LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายไข่เป็นนักมวยอาชีพสัญชาติไทย ได้เดินทางไปแข่งขันชกมวยสากลชิงแชมป์โลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้เดินทางไปเก็บตัวและทําการแข่งขันเป็นเวลา 4 เดือน ปรากฏว่า นายไข่ ได้รับชัยชนะและได้รับตําแหน่งแชมป์โลก จึงได้เงินรางวัลจากการแข่งขันจํานวน 5 ล้านบาท นายไข่ได้นําเงินสดจํานวน 2 ล้านบาทฝากไว้กับธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนเงินรางวัล ส่วนที่เหลือนายไข่ได้นําไปซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์มูลค่า 3 ล้านบาท โดยนําติดตัวกลับเข้ามาใน ประเทศไทย และได้พํานักอยู่ในประเทศไทยตลอดปีภาษี ดังนี้ อยากทราบว่าเงินได้ดังกล่าว เป็นเงินได้ประเภทใด และนายไข่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ดังกล่าวนั้น หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือ กิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติ ในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อ ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือกิจการ ที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับ ปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายไข่ได้เดินทางไปแข่งขันชกมวยชิงแชมป์โลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เงินรางวัลจากการแข่งขันจํานวน 5 ล้านบาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตาม มาตรา 40 (8) และจะต้องนําเงินได้พึงประเมินจํานวน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ใน ต่างประเทศ เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศมาเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสามด้วย กล่าวคือจะต้องได้นําเงินได้นั้นเข้ามา ในประเทศไทยในปีภาษีและเป็นผู้ที่ได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายไขได้เดินทางไปเก็บตัวและทําการแข่งขันอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 4 เดือน ย่อมถือว่านายไข่ได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษี ดังนั้น การที่นายไข่ได้นําเงินรางวัล จํานวน 3 ล้านบาทไปซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินอันเป็นเงินได้พึงประเมินอย่างหนึ่งตามมาตรา 39 และได้นํานาฬิกาดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย นายไข่จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง

ส่วนเงินได้ส่วนที่ฝากไว้ที่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาจํานวน 2 ล้านบาทนั้น เมื่อนายไข่ไม่ได้ นําเงินได้จํานวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย นายไข่จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง

สรุป

เงินได้จากการแข่งขันชกมวยจํานวน 5 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตาม มาตรา 40 (8) และนายไขจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ดังกล่าวจํานวน 3 ล้านบาท ส่วนเงินได้ จํานวน 2 ล้านบาทที่ฝากไว้กับธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 ปีภาษี 2561 นายประเสริฐมีรายได้จากการเป็นประธานกรรมการบริษัทได้รับเงินเดือนจากบริษัท อนันตา จํากัด เดือนละ 500,000 บาท เดือนมกราคมได้รับปันผลจากบริษัท 30 ล้านบาท เดือนมีนาคมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจํานวน 200,000 บาท เดือนกันยายนนายประเสริฐถูก ฆาตกรรมเสียชีวิต แต่เดือนธันวาคมบริษัทจะจ่ายโบนัสอีกจํานวน 1,000,000 บาทเป็นประจําทุกปี นายประเสริฐมีภรรยาที่เคยจดทะเบียนสมรส 3 ปีคือนางคริส มีบุตรที่เกิดในระหว่างสมรสคือ นายพิทอายุ 22 ปี ศึกษาระดับปริญญาตรีที่ฮ่องกง ประเทศจีน และหลังจากนั้นได้จดทะเบียนหย่ากัน แต่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาตลอด 25 ปี แต่นางคริสไม่ได้ทํางาน ก่อนเสียชีวิต 1 วัน นายประเสริฐ ได้ไปจดทะเบียนสมรสกับนางนิภา ซึ่งมีบุตรด้วยกันมาก่อนคือนายฉีอายุ 19 ปี ไม่เรียนหนังสือ แต่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรเอาไว้ นางนิภาป่วยเป็นลูคีเมียจึงไม่ได้ทํางาน กรณีนี้

ก รายได้ทั้งหมดของนายประเสริฐเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ข นายประเสริฐต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร ด้วยวิธีการใด

ค หากนายประเสริฐต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะนํานางคริสอดีตภรรยาที่อยู่กินกันนายพิทบุตรชาย นางนิภา นายฉีบุตรชาย มาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้ เนื่องจากการจ้างแรงงาน

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกําไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจาก ที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษี เงินได้

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของ รัฐบาล…”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว ประกอบด้วยข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ รายได้ของนายประเสริฐ ทั้งหมดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินเดือนจาก บริษัท อนันตา จํากัด เดือนละ 500,000 บาท และเงินโบนัสอีกจํานวน 1,000,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 เงินปันผลจากบริษัท 30 ล้านบาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข) ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3 เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล 200,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

ข หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้ พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตายเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ จะต้องยืนทั้งสิ้น”

กรณีตามอุทาหรณ์ ในปีภาษี 2561 นายประเสริฐจะต้องนําเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเดือน ๆ ละ 500,000 บาท โบนัสจํานวน 1,000,000 บาท และเงินปันผล 30 ล้านบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่เมื่อปรากฏว่านายประเสริฐได้ถึงแก่ความตายก่อนที่จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นผู้ทําหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายประเสริฐแทนนายประเสริฐ โดยการคํานวณภาษีเสมือนนายประเสริฐเป็นบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่

ค หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้ง (1) และ (2) การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้นําบุตรตาม (1) ทั้งหมด มาหักก่อน แล้วจึงนําบุตรตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่ รวมเป็นจํานวนตั้งแต่ สามคนขึ้นไป จะนําบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1) มีจํานวนไม่ถึงสามคน ให้นําบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมบุตรตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ แต่มิให้หักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมิน ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

การหักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปี ภาษีหรือไม่”

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนายประเสริฐต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนํานางนิภาภรรยา ที่จดทะเบียนสมรสในปัจจุบันมาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข) ส่วนนางคริสซึ่งเป็นอดีต ภรรยา แม้จะได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยาจนถึงปัจจุบันก็จะนํามาหักลดหย่อนไม่ได้

และนอกจากนั้น นายประเสริฐยังสามารถหักลดหย่อนบุตรได้อีก 2 คน ๆ ละ 30,000 บาท คือ นายพีทบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายที่เกิดระหว่างสมรสกับนางคริสและมีอายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่ในระดับ ปริญญาตรีแม้จะได้ศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศก็ตาม และนายฉีซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายที่บิดาจดทะเบียน รับรอง และเป็นผู้เยาว์แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือก็ตาม ตามมาตรา 47 (1) (ค)

 

 

ข้อ 3 ให้นักศึกษาอธิบายเงื่อนไขและผลทางกฎหมายเรื่อง “ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล”ตามประมวลรัษฎากร

ธงคําตอบ

ตามประมวลรัษฎากรได้กําหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคล” ไว้ดังนี้ คือ

1 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่

(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย (มาตรา 66 วรรคหนึ่ง) (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่

(2.1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และ กระทํากิจการในประเทศไทย หรือกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (มาตรา 66)

(2.2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และ กระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย และกิจการที่ทํานั้นเป็นกิจการประเภทการขนส่งผ่าน ประเทศต่าง ๆ (มาตรา 67)

(2.3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2, 3, 4, 5 หรือ 6 ตามมาตรา 40 (2), (3), (4), (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)

(2.4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกําไร ในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

(2.5) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และ ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (1) แล้ว ได้จําหน่ายเงินกําไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกําไร หรือถือได้ว่า เป็นเงินกําไรออกไปจากประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ)

2 ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเสียภาษีจากฐานภาษี ดังนี้ คือ

(1) ฐานภาษีกําไรสุทธิ นิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากกําไรสุทธิ คือ นิติบุคคลตาม (1) และนิติบุคคลตาม (2) ได้แก่ นิติบุคคลตาม (2.1) และ (2.4) ตามมาตรา 66 มาตรา 76 ทวิ ประกอบมาตรา 65

(2) ฐานภาษียอดรายรับก่อนหักรายจ่าย นิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากฐานภาษีดังกล่าว ได้แก่ นิติบุคคลตาม (2.2) ตามมาตรา 67

(3) ฐานภาษีเงินกําไรที่จําหน่ายไปต่างประเทศ นิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากฐาน ภาษีนี้ ได้แก่ นิติบุคคลตาม (2.5) ตามมาตรา 70 ทวิ

(4) ฐานภาษีเงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย นิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากฐาน ภาษีนี้ ได้แก่ นิติบุคคลตาม (2.3) ตามมาตรา 70

 

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในปีภาษี 2561 นายโลนันโด้ นักฟุตบอลอาชีพชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาโชว์ตัวในประเทศไทยเป็นเวลา 15 วัน โดยได้รับเงินค่าตัวในประเทศไทยจํานวน 100 ล้านบาท ซึ่งช่วงระยะเวลาระหว่างโชว์ตัว นายโลนันโด้ได้นําเงินที่สะสมไว้จากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในปีก่อน ๆ ติดตัวเข้ามา เพื่อใช้จ่ายจํานวน 10 ล้านบาท ดังนี้

(1) นายโลนันโด้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภทใด

(2) นายโลนันโด้ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทยจากเงินค่าตัวดังกล่าว และเงินที่นําติดตัวเข้ามาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับ ประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทย หรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในปีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่นายโลนันโด้ นักฟุตบอลอาชีพชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาโชว์ตัวในประเทศไทย เป็นเวลา 15 วัน โดยได้รับเงินค่าตัวในประเทศไทยจํานวน 100 ล้านบาทนั้น เงินได้จํานวน 100 ล้านบาทดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (8) เนื่องจากเงินจากการเป็นนักกีฬาอาชีพนั้น ถือเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

(2) เงินได้ที่นายโลนันโด้ได้รับเป็นค่าตัวจํานวน 100 ล้านบาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจาก หน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย จึงถือว่านายโลนันโด้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายโลนันโด้จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยจากเงินได้จํานวน 100 ล้านบาทดังกล่าว ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนเงินที่นายโลนันโด้นําติดตัวเข้ามาใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาระหว่างโชว์ตัวจํานวน 10 ล้านบาทนั้น เป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศและเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีก่อน ๆ มิได้เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับที่ นายโลนันโด้เข้ามาในประเทศไทย อีกทั้งนายโลนันโด้ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษี ดังนั้น นายโลนันโด้ จึงไม่ต้องนําเงินได้จํานวน 10 ล้านบาทดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย เพราะกรณี ไม่ต้องด้วยเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

(1) นายโลนันโด้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 (8)

(2) นายโลนันโด้ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทยจากเงินค่าตัว 100 ล้านบาท

ส่วนเงินที่นําติดตัวเข้ามาจํานวน 10 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับ ประเทศไทย

 

ข้อ 2 ในเดือนมกราคม 2561 นายทองได้มรดกรถยนต์มาจากบิดา 1 คัน นายทองไม่ต้องการใช้รถคันดังกล่าว จึงได้นําไปขายให้แก่นางเงินในราคา 750,000 บาท เมื่อขายรถได้จึงได้นําเงินไปฝากธนาคารออมสิน ประเภทเงินฝากประจําจํานวน 450,000 บาท และนําเงินที่เหลืออีก 300,000 บาท ไปลงทุนเช่า ร้านขายอาหารตามสั่ง ปรากฏว่าสิ้นปีนายทองได้รับดอกเบี้ยจํานวน 34,500 บาท และเงินได้จาก การขายอาหารตลอดทั้งปีเป็นเงิน 300,000 บาท ดังนี้อยากทราบว่า

(ก) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสิน และเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประจําและเงินได้จากการขายรถยนต์ นายทองต้องนํามาเสียภาษีหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ย เงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภท ฝากเผื่อเรียก

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภท ออมทรัพย์

(9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้า หรือหากําไร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายทองได้รับมรดกจากบิดาคือรถยนต์ 1 คัน และนายทองได้ขายรถยนต์ได้เงินมา 750,000 บาท แล้วนําเงินจํานวน 450,000 บาท ไปฝากธนาคารออมสินประเภทเงินฝากประจําและได้รับดอกเบี้ย จํานวน 34,500 บาทนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) ส่วนเงินได้จากการขายอาหารตลอดทั้งปีจํานวน 300,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ จึงเป็น เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8)

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินจํานวน 34,500 บาทนั้น เมื่อเป็นดอกเบี้ยจาก เงินฝากประจําไม่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (8) จึงต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยธนาคาร ผู้จ่ายเงินได้จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ตามมาตรา 50 (2) (ก) และนายทองผู้มีเงินได้ จะนําดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวมายื่นรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ เพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปีหรือไม่ก็ได้ ส่วนเงินได้ จากการขายรถยนต์จํานวน 750,000 บาทนั้น ได้รับยกเว้นภาษีไม่ต้องนํามาเสียภาษีเพราะเป็นเงินได้จากการขาย สังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามมาตรา 42 (9)

สรุป

(ก) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก)ส่วนเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8)

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประจํานายทองต้องนํามาเสียภาษี ส่วนเงินได้จากการขายรถยนต์ นายทองไม่ต้องนํามาเสียภาษี

 

ข้อ 3 บริษัท เอสเอเอสมารีน จํากัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศอังกฤษ มีวัตถุประสงค์กระทําธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการขนส่งโดยมีการกระทํากิจการ ทั้งในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2561 ปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

(1) บริษัทฯ มีอาคารสํานักงานถาวรประจําอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพื่อติดต่อธุรกิจต่าง ๆ ในราชอาณาจักรไทย สํานักงานฯ มีเงินได้จากกิจการขนส่งระหว่าประเทศอังกฤษกับราชอาณาจักรไทย สองรายการ คือ เงินค่าระวางขนส่งสินค้าเข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์จํานวน 100 ล้านบาท และเงินค่าระวางขนส่งสินค้าเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองจํานวน 90 ล้านบาท

(2) บริษัทฯ มีสํานักงานสาขาที่ประเทศรัสเซีย สํานักงานสาขาฯ ของบริษัทฯ ดังกล่าวมีเงินรายได้จากกิจการขนส่งระหว่างประเทศตุรกีกับประเทศรัสเซียหนึ่งรายการ คือ ค่าโดยสารของบุคคลเพื่อ เดินทางเข้าสู่ท่าอากาศยานกรุงมอสโกรัสเซียจํานวน 80 ล้านบาท โดยที่ทุกครั้งในระหว่างการขนส่ง ผู้โดยสาร เครื่องบินหรืออากาศยานจะต้องลงจอดเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในราชอาณาจักรไทยทุกครั้งก่อนที่จะบินต่อออกไปนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อเข้าสู่ท่าอากาศยานกรุงมอสโกรัสเซีย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2561 เงินได้พึงประเมินรายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด ให้ท่านนักศึกษาใช้เพียงประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 67 ในการวินิจฉัยเท่านั้น)

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 66 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในที่อื่น รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกําไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทําในประเทศไทย…”

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กําหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษี เงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทํากิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสารค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์ อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํา กิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย และกิจการที่กระทําเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ ในกรณีรับขนคนโดยสาร ต้องเป็นการเรียกเก็บค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดในประเทศไทย ส่วนกรณีรับขนของ ต้องเป็น การขนของออกนอกประเทศเท่านั้นจึงจะมีหน้าที่เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

กรณีตามอุทาหรณ์ บริษัท เอสเอเอสมารีน จํากัด จะต้องนําเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้ คือ

1 กรณีที่บริษัทฯ มีอาคารสํานักงานถาวรประจําอยู่ในราชอาณาจักรไทย และสํานักงานฯ มีเงินได้จากกิจการขนส่งระหว่างประเทศอังกฤษกับราชอาณาจักรไทย 2 รายการนั้น

รายการที่ 1 เงินค่าระวางขนส่งสินค้าเข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์จํานวน 100 ล้านบาทนั้น ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทย และเมื่อบริษัท เอสเอเอสมารีน จํากัด เป็นนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย โดยกระทํากิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆ ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องนําเงินได้พึงประเมินจํานวน 100 ล้านบาทดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลโดยเสียในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวางตามประมวลรัษฎากรมาตรา 67 (2) ประกอบมาตรา 66 วรรคสอง

รายการที่ 2 เงินค่าระวางขนส่งสินค้าเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองจํานวน 90 ล้านบาทนั้น แม้จะมิใช่เงินได้เนื่องจากการรับขนของออกจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากรมาตรา 67 (2) ก็ตาม แต่เมื่อบริษัทฯ เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้ง ในประเทศไทย เงินได้พึงประเมินจํานวน 90 ล้านบาทที่สํานักงานของบริษัทฯ ที่กระทํากิจการในประเทศไทยได้รับ จึงต้องนํามาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยเสียจากกําไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 66 วรรคสอง

2 กรณีที่บริษัทฯ มีสํานักงานสาขาที่ประเทศรัสเซีย และสํานักงานสาขาฯ ของบริษัทฯ ดังกล่าวมีเงินได้จากกิจการขนส่งระหว่างประเทศตุรกีกับประเทศรัสเซีย คือค่าโดยสารของบุคคลเพื่อเดินทางเข้าสู่ ท่าอากาศยานกรุงมอสโกรัสเซียจํานวน 80 ล้านบาทนั้น ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคสอง เพราะไม่ใช่เงินได้พึงประเมินเนื่องจากการกระทํากิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย และเงินได้พึงประเมินดังกล่าวก็มิใช่เป็นเงินได้ที่เป็นค่าโดยสารที่เรียกเก็บในประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 (1) ดังนั้น เงินได้จํานวน 80 ล้านบาทดังกล่าว จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

สรุป

ในรอบระยะเวลาบัญชี 2561 เงินได้พึงประเมิน 2 รายการ คือ เงินค่าระวางขนส่งสินค้า เข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์จํานวน 100 ล้านบาท และเงินค่าระวางขนส่งสินค้าเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง จํานวน 90 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนเงินได้ที่เป็นค่าโดยสารจํานวน 80 ล้านบาท ไม่ต้องเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 นายอาร์กู้ยืมเงินจากนายเอ 20,000,000 บาท เพื่อนําเงินไปวางมัดจําในการซื้อรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ยี่ห้อรัมโพนิกี้ รุ่นมาร์ธาร์ออ จากนายวีพ่อค้าในราคา 35,000,000 บาท ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวนายวีได้รับซื้อมาจากนายยอร์นนี่ในราคา 10,000,000 บาท ซึ่งนายยอร์นนี่ ได้ลักขโมยจากเจ้าของในต่างประเทศและได้ถูกลักลอบนําเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยนายอาร์ ได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 539589 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 80 ตารางวา ให้นายโอยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว ทั้งนี้นายโอไม่ทราบเหตุผลในการกู้ยืมดังกล่าว โดยที่นายวียังมิได้บอกเหตุผลดังกล่าวให้บุคคลใดทราบเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 นายโอได้ซื้อรถยนต์ดังกล่าวต่อจากนายอาร์ในราคา 45,000,000 บาท โดยนายโอและนายอาร์ได้ตกลงหักกลบลบหนี้กันจํานวน 20,000,000 บาท แล้ว และให้หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินระงับหมดสิ้น แต่นายโอไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 589589 ดังกล่าว ให้แก่นายอาร์ โดยอ้างว่า ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกและนายอาร์ก็ไม่ติดใจเรียกเอาโฉนดที่ดินดังกล่าว คืนอีกเลย ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายอาร์ นายโอ และนายวี ได้ออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ในช่วงเวลาดังกล่าวเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษี 2560 เงินได้พึงประเมินรายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินตามรายการดังกล่าว จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่นายอาร์กู้ยืมเงินจากนายโอ 20,000,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยนั้น ถือว่าการที่ นายอาร์ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นประโยชน์ที่นายอาร์ได้รับซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน ประโยชน์ที่นายอาร์ ได้รับดังกล่าวซึ่งคิดเป็นเงินได้จํานวน 1,500,000 บาท (20,000,000 x อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี) จึงถือ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเงินได้ที่นายอาร์ได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น นายอาร์จึงต้องนําเงิน 1,500,000 บาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 การที่นายวีได้ขายรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ยี่ห้อรัมโพนิกี้ รุ่นมาร์ธาร์ออ ให้แก่นายอาร์ ในราคา 35,000,000 บาท ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวนายวีได้รับซื้อมาจากนายยอร์นนี้ในราคา 10,000,000 บาท ทําให้ นายวีได้กําไร 25,000,000 บาทนั้น เงินกําไรดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด นายวีจะต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

3 การที่นายอาร์ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายโอในราคา 45,000,000 บาท ทําให้ นายอาร์ได้กําไร 10,000,000 บาท เงินกําไรที่นายอาร์ได้รับจํานวน 10,000,000 บาทดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด นายอาร์จะต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้ เนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนการที่นายโอได้รับมอบเอกสารโฉนดที่ดิน เลขที่ 589589 จากนายอาร์เพื่อยึดถือไว้เป็น หลักประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวนั้น แม้โฉนดที่ดินจะเป็นทรัพย์สินและถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ที่นายโอได้รับเนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อนายโอยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตามโฉนดที่ดินดังกล่าว นายโอจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด

สรุป

นายอาร์จะต้องนําประโยชน์ที่ได้รับคือดอกเบี้ยจํานวน 1,500,000 บาท และเงินกําไร จากการขายรถยนต์ดังกล่าวจํานวน 10,000,000 บาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นายวีจะต้องนํากําไรจากการขายรถยนต์ดังกล่าวจํานวน 25,000,000 บาท มาคํานวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ส่วนนายโอไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 ในปีภาษี 2560 นายหมื่นเป็นแพทย์แผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท โดยในช่วงเวลาเย็น นายหมื่นยังเปิดคลินิกของตนเองเพื่อ ตรวจโรคทั่วไปสําหรับเด็กโดยไม่มีเตียงคนไข้สําหรับค้างคืน มีรายได้ตลอดปีจํานวน 1,000,000 บาท และบางวันนายหมื่นได้ออกไปตรวจรักษาคนไข้ที่บ้านของคนไข้เองเป็นการส่วนตัว มีรายได้ตลอดปี จํานวน 200,000 บาท นอกจากนี้นายหมื่นยังได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทยจํานวน 15,000 บาท นายหมื่นมีบุตรชาย 1 คน ชื่อนายพัน อายุ 17 ปี ซึ่งมิได้กําลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งใด นายพันได้รับของขวัญวันเกิดจากนางสาวผา แฟนสาว เป็นเงินสดจํานวน 31,000 บาท ให้วินิจฉัยว่าเงินได้ของนายหมื่นเป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทใด ต้องนํามารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ และนายหมื่นสามารถหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภท ออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจํานวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษี นั้น. (ปัจจุบันมีประกาศกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55 กําหนดเพิ่มจํานวนดอกเบี้ยเป็น 20,000 บาท)

(28) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดานหรือคู่สมรสเฉพาะเงินได้ ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้ของนายหมื่นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนํามารวม เพื่อเสียภาษีหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลเดือนละ 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา

2 รายได้จากการเปิดคลินิกของตนเองแบบไม่มีเตียงคนไข้สําหรับค้างคืนจํานวน 1,000,000 บาท และรายได้จากการออกไปตรวจรักษาคนไข้ที่บ้านของคนไข้เองจํานวน 200,000 บาท ที่รายได้ มีจํานวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความยากง่ายและปริมาณของงาน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ และต้องนําเงินได้ทั้ง 2 จํานวนดังกล่าวมาคํานวณเพื่อ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3 ดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์จํานวน 15,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) และเมื่อมีจํานวนไม่เกิน 20,000 บาท จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องนํามาคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (8) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55

สําหรับการหักลดหย่อนนั้น นายหมื่นสามารถหักลดหย่อนสําหรับตัวผู้มีเงินได้เองจํานวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และสามารถหักลดหย่อนบุตรได้อีกจํานวน 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) เนื่องจากนายพันเป็นผู้เยาว์ และเงินได้จํานวน 31,000 บาทขึ้นายพันได้รับจากนางสาวผาแฟนสาว เป็นของขวัญวันเกิดนั้นมีจํานวนไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี และเป็นเงินที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาจากบุคคล ซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (28) กรณี จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ให้หักค่าลดหย่อนบุตรตามมาตรา 47 วรรคสามตอนท้ายที่ว่า “แต่มิให้หักลดหย่อน สําหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้า ลักษณะตามมาตรา 42”

สรุป

เงินได้พึงประเมินที่นายหมื่นต้องนํามารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ คือ เงินเดือนตาม มาตรา 40 (1) รายได้จากการเปิดคลินิกฯ และรายได้จากการออกไปตรวจรักษาที่บ้านของคนไข้ตามมาตรา 40 (6) แต่ไม่ต้องนําดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) มาคํานวณเพื่อเสียภาษี โดยนายหมื่นสามารถหักลดหย่อนสําหรับตัวผู้มีเงินได้และบุตรได้ ตามมาตรา 47 (1) (ก) และ (ค)

 

 

ข้อ 3 บริษัท เกรท ไฟแนนซ์ กรุ๊ป จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และดําเนินกิจการด้านการเงินครบวงจรในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ในรอบบัญชี ปี พ.ศ. 2560 บริษัทฯ ได้ส่งมิสเตอร์เบอร์นี่เข้ามาเป็นตัวแทนในการติดต่อ ทําสัญญา ให้คําปรึกษา และดูแลกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดจนเกิดรายได้จากการให้คําปรึกษา จํานวน 400 ล้านบาท บริษัทฯ จะมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เพราะเหตุใด และหากมี การส่งรายได้นั้นกลับประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังบริษัทฯ จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร และจะชําระภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจําหน่ายเงินกําไรหรือเงิน ประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกําไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกําไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษี จากจํานวนเงินที่จําหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนําส่งอําเภอท้องที่ พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจําหน่าย”

มาตรา 71 “ในกรณีที่

(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ไม่ยื่นรายการซึ่งจําเป็นต้องใช้ในการคํานวณภาษี ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทําบัญชีหรือทําไม่ครบตามที่กําหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือ ไม่นําบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทําการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขาย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือ ยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฎเจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอด ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้า ยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่ เห็นสมควร

มาตรา 76 ทวิ “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและ ให้ถือว่า บุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้น มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือ ผลกําไรที่กล่าวแล้ว

ในกรณีที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี ไม่สามารถจะคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษี ตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่มีสาขาใน ประเทศไทย หากมีลักษณะตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง กําหนดไว้ให้ถือว่าบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

2 มีลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในประเทศไทย

3 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกําไรในประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท เกรท ไฟแนนซ์ กรุ๊ป จํากัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และในรอบบัญชีปี 2560 บริษัทฯ ได้ส่งนายเบอร์นี้เข้ามาเป็น ตัวแทนในการติดต่อ ทําสัญญา ให้คําปรึกษา และดูแลกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด เป็นเหตุให้ บริษัทฯ มีรายได้จากการให้คําปรึกษาจํานวน 400 ล้านบาทนั้น ถือว่าบริษัทฯ ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง และให้นายเบอร์นี่ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทฯ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ เพื่อเสียภาษีแทนบริษัทฯ ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐาน กําไรสุทธิตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าหากไม่สามารถคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้เจ้าพนักงานประเมิน มีอํานาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 (1)

และในกรณีที่มีการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีแล้ว หากต่อมาได้มีการจําหน่ายเงินกําไร จากรายได้ดังกล่าวกลับไปยังบริษัทฯ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะต้องเสียภาษีจากการจําหน่ายเงินกําไรตาม มาตรา 70 ทวิอีกด้วย

สรุป

บริษัท เกรท ไฟแนนซ์ กรุ๊ป จํากัด โดยนายเบอร์นี่ตัวแทนจะต้องนํารายได้จํานวน 400 ล้านบาทที่ได้รับในประเทศไทยมาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และถ้าหากมีการส่งรายได้นั้น กลับไปยังบริษัทฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะต้องเสียภาษีจากการจําหน่ายรายได้นั้นด้วย

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยสวน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายแสงเป็นคนไทย ทํางานอยู่ที่บริษัท ช็อกโกเวิลด์ จํากัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท นายแสงได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวและมาเก็บค่าเช่าบ้านที่ตนปล่อยเช่า โดยนํากําไลข้อมือราคา 300,000 บาท ซึ่งนําเงินเดือนสะสมตั้งแต่ต้นปีไปซื้อติดตัวเข้ามาประเทศไทยด้วย เมื่อนายแสงเยี่ยมครอบครัวเสร็จ จึงไปเก็บค่าเช่าบ้านจํานวน 50,000 บาทแล้วรีบกลับประเทศอังกฤษในปลายเดือนมิถุนายน เพราะเกรงว่าตนจะต้องเสียภาษีตามหลักถิ่นที่อยู่ ให้วินิจฉัยว่านายแสงต้องนําจํานวนเงินได้ข้างต้น มาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ นายแสงจะต้องนําจํานวนเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีกําไลข้อมือ ซึ่งนายแสงได้นําเงินเดือนสะสมตั้งแต่ต้นปีไปซื้อมาราคา 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินในความหมายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แม้เงินได้พึงประเมินดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศ และนายแสงได้นําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย แต่เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่านายแสงได้อยู่ในประเทศไทยเพียง 1 เดือน ซึ่งไม่ถึง 180 วันในปีภาษี ดังนั้นนายแสงจึงไม่ต้องนํา จํานวนเงินได้ดังกล่าวนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

2 กรณีเงินค่าเช่า จํานวน 50,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ ในประเทศไทย ดังนั้น นายแสงจึงต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยตาม หลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แม้นายแสงจะมิได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันก็ตาม

สรุป

นายแสงไม่ต้องนําเงินได้พึงประเมินจากกําไลข้อมือมาคํานวณเพื่อเสียภาษี แต่จะต้อง นําเงินได้พึงประเมินจากเงินค่าเช่าจํานวน 50,000 บาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีให้กับประเทศไทย

 

ข้อ 2 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 นายโอ นายเม และนายก้า ได้ตกลงร่วมกันเป็นผู้ก่อการและจะจัดตั้งบริษัท สยามบะหมี่ จํากัด ซึ่งเป็นกิจการค้าขายบะหมี่ โดยกิจการดังกล่าวได้จดทะเบียนจัดตั้ง และมีสถานภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 กิจการฯ ดังกล่าวได้ทําสัญญาว่าจ้างนายฮาร์ดอร์ก้าให้เริ่มงานทันที โดยสัญญาได้ถูกทําขึ้นที่ประเทศมอนเตเนโกร และในขณะทําสัญญานั้นนายฮาร์ดอร์ก้ามีภูมิลําเนา อยู่ที่ประเทศมอนเตเนโกร สัญญาจ้างดังกล่าวกําหนดให้นายฮาร์ดอร์ก้าทํางานที่จังหวัดภูเก็ตในตําแหน่งผู้จัดการเป็นเวลา 10 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 400,000 บาท ตลอดระยะเวลาการทํางานนายฮาร์ดอร์ก้านําลูกชาย อายุ 17 ปีมาอยู่ด้วย แต่ในส่วนลูกสาวอายุ 12 ปีให้อยู่กับภริยาที่ประเทศมอนเตเนโกรมิได้เข้ามา ในประเทศไทย ต่อมาเมื่อครบ 10 เดือน ตามสัญญาจ้างแล้ว กิจการค้าขายบะหมีดังกล่าวมีเงินได้พึงประเมิน 10 ล้านบาท โดยนายฮาร์ดอร์ก้ามีส่วนสําคัญที่ทําให้เกิดเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 นายโอจึงร่วมเดินทางไปส่งนายฮาร์ดอร์ก้าที่ประเทศมอนเตเนโกร แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินทางดังกล่าวบุคคลทั้งสองได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ให้ท่านวินิจฉัยว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษี 2559 ที่กิจการค้าขายบะหมี่และนายฮาร์ดอร์ก้า ได้รับจะต้องหักค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 วรรคหนึ่งและวรรคสาม “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือ นอกประเทศ

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยหรือขั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์…แต่มให้หักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมิน ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

(3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (1) (ข) และ (1) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

(4) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ…ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สําหรับผู้เป็นหุ้นส่วน แต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตาย เสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษี 2559 ที่กิจการค้าขายบะหมี่และ นายฮาร์ดอร์ก้าได้รับ จะต้องหักค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรอย่างไร แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กิจการค้าขายบะหมี่ การที่นายโอ นายเม และนายก้า ได้ตกลงร่วมกันเป็นผู้ก่อการและจะจัดตั้งบริษัท สยามบะหมี จํากัด ซึ่งเป็นกิจการค้าขายบะหมี่ โดยกิจการดังกล่าวได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัท ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 นั้น ก่อนที่จะจัดตั้งเป็นบริษัท ในปี พ.ศ. 2559 เมื่อกิจการฯ นี้ประกอบกิจการ

และมีเงินได้พึงประเมิน 10 ล้านบาท เงินได้ดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการในรูปของ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น จึงต้องนําเงินได้พึงประเมินจํานวน 10 ล้านบาท ไปคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยถือว่าผู้มีเงินได้นั้นเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

ในการหักลดหย่อนนั้น ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกัน ต้องไม่เกิน 120,000 บาท ดังนั้น เมื่อเงินได้พึงประเมินที่กิจการค้าขายบะหมี่ได้รับในปีภาษี 2559 เมื่อนําไปคํานวณ เพื่อเสียภาษีจึงหักลดหย่อนได้ 120,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และมาตรา 47 (6)

2 เงินได้ที่นายฮาร์ดอร์ก้าได้รับ การที่นายฮาร์ดอร์ก้าได้ทํางานในตําแหน่งผู้จัดการที่ จังหวัดภูเก็ตเป็นเวลา 10 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 400,000 บาทนั้น เงินได้พึงประเมินที่นายฮาร์ดอร์ก้าได้รับทั้งหมด ถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย ดังนั้น นายฮาร์ดอร์ก้าจึงต้องนําเงินได้ดังกล่าวไปคํานวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และแม้ว่านายฮาร์ดอร์ก้าจะได้ถึงแก่ความตาย ในระหว่างปีภาษี ก็จะต้องนําเงินได้นั้นไปคํานวณเพื่อเสียภาษีโดยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีเป็นผู้ปฏิบัติแทนตามมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง

ในการหักลดหย่อนนั้น ให้นายฮาร์ดอร์ก้าหักลดหย่อนได้เสมือนนายฮาร์ดอร์ก้ายังมี ชีวิตอยู่ (มาตรา 74 (4)) และเมื่อนายฮาร์ดอร์ก้าได้ทํางานในประเทศไทย 10 เดือนจึงครบ 180 วัน จึงให้ถือว่า นายฮาร์ดอร์ก้าเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสาม) ดังนั้น ในการหักลดหย่อนจึงหักได้ปกติตามเกณฑ์ ที่กฎหมายกําหนดไม่ต้องห้ามตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 74 (3) กล่าวคือสามารถหักลดหย่อนในนามของผู้มีเงินได้ ได้ 60,000 บาท ภริยาหักได้ 60,000 บาท และบุตรทั้ง 2 คนหักได้คนละ 30,000 บาท ตามมาตรา 74 (1) (ก) (ข) และ (ค) (1) รวมแล้วจะหักลดหย่อนได้ 180,000 บาท

สรุป

เงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษี 2559 ที่กิจการค้าขายบะหมี่ได้รับหักลดหย่อนได้ 120,000 บาท ส่วนเงินได้พึงประเมินที่นายฮาร์ดอร์ก้าได้รับ หักลดหย่อนได้ 180,000 บาท

 

ข้อ 3 บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่นและประกอบธุรกิจอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ส่งนายโมจิเป็นตัวแทนมาติดต่อทําสัญญาซื้อขายเครื่องจักรโรงงานให้กับ บริษัท ไทยจักรกล จํากัด ในประเทศไทย โดยการชําระราคาเครื่องจักร 10 ล้านบาท ทางบริษัท ไทยจักรกล จํากัด จะส่งเงินไปให้บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยตนเอง กรณีนี้บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด มีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุ ใด หากมีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทยจะเสียด้วยวิธีการใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับ เงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและ ให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และ ความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกําไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักไว้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในการประกอบกิจการ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และเมื่อให้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเข้า หลักเกณฑ์ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ คือตามบทบัญญัติในมาตรา 65 วรรคหนึ่งนั่นเอง ซึ่งต้องเสียภาษีจากฐานกําไรสุทธิที่คํานวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการหักด้วย รายจ่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกําหนด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศ ญี่ปุ่นและประกอบธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งนายโมจิเป็นตัวแทนมาติดต่อทําสัญญาซื้อขายเครื่องจักรโรงงาน ให้กับบริษัท ไทยจักรกล จํากัด ในประเทศไทยนั้น แม้ทางบริษัท ไทยจักรกล จํากัด จะส่งเงินไปให้บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยตนเองก็ตาม ก็ถือว่าบริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียน จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้มีตัวแทนผู้ทําการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ในประเทศไทยจํานวน 10 ล้านบาท ตามมาตรา 76 ทวิ ดังนั้น บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด จึงต้องมีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทย โดยให้นายโมจิเป็นผู้ทําหน้าที่ ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด โดยเสียภาษีจากฐานภาษี กําไรสุทธิที่คํานวณได้จากรายได้จํานวน 10 ล้านบาทดังกล่าวตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป

บริษัท อาคิโนะ แมชชีน จํากัด มีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทย โดยให้นายโมจิ เป็นตัวแทนในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคํานวณจากฐานภาษีกําไรสุทธิที่คํานวณได้ จากรายได้จํานวน 10 ล้านบาท ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 บริษัท สยามเคมี จํากัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทยและได้ทําสัญญากับนายจอห์นโซในขณะที่นายจอห์นโซอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจ้างนายจอห์นโซ ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ให้ทํางานที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเวลา 3 เดือน ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559 นายจอห์นโซเลิกสัญญาเดิมและได้ทําสัญญาใหม่กับสํานักงาน สาขาของบริษัท สยามเคมี จํากัด ที่ประเทศสิงคโปร์ และตกลงให้นายจอห์นโซรับตําแหน่งผู้จัดการ ประจําสํานักงานสาขาฯ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสํานักงานสาขาฯ ดังกล่าวเป็นผู้ชําระค่าจ้างให้แก่ นายจอห์นโซทั้งหมด เดือนละ 200,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน โดยที่สํานักงานสาขาฯ ไม่บันทึก ค่าจ้างเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ และในเวลาต่อมา นายจอห์นโซได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อมาทํางานให้แก่สาขาฯ จนสิ้นปี พ.ศ. 2559 และนายจอห์นโซเสียชีวิตในค่ําคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายจอห์นโซเป็นผู้มีสัญชาติสิงคโปร์ และมีภูมิลําเนาที่ประเทศ สิงคโปร์ และเงินค่าจ้างทุก ๆ เดือนในปี พ.ศ. 2559 นายจอห์นโซได้รับโอนเงินเข้าทางบัญชีธนาคารที่ ประเทศสิงคโปร์ของนายจอห์นโซทุกเดือน และนายจอห์นโซได้ใช้จ่ายเงินเดือนส่วนที่ได้รับในขณะที่ ตนทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด โดยไม่นําเงินเดือนค่าจ้างดังกล่าวเข้ามาประเทศไทยเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินเดือนที่นายจอห์นโซได้รับในปีภาษี 2559 ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินเดือนที่นายจอห์นโซได้รับในปีภาษี 2559 ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่บริษัท สยามเคมี จํากัด ได้จ่ายให้แก่นายจอห์นโซใน ประเทศไทยเป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงินจํานวน 600,000 บาท และเงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่สํานักงานสาขาฯ ได้จ่ายให้แก่นายจอห์นโซในขณะที่นายจอห์นโซได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเพื่อมาทํางานให้แก่สาขาฯ อีก 4 เดือน เป็นเงิน 800,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทยและเป็น เงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายจอห์นโซจะต้องนําเงินได้ทั้งหมดจํานวน 1,400,000 บาท ดังกล่าว มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

2 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่สํานักงานสาขาของบริษัท สยามเคมี จํากัด ในประเทศ สิงคโปร์ จ่ายให้แก่นายจอห์นโซในขณะที่นายจอห์นโซไปรับตําแหน่งผู้จัดการประจําสํานักงานสาขาของบริษัทฯ โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายจอห์นโซในประเทศสิงคโปร์นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่ งานที่ทําในต่างประเทศ และถือเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายจอห์นโซน้ําเงินเดือนที่ได้รับในขณะอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ใช้จ่ายไปทั้งหมดโดยไม่ได้นําเงินเดือนดังกล่าวเข้ามา ในประเทศไทยเลย ดังนั้นแม้ว่านายจอห์นโซจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันก็ตาม แต่เมื่อนายจอห์นโซ ไม่ได้เอาเงินได้ดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ นายจอห์นโซจึงไม่ต้องนําเงินได้ จํานวนดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป

นายจอห์นโซจะต้องนําเงินเดือนที่ได้รับในประเทศไทยจํานวน 1,000,000 บาท มาเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีเป็นผู้ปฏิบัติแทน (มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง) ส่วนเงินเดือนที่ได้รับในต่างประเทศไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

 

ข้อ 2 ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเรื่อง “สิทธิหักค่าลดหย่อน” ในการคํานวณหาค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร “อย่างน้อย 10 รายการ” โดยละเอียด

ธงคําตอบ

“สิทธิหักค่าลดหย่อน” ในการคํานวณหาค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น หมายถึง สิทธิของ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในการนํารายการต่าง ๆ ที่กฎหมายได้กําหนดไว้มาหักเพิ่มได้อีกหลังจาก ได้มีการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ก่อนนําเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่า “เงินได้สุทธิ” ไปคํานวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตามประมวลรัษฎากร ได้กําหนดรายการต่าง ๆ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธินําไปหักเป็นค่า ลดหย่อนไว้หลายรายการ เช่น

1 หักลดหย่อนสําหรับตัวผู้มีเงินได้ โดยหักได้ 60,000 บาท

2 หักลดหย่อนสําหรับสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ในกรณีที่สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ไม่มีเงินได้พึงประเมิน หรือมีแต่ไม่ได้แยกคํานวณภาษี โดยหักได้ 60,000 บาท

3 หักลดหย่อนสําหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้ง บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ โดยหักได้คนละ 30,000 บาท (ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ ในมาตรา 47)

4 เบี้ยประกันชีวิต ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปในปีภาษีสําหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ (รวมทั้งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้) โดยหักได้ส่วนแรก 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้ หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกําหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป

5 เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพ สามารถหักลดหย่อนได้ตามจํานวนที่ จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท เป็นเงินที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยนําจํานวนเงินส่วนที่เกินดังกล่าวหักจากเงินได้พึงประเมินก่อนหักค่าใช้จ่ายตามจํานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 490,000 บาท

6 ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (สําหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อหรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย.) ตาม จํานวนเงินที่ได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

7 เงินสมทบทุนที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม (รวมทั้งกรณีที่สามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม) โดยหักได้ตามจํานวนที่จ่ายจริง

8 ค่าลดหย่อนบิดามารดา ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท โดยบิดามารดานั้นต้องมี อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ..

9 เงินที่ได้จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559) โดยหักได้ไม่เกิน ร้อยละ 20 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

10 หักลดหย่อนเงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา โดยสามารถหักได้ 2 เท่าของจํานวนเงินที่ ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

11 หักลดหย่อนสําหรับเงินบริจาค โดยผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนสําหรับเงินบริจาคได้ เท่าจํานวนที่บริจาคจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว และให้หักค่าลดหย่อนได้เฉพาะ

(1) เงินที่บริจาคให้แก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของรัฐ

(2) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่สถานที่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

 

 

ข้อ 3 บริษัท อเมริกันเทคโนโลยี จํากัด ไม่มีสาขาหรือกิจการใด ๆ ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2560 บริษัท อเมริกาฯ ได้ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมให้กับบริษัท ไทยอุตสาหกรรมสิ่งทอ จํากัด โดยได้ส่ง ผู้จัดการฝ่ายขายมาเซ็นสัญญากันในประเทศไทยจํานวนเงิน 700 ล้านบาท และนําฝากเข้าบัญชีไว้กับ ธนาคารในประเทศไทย จงวินิจฉัยว่า บริษัท อเมริกันเทคโนโลยี จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากรในเงินจํานวนดังกล่าวอย่างไร หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในเวนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวนได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของ 7 ต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับ เงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและ ให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทําการแทนหรือผู้ทําการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และ ความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกําไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักไว้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทําการแทน หรือผู้ทําการติดต่อในการประกอบกิจการ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และเมื่อให้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเข้า หลักเกณฑ์ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ คือตามบทบัญญัติในมาตรา 65 วรรคหนึ่งนั่นเอง ซึ่งต้องเสียภาษีจากฐานกําไรสุทธิที่คํานวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการหักด้วย รายจ่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกําหนด

กรณีตามอุทาหรณ์

การที่บริษัท อเมริกันเทคโนโลยี จํากัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของต่างประเทศ ไม่มีสาขาหรือกิจการใด ๆ ในประเทศไทย ได้ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมให้กับบริษัท ไทยอุตสาหกรรม สิ่งทอ จํากัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย โดยได้ส่งผู้จัดการฝ่ายขายมาเซ็นสัญญากันในประเทศไทยจํานวน เงิน 700 ล้านบาทนั้น ถือได้ว่าบริษัท อเมริกันฯ ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง เนื่องจากมีตัวแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท อเมริกันฯ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรในจํานวนเงินดังกล่าวตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐานภาษีกําไรสุทธิที่คํานวณได้จากรายได้ที่ได้รับจํานวน 700 ล้านบาทดังกล่าว

สรุป

บริษัท อเมริกันเทคโนโลยี จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ในเงินจํานวน 700 ล้านบาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และต้องเสียภาษีจากฐานภาษีกําไรสุทธิตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง

 

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 บริษัท ยางสยาม จํากัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทยและได้ทําสัญญาว่าจ้างนายจอห์นโซในขณะที่อยู่ในประเทศไทย ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559 นายจอห์นโซได้ทําสัญญาจ้างฉบับใหม่กับสํานักงานสาขาของ บริษัท ยางสยาม จํากัด ที่ประเทศสิงคโปร์ และตกลงให้นายจอห์นโซรับตําแหน่งผู้จัดการประจํา สํานักงานสาขาฯ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสํานักงานสาขาฯ ดังกล่าวเป็นผู้ชําระค่าจ้างให้แก่นาย จอห์นโซทั้งหมด เดือนละ 200,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน โดยที่สํานักงานสาขาฯ ไม่บันทึกค่าจ้าง เป็นรายจ่ายของบริษัทฯ และเดือนต่อมา นายจอห์นโซได้เดินทางกลับเข้ามาทํางานให้แก่บริษัทฯ ในประเทศไทยจนสิ้นปี พ.ศ. 2559 และนายจอห์นโซเสียชีวิตในค่ําคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายจอห์นโซเป็นผู้มีสัญชาติสิงคโปร์ และมีภูมิลําเนาที่ประเทศ สิงคโปร์ และเงินค่าจ้างทุก ๆ เดือนในปี พ.ศ. 2559 นายจอห์นโซได้รับโอนเงินเข้าทางบัญชีธนาคารที่ ประเทศสิงคโปร์ของนายเอห์นโซทุกเดือน และนายจอห์นโซได้ใช้จ่ายเงินเดือนส่วนที่ได้รับในขณะที่ ตนทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด โดยไม่นําเงินเดือนค่าจ้างดังกล่าวเข้ามาประเทศไทยเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินเดือนที่นายจอห์นโซได้รับในปีภาษี 2559 ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 56 วรรคหนึ่ง “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมา พร้อมทั้ง ข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง”

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตาย เสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน…”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ รายการเงินเดือนที่นายจอห์นโซได้รับในปี พ.ศ. 2559 ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559 ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็น เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่า นายจอห์นโซจะเป็นคนสัญชาติสิงคโปร์ มีภูมิลําเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และไม่ได้นําเงินเดือนค่าจ้างดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทยเลยก็ตาม

2 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ไม่ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะ ถึงแม้ว่านายจอห์นโซจะอยู่ในประเทศครบ 180 วัน ในปีภาษี 2559 แต่นายจอห์นโซได้ใช้เงินเดือนส่วนที่ได้รับ ในขณะที่ตนทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด โดยไม่นําเงินเดือนค่าจ้างเข้าประเทศไทยเลย จึงไม่เข้า เงื่อนไขมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง เพราะกรณีนี้เป็น เงินได้จากกิจการของนายจ้างนอกประเทศไทย เนื่องจากนายจอห์นโซรับตําแหน่งงานประจําที่ประเทศสิงคโปร์ และเนื่องจากสํานักงานสาขาในประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ชําระค่าจ้างให้แก่นายจอห์นโซทั้งหมด โดยไม่บันทึกค่าจ้าง เป็นรายจ่ายของบริษัท ยางสยาม จํากัด ที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทยเลย

3 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้ เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่า นายจอห์นโซจะเป็นคนสัญชาติสิงคโปร์ มีภูมิลําเนาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และไม่ได้นําเงินเดือนค่าจ้างดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทยเลยก็ตาม

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายจอห์นโซซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินได้ถึงแก่ความตายในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ก่อนที่นายจอห์นโซจะได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง คือ ก่อนที่จะได้ยื่น รายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมา ดังนั้น จึงให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแทนนายจอห์นโซตาม มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง

สรุป รายการเงินเดือนที่นายจอห์นโซได้รับในปี พ.ศ. 2559 ที่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา คือ ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559 และที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 รวม 7 เดือน โดยให้ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการ เสียภาษีแทนนายจอห์นโซ ภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

 

ข้อ 2 ปีภาษี 2560 นางหนูนาเป็นแม่ม่าย มีบุตรคือเด็กชายช้าง อายุ 10 ขวบ และเด็กหญิงร้อง อายุ 8 ขวบ ทั้งสองศึกษาอยู่ชั้นประถมที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย นางหนูนาเปิดร้านขายส่งเครื่องสําอางที่ประตูน้ำ มีรายได้ต่อเดือน ๆ ละ 2 ล้านบาท และเป็นเจ้าของเพจดังจึงมีเงินได้จากการรับรีวิวสินค้าผ่าน เฟซบุ๊กร้าน ครั้งละ 50,000 บาท เดือนมกราคมที่ผ่านมา นางหนูนาถูกสลากออมสินได้รับรางวัล มูลค่า 10 ล้านบาท จึงนําฝากธนาคารออมสินแบบฝากเผื่อเรียกจะได้ดอกเบี้ย 100,000 บาทต่อปี ปีภาษีนี้ นางหนูนาจึงรับอุปการะเด็กหญิงชมพูอายุ 4 ขวบ มาเป็นบุตรบุญธรรมโดยจดทะเบียน รับบุตรบุญธรรมถูกต้อง และเดือนกุมภาพันธ์ เด็กชายข้างและเด็กหญิงร้องได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ นมผงยี่ห้อหนึ่งได้ค่าตอบแทนคนละ 200,000 บาท และได้ทําการบริจาคเงินจํานวน 100,000 บาท ให้กับบ้านพักคนชราบางแค กรณีดังกล่าวข้างต้น ปีภาษี 2560 นี้ ก. นางหนูนามีเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง และต้องนํามาคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ข นางหนูนาจะสามารถหักลดหย่อนตนเอง บุตรและบุตรบุญธรรมทั้ง 3 คน รวมถึงหักลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่ง งานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจํา หรือชั่วคราว

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาล เฉพาะประเภท ฝากเผื่อเรียก

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสิน ของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคนในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้ง (1) และ (2) การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้นําบุตรตาม (1) ทั้งหมด มาหักก่อน แล้วจึงนําบุตรตาม (2) มาหัก เว้นแต่ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรตาม (1) ที่มีชีวิตอยู่ รวมเป็นจํานวนตั้งแต่ สามคนขึ้นไป จะนําบุตรตาม (2) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม (1) มีจํานวนไม่ถึงสามคน ให้นําบุตรตาม (2) มาหักได้ โดยเมื่อรวมบุตรตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์…แต่มิให้หักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมิน ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

การหักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษีไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ ตลอดปีภาษีหรือไม่

(7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีก สําหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจํานวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล…”

วินิจฉัย

ก นางหนูนามีเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนํามาคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 เงินได้จากการเปิดร้ายขายส่งเครื่องสําอางเดือนละ 2 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการธุรกิจ ต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 เงินได้จากการรับรีวิวสินค้าผ่านเฟซบุ๊กร้านครั้งละ 50,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40 (2) เพราะเป็นเงินได้จากการรับทํางานให้ ต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา

3 เงินได้จากการถูกสลากออมสิน 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตาม มาตรา 40 (8) ไม่ต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตาม มาตรา 42 (11)

4 เงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินแบบฝากเผื่อเรียกจํานวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) ไม่ต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (8) (ก)

ข นางหนูนาสามารถหักลดหย่อนได้ดังนี้ คือ

1 นางหนูนาหักลดหย่อนในฐานะผู้มีเงินได้ 50,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

2 เด็กหญิงชมพูในฐานะบุตรบุญธรรม 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) (2)

ส่วนเด็กชายช้างและเด็กหญิงซ้องแม้จะเป็นบุตรผู้เยาว์และเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของนางหนูนา ก็ไม่สามารถนํามาหักลดหย่อนได้ เพราะบุตรทั้งสองมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วถึง 30,000 บาท (คนละ 200,000 บาท) โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

3 เงินบริจาคจํานวน 100,000 บาท ที่บริจาคให้แก่บ้านพักคนชราบางแค สามารถนํามา หักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 (7) (ข) โดยหักได้เท่าจํานวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือ

สรุป

ก เงินได้พึงประเมินของนางหนูนา คือ เงินได้จากการเปิดร้านขายเครื่องสําอาง และเงินได้จากการรับรีวิวสินค้าต้องนํามาคํานวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเงินรางวัลสลากออมสินและ ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวไม่ต้องนํามาคํานวณภาษี

ข นางหนูนาสามารถหักลดหย่อนตนเองและบุตรเพียง 1 คน คือหักได้เฉพาะ เด็กหญิงชมพูเท่านั้น และยังสามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ด้วย

หมายเหตุ บทบัญญัติตามมาตรา 47 ดังกล่าวข้างต้น เป็นบทบัญญัติที่ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติมใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560

 

ข้อ 3 บริษัท สยามยานยนต์ จํากัด เป็นบริษัทผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2559 ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 180 วันก็ได้ไปสร้างสํานักงานและ โรงงานผลิตในประเทศโอมาน โดยมีเงินได้จากการจําหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ “Siam” ในประเทศต่าง ๆ ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริการวม 5,000 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งเงินจํานวนดังกล่าวเข้ามาฝากใน ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 จงวินิจฉัยว่า บริษัท สยามยานยนต์ จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากรในเงินจํานวนดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คํานึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่ได้กระทํา ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนํารายได้เหล่านั้นทั้งหมด มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2559 บริษัท สยามยานยนต์ จํากัด จะตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 180 วัน และได้ไปสร้างสํานักงานและโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศโอมานก็ตาม แต่เมื่อบริษัท สยามยานยนต์ จํากัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษี เงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ดังนั้น บริษัท สยามยานยนต์ จํากัด จึงต้องนําเงินได้จากการจําหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ “Siam” ในประเทศต่าง ๆ ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และ แอฟริกา รวมทั้งหมด 5,000 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทย

สรุป

บริษัท สยามยานยนต์ จํากัด ต้องนําเงินได้จากการจําหน่ายรถยนต์ทั้งหมดจํานวน 5,000 ล้านบาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 นายโอลิ้งเป็นคนสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลําเนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559นายโอลิ้งได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย ในการเดินทางมาครั้งนี้นายโอลิ้งได้นําเงินที่เก็บสะสมได้ ของปี พ.ศ. 2558 เนื่องจากการทํางานที่ประเทศอังกฤษเข้ามาด้วย จํานวน 5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 บริษัท ยางสยาม จํากัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทย และได้ทํา สัญญาว่าจ้างนายโอลิ้งในขณะที่อยู่ในประเทศไทย ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559 บริษัทฯ ได้ทําสัญญาจ้างใหม่นายโอลิ้งรับตําแหน่งผู้ตรวจการ ดําเนินงานประจําสํานักงานสาขาในประเทศสิงคโปร์ โดยสํานักงานสาขาดังกล่าวเป็นผู้ชําระค่าจ้าง ให้แก่นายโอลิ้งทั้งหมดโดยไม่บันทึกค่าจ้างเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ และส่งนายโอลิ้งไปประจําสาขาฯ ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 5 เดือน ต่อมานายโอลิ้งได้เดินทางกลับมาทํางานให้แก่บริษัทฯ ใน ประเทศไทยจนสิ้นปี พ.ศ. 2559 ทั้งนี้ เงินค่าจ้างทุก ๆ เดือน ในปี พ.ศ. 2559 นายโอลิ้งจะได้รับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายโอลิ้ง ในประเทศสิงคโปร์ทุกเดือน อย่างไรก็ตามนายโอลิ้งได้ใช้เงินเดือนส่วนที่ได้รับในขณะที่ตนทํางาน อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด โดยไม่นําเงินเดือนค่าจ้างเข้าประเทศไทยเลย ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินได้รายการดังกล่าวนายโอลิ้งต้องยื่นแบบแสดงรายการชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี พ.ศ. 2560 ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เงินได้ที่กล่าวนี้ ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทํา ในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ เงินได้รายการต่าง ๆ ดังกล่าวของนายโอลิ้งต้องยื่นแบบแสดงรายการชําระ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี พ.ศ. 2560 ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินจํานวน 5 ล้านบาท นายโอลิ้งไม่ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่านายโอลิ้งจะอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วัน ในปีภาษี 2559 และได้นําเงินได้จํานวน 5 ล้านบาท ที่ได้จากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกับที่ อยู่ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามเงินได้ที่นําเข้ามานั้นมิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับในปีเดียวกับที่อยู่ในประเทศไทย แต่เป็นเงินสะสมที่ได้รับในปี พ.ศ. 2558 จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

2 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้ เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่านายโอลิ้ง เป็นคนสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลําเนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษก็ตาม

3 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ไม่ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะ ถึงแม้ว่านายโอลิ้งจะอยู่ในประเทศครบ 180 วัน ในปีภาษี 2559 แต่นายโอลิ้งได้ใช้เงินเดือนส่วนที่ได้รับในขณะที่ตน ทํางานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด โดยไม่นําเงินเดือนค่าจ้างเข้าประเทศไทยเลย จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง เพราะกรณีนี้เป็นเงินได้จากกิจการของ นายจ้างนอกประเทศไทย เนื่องจากนายโอลิ้งรับตําแหน่งงานประจําที่ประเทศสิงคโปร์ และเนื่องจากสํานักงานสาขา ในประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ชําระค่าจ้างให้แก่นายโอลิ้งทั้งหมด โดยไม่บันทึกค่าจ้างเป็นรายจ่ายของบริษัท ยางสยาม จํากัด ที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทยเลย

4 ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้ เนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย เข้าเงื่อนไขมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่านายโอลิ้ง เป็นคนสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลําเนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษก็ตาม

สรุป เงินได้ที่นายโอลิ้งจะต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี พ.ศ. 2560 คือ ค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 และที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559

ส่วนเงินจํานวน 5 ล้านบาท และค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ไม่ต้องนํามายื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 นายรักไทยพ่อหม้าย เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ภาษีอิสระ มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 2 คน คือนางสาวน้ำฟ้า อายุ 22 ปี เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในชั้นปีสุดท้าย และนายเพียงดินอายุ 16 ปี เรียนโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศไทย ปีภาษี 2559 นี้ นายรักไทยมีรายได้จากปันผล ของการลงทุนในหุ้น 10 ล้านบาท จากการรับวางแผนภาษีให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติคนหนึ่ง ได้รับค่าปรึกษาจํานวน 10 ล้านบาท มีคอนโดมิเนียมให้เช่าจํานวน 10 ห้อง ได้ค่าเช่าตกเดือนละ 200,000 บาท และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานายรักไทยได้รับมรดกเป็นรถยนต์โบราณหนึ่งคัน ราคาหนึ่งล้านบาท จากพินัยกรรมของลุงของนายรักไทยซึ่งเสียชีวิตมูลค่า 10 ล้านบาท เดือนเมษายน นางสาวน้ําฟ้าได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดร้องเพลงจากรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งจํานวน 50,000 บาท และนายเพียงดินได้รับว่าจ้างให้เป็นนายแบบโฆษณาได้รับค่าจ้างเป็นนายแบบครั้งนี้ จํานวน 10,000 บาท อยากทราบว่าปีภาษี 2559 นี้ นายรักไทยได้รับเงินพึงประเมินประเภทใดบ้าง และต้องนําเงินได้พึงประเมินทั้งหมดคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด และหากจะหักลดหย่อนบุตรทั้งสองของนายรักไทยจะสามารถทําได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกําไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วน…

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทาง การค้าหรือหากําไร”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนสําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้รวมทั้งบุตรชอบด้วย กฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย… คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัย หรือชั้นอุดมศึกษาหรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

(ฉ) บุตรของผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไขใน (ค) และยังศึกษาอยู่ใน สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชนหรือโรงเรียนราษฎร์ตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่นายรักไทยได้รับในปีภาษี 2559 เป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทใด และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 รายได้จากปันผลของการลงทุนในหุ้น 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข) และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 รายได้จากการรับวางแผนภาษีให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติโดยได้รับค่าปรึกษาจํานวน 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ และต้อง นํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3 รายได้จากการให้เช่าคอนโดมิเนียม จํานวน 10 ห้อง ตกเดือนละ 200,000 บาท เป็น เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน และต้องนํามา เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

4 รายได้จากการรับมรดกเป็นรถยนต์โบราณหนึ่งคันราคา 1 ล้านบาท จากพินัยกรรม ของลุงของนายรักไทยซึ่งเสียชีวิตมูลค่า 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่ ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (9)

และเมื่อนายรักไทยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี นายรักไทยจะนําบุตรทั้งสองมาหัก ลดหย่อนได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 กรณีของนางสาวน้ําฟ้า แม้จะมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าในปีภาษีนั้น นางสาวน้ําฟ้าได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดร้องเพลง 50,000 บาท ซึ่งถือว่า มีเงินได้พึงประเมินเกิน 15,000 บาท และเป็นเงินได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ดังนั้น นายรักไทยจะนําบุตรคนนี้มาหักลดหย่อนไม่ได้

2 กรณีของนายเพียงดิน ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีอายุ 16 ปีนั้น นายรักไทยสามารถนําบุตรคนนี้ มาหักลดหย่อนได้ 17,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) และ (ฉ) และแม้นายเพียงดินจะมีเงินได้พึงประเมินและเป็นเงินได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ก็ตาม แต่เป็นเงินได้ที่มีจํานวนเพียง 10,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 15,000 บาท แต่อย่างใด

สรุป รายได้ที่นายรักไทยได้รับในปีภาษี 2559 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนํามา เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่เป็นไปตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนการหักลดหย่อนบุตรนั้น นายรักไทยสามารถนํานายเพียงดินมาหักลดหย่อนได้ เพียงคนเดียว โดยหักได้จํานวน 17,000 บาท

 

ข้อ 3 บริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทจํากัด ค.ศ. 2006 ของประเทศสหราชอาณาจักร (โดยไม่ต้องคํานึงถึงสนธิสัญญาภาษีซ้อน) ในปี พ.ศ. 2559 บริษัทฯ ได้ส่งฟิล์มภาพยนตร์ทางพัสดุไปรษณีย์ทางอากาศมาให้บริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด ซึ่งเป็นบริษัท จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย เช่าฉายในประเทศไทย โดยบริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด ได้ส่งค่าเช่าฟิล์มภาพยนตร์ดังกล่าวไปให้บริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด ที่ประเทศ สหราชอาณาจักร คิดเป็นเงินไทยจํานวน 10 ล้านบาท และปรากฏว่าเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี 2559 บริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด มีกําไรสุทธิที่ได้รับจากการประกอบกิจการฉายภาพยนตร์ในประเทศไทย จํานวน 5 ล้านบาท ทั้งนี้อยากทราบว่าบริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด และบริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัดมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชําระอย่างไร

ธงตําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจาก หรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการ ตามแบบที่อธิบดีกําหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นํามาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ประเทศสหราชอาณาจักร มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีเงินได้จากค่าเช่าฟิล์มภาพยนตร์ที่บริษัทฯ ได้ ส่งมาให้บริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด ในประเทศไทยเช่าฉายในประเทศไทย และได้รับเงินค่าเช่า ซึ่งถือเป็นเงินได้ พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง โดยให้ผู้จ่ายคือบริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด หักภาษีเงินได้พึงประเมินที่จ่ายคือ 10 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 15 แล้วนําส่งอําเภอท้องที่พร้อมกับยื่น แบบแสดงรายการภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น

ส่วนบริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เมื่อบริษัทฯ มีกําไรสุทธิ ที่ได้รับจากการประกอบกิจการฉายภาพยนตร์ในประเทศไทยจํานวน 5 ล้านบาท บริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด จึง ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเสียจากฐานกําไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทฯ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง

สรุป บริษัท ลอนดอนฟิล์ม จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง และบริษัท บางกอกฟิล์ม จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ S/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 บริษัท ยางสยาม จํากัด จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายไทย บริษัทฯได้ทําสัญญาว่าจ้างนายไกรซึ่งมีสัญชาติไทยในตําแหน่งเป็นผู้ตรวจงานของบริษัทฯ เงินเดือน 200,000 บาท นายไกรเป็นคนเชื้อสายไทย สัญชาติสิงคโปร์และมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยตลอด ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 บริษัทฯ ได้ส่งนายไกรไปตรวจงาน ณ สาขาของ บริษัทฯ ในประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 180 วัน จึงเดินทางกลับ ทั้งนี้สํานักงานสาขาดังกล่าวได้ทํา หน้าที่ชําระเงินค่าจ้างเดือนละ 200,000 บาท ให้แก่นายไกรโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายไกร ในประเทศสิงคโปร์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไกรนําเงินเดือนที่ได้รับในขณะอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ใช้จ่ายไปทั้งหมดโดยไม่นําเงินเดือนเข้าประเทศไทยเลย และในขณะเดียวกันนายไกรได้ทําสัญญาว่าจ้างนางฟาโอร่าซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียและมีทะเบียนบ้าน อยู่ที่ประเทศมาเลเซียให้ทําหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 เดือน โดยนายไกรได้ชําระเงินค่าจ้างเดือนละ 190,000 บาท ให้แก่นางฟาโอร่าโดยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารของนางฟาโอร่าที่ประเทศไทย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ปีภาษี 2559 เงินได้รายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทย หรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายไกร เงินเดือนของนายไกรที่ได้รับทั้งในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่บริษัท ยางสยาม จํากัด จ่ายให้แก่นายไกรในประเทศไทย เป็นเวลา 6 เดือน จํานวน 1,200,000 บาท นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายไกรจะต้องนําเงินได้จํานวน 1,200,000 บาท ดังกล่าว มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง

2 เงินเดือน ๆ ละ 200,000 บาท ที่สํานักงานสาขาของบริษัท ยางสยาม จํากัด ใน ประเทศสิงคโปร์ จ่ายให้แก่นายไกรในขณะที่นายไกรไปตรวจงาน ณ สาขาของบริษัทฯ โดยการโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารของนายไกรในประเทศสิงคโปร์นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในต่างประเทศ และถือเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไกรน้ําเงินเดือนที่ได้รับ ในขณะอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ใช้จ่ายไปทั้งหมดโดยไม่ได้นําเงินเดือนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้นแม้ว่า นายไกรจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันก็ตาม แต่เมื่อนายไกรไม่ได้เอาเงินได้ดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทย ในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้ นายไกรจึงไม่ต้องนําเงินได้จํานวนดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

กรณีของนางฟาโอร่า การที่นายไกรได้ทําสัญญาว่าจ้างนางฟาโอร่าซึ่งมีสัญชาติมาเลเซียและ มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ประเทศมาเลเซียให้ทําหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวทํางานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 2 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 190,000 บาท โดยนายไกรได้ชําระเงินให้แก่นางฟาโอร่าโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนางฟาโอร่า ที่ประเทศไทยนั้น เงินได้ที่นางฟาโอร่าได้รับจากนายไกรดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทํา ในต่างประเทศ และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศไทย ดังนั้นกรณีตามอุทาหรณ์แม้จะถือได้ว่า นางฟาโอร่าได้นําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางฟาโอร่ามิใช่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย คือไม่ได้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีครบ 180 วัน นางฟาโอร่าจึงไม่ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายไกรจะต้องนําเงินเดือนที่ได้รับในประเทศไทยจํานวน 1,200,000 บาท มาเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเงินเดือนที่ได้รับในต่างประเทศไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นางฟาโอร่าไม่ต้องนําเงินเดือนที่ได้รับจํานวน 380,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ข้อ 2 ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเรื่อง “สิทธิหักค่าลดหย่อน” ในการคํานวณหาค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรอย่างน้อย 11 รายการ พร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียด

ธงคําตอบ

“สิทธิหักค่าลดหย่อน” ในการคํานวณหาค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น หมายถึง สิทธิของ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในการนํารายการต่าง ๆ ที่กฎหมายได้กําหนดไว้มาหักเพิ่มได้อีกหลังจาก ได้มีการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ก่อนนําเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่า “เงินได้สุทธิ” ไปคํานวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตามประมวลรัษฎากร ได้กําหนดรายการต่าง ๆ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธินําไปหักเป็นค่า ลดหย่อนไว้หลายรายการ เช่น

1 หักลดหย่อนสําหรับตัวผู้มีเงินได้ โดยหักได้ 30,000 บาท

2 หักลดหย่อนสําหรับสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ในกรณีที่สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ไม่มีเงินได้พึงประเมิน หรือมีแต่ไม่ได้แยกคํานวณภาษี โดยหักได้ 30,000 บาท

3 หักลดหย่อนสําหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้ง บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ โดยหักได้คนละ 15,000 บาท (ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ ในมาตรา 47) รวมทั้งมีสิทธิหักลดหย่อนบุตรที่กําลังศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท

4 เบี้ยประกันชีวิต ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปในปีภาษีสําหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ (รวมทั้งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้) โดยหักได้ส่วนแรก 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้ หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกําหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป

5 เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพ สามารถหักลดหย่อนได้ตามจํานวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท เป็นเงินที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยน้ํา จํานวนเงินส่วนที่เกินดังกล่าวหักจากเงินได้พึงประเมินก่อนหักค่าใช้จ่ายตามจํานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 490,000 บาท

6 ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (สําหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อหรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย….) ตาม จํานวนเงินที่ได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

7 เงินสมทบทุนที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม รวมทั้งกรณีที่สามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม) โดยหักได้ตามจํานวนที่จ่ายจริง

8 ค่าลดหย่อนบิดามารดา ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท โดยบิดามารดานั้นต้องมี อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ

9 เงินที่ได้จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559) โดยหักได้ไม่เกิน ร้อยละ 20 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

10 หักลดหย่อนเงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา โดยสามารถหักได้ 2 เท่าของจํานวนเงินที่ ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

11 หักลดหย่อนสําหรับเงินบริจาค โดยผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนสําหรับเงินบริจาคได้ เท่าจํานวนที่บริจาคจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว และให้หักค่าลดหย่อนได้เฉพาะ

(1) เงินที่บริจาคให้แก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของรัฐ

(2) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่สถานที่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา

 

ข้อ 3 บริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าอาหารทะเลภายในประเทศอเมริกาและประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้จัดตั้งนิติบุคคลใหม่ชื่อ บริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด ซึ่งมีสํานักงาน ขนาดใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต ในรอบระยะเวลาบัญชี 2560 บริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด ได้ส่งลูกจ้าง ผู้ทําการแทน ผู้ทําการติดต่อ ไปยังจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทยและประเทศลาว เพื่อทําสัญญาซื้อขายอาหารทะเลเป็นเหตุ ให้ได้รับเงินสดจํานวน 150 ล้านบาท และมีสิทธิได้รับเงินอีก 250 ล้านบาท ซึ่งถึงกําหนดชําระแล้ว ในปี พ.ศ. 2560 แต่ยังมิได้รับชําระเงิน 250 ล้านบาท ดังกล่าวจนกระทั่งสิ้นปี พ.ศ. 2560 และ มีรายจ่ายค่าขนส่งอาหารทะเลไปยังจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย จํานวน 50 ล้านบาท และ มีรายจ่ายค่าขนส่งอาหารทะเลจากประเทศไทยไปยังประเทศลาว จํานวน 60 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2560 เงินได้รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไข ที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี..

การคํานวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นํารายได้ที่เกิดขึ้นใน รอบระยะเวลาบัญชีใดแม้ว่าจะยังไม่ได้รับชําระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคํานวณเป็นรายได้ในรอบ ระยะเวลาบัญชีนั้น…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คํานึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่ได้กระทํา ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนํารายได้เหล่านั้นทั้งหมด มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ เเยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 กรณีของบริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด

การที่บริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีรายได้จากการส่งลูกจ้าง ผู้ทําการแทน ผู้ทําการติดต่อไปยังจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทยและประเทศลาว เพื่อทําสัญญาซื้อขายอาหารทะเล โดยได้รับเป็นเงินสดจํานวน 150 ล้านบาท และมีสิทธิได้รับเงินอีก 250 ล้านบาท ซึ่งถึงกําหนดชําระแล้วในปี พ.ศ. 2560 นั้น แม้ว่าบริษัทฯ จะยังมิได้รับชําระเงิน 250 ล้านบาท ดังกล่าวจนกระทั่งสิ้น ปี พ.ศ. 2560 ก็ตาม บริษัทฯ ก็จะต้องนํารายได้ที่ยังไม่ได้รับชําระจํานวน 250 ล้านบาท มารวมกับรายได้ที่ ได้รับชําระเป็นเงินสดแล้วจํานวน 150 ล้านบาท รวมเป็นเงินจํานวน 400 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตามหลักของการคํานวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิ

2 กรณีของบริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด

การที่บริษัท มาร์คดีลยเอส จํากัด ได้จัดตั้งนิติบุคคลใหม่ชื่อ บริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด ซึ่งมีสํานักงานขนาดใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ตนั้น ย่อมไม่ถือว่าบริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด เป็นบริษัท เดียวกันกับ บริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด เพราะบริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่แยก ออกมาจากบริษัทเดิม มิใช่สาขาของบริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด แต่อย่างใด

และเมื่อถือว่าบริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด เป็นนิติบุคคลที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ตาม กฎหมายไทยการที่ บริษัท มาร์คดีลยูเอส จํากัด ได้จ่ายค่าขนส่งอาหารทะเลไปยังจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย จํานวน 50 ล้านบาท และค่าขนส่งอาหารทะเลจากประเทศไทยไปยังประเทศลาวจํานวน 60 ล้านบาท ให้แก่บริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด ย่อมถือว่าเงินจํานวน 110 ล้านบาทดังกล่าว เป็นรายได้ของบริษัท มาร์คยูเอสโก จํากัด ดังนั้น บริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด จึงต้องนํารายได้จํานวน 110 ล้านบาทดังกล่าว มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป

บริษัท มาร์คติลยูเอส จํากัด จะต้องนํารายได้จํานวน 400 ล้านบาท มาคํานวณเพื่อ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร และบริษัท มาร์คดีลยูเอสโก จํากัด ต้องนํารายได้จํานวน 110 ล้านบาท มาคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ห้างหุ้นส่วนสามสหาย มีนายไรวิน นางสาวสีนวล และนางสาวแพรไหม เป็นหุ้นส่วน โดยมีนายไรวินเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ปีภาษี 2558 ห้างหุ้นส่วนสามสหายมีรายได้จากการขายสินค้าภูมิปัญญา ชาวบ้านจํานวน 20 ล้านบาท ในประเทศไทย รายได้ทั้งหมดเก็บไว้ในประเทศไทย และรายได้จากการ ส่งของไปขายยังต่างประเทศอีก 50 ล้านบาท รายได้ส่วนนี้ทั้งหมดถูกส่งไปเก็บไว้ที่เขตบริหารพิเศษ ฮ่องกง อยากทราบว่า ห้างหุ้นส่วนสามสหายจะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร จากรายได้ทั้งสองจํานวน และหากจะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ผู้ใดจะเป็นผู้ทําหน้าที่ยื่นแบบ แสดงรายการเพื่อเสียภาษีประจําปีภาษี 2558

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สิน ที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 56 “ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือน ไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น

(1) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 30,000 บาท

ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะนิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษี ล่วงมาแล้วเกินจํานวนตาม (1) ให้ผู้อํานวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วน หรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกําหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน…”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่ห้างหุ้นส่วนสามสหาย มีรายได้จากการขายสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน จํานวน 20 ล้านบาท ในประเทศไทย และรายได้จากการส่งของไปขายยังต่างประเทศอีก 50 ล้านบาทนั้น รายได้ ทั้งสองจํานวนรวม 70 ล้านบาท ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้ ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามสหาย จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับ ประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง แม้เงินได้ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ต่างประเทศก็ตาม

และเมื่อห้างหุ้นส่วนสามสหายมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายไรวินซึ่งเป็น หุ้นส่วนผู้จัดการ จะต้องยืนรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนที่ได้รับในระหว่างปีภาษี 2558 ในฐานะตัวแทนของห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 56 วรรคสอง

สรุป ห้างหุ้นส่วนสามสหาย จะต้องนํารายได้ทั้งสองจํานวนมาเสียภาษีให้กับประเทศไทย โดยให้นายไรวินซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ทําหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี

 

ข้อ 2 ปีภาษี 2559 นายติณชาติมีรายได้จากการให้เช่าวังเก่าโดยจ่ายค่าเช่ากันเป็นรายปีจํานวน 2 ล้านบาท รายได้จากค่าออกแบบสถาปัตยกรรมซึ่งรับงานเองจํานวน 10 ล้านบาท และดอกเบี้ยเงินกู้ที่นางสาววิ ได้กู้ยืมเงินจากนายติณชาติไปจํานวน 2 แสนบาท ซึ่งจ่ายกันเป็นรายปี รวมถึงมีรายได้จากการถูก สลากกินแบ่งรัฐบาลจํานวน 1 หมื่นบาท และย่าของนายติณชาติได้เช็คเงินสดเนื่องในวันเกิด จํานวน 1 แสนบาท โดยในปีภาษีนี้นายติณชาติได้จดทะเบียนรับเด็กหญิงล้อมเพ็ชรอายุ 10 ขวบ ที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มาเป็นบุตรบุญธรรม นอกจากนี้ ยังอุปการะเลี้ยงดูยาข้าราชการบํานาญอายุ 70 ปีด้วย เมื่อเดือนมกราคม 2559 นายติณชาติได้ทํา ประกันชีวิตกรมธรรม์ 8 ปี กับบริษัทเอไอเอประเทศไทยจํากัด มีเบี้ยประกันที่จ่ายไปจํานวน 1 แสนบาท หากปีภาษี 2559 นี้ หากนายติณชาติมีรายได้ดังกล่าวมาข้างต้น อยากทราบว่านายติณชาติมีรายได้ อันเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือไม่ อย่างไร และสามารถหักลดหย่อนบุตรบุญธรรมและย่าของนายติณชาติได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ย เงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือ วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม..

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสิน ของรัฐบาล…

(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือ คู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

1 (1) ลดหย่อนสําหรับ

(ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้รวมทั้งบุตรชอบด้วย กฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย… คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะ มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่…

(ฉ) บุตรของผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไขใน (ค) และยังศึกษาอยู่ใน สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชนหรือโรงเรียนราษฎร์ตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท

(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และ อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่นายติณชาติได้รับในปีภาษี 2559 เป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทใด และต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 รายได้จากการให้เช่าวังเก่าจํานวน 2 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) (ก) เพราะเป็นเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2 รายได้จากค่าออกแบบสถาปัตยกรรมจํานวน 10 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภท ที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3 รายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจํานวน 2 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) จะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

4 รายได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจํานวน 1 หมื่นบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภท ที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตาม มาตรา 42 (11)

5 รายได้จากการได้รับเช็คเงินสดเนื่องในวันเกิดจากย่าของนายติณชาติจํานวน 1 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นเงิน ได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (27)

ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น นายติณชาติสามารถนําเด็กหญิงล้อมเพ็ชรซึ่งเป็น บุตรบุญธรรมมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 (1) (ค) แม้จะจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมในปีภาษี 2559 ก็ตาม (มาตรา 47 (1) (ค) วรรคท้าย) จํานวน 15,000 บาท และหักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีก 2,000 บาท ตาม มาตรา 47 (1) (2)

ส่วนย่าของนายติณชาตินั้น แม้จะอายุ 70 ปี และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายติณชาติ แต่จะนํามาหักลดหย่อนไม่ได้ เพราะมิใช่การอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ญ)

สรุป รายได้ที่นายติณชาติจะต้องนํามาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้จากการ ให้เช่าวัง เงินได้จากค่าออกแบบ และเงินได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โดยนายติณชาติสามารถนําเด็กหญิงล้อมเพ็ชร มาหักลดหย่อนได้ แต่จะหักลดหย่อนย่าของนายติณชาติไม่ได้

หมายเหตุ มาตรา 42 (27) เป็นบทบัญญัติใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558

 

ข้อ 3 บริษัท ยูเอสคิล จํากัด มีหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลซึ่งออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้า อาหารทะเลภายในประเทศอเมริกาและประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย บริษัทฯ มีสาขา ขนาดใหญ่ที่ประเทศอินเดียเป็นฐานการค้า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2560 สาขาดังกล่าว ได้ส่ง ลูกจ้าง ผู้ทําการแทน และผู้ทําการติดต่อไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศอินเดียและ ประเทศอิรัก เพื่อทําสัญญาซื้อขายอาหารทะเล เป็นเหตุให้ได้รับเงินสดจํานวน 150 ล้านบาท และ มีสิทธิได้รับเงินอีก 250 ล้านบาท ซึ่งถึงกําหนดชําระในปี พ.ศ. 2560 แต่เงินจํานวน 250 ล้านบาท ยังมิได้รับชําระจนกระทั่งสิ้นปี พ.ศ. 2560 ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2560 เงินได้ รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กําไรสุทธิ ซึ่งคํานวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คํานึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือ เนื่องจากกิจการที่ได้กระทํา ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศ ายหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนํารายได้เหล่านั้น ทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

และในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกําไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 นั้น ให้ใช้ “เกณฑ์สิทธิ” กล่าวคือ ให้นํารายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ มารวมคํานวณเป็นรายได้ทั้งหมด แม้ว่ารายได้บางประเภทเป็นรายได้ที่ยังไม่ได้รับชําระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นและ สามารถที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชําระหนี้ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

ตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัท ยูเอสคิล จํากัด จะประกอบกิจการในประเทศอเมริกาและประเทศ อื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย แต่เมื่อเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยจึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง คือ จะต้องนํารายได้จากการทําสัญญา ซื้อขายอาหารทะเลที่ได้รับเป็นเงินสดจํานวน 150 ล้านบาท และที่มีสิทธิจะได้รับอีก 250 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 400 ล้านบาท มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แม้ว่าเงินจํานวน 250 ล้านบาท ซึ่งถึงกําหนดชําระในปี พ.ศ. 2560 นั้น จะยังไม่ได้รับชําระจนกระทั่งสิ้นปี พ.ศ. 2560 ก็ตาม

สรุป บริษัท ยูเอสติล จํากัด ต้องนํารายได้ที่ได้รับแล้ว 150 ล้านบาท และที่ยังไม่ได้รับ ชําระอีก 250 ล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชี 2560 มาคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1 ปีภาษี 2558 ตั้งแต่เดือนมกราคม บริษัท เทียนเทียน จํากัด เป็นบริษัทจัดจําหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ได้จ้างนายวินคนพม่าเป็นผู้จัดการสาขาที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เงินเดือนของนายวินได้ส่ง เข้าบัญชีธนาคารที่ประเทศพม่า และได้จ้างนางสาววันหนึ่งไปเป็นผู้จัดการสาขาประจําที่ประเทศลาว เงินเดือนของนางสาววันหนึ่ง บริษัทฯ จัดส่งเข้าบัญชีนางสาววันหนึ่งที่ประเทศลาวทุกเดือน และที่ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ ได้จ้างนางสาวเมย์คนเวียดนามอาศัยอยู่ที่ประเทศเวียดนามเป็นนายหน้า หาลูกค้าในประเทศเวียดนามให้กับบริษัทฯ โดยหากหาลูกค้าให้บริษัทฯ ได้ นางสาวเมย์จะได้รับ ค่านายหน้าจากบริษัทฯ เป็นครั้ง ๆ ไป อยากทราบว่า เงินเดือนของนายวินและนางสาววันหนึ่ง เงินค่านายหน้าของนางสาวเมย์ ตลอดปีภาษี 2558 นี้ จะต้องนํามาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ใน ประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทําในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนําเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับ ประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในประเทศไทย หรือกิจการที่ทําใน ประเทศไทย หรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทําในต่างประเทศหรือ กิจการที่ทําในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี เดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1 การที่บริษัทฯ ได้จ้างนายวินคนพม่าเป็นผู้จัดการสาขาที่ อ.แม่สอด จ.ตากนั้น เงินเดือน ที่นายวินได้รับ ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นเนื่องจากหน้าที่งานที่ทําในประเทศไทย และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย แม้เงินได้ดังกล่าวบริษัทจะได้ส่งเข้าบัญชีที่ประเทศพม่าก็ตาม นายวินก็จะต้อง นําเงินได้ดังกล่าวเสียภาษีให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก

2 การที่บริษัทฯ ได้จ้างนางสาววันหนึ่งไปเป็นผู้จัดการสาขาที่ประเทศลาว และบริษัทจัดส่ง เงินเดือนเข้าบัญชีของนางสาววันหนึ่งที่ประเทศลาวทุกเดือนนั้น เงินเดือนที่นางสาววันหนึ่งได้รับถือเป็นเงินได้ พึงประเมินที่เกิดจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย และเป็นเงินได้ที่มีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย นางสาววันหนึ่งจึงต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคแรก

3 การที่บริษัทฯ จ้างนางสาวเมย์คนเวียดนามและได้อาศัยอยู่ในประเทศเวียดนามเป็น นายหน้าหาลูกค้าให้กับบริษัทฯ ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อหาลูกค้าได้ก็จะได้รับค่านายหน้านั้น เงินค่านายหน้าที่ นางสาวเมย์ได้รับ ถือว่าเป็นเงินได้จากแหล่งเงินได้นอกประเทศ เพราะเป็นเงินได้จากหน้าที่การงานที่ทําใน ต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อนางสาวเมย์ไม่ได้นําเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันและมิได้อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี นางสาวเมย์จึงไม่ต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและสาม

สรุป เงินเดือนของนายวินและของนางสาววันหนึ่ง ต้องนํามาเสียภาษีให้กับประเทศไทย

ส่วนเงินค่านายหน้าของนางสาวเมย์ไม่ต้องนํามาเสียภาษีให้กับประเทศไทย

 

ข้อ 2 นายอดัมนักการเงินคนอังกฤษได้วีซ่าทํางานในประเทศไทยกับบริษัทแห่งหนึ่งตลอดปีภาษี 2558 นายอดัมมีบุตรชาย 1 คน อายุ 10 ปี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศไทย และภริยาเป็นแม่บ้านไม่ได้ทํางาน นายอดัมได้รับเงินเดือนเดือนละ 5 แสนบาท ไปเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษ ให้กับมหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติแห่งหนึ่ง ได้ค่าตอบแทน 5 หมื่นบาท ไปเป็นวิทยากรหลักสูตร ระยะสั้นได้ค่าตอบแทน 1 แสนบาท ปีภาษี 2558 นี้ นายอดัมได้รับเงินปันผลจากการเล่นหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์จํานวน 7 ล้านบาท และบุตรชายของนายอดัมได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายโฆษณา เครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งได้รับค่าตอบแทนจํานวน 1 แสนบาท อยากทราบว่า เงินได้พึงประเมินที่นายอดัม ได้รับ เป็นเงินได้ประเภทใดบ้าง และนายอดัมสามารถหักค่าลดหย่อนในกรณีใดได้บ้าง เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากร ที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สําหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ นายจ้างจ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน

(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลดเงินอุดหนุนในงานที่ทํา เบี้ยประชุม บําเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่ คํานวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชําระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชําระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตําแหน่งงาน หรืองานที่รับทําให้นั้นจะเป็นการประจําหรือชั่วคราว

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกําไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนสําหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(ค) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้รวมทั้งบุตรชอบด้วย กฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย… คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสําหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัย หรือชั้นอุดมศึกษาหรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสําหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่นายอดัมได้รับในปีภาษี 2558 ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทดังต่อไปนี้

1 เงินเดือนที่นายอดัมได้รับจากบริษัทเดือนละ 5 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภท ที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

2 เงินที่ได้รับเป็นค่าตอบแทน 5 หมื่นบาท จากการไปเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยฯ และค่าตอบแทนอีก 1 แสนบาท จากการเป็นวิทยากรหลักสูตรระยะสั้น เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตาม มาตรา 40 (2) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทํางานให้

3 เงินปันผลจากการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จํานวน 7 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข) เพราะเป็นเงินได้ที่เป็นเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท

ส่วนการหักลดหย่อนนั้น นายอดัมสามารถหักลดหย่อนสําหรับตนเองในฐานะผู้มีเงินได้ตาม มาตรา 47 (1) (ก) จํานวน 30,000 บาท และหักลดหย่อนสําหรับภริยาตามมาตรา 47 (1) (ข) ได้อีกจํานวน 30,000 บาท ส่วนบุตรชายอายุ 10 ปี ไม่สามารถนํามาหักลดหย่อนได้เนื่องจากบุตรผู้เยาว์มีเงินได้ในปีภาษีถึง 15,000 บาท และเงินได้จากค่าถ่ายโฆษณานั้นไม่ใช่เงินได้พึงประเมินที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42

 

ข้อ 3 บริษัท เรือบินไทย จํากัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทศจีน มีวัตถุประสงค์กระทํากิจการขนส่งทางอากาศในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย ในรอบระยะ เวลาบัญชี 2558 บริษัท เรือบินไทย จํากัด ทําการขนสินค้าและคนโดยสาร ต้นทางจากประเทศจีน ผ่านเข้าประเทศไทยและออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอินเดียปลายทาง โดยได้รับเงิน 50 ล้านบาท เป็นค่าขนส่งสินค้า และส่วนอีก 30 ล้านบาท เป็นค่าขนผู้โดยสาร โดยได้ชําระเงิน ทั้งสองจํานวนที่ประเทศต้นทางให้แก่นายอํานวยพนักงานสัญชาติไทยของบริษัทฯ ให้วินิจฉัยว่า เงินได้รายการดังกล่าว บริษัท เรือบินไทย จํากัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 66 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของต่างประเทศ และกระทํากิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทํากิจการในที่อื่น รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกําไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทําในประเทศไทย”

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กําหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษี เงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทํากิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสารค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

(2) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์ อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”

วินิจฉัย

โดยหลัก บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทํา กิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทย และกิจการที่กระทําเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ ในกรณีรับขนคนโดยสาร ต้องเป็นการเรียกเก็บค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดในประเทศไทย ส่วนกรณีรับขนของ ต้องเป็น การขนของออกนอกประเทศเท่านั้นจึงจะมีหน้าที่เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อบริษัท เรือบินไทย จํากัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตาม กฎหมายของประเทศจีน โดยมีวัตถุประสงค์กระทํากิจการขนส่งทางอากาศในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ รวมทั้ง ประเทศไทย การที่บริษัท เรือบินไทย จํากัด ได้รับเงิน 50 ล้านบาท เป็นค่าขนส่งสินค้า และจํานวน 30 ล้านบาท เป็นค่าขนส่งผู้โดยสารในรอบระยะเวลาบัญชี 2558 นั้น เงินได้ทั้ง 2 รายการดังกล่าวนั้น บริษัท เรือบินไทย จํากัด ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคแรก เพราะบริษัท เรือบินไทย จํากัด มิได้เป็นนิติบุคคลที่ จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง เพราะแม้ บริษัท เรือบินไทย จํากัด จะได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ แต่เงินได้ทั้ง 2 รายการ ดังกล่าวมิได้เกิดจากกิจการที่กระทําในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทย

และนอกจากนั้นเงินได้จํานวน 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าขนส่งสินค้านั้น เป็นรายได้จากการรับ ขนสินค้าจากประเทศจีนผ่านเข้าประเทศไทยและออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอินเดีย มิใช่เป็นการขนส่ง สินค้าออกจากประเทศไทย จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 (2) และเงินได้จํานวน 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าขนส่งผู้โดยสารนั้น เป็นรายได้จากการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ประเทศจีนมิได้เรียกเก็บในประเทศไทย จึงไม่ต้องนํารายได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นกัน เพราะกรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 67 (1)

สรุป เงินได้ทั้งสองจํานวนดังกล่าว บริษัท เรือบินไทย จํากัด ไม่ต้องนํามาเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร