LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะสำคัญกี่ประการ อะไรบ้าง ให้ระบุรายละเอียด

ธงคำตอบ

องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ

1. องค์การวิชาชีพ

เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพและมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

2. การศึกษาอบรมเป็นพิเศษ

เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด คนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้นทำเพื่อสังคม วิชาชีพของตนนั้นจำเป็นต่อสังคม และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม โดยปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ

3. เจตนารมณ์รับใช้ประชาชน

เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ

4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล

ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเอง

ก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน

ข้อ 2. (ก) หลักการเป็นทนายความที่ดีต้อง “ไม่ลวงศาล” ท่านเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร จงอธิบาย

(ข) นายจึงโจ้ได้มอบนาฬิการาคาเรือนละ 1 ล้านบาท ให้แก่นางสาวจอมใจแฟนสาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ต่อมาทั้งคู่เลิกกัน นายจึงโจ้เอ่ยปากขอนาฬิกาคืน แต่นางสาวจอมใจอ้างว่าได้ขายนาฬิกาไปแล้ว นายจึงโจ้โกรธมากและอยากได้นาฬิกาคืน จึงมาปรึกษาและจ้างนายแจ่มทนายความเพื่อฟ้องคดี นายแจ่มจึงแนะนำว่าจะทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมา 1 ฉบับ ยอดเงินกู้ 1 ล้านบาท และปลอมลายมือชื่อนางสาวจอมใจเป็นผู้กู้ พร้อมทั้งให้นายจึงโจ้เบิกความต่อศาลว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โดยอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล นายจึงโจ้อยากได้นาฬิกาคืน จึงเบิกความตามที่นายแจ่มแนะนำ ดังนี้ นายแจ่มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

(ก) หลักการเป็นทนายความที่ดีต้อง “ไม่ลวงศาล” หมายความว่า ทนายความจะต้องไม่กระทำการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 7 ที่ว่า “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง” นั่นเอง ทั้งนี้เพราะทนายความเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม โดยทนายความมีหน้าที่ช่วยศาลหาความจริงในคดี ช่วยศาลรักษาไว้หรือผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม แต่ถ้าหากทนายความเป็นผู้กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายให้ศาลหลงเสียเอง เช่น หนี้การพนันซึ่งเป็นหนี้ที่กฎหมายไม่รับรองให้นำมาฟ้องร้องบังคับคดีกัน แต่ทนายความทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนี้เงินกู้ เพื่อมาฟ้องคดี ย่อมถือว่าเป็นการลวงศาลซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาแล้ว ยังถือว่าเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอีกด้วย

(ข) หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมาเสนอต่อศาล หรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

วินิจฉัย

การที่นายจึงโจ้ได้มอบนาฬิการาคาเรือนละ 1 ล้านบาท ให้แก่นางสาวจอมใจแฟนสาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ต่อมาทั้งคู่เลิกกัน นายจึงโจ้เอ่ยปากขอนาฬิกาคืน แต่นางสาวจอมใจอ้างว่าได้ขายนาฬิกาไปแล้ว นายจึงโจ้โกรธมากและอยากได้นาฬิกาคืน จึงมาปรึกษาและจ้างนายแจ่มทนายความเพื่อฟ้องคดี นายแจ่มจึงแนะนำว่าจะทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมา 1 ฉบับ ยอดเงินกู้ 1 ล้านบาท และปลอมลายมือชื่อนางสาวจอมใจเป็นผู้กู้ พร้อมทั้งให้นายจึงโจ้เบิกความต่อศาลว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โดยอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล นายจึงโจ้อยากได้นาฬิกาคืน จึงเบิกความตามที่นายแจ่มแนะนำนั้น การกระทำของนายแจ่มถือว่าเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ และเป็นการเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 8 และการอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล ย่อมถือว่าเป็นการกล่าวความหรือทำเอกสารเท็จอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 7 ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายแจ่ม จึงถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8

สรุป การกระทำของนายแจ่มเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8

ข้อ 3. หลักความเป็นอิสระ มีความเกี่ยวข้องและสำคัญอย่างไรกับจริยธรรมของตุลาการ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักความเป็นอิสระ (Independence) ของตุลาการ

ความเป็นอิสระของตุลาการถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ผู้พิพากษาจึงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระปราศจากอิทธิพลหรือการแทรกแซงใด ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในระบบตุลาการ ดังนั้น การพิจารณาพิพากษาคดีจึงต้องกระทำโดยอาศัยการประเมินข้อเท็จจริงที่ได้รับและความรู้ความเข้าใจทางด้านกฎหมาย นอกจากหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ผู้พิพากษายังมีหน้าที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2563

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า “กฎหมายมาจากประชาชน” แต่มนุษย์สร้างกฎหมายขึ้นมาในสังคมโดยมีวัตถุประสงค์ใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มนุษย์สร้างกฎหมายขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อป้องกันสังคม และเพื่อป้องกันตนเอง

1. การป้องกันสังคม การกระทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินจะก่อให้เกิดข้อพิพาทต่อสู้แก้แค้นกันไม่มีที่สิ้นสุด หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น สังคมจะแตกสลายไม่อาจโยงยึดสมาชิกให้อยู่รวมกันเป็นสังคมได้ สังคมจึงต้องเข้ามามีบทบาทห้ามไม่ให้มีการกระทำเช่นนั้น หากผู้ใดได้กระทำลงต้องนำมาจัดการลงโทษ เพื่อไม่ให้มีการแก้แค้นกันเองหรือเพื่อไม่ให้มีการกระทำเช่นนั้นอีก กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงเกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เช่นนั้น

2. การป้องกันตนเอง เมื่อมนุษย์ยอมมอบอำนาจและยอมเคารพเชื่อฟังสังคมให้ดำเนินการต่าง ๆ ที่อาจกระทบสิทธิเสรีภาพของตนได้ ทั้งนี้หมายความรวมถึง “รัฐ” อันเป็นสังคมใหญ่ อำนาจที่รัฐใช้เรียกว่า “อำนาจรัฐ” ซึ่งพึงมีอำนาจยิ่งใหญ่ยากที่ปัจเจกชนจะขัดขืน ทำอย่างไรสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจะไม่กลับมาทำร้ายมนุษย์เสียเอง มนุษย์ไม่ได้เป็นเหยื่อของอาชญากรรมเท่านั้น อาจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมได้ด้วย มนุษย์จึงตีกรอบ กำหนดเงื่อนไข ขั้นตอนการใช้อำนาจรัฐเพื่อป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรม

ข้อ 2. (ก) หลักสุจริต ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของทนายความอย่างไร จงอธิบาย

(ข) นายพริกว่จ้างนายแพงให้เป็นทนายความในคดีฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์มรดก โดยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 500,000 บาท อีกทั้งมอบหมายให้นายแพงเป็นตัวแทนรับมอบนาฬิกาคืนจากเพื่อนที่ยืมไปใส่ เมื่อคดีเสร็จสิ้น นายพริกแพ้คดี จึงปฏิเสธไม่จ่ายค่าจ้างว่าความ นายแพงจึงไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิยึดหน่วงไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างว่าความ

ดังนี้ นายแพงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

(ก) หลักสุจริต ได้ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต” จากหลักกฎหมายดังกล่าวนข้างต้น ทนายความจึงต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อลูกความที่มอบความไว้วางใจให้ช่วยเหลือดำเนินคดีแทนให้ โดยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือแก้ไขปัญหาทางกฎหมายให้ลูกความอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดต่อลูกความ และจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของลูกความให้มากที่สุด และป้องกันไม่ให้ลูกความของตนเสียผลประโยชน์อย่างดีที่สุด

(ข) หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครองหรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพริกว่าจ้างนายแพงให้เป็นทนายความในคดีฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดก โดยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 500,000 บาท อีกทั้งมอบหมายให้นายแพงเป็นตัวแทนรับมอบนาฬิกาคืนจากเพื่อนที่ยืมไปใส่ เมื่อคดีเสร็จสิ้น นายพริกแพ้คดี จึงปฏิเสธไม่จ่ายค่าจ้างว่าความ นายแพงจึงไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิยึดหน่วงไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างว่าความนั้น การกระทำของนายแพงที่ไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก ย่อมถือว่าเป็นการหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 15

สรุป นายแพงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 15

ข้อ 3. นายอภิศักดิ์เป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง และเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายอภิเดชเป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์เป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ หลังจากที่นายอภิศักดิ์สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว นายอภิชัยเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดเดียวกันซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ ทราบว่านายอภิสิทธิ์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว นายอภิชัยจึงเข้าไปพบนนายอภิศักดิ์และสอบถามถึงผลของการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยว่านายอภิศักดิ์เชื่อพยานโจทก์หรือพยานจำเลย และขอให้นายอภิศักดิ์พิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ที่เป็นเพื่อนนักเรียน นายอภิศักดิ์เพียงแต่นิ่งเฉยและไม่ตอบคำถามใด ๆ ของนายอภิชัย รวมทั้งไม่รับปากว่าจะช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ตามที่นายอภิชัยขอให้ช่วย

ดังนี้ นายอภิศักดิ์และนายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายอภิศักดิ์และนายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายอภิศักดิ์

การที่นายอภิชัยผู้พิพากษาในศาลจังหวัดเดียวกันกับนายอภิศักดิ์ได้เข้าไปสอบถามนายอภิศักดิ์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนถึงผลของการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยว่านายอภิศักดิ์เชื่อพยานโจทก์หรือพยานจำเลย และขอให้นายอภิศักดิ์ช่วยพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน นายอภิศักดิ์เพียงแต่นิ่งเฉย และไม่ตอบคำถามใด ๆ ของนายอภิชัย ซึ่งรวมถึงผลของคดีว่าใครจะชนะหรือแพ้รวมทั้งไม่ได้รับปากว่าจะช่วยพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามที่นายอภิชัยขอนั้น ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการกำหนดไว้เป็นความผิดในถามที่นายอภิศักดิ์ไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าวของนายอภิชัย ดังนั้น นายอภิศักดิ์จึงไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

กรณีของนายอภิชัย

การที่นายอภิชัยเข้าไปสอบถามนายอภิศักดิ์ถึงผลของคดี และขอให้นายอภิศักดิ์ช่วยพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายอภิศักดิ์เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายอภิสิทธิ์เพื่อนของนายอภิชัยถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นั้น การกระทำดังกล่าวของนายอภิชัยถือว่าเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

สรุป นายอภิศักดิ์ไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

แต่นายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ทนายความในประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ทนายความในประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่

1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้

2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกขุนเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะต้องตรวจและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้

การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่าในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม

ข้อ 2. นายเอกเป็นทนายความ รับเป็นทนายความในคดีที่นายโทฟ้องเรียกรถยนต์คืนจากนายตรีฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ตกลงค่าจ้างว่าความ 50,000 บาท โดยจะชำระให้เมื่อคดีเสร็จสิ้น ในการทำหน้าที่ นายโทมอบหมายให้นายเอกมีอำนาจฟ้องคดี ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ประนีประนอมยอมความ และรับชำระหนี้แทนตน ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณา นายตรีตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล และได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นายโท นายเอกเห็นว่าคดีเสร็จสิ้น และนายตรีได้ส่งมอบรถยนต์แล้ว จึงเรียกค่าจ้างว่าความจากนายโท แต่นายโทปฏิเสธไม่จ่าย โดยอ้างว่าไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเพราะนายเอกไปทำสัญญายอมความเสียก่อน นายเอกจึงไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืน และขอใช้สิทธิยึดหน่วงรถยนต์ไว้จนกว่าจะได้รับค่าจ้างว่าความ

ดังนี้ นายเอกประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกเป็นทนายความ รับเป็นทนายความในคดีที่นายโทฟ้องเรียกรถยนต์คืนจากนายตรีฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ตกลงค่าจ้างว่าความ 50,000 บาท โดยจะชำระให้เมื่อคดีเสร็จสิ้น ในการทำหน้าที่นายโทมอบหมายให้นายเอกมีอำนาจฟ้องคดี ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ประนีประนอมยอมความ และรับชำระหนี้แทนตน ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณา นายตรีตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล และได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นายโท เมื่อนายเอกเห็นว่าคดีเสร็จสิ้น และนายตรีได้ส่งมอบรถยนต์แล้ว จึงเรียกค่าจ้างว่าความจากนายโท แต่นายโทปฏิเสธไม่จ่าย โดยอ้างว่าไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเพราะนายเอกไปทำสัญญายอมความเสียก่อน นายเอกจึงไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืน และขอใช้สิทธิยึดหน่วงรถยนต์ไว้จนกว่าจะได้รับค่าจ้างว่าความนั้น การกระทำของนายเอกถือเป็นการหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15

สรุป นายเอกประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15

ข้อ 3. นายกิ่งและนายก้านเป็นองค์คณะในคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน นายแก้วได้นำคดีมาปรึกษาองค์คณะก่อนทำคำพิพากษา ปรากฏว่านายกิ่งและนายก้านไม่เห็นด้วยที่จะลงโทษจำคุกจำเลย นายแก้วจึงไปหารือกับนายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสเพื่อให้ช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วที่เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่นายกิ่งและนายก้านไม่ยอมปฏิบัติตาม

ดังนี้ นายแก้วและนายกรุงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 11 “ในการปรึกษาคดี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจักต้องตระเตรียมคดีนั้นล่วงหน้าอย่างถี่ถ้วนและจักต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อองค์คณะอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะจักต้องร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นและเหตุผลประกอบเสมือนหนึ่งตนเป็นเจ้าของสำนวนคดีเรื่องนั้นเอง ผู้พิพากษาที่ร่วมกันพิจารณาคดีพึงเคารพในความคิดเห็นและเหตุผลของกันและกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม”

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกิ่งและนายก้านเป็นองค์คณะในคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เมื่อนายแก้วได้นำคดีมาปรึกษาองค์คณะก่อนทำคำพิพากษา ปรากฏว่านายกิ่งและนายก้านไม่เห็นด้วยที่จะลงโทษจำคุกจำเลย นายแก้วจึงไปหารือกับนายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสเพื่อให้ช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนั้น การกระทำของนายแก้วถือว่าเป็นการไม่เคารพในความคิดเห็นและเหตุผลของผู้พิพากษาในองค์คณะ ดังนั้น จึงถือว่านายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 11

ส่วนการที่นายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านผู้พิพากษาในองค์คณะให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วนั้น การกระทำของนายกรุงถือว่าเป็นการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้น จึงถือว่านายกรุงประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

สรุป นายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 11

ส่วนนายกรุงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2562

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายประการหนึ่ง คือ เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล นักศึกษาเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เป็นเจ้าหน้าที่ของศาลนั้น ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพนักกฎหมาย เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรมซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ถ้าแพทย์เอกชนที่เปิดคลินิกส่วนตัวก็ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แต่ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเองก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน ผู้พิพากษาจะไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดกับอัยการและทนายความ อัยการและทนายความก็จะไม่รู้สึกว่าผู้พิพากษาจู้จี้เรื่องมาก เพราะเห็นว่าต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แสดงบทบาทเพื่อแสวงหาความจริง แต่ละคนมีหน้าที่ของตน ถือว่าเป็นกลไกตัวหนึ่งในระบบเคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน การทำงานในศาลก็ไม่เกิดข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม

ข้อ 2. นางสาวบัวถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง จึงได้แต่งตั้งให้นายกุหลาบมาเป็นทนายความในคดีนี้ นายกุหลาบเห็นว่านางสาวบัวไม่รู้ข้อกฎหมายจึงกล่าวว่าตนรู้จักเจ้าพนักงานที่สามารถช่วยเหลือทางคดีให้นางสาวบัวไม่ต้องรับผิดได้อย่างแน่นอน แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในการดำเนินการ 20,000 บาท นางสาวบัวตกลงและได้นำเงินมาชำระให้นายกุหลาบ ต่อมาศาลพิพากษาให้นางสาวบัวจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 500,000 บาท โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์น่าเชื่อถือ ประกอบกับนางสาวบัวไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์โต้แย้งพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ เพราะนายกุหลาบไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ นายกุหลาบประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางสาวบัวถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง จึงได้แต่งตั้งให้นายกุหลาบมาเป็นทนายความในคดีนี้ นายกุหลาบเห็นว่านางสาวบัวไม่รู้ข้อกฎหมายจึงกล่าวว่าตนรู้จักเจ้าพนักงานที่สามารถช่วยเหลือทางคดีให้นางสาวบัวไม่ต้องรับผิดได้อย่างแน่นอน แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในการดำเนินการ 20,000 บาท นางสาวบัวตกลงและได้นำเงินมาชำระให้นายกุหลาบนั้น ถือเป็นกรณีที่นายกุหลาบทนายความใช้อุบายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ จึงถือว่านายกุหลาบประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 14

และต่อมาศาลได้พิพากษาให้นางสาวบัวจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 500,000 บาท โดยเห็นว่าพยานหลักฐานน่าเชื่อถือ ประกอบกับนางสาวบัวไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์โต้แย้งพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ เพราะนายกุหลาบไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนดนั้น การที่นายกุหลาบไม่ยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าเป็นการละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน จึงถือว่านายกุหลาบประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2)

สรุป นายกุหลาบประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 และข้อ 14

ข้อ 3. ในการพิจารณาคดีอาญา พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายเก่งเป็นจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนสั้นไม่มีทะเบียน (ปืนเถื่อน) จำนวน 4 กระบอก ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนสั้นไม่มีทะเบียน (ปืนเถื่อน) จำนวน 4 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 94 นัด นำติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สาเหตุเพราะในวันเกิดเหตุ นายเก่งเสพยาบ้าเกิดอาการมึนเมา ได้ใช้อาวุธปืนสั้นไม่มีทะเบียน (ปืนเถื่อน) จำนวน 4 กระบอก ที่นำติดตัวมายิงเข้าไปยังบ้านเรือนหลายหลัง จำนวน 21 นัด แต่มีบ้านหลังหนึ่งขณะนั้นนายไก่นอนหลับพักผ่อนอยู่ในบ้าน ทำให้กระสุน 1 นัด ยิงถูกปลายนิ้วโป้งเท้าซ้ายของนายไก่ได้รับบาดเจ็บ นายไก่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 5,000 บาท เมื่อถึงวันนัดสอบคำให้การจำเลย นายไก่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และยื่นคำร้องขอให้นายเก่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายไก่จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นายกริชผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายไก่ ขณะที่นายกริชผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและนายเกริกผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในคดีดังกล่าวนอกนั่งพิจารณาคดี ในวันนั้นมีพนักงานอัยการ นายไก่ซึ่งเป็นโจทก์ร่วม นายเก่งซึ่งเป็นจำเลย และทนายจำเลยมาศาล นายกริชและนายเกริกได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยนายกริชพูดกับนายเก่งว่าได้ตรวจสำนวนและพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีความชัดเจนมากเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดทั้งสามข้อหาตามฟ้องจริง หากนายเก่งไม่ยอมให้การรับสารภาพตามฟ้องและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายไก่จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนเป็นที่พอใจของนายไก่แล้ว นายเก่งอาจถูกลงโทษสถานหนักต้องรับโทษจำพุก หลังจากนั้นนายเกริกพูดกับนายเก่งว่าหากนายเก่งสำนึกว่ากระทำความผิดจริงก็ให้การรับสารภาพในตอนนี้ ศาลจะยอมลดโทษจำคุกให้กึ่งหนึ่งในทันที โทษหนักจะได้เบาลง

ดังนี้ การกระทำของนายกริชผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนายเกริกผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะนั้น มีความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อใดหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมยกหลักประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการประกอบ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 8 “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล ผู้พิพากษาพึงชี้แจงให้คู่ความทุกฝ่ายตระหนักถึงผลดีผลเสียในการดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ จักต้องไม่ให้คำมั่น หรือบีบบังคับให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอใด ๆ หรือให้จำเลยรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ และจักต้องไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระแวงว่าผู้พิพากษาฝักใฝ่ช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกระทำของนายกริชผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนายเกริกผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะนั้น เป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีแรก การที่นายกริชผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพูดกับนายเก่งหรือจำเลยว่าได้ตรวจสำนวนและพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีความชัดเจนมากเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดทั้งสามข้อหาตามฟ้องจริง หากนายเก่งไม่ยอมให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายไก่จำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนเป็นที่พอใจของนายไก่แล้ว นายเก่งอาจถูกลงโทษสถานหนักต้องติดคุกหัวโตนั้น การกระทำของนายกริชเป็นการพูดกับนายเก่งที่เป็นจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีในทำนองบีบบังคับให้นายเก่งที่เป็นจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ เป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 8

กรณีที่สอง การที่นายเกริกผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะพูดกับนายเก่งหรือจำเลยว่าหากรู้สำนึกว่ากระทำความผิดจริงก็ให้การรับสารภาพในตอนนี้ ศาลจะยอมลดโทษให้กึ่งหนึ่งทันที โทษหนักจะได้เบาลงนั้น การกระทำของนายเกริกเป็นการให้คำมั่นแก่นายเก่งที่เป็นจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีเพื่อให้นายเก่งที่เป็นจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ เป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 8 เช่นกัน

สรุป การกระทำของนายกริชและนายเกริกเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 8 ทั้งสองคน ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. การศึกษาและอบรมเป็นพิเศษทางความคิดของวิชาชีพนักกฎหมายมุ่งปลูกฝังอุดมคติในประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การศึกษาและอบรมเป็นพิเศษทางความคิดของวิชาชีพนักกฎหมายนั้น จะมุ่งปลูกฝังอุดมคติใน 2 ประเด็น คือ

  1. ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด ผู้พิพากษาก็ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม อัยการก็จะสั่งฟ้องอย่างยุติธรรม ทนายความก็จะต้องต่างคดีแทนประชาชนอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ถ้าลูกความกระทำผิดควรหาทางช่วยเหลือในแง่กฎหมายว่ามีเหตุที่จะได้รับการยกเว้นความผิด หรือเหตุที่จะได้รับการยกเว้นโทษอย่างไร ไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงให้กลายเป็นถูกกฎหมาย

  2. ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของส่วนตนหรือของหมู่คณะ ให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชน ไม่ใช่เป็นคนของวงการวิชาชีพ เช่น ถ้าทนายความคนอื่นมีคดีพิพาทกับประชาชน เราในฐานะทนายความต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ว่าถ้าประชาชนพิพาทกับทนายความแล้วจะไม่มีทนายความอื่นให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเลย

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความให้กับนายไก่ ต่อมาอีก 1 เดือน นายแดงได้เรียกร้องเงินจำนวน 10,000 บาท จากนายไก่ โดยอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงข้าวผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายไก่จึงมอบเงินให้ ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดี ในวันนัดฟังคำพิพากษานายแดงไม่มาศาล โดยนายไก่มาศาลแต่เพียงผู้เดียว นายไก่จึงลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเองโดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย และนายแดงไม่ได้สอบถามนายไก่ว่าจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่แต่อย่างใด จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ทำให้นายไก่ไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายแดงประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความให้กับนายไก่ ต่อมานายแดงได้เรียกร้องเงินจำนวน 10,000 บาท จากนายไก่ โดยอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงข้าวผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายไก่จึงมอบเงินให้ ย่อมถือว่านายแดงได้ใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ จึงถือว่านายแดงได้ประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 14

และนอกจากนั้นนายแดงยังประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 12 ด้วย เพราะแม้แต่นายไก่จะได้ลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเองโดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่นายแดงซึ่งเป็นทนายความมีหน้าที่ติดตามผลคดีเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป ดังนั้น การที่นายแดงไม่มาติดตามผลคำพิพากษาปล่อยให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ทำให้นายไก่ไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จึงถือเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำเกี่ยวแก่การดำเนินคดีของลูกความ ซึ่งถือเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 12 (2)

สรุป นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความ ข้อ 12 และข้อ 14

ข้อ 3. นายเทพผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านพัก ปรากฏว่ามีนายชัยเจ้าของโรงงานทำมะม่วงกวน นำมะม่วงกวนราคา 500 บาท มามอบให้แก่นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแขก ต่อมานายกรุงเจ้าของห้างสรรพสินค้าในจังหวัด นำนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท มามอบให้นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่ ส่วนนางปราณีภริยานายเทพต่อหน้านายเทพเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ทั้งนายเทพและนางปราณีรับไว้ และนายนครโจทก์ในคดีแพ่งที่นายเทพเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ได้นำกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท มามอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ นายเทพรับไว้และนำมาเลี้ยงแขกในงานปีใหม่ ดังนั้น การกระทำของนายเทพและนางปราณีที่รับของขวัญทั้ง 4 รายการดังกล่าว เป็นการกระทำผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายโดยยกประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกระทำของนายเทพและนางปราณีที่รับของขวัญทั้ง 4 รายการดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายเทพผู้พิพากษาศาลจังหวัดได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านพัก มีนายชัยเจ้าของโรงงานทำมะม่วงกวน นำมะม่วงกวนราคา 500 บาท มามอบให้แก่นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแขก กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 เพราะเป็นการรับของกำนัลตามประเพณีในสังคม และมีมูลค่าไม่เกินกว่าที่พึงจะให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ประกอบกับไม่ปรากฏว่านายชัยให้เป็นคู่ความในคดีที่นายเทพเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน

  2. การที่นายเทพรับนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่จากนายกรุงเจ้าของห้างสรรพสินค้าในจังหวัด แม้ว่าจะมีประเพณีให้ของขวัญปีใหม่แก่กัน แต่นาฬิกาข้อมือมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ถือว่าการที่นายเทพรับนาฬิกาข้อมือจากนายกรุงเป็นการผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

  3. การที่นางปราณีภริยานายเทพรับแหวนเพชรจำนวน 1 วง มูลค่า 250,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่จากนางอัญชลีเจ้าของร้านขายเพชรนั้น ถือว่านายเทพประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 เช่นกัน เพราะเป็นการที่นายเทพไม่ดูแลนางปราณีคู่สมรสซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีประเพณีในสังคมที่มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่กันแต่แหวนเพชรมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้แก่กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม

  4. การที่นายนครโจทก์ในคดีแพ่งที่นายเทพผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและอยู่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ยังไม่แล้วเสร็จ ได้นำกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท มามอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ และนายเทพรับไว้และนำไปเลี้ยงแขกในงานเลี้ยงปีใหม่ แต่ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 บัญญัติห้ามผู้พิพากษารับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความ แม้ว่าของดังกล่าวจะมีราคาเพียง 1,000 บาท ก็ตามก็ถือว่านายเทพผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

ส่วนนางปราณีไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการเป็นเพียงภริยานายเทพซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดจึงไม่ถือว่านางปราณีผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่ประการใด

สรุป 1. การกระทำของนายเทพ กรณีรับนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท จากนายกรุง และกรณีที่นางปราณีภริยานายเทพรับแหวนเพชรจำนวน 1 วง มูลค่า 250,000 บาท จากนางอัญชลี เป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

2. การกระทำของนายเทพ กรณีรับกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท จากนายนคร เป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

3. ส่วนนางปราณีไม่ถือว่ากระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ เพราะนางปราณีไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการ

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2561

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ คณะกรรมการสอบสวนใช้วิธีพิจารณาคดีแบบใด และมีความแตกต่างกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

คณะกรรมการสอบสวนคดีมรรยาททนายความใช้วิธีพิจารณาคดีในระบบไต่สวน ซึ่งแตกต่างจากศาลยุติธรรมที่ใช้ระบบกล่าวหา (การให้คะแนนขึ้นอยู่กับการอธิบายของนักศึกษา)

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความ รับว่าความที่คดีนายชมพูถูกฟ้องเป็นคดีอาญาคดีฉ้อโกง นายแดงได้เรียกค่าทนายความสูงถึง 5 ล้านบาท ในการดำเนินคดี นายชมพูเห็นว่าค่าทนายความที่นายแดงเรียกนั้นสูงมากกว่าทนายคนอื่นถึงสามเท่า แต่นายชมพูตกลงให้นายแดงเป็นทนายว่าความให้ เพราะเห็นว่านายแดงเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงของจังหวัด โดยในวันนัดฟังคำพิพากษา นายแดงไม่ไปฟังคำพิพากษาด้วย เพราะมีธุระด่วนต้องไปงานศพพ่อที่ต่างจังหวัด จึงได้ให้นายชมพูมาฟังคำพิพากษาแต่เพียงผู้เดียว และนายชมพูได้ลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเอง โดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย และนายชมพููก็ไม่ได้แจ้งให้นายแดงทราบ นายแดงจึงเข้าใจว่านายชมพูไม่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ดังนี้ นายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความรับว่าความที่คดีนายชมพูถูกฟ้องดังกล่าว นายแดงได้เรียกค่าทนายความสูงถึง 5 ล้านบาท ในการดำเนินคดีนั้น การกระทำของนายแดงถือเป็นการประกอบอาชีพที่มุ่งเอารัดเอาเปรียบประชาชนมากกว่าการให้ความช่วยเหลือรับใช้ประชาชน ไม่ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของทนายความ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติตนอันเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความข้อ 18

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายชมพูเห็นว่าค่าทนายความที่นายแดงเรียกนั้นสูงมาก แต่นายชมพูก็ยังตกลงให้นายแดงเป็นทนายว่าความให้เพราะเห็นว่านายแดงเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงของจังหวัด โดยในวันนัดฟังคำพิพากษา นายแดงไม่ไปฟังคำพิพากษาด้วยเพราะมีธุระด่วน จึงได้ให้นายชมพูมาฟังคำพิพากษาแต่เพียงผู้เดียว และนายชมพูได้ลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเองโดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย และนายชมพููก็ไม่ได้แจ้งให้

นายแดงทราบ นายแดงจึงเข้าใจว่านายชมพูไม่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น ถือว่านายแดงจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีของลูกความ เพราะทนายความมีหน้าที่ติดตามผลของคดีและถามความประสงค์ของลูกความว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่ ถือว่านายแดงผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2)

สรุป การกระทำของนายแดงทนายความเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2) และข้อ 18

ข้อ 3. นายขาวเป็นผู้พิพากษาได้รับเชิญไปเป็นกรรมการของสมาคมขจัดความรุนแรงในครอบครัว โดยมีนางเรณูเป็นประธานสมาคมฯ ต่อมานายขาวได้นั่งพิจารณาคดีที่นายใช้สามีของนางเรณูถูกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายภรรยาสาหัส ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในโทรทัศน์ ต่อมานายขาวได้พิพากษาและได้ตัดสินให้นายใช้ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว นางเรณูในฐานะประธานสมาคมฯ จึงได้นำเสื้อยืดและนาฬิกาที่มีโลโก้ของสมาคมฯ มามอบให้แก่นายขาวเพื่อแสดงความขอบคุณที่นายขาวช่วยขจัดความรุนแรงในครอบครัว นายขาวจึงรับของไว้ ดังนี้ นายขาวประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 29 “ผู้พิพากษาไม่พึงเป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม สโมสร ชมรม หรือองค์การใดๆหรือเข้าร่วมในกิจการใดๆอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา”

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายขาวเป็นผู้พิพากษาได้รับเชิญไปเป็นกรรมการของสมาคมขจัดความรุนแรงในครอบครัว โดยมีนางเรณูเป็นประธานสมาคมดังกล่าวนั้น การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29

และต่อมานายขาวได้นั่งพิจารณาคดีที่นายใช้ (สามีของนางเรณู) ถูกฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายภรรยาสาหัส ซึ่งนายขาวได้พิพากษาและได้ตัดสินให้นายใช้ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้วนางเรณูในฐานะประธานสมาคมฯ จึงได้นำเสื้อยืดและนาฬิกาที่มีโลโก้ของสมาคมฯ มามอบให้แก่นายขาวเพื่อแสดงความขอบคุณที่นายขาวช่วยขจัดความรุนแรงในครอบครัว นายขาวจึงรับของไว้นั้น ถือว่าการกระทำของนายขาวผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 เพราะผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

สรุป นายขาวประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 แต่ไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29

LAW4105 (LAW4105) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย ซ่อม1/2561

การสอบซ่อมภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4105) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายประการหนึ่งคือต้องมีองค์การวิชาชีพ อยากทราบว่าหน้าที่ขององค์การวิชาชีพมีกี่ประการ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

หน้าที่ขององค์การวิชาชีพ มี 2 ประการ ดังนี้คือ

1. การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกวิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เช่น ถ้าแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ยาไม่ถูก คนไข้อาจตายได้ หรือถ้าทนายความไม่รู้กฎหมาย ไม่ยื่นฟ้องภายในกำหนด คดีอาจขาดอายุความ ทำให้ลูกความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงต้องจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้นเนติบัณฑิตยสภาของทุกประเทศจึงทดลองความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้

(2) ควบคุมวินัยและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมารยาทข้อหนึ่งว่า เมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้ว ต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน

(3) ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งทำอาชีพ อาชีพนี้ต้องผูกขาด องค์การวิชาชีพจึงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ตัวอย่างเช่น องค์การวิชาชีพแพทย์จะต้องดูแลไม่ให้พยาบาลทำงานอย่างแพทย์ หรือองค์การวิชาชีพนักกฎหมายก็มีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี หรือการทวงหนี้ล้วนเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งสิ้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้ผู้อื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้น จะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมระดับหนึ่ง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐาน ถ้าปล่อยให้ประกอบอาชีพก็อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้

2. การส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้วจึงต้องอบรมให้ทราบเรื่องราวใหม่ ๆ ด้วย เช่น ในขณะนี้มีวิทยาการใหม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องจัดการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ หรือการค้าระหว่างประเทศกำลังมีปัญหาเรื่องการกีดกันสินค้าโดยตั้งเงื่อนไขการนำเข้าหรือตั้งกำแพงภาษี ต้องพยายามส่งเสริมให้ทนายความในประเทศมีความรู้เพื่อที่จะแนะนำลูกความของตนได้

(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ คอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ได้รับค่าตอบแทนต่ำจนเกินไปจนกระทั่งไม่สามารถดำรงชีวิตตามสมควรอยู่ได้ ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากัน

(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายถึงทัศนะของผู้อื่นที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้วย เช่น สมัยก่อนคนไทยมักจะมองทนายความว่าเป็นเจ้าถ้อยหมอความตีนโรงตีนศาล หมายความว่าผู้ประกอบวิชาชีพทนายความเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล ดังนั้นองค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคมสมควรได้รับการยกย่องนับถือ

ข้อ 2. นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองในคดีชิงทรัพย์ นายสองได้ทำพยานหลักฐานเท็จ โดยนายหนึ่งรู้แต่ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด เมื่อเสร็จการพิจารณาคดี นายสองแพ้ถูกลงโทษจำคุก นายหนึ่งได้เจอนายสมชาติผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีที่ร้านอาหาร นายหนึ่งเมาจึงเข้าไปชี้หน้าและด่านายสมชาติว่า “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยเจอผู้พิพากษาที่ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินคดีได้ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน” จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายหนึ่งและนายสองประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 6 “ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล หรือกระทำการใดอันเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในศาลหรือนอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา”

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาว่าจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองในคดีชิงทรัพย์ นายสองได้ทำพยานหลักฐานเท็จ โดยนายหนึ่งรู้แต่ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใดนั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางอ้อมที่ช่วยทำพยานหลักฐานเท็จ ส่วนนายสองไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความแต่อย่างใด เพราะนายสองไม่ใช่ทนายความ

และต่อมาเมื่อเสร็จการพิจารณาคดี นายสองแพ้คดีถูกลงโทษจำคุก เมื่อนายหนึ่งได้เจอนายสมชาติผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีที่ร้านอาหาร นายหนึ่งเมาจึงเข้าไปชี้หน้าและด่านายสมชาติว่า “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ยังไม่เคยเจอผู้พิพากษาที่ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินคดีได้ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน” นั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 6 เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษานอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา

สรุป นายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 6 และข้อ 8 ส่วนนายสองไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ

ข้อ 3. วันหนึ่งขณะที่นายกล้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาขับรถกลับถึงบ้าน พบว่ามีรถของนายกวนเพื่อนบ้านจอดขวางอยูหน้าบ้านของตนทำให้นายกล้านำรถเข้าไปจอดในบ้านไม่ได้ นายกล้าจึงเรียกให้นายกวนมาเลื่อนรถให้เพื่อที่ตนจะได้นำรถเข้าบ้าน แต่นายกวนปฏิเสธพร้อมทั้งอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนและมีการกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง นายกล้าไม่พอใจและทราบว่านายกวนทำงานอยู่ในหน่วยงานแห่งหนึ่ง จึงร้องเรียนไปที่ผู้บังคับบัญชาของนายกวน ซึ่งผู้บังคับบัญชาของนายกวนทราบว่านายกล้าเป็นผู้พิพากษาจึงมีการตักเตือนไม่ให้นายกวนกระทำการเช่นนี้อีก เมื่อนายกวนทราบจึงนำกระเช้าของขวัญมูลค่า 5,000 บาท มามอบให้นายกล้าเพื่อขอโทษในการกระทำของตน นายกล้ารับไว้เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ดังนี้ นายกล้าประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 35/1 “ผู้พิพากษาไม่พึงร้องเรียน กล่าวหา ฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ทั้งไม่พึงใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น การร้องเรียน กล่าวหา ฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยอาศัยประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตนจะกระทำมิได้”

ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกล้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาขับรถกลับถึงบ้านแล้วพบว่ามีรถของนายกวนเพื่อนบ้านจอดขวางอยู่หน้าบ้านของตนทำให้นายกล้านำรถเข้าไปจอดในบ้านไม่ได้ นายกล้าจึงเรียกให้นายกวนมาเลื่อนรถให้เพื่อที่ตนจะได้นำรถเข้าบ้าน แต่นายกวนปฏิเสธพร้อมทั้งอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนและมีการกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง นายกล้าไม่พอใจและทราบว่านายกวนทำงานอยู่ในหน่วยงานแห่งหนึ่ง จึงร้องเรียนไปที่ผู้บังคับบัญชาของนายกวน ซึ่งผู้บังคับบัญชาของนายกวนทราบว่านายกล้าเป็นผู้พิพากษานั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการให้ผู้บังคับบัญชาฯ ช่วยตักเตือนในความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนายกวนซึ่งนายกล้าสามารถทำได้จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และไม่ถือว่าเป็นการร้องเรียนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่เพราะนายกล้าไม่ได้กล่าวอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตน แม้ว่าผู้บังคับบัญชาของนายกวนจะทราบก็ตาม ดังนั้นนายกล้าไม่ได้ประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 35/1 แต่อย่างใด

ต่อมาผู้บังคับบัญชาของนายกวนได้มีการตักเตือนไม่ให้นายกวนกระทำการเช่นนี้อีก และเมื่อนายกวนทราบจึงนำกระเช้าของขวัญมูลค่า 5,000 บาท มามอบให้นายกล้าเพื่อขอโทษในการกระทำของตน นายกล้ารับไว้เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันนั้น ถือเป็นการรับของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ดังนั้น นายกล้าจึงประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

สรุป นายกล้าประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 แต่ไม่ได้ประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 35/1

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. วิธีสอนกฎหมายมีกี่วิธี อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

วิธีสอนกฎหมาย มี 3 วิธี ดังนี้

  1. การบรรยาย

  2. การสัมมนา

  3. การปฏิบัติ

    หมายเหตุ นักศึกษาต้องตอบรายละเอียดตามตำราหน้า 40 – 41 ด้วย

ข้อ 2. นายแดงเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนิติกรของกระทรวงแห่งหนึ่ง และได้เข้าร่วมประชุมสอบสวนบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ซึ่งถูกกระทรวงกล่าวโทษเรื่องฉ้อโกงประชาชน ต่อมานายแดงลาออกจากกระทรวงและได้เป็นทนายความให้กรรมการของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องบริษัท เอเลี่ยน จำกัด และพวก เป็นคดีอาญาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งนายแดงได้ยื่นพยานเอกสารการประชุมของกระทรวงต่อศาลที่ระบุว่าการกระทำของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด น่าจะไม่เป็นความผิด ระหว่างพักพิจารณาคดี นายแดงอยู่ในห้องน้ำได้ยินกรรมการของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด พูดคุยความลับกันว่านายสมชายซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและจะลาออกจากบริษัทเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทสั่นคลอนได้ อีกสองวันต่อมานายแดงไปงานเลี้ยงรุ่น จึงเอาข่าวของนายสมชายไปพูดต่อให้เพื่อน ๆ ฟัง จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 11 “เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว หรือโดยอำนาจศาล”

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือหรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปฏิปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนิติกรของกระทรวงแห่งหนึ่ง และได้เข้าร่วมประชุมสอบสวนบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ซึ่งถูกกระทรวงกล่าวโทษเรื่องฉ้อโกงประชาชน ต่อมานายแดงลาออกจากกระทรวงและได้เป็นทนายความให้กรรมการของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องบริษัทดังกล่าวและพวกเป็นคดีอาญาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งนายแดงได้ยื่นพยานเอกสารการประชุมของกระทรวงต่อศาลที่ระบุว่าการกระทำของบริษัทดังกล่าวน่าจะไม่เป็นความผิดนั้น ถือว่านายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 13 เพราะนายแดงได้ใช้ความรู้ที่ได้รับจากกระทรวงดังกล่าวไปช่วยเหลือบริษัท เอเลี่ยน จำกัด ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับกระทรวงที่อยู่ในกรณีเดียวกัน (คำสั่งสภานายกพิเศษที่ 9/2541)

และระหว่างพักพิจารณาคดี นายแดงอยู่ในห้องน้ำได้ยินกรรมการของบริษัท เอเลี่ยน จำกัด พูดคุยความลับกันว่านายสมชายซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ ป่วยเป็นมะเร็งและจะลาออกจากบริษัทฯ เร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทสั่นคลอนได้ อีกสองวันต่อมานายแดงไปงานเลี้ยงรุ่น จึงเอาข่าวของนายสมชายไปพูดต่อให้เพื่อน ๆ ฟังนั้น ถึงแม้ว่านายแดงจะเปิดเผยข้อเท็จจริงของลูกความ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ลูกความได้แจ้งให้ทนายความทราบ จึงไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้ในหน้าที่ของทนายความแต่อย่างใด ดังนั้น นายแดงจึงไม่ประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 11

สรุป นายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 13 แต่ไม่ได้ประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 11

ข้อ 3. นายเสกได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ต่อมามีผู้แนะนำให้รู้จักกับนางสาวสมฤดีบุตรสาวของนายสันต์ซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่มีฐานะร่ำรวย และนายเสกได้ทำการแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมฤดี แม้นายเสกจะทราบดีตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่านายสันต์ประกอบธุรกิจหลายอย่าง เช่น ไนต์คลับ อาบอบนวด หวยเถื่อน รวมถึงธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งบุคคลทั่วไปในจังหวัดทราบดีว่านายสันต์กับนางสมฤดีให้บุคคลทั่วไปกู้ยืมเงินในอัตราร้อยละยี่สิบต่อเดือน และนายเสกก็ทราบดีว่านายสันต์กับนางสมฤดีมีคดีฟ้องร้องลูกหนี้เกี่ยวกับการกู้เงินอยู่ในศาลจังหวัดแห่งนั้นจำนวนหลายคดี บางคดีนางสมฤดีเป็นโจทก์เองหรือบางครั้งก็เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาไปดำเนินการฟ้องร้องแทน แต่ไม่ห้ามปราม นายเสกกลับขอย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา เมื่อเป็นกรณีเช่นนี้ ขอให้นักศึกษาอธิบายว่าการกระทำของนายเสกและนางสมฤดีจะเป็นการผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 40 “ผู้พิพากษาจักต้องระมัดระวังมิให้การประกอบวิชาชีพ อาชีพ หรือการงานอื่นใดของคู่สมรส ญาติสนิท หรือบุคคลซึ่งอยู่ในครัวเรือนของตนมีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเสกดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง และนายเสกได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมฤดีบุตรสาวของนายสันต์ซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ นายเสกทราบมาก่อนแต่งงานว่าครอบครัวของนางสมฤดีคู่สมรสของตนประกอบธุรกิจหลายอย่าง เช่น ไนต์คลับ อาบอบนวด หวยเถื่อน รวมถึงธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบ โดยให้บุคคลทั่วไปยืมเงินในอัตราร้อยละสิบต่อเดือน อันถือว่าเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น นายเสกจะต้องห้ามปรามไม่ให้นางสมฤดีคู่สมรสประกอบอาชีพดังกล่าว เพราะถือว่ามีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา และนายเสกก็ทราบดีว่านายสันต์กับนางสมฤดีมีคดีฟ้องร้องลูกหนี้เกี่ยวกับเงินกู้อยู่ในศาลจังหวัดแห่งนั้นจำนวนหลายคดี ซึ่งจะส่งผลกระทบในด้านความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา ถึงแม้นายเสกจะขอย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา แต่นายเสกกลับไม่ห้ามปรามปล่อยให้นางสมฤดียังคงประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ก็ถือว่านายเสกประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 40

ส่วนนางสมฤดีเป็นเพียงคู่สมรสของผู้พิพากษา ไม่ได้เป็นผู้พิพากษา ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรม หรือผู้พิพากษาสมทบ แม้จะประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายก็ไม่ถือว่าผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

สรุป นายเสกผู้พิพากษาประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 40 ส่วนนางสมฤดีคู่สมรสไม่ถือว่าผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. วิชาชีพนักกฎหมายมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

วิชาชีพนักกฎหมาย มีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  1. องค์การวิชาชีพ: เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพ และมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

  2. การศึกษาอบรมเป็นพิเศษ: เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด โดยคนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม

  3. เจตนารมณ์รับใช้ประชาชน: เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ

  4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล: ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเองก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม โดยในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน

ข้อ 2. นายส้มเป็นทนายความเช่าบ้านนายหนึ่งอยู่ โดยขอแบ่งห้องเช่าและติดป้ายสำนักงานในห้องรับแขกว่าเป็นสำนักงานทนายความ โดยนายส้มตกลงกับนายหนึ่งว่าให้นายหนึ่งคอยจัดหาคดีให้ โดยจะให้ส่วนแบ่งจากค่าจ้างว่าความร้อยละ 3 นายหนึ่งจึงจัดหาลูกความมาให้เป็นประจำ และนายส้มจึงได้แบ่งส่วนแบ่งให้ตามสัญญา ต่อมานายหนึ่งได้วานให้นายส้มไปจ่ายค่าไฟของบ้านให้ แต่นายส้มไม่ยอมไปจ่ายให้ แต่กลับนำเงินไปเล่นการพนัน จึงทำให้บ้านถูกตัดไฟ และนายหนึ่งทวงเงินค่าไฟก็ไม่ยอมคืน อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านให้นายหนึ่งด้วย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้ท่านวินิจฉัย ว่าการกระทำของนายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

ข้อ 19 “ยินยอมตกลง หรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ค่านายหน้าหรือบำเหน็จรางวัลใด ๆ ด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความหรือนำคดีความมาให้ หรือมีคนประจำสำนักงานดำเนินกานจัดหาคดีความมาให้ว่า โดยทนายความผู้นั้นคิดค่าส่วนลดของค่าจ้างให้ หรือให้เงินเดือน หรือเงินจำนวนหนึ่งจำนวนใด หรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความมาให้นั้น แม้บุคคลผู้หาคดีความมาให้โดยลักษณะดังกล่าวจะเป็นเสมียนหรือลูกจ้างประจำสำนักงานของทนายความผู้นั้นก็ตาม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายส้มตกลงกับนายหนึ่งว่าให้นายหนึ่งคอยจัดหาคดีให้ โดยจะให้ส่วนแบ่งจากค่าจ้างว่าความร้อยละ 3 นายหนึ่งจึงได้จัดหาลูกความมาให้เป็นประจำ และนายส้มจึงได้แบ่งส่วนแบ่งให้ตามสัญญานั้น ถือว่านายส้มยินยอมตกลงว่าจะให้ค่านายหน้าแก่ผู้ที่หาคดีความมาให้ ซึ่งประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 19

ต่อมานายหนึ่งได้วานให้นายส้มไปจ่ายค่าไฟของบ้านให้ แต่นายส้มไม่ไปจ่ายให้ แต่กลับนำเงินไปเล่นการพนันจึงทำให้บ้านถูกตัดไฟ และนายหนึ่งทวงเงินค่าไฟก็ไม่ยอมคืน อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านให้นายหนึ่งด้วย ถือว่านายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 เป็นการประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

สรุป นายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 และข้อ 19

ข้อ 3. นายมะตูมเพิ่งย้ายมารับราชการเป็นผู้พิพากษาที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง พ่อค้าในจังหวัดมาให้การต้อนรับ นายแสดเจ้าของโรงงานน้ำปลาได้นำน้ำปลาจำนวน 4 ขวด มามอบให้ และนายเขียวเจ้าของร้านขายนาฬิกาได้นำนาฬิกาทองคำมูลค่า 80,000 บาท มามอบให้นายมะตูม โดยทั้งสองแจ้งว่าเป็นประเพณีของจังหวัด นายมะตูมจึงรับของขวัญดังกล่าวไว้ทั้งสองชิ้น ต่อมานายมะตูมได้พิพากษาคดีที่นางมะลิทำร้ายร่างกายนางสวยได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนวันพิจารณาคดีนายมะตูมได้นัดนายแดงทนายความของนางมะลิซึ่งเป็นเพื่อนของนายมะตูมไปรับประทานอาหารกลางวันเพราะไม่ได้เจอกันนาน จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายมะตูมผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

ข้อ 43 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ หรือบุคคลซึ่งมีความประพฤติหรือมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะตูมย้ายมารับราชการเป็นผู้พิพากษาที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง พ่อค้าในจังหวัดมาให้การต้อนรับ โดยนายแสดเจ้าของโรงงานน้ำปลาได้นำน้ำปลาจำนวน 4 ขวด มามอบให้ ถือว่าเป็นการรับของกำนัลที่มีมูลค่าไม่เกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม จึงไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 แต่กรณีของนายเขียวเจ้าของร้านขายนาฬิกาได้นำนาฬิกาทองคำมูลค่า 80,000 บาท มามอบให้ ถือว่าเป็นการรับของกำนัลที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ดังนั้น จึงถือว่านายมะตูมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

และต่อมานายมะตูมได้พิพากษาคดีที่นางมะลิทำร้ายร่างกายนางสวยได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนวันพิจารณาคดีนายมะตูมได้นัดนายแดงทนายความของนางมะลิซึ่งเป็นเพื่อนของนายมะตูมไปรับประทานอาหารกลางวัน ถือว่าเป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 43 เพราะผู้พิพากษาต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ

สรุป นายมะตูมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 จากกรณีที่รับของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามประเพณีจากนายเขียว และข้อ 43 จากกรณีนัดนายแดงทนายความซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความไปรับประทานอาหารกลางวัน แต่ไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 จากกรณีที่รับของขวัญจากนายแสด

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย ภาคซ่อม 1/2560

การสอบซ่อมภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์การวิชาชีพมีหน้าที่ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพกรณีใดบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

องค์การวิชาชีพมีหน้าที่ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพ 3 กรณี ดังนี้

  1. ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

    องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะต้องจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้วยังต้องอบรมให้ทราบเรื่องราวใหม่ ๆ ด้วย เช่น ในขณะนี้มีวิทยาการใหม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องจัดการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ หรือการค้าระหว่างประเทศกำลังมีปัญหาเรื่องการกีดกันสินค้าโดยตั้งเงื่อนไขการนำเข้าหรือตั้งกำแพงภาษี ก็จะต้องพยายามส่งเสริมให้ทนายความในประเทศมีความรู้เพื่อที่จะแนะนำลูกความของตนได้

  2. ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ

    คอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่ได้รับค่าตอบแทนต่ำจนเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถดำรงชีวิตตามสมควรอยู่ได้ ทั้งนี้ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากัน

  3. ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม

    โดยสถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายถึงทัศนะของผู้อื่นที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้วย เช่น ในสมัยก่อนคนไทยเรามองทนายความว่าเป็นเจ้าถ้อยหมอความตีนลงตีนศาล หมายความว่า ผู้ประกอบการวิชาชีพทนายความเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล องค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชื่อถือ

ข้อ 2. นายกรุงรับเป็นทนายความให้นางสาวก้อยในคดีที่นายแก้วฟ้องเรียกรถยนต์คืนจากนางสาวก้อย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางสาวก้อยส่งมอบรถยนต์คืน พร้อมทั้งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท หลังจากฟังคำพิพากษา นายกรุงไม่พอใจอย่างมากจึงกล่าวกับนางสาวก้อยในห้องพิจารณาคดีว่า “ไม่เข้าใจว่าผู้พิพากษาตัดสินคดีออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร ผมไม่ยอม เราต้องอุทธรณ์คำพิพากษา” ดังนี้ นายกรุงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 6 “ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล หรือกระทำการใดอันเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ในศาลหรือนอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา”

ข้อ 9 “กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกรุงทนายความกล่าวกับนางสาวก้อยลูกความในห้องพิจารณาคดีว่า “ไม่เข้าใจว่าผู้พิพากษาตัดสินคดีออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร ผมไม่ยอม เราต้องอุทธรณ์คำพิพากษา” เป็นการบอกว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีพฤติกรรมเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในศาล หรือยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องคดี

ดังนั้น นายกรุงจึงไม่ได้ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 6 หรือข้อ 9 แต่อย่างใด

สรุป นายกรุงไม่ได้ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 6 หรือข้อ 9

ข้อ 3. นายเดชเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัท อัจฉริยะไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสอนให้นักเรียนไทยไปโอลิมปิค โดยมีนายทับทิมน้องชายของนายเดชเป็นประธานบริษัท ต่อมานายทับทิมได้เชิญนายเดชมาบรรยายให้แก่บริษัทอัจฉริยะไทย โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปบริจาคการกุศล นายเดชเห็นว่าเป็นการทำบุญจึงรับบรรยายในครั้งนี้ ดังนี้ อยากทราบว่านายเดชประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 28 “ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา และจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเดชเป็นผู้พิพากษาได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัท อัจฉริยะไทย โดยมีนายทับทิมน้องชายของนายเดชเป็นประธานบริษัท ถือได้ว่านายเดชประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง เพราะผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นที่ปรึกษาของบริษัท เว้นแต่จะเป็นกิจการที่ไม่แสวงหากำไร

ต่อมานายทับทิมได้เชิญนายเดชมาบรรยายให้แก่บริษัทฯ โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปบริจาคการกุศล นายเดชเห็นว่าเป็นการทำบุญจึงรับบรรยายในครั้งนี้นั้น ถือได้ว่านายเดชประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28 เพราะผู้พิพากษาไม่พึงบรรยายใด ๆ และจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ

สรุป นายเดชประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง และข้อ 28