LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายหนึ่งอยู่กินกับนางสองโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันคือ นายสาม ซึ่งนายหนึ่งได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา นอกจากนี้นายสุพจน์ได้จดทะเบียนรับนายสามไปเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมา นายสามได้ทําสัญญาเช่าอาคารจากนายดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยตกลงว่ามีค่าเช่า 10,000 บาท และระบุว่าบรรดาสิ่งที่ผู้เช่าได้นํามาตกแต่งในสถานที่เช่า ถ้ามีลักษณะติดตรึงตรากับอาคารแล้ว ผู้เช่าจะรื้อถอนไปมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า การปลูกสร้างหรือ ดัดแปลงต่อเติมที่ผู้เช่ากระทําขึ้นนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น โดยมีระยะเวลาการเช่า 20 ปี นอกจากนี้นายสามได้ทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากนายเขียว กําหนดชําระค่างวด งวดละ 10,000 บาท จํานวน 20 งวด ปรากฏว่าหลังจากนายสามทําสัญญาเช่าอาคารมาได้ 5 ปี และชําระค่างวดมาได้ 10 งวด นายสามป่วยและถึงแก่ความตายเช่นนี้ จงพิจารณาการตกทอดของมรดกของนายสาม

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรฃอบด้วยกฎหมาย ของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”

มาตรา 1598/27 “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

มาตรา 1598/29 “การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะ ทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการรับบุตรบุญธรรมนั้น”

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา”

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมี ผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตาย นั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ จะเห็นได้ว่ามรดกของนายสามซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทนั้น ได้แก่

1 สิทธิตามสัญญาเช่าอาคารจากนายดิน เพราะเมื่อในสัญญาเช่ามีข้อตกลงกันว่า การ ปลูกสร้างหรือดัดแปลงต่อเติมที่ผู้เช่ากระทําขึ้นนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น โดยมีระยะเวลาการเช่า 20 ปีนั้น สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเช่าที่มีข้อตกลงต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เมื่อนายสามผู้เช่าถึงแก่ ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

2 สิทธิการเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากนายเขียว เพราะตามกฎหมายในเรื่องสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าซื้อย่อมไม่ระงับสิ้นไป เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อตาม กฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ดังนั้น เมื่อนายสามผู้เช่าซื้อถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

ส่วนบุคคลใดบ้างที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิในการรับมรดกดังกล่าวของนายสามนั้น แยกพิจารณา ได้ดังนี้

1 นายหนึ่ง ซึ่งเป็นบิดาของนายสามนั้น เมื่อนายหนึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสกับนางสอง นายหนึ่งจึงเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายสาม และแม้ว่านายหนึ่งจะได้รับรองว่านายสามเป็นบุตรโดย ได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดาตามมาตรา 1627 ก็ตาม นายหนึ่งก็มิใช่ทายาทโดยธรรมตามนัยของมาตรา 1629 (2) ดังนั้น นายหนึ่งจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายสาม

2 นางสอง ซึ่งเป็นมารดาของนายสามนั้น ถือเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (2) จึงมีสิทธิรับมรดกของนายสาม ทั้งนี้เพราะนางสองแม้จะมิได้จดทะเบียนสมรสกับนายหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นมารดา ที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสามตามมาตรา 1546

3 นายสุพจน์ ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของนายสามนั้น ไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาท โดยธรรมของนายสาม เพราะต้องห้ามตามมาตรา 1598/29 ที่กําหนดว่า การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิ รับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม

ดังนั้น มรดกของนายสามดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด จึงตกได้แก่นางสองแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1630 วรรคสอง และมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนายสามคือ สิทธิตามสัญญาเช่าอาคารจากนายดิน และสิทธิการเป็นผู้เช่า ซื้อรถยนต์จากนายเขียวตกได้แก่นางสองแต่เพียงผู้เดียว

 

ข้อ 2 นายมะม่วงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนางสาวมังคุดมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายขนุนและนายฝรั่ง นายขนุนจดทะเบียนสมรสกับนางลิ้นจี่ แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน จึงร่วมกันจดทะเบียนรับนายมะพร้าว มาเป็นบุตรบุญธรรม โดยนายมะพร้าวมี ด.ช.มะนาวเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายมะพร้าวนํามา อุปการะเลี้ยงดูอย่างดี ส่วนนายฝรั่งจดทะเบียนรับ ด.ช.ระบําเป็นบุตรบุญธรรมและมี ด.ญ.สละ เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายฝรั่งให้ใช้นามสกุล ต่อมานายมะพร้าวและนายฝรั่งเดินทางไป ต่างจังหวัดและประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พอนายขนุนทราบข่าวก็เสียใจมาก หัวใจวายถึงแก่ความตาย นายขนุนมีมรดกเป็นเงินสดจํานวน 1 ล้าน 2 แสนบาท จงแบ่งมรดกของนายขนุน

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1598/25 “ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับ ความยินยอมจากคู่สมรสก่อน…”

มาตรา 1598/27 “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

มาตรา 1604 วรรคหนึ่ง “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1620 วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มีให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้ เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดาน คนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้น รับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1642 “การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายขนุนถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ มรดกทั้งหมด จํานวน 1 ล้าน 2 แสนบาท ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิและ ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายขนุน แยกพิจารณาได้ดังนี้ คือ

1 นายมะม่วง ซึ่งเป็นบิดาของนายขนุน เมื่อนายมะม่วงไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ นางสาวมังคุด นายมะม่วงจึงมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายขนุน ดังนั้นนายมะม่วงจึงมิใช่ทายาทโดยธรรม ตามนัยของมาตรา 1629 (2) จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายขนุน

2 นางสาวมังคุด เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายขนุน ดังนั้น นางสาวมังคุด จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (2) และมีสิทธิได้รับมรดกของนายขนุน

3 นางลิ้นจี่ เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายขนุน จึงเป็นทายาทโดยธรรมใน ฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคสอง นางลิ้นจี่จึงมีสิทธิรับมรดกของนายขนุน

4 นายมะพร้าว เป็นบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมายของนายขนุนตามมาตรา 1598/25 และมาตรา 1598/27 โดยหลักแล้วย่อมมีสิทธิรับมรดกของนายขนุนในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 แต่เมื่อปรากฏว่านายมะพร้าวได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นายมะพร้าวจึงไม่มีสิทธิ รับมรดกของนายขนุน เพราะไม่มีสภาพบุคคลในเวลาที่เจ้ามรดกตายตามมาตรา 1604 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายมะพร้าวมีผู้สืบสันดานโดยตรงคือ ด.ช.มะนาว ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายมะพร้าวบิดาได้รับรองโดยพฤติการณ์แล้ว เมื่อนายมะพร้าวถึงแก่ ความตายก่อนเจ้ามรดก ด.ช.มะนาวจึงมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นายมะพร้าวได้ตามมาตรา 1639, 1642 และ มาตรา 1643

5 นายฝรั่ง เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายขนุนเจ้ามรดก จึงเป็นทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629 (3) แต่นายฝรั่งจะรับมรดกของนายขนุนไม่ได้ เพราะเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดก ตามมาตรา 1629 (1) และ (2) อยู่แล้ว ดังนั้น นายฝรั่งซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลําดับถัดลงไปจึงไม่มีสิทธิรับมรดก ตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง และมีผลทําให้ ด.ช.ระกํา และ ด.ญ.สละ ไม่อาจรับมรดกแทนที่นายฝรั่งได้แม้ ด.ญ.สละ จะเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายฝรั่งก็ตาม

ดังนั้น มรดกจํานวน 1 ล้าน 2 แสนบาท ของนายขนุนจึงตกได้แก่ นางสาวมังคุดมารดา นางลิ้นจี่ ภริยา และ ด.ช.มะนาว ซึ่งเข้ารับมรดกแทนที่นายมะพร้าว โดยทั้งสามคนจะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่า ๆ กัน คือ คนละ 4 แสนบาท ตามมาตรา 1630 วรรคสอง , 1635 (1) และมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนายขนุนจํานวน 1 ล้าน 2 แสนบาท ตกได้แก่ นางสาวมังคุด นางลิ้นจี่ และ ด.ช.มะนาว คนละ 4 แสนบาท

 

ข้อ 3 นายวิหคอยู่กินกับนางสมศรีโดยไม่จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกันคือ นายไกร นายเกรียง และนายกล ซึ่งนายวิหคได้ให้ใช้นามสกุล นายไกรจดทะเบียนสมรสกับนางมีนา มีบุตรคือ นายมกรา นายเกรียง จดทะเบียนรับนายกรุงมาเป็นบุตรบุญธรรม นายวิหคได้ทําพินัยกรรมยกเงินมรดกทั้งหมด 300,000 บาท ให้แก่นายกลแต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายกลกลับถึงแก่ความตายก่อนนายวิหค หลังจากนั้นนายวิหคป่วยและถึงแก่ความตาย เมื่อนายวิหคตายปรากฏว่า นายไกรได้ปลอม พินัยกรรมของนายวิหคขึ้นทันทีโดยกําหนดให้ตนได้รับมรดกหนึ่งในสามส่วน อีกทั้งปรากฏว่า หลังจากนายวิหคตายนั้น นายเกรียงได้ทําหนังสือสละมรดกของนายวิหคและมอบหนังสือนั้นแก่ ผู้อํานวยการเขตบางกะปิ เช่นนี้จงพิจารณาแบ่งมรดกของนายวิหคที่มีเงินสดตามพินัยกรรม 300,000 บาทนั้น

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1598/27 “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

มาตรา 1604 วรรคหนึ่ง “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ (5) ผู้ที่ปลอม ทําลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด”

มาตรา 1607 “การถูกกําจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูก กําจัดสืบมรดกต่อไปเสมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว…”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ”

มาตรา 1615 วรรคสอง “เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาท คนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนาม ของผู้สืบสันดานนั้น”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทําพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผล ด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวิหคได้ทําพินัยกรรมยกเงินมรดกทั้งหมด 300,000 บาท ให้แก่ นายกลนั้น เมื่อปรากฏว่า นายกลผู้รับพินัยกรรมตายก่อนนายวิหคผู้ทําพินัยกรรม ข้อกําหนดในพินัยกรรมนั้นย่อม ตกไป ดังนั้น จึงต้องนําเงินจํานวน 300,000 บาท ในส่วนนี้กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรม ของนายวิหคต่อไปตามมาตรา 1698 (1) และมาตรา 1699

ในส่วนของทายาทโดยธรรมนั้น บุตรทั้ง 3 คนของนายวิหค ได้แก่ นายไกร นายเกรียง และ นายกล ต่างก็เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายวิหคเจ้ามรดกได้รับรองโดยพฤติการณ์แล้ว ทั้ง 3 คน จึงเป็นทายาท โดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 แต่เมื่อปรากฏว่านายกลได้ถึงแก่ ความตายก่อนเจ้ามรดก นายกลจึงไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะนายกสไมมีสภาพบุคคลในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 1604 วรรคหนึ่ง ส่วนนางสมศรีเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิหค จึงมิใช่ทายาทโดยธรรมใน ฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคสอง จึงไม่มีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกัน ดังนั้น มรดกจํานวน 300,000 บาท ของนายวิหคจึงตกได้แก่ นายไกร และนายเกรียง คนละ 150,000 บาท ตามมาตรา 1633

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่านายไกรได้ปลอมพินัยกรรมของนายวิหค ย่อมทําให้นายไกรถูก กําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 (5) ซึ่งเป็นการถูกกําจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตาย เมื่อนายไกรมีผู้สืบสันดานคือนายมกราซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น นายมกราจึงมีสิทธิสืบมรดกของ นายวิหคเหมือนหนึ่งว่านายไกรนั้นตายแล้วตามมาตรา 1607 ดังนั้น นายมกราจึงได้รับมรดกของนายวิหค โดย การสืบมรดกของนายไกรจํานวน 150,000 บาท

ส่วนนายเกรียงนั้น เมื่อได้ทําการสละมรดกของนายวิหคโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1612 นายเกรียงจึงเสียสิทธิในการรับมรดก แต่เมื่อตามมาตรา 1615 วรรคสอง ได้กําหนดว่า เมื่อทายาทโดยธรรมคนใด สละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายเกรียงมีผู้สืบสันดาน

คือ นายกรุงที่เป็นบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1598/27 นายกรุงจึงได้รับมรดกของนายวิหค โดยการสืบมรดกในส่วนที่นายเกรียงจะได้รับคือ 150,000 บาท

สรุป

มรดกของนายวิหคตกได้แก่ นายมกรา และนายกรุงคนละ 150,000 บาท

 

ข้อ 4 นางพิณมีบุตร 3 คน คือ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม นายสามมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย คือนางสร้อยมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ด.ช.สิน นางพิณป่วยหนักรักษาตัวที่โรงพยาบาล นายหนึ่งเห็นว่า ตนเองเป็นบุตรชายคนโต นายหนึ่งจึงอยากเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิณ นายหนึ่งได้ฉ้อฉลให้ นางพิณทําพินัยกรรมตั้งนายหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิณ ต่อมานางพิณเห็นว่านายสองดูแลตน ในระหว่างที่ป่วยแต่เพียงผู้เดียว นางพิณจึงทําพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนให้กับนายสอง หลังจากนั้นนางพิณถึงแก่ความตาย นางพิณมีทรัพย์มรดกทั้งสิ้น 300,000 บาท นายสองไม่อยาก รับมรดกของนางพิณแต่เพียงผู้เดียว นายสองจึงได้สละมรดกของนางพิณในฐานะผู้รับพินัยกรรม โดยทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตบางรัก ดังนี้ให้ท่านแบ่งมรดกของนางพิณ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทํา หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วน หรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือไม่ให้กระทําการดังกล่าวนั้น”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา 1617 “ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะ รับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น”

มาตรา 1618 “ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือ ผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนเบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้น ๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป”

มาตรา 1620 วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผล ด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ เมื่อนางพิณเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกคือเงินจํานวน 300,000 บาท ซึ่งนางพิณได้ทําพินัยกรรมยกให้แก่นายสองเพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยหลักแล้วเงินจํานวน 300,000 บาท ย่อมตกได้แก่ นายสองในฐานะผู้รับพินัยกรรม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนายสองได้ทําหนังสือสละมรดกของนางพิณในฐานะผู้รับ พินัยกรรมมอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตบางรัก ถือว่าเป็นการสละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1612 ดังนั้น ข้อกําหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงตกไป จึงต้องนําเงินมรดกทั้งหมดจํานวน 300,000 บาท ไปแบ่งปันให้แก่ ทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1698 (3), 1699 ประกอบมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง โดย ด.ช.สินในฐานะ ผู้สืบสันดานของนายสองไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่นายสองได้สละแล้วนั้นตามมาตรา 1617

สําหรับทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนางพิณ ได้แก่ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1618 โดยนายสองแม้จะสละมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรม แต่ก็ยังคงมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอยู่ และเมื่อทั้ง 3 คน เป็นทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกัน จึงมีสิทธิได้รับมรดกในส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน คือ คนละ 100,000 บาท ตามมาตรา 1633

ส่วนการที่นายหนึ่งได้ฉ้อฉลให้นางพิณทําพินัยกรรมตั้งนายหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิณนั้น นายหนึ่งไม่ได้ฉ้อฉลให้นางพิณทําพินัยกรรมซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแต่อย่างใด ดังนั้น นายหนึ่งจึงไม่ถูกกําจัดมิให้ รับมรดกตามมาตรา 1606 (4) นายหนึ่งจึงยังมีสิทธิในการรับมรดกของนางพิณ

สรุป มรดกของนางพิณจํานวน 300,000 บาท ตกได้แก่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม คนละ 100,000 บาท

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเมฆมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือ นายหมอก นายเมฆให้นายชายยืมกระบือจํานวน 2 ตัวไปใช้เป็นเวลา 8 เดือน นอกจากนี้นายเมฆให้นางหญิงยืมข้าวสารจํานวน 4 กระสอบไปใช้เป็นเวลา 8 เดือนเช่นเดียวกัน หลังจากให้คนทั้งสองยืมแล้วเป็นเวลา 3 เดือน นายชายและนางหญิงก็ประสบ อุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ดังนี้ นายเมฆจะเรียกทรัพย์สินคืนจากทายาทของนายชายและทายาท ของนางหญิงได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ หน้าที่และ ความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ นายเมฆจะเรียกทรัพย์สินคืนจากทายาทของนายชายและทายาทของ นางหญิงได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีนายเมฆให้นายชายยืมกระบือ

การที่นายเมฆให้นายชายยืมกระบือจํานวน 2 ตัว ไปใช้เป็นเวลา 8 เดือนนั้น เป็น สัญญายืมใช้คงรูป ซึ่งตามกฎหมาย สัญญายืมใช้คงรูปย่อมระงับไปเมื่อผู้ยืมตาย (ป.พ.พ. มาตรา 648) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายชายผู้ยืมได้ถึงแก่ความตาย สัญญายืมระหว่างนายเมฆกับนายชายจึงต้องระงับไป แม้ว่าจะยังไม่ครบกําหนด 8 เดือนก็ตาม เมื่อสิทธิในการใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมโดยกฎหมายถือว่าเป็นการ เฉพาะตัวของผู้ตาย (ผู้ยืม) จึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทของผู้ยืม นายเมฆจึงสามารถเรียกกระบือ จํานวน 2 ตัว คืนจากทายาทของนายชายได้

2 กรณีนายเมฆให้นางหญิงยืมข้าวสาร

การที่นายเมฆให้นางหญิงยืมข้าวสารจํานวน 4 กระสอบไปใช้เป็นเวลา 8 เดือนนั้น เป็น สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งตามกฎหมายสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง เป็นสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิด ใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกําหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 650) โดยจะต้องคืนเมื่อครบกําหนดเวลาที่ได้ตกลงกัน ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วไม่เป็นการเฉพาะตัวของ ผู้ให้ยืมและผู้ยืม สิทธิและหน้าที่ตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทได้ เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่าหลังจากนางหญิงได้ยืมข้าวสารจากนายเมฆไปได้ 3 เดือน นางหญิงถึงแก่ความตายสิทธิและหน้าที่ ตามสัญญายืมของนางหญิงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทของนางหญิง ดังนั้น นายเมฆจึงไม่สามารถ เรียกข้าวสารคืนจากทายาทของนางหญิงก่อนครบกําหนด 3 เดือน

สรุป

นายเมฆสามารถเรียกกระบือทั้ง 2 ตัว คืนจากทายาทของนายซายได้ แต่จะเรียก ข้าวสารจํานวน 1 กระสอบ คืนจากทายาทของนางหญิงก่อนครบกําหนด 8 เดือนไม่ได้

 

ข้อ 2 นายหนึ่งอยู่กินกับนางกันยามีบุตรคือนายสองและนายสาม ซึ่งนายหนึ่งได้อุปการะเลี้ยงดูอย่างดีนายสองได้จดทะเบียนสมรสกับนางเดือน ส่วนนายสามได้จดทะเบียนรับ ด.ช.สิงโตมาเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานายสองประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายสามป่วยและถึงแก่ความตาย จากนั้นนายหนึ่งป่วยและถึงแก่ความตายโดยพบว่าหลังจากนายหนึ่งตายได้ 30 วัน นางเดือน ภรรยานายสองได้ตั้งครรภ์แล้วมีอายุครรภ์ 2 เดือน และต่อมาอีก 7 เดือนได้คลอดคือ ด.ช.ยิ่ง เช่นนี้ จงพิจารณาแบ่งมรดกของนายหนึ่งที่มีเงินสด 120,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง “เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวัน นับแต่ วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แล้วแต่กรณี”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น เบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1634 “ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสายหนึ่ง ๆ ตาม บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 4 นั้นให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกดังนี้

(3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ เสืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบสาน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1644 “ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดก”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายหนึ่งคือเงินสด 120,000 บาท ย่อมตกได้แก่นายสองและนายสาม เพราะแม้ว่านายสองและนายสามจะเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายหนึ่ง แต่ การที่นายหนึ่งได้อุปการะเลี้ยงดูนายสองและนายสามอย่างดีนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายหนึ่งบิดาได้ให้การรับรอง แก่บุตรนอกกฎหมายแล้ว ดังนั้นนายสองและนายสามจึงมีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่งในฐานะผู้สืบสันดานตาม มาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 ส่วนนางกันยาเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายหนึ่ง จึงไม่ใช่ทายาท โดยธรรมในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสองและนายสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) ได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกจึงไม่อาจรับมรดกได้ จึงต้องพิจารณาว่าทายาทโดยธรรมผู้นั้น มีผู้สืบสันดานเข้ารับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 หรือไม่

กรณีของนายสองนั้น มี ด.ช.ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายสอง และเป็นบุตรที่ชอบ ด้วยกฎหมายของนายสอง เพราะเป็นบุตรที่เกิดกับนางเดือนภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายสองภายใน 310 วัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ด.ช.ยิ่งจึงมีสิทธิบริบูรณ์ในการเข้ารับมรดก แทนที่นายสองเพื่อรับมรดกของนายหนึ่งตามมาตรา 1639, 1643 และ 1644

ส่วนกรณีของนายสามนั้น การที่นายสามได้จดทะเบียนรับ ด.ช.สิงโตเป็นบุตรบุญธรรม ด.ช.สิงโต จึงมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายสาม จึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสาม

ดังนั้น มรดกของนายหนึ่งคือเงินสดจํานวน 120,000 บาท จึงตกได้แก่ ด.ช.ถึงแต่เพียงผู้เดียว ตามมาตรา 1630 (3)

สรุป มรดกของนายหนึ่งตกได้แก่ ด.ช.ยิ่งซึ่งเข้ารับมรดกแทนที่นายสองแต่เพียงผู้เดียว

 

ข้อ 3 นายหนึ่งและนางน้อยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย นายหนึ่งมีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน คือ นางสาวสองและนายสาม นายหนึ่งมีป้าที่เลี้ยงดูนายหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก ชื่อ นางไก่ นางสาวสอง อยู่กินกันฉันสามีภริยากับนายกรโดยไม่จดทะเบียนสมรสกัน วันหนึ่งนายสามมาขอเงินนายหนึ่ง เพื่อจะเอาไปลงทุนค้าขาย นายหนึ่งได้ให้เงินนายสามไป 200,000 บาท โดยนายสามทําสัญญากับ นายหนึ่งว่าเมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตาย นายสามจะขอสละมรดกทั้งหมดของนายหนึ่ง หลังจากนั้น นายหนึ่งได้ทําพินัยกรรมยกบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ให้กับนางสาวสอง ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ นายหนึ่งไม่ได้ทําพินัยกรรมยกให้ใคร ต่อมานายหนึ่งได้กล่าวหานายกรว่านายกรอยู่กินกับนางสาวสอง เพราะหวังทรัพย์สมบัติของนางสาวสอง นายกรโกรธนายหนึ่งมาก นายกรได้ใช้ปืนยิงนายหนึ่งตาย ต่อหน้านางสาวสอง นางสาวสองไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตํารวจว่านายหนึ่งถูกฆ่า แต่ไม่บอกว่านายกร เป็นผู้ฆ่านายหนึ่งเพราะนางสาวสองไม่อยากให้นายกรต้องรับโทษทางอาญา นายหนึ่งมีทรัพย์มรดก ทั้งสิ้นคือบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ตามพินัยกรรมและเงินสด 600,000 บาท ดังนี้ จงแบ่ง มรดกของนายหนึ่ง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐา เป็นผู้ไม่สมควร คือ

(3) ผู้ที่รู้แล้วว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนาแต่มิได้นําข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่ จะเอาตัวผู้กระทําผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคน วิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ”

มาตรา 1619 “ผู้ใดจะสละหรือจําหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้า ในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้”

1620 วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสาย แล้วแต่กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ผู้ตายเลย”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสามได้ทําสัญญากับนายหนึ่งว่าเมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตาย นายสามจะขอสละมรดกทั้งหมดของนายหนึ่งนั้น สัญญาดังกล่าวมิใช่เป็นการสละมรดก เพราะการสละมรดก จะกระทําได้ต่อเมื่อเจ้ามรดกตายแล้วเท่านั้น ดังนั้นการแสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืน บทบัญญัติมาตรา 1619 อีกทั้งการสละมรดกนั้นจะต้องทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทําเป็น

สัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 1612 เท่านั้น ดังนั้น นายสามจึงยังคงมีสิทธิได้รับมรดกของนายหนึ่ง ในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (3)

ส่วนกรณีของนางสาวสองนั้น เมื่อนางสาวสองรู้ว่า นายหนึ่งถูกนายกรฆ่าตายโดยเจตนา แต่ มิได้นําความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษ และกรณีที่นางสาวสองไปแจ้งความ ต่อเจ้าหน้าที่ตํารวจว่านายหนึ่งถูกฆ่า แต่ไม่บอกว่านายกรเป็นผู้ฆ่านั้น กรณีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นการถูกกําจัดมิให้รับ มรดกของนายหนึ่ง เพราะนายกรมิใช่สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสอง ดังนั้น นางสาวสองจึงถูกกําจัด มิให้รับมรดกของนายหนึ่งตามมาตรา 1606 (3) และเมื่อนางสาวสองถูกกําจัดมิให้รับมรดกของนายหนึ่ง นางสาวสอง จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกคือบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ที่นายหนึ่งทําพินัยกรรมยกให้แก่นางสาวสองด้วย ดังนั้นบ้าน 1 หลังราคา 300,000 บาท จึงต้องนําไปรวมกับเงินสด 600,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม เพื่อนําไปแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายหนึ่งต่อไปตามมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อนายหนึ่งตาย มรดกของนายหนึ่งรวมทั้งหมด 900,000 บาท จึงตกได้แก่ทายาท โดยธรรม ซึ่งได้แก่นายสามในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามมาตรา 1629 (3) และนางน้อยภริยาที่ชอบ ด้วยกฎหมายของนายหนึ่งในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย โดยนางน้อยมีสิทธิได้รับมรดกถึงหนึ่งคือ 450,000 บาท และนายสามจะได้รับ 450,000 บาท ตามมาตรา 1635 (2) ส่วนนางไก่ซึ่งเป็นป้าของนายหนึ่ง และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1529 (6) ซึ่งเป็นทายาทในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง ตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง

สรุป

มรดกของนายหนึ่งตกได้แก่นายสามและนางน้อยคนละ 450,000 บาท

 

ข้อ 4 นายเสือจดทะเบียนสมรสกับนางสวย มีบุตร 2 คน ชื่อ นายหนึ่งและนายสอง นายหนึ่งมีบุตรชอบด้วยกฎหมายชื่อนางมุก ส่วนนายสองจดทะเบียนรับนางเพชรเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมานายหนึ่งถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุ นายเสือเสียใจมากจึงทําพินัยกรรมถูกต้องตามกฎหมาย ระบุยกแหวนเพชรประจําตระกูล 1 วง ราคา 500,000 บาท ให้นางมุก โดยมิได้กล่าวถึงทรัพย์สินอื่น หลังจากนั้นนายเสือถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์มรดกเป็นแหวนเพชรประจําตระกูล 1 วง กับเงิน 6,000,000 บาท นางมุกนําแหวนเพชรไปซ่อนเพื่อจะเอาไว้เป็นของตนแต่ผู้เดียว ส่วนนายสองทํา หนังสือมอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์จะรับมรดกของนายเสือ ขอสละมรดกทั้งหมด

ให้วินิจฉัยว่า ทรัพย์มรดกของนายเสือตกได้แก่ผู้ใด เพียงใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1605 “ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทําให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ”

มาตรา 1615 “การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น”

มาตรา 1620 วรรคสอง “ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทําพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจําหน่ายทรัพย์ หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จําหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรม ไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 16.30 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา1635

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้ เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (5) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดาน คนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้น รับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเสือทําพินัยกรรมระบุยกแหวนเพชรประจําตระกูล 1 วง ราคา 500,000 บาท ให้แก่นางมุกนั้น นางมุกในฐานะผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับแหวนดังกล่าว และแม้ว่านางมุกจะ นําแหวนเพชรวงนั้นไปซ่อนเพื่อจะเอาไว้เป็นของตนแต่ผู้เดียว ก็ไม่เป็นเหตุให้ถูกกําจัดมิให้ได้รับมรดกฐานยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกตามมาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เพราะนางมุกเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ ซึ่งตาม

มาตรา 1605 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่ามิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างในวันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น

ดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายเสือ คือเงิน 6,000,000 บาท ซึ่งนายเสือมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมว่า จะยกให้แก่ผู้ใด จึงต้องนํามาแบ่งปันให้เก่ทายาทโดยธรรมของนายเสือต่อไปตามมาตรา 1620 วรรคสอง ซึ่งผู้ที่ มีสิทธิได้รับมรดกของนายเสือได้แก่ นางสวยภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย และนายหนึ่งกับนายสองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) โดยทั้ง 3 คน จะได้รับ ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน คือ 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1633 และมาตรา 1635 (1)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายหนึ่งได้ถึงแก่ความตายก่อนนายเสือเจ้ามรดก และนายหนึ่งมีนางมุกเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง นางมุกจึงเข้ารับมรดกแทนที่นายหนึ่งเฉพาะส่วนที่นายหนึ่งจะ ได้รับคืน 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643

ส่วนนายสองนั้น เมื่อได้ทําหนังสือมอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตโดยระบุว่าไม่ขอรับทรัพย์มรดกของนายเสือ จึงเป็นการสละมรดกที่ถูกต้องตามมาตรา 1612 นายสองจึงไม่มีสิทธิรับมรดกในส่วนของตน แต่เมื่อ นายสองมีนางเพชรซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม และตามมาตรา 1627 ให้ถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดาน สัน นางเพชรจึงสืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่นายสองจะได้รับคือ 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1615 วรรคสอง

ดังนั้น มรดกของนายเสือจํานวน 6,000,000 บาท จึงตกได้แก่ นางสวย นางมุก และนางเพชร คนละ 2,000,000 บาท

สรุป ทรัพย์มรดกของนายเสือที่เป็นแหวนเพชร 1 วง ราคา 500,000 บาท ตกได้แก่นางมุก ส่วนเงิน 6,000,000 บาท ตกได้แก่ นางสวย นางมุก และนางเพชร คนละ 2,000,000 บาท

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเมฆมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 2 คน คือ น.ส.ดาว และ น.ส.เดือน นายเมฆให้นางเนปจูนเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ราคา 30,000 บาท แบ่งชําระจํานวน 10 งวด งวดละ 3,000 บาท นอกจากนี้นายเมฆ ยังให้นายพลูโตเช่าที่ดินเพื่อทํานา จํานวน 2 ไร่ คิดค่าเช่าที่ดินเดือนละ 4,000 บาท ระยะเวลา ในการเช่าที่ดิน 2 ปี หลังจากนายเมฆทําสัญญากับนางเนปจูนและนายพลูโตแล้วเป็นเวลา 6 เดือน นางเนปจูนและนายพลูโตก็ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ดังนี้ สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินเป็นมรดกหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ หน้าที่และ ความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินเป็น มรดกหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ตามกฎหมายในเรื่องสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่ ความตาย สัญญาเช่าซื้อย่อมไม่ระงับสิ้นไป เพราะสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นตามกฎหมายหรือว่าโดย อภาพแล้วไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อแต่อย่างใด สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นการตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าหลังจากนางเนปจูนเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไปได้ 6 เดือน ก็ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของนางเนปจูนจึงเป็นมรดก ตกทอดแก่ทายาท

2 สิทธิตามสัญญาเช่าที่ดิน เมื่อนายพลูโตผู้เช่าถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตาม สัญญาเช่าที่ดินย่อมระงับสิ้นไป เพราะสิทธิตามสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าได้คํานึงถึงคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของผู้เช่า จึงเป็นการเฉพาะตัวของผู้เช่าโดยแท้ ดังนั้น สิทธิตามสัญญาเช่าของนายพลูโตจึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

สรุป

สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เป็นมรดก แต่สิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินไม่เป็นมรดก

 

ข้อ 2 นายดอนอยู่กินกับนางศรีโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันคือ นายเก่ง และนายก้อน โดยนายดอนได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา โดยนายก้อนนั้นได้จดทะเบียนรับนายเต่ามาเป็น บุตรบุญธรรมของตน ส่วนนายเต่าจดทะเบียนสมรสกับนางเดือนมีบุตรชื่อนางดาว หลังจากนั้น นายดอนจดทะเบียนรับนายเอกมาเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งนายเอกจดทะเบียนสมรสกับนางหญิงและ มีบุตรคือนายชาย ต่อมานายดอนเลิกกับนางศรีและได้ไปจดทะเบียนสมรสกับนางยินดีมีบุตร ด้วยกันคือนายหยิ่ง หลังจากนั้นนายเก่งได้ทําพินัยกรรมยกเงินสดให้นายก้อน 100,000 บาท หลังจากนั้นนางศรี นายก้อน และนายเอกประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ต่อมานายเก่งหัวใจวายตาย จากนั้นนายเต่าป่วยตาย เช่นนี้ จงพิจารณาแบ่งมรดกของนายเก่งที่ยังมีเงินสดนอกพินัยกรรมอีก 20,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1604 วรรคหนึ่ง “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1620 วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้า ผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ ไปจนหมดสาย

มาตรา 1642 “การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทําพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผล ด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเก่งได้ทําพินัยกรรมยกเงินสดจํานวน 100,000 บาท ให้แก่นายก้อน นั้น เมื่อปรากฏว่า นายก้อนผู้รับพินัยกรรมตายก่อนนายเก่งผู้ทําพินัยกรรม ข้อกําหนดในพินัยกรรมนั้นย่อมตกไป ดังนั้น จึงต้องนําเงินจํานวน 100,000 บาท ในส่วนนี้กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมของ นายเก่งต่อไปตามมาตรา 1698 (1) และมาตรา 1699 ทําให้จํานวนเงินซึ่งเป็นมรดกของนายเก่งมีจํานวนรวมทั้งหมด 120,000 บาท

และเมื่อนายเก่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บุคคลที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเก่ง แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 นายดอน ซึ่งเป็นบิดาของนายเก่ง แต่เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายเก่ง เพราะขณะที่นายเก่งเกิด นายดอนกับนางศรีเป็นสามีภริยากันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น นายดอนจึงไม่มีสิทธิ รับมรดกของนายเก่ง เพราะตามมาตรา 1629 (2) ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกนั้นจะต้องเป็นบิดาและมารดา ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

2 นางศรี ซึ่งเป็นมารดาของนายเก่ง และเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเอง เพราะตามมาตรา 1546 บุคคลที่เกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น นางศรีจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (2) แต่เมื่อปรากฏว่านางศรีถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่านางศรีไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงมิอาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604

3 นายเอก ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนายดอน มิใช่พี่น้องร่วมกับนายเก่ง จึงมิใช่ทายาท โดยธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเก่ง

4 นายก้อน ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายเก่ง และมีฐานะเป็นทายาท โดยธรรมตามมาตรา 1629 (3) แต่เมื่อปรากฏว่านายก้อนถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่านายก้อนไม่มี สภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงมิอาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604

และแม้ว่านายก้อนจะได้จดทะเบียนรับนายเต่ามาเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อนายเต่มิใช่ ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายก้อน ดังนั้น นายเต๋จึงไม่สามารถเข้ารับมรดกแทนที่นายก้อนตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643 ได้

5 นายหยิ่ง ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนายเก่ง จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629 (4) เมื่อปรากฏว่าไม่มีทายาทอันดับก่อนหน้านายหยิ่งได้รับมรดกรวมถึงไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ ดังนั้น มรดกของนายเก่งคือเงินสดจํานวน 120,000 บาท จึงตกได้แก่นายหยิงแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนายเก่ง คือ เงินสดจํานวน 120,000 บาท ตกได้แก่นายหยิ่งแต่เพียงผู้เดียว

 

ข้อ 3 นายโชคกับนางช่วยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน คือนายลาภ และนายยศ บิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว นายลาภมีนางแดงเป็นภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร 1 คน คือ เด็กหญิงสวย ซึ่งนายลาภให้ใช้นามสกุลและส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาตลอดมา นายยศมีความประพฤติ ไม่ดี นายโชคจึงประกาศด้วยวาจาต่อญาติทุกคนว่าขอตัดนายยศมิให้รับมรดกของตน ต่อมานายลาภใช้อาวุธปืนยิงนายโชคโดยเจตนาฆ่าเนื่องจากไม่พอใจที่ขอเงินแล้วนายโชคปฏิเสธ แต่นายโชค ไม่ถึงแก่ความตาย ศาลพิพากษาลงโทษจําคุกนายลาภในความผิดฐานพยายามฆ่านายโชค คดีถึงที่สุด แล้ว ต่อมาอีก 5 ปี นายโชคป่วยและถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์มรดกเป็นเงิน 3,000,000 บาท ให้วินิจฉัยว่า ทรัพย์มรดกของนายโชคตกแก่ผู้ใด เพียงใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(1) ผู้ที่ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทํา หรือพยายามกระทําให้เจ้ามรดกหรือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

มาตรา 1608 “เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดง เจตนาชัดแจ้ง

(1) โดยพินัยกรรม

(2) โดยทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา1635

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้ เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดาน คนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้น รับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายโชคเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกถือเงินสดจํานวน 3,000,000 บาท มรดกของนายโชคจะตกทอดแก่บุคคลใดบ้าง แยกพิจารณาได้ดังนี้ คือ

1 นางช่วย ซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายโชค จึงถือเป็นทายาทโดยธรรมใน ฐานะคู่สมรส และมีสิทธิได้รับมรดกของนายโชคตามมาตรา 1629 วรรคท้าย และจะได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่ง ว่าตนเป็นทายาทชันบุตรตามมาตรา 1635 (1)

2 นายลาภ ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายโชค จึงถือเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) แต่เมื่อปรากฎว่า นายลาภใช้อาวุธปืนยิงนายโชคจนถูกศาลพิพากษาลงโทษจําคุกนายลาภใน ความผิดฐานพยายามฆ่านายโชค นายลาภจึงเป็นบุคคลที่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 (1) ดังนั้น นายลาภจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายโชค

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายลาภถูกกําจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1606 (1) อันเป็นการ ถูกกําจัดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เด็กหญิงสวยซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายลาภรับรองแล้วและเป็น ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายลาภ จึงเข้ารับมรดกแทนที่นายลาภได้ตามมาตรา 1639 ประกอบมาตรา 1643

3 นายยศ ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายโชค จึงถือเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) และมีสิทธิรับมรดกของนายโชค แม้นายโชคจะประกาศตัดมิให้นายยศได้รับมรดก แต่นายโชค พูดด้วยวาจามิได้แสดงเจตนาชัดแจ้งโดยพินัยกรรม หรือโดยทําเป็นหนังสือมอบไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การตัด มิให้นายยศรับมรดกจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 1608 ไม่มีผลเป็นการตัดมิให้รับมรดก

ดังนั้น ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายโชค ก็คือ นางช่วย เด็กหญิงสวย และนายยศ ทรัพย์มรดกของนายโชคจึงตกได้แก่ทายาทดังกล่าวคนละ 1,000,000 บาท เท่า ๆ กัน ตามมาตรา 1635 (1) ประกอบมาตรา 1633

สรุป

ทรัพย์มรดกของนายโชคตกได้แก่ นางช่วย เด็กหญิงสวย และนายยศ คนละ 1,000,000 บาท

ข้อ 4 นางชลมีมารดาชื่อนางฉลวย นางชลมีบุตรชาย 1 คน คือนายใหญ่ นางชลรักนายเล็กหลานชายมาก นางชลจึงจดทะเบียนรับนายเล็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ต่อมานายเล็กจดทะเบียนสมรสกับ นางลินมีบุตร 1 คน ชื่อ ด.ช.หล้า นายเล็กประสบอุบัติเหตุตาย นางชลทําพินัยกรรมยกตึกแถวที่นางชล อาศัยอยู่ราคา 1,000,000 บาท ให้กับนายใหญ่ หลังจากนั้นนางชลถึงแก่ความตาย นางชลมีทรัพย์ มรดกคือตึกแถวราคา 1,000,000 บาท ตามที่ระบุในพินัยกรรมและมีทรัพย์นอกพินัยกรรมคือเงินสด 600,000 บาท นายใหญ่อยากได้ทรัพย์มรดกของนางชลทั้งหมด นายใหญ่จึงทําพินัยกรรมปลอมว่า นางชลทําพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้นายใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ให้ท่านแบ่งมรดกของนางชล

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(5) ผู้ที่ปลอม ทําลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น เสืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา”

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทน ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนางชลเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกคือ ตึกแถวตามพินัยกรรม ราคา 1,000,000 บาท และเงินสดนอกพินัยกรรมจํานวน 600,000 บาท โดยหลักแล้วตึกแถวราคา 1,000,000 บาท ย่อมตกได้แก่นายใหญ่ในฐานะผู้รับพินัยกรรม แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่านายใหญ่ได้ทําพินัยกรรมปลอมว่า นางซลได้ยกทรัพย์มรดกให้แก่ตนแต่เพียงผู้เดียว นายใหญ่จึงถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ มาตรา 1606 (5) มีผลทําให้นายใหญ่ไม่มีสิทธิรับมรดกของนางชลเลย

ดังนั้น มรดกของนางชลจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม คือ นายเล็กซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของ นางชลตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 และนางฉลวยซึ่งเป็นมารดาของนางชลตามมาตรา 1629 (2) ประกอบมาตรา 1630 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่านายเล็กตายก่อนเจ้ามรดก ด.ช.หล้า ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง ของนายเล็กจึงเข้ารับมรดกแทนที่ในส่วนที่นายเล็กจะได้ตามมาตรา 1639 ประกอบมาตรา 1643 ฉะนั้น ทรัพย์มรดกของนางชลคือตึกแถวราคา 1,000,000 บาท และเงินสดจํานวน 600,000 บาท จึงตกได้แก่นางฉลาย! และ ด.ช.หล้า คนละเท่า ๆ กัน คือ คนละ 800,000 บาท ตามมาตรา 1633

สรุป

ทรัพย์มรดกของนางชล คือ ตึกแถวราคา 1,000,000 บาท และเงินสดจํานวน 600,000 บาท ตกได้แก่นางฉลวยและ ด.ช.หล้า คนละ 800,000 บาท

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก S/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายแดนจดทะเบียนสมรสกับนางแดงมีบุตรคือนายดิน ต่อมานายเขียวซึ่งเป็นเพื่อนนายแดนได้มาจดทะเบียนรับนายดินไปเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานายดินจดทะเบียนรับนายสิงโตมาเป็นบุตรบุญธรรม หลังจากนั้นนายดินได้เข้าแย่งการครอบครองที่ดินมีโฉนดของนายเขื่อนจํานวน 1 ไร่ โดยปรากฏ หลังจากนายดินเข้าแย่งการครอบครองที่ดินของนายเขื่อนได้ 7 ปี นายดินป่วยและถึงแก่ความตาย เช่นนี้ยังปรากฏอีกว่าก่อนนายดินตายได้แต่งหนังสือและมีโรงพิมพ์นําไปจัดพิมพ์ โดยจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ให้นายดินเดือนละ 60,000 บาท ดังนี้ จงพิจารณาการตกทอดมรดกของนายดิน ซึ่งยังมีเงินสดใน ธนาคารอีก 120,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1598/27 “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

มาตรา 1598/29 “การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะ ทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการรับบุตรบุญธรรมนั้น”

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มีให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมี ผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตาย นั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ์ หน้าที่ และความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยคือ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดใด ของนายดินที่จะเป็นมรดกตามมาตรา 1600 และตกทอดแก่ทายาท เห็นว่า การที่นายดินได้เข้าแย่งสิทธิการ ครอบครองที่ดินมีโฉนดของนายเขื่อนเป็นเวลา 7 ปีนั้น ย่อมถือว่านายดินได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว (แต่ ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์) และสิทธิการครอบครองเช่นว่านี้ก็มิใช่สิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวของนายดินผู้ตายโดยแท้แต่ อย่างใด (มาตรา 1385) ผู้เป็นทายาทของนายดินจึงเข้าสืบสิทธิการครอบครองเช่นนั้นต่อไปจนครบกําหนด ระยะเวลาตามกฎหมายจนได้ปรปักษ์ในที่ดินดังกล่าวได้ ส่วนค่าลิขสิทธิ์หนังสือของนายดินนั้นก็มิใช่การ เฉพาะตัวของนายดินโดยแท้เช่นกัน สิทธิดังกล่าวจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายดิน รวมถึงเงินสดใน ธนาคารจํานวน 120,000 บาทด้วย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมา มีว่า บุคคลที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิรับมรดกของนายดิน มีผู้ใดบ้าง ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้

1 นายสิงโต ซึ่งนายดินได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม ย่อมถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน และมีสิทธิได้รับมรดกของนายดินเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1629 (1) และมาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1598/27

2 นายแดน ซึ่งเป็นบิดาของนายดินและเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายดิน เพราะ ขณะที่นายดินเกิด นายแดนกับนางแดงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายแดนจึงมีสิทธิได้รับมรดก ของนายดินตามมาตรา 1629 (2) โดยจะได้รับส่วนแบ่งเสมือนว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง

3 นางแดง ซึ่งเป็นมารดาของนายดิน และเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย นางแดงจึงมีฐานะ เป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิรับมรดกของนายดินตามมาตรา 1629 (2) โดยจะได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตน เป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง เช่นเดียวกับนายแดน

4 นายเขียว ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของนายดิน ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกของนายดิน “ราะต้องห้ามตามมาตรา 1598/29 ที่กําหนดว่า การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม ในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุแห่งการรับบุตรบุญธรรมนั้นแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อนายดินเจ้ามรดกตายลง มรดกทั้งหมดของนายดิน คือ สิทธิครอบครองที่ดินของ นายเขื่อน ค่าลิขสิทธิ์เดือนละ 600,000 บาท และเงินสดในธนาคารจํานวน 120,000 บาท จึงต้องนํามาแบ่งเป็น 3 ส่วน เท่า ๆ กัน ให้แก่นายสิงโต นายแดน และนางแดง ตามมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนายดิน จะตกทอดแก่นายสิงโต นายแดน และนางแดง ดังนี้คือ

1 มีสิทธิครอบครองที่ดินที่ได้แย่งการครอบครองมาเท่า ๆ กัน

2 ได้รับค่าลิขสิทธิ์คนละ 20,000 บาทต่อเดือน

3 ได้รับเงินสดในธนาคารคนละ 40,000 บาท

 

ข้อ 2 นายเมฆและ น.ส.ฟ้า อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายหมอก และ น.ส.เดือน ซึ่งนายเมฆให้คนทั้งสองใช้นามสกุลของตน นายหมอกจดทะเบียนสมรสกับนางดาว มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ น.ส.ฝน ซึ่ง น.ส.ฝนได้จดทะเบียนรับ ด.ญ.เนปจูนมาเป็นบุตรบุญธรรม ส่วน น.ส.เดือน มี ด.ช.พลูโตเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมา น.ส.ฝน และ น.ส.เดือนเดินทางไปต่างจังหวัด และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พอนายหมอกทราบข่าวก็หัวใจวายตายในเวลาต่อมา นายหมอกมีมรดก เป็นเงินสดในธนาคารจํานวน 4,000,000 บาท จงแบ่งมรดกของนายหมอก

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”

มาตรา 1604 วรรคแรก “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629

(3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่หรือ ถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิ ได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้า ผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายหมอกตายลงโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ เงินสดในธนาคารจํานวน 4,000,000 บาท ย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคแรก ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิรับ มรดกของนายหมอก แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 นายเมฆ ซึ่งเป็นบิดาของนายหมอก แต่เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมอก เพราะขณะที่นายหมอกเกิด นายเมฆกับ น.ส.ฟ้าเป็นสามีภริยากันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น นายเมฆจึงไม่ มีสิทธิรับมรดกของนายหมอก เพราะตามมาตรา 1629 (2) ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกนั้นจะต้องเป็น บิดาและมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

2 น.ส.ฟ้า ซึ่งเป็นมารดาของนายหมอก และเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมอก เพราะตามมาตรา 1546 บุคคลที่เกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ดังนั้น น.ส.ฟ้า จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (2) และมีสิทธิรับมรดกของนายหมอก โดยจะ ได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง

3 น.ส.ฝน ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายหมอก เพราะเกิดขณะที่นายหมอก กับนางดาวจดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้น น.ส.ฝนจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายหมอกในฐานะทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) แต่เมื่อ น.ส.ฝนถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่า น.ส.ฝน ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงไม่อาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604 วรรคแรก

และแม้ว่า น.ส.ฝนจะได้จดทะเบียนรับ ด.ญ.เนปจูนมาเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อ ด.ญ.เนปจูนมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของ น.ส.ฝน ดังนั้น ด.ญ.เนปจูนจึงไม่สามารถเข้ารับมรดกแทนที่ น.ส.ฝน ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643 ได้

4 น.ส.เดือน ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายหมอก และมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629 (3) แต่เมื่อปรากฏว่านายหมอกเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมในลําดับก่อนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ น.ส.เดือน ซึ่งถือเป็นทายาทโดยธรรมลําดับถัดลงไป จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกตามมาตรา 1630

5 นางดาว ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายหมอก เพราะได้จดทะเบียนสมรสกัน ถูกต้องตามกฎหมาย จึงถือเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย และมีสิทธิได้รับมรดก ของนายหมอกกิ่งหนึ่งตามมาตรา 1635 (2)

ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนายหมอกมีเพียง 2 คนคือ น.ส.ฟ้า ซึ่งเป็นมารดาของนายหมอก และนางดาวซึ่งเป็นคู่สมรสของนายหมอก มรดกของนายหมอกคือเงินสดในธนาคาร จํานวน 4,000,000 บาท จึงตกได้แก่ น.ส.ฟ้า และนางดาวคนละกึ่งหนึ่ง คือ คนละ 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1629 (2) และวรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (2)

สรุป

มรดกของนายหมอก คือ เงินสดในธนาคารจํานวน 4,000,000 บาท จะตกได้แก่ น.ส.ฟ้า และนางดาวคนละ 2,000,000 บาท

 

ข้อ 3 นายชัยและนางชอบเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายขาวและนายดํานายขาวจดทะเบียนสมรสกับนางเขียวแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นายขาวและนางเขียวจึงได้ไปรับนายไก่ มาเป็นบุตรบุญธรรม โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย นายชัยได้ทําพินัยกรรมยกบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ให้กับนายดํา แต่ทรัพย์มรดกอื่น ๆ นายชัยไม่ได้ทําพินัยกรรมยกให้กับใคร ต่อมา นายชัยถึงแก่ความตาย นายชัยมีทรัพย์มรดกคือบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ตามพินัยกรรม และเงินสด 600,000 บาท นายขาวทําหนังสือสละมรดกทั้งหมดของนายชัย โดยมอบไว้แก่ ผู้อํานวยการเขตบางซื่อ ส่วนนายดําได้เอาเงินมรดกไปเป็นของตนเองโดยทุจริตจํานวน 500,000 บาท

ดังนี้ให้ท่านแบ่งมรดกของนายชัย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1605 “ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทําให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา 1615 วรรคสอง “เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้น สืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้น ต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายชัยเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายชัยมีมรดกคือ บ้าน 1 หลัง ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม และเงินสด 600,000 บาท ดังนี้ ทรัพย์มรดกของนายชัยจะตกได้แก่ใครบ้าง แยกพิจารณา ได้ดังนี้คือ

กรณีเงินสด 600,000 บาท ที่นายชัยมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรม ย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรม ของนายชัย ซึ่งได้แก่

1 นายขาวและนายดํา ซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1)

2 นางชอบ ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จะได้รับมรดกในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคสอง โดยจะได้รับส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1635 (1) ดังนั้นนายขาว นายดํา และนางชอบ จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน คือคนละ 200,000 บาท ตามมาตรา 1633

สําหรับนายดํานั้น เมื่อเจ้ามรดกตายได้เอาเงินมรดกไปเป็นของตนโดยทุจริตจํานวน 500,000 บาท ถือเป็นการยักย้ายทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้ ดังนั้น นายดําจึงต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกของนายชัยใน ฐานะทายาทโดยธรรมเลยตามมาตรา 1605 วรรคแรก และเป็นมรดกที่นายดําถูกกําจัดมิให้ได้รับจํานวน 200,000 บาท นั้น จะต้องนําคืนกองมรดกแล้วนําไปแบ่งให้แก่นายขาวและนางชอบคนละ 100,000 บาท ดังนั้น บายขาย นางชอบจะได้รับมรดกของนายชัยคนละ 300,000 บาท

แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายขาวได้ทําหนังสือสละมรดกทั้งหมดของนายขับมอบไว้แต่ ผู้อํานวยการเขตบางซื่อ ซึ่งเป็นการสละมรดกที่ได้ทําถูกต้องตามกฎหมายตามมาตรา 1612 ดังนั้น นายเก่ซึ่งเป็น บุตรบุญธรรม และมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629 (1) จึงมีสิทธิสืบมรดกได้ตามสิบ, ของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนที่นายขาวผู้สละมรดกจะได้รับคือ 300,000 บาท ตามมาตรา 1615 วรรคสอง

สําหรับบ้าน 1 หลังราคา 300,000 บาท ถือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างที่นาย ทําพินัยกรรมยกให้กับนายดําโดยเฉพาะ จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1605 วรรคสอง คือ บ้านจะตกได้แก่นายดํา ในฐานะผู้รับพินัยกรรม โดยนายดําจะไม่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกในส่วนนี้

สรุป

มรดกของนายชัยที่เป็นเงินสด 600,000 บาท ตกได้แก่นางชอบและนายไก่คนละ 300,000 บาท ส่วนบ้าน 1 หลัง ราคา 300,000 บาท ตกได้แก่นายดําตามพินัยกรรม

 

ข้อ 4 นางแก้วมีมารดาชื่อนางเกด นางแก้วอยู่กินกันฉันสามีภริยากับนายชาติโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน ชื่อ นายใหญ่กับนายเล็ก นายใหญ่จดทะเบียนสมรสกับนางยุ้ย มีบุตร 1 คน ชื่อ ด.ช.น้อย นายใหญ่และนางยุ้ยได้จดทะเบียนรับ ด.ญ.ก้อยมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย หลังจากนั้นนายใหญ่ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ต่อมานางแก้วถึงแก่ความตาย นางแก้วมีทรัพย์มรดกคือ เงินสด 900,000 บาท นายเล็กได้ทําพินัยกรรมปลอมว่า นางแก้วทําพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดให้นายเล็กแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้จงแบ่งมรดกของนางแก้ว

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1604 วรรคแรก “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(5) ผู้ที่ปลอม ทําลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอัน ไร้ผลด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเล็กได้ปลอมพินัยกรรมว่า นางแก้วทําพินัยกรรมยกทรัพย์ มรดกทั้งหมดให้นายเล็กแต่เพียงผู้เดียวนั้น นายเล็กย่อมถูกกําจัดมิให้ได้รับมรดกทั้งหมดของนางแก้วฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 (5) ดังนั้นจึงต้องนําทรัพย์มรดกคือ เงินสด 900,000 บาท ไปแบ่งให้แก่ทายาท โดยธรรมของนางแก้วต่อไปตามมาตรา 1620 วรรคแรก

ตามข้อเท็จจริง ทายาทโดยธรรมของนางแก้วตามมาตรา 1629 ที่มีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว ของนางแก้ว แยกพิจารณาได้ดังนี้ คือ

1 นางเกด เป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนางแก้ว และเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (2) จึงมีสิทธิได้รับมรดก และจะได้รับส่วนแบ่งมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 “รรคสอง

2 นายใหญ่ เป็นบุตรของนางแก้ว ซึ่งถือเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) จึงมีสิทธิได้รับมรดกของนางแก้ว แต่เมื่อปรากฏว่านายใหญ่ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางแก้ว เจ้ามรดก ย่อมถือว่านายใหญ่ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และไม่อาจรับมรดกได้ตาม มาตรา 1604 วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่านายใหญ่มีบุตรคือ ด.ช.น้อย ซึ่งถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของนายใหญ่ ด.ช.น้อยจึงมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายใหญ่ ดังนั้น เมื่อนายใหญ่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 (1) ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกตาย ด.ช.น้อยจึงมีสิทธิรับมรดกของนางแก้วแทนที่นายใหญ่ได้ ตามมาตรา 1639 ประกอบมาตรา 1643 ส่วน ด.ญ.ก้อย แม้จะเป็นบุตรบุญธรรมของนายใหญ่ แต่ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน โดยตรงของนายใหญ่ ด.ญ.ก้อยจึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายใหญ่

และในส่วนของนายชาตินั้น เมื่อนายชาติมิได้ทําการจดทะเบียนสมรสกับนางแก้ว จึงมิใช่สามี ที่ชอบด้วยกฎหมาย นายชาติจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของนางแก้ว

เมื่อบุคคลที่มีสิทธิได้รับมรดกของนางแก้ว มี 2 คน คือ นางเกดมารดา และ ด.ช.น้อย ซึ่งเข้ารับ มรดกแทนที่นายใหญ่ ดังนั้น มรดกของนางแก้วคือ เงินสดจํานวน 900,000 บาท จึงตกได้แก่ นางเกด และ ด.ช.น้อย คนละเท่า ๆ กัน คือคนละ 450,000 บาท ตามมาตรา 1629 (1) (2) ประกอบมาตรา 1630 วรรคสอง และมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนางแก้ว คือ เงินสด 900,000 บาท ตกทอดแก่นางเกดและ ด.ช.น้อย คนละ 450,000 บาท

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเอกมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือนายโท นายเอกให้นายหล่อยืมรถยนต์เป็นเวลา 5 เดือนและให้นางสวยยืมข้าวสารจํานวน 10 กระสอบเป็นเวลา 5 เดือนเช่นเดียวกัน หลังจากให้คนทั้งสอง ยืมทรัพย์สินแล้วเป็นเวลา 2 เดือน นายเอกและนายหล่อเดินทางไปต่างจังหวัดและประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต ดังนี้ นายโทจะเรียกรถยนต์และข้าวสารคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตาย นั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ นายโทจะเรียกรถยนต์และข้าวสารคืนได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีนายเอกให้นายหล่อยืมรถยนต์เป็นเวลา 5 เดือน

การที่นายเอกให้นายหล่อยืมรถยนต์นั้น เป็นสัญญายืมใช้คงรูป ซึ่งตามกฎหมาย สัญญายืมใช้คงรูปย่อมระงับไปเมื่อผู้ยืมตาย (ป.พ.พ. มาตรา 648) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายหล่อผู้ยืม ได้ถึงแก่ความตาย สัญญายืมรถยนต์ระหว่างนายเอกกับนายหล่อจึงต้องระงับไปแม้ว่าจะยังไม่ครบกําหนด 5 เดือน ก็ตาม สิทธิในการใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมโดยกฎหมายถือว่าเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย (ผู้ยืม) จึงไม่เป็นมรดก ตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทของผู้ยืม นายโทบุตรของนายเอกจึงสามารถเรียกรถยนต์คืนจากทายาทของนายหล่อได้

2 กรณีนายเอกให้นางสวยยืมข้าวสารจํานวน 10 กระสอบ เป็นเวลา 5 เดือน

การที่นายเอกให้นางสวยยืมข้าวสารจํานวน 10 กระสอบนั้น เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งตามกฎหมายสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง เป็นสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณ มีกําหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สิน ซึ่งให้ยืมนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 650) โดยจะต้องคืนเมื่อครบกําหนดเวลาที่ได้ตกลงกัน ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ตาม สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ให้ยืมและผู้ยืม สิทธิและหน้าที่ ตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากนายเอก ให้นางสวยยืมข้าวสารไปได้ 2 เดือน นายเอกได้ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาของนายเอกย่อมเป็น มรดกตกทอดแก่นายโทผู้เป็นทายาท นายโทจึงไม่สามารถเรียกข้าวสารคืนจากนางสวยก่อนครบกําหนดเวลา 5 เดือน

สรุป

นายโทเรียกรถยนต์คืนจากทายาทของนายหล่อได้ แต่จะเรียกข้าวสารคืนจากนางสวย ก่อนครบกําหนดเวลา 5 เดือนไม่ได้

 

ข้อ 2 นายหนึ่งอยู่กินกับนางสองโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรคือนายเอและนายบี ซึ่งนายหนึ่งให้ใช้นามสกุล ต่อมานายเอไปอยู่กินกับนางมกรา มีบุตรด้วยกันคือนายไก่ซึ่งนายเอได้อุปการะเลี้ยงดูอย่างดี ต่อมานายหนึ่งได้ไปจดทะเบียนรับนายด้วงมาเป็นบุตรบุญธรรม โดยนายด้วงมีบุตรชอบด้วย กฎหมายคือนายดิน หลังจากนั้นนายบีได้จดทะเบียนรับเด็กชายเพชรมาเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมา นายหนึ่งทําพินัยกรรมยกเงิน 90,000 บาท ให้นายด้วง หลังจากนั้น นายด้วงป่วยถึงแก่ความตาย ต่อมานายเอและนายบีประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายหนึ่งถึงแก่ความตาย เช่นนี้จงแบ่งมรดกของนายหนึ่งที่มีเงินสดนอกพินัยกรรมอีก 120,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1604 วรรคแรก “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1642 “การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทําพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผล ด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งได้ทําพินัยกรรมยกเงิน 90,000 บาท ให้นายด้วงนั้น เมื่อ นายด้วงได้ตายก่อนเจ้ามรดก เงิน 90,000 บาท จึงกลับคืนสู่กองมรดกของนายหนึ่งเพื่อแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม ต่อไปตามมาตรา 1698 (1), 1699 ประกอบมาตรา 1520 วรรคแรก 25ละกรณีนี้นายดินซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วย กฎหมายของนายด้วงไม่สามารถรับมรดกแทนที่นายด้วงได้ เพราะนายด้วงเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมและถึงแก่ ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงไม่มีการรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 ประกอบมาตรา 1642

ดังนั้น เมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตายมรดกของนายหนึ่งจึงได้แก่ เงินตามพินัยกรรม 90,000 บาท และเงินสดนอกพินัยกรรมอีก 120,000 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 210,000 บาท ซึ่งมรดกทั้งหมดของ นายหนึ่งดังกล่าว ปกติย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรมของนายหนึ่ง คือ นายเอ นายบี บุตรนอกกฎหมายที่นายหนึ่งได้รับรองแล้ว (ให้ใช้นามสกุล) และนายด้วงซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 ส่วนบางสองซึ่ง เป็นภริยาของนายหนึ่ง แต่เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอยู่กินกับนายหนึ่งโดยมิได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง เพราะมิใช่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคท้าย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเอ นายปี และนายด้วงได้ถึงแก่ความตายก่อน นายหนึ่งเจ้ามรดก จึงถือว่านายเอ นายปี และนายด้วง ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ถึงไม่อาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604 วรรคแรก และเมื่อนายเอมีบุตรคือนายไก่ซึ่งแม้จะเป็นบุตรนอกกฎหมาย ของนายเอแต่นายเอก็ได้อุปการะเลี้ยงดูอย่างดี ส่วนนายด้วงมีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือนายดิน ทั้งนายไก่และ นายดินต่างก็เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายเอและนายด้วง ดังนั้นนายไก่และนายดินจึงมีสิทธิเข้ารับมรดก ของนายหนึ่งแทนที่นายเอและนายด้วงตามมาตรา 1639 ประกอบมาตรา 1643 ส่วนเด็กชายเพชรเป็นบุตร บุญธรรมของนายบีจึงมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายบี จึงไม่มีสิทธิเข้ารับมรดกของนายหนึ่งแทนที่นายบี ตามมาตรา 1643

ดังนั้น มรดกทั้งหมดของนายหนึ่งจํานวน 210,000 บาท จึงตกได้แก่นายไก่และนายดิน โดยทั้งสองจะได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน คือคนละ 105,000 บาท ตามมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนายหนึ่งตกได้แก่นายไก่และนายดินคนละ 105,000 บาท

 

ข้อ 3 นายดํากับนางแดงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายดํามีนายขาวและนายเขียวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นายเขียวมีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือเด็กชายเอก นายดําได้ทําพินัยกรรม ยกบ้านราคา 1,000,000 บาท ให้นางแดงและนายขาว และยกรถยนต์ราคา 500,000 บาท ให้นายเขียว หลังจากนั้นนายดําหัวใจวายตาย วันหนึ่งนางแดงและนายขาวทะเลาะกัน นายขาวใช้ปืนยิงนางแดง แต่นางแดงไม่ตาย นายขาวถูกดําเนินคดีอาญาโดยมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่าพยายามฆ่านางแดง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 หลังจากนายดําตายนายเขียวได้เอาเงิน ในกองมรดกซึ่งเป็นเงินนอกพินัยกรรมที่มีอยู่ทั้งหมดจํานวน 600,000 บาท ไปเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวโดยทุจริต จงแบ่งมรดกของนายดํา

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1605 “ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทําให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกําจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ ยกย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

มาตรานี้มีให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทําพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่างในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น”

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(1) ผู้ที่ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทําหรือพยายามกระทําให้เจ้ามรดกหรือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

มาตรา 1607 “การถูกกําจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ ถูกกําจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว…”

มาตรา 1620 “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทําพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจําหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียง บางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จําหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629

(3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายดําเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายดําคือบ้านราคา 1,000,000 บาท ย่อมตกได้แก่นางแดงและนายขาว และรถยนต์ราคา 500,000 บาท ย่อมตกได้แก่นายเขียวตาม พินัยกรรม ส่วนเงินที่มีอยู่ทั้งหมด 600,000 บาท ซึ่งนายดําไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ ย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1620 วรรคสอง และทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกจํานวน 600,000 บาท ของนายดํา ได้แก่

1 นางแดง ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดํา ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะคู่สมรส ตามมาตรา 1629 วรรคท้าย และมีสิทธิได้รับมรดกกิ่งหนึ่งตามมาตรา 1635 (2) คือจะได้รับเงิน 300,000 บาท

2 นายขาวและนายเขียว พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายดํา ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629 (3) และมีสิทธิได้รับมรดกอีกกึ่งหนึ่งคือ 300,000 บาท โดยนายขาวและนายเขียวจะได้รับส่วนแบ่ง คนละ 150,000 บาท ตามมาตรา 1633

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า

1 การที่นายขาวต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าพยายามฆ่านางแดงนั้น นายขาวไม่ได้ พยายามฆ่าเจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนแต่อย่างใด เพราะนายขาวและนางแดงต่างก็เป็นผู้มีสิทธิ รับมรดกของนายดําในชั้นเดียวกันหรือได้รับมรดกร่วมกัน ดังนั้นนายขาวจึงไม่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกของนายดํา ฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 (1)

2 การที่นายเขียวได้เอาเงินในกองมรดกซึ่งเป็นเงินนอกพินัยกรรมทั้งหมดจํานวน 600,000 บาท ไปเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวโดยทุจริตนั้น การกระทําของนายเขียวถือว่าเป็นการยักย้ายทรัพย์มรดก มากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ นายเขียวจึงต้องถูกกําจัดมิให้ได้รับมรดกเลยตามมาตรา 1605 วรรคแรก โดยเป็นการ ถูกกําจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายเขียวมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือ เด็กชายเอก เด็กชายเอกจึงมีสิทธิสืบมรดกของนายดําเหมือนหนึ่งว่านายเขียวนั้นตายแล้วตามมาตรา 1607 (ตามนัยคําพิพากษาฎีกาที่ 478/2539) ดังนั้น เด็กชายเอกจึงได้รับมรดกของนายดําโดยการสืบมรดกของนายเขียว จํานวน 150,000 บาท

แต่สําหรับรถยนต์ราคา 500,000 บาทนั้น ถือเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างที่นายดําได้ทํา พินัยกรรมยกให้กับนายเขียวโดยเฉพาะ จึงเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 1605 วรรคสอง ดังนั้นนายเขียวจึงยังคงได้รับ มรดกตามพินัยกรรมคือรถยนต์ราคา 500,000 บาท

สรุป

มรดกของนายดําจะตกได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ

1 บ้านราคา 1,000,000 บาท ตกได้แก่นางแดงและนายขาวตามพินัยกรรม

2 รถยนต์ราคา 500,000 บาท ตกได้แก่นายเขียวตามพินัยกรรม

3 เงินนอกพินัยกรรมจํานวน 600,000 บาท ตกได้แก่นางแดง 300,000 บาท และตกได้แก่นายขาวและเด็กชายเอกคนละ 150,000 บาท

 

ข้อ 4 นางพินอยู่กินกับนายโชคโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายเอก นายโท และนายตรี นายเอกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายชื่อนางหนู มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ด.ช.น้อย นายเอก และนางหนูได้ไปจดทะเบียนรับ ด.ญ.นา มาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย นางพิณทําพินัยกรรม ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนให้กับนายตรีลูกชายคนเล็กที่นางพิณรักมากแต่เพียงผู้เดียว ต่อมา นายเอกประสบอุบัติเหตุตาย หลังจากนั้นนางพิณถึงแก่ความตาย นางพิณมีทรัพย์มรดกทั้งสิ้น 900,000 บาท นายตรีไม่อยากรับมรดกของนางพิณแต่เพียงผู้เดียว นายตรีจึงได้สละมรดกของนางพิณ ในฐานะผู้รับพินัยกรรมโดยทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตดุสิต ดังนี้ ให้ท่านแบ่งมรดก ของนางพิณ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของหญิงนั้น”

มาตรา 1604 วรรคแรก “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

มาตรา 1615 วรรคแรก “การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงที่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผล ด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ เมื่อนางพิณเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกคือเงินจํานวน 900,000 บาท ซึ่งนางพิณได้ทําพินัยกรรมยกให้แก่นายตรีเพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยหลักแล้วเงินจํานวน 900,000 บาท ย่อมตกได้แก่ นายตรีในฐานะผู้รับพินัยกรรม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนายตรีได้ทําหนังสือสละมรดกของนางพิณในฐานะผู้รับพินัยกรรม มอบไว้แก่ผู้อํานวยการเขตดุสิตนั้น ถือว่าเป็นการสละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1612 ดังนั้น ข้อกําหนด ในพินัยกรรมดังกล่าวจึงตกไป จึงต้องนําเงินมรดกทั้งหมดจํานวน 900,000 บาท ไปแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรม ของผู้ตายตามมาตรา 1698 (3), 1699 ประกอบมาตรา 1620 วรรคแรก และมาตรา 1615 วรรคแรก

สําหรับทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนางพิณ ได้แก่ นายเอก นายโท และนายตรี บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1546 โดยจะได้รับส่วนแบ่ง เท่า ๆ กัน คือ คนละ 300,000 บาท ตามมาตรา 1633 ส่วนนายโชคเป็นสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย จึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางพิณ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายเอกได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่านายเอกไม่มี สภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายเอกจึงไม่อาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604 วรรคแรก แต่ อย่างไรก็ตาม เมื่อนายเอกมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง คือ ด.ช.น้อย ดังนั้น ด.ช.น้อยมีสิทธิเข้ารับมรดกของนางพิณแทนที่นายเอกได้ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643 ส่วนนางหนูภริยาของ นายเอก และ ด.ญ.นา ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนายเอกไม่มีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่นายเอก เพราะทั้งสองมิใช่ สันดานโดยตรงของนายเอก

ดังนั้น มรดกของนางพิณทั้งหมด 900,000 บาท จึงตกได้แก่ ด.ช.น้อย นายโท และนายตรี (คนละ 300,000 บาท

สรุป มรดกของนางพิณตกได้แก่ ด.ช.น้อย นายโท และนายตรีคนละ 300,000 บาท

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเมฆมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 2 คน คือ นายหมอกและ น.ส.ฝน นายเมฆให้สิทธิเหนือพื้นดินบนที่ดินในเขตห้วยขวางแก่นายหนึ่งเป็นเวลา 10 ปี และให้นายสองเช่าที่ดินในเขตบางนาเพื่อ ปลูกอาคารพาณิชย์เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งนายสองตกลงว่าจะยอมให้อาคารพาณิชย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของนายเมฆเมื่อครบกําหนดตามสัญญาเช่าหลังจากที่นายหนึ่งและนายสองใช้ประโยชน์ในที่ดิน มาแล้วเป็นเวลา 5 ปี นายเมฆป่วยหนัก นายเมฆจึงทําพินัยกรรมยกที่ดินในเขตห้วยขวางให้ นายหมอก และยกที่ดินในเขตบางนาให้ น.ส.ฝน ต่อมาอีก 6 เดือน นายเมฆอาการทรุดลง นายหนึ่ง และนายสองจึงช่วยกันพานายเมฆไปส่งที่โรงพยาบาล เพราะเห็นว่านายหมอกและ น.ส.ฝนไปทําธุระ ที่ต่างจังหวัด แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้ง 3 คน ดังนี้ นายหมอกจะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายหนึ่ง และ น.ส.ฝนจะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายสองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดก ตายนั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเมฆ นายหนึ่ง และนายสองได้ถึงแก่ความตาย นายหมอกจะเรียกที่ดิน คืนจากทายาทของนายหนึ่ง และ น.ส.ฝนจะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายสองได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้ คือ

1 กรณีนายเมฆให้สิทธิเหนือพื้นดินแก่นายหนึ่งเป็นเวลา 10 ปี ตามกฎหมายเมื่อนายเมฆ เจ้าของที่ดิน และนายหนึ่งผู้รับสิทธิ (ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดิน) ถึงแก่ความตายย่อมไม่ทําให้สิทธิเหนือพื้นดินระงับสิ้นไป หน้าที่ที่จะต้องให้ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินใช้ประโยชน์เหนือที่ดินนั้นไม่ถือว่าเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ดังนั้นเมื่อนายเมฆและนายหนึ่งถึงแก่ความตาย หน้าที่และสิทธิดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท นายหมอก จึงต้องให้ทายาทของนายหนึ่งใช้ที่ดินนั้นต่อไปจนครบกําหนด 10 ปี จะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายหนึ่งไม่ได้

2 กรณีนายเมฆให้นายสองเขาที่ดินเพื่อปลูกอาคารพาณิชย์เป็นเวลา 10 ปี เมื่อ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสองตกลงว่าจะยอมให้อาคารพาณิชย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเมฆเมื่อครบกําหนดตาม สัญญาเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเช่าที่มีข้อตกลงต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เมื่อนายเมฆผู้ให้เช่าและนายสองผู้เช่าถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ดังนั้น น.ส.ฝนจึงต้อง ให้ทายาทของนายสองเช่าที่ดินนั้นต่อไปจนครบกําหนด 10 ปี จะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายสองไม่ได้

สรุป

นายหมอกจะเรียกที่ดินคืนจากทายาทของนายหนึ่งไม่ได้ และ น.ส.ฝนก็จะเรียกที่ดินคืน จากทายาทของนายสองไม่ได้เช่นเดียวกัน

 

ข้อ 2 นางลําไยเป็นหม้ายเนื่องจากสามีตาย นางลําไยมีพี่ชายร่วมบิดา 1 คน คือ นายมะม่วง และมีน้องสาวร่วมมารดาอีก 1 คน คือ นางมะปราง นางมะปรางเป็นแม่ค้าเร่นําสินค้าใส่รถไปขายยังต่างจังหวัด อยู่บ่อย ๆ จึงได้พบรักกับนายไข่และได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยถูกต้องตามกฎหมายจนมีบุตร 1 คน คือ ด.ช.ขวด พอ ด.ช.ขวดอายุได้ 10 ปี นายไข่ก็เป็นโรคตับแข็งตายเนื่องจากดื่มจัด นางมะปรางจึงเลี้ยงดูลูกตามลําพังโดยยึดอาชีพเดิม ระหว่างที่เร่ขายของตามต่างจังหวัด นางมะปราง ก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต การเลี้ยงดู ด.ช.ขวดจึงเป็นภาระของนางลําไยซึ่งเป็นป้าแต่ผู้เดียว ต่อมาอีก 4 ปี นางลําไยก็ป่วยเป็นมะเร็งลําไส้ถึงแก่ความตาย ก่อนตายนางลําไยมีมรดกคือที่ดิน 2 แปลง ๆ ละ 20 ไร่ และเงินสดในธนาคารอีก 5 ล้านบาท โดยที่นางลําไยไม่ได้ทําพินัยกรรมใด ๆไว้เลย จงแบ่งมรดกของนางลําไย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1642 “การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนางลําไยเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และมีทรัพย์มรดกคือที่ดิน 2 แปลง ๆ ละ 20 ไร่ และเงินสดในธนาคารอีก 5 ล้านบาท โดยที่นางลําไยไม่ได้ทําพินัยกรรมใด ๆ ไว้ มรดกของ นางลําไยย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรมของนางลําไยตามมาตรา 1620 วรรคแรก และทายาทโดยธรรมของ นางลําไยที่มีสิทธิจะได้รับมรดก ได้แก่

1 นายมะม่วง เพราะนายมะม่วงเป็นพี่ชายร่วมบิดาของนางลําไย จึงเป็นทายาทโดยธรรมที่ มีสิทธิรับมรดกของนางลําไยตามมาตรา 1629 (4)

2 นางมะปราง เพราะนางมะปรางเป็นน้องสาวร่วมมารดาของนางลําไย จึงเป็นทายาท โดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนางลําไยตามมาตรา 1629 (4)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางมะปรางได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นางมะปรางจึงไม่อาจรับมรดกได้ เพราะไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่เมื่อนางมะปราง มีบุตรคือ ด.ช.ขวต ซึ่ง ด.ช.ขวดนั้นเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนางมะปราง (ตามมาตรา 1643) ด.ช.ขวดจึง สามารถเข้ารับมรดกแทนที่นางมะปรางในการรับมรดกของนางลําไยได้ ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 1639 ได้กําหนดไว้ว่า เมื่อทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (4) คนใดได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดาน ก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ และตามมาตรา 1642 ก็ได้กําหนดไว้ว่าการรับมรดกแทนที่กันนั้นให้ใช้บังคับ แต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม ดังนั้น ด.ช.ขวดจึงมีสิทธิรับมรดกของนางลําไยโดยการรับมรดกแทนที่ นางมะปรางตามมาตรา 1639, 1642 และ 1643

อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า เมื่อนางมะปรางถึงแก่ความตาย และแม้ว่านางลําไยจะได้ อุปการะเลี้ยงดู ด.ช.ขวดอย่างไร แต่ ด.ช.ขวดก็ไม่ใช่ผู้สืบสันดานของนางลําไย เป็นเพียงผู้สืบสันดานโดยตรงของ นางมะปรางเท่านั้น ดังนั้น ด.ช.ขวดจึงไม่อาจรับมรดกของนางลําไยในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) แต่อย่างใด

เมื่อมรดกทั้งหมดของนางลําไยตกได้เก่นายมะม่วง และ ด.ช.ขวดเพียงสองคน ดังนั้น ด.ช.ขวด และนายมะม่วงซึ่งเป็นลุง จึงได้รับมรดกของนางลําไยโดยจะได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กันตามมาตรา 1633

สรุป

มรดกของนางลําไย คือที่ดิน 2 แปลง ๆ ละ 20 ไร่ และเงินสดในธนาคารอีกจํานวน 5 ล้านบาท ตกได้แก่นายมะม่วง และ ด.ช.ขวด โดยจะได้รับส่วนแบ่งคนละครึ่งตามเหตุผลและหลักกฎหมาย ดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 3 นายหนึ่งมีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน คือ นายสองและนายสาม นายสองจดทะเบียนสมรสกับนางสวย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายเอกและนายโท นายสองประสบอุบัติเหตุตาย นายเอกสละ มรดกของนายสองถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมานายสามได้ขอเงินนายหนึ่งไปเป็นทุนในการค้าขาย นายหนึ่งได้มอบเงินจํานวนหนึ่งให้นายสามตามที่ขอ โดยนายสามได้ทําหนังสือมอบไว้แก่นายหนึ่งว่า จะขอสละมรดกของนายหนึ่งทั้งหมด หลังจากนั้นนายหนึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ นายหนึ่งมีมรดกทั้งสิ้น 600,000 บาท เมื่อจะมีการแบ่งมรดกของนายหนึ่ง นายโทอ้างว่านายเอก ไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสองในการสืบมรดกของนายหนึ่งเพราะตอนที่นายสองตาย นายบวก ได้สละมรดกของนายสอง นายเอกจึงมาปรึกษาท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมรดกว่ามรดกของ นายหนึ่งจะตกได้แก่ใคร เท่าใด ดังนี้ให้ท่านให้คําปรึกษาแก่นายเอก

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1619 “ผู้ใดจะสละหรือจําหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้า ในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 16.30 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1642 “การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1645 “การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะ รับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกของบุคคลอื่น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้มรดกของนายหนึ่ง ย่อมตกได้แก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคแรก และทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง ได้แก่ นายสองและนายสาม ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามมาตรา 1629 (3) ดังนั้น มรดกของนายหนึ่ง จํานวน 600,000 บาท จึงต้องนํามาแบ่งแก่นายสองและนายสามคนละเท่า ๆ กัน คือ คนละ 300,000 บาท ตามมาตรา 1633

กรณีของนายสอง เมื่อปรากฏว่านายสองได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก และนายสองมี สืบสันดาน และเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง คือนายเอกและนายโท นายเอกและนายโทจึงมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่ นายสองได้ตามมาตรา 1639, 1642 และ 1643 โดยนายเอกและนายโทจะได้รับมรดกคนละเท่า ๆ กัน คือคนละ 150,000 บาท ตามมาตรา 1633 ส่วนการที่นายเอกได้สละมรดกของนายสองนั้น ย่อมไม่ตัดสิทธิของนายเอก ในการเข้ารับมรดกแทนที่นายสองในการสืบมรดกของนายหนึ่งแต่อย่างใด (ตามมาตรา 1645) ดังนั้น นายเอก จึงยังคงมีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง ส่วนนางสวยซึ่งเป็นคู่สมรมของนายสองไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสอง เพราะมิใช่ผู้สืบสันดานของนายสอง

สําหรับกรณีของนายสามนั้น แม้นายสามจะได้ทําหนังสือมอบไว้แก่นายหนึ่งว่าจะขอสละ มรดกของนายหนึ่งทั้งหมดนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการสละมรดกตามกฎหมาย เพราะเป็นการสละมรดกก่อนเจ้า มรดกถึงแก่ความตาย อันเป็นการขัดต่อมาตรา 1619 ดังนั้น นายสามจึงยังคงมีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่ง

สรุป

มรดกของนายหนึ่งจํานวน 600,000 บาท ตกได้แก่ นายสาม 300,000 บาท และตกได้แก่ นายเอกและนายโทคนละ 150,000 บาท

 

ข้อ 4 นายไก่อยู่กินกับนางไข่มีบุตรด้วยกันคือนายเป็ด ซึ่งนายไก่อุปการะเลี้ยงดูอย่างดี ต่อมานายเป็ดอยู่กินกับนางปลามีบุตรด้วยกันคือนายห่านและนายหงส์ ซึ่งนายเป็ดได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ต่อมา นายห่านจดทะเบียนรับ ด.ช.ดอนมาเป็นบุตรบุญธรรม นายเป็ดป่วยและถึงแก่ความตาย เมื่อ นายเป็ดตายปรากฏว่านายห่านได้ทําหนังสือสละมรดกของนายเป็ดมอบแก่ผู้อํานวยการเขตบางกะปิ หลังจากนั้นนายไก่ได้ด่าว่านายหงส์ด้วยถ้อยคําหยาบคาย ด้วยความโมโหนายหงส์จึงใช้มีดปาดคอ นายไก่จนถึงแก่ความตาย นายหงส์ถูกจับ และศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่านายหงส์เจตนาฆ่า นายไก่ตายโดยบันดาลโทสะจึงพิพากษาลงโทษจําคุก เช่นนี้จงพิจารณา (ก) การตกทอดมรดกของนายเป็ดซึ่งมีเงินสดในธนาคารจํานวน 120,000 บาท

(ข) การตกทอดมรดกของนายไก่ซึ่งมีเงินสดในธนาคารจํานวน 240,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของหญิงนั้น ”

มาตรา 1598/27 “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้า ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(1) ผู้ที่ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทํา หรือพยายามกระทําให้เจ้ามรดกหรือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

มาตรา 1612 “การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ”

มาตรา 1615 “การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น”

มาตรา 1619 “ผู้ใดจะสละหรือจําหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้า ในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1630 “ตราบใดที่ทายาทซี ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่ กรณีในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลําดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า เป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลาดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ขอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1634 “ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสายหนึ่ง ๆ … (3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกเทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1644 “ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดก”

มาตรา 1645 “การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิของผู้สละที่จะ รับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกของบุคคลอื่น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้ คือ

(ก) การตกทอดมรดกของนายเป็ด ซึ่งมีเงินสดในธนาคารจํานวน 120,000 บาทเมื่อนายเป็ดถึงแก่ความตาย ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดก ได้แก่

1 นายห่านและนายหงส์ ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายเป็ดรับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดาน และมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 และเมื่อนายห่านได้ สละมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1612 และมาตรา 1619 นายห่านจึงเสียสิทธิรับมรดกในฐานะ ทายาทโดยธรรม แต่เมื่อนายห่านมีบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1598/27 คือ ด.ช.ดอน ดังนั้น ด.ช.ดอนจึงเป็นผู้สืบสันดาน และเข้าสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากับ ส่วนแบ่งที่นายห่านมีสิทธิจะได้รับตามมาตรา 1615 วรรคสอง

2 นางไข่ ซึ่งเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1546 จึงเป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิได้รับมรดกของนายเป็ดตามมาตรา 1629 (2) และจะได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา 1630 วรรคสอง

ส่วนนางปลาเมื่อมิได้จดทะเบียนสมรสกับนายเป็ดจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมในฐานะคู่สมรส ตามมาตรา 1629 วรรคท้าย จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายเป็ด

ดังนั้นมรดกของนายเป็ดคือเงินสดในธนาคารจํานวน 120,000 บาท จึงตกได้แก่ นางไข่ นายหงส์ และ ด.ช.ดอน คนละเท่า ๆ กัน คือ คนละ 40,000 บาท ตามมาตรา 1633

(ข) การตกทอดมรดกของนายไก่ซึ่งมีเงินสดในธนาคารจํานวน 240,000 บาท

เมื่อนายไก่ถึงแก่ความตาย มรดกทั้งหมดย่อมตกได้แก่นายเป็ดซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมาย แต่ นายไก่บิดาได้รับรองแล้วตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627 ส่วนนางไข่มิได้จดทะเบียนสมรสกับนายไก่จึง ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมในฐานะคู่สมรสตามมาตรา 1629 วรรคท้าย จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนายไก่

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเป็ดข็งเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) ได้ถึงแก่ความตายก่อน เจ้ามรดก ซึ่งตามมาตรา 1639 และ 1643 ได้กําหนดให้ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายเป็ดคือนายห่านและนายหงส์ เข้ารับมรดกแทนที่นายเป็ดได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายหงส์ได้ถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจําคุกในความผิดฐาน ฆ่าเจ้ามรดกคือนายไก่ตายโดยเจตนาและเป็นคําพิพากษาถึงที่สุด จึงถือว่านายหงส์ได้ถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐาน เป็นผู้ไม่สมควรตามมาตรา 1606 (1) และถือว่านายหงส์เป็นผู้มิได้มีสิทธิบริบูรณ์ในการรับมรดก ดังนั้นนายหงส์ จึงไม่อาจรับมรดกแทนที่นายเป็ดได้

ส่วนนายด่านแม้จะได้สละมรดกของนายเป็ดโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ตัดสิทธิของนายห่าน ที่จะรับมรดกแทนที่นายเป็ดในการสืบมรดกของนายไก่ตามมาตรา 1645 ดังนั้น มรดกของนายไก่จึงมีนายท่าน เข้ารับมรดกแทนที่จํานวน 240,000 บาท แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1634

สรุป

(ก) มรดกของนายเป็นจํานวน 120,000 บาท ตกได้แก่ นางไข่ นายหงส์ และ ด.ช.ดอนคนละ 40,000 บาท

(ข) มรดกของนายไก่จํานวน 240,000 บาท ตกได้แก่นายห่านแต่เพียงผู้เดียว

LAW3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก S/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายส้มอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับ น.ส.แดง มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายเหลือง นายส้มได้ทําสัญญาจะขายที่ดินของตน 1 แปลงกับนายเอก และนายส้มยังให้นายโทยืมรถยนต์ของตนเป็นเวลา 5 เดือน หลังจากนั้นอีก 2 เดือน นายส้มเดินทางไปต่างจังหวัดและประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ดังนี้ นายเหลืองต้องขายที่ดินให้นายเอกและเรียกรถยนต์คืนจากนายโทได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1599 “เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น”

มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

วินิจฉัย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 ได้บัญญัติไว้ว่า มรดกซึ่งจะตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทเมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1599 วรรคแรก นั้น ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิหน้าที่และความรับผิดซึ่งตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย โดยแท้ จะไม่ตกทอดไปยังทายาท

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายส้มตายทรัพย์สินของนายส้มคือที่ดิน 1 แปลง และรถยนต์ที่ให้ นายโทยืมย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้เป็นทายาทตามมาตรา 1599 วรรคแรก ส่วนการที่นายเหลืองบุตรของนายสม จะต้องขายที่ดินให้นายเอกหรือไม่และจะเรียกรถยนต์คืนจากนายโทได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีนายสมทําสัญญาจะขายที่ดินกับนายเอกก่อนที่นายส้มจะตายนั้น หน้าที่และ ความรับผิดตามสัญญาจะขายที่ดินนั้น ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ดังนั้นเมื่อนายส้มตายหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นมรดกและตกทอดไปยัง ทายาทตามมาตรา 1600 และมาตรา 1599 วรรคแรก ซึ่งถ้าหากนายเหลืองเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายส้ม ผู้ตาย นายเหลืองก็จะต้องขายที่ดินให้นายเอก

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายส้มได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ น.ส.แดง โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรคือนายเหลือง นายเหลืองจึงเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายส้ม และเมื่อตามข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่านายส้มได้รับรองว่านายเหลืองเป็นบุตรแต่อย่างใด จึงถือว่านายเหลืองเป็นบุตรนอกกฎหมาย ที่บิดายังไม่ได้รับรองกรณีดังกล่าว นายเหลืองจึงมิใช่ทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานของนายส้มตามขนาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1627

ดังนั้น เมื่อนายส้มตาย หน้าที่และความรับผิดตามสัญญาจะขายที่ดินแปลง ดังกล่าวจึงไม่ตกแก่นายเหลือง นายเหลืองจึงไม่ต้องขายที่ดินให้นายเอก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนายเหลืองไม่มีสิทธิ ขายที่ดินให้แก่นายเอกนั่นเอง

2 กรณีนายส้มให้นายโทยืมรถยนต์เป็นเวลา 5 เดือนนั้น เป็นสัญญายืมใช้คงรูปซึ่งตาม กฎหมายสัญญายืมใช้คงรูปจะระงับไปก็ต่อเมื่อผู้ยืมตาย แต่ตามอุทาหรณ์คนที่ตายคือผู้ให้ยืมไม่ใช่ผู้ยืม สัญญายืม จึงไม่ระงับ อีกทั้งหน้าที่ของผู้ให้ยืมที่จะต้องให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมนั้นตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพ แล้วก็ไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เมื่อนายส้มตาย หน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท แสะ ทายาทจะต้องให้นายโทใช้รถยนต์คันนั้นต่อไปจนครบ 5 เดือน จะเรียกรถยนต์คืนจากนายโทไม่ได้ ดังนั้น นายเหลือง แม้จะเป็นบุตรของนายส้มก็จะเรียกรถยนต์คืนจากนายโทไม่ได้

สรุป นายเหลืองไม่ต้องขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายเอก และนายเหลืองจะเรียก รถยนต์คืนจากนายโทไม่ได้

 

ข้อ 2 นายแก่งอยู่กินกับนางส้มโดยไม่จดทะเบียนสมรส มีบุตรคือนายแก้วและนายกลิ่น ซึ่งนายแก่งได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ต่อมานายแก่งได้แยกทางกับนางส้มและไปจดทะเบียนสมรสกับนางอิ่ม มีบุตรด้วยกันคือนางเดือน ในส่วนของนายกลิ่นนั้นนายกลิ่นได้ไปอยู่กินกับนางไก่มีบุตรด้วยกันคือ นายเป็ด ซึ่งนายกลิ่นได้ให้นายเป็ดใช้นามสกุล ต่อมานายเป็ดได้จดทะเบียนรับนายเดชมาเป็น บุตรบุญธรรม ส่วนนายแก้วได้จดทะเบียนรับนางธิดามาเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งนางธิดามีบุตร คือนายนิล นายแก่งทําพินัยกรรมยกมรดกเป็นเงินสดจํานวน 400,000 บาท ให้แก่นางเดือน โดยนางเดือนนั้น ต่อมาไปมีความสัมพันธ์กับนายช้างจนนางเดือนตั้งครรภ์นายช้างก็หนีไป นางเดือนคลอดบุตรคือ นายดิน ต่อมานางเดือนป่วยถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายเป็ดและนายกลินประสบอุบัติเหตุ ถึงแก่ความตาย ต่อมานายแก้วและนางธิดาประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นนายแก่ง ป่วยและถึงแก่ความตาย เช่นนี้ จงแบ่งมรดกของนายแก่งที่มีเงินสดนอกพินัยกรรมในธนาคาร จํานวน 2,000,000 บาท

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1457 “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น”

มาตรา 1536 วรรคแรก “เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แล้วแต่กรณี”

มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 1604 วรรคแรก “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถ มีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1631 “ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุด เท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิ์ในการรับมรดกแทนที่”

มาตรา 1634 “ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสายหนึ่ง ๆ ตาม บทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 4 นั้นให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกดังนี้

(3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

มาตรา 1698 “ข้อกําหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

(1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทําพินัยกรรม”

มาตรา 1699 “ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกําหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอัน ไร้ผลด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแก่งได้ทําพินัยกรรมยกมรดกเป็นเงินสดจํานวน 400,000 บาท ให้แก่นางเดือนนั้น เมื่อปรากฏว่านางเดือนผู้รับพินัยกรรมตายก่อนนายแก่งผู้ทําพินัยกรรม ข้อกําหนดในพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป ดังนั้นจึงต้องนําเงินจํานวน 400,000 บาท ในส่วนนี้กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรม ของนายแก่งต่อไปตามมาตรา 1698 (1) และมาตรา 1699 ทําให้จํานวนเงินซึ่งเป็นมรดกของนายแก่งมีจํานวน รวมทั้งหมด 2,400,000 บาท

และเมื่อนายแก่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บุคคลที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิในการรับมรดกของ นายแก่ง แยกพิจารณา

1 นางส้ม ซึ่งเป็นภริยาเก่าของนายแก่ง แต่เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอยู่ใน กับนายแก่งโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของนายแก่งตามมาตรา 1629 วรรคท้าย

2 นางอิ่ม ซึ่งเป็นภริยาใหม่ของนายแก่ง และได้จดทะเบียนสมรสกับนายแก่ง จึงถือเป็น ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิรับมรดกของนายแก่งในฐานะคู่สมรส ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 1457

3 นางเดือน เป็นบุตรของนายแก่งกับนางอิม จึงถือเป็นผู้สืบสันดานอันเป็นบุตรที่ชอบ ด้วยกฎหมาย เพราะเกิดในระหว่างการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1536 และมีสิทธิได้รับมรดกของนายแก่ง ในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) แต่เมื่อนางเดือนได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่านางเดือน ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงไม่อาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604 วรรคแรก

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่านางเดือนมีนายดินเป็นบุตร และถือเป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของมารดาเสมอตามมาตรา 1546 นายดินจึงมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนางเดือน ดังนั้นเมื่อ นางเดือนซึ่งเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกตาย นายดินจึงมีสิทธิเข้ารับมรดก ของนายแก่งแทนที่นางเดือนได้ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643

4 นายแก้วและนายกลิ่น ซึ่งเป็นบุตรของนายแก่งแม้จะเป็นบุตรนอกกฎหมาย แต่เมื่อ นายแก่งบิดาได้ให้การรับรองแล้วโดยการแจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา จึงถือว่านายแก้วและนายกลิ่นเป็น ผู้สืบสันดาน และมีสิทธิได้รับมรดกเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1629 (1) และมาตรา 1627 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายแก้วและนายกลินได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก จึงถือว่านายแก้วและ นายกลิ่นไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงไม่อาจรับมรดกได้ตามมาตรา 1604 วรรคแรก

แม้จะปรากฏว่านายแก้วมีบุตรบุญธรรมคือ นางธิดา และนางธิดามีบุตรคือนายนิล แต่ทั้งนางธิดาและนายนิลนั้นไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายแก้ว จึงเข้ารับมรดกแทนที่นายแก้วไม่ได้ ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643

ส่วนกรณีของนายกลิ่นนั้น นายเป็ดถือเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายกลิ่น เพราะ เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายกลิ่นรับรองแล้ว (ให้ใช้นามสกุล) ตามมาตรา 1627 นายเป็ดจึงมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่ นายกลิ่นตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643 แต่เมื่อปรากฏว่านายเป็ดได้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก ดังนั้น จึงต้องพิจารณาการเข้ารับมรดกแทนที่ในสายของนายกลินต่อไปตามมาตรา 1631 และเมื่อปรากฏอีกว่านายเดช เป็นเพียงบุตรบุญธรรมของนายเป็ด ซึ่งไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนายเป็ด นายเดชจึงเข้ารับมรดกแทนที่ นายกลินไม่ได้ตามมาตรา 1639 และมาตรา 1643

เมื่อบุคคลที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายแก่งมี 2 คน คือ นางอิ่มซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วย กฎหมาย และนายดินโดยการเข้ารับมรดกแทนที่นางเดือน ดังนั้น นางอิ่มและนายดินย่อมได้รับมรดกเป็นส่วน เท่า ๆ กัน คือ คนละ 1,200,000 บาท ตามมาตรา 1634 (3) และมาตรา 1635 (1)

สรุป มรดกของนายแก่งจํานวน 2,400,000 บาท ตกแก่นางอิ่มและนายดินคนละ 1,200,000 บาท

 

ข้อ 3 นายช้างอยู่กินกับนางกวาง มีบุตรด้วยกันคือนายกันและนายเกิน ซึ่งนายช้างได้อุปการะเลี้ยงดูอย่างดีและแจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา โดยนายกันจดทะเบียนสมรสกับนางดินมีบุตรด้วยกันคือนายเด่น นายช้างได้ทําพินัยกรรมยกเงิน 20,000 บาท ให้นางกวาง ต่อมานายกันได้ข่มขู่นายช้างให้เพิ่มเติม ข้อกําหนดในพินัยกรรมโดยให้ตั้งนายกันเป็นผู้จัดการศพของนายช้างมิฉะนั้นจะทําร้ายนายช้าง นายช้างจึงเพิ่มข้อความดังกล่าวลงไปเพราะกลัวถูกนายกันทําร้าย ต่อมานายช้างป่วยและถึงแก่ความตาย โดยมีเงินสดในธนาคารทั้งหมด 240,000 บาท เช่นนี้ จงพิจารณาแบ่งมรดกของนายช้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1599 “เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น”

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทํา หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วน หรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือไม่ให้กระทําการดังกล่าวนั้น”

มาตรา 1620 วรรคสอง “ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทําพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจําหน่ายทรัพย์ หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จําหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรม ไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย”

มาตรา 1627 “บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็น ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1631 “ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุด เท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1639 “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ถึงแก่ ความตาย หรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของ ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกัน เช่นนี้ไปจนหมดสาย”

มาตรา 1643 “สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการี หามีสิทธิดังนั้นไม่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายช้างตาย มรดกทั้งหมดของนายช้างย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม มาตรา 1599 วรรคแรก และเมื่อนายช้างได้ทําพินัยกรรมยกเงิน 20,000 บาทให้แก่นางกวาง นางกวางจึงเป็น ทายาทผู้รับพินัยกรรม และมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมจํานวน 20,000 บาทนั้น ส่วนทรัพย์มรดกที่เหลืย อีก 220,000 บาท ซึ่งนายช้างผู้ตายไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ ก็จะต้องนําไปแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ต่อไปตามมาตรา 1620 วรรคสอง

ซึ่งทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายช้างผู้ตาย ได้แก่ นายกันและนายเกินซึ่งเป็น บุตรนอกกฎหมายของนายช้าง แต่เมื่อนายช้างซึ่งเป็นบิดาได้รับรองโดยพฤตินัยแล้ว โดยได้อุปการะเลี้ยงดูและ ได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ดังนั้นนายกันและนายเกินจึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว จึงเป็น ผู้สืบสันดานและมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1627 และมาตรา 1629 (1) โดยจะได้รับ ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน คือคนละ 110,000 บาท ตามมาตรา 1633 ส่วนนางกวางมิใช่คู่สมรสของนายช้างจึงไม่มีสินรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม (มาตรา 1629 วรรคสอง)

อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์จะปรากฏว่า นายกันได้ขมขู่นายช้างให้เพิ่มเติมข้อกําหนดใน พินัยกรรม โดยให้ตั้งนายกันเป็นผู้จัดการศพของนายช้าง มิฉะนั้นจะทําร้ายนายช้าง ทําให้นายช้างต้องเพิ่มข้อความ ดังกล่าวลงไป ดังนี้การกระทําของนายกันแม้จะเป็นการข่มขู่นายช้างเจ้ามรดกให้แก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อกําหนด ในพินัยกรรมก็ตาม แต่ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อกําหนดที่ถือไม่ได้ว่าเป็นการทําให้บุคคลใดได้ ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในทรัพย์มรดกนั้น ดังนั้นนายกันจึงไม่ถูกกําจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1606 (3)

สําหรับนายเด่นซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของนายช้างเจ้ามรดกตามมาตรา 1629 (1) นั้น เมื่อเจ้ามรดก มีบุตรคือนายกัน และนายกันซึ่งเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) ยังมิได้ถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดก ก่อนเจ้ามรดกตาย ดังนั้นนายเด่นซึ่งเป็นผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนาย งดาม มาตรา 1631 ประกอบมาตรา 1639 และมาตรา 1643

สรุป มรดกของนายช้างจํานวน 240,000 บาท จะตกได้แก่นางกวางในฐานะผู้รับพินัยกรรม 20,000 บาท และตกได้แก่นายกันและนายเกินในฐานะทายาทโดยธรรมคนละ 110,000 บาท

 

ข้อ 4 นายหนึ่งและนางน้อยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย นายหนึ่งมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน คือนายสองและนายสาม นายสองอยากมีบุตรมาก นายสองจึงจดทะเบียนรับนายสินเป็นบุตรบุญธรรม ตามกฎหมาย ต่อมานายหนึ่งโกรธนายสามที่ติดยาเสพติด นายหนึ่งจึงได้ทําหนังสือตัดนายสาม มิให้รับมรดกใด ๆ ของตนทั้งสิ้นมอบไว้แก่เพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน วันหนึ่งนายหนึ่งได้ทะเลาะ กับนายสินอย่างรุนแรง นายสินได้ใช้ปืนยิงนายหนึ่งตายต่อหน้านายสอง นายสองไปแจ้งความต่า เจ้าพนักงานตํารวจว่านายหนึ่งถูกฆ่า แต่ไม่บอกว่านายสินเป็นผู้ฆ่านายหนึ่ง นายหนึ่งมีทรัพย์มรดก ทั้งสิ้น 300,000 บาท ดังนี้ จงแบ่งมรดกของนายหนึ่ง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1606 “บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

(3) ผู้ที่รู้แล้วว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนาแต่มิได้นําข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทําผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคน วิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง”

มาตรา 1608 “เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดง เจตนาชัดแจ้ง

(1) โดยพินัยกรรม

(2) โดยทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่”

มาตรา 1620 วรรคแรก “ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้หรือทําพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย”

มาตรา 1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลําดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

มาตรา 1633 “ทายาทโดยธรรมในลําดับเดียวกันในลําดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลําดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งทั้งหมด”

มาตรา 1635 “ลําดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่หรือ ถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิ ได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายหนึ่งตายมีมรดก 300,000 บาท และนายหนึ่งไม่ได้ทําพินัยกรรมไว้ มรดกของนายหนึ่งทั้งหมดจึงตกได้แก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคแรก และทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิ์ รับมรดกของนายหนึ่ง ได้แก่ นางน้อยซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และนายสองกับนายสาม ซึ่งเป็นน้องชาย ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหนึ่งตามมาตรา 1629 (3) และวรรคสอง ซึ่งโดยหลักแล้ว นางน้อยจะได้รับกึ่งหนึ่ง คือ 150,000 บาท ส่วนนายสองและนายสามจะได้รับคนละ 75,000 บาท ตามมาตรา 1635 (2) และมาตรา 1633

กรณีของนายสาม การที่นายหนึ่งได้ทําหนังสือตัดนายสามมิให้รับมรดกใด ๆ ของนายหนึ่ง ทั้งสิ้นและมอบหนังสือไว้แก่เพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานที่ดินนั้น ถือว่าการตัดมิให้นายสามรับมรดกของนายหนึ่ง นั้นกระทําไม่ถูกต้องตามแบบที่กําหนดไว้ในมาตรา 1608 เพราะการตัดทายาทโดยธรรมคนใดมิให้รับมรดกนั้น

จะต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งโดยการทําพินัยกรรมหรือทําเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ดังนั้น เมื่อการตัดมิให้นายสามรับมรดกกระทําไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายได้กําหนดไว้จึงไม่มีผลตามกฎหมาย กล่าวคือ ให้ถือว่านายสามมิได้ถูกตัดมิให้รับมรดก นายสามจึงมีสิทธิรับมรดกของนายหนึ่งในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629 (3)

กรณีของนายสอง การที่นายสองได้รู้อยู่แล้วว่านายหนึ่งเจ้ามรดกถูกนายสินฆ่าตายโดยเจตนา แต่ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตํารวจว่านายหนึ่งถูกฆ่า แต่ไม่บอกว่านายสินบุตรบุญธรรมของตนเป็นผู้ฆ่านายหนึ่ง กรณีเช่นนี้ ย่อมถือว่านายสองรู้แล้วว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นําข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่ จะนําตัวผู้กระทําผิดมาลงโทษ ดังนั้นนายสองย่อมถูกกําจัดมิให้รับมรดกของนายหนึ่งในฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามมาตรา 1606 (3) และกรณีนี้ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นการถูกกําจัดมิให้รับมรดกในฐานเป็นผู้ไม่สมควร เพราะนายสิน ให้ผู้มีบสันดานโดยตรงของนายสอง

ดังนั้น เมื่อนายหนึ่งตาย มรดกของนายหนึ่งจํานวน 300,000 บาท จึงตกได้แก่นางน้อยและ นายสามโดยจะได้รับส่วนแบ่งคนละ 150,000 บาท

สรุป มรดกของนายหนึ่งจํานวน 300,000 บาท ตกได้แก่นางน้อยและนายสามคนละ 150,000 บาท

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องว่าจําเลยใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย โดยจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 5 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเช่นกัน และพ้นโทษคดีดังกล่าวมายังไม่เกิน 3 ปี ได้ หวนกลับมากระทําผิดคดีนี้อีกโดยไม่เข็ดหลาบ ขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ประกอบมาตรา 80 (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 158 (5) ทุกประการ) จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริง เชื่อตามพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบว่า จําเลยกระทําผิดจริงตามฟ้อง และจําเลยเคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษและพ้นทษในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจริงตามฟ้อง

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะเพิ่มโทษจําเลย โดยคําขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วยได้หรือไม่ และหากสามารถเพิ่มโทษจําเลยได้ ศาลจะเพิ่มเติมโทษ จําเลยได้เพียงใด เพราะเหตุใด

หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 ผู้ใดต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก ถ้าและได้กระทําความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลาห้าปีนับแต่วัน พ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสาม ของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 ผู้ใดต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก ถ้าและได้กระทํา ความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดที่จําแนกไว้ในอนุมาตราต่อไปนี้ในอนุมาตราเดียวกันอีกในระหว่างที่ ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ราายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษก็ดี ถ้าความผิดครั้งแรกเป็นความผิด ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจําคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง

(11) ความผิดต่อชีวิต ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288 ถึงมาตรา 290…

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 158 “ฟ้องต้องทําเป็นหนังสือ และมี

(6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นความผิด”

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสังเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง”

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์บรรยายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาแล้วนั้น แม้ตามคําฟ้อง ของโจทก็จะมิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วยก็ตาม แต่ ป.อาญา มาตรา 92 และ 93 ซึ่ง เป็นบทกฎหมายที่เป็นบทเพิ่มโทษจําเลยฐานไม่เข็ดหลาบนั้น มิใช่มาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทํา เช่นนั้นเป็นความผิด อันจะอยู่ในบังคับเเห่ง ป.วิ.อาญา มาตรา 158 (6) ที่โจทก์จะต้องระบุอ้างในคําฟ้อง ดังนั้น

แม้คําฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จะมิได้ระบุอ้างมาตราที่ขอให้เพิ่มโทษจําเลยมาด้วย แต่เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงและเชื่อ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบว่าจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษและพ้นโทษมาแล้วหวนกลับมา กระทําความผิดคดีนี้จริงตามฟ้อง ศาลย่อมเพิ่มโทษจําเลยได้ ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าว ในฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง (คําพิพากษาฎีกาที่ 947/2520)

แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จําเลยเคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก 5 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเช่นเดียวกับคดีนี้ และพ้นโทษคดีดังกล่าวมายังไม่เกิน 3 ปี ได้หวนกลับมากระทําผิดคดีนี้ซ้ําอีกโดยไม่เข็ดหลาบนั้น แม้จะต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะเพิ่มโทษจําเลยได้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อาญา มาตรา 93 เพราะจําเลยกระทําความผิดซ้ําในอนุมาตราเดียวกันตาม ป.อาญา มาตรา 93 (11) ก็ตาม แต่ตามคําขอท้ายฟ้องโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษจําเลยตามกฎหมายโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ ให้เพิ่มโทษตามมาตราใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จําเลยว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มโทษจําเลยเพียงหนึ่งในสาม ตาม ป.อาญา มาตรา 92 ดังนั้น ในกรณีนี้ศาลจึงเพิ่มโทษจําเลยได้เพียงหนึ่งในสามตาม ป.อาญา มาตรา 92 (คําพิพากษาฎีกาที่ 413/2549)

สรุป ศาลจะเพิ่มโทษจําเลยโดยคําขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ระบุอ้างบทกฎหมายที่ขอให้เพิ่มโทษ จําเลยมาด้วยได้ แต่จะเพิ่มโทษจําเลยได้เพียงหนึ่งในสามตาม ป.อาญา มาตรา 92

 

ข้อ 2. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ซึ่งมีระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท ในวันพิจารณา โจทก์และจําเลยมาศาล ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง จําเลยให้การ รับสารภาพตามฟ้องโจทก์ขอสืบพยาน ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคํารับสารภาพของจําเลย จนเสร็จ เมื่อถึงวันนัดฟังคําพิพากษา โจทก์ จําเลย และทนายจําเลยมาศาล จําเลยแถลงว่าจําเลย เพิ่งมีทนายจําเลยในวันนี้ แต่ก็ยังคงรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า จําเลยยืนยันให้การรับ สารภาพตามฟ้อง และโจทก์เพียงนําสืบประกอบคํารับสารภาพของจําเลย จึงให้ทนายจําเลยลงชื่อ รับทราบการสืบพยานโจทก์ที่ได้ดําเนินการมาแล้ว และอ่านคําพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา ลงโทษจําเลยตามฟ้องให้คู่ความฟัง

ให้วินิจฉัยว่า การดําเนินกระบวนพิจารณาและคําพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 172 วรรคสอง “เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจําเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และ ศาลเชื่อว่าเป็นจําเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้ อย่างไรบ้าง คําให้การของจําเลยให้จดไว้ ถ้าจําเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดําเนินการพิจารณาต่อไป”

มาตรา 173 วรรคสอง “ในคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่า มีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งมีระวางโทษจําคุก จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ซึ่งตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 173 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลย ต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ จึงถือเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องถามจําเลยในวันพิจารณา ถึงเรื่องทนายความก่อนเริ่มพิจารณาคดี โดยอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อให้จําเลยได้มีโอกาสพบปะพูดคุย บรึกษากับทนายความของตนก่อนที่จําเลยจะให้การต่อศาล

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันพิจารณาเมื่อโจทก์และจําเลยมาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านและ อธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง จําเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ขอสืบพยาน และศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบ หารับสารภาพของจําเลยจนเสร็จ โดยมิได้สอบถามจําเลยในเรื่องทนายความก่อนเริ่มพิจารณา จึงเป็นการ พบารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ ป.วิ.อาญา มาตรา 173 วรรคสอง มีผลทําให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ สืบพยานโจทก์ ตลอดจนคําพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นได้ให้ทนายจําเลยที่มาศาล ลงชื่อรับทราบการสืบพยานโจทก์ที่ได้ดําเนินการมาแล้ว ก็ไม่อาจทําให้กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบดังกล่าวกลับกลาย เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบได้ ดังนั้น การดําเนินกระบวนการพิจารณาและคําพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

การดําเนินกระบวนพิจารณาและคําพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้อาวุธปืนที่จําเลยกําลังทําความสะอาดอยู่ลั่นถูกนายสมชายเป็นเหตุให้นายสมชายถึงแก่ความตาย แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ ความว่าจําเลยใช้อาวุธปืนยิงนางสมหญิง แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนายสมชายสามีของนางสมหญิง ถึงแก่ความตาย การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านางสมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 บทหนึ่ง และมีความผิดฐานฆ่านายสมชายตายโดยเจตนาโดย พลาดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 60 อีกบทหนึ่ง และไม่ปรากฏว่าจําเลยหลงต่อสู้

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะลงโทษจําเลยได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสังเกิน คําขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างกันมิใช่ในข้อสาระสําคัญและทั้งจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจําเลย เมข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทําความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และ ทําให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสําคัญ ทั้งมิให้ ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคําขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก็ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จําเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจําเลยเกินอัตราโทษที่กําหนดไว้สําหรับ ความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็น เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจําเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้อาวุธปืนที่จําเลย กําลังทําความสะอาดอยู่ลันถูกนายสมชายเป็นเหตุให้นายสมชายถึงแก่ความตาย แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทาง พิจารณาได้ความว่าจําเลยใช้อาวุธปืนยิงนางสมหญิง แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนายสมชายสามีของนางสมหญิง ถึงแก่ความตาย การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านางสมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 บทหนึ่ง และมีความผิดฐานฆ่านายสมชายตายโดยเจตนาโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 60 อีกบทหนึ่งนั้น ศาลจะลงโทษจําเลยได้หรือไม่ เพียงใด แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 ความผิดบทแรกซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านางสมหญิง

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 80 นั้น แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจะได้ความเช่นนั้นก็ตาม แต่ศาลก็จะ พิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดบทนี้ไม่ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นข้อเท็จจริง ที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้อง และมิได้มีคําขอให้ลงโทษเกี่ยวกับการกระทําต่อนางสมหญิงด้วย เนื่องจากคําฟ้อง ของโจทก์บรรยายฟ้องว่าจําเลยกระทําต่อนายสมชายเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจําเลยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสี่

2 ความผิดบทหลังซึ่งเป็นความผิดฐานฆ่านายสมชายตายโดยเจตนาโดยพลาด

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 60 นั้น แม้คําฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจําเลยกระทําให้ นายสมชายถึงแก่ตายโดยประมาท และขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งแตกต่างกัน ก็ตาม แต่การต่างกันระหว่างการกระทําผิดโดยเจตนากับประมาทนั้น ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่ามิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสําคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคําขอหรือ เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และเมื่อไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไม่เป็นเหตุให้จําเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น ศาลย่อมมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานฆ่านายสมชายตายโดยเจตนาโดยพลาดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 60 ตามที่พิจารณาได้ความนั้นก็ได้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจําเลยเกิน อัตราโทษตามที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นความผิดที่ โจทก์ฟ้องไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

ศาลจะลงโทษจําเลยในความผิดฐานฆ่านายสมชายตายโดยเจตนาโดยพลาดตามประมวล หมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 60 ได้ แต่จะลงโทษจําเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกําหนดไว้ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 291 ไม่ได้ ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่านางสมหญิง ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยไม่ได้

 

ข้อ 4. ในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ซึ่งมีระวางโทษสองในสามของโทษ ประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว ฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจําเลยสมัครใจวิวาทกับผู้เสียหาย และจําเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายตบตีกับจําเลยโดยจําเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย มีเพียง เจตนาทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น พิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ลงโทษจําคุก 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจําเลยตามฟ้อง จําเลยอุทธรณ์ว่า การที่จําเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายนั้น เป็นการกระทําเพื่อป้องกันตัว เนื่องจาก ผู้เสียหายเป็นฝ่ายเริ่มตบเด็จําเลยก่อน การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็นความผิด ขอให้ศาลพิพากษา ยกฟ้อง ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า

(ก) คําพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 192 วรรคหก “ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทําหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจ เป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจําเลยในการกระทําผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้”

มาตรา 193 ทวิ “ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษ อย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่กรณี ต่อไปนี้ให้จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้”

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ขอให้ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ซึ่งมีระวางโทษ 2 ใน 3 ของโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี และศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว ฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจําเลย ไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย มีเพียงเจตนา ทําร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น จึงพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ลงโทษจําคุก 2 ปีนั้น คําพิพากษาของ ศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่โจทก์ฟ้องรวมเอาความผิดฐาน เจตนาทําร้ายผู้อื่นเป็นองค์ประกอบอยู่ในตัว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจําเลยทําร้ายผู้เสียหาย ศาลจึง สามารถพิพากษาลงโทษจําเลยฐานทําร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทําได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหก

(ข) การที่จําเลยอุทธรณ์ว่า การที่จําเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายนั้นเป็นการกระทําเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากผู้เสียหายเป็นฝ่ายเริ่มตบที่จําเลยก่อน การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการโต้แย้ง ดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทําความผิดของจําเลย จึงเป็นการอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริง และเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ

แต่อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าในศาลชั้นต้น จําเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้นจึงถือว่าอุทธรณ์ของจําเลย ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จําเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงไม่สามารถรับอุทธรณ์ของจําเลยไว้ พิจารณาได้

สรุป

(ก) คําพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย

(ข) ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของจําเลยไว้พิจารณาไม่ได้

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยโดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางวันจําเลยใช้อาวุธปืนยิงนายเทาโดยมีเจตนาฆ่าตามที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน หลังจากนายเทาทะเลาะวิวาท กับจําเลย จําเลยลงมือกระทําความผิดแล้วแต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนเพียงแต่ ถูกที่ขาซ้ายของนายเทาเป็นเหตุให้นายเทาได้รับอันตรายสาหัส เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 จําเลยให้การต่อสู้ว่าโจทกบรรยายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องว่าไตร่ตรอง ไว้ก่อนอย่างไร ดังนี้ ข้อต่อสู้ของจําเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 158 “ฟ้องต้องทําเป็นหนังสือ และมี

(5) การกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าจําเลยได้กระทําผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับ เวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทํานั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จําเลยเข้าใจ ข้อหาได้ดี

วินิจฉัย

ในการฟ้องคดีอาญา นอกจากคําฟ้องต้องทําเป็นหนังสือแล้ว โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องถึง การกระทําทั้งหลายที่โจทก์กล่าวหาว่าจําเลยกระทําผิดด้วย กล่าวคือ จะต้องบรรยายถึงการกระทําผิดไว้ให้ชัดเจน ครบถ้วนขององค์ประกอบแห่งความผิดนั้น มิฉะนั้นแล้ว คําฟ้องของโจทก์จะกลายเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วย กฎหมาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 158 (5)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยโดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางวัน จําเลยใช้อาวุธปืนยิงนายเทาโดยมีเจตนาฆ่าตามที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และจําเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องว่าไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างไรนั้น ข้อต่อสู้ของจําเลยดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้เพราะคําว่า “ไตร่ตรองไว้ก่อน” มีความหมายสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้วว่า เป็นเรื่องที่มีการเตรียมการมาล่วงหน้ามิใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยไม่ตั้งใจมาก่อน แม้โจทก์จะมิได้ บรรยายว่าไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างไร ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น คําบรรยายฟ้อง ในการกระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงชอบด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 158 (5) แล้ว

สรุป ข้อต่อสู้ของจําเลยฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ 2. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 379 ซึ่งมีระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบวันหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) ในวันนัดพิจารณาโจทก์ จําเลยมาศาล ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังโดยมิได้สอบถามจําเลยในเรื่องทนายความ ก่อนที่จะอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง จําเลยแถลงให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่ติดใจ สืบพยาน โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีเสร็จ การพิจารณาให้นัดฟังคําพิพากษา ดังนี้ การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นสําหรับจําเลย ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 173 วรรคสอง “ในคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่า มีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ความผิดตามที่พนักงานอัยการโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 379 นั้น จะมีระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้ง จําทั้งปรับ แต่เมื่อเป็นคดีที่มีอัตราโทษจําคุกไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดก็ตาม ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 173 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้

ดังนั้น คดีนี้การที่ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังโดย มิได้สอบถามจําเลยในเรื่องทนายความก่อน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีผลทําให้กระบวน พิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่นี้เป็นต้นไปจนถึงนัดฟังคําพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นสําหรับจําเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วย กฎหมาย

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2561 เวลากลางวัน จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของนายซึ่งไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83 (โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ) จําเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ โดยอ้างฐานที่อยู่ ศาลพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันดังกล่าว เวลากลางคืน จําเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวได้ลักเอาแฮนด์รถจักรยานยนต์ของนายซิ่งไปโดยทุจริต ส่วนจําเลยที่ 2 ช่วยรับซื้อแฮนด์ รถจักรยานยนต์ของกลางจากจําเลยที่ 1 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จําเลยที่ 1 ได้มาโดยการกระทําผิด การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) ส่วนการกระทําของจําเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ส่วนจําเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมในการกระทําผิดแต่อย่างใด

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษาลงโทษ จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เพียงใด

หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 วางหลักว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทําความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท”

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 วางหลักว่า “ผู้ใดลักทรัพย์ (1) ในเวลากลางคืน.. ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท”

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 185 วรรคหนึ่ง “ถ้าศาลเห็นว่าจําเลยมิได้กระทําผิดก็ดี การกระทําของจําเลยไม่เป็น ความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จําเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจําเลยไป แต่ศาลจะสังขังจําเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้”

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหก “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสังเกินคําขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสําคัญและทั้งจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจําเลย ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทําความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และ ทําให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทําผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสําคัญ ทั้งมีให้ ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคําขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก็ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จําเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจําเลยเกินอัตราโทษที่กําหนดไว้สําหรับ ความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดังกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็น เรื่องที่โจทกประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจําเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทําหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ใน ตัวเอง ศาลจะลงโทษจําเลยในการกระทําผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เพียงใด แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีจําเลยที่ 1 การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ในเวลากลางวัน แต่ ในทางพิจารณาฟังได้ว่า ในวันดังกล่าว เวลากลางคืน จําเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวได้ลักเอาแฮนด์รถจักรยานยนต์ของ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตนั้น แม้ว่าความผิดฐานปล้นทรัพย์จะมิได้บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสาม แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ คือความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กําลัง ประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทําผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไปนั่นเอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาในฟ้องแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสําคัญ อีกทั้งการที่จําเลยที่ 1 ได้ลักเอาแฮนด์ รถจักรยานยนต์มิได้ลักรถจักรยานยนต์ ข้อแตกต่างในทางพิจารณากับในคําฟ้องก็ไม่ถือว่าข้อแตกต่างนั้นเป็น ข้อสาระสําคัญ เพราะแฮนด์รถจักรยานยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ การกระทําของจําเลยจึงเป็น การกระทําต่อตัวรถจักรยานยนต์ที่มุ่งประสงค์จะลักแฮนด์รถจักรยานยนต์เป็นอย่างเดียวกัน หาใช่เป็นทรัพย์ คนละชิ้นคนละอันไม่ (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 17323/2555) และเมื่อจําเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ดังนั้น ศาลจึง พิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสองประกอบวรรคสาม

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 334 ตามที่พิจารณาได้ความเท่านั้น ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหก และจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐาน ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อาญา มาตรา 335 (1) ไม่ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่า จําเลยที่ 1 ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนนั้น โจทก์มิได้บรรยายหรือกล่าวมาในฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ ลงโทษจําเลยในข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งประกอบวรรคสี่

กรณีจําเลยที่ 2 ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรได้ เพราะแม้ว่าโจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่า จําเลยที่ 2 ร่วมกับจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 3 ปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์รวมเอาความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ในตัว และเมื่อในทางพิจารณาปรากฏว่า จําเลยที่ 2 รับของโจร จึงถือว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาซึ่งแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั้นเป็นเพียงรายละเอียด และเมื่อจําเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่จึงถือได้ว่าจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ดังนั้น ศาลจึงสามารถพิพากษาลงโทษ จําเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม

กรณีจําเลยที่ 3 เมื่อในทางพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า จําเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมในการ กระทําความผิดแต่อย่างใด ศาลจึงต้องทิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยตัวจําเลยที่ 3 ไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 185

สรุป

ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 334 และจะ พิพากษาลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานรับของโจร ส่วนจําเลยที่ 3 ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

 

ข้อ 4. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายโหดในข้อหาพยายามฆ่านายดีผู้เสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่านายโหดได้ใช้อาวุธปืนตีที่ศีรษะนายที่ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า แต่แพทย์รักษาบาดแผลได้ทัน นายดีผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงได้รับอันตรายสาหัสประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 (ระวางโทษสองในสาม ของโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิตหรือจําคุกตั้งแต่ 15 ปี – 20 ปี) นายโหดจําเลยให้การปฏิเสธ และนําสืบอ้างฐานที่อยู่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายโหดได้กระทําผิดจริง ตามฟ้อง แต่พฤติการณ์การกระทําดังกล่าว นายโหดมิได้มีเจตนาฆ่านายดีผู้เสียหาย มีแค่เพียง เจตนาทําร้ายร่างกายนายดีผู้เสียหายเท่านั้น การกระทําของนายโหดจึงเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 297 พิพากษาลงโทษจําคุก 6 ปี โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นนําบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ปรับเข้ากับ พฤติการณ์การกระทําของนายโหดที่ฟังเป็นยุติแล้ว โจทก์ยังไม่อาจเห็นพ้องด้วยเนื่องจากพฤติการณ์ การกระทําของนายโหดที่ฟังเป็นยุติแล้ว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้อง และจําเลยอุทธรณ์ว่า จําเลยได้ทําร้ายร่างกาย นายดิผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจริง แต่เป็นเพราะจําเลยถูกนายดีผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุไม่เป็นธรรมจึงกระทําความผิดไปโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจําเลยสถานเบา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์ได้ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และจําเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 193 ทวิ “ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษ อย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่กรณี ต่อไปนี้ให้จําเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

(1) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจําคุก

(2) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้

(3) ศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิด แต่รอการกําหนดโทษไว้ หรือ

(4) จําเลยต้องคําพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท”

มาตรา 193 ตรี “ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 193 ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสําคัญ อันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ ซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้ มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้ พิจารณาต่อไป”

มาตรา 195 วรรคหนึ่ง “ข้อกฎหมายทั้งปวงอันคู่ความอุทธรณ์ร้องอ้างอิง ให้แสดงไว้โดย ชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ แต่ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันแล้วแต่ในศาลชั้นต้น”

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระ แก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าว ในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจําเลยไว้พิจารณาได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีอุทธรณ์ของโจทก์ การที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายโหดเป็นจําเลยในข้อหาพยายามฆ่า นายดีผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่จําเลยให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้น พิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจําเลยได้กระทําผิดจริงตามฟ้อง แต่พฤติการณ์การกระทําของจําเลยดังกล่าว จําเลยมิได้มีเจตนาฆ่านายดีผู้เสียหายแต่มีเพียงเจตนาทําร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เท่านั้น การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 297 จึงพิพากษาลงโทษจําคุก 6 ปีนั้น การที่โจทก์ ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากพฤติการณ์การกระทําของจําเลยที่ฟังเป็นยุติแล้ว เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยตามฟ้องนั้น ถือเป็นการโต้แย้ง การที่ศาลชั้นต้นปรับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่าเข้ากับองค์ประกอบของกฎหมายในเรื่องใด หรือปัญหาการ หารือบทจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ดังนั้น โจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจะมี คําสังรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

กรณีอุทธรณ์ของจําเลย การที่จําเลยอุทธรณ์ว่าจําเลยได้ทําร้ายร่างกายนายดีผู้เสียหาย ได้รับอันตรายสาหัสจริง แต่เป็นเพราะจําเลยถูกนายที่ผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงได้กระทําความผิดไปโดยบันดาลโทสะตาม ป.อาญา มาตรา 72 นั้น เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งจําเลย มิได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 และแม้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยอุทธรณ์ ก็ตาม ก็ไม่มีผลทําให้จําเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ เพราะการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ตรีนั้น ใช้กับกรณีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิเท่านั้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจําเลยไว้พิจารณา

สรุป ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา แต่จะมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์ของ จําเลย

LAW3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3008 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 2

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้าน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายเอกร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายโทลักเอารถยนต์ของตนไปโดยทุจริต แต่เห็นว่าพนักงานสอบสวนดําเนินคดีล่าช้าถึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายโทด้วยตนเอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 334 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ปรากฏว่านายเอกไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจึงมีคําพิพากษายกฟ้องของนายเอก ต่อมาคดีเรื่องเดียวกันนี้ที่นายเอกร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงาน สอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานที่ รวบรวมมาการกระทําของนายโทเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการ จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนี้อีก ขอให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายธรรมผู้พิพากษาเวรรับฟ้องเมื่อตรวจคําฟ้องแล้วจะพิจารณาสั่งคําฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 161 วรรคหนึ่ง “ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง”

มาตรา 166 “ถ้าโจทก์ไม่มาตามกําหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ยังมาไม่ได้ จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้

คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดย แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่

ในคดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว จะฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอํานาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเอกโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง การที่ศาลมีคําพิพากษา ยกฟ้องของนายเอกจึงเป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ซึ่งย่อมเกิดผลตามมาตรา 166 วรรคสาม คือจะฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอํานาจ พนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

การที่นายเอกร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่านายโทลักทรัพย์และเป็นโจทก์ฟ้องนายโท ในข้อหาลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา 334 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งเป็นกรณีที่นายเอกราษฎรเท่านั้น เป็นโจทก์และถูกศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง จะไม่ตัดอํานาจพนักงานอัยการใน การฟ้องคดีนี้อีกก็ตาม แต่เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาสํานวนการสอบสวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมมานั้น การกระทําผิดของนายโทเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว และเป็นโจทก์

ยื่นฟ้องนายโทในฐานความผิดดังกล่าว พนักงานอัยการจึงถูกตัดอํานาจฟ้องนายโทจําเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อนายธรรมผู้พิพากษาเวรได้รับฟ้องและตรวจคําฟ้องแล้ว ย่อมมีอํานาจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง คือมีคําสั่งยกฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ เพราะฟ้องของ พนักงานอัยการโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุป นายธรรมผู้พิพากษาเวรจะต้องมีคําสั่งยกฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์

 

ข้อ 2. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ซึ่งมีระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ในวันนัดพิจารณา โจทก์ จําเลย และทนายจําเลยมาศาล จําเลยแถลง ต่อศาลชั้นต้นว่าทนายจําเลยกลับไปก่อนเนื่องจากนัดพบลูกความเรื่องอื่นไว้ ศาลชั้นต้นได้อ่านและ อธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง จําเลยแถลงว่าจะขอปรึกษากับทนายความก่อนโดยจะขอให้การนัดในนัดหน้า หากนัดหน้าจําเลยไม่ให้การให้ถือว่าจําเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดสอบถามคําให้การ จําเลยและนัดสืบพยานโจทก์ในนัดหน้า เมื่อถึงวันนัดหน้า โจทก์และจําเลยมาศาล ส่วนทนายจําเลย ไม่มาศาล จําเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ายังไม่ได้พบกับทนายจําเลยและไม่พร้อมที่จะให้การในวันนี้ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ถือว่าจําเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังต่อไปนี้ชอบหรือไม่

(1) ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังโดยไม่มีทนายความของจําเลยอยู่ด้วย

(2) คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ถือว่าจําเลยให้การรับสารภาพ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 172 วรรคสอง “เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจําเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และ ศาลเชื่อว่าเป็นจําเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้ อย่างไรบ้าง คําให้การของจําเลยให้จดไว้ถ้าจําเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดําเนินการพิจารณาต่อไป”

มาตรา 173 วรรคสอง “ในคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่า มีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลยต้องการทนายก็ให้ศาลตั้งทนายความให้”

วินิจฉัย

โดยหลัก ในการพิจารณาคดีอาญาที่มีอัตราโทษจําคุกนั้น ก่อนที่ศาลจะเริ่มทําการพิจารณาคดี ชาลต้องถามจําเลยก่อนว่ามีทนายความหรือไม่ ซึ่งถ้าจําเลยไม่มีและต้องการทนายความ ศาลก็ต้องตั้งทนายความให้ . ฉะนั้นกระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ป.วิ.อาญา มาตรา 173 วรรคสอง) ซึ่งคําว่า ก่อนเริ่มพิจารณา หมายความว่า ก่อนที่ศาลจะเริ่มพิจารณาโดยอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังและสอบถาม คําให้การจําเลยในคดีที่โจทก์ฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสองนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

(1) การที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ นะเลากลางคืนตาม ป.อาญา มาตรา 335 ซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษจําคุก เมื่อจําเลยมีทนายความแล้ว แม้ทนายจําเลยได้มาอยู่ต่อหน้าศาลในเวลาที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟัง ก็ไม่ทําให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เสียไป อีกทั้งกฎหมายก็มิได้บัญญัติให้ทนายจําเลยจะต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลด้วยในเวลาที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้อง

จําเลยฟัง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังโดยไม่มีทนายความของจําเลยอยู่ด้วย จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสอง และมาตรา 173 วรรคสอง

(2) ตาม ป.วิอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ได้กําหนดไว้ว่า เมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านและ อธิบายฟ้องให้จําเลยฟังแล้ว ให้ศาลถามจําเลยว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คําให้การ ของจําเลยให้จดไว้ ถ้าจําเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดําเนินการพิจารณาต่อไป ย่อมแสดงว่า การที่จําเลยจะให้การหรือไม่ให้การเป็นสิทธิของจําเลย การที่จําเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นในนัดก่อนว่าจะให้การ ในนัดหน้า แม้นัดหน้าต่อมาจําเลยแถลงว่ายังไม่ได้พบทนายจําเลยและไม่พร้อมที่จะให้การในวันนี้ ย่อมมีผลเท่ากับ จําเลยไม่ยอมให้การ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องจดรายงานไว้และดําเนินการพิจารณาต่อไปโดยถือว่า จําเลยให้การปฏิเสธ (คําพิพากษาฎีกาที่ 7607/2542, 7972/2554)

ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้ถือว่า จําเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป

(1) การที่ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จําเลยฟังโดยไม่มีทนายความของจําเลยอยู่ด้วยชอบด้วยกฎหมาย

(2) คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ถือว่าจําเลยให้การรับสารภาพไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 3. (ก) คดีแรก โจทก์ฟ้องว่าจําเลยฆ่านายแก้วตายโดยเจตนา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ทางพิจารณาฟังได้ว่า จําเลยเจตนาจะยิงนายแก้วซึ่งเป็นคู่แฝดกับนายตา แต่ใช้อาวุธปืนยิงนายตาโดยสําคัญผิดตัว เป็นเหตุให้นายตาถึงแก่ความตาย

(ข) คดีหลัง โจทก์ฟ้องว่าจําเลยฆ่านายเอกตายโดยเจตนา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ทางพิจารณาฟังได้ว่า จําเลยใช้อาวุธปืนยิงนายเอก 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกนายเอกแต่พลาดไปถูกนายโทตาย ทั้งสองคดีดังกล่าว หากไม่ปรากฏว่าจําเลยในแต่ละคดีหลงต่อสู้ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษาลงโทษ จําเลยในแต่ละคดีดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคหก “ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคําขอ หรือ ที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสําคัญและทั้งจําเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจําเลย ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทําหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจําเลยในการกระทําผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) คดีแรก การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยฆ่านายแก้วตายโดยเจตนา แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่า จําเลยเจตนาจะยิงนายแก้วซึ่งเป็นคู่แฝดกับนายตา แต่ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายตาโดยสําคัญผิดตัวเป็นเหตุให้นายตา ถึงแก่ความตายนั้น แม้ตาม ป.อาญา มาตรา 61 จําเลยจะยกเอาความสําคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทําโดย เจตนาไม่ได้ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจําเลยฆ่านายแก้วตาย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจําเลยฆ่านายตาตาย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสําคัญ เพราะแตกต่างกัน ในตัวบุคคลที่เป็นวัตถุแห่งการกระทํา ดังนั้น แม้จําเลยจะไม่หลงต่อสู้ ศาลก็จะพิพากษาลงโทษจําเลยไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสอง

(ข) คดีหลัง การที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยฆ่านายเอกตายโดยเจตนา แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่า จําเลย ใช้อาวุธปืนยิงนายเอก 1 นัด กระสุนปืน ม่ถูกนายเอกแต่พลาดไปถูกนายโทตายนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทาง พิจารณาจึงฟังได้ว่า จําเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่านายเอกตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 บทหนึ่ง และผิดฐานฆ่านายโทตายโดยพลาดตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 อีกบทหนึ่ง

สําหรับความผิดบทเรกฐานพยายามฆ่านายเอกนั้น ตัวบุคคลซึ่งเป็นวัตถุแห่งการกระทําตามที่ โจทก์ฟ้องและที่พิจารณาได้ความไม่แตกต่างกัน อีกทั้งความผิดตามฟ้องฐานฆ่าผู้อื่นรวมการกระทําความผิด ฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองด้วย ดังนั้น ศาลจึงมีอํานาจที่จะพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิด ฐานพยายามฆ่านายเอกตาม ป.อาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ตามที่พิจารณาได้ความได้ (ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคหก)

ส่วนความผิดฐานฆ่านายโทตายโดยพลาดอีกบทหนึ่งนั้น เมื่อตัวบุคคลอันเป็นวัตถุแห่งการกระทํา ตามที่พิจารณาได้ความคือนายโทเป็นบุคคลคนละคนกับนายเอกตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ ได้ความจากทางพิจารณาจึงแตกต่างจากฟ้องในข้อสาระสําคัญ ดังนั้น แม้จําเลยจะไม่หลงต่อสู้ ศาลก็จะพิพากษา ลงโทษจําเลยในความผิดบทนี้ไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคสอง

สรุป

(ก) คดีแรก ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดตามฟ้องไม่ได้

(ข) คดีหลัง ศาลพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดฐานพยายามฆ่านายเอกได้ แต่จะพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดฐานฆ่านายโทตายโดยพลาดไม่ได้

 

ข้อ 4. นายศีลบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายบุญเป็นโจทก์ฟ้องว่านายเอกจําเลยที่ 1 และนายโทจําเลยที่ 2 ร่วมกันพยายามฆ่าเด็กชายบุญผู้เสียหายขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจําเลยทั้งสองพยายามฆ่าเด็กชายบุญผู้เสียหาย แต่ฟังได้ว่า จําเลยที่ 2 ทําร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยจําเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทําความผิดกับจําเลยที่ 2 พิพากษาจําคุกจําเลยที่ 2 มีกําหนด 7 ปี ส่วนจําเลยที่ 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าจําเลยทั้งสองกระทําผิดฐานพยายามฆ่าเด็กชายบุญ ขอให้ลงโทษตามฟ้อง นายโทจําเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทําผิดฐานทําร้ายร่างกายผู้เสียหาย ได้รับอันตรายสาหัสขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์และจําเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจําเลยทั้ง 2 กระทําความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กชายบุญ ขอให้ลงโทษตามฟ้องโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาได้ สวนนายโทจําเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ได้กระทําผิด ฐานทําร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับฎีกาของโจทก์และจําเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 216 วรรคหนึ่ง “ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 217 ถึง 221 คู่ความมีอํานาจฎีกาคัดค้าน คําพิพากษา หรือคําสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น ให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง”

มาตรา 218 “ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และ ให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจําทั้งปรับ แต่โทษจําคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจําคุก จําเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง”

มาตรา 220 “ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์”

มาตรา 221 “ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสําคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการ ลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับฎีกาของโจทก์และจําเลยที่ 2 ได้หรือไม่ แยก วินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของโจทก์ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลลงโทษจําเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า ด.ช.บุญ ผู้เสียหายตามคําฟ้องนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้อหาความผิดนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา ยกฟ้อง โจทก์คู่ความจึงต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 220 (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 492/2536) ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจําเลยทั้งสอง กระทําความผิดฐานพยายามฆ่า ด.ช.บุญ ขอให้ลงโทษตามฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการรับฟัง พยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์จึงถูกต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 220

แต่อย่างไรก็ดีเมื่ออัยการสูงสุดได้รับรองให้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 221 ทั้งบทบัญญัติ ดังกล่าวมิได้จํากัดว่าคดีที่อัยการสูงสุดจะรับรองให้ฎีกาได้นั้นจะต้องเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เท่านั้น อัยการสูงสุดย่อมมีอํานาจรับรองให้ฎีกาในความผิดที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ได้ด้วย ดังนั้น กรณีนี้ศาลชั้นต้นจึงสามารถ รับฎีกาของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 220 ประกอบมาตรา 221

กรณีของนายโทจําเลยที่ 2 การที่นายโทจําเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ได้กระทําผิดฐานทําร้ายร่างกาย ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสขอให้ยกฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็น การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจําเลยที่ 2 ทําร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 พิพากษาลงโทษจําคุก 7 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนและลงโทษจําคุกจําเลยที่ 2 เกิน 5 ปี กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 218 วรรคสอง ซึ่ง ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้ห้ามจําเลย ดังนั้นนายโทจําเลยที่ 2 จึงสามารถยื่นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 218 วรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงมีคําสั่ง รับฎีกาของนายโทจําเลยที่ 2 ได้

สรุป ศาลชั้นต้นสามารถมีคําสั่งรับฎีกาของโจทก์และจําเลยที่ 2 ได้