LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์นําตึกแถวพิพาทออกให้จําเลยเช่า โดยคิดค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท บัดนี้ สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่ากับจําเลย และได้บอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้ว แต่จําเลย ไม่ยอมออกไปจากตึกแถวพิพาท โจทก์จึงฟ้องขอศาลบังคับขับไล่จําเลย จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่า ตึกแถวพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของมารดาจําเลย โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ ขอให้ศาลยกฟ้อง ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้ขับไล่ ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์ว่าตึกแถวพิพาทเป็นของมารดาจําเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคแรกและวรรคสอง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควร อุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว และคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจาก อสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนด ในพระราชกฤษฎีกา”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ในการห้ามคู่ความอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ในคดีดังต่อไปนี้ คือ

1 คดีที่ราคาทรัพย์ที่พิพาทหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท หรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

2 คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท หรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับขับไล่จําเลยออกจากตึกแถวพิพาทและ จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่าตึกแถวพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของมารดาจําเลย โดยมิได้ให้การยกข้อต่อสู้ที่ว่า ตึกแถวพิพาทเป็นของจําเลยอันเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์และจะทําให้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์นั้น คดีนี้จึงเป็นคดีไม่มี ทุนทรัพย์ ประเภทคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคําฟ้อง

ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการคิดค่าเช่ากันเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งเกิน 4,000 บาท จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จําเลยจึงสามารถอุทธรณ์ว่าตึกแถวพิพาทเป็นของมารดาจําเลย โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ ซึ่งถือเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล และเป็นปัญหาข้อเท็จจริงได้

สรุป

จําเลยจะอุทธรณ์ว่าตึกแถวพิพาทเป็นของมารดาจําเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่ได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จําเลยชําระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง จําเลยอุทธรณ์ว่าคําฟ้องโจทก์ เคลือบคลุมศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยไว้พิจารณา

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ดังกล่าวของจําเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวใน ศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่อง ให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้อง ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในการ ยื่นอุทธรณ์นั้น

1 ต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์

2 ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และ

3 อุทธรณ์นั้นไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

เว้นแต่ จะต้องด้วยหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น ก็ยังมีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่ออุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ได้ คือ

1 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือ

2 เป็นปัญหาที่คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือ

3 เพราะเหตุเป็นเรื่องศาลชั้นต้นที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์นั้น เมื่อปรากฏว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ จึงไม่มีข้อเถียงของจําเลยที่ยกขึ้นต่อสู้ในคําให้การ ดังนั้น อุทธรณ์ของจําเลย ที่ว่าคําฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก อีกทั้งปัญหาว่าคําฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ก็มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จําเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ดังนั้น อุทธรณ์ของจําเลยจึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับไว้พิจารณาได้ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจําเลย ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ดังกล่าวของจําเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3. ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จําเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทโดยหลังจากจําเลยที่ 1 ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทําสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทให้แก่จําเลยที่ 2 ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสํานวนความไปยัง ศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคําร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท และขอให้ศาลมีคําสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมี คําพิพากษา

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ศาลใดมีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์และวิธีการชั่วคราวที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าว ต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อน พิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ้งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย

(2) ให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมีให้จําเลยกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือ การผิดสัญญาหรือการกระทําที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคําสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทําของจําเลยหรือมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจําหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลย หรือมีคําสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดี หรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คําขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอํานาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคําขอเช่นว่านี้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยมีว่า วิธีการชั่วคราวที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคําสั่ง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 254 นั้น ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวจะต้องตรง กับการกระทําของจําเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดี และเป็นเรื่องที่อยู่ในคําขอท้ายฟ้องด้วย

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขาย ระหว่างจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้มีคําขอให้จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ คําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวที่ขอห้ามมิให้จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท และมีคําสั่ง อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคําพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 (2) และ (1) จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจาก ประเด็นแห่งคดีและคําขอท้ายฟ้องของโจทก์ คําขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลใดมีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ เห็นว่า คําขอคุ้มครอง ชั่วคราวที่โจทก์ยื่นภายหลังจากที่ได้ยื่นอุทธรณ์นั้น โดยหลักเป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีอยู่ระหว่าง การพิจารณาที่จะดําเนินการไต่สวนและสั่งคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ อย่างไรก็ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 วรรคท้าย ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้โดยให้อํานาจศาลชั้นต้น สามารถสั่งคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้ ถ้ายังไม่ได้ส่ง สํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสํานวนความไปศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น ย่อมมีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ตามมาตรา 254 วรรคท้าย

สรุป ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ และวิธีการชั่วคราวที่โจทก์ขอไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย

 

 

ข้อ 4. ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 และมีคําบังคับให้จําเลยรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้าง จําเลยยื่นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงมี คําสั่งไม่รับอุทธรณ์ จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 และแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2556 ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน 2556 โจทก์ได้นําเจ้าพนักงานบังคับคดี ไปยังที่ดินพิพาทและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศกําหนดเวลาให้จําเลยรื้อถอนโรงเรือนและ สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ดําเนินการเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดําเนินการรื้อถอน ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 จําเลยยื่นคําร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการบังคับคดีอ้างว่า การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแล้ว ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของจําเลยตามคําร้องฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 147 วรรคสอง “คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคําขอให้พิจารณา ใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกา หรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กําหนดไว้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลา เช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง…”

มาตรา 271 “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง โดยอาศัย และตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 271 แห่ง ป.วิ.แพ่งนั้น มีหลักว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือลูกหนี้ตามคําพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะหรือเจ้าหนี้ ตามคําพิพากษา ย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้

แต่อย่างไรก็ตาม การบังคับคดีนั้น เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะต้องดําเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับจากวันที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง และคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นจะต้องเป็นคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุด ด้วย (ฎีกาที่ 3325/2552) ซึ่งคําพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ย่อมถือว่าคําพิพากษาถึงที่สุดนับแต่ระยะเวลาที่อาจอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงตามนัย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง มิใช่ถึงที่สุดนับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา (ฎีกาที่ 4906/2549, ฎีกาที่ 3714 – 3717/2554)

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี จึงต้องเริ่มนับจากวันสิ้นกําหนดระยะเวลาอุทธรณ์ คือวันที่ 30 มิถุนายน 2546 (1 เดือน นับจากศาลพิพากษา) และจะครบกําหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ในวันที่ 30 มิถุนายน 2556)

เมื่อการบังคับคดีของโจทก์ ตามคําพิพากษาเป็นการขอบังคับให้จําเลยรื้อถอนโรงเรือนและ สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งต้องดําเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งในการบังคับคดีประเภทนี้ เมื่อโจทก์ได้ร้องขอให้ศาล ออกหมายบังคับคดี แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว และแถลงขอให้เจ้าพนักงาน ดําเนินการบังคับคดีภายในเวลา 10 ปี ก็ถือว่า โจทก์ได้ร้องขอให้บังคับตามคําพิพากษาภายใน 10 ปี ตามนัย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 แล้ว ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเมื่อใด หรือปิดประกาศให้รื้อถอนเมื่อใดนั้น เป็นขั้นตอนการดําเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปดําเนินการดังกล่าวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษา ก็ถือว่าการร้องขอบังคับคดีของโจทก์ชอบแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีในวันที่ 31 มีนาคม 2555 และแถลง ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีในวันที่ 5 มิถุนายน 2556 อันถือได้ว่าเป็นการร้องขอให้บังคับคดี ภายในกําหนดเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีสิทธิบังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่อไปจน เสร็จสิ้น แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศกําหนดเวลาให้จําเลยรื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจาก ที่ดินพิพาท หากไม่ดําเนินการเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดําเนินการรื้อถอนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็น การล่วงพ้นกําหนดเวลาบังคับคดีแล้วก็ตาม ก็เป็นการบังคับคดีโดยชอบ โจทก์หาหมดสิทธิบังคับคดีไม่ ข้ออ้างของ จําเลยตามคําร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้ออ้างของจําเลยตามคําร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการร้องขอ บังคับคดีของโจทก์ได้กระทําภายในระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 แล้ว

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่า จําเลยทําสัญญาเช่าที่ดินราคา 2,000,000 บาท จากโจทก์ในอัตราค่าเช่า 4,000 บาทต่อเดือน เมื่อครบกําหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า จําเลยไม่ยอม ออกจากที่ดิน ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จําเลย จําเลยให้การต่อสู้ในประเด็นว่า “จําเลยไม่ได้ ค้างชําระค่าเช่า และยังไม่ครบกําหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า” ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลย ออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ต่อมาจําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า “ที่ดินพิพาท เป็นกรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องขับไล่ จําเลย” ขอให้มีคําพิพากษากลับคําพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกฟ้องโจทก์ จําเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลอุทธรณ์

ให้วินิจฉัยว่า จําเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 223 ทวิ “ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาต ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทําเป็นคําร้องมาพร้อมคําฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสําเนาคําฟ้องอุทธรณ์และคําร้องแก่จําเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจําเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคําร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกําหนดเวลายืนคําแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยืนอุทธรณ์โดยตรงต่อ ศาลฎีกาได้ มิฉะนั้นให้สั่งยกคําร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคําร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณี ตามมาตรา 223 คําสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคําร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่ง ยกคําร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกา ภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคําสั่ง

ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกา ส่งสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป”

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่ คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวใน ศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่อง ให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้อง ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาในประเด็นที่ว่า “ที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์” นั้น เป็นกรณีที่จําเลยโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินพิพาทว่ามิใช่ที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์หรือจําเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทก่อนมีคําวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่จําเลยจะยื่น อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิวรรคแรกได้ แม้คู่ความฝ่ายอื่นจะมิได้อุทธรณ์ในประเด็น ดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจําเลยอุทธรณ์จะมิได้คัดค้านก็ตาม

และแม้ประเด็นตามอุทธรณ์ของจําเลยจะเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลฎีกา สามารถส่งสํานวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไปได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิวรรคสอง แต่เมื่อประเด็นพิพาท ตามอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจําเลย เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เป็นคดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ และทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทคือ 2,000,000 บาท ซึ่งเกินกว่า 50,000 บาท และเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรกก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า กรณีนี้ เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งยังมิใช่ปัญหาข้อใด อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมถึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้น เพราะ พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือมิใช่เรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 จําเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว

สรุป จําเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จําเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจําเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ จําเลยให้การปฏิเสธว่า จําเลยอยู่ใน ที่ดินพิพาทตามฟ้องโดยนางฉายมารดานางฟ้าภริยาจําเลยเช่าจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จและนัดจําเลย ระหว่างสืบพยานจําเลย จําเลยขอให้ศาลชั้นต้น ไปเผชิญสืบนางฉายที่นอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่จําเป็นแก่คดี จึงงดเสีย และจําเลยยื่นคําร้องขอให้หมายเรียกนางฉายเข้ามาเป็นจําเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้อง จําเลย ยื่นคําแถลงโต้แย้งคําสั่งศาลชั้นต้นที่งดไปเผชิญสืบ และที่ยกคําร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียก นางฉายเข้ามาเป็นจําเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง และให้จําเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจําเลยจะออกจาก ที่ดินของโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า จําเลยจะอุทธรณ์คําพิพากษาว่า จําเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท และอุทธรณ์คําสั่งของ ศาลชั้นต้นที่ยกคําร้องขอให้หมายเรียกนางฉายเข้ามาเป็นจําเลยร่วมและที่งดไปเผชิญสืบนางฉาย ได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคแรกและวรรคสอง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควร อุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดี ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมีให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว และคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจาก อสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคําฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนด ในพระราชกฤษฎีกา”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา การ

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ขอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่ง ระหว่างพิจารณา”

มาตรา 227 “คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือคําสั่งวินิจฉัย ชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ภายใน ข้อบังคับของการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี”

มาตรา 228 วรรคแรกและวรรคสอง “ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคําสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ

(1) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจําขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้

(2) มีคําสั่งอันเกี่ยวด้วยคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือ มีคําสั่งอันเกี่ยวด้วยคําขอเพื่อจะบังคับคดีตามคําพิพากษาต่อไป หรือ

(3) ไม่รับหรือคืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งมิได้ ทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จําเลยชดใช้ ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท จําเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่า จําเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโดยนางฉายมารดา นางฟ้าภริยาจําเลยเช่าจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่นั้น เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์

อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกิน 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง และให้จําเลย ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท จําเลยจะอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าจําเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้

เมื่ออุทธรณ์ของจําเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ย่อมต้องห้ามมิให้จําเลยอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในระหว่างพิจารณาด้วย ดังนั้น แม้ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคําร้องขอให้หมายเรียกนางฉายเข้ามาเป็นจําเลยร่วมก็ดี และคําสั่งศาลชั้นต้นที่งดไป เผชิญสืบนางฉายก็ดี เป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เพราะมิใช่เป็นคําสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228 ที่ไม่ให้ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา และจําเลยจะได้โต้แย้งคําสั่งดังกล่าวไว้แล้วก็ตาม ก็ต้องห้ามมิให้จําเลยอุทธรณ์คําสั่งนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226 จําเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวได้

สรุป จําเลยจะอุทธรณ์คําพิพากษาว่าจําเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้ และจะอุทธรณ์ คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคําร้องขอให้หมายเรียกนางฉายเข้ามาเป็นจําเลยร่วมและที่งดไปเผชิญสืบนางฉายไม่ได้ เช่นเดียวกัน

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจําเลย ให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้เป็นเงิน 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยฐานผิดสัญญา หากจําเลยไม่ชําระขอบังคับจํานองที่ดินของจําเลย จําเลยต่อสู้ว่า จําเลยกู้เงินโจทก์เพียง 7 ล้านบาท และจําเลยได้ชําระแล้ว ขอให้ศาลยกฟ้อง ก่อนวันชี้สองสถาน โจทก์ทราบมาว่า จําเลย จะโอนขายรถยนต์ของจําเลย และจะถอนเงินที่จําเลยฝากไว้กับธนาคาร หากจําเลยโอนขายไปแล้ว และได้ถอนเงินไปจากธนาคาร ต่อมาโจทก์เป็นฝ่ายชนะ โจทก์ก็จะบังคับรถยนต์ไม่ได้ และจะให้ ธนาคารส่งเงินมาศาลก็ไม่ได้ โจทก์ก็จะต้องเสียหายไม่ได้รับชําระหนี้ โจทก์มาถามท่านว่า โจทก์จะมี ทางแก้อย่างไรที่โจทก์จะไม่เสียหาย ถ้าต่อมาโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ดังนี้ ท่านจะให้คําตอบแก่โจทก์

อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อ จัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย”

วินิจฉัย

บทบัญญัติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ในการขอคุ้มครองประโยชน์ ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาก่อนพิพากษา และตามมาตรา 254 (1) ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการยื่นคําร้องขอให้ศาล มีคําสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยนั้น โจทก์จะร้องขอวิธีการชั่วคราวได้จะต้องเป็น กรณีที่โจทก์จะเสียหายหรือเสียสิทธิเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจําเลยด้วย

ตามอุทาหรณ์ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้บังคับจําเลยใช้เงินหากจําเลยไม่ชําระขอบังคับจํานองที่ดินของ จําเลย โจทก์ไม่ได้ขอบังคับมาว่าหากบังคับจํานองไม่พอชําระหนี้ ขอบังคับทรัพย์อื่นของจําเลยแต่อย่างใด ดังนั้น หากโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและจําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์ก็จะร้องขอให้บังคับได้เฉพาะทรัพย์ที่จํานอง โจทก์จะร้องขอให้บังคับทรัพย์อื่นของจําเลยไม่ได้ และแม้จําเลยจะโอนขายรถยนต์และถอนเงินไปจากธนาคาร โจทก์ ก็ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 254 (1) ไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้เสียหายอะไร และไม่มีอะไรให้ คุ้มครองตามมาตรา 254

สรุป ข้าพเจ้าจะให้คําตอบแก่โจทก์ว่า โจทก์จะร้องขอวิธีการชั่วคราวให้ศาลมีคําสั่งให้ยึด หรืออายัดรถยนต์และเงินที่จําเลยฝากไว้กับธนาคารไม่ได้

 

ข้อ 4. ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2544 ให้จําเลยชําระเงินจํานวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จําเลยไม่ชําระ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2549 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2553 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน โฉนดเลขที่ 1 ซึ่งมีชื่อจําเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวตามคําขอ ของโจทก์โดยประมาณราคาไว้ 500,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคําสั่งอนุญาตขายทอดตลาดที่ดินที่ยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 และในวันขายทอดตลาด โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ราคา 300,000 บาท ของจําเลยเพิ่มเติม จําเลย ยืนคําคัดค้านขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่จะขายทอดตลาดและให้ยกคําขอให้ ยึดรถยนต์เพิ่มเติมของโจทก์ โดยอ้างว่า โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแล้ว ให้วินิจฉัยว่า คําคัดค้านของจําเลยฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง โดยอาศัย และตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น”

วินิจฉัย

ในการร้องขอให้บังคับคดีนั้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ได้กําหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาจะต้องดําเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกําหนด 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษาถึงที่สุด กล่าวคือต้องร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี แล้ว และต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ดําเนินการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินใดบ้าง (ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 275 276 และมาตรา 278) หลังจากนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ต้องดําเนินการต่อไป ซึ่งจะมีการบังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกําหนด 10 ปีหรือไม่ ไม่เป็นข้อสําคัญ

กรณีตามอุทาหรณ์ คําคัดค้านของจําเลยฟังขึ้นหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2544 โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2554 และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก็ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2549 และต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2553 โจทก์ ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ซึ่งมีชื่อจําเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการ ร้องขอให้บังคับคดีซึ่งโจทก์ได้กระทําการภายในกําหนดเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 แล้ว และ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวต่อไปจนเสร็จสิ้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและ ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ของจําเลยในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 นั้น แม้จะล่วงพ้นกําหนดเวลา การบังคับคดีแล้วก็ตาม ก็เป็นการดําเนินการบังคับคดีโดยขอบ โจทก์หาหมดสิทธิบังคับคดีไม่ ดังนั้นจําเลยจะขอให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นไม่ได้ คําคัดค้านของจําเลยในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ 2 คําคัดค้านของจําเลยที่ขอให้ยกคําขอของโจทก์ที่ให้ยึดรถยนต์ของจําเลยเพิ่มเติม นั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคําขอดังกล่าวในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเมื่อพ้นกําหนดเวลา ที่โจทก์จะร้องขอให้บังคับคดีได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 แล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคําพิพากษา เพื่อให้จําเลยชําระเงินที่ขาดอยู่ได้ ดังนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะยกคําขอของโจทก์ที่ให้ยึดรถยนต์ของจําเลย เพิ่มเติมเสียได้ คําคัดค้านของจําเลยในส่วนนี้จึงฟังขึ้น

สรุป คําคัดค้านของจําเลยที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่จะขายทอดตลาด โดยอ้างว่า โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแล้วนั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนคําคัดค้านของจําเลยที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกคําขอ ของโจทก์ที่ให้ยึดรถยนต์ของจําเลยนั้นฟังขึ้น

 

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2556

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจํายอมแก่ที่ดินของโจทก์ หากจําเลยไม่จดทะเบียนภาระจํายอมดังกล่าวให้ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจําเลยไม่ อาจจดทะเบียนภาระจํายอมนั้นให้โจทก์ได้ ให้จําเลยชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ และให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกําหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คําขออื่น นอกจากนี้ให้ยก จําเลยอุทธรณ์ว่า จําเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทําถนนในทางพิพาท โดยจําเลยตกลง จะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจํายอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจํานวนน้อยกว่า 20,000 บาท และอุทธรณ์ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนําคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิ ไม่สุจริต โดยจําเลยขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์รับ สําเนาคําร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของจําเลยแล้ว ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ แต่มิได้สั่งอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้น มีคําสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยและมีคําสั่งให้ส่งสํานวนไปยังศาลฎีกา ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยและมีคําสั่งให้ส่งสํานวนไปยังศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาควรมีคําพิพากษาหรือคําสั่งอย่างใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 223 ทวิ “ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาต ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทําเป็นคําร้องมาพร้อมคําฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสําเนาคําฟ้องอุทธรณ์และคําร้องแก่จําเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจําเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคําร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกําหนดเวลายื่นคําแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อ ศาลฎีกาได้ มิฉะนั้นให้สั่งยกคําร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคําร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ ตามมาตรา 223 คําสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคําร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสัง ยกคําร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกา ภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคําสั่ง

ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกา ส่งสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป”

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า คําสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจําเลย และมีคําสั่งให้ส่งสํานวนไปยังศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวินั้น กฎหมายกําหนดว่าจะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น โดยให้ ผู้อุทธรณ์ยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกามาพร้อมกับคําฟ้องอุทธรณ์ โดยยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง

ตามข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจําเลยที่ว่า จําเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทําถนนในทางพิพาท โดยจําเลย ตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจํายอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจํานวนน้อยกว่า 20,000 บาท นั้น ถือเป็น การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนอุทธรณ์ ของจําเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนําคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น ก็เป็น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจําเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาท โดยจําเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาท เป็นภาระจํายอมให้จริงหรือไม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนําไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้นเมื่อ อุทธรณ์ของจําเลยทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จําเลยจะขออนุญาต อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคแรกได้ ส่วนที่ศาลชั้นต้น รับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่เมื่อโจทก์รับสํานวนคําร้องขออนุญาตยื่น อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของจําเลยแล้วไม่ค้าน และศาลชั้นต้นส่งสําเนามายังศาลฎีกา จึงพออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคแรกแล้ว ดังนั้นคําสั่งของศาลชั้นต้นที่สังรับอุทธรณ์ของจําเลยและมีคําสั่งให้ส่งสํานวนไปยัง ศาลฎีกาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลฎีกาควรมีคําพิพากษาหรือคําสั่งอย่างใดนั้น เห็นว่า เมื่อ ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของจําเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาย่อมมีอํานาจส่งสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยชี้ขาดต่อไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของ คดีนี้ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น เพื่อความรวดเร็วและกรณีไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะส่งไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษา ยกคําสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจําเลยและที่อนุญาตให้จําเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และให้ศาลชั้นต้น สั่งอุทธรณ์ของจําเลยใหม่ และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

สรุป คําสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยและมีคําสั่งให้ส่งสํานวนไปยังศาลฎีกาไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และศาลฎีกาควรจะพิพากษายกคําสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจําเลย และที่อนุญาตให้จําเลย ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจําเลยใหม่ และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องว่า จําเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท ไปจากโจทก์ แล้วผิดนัดไม่ชําระ ขอให้บังคับจําเลยชําระหนี้จํานวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง จําเลยให้การว่า จําเลยชําระหนี้ กู้ยืมตามฟ้องแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่าจําเลยชําระหนี้ ให้แก่โจทก์แล้ว 50,000 บาท จึงพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ที่เหลือ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ จําเลยยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างว่า มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จําเลยได้ ให้ยกคําร้อง จําเลยอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์

ให้วินิจฉัยว่า

ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นของจําเลยหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 190 “จํานวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คํานวณดังนี้

(1) จํานวนทุนทรัพย์หรือราคานั้น ให้คํานวณตามคําเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมี ถึงกําหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคําฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคําเรียกร้องห้ามไม่ให้คํานวณ รวมเข้าด้วย”

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นของจําเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จําเลยอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จําเลยนั้น แม้มิใช่เป็นการอุทธรณ์ คําพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นพิพาทแห่งคดี แต่เป็นอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นอันเป็นสาขาย่อยของคดี ก็ย่อมตกอยู่ ในบังคับของ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นกัน

เมื่อปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ การที่จําเลยยื่นคําร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษ และศาลชั้นต้นมีคําสั่งว่า ไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จําเลยได้ ให้ยกคําร้อง จําเลยจึงอุทธรณ์ คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น ย่อมถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งมีจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก สําหรับดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์นั้นถือว่าเป็นดอกผลอันมิถึงกําหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคําฟ้อง ห้ามมิให้ คํานวณรวมเข้าเป็นทุนทรัพย์ในคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 190(1) กรณีจึงไม่อาจนําดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องที่จําเลย ต้องรับผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นมารวมคํานวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ได้ ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของ จําเลยเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 224 วรรคแรก ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยไม่ได้

สรุป ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นของจําเลยไม่ได้

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่า จําเลยกระทําละเมิดลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทําให้โจทก์เสียหายขอให้ศาลบังคับจําเลย ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 10 ล้านบาท จําเลยให้การต่อสู้ว่า จําเลยไม่ได้กระทําละเมิด ไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ขอให้ศาลยกฟ้องใน ชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจําเลยแล้วเห็นว่า จําเลยไม่ได้กระทําละเมิด ไม่ได้ ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และมีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์อุทธรณ์ว่า จําเลยกระทําละเมิดลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ พร้อมกับคําร้อง ต่อศาล ให้มีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพากษาไว้ก่อนมีคําพิพากษา ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ และท่านเห็นว่า โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้าม มิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อน พิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย

(2) ให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือ การผิดสัญญาหรือการกระทําที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคําสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทําของจําเลยหรือมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจําหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลย หรือมีคําสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปลาหรือการบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดี หรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คําขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอํานาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคําขอเช่นว่านี้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลใดเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ เห็นว่า คําขอที่โจทก์ยื่นมาพร้อมอุทธรณ์นั้น ถือเป็นคําขอวิธีการชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 โดยหลัก เป็นอํานาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสังคําร้องดังกล่าว แต่ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 วรรคท้าย ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ให้ศาลชั้นต้นมีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ได้ตลอดเวลาที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นย่อม เป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 วรรคท้าย

และประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมาย การค้าที่พิพาทไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิ์ แก่โจทก์ในการขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาก่อนพิพากษา ดังนั้น ในการร้องขอ

วิธีการชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 โจทก์จะต้องร้องขอเพื่อไม่ให้โจทก์ต้องเสียหายในเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลบังคับจําเลยเท่านั้น จะร้องขอในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจําเลยไม่ได้ เมื่อคดีนี้ โจทก์ฟ้องเพียงต้องการให้ศาลบังคับจําเลยใช้เงินค่าเสียหาย โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254(1) โดยขอให้ศาลยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนศาลพิพากษา ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะอยู่กับ บุคคลใดก็ตาม ดังนั้น การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนศาลอุทธรณ์ มีคําพิพากษา อันเป็นการขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254(2) จึงไม่สามารถทําได้ เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลบังคับจําเลย

สรุป ศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ และโจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่ง ห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาไม่ได้

 

ข้อ 4. ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 จําเลยไม่ชําระ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดี ต่อมา วันที่ 7 พฤษภาคม 2555 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จําเลยนําเงินมาชําระหนี้ตาม คําพิพากษาแก่โจทก์บางส่วน จํานวน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ขณะนี้โจทก์สืบทราบ ว่าจําเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ขอเวลาระยะหนึ่งแล้วจะมาแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโดยเร็ว จนกระทั่งต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2555 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 456 ของจําเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคําสั่งว่า การที่จําเลยนําเงินมาชําระหนี้ตาม คําพิพากษาให้โจทก์บางส่วน มีผลให้อายุความบังคับคดีสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาส่วนที่เหลือได้ต่อไป

ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง โดยอาศัย และตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2555

ตามข้อเท็จจริง แม้จะปรากฏจากคําแถลงของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 7 พฤษภาคม 2555 ว่า จําเลยนําเงินมาชําระหนี้ตามคําพิพากษาแก่โจทก์บางส่วนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ก็ตาม ก็ไม่มีผลทําให้ ระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 สะดุดหยุดลง เพราะกําหนดเวลาการบังคับคดี มิใช่ อายุความบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากแต่เป็นระยะเวลาที่ กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งอาจขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 23 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษา คือ ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2555

ส่วนที่โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2555 ที่ว่า ขณะนี้โจทก์ สืบทราบว่าจําเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ขอเวลา ระยะหนึ่งแล้วจะมาแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโดยเร็ว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 เพราะไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินเพียงพอที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดําเนินการบังคับคดีได้ การที่โจทก์เพิ่งแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 456 ของจําเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัด เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 อันเป็นเวลาล่วงพ้นกําหนด 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษาคือวันที่ 17 มิถุนายน 2555 แล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจําเลยแล้ว

ดังนั้น คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ว่า การที่จําเลยนําเงินมาชําระหนี้ตามคําพิพากษา ให้โจทก์บางส่วน มีผลให้อายุความบังคับคดีสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิ์บังคับคดีเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษา ส่วนที่เหลือต่อไปนั้นจึงไม่ชอบ

สรุป คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาท อ้างว่าจําเลยได้อาศัยที่ดินดังกล่าวของมารดาโจทก์ เมื่อมารดาโจทก์เสียชีวิต โจทก์ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวมาและไม่ประสงค์จะให้จําเลยอาศัยอีกต่อไป ได้บอกกล่าวให้จําเลยขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท แต่จําเลยเพิกเฉยไม่ยอมขนย้าย ที่ดินพิพาท หากนําออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้ศาลบังคับจําเลยให้ขนย้ายออกจาก ที่พิพาทและชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันบอกกล่าวให้ขนย้ายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,000 บาท จําเลยให้การต่อสู้ว่าจําเลยเป็นน้าชายโจทก์ จําเลยไม่ได้อาศัยแต่ได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว จําเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่เสียหายขอให้ศาลยกฟ้อง ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความ โดยจําเลยยอมขนย้าย ออกจากที่พิพาทภายใน 2 เดือนนับแต่ศาลมีคําพิพากษาตามยอม ส่วนโจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมหลังจากศาลมีคําพิพากษาตามยอมได้ 6 สัปดาห์ จําเลยจึงทราบโดยมี หลักฐานว่า ทนายจําเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจําเลยให้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังกล่าว จําเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ

และคําพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 138 “ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี โดยมิได้มีการถอนคําฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษา ไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอม ยอมความ

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”

มาตรา 229 “การอุทธรณ์นั้นให้ทําเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือมีคําสั่ง ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น…”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วในคดีที่มีคําพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ของคู่ความแล้ว จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง กล่าวคือ

1) เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

2) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อย

3) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอม ยอมความ

กรณีตามอุทาหรณ์ จําเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า จําเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาล อุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น อ้างว่า ทนายจําเลยได้ ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจําเลยให้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีเช่นนี้ เท่ากับกล่าวอ้างว่าสัญญา ประนีประนอมเกิดขึ้นจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) ดังนั้น จําเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 223

แต่อย่างไรก็ตาม ในการอุทธรณ์นั้นจะต้องอุทธรณ์ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า จําเลย ได้ทราบถึงการหลอกลวงนั้นหลังจากที่ศาลได้มีคําพิพากษาแล้วถึง 6 สัปดาห์ ดังนั้น จําเลยจึงไม่สามารถอุทธรณ์ ขอให้ศาลเพิกถอนคําพิพากษาตามยอมนั้นได้

สรุป จําเลยจะอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนคําพิพากษาตามยอมนั้นไม่ได้

 

ข้อ 2. คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง จําเลยได้ยื่นคําร้องขอขยายเวลายื่นคําให้การเนื่องจากทนายป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้ยื่นภายในวันที่ศาลกําหนด ถึงกําหนดจําเลยไม่ยื่นคําให้การจนพ้นเวลาที่ศาลกําหนดแล้ว จําเลยได้ยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นคําให้การพร้อมกับแนบคําให้การมาด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณา แล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรอนุญาต มีคําสั่งยกคําร้องและมีคําสั่งไม่รับคําให้การจําเลย จําเลยไม่ได้ โต้แย้งคําสั่งแต่ได้ยื่นอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้นทันที

ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่ โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาด ตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่ง ระหว่างพิจารณา”

มาตรา 227 “คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือคําสั่ง วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณา และ ให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี”

มาตรา 228 วรรคแรกและวรรคสอง “ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคําสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ

(3) ไม่รับหรือคืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งมิได้ ทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไป” วินิจฉัย คําสั่งของศาลที่จะถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณานั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ

1 จะต้องเป็นคําสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินหรือจําหน่ายคดี

2 เมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทําให้คดีเสร็จไปจากศาล กล่าวคือ ศาลยังต้องทําคดีนั้นต่อไป

3 ไม่ใช่คําสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228

และเมื่อเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว ค่ความจะอุทธรณ์คําสั่งนั้นทันทีไม่ได้ ต้องโต้แย้ง คัดค้านคําสั่งนั้นไว้ก่อนจึงจะเกิดสิทธิอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226(2)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้องและมีคําสั่งไม่รับคําให้การของจําเลยนั้น คําสั่งของศาลดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยยื่นคําให้การ ไม่ใช่คําสั่งไม่รับคําให้การ ซึ่งทําให้ คดีนั้นเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 227 หรือทําให้คดีเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228 (3) แต่อย่างใด ดังนั้น คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งจําเลยไม่สามารถ ที่จะอุทธรณ์คําสั่งของศาลได้ทันที ถ้าจําเลยต้องการอุทธรณ์จะต้องโต้แย้งคําสั่งนั้นไว้ก่อนจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226

สรุป จําเลยจะอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นทันทีไม่ได้

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจําเลยให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้ 10 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยฐานผิดสัญญาหากจําเลยไม่ชําระขอบังคับจํานองที่ดินของจําเลย จําเลยต่อสู้ว่าจําเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ตามที่ฟ้อง จําเลยกู้เพียง 7 ล้านบาท และจําเลยได้ชําระแล้ว ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จําเลยกู้เงินโจทก์เพียง 7 ล้านบาท และจําเลยชําระแล้ว และมีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ก่อนที่ โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ โจทก์ทราบมาว่าจําเลยจะไปถอนเงิน 7 ล้านบาทที่ได้ฝากไว้กับธนาคาร ทั้งจะย้ายภูมิลําเนาไปอยู่ต่างประเทศ หากต่อมาโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาให้ โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จะเสียหายไม่ได้รับชําระหนี้ตามคําพิพากษา โจทก์มาถามท่านว่า โจทก์จะมีทางร้องขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ก่อนเพื่อ ไม่ให้โจทก์เสียหายได้หรือไม่ และโจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งอายัดเงินที่จําเลยฝากไว้กับธนาคาร ได้หรือไม่ ท่านจะให้คําตอบแก่โจทก์อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อน พิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการขอคุ้มครองประโยชน์ของ โจทก์ในระหว่างพิจารณาก่อนพิพากษา ดังนั้นการที่โจทก์จะร้องขอวิธีการชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 โจทก์จะต้องร้องขอก่อนที่ศาลนั้นจะมีคําพิพากษา แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มี คําพิพากษาแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้โจทก์ เสียหายนั้น โจทก์จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคําสั่งไม่ได้ แต่โจทก์ชอบที่จะไปร้องขอในชั้นอุทธรณ์ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ มีคําพิพากษา โดยการที่โจทก์จะต้องทําให้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์โดยการยื่นอุทธรณ์นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 นั้น โจทก์จะต้องเสียหายในเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจําเลยด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริง ตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องเพียงต้องการบังคับที่ดินที่จํานอง ซึ่งหากจําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์ก็จะบังคับเอาทรัพย์สินอื่นของจําเลยไม่ได้ ดังนั้น โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งอายัดเงินที่จําเลยฝากไว้กับ ธนาคารไม่ได้

สรุป ข้าพเจ้าจะให้คําตอบแก่โจทก์ว่า โจทก์มีทางที่จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองประโยชน์ ของโจทก์ได้โดยการไปร้องขอในชั้นอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษา แต่โจทก์จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่ง อายัดเงินที่จําเลยฝากไว้กับธนาคารไม่ได้

 

ข้อ 4. ข้อนี้มีคําถาม 2 ข้อ ให้นักศึกษาเลือกทําเพียงข้อเดียว และต้องเลือกทําเฉพาะข้อที่เป็นคําขอมาตรา 264

(1) ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด ให้จําเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาทให้โจทก์ฐานผิดสัญญา ในชั้นบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาด เอาเงินมาชําระหนี้ตามคําพิพากษา แต่นายแดงได้ยื่นคําร้องขอต่อศาลว่าที่ดินที่ยึดเป็นของ นายแดงหาใช่ของจําเลยไม่ ขอให้ศาลมีคําสั่งให้ปล่อยที่ดินคืนให้นายแดง โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าที่ดินที่ยึดเป็นของจําเลย และมีคําสั่งให้ยกคําร้องของนายแดง นายแดงอุทธรณ์พร้อมกับคําร้องให้ศาลมีคําสั่งให้งดการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้ก่อน มีคําพิพากษา ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องที่นายแดงขอให้งดการขายไว้ก่อน และหากท่านเป็น ศาลไต่สวนได้ข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดําเนินการให้มีการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึด

ท่านจะมีคําสั่งให้งดการขายไว้ก่อนมีคําพิพากษาหรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 10 ล้านบาทให้โจทก์จําเลยอุทธรณ์ แต่จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึด ที่ดินของจําเลยและประกาศขายทอดตลาด จําเลยเกรงว่าหากที่ดินของจําเลยถูกขายทอดตลาด ไปแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จําเลยก็จะเสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ จําเลยยื่นคําร้องให้ศาลมี คําสั่งให้งดการขายที่ดินของจําเลยไว้ก่อนมีคําพิพากษา ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของจําเลยที่ขอให้งดการขายที่ดินของจําเลยไว้ก่อน มีคําพิพากษา และหากท่านเป็นศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้าที่ดินของจําเลยถูกขายไปแล้ว ต่อมาจําเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จําเลยก็จะต้องเสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ท่านจะมีคําสั่งให้งดการขาย

ที่ดินของจําเลยไว้ก่อนมีคําพิพากษาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

ข้อ (1)

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 วรรคท้าย “ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่าน คําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกา ไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คําขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอํานาจที่จะสั่ง อนุญาตหรือยกคําขอเช่นว่านี้”

มาตรา 264 “นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 253 และมาตรา 254 คู่ความชอบที่จะ ยื่นคําขอต่อศาล เพื่อให้มีคําสั่งกําหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับ ตามคําพิพากษา เช่น ให้นําทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก หรือให้ตั้งผู้จัดการ หรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทําการค้าที่พิพาท หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครอง ของบุคคลภายนอก

คําขอตามวรรคหนึ่งให้บังคับตามมาตรา 21 มาตรา 25 มาตรา 227 มาตรา 228 มาตรา 260 และมาตรา 262”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงได้ยื่นคําร้องขอต่อศาลว่าที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ เพื่อขายทอดตลาด เป็นที่ดินของนายแดงหาใช่ของจําเลยไม่ ขอให้ศาลมีคําสั่งให้ปล่อยที่ดินคืนให้แก่นายแดงนั้น ถือว่าเป็นคดีร้องขัดทรัพย์และนายแดงมีฐานะเป็นโจทก์

การที่ศาลชั้นต้นทําการไต่สวนและมีคําสั่งให้ยกคําร้องของนายแดง นายแดงได้อุทธรณ์พร้อมกับ ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งงดการขายที่ดินที่ยึดไว้ก่อน คําขอของนายแดงถือว่าเป็นคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ ของโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 เพราะไม่ใช่คําขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 253 และมาตรา 254 และเมื่อคดีนี้ อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอํานาจสั่งคําร้องของนายแดง เพราะกรณีการยื่นคําขอเพื่อคุ้มครอง ประโยชน์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 นั้น มิให้นําบทบัญญัติมาตรา 254 วรรคท้ายมาใช้บังคับ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอํานาจ สั่งคําร้องของโจทก์ (นายแดง)

และประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์จะมีคําสั่งให้งดการขายไว้ก่อนมีคําพิพากษา หรือไม่ ซึ่งในกรณีที่ศาลจะพิจารณาอนุญาตตามคําขอของนายแดง ศาลจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครอง ประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทได้รับการคุ้มครองไว้ก่อนพิพากษา และตามข้อเท็จจริง หากนายแดงไม่ได้ยื่นคําขอ และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินนั้นไปแล้ว ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคําพิพากษาว่าที่ดินที่ยึดเป็นของนายแดง นายแดงก็จะไม่ได้ที่ดินคืน ทําให้นายแดงต้องเสียหาย และเสียสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ต้องมีคําสั่งให้งดการขายไว้ก่อนมีคําพิพากษา เพราะเป็นการ คุ้มครองประโยชน์ของนายแดงผู้ขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264

สรุป ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องที่นายแดงขอให้งดการขายไว้ก่อน และศาลอุทธรณ์ จะต้องมีคําสั่งให้งดการขายไว้ก่อนมีคําพิพากษา

หมายเหตุ คําถามในข้อ 4. มี 2 ข้อ ซึ่งท่านอาจารย์ให้นักศึกษาเลือกทําเพียงข้อเดียว และ ต้องเลือกทําเฉพาะข้อที่เป็นคําขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องเลือกทําข้อ (1)

ส่วนคําถามในข้อ (2) นั้น ไม่ใช่คําขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 เพราะการที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินของจําเลยและประกาศขายทอดตลาดนั้น เป็นกรณีที่ศาลบังคับให้จําเลย ปฏิบัติตามคําพิพากษา หากจําเลยไม่อยากถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคําพิพากษา จําเลยก็จะต้องร้องขอให้ศาลทุเลา การบังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 231 หรือขอให้ศาลงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 292 แล้วแต่กรณี จําเลยจะร้องขอวิธีการชั่วคราวขอให้ศาลมีคําสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจําเลยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 ไม่ได้

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2555

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จําเลยก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 10 ตารางวา ขอให้บังคับจําเลยรื้อถอนรั้วที่ปลูกสร้างรุกล้ำออกไป จากที่ดินของโจทก์และทําให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในสภาพเรียบร้อย จําเลยให้การว่าจําเลยมิได้ ก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก การก่อสร้างรั้วของจําเลยทําโดยสุจริต ตามความเป็นจริง ตามแนวที่ดินที่จําเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นับแต่จําเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม จําเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับที่ดิน ของโจทก์ตั้งแต่จําเลยได้รับโอนมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปีแล้วโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง ขณะยื่นฟ้องที่ดินพิพาทมีราคา 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าแนวเขตที่ดินของโจทก์จําเลยอยู่กลางคูน้ํา รั้วไม้ไผ่ที่จําเลยกั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน ของโจทก์และกันไม่ถึง 10 ปี จําเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และในวันที่โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับอุทธรณ์

ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคแรก “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ที่ได้กําหนดว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือ จํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักในการพิจารณา มิใช่ทุนทรัพย์ ที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จําเลยสร้างรั้วรุกล้ำ เข้ามาทางทิศตะวันตกเป็นเนื้อที่ 10 ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จําเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท ของโจทก์ และการที่จําเลยให้การต่อสู้ว่า จําเลยกั้นรั้วตามแนวเขตที่ดินของจําเลยซึ่งจําเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดย การครอบครองปรปักษ์จึงเป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ซึ่งถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และแม้โจทก์จะมีคําขอให้จําเลย รื้อถอนริ้วที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาทอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อประเด็นสําคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่าที่ดินพิพาทเป็น กรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจําเลย และคําขอให้รื้อถอนริ้วออกไปเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เรียกไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคําขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ที่แยกกันได้จากคําขอปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียว

 

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แนวเขตที่ดินของโจทก์จําเลยอยู่กลางคูน้ำ รั้วไม้ไผ่ที่จําเลยกั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และกั้นไม่ถึง 10 ปี จําเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการอุทธรณ์ โต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

และที่ว่าราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันใน ชั้นอุทธรณ์นั้น จะต้องถือตามราคาที่ดินพิพาทในขณะยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น แม้ในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ที่ดินพิพาทจะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาทก็ตาม แต่เมื่อขณะยื่นฟ้องที่ดินพิพาทมีราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่า ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก ดังนั้นคําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณาเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระหนี้เงินกู้ยืมจํานวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จําเลยยื่นคําให้การต่อสู้คดีในวันสุดท้ายของเวลาที่ครบกําหนดยื่นคําให้การตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งคําให้การ ในวันรุ่งขึ้นว่า จําเลยมิได้แนบในแต่งทนายความมาท้ายคําให้การ จึงไม่รับคําให้การและถือว่าจําเลย ขาดนัดยื่นคําให้การ วันเดียวกันจําเลยยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การ และที่ถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การอ้างว่าเป็นการพิจารณาผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้อง

ให้วินิจฉัยว่า จําเลยมีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การ และยกคําร้องของจําเลยที่ขอให้เพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การและที่ถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การทันทีได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 1 “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คําคู่ความ” หมายความว่า บรรดาคําฟ้อง คําให้การหรือคําร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาล เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ”

มาตรา 18 วรรคท้าย “คําสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์ และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่ง ระหว่างพิจารณา”

มาตรา 227 “คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือคําสั่ง วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณา และ ให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี”

มาตรา 228 วรรคแรกและวรรคสอง “ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคําสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้คือ

(3) ไม่รับหรือคืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่ง มิได้ทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไป” วินิจฉัย คําสั่งของศาลที่จะถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณานั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1 จะต้องเป็นคําสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินหรือจําหน่ายคดี

2 เมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทําให้คดีเสร็จไปจากศาล กล่าวคือ ศาลยังต้องทําคดีนั้นต่อไป

3 ไม่ใช่คําสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227 และมาตรา 228

เมื่อเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว คู่ความจะอุทธรณ์คําสั่งทันทีไม่ได้ ต้องโต้แย้งคัดค้านคําสั่ง ไว้ก่อนจึงจะเกิดสิทธิอุทธรณ์คําสั่งนั้นตามมาตรา 226(2) ส่วนคําสั่งของศาลนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ 3 ประการนี้ ไม่ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งก่อนที่จะอุทธรณ์แต่ประการใด (อุทธรณ์ได้ทันที)

กรณีตามอุทาหรณ์ คําให้การเป็นคําคู่ความอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1(5) เมื่อศาลชั้นต้น มีคําสั่งไม่รับคําให้การของจําเลยด้วยเหตุว่าจําเลยมิได้แนบใบแต่งทนายความมาท้ายคําให้การ ซึ่งเป็นคําสั่งใน ชั้นตรวจคําคู่ความของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18 จึงเป็นคําสั่งไม่รับคําคู่ความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18 ซึ่งมิได้ทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากแต่ทําให้ประเด็นบางข้อตามที่จําเลยยกขึ้นต่อสู้ในคําให้การเสร็จไปเท่านั้น จึงเป็นคําสั่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228(3) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา อันจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226(1)

ดังนั้นจําเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้น ที่ไม่รับคําให้การของจําเลยได้ทันทีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228 วรรคสอง แม้คดีนั้นจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของ ศาลชั้นต้นก็ตาม

ส่วนคําร้องของจําเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การและที่ถือว่า จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การนั้น เป็นเพียงคําร้องที่จําเลยอ้างว่าศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดระเบียบ มิได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นมีคําสั่งยกคําร้อง จึงมิใช่เป็นคําสั่งไม่รับหรือคืนคําคู่ความตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228 และถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้น ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226(1) ดังนั้นจําเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคําร้อง ของจําเลยที่ขอให้เพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การ และที่ถือว่าจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การในทันที ขณะคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาได้

สรุป จําเลยมีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การได้ทันที แต่จะอุทธรณ์คําสั่ง ของศาลชั้นต้นที่ยกคําร้องของจําเลยที่ขอให้เพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคําให้การและที่ถือว่าจําเลยขาดนัด ยื่นคําให้การทันทีไม่ได้

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําละเมิดลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทําให้โจทก์เสียหายขอให้ศาลบังคับจําเลย ห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาท และให้จําเลยใช้ค่าเสียหาย แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท จําเลยให้การต่อสู้ว่า จําเลยไม่ได้กระทําละเมิดลอกเลียนแบบ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จําเลยไม่ได้กระทํา ละเมิด ไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และมีคําพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ ไม่เห็นด้วย โจทก์อุทธรณ์ หลังจากที่ศาลชั้นต้นส่งสํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ยื่นคําร้องต่อศาล ขอให้มีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าไว้ก่อนมีคําพิพากษา ศาลให้ส่งสําเนาให้จําเลยคัดค้าน ในวันไต่สวน ศาลสืบพยานโจทก์จําเลยแล้วเห็นว่า จําเลยยังคงใช้ เครื่องหมายการค้าที่พิพาทอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ และมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่พิพาทไว้ก่อนมีคําพิพากษา

ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ และคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคําพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อน พิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย

(2) ให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือ การผิดสัญญาหรือการกระทําที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคําสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทําของจําเลยหรือมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจําหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลย หรือมีคําสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดี หรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คําขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอํานาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคําขอเช่นว่านี้”

มาตรา 255 “ในการพิจารณาอนุญาตตามคําขอที่ยืนไว้ตามมาตรา 254 ต้องให้เป็นที่พอใจ ของศาลว่า คําฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนําวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(2) ในกรณีที่ยื่นคําขอให้ศาลมีคําสั่งตามมาตรา 254(2) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จําเลยตั้งใจจะกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือ การกระทําที่ถูกฟ้องร้อง”

วินิจฉัย

ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ในการขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ ในระหว่างพิจารณาก่อนพิพากษา แต่ก่อนที่ศาลจะสั่งอนุญาตตามคําขอของโจทก์นั้นจะต้องเป็นที่พอใจของศาล ด้วยว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนําวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 255

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่พิพาทไว้ก่อนมีคําพิพากษา เป็นคําขอวิธีการชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254(2) และเป็นการร้องขอในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากศาลชั้นต้นได้ส่งสํานวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นศาลที่มี อํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ เพราะกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 วรรคท้าย

และตามคําฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลบังคับจําเลยห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาท และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทนั้น ถือว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูล และเมื่อศาลสืบพยานโจทก์จําเลยแล้วเห็นว่า จําเลยยังคงใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ย่อมถือว่ามีเหตุเพียงพอต้องด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 255 ดังนั้นการที่ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่พิพาทไว้ก่อนมีคําพิพากษาจึงเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่มีอํานาจสั่งคําร้องของโจทก์ และคําสั่งห้ามมิให้จําเลยใช้ เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคําพิพากษาเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 4. ศาลแพ่งมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงินจํานวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์ขอให้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดอายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของจําเลยชําระหนี้ตามคําพิพากษาแก่โจทก์ ศาลแพ่งออกหมายบังคับคดีตามคําขอของโจทก์ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์สืบทราบว่าจําเลยมีที่ดินเพียง แปลงเดียวตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่โจทก์ขอเวลาตรวจสอบเลขที่โฉนดที่ดินและที่ตั้งของที่ดิน ให้แน่ชัดว่าตั้งอยู่ในอําเภอใด ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2554 โจทก์แถลงเลขที่โฉนดที่ดินและที่ตั้ง ของที่ดินของจําเลยต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาด ที่ดินดังกล่าวเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาแก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคําสั่งว่าโจทก์มิได้ร้องขอ ให้บังคับจนล่วงพ้นเวลาที่กฎหมายกําหนดแล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิบังคับคดีให้ยกคําแถลงขอให้ บังคับคดีของโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคําแถลงขอให้บังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ขอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง โดยอาศัย และตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 271 แห่ง ป.วิ.แพ่งนั้น มีหลักว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือลูกหนี้ตามคําพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะหรือ เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้

แต่อย่างไรก็ตาม การบังคับคดีนั้น เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะต้องดําเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง โดยอาศัยและตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อศาลแพ่งมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้จําเลยชําระเงินจํานวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 และจําเลยไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษา โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคําพิพากษาดังกล่าวได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 อันเป็นวัน ครบกําหนด 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษาถึงที่สุด มิฉะนั้นโจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคําพิพากษานั้น

และแม้โจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดอายัดและ ขายทอดตลาดทรัพย์สินของจําเลย กับได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจําเลยมีที่ดินเพียงแปลงเดียว ตั้งอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 แม้จะอยู่ภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษาแล้วก็ตาม แต่โจทก์ กลับขอเวลาตรวจสอบเลขที่โฉนดที่ดินและที่ตั้งของที่ดินให้แน่ชัดว่าตั้งอยู่ในอําเภอใด เท่ากับโจทก์ก็ยังไม่ทราบ ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่แน่นอนเกี่ยวกับที่ดินเพียงพอที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทําการยึดหรืออายัดได้ เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่ที่ดินของจําเลยตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 เมื่อโจทก์เพิ่งมา แถลงเลขที่โฉนดที่ดินและที่ตั้งของที่ดินของจําเลยต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและ ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2554 อันเป็นเวลาภายหลังเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันมีคําพิพากษา โจทก์ย่อม หมดสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อให้จําเลยชําระหนี้ตามคําพิพากษาแก่โจทก์ได้ ดังนั้น คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ยกคําแถลงขอให้บังคับคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคําแถลงขอให้บังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 นายเมฆทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายหมอกจํานวน 2,000,000 บาท โดยนายเมฆได้นําโฉนดที่ดินของตนมาให้นายหมอกยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ต่อมาหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ นายเมฆจึงมาขอประนอมหนี้กับนายหมอก แต่นายหมอกไม่ตกลง นายหมอกจึงยื่นฟ้องนายเมฆให้ล้มละลาย อ้างว่านายเมฆมาขอประนอมหนี้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายเมฆเด็ดขาด นายเมฆยื่นคําให้การต่อสู้ว่า นายหมอกเป็น เจ้าหนี้มีประกันแต่ไม่ยอมกล่าวในฟ้องว่า จะสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกัน ขอให้ศาล พิพากษายกฟ้อง ดังนี้ ข้อต่อสู้ของนายเมฆและนายหมอกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 6 “ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เจ้าหนี้มีประกัน” หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจํานอง จํานํา หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทํานองเดียวกับผู้รับจํานํา”

มาตรา 8 “ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้มีหนี้สิน ล้นพ้นตัว

(8) ถ้าลูกหนี้เสนอคําขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป”

มาตรา 9 “เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ

(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจํานวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และ

(3) หนี้นั้นอาจกําหนดจํานวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกําหนดชําระโดยพลันหรือ ในอนาคตก็ตาม”

มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ

(1) มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชําระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็น หลักประกัน และ

(2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจํานวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่ สําหรับลูกหนี้ซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ข้อต่อสู้ของนายเมฆและนายหมอกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายหมอก

การที่นายเมฆทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายหมอก 2,000,000 บาท ต่อมา หนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ นายเมฆจึงมาขอประนอมหนี้กับนายหมอกแต่นายหมอกไม่ตกลง นายหมอกจึงยื่นฟ้อง นายเมฆให้ล้มละลายตามมาตรา 9 โดยอ้างว่านายเมฆมาขอประนอมหนี้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายเมฆเด็ดขาดนั้น ถือเป็นข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพราะข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (8) ที่ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ เสนอคําขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งเเต่ 2 คนขึ้นไป เมื่อนายเมฆได้ขอประนอมหนี้กับนายหมอกเพียงคนเดียว จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (8) ที่นายหมอกจะอ้างได้ว่านายเมฆมีหนี้สินล้นพ้นตัว

กรณีของนายเมฆ

การที่นายเมฆทําสัญญากู้ยืมเงินนายหมอก 2,000,000 บาท โดยนายเมฆได้นํา โฉนดที่ดินของตนมาให้นายหมอกยึดถือไว้เป็นหลักประกันนั้น ไม่ถือว่านายหมอกเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สิน ของลูกหนี้ในทางจํานอง และไม่ถือว่าเป็นสิทธิยึดหน่วง ดังนั้น นายหมอกจึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามนัยของ มาตรา 6

และเมื่อนายหมอกฟ้องนายเมฆให้ล้มละลาย นายเมฆยื่นคําให้การต่อสู้ว่า นายหมอกเป็นเจ้าหนี้ มีประกันแต่ไม่ยอมกล่าวในฟ้องว่า จะสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันตามมาตรา 10 นั้น ข้อต่อสู้ของ นายเมฆย่อมเป็นข้อต่อสู้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนายหมอกมิใช่เจ้าหนี้มีประกัน นายหมอกจึงไม่ต้องกล่าว ในฟ้องว่าจะสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันตามมาตรา 10 แต่อย่างใด

สรุป

ข้อต่อสู้ของนายเมฆและนายหมอกไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 นายเล็กได้ทําสัญญาเช่ารถยนต์ 1 คันจากนายซิ่ง ราคา 200,000 บาท ตกลงผ่อนชําระค่าเช่าซื้อ 10 งวด ๆ ละ 20,000 บาท ต่อมานายเล็กกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจึงผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าซื้อ ติดกัน 2 งวด ก่อนที่นายจึงจะได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้นายเล็กนํารถยนต์ที่เช่าซื้อ มาคืนให้กับตนที่บ้าน นายเล็กได้ถูกนายใหญ่เจ้าหนี้รายหนึ่งฟ้องล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 นายเล็กไม่สามารถจะเข้าไปจัดการทรัพย์สินใด ๆ ของตนเองได้ เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ายึดทรัพย์สินหมดแล้ว ต่อมาในวันที่ 22 มีนาคม 2561 นายเล็กจึงได้มาขอกู้เงินจากนายรวย จํานวน 1,000,000 บาท โดยมีหลักฐานการกู้ยืม เป็นหนังสือ เพื่อนําไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินกิจการร้านไก่ย่างส้มตํา ต่อมาศาลล้มละลายกลาง มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดําเนินการ โฆษณาคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายและประกาศให้เจ้าหนี้ทั้งหลายมายื่นขอรับชําระหนี้ในคดี ล้มละลาย

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายซิ่งและนายรวยจะมีสิทธิได้รับชําระหนี้ของตนจากนายเล็กหรือไม่ ด้วยวิธีการใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 6 “ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“พิทักษ์ทรัพย์” หมายความว่า พิทักษ์ทรัพย์สินไม่ว่าเด็ดขาดหรือชั่วคราว

มาตรา 22 “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอํานาจ ดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทําการที่จําเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป”

มาตรา 91 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชําระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคําขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกําหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกําหนดเวลาให้อีกได้ ไม่เกินสองเดือน”

มาตรา 94 “เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชําระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกําหนดชําระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่…”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง หนี้ซึ่งจะขอรับชําระหนี้ในคดีล้มละลาย หมายถึง “หนี้เงิน” เท่านั้น และตามมาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะขอรับชําระหนี้ได้ มูลแห่งหนี้จะต้องได้ เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือชั่วคราว

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด นายซิ่งและนายรวย จะมีสิทธิได้รับชําระหนี้ของตนจากนายเล็กหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายซิ่ง การที่นายเล็กทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากนายซิ่งแล้วต่อมานายเล็กผิดนัด ไม่ชําระค่าเช่าซื้อติดกัน 2 งวด ทําให้นายซึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้นายเล็กนํารถยนต์ที่เช่าซื้อ มาคืนให้กับตนนั้น จะเห็นได้ว่าหนี้ที่นายเล็กลูกหนี้ติดค้างต่อนายซิ่งนั้นเป็นหนี้ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง มิใช่หนี้เงิน ดังนั้น นายซิ่งจึงมิอาจไปขอรับชําระหนี้ตามมาตรา 91 ได้ แต่นายซิ่งสามารถใช้สิทธิติดตามเอา ทรัพย์สินคือรถยนต์ของตนคืนได้ โดยแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอํานาจแต่ผู้เดียวในการจัดการและ จําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทําการที่จําเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป ปฏิบัติตาม สัญญาภาระผูกพันนั้นแทนลูกหนี้ตามมาตรา 22 (1)

ส่วนกรณีที่นายเล็กได้กู้เงินจากนายรวย จํานวน 1,000,000 บาทนั้น เมื่อมูลหนี้ดังกล่าวได้เกิดขึ้น ภายหลังวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว นายรวยจึงมิอาจไปขอรับชําระหนี้ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 6

สรุป

นายซิ่งและนายรวยจะไปขอรับชําระหนี้ในคดีนี้ไม่ได้ แต่นายซิ่งสามารถใช้สิทธิในการ ติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนได้ตามมาตรา 22 (1) ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

ข้อ 3 บริษัท สหสิน จํากัด ได้ทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจํานวน 5 คัน ราคา 6 ล้านบาท จากบริษัทสีมายานยนต์ จํากัด โดยสัญญามีข้อตกลงว่า ให้ผ่อนชําระเดือนละ 50,000 บาททุกเดือน หากมิได้ ผ่อนชําระ 2 เดือนติดต่อกัน บริษัท สมายานยนต์ จํากัด ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อสามารถบอกเลิกสัญญา และผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อติดตามเอารถยนต์บรรทุกที่ให้เช่าซื้อคืนได้ ปรากฏว่า บริษัท สหสิน จํากัด ประสบปัญหาการเงิน จึงผิดนัดชําระค่างวดเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกงวดเดือนมกราคม 2561 และงวดเดือนมีนาคม 2561 ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2561 บริษัท สหสิน จํากัด ได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟู กิจการของตนต่อศาลล้มละลายกลาง และวันที่ 20 เมษายน 2561 ศาลฯ ได้มีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ของลูกหนี้ โดยแต่งตั้งให้ บริษัท สหสิน จํากัด ลูกหนี้เป็นผู้ทําแผน ปรากฏว่า บริษัท สหสิน จํากัด ผู้ทําแผนอยู่ระหว่างการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อเตรียมการทําแผนฟื้นฟูกิจการ จึงยัง ไม่มีเงินชําระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาของเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2561 ดังนี้

(1) บริษัท สมายานยนต์ จํากัด จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อบอกเลิกสัญญากับบริษัท สหสิน จํากัดและติดตามเอารถยนต์บรรทุก 5 คัน คืนมาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) การไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง จะงดการจ่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับบริษัท สหสิน จํากัด เพราะเหตุไม่ชําระค่าใช้กระแสไฟฟ้าและค่าน้ําประปาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 90/12 “ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งรับคําร้อง ขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกําหนดระยะเวลาดําเนินการตามแผน หรือวันที่ดําเนินการเป็นผลสําเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคําสั่งยกคําร้องขอหรือจําหน่ายคดีหรือยกเลิกคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้

(8) ห้ามมิให้เจ้าของทรัพย์สินที่เป็นสาระสําคัญในการดําเนินกิจการของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาอื่นที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสัญญาเช่าที่ยังไม่สิ้นกําหนดเวลา ที่ได้ตกลงกันไว้ ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้หรือของบุคคลอื่น ที่อาศัยสิทธิของลูกหนี้ รวมตลอดจนฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้ซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าว ถ้ามีการฟ้องคดีดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว ก็ให้ศาลงดการพิจารณาคดีนั้นไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคําร้องขอจะมีคําสั่ง เป็นอย่างอื่น หรือหลังจากวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารชั่วคราว ผู้ทําแผน ผู้บริหารแผนหรือผู้บริหารแผนชั่วคราว แล้วแต่กรณี ผิดนัดไม่ชําระค่าเช่าซื้อ ราคาค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์ หรือค่าเช่าตามสัญญาสองคราวติดต่อกัน หรือกระทําผิดสัญญาในข้อที่เป็นสาระสําคัญ

(11) ห้ามมิให้ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ งดให้บริการแก่ลูกหนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคําร้องขอ หรือหลังจากวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารชั่วคราว ผู้ทําแผน ผู้บริหารแผน หรือผู้บริหารแผนชั่วคราว แล้วแต่กรณี ไม่ชําระ ค่าบริการที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการสองคราวติดต่อกัน”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (8) และ (11) วินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีตาม (1) เมื่อบริษัท สหสิน จํากัด ได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลและศาลได้รับคําร้อง ขอไว้พิจารณาแล้ว ย่อมเกิดสิทธิแก่ลูกหนี้ตามมาตรา 90/12 (8) กล่าวคือห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อติดตามเอาคืนซึ่ง ทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ ดังนั้น บริษัท สีมายานยนต์ จํากัด จึงไม่อาจใช้สิทธิจากการ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและใช้สิทธิติดตามเอารถยนต์บรรทุกคืนตามสัญญาเช่าซื้อได้

และนอกจากนั้น ค่างวดเช่าซื้อที่ค้างชําระคือเดือนมกราคมและเดือนมีนาคม ก็เป็นค่างวดที่ เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และมิใช่ค่างวดที่ค้างชําระสองคราวติดต่อกัน จึงไม่เข้าข้อยกเว้น ที่จะงดการคุ้มครองทรัพย์ตามมาตรา 90/12 (8) ดังนั้น บริษัท สีมายานยนต์ จํากัด จึงไม่อาจใช้สิทธิจากการ บอกเลิกสัญญาและติดตามเอารถยนต์บรรทุกคืนจากบริษัท สหสิน จํากัด ในระหว่างที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ของลูกหนี้ได้

กรณีตาม (2) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท สหสิน จํากัด แล้ว บริษัท สหสิน จํากัด ในฐานะผู้ทําแผนมิได้ชําระค่าใช้บริการไฟฟ้า ประปาของเดือนพฤษภาคมถึงเดือน กรกฎาคม อันเป็นค่าบริการที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วและเป็นหนี้ ติดต่อกันถึง 3 เดือน จึงเข้าข้อยกเว้นที่ไม่อาจใช้มาตรการคุ้มครองตามมาตรา 90/12 (11) ได้ ดังนั้น การไฟฟ้า นครหลวงและการประปานครหลวง จึงงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับบริษัท สหสิน จํากัด เพราะเหตุ ไม่ชําระค่าใช้กระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาติดต่อกันสองคราวได้ตามมาตรา 90/12 (11)

สรุป

(1) บริษัท สีมายานยนต์ จํากัด จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อบอกเลิกสัญญากับบริษัท สหสิน จํากัด และติดตามเอารถยนต์บรรทุก 5 คัน คืนไม่ได้

(2) การไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง จะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ให้กับบริษัท สหสิน จํากัด เพราะเหตุไม่ชําระค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาได้

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายเอทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายปีจํานวน 5 ล้านบาท ต่อมาหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ นายเอไม่ชําระหนี้ นายบีจึงฟ้องนายเอให้ล้มละลาย นายเอยื่นคําให้การแก้คดีตามกฎหมาย แต่ศาลมีคําสั่ง ไม่รับคําให้การของนายเอ นายเอจึงยื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําให้การต่อศาลอุทธรณ์ ต่อมานายเอ และนายบีตกลงกันได้ นายบีจึงขอถอนฟ้อง ศาลล้มละลายมีคําสั่งอนุญาตให้นายบีถอนฟ้องได้ ดังนี้ คําสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 11 “เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ต้องวางเงินประกันค่าใช้จ่ายต่อศาลเป็นจํานวนห้าพันบาท ในขณะยื่นคําฟ้องคดีล้มละลาย และจะถอนคําฟ้องนั้นไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย ต่อศาลแล้ว ห้ามมิให้ถอนฟ้อง เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการดังต่อไปนี้คือ

1 ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่

2 การถอนฟ้องจะกระทําได้เฉพาะแต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น

(ตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2532)

3 จะต้องขอถอนฟ้องก่อนศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น (ตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3286/2530)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายบีฟ้องนายเอให้ล้มละลาย นายเอได้ยื่นคําให้การแก้คดีตาม กฎหมาย แต่ศาลมีคําสั่งไม่รับคําให้การของนายเอ นายเอจึงยื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําให้การต่อศาลอุทธรณ์นั้น ถือว่าเป็นกรณีที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น การที่นายเอและนายปีตกลงกันได้ นายปี จึงขอถอนฟ้องนั้น เมื่อนายบีได้ยื่นคําร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและก่อนที่ ศาลจะมีคําสั่งพิทักษ์เด็ดขาด การที่ศาลล้มละลายมีคําสั่งอนุญาตให้นายปีถอนฟ้องได้นั้น คําสั่งของศาลจึง ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

คําสั่งของศาลล้มละลายที่อนุญาตให้นายปีถอนฟ้องเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2 นายเมฆทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายหมอกจํานวน 2 ล้านบาท มีนายลมเป็นผู้ค้ําประกัน ต่อมาหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ นายเมฆและนายลมไม่ชําระหนี้ นายหมอกจึงส่งหนังสือทวงถามถึง นายเมฆและนายลม นายเมฆและนายลมได้รับหนังสือทวงถามแล้วจํานวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน ไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่นายเมฆและนายลมก็ไม่ชําระหนี้ นายหมอกจึงฟ้องนายเมฆและนายลม ให้ล้มละลาย นายเมฆไม่ต่อสู้คดี แต่นายลมยื่นคําให้การอ้างว่า แม้ตนจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถชําระหนี้ได้ แต่นายเมฆมีทรัพย์สินพอชําระหนี้ จึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ ถ้าท่านเป็นศาล ทานจะมีคําสั่งว่าอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 8 “ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้มีหนี้สิน ล้นพ้นตัว

(9) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชําระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง ซึ่งมี ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และลูกหนี้ไม่ชําระหนี้”

มาตรา 9 “เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ (1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจํานวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และ

(3) หนี้นั้นอาจกําหนดจํานวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกําหนดชําระโดยพลัน หรือ ในอนาคตก็ตาม”

มาตรา 14 “ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคําฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณา เอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นําสืบได้ว่าอาจชําระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะมีคําสั่งเกี่ยวกับนายเมฆและนายสมอย่างไรนั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 กรณีของนายเมฆ การที่นายเมฆทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายหมอกจํานวน 2 ล้านบาท โดยมีนายสมเป็นผู้ค้ําประกันนั้น เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ นายเมฆไม่ชําระหนี้ นายหมอกจึงส่งหนังสือทวงถาม ถึงนายเมฆและนายลมให้ชําระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่นายเมฆและนายลม ก็ไม่ชําระหนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (9) ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ นายเมฆและนายสมที่จะต้องต่อสู้คดีพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานนั้น

เมื่อนายเมฆไม่ต่อสู้คดี ก็ต้องฟังว่านายเมฆมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งพิจารณาหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 9 แล้ว นายเมฆซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้จํานวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และหนี้นั้นกําหนด จํานวนได้แน่นอนและถึงกําหนดชําระแล้ว ศาลจึงต้องมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายเมฆเด็ดขาด ตามมาตรา 14 (ฎีกาที่ 4287/2543, ฎีกาที่ 1196/2541) โดยไม่จําต้องพิจารณาว่านายเมฆอาจชําระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่น ที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เพราะนายเมฆมิได้เข้าต่อสู้คดี

2 กรณีของนายลม ศาลจะมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดด้วยหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่โจทก์ ฟ้องให้ลูกหนี้ร่วมหลายคนล้มละลายเป็นคดีเดียวกัน การพิจารณาว่า ลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถ ชําระหนี้ได้ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ําประกันแต่ละคน

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ นายเมฆลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชําระหนี้ นายลมในฐานะผู้ค้ําประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับนายเมฆอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 การที่นายหมอก ฟ้องนายเมฆและนายลมให้ล้มละลายเป็นคดีเดียวกัน แม้นายลมจะต่อสู้ว่าแม้ตนจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถ ชําระหนี้ได้ แต่นายเมฆมีทรัพย์สินที่พอชําระหนี้ได้ทั้งหมดก็ตาม นายลมก็จะนําข้อต่อสู้ของนายเมฆมาเป็นข้อต่อสู้ ของตนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายเมฆเท่านั้น จึงต้องฟังว่านายลมมีหนี้สินล้นพ้นตัว (ฎีกาที่ 2776/2540) ทั้งการที่นายเมฆมีทรัพย์สินพอที่จะชําระหนี้แก่นายหมอกได้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้นายลมล้มละลาย แต่อย่างใด (ฎีกาที่ 4287/2543) ดังนั้นเมื่อพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา 8 (9) ประกอบมาตรา 9 ศาลจึงต้อง มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายลมเด็ดขาด ตามมาตรา 14

สรุป ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล จะมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายเมฆและนายลมเด็ดขาด

 

ข้อ 3 บริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด ได้ทําสัญญากู้เงินจากนายรวยจํานวน 10 ล้านบาท ต่อมาบริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด กิจการการค้าขาดทุนและมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงถูก นายรวยฟ้องล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวในวันที่ 14 มีนาคม 2561 บริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด ไม่อยากล้มละลายเพราะต้องเลิกจ้างพนักงานจํานวนมาก อีกทั้งเห็นว่าบริษัทพอมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ จึงได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 ศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งรับคําร้องขอไว้พิจารณา ระหว่างดําเนินการประกาศ วันนัดไต่สวน บริษัทได้ขายสินค้าอุปโภค บริโภคให้แก่นางสาวข้าวหอมเป็นเงิน 5,000 บาท และได้ทํา สัญญาขายที่ดินของบริษัทซึ่งใช้เป็นที่จอดรถของลูกค้าให้แก่บริษัท เอ จํากัด ในราคา 10 ล้านบาท โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า

(ก) คําสั่งศาลที่รับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด ไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) การขายสินค้าอุปโภค บริโภค และการขายที่ดินของบริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัดมีผลทางกฎหมายอย่างไร จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 90/2 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 90/4 อาจร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ ไม่ว่าลูกหนี้จะถูกฟ้องให้ล้มละลายแล้ว หรือไม่”

มาตรา 90/3 “เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกัน เป็นจํานวนแน่นอน ไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกําหนดชําระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ถ้ามี เหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคําร้องขอต่อศาลให้มี การฟื้นฟูกิจการได้”

มาตรา 90/4 วรรคหนึ่ง ภายใต้บังคับมาตรา 90/5 บุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ฟื้นฟูกิจการ ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้

(2) ลูกหนี้ซึ่งมีลักษณะตามมาตรา 90/3”

มาตรา 90/5 “บุคคลตามมาตรา 90/4 จะยื่นคําร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ศาลได้มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด”

มาตรา 90/12 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย “ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งรับคําร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกําหนดระยะเวลาดําเนินการตามแผนหรือวันที่ ดําเนินการเป็นผลสําเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคําสั่งยกคําร้องขอหรือจําหน่ายคดี หรือยกเลิกคําสั่งให้ฟื้นฟู กิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้

(9) ห้ามมิให้ลูกหนี้จําหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชําระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทําการใด ๆ ที่ ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทําที่จําเป็นเพื่อให้การดําเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ สามารถดําเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคําร้องขอจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

การออกคําสั่งของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท นายทะเบียนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้มี อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับนิติบุคคลซึ่งเป็นลูกหนี้ การทํานิติกรรมหรือการชําระหนี้ใด ๆ ที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ ในอนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดของวรรคหนึ่ง การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) ตามมาตรา 90/2 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดไว้ว่า เจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 90/4 อาจร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ไม่ว่าลูกหนี้จะถูกฟ้องให้ล้มละลายแล้วหรือไม่ เว้นแต่ศาลจะได้มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วตามมาตรา 90/5 (1)

ตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด เป็นหนี้นายรวยจํานวน 10 ล้านบาท เเละต่อมาบริษัทฯ มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงถูกนายรวยฟ้องให้ล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางได้มีคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวในวันที่ 14 มีนาคม 2561 ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน 2561 บริษัทฯ ได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟู กิจการ และศาลล้มละลายกลางได้มีคําสั่งรับคําร้องขอไว้พิจารณานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทฯ มีหนี้สิน ล้นพ้นตัวและเป็นหนี้เจ้าหนี้เป็นจํานวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท และคดีนี้ศาลยังไม่มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาด บริษัทฯ ย่อมมีสิทธิยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/2 วรรคหนึ่ง มาตรา 90/3 ประกอบ มาตรา 90/4 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 90/5 (1) ดังนั้น คําสั่งศาลที่รับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด ไว้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย

 

(ข) ตามมาตรา 90/12 วรรคหนึ่ง (9) และวรรคท้าย ได้กําหนดไว้ว่า นับแต่วันที่ศาลได้มีคําสั่ง รับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณา ห้ามมิให้ลูกหนี้จําหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชําระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทําการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทําที่จําเป็นเพื่อให้การดําเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถ ดําเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคําร้องขอจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น หากลูกหนี้ทํานิติกรรมหรือชําระหนี้ฝ่าฝืนต่อ บทบัญญัติดังกล่าว การนั้นเป็นโมฆะ

ตามอุทาหรณ์ การที่บริษัทฯ ได้ขายสินค้าอุปโภค บริโภคให้แก่นางสาวข้าวหอม เป็นเงิน 5,000 บาทนั้น ถือว่าเป็นการกระทําที่จําเป็นเพื่อให้การดําเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถ ดําเนินต่อไปได้ ดังนั้น กรณีนี้ลูกหนี้สามารถดําเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลางก่อน ตามมาตรา 90/12 วรรคหนึ่ง (9)

ส่วนการที่บริษัทฯ ได้ทําสัญญาขายที่ดินของบริษัทซึ่งใช้เป็นที่จอดรถของลูกค้าให้แก่ บริษัท เอ จํากัด ในราคา 10 ล้านบาทนั้น ไม่ถือว่าเป็นการกระทําที่จําเป็นเพื่อให้การดําเนินการค้าตามปกติ ของลูกหนี้ดําเนินต่อไปได้ตามมาตรา 90/12 วรรคหนึ่ง (9) ซึ่งหากลูกหนี้จะดําเนินการจะต้องได้รับอนุญาตจาก ศาลก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ได้ดําเนินการโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลาง การขายที่ดิน ของบริษัทฯ ลูกหนี้ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย

สรุป

(ก) คําสั่งของศาลล้มละลายกลางที่รับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด ไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมาย

(ข) การขายสินค้าอุปโภค บริโภคของบริษัท สะดวกซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด

มีผลสมบูรณ์ แต่การขายที่ดินของบริษัทฯ ตกเป็นโมฆะ

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 ก่อนมีการร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าว บริษัท สีสัน จํากัด ได้ทําสัญญาซื้อขายรถยนต์บรรทุกกับบริษัท ยนต์การ จํากัด โดยผ่อนชําระเดือนละ 1 แสนบาท โดยมีธนาคาร เอไทย จํากัด เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมา บริษัท สีสัน จํากัด ได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของตน และศาลได้มีคําสั่งให้ ฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัท แอดไวท์ จํากัด เป็นผู้ทําแผน บริษัท ยนต์การ จํากัด ได้ยื่นคําขอรับ ชําระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ซึ่งต่อมาศาลได้มีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการนั้น โดยบริษัท ยนต์การ จํากัด ได้รับชําระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเพียงร้อยละ 30 ดังนั้น บริษัท ยนต์การ จํากัด จึงได้มายื่นฟ้องธนาคาร เอไทย จํากัด ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันในหนี้ส่วนที่ ขาดไป ธนาคาร เอไทย จํากัด ต่อสู้ว่า เมื่อศาลเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้วและแผนฟื้นฟู กิจการกําหนดให้หนี้ของบริษัท สีสัน จํากัด ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 ธนาคาร เอไทย จํากัด ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงรับผิดเพียงร้อยละ 30 เช่นกัน และเมื่อบริษัท ยนต์การ จํากัด ได้รับชําระหนี้ ตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ตนจึงไม่ต้องชําระหนี้ให้แก่บริษัท ยนต์การ จํากัด

เช่นนี้ บริษัท ยนต์การ จํากัด มีอํานาจฟ้องธนาคาร เอไทย จํากัด ให้รับผิด ตามสัญญาค้ำประกันได้หรือไม่ และข้อต่อสู้ ของธนาคาร เอไทย จํากัด รับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้จะขอรับชําระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ก็แต่โดยปฏิบัติตาม วิธีการที่กล่าวไว้ในส่วนนี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา หรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้วแต่คดียังอยู่ ระหว่างพิจารณาก็ตาม ทั้งนี้ ต้องยื่นคําขอรับชําระหนี้พร้อมสําเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันโฆษณาคําสั่งตั้งผู้ทําแผน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสําเนาคําขอรับชําระหนี้ให้ผู้ทําแผนโดย ไม่ชักช้า”

มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้อาจขอรับชําระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามลแห่งหนี้ ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกําหนดชําระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่ เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้”

มาตรา 90/60 “แผนซึ่งศาลมีคําสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชําระหนี้ใน การฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชําระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27

คําสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วน กับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ ก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่ วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย”

มาตรา 90/61 “เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชําระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคําขอรับชําระหนี้ ภายในเวลาที่กําหนดไว้ตามมาตรา 90/26 หรือมาตรา 90/27 วรรคสาม แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิ ที่จะได้รับชําระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสําเร็จตามแผนหรือไม่…”

 

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เป็นเรื่องผลแห่งการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ซึ่งเมื่อศาลมีคําสั่งให้ ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทําแผนแล้วเจ้าหนี้ทั้งปวงที่มูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องยื่น คําขอรับชําระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันโฆษณาตั้งผู้ทําแผน มิฉะนั้นย่อมหมดสิทธิ ที่จะได้รับชําระหนี้ตามมาตรา 90/61 ประกอบมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง

เมื่อบริษัท ยนต์การ จํากัด ได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชําระหนี้ในคดี ฟื้นฟูกิจการ ต่อมาเมื่อแผนฟื้นฟูกิจการกําหนดให้ลดหนี้ของบริษัท ยนต์การ จํากัด เหลือเพียงร้อยละ 30 เมื่อ ศาลได้มีคําสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ย่อมผูกมัดบริษัท ยนต์การ จํากัด ให้มีสิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ คือบริษัท สีสัน จํากัด เพียงร้อยละ 30 ตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง

สําหรับความรับผิดของธนาคาร เอไทย จํากัด ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันของบริษัท สีสัน จํากัด นั้น ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง ได้กําหนดไว้ว่า แผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลเห็นชอบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิด ของผู้ค้ำประกันในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผน ดังนั้น แม้แผนฟื้นฟูกิจการจะลดหนี้ของ ลูกหนี้เหลือร้อยละ 30 แต่ความรับผิดของธนาคาร เอไทย จํากัด ในฐานะผู้ค้ำประกันยังคงเป็นไปตามสัญญา คําบระกันเดิม ด้วยเหตุนี้ บริษัท ยนต์การ จํากัด ย่อมมีอํานาจฟ้องให้ธนาคาร เอไทย จํากัด รับผิดตามสัญญา ค้ําประกันได้ และข้อต่อสู้ของธนาคาร เอไทย จํากัด ที่ว่า เมื่อบริษัท ยนต์การ จํากัด ได้รับชําระหนี้ตามแผน ฟื้นฟูกิจการแล้วตนจึงไม่ต้องชําระหนี้ให้แก่บริษัท ยนต์การ จํากัด จึงรับฟังไม่ได้

สรุป บริษัท ยนตการ จํากัด มีอํานาจฟ้องธนาคาร เอไทย จํากัด ให้รับผิดตามสัญญา ค้ำประกันได้ และข้อต่อสู้ของธนาคาร เอไทย จํากัด รับฟังไม่ได้

 

ข้อ 2 ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่งศาลสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชําระหนี้ตามข้อประนอมหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขอให้ศาลบังคับชําระหนี้เอาจาก นายแตงไทยผู้ค้ําประกันตามข้อประนอมหนี้ โดยศาลบังคับชําระหนี้จากนายแตงไทยได้เพียง 300,000 บาท ยังคงเหลือหนี้ที่ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามข้อประนอมหนี้อีก 1,000,000 บาท ซึ่งลูกหนี้และผู้ค้ำประกันไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะยึดมาชําระหนี้ดังกล่าวได้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงนําหนี้ดังกล่าวมาฟ้องนายแตงไทยผู้ค้ําประกันเป็นคดีล้มละลายอีกเรื่องหนึ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีล้มละลายเรื่องที่สอง ศาลได้สั่งยกเลิกการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย เรื่องแรกตามคําขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย นายแตงไทย ผู้ค้ำประกันจึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงิน 300,000 บาท ที่ตนได้จ่ายไปและขอให้ศาล พิพากษายกฟ้องคดีล้มละลายที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องตนเสีย โดยอ้างเหตุผลประการเดียวกันว่า เมื่อศาลสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้น ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตามข้อประนอมหนี้

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายแตงไทยทั้งสองกรณีฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 60 วรรคหนึ่ง “ถ้าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชําระหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ก็ดี หรือปรากฏแก่ศาลโดยมีพยานหลักฐานว่าการประนอมหนี้นั้นไม่อาจดําเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมหรือ จะเป็นการเนิ่นช้าเกินสมควรก็ดี หรือการที่ศาลได้มีคําสั่งเห็นชอบด้วยนั้นเป็นเพราะถูกหลอกลวงทุจริตก็ดี เมื่อ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใดมีคําขอโดยทําเป็นคําร้อง ศาลมีอํานาจยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทําไปแล้วตามข้อประนอมหนี้นั้น”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 “อันผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจาก ความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อศาลสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชําระหนี้ตามข้อประนอมหนี้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขอให้ศาลบังคับชําระหนี้เอาจากนายแตงไทย ผู้ค้ำประกันตามข้อประนอมหนี้ โดยศาลบังคับชําระหนี้จากนายแตงไทยได้เพียง 300,000 บาทนั้น ต่อมาเมื่อ ศาลได้สั่งยกเลิกการประนอมหนี้ในคดีนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การที่ศาลสั่งให้ยกเลิกการประนอมหนี้ ย่อมถือว่าเป็นเหตุประการหนึ่งที่ทําให้หนี้ที่นายแตงไทยค้ำประกันอยู่ระงับสิ้นลง นายแตงไทยผู้ค้ำประกัน ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตามข้อประนอมหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ดังนั้น การที่ นายแตงไทยขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีล้มละลายที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องตนเสียโดยอ้างเหตุผลว่า เมื่อศาล สั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตาม สัญญาค้ำประกันตามข้อประนอมหนี้ ข้ออ้างกรณีนี้ของนายแตงไทยจึงฟังขึ้น

ส่วนการที่นายแตงไทยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงิน 300,000 บาทที่ตนได้จ่ายไป โดยอ้างเหตุผลประการเดียวกันนั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น เนื่องจากตามมาตรา 60 วรรคหนึ่งนั้นได้กําหนดไว้ว่า แม้ศาล จะได้มีคําสั่งยกเลิกการประนอมหนี้แล้วก็ตาม ก็ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทําไปแล้วตามข้อประนอมหนี้นั้น ดังนั้น การที่นายแตงไทยได้จ่ายเงินไปแล้ว 300,000 บาทตามข้อประนอมหนี้ก่อนที่ศาลจะสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ นายแตงไทยจึงไม่สามารถเรียกคืนได้

สรุป

ข้อต่อสู้ของนายแตงไทยที่ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีล้มละลายที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ฟ้องตนเสียฟังขึ้น แต่ข้อต่อสู้ที่ขอให้คืนเงิน 300,000 บาทฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 3 นายเอกทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายโทจํานวน 2,000,000 บาท โดยนายเอกได้นําโฉนดที่ดินของตนมาให้นายโทยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ต่อมานายเอกผิดนัดไม่ชําระหนี้ นายโทจึงส่งหนังสือทวงถาม ถึงนายเอก นายเอกได้รับหนังสือทวงถามให้ชําระหนี้แล้วจํานวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันไม่น้อย กว่า 30 วัน แต่นายเอกก็ไม่ชําระหนี้ นายโทจึงฟ้องนายเอกให้ล้มละลาย ศาลล้มละลายมีคําสั่งว่า นายโทเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่ไม่ยอมระบุในคําฟ้องว่าจะสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกัน และนายโทยังมีหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่นายเอกค้างชําระอีกจํานวน 1,500,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึง กําหนดชําระ แต่ได้ยื่นฟ้องรวมกันมากับหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งไม่สามารถฟ้องได้ ศาลล้มละลาย จึงมีคําสั่งไม่รับฟ้องของนายโท ดังนี้ คําสั่งของศาลล้มละลายขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 6 “ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจํานอง จํานํา หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทํานองเดียวกับผู้รับจํานํา”

มาตรา 8 “ถ้ามีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้มีหนี้สิน ล้นพ้นตัว

(9) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชําระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมี ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันและลูกหนี้ไม่ชําระหนี้”

มาตรา 9 “เจ้าหนี้ จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ ก็ต่อเมื่อ

ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็น จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท…และ

(3) หนี้นั้นอาจกําหนดจํานวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกําหนดชําระโดยพลันหรือใน อนาคตก็ตาม

มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ

(1) มิได้เป็นผู้ต้องห้าม มิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สิน

เกินกว่าตัวทรัพย์ ที่เป็นหลักประกัน และ

(2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจํานวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่ สําหรับลูกหนี้ซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ คําสั่งของศาลล้มละลายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้ คือ

1 กรณีหนี้เงินกู้จํานวน 2,000,000 บาท

การที่นายเอกทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายโทจํานวน 2,000,000 บาท ต่อมานายเอก ผิดนัดชําระหนี้ นายโทจึงส่งหนังสือทวงถามถึงนายเอก นายเอกได้รับหนังสือทวงถามให้ชําระหนี้แล้วจํานวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่นายเอกก็ไม่ชําระหนี้นั้น กรณีดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า นายเอกลูกหนี้ เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (9) และเมื่อนายเอกซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้นายโทเจ้าหนีไม่น้อยกว่า 1,000,000 ล้านบาท นายโทเจ้าหนี้ย่อมสามารถฟ้องให้นายเอกล้มละลายได้ตามมาตรา 9

การที่นายเอกกู้ยืมเงินจากนายโท โดยนายเอกได้นําโฉนดที่ดินของตนมาให้นายโท ยึดถือไว้เป็นหลักประกันนั้น ไม่มีผลให้นายโทสามารถบังคับชําระหนี้เอาจากที่ดินตามโฉนดนั้นได้แต่อย่างใด นายโทจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายเอกลูกหนี้ นายโทจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน

เมื่อนายโทไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน นายโทย่อมมีสิทธิฟ้องนายเอกให้ล้มละลายได้ตาม มาตรา 9 โดยนายโทไม่จําต้องบรรยายฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่ เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องตามมาตรา 10 ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายตรวจคําฟ้องแล้ว เห็นว่านายโทเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่นายโทไม่ได้บรรยายฟ้องตามมาตรา 10 ดังกล่าว จึงมีคําสั่งไม่รับฟ้องนั้น คําสั่งของศาลล้มละลายดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2 กรณีหนี้ตามสัญญาซื้อขายจํานวน 1,500,000 บาท

การที่นายโทฟ้องนายเอกว่า นายเอกยังเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายซึ่งยังไม่ถึงกําหนด ชําระแก่นายโทอีกจํานวน 1,500,000 บาท แต่ศาลล้มละลายเห็นว่าเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ จึงมีคําสั่ง ไม่รับฟ้องนั้น คําสั่งของศาลล้มละลายกรณีดังกล่าวนี้ เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะ หนี้ตามสัญญาซื้อขายจํานวน 1,500,000 บาทนั้น แม้จะเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ นายโทก็มีสิทธินําหนี้ ดังกล่าวมาฟ้องนายเอกเป็นคดีล้มละลายได้ตามมาตรา 9 (3)

สรุป คําสั่งของศาลล้มละลายทั้ง 2 กรณีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายจนเป็นหนี้นายรวย จํานวน 2 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินเป็นการชําระหนี้ให้แก่นายรวย โดยระบุวันที่สั่งจ่ายเงินในเช็คเป็นวันที่ 20 มกราคม 2561 ปรากฏว่าในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ศาลได้มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายจน ตามที่ ธนาคารสยามยื่นคําฟ้องต่อศาลเป็นคดีล้มละลาย นายรวยทราบเรื่องจึงยื่นคําขอรับชําระหนี้ตามเช็ค ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ระหว่างไต่สวนคําขอรับชําระหนี้นั้น ธนาคารสยามได้ยื่นคัดค้าน คําขอรับชําระหนี้ของนายรวยว่า หนี้ตามเช็คถึงกําหนดชําระภายหลังวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาด จึงไม่มีสิทธิได้รับชําระหนี้

หากท่านเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีคําสั่งเกี่ยวกับ คําขอรับชําระหนี้ของนายรวย และคําคัดค้านของธนาคารสยามอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 94 “เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชําระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาล มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกําหนดชําระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่

(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้ บังคับคดีไม่ได้

(2) หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทําขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายรวยยื่นขอรับชําระหนี้ตามเช็คจํานวน 2 ล้านบาท ต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์นั้น ถือเป็นเรื่องการขอรับชําระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่มีประกันในคดีล้มละลาย ซึ่งตามมาตรา 94 ได้วางหลัก ไว้ว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจะขอรับชําระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่า หนี้นั้นยังไม่ถึงกําหนดชําระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่เป็นหนี้ต้องห้ามตามมาตรา 94 (1) และ (2)

ตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หนี้ตามเช็คที่นายจนสั่งจ่ายให้แก่นายรวยเป็นหนี้อันเกิดขึ้นก่อน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยนายจนออกเช็คในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ดังนั้นจึงฟังได้ว่าวันที่ออกเช็คอันถือเป็นวันที่มูลหนี้ตามเช็คเกิดขึ้นนั้น เป็นเวลาก่อนวันที่ศาล มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด นายรวยจึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชําระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94 วรรคหนึ่ง

ส่วนคําคัดค้านของธนาคารสยามที่ว่า หนี้ตามเช็คถึงกําหนดชําระภายหลังวันที่ศาลมีคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงไม่มีสิทธิได้รับชําระหนี้นั้นไม่อาจรับฟังได้ เพราะตามมาตรา 94 ได้ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ว่า แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกําหนดชําระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม หากว่ามูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ย่อม อาจขอรับชําระหนี้ได้ ดังนั้นแม้กําหนดชําระเงินตามเช็คจะครบกําหนดในวันที่ 21 มกราคม 2561 อันเป็นวัน หลังจากวันที่ศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม หนี้ตามเช็คนั้นย่อมอาจขอรับชําระหนี้ได้ หากข้าพเจ้าเป็น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีคําสั่งให้รับคําขอรับชําระหนี้ของนายรวย และมีคําสั่งให้ยกคําคัดค้านของธนาคารสยาม

สรุป หากข้าพเจ้าเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ข้าพเจ้าจะมีคําสั่งให้รับคําขอรับชําระหนี้ ของนายรวย และมีคําสั่งให้ยกคําคัดค้านของธนาคารสยาม

 

ข้อ 2 คดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งที่ประชุม เจ้าหนี้ได้ลงมติยอมรับแผนแล้วให้ศาลพิจารณา ปรากฏว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นมิได้ระบุคุณสมบัติ และค่าตอบแทนของผู้บริหารแผนไว้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีรายการ ไม่ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 จึงมีคําสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ให้ท่านวินิจฉัยว่าคําสั่งของศาลดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 90/42 “ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

(7) ชื่อ คุณสมบัติ หนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน และค่าตอบแทน…”

มาตรา 90/58 “ให้ศาลมีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า

(1) แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 90/58 (1) ให้ศาลมีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาล พิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ซึ่งตามมาตรา 90/42 (7) ได้บัญญัติไว้ว่า ในแผน ต้องมีรายการ ชื่อ คุณสมบัติ หนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน และค่าตอบแทนไว้ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอให้ศาลพิจารณานั้น มิได้ระบุคุณสมบัติและค่าตอบแทน ของผู้บริหารแผนไว้ และเมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ศาลจึงไม่อาจมีคําสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้ ดังนั้น การที่ศาลมีคําสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน คําสั่งของศาลจึง ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป คําสั่งของศาลที่ไม่เห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3 การประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย เรียกว่าการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ประชุมกันเพื่ออะไร

– ในการประชุมเจ้าหนี้ที่มีเรื่องของลูกหนี้ขอประนอมหนี้เข้ามาโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ทําคําขอประนอมหนี้เข้ามาในที่ประชุมเจ้าหนี้ ซึ่งในการประชุมเจ้าหนี้นั้นเองมี “มติพิเศษ”ออกมาว่า “ขออย่าให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลาย” ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเป็นประธานในที่ประชุม ท่านเห็นว่า “มติพิเศษนั้น” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด และท่านจะแก้ไขประการใด (ให้ท่านตอบพร้อมยกหลัก กฎหมายประกอบให้ครบถ้วนด้วย)

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6 “ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“มติพิเศษ” หมายความว่า มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมาก และมีจํานวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่ง จํานวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้ และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น”

มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อศาลได้มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุด เพื่อปรึกษาว่าจะควรยอมรับคําขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ หรือ ควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป การประชุมนี้ ให้เรียกว่าประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก”

มาตรา 33 “ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุมเจ้าหนี้ทุกคราว และให้มี รายงานการประชุมลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย”

มาตรา 36 “เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามติของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมาย หรือ ประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องต่อศาล และ ศาลอาจมีคําสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้นได้ แต่ต้องยื่นต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติ”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักไว้ว่า ในคดีล้มละลายเมื่อศาล ได้มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดซึ่ง เป็นการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก และให้นําคําขอประนอมหนี้ของลูกหนี้เข้าสู่ที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกนี้ เพื่อ

1 ให้ได้มติพิเศษว่าจะควรยอมรับคําขอประนอมหนี้ของลูกหนี้หรือไม่ หรือ

2 ควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และ

3 ปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป

ตามอุทาหรณ์ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นําคําขอประนอมหนี้เข้าที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก และผลของมติพิเศษจากที่ประชุมเจ้าหนี้ออกมาว่า “ขออย่าให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลาย” นั้น มติพิเศษดังกล่าวย่อม เป็นมติที่ขัดต่อกฎหมายมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังนั้นในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเป็นประธาน ในการประชุมตามมาตรา 33 เมื่อเห็นว่ามติพิเศษนั้นขัดต่อกฎหมายก็จะแก้ไขตามมาตรา 36 ซึ่งมีหลักดังนี้ คือ

1 ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามติพิเศษนั้นขัดต่อกฎหมาย

2 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทําคําขอเป็นคําร้องยื่นต่อศาลเพื่อให้ศาลเพิกถอนหรือทําลายมตินั้น

3 ศาลอาจมีคําสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติตามมตินั้นได้

4 แต่ต้องยื่นต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติ

สรุป ข้าพเจ้าในฐานะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเป็นประธานในการประชุม เห็นว่า มติพิเศษนั้นขัดต่อกฎหมาย และข้าพเจ้าจะแก้ไขตามหลักกฎหมายที่ได้อธิบายข้างต้น

LAW3010 กฎหมายล้มละลาย 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3010 กฎหมายล้มละลาย

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 ในคดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นําที่ดินของลูกหนี้ที่ยึดไว้แล้วนําออกให้นายทศเช่าโดยได้ทําสัญญาเช่ามีกําหนด 6 เดือน ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท นายทศไม่ชําระค่าเช่า ทั้งหมด 6 เดือน เป็นเงิน 30,000 บาท นอกจากนี้จากการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พบว่านายทศได้เคยทําสัญญาเช่าที่ดินแปลงเดียวกันนี้มาก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ และได้ค้างชําระค่าเช่าลูกหนี้เดิมอีก 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็น 15,000 บาท เช่นเดียวกัน

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า

(1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอํานาจนําที่ดินที่ยึดมานั้นออกให้เช่าได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอํานาจทวงถามค่าเช่าที่ค้างไว้แต่เดิมก่อนยึดทรัพย์ที่นายทศค้างชําระหนี้ไว้แต่เดิม 15,000 บาท ไว้ได้หรือไม่ หรือมีวิธีการทําอย่างไรเพื่อให้นายทศชําระหนี้นั้น

(3) ส่วนค่าเช่าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทําสัญญาเช่าให้กับนายทศ และนายทศค้างค่าเช่าไม่ชําระหนี้เลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทําประการใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 22 “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอํานาจ ดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทําการที่จําเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้”

มาตรา 119 วรรคหนึ่ง “เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชําระเงิน หรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชําระเงินหรือ ส่งมอบทรัพย์สินตามจํานวนที่ได้แจ้งไปและให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธ ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็น หนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกําหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นหนี้ กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจํานวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด”

วินิจฉัย กรณีตามอุทาหรณ์ เยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) ตามบทบัญญัติมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้กําหนดไว้โดยชัดแจ้ง แล้วว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นที่มีอํานาจจัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้หามีอํานาจกระทําการใด ๆ หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่

ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอํานาจนําที่ดินของลูกหนี้ที่ได้ยึดไว้แล้ว ออกให้ นายทศเช่าได้ เพราะถือเป็นการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ประการหนึ่งตามมาตรา 22 (1)

 

(2) สําหรับค่าเช่าเดิมที่นายทศข้างชําระไว้ 3 เดือน เป็นเงิน 15,000 บาทนั้น ถือเป็นสิทธิ เรียกร้องที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงขอบที่จะมีหนังสือทวงหนี้ค่าเช่า จํานวน 15,000 บาท จากนายทศได้ตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องแจ้งไปด้วยว่า หากนายทศจะปฏิเสธ ให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับ หนังสือทวงหนี้ มิฉะนั้นให้ถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ตามจํานวนที่แจ้งไปเป็นการเด็ดขาด

(3) ส่วนค่าเช่าใหม่ 6 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ที่นายทศ ค้างชําระนั้น ถือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้ําที่ดินของลูกหนี้ออกให้เช่าหลังจากลูกหนี้ ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เมื่อนายทศไม่ชําระค่าเช่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจใช้อํานาจตามมาตรา 119 เพื่อทวงให้นายทศชําระค่าเช่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจที่จะดําเนินการฟ้องร้อง เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระเป็นคดีต่างหากได้ตามมาตรา 22 (3) เพราะเป็น การฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

สรุป

(1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจนําที่ดินที่ยึดมานั้นออกให้เช่าได้

(2) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจทวงถามค่าเช่าที่ค้างไว้แต่เดิมก่อนยึดทรัพย์ที่นายทศค้างชําระไว้แต่เดิม 15,000 บาท ไว้ได้โดยแจ้งความเป็นหนังสือไปยังนายทศ (3) ค่าเช่าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทําสัญญาเช่าให้กับนายทศ และนายทศค้างค่าเช่าไม่ชําระหนี้เลยนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มี เขตอํานาจเพื่อเรียกคาเช่าที่ค้างชําระจากนายทศ

 

ข้อ 2 นายกันได้ทําสัญญาเป็นหนังสือกู้ยืมเงินจากนายแก้วจํานวน 3 แสนบาท นายกันจึงถูกนายแก้วฟ้องเป็นคดีแพ่งขอให้ศาลพิพากษาให้นายกันชําระหนี้ตามสัญญากู้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแพ่ง ต่อมานายกันถูกนายกิ่งเจ้าหนี้อีกรายฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายจึงยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งเข้ามาดําเนินคดีนี้แทนลูกหนี้

นายแก้วคัดค้านว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ใช่ลูกหนี้ตามสัญญากู้จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ ไม่อาจยื่นคําร้องเข้ามาดําเนินคดีแทนลูกหนี้ได้ หากท่านเป็นศาลจะสังคําร้องของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์และคําคัดค้านของนายแก้วเจ้าหนี้อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 22 “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอํานาจ ดังต่อไปนี้

(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้”

มาตรา 25 “ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาล ในขณะที่มีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคําขอโดยทําเป็นคําร้อง ศาลมีอํานาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะสังคําร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคําคัดค้าน ของนายแก้วเจ้าหนี้อย่างไรนั้น เห็นว่า คดีที่นายแก้วฟ้องให้ศาลแพ่งพิพากษาให้นายกันชําระหนี้ตามสัญญากู้นั้น เป็นคดีที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและค้างพิจารณาอยู่ในศาล ในขณะที่ศาลสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายกัน แม้ว่าตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) จะบัญญัติให้อํานาจแก่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอํานาจแต่ผู้เดียวในการประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับ ทรัพย์สินของลูกหนี้ นับแต่เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่ตามมาตรา 25 ได้ให้อํานาจแก่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ในการเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคําสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้

ดังนั้น โดยนัยมาตรา 25 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิเข้ามาดําเนินคดีแทนนายกัน ลูกหนี้ได้ รวมถึงมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลให้งดการพิจารณาหรือขอให้ศาลสั่งเป็นประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ดังนั้น หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งรับคําร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดําเนินคดีแทนลูกหนี้และยกคําคัดค้าน ของนายแก้วเจ้าหนี้

สรุป หากข้าพเจ้าเป็นศาลจะสั่งรับคําร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสั่งยกคําคัดค้าน ของนายแก้วเจ้าหนี้

 

ข้อ 3 การพิจารณาเพื่อแต่งตั้งผู้ทําแผนในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เรื่องหนึ่ง ผู้ร้องขอเสนอนายเอกเป็นผู้ทําแผน ผู้คัดค้านเสนอนายโทเป็นผู้ทําแผน ศาลจึงมีคําสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุม เจ้าหนี้เพื่อเลือกบุคคลใดระหว่างนายเอกและนายโทให้เป็นผู้ทําแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรียกประชุมเจ้าหนี้แล้ว ปรากฏว่า ถึงวันนัดประชุมเจ้าหนี้ไม่มีเจ้าหนี้มาร่วมประชุม เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานเพื่อขอให้ศาลมีคําสั่งยกคําร้องขอ

ให้ท่านวินิจฉัยว่าศาลจะมีคําสั่งตามที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอได้หรือไม่ ประการใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 90/17 วรรคสี่ “ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติเลือกผู้ทําแผนได้ให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทําแผนอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่ในกรณีที่เห็นสมควรศาลจะมี คําสั่งยกเลิกคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะมีคําสั่งตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอได้หรือไม่ ประการใด เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 90/17 วรรคสี่ ได้กําหนดไว้แล้วว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อเลือกผู้ทําแผนนั้น ถ้า ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติเลือกผู้ทําแผนได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อเลือกผู้ทําแผน อีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรให้ยกเลิกกาสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า กลได้มีคําสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ เพื่อเลือกระหว่างนายเอกหรือนายโทให้เป็นผู้ทําแผน แต่เมื่อถึงวันประชุม ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหนี้มาประชุมซึ่งถือว่า ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติเลือกผู้ทําแผนได้ ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเรียกประชุมเจ้าหนี้ เพื่อเลือกผู้ทําแผนอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรให้ยกเล็กคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะรายงานขอให้ศาลมีคําสั่งยกเลิกคําร้องขอของผู้ร้องขอไม่ได้ และศาลจะมีคําสั่งตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอมาไม่ได้เช่นกัน

สรุป ศาลจะมีคําสั่งตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอไม่ได้