญระบบนี้จะต้องมีการจัดทําแผนงานและแผนทางการเงินระยะยาว (อาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี) เพื่อประกอบการจัดทําโครงการด้วย

70 ระบบงบประมาณแบบใดให้ความสําคัญอย่างมากที่ “การจําแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย”

(1) Program Budget

(2) Performance Budget

(3) Zero-Base Budget

(4) Line-Item Budget

(5) ทั้งข้อ 1 และ 2

ตอบ 4 หน้า 87 – 88, 90 – 92, (คําบรรยาย) งบประมาณแบบแสดงรายการ (Line- Item Budget) หรืองบประมาณแบบเก่า (Conventional Budget) หรืองบประมาณแบบประเพณี (Traditional Budget) เป็นระบบงบประมาณที่ในด้านการควบคุมเพื่อมุ่งตรวจสอบความถูกต้องและ ความซื่อสัตย์สุจริตของการใช้จ่ายเงินของรัฐ หรือให้ความสําคัญกับความถูกต้องของ “ปัจจัย นําเข้า” (Inputs) หรือการจัดสรร “ทรัพยากร” ของงานหรือโครงการ โดยเน้นกฎ ระเบียบ และการควบคุมให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบนั้น หรือให้ความสําคัญกับมาตรฐานของทรัพยากร ที่หน่วยราชการได้ใช้ไป ดังนั้นงบประมาณจึงถูกแบ่งออกตามหน่วยราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ (Agencies Classification หรือ Organizations Classification) โดยเฉพาะในระดับกรม และมีการแบ่งตามประเภทและชนิดของการใช้จ่าย (Objects of Expenditure Classification) โดยพิจารณาจากคู่มือการจําแนกประเภทซึ่งแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ เช่น หมวดเงินเดือน หมวดสาธารณูปโภค หมวดครุภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนี้ในการจัดเตรียมงบประมาณก็จะต้องมี การกําหนดยอดวงเงินงบประมาณโดยใช้หลักความพึงพอใจ (Mudding Through) หรือการวิเคราะห์เฉพาะส่วนที่เพิ่ม (Incrementalism) เป็นเกณฑ์ด้วย

71 ระบบงบประมาณแบบใดให้ความสําคัญที่ “การจําแนกเงินออกตามหน่วยงาน”

(1) Line-Item Budget

(2) PPBS

(3) Performance Budget

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ทั้งข้อ 2 และ 3

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

72 ระบบงบประมาณแบบใดที่ให้ความสําคัญที่การจัดทํา Program Structure และการวางแผนระยะยาว

(1) Program Budget

(2) Performance Budget

(3) Zero-Base Budget

(4) Line-Item Budget

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 69 ประกอบ

73 การแบ่งรายจ่ายออกเป็นหมวด เช่น หมวดเงินเดือน หมวดสาธารณูปโภค หมวดครุภัณฑ์………………….เป็นการจําแนกงบประมาณที่เรียกว่า

(1) Agencies Classification

(2) Objective Classification

(3) Functional Classification

(4) Objects of Expenditure Classification

(5) ทั้งข้อ 2 และ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

74 งบประมาณแบบใดที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการวัดผลสัมฤทธิ์ของงานหรือโครงการ

(1) Line-Item Budget

(2) Performance Budget

(3) Program Budget

(4) PPBS

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 69 ประกอบ

75 เทคนิคที่สําคัญของการจัดเตรียมงบประมาณแบบ Line-Item Budget ได้แก่

(1) Incrementalism

(2) Zero-Base Budget

(3) Program Analysis

(4) System Analysis

(5) ทั้งข้อ 1 และ 2

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

76 การจัดเตรียมงบประมาณที่ใช้แนวทางของ Zero-Base Budget จะทําให้เกิดการตัดสินใจในลักษณะใด

(1) Incrementalism

(2) Limited Rationality

(3) Pure Rationality

(4) Muddling Through

(5) ทั้งข้อ 1 และ 4

ตอบ 3 หน้า 96, 99 – 100, (คําบรรยาย) งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Base Budget : ZBB) เป็นระบบงบประมาณที่อาศัยหลักของเหตุผล (Pure Rationality) ในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกําหนดให้ โครงการหรืองานที่เสนอของบประมาณในทุก ๆ ปีงบประมาณจะต้องได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ ทั้งระบบ ทั้งงานหรือโครงการเดิมที่เคยทํามาแล้ว และงานหรือโครงการใหม่ ๆ ที่กําลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อต้องการให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีเหตุผล แต่วิธีการนี้มักจะก่อให้เกิด ความล่าช้าหรืออาจทําไม่ได้ในทางปฏิบัติ

77 เทคนิคที่สําคัญของการกําหนด “ยอดวงเงิน” ของงบประมาณแบบแสดงรายการ ได้แก่

(1) Incrementalism

(2) Zero-Base Budget

(3) Program Analysis

(4) System Analysis

(5) ทั้งข้อ 1 และ 2

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

78 ใน “วงจรงบประมาณ” ข้อใดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังข้ออื่น ๆ

(1) วงเงินงบประมาณ

(2) การแถลงนโยบายต่อสภา

(3) เงินประจํางวด

(4) การเทียบราคากลาง

(5) การพิจารณาวาระที่ 1

ตอบ 3 หน้า 84 จากโจทย์นั้น เงินประจํางวดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังข้ออื่น ๆ โดยเงินประจํางวด (Apportionment) หมายถึง เงินที่จะจัดสรรให้กับส่วนราชการหนึ่ง ๆ ภายในช่วงระยะเวลา หนึ่ง ๆ ถือเป็นเครื่องมือในการควบคุมให้ส่วนราชการต่าง ๆ ปฏิบัติงานตามแผนที่กําหนด และสามารถนําเงินไปใช้จ่ายได้ทันปีงบประมาณ ซึ่งอํานาจในการกําหนดระยะเวลาของเงินประจํางวดเป็นของสํานักงบประมาณ

79 ข้อใดที่จัดเป็นลักษณะของ Traditional Budget

(1) กําหนดยอดวงเงินโดยใช้หลัก Pure Rationality

(2) แบ่งเงินงบประมาณออกตามหน่วยราชการ

(3) มีคู่มือจําแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย

(4) ทั้งข้อ 2 และ 3

(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

80 ตามแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรแบบเสรีนิยม “กิจกรรมที่เอกชนจัดทําแล้วประชาชนอาจ เสียประโยชน์” ได้แก่

(1) บริการด้านสาธารณสุข

(2) บริการการป้องกันประเทศ

(3) การช่วยเหลือคนว่างงาน

(4) กิจการไฟฟ้า

(5) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ตอบ 1 หน้า 71 – 72 ตามแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรแบบเสรีนิยมนั้น กิจกรรมที่เอกชนจัดทําแล้วประชาชนอาจเสียประโยชน์ ได้แก่ บริการด้านการศึกษา (การจัดการศึกษาภาคบังคับ) บริการ ด้านสาธารณสุข (การป้องกันโรคติดต่อ การให้ความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขขั้นมูลฐาน) เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมมาตรฐานเพื่อความถูกต้องเหมาะสม

81 ปัจจัยสําคัญที่จะสนับสนุนการหดตัวของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่

(1) ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง

(2) การลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ

(3) การเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ทั้งข้อ 2 และ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัจจัยสําคัญที่จะสนับสนุนหรือมีผลต่อการหดตัวของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่

1 ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

2 การลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

3 การเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน

4 การเพิ่มอัตราภาษีอากร ฯลฯ

82 การเพิ่มอัตราภาษีในสินค้าจําเป็น จะเกิดผลต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไร

(1) เศรษฐกิจขยายตัว

(2) เศรษฐกิจคงตัว

(3) เศรษฐกิจหดตัว

(4) เกิดภาวะเงินเฟ้อ

(5) ทํานายไม่ได้

ตอบ 4 หน้า 76 – 77, (คําบรรยาย) ผลกระทบที่เกิดจากวิธีการหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐ มีดังนี้

1 การเก็บภาษีทรัพย์สินเป็นการเก็บภาษีซ้ำกับภาษีเงินได้

2 การเก็บภาษีในอัตราคงที่จะทําให้คนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยต้องรับภาระมากกว่าคนกลุ่มน้อยที่มีรายได้มาก ซึ่งทําให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

3 การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจะช่วยสร้างความเสมอภาคต่อคนในสังคม ถ้าจัดเก็บในอัตราสูงจะทําให้เศรษฐกิจหดตัว แต่ถ้าจัดเก็บในอัตราต่ําจะทําให้เศรษฐกิจขยายตัว

4 การเพิ่มอัตราภาษีในสินค้าจําเป็นจะทําให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เพราะทําให้สินค้ามีราคาสูงแต่ความต้องการที่จะบริโภคสินค้านั้นไม่ได้ลดลง

5 ถ้ารายจ่ายของรัฐให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยจะทําให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ถ้ารายจ่ายของรัฐให้ประโยชน์เพียงคนกลุ่มน้อยที่มีรายได้มากจะทําให้เศรษฐกิจคงตัว ฯลฯ

83 ถ้ารายจ่ายของรัฐให้ประโยชน์เพียงคนกลุ่มน้อยที่มีรายได้มาก จะเกิดผลต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไร

(1) เศรษฐกิจขยายตัว

(2) เศรษฐกิจคงตัว

(3) เศรษฐกิจหดตัว

(4) เกิดภาวะเงินเฟ้อ

(5) ทํานายไม่ได้

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 82 ประกอบ

84 เครื่องมือในการควบคุมให้ส่วนราชการต่าง ๆ ปฏิบัติงานตามแผนที่กําหนด ทําให้ใช้จ่ายได้ทันปีงบประมาณ

(1) ยอดวงเงิน

(2) เงินประจํางวด

(3) เงินจัดสรร

(4) คู่มือจําแนกประเภทและชนิดการใช้จ่าย

(5) การตรวจการจ้าง

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 78 ประกอบ

85 วิธีการงบประมาณแบบใดที่ให้ความสําคัญกับ “Inputs” ของหน่วยงาน )

(1) แบบแผนงาน

(2) แบบแสดงรายการ

(3) แบบโครงการ

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

86 “ปีคลัง” เริ่มต้นเมื่อใด

(1) 1 มกราคม

(2) 1 เมษายน

(3) 1 มิถุนายน

(4) 1 ตุลาคม

(5) ตามประกาศกระทรวงการคลัง

ตอบ 4 หน้า 68, (คําบรรยาย) รอบของการบริหารหรือการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณแผ่นดินหรือระยะเวลาของการใช้จายเงินตาม พ.ร.บ. งบประมาณ เรียกว่า “ปีงบประมาณ” หรือ “ปีคลัง” (Fiscal Year) ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีระยะเวลาที่แน่นอน โดยอาจเป็น 6 เดือน 1 ปี (12 เดือน) หรือ 2 ปี (24 เดือน) ก็ได้ แต่จะต้องเป็นเช่นนั้นทุก ๆ ปี และจะเริ่มต้นในเดือนใดก็ได้ เช่น ปีงบประมาณของไทยมีระยะเวลา 12 เดือน เริ่มต้นจากวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี และไปสิ้นสุด ในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป โดยใช้ชื่อปีถัดไปเป็นชื่อปีงบประมาณ (เช่น ปีงบประมาณ 2562 จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2561 และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562)

87 ข้อแตกต่างระหว่างงบประมาณเอกชนกับงบประมาณแผ่นดิน ได้แก่

(1) เป็นแผนทางการเงิน

(2) เป็นกฎหมาย

(3) วิธีการจัดหารายได้

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ทั้งข้อ 2 และ 3

ตอบ 5 หน้า 63 – 66, (คําบรรยาย) คุณสมบัติหรือลักษณะสําคัญของงบประมาณแผ่นดินซึ่งแตกต่างจากงบประมาณเอกชน มีดังนี้

1 เป็นกฎหมายทางการเงิน กล่าวคือ มีการตราเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งกําหนดว่าให้ใช้จ่ายเงินได้ไม่เกินจํานวนที่กําหนด แต่ในทางปฏิบัติรายจ่ายจริงอาจมีน้อยกว่า รายจ่ายที่ประมาณการเอาไว้ก็ได้

2 เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับต่อประชาชนทุกคนในชาติ

3 วิธีการจัดหารายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บภาษีอากรและการก่อหนี้สาธารณะ

4 คํานึงถึงความพึงพอใจของประชาชนเป็นแรงจูงใจในการจัดทํางบประมาณ

5 การกําหนดรายรับ มีรายจ่ายเป็นตัวกําหนดรายรับ

6 มีกระบวนการจัดทํางบประมาณ ที่มีลักษณะกระจายอํานาจ

7 ลักษณะการเป็นเจ้าของ โดยมีประชาชนเป็นเจ้าของกิจการ ที่แท้จริง

8 มีการอนุมัติงบประมาณโดยรัฐสภา

9 การควบคุมหรือการบริหารงบประมาณจะถูกควบคุมร่วมกันทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

88 ทุกข้อจัดเป็น “เงินนอกงบประมาณแผ่นดิน” ยกเว้น

(1) เงินรายได้ของกองทุนหมุนเวียน

(2) งบรายได้ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง

(3) งบประมาณของเทศบาล

(4) งบประมาณของกรมทางหลวง

(5) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ตอบ 4 หน้า 7, 67 – 68, (คําบรรยาย) เงินนอกงบประมาณ หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าซึ่งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจหามาได้เองด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นเงินที่แยกออกจากความเป็นศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน ซึ่งได้แก่ เงินทุนหมุนเวียน งบประมาณของรัฐวิสาหกิจ (เช่น งบประมาณของ ขสมก.) เงินช่วยเหลือ จากต่างประเทศ เงินกู้ยืมทั้งในและต่างประเทศ งบประมาณของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น (ได้แก่ งบประมาณของ อบต. อบจ. เทศบาล กทม. และเมืองพัทยา) งบรายได้ (เงินรายได้) ของสถาบันการศึกษา และงบรายได้ (เงินรายได้) ของสถาบันสาธารณสุข

89 ระยะเวลาของการ “ใช้จ่ายเงินตามที่กําหนดไว้ในปีงบประมาณ” เรียกว่า

(1) การควบคุม

(2) การบริหารงบประมาณ

(3) การอนุมัติงบประมาณ

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 83, (คําบรรยาย) การควบคุมหรือการบริหารงบประมาณ คือ ระยะเวลาของการใช้จ่ายเงินตามที่กําหนดไว้ในปีงบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องหาหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อควบคุมให้การใช้จ่ายเงินของโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามแผนที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี

90 ลักษณะที่เรียกว่า “เป็นศูนย์รวมเงิน” ได้แก่

(1) ดําเนินการภายใต้กฎข้อบังคับเดียวกัน

(2) ดําเนินการภายใต้การดูแลของสถาบันต่าง ๆ เดียวกัน

(3) อนุมัติเพียงครั้งเดียวในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 5 หน้า 67, (คําบรรยาย) งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะเป็นศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน หมายความว่าในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ จะต้องมีการบูรณาการแผนทางการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ ให้เป็น แผนเดียวกัน มีการอนุมัติงบประมาณเพียงครั้งเดียว และไม่มีการจัดทํางบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติม โดยกระบวนการงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องดําเนินไปภายใต้กฏข้อบังคับ เดียวกัน ใช้บทบัญญัติเดียวกัน และมีสถาบันหรือหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในขั้นตอนต่าง ๆของการบริหารงบประมาณเดียวกัน

91 “การจัดทํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม” ควรทําเมื่อใด

(1) วางแผนการใช้จ่ายผิดพลาด และเกิดความเสียหาย

(2) เกิดภัยสงคราม

(3) ต้องการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อหาเสียงเลือกตั้ง

(4) ทั้งข้อ 1 และ 2

(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3

ตอบ 4 หน้า 132, (คําบรรยาย) การจัดทํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ควรทําเมื่อ

1 เกิดวิกฤติต่าง ๆ เช่น เกิดสงครามระหว่างประเทศ เกิดปัญหาอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ

2 งบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ได้รับอนุมัติแล้วยังไม่เพียงพอเนื่องจากวางแผนการใช้จ่ายผิดพลาด และถ้าไม่ได้รับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

3 ไม่สามารถโอนงบประมาณจากส่วนราชการอื่น หรืองานอื่นมาใช้ในส่วนราชการที่จําเป็นจะต้องของบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมได้

4 รัฐบาลมีรายได้จากภาษีอากร หรือรายได้อื่นใดสูงกว่าที่ได้ประมาณการไว้ตอนต้นปี

92 ที่ว่า “งบประมาณแผ่นดินเป็นเงื่อนไขของการเป็นรัฐบาล” หมายความว่าอย่างไร

(1) รัฐบาลต้องเป็นผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินงบประมาณ

(2) ผู้จัดเตรียมงบประมาณต้องเป็นผู้ใช้เงินงบประมาณ

(3) ถ้างบประมาณแผ่นดินไม่ผ่านสภารัฐบาลจะบริหารประเทศต่อไปไม่ได้

(4) งบประมาณแผ่นดินเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 64, 82 งบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชนที่มอบให้กับรัฐบาลในรูปของภาษีอากรและการกู้ยืมเพื่อนําไปใช้ในการบริหารประเทศ ดังนั้นการใช้จ่ายเงินงบประมาณ จึงต้องได้รับการอนุมัติหรือยินยอมจากประชาชนเสียก่อน แต่เนื่องจากการบริหารราชการใน ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประชาชนได้มอบอํานาจการตัดสินใจให้กับสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว งบประมาณแผ่นดินซึ่งการจัดทําเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะจึงจําเป็นต้อง ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาโดยต้องทําเป็นกฎหมายก่อนที่จะนําไปใช้ ซึ่งถ้างบประมาณ ไม่ได้รับการรับรองจากสภา รัฐบาลก็จะบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ ดังนั้นจึงถือว่างบประมาณเป็นเครื่องมือ เงื่อนไข หรือกลไกรับรองการเป็นรัฐบาลหรือการจัดตั้งรัฐบาลนั้นเอง

93 ตัวอย่างของระบบงบประมาณที่เน้นที่มาตรฐานของทรัพยากรที่หน่วยราชการได้ใช้ไป

(1) Program Budget

(2) Zero-Base Budget

(3) Performance Budget

(4) Line-Item Budget

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 70 ประกอบ

94 สภาวะ “สินค้าล้นตลาด ประชาชนว่างงาน” เป็นสิ่งที่บอกเหตุของภาวะใด

(1) เงินเฟ้อ

(2) เงินฝืด

(3) เศรษฐกิจขยายตัว

(4) ทั้งข้อ 1 และ 3

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ภาวะเงินฝืด หมายถึง ภาวะที่อุปสงค์ด้านสินค้าและบริการน้อยกว่าอุปทานด้านสินค้าและบริการ หรือเป็นภาวะที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยเกินไป ทําให้เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด และประชาชนว่างงาน ดังนั้นรัฐบาลควรจะแก้ปัญหา ด้วยการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการนํานโยบายการคลัง แบบขาดดุล (แบบขยายตัว) และการลดอัตราภาษีอากรมาใช้ควบคู่กับนโยบายการเงิน ดังต่อไปนี้

1 ซื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนจากประชาชน

2 ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก – และเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์

3 ลดอัตราเงินสดสํารองของธนาคารพาณิชย์

4 ลดอัตราส่วนลดเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้มากขึ้น ฯลฯ

95 งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2562 มียอดวงเงินจํานวนเท่าไร

(1) 1.2 ล้านล้านบาท

(2) 2.6 ล้านล้านบาท

(3) 3.0 ล้านล้านบาท

(4) 3.4 ล้านล้านบาท

(5) 3.9 ล้านล้านบาท

ตอบ 3 (ความรู้ทั่วไป) ปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลได้ดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1 กําหนดยอดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจํานวน 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

2 มีวงเงินขาดดุลจํานวน 450,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.6 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ

3 มีรายจ่ายประจําจํานวน 2.26 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 75.4 ของวงเงินงบประมาณ

4 มีรายจ่ายลงทุนจํานวน 660,305.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของวงเงินงบประมาณ

5 มีรายจ่ายชําระคืนต้นเงินกู้จํานวน 78,205.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.6 ของวงเงินงบประมาณ

96 งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2562 มีจํานวนเป็นร้อยละเท่าไรของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ประมาณ)

(1) 12

(2) 15

(3) 17

(4) 20

(5) 25

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 95 ประกอบ

97 งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2562 มีวงเงินขาดดุลจํานวนเท่าไร

(1) 390,000 ล้านบาท

(2) 450,000 ล้านบาท

(3) 760,000 ล้านบาท

(4) ศูนย์บาท (เป็นงบประมาณสมดุล)

(5) เกินดุล 36,000 ล้านบาท

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 95 ประกอบ

98 งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2562 มีรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละเท่าไรของวงเงินงบประมาณ (1) 22.0

(2) 20.0

(3) 18.2

(4) 16.4

(5) 12.5

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 95. ประกอบ

99 งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2562 มีรายจ่ายประจําคิดเป็นสัดส่วนร้อยละเท่าไร ของวงเงินงบประมาณ (1) 75.4

(2) 77.9

(3) 79.3

(4) 82.4

(5) 84.6

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 95 ประกอบ

100 “กรมบัญชีกลาง” เป็นหน่วยงานในสังกัดใด

(1) สํานักนายกรัฐมนตรี

(2) ธนาคารแห่งประเทศไทย

(3) กระทรวงการคลัง

(4) เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

(5) ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

ตอบ 3 (ความรู้ทั่วไป) กรมบัญชีกลาง เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ดําเนินเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ด้านการเงินการคลังและการบัญชี รวมทั้งระบบการตรวจสอบภายในของส่วนราชการเพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ เป็นต้น