POL3302 การวางแผนในภาครัฐ 1/2561

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3302 การวางแผนในภาครัฐ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว

1 ข้อใดมิใช่ภารกิจที่สําคัญในการประเมินโครงการ

(1) การวิเคราะห์ความอยู่รอดของโครงการ

(2) การวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ

(3) การคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการ

(4) การทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้

(5) การวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นว่าโครงการเหมาะสมที่สุดหรือยัง

ตอบ 1 หน้า 39 – 40, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการ มีความหมายเป็น 2 ลักษณะ คือ

1 เป็นการศึกษาถึงโอกาสความสําเร็จในการดําเนินโครงการ โดยการวิเคราะห์และประเมินหาความเชื่อมั่นว่าตัวโครงการที่ร่างเสร็จแล้วนั้นมีความสมบูรณ์เหมาะสมที่จะนําไปปฏิบัติ ได้จริงหรือไม่ เช่น การวิเคราะห์หรือการคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการการวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ เป็นต้น

2 เป็นการศึกษาทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้ โดยการวิเคราะห์จําแนกแยกแยะเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยและผลที่คาดว่าจะได้รับ หากมีการนําโครงการไปดําเนินการหรือ นําไปปฏิบัติจริง พร้อมกับศึกษาว่าผลที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่จะเกิดขึ้นนั้นเหมาะสมมีคุณค่า มีประโยชน์ สมควรแก่การลงทุนดําเนินโครงการต่อไปหรือไม่

2 สถาบันที่มีหน้าที่ริเริ่มกําหนดนโยบายและมีอํานาจอิทธิพลต่อนโยบายมาก คือ

(1) สถาบันทหาร

(2) สถาบันศาล

(3) สถาบันทางรัฐสภา

(4) สถาบันการปกครอง

(5) สถาบันการปกครองท้องถิ่น

ตอบ 4 หน้า 6, (คําบรรยาย) ตัวแบบหรือทฤษฎีสถาบัน (Institution Mode/Theory) เชื่อว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง กล่าวคือ นโยบายใด ๆ เก็ตามจะได้ชื่อว่าเป็นนโยบายสาธารณะ ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยสถาบันแล้วเท่านั้น ซึ่งนโยบายก็มักจะเป็นไปตามที่สถาบันการปกครองกําหนดเองหรือให้ประโยชน์กับสถาบัน การปกครอง ตัวอย่างสถาบันการปกครอง ได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันรัฐสภา สถาบันบริหาร (เช่น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี) สถาบันราชการ สถาบันตุลาการ (เช่น ศาล) และสถาบันการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

3 การส่งมอบงานตึก 12 ชั้น คณะรัฐศาสตร์

(1) Policy Formulation

(2) Policy Analysis

(3) Policy Evaluation

(4) Policy Implementation

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 17, (คําบรรยาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนของการแปลงวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในนโยบาย ซึ่งอาจเป็นกฎหมาย คําสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรี ให้เป็นแผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการจัดหา/การตระเตรียม วิธีการ ตลอดจนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อดําเนินการให้สําเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้

4 คํากล่าวที่ว่า “การวางแผน คือ Set of Temporalty Linked Actions” เป็นของใคร

(1) José Villamil

(2) ดร.อมร รักษาสัตย์

(3) Albert Waterston

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 1 หน้า 25 Jose Villamil กล่าวว่า “การวางแผนเป็นการกระทําที่เป็นกระบวนการ (Set of Temporally Linkec Actions) ที่นําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (Desired end State) โดยการตัดสินใจแต่ละครั้งนั้นมุ่งให้เกิดการรวมชาติหรือการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผิดพลาดน้อยที่สุด”

5 ข้อใดเป็นคํากล่าวที่ถูกต้องในเรื่องประเภทของแผน

(1) แผนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

(2) แผนระยะสั้น 3 ปี

(3) แผนระยะปานกลาง 6 ปี

(4) แผนระยะสั้น 4 ปี

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 23, (คําบรรยาย) การจําแนกประเภทของแผนหรือแผนงาน (Plan) โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา (Time Span) อาจจําแนกได้ดังนี้

1 แผนระยะสั้น เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 2 ปี ซึ่งสามารถวางแผนได้ง่าย เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

2 แผนระยะปานกลาง เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 2 – 5 ปี ซึ่งนิยมใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศ

3 แผนระยะยาว เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

6 TP. หมายถึง

(1) เวลาที่ผ่านไป

(2) Target Planning

(3) Team Planning

(4) การทํางานเป็นทีม

(5) ทฤษฎีการวางแผน

ตอบ 3 หน้า 33 – 34, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบทีมวางแผน (Team Planning : TP.) คือ การวางแผนเป็นทีมที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมและการระดมสมอง (Brain Storm) มากที่สุด ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1 ร่วมกันกําหนดเป้าหมาย (Targets) ของหน่วยงานให้ชัดเจนตรงกัน

2 ร่วมกันมองไปในอนาคต (Vision/Scenario)

3 ร่วมกันหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือข้อจํากัด (Obstructions) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4 ร่วมกันกําหนดทางเดินหรือแผนกลยุทธ์ (Strategies) ที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

5 ร่วมกันกําหนดกลวิธี (Tactics) หรือโครงการให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ 6 ร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติ (Action Plan) ของโครงการ ซึ่งเน้นให้เกิดผลภายใน 90 วัน หรือที่เรียกว่า 90 Day Implementation Plan

7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ได้มีจุดเริ่มต้นที่ใด

(1) เมื่อ Max Weber ได้ศึกษาระบบราชการ

(2) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

(3) เมื่อ Mayo ได้ทดลองค้นคว้าที่เรียกว่า Hawthorne Study

(4) เมื่อมีกลุ่มนักทฤษฎีสมัยใหม่

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 6 – 7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ถือเป็นแนวทางที่นักรัฐประศาสนศาสตร์นิยมใช้กันมาก โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการวิเคราะห์โดยทั่วไป (ในภาพรวม) มิใช่เป็นการศึกษารายกรณี และมีเทคนิควิธีการศึกษาที่ใช้หลักสหวิทยาการหรือหลักการของ วิชาการหลายสาขามาศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งการศึกษาตามแนวนี้ได้มีจุดเริ่มต้นระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม

8 ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก คือ

(1) ข้อมูลที่ยังไม่ได้กรอง

(2) ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts)

(3) ข้อมูลที่เป็นความเชื่อ (Value)

(4) ข้อมูลทุกประเภท

(5) ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการของดิน

ตอบ 3 หน้า 11 ข้อมูลในการวางนโยบายหรือแผน อาจจําแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1 ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ลักษณะของดินฟ้าอากาศ และภูมิศาสตร์

2 ข้อมูลที่เป็นความเชื่อหรือค่านิยม (Values) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความยึดมั่น ความเชื่อถือของประชาชน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก

9 นักวิชาการที่กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ คือ

(1) Harry Harty

(2) Walter SE TRATE

(3) Thomas R. Dye

(4) William Dunne med

(5) Theodore Poister

ตอบ 5 หน้า 16 Theodora Poister กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ ดังนั้นจําเป็นต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาของนโยบายกับผลกระทบทั้งปวงที่จะเกิดขึ้น”

10 แบบอะไรที่ถูกต้องในการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบายหรือแผน

(1) แผนการรายงาน

(2) แผนตรวจงาน

(3) แผนประเมินผลงาน

(4) แบบวิธีทดลอง

(5) แบบการวัดประสิทธิภาพ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผล(Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการดําเนินการตามนโยบายนั้นตรงกับ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1 แบบธรรมดาหรือแบบที่ไม่ใช่วิธีการทดลอง

2 แบบวิธีกึ่งทดลอง

3 แบบวิธีทดลอง

11 นโยบายตามตัวแบบสถาบันจะให้ประโยชน์กับใครมากที่สุด

(1) ให้ประโยชน์กับสังคม

(2) ให้คํานึงถึงรัฐสภา

(3) ประโยชน์โดยทั่วไป

(4) ผู้นําและผู้ใกล้ชิด

(5) ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 2 ประกอบ

12 ความเป็นธรรมของนโยบายสามารถวัดได้อย่างไร

(1) วัดจากความพึงพอใจของประชาชนโดยส่วนรวม

(2) วัดจากการกระจายรายได้ของนโยบายสู่ประชาชน

(3) วัดจากประโยชน์ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

(4) วัดจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย

(5) วัดจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการของนโยบายให้มากที่สุด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การพิจารณาด้านความเป็นธรรมของนโยบาย แผน หรือโครงการนั้น อาจพิจารณาหรือวัดได้จากประโยชน์ของนโยบาย แผน หรือโครงการว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากนโยบาย แผน หรือโครงการอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะนโยบาย แผน หรือโครงการ ที่ดีนั้นจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

13 เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป นโยบายของรัฐจะเป็นอย่างไร

(1) มีขนาดเล็กลง

(2) คงที่เหมือนเดิม

(3) มีขนาดใหญ่โตตามกาลเวลา

(4) มีขนาดใหญ่โตล้ําหน้าเวลา

(5) มีขนาดจะเล็กลงหรือจะโตขึ้นเป็นไปตามจํานวนประชากร

ตอบ 3 หน้า 17 – 18 Randall Ripley และ Grace Franklin กล่าวว่า ในการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นมีประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติต้องทําความเข้าใจอยู่ 5 ประการ ได้แก่

1 มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนมากมาย

2 มีความต้องการหลากหลายต่อนโยบาย

3 ธรรมชาติของนโยบายมักจะมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

4 ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในหลายระดับ หลายสังกัด และหลายหน่วยเสมอ

5 มีปัจจัยมากมายที่นโยบายไม่สามารถควบคุมได้

14 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 หน้า 2 นโยบายมีรูปร่างและรูปแบบหลายลักษณะตามการใช้ประโยชน์ของนโยบาย ดังนี้

1 มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง

2 มีรูปเป็นแผนงาน โครงการ

3 มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือเชิญชวน ซึ่งมีลักษณะบังคับน้อยที่สุด

4 มีรูปเป็นสัญญา

5 มีรูปเป็นอื่น ๆ หรืออาจไม่มีรูปร่างให้เห็นชัดเจน เช่น คําแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

15 ในแนวคิดการศึกษานโยบายศาสตร์ในแนววิเคราะห์นโยบายนิยมใช้ในนักวิชาการกลุ่มใด

(1) นักรัฐศาสตร์

(2) นักสังคมวิทยา

(3) นักรัฐประศาสนศาสตร์

(4) นักวิทยาศาสตร์

(5) นักเศรษฐศาสตร์

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 7 ประกอบ

16 ข้อใดเป็นความจริงเกี่ยวกับแผนระยะยาว

(1) มีระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป

(2) วางแผนได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

(3) มีระยะเวลาไม่จํากัด

(4) ความเชื่อมั่นจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน

(5) ใช้แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผิน

ตอบ 4 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนระยะยาว คือ แผนที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป เป็นแผนที่มีความเชื่อมั่นได้น้อยและจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน กล่าวคือ ความเชื่อมั่นจะลดต่ำลง ตามระยะเวลาที่ยาวออกไป แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (แผนนั้นเริ่มเห็นผล คือ สามารถ แก้ปัญหาได้ ความเชื่อมันที่มีต่อแผนก็จะเพิ่มมากขึ้น) และแผนระยะยาวนับว่าเป็นแผนที่แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เห็นผลช้า (ดูคําอธิบายข้อ 5 ประกอบ)

17 Controlled Environment หมายถึง

(1) ภาวะทางธรรมชาติ

(2) ค่านิยมของคนในภาคใต้ของประเทศไทย

(3) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(4) ความเชื่อของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 12 สิ่งแวดล้อมของนโยบาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Controlled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างแน่นอน เช่น จํานวนคนที่จะเข้ามาบริหารนโยบาย เทคโนโลยีที่ใช้ ในนโยบาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

2 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างชัดเจน เช่น ความเชื่อ/ค่านิยมของคนในสังคม ภาวะทางธรรมชาติภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว เป็นต้น

18 แผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น จัดเป็นแผนประเภทใด (1) แผนรายปี

(2) แผนงบประมาณ

(3) แผนการเงิน

(4) แผนโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สําหรับแผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนประเภทแผนรายปี แผนงบประมาณ แผนการเงิน แผนระยะสั้น หรือแผนโครงการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก

19 ใครกล่าวว่านโยบายคือ “สิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา”

(1) Thomas R. Dye

(2) David Easton

(3) Woodrow Wilson

(4) William Dunn

(5) ดร.อมร รักษาสัตย์

ตอบ 1 หน้า 1 Thomas R. Dye กล่าวว่า “นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวหรือกิจกรรมหรือสิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา และเกี่ยวข้องกับเหตุผลว่าทําไมจึงเลือกเช่นนั้น”

20 ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของนโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่แตกต่างจากแผนอื่น

(1) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยแยกจากกันให้ชัดเจน

(2) เน้นการกระจายรายได้และการถือครองทรัพย์สิน

(3) เน้นการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคม

(4) เน้นการพัฒนาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(5) เป็นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง

ตอบ 5 (คําบรรยาย) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) เป็นการวางแผนที่ยังคงน้อมนําและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา อย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับการกําหนดทิศทาง การพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

21 หน่วยงานใดมีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะและวางแผนพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน

(1) กรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท

(2) กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม

(3) สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง

(4) สํานักงาน ก.พ.

(5) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะและวางแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศของไทย หรือที่เรียกว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”

22 นักวิชาการที่กล่าวว่า การวางแผนจะมีลักษณะร่วมกันหลายประการ เช่น ต้องมองล่วงหน้า มีการเลือกสรรต้องเตรียมวิธีการกระทําฯ คือใคร

(1) เนรู

(2) วิลลามิล

(3) วอเตอร์สตัน

(4) ดรอ

(5) เลอ เบรอตัน

ตอบ 3 หน้า 25 Albert Waterston กล่าวว่า “การวางแผนทุกชนิดจะต้องมีลักษณะร่วมกัน หลายประการ เช่น ต้องประกอบด้วยการมองล่วงหน้า (Looking Ahead) ต้องมีทางเลือก (Making Choices) และหากเป็นไปได้ต้องจัดเตรียมวิธีการกระทํา (Actions) ที่แน่นอน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรืออย่างน้อยที่สุดต้องกําหนดข้อจํากัด (Setting Limits) ที่อาจจะเกิดจากการกระทําดังกล่าวไว้ด้วย”

23 การวางแผนแบบใดที่เป็นวิธีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน

(1) ทุกแบบของการวางแผน

(2) Integrated Public Investment Planning

(3) Comprehensive Planning

(4) Project-by-Project Planning

(5) ข้อ 3 และ 4 ถูก

ตอบ 3 หน้า 29, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบสมบูรณ์แบบหรือประสมประสานหรือแผนรวม (Comprehensive Planning) เป็นการวางแผนที่กล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการก่อนเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการสร้างเเบบจําลองการเจริญเติบโต (Growth Model) ของแผนก่อน ซึ่งเป็น การคํานวณอัตราการเจริญเติบโตที่คาดหวังไว้ในรูปของการบริโภค เงินออม การลงทุน การนําเข้า-ส่งออก การจ้างงาน ความต้องการ (Demand) และความสามารถในการตอบสนอง (Supply) ของภาครัฐและภาคเอกชนรวมกัน โดยการวางแผนในรูปแบบนี้จะมีการวางแผน ทั้งแบบ Forward และ Backward และมีการกล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไว้อย่างครบถ้วน จึงนับว่าเป็นวิธีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน และเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่หน่วยงานวางแผน มีความชํานาญแล้ว อย่างไรก็ตาม การวางแผนแบบนี้ยังไม่มีประเทศใดสามารถทําได้อย่าง สมบูรณ์แบบ ประเทศที่ใช้การวางแผนแบบนี้ได้ดีที่สุดก็มีเพียงประเทศกลุ่มสังคมนิยม (ซึ่งมีลักษณะการคุมอํานาจจากส่วนกลางมากที่สุด)

24 ปัญหาชนิดใดที่ต้องใช้ทักษะในการมองการณ์ไกลเป็นพิเศษ จึงจะวางแผนได้

(1) ปัญหาแก้ไข

(2) ปัญหาพัฒนา

(3) ปัญหาป้องกัน

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 25, (คําบรรยาย) ปัญหาของแผน อาจจําแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้

1 ปัญหาแก้ไข คือ ปัญหาที่ปรากฏผลเสียหายให้เห็นอยู่แล้ว จึงต้องรีบวางแผนหาทางแก้ไข ซึ่งปัญหาชนิดนี้มักจะแก้ไขได้ง่ายที่สุด

2 ปัญหาป้องกัน คือ ปัญหาที่ยังไม่ปรากฏผลเสียหายขึ้น ในขณะวางแผน แต่สามารถรู้ได้ว่าหากไม่รีบวางแผนแก้ไขก็จะปรากฏผลเสียหายในอนาคตได้

3 ปัญหาพัฒนา คือ ปัญหาที่ไม่ปรากฏผลเสียหายทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่ต้องมีการวางแผน เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งนักวางแผนต้องใช้ความสามารถในการมองการณ์ไกลมากเป็นพิเศษ

25 แผนที่มีลักษณะ Ease of Control จะแสดงให้เห็นได้อย่างไร

(1) เห็นได้จากการผ่านขั้นตอนของแผนอย่างครบถ้วนไม่ข้ามขั้นตอน

(2) เห็นได้จากการกําหนดที่มีเหตุผลและเป็นจริงในทางปฏิบัติ

(3) เห็นได้จากการมีมาตรฐานสําหรับการปฏิบัติอย่างชัดเจน

(4) เห็นได้จากการจัดทีมผู้วางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

(5) เห็นได้จากการจัดทีมผู้ปฏิบัติตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

ตอบ 3 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนที่มีลักษณะง่ายในการควบคุม (Ease of Control) หมายถึง แผนที่มีมาตรฐานสําหรับการวัดและการปฏิบัติอย่างชัดเจน และโดยทั่วไปหากเป็นแผนที่มีลักษณะง่ายในการดําเนินการ (Ease of Implementation) ก็จะมีลักษณะง่ายในการควบคุมด้วย

26 กล่าวโดยสรุปขั้นตอนในการวางแผนอาจจําแนกได้ 3 ขั้นตอนสําคัญ ได้แก่ การเก็บรวบรวมประมวลข้อมูลการลงมือวางแผน และอะไร

(1) การวิเคราะห์ข้อมูล

(2) การปฏิบัติตามแผน

(3) การประเมินผลแผน

(4) การขออนุมัติใช้แผน

(5) การตระเตรียมที่จะวางแผน

ตอบ 5 หน้า 29 – 30 อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าขั้นตอนที่สําคัญในการวางแผนนั้น มี 3 ขั้นตอน คือ

1 การตระเตรียมการที่จะวางแผน เป็นการกําหนดเค้าโครงกลยุทธ์ของแผน โดยการกําหนดวัตถุประสงค์และแนวทางของแผน

2 การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ความถูกต้องของงานในขั้นตระเตรียมการ

3 การลงมือวางแผน เป็นการเขียนแผนให้ถูกต้องตามรูปแบบที่ควรจะเป็นของแผน

27 ข้อมูลที่นับว่ามีอิทธิพลหรือเป็นกลไกสําคัญในการวางแผน ได้แก่ ข้อมูลทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาอิทธิพลของธรรมชาติ และอะไร

(1) กลุ่มผลประโยชน์ .

(2) พรรคการเมือง

(3) ศาสนาและความเชื่อ

(4) กลไกราคา

(5) ความร่วมมือระหว่างองค์การที่เกี่ยวข้อง

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ข้อมูลที่นับว่ามีอิทธิพลหรือเป็นกลไกสําคัญในการวางแผน ได้แก่ ข้อมูลทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา อิทธิพลของธรรมชาติ ศาสนาและความเชื่อ เป็นต้น

28 การวางแผนอาจทําได้ 3 วิธี วิธีที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่หน่วยวางแผนเริ่มมีการสะสมข้อมูล ได้พอประมาณ คือวิธีใด

(1) Project-by-Project Planning

(2) Integrated Public Investment Planning

(3) Comprehensive Planning

(4) Aggregative Planning

(5) Global Planning

ตอบ 2 หน้า 28, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบประสานการลงทุนภาคสาธารณะ (Integrated Public Investment Planning) เป็นการวางแผนที่เริ่มต้นด้วยการประมาณการรายได้หรือรายรับของ ประเทศก่อน โดยคํานึงถึงการลงทุนของภาครัฐเป็นหลักว่าการลงทุนไปนั้นจะมีรายรับเท่าไรแล้ว จึงไปกําหนดรายจ่ายทีหลัง โดยที่การลงทุนนั้นจะต้องคํานึงถึงภาวะเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศด้วย ซึ่งการวางแผนในรูปแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง (ความไม่พอดี) ของการวางแผนแบบรายโครงการ (Program-by-Program or Project-by-Project Planning) เช่น การกําหนดงบประมาณของแต่ละโครงการที่มักกําหนดสูงเกินกว่า ความเป็นจริง ความขัดแย้งกันของโครงการทั้งหลายโดยเฉพาะในเรื่องของความไม่ลงตัวของ วงเงินงบประมาณ รวมถึงความไม่มีเอกภาพและการขาดทิศทางที่ชัดเจนในการกําหนดเป้าหมาย ของแผน ซึ่งเป็นการวางแผนที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่หน่วยงานเริ่มมีการสะสมข้อมูลได้พอประมาณแล้ว 29 การวางแผนแบบรายโครงการถือเป็นการวางแผนในกระสวน (Pattern) ชนิดใด

(1) Bottom-up Process

(2) Top-down Process

(3) Comprehensive Planning

(4) Aggregative Planning

(5) Global Planning

ตอบ 1 หน้า 28, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบรายโครงการ (Program-by-Program or Project-by Project Planning) เป็นเทคนิควิธีการวางแผนพัฒนารูปแบบแรก โดยเป็นการวางแผนในกระสวน ที่เรียกว่า “Bottom-up Process” กล่าวคือ รัฐบาลจะเป็นผู้กําหนดให้หน่วยปฏิบัติการใน ระดับล่างร่างโครงการของตนเสนอขึ้นมา โดยที่ไม่ได้มีการกําหนดรายรับรายจ่ายก่อนว่าเป็นเท่าไร แต่จะมากําหนดหลังจากหน่วยงานย่อยต่าง ๆ เสนอโครงการขึ้นมาแล้ว เพื่อรวบรวมโครงการ เหล่านั้นรวมเป็นแผนเดียวกัน (แผนรวมของชาติ) ซึ่งวิธีการวางแผนในรูปแบบนี้จะไม่กล่าวถึง บทบาทของภาคเอกชนไว้เลย และใช้หลักการมีส่วนร่วมน้อยที่สุด แต่จะเหมาะสําหรับการวางแผน ในภาวะขาดแคลนข้อมูลหรือขาดความชํานาญในการวางแผน เช่น การวางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เพราะหน่วยงานวางแผนยังมีข้อมูลไม่เพียงพอและเป็นการวางแผนที่สะดวกที่สุด เป็นต้น

30 วิธีการวางแผนทั้งหลายอาจจําแนกเป็นขั้นตอนในการวางแผนได้ 2 ระยะ คือ การวางแผนกลยุทธ์กับอะไร

(1) การวางแผนรวม

(2) การวางแผนบริหาร

(3) การวางแผนดําเนินการ

(4) การวางแผนสังคม

(5) การวางแผนพัฒนา

ตอบ 3 หน้า 37, (คําบรรยาย) กระบวนการวางแผน/โครงการ อาจจําแนกได้เป็น 2 ระยะ คือ

1 การวางแผน/โครงการกลยุทธ์ (Strategic Planning) มีเป้าหมายที่สําคัญที่สุด คือ การกําหนดกรอบเค้าโครง ทิศทางและแนวทางสําคัญของแผน/โครงการอย่างกว้าง หรือคราว ๆ ซึ่งประกอบด้วยงานที่ต้องทําหลายอย่าง เช่น การคัดเลือกข้อมูล วัตถุประสงค์ ภารกิจ และแนวทางกลยุทธ์ รวมทั้งการคาดคะเนแนวโน้ม เพื่อนําไปสู่การวิเคราะห์หาทางเลือกหรือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด (The Best Alternative)

2 การวางแผน/โครงการดําเนินการ (Operational Planning) เป็นการนําเอาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดมากําหนดรายละเอียดในวิธีการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติจําเป็นต้องรู้ให้ครบถ้วน

ตั้งแต่ข้อ 31 – 35 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

หากสรุปว่ากระบวนการของแผนประกอบด้วยกระบวนการ ได้แก่

(1) กําหนดปัญหา

(2) ตั้งเป้าหมาย

(3) ศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

(4) ลงมือวางแผน

(5) ประเมินผล

 

  1. ขั้นตอนใดที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก (คําบรรยาย) อาจสรุปได้ว่ากระบวนการของแผน ประกอบด้วย 7 กระบวนการ ดังนี้

1 กําหนดปัญหา

2 การตั้งเป้าหมาย/วัตถุประสงค์

3 การศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

4 ลงมือวางแผน เป็นการลงมือเขียนแผนให้ถูกต้อง โดยหน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการนี้

5 การประเมินแผน เป็นกระบวนการ ที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์ โดยการศึกษาวิเคราะห์แผนว่ามีความสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะนําไป ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จากนั้นจึงนําเสนอแผนให้ผู้มีอํานาจพิจารณาอนุมัติ เพื่อนําแผนไปปฏิบัติ

6 การนําแผนไปปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่ทําให้เกิดผลงานที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

7 การประเมินผล (Evaluation) เป็นกระบวนการที่ทําให้ทราบถึงผลสําเร็จและเก็บเป็นข้อมูลสะสม เพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

32 หน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการใด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

33 กระบวนการใดต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญหลายสาขามากที่สุด

ตอบ 4 หน้า 27 งานวางแผนเป็นงานระดับกลุ่ม ดังนั้นการลงมือวางแผนจึงต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ สาขามาร่วมกันสร้างแผน โดยมีนักวางแผนเป็นผู้ประสานให้การวางแผนไปสู่จุดหมายร่วมกันขององค์การได้

34 กระบวนการใดทําให้เกิดผลงานที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

35 กระบวนการใดทําให้ได้รับข้อมูลสะสมเพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 36 – 40 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Alternative

(2) Social Analysis

(3) Feasibility Study

(4) Financial Analysis

(5) Process

 

36 การวิเคราะห์ประเมินโครงการไม่ใช่ราชการ

ตอบ 4 หน้า 40 การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านการเงิน (Financial Analysis) เป็นแนวทางการประเมินโครงการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายกับผลประโยชน์ที่ได้รับ (Cost-Benefit) เพื่อดูว่าโครงการที่จัดทําขึ้นมานั้นมีลักษณะคุ้มทุนหรือไม่

37 สอดคล้องเหมาะสมกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม

ตอบ 2 หน้า 41, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านสังคม (Social Analysis)จะพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้

1 ความเหมาะสมสอดคล้องต้องกันระหว่างแนวทางของโครงการกับปัจจัยทางสังคม เช่น ศาสนา การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม – กฎหมาย การเมืองและการปกครอง เป็นต้น

2 โอกาสที่สังคมจะยอมรับ/สนับสนุน หรือต่อต้าน/คัดค้านโครงการ

38 ประเมินดู Cost-Benefit

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 36 ประกอบ

39 กระบวนการต่าง ๆ ทางวิชาการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กระบวนการ (Process) หมายถึง ขั้นตอนวิธีปฏิบัติ หรือกิจกรรมการดําเนินงานที่กระทําอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

40 ทางเลือกในการวางแผน โครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ทางเลือก (Alternative) หมายถึง มาตรการหรือแนวทางการดําเนินงานที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ ซึ่งอาจมีหลายทางเลือกในการบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ

ตั้งแต่ข้อ 41 – 45 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Integration

(2) Dynamic

(3) Subjectivity

(4) Artificiatity

(5) ปัญหามีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจน

 

41 เป็นปัญหาที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว

ตอบ 4 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะไม่มีตัวตนที่แท้จริง (Artificiality) หมายถึง ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นที่ยอมรับหรือตระหนักได้ของคนบางกลุ่มบางหมู่ในขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ยอมรับก็ได้

42 ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่มีที่ทําการต้องเช่าอาคารเอกชนเป็นที่ทําการชั่วคราว

ตอบ 5 หน้า 10 ปัญหาที่มีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน (Well-Structured Problem) หมายถึง ปัญหาที่มีผลลัพธ์แน่นอน มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนน้อย มีทางออกในการแก้ไขปัญหาเพียงไม่กี่ทางเลือก (1 – 3 ทาง) ซึ่งแต่ละทางเลือกสามารถมองเห็นผลประโยชน์ของทางเลือกได้ชัดเจน ไม่เป็นที่ถกเถียงกันได้แต่อย่างใด เช่น ปัญหาในการจัดสร้างที่ทําการของหน่วยงานหรือองค์การ เป็นต้น

43 การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม

ตอบ 2 หน้า 9 ปัญหาที่มีความเป็นพลวัต (Dynamic) หมายถึง การที่ปัญหาได้แปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนําไปสู่การแปรเปลี่ยนให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกได้ ดังนั้นการกําหนดปัญหาของนโยบายจึงไม่มีข้อสรุปที่ถาวร

44 จะกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาผลกระทบด้านเทคนิค การเมือง สังคม

ตอบ 1 หน้า 9 ปัญหาทั้งหลายมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (Integration) อยู่เสมอ ดังนั้นในการพิจารณาปัญหาของนโยบายจึงพิจารณาเพียงด้านหนึ่งด้านใดเป็นเอกเทศไม่ได้ เช่น ในการกําหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะพิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ได้ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการเมือง สังคม หรืออื่น ๆ อีกตามแต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่

45 การมีความหมายในตัวของปัญหาเอง

ตอบ 3 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Subjectivity) หมายถึง ในปัญหาหนึ่ง ๆ นั้น ต่างก็มีความหมายในตัวของปัญหาเอง ขึ้นอยู่กับผู้รับรู้หรือผู้กําหนดนโยบายว่าจะสามารถรับรู้หรือ ตระหนักได้ถึงความเป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งความเป็นอัตนัยของปัญหานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด การรับรู้ปัญหาได้ไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนคนหนึ่งตระหนักได้อาจเป็นปัญหาที่คนอื่น ๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงก็ได้

ตั้งแต่ข้อ 46 – 50 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Action Oriented

(2) Problem Solving

(3) Efficiency and Time Oriented

(4) Clear Objective

(5) Continuous

 

46 ถือหลักประหยัด ประโยชน์และตรงเวลา

ตอบ 3 หน้า 21 – 22 ลักษณะทั่ว ๆ ไปของแผน มีดังนี้

1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคต (Future Oriented)

2 มีไว้เพื่อให้มีการปฏิบัติตามมา (Action Oriented)

3 เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือองค์การ (Organizational Oriented)

4 มีการแก้ปัญหาหรือข้อขัดแย้ง (Problem Solving Oriented)

5 ถือหลักประหยัด ประโยชน์และตรงเวลา (Economical/Efficiency and Time Oriented)

6 มีวัตถุประสงค์ที่ชัดแจ้ง ตรงประเด็น (Clear Objective)

7 มีความต่อเนื่อง (Continuous) และปรับปรุงได้ (Dynamics) ฯลฯ

47 แผนต้องมีความต่อเนื่อง

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 46 ประกอบ

48 แผนมีไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามมา

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 46 ประกอบ

49 ต้องสร้างวัตถุประสงค์ให้ตรงประเด็น

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 46 ประกอบ

50 เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการแก้ไขปัญหา

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 46 ประกอบ

51 การวางแผนเชิง “ยุทธศาสตร์” มีที่มาจากวงการใด

(1) วิทยาศาสตร์

(2) การทหาร

(3) การแพทย์

(4) การวิจัย

(5) การเมือง

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ที่มาของการวางแผนกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ มีดังนี้

1 ข้อเสนอของธนาคารโลก (World Bank) และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ แห่งสหรัฐอเมริกา (USAID)

2 การวางแผนทางการทหาร

3 เครื่องมือทางการบริหารจัดการของภาคเอกชน

52 ข้อใดคือที่มาของการวางแผนกลยุทธ์

(1) ข้อเสนอของ World Bank

(2) ข้อเสนอของ USAID

(3) เครื่องมือทางการบริหารของเอกชน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 51 ประกอบ

53 ท่านจะหาเจตนารมณ์หรือเป้าหมายสูงสุดแห่งรัฐได้จากที่ใด

(1) คําแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี

(2) แผนบริหารราชการแผ่นดิน

(3) รัฐธรรมนูญ

(4) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(5) ยุทธศาสตร์กระทรวง

ตอบ 3 (คําบรรยาย) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งกําหนดรูปแบบและหลักการในการจัดระเบียบการปกครอง ขอบเขตหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเจตนารมณ์หรือเป้าหมายสูงสุดแห่งรัฐ

54 ท่านจะหาแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศได้จากที่ใด

(1) รัฐธรรมนูญ

(2) แผนบริหารราชการแผ่นดิน

(3) คําแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี

(4) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(5) ยุทธศาสตร์กระทรวง

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ

55 การวางแผนกลยุทธ์สัมพันธ์กับระบบงบประมาณแบบใด

(1) ระบบงบประมาณแบบแสดงรายการ

(2) ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน

(3) ระบบงบประมาณแบบแผนงานโครงการ

(4) ระบบงบประมาณแบบฐานศูนย์

(5) ระบบงบประมาณแบบสะสม

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การวางแผนกลยุทธ์สัมพันธ์กับระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance-Based Budgeting) ซึ่งเป็นระบบงบประมาณที่ให้ความสําคัญต่อ ความสําเร็จตามเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของแผนงาน รวมทั้งให้ความสําคัญต่อการบ่งชีหรือการวัดผลที่เกิดจากการทํางาน ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

56 การวางแผนกลยุทธ์ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดใด

(1) Ideal Type of Bureaucracy

(2) Rational Theory

(3) New Public Administration

(4) New Public Management

(5) Blue Ocean Strategy

ตอบ 4 (คําบรรยาย) แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนกลยุทธ์ มีดังนี้

1 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management : NPM)

2 Reinventing Government ของ David Osborne & Ted Gaebler)

3 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)

4 ทฤษฎีระบบ (System Theory)

57 ข้อใดตรงที่สุดเกี่ยวกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์

(1) รัฐชี้นํามากกว่าลงมือทําเอง

(2) รัฐที่เน้นกลไกการตลาด

(3) การมีมาตรฐานและระบบการวัดผลการทํางานที่ชัดเจน

(4) การแบ่งหน่วยงานย่อยเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

(5) การมุ่งเน้นแสวงหากําไร

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การมีมาตรฐานและระบบการวัดผลการทํางานที่ชัดเจน ถือเป็นองค์ประกอบที่สําคัญของการวางแผนกลยุทธ์ เพราะเป็นสิ่งที่บอกว่าหน่วยงานปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าประสงค์ที่วางไว้ในแผนหรือไม่

58 ข้อใดตรงกับ Mission-Driven Government รัฐที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยภารกิจ

(1) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

(2) การกําหนดวิสัยทัศน์

(3) การกําหนดพันธกิจ

(4) การกําหนดตัวชี้วัด

(5) การประเมินผล

ตอบ 3 (คําบรรยาย) รัฐที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยภารกิจ (Mission-Driven Government) เป็นการกําหนดภารกิจหรือพันธกิจให้ชัดเจน เพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

59 ภาพที่องค์การหวังหรือฝันจะเป็น คืออะไร

(1) วัตถุประสงค์

(2) พันธกิจ

(3) ยุทธศาสตร์

(4) วิสัยทัศน์

(5) ตัวชี้วัด

ตอบ 4 (คําบรรยาย) วิสัยทัศน์ (Vision) คือ ภาพที่องค์การหวังหรือฝันจะเป็น เป็นการกําหนดทิศทางขององค์การในอนาคต เช่น เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization) มุ่งผลิตบัณฑิตในอุดมคติไทยที่มีความรู้คู่คุณธรรม เพื่อ สร้างสรรค์สังคมไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

60 ข้อใดตรงกับ Result-Oriented Government รัฐที่มุ่งเน้นผลการดําเนินงาน

(1) มุ่งเน้นเฉพาะผลผลิต (Output)

(2) มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome)

(3) การคํานึงถึงว่าผู้รับบริการจะได้อะไร

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 รายการ

(5) ถูกทั้งข้อ 2 และ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) รัฐที่มุ่งเน้นผลการดําเนินงาน (Result-Oriented Government) หมายถึง การมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome) หรือการคํานึงถึงว่าผู้รับบริการ/ประชาชนจะได้อะไร

 

ตั้งแต่ข้อ 61 – 71 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การกําหนดวิสัยทัศน์

(2) การกําหนดพันธกิจ

(3) การกําหนดเป้าประสงค์

(4) การกําหนดกลยุทธ์

(5) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

(6) การนํากลยุทธ์ไปปฏิบัติ

(7) การควบคุมกลยุทธ์

 

61 ข้อใดเรียงลําดับกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

(1) 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7

(2) 4, 1, 2, 3, 5, 6, 7

(3) 4, 1, 2, 5, 3, 6, 7

(4) 5, 4, 1, 2, 3, 6, 7

(5) 5, 1, 2, 3, 4, 6, 7

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ มี 7 ขั้นตอน ดังนี้

1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

2 การกําหนดวิสัยทัศน์

3 การกําหนดพันธกิจ

4 การกําหนดเป้าประสงค์

5 การกําหนดกลยุทธ์

6 การนํากลยุทธ์ไปปฏิบัติ

7 การควบคุมกลยุทธ์

62 PEST Analysis

(1) 4

(2) 5

(3) 6

(4) 7

(5) 1 ตอบ 2 (คําบรรยาย) เครื่องมือวิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์การ มีดังนี้

1 2’S 4’M

2 7’S

3 PMQA

4 PEST Analysis

5 STEPP Model

6 Five-Forces Model D

7 SWOT Analysis

63 ข้อใดคือขั้นตอนที่บอกถึงกิจกรรมที่องค์การจะต้องทํา

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การกําหนดพันธกิจหรือภารกิจ (Mission) คือ การบอกถึงกิจกรรมที่องค์การจะต้องทํา เช่น จัดเก็บภาษีให้ได้ตามประมาณการ เป็นต้น

64 “จัดเก็บภาษีให้ได้ตามประมาณการ” ประโยคดังกล่าวเป็นการกําหนดอะไร

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 63 ประกอบ

65 ข้อใดเป็นสิ่งที่บอกว่า “ใคร” ได้ประโยชน์จากการกระทําขององค์การ

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การกําหนดเป้าประสงค์ (Goat) คือ การบอกว่า “ใคร” ได้ประโยชน์จากการกระทําหรือการดําเนินตามพันธกิจขององค์การ เช่น ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ชายแดน และพื้นที่เฉพาะอื่น ๆ มีโอกาสได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นต้น

66 “เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization) มุ่งผลิตบัณฑิตในอุดมคติไทยที่มีความรู้คู่คุณธรรม เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ประโยคดังกล่าวคือการกําหนดอะไร

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 59 ประกอบ

67 “ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ชายแดน และพื้นที่เฉพาะอื่น ๆ มีโอกาสได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” ประโยคดังกล่าวคือการกําหนดอะไร

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 65 ประกอบ

68 การกําหนดทิศทางขององค์การ อยู่ในขั้นตอนใด

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 59 ประกอบ

69 “การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดของประชากรลดลง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีจํานวนนักศึกษาลดลง” ประโยคดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในขั้นตอนใด

(1) 1

(2) 2

(3) 3 มกราคม

(4) 4 มกราคม

(5) 5

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม คือ การประเมินสถานภาพขององค์การ โดยการพิจารณาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้ทราบจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคขององค์การ เพื่อนําไปประกอบในการกําหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์การต่อไป

70 การกําหนดรายละเอียด/กิจกรรม หรือโครงการ คือขั้นตอนใด ๆ

(1) 3

(2) 4

(3) 5

(4) 6

(5) 7

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การนํากลยุทธ์ไปปฏิบัติ คือ กระบวนการแปลงกลยุทธ์ไปสู่แผนการดําเนินงานกําหนดรายละเอียด/กิจกรรม หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดําเนินการตามกลยุทธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

71 การติดตามประเมินผล คือขั้นตอนใด

(1) 3

(2) 4

(3) 5

(4) 6

(5) 7

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การควบคุมกลยุทธ์ คือ การติดตามประเมินผลการดําเนินงานทั้งหมดตามแผนกลยุทธ์ที่กําหนดไว้ว่าการดําเนินงานบรรลุผลสําเร็จตามแผนมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องอาศัยการเปรียบเทียบผลที่ได้จากการปฏิบัติจริงกับผลการดําเนินงานที่ตั้งเป้าหมายไว้ หากปรากฏ ผลที่ได้จากการดําเนินงานจริงต่ํากว่าเป้าหมายที่กําหนดไว้ในแผน ผู้บริหารก็จะต้องหาทาง

ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

72 ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

(1) PEST Analysis

(2) SWOT Analysis

(3) STEPP Model

(4) 7’S

(5) QQCT

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 62 ประกอบ

73 ข้อใดคือปัจจัยในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน

(1) Strengths, Weaknesses

(2) Strengths, Social

(3) Strengths, Politics

(4) Opportunities, Treats

(5) Opportunities, Technology

ตอบ 1 (คําบรรยาย) SWOT Analysis เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์การซึ่งประกอบด้วย

1 การวิเคราะห์จุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ขององค์การ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การ

2 การวิเคราะห์โอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Treats) ขององค์การ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ

74 ข้อใดคือปัจจัยในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

(1) Strengths, Weaknesses

(2) Strengths, Social

(3) Strengths, Politics

(4) Opportunities, Treats

(5) Opportunities, Technology

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 73 ประกอบ

75 โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง วิเคราะห์สภาพแวดล้อมว่า

1 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มผู้เข้ารับบริการมากขึ้นส่งผลให้หน่วยงานได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น

2 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มผู้เข้ารับบริการมากขึ้นส่งผลให้บริการได้ไม่ทั่วถึง

การวิเคราะห์ดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

(1) ถูกต้อง เพราะสมเหตุสมผล

(2) ถูกต้อง เพราะสถานการณ์เป็นเช่นนั้น

(3) ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐมีงบประมาณจํากัด

(4) ไม่ถูกต้อง เพราะขัดแย้งกันเอง กําหนดทิศทางกลยุทธ์ได้ยาก

(5) ถูกทั้งข้อ 3 และ 4

ตอบ 4 (คําบรรยาย การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะขัดแย้งกันเองทําให้กําหนดทิศทางกลยุทธ์ขององค์การได้ยาก

76 ตัวบ่งชี้ความสําเร็จในการดําเนินงาน หมายถึงอะไร

(1) ผลผลิต

(2) ผลลัพธ์

(3) กลุ่มเป้าหมาย

(4) ตัวชี้วัด

(5) ต้นทุน

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ตัวชี้วัด คือ ตัวบ่งชี้ความสําเร็จในการดําเนินงาน ซึ่งคุณสมบัติของตัวชี้วัดที่ดีมีดังนี้

1 Validity คือ สมเหตุสมผล อธิบายได้

2 Availability คือ ความมีอยู่ของข้อมูล

3 Reliability คือ ความเชื่อถือได้

4 Sensitivity คือ ความเคลื่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง

77 ข้อใดคือคุณสมบัติของตัวชี้วัดที่ดี

(1) Validity

(2) Availability

(3) Reliability

(4) Sensitivity

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

78 กรมควบคุมมลพิษกําหนดตัวชี้วัดว่า “ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนทั่วประเทศมีค่าไม่เกิน 0.025 มก./ลบ.ม. ตลอดปี” การกําหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานใด

(1) มาตรฐานเชิงนโยบาย

(2) เกณฑ์สัมบูรณ์

(3) มาตรฐานเชิงวิทยาศาสตร์

(4) ถูกทั้งข้อ 2 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) มาตรฐานเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Criteria) เป็นการกําหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดโดยใช้ค่ากลางซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เช่น กรมควบคุมมลพิษ กําหนดตัวชี้วัดว่า “ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนทั่วประเทศมีค่าไม่เกิน 0.025 มก./ ลบ.ม. ตลอดปี” เป็นต้น

ตั้งแต่ข้อ 79 – 84 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Impact

(2) Output

(3) Outcome

(4) QQCT

(5) 2Q2T1P

 

79 ข้อใดเรียงลําดับระดับของตัวชี้วัดจากใหญ่ไปเล็กได้ถูกต้อง

(1) 1, 2, 3

(2) 1, 3, 2

(3) 2, 3, 1

(4) 3, 2, 1

(5) ไม่มีข้อถูก

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ระดับของตัวชี้วัดเรียงลําดับจากใหญ่ไปเล็กได้ดังนี้

1 ผลกระทบ (Impact) เป็นตัวชี้วัดระดับรัฐบาลและกระทรวง

2 ผลลัพธ์ (Outcome) เป็นตัวชี้วัดระดับกรม

3 ผลผลิต (Output) เป็นตัวชี้วัดระดับสํานัก (หน่วยปฏิบัติ)

80 ข้อใดคือตัวชี้วัดระดับกรม

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 79 ประกอบ

 

81 ข้อใดคือตัวชี้วัดระดับกระทรวง

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 79 ประกอบ

82 ข้อใดคือเทคนิคการกําหนดตัวชี้วัดระดับกระทรวง

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 5 (คําบรรยาย) 2Q2T1P เป็นเทคนิคการกําหนดตัวชี้วัดระดับรัฐบาล กระทรวง และกรมซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

1 Quantity (ปริมาณ)

2 Quality (คุณลักษณะ)

3 Time (เวลา)

4 Target Group (กลุ่มเป้าหมาย)

5 Place (สถานที่)

83 ข้อใดคือเทคนิคการกําหนดตัวชี้วัดระดับกรม

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 82 ประกอบ

84 ข้อใดคือเทคนิคการกําหนดตัวชี้วัดระดับสํานัก (หน่วยปฏิบัติ)

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 4 (คําบรรยาย) QQCT เป็นเทคนิคการกําหนดตัวชี้วัดระดับสํานัก (หน่วยปฏิบัติ)ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

1 Quantity (ปริมาณ)

2 Quality (คุณลักษณะ)

3 Cost (ต้นทุน)

4 Time (เวลา)

 

85 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของโครงการ

(1) งานสร้างสรรค์

(2) งานประจํา

(3) งานซับซ้อน

(4) งานเชี่ยวชาญเฉพาะ

(5) งานจํากัดเวลา

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ลักษณะของโครงการ มีดังนี้

1 เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายบางอย่าง

2 มีข้อจํากัดด้านเวลา/มีระยะเวลาที่แน่นอน

3 เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

4 มีความซับซ้อน

5 ต้องใช้ความร่วมมือหลากหลายสาขาเพื่อการเปลี่ยนแปลง

6 ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ

7 มีความชัดเจนแน่นอนสูง

8 ต้องใช้ทรัพยากร

9 ขนาดและความซับซ้อนขึ้นอยู่กับงบประมาณ วัตถุประสงค์ กําลังคน ความเสี่ยงของเส้นตาย

10 ต้องการความเป็นองค์การในการขับเคลื่อน

86 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะของโครงการ

(1) งานที่ท้าทาย ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เป็นเรื่องใหม่ ๆ มีระยะเวลาที่แน่นอน

(2) งานสร้างสรรค์ ต้องใช้ความร่วมมือหลากหลายสาขาเพื่อการเปลี่ยนแปลง มีระยะเวลาที่แน่นอน

(3) งานที่มีความซับซ้อน มีการลงทุนสูง ใช้ความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่กําหนดระยะเวลา

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1

(5) ถูกทั้งข้อ 1 และ 2

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 85 ประกอบ

87 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของโครงการภาครัฐ

(1) รัฐเป็นเจ้าของโครงการ

(2) มาจากสภาพปัญหาของสังคม

(3) มีผลกระทบต่อสังคมสูง

(4) มีผลตอบแทนสูง

(5) ใช้เงินภาษี

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ลักษณะของโครงการภาครัฐ มีดังนี้

1 รัฐเป็นเจ้าของโครงการ

2 มาจากปัญหาข้อเรียกร้องของประชาชนหรือสภาพปัญหา ของสังคม

3 เป็นประโยชน์สาธารณะ

4 มีระยะเวลาแน่นอน

5 ใช้เงินภาษี

6 ประเมินผลตอบแทนยาก

7 มีผลกระทบต่อสังคมสูง

88 ข้อใดคือขอบเขตและคุณภาพของการบริหารโครงการ

(1) เวลา ต้นทุน แผนงาน

(2) เวลา ต้นทุน นโยบาย

(3) เวลา ต้นทุน หนี้ ความเสี่ยง

(4) เวลา ต้นทุน กําไร ความเสี่ยง

(5) เวลา ต้นทุน ความพร้อมของทรัพยากร ความเสี่ยง

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขอบเขตและคุณภาพของการบริหารโครงการ มีองค์ประกอบดังนี้

1 เวลา (Time)

2 ต้นทุน (Cost)

3 ความพร้อมของทรัพยากร (Resource Availability)

4 ความเสี่ยง (Risk)

89 ข้อใดถูกต้อง

(1) โครงการที่อยู่ในโครงสร้างแบบราชการมีเสถียรภาพสูงและคล่องตัว

(2) โครงการที่อยู่ในโครงสร้างแบบราชการประหยัด มีประสิทธิภาพ

(3) โครงการที่อยู่ในโครงสร้างแบบราชการมักขาดการประสานงาน ไม่คล่องตัว (4) โครงการที่อยู่ในโครงสร้างแบบราชการประสานงานได้รวดเร็วคล่องตัว

(5) โครงการที่อยู่ในโครงสร้างแบบราชการมีต้นทุนสูง

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การจัดโครงสร้างแบบดั้งเดิม (Traditional Bureaucracy) เป็นการจัดโครงการที่อยู่ในโครงสร้างเดิมแบบราชการ โดยจัดโครงสร้างตามหน้าที่ (Function) ตามกลุ่มงาน ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งข้อดีของการจัดโครงสร้างแบบนี้คือ ประหยัด ไม่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และมีความเป็นเจ้าของผลงานชัดเจน ส่วนข้อจํากัดคือ ขาดการประสานงานไม่คล่องตัว และไม่เหมาะสมกับโครงการขนาดใหญ่หรือซับซ้อน

90 ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างแบบโครงการ

(1) จัดตั้งขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะหรือแยกออกมาจากโครงสร้างเดิม

(2) โครงสร้างเป็นแบบแนวราบ มีความคล่องตัว

(3) มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง

(4) ประหยัด มีประสิทธิภาพ

(5) สนับสนุนการทํางานเป็นทีม

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การจัดโครงสร้างแบบโครงการ (Project Organization) เป็นการจัดโครงสร้างขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะหรือแยกออกมาจากโครงสร้างเดิม โดยเน้นโครงสร้างแบบแนวราบและ เน้นการทํางานเป็นทีม ซึ่งข้อดีของการจัดโครงสร้างแบบนี้คือ มีความคล่องตัวและสะดวก ในการบริหารจัดการมุ่งเน้นผลลัพธ์ และมีทรัพยากรเป็นของตัวเอง ส่วนข้อจํากัดคือ สิ้นเปลืองทรัพยากรหากมีโครงการจํานวนมาก

91 ประยุทธ์มีตําแหน่งวิศวกร ประจําสํานักสํารวจวิศวกรรมและธรณีวิทยาประวิตรตําแหน่งนักบัญชีประจํากองการเงินและบัญชี, อนุพงษ์ ประจําสํานักกฎหมายและที่ดิน สังกัดกรมชลประทาน ทั้งสามคน เป็นคณะทํางานในโครงการออกแบบเขื่อน… ลักษณะที่กล่าวมาเป็นการจัดโครงสร้างโครงการแบบใด

(1) โครงสร้างแบบราชการ งานว่า

(2) โครงสร้างตามแนวตั้ง

(3) โครงสร้างแบบโครงการ

(4) โครงสร้างแบบราบ

(5) โครงสร้างแบบแมทริกซ์

ตอบ 5 (คําบรรยาย การจัดโครงสร้างแบบแมทริกซ์ (Matrix Organization) เป็นการจัดโครงสร้างที่ผสมระหว่างโครงสร้างแบบเดิมกับโครงสร้างแบบโครงการ โดยใช้กําลังคนในโครงสร้างเดิม มาร่วมในโครงการโดย ม่ละทิ้งหน้าที่เดิม ซึ่งในภาครัฐของไทยมักใช้วิธีการตั้งเป็นคณะกรรมการ โดยมีองค์ประกอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ข้อดีของการจัดโครงสร้างแบบนี้คือ ประสานงานได้รวดเร็วและประหยัด ส่วนข้อจํากัดคือ ขาดความเป็นเจ้าของผลงาน

92 ข้อใดคือข้อจํากัดของการจัดโครงสร้างการบริหารโครงการแบบแมทริกซ์ (1) ประสานงานล่าช้า

(2) สิ้นเปลือง

(3) ไม่เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่

(4) ขาดความเป็นเจ้าของผลงาน

(5) ลําดับชั้นการบังคับบัญชาสูง

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 91 ประกอบ

93 ข้อใดเรียงลําดับวงจรชีวิตโครงการได้ถูกต้อง

(1) สํารวจสถานะ วางแผน ดําเนินการ สิ้นสุดโครงการ

(2) กําหนดโครงการ วางแผน ดําเนินการ สิ้นสุดโครงการ

(3) วางแผนกําลังคน สํารวจสถานะ ดําเนินการ สิ้นสุดโครงการ

(4) รายงานสถานะโครงการ วางแผน ดําเนินการ สินสุดโครงการ

(5) ไม่มีข้อถูก

ตอบ 2 (คําบรรยาย) วงจรชีวิตโครงการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 การกําหนดโครงการ

2 การวางแผน

3 การดําเนินการ ซึ่งเป็นขั้นที่มีระดับความพยายามสูงสุด

4 การสิ้นสุดโครงการ

94 วงจรชีวิตขั้นใดมีระดับความพยายามสูงสุด

(1) สํารวจสภาพแวดล้อม

(2) กําหนดโครงการ

(3) วางแผน

(4) ดําเนินการ

(5) สิ้นสุดโครงการ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 93 ประกอบ

95 ผลสําเร็จจากการดําเนินกิจกรรมของโครงการเป็นผลสําเร็จในระดับใด

(1) Input

(2) Impact

(3) Outcome

(4) Output

(5) ไม่มีข้อถูก

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ผลสําเร็จจากการดําเนินกิจกรรมของโครงการ เป็นผลสําเร็จในระดับผลผลิต (Output)

96 ชุดรวมของบรรดาโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คืออะไร (1) Mega Project

(2) Program

(3) Policy

(4) Indicator HEBB

(5) Planning

ตอบ 2 (คําบรรยาย) แผนงาน (Program) คือ ชุดรวมของบรรดาโครงการ (Project) ต่าง ๆที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน

97 ข้อใดคือหัวข้อแรกในการเขียนโครงการ

(1) ความเป็นมาและความสําคัญ

(2) ชื่อโครงการ

(3) วัตถุประสงค์ของโครงการ

(4) เป้าหมาย

(5) วิธีดําเนินการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การเขียนโครงการแบบบรรยาย เป็นการเขียนบรรยายรายละเอียดและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในโครงการไล่เรียงไปตามลําดับ ดังนี้

1 ชื่อโครงการ

2 ความเป็นมาและความสําคัญ

3 วัตถุประสงค์

4 เป้าหมาย

5 กิจกรรม/วิธีดําเนินการ

6 ทรัพยากร/งบประมาณที่ใช้ดําเนินโครงการ

7 ระยะเวลาดําเนินการ

8 หน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบ

9 อื่น ๆ

98 ข้อใดไม่ใช่หลักในการเขียนวัตถุประสงค์โครงการ

(1) สั้น กระชับ

(2) เขียนเป็นรายข้อ

(3ไม่ควรเกิน 3 ข้อ

(4) เรียงตามความสําคัญมากไปน้อย

(5) เรียงตามความสําคัญน้อยไปมาก

ตอบ 5 (คําบรรยาย) หลักในการเขียนวัตถุประสงค์โครงการ มีดังนี้

1 เขียนเป็นรายข้อว่าทําเพื่ออะไร

2 เรียงลําดับตามความสําคัญจากมากไปน้อย

3 เขียนสั้นกระชับได้ใจความ

4 ไม่ควรมีมากเกินไป ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3 ข้อ

99 การเขียนแผนผัง/ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมในโครงการกับระยะเวลามักเขียนในรูปแบบใด

(1) Grand Chart

(2) Growth Chartered

(3) Gantt Chart

(4) Great Chart

(5) Grace Chart

ตอบ 3 (คําบรรยาย) Gantt Chart คือ แผนผัง/ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมในโครงการกับระยะเวลาดําเนินการ ซึ่งจะทําให้ทราบจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานในแต่ละขั้นตอน

100 ข้อใดคือการประเมินเพื่อหาความจําเป็นหรือความต้องการของโครงการ (1) Pre-evaluation

(2) Post-evaluation

(3) Ongoing-evaluation

(4) Monitoring

(5) Strategic Assessment

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การประเมินผลก่อนเริ่มโครงการ (Pre-evaluation) เป็นการประเมินเพื่อหาความจําเป็นหรือความต้องการของโครงการ (Need Assessment) และการประเมิน ความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Appraisal/Project Feasibility Study)

 

 

POL3302 การวางแผนในภาครัฐ S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3302 การวางแผนในภาครัฐ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว

1 ปัญหาโครงสร้างของปัญหาไม่ชัดเจน หมายถึง

(1) จํานวนบุคลากรที่เข้ามาบริหารนโยบาย

(2) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(3) ลักษณะในทางภูมิศาสตร์

(4) ค่านิยมของคนในสังคม

(5) วัสดุอุปกรณ์ที่จะนํามาใช้กับนโยบาย

ตอบ 4 หน้า 10, (คําบรรยาย) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน (Ill-Structured Problem) หมายถึง ปัญหาที่เป็นค่านิยมของคนในสังคม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับผู้คนจํานวนมาก เป็นปัญหาที่มีทางออกได้หลายหนทาง โดยแต่ละหนทางไม่สามารถมองเห็นผลประโยชน์ได้ชัดเจนจึงเป็นที่ถกเถียงกันได้และมีผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน

2 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเน้นหลักในด้านใดบ้าง

(1) เศรษฐกิจ การจัดการ เทคโนโลยี

(2) สังคม เศรษฐกิจ การเมือง

(3) เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเมือง

(4) ผลตอบแทน สิ่งแวดล้อม การเมือง

(5) การเงิน การคลัง เทคโนโลยี และการจัดการ

ตอบ 1 หน้า 42 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) มักจะประเมินเพียงตัวแปรหลัก ๆ ดังนี้

1 ด้านเศรษฐกิจ ความคุ้มทุนหรือผลตอบแทนของโครงการ (นิยมประเมินในด้านนี้เป็นประจํา)

2 ด้านการบริหารหรือการจัดการ

3 ด้านเทคนิค เช่น สถานที่ตั้ง วัตถุดิบ และเทคโนโลยีของโครงการ

4 ด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ

3 การทํา Feasibility ของโครงการมีจุดมุ่งหมายสําคัญเพื่อสิ่งใด

(1) เพื่อดูความพร้อมของโครงการ

(2) เพื่อประเมินผลที่เกิดจากโครงการ

(3) เพื่อตระเตรียมการแก้ปัญหาแต่เนิ่น ๆ

(4) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ

(5) เพื่อประเมินโอกาสในการบรรลุผลสําเร็จของโครงการ

ตอบ 5 หน้า 40 – 42, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงการ (Program/Project Analysis) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์และประเมินโครงการในระบบปิด ซึ่งจะให้ความสําคัญกับปัจจัยภายในองค์การ/โครงการเป็นหลัก โดยจะนําเอาโครงการที่มีอยู่ทั้งหมดมาทําการวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละโครงการ เพื่อเลือกเอาโครงการที่ดีที่สุด ซึ่งเหมาะสําหรับโครงการที่ไม่เร่งด่วน

2 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์และประเมินโครงการในระบบเปิด ซึ่งจะให้ความสําคัญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มากระทบ โครงการโดยจะนําเอาโครงการที่ได้เลือกสรรไว้แล้วเพียงโครงการเดียวมาทําการศึกษาถึง ความเป็นไปได้ เพื่อประเมินโอกาสในการบรรลุผลสําเร็จของโครงการว่ามีโอกาสที่จะประสบผลสําเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งมักจะใช้ในกรณีที่เป็นโครงการเร่งด่วน

4 ข้อใดมิใช่ภารกิจที่สําคัญในการประเมินโครงการ

(1) การวิเคราะห์ความอยู่รอดของโครงการ

(2) การวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ

(3) การคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการ

(4) การทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้

(5) การวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นว่าโครงการเหมาะสมที่สุดหรือยัง

ตอบ 1 หน้า 39 – 40, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการ มีความหมายเป็น 2 ลักษณะ คือ

1 เป็นการศึกษาถึงโอกาสความสําเร็จในการดําเนินโครงการ โดยการวิเคราะห์และประเมินหาความเชื่อมั่นว่าตัวโครงการที่ร่างเสร็จแล้วนั้นมีความสมบูรณ์เหมาะสมที่จะนําไปปฏิบัติ ได้จริงหรือไม่ เช่น การวิเคราะห์หรือการคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการ,การวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ

2 เป็นการศึกษาทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้ โดยการวิเคราะห์จําแนกแยกแยะ เปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยและผลที่คาดว่าจะได้รับ หากมีการนําโครงการไปดําเนินการหรือ นําไปปฏิบัติจริง พร้อมกับศึกษาว่าผลที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่จะเกิดขึ้นนั้นเหมาะสมมีคุณค่า มีประโยชน์ สมควรแก่การลงทุนดําเนินโครงการต่อไปหรือไม่

5 การกําหนดโครงการ หมายถึงอะไร

(1) การศึกษาหาความสมบูรณ์ของโครงการที่ร่างเสร็จแล้ว

(2) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) การตรวจสอบข้อมูลของโครงการ

(4) การตรวจสอบผลของการดําเนินโครงการที่ผ่านไปแล้ว

(5) การตรวจสอบความสามารถของผู้ร่างโครงการซ้ำอีกครั้ง

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การกําหนดโครงการ หมายถึง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือการเสาะหาลู่ทางการลงทุนที่ดีและมีความเป็นไปได้ เช่น โครงการงทุนของภาคเอกชนที่มีแววว่า จะสามารถทํากําไร หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่า และถ้าเป็นโครงการลงทุนของภาครัฐ ก็เป็นโครงการลงทุนที่มีศักยภาพและความสําคัญสูงต่อการแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการและโอกาสในการพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ของประเทศ เป็นต้น

6 สถาบันที่มีหน้าที่ริเริ่มกําหนดนโยบายและมีอํานาจอิทธิพลต่อนโยบายมาก คือ

(1) สถาบันทหาร

(2) สถาบันศาล

(3) สถาบันทางรัฐสภา

(4) สถาบันการปกครอง

(5) สถาบันการปกครองท้องถิ่น

ตอบ 4 หน้า 6, (คําบรรยาย) ตัวแบบหรือทฤษฎีสถาบัน (Institution Mode/Theory) เชื่อว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง กล่าวคือ นโยบายใด ๆ ก็ตามจะได้ชื่อว่าเป็นนโยบายสาธารณะ ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยสถาบันแล้วเท่านั้น ซึ่งนโยบายก็มักจะเป็นไปตามที่สถาบันการปกครองกําหนดเองหรือให้ประโยชน์กับสถาบัน การปกครอง ตัวอย่างสถาบันการปกครอง ได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันรัฐสภา สถาบันบริหาร (เช่น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี) สถาบันราชการ สถาบันตุลาการ (เช่น ศาล) และสถาบันการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

7 การส่งมอบงานตึก 12 ชั้น คณะรัฐศาสตร์

(1) Policy Formulation

(2) Policy Analysis

(3) Policy Evaluation

(4) Policy Implementation

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 17, (คําบรรยาย) การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนของการแปลงวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในนโยบาย ซึ่งอาจเป็นกฎหมาย คําสั่ง หรือมติของ คณะรัฐมนตรีให้เป็นแผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการจัดหา/ การตระเตรียมวิธีการ ตลอดจนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อดําเนินการให้สําเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้

8 คํากล่าวที่ว่า “การวางแผน คือ Set of Temporally Linked Actions” เป็นของใคร

(1) José Villamil

(2) ดร.อมร รักษาสัตย์

(3) Albert Waterston

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 1 หน้า 25 José Villamil กล่าวว่า “การวางแผนเป็นการกระทําที่เป็นกระบวนการ (Set of Temporalty Linked Actions) ที่นําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (Desired end State) โดยการตัดสินแต่ละครั้งนั้นมุ่งให้เกิดการรวมชาติหรือการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผิดพลาดน้อยที่สุด”

9 ข้อใดเป็นคํากล่าวที่ถูกต้องในเรื่องประเภทของแผน

(1) แผนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

(2) แผนระยะสั้น 3 ปี

(3) แผนระยะปานกลาง 6 ปี

(4) แผนระยะสั้น 4 ปี

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 23, (คําบรรยาย การจําแนกประเภทของแผนหรือแผนงาน (Plan) โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา (Time Span) อาจจําแนกได้ดังนี้

1 แผนระยะสั้น เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 2 ปี ซึ่งสามารถวางแผนได้ง่าย เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

2 แผนระยะปานกลาง เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 2 – 5 ปี ซึ่งนิยมใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศ

3 แผนระยะยาว เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

10 TP. หมายถึง

(1) เวลาที่ผ่านไป

(2) Target Planning

(3) Team Planning

(4) การทํางานเป็นทีม

(5) ทฤษฎีการวางแผน

ตอบ 3 หน้า 34, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบทีมวางแผน (Team Planning : TP.) คือ การวางแผนเป็นทีมที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมและการระดมสมอง (Brain Storm) มากที่สุด ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1 ร่วมกันกําหนดเป้าหมาย (Targets) ของหน่วยงานให้ชัดเจนตรงกัน

2 ร่วมกันมองไปในอนาคต (Vision/Scenario)

3 ร่วมกันหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือข้อจํากัด (Obstructions) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4 ร่วมกันกําหนดทางเดินหรือแผนกลยุทธ์ (Strategies) ที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

5 ร่วมกันกําหนดกลวิธี (Tactics) หรือโครงการให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้

6 ร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติ (Action Plan) ของโครงการ ซึ่งเน้นให้เกิดผลภายใน 90 วัน หรือที่เรียกว่า 90 Day Implementation Plan

11 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ได้มีจุดเริ่มต้นที่ใด

(1) เมื่อ Max Weber ได้ศึกษาระบบราชการ

(2) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

(3) เมื่อ Mayo ได้ทดลองค้นคว้าที่เรียกว่า Howthorne Study (4) เมื่อมีกลุ่มนักทฤษฎีสมัยใหม่

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 6 – 7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ถือเป็นแนวทางที่นักรัฐประศาสนศาสตร์นิยมใช้กันมาก โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการวิเคราะห์โดยทั่วไป (ในภาพรวม) มิใช่เป็นการศึกษารายกรณี และ มีเทคนิควิธีการศึกษาที่ใช้หลักสหวิทยาการหรือหลักการของวิชาการหลายสาขามาศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งการศึกษาตามแนวนี้ได้มีจุดเริ่มต้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม

12 ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก คือ

(1) ข้อมูลที่ยังไม่ได้กรอง

(2) ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts)

(3) ข้อมูลที่เป็นความเชื่อ (Value)

(4) ข้อมูลทุกประเภท

(5) ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการของดิน

ตอบ 3 หน้า 11 ข้อมูลในการวางนโยบายหรือแผน อาจจําแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1 ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ลักษณะของดินฟ้าอากาศ และภูมิศาสตร์

2 ข้อมูลที่เป็นความเชื่อหรือค่านิยม (Values) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความยึดมั่นเชื่อถือของประชาชน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก

13 นักวิชาการที่กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ คือ

(1) Harry Harty RARE

(2) Walter

(3) Thomas R. Dye

(4) William Dunn

(5) Theodore Poister

ตอบ 5 หน้า 16 Theodore Poister กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ ดังนั้นจําเป็นต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาของนโยบายกับผลกระทบทั้งปวงที่จะเกิดขึ้น”

14 แบบอะไรที่ถูกต้องในการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบายหรือแผน

(1) แผนการรายงาน

(2) แผนตรวจงาน

(3) แผนประเมินผลงาน

(4) แบบวิธีทดลอง

(5) แบบการวัดประสิทธิภาพ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผล(Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการดําเนินการตามนโยบายนั้นตรงกับ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1 แบบธรรมดาหรือแบบที่ไม่ใช่วิธีการทดลอง

2 แบบวิธีกึ่งทดลอง

3 แบบวิธีทดลอง

15 นโยบายตามตัวแบบสถาบันจะให้ประโยชน์กับใครมากที่สุด

(1) ให้ประโยชน์กับสังคม

(2) ให้คํานึงถึงรัฐสภา

(3) ประโยชน์โดยทั่วไป

(4) ผู้นําและผู้ใกล้ชิด

(5) ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 6 ประกอบ

16 ความเป็นธรรมของนโยบายสามารถวัดได้อย่างไร

(1) วัดจากความพึงพอใจของประชาชนโดยส่วนรวม

(2) วัดจากการกระจายรายได้ของนโยบายสู่ประชาชน

(3) วัดจากประโยชน์ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

(4) วัดจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย

(5) วัดจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการของนโยบายให้มากที่สุด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การพิจารณาด้านความเป็นธรรมของนโยบาย แผน หรือโครงการนั้น อาจพิจารณาหรือวัดได้จากประโยชน์ของนโยบาย แผน หรือโครงการว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากนโยบาย แผน หรือโครงการอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะนโยบาย แผน หรือโครงการที่ดีนั้นจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

17 เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป นโยบายของรัฐจะเป็นอย่างไร

(1) มีขนาดเล็กลง

2) คงที่เหมือนเดิม

(3) มีขนาดใหญ่โตตามกาลเวลา

(4) มีขนาดใหญ่โตล้ำหน้าเวลา

(5) มีขนาดจะเล็กลงหรือจะโตขึ้นเป็นไปตามจํานวนประชากร

ตอบ 3 หน้า 17 – 18 Randall Ripley และ Grace Franklin กล่าวว่า ในการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นมีประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติต้องทําความเข้าใจอยู่ 5 ประการ ได้แก่

1 มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนมากมาย

2 มีความต้องการหลากหลายต่อนโยบาย

3 ธรรมชาติของนโยบายมักจะมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป4 ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในหลายระดับ หลายสังกัด และหลายหน่วยเสมอ

5 มีปัจจัยมากมายที่นโยบายไม่สามารถควบคุมได้

18 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 หน้า 2 นโยบายมีหลายรูปร่างและหลายลักษณะตามการใช้ประโยชน์ของนโยบาย ดังนี้

1 มีรูปร่างเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง

2 มีรูปเป็นแผนงาน โครงการ

3 มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือเชิญชวน ซึ่งมีลักษณะบังคับน้อยที่สุด

4 มีรูปเป็นสัญญา

5 มีรูปเป็นอื่น ๆ หรืออาจไม่มีรูปร่างให้เห็นชัดเจน เช่น คําแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีหรือของรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

19 ในแนวคิดการศึกษานโยบายศาสตร์ในแนววิเคราะห์นโยบายนิยมใช้ในนักวิชาการกลุ่มใด

(1) นักรัฐศาสตร์

(2) นักสังคมวิทยา

(3) นักรัฐประศาสนศาสตร์

(4) นักวิทยาศาสตร์

(5) นักเศรษฐศาสตร์

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 11 ประกอบ

20 ข้อใดเป็นความจริงเกี่ยวกับแผนระยะยาว

(1) มีระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป

(2) วางแผนได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

(3) มีระยะเวลาไม่จํากัด

(4) ความเชื่อมั่นจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน

(5) ใช้แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผิน

ตอบ 4 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนระยะยาว คือ แผนที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป เป็นแผนที่มีความเชื่อมั่นได้น้อยและจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน กล่าวคือ ความเชื่อมั่นจะลดต่ำลง ตามระยะเวลาที่ยาวออกไป แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (แผนนั้นเริ่มเห็นผล คือ สามารถ แก้ปัญหาได้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนก็จะเพิ่มมากขึ้น) และแผนระยะยาวนับว่าเป็นแผน ที่แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เห็นผลช้า

21 Controlled Environment หมายถึง

(1) ภาวะทางธรรมชาติ

(2) ค่านิยมของคนในภาคใต้ของประเทศไทย

(3) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(4) ความเชื่อของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 12 สิ่งแวดล้อมของนโยบาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Controlled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างแน่นอน เช่น จํานวนคนที่จะเข้ามาบริหารนโยบาย เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

2 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างชัดเจน เช่น ความเชื่อ/ค่านิยมของคนในสังคม ภาวะทางธรรมชาติภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว เป็นต้น

22 แผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น จัดเป็นแผนประเภทใด

(1) แผนรายปี

(2) แผนงบประมาณ

(3) แผนการเงิน

(4) แผนโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สําหรับแผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนประเภทแผนรายปี แผนงบประมาณ แผนการเงิน แผนระยะสั้น หรือแผนโครงการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก

23 ใครกล่าวว่านโยบายคือ “สิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา”

(1) Thomas R. Dye

(2) David Easton

(3) Woodrow Wilson

(4) William Dunn

(5) ดร.อมร รักษาสัตย์

ตอบ 1 หน้า 1 Thomas R. Dye กล่าวว่า “นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวหรือกิจกรรมหรือสิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา และเกี่ยวข้องกับเหตุผลว่าทําไมจึงเลือกเช่นนั้น”

24 ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของนโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่แตกต่างจากแผนอื่น

(1) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยแยกจากกันให้ชัดเจน

(2) เน้นการกระจายรายได้และการถือครองทรัพย์สิน

(3) เน้นการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคม

(4) เน้นการพัฒนาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(5) เป็นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง ตอบ 5 (คําบรรยาย) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) เป็นการวางแผนที่ยังคงน้อมนําและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่าง มีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับการกําหนดทิศทางการพัฒนา ที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

25 หน่วยงานใดมีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะและวางแผนพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน

(1) กรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท

(2) กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม

(3) สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง

(4) สํานักงาน ก.พ.

(5) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัจจุบันการกําหนดนโยบายสาธารณะและการวางแผนพัฒนาประเทศของไทยจะอยู่ในความรับผิดชอบของ “สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่ข้อ 26 – 30. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

หากสรุปว่ากระบวนการของแผนประกอบด้วยกระบวนการ ได้แก่

(1) กําหนดปัญหา

(2) ตั้งเป้าหมาย

(3) ศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

(4) ลงมือวางแผน

(5) ประเมินผล

 

26 ขั้นตอนใดที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก (คําบรรยาย) อาจสรุปได้ว่ากระบวนการของแผน ประกอบด้วย 7 กระบวนการ ดังนี้

1 กําหนดปัญหา

2 การตั้งเป้าหมาย/วัตถุประสงค์

3 การศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

4 ลงมือวางแผน เป็นการลงมือเขียนแผนให้ถูกต้อง โดยหน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการนี้

5 การประเมินแผน เป็นกระบวนการที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์ โดยการศึกษาวิเคราะห์ แผนว่ามีความสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะนําไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จากนั้นจึงนําเสนอแผนให้ ผู้มีอํานาจพิจารณาอนุมัติ เพื่อนําแผนไปปฏิบัติ

6 การนําแผนไปปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่ทําให้เกิดผลงานที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

7 การประเมินผล (Evaluation) เป็นกระบวนการที่ทําให้ทราบถึงผลสําเร็จและเก็บเป็นข้อมูลสะสม เพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

27 หน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการใด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 26 ประกอบ

28 กระบวนการใดต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญหลายสาขามากที่สุด

ตอบ 4 หน้า 27 งานวางแผนเป็นงานระดับกลุ่ม ดังนั้นการลงมือวางแผนจึงต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ สาขามาร่วมกันสร้างแผน โดยมีนักวางแผนเป็นผู้ประสานให้การวางแผนไปสู่จุดหมายร่วมกันขององค์การได้

29 กระบวนการใดทําให้เกิดผลงานที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก ดูคําอธิบายข้อ 26 ประกอบ

30 กระบวนการใดทําให้ได้รับข้อมูลสะสมเพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 26 ประกอบ

 

ตั้งแต่ข้อ 31 – 35 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Alternative

(2) Social Analysis

(3) Feasibility Study

(4) Financial Analysis

(5) Process

 

31 การวิเคราะห์ประเมินโครงการไม่ใช่ราชการ

ตอบ 4 หน้า 40 การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านการเงิน (Financial Analysis) เป็นแนวทางการประเมินโครงการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายกับ ผลประโยชน์ที่ได้รับ (Cost-Benefit) เพื่อดูว่าโครงการที่จัดทําขึ้นมานั้นมีลักษณะคุ้มทุนหรือไม่

32 สอดคล้องเหมาะสมกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม

ตอบ 2 หน้า 41, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านสังคม (Social Analysis)จะพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้

1 ความเหมาะสมสอดคล้องต้องกันระหว่างแนวทางของโครงการกับปัจจัยทางสังคม เช่น ศาสนา การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม กฎหมาย การเมืองและการปกครอง เป็นต้น

2 โอกาสที่สังคมจะยอมรับ/สนับสนุน หรือต่อต้าน/คัดค้านโครงการ

33 ประเมินดู Cost – Benefit

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 31 ประกอบ

34 กระบวนการต่าง ๆ ทางวิชาการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กระบวนการ (Process) หมายถึง ขั้นตอนวิธีปฏิบัติ หรือกิจกรรมการดําเนินงานที่กระทําอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

35 ทางเลือกในการวางแผน โครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ทางเลือก (Alternative) หมายถึง มาตรการหรือแนวทางการดําเนินงานที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ ซึ่งอาจมีหลายทางเลือกในการบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ

 

ตั้งแต่ข้อ 36 – 40 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Looking Ahead

(2) Making Choices

(3) Actions

(4) Setting Limits

(5) Desired end State

 

36 การนําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 8 ประกอบ

37 Vision ตอบ 1 หน้า 25 Albert Waterston กล่าวว่า “การวางแผนทุกชนิดจะต้องมีลักษณะร่วมกันหลายประการ เช่น ต้องประกอบด้วยการมองล่วงหน้า (Looking Ahead) ต้องมีทางเลือก (Making Choices) และหากเป็นไปได้ต้องจัดเตรียมวิธีการกระทํา (Actions) ที่แน่นอน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรืออย่างน้อยที่สุดต้องกําหนดข้อจํากัด (Setting Limits) ที่อาจจะเกิดจากการกระทําดังกล่าวไว้ด้วย”

38 จะต้องมีทางเลือก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 37 ประกอบ

39 การจัดเตรียมวิธีการกระทํา

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 37 ประกอบ

40 การกําหนดข้อจํากัด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 37 ประกอบ

 

ตั้งแต่ข้อ 41 – 45 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Targets

(2) Vision

(3) Obstructions

(4) Strategies

(5) Tactics

 

41 การมองไปในอนาคต

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

42 การที่หน่วยงานตกลงกําหนดเป้าหมาย

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

43 ข้อจํากัดที่เกิดขึ้นในอนาคต

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

44 กําหนดทางเดินที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

45 การร่วมกันกําหนดกลวิธีให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

 

ตั้งแต่ข้อ 46 – 50 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การระบุปัญหา

(2) การศึกษาข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย

(3) การออกแบบทางเลือกนโยบาย

(4) การวิเคราะห์ทางเลือก

(5) การทดสอบทางเลือก

46 การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระเบียบต่าง ๆ ที่ใช้เทคนิควิเคราะห์ และการประยุกต์ทั้งหลายเป็นระบบ

ตอบ 5 หน้า 14 การทดสอบทางเลือก คือ การทบทวนความเหมาะสมของขั้นตอนและข้อมูลที่ใช้ทั้งทางด้านหลักการ เหตุผลทางเลือกนโยบาย คุณภาพและปริมาณของข้อมูลว่ายังพอเพียง และดีอยู่ ตลอดจนตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระเบียบวิธีต่าง ๆ ที่ใช้ เทคนิควิธีวิเคราะห์และการประยุกต์ทั้งหลายว่าเป็นระบบและสอดคล้องต้องกันอย่างแท้จริง

47 กําหนดทางเลือกซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และรวบรวมทางเลือกทุก ๆ ทางเลือกให้ครบถ้วน

ตอบ 3 หน้า 13 การออกแบบทางเลือกนโยบาย คือ การใช้ความรู้ ประสบการณ์ของผู้กําหนดนโยบายร่วมกับข้อมูลที่รวบรวมและการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อกําหนดว่าทางเลือกซึ่งเป็นแนวทาง ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นควรเป็นทางเลือกใดบ้าง โดยพิจารณาว่ามีทางเลือกใดที่สามารถ ปฏิบัติตามแล้วให้ผลสําเร็จดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้บ้าง ซึ่งในขั้นนี้ต้องรวบรวมทางเลือกทุก ๆ ทางเลือกที่เป็นไปได้ให้ครบถ้วน

48 ศึกษาถึงความเหมาะสมระหว่างทางเลือกกับสภาพแวดล้อม รวมทั้งศึกษาถึงประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย

ตอบ 4 หน้า 14 การวิเคราะห์ทางเลือก คือ การนําเอาทางเลือกที่มีทั้งหมดมาทําการศึกษาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในเเต่ละทางเลือกทีละทางเลือก เช่น ศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ศึกษาถึงความเหมาะสมระหว่างทางเลือกกับสถานการณ์แวดล้อม ศึกษาถึงผลประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของแต่ละทางเลือก ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด

49 ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากสภาพที่แท้จริง หรือข้อมูลภาคสนาม หรือข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อจะทราบปัญหา

ตอบ 1 หน้า 12 การระบุปัญหา คือ การศึกษาว่าอะไรคือปัญหา โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถานที่จริงหรือข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลปฐมภูมิ หรือข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ หรือข้อมูล ทุติยภูมิ เพื่อที่จะทราบปัญหาและจําแนกว่าปัญหาใดเร่งด่วนกว่า มีสาเหตุจากอะไร และ ประชาชนรับรู้เพียงใด ดังนั้นโดยสรุป การระบุปัญหาก็คือ การศึกษาวิเคราะห์เพื่อกําหนด ปัญหาที่ถูกต้องและศึกษาค่านิยมที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับปัญหาเพื่อกําหนดแนวทางของนโยบายที่เหมาะสมกับความเป็นจริงต่อไป

50 ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์จากนโยบาย รวมทั้งการยอมรับต่อนโยบาย

ตอบ 2 หน้า 13 การศึกษาข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย คือการศึกษาข้อจํากัดด้านต่าง ๆ ดังนี้

1 ข้อมูล

2 ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์จากนโยบาย

3 การรับรู้และการยอมรับต่อนโยบาย

4 สิ่งแวดล้อมทั่วไป

 

ตั้งแต่ข้อ 51 – 55 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Integration

(2) Dynamic

(3) Subjectivity

(4) Artificiality

(5) ปัญหามีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจน

 

51 เป็นปัญหาที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว

ตอบ 4 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะไม่มีตัวตนที่แท้จริง (Artificiality) หมายถึง ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นที่ยอมรับหรือตระหนักได้ของคนบางกลุ่มบางหมู่ในขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ยอมรับก็ได้

52 ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่มีที่ทําการต้องเช่าอาคารเอกชนเป็นที่ทําการชั่วคราว

ตอบ 5 หน้า 10 ปัญหาที่มีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน (Well-Structured Problem) หมายถึง ปัญหาที่มีผลลัพธ์แน่นอน มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนน้อย มีทางออกในการแก้ไขปัญหา เพียงไม่กี่ทางเลือก  (1 – 3 ทาง) ซึ่งแต่ละทางเลือกสามารถมองเห็นผลประโยชน์ของทางเลือก ได้ชัดเจน ไม่เป็นที่ถกเถียงกันได้แต่อย่างใด เช่น ปัญหาในการจัดสร้างที่ทําการของหน่วยงานหรือองค์การ เป็นต้น

53 การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม

ตอบ 2 หน้า 9 ปัญหาที่มีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูง หมายถึง การที่ปัญหาได้แปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนําไปสู่การแปรเปลี่ยนให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกได้ ดังนั้นการกําหนดปัญหาของนโยบายจึงไม่มีข้อสรุปที่ถาวร

54 จะกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาผลกระทบด้านเทคนิค การเมือง สังคม

ตอบ 1 หน้า 9 ปัญหาทั้งหลายมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (Integration) อยู่เสมอ ดังนั้น ในการพิจารณาปัญหาของนโยบายจึงพิจารณาเพียงด้านหนึ่งด้านใดเป็นเอกเทศไม่ได้ เช่น ในการกําหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะพิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ได้ จะต้อง พิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการเมือง สังคม หรืออื่น ๆ อีกตามแต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่

55 การมีความหมายในตัวของปัญหาเอง

ตอบ 3 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Subjectivity) สูง หมายถึง ในปัญหาหนึ่ง ๆ นั้นต่างก็มีความหมายในตัวของปัญหาเอง ขึ้นอยู่กับผู้รับรู้หรือผู้กําหนดนโยบายว่าจะสามารถรับรู้ หรือตระหนักได้ถึงความเป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งความเป็นอัตนัยของปัญหานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด การรับรู้ปัญหาได้ไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนคนหนึ่งตระหนักได้อาจเป็นปัญหาที่คนอื่น ๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงก็ได้

 

ตั้งแต่ข้อ 56 – 60 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การก่อรูปของนโยบาย

(2) การกำหนดนโยบาย

(3) การวิเคราะห์นโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย

 

56 คํานึงถึงแนวทางการปฏิบัติที่มีศักยภาพอันนําไปสู่การตอบสนองในปัญหาของนโยบายได้

ตอบ 2 หน้า 8, 16, (คําบรรยาย) การกําหนดนโยบาย (Policy Formulation) ประกอบด้วย

1 การกําหนดวัตถุประสงค์

2 การกําหนดทางเลือก ได้แก่ การวิเคราะห์ทางเลือกนโยบาย (Policy Alternative) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงแนวทางปฏิบัติที่มีศักยภาพอันนําไปสู่การตอบสนองในปัญหาของนโยบายได้ โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit) เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

3 การจัดทําร่างนโยบาย เพื่อนําเสนอพิจารณาขออนุมัติ/ไม่อนุมัติและประกาศเป็นนโยบายต่อไป

57 การวิเคราะห์ข่าวสารในด้านความรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ หรือเงื่อนไขก่อนจะมีนโยบาย

ตอบ 1 หน้า 8, 16, (คําบรรยาย) การก่อรูปของนโยบาย (Policy Formation) เป็นขั้นตอนที่ผู้กําหนดนโยบายต้องทําความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยสําคัญในการกําหนดนโยบาย ก่อนที่จะ เริ่มกําหนดนโยบาย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้ ได้แก่ ปัญหาของนโยบาย สิ่งแวดล้อมของนโยบาย และขั้นตอนในการกําหนดนโยบาย โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์สภาพปัญหา ของนโยบาย (Policy Problem) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข่าวสารในด้านความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์หรือเงื่อนไขก่อนจะมีนโยบาย

58 เป็นการวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกแล้วของนโยบาย

ตอบ 3 หน้า 16, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) มีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์ผลของนโยบาย (Policy Outcomes) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกแล้วของนโยบาย

59 การวิเคราะห์ในแง่มุมที่ต้องอาศัยการประเมินและการพยากรณ์เป็นเครื่องมืออย่างมาก

ตอบ 4 หน้า 16 – 17, (คําบรรยาย) การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนที่ทําให้เกิดผลลัพธ์ของนโยบายขึ้น โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์แนวปฏิบัติ ของนโยบาย (Policy Action) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงแนวทางหรือชุดของแนวทางที่เลือกสรร มาจากทางเลือกของนโยบายว่ามีความเหมาะสมจริงหรือไม่ ซึ่งการวิเคราะห์ในแง่มุมนี้ ต้องอาศัยการประเมินและการพยากรณ์เป็นเครื่องมืออย่างมาก

60 การวิเคราะห์ระดับความสามารถในการบรรลุถึงคุณค่าในการตอบสนองความต้องการของนโยบาย

ตอบ 5 หน้า 16, 20, (คําบรรยาย) การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย (Policy Evaluation)เป็นการศึกษาผลของการปฏิบัติตามนโยบายว่าเป็นอย่างไร โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์ผลสัมพัทธ์ของนโยบาย (Policy Performance) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ระดับ ความสามารถในการบรรลุถึงคุณค่าในการตอบสนองความต้องการของนโยบาย อันหมายถึง ผลลัพธ์ของนโยบายที่ทําให้กลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่จึงแสดงว่านโยบายประสบความสําเร็จแล้ว

 

61 “การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ โครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการตลาด มีดังนี้

1 การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม

2 ศึกษาสภาพความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ

62 “การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการเงิน มีดังนี้

1 การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ

2 การวิเคราะห์การใช้จ่ายทางการเงินล่วงหน้า ฯลฯ

63 “การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกัน” เป็นการประเมิน โครงการในด้านใด

(1) การประเมินโครงการในภาพรวม

(2) การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม

(3) การประเมินด้านการตลาด

(4) การประเมินด้านการเงิน

(5) การประเมินด้านการจัดการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การประเมินโครงการในภาพรวม (Project Appraisal) คือ

1 การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกัน  โครงการนี้เหมาะสมกว่าหรือไม่

2 โครงการที่เสนอจะสามารถดําเนินการให้สําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจะบรรลุจุดมุ่งหมายของแผนงาน ตลอดจนนโยบายของหน่วยงานระดับสูงมากน้อยเพียงใด

64 EIA คืออะไร

(1) การวิเคราะห์ผลกระทบทั่วไปของโครงการ

(2) การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ

(3) หลักการประเมินผลโครงการ

(4) หลักการบริหารงบประมาณโครงการ

(5) การจัดทําประชาพิจารณ์ก่อนการดําเนินโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) Environmental Impact Assessment : EIA คือ การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการในภาพรวม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการตามบรรทัดฐานที่กําหนด

65 ข้อใดเป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคม

(1) การจัดทําประชาพิจารณ์

(2) การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

(3) การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

(4) การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมอย่างกว้างขวาง อาจทําได้โดยวิธีดังนี้

1 การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

2 การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

3 การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

4 การจัดทําประชาพิจารณ์

66 ความต้องการของผู้รับบริการจากองค์การภาครัฐในปัจจุบันเป็นอย่างไร

(1) ความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

(2) ความต้องการมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

(3) ความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(4) บางครั้งความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

1 ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้ การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ และควรมีการจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

2 ความต้องการของลูกค้าและผู้รับบริการมีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบางครั้งความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

3 ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่าด้วย

4 การใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามีความจําเป็นและสําคัญมากขึ้น ควรคํานึงถึงเรื่องความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้ และผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

5 การเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการลูกค้า

6 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

7 การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

8 การเผชิญกับภาวะวิกฤติและความเสี่ยงต่าง ๆ

67 การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านการจัดการ

(2) ด้านเทคนิค

(3) ด้านการตลาด

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในด้านเทคนิค คือ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ อันจําเป็นต่อการทํางานในแต่ละกิจกรรมให้สมบูรณ์

68 กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่องใด

(1) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(2) ทรัพย์สินทางปัญญา

(3) สิทธิมนุษยชน

(4) ธรรมาภิบาล

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่อง ดังนี้ 1 ทรัพย์สินทางปัญญา

2 สิทธิมนุษยชน

3 ธรรมาภิบาล

4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

69 ทรัพยากรในการบริหารงานภาครัฐมีลักษณะอย่างไรในปัจจุบัน

(1) ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นมาก

(2) การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่า

(3) ทรัพยากรมีลักษณะคงที่เหมือนเช่นในอดีต

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

70 ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่ข้อใด

(1) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

(2) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

(3) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

(4) การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่

1 การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

2 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

3 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

71 สิ่งที่จําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการ คือข้อใด

(1) ข้อมูล

(2) เวลา

(3) ค่าใช้จ่าย

(4) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการก็คือเวลา เพราะแต่ละโครงการจะมีระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาเสร็จสิ้นโครงการที่แน่นอน

72 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่องใด

(1) องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

(2) มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

(3) มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

(4) มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่อง ดังนี้

1 มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

2 มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

3 องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

4 มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

73 โครงการประเภท “ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา” ได้แก่ข้อใด

(1) การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

(2) การแก้ไขปัญหาครอบครัว

(3) การจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

(4) การแก้ไขปัญหาส่วนตัว

(5) การสร้างอาคารสํานักงานใหม่

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ประเภทของโครงการ จําแนกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1 โครงการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา เช่น โครงการ One Stop Service เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และการจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

2 โครงการริเริ่มหรือนวัตกรรม เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่การสร้างอาคารสํานักงานใหม่ การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักรใหม่

3 โครงการวิจัยและพัฒนา มีลักษณะเป็นโครงการใหม่หรือโครงการบุกเบิก อาจใช้ชื่อเรียกว่าโครงการนําร่อง (Plot Project) หรือเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

74 โครงการประเภท “ริเริ่มหรือนวัตกรรม” ได้แก่ข้อใด

(1) การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต

(2) การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่

(3) การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่

(4) การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 73 ประกอบ

75 โครงการประเภท “วิจัยและพัฒนา” มีลักษณะอย่างไร

(1) เป็นโครงการบุกเบิก

(2) เป็นโครงการนําร่อง

(3) เป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 73 ประกอบ

76 ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงการ คือ

(1) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(2) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

(3) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

(4) การคิดค้นทางเลือก

(5) การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนของการวางแผนโครงการ มีดังนี้

1 การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทําให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ และสามารถประเมิน สถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

2 การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

3 การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คือ การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

4 การเสนอเพื่อพิจารณา จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

5 การคิดค้นทางเลือก เป็นขั้นตอนที่ต้องทํารายละเอียด 6W 2H

6 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือก โดยการใช้ข้อมูลจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมาพิจารณา

7การเสนอเพื่อพิจารณาอีกรอบหนึ่ง จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

8 การจัดทําข้อเสนอโครงการ

77 เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

(1) เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

(2) เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

(3) เพื่อกําหนดจุดเริ่มต้นโครงการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

1 เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในโครงการมีความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

2 เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

3 เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

78 ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่

(1) ด้านเทคนิค การจัดการ

(2) ด้านการตลาด การเงิน

(3) ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

(4) ด้านสิ่งแวดล้อม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่ 1 การศึกษาด้านเทคนิคหรือด้านวิชาการ

2 การศึกษาด้านการจัดการ

3 การศึกษาด้านการตลาด

4 การศึกษาด้านการเงิน

5 การศึกษาด้านเศรษฐกิจ

6 การศึกษาด้านสังคมและการเมือง

7 การศึกษาด้านสภาพแวดล้อมและสภาวะนิเวศ

79 ข้อใดคือเครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค (1) บรรทัดฐานด้านเวลา

(2) บรรทัดฐานด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

(3) บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค มีดังนี้

1 บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

2 บรรทัดฐานด้านเวลา

3 บรรทัดฐานด้านการเงิน

4 บรรทัดฐานด้านประสิทธิผล

80 สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

(1) หน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้

(2) ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน

(3) การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ

(4) ควรจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

81 สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ

(1) สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก

(2) สภาพแวดล้อมไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป

(3) สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก และไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํามักจะมีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

82 ลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํา คือ

(1) ไม่จําเป็นต้องมีทักษะใด ๆ

(2) มีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

(3) มีทักษะรอบด้านในการทํางานให้สําเร็จ

(4) มีทักษะในการตัดสินใจ

(5) มีทักษะในด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

83 การใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ควรประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้

(2) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงช้า จึงควรลงทุนในด้านเทคโนโลยี

(3) ควรคํานึงถึงผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

84 ลักษณะเฉพาะที่สําคัญของโครงการ คือ

(1) ผลลัพธ์ของโครงการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

(2) ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ แตกต่างจากงานประจํา

(3) มีองค์การรับผิดชอบโดยเฉพาะ

(4) องค์การที่รับผิดชอบทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ลักษณะเฉพาะของโครงการ มีดังนี้

1 ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศหรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากงานประจํา

2 มีองค์การรับผิดชอบในการจัดการ โดยเฉพาะ และทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

3 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหาร และทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ

4 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารโครงการต้องคํานึงถึงข้อจํากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพตามที่กําหนดไว้ในเงื่อนไขของโครงการ

5 ในการจัดการโครงการ จําเป็นต้องเน้นความสําคัญของการบูรณาการกับองค์การหลักหรือหน่วยงานหลักของเจ้าของโครงการ

85 เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วยอะไรบ้าง

(1) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(2) วัตถุประสงค์ ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(3) วัตถุประสงค์ บุคลากรที่รับผิดชอบ ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(4) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(5) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากรอายุโครงการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากร และอายุโครงการ

86 ขั้นตอนสุดท้ายของวงจรโครงการของภาครัฐ คือ

(1) การอนุมัติโครงการ

(2) การลงทุนในโครงการ

(3) การส่งมอบงานโครงการ

(4) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(5) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 การวางแผน การประเมิน และการจัดทําข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วย 1.1 การกําหนดแนวคิดโครงการ เช่น การกําหนดเงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR)

1.2 การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินโครงการ ซึ่งมีประโยชน์เพื่ออนุมัติโครงการให้มีการดําเนินการต่อไปได้หรือไม่

1.3 การจัดทําข้อเสนออันเป็นรายละเอียด หรือการออกแบบโครงการ

2 การคัดเลือก การอนุมัติ และการเตรียมความพร้อม

3 การปฏิบัติการ การควบคุม การยุติและส่งมอบ เช่น การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นการทํางานของผู้จัดโครงการและผู้ร่วมงาน

4 การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข เช่น การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ

87 ข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (TOR) พัฒนามาจากข้อใด

(1) แนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน จะถูกกําหนดโดยเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกําหนดแนวคิดโครงการจะเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการ ของภาคเอกชน รวมถึงข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (Terms of Reference : TOR) ก็พัฒนามาจากแนวคิดโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของกิจการ

88 ขั้นตอนแรกของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ข้อใดไม่ถูกต้อง

(1) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(2) การเตรียมความพร้อมของโครงการ

(3) การกําหนด TOR

(4) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(5) การออกแบบโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

89 สิ่งที่จําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น คือ

(1) การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง

(2) การประมวลสถานการณ์แวดล้อม

(3) การกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่นคือ การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง และการกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจน

90 การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐ คือ

(1) การจัดทําแผนการดําเนินงานล่วงหน้า

(2) การจัดทําแนวทางการประเมินผล

(3) การจัดทําแผนกําลังคน

(4) การจัดทําแผนการเงิน

(5) การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐคือ การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

91 การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็นอะไรบ้าง (1) เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

(2) วัตถุประสงค์ของโครงการ

(3) ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

(4) ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็น ดังนี้

1 เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

2 วัตถุประสงค์ของโครงการ

3 ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

4 ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

92 การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติเป็นการทํางานของผู้ใด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้จัดการโครงการ

(4) ข้าราชการระดับล่าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

93 การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการอยู่ในขั้นตอนใด

(1) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(2) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(3) การบริหารโครงการ

(4) การปรับปรุงนโยบายและแผนงาน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

94 ปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” เป็นปัญหาประเภทใด

(1) ปัญหาทั่วไป

(2) ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

(3) ปัญหาในเชิงป้องกัน

(4) ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ปัญหาแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1 ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ปัญหาน้ำท่วม

2 ปัญหาในเชิงป้องกัน

3 ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

95 การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยวิธีใด

(1) วิเคราะห์ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้

(2) คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

(3) ใช้วิธีการหยั่งรู้

(4) สอบถามผู้บริหารระดับสูง

(5) สอบถามผู้ปฏิบัติงาน

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เพื่อยืนยันความชัดเจนของปัญหาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และศึกษาดูว่า เป็นปัญหาอะไร เป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือเป็นปัญหาในเชิงป้องกัน หรือเป็นปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

96 6W 2H คืออะไร

(1) เทคนิคการวางแผนโครงการ

(2) เทคนิคการประเมินผลโครงการ

(3) เทคนิคการริเริ่มโครงการ

(4) การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ

(5) เทคนิคการตรวจรับโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) 6W 2H คือ การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 Why (จะทําทําไม) คือ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผล ของโครงการ การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ (ได้แก่ SMART Principle) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา ด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

2 What (จะทําอะไร) คือ การระบุกิจกรรมหลักที่ต้องทํา

3 When (จะทําเมื่อไหร่) คือ การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ 4 Where (จะทําที่ไหน) คือ การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

5 Who (จะทําโดยใคร) คือ การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

6 Whom (จะทําเพื่อใคร) คือ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผล

7 How (จะทําอย่างไร) คือ กฎระเบียบ เทคโนโลยีและมาตรการปฏิบัติงาน

8 How Much (จะจ่ายเท่าไหร่) คือ งบประมาณ ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม

97 การตอบคําถาม “ทําไม” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา

(4) การระบุตัวชี้วัดด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

98 SMART Principle เป็นหลักการในเรื่องใด

(1) การกําหนดคุณสมบัติผู้รับผิดชอบโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การกําหนดรายละเอียดของโครงการ

(4) การกําหนดหลักการการประเมินผลโครงการ

(5) การกําหนดคุณภาพของโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

99 การตอบคําถาม “อะไร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

100 การตอบคําถาม “ใคร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

101 ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงในการวางแผนโครงการจะให้ผลลัพธ์อะไร

(1) รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ

(2) สามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

(3) สามารถทราบถึงความสําเร็จของการดําเนินงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

102 การกําหนดวัตถุประสงค์ในการวางแผนโครงการ คือข้อใด

(1) การกําหนดบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน

(2) การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

(3) การกําหนดตัวชี้วัดของผลการปฏิบัติงาน

(4) การกําหนดระยะเวลาการดําเนินงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

103 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกในการแก้ไขปัญหา จะใช้ข้อมูลอะไรมาพิจารณา

(1) ข้อมูลภายในองค์การที่รับผิดชอบดําเนินงานโครงการ

(2) ข้อมูลจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) ข้อมูลจากการสํารวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(4) ข้อมูลจากความคิดเห็นของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

104 “ความคิดสร้างสรรค์” จําเป็นสําหรับขั้นตอนใด

(1) การวิเคราะห์โครงการ

(2) การคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา

(3) การริเริ่มโครงการ

(4) การดําเนินโครงการ

(5) การประเมินผลโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ จําเป็นสําหรับขั้นตอนการคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1 ความรู้ที่ประมวลจากประสบการณ์ หรือเป็นความรู้ตามสัญชาตญาณของเรา ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น “ชั่วโมงบิน”

2 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ เช่น การเรียนรู้จากการสอนงาน การให้คําแนะนําการสาธิต การฝึกอบรม การวิจัยและการพัฒนาในองค์การ

3 การเรียนรู้จากผู้อื่น เช่น เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา การศึกษาดูงาน

4 การเรียนรู้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ เช่น การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทั้งภายในภายนอกองค์การ

105 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ ได้แก่อะไร

(1) การฝึกอบรม

(2) การสอนงาน

(3) การให้คําแนะนํา

(4) การสาธิต

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 104 ประกอบ

106 การเรียนรู้จากผู้อื่น จะเรียนรู้ในเรื่องใด

(1) เรียนรู้ความล้มเหลมขององค์การประเภทเดียวกัน

(2) เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา

(3) การศึกษาดูงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5)  ข้อ 2 และ ข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 104 ประกอบ

107 ปัญหา “การบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด”อาจมีสาเหตุมาจากข้อใด

(1) พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

(2) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

(3) ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

(4) ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัญหาการบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด มีสาเหตุดังนี้

1 พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะ ในการปฏิบัติงาน

2 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

3 ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

4 ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

108 การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมเรื่องใด

(1) อัตราเงินเฟ้อ

(2) ค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ

(3) ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ

(4) เงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมถึงเรื่องค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ อัตราเงินเฟ้อ และเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ เพราะงบประมาณโครงการมีจํากัดตามวงเงินที่กําหนดไว้

109 ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ข้อใด

(1) องค์การการค้าโลก

(2) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

(3) องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

1 องค์การการค้าโลก

2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

3 องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

110 ผลประโยชน์ของโครงการจะพิจารณาอย่างไร

(1) พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

(2) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นตัวเงิน

(3) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ผลประโยชน์ของโครงการ จะพิจารณาในเรื่องดังนี้

1 พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

2 พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

111 ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ

(1) การจัดการโครงการของสํานักงานโครงการ

(2) การจัดทําแผนดําเนินงาน

(3) การจัดตั้งองค์กรโครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ การจัดทําแผนดําเนินงาน (Operation Plan) มีการจัดตั้งองค์กรโครงการ มีการจัดการโครงการของ สํานักงานโครงการ และมีผู้จัดการโครงการ (Project Manager) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก รวมถึงการควบคุมงาน เป็นต้น

112 ข้อใดเป็นขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการที่เรียงลําดับถูกต้อง

(1) การส่งผลงาน การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(2) การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(3) การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การส่งผลงาน

(4) การตรวจรับงาน การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน

(5) การปิดโครงการ การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การตรวจการจ้าง

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการ เรียงลําดับได้ดังนี้

1 การตรวจรับงาน

2 การปิดโครงการ

3 การตรวจการจ้าง

4 การส่งผลงาน

113 บันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด

(1) การกําหนด TOR

(2) การวางแผนโครงการ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การตัดสินใจลงทุนในโครงการ

(5) การดําเนินงานโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) วงจรโครงการของภาคเอกชน มี 4 ขั้นตอน คือ

1 การกําหนดแนวคิดโครงการ

2 การวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการ

3 การดําเนินงานโครงการ

4 การยุติและส่งมอบโครงการ

114 ข้อความในข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนเหมือนกับภาคเอกชน

(2) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

(3) แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

(4) โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน

(5) นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างโครงการขององค์การภาครัฐกับภาคเอกชน มีดังนี้

1 วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

2 แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

3 โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน 4 นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

5 โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนไม่เหมือนกับภาคเอกชน

115 ในการบริหารโครงการ ผู้บริหารควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ข้อจํากัดด้านเวลา

(2) ค่าใช้จ่าย

(3) คุณภาพของงาน

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 84 ประกอบ

116 ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) ผลผลิตของโครงการแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ

(2) การบริหารโครงการต้องบูรณาการกับองค์การหลักที่เป็นเจ้าของโครงการ (3) ผู้บริหารโครงการต้องบริหารงานภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับ

(4) การบริหารโครงการต้องมีความยืดหยุ่นด้านเวลา

(5) การบริหารโครงการต้องกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ในการบริหารหรือการจัดการโครงการต้องมีการกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน และผลผลิตของโครงการต้องแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ (ดูคําอธิบายข้อ 84 ประกอบ)

117 ข้อความใดที่ถูกต้อง

(1) งานโครงการมีบริบทคงที่ งานประจํามีบริบทยืดหยุ่น

(2) งานโครงการมีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก งานประจํามีลักษณะเฉพาะ

(3) งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งานประจําค่อยเป็นค่อยไป

(4) งานโครงการเน้นประสิทธิภาพ งานประจําเน้นประสิทธิผล

(5) งานโครงการต่อเนื่องไม่สิ้นสุด งานประจํามีจุดเริ่มต้นและแล้วเสร็จ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ความเตกต่างระหว่างงานโครงการกับงานประจํา มีดังนี้

1 ขอบข่ายงาน งานโครงการจะมีลักษณะเฉพาะ ส่วนงานประจํามีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก

2 เวลา งานโครงการมีจุดเริ่มต้นและจุดเสร็จสิ้นโครงการแน่นอน ส่วนงานประจําต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

3 การเปลี่ยนแปลง งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนงานประจําค่อยเป็นค่อยไป

4 แนวโน้ม งานโครงการไม่คํานึงถึงความสมดุล ส่วนงานประจําคํานึงถึงความสมดุล

5 วัตถุประสงค์ งานโครงการเน้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง ส่วนงานประจําเน้นที่ความเท่าเทียมกัน

6 ทรัพยากร งานโครงการจํากัดตามวงเงินที่กําหนด ส่วนงานประจําเพิ่มเติมได้ถ้าจําเป็น

7 บริบท งานโครงการมีบริบทยืดหยุ่น ส่วนงานประจํามีบริบทคงที่

8 ผลลัพธ์ งานโครงการเน้นที่ประสิทธิผล ส่วนงานประจําเน้นประสิทธิภาพ

9 ทีมงาน งานโครงการประสานกันด้วยจุดมุ่งหมาย ส่วนงานประจําประสานกันด้วยบทบาท

118 วงจรโครงการของภาคเอกชน แบ่งออกเป็นงานสําคัญกขั้นตอน

(1) 3 ขั้นตอน

(2) 4 ขั้นตอน

(3) 5 ขั้นตอน

(4) 6 ขั้นตอน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 113 ประกอบ

119 การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน กําหนดโดยผู้ใด

(1) เจ้าของกิจการ

(2) ผู้บริหารสูงสุด

(3) ผู้บริหารระดับกลาง

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 87 ประกอบ

120 จุดศูนย์กลางของวงจรโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด

(1) การกําหนดแนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 87 ประกอบ

POL3302 การวางแผนในภาครัฐ 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3302 การวางแผนในภาครัฐ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว

1 การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ของแผนจะคุมอย่างไร

(1) คุมให้เสร็จตรงตามเวลา

(2) คุมให้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่ตั้งไว้

(3) คุมให้ใกล้ชิดทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ

(4) คุมให้เกิดผลงานตรงตามวัตถุประสงค์ของแผน

(5) คุมให้บุคลากรทุกคนทํางานอย่างเต็มความสามารถ

ตอบ 4 หน้า 44, (คําบรรยาย) การควบคุมแผน/โครงการ โดยทั่วไปมักจะกระทําใน 3 ด้าน คือ

1 ควบคุมเวลา (Time Control) คือ คุมให้เสร็จตรงตามเวลาที่ได้วางแผน/โครงการไว้ โดยใช้เทคนิค PERT

2 ควบคุมค่าใช้จ่าย (Cost Control) เป็นการ คุมรายจ่ายของแผน/โครงการให้อยู่ในกรอบที่ตั้งไว้ โดยใช้เทคนิค PPBS

3 ควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (Quality Control) เป็นการคุมให้เกิดผลงานตรงตาม วัตถุประสงค์ของแผน/โครงการอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด เทคนิคที่ใช้อาจกระทําได้ โดยการกําหนดมาตรฐาน (Standard) ของงาน

2 ข้อใดเป็นคํากล่าวที่ถูกต้องในเรื่องประเภทของแผน

(1) แผนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

(2) แผนระยะสั้น 3 ปี

(3) แผนระยะปานกลาง 6 ปี

(4) แผนระยะสั้น 4 ปี

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 23, (คําบรรยาย) การจําแนกประเภทของแผนหรือแผนงาน (Plan) โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา (Time Span) อาจจําแนกได้ดังนี้

1 แผนระยะสั้น เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 2 ปี ซึ่งสามารถวางแผนได้ง่าย เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

2 แผนระยะปานกลาง เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 2 – 5 ปี ซึ่งนิยมใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศ

3 แผนระยะยาว เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

3 คํากล่าวที่ว่า “การวางแผน คือ Set of Temporally Linked Actions” เป็นของใคร

(1) José Villamil

(2) ดร.อมร รักษาสัตย์

(3) Albert Waterston

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 1 หน้า 25 José Villamil กล่าวว่า “การวางแผนเป็นการกระทําที่เป็นกระบวนการ (Set of Temporally Linked Actions) ที่นําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (Desired end State) โดยการตัดสินแต่ละครั้งนั้นมุ่งให้เกิดการรวมชาติหรือการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผิดพลาดน้อยที่สุด”

4 TP. หมายถึง

(1) เวลาที่ผ่านไป

(2) Target Planning

(3) Team Planning

(4) การทํางานเป็นทีม

(5) ทฤษฎีการวางแผน

ตอบ 3 หน้า 34, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบทีมวางแผน (Team Planning : TP.) คือ การวางแผนเป็นทีมที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมและการระดมสมอง (Brain Storm) มากที่สุด ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1 ร่วมกันกําหนดเป้าหมาย (Targets) ของหน่วยงานให้ชัดเจนตรงกัน

2 ร่วมกันมองไปในอนาคต (Vision/Scenario)

3 ร่วมกันหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือข้อจํากัด (Obstructions) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4 ร่วมกันกําหนดทางเดินหรือแผนกลยุทธ์ (Strategies) ที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

5 ร่วมกันกําหนดกลวิธี (Tactics) หรือโครงการให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ 6 ร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติ (Action Plan) ของโครงการ ซึ่งเน้นให้เกิดผลภายใน 90 วันหรือที่เรียกว่า 90 Day Implementation Plan

5 แผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น จัดเป็นแผนประเภทใด (1) แผนรายปี

(2) แผนงบประมาณ

(3) แผนการเงิน

(4) แผนโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สําหรับแผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนประเภทแผนรายปี แผนงบประมาณ แผนการเงิน แผนระยะสั้น หรือแผนโครงการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก

6 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 หน้า 2 นโยบายมีหลายรูปร่างและหลายลักษณะตามการใช้ประโยชน์ของนโยบาย ดังนี้

1 มีรูปร่างเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง

2 มีรูปเป็นแผนงาน โครงการ

3 มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือเชิญชวน ซึ่งมีลักษณะบังคับน้อยที่สุด

4 มีรูปเป็นสัญญา

5 มีรูปเป็นอื่น ๆ หรืออาจไม่มีรูปร่างให้เห็นชัดเจน เช่น คําแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีหรือของรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

7 ข้อใดเป็นความจริงเกี่ยวกับแผนระยะยาว

(1) มีระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป

(2) วางแผนได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

(3) มีระยะเวลาไม่จํากัด

(4) ความเชื่อมั่นจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน

(5) ใช้แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผิน

ตอบ 4 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนระยะยาว คือ แผนที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป เป็นแผนที่มีความเชื่อมั่นได้น้อยและจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน กล่าวคือ ความเชื่อมั่นจะลดต่ําลง ตามระยะเวลาที่ยาวออกไป แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (แผนนั้นเริ่มเห็นผล คือ สามารถ แก้ปัญหาได้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนก็จะเพิ่มมากขึ้น) และแผนระยะยาวนับว่าเป็นแผนที่แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เห็นผลช้า

8 Controlled Environment หมายถึง

(1) ภาวะทางธรรมชาติ

(2) ค่านิยมของคนในภาคใต้ของประเทศไทย

(3) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(4) ความเชื่อของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 12 สิ่งแวดล้อมของนโยบาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Controlled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างแน่นอน เช่น จํานวนคนที่จะเข้ามาบริหารนโยบาย เทคโนโลยีที่ใช้ ในนโยบาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

2 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างชัดเจน เช่น ความเชื่อ/ค่านิยมของคนในสังคม ภาวะทางธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว เป็นต้น

9 การวางแผนแบบประสมประสาน มีขั้นตอนสําคัญอยู่ที่ใด

(1) การเก็บข้อมูลที่กว้างขวาง

(2) การวิเคราะห์สถานการณ์แบบก้าวหน้า

(3) การทําแบบจําลอง (Model) ของแผน

(4) การสร้างเศรษฐกิจของแผน

(5) การขออนุมัติหลักการของแผนก่อนเขียนแผนขั้นตอนสุดท้าย

ตอบ 3 หน้า 29, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบสมบูรณ์แบบหรือประสมประสานหรือแผนรวม(Comprehensive Planning) เป็นการวางแผนที่กล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการก่อนเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการสร้างแบบจําลองการเจริญเติบโต (Growth Model) ของแผนก่อน ซึ่งเป็น การคํานวณอัตราการเจริญเติบโตที่คาดหวังไว้ในรูปของการบริโภค เงินออม การลงทุน การนําเข้า-ส่งออก การจ้างงาน ความต้องการ (Demand) และความสามารถในการตอบสนอง (Supply) ของภาครัฐและภาคเอกชนรวมกัน โดยการวางแผนในรูปแบบนี้จะมีการวางแผน ทั้งแบบ Forward และBackward และมีการกล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไว้อย่างครบถ้วน จึงนับว่าเป็นวิธีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน และเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่หน่วยงานวางแผน มีความชํานาญแล้ว อย่างไรก็ตาม การวางแผนแบบนี้ยังไม่มีประเทศใดสามารถทําได้อย่าง สมบูรณ์แบบ ประเทศที่ใช้การวางแผนแบบนี้ได้ดีที่สุดก็มีเพียงประเทศกลุ่มสังคมนิยม (ซึ่งมีลักษณะการคุมอํานาจจากส่วนกลางมากที่สุด)

10 Bazi จําแนกกิจกรรมการนําโครงการไปปฏิบัติเป็น 3 กระบวนการ ข้อใดไม่ใช่กระบวนการทั้ง 3 นั้น

(1) เขียนโครงการอีกครั้ง

(2) วิเคราะห์โครงการอีกครั้ง

(3) เริ่มต้นการทํางาน

(4) กําหนดรูปแบบการทํางาน

(5) ไม่มีคําตอบที่ถูกต้อง

ตอบ 1 หน้า 42 – 43 Baz ได้แบ่งกระบวนการปฏิบัติงานตามโครงการออกเป็น 3 กิจกรรม คือ

1 การวิเคราะห์โครงการซ้ำอีกครั้งหนึ่ง (Project Reappraisal)

2 การเริ่มต้นทํางาน (Action Initiation)

3 การกําหนดรูปแบบการทํางาน ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ แบบเน้นพิธีการ และแบบเน้นการปฏิบัติงาน

ข้อ 11 – 15 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิควิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ให้เลือกคําตอบที่มีความสัมพันธ์กัน

(1) การก่อตัวของนโยบาย

(2) การกําหนดนโยบาย

(3) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(4) การประเมินผลนโยบาย

(5) การสิ้นสุดของนโยบาย

 

11 การวิจัยประเมินผล

ตอบ 4 (คําบรรยาย) เทคนิควิธีการวิเคราะห์นโยบายที่ควรนํามาใช้วิเคราะห์นโยบายในช่วงต่าง ๆอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

1 ในช่วงการก่อตัวของนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การระดมสมอง เทคนิคพยากรณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติและเนื้อหา

2 ในช่วงการกําหนดนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงในการตัดสินใจ และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์

3 ในช่วงการนํานโยบายไปปฏิบัติ เทคนิคที่ใช้คือ การวิเคราะห์ข่ายงาน การบริหารคุณภาพ เช่น การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์/ผลสําเร็จ

4 ในช่วงการประเมินผลนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การวิจัยประเมินผล

5 ในช่วงการสิ้นสุดของนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การจัดสร้างองค์การใหม่ เป็นต้น

12 การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์/ผลสําเร็จ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 11 ประกอบ

13 การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 11 ประกอบ

14 การระดมสมอง/เทคนิคพยากรณ์

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 11 ประกอบ

15 การสร้างองค์การใหม่

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 11 ประกอบ

 

ข้อ 16 – 20 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผลนโยบายสาธารณะ ให้เลือกคําตอบที่มีความสัมพันธ์กัน

(1) Output Monitoring

(2) Process Monitoring

(3) Efficiency Measurement

(4) Effectiveness Evaluation

(5) Feasibility Study

 

16 มุ่งเน้นในการเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายและผลผลิตที่ได้รับ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิภาพ (Efficiency Measurement) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าเมื่อดําเนินการตามนโยบายเสร็จแล้ว ได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ ประหยัดหรือไม่ มีต้นทุนต่อหน่วยเท่าใด ซึ่งกระทําได้โดยการเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่าย (Cost) ทั้งหมดกับผลผลิตหรือผลตอบแทน (Benefit) ที่ได้รับ ไม่ได้

17 ผลลัพธ์ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผล(Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการดําเนินการตามนโยบายนั้นตรงกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่

18 การวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของนโยบายคือ การศึกษาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย โดยมุ่งศึกษาหาคําตอบว่านโยบายมีโอกาสประสบผลสําเร็จมากน้อยเพียงใด

19 การตรวจสอบผลการดําเนินงานว่าได้รับผลผลิต ซึ่งแสดงออกมาในรูปของหน่วยวัดต่าง ๆ ตรงตามเป้าหมายที่กําหนดไว้หรือไม่

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกํากับติดตามผลผลิต (Output Monitoring) ของนโยบาย คือ การตรวจสอบผลการดําเนินงานของนโยบายว่าได้รับผลผลิต ซึ่งแสดงออกมาในรูปของหน่วยวัดต่าง ๆ ตรงตามเป้าหมายที่กําหนดไว้หรือไม่

20 การตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมว่าเป็นไปตามแผนการดําเนินงานหรือไม่ ตอบ 2 (คําบรรยาย) การกํากับติดตามการดําเนินกิจกรรมหรือกระบวนงาน (Activity/Process Monitoring) คือ การตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมของนโยบายในแต่ละขั้นตอนว่า เป็นไปตามแผนการดําเนินงานหรือไม่

ข้อ 21 – 25 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Integration

(2) Dynamic

(3) Subjectivity

(4) Artificiality

(5) ปัญหามีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจน

21 เป็นปัญหาที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว

ตอบ 4 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะไม่มีตัวตนที่แท้จริง (Artificiality) หมายถึง ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นที่ยอมรับหรือตระหนักได้ของคนบางกลุ่มบางหมู่ในขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ยอมรับก็ได้

22 ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ ไม่มีที่ทําการต้องเช่าอาคารเอกชนเป็นที่ทําการชั่วคราว

ตอบ 5 หน้า 10 ปัญหาที่มีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน (Well-Structured Problem) หมายถึงปัญหาที่มีผลลัพธ์แน่นอน มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนน้อย มีทางออกในการแก้ไขปัญหาเพียงไม่กี่ทางเลือก (1 – 3 ทาง) ซึ่งแต่ละทางเลือกสามารถมองเห็นผลประโยชน์ของทางเลือกได้ชัดเจน ไม่เป็นที่ถกเถียงกันได้แต่อย่างใด เช่น ปัญหาในการจัดสร้างที่ทําการของหน่วยงานหรือองค์การ เป็นต้น

23 การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม

ตอบ 2 หน้า 9 ปัญหาที่มีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูง หมายถึง การที่ปัญหาได้แปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนําไปสู่การแปรเปลี่ยนให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกได้ ดังนั้นการกําหนดปัญหาของนโยบายจึงไม่มีข้อสรุปที่ถาวร

24 จะกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาผลกระทบด้านเทคนิค การเมือง สังคม

ตอบ 1 หน้า 9 ปัญหาทั้งหลายมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (Integration) อยู่เสมอ ดังนั้นในการพิจารณาปัญหาของนโยบายจึงพิจารณาเพียงด้านหนึ่งด้านใดเป็นเอกเทศไม่ได้ เช่น ในการกําหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะพิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ได้ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการเมือง สังคม หรืออื่น ๆ อีกตามแต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่

25 การมีความหมายในตัวของปัญหาเอง

ตอบ 3 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Subjectivity) สูง หมายถึง ในปัญหาหนึ่ง ๆ นั้นต่างก็มีความหมายในตัวของปัญหาเอง ขึ้นอยู่กับผู้รับรู้หรือผู้กําหนดนโยบายว่าจะสามารถรับรู้ หรือตระหนักได้ถึงความเป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งความเป็นอัตนัยของปัญหานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด การรับรู้ปัญหาได้ไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนคนหนึ่งตระหนักได้อาจเป็นปัญหาที่คนอื่น ๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงก็ได้

ข้อ 26 – 30 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่าง ๆ ที่ร่วมกัน

(2) ทัศนคติของผู้นํานโยบายไปปฏิบัติ

(3) ความเป็นไปได้ทางการเมือง

(4) ลักษณะของหน่วยงานที่นํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การมีทรัพยากรที่เพียงพอ

 

26 ความเห็นพ้องต้องกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน นโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเอกชนด้วยดีจะได้รับความสําเร็จได้ดีกว่า

ตอบ 3 หน้า 19 นโยบายที่มีความเป็นไปได้ทางการเมือง ควรมีลักษณะดังนี้

1 มีความเห็นพ้องต้องกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน ซึ่งนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเอกชนด้วยดีจะได้รับความสําเร็จได้ดีกว่า

2 ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน เช่น ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สื่อมวลชนกลุ่มชนชั้นนํา และกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ในสังคม เป็นต้น

27 ความสามารถของผู้นํา ผู้นําที่เข้มแข็งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้นโยบายประสบความสําเร็จได้มากกว่าเพราะสามารถระดมความสนับสนุนจากฝ่ายต่าง ๆ ได้มากกว่า

ตอบ 4 หน้า 19 ลักษณะของหน่วยงานที่เอื้อต่อความสําเร็จในการนํานโยบายไปปฏิบัติได้แก่

1 มีการจัดองค์การที่ดี คือ มีระดับชั้นการบังคับบัญชาน้อย และแต่ละชั้นมีผู้ใต้บังคับบัญชามาก

2 ความสามารถของผู้นํา คือ ผู้นําที่เข้มแข็งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้นโยบายประสบความสําเร็จได้มากกว่า เพราะสามารถระดมความสนับสนุนจากฝ่ายต่าง ๆ ได้มากกว่า

28 ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติที่ไม่มีผลประโยชน์ทั้งทางบวกหรือทางลบกับนโยบาย เช่น ไม่กระทบต่อค่านิยม ศักดิ์ศรี อํานาจ และพฤติกรรมของตนเอง

ตอบ 2 หน้า 20 ทัศนคติของผู้นํานโยบายไปปฏิบัติที่ไม่มีผลประโยชน์ทั้งทางบวกหรือทางลบกับนโยบาย เช่น ไม่กระทบต่อค่านิยม ศักดิ์ศรี อํานาจ และพฤติกรรมของตนเอง ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผล ต่อความสําเร็จของนโยบาย เนื่องจากผู้นําที่มีทัศนคติดังกล่าวจะจริงใจและตั้งใจปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องกังวลกับผลประโยชน์และสถานะความต้องการของตนเองแต่อย่างใด

29 การนํานโยบายไปปฏิบัติต้องใช้หน่วยงานหลายหน่วย หลายระดับ หลายสังกัด ดังนั้นกลไกหน่วยงานจะเกี่ยวข้องกัน

ตอบ 1 หน้า 20 ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่าง ๆ ที่ร่วมกันนํานโยบายไปปฏิบัติ คือ ในการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นจะต้องใช้หน่วยงานหลายหน่วย หลายระดับ และหลายสังกัด ดังนั้นกลไก ความสัมพันธ์เหล่านี้ เช่น จํานวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จํานวนจุดตัดสินใจ ความสัมพันธ์ดั้งเดิม ของหน่วยงานทั้งหลาย รวมถึงการเข้าแทรกแซงของหน่วยงานระดับบน ล้วนมีผลต่อความสําเร็จของนโยบายทั้งสิ้น

30 การมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และจํานวนเพียงพอ รวมทั้งมีงบประมาณและสถานที่พร้อม

ตอบ 5 หน้า 19 การมีทรัพยากรที่เพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น การมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และจํานวนเพียงพอ รวมทั้งมีงบประมาณและสถานที่พร้อม ถือเป็น อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสําเร็จของนโยบาย อีกทั้งยังเป็นดัชนีวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีด้วย

31 ใครคือผู้มีหน้าที่กําหนดนโยบายมากที่สุด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้อํานวยการกองวิชาการ

(4) หัวหน้างาน

(5) ผู้อํานวยการสํานัก

ตอบ 1 หน้า 2, (คําบรรยาย) เนื่องจากนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องในระดับองค์การ ฉะนั้นผู้มีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะจะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์การ (Top-Level Administrator) เท่านั้น ซึ่งผู้มีตําแหน่งสูงกว่าย่อมมีอํานาจในการกําหนดนโยบายมากกว่า ผู้มีตําแหน่งน้อยกว่า ทั้งนี้หากมีตําแหน่งเท่ากัน ตําแหน่งที่จะกําหนดนโยบายมากกว่าย่อมเป็นตําแหน่งที่เกี่ยวกับนโยบาย แผน และโครงการ

32 ในแนวคิดการศึกษานโยบายศาสตร์ในแนววิเคราะห์นโยบายนิยมใช้ในนักวิชาการกลุ่มใด

(1) นักรัฐศาสตร์

(2) นักสังคมวิทยา

(3) นักรัฐประศาสนศาสตร์

(4) นักวิทยาศาสตร์

(5) นักเศรษฐศาสตร์

ตอบ 3 หน้า 6 – 7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ถือเป็นแนวทางที่นักรัฐประศาสนศาสตร์นิยมใช้กันมาก โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการวิเคราะห์โดยทั่วไป (ในภาพรวม) มิใช่เป็นการศึกษารายกรณี และมีเทคนิควิธีการศึกษาที่ใช้หลักสหวิทยาการหรือหลักการของวิชาการหลายสาขา มาศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งการศึกษาตามแนวนี้ได้มีจุดเริ่มต้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม

33 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะแนวคิดในการวิเคราะห์

(1) คําตอบซ้ำ

(2) ต้องใช้หลายวิธี

(3) ต้องใช้หลักเหตุผล

(4) เป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์

(5) เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

ตอบ 4 หน้า 15 – 16 แนวคิดในการวิเคราะห์นโยบายมีลักษณะสําคัญ ดังนี้

1 เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์

2 ใช้วิธีการหลายวิธี

3 เป็นการใช้เหตุผล

4 มุ่งผลิตและแปรสภาพข่าวสาร

5 ข่าวสารที่ได้สามารถนําไปใช้ประโยชน์ในสภาพความเป็นจริงทางการเมือง

34 อาจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า ลักษณะของนโยบายที่มีแนวโน้มจะประสบความสําเร็จเป็นอย่างไร

(1) มีข้อมูลยืนยันชัดเจน

(2) เห็นผลได้ในระยะยาว

(3) ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

(4) เห็นผลได้ในระยะสั้น

(5) มีข้อมูลจํานวนมาก

ตอบ 1 หน้า 18 ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า ลักษณะของนโยบายที่มีแนวโน้มจะประสบความสําเร็จ ควรมีลักษณะดังนี้

1 เป็นนโยบายที่ไม่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป

2 การเห็นผลได้ชัดเจนของนโยบาย

3 การมีข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจน เป็นต้น

35 ความเป็น Dynamic ของปัญหาคืออะไร

(1) การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม

(2) การเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันของปัญหา

(3) การที่ปัญหามีความหมายในตัวของปัญหาเอง

(4) การที่ปัญหาไม่มีตัวตนของปัญหาเอง

(5) การมีปัญหาหลายปัญหาในเวลาเดียวกัน

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 23 ประกอบ

36 เพราะเหตุใดจึงมีผู้กล่าวว่าการศึกษานโยบายสาธารณะเป็นเหตุผลในเชิงวิชาชีพ

(1) วิชานโยบายสาธารณะเป็นวิชาชีพ

(2) เพราะมีการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

(3) เพราะวิชานโยบายสาธารณะได้ฝึกคนให้เป็นมืออาชีพในการปฏิบัติงาน (4) เพราะวิชานโยบายสาธารณะให้ความสําคัญในเรื่องของความสําเร็จในการนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) Thomas R. Dye เห็นว่า เหตุผลในการศึกษานโยบายสาธารณะ มี 3 ประการ คือ

1 เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ คือ การทําความเข้าใจถึงเหตุและผลของการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย

2 เหตุผลเชิงวิชาชีพ คือ เป็นการนํานโยบายไปใช้แก้ปัญหาในทางปฏิบัติ

3 เหตุผลทางการเมือง คือ การดัดแปลงนโยบายเพื่อนํามาใช้ให้บรรลุเป้าหมายที่ถูกต้องทางการเมือง

37 ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังในการอ้างอิงน้อยคือ

(1) ข้อมูลที่ยังไม่ได้กรอง

(2) ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts)

(3) ข้อมูลที่เป็นความเชื่อ (Values)

(4) ข้อมูลทุกประเภท

(5) ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงสร้างของดิน

ตอบ 2 หน้า 11 ข้อมูลในการวางนโยบายหรือแผน อาจจําแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1 ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ลักษณะของดินฟ้าอากาศ และภูมิศาสตร์

2 ข้อมูลที่เป็นความเชื่อหรือค่านิยม (Values) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความยึดมั่นเชื่อถือของประชาชน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก

38 กระบวนการใดเป็นกระบวนการที่นับว่ามีอิทธิพลต่อทุกกระบวนการมากที่สุด

(1) การวางโครงการ

(2) การนําโครงการไปปฏิบัติ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การประเมินผลโครงการ

(5) การประเมินโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ในกระบวนการของแผน/โครงการนั้น กระบวนการหรือขั้นตอนที่ใช้ข้อมูลมากที่สุดและมีอิทธิพลต่อทุก ๆ กระบวนการมากที่สุดก็คือ การวางแผน/โครงการ เพราะโดยทั่วไปแล้ว การที่แผน/โครงการจะประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวนั้น จะขึ้นอยู่กับกระบวนการหรือขั้นตอน ที่ว่านี้เป็นสําคัญ กล่าวคือ ถ้าวางแผน/โครงการได้ดีมีรายละเอียดครอบคลุม มีการเก็บข้อมูล อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ย่อมส่งผลให้การวางโครงการมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ และประเมิน การนําไปปฏิบัติ ตลอดจนการประเมินผลสามารถทําได้โดยง่าย และโอกาสที่แผน/โครงการนั้นจะประสบความสําเร็จก็จะมีสูง

39 ดร.สมพร แสงชัย กล่าวว่า การพิจารณาสภาพแวดล้อมนั้นต้องพิจารณาอะไรบ้าง

(1) พิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ

(2) พิจารณาปัญหา

(3) พิจารณาความต้องการของประชาชน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 37 – 39 ดร.สมพร แสงชัย กล่าวว่า กระบวนการวางโครงการมีขั้นตอนสําคัญ ๆ 8 ขั้นตอน ดังนี้

1 การพิจารณาสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อศึกษาปัญหา (จําเป็นที่สุด)ความต้องการของประชาชน รวมถึงนโยบาย แผน หน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตลอดจนความจําเป็นที่จะต้องมีการร่างหรือวางโครงการ

2 การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

3 การหาทางเลือกหรือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด (The Best Alternative)

4 การจัดทําโครงการหรือการลงมือร่างโครงการหรือการเขียนโครงการตามทางเลือกหรือวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งประกอบด้วย การกําหนดเป้าหมายให้ละเอียด, การระบุชื่อผู้รับผิดชอบโครงการ (Project Manager) และการจัดทําโครงการปฏิบัติหรือการจัดทํา “Project Programming

5 เสนอโครงการเพื่อพิจารณาอนุมัติ (โดยทั่วไปกระบวนการวางโครงการจะสิ้นสุดที่ขั้นตอนนี้)

6 เสนอของบประมาณ

7 นําโครงการไปปฏิบัติ

8 ประเมินผลโครงการ

40 การถาม What เพื่อหาคําตอบอะไร

(1) ค้นหาปัญหา

(2) ค้นหาวิธีแก้ปัญหา

(3) ค้นหาทางเลือกในการแก้ปัญหา

(4) ผิดทุกข้อ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 39 การวางโครงการตามแนวดั้งเดิมหรือประเพณีนิยม (Traditional Model) จะประกอบด้วยการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 What – การค้นหาปัญหาหรือวิธีแก้ปัญหา จนเกิดทางเลือกต่าง ๆ

2 When – การระบุเวลาที่ควรแก้ไขปัญหา

3 Where – การกําหนดสถานที่และขอบเขตของโครงการ

4 Why – การระบุถึงความต้องการ

5 How – การกําหนดวิธีแก้ไขปัญหาหรือวิธีการดําเนินงาน

6 Who – บุคคลหรือองค์การที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการของโครงการ

41 ข้อใดไม่ใช่ปัญหาอุปสรรคในการประเมินนโยบายสาธารณะ

(1) กลัวว่าข้อมูลบางอย่างที่ได้รับจากการประเมินผลอาจจะถูกบิดเบือนและปรุงแต่ง

(2) เป็นสิ่งที่ไม่จําเป็นและไม่มีประโยชน์

(3) เกิดการต่อต้านจากบุคคลต่าง ๆ

(4) ไม่มีระเบียบทางราชการให้ประเมินได้

(5) กลัวว่าการประเมินอาจจะนําไปสู่การยกเลิกสิ้นสุดนโยบาย

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ปัญหาและอุปสรรคในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ ได้แก่

1 คิดว่าการประเมินผลเป็นสิ่งที่ไม่จําเป็นและไม่มีประโยชน์

2 ผู้ถูกประเมินผลมักจะวิตกกังวลว่าอาจทําให้ตนเสียประโยชน์

3 มองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

4 กลัวว่าการประเมินผลอาจทําให้นโยบายต้องสิ้นสุดลง (ไม่ทําต่อ)

5 ผู้ถูกประเมินผลมักจะมองว่าการประเมินผลเป็นการจับผิดกัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับผู้ประเมิน เป็นต้น

42 ข้อใดไม่ใช่ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างไม่เป็นทางการ

(1) กลุ่มผลประโยชน์

(2) พรรคการเมือง

(3) สื่อมวลชน

(4) นักวิชาการ

(5) รัฐสภา

ตอน 5 หน้า 3, (คําบรรยาย) ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นทางการ ได้แก่ รัฐสภา รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และศาล เป็นต้น

2 ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างไม่เป็นทางการ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มนักวิชาการ สื่อมวลชน เป็นต้น

43 ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของนโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่แตกต่างจากแผนอื่น

(1) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยแยกจากกันให้ชัดเจน

(2) เน้นการกระจายรายได้และการถือครองทรัพย์สิน

(3) เน้นการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคม

(4) เน้นการพัฒนาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(5) เป็นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง

ตอบ 5 (คําบรรยาย) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) เป็นการวางแผนที่ยังคงน้อมนําและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่าง มีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับการกําหนดทิศทางการพัฒนา ที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

44 การศึกษาเพื่อรู้อาการของปัญหาต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรของผู้กําหนดนโยบาย

(1) ความอดทน

(2) ความพากเพียร

(3) ภาวะผู้นํา

(4) ความคิดริเริ่ม

(5) ความละเอียดรอบคอบ

ตอบ 4 หน้า 11 การกําหนดสาเหตุและอาการของปัญหานี้จําเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความรู้ ความชํานาญ ประสบการณ์ และความคิดริเริ่มของผู้วางนโยบายอย่างมากจึงจะ ทําให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุดได้ และหากสามารถกําหนดสาเหตุและอาการของปัญหาได้ชัดเจน แล้วก็จะทําให้การกําหนดนโยบายเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

45 ความเป็นธรรมของนโยบายวัดได้อย่างไร

(1) วัดจากความพึงพอใจของประชาชนโดยส่วนรวม

(2) วัดจากการกระจายรายได้ของนโยบายสู่ประชาชน

(3) วัดจากประโยชน์ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

(4) วัดจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย

(5) วัดจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการของนโยบายให้มากที่สุด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การพิจารณาด้านความเป็นธรรมของนโยบาย แผน หรือโครงการนั้น อาจพิจารณาหรือวัดได้จากประโยชน์ของนโยบาย แผน หรือโครงการว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากนโยบาย แผน หรือโครงการอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะนโยบาย แผน หรือโครงการที่ดีนั้นจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

46 ใครได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์”

(1) Harold Lasswell

(2) Dwight Waldo

(3) Herbert Simon

(4) Thomas R. Dye

(5) Woodrow Wilson

ตอบ 1 (คําบรรยาย) Harold LasSwell ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์” ซึ่งเป็นผู้ที่ผสมผสานแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญาและสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน

47 ขั้นตอนกระบวนการนโยบายประกอบด้วยอะไร

(1) วิเคราะห์นโยบาย กําหนดนโยบาย ติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(2) การกําหนดนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย

(3) การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ การวิเคราะห์นโยบายการกําหนดนโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ การวิเคราะห์นโยบาย การกําหนดนโยบาย การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย

(5) การนํานโยบายไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผลนโยบาย การกําหนดนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย

ตอบ 2 หน้า 8, (คําบรรยาย) กระบวนการของนโยบาย (Processes of Policy) ประกอบด้วยกระบวนการที่สําคัญเรียงตามลําดับ ดังนี้

1 การกําหนดนโยบาย (Policy Formulation or Policy Making)

2 การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis)

3 การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation)

4 การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย (Policy Evaluation)

48 นโยบายตามตัวแบบผู้นําจะให้ประโยชน์กับใครมากที่สุด

(1) ให้ประโยชน์กับสังคม

(2) ให้กับผู้ด้อยโอกาส

(3) ประชาชนโดยทั่วไป

(4) ผู้นําและผู้ใกล้ชิด

(5) ผู้ใต้บังคับบัญชา

ตอบ 4 หน้า 3 ตัวแบบหรือทฤษฎีผู้นํา (Elite Model/Theory) เชื่อว่า นโยบายสาธารณะ คือ แนวทางที่สะท้อนค่านิยมที่เลือกสรรแล้วของผู้นําหรือกลุ่มผู้นํา โดยไม่จําเป็นต้องสนใจว่า สาธารณชนจะพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งนโยบายที่ออกมาก็มักจะให้ประโยชน์แก่ผู้นําและผู้ใกล้ชิดเอง ดังนั้นสถานการณ์ที่จะเกิดนโยบายตามตัวแบบนี้ได้ จึงต้องเป็นสถานการณ์ที่ผู้นํามีอํานาจ สูงมากในทางการเมืองหรือทางสังคม เช่น การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือในภาวะการปฏิวัติ/รัฐประหาร เป็นต้น

49 การระบุอาการของปัญหาเป็นการอธิบายถึงปรากฏการณ์ของปัญหา พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงประจักษ์พยาน เพื่อยืนยันอะไร

(1) ลักษณะของปัญหา

(2) ความมีอยู่จริงของปัญหา

(3) จุดเด่นของปัญหา

(4) ความไม่มีอยู่จริงของปัญหา

(5) วิธีแก้ไขปัญหา

ตอบ 2 หน้า 11 การกําหนดอาการของปัญหา เป็นการอธิบายถึงปรากฏการณ์ของปัญหา พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงประจักษ์พยานเพื่อยืนยันถึง “ความมีอยู่จริงของปัญหา” โดยปัญหาที่มีอาการอยู่มากก็จะแสดงว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรง หรือมีความเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการแก้ไขก่อน

50 คํากล่าวที่กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งใช้วิธีการมากมายหลายวิธีในการค้นหาแสดงเหตุผล เพื่อที่จะผลิตและเปลี่ยนสภาพของข่าวสารที่เกี่ยวกับนโยบาย”

(1) William Dunn

(2) James Wilde RESTERAUSED

(3) Dumear Macrae

(4) Mel Dubnick

(5) ของทุกคนที่กล่าวมา

ตอบ 1 หน้า 15 William Dunn กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์ซึ่งใช้วิธีการมากมายหลายวิธี ในการค้นหาแสดงเหตุผลเพื่อที่จะผลิตและเปลี่ยนสภาพของข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย”

51 เราสามารถรับรู้นโยบายสาธารณะได้จากสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ ยกเว้น

(1) ระเบียบข้อบังคับขององค์การ

(2) แผนงานและโครงการ

(3) คําสั่งของผู้บังคับบัญชา

(4) กฎหมาย

(5) การตรวจงานของสํานักงบประมาณ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 6 ประกอบ

52 แนวล่าสุดในการศึกษานโยบายสาธารณะคือแนวใด

(1) กระบวนการทางนโยบาย

(2) การวิเคราะห์นโยบาย

(3) เนื้อหาสาระของนโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การประเมินนโยบาย

ตอบ 2 (คําบรรยาย) แนวทางการศึกษานโยบายสาธารณะ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการตามลําดับ ดังนี้

1 การศึกษาเนื้อหาทางด้านนโยบายสาธารณะ (Policy-Issue Knowledge)

2 การศึกษากระบวนการทางนโยบายสาธารณะ (Policy Process)

3 การศึกษาแนวทางการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ (Policy Analysis)

53 คํากล่าวที่ว่านโยบายหมายถึง “การตัดสินใจขั้นต้นที่กําหนดแนวทางทั่วไปอย่างกว้าง ๆ เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” เป็นของผู้ใด

(1) Thomas R. Dye

(2) William T. Greenwood

(3) ดร.กระมล ทองธรรมชาติ

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 2 หน้า 1 William T. Greenwood กล่าวว่า “นโยบาย (Policy) หมายถึง การตัดสินใจขั้นต้นที่กําหนดแนวทางทั่วไปอย่างกว้าง ๆ เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”

54 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผนงาน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 6 ประกอบ

55 เหตุใดรัฐสภาเป็นผู้กําหนดนโยบายสาธารณะ

(1) ผู้แทนราษฎรในรัฐสภามาจากประชาชน

(2) รัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย

(3) รัฐสภาไม่ใช่ผู้กําหนดนโยบาย

(4) เป็นอํานาจของรัฐสภาในการบริหารประเทศ

(5) เฉพาะประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ตอบ 2 (คําบรรยาย) นโยบายสาธารณะ หมายถึง แนวทางที่รัฐกระทําเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อประโยชน์สุขของสังคม โดยนโยบายสาธารณะจะมีรูปร่างที่แตกต่างกัน เช่น เป็นกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ สัญญา แผนงาน เป็นต้น ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงอาจมี ที่มาจากสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น นโยบายสาธารณะอาจจะถูกกําหนดมาจากรัฐสภา เนื่องจากรัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย เป็นต้น

ข้อ 56 – 60 เป็นคําถามเกี่ยวข้องกับลักษณะของตัวแบบในแนวการอธิบายนโยบาย

(1) Elite Model

(2) Group Model

(3) Institution Model

(4) System Model

(5) Incremental Model

 

56 เป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง

ตอบ 3 หน้า 6, (คําบรรยาย) ตัวแบบหรือทฤษฎีสถาบัน (Institution Mode/Theory) เชื่อว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง กล่าวคือ นโยบายใด ๆ เก็ตามจะได้ชื่อว่าเป็นนโยบายสาธารณะ ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยสถาบันการปกครองแล้ว เท่านั้น ตัวอย่างสถาบันการปกครอง ได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันรัฐสภา สถาบันบริหาร (เช่น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี) สถาบันราชการ สถาบันตุลาการ (เช่น ศาล) และสถาบันการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

57 แสวงหาลู่ทางในการประนีประนอมเพื่อทําให้เกิดดุลยภาพของการแข่งขัน ตอบ 2 หน้า 4 – 5 ตัวแบบหรือทฤษฎีกลุ่ม (Group Mode/Theory) เชื่อว่า นโยบายสาธารณะเป็นข้อตกลง หรือเป็นผลผลิตที่เกิดจากดุลยภาพระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็ ดิ้นรนต่อสู้/แข่งขันกัน เพื่อเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของกลุ่มตนเอง หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิอํานาจในการเป็นผู้คุมกลไกนโยบายของรัฐ ในขณะที่ระบบการเมืองจะมี หน้าที่ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม โดยการกําหนดกฎและกติกาในการต่อสู้แข่งขัน การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม การตกลงแบ่งปัน และการถ่วงดุลผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และนําข้อตกลงหรือข้อประนีประนอมที่ได้มากําหนดเป็นนโยบาย

58 ไม่จําเป็นต้องสนใจว่าสาธารณชนจะพึงพอใจหรือไม่

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

59 ใช้ในภาวะการปฏิวัติรัฐประหาร

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

60 ต่างดิ้นรนแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิอํานาจในการเป็นผู้คุมกลไกนโยบายของรัฐ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 57 ประกอบ

61 “การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ โครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการตลาด มีดังนี้

1 การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม

2 ศึกษาสภาพความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ

62 “การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการเงิน มีดังนี้

1 การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ

2 การวิเคราะห์การใช้จ่ายทางการเงินล่วงหน้า ฯลฯ

63 “การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกัน” เป็นการประเมิน โครงการในด้านใด

(1) การประเมินโครงการในภาพรวม

(2) การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม

(3) การประเมินด้านการตลาด

(4) การประเมินด้านการเงิน

(5) การประเมินด้านการจัดการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การประเมินโครงการในภาพรวม (Project Appraisal) คือ

1 การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกันโครงการนี้เหมาะสมกว่าหรือไม่

2 โครงการที่เสนอจะสามารถดําเนินการให้สําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจะบรรลุจุดมุ่งหมายของแผนงาน ตลอดจนนโยบายของหน่วยงานระดับสูงมากน้อยเพียงใด

64 EIA คืออะไร

(1) การวิเคราะห์ผลกระทบทั่วไปของโครงการ

(2) การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ

(3) หลักการประเมินผลโครงการ

(4) หลักการบริหารงบประมาณโครงการ

(5) การจัดทําประชาพิจารณ์ก่อนการดําเนินโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) Environmental Impact Assessment : EIA คือ การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการในภาพรวม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการตามบรรทัดฐานที่กําหนด

65 ข้อใดเป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคม

(1) การจัดทําประชาพิจารณ์

(2) การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

(3) การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

(4) การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมอย่างกว้างขวาง อาจทําได้โดยวิธีดังนี้

1 การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

2 การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

3 การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

4 การจัดทําประชาพิจารณ์

66 ความต้องการของผู้รับบริการจากองค์การภาครัฐในปัจจุบันเป็นอย่างไร

(1) ความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

(2) ความต้องการมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

(3) ความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(4) บางครั้งความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

1 ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้ การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ และควรมีการจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

2 ความต้องการของลูกค้าและผู้รับบริการมีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบางครั้งความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

3 ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่าด้วย

4 การใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามีความจําเป็นและสําคัญมากขึ้น ควรคํานึงถึงเรื่องความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้ และผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

5 การเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการลูกค้า

6 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

7 การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

8 การเผชิญกับภาวะวิกฤติและความเสี่ยงต่าง ๆ

67 การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านการจัดการ

(2) ด้านเทคนิค

(3) ด้านการตลาด

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5ข้อ 1 – 3

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในด้านเทคนิค คือ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ อันจําเป็นต่อการทํางานในแต่ละกิจกรรมให้สมบูรณ์

68 กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่องใด

(1) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(2) ทรัพย์สินทางปัญญา

(3) สิทธิมนุษยชน

(4) ธรรมาภิบาล

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่อง ดังนี้ การ

1 ทรัพย์สินทางปัญญา

2 สิทธิมนุษยชน

3 ธรรมาภิบาล

4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

69 ทรัพยากรในการบริหารงานภาครัฐมีลักษณะอย่างไรในปัจจุบัน

(1) ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นมาก

(2) การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่า

(3) ทรัพยากรมีลักษณะคงที่เหมือนเช่นในอดีต

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

70 ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่ข้อใด

(1) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

(2) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

(3) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

(4) การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่

1 การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

2 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

3 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

71 สิ่งที่จําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการ คือข้อใด

(1) ข้อมูล

(2) เวลา

(3) ค่าใช้จ่าย

(4) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการก็คือเวลา เพราะแต่ละโครงการจะมีระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาเสร็จสิ้นโครงการที่แน่นอน

72 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่องใด

(1) องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

(2) มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

(3) มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

(4) มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่อง ดังนี้

1 มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

2 มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

3 องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

4 มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

73 โครงการประเภท “ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา” ได้แก่ข้อใด

(1) การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

(2) การแก้ไขปัญหาครอบครัว

(3) การจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

(4) การแก้ไขปัญหาส่วนตัว

(5) การสร้างอาคารสํานักงานใหม่

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ประเภทของโครงการ จําแนกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1 โครงการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา เช่น โครงการ One Stop Service เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และการจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

2 โครงการริเริ่มหรือนวัตกรรม เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ การสร้างอาคารสํานักงานใหม่ การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักรใหม่

3 โครงการวิจัยและพัฒนา มีลักษณะเป็นโครงการใหม่หรือโครงการบุกเบิก อาจใช้ชื่อเรียกว่าโครงการนําร่อง (Pilot Project) หรือเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

74 โครงการประเภท “ริเริ่มหรือนวัตกรรม” ได้แก่ข้อใด

(1) การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต

(2) การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่

(3) การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ยบาย

(4) การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 73 ประกอบ

75 โครงการประเภท “วิจัยและพัฒนา” มีลักษณะอย่างไร

(1) เป็นโครงการบุกเบิก

(2) เป็นโครงการนําร่อง

(3) เป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 73 ประกอบ

76 ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงการ คือ

(1) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(2) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

(3) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

(4) การคิดค้นทางเลือก

(5) การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนของการวางแผนโครงการ มีดังนี้

1 การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทําให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ และสามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

2 การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

3 การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คือ การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

4 การเสนอเพื่อพิจารณา จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

5 การคิดค้นทางเลือก เป็นขั้นตอน ที่ต้องทํารายละเอียด 6W 2H

6 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือก โดยการใช้ข้อมูล จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมาพิจารณา

7การเสนอเพื่อพิจารณาอีกรอบหนึ่ง จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

8 การจัดทําข้อเสนอโครงการ

77 เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

(1) เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

(2) เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

(3) เพื่อกําหนดจุดเริ่มต้นโครงการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

1 เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในโครงการมีความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

2 เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

3 เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

78 ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่

(1) ด้านเทคนิค การจัดการ

(2) ด้านการตลาด การเงิน

(3) ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

(4) ด้านสิ่งแวดล้อม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่

1 การศึกษาด้านเทคนิคหรือด้านวิชาการ

2 การศึกษาด้านการจัดการ

3 การศึกษาด้านการตลาด

4 การศึกษาด้านการเงิน

5 การศึกษาด้านเศรษฐกิจ

6 การศึกษาด้านสังคมและการเมือง

7 การศึกษาด้านสภาพแวดล้อมและสภาวะนิเวศ

79 ข้อใดคือเครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค

(1) บรรทัดฐานด้านเวลา

(2) บรรทัดฐานด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

(3) บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค มีดังนี้

1 บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

2 บรรทัดฐานด้านเวลา

3 บรรทัดฐานด้านการเงิน

4 บรรทัดฐานด้านประสิทธิผล

80 สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

(1) หน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้

(2) ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน

(3) การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ

(4) ควรจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

81 สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ

(1) สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก

(2) สภาพแวดล้อมไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป

(3) สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก และไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํามักจะมีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

82 ลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํา คือ

(1) ไม่จําเป็นต้องมีทักษะใด ๆ

(2) มีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

(3) มีทักษะรอบด้านในการทํางานให้สําเร็จ

(4) มีทักษะในการตัดสินใจ

(5) มีทักษะในด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

83 การใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ควรประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้

(2) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงช้า จึงควรลงทุนในด้านเทคโนโลยี

(3) ควรคํานึงถึงผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

84 ลักษณะเฉพาะที่สําคัญของโครงการ คือ

(1) ผลลัพธ์ของโครงการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

(2) ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ แตกต่างจากงานประจํา

(3) มีองค์การรับผิดชอบโดยเฉพาะ

(4) องค์การที่รับผิดชอบทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ลักษณะเฉพาะของโครงการ มีดังนี้

1 ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ หรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากงานประจํา

2 มีองค์การรับผิดชอบในการจัดการโดยเฉพาะ และทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

3 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารและทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ

4 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารโครงการต้องคํานึงถึงข้อจํากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพตามที่กําหนดไว้ในเงื่อนไขของโครงการ

5 ในการจัดการโครงการ จําเป็นต้องเน้นความสําคัญของการบูรณาการกับองค์การหลักหรือหน่วยงานหลักของเจ้าของโครงการ

85 เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วยอะไรบ้าง

(1) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร (2) วัตถุประสงค์ ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(3) วัตถุประสงค์ บุคลากรที่รับผิดชอบ ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ (4) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(5) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากรอายุโครงการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากร และอายุโครงการ

86 ขั้นตอนสุดท้ายของวงจรโครงการของภาครัฐ คือ

(1) การอนุมัติโครงการ

(2) การลงทุนในโครงการ

(3) การส่งมอบงานโครงการ

(4) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(5) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 การวางแผน การประเมิน และการจัดทําข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วย

1.1 การกําหนดแนวคิดโครงการ เช่น การกําหนดเงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR)

1.2 การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินโครงการ ซึ่งมีประโยชน์เพื่ออนุมัติโครงการให้มีการดําเนินการต่อไปได้หรือไม่

1.3 การจัดทําข้อเสนออันเป็นรายละเอียด หรือการออกแบบโครงการ

2 การคัดเลือก การอนุมัติ และการเตรียมความพร้อม

3 การปฏิบัติการ การควบคุม การยุติและส่งมอบ เช่น การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นการทํางานของผู้จัดโครงการและผู้ร่วมงาน

4 การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข เช่น การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ

87 ข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (TOR) พัฒนามาจากข้อใด

(1) แนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน จะถูกกําหนดโดยเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกําหนดแนวคิดโครงการจะเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการ ของภาคเอกชน รวมถึงข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (Terms of Reference : TOR) ก็พัฒนามาจากแนวคิดโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของกิจการ

88 ขั้นตอนแรกของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ข้อใดไม่ถูกต้อง

(1) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(2) การเตรียมความพร้อมของโครงการ

(3) การกําหนด TOR

(4) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(5) การออกแบบโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

89 สิ่งที่จําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น คือ

(1) การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง

(2) การประมวลสถานการณ์แวดล้อม

(3) การกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น คือ การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง และการกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจน

90 การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐ คือ

(1) การจัดทําแผนการดําเนินงานล่วงหน้า

(2) การจัดทําแนวทางการประเมินผล

(3) การจัดทําแผนกําลังคน นะ

(4) การจัดทําแผนการเงิน

(5) การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐคือ การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

91 การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็นอะไรบ้าง

(1) เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

(2) วัตถุประสงค์ของโครงการ

(3) ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

(4) ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็น ดังนี้

1 เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

2 วัตถุประสงค์ของโครงการ

3 ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

4 ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

92 การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติเป็นการทํางานของผู้ใด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้จัดการโครงการ

(4) ข้าราชการระดับล่าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

93 การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการอยู่ในขั้นตอนใด

(1) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(2) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(3) การบริหารโครงการ

(4) การปรับปรุงนโยบายและแผนงาน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 86 ประกอบ

94 ปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” เป็นปัญหาประเภทใด

(1) ปัญหาทั่วไป

(2) ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

(3) ปัญหาในเชิงป้องกัน

(4) ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ปัญหาแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1 ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ปัญหาน้ำท่วม

2 ปัญหาในเชิงป้องกัน

3 ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

95 การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยวิธีใด

(1) วิเคราะห์ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้

(2) คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

(3) ใช้วิธีการหยั่งรู้

(4) สอบถามผู้บริหารระดับสูง

(5) สอบถามผู้ปฏิบัติงาน

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เพื่อยืนยันความชัดเจนของปัญหาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และศึกษาดูว่า เป็นปัญหาอะไร เป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือเป็นปัญหาในเชิงป้องกัน หรือเป็นปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

96 6W 2H คืออะไร

(1) เทคนิคการวางแผนโครงการ

(2) เทคนิคการประเมินผลโครงการ

(3) เทคนิคการริเริ่มโครงการ

(4) การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ

(5) เทคนิคการตรวจรับโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) 6W 2H คือ การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 Why (จะทําทําไม) คือ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของ โครงการ การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ SMART Principle) การระบุตัวชีวัดด้านเวลา ด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน 2 What (จะทําอะไร) คือ การระบุกิจกรรมหลักที่ต้องทํา

3 When (จะทําเมื่อไหร่) คือ การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

4 Where (จะทําที่ไหน) คือ การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

5 Who (จะทําโดยใคร) คือ การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

6 Whom (จะทําเพื่อใคร) คือ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผล

7 How (จะทําอย่างไร) คือ กฎระเบียบ เทคโนโลยีและมาตรการปฏิบัติงาน

8 How Much (จะจ่ายเท่าไหร่) คือ งบประมาณ ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม

97 การตอบคําถาม “ทําไม” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา

(4) การระบุตัวชี้วัดด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

98 SMART Principle เป็นหลักการในเรื่องใด

(1) การกําหนดคุณสมบัติผู้รับผิดชอบโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การกําหนดรายละเอียดของโครงการ

(4) การกําหนดหลักการการประเมินผลโครงการ

(5) การกําหนดคุณภาพของโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

99 การตอบคําถาม “อะไร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

100 การตอบคําถาม “ใคร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 96 ประกอบ

101 ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงในการวางแผนโครงการจะให้ผลลัพธ์อะไร

(1) รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ

(2) สามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

(3) สามารถทราบถึงความสําเร็จของการดําเนินงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

102 การกําหนดวัตถุประสงค์ในการวางแผนโครงการ คือข้อใด

(1) การกําหนดบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน

(2) การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

(3) การกําหนดตัวชี้วัดของผลการปฏิบัติงาน

(4) การกําหนดระยะเวลาการดําเนินงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

103 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกในการแก้ไขปัญหา จะใช้ข้อมูลอะไรมาพิจารณา

(1) ข้อมูลภายในองค์การที่รับผิดชอบดําเนินงานโครงการ

(2) ข้อมูลจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) ข้อมูลจากการสํารวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(4) ข้อมูลจากความคิดเห็นของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 76 ประกอบ

104 “ความคิดสร้างสรรค์” จําเป็นสําหรับขั้นตอนใด

(1) การวิเคราะห์โครงการ

(2) การคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา

(3) การริเริ่มโครงการ

(4) การดําเนินโครงการ

(5) การประเมินผลโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ จําเป็นสําหรับขั้นตอนการคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1 ความรู้ที่ประมวลจากประสบการณ์ หรือเป็นความรู้ตามสัญชาตญาณของเรา ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น “ชั่วโมงบิน”

2 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ เช่น การเรียนรู้จากการสอนงาน การให้คําแนะนํา การสาธิต การฝึกอบรม การวิจัยและการพัฒนาในองค์การ

3 การเรียนรู้จากผู้อื่น เช่น เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา การศึกษาดูงาน

4 การเรียนรู้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ เช่น การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทั้งภายในภายนอกองค์การ

105 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ ได้แก่อะไร

(1) การฝึกอบรม

(2) การสอนงาน

(3) การให้คําแนะนํา

(4) การสาธิต

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 104 ประกอบ

106 การเรียนรู้จากผู้อื่น จะเรียนรู้ในเรื่องใด

(1) เรียนรู้ความล้มเหลวขององค์การประเภทเดียวกัน

(2) เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา

(3) การศึกษาดูงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 104 ประกอบ

107 ปัญหา “การบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด”อาจมีสาเหตุมาจากข้อใด

(1) พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

(2) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

(3) ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

(4) ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัญหาการบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด มีสาเหตุดังนี้

1 พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

2 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

3 ขั้นตอนการทํางานเป็นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

4 ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

108 การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมเรื่องใด

(1) อัตราเงินเฟ้อ

(2) ค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ

(3) ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ

(4) เงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมถึงเรื่องค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ อัตราเงินเฟ้อ และเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ เพราะงบประมาณโครงการมีจํากัดตามวงเงินที่กําหนดไว้

109 ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ข้อใด

(1) องค์การการค้าโลก

(2) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

(3) องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

1 องค์การการค้าโลก

2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

3 องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

110 ผลประโยชน์ของโครงการจะพิจารณาอย่างไร

(1) พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

(2) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นตัวเงิน

(3) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ผลประโยชน์ของโครงการ จะพิจารณาในเรื่องดังนี้

1 พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

2 พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

111 ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ

(1) การจัดการโครงการของสํานักงานโครงการ

(2) การจัดทําแผนดําเนินงาน

(3) การจัดตั้งองค์กรโครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ การจัดทําแผนดําเนินงาน (Operation Plan) มีการจัดตั้งองค์กรโครงการ มีการจัดการโครงการของ สํานักงานโครงการ และมีผู้จัดการโครงการ (Project Manager) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก รวมถึงการควบคุมงาน เป็นต้น

112 ข้อใดเป็นขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการที่เรียงลําดับถูกต้อง

(1) การส่งผลงาน การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(2) การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(3) การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การส่งผลงาน

(4) การตรวจรับงาน การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน

(5) การปิดโครงการ การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การตรวจการจ้าง

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการ เรียงลําดับได้ดังนี้

1 การตรวจรับงาน

2 การปิดโครงการ

3 การตรวจการจ้าง

4 การส่งผลงาน

113 บันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด (1) การกําหนด TOR

(2) การวางแผนโครงการ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การตัดสินใจลงทุนในโครงการ

(5) การดําเนินงานโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) วงจรโครงการของภาคเอกชน มี 4 ขั้นตอน คือ

1 การกําหนดแนวคิดโครงการ

2 การวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการ 3 การดําเนินงานโครงการ

4 การยุติและส่งมอบโครงการ

114 ข้อความในข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนเหมือนกับภาคเอกชน

(2) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

(3) แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

(4) โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน (5) นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ตอบ 1 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างโครงการขององค์การภาครัฐกับภาคเอกชน มีดังนี้

1 วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

2 แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

3 โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน

4 นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

5 โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนไม่เหมือนกับภาคเอกชน

115 ในการบริหารโครงการ ผู้บริหารควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ข้อจํากัดด้านเวลา

(2) ค่าใช้จ่าย

(3) คุณภาพของงาน

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 84 ประกอบ

116 ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) การบริหารโครงการต้องมีความยืดหยุ่นด้านเวลา

(2) การบริหารโครงการต้องกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน

(3) การบริหารโครงการต้องบูรณาการกับองค์การหลักที่เป็นเจ้าของโครงการ (4) ผู้บริหารโครงการต้องบริหารงานภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับ

(5) ผลผลิตของโครงการแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ในการบริหารหรือการจัดการโครงการต้องมีการกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน และผลผลิตของโครงการต้องแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ (ดูคําอธิบายข้อ 84 ประกอบ)

117 ข้อความใดที่ถูกต้อง

(1) งานโครงการมีบริบทคงที่ งานประจํามีบริบทยืดหยุ่น

(2) งานโครงการมีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก งานประจํามีลักษณะเฉพาะ

(3) งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งานประจําค่อยเป็นค่อยไป

(4) งานโครงการเน้นประสิทธิภาพ งานประจําเน้นประสิทธิผล

(5) งานโครงการต่อเนื่องไม่สิ้นสุด งานประจํามีจุดเริ่มต้นและแล้วเสร็จ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างงานโครงการกับงานประจํา มีดังนี้

1 ขอบข่ายงาน งานโครงการจะมีลักษณะเฉพาะ ส่วนงานประจํามีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก

2 เวลา งานโครงการมีจุดเริ่มต้นและจุดเสร็จสิ้นโครงการแน่นอน ส่วนงานประจําต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

3 การเปลี่ยนแปลง งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนงานประจําค่อยเป็นค่อยไป

4 แนวโน้ม งานโครงการไม่คํานึงถึงความสมดุล ส่วนงานประจําคํานึงถึงความสมดุล

5 วัตถุประสงค์ งานโครงการเน้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง ส่วนงานประจําเน้นที่ความเท่าเทียมกัน

6 ทรัพยากร งานโครงการจํากัดตามวงเงินที่กําหนด ส่วนงานประจําเพิ่มเติมได้ถ้าจําเป็น

7 บริบท งานโครงการมีบริบทยืดหยุ่น ส่วนงานประจํามีบริบทคงที่

8 ผลลัพธ์ งานโครงการเน้นที่ประสิทธิผล ส่วนงานประจําเน้นประสิทธิภาพ

9 ทีมงาน งานโครงการประสานกันด้วยจุดมุ่งหมาย ส่วนงานประจําประสานกันด้วยบทบาท

118 วงจรโครงการของภาคเอกชน แบ่งออกเป็นงานสําคัญกี่ขั้นตอน

(1) 3 ขั้นตอน

(2) 4 ขั้นตอน

(3) 5 ขั้นตอน

(4) 6 ขั้นตอน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 113 ประกอบ

119 การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน กําหนดโดยผู้ใด

(1) เจ้าของกิจการ

(2) ผู้บริหารสูงสุด

(3) ผู้บริหารระดับกลาง

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน จะถูกกําหนดโดยเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกําหนดแนวคิดโครงการจะเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการ ของภาคเอกชน รวมถึงข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (Terms of Reference : TOR) ก็พัฒนามาจากแนวคิดโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของกิจการ

120 จุดศูนย์กลางของวงจรโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด

(1) การกําหนดแนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 119 ประกอบ

POL3302 การวางแผนในภาครัฐ S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3302 การวางแผนในภาครัฐ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 120 ข้อ)

1 เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

(1) เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

(2) เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

(3) เพื่อกําหนดจุดเริ่มต้นโครงการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) เหตุผลที่จําเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คือ

1 เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในโครงการมีความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

2 เพื่อประเมินว่าควรลงทุนในโครงการหรือไม่

3 เพื่อกําหนดรายละเอียดในการวางแผนดําเนินงาน

2 ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่

(1) ด้านเทคนิค การจัดการ

(2) ด้านการตลาด การเงิน

(3) ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

(4) ด้านสิ่งแวดล้อม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ประเด็นที่ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้แก่

1 การศึกษาด้านเทคนิคหรือด้านวิชาการ

2 การศึกษาด้านการจัดการ

3 การศึกษาด้านการตลาด

4 การศึกษาด้านการเงิน

5 การศึกษาด้านเศรษฐกิจ

6 การศึกษาด้านสังคมและการเมือง

7 การศึกษาด้านสภาพแวดล้อมและสภาวะนิเวศ

3 ข้อใดคือเครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค

(1) บรรทัดฐานด้านเวลา

(2) บรรทัดฐานด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

(3) บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เครื่องชี้วัดความสําเร็จในการจัดการโครงการในระดับจุลภาค มีดังนี้

1 บรรทัดฐานด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ

2 บรรทัดฐานด้านเวลา

3 บรรทัดฐานด้านการเงิน

4 บรรทัดฐานด้านประสิทธิผล

4 สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

(1) หน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้

(2) ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน

(3) การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ

(4) ควรจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

1 ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้ การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ และควรมีการจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

2 ความต้องการของลูกค้าและผู้รับบริการมีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบางครั้งความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

3 ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่าด้วย

4 การใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามีความจําเป็นและสําคัญมากขึ้น ควรคํานึงถึงเรื่องความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้ และผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

5 การเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการลูกค้า

6 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

7 การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

8 การเผชิญกับภาวะวิกฤติและความเสี่ยงต่าง ๆ

5 สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ

(1) สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก

(2) สภาพแวดล้อมไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป

(3) สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก และไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํามักจะมีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

6 ลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํา คือ

(1) ไม่จําเป็นต้องมีทักษะใด ๆ

(2) มีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

(3) มีทักษะรอบด้านในการทํางานให้สําเร็จ

(4) มีทักษะในการตัดสินใจ

(5) มีทักษะในด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 5 ประกอบ

7 การใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ควรประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้

(2) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงช้า จึงควรลงทุนในด้านเทคโนโลยี

(3) ควรคํานึงถึงผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 4 ประกอบ

8 ลักษณะเฉพาะที่สําคัญของโครงการ คือ

(1) ผลลัพธ์ของโครงการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

(2) ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ แตกต่างจากงานประจํา

(3) มีองค์การรับผิดชอบโดยเฉพาะ

(4) องค์การที่รับผิดชอบทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ลักษณะเฉพาะของโครงการ มีดังนี้

1 ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศหรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากงานประจํา

2 มีองค์การรับผิดชอบในการจัดการ โดยเฉพาะ และทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว 3 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหาร และทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ

4 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารโครงการต้องคํานึงถึงข้อจํากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพตามที่กําหนดไว้ในเงื่อนไขของโครงการ

5 ในการจัดการโครงการ จําเป็นต้องเน้นความสําคัญของการบูรณาการกับองค์การหลักหรือหน่วยงานหลักของเจ้าของโครงการ

9 “การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ โครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการตลาด มีดังนี้

1 การพิจารณาสภาพความต้องการสินค้าหรือบริการโดยรวม

2 ศึกษาสภาพความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ

10 “การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ” เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านสิ่งแวดล้อม

(2) ด้านการเงิน

(3) ด้านเทคนิค

(4) ด้านการตลาด

(5) ด้านเศรษฐกิจ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการเงิน มีดังนี้

1 การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณ

2 การวิเคราะห์การใช้จ่ายทางการเงินล่วงหน้า ฯลฯ

11 “การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกัน” เป็นการประเมิน โครงการในด้านใด

(1) การประเมินโครงการในภาพรวม

(2) การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม

(3) การประเมินด้านการตลาด

(4) การประเมินด้านการเงิน

(5) การประเมินด้านการจัดการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การประเมินโครงการในภาพรวม (Project Appraisal) คือ

1 การเปรียบเทียบความเหมาะสมของโครงการกับโครงการอื่น ๆ ประเภทเดียวกันโครงการนี้เหมาะสมกว่าหรือไม่

2 โครงการที่เสนอจะสามารถดําเนินการให้สําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจะบรรลุจุดมุ่งหมายของแผนงาน ตลอดจนนโยบายของหน่วยงานระดับสูงมากน้อยเพียงใด

12 EIA คืออะไร

(1) การวิเคราะห์ผลกระทบทั่วไปของโครงการ

(2) การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ

(3) หลักการประเมินผลโครงการ

(4) หลักการบริหารงบประมาณโครงการ

(5) การจัดทําประชาพิจารณ์ก่อนการดําเนินโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) Environmental Impact Assessment : EIA คือ การประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมของโครงการในภาพรวม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการตามบรรทัดฐานที่กําหนด

13 ข้อใดเป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคม

(1) การจัดทําประชาพิจารณ์

(2) การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

(3) การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

(4) การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมอย่างกว้างขวาง อาจทําได้โดยวิธีดังนี้

1 การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

2 การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

3 การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

4 การจัดทําประชาพิจารณ์

14 ความต้องการของผู้รับบริการจากองค์การภาครัฐในปัจจุบันเป็นอย่างไร

(1) ความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

(2) ความต้องการมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

(3) ความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(4) บางครั้งความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 4 ประกอบ

15 การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการในด้านใด

(1) ด้านการจัดการ

(2) ด้านเทคนิค

(3) ด้านการตลาด

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในด้านเทคนิค คือ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และวิทยาการของขั้นตอนต่าง ๆ อันจําเป็นต่อการทํางานในแต่ละกิจกรรมให้สมบูรณ์

16 กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่องใด

(1) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(2) ทรัพย์สินทางปัญญา

(3) สิทธิมนุษยชน

(4) ธรรมาภิบาล

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่อง ดังนี้

1 ทรัพย์สินทางปัญญา

2 สิทธิมนุษยชน

3 ธรรมาภิบาล

4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

17 ทรัพยากรในการบริหารงานภาครัฐมีลักษณะอย่างไรในปัจจุบัน

(1) ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นมาก

(2) การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่า

(3) ทรัพยากรมีลักษณะคงที่เหมือนเช่นในอดีต

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 4 ประกอบ

18 ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่ข้อใด

(1) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

(2) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

(3) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

(4) การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่

1 การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

2 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

3 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

19 สิ่งที่จําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการ คือข้อใด

(1) ข้อมูล

(2) เวลา

(3) ค่าใช้จ่าย

(4) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการก็คือเวลา เพราะแต่ละโครงการจะมีระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาเสร็จสิ้นโครงการที่แน่นอน

20 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่องใด

(1) องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

(2) มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

(3) มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

(4) มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่อง ดังนี้

1 มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

2 มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

3 องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

4 มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

21 โครงการประเภท “ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา” ได้แก่ข้อใด

(1) การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

(2) การแก้ไขปัญหาครอบครัว

(3) การจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

(4) การแก้ไขปัญหาส่วนตัว

(5) การสร้างอาคารสํานักงานใหม่

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ประเภทของโครงการ จําแนกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1 โครงการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา เช่น โครงการ One Stop Service เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และการจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

2 โครงการริเริ่มหรือนวัตกรรม เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่การสร้างอาคารสํานักงานใหม่ การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักรใหม่

3 โครงการวิจัยและพัฒนา มีลักษณะเป็นโครงการใหม่หรือโครงการบุกเบิก อาจใช้ชื่อเรียกว่าโครงการนําร่อง (Pilot Project) หรือเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

22 โครงการประเภท “ริเริ่มหรือนวัตกรรม” ได้แก่ข้อใด

(1) การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต

(2) การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่

(3) การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่

(4) การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ

23 โครงการประเภท “วิจัยและพัฒนา” มีลักษณะอย่างไร

(1) เป็นโครงการบุกเบิก

(2) เป็นโครงการนําร่อง

(3) เป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ

24 ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงการ คือ

(1) การจัดทําข้อเสนอโครงการ การ

(2) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

(3) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

(4) การคิดค้นทางเลือก

(5) การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนของการวางแผนโครงการ มีดังนี้

1 การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทําให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ และสามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริง ได้อย่างถูกต้อง

2 การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

3 การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คือ การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

4 การเสนอเพื่อพิจารณา จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

5 การคิดค้นทางเลือก เป็นขั้นตอนที่ต้อง ทํารายละเอียด 6W 2H

6 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือก โดยการใช้ข้อมูลจากผล การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมาพิจารณา

7 การเสนอเพื่อพิจารณาอีกรอบหนึ่ง จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

8 การจัดทําข้อเสนอโครงการ

25 ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ข้อใด (1) องค์การการค้าโลก

(2) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

(3) องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

1 องค์การการค้าโลก

2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

3 องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

26 ผลประโยชน์ของโครงการจะพิจารณาอย่างไร

(1) พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

(2) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นตัวเงิน

(3) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ผลประโยชน์ของโครงการ จะพิจารณาในเรื่องดังนี้

1 พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

2 พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

27 ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ

(1) การจัดการโครงการของสํานักงานโครงการ

(2) การจัดทําแผนดําเนินงาน

(3) การจัดตั้งองค์กรโครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ การจัดทําแผนดําเนินงาน (Operation Plan) มีการจัดตั้งองค์กรโครงการ มีการจัดการโครงการของ สํานักงานโครงการ และมีผู้จัดการโครงการ (Project Manager) เป็นผู้รับผิดชอบหลักรวมถึงการควบคุมงาน เป็นต้น

28 ข้อใดเป็นขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการที่เรียงลําดับถูกต้อง

(1) การส่งผลงาน การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(2) การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(3) การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การส่งผลงาน

(4) การตรวจรับงาน การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน

(5) การปิดโครงการ การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การตรวจการจ้าง

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการ เรียงลําดับได้ดังนี้

1 การตรวจรับงาน

2 การปิดโครงการ

3 การตรวจการจ้าง

4 การส่งผลงาน

29 บันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด (1) การกําหนด TOR

(2) การวางแผนโครงการ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การตัดสินใจลงทุนในโครงการ

(5) การดําเนินงานโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) วงจรโครงการของภาคเอกชน มี 4 ขั้นตอน คือ

1 การกําหนดแนวคิดโครงการ

2 การวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการ

3 การดําเนินงานโครงการ

4 การยุติและส่งมอบโครงการ

30 ข้อความในข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนเหมือนกับภาคเอกชน

(2) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

(3) แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

(4) โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน (5) นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ตอบ 1 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างโครงการขององค์การภาครัฐกับภาคเอกชน มีดังนี้

1 วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

2 แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

3 โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน

4 นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

5 โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนไม่เหมือนกับภาคเอกชน

31 ในการบริหารโครงการ ผู้บริหารควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ข้อจํากัดด้านเวลา

(2) ค่าใช้จ่าย

(3) คุณภาพของงาน

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 8 ประกอบ

32 ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) ผลผลิตของโครงการแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ

(2) การบริหารโครงการต้องบูรณาการกับองค์การหลักที่เป็นเจ้าของโครงการ (3) ผู้บริหารโครงการต้องบริหารงานภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับ

(4) การบริหารโครงการต้องมีความยืดหยุ่นด้านเวลา

(5) การบริหารโครงการต้องกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ในการบริหารหรือการจัดการโครงการต้องมีการกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน และผลผลิตของโครงการต้องแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ (ดูคําอธิบายข้อ 8 ประกอบ) 33 ข้อความใดที่ถูกต้อง

(1) งานโครงการมีบริบทคงที่ งานประจํามีบริบทยืดหยุ่น

(2) งานโครงการมีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก งานประจํามีลักษณะเฉพาะ

(3) งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งานประจําค่อยเป็นค่อยไป

(4) งานโครงการเน้นประสิทธิภาพ งานประจําเน้นประสิทธิผล

(5) งานโครงการต่อเนื่องไม่สิ้นสุด งานประจํามีจุดเริ่มต้นและแล้วเสร็จ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ความเตกต่างระหว่างงานโครงการกับงานประจํา มีดังนี้

1 ขอบข่ายงาน งานโครงการจะมีลักษณะเฉพาะ ส่วนงานประจํามีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก

2 เวลา งานโครงการมีจุดเริ่มต้นและจุดเสร็จสิ้นโครงการแน่นอน ส่วนงานประจําต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

3 การเปลี่ยนแปลง งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนงานประจําค่อยเป็นค่อยไป

4 แนวโน้ม งานโครงการไม่คํานึงถึงความสมดุล ส่วนงานประจําคํานึงถึงความสมดุล

5 วัตถุประสงค์ งานโครงการเน้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง ส่วนงานประจําเน้นที่ความเท่าเทียมกัน

6 ทรัพยากร งานโครงการจํากัดตามวงเงินที่กําหนด ส่วนงานประจําเพิ่มเติมได้ถ้าจําเป็น

7 บริบท งานโครงการมีบริบทยืดหยุ่น ส่วนงานประจํามีบริบทคงที่

8 ผลลัพธ์ งานโครงการเน้นที่ประสิทธิผล ส่วนงานประจําเน้นประสิทธิภาพ

9 ทีมงาน งานโครงการประสานกันด้วยจุดมุ่งหมาย ส่วนงานประจําประสานกันด้วยบทบาท

34 วงจรโครงการของภาคเอกชน แบ่งออกเป็นงานสําคัญที่ขั้นตอน

(1) 3 ขั้นตอน

(2) 4 ขั้นตอน

(3) 5 ขั้นตอน

(4) 6 ขั้นตอน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

35 การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน กําหนดโดยผู้ใด

(1) เจ้าของกิจการ

(2) ผู้บริหารสูงสุด.

(3) ผู้บริหารระดับกลาง

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน จะถูกกําหนดโดยเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกําหนดแนวคิดโครงการจะเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการ ของภาคเอกชน รวมถึงข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (Terms of Reference : TOR) ก็พัฒนา มาจากแนวคิดโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของกิจการ

36 จุดศูนย์กลางของวงจรโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด

(1) การกําหนดแนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 35 ประกอบ

37 เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วยอะไรบ้าง

(1) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร (2) วัตถุประสงค์ ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(3) วัตถุประสงค์ บุคลากรที่รับผิดชอบ ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ (4) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(5) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากรอายุโครงการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากร และอายุโครงการ

38 ขั้นตอนสุดท้ายของวงจรโครงการของภาครัฐ คือ

(1) การอนุมัติโครงการ

(2) การลงทุนในโครงการ

(3) การส่งมอบงานโครงการ

(4) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(5) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 การวางแผน การประเมิน และการจัดทําข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วย

1.1 การกําหนดแนวคิดโครงการ เช่น การกําหนดเงื่อนไขของโครงการ (Terms of -Reference : TOR)

1.2 การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินโครงการ ซึ่งมีประโยชน์เพื่ออนุมัติโครงการให้มีการดําเนินการต่อไปได้หรือไม่

1.3 การจัดทําข้อเสนออันเป็นรายละเอียด หรือการออกแบบโครงการ

2 การคัดเลือก การอนุมัติ และการเตรียมความพร้อม

3 การปฏิบัติการ การควบคุม การยุติและส่งมอบ เช่น การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นการทํางานของผู้จัดโครงการและผู้ร่วมงาน

4 การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข เช่น การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ

39 ข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (TOR) พัฒนามาจากข้อใด

(1) แนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 35 ประกอบ

40 ขั้นตอนแรกของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ข้อใดไม่ถูกต้อง

(1) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(2) การเตรียมความพร้อมของโครงการ

(3) การกําหนด TOR

(4) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(5) การออกแบบโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 38 ประกอบ

41 สิ่งที่จําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น คือ

(1) การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง

(2) การประมวลสถานการณ์แวดล้อม

(3) การกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น คือ การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง และการกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจน

42 การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐ คือ

(1) การจัดทําแผนการดําเนินงานล่วงหน้า

(2) การจัดทําแนวทางการประเมินผล

(3) การจัดทําแผนกําลังคน

(4) การจัดทําแผนการเงิน

(5) การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐคือ การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

43 การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็นอะไรบ้าง

(1) เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

(2) วัตถุประสงค์ของโครงการ

(3) ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

(4) ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็น ดังนี้

1 เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

2 วัตถุประสงค์ของโครงการ

3 ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

4 ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

44 การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติเป็นการทํางานของผู้ใด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้จัดการโครงการ

(4) ข้าราชการระดับล่าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 38 ประกอบ

45 การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการอยู่ในขั้นตอนใด

(1) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(2) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(3) การบริหารโครงการ

(4) การปรับปรุงนโยบายและแผนงาน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 38 ประกอบ

46 ปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” เป็นปัญหาประเภทใด

(1) ปัญหาทั่วไป

(2) ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

(3) ปัญหาในเชิงป้องกัน

(4) ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ปัญหาแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1 ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ปัญหาน้ำท่วม

2 ปัญหาในเชิงป้องกัน

3 ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

47 การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยวิธีใด

(1) วิเคราะห์ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้

(2) คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

(3) ใช้วิธีการหยั่งรู้

(4) สอบถามผู้บริหารระดับสูง

(5) สอบถามผู้ปฏิบัติงาน

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เพื่อยืนยันความชัดเจนของปัญหาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และศึกษาดูว่า เป็นปัญหาอะไร เป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือเป็นปัญหาในเชิงป้องกัน หรือเป็นปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

48 6W 2H คืออะไร

(1) เทคนิคการวางแผนโครงการ

(2) เทคนิคการประเมินผลโครงการ

(3) เทคนิคการริเริ่มโครงการ

(4) การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ

(5) เทคนิคการตรวจรับโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) 6W 2H คือ การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 Why (จะทําทําไม) คือ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของ โครงการ การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ SMART Principle) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา ด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน 2 What (จะทําอะไร) คือ การระบุกิจกรรมหลักที่ต้องทํา

3 When (จะทําเมื่อไหร่) คือ การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

4 Where (จะทําที่ไหน) คือ การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

5 Who (จะทําโดยใคร) คือ การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

6 Whom (จะทําเพื่อใคร) คือ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผล

7 How (จะทําอย่างไร) คือ กฎระเบียบ เทคโนโลยีและมาตรการปฏิบัติงาน

8 How Much (จะจ่ายเท่าไหร่) คือ งบประมาณ ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม

49 การตอบคําถาม “ทําไม” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา

(4) การระบุตัวชี้วัดด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

50 SMART Principle เป็นหลักการในเรื่องใด

(1) การกําหนดคุณสมบัติผู้รับผิดชอบโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การกําหนดรายละเอียดของโครงการ

(4) การกําหนดหลักการการประเมินผลโครงการ

(5) การกําหนดคุณภาพของโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

51 การตอบคําถาม “อะไร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

52 การตอบคําถาม “ใคร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

(2) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(3) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(4) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(5) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 48 ประกอบ

53 ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงในการวางแผนโครงการจะให้ผลลัพธ์อะไร

(1) รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ

(2) สามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

(3) สามารถทราบถึงความสําเร็จของการดําเนินงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 24 ประกอบ

54 การกําหนดวัตถุประสงค์ในการวางแผนโครงการ คือข้อใด

(1) การกําหนดบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน

(2) การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

(3) การกําหนดตัวชี้วัดของผลการปฏิบัติงาน

(4) การกําหนดระยะเวลาการดําเนินงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 24 ประกอบ

55 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกในการแก้ไขปัญหา จะใช้ข้อมูลอะไรมาพิจารณา

(1) ข้อมูลภายในองค์การที่รับผิดชอบดําเนินงานโครงการ

(2) ข้อมูลจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) ข้อมูลจากการสํารวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(4) ข้อมูลจากความคิดเห็นของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 24 ประกอบ

56 “ความคิดสร้างสรรค์” จําเป็นสําหรับขั้นตอนใด

(1) การวิเคราะห์โครงการ

(2) การคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา

(3) การริเริ่มโครงการ

(4) การดําเนินโครงการ

(5) การประเมินผลโครงการ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ จําเป็นสําหรับขั้นตอนการคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1 ความรู้ที่ประมวลจากประสบการณ์ หรือเป็นความรู้ตามสัญชาตญาณของเรา ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น “ชั่วโมงบิน”

2 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ เช่น การเรียนรู้จากการสอนงาน การให้คําแนะนํา ก ารสาธิต การฝึกอบรม การวิจัยและการพัฒนาในองค์การ

3 การเรียนรู้จากผู้อื่น เช่น เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา การศึกษาดูงาน

4 การเรียนรู้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ เช่น การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทั้งภายในภายนอกองค์การ

57 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ ได้แก่อะไร

(1) การฝึกอบรม

(2) การสอนงาน

(3) การให้คําแนะนํา

(4) การสาธิต

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 56 ประกอบ

58 การเรียนรู้จากผู้อื่น จะเรียนรู้ในเรื่องใด

(1) เรียนรู้ความล้มเหลวขององค์การประเภทเดียวกัน

(2) เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา

(3) การศึกษาดูงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 56 ประกอบ

59 ปัญหา “การบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด”อาจมีสาเหตุมาจากข้อใด

(1) พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

(2) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

(3) ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

(4) ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัญหาการบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด มีสาเหตุดังนี้

1 พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะ ในการปฏิบัติงาน

2 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

3 ขั้นตอนการทํางานเป็นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

4 ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

60 การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมเรื่องใด

(1) อัตราเงินเฟ้อ

(2) ค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ

(3) ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ

(4) เงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมถึงเรื่องค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ อัตราเงินเฟ้อ และเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ เพราะงบประมาณโครงการมีจํากัดตามวงเงินที่กําหนดไว้

 

ตั้งแต่ข้อ 61 – 65 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

หากสรุปว่ากระบวนการของแผนประกอบด้วยกระบวนการ ได้แก่

(1) กําหนดปัญหา

(2) ตั้งเป้าหมาย

(3) ศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

(4) ลงมือวางแผน

(5) ประเมินผล

 

61 ขั้นตอนใดที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก (คําบรรยาย) อาจสรุปได้ว่ากระบวนการของแผน ประกอบด้วย 7 กระบวนการ ดังนี้

1 กําหนดปัญหา

2 การตั้งเป้าหมาย/วัตถุประสงค์

3 การศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม

4 ลงมือวางแผน เป็นการลงมือเขียนแผนให้ถูกต้อง โดยหน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการนี้

5 การประเมินแผน เป็นกระบวนการที่เราจะได้รับแผนที่สมบูรณ์ โดยการศึกษาวิเคราะห์แผนว่า มีความสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะนําไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จากนั้นจึงนําเสนอแผนให้ผู้มีอํานาจ พิจารณาอนุมัติ เพื่อนําแผนไปปฏิบัติ

6 การนําแผนไปปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่ทําให้เกิดผลงาน ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

7 การประเมินผล (Evaluation) เป็นกระบวนการที่ทําให้ทราบถึงผลสําเร็จและเก็บเป็นข้อมูลสะสม เพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

62 หน้าที่ของผู้วางแผนจะสิ้นสุดที่กระบวนการใด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

63 กระบวนการใดต้องใช้ผู้ที่เชี่ยวชาญหลายสาขามากที่สุด

ตอบ 4 หน้า 27 งานวางแผนเป็นงานระดับกลุ่ม ดังนั้นการลงมือวางแผนจึงต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ สาขามาร่วมกันสร้างแผน โดยมีนักวางแผนเป็นผู้ประสานให้การวางแผนไปสู่จุดหมายร่วมกันขององค์การได้

64 กระบวนการใดทําให้เกิดผลงานที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้

ตอบ ไม่มีข้อใดถูก ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

65 กระบวนการใดทําให้ได้รับข้อมูลสะสมเพื่อการวางแผนในโอกาสต่อ ๆ ไป

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 61 ประกอบ

66 การกําหนดโครงการ หมายถึงอะไร

(1) การศึกษาหาความสมบูรณ์ของโครงการที่ร่างเสร็จแล้ว

(2) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) การตรวจสอบข้อมูลของโครงการ

(4) การตรวจสอบผลของการดําเนินโครงการที่ผ่านไปแล้ว

(5) การตรวจสอบความสามารถของผู้ร่างโครงการซ้ำอีกครั้ง

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การกําหนดโครงการ หมายถึง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือการเสาะหาลู่ทางการลงทุนที่ดีและมีความเป็นไปได้ เช่น โครงการงทุนของภาคเอกชนที่มีแววว่าจะสามารถทํากําไร หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่า และถ้าเป็นโครงการลงทุนของภาครัฐ ก็เป็นโครงการลงทุนที่มีศักยภาพและความสําคัญสูงต่อการแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการและโอกาสในการพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ของประเทศ เป็นต้น

67 สถาบันที่มีหน้าที่ริเริ่มกําหนดนโยบายและมีอํานาจอิทธิพลต่อนโยบายมาก คือ

(1) สถาบันทหาร

(2) สถาบันศาล

(3) สถาบันทางรัฐสภา

(4) สถาบันการปกครอง

(5) สถาบันการปกครองท้องถิ่น

ตอบ 4 หน้า 6, (คําบรรยาย) ตัวแบบหรือทฤษฎีสถาบัน (Institution Model/Theory) เชื่อว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง กล่าวคือ นโยบายใด ๆ ก็ตามจะได้ชื่อว่าเป็นนโยบายสาธารณะ ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยสถาบันแล้วเท่านั้น ซึ่งนโยบายก็มักจะเป็นไปตามที่สถาบันการปกครองกําหนดเองหรือให้ประโยชน์กับสถาบัน การปกครอง ตัวอย่างสถาบันการปกครอง ได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันรัฐสภา สถาบันบริหาร (เช่น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี) สถาบันราชการ สถาบันตุลาการ (เช่น ศาล) และสถาบันการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

68 การส่งมอบงานตึก 12 ชั้น คณะรัฐศาสตร์

(1) Policy Formulation

(2) Policy Analysis

(3) Policy Evaluation

(4) Policy Implementation

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 17, (คําบรรยาย) การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนของการแปลงวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในนโยบาย ซึ่งอาจเป็นกฎหมาย คําสั่ง หรือมติของ คณะรัฐมนตรีให้เป็นแผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการจัดหา/ การตระเตรียมวิธีการ ตลอดจนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อดําเนินการให้สําเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ที่กําหนดไว้

ตั้งแต่ข้อ 69 – 73 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Alternative

(2) Social Analysis

(3) Feasibility Study

(4) Financial Analysis

(5) Process

69 การวิเคราะห์ประเมินโครงการไม่ใช่ราชการ

ตอบ 4 หน้า 40 การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านการเงิน (Financial Analysis) เป็นแนวทางการประเมินโครงการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายกับผลประโยชน์ที่ได้รับ (Cost-Benefit) เพื่อดูว่าโครงการที่จัดทําขึ้นมานั้นมีลักษณะคุ้มทุนหรือไม่

70 สอดคล้องเหมาะสมกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม

ตอบ 2 หน้า 41, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการด้านสังคม (Social Analysis)จะพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้

1 ความเหมาะสมสอดคล้องต้องกันระหว่างแนวทาง ของโครงการกับปัจจัยทางสังคม เช่น ศาสนา การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม กฎหมาย การเมืองและการปกครอง เป็นต้น

2 โอกาสที่สังคมจะยอมรับ/สนับสนุน หรือต่อต้าน/คัดค้านโครงการ

71 ประเมินดู Cost-Benefit

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 69 ประกอบ

72 กระบวนการต่าง ๆ ทางวิชาการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กระบวนการ (Process) หมายถึง ขั้นตอนวิธีปฏิบัติ หรือกิจกรรมการดําเนินงานที่กระทําอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

73 ทางเลือกในการวางแผนโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ทางเลือก (Alternative) หมายถึง มาตรการหรือแนวทางการดําเนินงานที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ ซึ่งอาจมีหลายทางเลือกในการบรรลุวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ

ตั้งแต่ข้อ 74 – 78 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Looking Ahead

(2) Making Choices

(3) Actions

(4) Setting Limits

(5) Desired end State

 

74 การนําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

ตอบ 5 หน้า 25 Jose Villamil กล่าวว่า “การวางแผนเป็นการกระทําที่เป็นกระบวนการ (Set of Temporally Linked Actions) ที่นําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (Desired end State) โดยการ ตัดสินแต่ละครั้งนั้นมุ่งให้เกิดการรวมชาติหรือการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผิดพลาดน้อยที่สุด”

75 Vision

ตอบ 1

หน้า 25 Albert Waterston กล่าวว่า “การวางแผนทุกชนิดจะต้องมีลักษณะร่วมกัน หลายประการ เช่น ต้องประกอบด้วยการมองล่วงหน้า (Looking Ahead) ต้องมีทางเลือก (Making Choices) และหากเป็นไปได้ต้องจัดเตรียมวิธีการกระทํา (Actions) ที่แน่นอน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรืออย่างน้อยที่สุดต้องกําหนดข้อจํากัด (Setting Limits) ที่อาจจะ เกิดจากการกระทําดังกล่าวไว้ด้วย”

76 จะต้องมีทางเลือก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 75 ประกอบ

77 การจัดเตรียมวิธีการกระทํา

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 75 ประกอบ

78 การกําหนดข้อจํากัด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 75 ประกอบ

79 คํากล่าวที่ว่า “การวางแผน คือ Set of Temporally Linked Actions” เป็นของใคร

(1) José Villamil

(2) ดร.อมร รักษาสัตย์

(3) Albert Waterston

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 74 ประกอบ

80 ข้อใดเป็นคํากล่าวที่ถูกต้องในเรื่องประเภทของแผน

(1) แผนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

(2) แผนระยะสั้น 3 ปี

(3) แผนระยะปานกลาง 6 ปี

(4) แผนระยะสั้น 4 ปี

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 23, (คําบรรยาย การจําแนกประเภทของแผนหรือแผนงาน (Plan) โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา (Time Span) อาจจําแนกได้ดังนี้

1 แผนระยะสั้น เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 2 ปี ซึ่งสามารถวางแผนได้ง่าย เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

2 แผนระยะปานกลาง เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 2 – 5 ปี ซึ่งนิยมใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศ

3 แผนระยะยาว เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

81 TP. หมายถึง

(1) เวลาที่ผ่านไป

(2) Target Planning

(3) Team Planning

(4) การทํางานเป็นทีม

(5) ทฤษฎีการวางแผน

ตอบ 3 หน้า 34, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบทีมวางแผน (Team Planning : TP.) คือ การวางแผนเป็นทีมที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมและการระดมสมอง (Brain Storm) มากที่สุด ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1 ร่วมกันกําหนดเป้าหมาย (Targets) ของหน่วยงานให้ชัดเจนตรงกัน

2 ร่วมกันมองไปในอนาคต (Vision/Scenario)

3 ร่วมกันหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือข้อจํากัด (Obstructions) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4 ร่วมกันกําหนดทางเดินหรือแผนกลยุทธ์ (Strategies) ที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

5 ร่วมกันกําหนดกลวิธี (Tactics) หรือโครงการให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ 6 ร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติ (Action Plan) ของโครงการ ซึ่งเน้นให้เกิดผลภายใน 90 วันหรือที่เรียกว่า 90 Day Implementation Plan

ตั้งแต่ข้อ 82 – 86 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Targets

(2) Vision

(3) Obstructions

(4) Strategies

(5) Tactics

 

82 การมองไปในอนาคต

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

83 การที่หน่วยงานตกลงกําหนดเป้าหมาย

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

84 ข้อจํากัดที่เกิดขึ้นในอนาคต

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

85 กําหนดทางเดินที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

86 การร่วมกันกําหนดกลวิธีให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 81 ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 87 – 91 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การระบุปัญหา

(2) การศึกษาข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย

(3) การออกแบบทางเลือกนโยบาย

(4) การวิเคราะห์ทางเลือก

(5) การทดสอบทางเลือก

 

87 การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระเบียบต่าง ๆ ที่ใช้เทคนิควิเคราะห์ และการประยุกต์ทั้งหลายเป็นระบบ

ตอบ 5 หน้า 14 การทดสอบทางเลือก คือ การทบทวนความเหมาะสมของขั้นตอนและข้อมูลที่ใช้ทั้งทางด้านหลักการ เหตุผลทางเลือกนโยบาย คุณภาพและปริมาณของข้อมูลว่ายังพอเพียงและดีอยู่ ตลอดจนตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระเบียบวิธีต่าง ๆ ที่ใช้ เทคนิควิธีวิเคราะห์และการประยุกต์ทั้งหลายว่าเป็นระบบและสอดคล้องต้องกันอย่างแท้จริง

88 กําหนดทางเลือกซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และรวบรวมทางเลือกทุก ๆ ทางเลือกให้ครบถ้วน

ตอบ 3 หน้า 13 การออกแบบทางเลือกนโยบาย คือ การใช้ความรู้ ประสบการณ์ของผู้กําหนดนโยบายร่วมกับข้อมูลที่รวบรวมและการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อกําหนดว่าทางเลือกซึ่งเป็นแนวทาง ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นควรเป็นทางเลือกใดบ้าง โดยพิจารณาว่ามีทางเลือกใดที่สามารถ ปฏิบัติตามแล้วให้ผลสําเร็จดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้บ้าง ซึ่งในขั้นนี้ต้องรวบรวมทางเลือกทุก ๆ ทางเลือกที่เป็นไปได้ให้ครบถ้วน

89 ศึกษาถึงความเหมาะสมระหว่างทางเลือกกับสภาพแวดล้อม รวมทั้งศึกษาถึงประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย

ตอบ 4 หน้า 14 การวิเคราะห์ทางเลือก คือ การนําเอาทางเลือกที่มีทั้งหมดมาทําการศึกษาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในแต่ละทางเลือกที่ละทางเลือก เช่น ศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ศึกษาถึงความเหมาะสมระหว่างทางเลือกกับสถานการณ์แวดล้อม ศึกษาถึงผลประโยชน์ข้อดี ข้อเสียของแต่ละทางเลือก ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด

90 ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากสภาพที่แท้จริง หรือข้อมูลภาคสนาม หรือข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อจะทราบปัญหา

ตอบ 1 หน้า 12 การระบุปัญหา คือ การศึกษาว่าอะไรคือปัญหา โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสถานที่จริงหรือข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลปฐมภูมิ หรือข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ หรือข้อมูล ทุติยภูมิ เพื่อที่จะทราบปัญหาและจําแนกว่าปัญหาใดเร่งด่วนกว่า มีสาเหตุจากอะไร และ ประชาชนรับรู้เพียงใด ดังนั้นโดยสรุป การระบุปัญหาก็คือ การศึกษาวิเคราะห์เพื่อกําหนด ปัญหาที่ถูกต้องและศึกษาค่านิยมที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับปัญหาเพื่อกําหนดแนวทางของ นโยบายที่เหมาะสมกับความเป็นจริงต่อไป

91 ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์จากนโยบาย รวมทั้งการยอมรับต่อนโยบาย ตอบ 2 หน้า 13 การศึกษาข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย คือการศึกษาข้อจํากัดด้านต่าง ๆ ดังนี้

1 ข้อมูล

2 ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์จากนโยบาย

3 การรับรู้และการยอมรับต่อนโยบาย

4 สิ่งแวดล้อมทั่วไป

92 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ได้มีจุดเริ่มต้นที่ใด

(1) เมื่อ Max Weber ได้ศึกษาระบบราชการ

(2) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

(3) เมื่อ Mayo ได้ทดลองค้นคว้าที่เรียกว่า Howthorne Study

(4) เมื่อมีกลุ่มนักทฤษฎีสมัยใหม่

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 6 – 7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ถือเป็นแนวทางที่นักรัฐประศาสนศาสตร์นิยมใช้กันมาก โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการวิเคราะห์โดยทั่วไป (ในภาพรวม) มิใช่เป็นการศึกษารายกรณี และ มีเทคนิควิธีการศึกษาที่ใช้หลักสหวิทยาการหรือหลักการของวิชาการหลายสาขามาศึกษาวิเคราะห์ซึ่งการศึกษาตามแนวนี้ได้มีจุดเริ่มต้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม

93 ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก คือ

(1) ข้อมูลที่ยังไม่ได้กรอง

(2) ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts)

(3) ข้อมูลที่เป็นความเชื่อ (Value)

(4) ข้อมูลทุกประเภท

(5) ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการของดิน

ตอบ 3 หน้า 11 ข้อมูลในการวางนโยบายหรือแผน อาจจําแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1 ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง ว่า เช่น ลักษณะของดินฟ้าอากาศ และภูมิศาสตร์

2 ข้อมูลที่เป็นความเชื่อหรือค่านิยม (Values) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความยึดมั่นเชื่อถือของประชาชน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก

94 นักวิชาการที่กล่าวว่า การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ คือ

(1) Harry Harty

(2) Walter

(3) Thomas R. Dye

(4) William Dunn

(5) Theodore Poister

ตอบ 5 หน้า 16 Theodore Poister กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายมีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ ดังนั้นจําเป็นต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาของนโยบายกับผลกระทบทั้งปวงที่จะเกิดขึ้น”

95 แบบอะไรที่ถูกต้องในการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบายหรือแผน

(1) แผนการรายงาน

(2) แผนตรวจงาน

(3) แผนประเมินผลงาน

(4) แบบวิธีทดลอง

(5) แบบการวัดประสิทธิภาพ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการดําเนินการตามนโยบายนั้นตรงกับ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1 แบบธรรมดาหรือแบบที่ไม่ใช้วิธีการทดลอง

2 แบบวิธีกึ่งทดลอง

3 แบบวิธีทดลอง

96 นโยบายตามตัวแบบสถาบันจะให้ประโยชน์กับใครมากที่สุด

(1) ให้ประโยชน์กับสังคม

(2) ให้คํานึงถึงรัฐสภา

(3) ประโยชน์โดยทั่วไป

(4) ผู้นําและผู้ใกล้ชิด

(5) ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 67 ประกอบ

97 ความเป็นธรรมของนโยบายสามารถวัดได้อย่างไร

(1) วัดจากความพึงพอใจของประชาชนโดยส่วนรวม

(2) วัดจากการกระจายรายได้ของนโยบายสู่ประชาชน

(3) วัดจากประโยชน์ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

(4) วัดจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย

(5) วัดจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการของนโยบายให้มากที่สุด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การพิจารณาด้านความเป็นธรรมของนโยบาย แผน หรือโครงการนั้น อาจพิจารณาหรือวัดได้จากประโยชน์ของนโยบาย แผน หรือโครงการว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากนโยบาย แผน หรือโครงการอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะนโยบาย แผน หรือโครงการที่ดีนั้นจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

98 เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป นโยบายของรัฐจะเป็นอย่างไร

(1) มีขนาดเล็กลง

(2) คงที่เหมือนเดิม

(3) มีขนาดใหญ่โตตามกาลเวลา

(4) มีขนาดใหญ่โตล้ำหน้าเวลา

(5) มีขนาดจะเล็กลงหรือจะโตขึ้นเป็นไปตามจํานวนประชากร

ตอบ 3 หน้า 17 – 18 Randall Ripley และ Grace Franklin กล่าวว่า ในการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นมีประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติต้องทําความเข้าใจอยู่ 5 ประการ ได้แก่

1 มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนมากมาย

2 มีความต้องการหลากหลายต่อนโยบาย

3 ธรรมชาติของนโยบายมักจะมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

4 ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในหลายระดับ หลายสังกัด และหลายหน่วยเสมอ

5 มีปัจจัยมากมายที่นโยบายไม่สามารถควบคุมได้

99 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 หน้า 2 นโยบายมีหลายรูปร่างและหลายลักษณะตามการใช้ประโยชน์ของนโยบาย ดังนี้

1 มีรูปร่างเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง

2 มีรูปเป็นแผนงาน โครงการ

3 มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือเชิญชวน ซึ่งมีลักษณะบังคับน้อยที่สุด

4 มีรูปเป็นสัญญา

5 มีรูปเป็นอื่น ๆ หรืออาจไม่มีรูปร่างให้เห็นชัดเจน เช่น คําแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี หรือของรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

100 ในแนวคิดการศึกษานโยบายศาสตร์ในแนววิเคราะห์นโยบายนิยมใช้ในนักวิชาการกลุ่มใด

(1) นักรัฐศาสตร์

(2) นักสังคมวิทยา

(3) นักรัฐประศาสนศาสตร์

(4) นักวิทยาศาสตร์

(5) นักเศรษฐศาสตร์

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 92 ประกอบ

 

101 ข้อใดเป็นความจริงเกี่ยวกับแผนระยะยาว

(1) มีระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป

(2) วางแผนได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

(3) มีระยะเวลาไม่จํากัด

(4) ความเชื่อมั่นจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน

(5) ใช้แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผิน

ตอบ 4 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนระยะยาว คือ แผนที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป เป็นแผนที่มีความเชื่อมั่นได้น้อยและจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน กล่าวคือ ความเชื่อมั่นจะลดต่ำลงตามระยะเวลาที่ยาวออกไป แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (แผนนั้นเริ่มเห็นผล คือ สามารถ แก้ปัญหาได้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนก็จะเพิ่มมากขึ้น) และแผนระยะยาวนับว่าเป็นแผนที่แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เห็นผลช้า

102 Controlled Environment หมายถึง

(1) ภาวะทางธรรมชาติ

(2) ค่านิยมของคนในภาคใต้ของประเทศไทย

(3) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(4) ความเชื่อของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 12 สิ่งแวดล้อมของนโยบาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Controlled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างแน่นอน เช่น จํานวนคนที่จะเข้ามาบริหารนโยบาย เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น 2 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างชัดเจน เช่น ความเชื่อ/ค่านิยมของคนในสังคม ภาวะทางธรรมชาติภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว เป็นต้น 103 แผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น จัดเป็นแผนประเภทใด

(1) แผนรายปี

(2) แผนงบประมาณ

(3) แผนการเงิน

(4) แผนโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สําหรับแผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนประเภทแผนรายปี แผนงบประมาณ แผนการเงิน แผนระยะสั้น หรือแผนโครงการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก

ตั้งแต่ข้อ 104 – 108 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Integration

(2) Dynamic

(3) Subjectivity

(4) Artificiality

(5) ปัญหามีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจน

 

104 เป็นปัญหาที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว

ตอบ 4 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะไม่มีตัวตนที่แท้จริง (Artificiality) หมายถึง ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นที่ยอมรับหรือตระหนักได้ของคนบางกลุ่มบางหมู่ในขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ยอมรับก็ได้

105 ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่มีที่ทําการต้องเช่าอาคารเอกชนเป็นที่ทําการชั่วคราว

ตอบ 5 หน้า 10 ปัญหาที่มีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน (Well-Structured Problem) หมายถึง ปัญหาที่มีผลลัพธ์แน่นอน มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนน้อย มีทางออกในการแก้ไขปัญหา เพียงไม่กี่ทางเลือก (1 – 3 ทาง) ซึ่งแต่ละทางเลือกสามารถมองเห็นผลประโยชน์ของทางเลือก ได้ชัดเจน ไม่เป็นที่ถกเถียงกันได้แต่อย่างใด เช่น ปัญหาในการจัดสร้างที่ทําการของหน่วยงาน หรือองค์การ เป็นต้น

106 การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม

ตอบ 2 หน้า 9 ปัญหาที่มีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูง หมายถึง การที่ปัญหาได้แปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนําไปสู่การแปรเปลี่ยนให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกได้ ดังนั้นการกําหนดปัญหาของนโยบายจึงไม่มีข้อสรุปที่ถาวร

107 จะกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาผลกระทบด้านเทคนิค การเมือง สังคม

ตอบ 1 หน้า 9 ปัญหาทั้งหลายมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (Integration) อยู่เสมอ ดังนั้นในการพิจารณาปัญหาของนโยบายจึงพิจารณาเพียงด้านหนึ่งด้านใดเป็นเอกเทศไม่ได้ เช่น ในการกําหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะพิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ได้ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการเมือง สังคม หรืออื่น ๆ อีกตามแต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่

108 การมีความหมายในตัวของปัญหาเอง

ตอบ 3 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Subjectivity) สูง หมายถึง ในปัญหาหนึ่ง ๆ นั้นต่างก็มีความหมายในตัวของปัญหาเอง ขึ้นอยู่กับผู้รับรู้หรือผู้กําหนดนโยบายว่าจะสามารถรับรู้ หรือตระหนักได้ถึงความเป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งความเป็นอัตนัยของปัญหานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด การรับรู้ปัญหาได้ไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนคนหนึ่งตระหนักได้อาจเป็นปัญหาที่คนอื่น ๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงก็ได้

109 ใครกล่าวว่านโยบายคือ “สิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา”

(1) Thomas R. Dye

(2) David Easton

(3) Woodrow Wilson

(4) William Dunn

(5) ดร.อมร รักษาสัตย์

ตอบ 1 หน้า 1 Thomas R. Dye กล่าวว่า “นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวหรือกิจกรรมหรือสิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทําหรือไม่กระทํา และเกี่ยวข้องกับเหตุผลว่าทําไมจึงเลือกเช่นนั้น”

110 ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของนโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่แตกต่างจากแผนอื่น

(1) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยแยกจากกันให้ชัดเจน

(2) เน้นการกระจายรายได้และการถือครองทรัพย์สิน

(3) เน้นการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคม

(4) เน้นการพัฒนาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(5) เป็นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง

ตอบ 5 (คําบรรยาย) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) เป็นการวางแผนที่ยังคงน้อมนําและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่าง มีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับการกําหนดทิศทางการพัฒนา ที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

111 หน่วยงานใดมีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะและวางแผนพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน

(1) กรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท

(2) กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม

(3) สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง

(4) สํานักงาน ก.พ.

(5) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัจจุบันการกําหนดนโยบายสาธารณะและการวางแผนพัฒนาประเทศของไทยจะอยู่ในความรับผิดชอบของ “สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่ข้อ 112 – 116 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การก่อรูปของนโยบาย

(2) การกําหนดนโยบาย

(3) การวิเคราะห์นโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย

 

112 คํานึงถึงแนวทางการปฏิบัติที่มีศักยภาพอันนําไปสู่การตอบสนองในปัญหาของนโยบายได้

ตอบ 2 หน้า 8, 16, (คําบรรยาย) การกําหนดนโยบาย (Policy Formulation) ประกอบด้วย

1 การกําหนดวัตถุประสงค์

2 การกําหนดทางเลือก ได้แก่ การวิเคราะห์ทางเลือกนโยบาย (Policy Alternative) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงแนวทางปฏิบัติที่มีศักยภาพอันนําไปสู่การตอบสนองในปัญหาของนโยบายได้ โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit) เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

3 การจัดทําร่างนโยบาย เพื่อนําเสนอพิจารณาขออนุมัติ/ไม่อนุมัติและประกาศเป็นนโยบายต่อไป

113 การวิเคราะห์ข่าวสารในด้านความรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ หรือเงื่อนไขก่อนจะมีนโยบาย

ตอบ 1 หน้า 8, 16, (คําบรรยาย) การก่อรูปของนโยบาย (Policy Formation) เป็นขั้นตอนที่ผู้กําหนดนโยบายต้องทําความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยสําคัญในการกําหนดนโยบาย ก่อนที่จะ เริ่มกําหนดนโยบาย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้ ได้แก่ ปัญหาของนโยบาย สิ่งแวดล้อมของนโยบาย และขั้นตอนในการกําหนดนโยบาย โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์สภาพปัญหา ของนโยบาย (Policy Problem) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข่าวสารในด้านความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์หรือเงื่อนไขก่อนจะมีนโยบาย

114 เป็นการวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกแล้วของนโยบาย

ตอบ 3 หน้า 16, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) มีจุดสําคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเป็นสําคัญ โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์ผลของนโยบาย (Policy Outcomes) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกแล้วของนโยบาย

115 การวิเคราะห์ในแง่มุมที่ต้องอาศัยการประเมินและการพยากรณ์เป็นเครื่องมืออย่างมาก

ตอบ 4 หน้า 16 – 17, (คําบรรยาย) การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นขั้นตอนที่ทําให้เกิดผลลัพธ์ของนโยบายขึ้น โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์แนวปฏิบัติ ของนโยบาย (Policy Action) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงแนวทางหรือชุดของแนวทางที่เลือกสรร มาจากทางเลือกของนโยบายว่ามีความเหมาะสมจริงหรือไม่ ซึ่งการวิเคราะห์ในแง่มุมนี้ต้องอาศัยการประเมินและการพยากรณ์เป็นเครื่องมืออย่างมาก

116 การวิเคราะห์ระดับความสามารถในการบรรลุถึงคุณค่าในการตอบสนองความต้องการของนโยบาย

ตอบ 5 หน้า 16, 20, (คําบรรยาย) การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย (Policy Evaluation)เป็นการศึกษาผลของการปฏิบัติตามนโยบายว่าเป็นอย่างไร โดยอาจมีการใช้เทคนิควิธี เช่น การวิเคราะห์ผลสัมพัทธ์ของนโยบาย (Policy Performance) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ระดับ ความสามารถในการบรรลุถึงคุณค่าในการตอบสนองความต้องการของนโยบาย อันหมายถึง ผลลัพธ์ของนโยบายที่ทําให้กลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่จึงแสดงว่านโยบายประสบความสําเร็จแล้ว

117 ปัญหาโครงสร้างของปัญหาไม่ชัดเจน หมายถึง

(1) จํานวนบุคลากรที่เข้ามาบริหารนโยบาย

(2) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(3) ลักษณะในทางภูมิศาสตร์

(4) ค่านิยมของคนในสังคม

(5) วัสดุอุปกรณ์ที่จะนํามาใช้กับนโยบาย

ตอบ 4 หน้า 10, (คําบรรยาย) ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน (Ill-Structured Problem) หมายถึง ปัญหาที่เป็นค่านิยมของคนในสังคม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับผู้คนจํานวนมาก เป็นปัญหา ที่มีทางออกได้หลายหนทาง โดยแต่ละหนทางไม่สามารถมองเห็นผลประโยชน์ได้ชัดเจนจึงเป็นที่ถกเถียงกันได้และมีผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน

118 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเน้นหลักในด้านใดบ้าง

(1) เศรษฐกิจ การจัดการ เทคโนโลยี

(2) สังคม เศรษฐกิจ การเมือง

(3) เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเมือง

(4) ผลตอบแทน สิ่งแวดล้อม การเมือง

(5) การเงิน การคลัง เทคโนโลยี และการจัดการ

ตอบ 1 หน้า 42 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) มักจะประเมินเพียงตัวแปรหลัก ๆ ดังนี้

1 ด้านเศรษฐกิจ ความคุ้มทุนหรือผลตอบแทนของโครงการ (นิยมประเมินในด้านนี้เป็นประจํา)

2 ด้านการบริหารหรือการจัดการ

3 ด้านเทคนิค เช่น สถานที่ตั้ง วัตถุดิบ และเทคโนโลยีของโครงการ

4 ด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ

119 การทํา Feasibility ของโครงการมีจุดมุ่งหมายสําคัญเพื่อสิ่งใด

(1) เพื่อดูความพร้อมของโครงการ

(2) เพื่อประเมินผลที่เกิดจากโครงการ

(3) เพื่อตระเตรียมการแก้ปัญหาแต่เนิ่น ๆ

(4) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ

(5) เพื่อประเมินโอกาสในการบรรลุผลสําเร็จของโครงการ

ตอบ 5 หน้า 40 – 42, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงการ (Program/Project Analysis) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์และประเมินโครงการในระบบปิด ซึ่งจะให้ความสําคัญกับปัจจัยภายในองค์การ/โครงการเป็นหลัก โดยจะนําเอาโครงการที่มีอยู่ทั้งหมดมาทําการวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละโครงการ เพื่อเลือกเอาโครงการที่ดีที่สุด ซึ่งเหมาะสําหรับโครงการที่ไม่เร่งด่วน

2 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์และประเมินโครงการในระบบเปิด ซึ่งจะให้ความสําคัญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มากระทบ โครงการโดยจะนําเอาโครงการที่ได้เลือกสรรไว้แล้วเพียงโครงการเดียวมาทําการศึกษาถึง ความเป็นไปได้ เพื่อประเมินโอกาสในการบรรลุผลสําเร็จของโครงการว่ามีโอกาสที่จะ ประสบผลสําเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งมักจะใช้ในกรณีที่เป็นโครงการเร่งด่วน

120 ข้อใดมิใช่ภารกิจที่สําคัญในการประเมินโครงการ

(1) การวิเคราะห์ความอยู่รอดของโครงการ

(2) การวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ

(3) การคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการ

(4) การทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้

(5) การวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นว่าโครงการเหมาะสมที่สุดหรือยัง

ตอบ 1 หน้า 39 – 40, (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินโครงการ มีความหมายเป็น 2 ลักษณะ คือ

1 เป็นการศึกษาถึงโอกาสความสําเร็จในการดําเนินโครงการ โดยการวิเคราะห์และประเมินหาความเชื่อมั่นว่าตัวโครงการที่ร่างเสร็จแล้วนั้นมีความสมบูรณ์เหมาะสมที่จะนําไปปฏิบัติ ได้จริงหรือไม่ เช่น การวิเคราะห์หรือการคาดคะเนสิ่งแวดล้อมในอนาคตของโครงการ การวิเคราะห์ความคุ้มทุนของโครงการ

2 เป็นการศึกษาทําความเข้าใจกับตัวโครงการให้ถ่องแท้ โดยการวิเคราะห์จําแนกแยกแยะ เปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยและผลที่คาดว่าจะได้รับ หากมีการนําโครงการไปดําเนินการหรือ นําไปปฏิบัติจริง พร้อมกับศึกษาว่าผลที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่จะเกิดขึ้นนั้นเหมาะสม มีคุณค่า มีประโยชน์ สมควรแก่การลงทุนดําเนินโครงการต่อไปหรือไม่

POL3302 การวางแผนในภาครัฐ 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3302 การวางแผนในภาครัฐ

คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว

1 สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจําคือ

(1) สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก

(2) สภาพแวดล้อมไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป

(3) สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 (คําบรรยาย) สภาพแวดล้อมของการบริหารงานประจํา คือ สภาพแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก และไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจํามักจะมีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

2 ลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในงานประจําคือ

(1) มีทักษะเก่งงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

(2) มีทักษะรอบด้านในการทํางานให้สําเร็จ

(3) ไม่จําเป็นต้องมีทักษะใด ๆ

(4) ต้องมีทักษะในการตัดสินใจ

(5) ต้องมีทักษะในด้านการใช้ภาษาในการสื่อสาร

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 1 ประกอบ

3 สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

(1) ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน

(2) หน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้

(3) การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ

(4) ควรจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สถานการณ์ที่ผู้บริหารองค์การภาครัฐต้องเผชิญอยู่เสมอ ได้แก่

1 ปัญหาทางการบริหารมีความสลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเดียวไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการบริหารได้ การละเลยการแก้ไขปัญหาจะนําความเสียหายมาสู่องค์การ และควรมีการจัดหน่วยงานโครงการเข้ามารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา

2 ความต้องการของลูกค้าและผู้รับบริการมีความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบางครั้งความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

3 ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้น การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่าด้วย

4 การใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามีความจําเป็นและสําคัญมากขึ้น ควรคํานึงถึงเรื่องความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้ และผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

5 การเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการลูกค้า

6 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

7 การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

8 การเผชิญกับภาวะวิกฤติและความเสี่ยงต่าง ๆ

4 ความต้องการของผู้รับบริการจากองค์การภาครัฐในปัจจุบันเป็นอย่างไร

(1) มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

(2ความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(3) ความต้องการเกินกว่าความสามารถในการตอบสนองของภาครัฐ

(4) บางครั้งความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 3 ประกอบ

5 ทรัพยากรในการบริหารงานภาครัฐมีลักษณะอย่างไรในปัจจุบัน

(1) ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นมาก

(2) การใช้ทรัพยากรควรคํานึงถึงมูลค่า

(3) ทรัพยากรมีลักษณะคงที่เหมือนเช่นในอดีต

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 3 ประกอบ

6.การใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ควรประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะใช้

(2) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงช้า จึงควรลงทุนในด้านเทคโนโลยี

(3) ควรคํานึงถึงผลกระทบที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยี

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 3 ประกอบ

7 การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่องใด

(1) มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

(2) มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

(3) องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

(4) มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การแข่งขันระหว่างกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากในเรื่อง ดังนี้

1 มีตลาดใหม่เกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก

2 มีการใช้เครือข่ายการสื่อสารมวลชนมากขึ้น

3 องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

4 มีกติกาหรือข้อตกลงใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมากขึ้น

8 ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ข้อใด

(1) องค์การการค้าโลก

(2) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

(3) องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ผู้มีบทบาทใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

1 องค์การการค้าโลก

2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดําเนินธุรกิจข้ามชาติ

3 องค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ

9 กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่องใด

(1) ทรัพย์สินทางปัญญา

(2) สิทธิมนุษยชน

(3) ธรรมาภิบาล

(4) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) กติกาใหม่ในการแข่งขันระหว่างประเทศได้แก่เรื่อง ดังนี้

1 ทรัพย์สินทางปัญญา

2 สิทธิมนุษยชน

3 ธรรมาภิบาล

4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

10 โครงการประเภท “ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา” ได้แก่ข้อใด

(1) การแก้ไขปัญหาครอบครัว

(2) การจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

(3) การแก้ไขปัญหาส่วนตัว

(4) การสร้างอาคารสํานักงานใหม่

(5) การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ประเภทของโครงการ จําแนกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1 โครงการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา เช่น โครงการ One Stop Service เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และการจัดหน่วยบริการประชาชนนอกสถานที่ทํางาน

2 โครงการริเริ่มหรือนวัตกรรม เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ การสร้างอาคารสํานักงานใหม่ การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่

3 โครงการวิจัยและพัฒนา มีลักษณะเป็นโครงการใหม่หรือโครงการบุกเบิก อาจใช้ชื่อเรียกว่าโครงการนําร่อง (Pilot Project) หรือเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

11 โครงการประเภท “ริเริ่มหรือนวัตกรรม” ได้แก่ข้อใด

(1) การเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่

(2) การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่

(3) การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่

(4) การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

12 โครงการประเภท “วิจัยและพัฒนา” มีลักษณะอย่างไร

(1) เป็นโครงการบุกเบิก

(2) เป็นโครงการนําร่อง

(3) เป็นโครงการค้นคว้าทดลอง

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

13 ลักษณะเฉพาะที่สําคัญของโครงการคือ

(1) ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ แตกต่างจากงานประจํา

(2) มีองค์การรับผิดชอบโดยเฉพาะ

(3) องค์การที่รับผิดชอบทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

(4) ผลลัพธ์ของโครงการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ลักษณะเฉพาะของโครงการ มีดังนี้

1 ขอบข่ายของงานมีลักษณะเป็นเอกเทศ หรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากงานประจํา

2 มีองค์การรับผิดชอบในการจัดการโดยเฉพาะ และทําหน้าที่เป็นการชั่วคราว

3 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารและทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ

4 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารโครงการต้องคํานึงถึงข้อจํากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพตามที่กําหนดไว้ในเงื่อนไขของโครงการ

5 ในการจัดการโครงการ จําเป็นต้องเน้นความสําคัญของการบูรณาการกับองค์การหลักหรือหน่วยงานหลักของเจ้าของโครงการ

14 ผลประโยชน์ของโครงการจะพิจารณาอย่างไร

(1) พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

(2) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นตัวเงิน

(3) พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ผลประโยชน์ของโครงการ จะพิจารณาในเรื่องดังนี้

1 พิจารณาว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายใด

2 พิจารณาเฉพาะสิ่งที่จับต้องได้

15 ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่ข้อใด

(1) การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

(2) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

(3) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

(4) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการบริหารโครงการ ได้แก่

1 การต่อต้านและคัดค้านโครงการ

2 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

3 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

16 สิ่งที่จําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการ คือข้อใด (1) เวลา

(2) ค่าใช้จ่าย

(3) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(4) ข้อมูล

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นที่สุดสําหรับการประเมินความไม่แน่นอนในการบริหารโครงการก็คือเวลา เพราะแต่ละโครงการจะมีระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาเสร็จสิ้นโครงการที่แน่นอน

17 ในการบริหารโครงการ ผู้บริหารควรคํานึงถึงเรื่องอะไร

(1) ข้อจํากัดด้านเวลา

(2) ค่าใช้จ่าย

(3) คุณภาพของงาน

(4) ข้อ 1 – 3

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 13 ประกอบ

18 ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) การบริหารโครงการต้องบูรณาการกับองค์การหลักที่เป็นเจ้าของโครงการ

(2) ผู้บริหารโครงการต้องบริหารงานภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับ

(3) การบริหารโครงการต้องมีความยืดหยุ่นด้านเวลา

(4) การบริหารโครงการต้องกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน

(5) ผลผลิตของโครงการแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) ในการบริหารหรือการจัดการโครงการต้องมีการกําหนดตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงานล่วงหน้าอย่างชัดเจน และผลผลิตของโครงการต้องแตกต่างจากผลผลิตที่มีอยู่เดิมขององค์การ (ดูคําอธิบายข้อ 13 ประกอบ)

19 ข้อความใดที่ถูกต้อง

(1) งานโครงการมีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก งานประจํามีลักษณะเฉพาะ

(2) งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว งานประจําค่อยเป็นค่อยไป

(3) งานโครงการมีบริบทคงที่ งานประจํามีบริบทยืดหยุ่น

(4) งานโครงการเน้นประสิทธิภาพ งานประจําเน้นประสิทธิผล

(5) งานโครงการต่อเนื่องไม่สิ้นสุด งานประจํามีจุดเริ่มต้นและแล้วเสร็จ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างงานโครงการกับงานประจํา มีดังนี้

1 ขอบข่ายงาน งานโครงการจะมีลักษณะเฉพาะ ส่วนงานประจํามีลักษณะทําซ้ำแล้วซ้ำอีก

2 เวลา งานโครงการมีจุดเริ่มต้นและจุดเสร็จสิ้นโครงการแน่นอน ส่วนงานประจําต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

3 การเปลี่ยนแปลง งานโครงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนงานประจําค่อยเป็นค่อยไป

4 แนวโน้ม งานโครงการไม่คํานึงถึงความสมดุล ส่วนงานประจําคํานึงถึงความสมดุล

5 วัตถุประสงค์ งานโครงการเน้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง ส่วนงานประจําเน้นที่ความเท่าเทียมกัน

6 ทรัพยากร งานโครงการจํากัดตามวงเงินที่กําหนด ส่วนงานประจําเพิ่มเติมได้ถ้าจําเป็น

7 บริบท งานโครงการมีบริบทยืดหยุ่น ส่วนงานประจํามีบริบทคงที่

8 ผลลัพธ์ งานโครงการเน้นที่ประสิทธิผล ส่วนงานประจําเน้นประสิทธิภาพ

9 ทีมงาน งานโครงการประสานกันด้วยจุดมุ่งหมาย ส่วนงานประจําประสานกันด้วยบทบาท

20 วงจรโครงการของภาคเอกชน แบ่งออกเป็นงานสําคัญกขั้นตอน

(1) 3 ขั้นตอน

(2) 4 ขั้นตอน

(3) 5 ขั้นตอน

(4) 6 ขั้นตอน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) วงจรโครงการของภาคเอกชน มี 4 ขั้นตอน คือ

1 การกําหนดแนวคิดโครงการ

2 การวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการ

3 การดําเนินงานโครงการ

4 การยุติและส่งมอบโครงการ

21 การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน กําหนดโดยผู้ใด

(1) เจ้าของกิจการ

(2) ผู้บริหารสูงสุด

(3) ผู้บริหารระดับกลาง

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การกําหนดแนวคิดโครงการของภาคเอกชน จะถูกกําหนดโดยเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกําหนดแนวคิดโครงการจะเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการ ของภาคเอกชน รวมถึงข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (Terms of Reference : TOR) ก็พัฒนามาจากแนวคิดโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของกิจการ

22 จุดศูนย์กลางของวงจรโครงการของภาคเอกชน คือข้อใด

(1) การกําหนดแนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ

23 ข้อกําหนดเงื่อนไขโครงการ (TOR) พัฒนามาจากข้อใด

(1) แนวคิดโครงการ

(2) การดําเนินโครงการ

(3) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(4) การควบคุมงาน

(5) การส่งมอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ

24 ขั้นตอนสุดท้ายของวงจรโครงการของภาคเอกชนคือข้อใด

(1) การกําหนดแนวคิดโครงการ

(2) การยุติและส่งมอบโครงการ

(3) การดําเนินงานโครงการ

(4) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(5) การควบคุมงานโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 20 ประกอบ

25 ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชนคือ

(1) การจัดทําแผนดําเนินงาน

(2) การจัดตั้งองค์กรโครงการ

(3) การควบคุมงาน

(4) การจัดการโครงการของสํานักงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนสําคัญในการดําเนินโครงการของภาคเอกชน คือ การจัดทําแผนดําเนินงาน (Operation Plan) มีการจัดตั้งองค์กรโครงการ มีการจัดการโครงการของสํานักงานโครงการ และ มีผู้จัดการโครงการ (Project Manager) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก รวมถึงการควบคุมงาน เป็นต้น

26 ข้อใดเป็นขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการที่เรียงลําดับถูกต้อง

(1) การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(2) การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การส่งผลงาน

(3) การส่งผลงาน การตรวจการจ้าง การตรวจรับงาน การปิดโครงการ

(4) การตรวจรับงาน การปิดโครงการ การตรวจการจ้าง การส่งผลงาน

(5) การปิดโครงการ การส่งผลงาน การตรวจรับงาน การตรวจการจ้าง

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ขั้นตอนการยุติและส่งมอบโครงการ เรียงลําดับได้ดังนี้

1 การตรวจรับงาน

2 การปิดโครงการ

3 การตรวจการจ้าง

4 การส่งผลงาน

27 บันไดขั้นแรกที่มีผลต่อความสําเร็จของโครงการของภาคเอกชนคือข้อใด

(1) การกําหนด TOR

(2) การวางแผนโครงการ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การตัดสินใจลงทุนในโครงการ

(5) การดําเนินงานโครงการ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 20 ประกอบ

28 ข้อความในข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

(2) แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน (3) โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน

(4) นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

(5) โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนเหมือนกับภาคเอกชน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ความแตกต่างระหว่างโครงการขององค์การภาครัฐกับภาคเอกชน มีดังนี้

1 วงจรโครงการขององค์การภาครัฐสลับซับซ้อนกว่าของภาคเอกชน

2 แนวคิดของโครงการขององค์การภาครัฐมีที่มาที่หลากหลายกว่าของภาคเอกชน

3 โครงการขององค์การภาครัฐทําขึ้นเพื่อสนองความต้องการของสาธารณชน

4 นโยบายของภาครัฐเป็นจุดศูนย์กลางของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ

5 โครงการขององค์การภาครัฐมีขั้นตอนไม่เหมือนกับภาคเอกชน (ดูคําอธิบายข้อ 21 ประกอบ)

29 ขั้นตอนแรกของวงจรโครงการขององค์การภาครัฐ ข้อใดไม่ถูกต้อง

(1) การเตรียมความพร้อมของโครงการ

(2) การกําหนด TOR

(3) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(4) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(5) การออกแบบโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) วงจรโครงการขององค์การภาครัฐ มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 การวางแผน การประเมิน และการจัดทําข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วย

1.1 การกําหนดแนวคิดโครงการ เช่น การกําหนดเงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR)

1.2 การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินโครงการ ซึ่งมีประโยชน์เพื่ออนุมัติโครงการให้มีการดําเนินการต่อไปได้หรือไม่

1.3 การจัดทําข้อเสนออันเป็นรายละเอียด หรือการออกแบบโครงการ

2 การคัดเลือก การอนุมัติ และการเตรียมความพร้อม

3 การปฏิบัติการ การควบคุม การยุติและส่งมอบ เช่น การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นการทํางานของผู้จัดโครงการและผู้ร่วมงาน

4 การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข เช่น การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ

30 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมีประโยชน์อย่างไร

(1) เพื่อควบคุมการบริหารโครงการ

(2) เพื่อทราบแหล่งที่มาของทรัพยากร

(3) เพื่อการตัดสินใจลงทุนโครงการ

(4) เพื่ออนุมัติโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

31 เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วยอะไรบ้าง

(1) วัตถุประสงค์ ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(2) วัตถุประสงค์ บุคลากรที่รับผิดชอบ ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(3) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ประมาณการทรัพยากร อายุโครงการ

(4) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร

(5) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากรอายุโครงการ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) เงื่อนไขของโครงการ (Terms of Reference : TOR) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เป้าหมาย ทางเลือกในการดําเนินงาน ประมาณการทรัพยากร แหล่งที่มาของทรัพยากร และอายุโครงการ

32 ขั้นตอนสุดท้ายของวงจรโครงการของภาครัฐคือ

(1) การลงทุนในโครงการ

(2) การส่งมอบงานโครงการ

(3) การอนุมัติโครงการ

(4) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(5) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

33 สิ่งที่จําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่นคือ

(1) การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง

(2) การประมวลสถานการณ์แวดล้อม

(3) การกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สิ่งจําเป็นสําหรับข้อเสนอโครงการด้านการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการชนิดอื่น ๆ คือ การจัดทําพิมพ์เขียวการก่อสร้าง และการกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของงาน มาตรฐานของอุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจน

34 การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐคือ

(1) การจัดทําแผนการดําเนินงานล่วงหน้า

(2) การจัดทําแนวทางการประเมินผล

(3) การจัดทําแผนกําลังคน

(4) การจัดทําแผนการเงิน

(5) การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การเตรียมความพร้อมที่สําคัญของโครงการขององค์การภาครัฐคือ การจัดทําแผนดําเนินงาน แผนเงิน และแผนกําลังคน

35 การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็นอะไรบ้าง

(1) เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

(2) วัตถุประสงค์ของโครงการ

(3) ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

(4) ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภาครัฐ ต้องตรวจสอบประเด็น ดังนี้

1 เหตุผลความจําเป็นของโครงการ

2 วัตถุประสงค์ของโครงการ

3 ความสอดคล้องของโครงการกับแผนพัฒนาประเทศ

4 ความเหมาะสมของการศึกษาความเป็นไปได้

36 การนําโครงการขององค์การภาครัฐไปปฏิบัติเป็นการทํางานของผู้ใด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้จัดการโครงการ

(4) ข้าราชการระดับล่าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

37 การวัดความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการอยู่ในขั้นตอนใด

(1) การวางแผนและวิเคราะห์โครงการ

(2) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไข

(3) การบริหารโครงการ

(4) การปรับปรุงนโยบายและแผนงาน

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 29 ประกอบ

38 ปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” เป็นปัญหาประเภทใด

(1) ปัญหาทั่วไป

(2) ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

(3) ปัญหาในเชิงป้องกัน

(4) ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ปัญหาแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1 ปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ปัญหาน้ำท่วม

2 ปัญหาในเชิงป้องกัน

3 ปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

39 การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยวิธีใด

(1) วิเคราะห์ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้

(2) คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

(3) ใช้วิธีการหยั่งรู้

(4) สอบถามผู้บริหารระดับสูง

(5) สอบถามผู้ปฏิบัติงาน

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกําหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา จะทําได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เพื่อยืนยันความชัดเจนของปัญหาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และศึกษาดูว่าเป็นปัญหาอะไร เป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือเป็นปัญหาในเชิงป้องกัน หรือเป็นปัญหาที่ต้องการสร้างโอกาสในการพัฒนา

40 6W 2H คืออะไร

(1) เทคนิคการวางแผนโครงการ

(2) เทคนิคการประเมินผลโครงการ

(3) เทคนิคการริเริ่มโครงการ

(4) การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ

(5) เทคนิคการตรวจรับโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) 6W 2H คือ การจัดวางรายละเอียดของวิธีการวางแผนโครงการ ซึ่งเป็นการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 Why (จะทําทําไม) คือ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของ โครงการ การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ (ได้แก่ SMART Principle) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา ด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

2 What (จะทําอะไร) คือ การระบุกิจกรรมหลักที่ต้องทํา

3 When (จะทําเมื่อไหร่) คือ การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

4 Where (จะทําที่ไหน) คือ การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

5 Who (จะทําโดยใคร) คือ การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

6 Whom (จะทําเพื่อใคร) คือ กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผล

7 How (จะทําอย่างไร) คือ กฎระเบียบ เทคโนโลยีและมาตรการปฏิบัติงาน

8 How Much (จะจ่ายเท่าไหร่) คือ งบประมาณ ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม

41 การตอบคําถาม “ทําไม” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การระบุตัวชี้วัดด้านเวลา

(4) การระบุตัวชี้วัดด้านปริมาณงานและคุณภาพของงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 40 ประกอบ

42 SMART Principle เป็นหลักการในเรื่องใด

(1) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ

(3) การกําหนดหลักการการประเมินผลโครงการ

(4) การกําหนดคุณภาพของโครงการ

(5) การกําหนดคุณสมบัติผู้รับผิดชอบโครงการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 40 ประกอบ

43 การตอบคําถาม “อะไร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(3) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(4) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

(5) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 40 ประกอบ

44 การตอบคําถาม “ใคร” ในกระบวนการวางแผนโครงการรวมถึงขั้นตอนใด

(1) การอธิบายหลักการและเหตุผลของโครงการ

(2) การกําหนดกรอบเวลาในการดําเนินโครงการ

(3) การคาดการณ์กําลังคนที่ต้องการ

(4) การระบุกิจกรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้าย

(5) การพิจารณาสถานที่ดําเนินโครงการ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 40 ประกอบ

45 “ความคิดสร้างสรรค์” จําเป็นสําหรับขั้นตอนใด

(1) การคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา

(2) การริเริ่มโครงการ

(3) การดําเนินโครงการ

(4) การประเมินผลโครงการ

(5) การวิเคราะห์โครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ จําเป็นสําหรับขั้นตอนการคิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1 ความรู้ที่ประมวลจากประสบการณ์ หรือเป็นความรู้ตามสัญชาตญาณของเรา ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็น “ชั่วโมงบิน”

2 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ เช่น การเรียนรู้จากการสอนงาน การให้คําแนะนําการสาธิต การฝึกอบรม การวิจัยและการพัฒนาในองค์การ

3 การเรียนรู้จากผู้อื่น เช่น เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา การศึกษาดูงาน

4 การเรียนรู้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ เช่น การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทั้งภายในภายนอกองค์การ

46 “ชั่วโมงบิน” หมายถึงอะไร

(1) การเรียนรู้

(2) การปรับตัว

(3) ประสบการณ์

(4) การสอนงาน

(5) การให้คําแนะนํา

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

47 ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์การ ได้แก่อะไร

(1) การสอนงาน

(2) การให้คําแนะนํา

(3) การสาธิต

(4) การฝึกอบรม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

48 การเรียนรู้จากผู้อื่น จะเรียนรู้ในเรื่องใด

(1) เรียนรู้ความล้มเหลวขององค์การประเภทเดียวกัน

(2) เรียนรู้ความสําเร็จของกิจการชั้นนํา

(3) การศึกษาดูงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 45 ประกอบ

49 ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงการคือ

(1) การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

(2) การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

(3) การจัดทําข้อเสนอโครงการ

(4) การคิดค้นทางเลือก

(5) การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขั้นตอนของการวางแผนโครงการ มีดังนี้

1 การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทําให้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ และสามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริง ได้อย่างถูกต้อง

2 การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ

3 การกําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คือ การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

4 การเสนอเพื่อพิจารณา จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

5 การคิดค้นทางเลือก เป็นขั้นตอนที่ต้อง ทํารายละเอียด 6W 22H

6 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือก โดยการใช้ข้อมูลจากผล การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมาพิจารณา

7 การเสนอเพื่อพิจารณาอีกรอบหนึ่ง จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

8 การจัดทําข้อเสนอโครงการ

50 ปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” อาจมีสาเหตุมาจากข้อใด

(1) ฝนตก น้ำท่วมถนน

(2) ขาดระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

(3) ขาดการควบคุมประเภทรถและปริมาณรถ

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 2 และข้อ 3

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน มีสาเหตุดังนี้

1 ขาดระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

2 ขาดการควบคุมประเภทรถและปริมาณรถ

3 ขาดการจัดระเบียบชุมชนตามมาตรการด้านผังเมือง

4 ขาดการจัดระบบวิศวกรรมจราจร

51 โครงการที่จะแก้ไขปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” ได้แก่ข้อใด

(1) โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน

(2) โครงการจัดระเบียบชุมชนตามมาตรการด้านผังเมือง

(3) โครงการปรับปรุงระบบการควบคุมปริมาณและประเภทรถ

(4) โครงการจัดระบบวิศวกรรมจราจร

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) โครงการที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ได้แก่

1 โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน

2 โครงการจัดระเบียบชุมชนตามมาตรการด้านผังเมือง

3 โครงการปรับปรุงระบบการควบคุมปริมาณและประเภทรถ

4 โครงการจัดระบบวิศวกรรมจราจร หากสาเหตุของปัญหาคือการขาดการจัดระบบวิศวกรรมที่ดีก็ต้องแก้ด้วยโครงการนี้

52 หากสาเหตุของปัญหา “การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน” คือการขาดการจัดระบบวิศวกรรมจราจรที่ดี โครงการที่จะแก้ปัญหาควรเป็นโครงการใด

(1) โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน

(2) โครงการจัดระเบียบชุมชนตามมาตรการด้านผังเมือง

(3) โครงการปรับปรุงระบบการควบคุมปริมาณและประเภทรถ

(4) โครงการจัดระบบวิศวกรรมจราจร

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 51 ประกอบ

53 ปัญหา “การบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด”อาจมีสาเหตุมาจากข้อใด

(1) พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

(2) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

(3) ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

(4) ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ปัญหาการบริการประชาชนด้านการจดทะเบียนและการขออนุญาตล่าช้ากว่ากําหนดและมีความผิดพลาด มีสาเหตุดังนี้

1 พนักงานใหม่ขาดการอบรมให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน

2 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ชํารุด ซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย

3 ขั้นตอนการทํางานเยิ่นเย้อ ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่

4 ขาดคู่มือและคําแนะนําประชาชนในการมาขอรับบริการ

54 ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงในการวางแผนโครงการจะให้ผลลัพธ์อะไร

(1) รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการต่าง ๆ

(2) สามารถประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

(3) สามารถทราบถึงความสําเร็จของการดําเนินงาน

(4) ข้อ 1 และข้อ 2

(5) ข้อ 1 – 3

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 49 ประกอบ

55 การกําหนดวัตถุประสงค์ในการวางแผนโครงการคือข้อใด

(1) การระบุสภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น

(2) การกําหนดตัวชี้วัดของผลการปฏิบัติงาน

(3) การกําหนดระยะเวลาการดําเนินงานโครงการ

(4) การกําหนดบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 49 ประกอบ

56 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกในการแก้ไขปัญหา จะใช้ข้อมูลอะไรมาพิจารณา

(1) ข้อมูลภายในองค์การที่รับผิดชอบดําเนินงานโครงการ

(2) ข้อมูลจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

(3) ข้อมูลจากการสํารวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(4) ข้อมูลจากความคิดเห็นของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 49 ประกอบ

57 หลักเกณฑ์ของการวิเคราะห์โครงการต่อไปนี้ ข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

(1) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ของประเทศ

(2) ความเหมาะสมทางด้านกายภาพ

(3) ความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน

(4) ความเป็นอิสระจากโครงการอื่น

(5) ความเหมาะสมทางด้านการบริหารโครงการ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) หลักเกณฑ์ของการวิเคราะห์โครงการ มีดังนี้

1 ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ของประเทศ

2 ความเหมาะสมทางด้านกายภาพ

3 ความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน

4 ความเหมาะสมทางด้านการบริหารโครงการ

5 ความสัมพันธ์กับโครงการอื่น

58 การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมเรื่องใด

(1) ค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ

(2) ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ

(3) อัตราเงินเฟ้อ

(4) เงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การพิจารณาความเหมาะสมในการประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ ควรครอบคลุมถึงเรื่องค่าดอกเบี้ยระหว่างการดําเนินโครงการ ค่าภาษีนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ อัตราเงินเฟ้อ และเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินโครงการ เพราะงบประมาณโครงการมีจํากัดตามวงเงินที่กําหนดไว้

59 EIA คืออะไร

(1) หลักการประเมินผลโครงการ

(2) หลักการบริหารงบประมาณโครงการ

(3) การประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโครงการ

(4) การจัดทําประชาพิจารณ์ก่อนการดําเนินโครงการ

(5) การวิเคราะห์ผลกระทบทั่วไปของโครงการ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) Environmental Impact Assessment : EIA คือ การประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโครงการในภาพรวม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการตามบรรทัดฐาน ที่กําหนด

60 การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมอย่างกว้างขวางอาจทําได้โดยวิธีใด

(1) การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

(2) การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

(3) การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

(4) การจัดทําประชาพิจารณ์

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมอย่างกว้างขวาง อาจทําได้โดยวิธีดังนี้

1 การประชาสัมพันธ์โครงการในชุมชน

2 การสํารวจความต้องการของคนในชุมชน

3 การจัดให้มีกล่องรับความคิดเห็นจากประชาชน

4 การจัดทําประชาพิจารณ์

61 การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ของแผนจะคุมอย่างไร

(1) คุมให้เสร็จตรงตามเวลา

(2) คุมให้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่ตั้งไว้

(3) คุมให้ใกล้ชิดทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ

(4) คุมให้เกิดผลงานตรงตามวัตถุประสงค์ของแผน

(5) คุมให้บุคลากรทุกคนทํางานอย่างเต็มความสามารถ

ตอบ 4 หน้า 44, (คําบรรยาย) การควบคุมแผน/โครงการ โดยทั่วไปมักจะกระทําใน 3 ด้าน คือ

1 ควบคุมเวลา (Time Control) คือ คุมให้เสร็จตรงตามเวลาที่ได้วางแผน/โครงการไว้โดยใช้เทคนิค PERT

2 ควบคุมค่าใช้จ่าย (Cost Control) เป็นการคุมรายจ่ายของแผน/โครงการให้อยู่ในกรอบที่ตั้งไว้ โดยใช้เทคนิค PPBS

3 ควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (Quality Control) เป็นการคุมให้เกิดผลงานตรงตามวัตถุประสงค์ของแผน/โครงการอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด เทคนิคที่ใช้อาจกระทําได้โดยการกําหนดมาตรฐาน (Standard) ของงาน

62 ข้อใดเป็นคํากล่าวที่ถูกต้องในเรื่องประเภทของแผน

(1) แผนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

(2) แผนระยะสั้น 3 ปี

(3) แผนระยะปานกลาง 6 ปี

(4) แผนระยะสั้น 4 ปี

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 23, (คําบรรยาย การจําแนกประเภทของแผนหรือแผนงาน (Plan) โดยใช้เกณฑ์ระยะเวลา (Time Span) อาจจําแนกได้ดังนี้

1 แผนระยะสั้น เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 2 ปี ซึ่งสามารถวางแผนได้ง่าย เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

2 แผนระยะปานกลาง เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 2 – 5 ปี ซึ่งนิยมใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศ

3 แผนระยะยาว เป็นแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

63 คํากล่าวที่ว่า “การวางแผน คือ Set of Temporalty Linked Actions” เป็นของใคร

(1) José Villamil

(2) ดร.อมร รักษาสัตย์

(3) Albert Waterston

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 1 หน้า 25 José Villamil กล่าวว่า “การวางแผนเป็นการกระทําที่เป็นกระบวนการ (Set of Temporalty Linked Actions) ที่นําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (Desired end State) โดยการตัดสินแต่ละครั้งนั้นมุ่งให้เกิดการรวมชาติหรือการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผิดพลาดน้อยที่สุด”

64 TP. หมายถึง

(1) เวลาที่ผ่านไป

(2) Target Planning

(3) Team Planning

(4) การทํางานเป็นทีม

(5) ทฤษฎีการวางแผน

ตอบ 3 หน้า 34, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบทีมวางแผน (Team Planning : TP.) คือ การวางแผนเป็นทีมที่เน้นหลักการมีส่วนร่วมและการระดมสมอง (Brain Storm) มากที่สุด ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1ร่วมกันกําหนดเป้าหมาย (Targets) ของหน่วยงานให้ชัดเจนตรงกัน

2 ร่วมกันมองไปในอนาคต (Vision/Scenario)

3 ร่วมกันหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือข้อจํากัด (Obstructions) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4 ร่วมกันกําหนดทางเดินหรือแผนกลยุทธ์ (Strategies) ที่จะต้องไปสู่เป้าหมายให้ได้

5 ร่วมกันกําหนดกลวิธี (Tactics) หรือโครงการให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้

6 ร่วมกันจัดทําแผนปฏิบัติ (Action Plan) ของโครงการ ซึ่งเน้นให้เกิดผลภายใน 90 วัน หรือที่เรียกว่า 90 Day Implementation Plan

65 แผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น จัดเป็นแผนประเภทใด

(1) แผนรายปี

(2) แผนงบประมาณ

(3) แผนการเงิน

(4) แผนโครงการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) สําหรับแผนงบประมาณของไทยซึ่งเป็นแผนประจําทุกปีนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนประเภทแผนรายปี แผนงบประมาณ แผนการเงิน แผนระยะสั้น หรือแผนโครงการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก

66 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 หน้า 2 นโยบายมีหลายรูปร่างและหลายลักษณะตามการใช้ประโยชน์ของนโยบาย ดังนี้

1 มีรูปร่างเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง

2 มีรูปเป็นแผนงาน โครงการ

3 มีรูปเป็นประกาศ แจ้งความ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือเชิญชวน ซึ่งมีลักษณะบังคับน้อยที่สุด

4 มีรูปเป็นสัญญา

5 มีรูปเป็นอื่น ๆ หรืออาจไม่มีรูปร่างให้เห็นชัดเจน เช่น คําแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีหรือของรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

67 ข้อใดเป็นความจริงเกี่ยวกับแผนระยะยาว

(1) มีระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป

(2) วางแผนได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลมีลักษณะกว้าง ๆ ง่าย ๆ

(3) มีระยะเวลาไม่จํากัด

(4) ความเชื่อมั่นจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน

(5) ใช้แก้ปัญหาได้เพียงผิวเผิน

ตอบ 4 หน้า 23, (คําบรรยาย) แผนระยะยาว คือ แผนที่มีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป เป็นแผนที่มีความเชื่อมั่นได้น้อยและจะแปรผันกับระยะเวลาของแผน กล่าวคือ ความเชื่อมั่นจะลดต่ําลง ตามระยะเวลาที่ยาวออกไป แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (แผนนั้นเริ่มเห็นผล คือ สามารถ แก้ปัญหาได้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนก็จะเพิ่มมากขึ้น) และแผนระยะยาวนับว่าเป็นแผนที่แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เห็นผลช้า

68 Controlled Environment หมายถึง

(1) ภาวะทางธรรมชาติ

(2) ค่านิยมของคนในภาคใต้ของประเทศไทย

(3) เทคโนโลยีที่ใช้ในนโยบาย

(4) ความเชื่อของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 12 สิ่งแวดล้อมของนโยบาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Controlled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างแน่นอน เช่น จํานวนคนที่จะเข้ามาบริหารนโยบาย เทคโนโลยีที่ใช้ ในนโยบาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

2 สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrolled Environment) เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมหรือกําหนดได้อย่างชัดเจน เช่น ความเชื่อ/ค่านิยมของคนในสังคม ภาวะทางธรรมชาติภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว เป็นต้น

69 การวางแผนแบบประสมประสาน มีขั้นตอนสําคัญอยู่ที่ใด

(1) การเก็บข้อมูลที่กว้างขวาง

(2) การวิเคราะห์สถานการณ์แบบก้าวหน้า

(3) การทําแบบจําลอง (Model) ของแผน

(4) การสร้างเศรษฐกิจของแผน

(5) การขออนุมัติหลักการของแผนก่อนเขียนแผนขั้นตอนสุดท้าย

ตอบ 3 หน้า 29, (คําบรรยาย) การวางแผนแบบสมบูรณ์แบบหรือประสมประสานหรือแผนรวม(Comprehensive Planning) เป็นการวางแผนที่กล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการก่อนเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการสร้างเเบบจําลองการเจริญเติบโต (Growth Model) ของแผนก่อน ซึ่งเป็น การคํานวณอัตราการเจริญเติบโตที่คาดหวังไว้ในรูปของการบริโภค เงินออม การลงทุน การนําเข้า-ส่งออก การจ้างงาน ความต้องการ (Demand) และความสามารถในการตอบสนอง (Supply) ของภาครัฐและภาคเอกชนรวมกัน โดยการวางแผนในรูปแบบนี้จะมีการวางแผน ทั้งแบบ Forward และ Backward และมีการกล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไว้อย่างครบถ้วน จึงนับว่าเป็นวิธีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน และเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่หน่วยงานวางแผน มีความชํานาญแล้ว อย่างไรก็ตาม การวางแผนแบบนี้ยังไม่มีประเทศใดสามารถทําได้อย่าง สมบูรณ์แบบ ประเทศที่ใช้การวางแผนแบบนี้ได้ดีที่สุดก็มีเพียงประเทศกลุ่มสังคมนิยม(ซึ่งมีลักษณะการคุมอํานาจจากส่วนกลางมากที่สุด)

70 Bazi จําแนกกิจกรรมการนําโครงการไปปฏิบัติเป็น 3 กระบวนการ ข้อใดไม่ใช่กระบวนการทั้ง 3 นั้น

(1) เขียนโครงการอีกครั้ง

(2) วิเคราะห์โครงการอีกครั้ง

(3) เริ่มต้นการทํางาน

(4) กําหนดรูปแบบการทํางาน

(5) ไม่มีคําตอบที่ถูกต้อง

ตอบ 1 หน้า 42 – 43 Bazi ได้แบ่งกระบวนการปฏิบัติงานตามโครงการออกเป็น 3 กิจกรรม คือ

1 การวิเคราะห์โครงการซ้ำอีกครั้งหนึ่ง (Project Reappraisal)

2 การเริ่มต้นทํางาน (Action Initiation)

3 การกําหนดรูปแบบการทํางาน ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ แบบเน้นพิธีการ และแบบเน้นการปฏิบัติงาน

 

ข้อ 71 – 75 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิควิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ให้เลือกคําตอบที่มีความสัมพันธ์กัน

(1) การก่อตัวของนโยบาย

(2) การกําหนดนโยบาย

(3) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(4) การประเมินผลนโยบาย

(5) การสิ้นสุดของนโยบาย

 

71 การวิจัยประเมินผล

ตอบ 4 (คําบรรยาย) เทคนิควิธีการวิเคราะห์นโยบายที่ควรนํามาใช้วิเคราะห์นโยบายในช่วงต่าง ๆอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

1 ในช่วงการก่อตัวของนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การระดมสมอง เทคนิคพยากรณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติและเนื้อหา

2 ในช่วงการกําหนดนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงในการตัดสินใจ และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์

3 ในช่วงการนํานโยบายไปปฏิบัติ เทคนิคที่ใช้คือ การวิเคราะห์ข่ายงาน การบริหารคุณภาพ เช่น การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์/ผลสําเร็จ

4 ในช่วงการประเมินผลนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การวิจัยประเมินผล

5 ในช่วงการสิ้นสุดของนโยบาย เทคนิคที่ใช้คือ การจัดสร้างองค์การใหม่ เป็นต้น

72 การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์/ผลสําเร็จ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 71 ประกอบ

73 การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 71 ประกอบ

74 การระดมสมอง/เทคนิคพยากรณ์

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 71 ประกอบ

75 การสร้างองค์การใหม่

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 71 ประกอบ

ข้อ 76 – 80 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผลนโยบายสาธารณะ ให้เลือกคําตอบที่มีความสัมพันธ์กัน

(1) Output Monitoring

(2) Process Monitoring

(3) Efficiency Measurement

(4) Effectiveness Evaluation

(5) Feasibility Study

76 มุ่งเน้นในการเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายและผลผลิตที่ได้รับ

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิภาพ (Efficiency Measurement) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าเมื่อดําเนินการตามนโยบายเสร็จแล้ว ได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ ประหยัดหรือไม่ มีต้นทุนต่อหน่วยเท่าใด ซึ่งกระทําได้โดยการเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่าย (Cost) ทั้งหมดกับผลผลิตหรือผลตอบแทน (Benefit) ที่ได้รับ

77 ผลลัพธ์ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การประเมินผลโดยการวัดประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) ของนโยบาย คือ การประเมินผลโดยการพิจารณาว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการดําเนินการตามนโยบายนั้นตรงกับ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่

78 การวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของนโยบาย คือ การศึกษาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย โดยมุ่งศึกษาหาคําตอบว่านโยบายมีโอกาสประสบผลสําเร็จมากน้อยเพียงใด

79 การตรวจสอบผลการดําเนินงานว่าได้รับผลผลิต ซึ่งแสดงออกมาในรูปของหน่วยวัดต่าง ๆ ตรงตามเป้าหมายที่กําหนดไว้หรือไม่

ตอบ 1 (คําบรรยาย) การกํากับติดตามผลผลิต (Output Monitoring) ของนโยบาย คือ การตรวจสอบผลการดําเนินงานของนโยบายว่าได้รับผลผลิต ซึ่งแสดงออกมาในรูปของหน่วยวัดต่าง ๆ ตรงตามเป้าหมายที่กําหนดไว้หรือไม่

80 การตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมว่าเป็นไปตามแผนการดําเนินงานหรือไม่

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การกํากับติดตามการดําเนินกิจกรรมหรือกระบวนงาน (Activity/Process Monitoring) คือ การตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมของนโยบายในแต่ละขั้นตอนว่าเป็นไปตามแผนการดําเนินงานหรือไม่

 

ตั้งแต่ข้อ 81 – 85 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) Integration

(2) Dynamic

(3) Subjectivity

(4) Artificiality

(5) ปัญหามีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจน

 

81 เป็นปัญหาที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว

ตอบ 4 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะไม่มีตัวตนที่แท้จริง (Artificiality) หมายถึง ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะใด ๆ อย่างแน่ชัดว่าคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงมีปัญหาแล้ว ซึ่งปัญหานั้นอาจเป็นที่ยอมรับหรือตระหนักได้ของคนบางกลุ่มบางหมู่ในขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ยอมรับก็ได้

82 ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ ไม่มีที่ทําการต้องเช่าอาคารเอกชนเป็นที่ทําการชั่วคราว

ตอบ 5 หน้า 10 ปัญหาที่มีตัวตนและมีโครงสร้างชัดเจนแน่นอน (Well-Structured Problem) หมายถึงปัญหาที่มีผลลัพธ์แน่นอน มีผู้เกี่ยวข้องจํานวนน้อย มีทางออกในการแก้ไขปัญหาเพียงไม่กี่ทางเลือก (1 – 3 ทาง) ซึ่งแต่ละทางเลือกสามารถมองเห็นผลประโยชน์ของทางเลือกได้ชัดเจน ไม่เป็นที่ถกเถียงกันได้แต่อย่างใด เช่น ปัญหาในการจัดสร้างที่ทําการของหน่วยงานหรือองค์การ เป็นต้น

83 การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ตอบ 2 หน้า 9 ปัญหาที่มีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูง หมายถึง การที่ปัญหาได้แปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนําไปสู่การแปรเปลี่ยนให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกได้ ดังนั้นการกําหนดปัญหาของนโยบายจึงไม่มีข้อสรุปที่ถาวร

84 จะกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาผลกระทบด้านเทคนิค การเมือง สังคม ตอบ 1 หน้า 9 ปัญหาทั้งหลายมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน (Integration) อยู่เสมอ ดังนั้นในการพิจารณาปัญหา ของนโยบายจึงพิจารณาเพียงด้านหนึ่งด้านใดเป็นเอกเทศไม่ได้ เช่น ในการกําหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะพิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ได้ จะต้อง พิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการเมือง สังคม หรืออื่น ๆ อีกตามแต่สถานการณ์ที่เผชิญอยู่

85 การมีความหมายในตัวของปัญหาเอง

ตอบ 3 หน้า 9 ปัญหาที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Subjectivity) สูง หมายถึง ในปัญหาหนึ่ง ๆ นั้นต่างก็มีความหมายในตัวของปัญหาเอง ขึ้นอยู่กับผู้รับรู้หรือผู้กําหนดนโยบายว่าจะสามารถรับรู้ หรือตระหนักได้ถึงความเป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งความเป็นอัตนัยของปัญหานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด การรับรู้ปัญหาได้ไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนคนหนึ่งตระหนักได้อาจเป็นปัญหาที่คนอื่น ๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงก็ได้

ข้อ 86 – 90 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่าง ๆ ที่ร่วมกัน

(2) ทัศนคติของผู้นํานโยบายไปปฏิบัติ

(3) ความเป็นไปได้ทางการเมือง

(4) ลักษณะของหน่วยงานที่นํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การมีทรัพยากรที่เพียงพอ

 

86 ความเห็นพ้องต้องกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน นโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเอกชนด้วยดีจะได้รับความสําเร็จได้ดีกว่า

ตอบ 3 หน้า 19 นโยบายที่มีความเป็นไปได้ทางการเมือง ควรมีลักษณะดังนี้

1 มีความเห็นพ้องต้องกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน ซึ่งนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเอกชนด้วยดีจะได้รับความสําเร็จได้ดีกว่า

2 ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน เช่น ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สื่อมวลชน กลุ่มชนชั้นนํา และกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ในสังคม เป็นต้น

87 ความสามารถของผู้นํา ผู้นําที่เข้มแข็งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้นโยบายประสบความสําเร็จได้มากกว่าเพราะสามารถระดมความสนับสนุนจากฝ่ายต่าง ๆ ได้มากกว่า ตอบ 4 หน้า 19 ลักษณะของหน่วยงานที่เอื้อต่อความสําเร็จในการนํานโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่

1 มีการจัดองค์การที่ดี คือ มีระดับชั้นการบังคับบัญชาน้อย และแต่ละชั้นมีผู้ใต้บังคับบัญชามาก

2 ความสามารถของผู้นํา คือ ผู้นําที่เข้มแข็งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้นโยบายประสบความสําเร็จได้มากกว่า เพราะสามารถระดมความสนับสนุนจากฝ่ายต่าง ๆ ได้มากกว่า

88 ผู้นํานโยบายไปปฏิบัติที่ไม่มีผลประโยชน์ทั้งทางบวกหรือทางลบกับนโยบาย เช่น ไม่กระทบต่อค่านิยม ศักดิ์ศรี อํานาจ และพฤติกรรมของตนเอง

ตอบ 2 หน้า 20 ทัศนคติของผู้นํานโยบายไปปฏิบัติที่ไม่มีผลประโยชน์ทั้งทางบวกหรือทางลบกับนโยบาย เช่น ไม่กระทบต่อค่านิยม ศักดิ์ศรี อํานาจ และพฤติกรรมของตนเอง ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผล ต่อความสําเร็จของนโยบาย เนื่องจากผู้นําที่มีทัศนคติดังกล่าวจะจริงใจและตั้งใจปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องกังวลกับผลประโยชน์และสถานะความต้องการของตนเองแต่อย่างใด

89 การนํานโยบายไปปฏิบัติต้องใช้หน่วยงานหลายหน่วย หลายระดับ หลายสังกัด ดังนั้นกลไกหน่วยงานจะเกี่ยวข้องกัน

ตอบ 1 หน้า 20 ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่าง ๆ ที่ร่วมกันนํานโยบายไปปฏิบัติ คือ ในการนํานโยบายไปปฏิบัตินั้นจะต้องใช้หน่วยงานหลายหน่วย หลายระดับ และหลายสังกัด ดังนั้นกลไก ความสัมพันธ์เหล่านี้ เช่น จํานวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จํานวนจุดตัดสินใจ ความสัมพันธ์ดั้งเดิม ของหน่วยงานทั้งหลาย รวมถึงการเข้าแทรกแซงของหน่วยงานระดับบน ล้วนมีผลต่อ ความสําเร็จของนโยบายทั้งสิ้น

90 การมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และจํานวนเพียงพอ รวมทั้งมีงบประมาณและสถานที่พร้อม

ตอบ 5 หน้า 19 การมีทรัพยากรที่เพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น การมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และจํานวนเพียงพอ รวมทั้งมีงบประมาณและสถานที่พร้อม ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสําเร็จของนโยบาย อีกทั้งยังเป็นดัชนีวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีด้วย

 

91 ใครคือผู้มีหน้าที่กําหนดนโยบายน้อยที่สุด

(1) ปลัดกระทรวง

(2) อธิบดี

(3) ผู้อํานวยการกองวิชาการ

(4) หัวหน้างาน

(5) ผู้อํานวยการสํานัก

ตอบ 4 หน้า 2, (คําบรรยาย) เนื่องจากนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องในระดับองค์การ ฉะนั้นผู้มีหน้าที่กําหนดนโยบายสาธารณะจะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์การ (Top-Level Administrator) เท่านั้น ซึ่งผู้มีตําแหน่งสูงกว่าย่อมมีอํานาจในการกําหนดนโยบายมากกว่า ผู้มีตําแหน่งน้อยกว่า ทั้งนี้หากมีตําแหน่งเท่ากัน ตําแหน่งที่จะกําหนดนโยบายมากกว่าย่อมเป็นตําแหน่งที่เกี่ยวกับนโยบาย แผน และโครงการ

92 ในแนวคิดการศึกษานโยบายศาสตร์ในแนววิเคราะห์นโยบายนิยมใช้ในนักวิชาการกลุ่มใด

(1) นักรัฐศาสตร์

(2) นักสังคมวิทยา

(3) นักรัฐประศาสนศาสตร์

(4) นักวิทยาศาสตร์

(5) นักเศรษฐศาสตร์

ตอบ 3 หน้า 6 – 7 การศึกษาแนววิเคราะห์นโยบาย ถือเป็นแนวทางที่นักรัฐประศาสนศาสตร์นิยมใช้กันมาก โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการวิเคราะห์โดยทั่วไป (ในภาพรวม) มิใช่เป็นการศึกษา รายกรณี และมีเทคนิควิธีการศึกษาที่ใช้หลักสหวิทยาการหรือหลักการของวิชาการหลายสาขา มาศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งการศึกษาตามแนวนี้ได้มีจุดเริ่มต้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม

93 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะแนวคิดในการวิเคราะห์

(1) เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

(2) ต้องใช้หลายวิธี

(3) ต้องใช้หลักเหตุผล

(4) เป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์

(5) เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

ตอบ 4 หน้า 15 – 16 แนวคิดในการวิเคราะห์นโยบายมีลักษณะสําคัญ ดังนี้

1 เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์

2 ใช้วิธีการหลายวิธี

3 เป็นการใช้เหตุผล

4 มุ่งผลิตและแปรสภาพข่าวสาร

5 ข่าวสารที่ได้สามารถนําไปใช้ประโยชน์ในสภาพความเป็นจริงทางการเมือง

94 อาจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า ลักษณะของนโยบายที่มีแนวโน้มจะประสบความสําเร็จเป็นอย่างไร

(1) มีข้อมูลยืนยันชัดเจน

(2) เห็นผลได้ในระยะยาว

(3) ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

(4) เห็นผลได้ในระยะสั้น

(5) มีข้อมูลจํานวนมาก

ตอบ 1 หน้า 18 ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ กล่าวว่า ลักษณะของนโยบายที่มีแนวโน้มจะประสบความสําเร็จ ควรมีลักษณะดังนี้

1 เป็นนโยบายที่ไม่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป

2 การเห็นผลได้ชัดเจนของนโยบาย

3 การมีข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจน เป็นต้น

95 ความเป็น Dynamic ของปัญหาคืออะไร

(1) การที่ปัญหาอาจแปรเปลี่ยนลักษณะอาการไปได้ตามแรงกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม (2) การเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันของปัญหา

(3) การที่ปัญหามีความหมายในตัวของปัญหาเอง

(4) การที่ปัญหาไม่มีตัวตนของปัญหาเอง

(5) การมีปัญหาหลายปัญหาในเวลาเดียวกัน

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 83 ประกอบ

96 เพราะเหตุใดจึงมีผู้กล่าวว่าการศึกษานโยบายสาธารณะเป็นเหตุผลในเชิงวิชาชีพ

(1) วิชานโยบายสาธารณะเป็นวิชาชีพ

(2) เพราะมีการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

(3) เพราะวิชานโยบายสาธารณะได้ฝึกคนให้เป็นมืออาชีพในการปฏิบัติงาน

(4) เพราะวิชานโยบายสาธารณะให้ความสําคัญในเรื่องของความสําเร็จในการนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) Thomas R. Dye เห็นว่า เหตุผลในการศึกษานโยบายสาธารณะ มี 3 ประการ คือ

1 เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ คือ การทําความเข้าใจถึงเหตุและผลของการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย

2 เหตุผลเชิงวิชาชีพ คือ เป็นการนํานโยบายไปใช้แก้ปัญหาในทางปฏิบัติ

3 เหตุผลทางการเมือง คือ การดัดแปลงนโยบายเพื่อนํามาใช้ให้บรรลุเป้าหมายที่ถูกต้องทางการเมือง

97 ข้อมูลที่ต้องระมัดระวังในการอ้างอิงน้อยคือ

(1) ข้อมูลที่ยังไม่ได้กรอง

(2) ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts)

(3) ข้อมูลที่เป็นความเชื่อ (Values)

(4) ข้อมูลทุกประเภท

(5) ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงสร้างของดิน

ตอบ 2 หน้า 11 ข้อมูลในการวางนโยบายหรือแผน อาจจําแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1 ข้อมูลที่เป็นความจริง (Facts) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะคงที่ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเช่น ลักษณะของดินฟ้าอากาศ และภูมิศาสตร์

2 ข้อมูลที่เป็นความเชื่อหรือค่านิยม (Values) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับความยึดมั่นเชื่อถือของประชาชน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการอ้างอิงให้มาก

98 กระบวนการใดเป็นกระบวนการที่นับว่ามีอิทธิพลต่อทุกกระบวนการมากที่สุด

(1) การวางโครงการ

(2) การนําโครงการไปปฏิบัติ

(3) การวิเคราะห์โครงการ

(4) การประเมินผลโครงการ

(5) การประเมินโครงการ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) ในกระบวนการของแผน/โครงการนั้น กระบวนการหรือขั้นตอนที่ใช้ข้อมูลมากที่สุดและมีอิทธิพลต่อทุก ๆ กระบวนการมากที่สุดก็คือ การวางแผน/โครงการ เพราะโดยทั่วไปแล้ว การที่แผน/โครงการจะประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวนั้น จะขึ้นอยู่กับกระบวนการหรือขั้นตอน ที่ว่านี้เป็นสําคัญ กล่าวคือ ถ้าวางแผน/โครงการได้ดีมีรายละเอียดครอบคลุม มีการเก็บข้อมูล อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ย่อมส่งผลให้การวางโครงการมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ และประเมิน การนําไปปฏิบัติ ตลอดจนการประเมินผลสามารถทําได้โดยง่าย และโอกาสที่แผน/โครงการนั้นจะประสบความสําเร็จก็จะมีสูง

99 ดร.สมพร แสงชัย กล่าวว่า การพิจารณาสภาพแวดล้อมนั้นต้องพิจารณาอะไรบ้าง

(1) พิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ

(2) พิจารณาปัญหา

(3) พิจารณาความต้องการของประชาชน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 37 – 39 ดร.สมพร แสงชัย กล่าวว่า กระบวนการวางโครงการมีขั้นตอนสําคัญ ๆ 8 ขั้นตอนดังนี้

1 การพิจารณาสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อศึกษาปัญหา (จําเป็นที่สุด) ความต้องการของประชาชน รวมถึงนโยบาย แผน หน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนความจําเป็นที่จะต้องมีการร่างหรือวางโครงการ

2 การกําหนดวัตถุประสงค์และ เป้าหมาย

3 การหาทางเลือกหรือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด (The Best Alternative)

4 การจัดทําโครงการหรือการลงมือร่างโครงการหรือการเขียนโครงการตามทางเลือกหรือวิธีการ ที่ดีที่สุด ซึ่งประกอบด้วย การกําหนดเป้าหมายให้ละเอียด, การระบุชื่อผู้รับผิดชอบโครงการ (Project Manager) และการจัดทําโครงการปฏิบัติหรือการจัดทํา “Project Programming”

5 เสนอโครงการเพื่อพิจารณาอนุมัติ (โดยทั่วไปแล้วกระบวนการวางโครงการจะสิ้นสุดลงที่ขั้นตอนนี้)

6 เสนอของบประมาณ

7 นําโครงการไปปฏิบัติ

8 ประเมินผลโครงการ

100 การถาม What เพื่อหาคําตอบอะไร

(1) ค้นหาปัญหา

(2) ค้นหาวิธีแก้ปัญหา

(3) ค้นหาทางเลือกในการแก้ปัญหา

(4) ผิดทุกข้อ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 39 การวางโครงการตามแนวดั้งเดิมหรือประเพณีนิยม (Traditional Model)จะประกอบด้วยการตอบคําถามต่าง ๆ ดังนี้

1 What – การค้นหาปัญหาหรือวิธีแก้ปัญหา จนเกิดทางเลือกต่าง ๆ

2 When – การระบุเวลาที่ควรแก้ไขปัญหา

3 Where – การกําหนดสถานที่และขอบเขตของโครงการ

4 Why – การระบุถึงความต้องการ

5 How – การกําหนดวิธีแก้ไขปัญหาหรือวิธีการดําเนินงาน

6 Who – บุคคลหรือองค์การที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการของโครงการ

101 ข้อใดไม่ใช่ปัญหาอุปสรรคในการประเมินนโยบายสาธารณะ

(1) กลัวว่าข้อมูลบางอย่างที่ได้รับจากการประเมินผลอาจจะถูกบิดเบือนและปรุงแต่ง

(2) เป็นสิ่งที่ไม่จําเป็นและไม่มีประโยชน์

(3) เกิดการต่อต้านจากบุคคลต่าง ๆ

(4) ไม่มีระเบียบทางราชการให้ประเมินได้

(5) กลัวว่าการประเมินอาจจะนําไปสู่การยกเลิกสิ้นสุดนโยบาย

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ปัญหาและอุปสรรคในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ ได้แก่

1 คิดว่าการประเมินผลเป็นสิ่งที่ไม่จําเป็นและไม่มีประโยชน์

2 ผู้ถูกประเมินผลมักจะวิตกกังวลว่าอาจทําให้ตนเสียประโยชน์

3 มองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

4 กลัวว่าการประเมินผลอาจทําให้นโยบายต้องสิ้นสุดลง (ไม่ทําต่อ)

5 ผู้ถูกประเมินผลมักจะมองว่าการประเมินผลเป็นการจับผิดกัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับผู้ประเมิน เป็นต้น

102 ข้อใดไม่ใช่ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างไม่เป็นทางการ (Unofficial Policy-Makers)

(1) กลุ่มผลประโยชน์

(2) พรรคการเมือง

(3) สื่อมวลชน

(4) นักวิชาการ

(5) รัฐสภา

ตอบ 5 หน้า 3, (คําบรรยาย) ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นทางการ ได้แก่ รัฐสภา รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และศาล เป็นต้น

2 ผู้กําหนดนโยบายสาธารณะอย่างไม่เป็นทางการ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มนักวิชาการ สื่อมวลชน เป็นต้น

103 ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของนโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่แตกต่างจากแผนอื่น

(1) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยแยกจากกันให้ชัดเจน

(2) เน้นการกระจายรายได้และการถือครองทรัพย์สิน

(3) เน้นการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคม

(4) เน้นการพัฒนาการบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(5) เป็นการพัฒนาคนและเศรษฐกิจพอเพียง

ตอบ 5 (คําบรรยาย) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) มีความต่อเนื่องจากแนวคิดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 – ฉบับที่ 10 โดยยังคงยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึด “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และ “สร้างสมดุลการพัฒนา” ที่เชื่อมโยงกันในทุกมิติอย่างบูรณาการและเป็นองค์รวม พร้อมทั้ง ได้กําหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาไปสู่ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

104 การศึกษาเพื่อรู้อาการของปัญหาต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรของผู้กําหนดนโยบาย

(1) ความอดทน

(2) ความพากเพียร

(3) ภาวะผู้นํา

(4) ความคิดริเริ่ม

(5) ความละเอียดรอบคอบ

ตอบ 4 หน้า 11 การกําหนดสาเหตุและอาการของปัญหานี้จําเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความรู้ ความชํานาญ ประสบการณ์ และความคิดริเริ่มของผู้วางนโยบายอย่างมากจึงจะทําให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุดได้ และหากสามารถกําหนดสาเหตุและอาการของปัญหาได้ชัดเจนแล้วก็จะทําให้การกําหนดนโยบายเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

105 ความเป็นธรรมของนโยบายวัดได้อย่างไร

(1) วัดจากความพึงพอใจของประชาชนโดยส่วนรวม

(2) วัดจากการกระจายรายได้ของนโยบายสู่ประชาชน

(3) วัดจากประโยชน์ที่มีต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

(4) วัดจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย

(5) วัดจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในกระบวนการของนโยบายให้มากที่สุด

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การพิจารณาด้านความเป็นธรรมของนโยบาย แผน หรือโครงการนั้น อาจพิจารณาหรือวัดได้จากประโยชน์ของนโยบาย แผน หรือโครงการว่าประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ จากนโยบาย แผน หรือโครงการอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะนโยบาย แผน หรือโครงการที่ดีนั้นจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสาธารณชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

106 ใครได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์”

(1) Harold Lasswell

(2) Dwight Waldo

(3) Herbert Simon

(4) Thomas R. Dye

(5) Woodrow Wilson

ตอบ 1 (คําบรรยาย) Harold Lasswell ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนโยบายศาสตร์” ซึ่งเป็นผู้ที่ผสมผสานแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญาและสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน

107 ขั้นตอนกระบวนการนโยบายประกอบด้วยอะไร

(1) วิเคราะห์นโยบาย กําหนดนโยบาย ติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(2) การกําหนดนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย

(3) การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย การนํานโยบายไปปฏิบัติ การวิเคราะห์นโยบายการกําหนดนโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ การวิเคราะห์นโยบาย การกําหนดนโยบาย การติดตามประเมินผลการปฏิบัตินโยบาย

(5) การนํานโยบายไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผลนโยบาย การกําหนดนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย

ตอบ 2 หน้า 8, (คําบรรยาย) กระบวนการของนโยบาย (Processes of Policy) ประกอบด้วยกระบวนการที่สําคัญเรียงตามลําดับ ดังนี้

1 การกําหนดนโยบาย (Policy Formulation or Policy Making)

2 การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis)

3 การนํานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation)

4 การติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย (Policy Evaluation)

108 นโยบายตามตัวแบบผู้นําจะให้ประโยชน์กับใครมากที่สุด

(1) ให้ประโยชน์กับสังคม

(2) ให้กับผู้ด้อยโอกาส

(3) ประชาชนโดยทั่วไป

(4) ผู้นําและผู้ใกล้ชิด

(5) ผู้ใต้บังคับบัญชา

ตอบ 4 หน้า 3 ตัวแบบหรือทฤษฎีผู้นํา (Elite Mode/Theory) เชื่อว่า นโยบายสาธารณะ คือ แนวทางที่สะท้อนค่านิยมที่เลือกสรรแล้วของผู้นําหรือกลุ่มผู้นํา โดยไม่จําเป็นต้องสนใจว่า สาธารณชนจะพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งนโยบายที่ออกมาก็มักจะให้ประโยชน์แก่ผู้นําและผู้ใกล้ชิดเอง ดังนั้นสถานการณ์ที่จะเกิดนโยบายตามตัวแบบนี้ได้ จึงต้องเป็นสถานการณ์ที่ผู้นํามีอํานาจ สูงมากในทางการเมืองหรือทางสังคม เช่น การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือในภาวะการปฏิวัติ/รัฐประหาร เป็นต้น

109 การระบุอาการของปัญหาเป็นการอธิบายถึงปรากฏการณ์ของปัญหา พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงประจักษ์พยาน เพื่อยืนยันอะไร

(1) ลักษณะของปัญหา

(2) ความมีอยู่จริงของปัญหา

(3) จุดเด่นของปัญหา

(4) ความไม่มีอยู่จริงของปัญหา

(5) วิธีแก้ไขปัญหา

ตอบ 2 หน้า 11 การกําหนดอาการของปัญหา เป็นการอธิบายถึงปรากฏการณ์ของปัญหา พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงประจักษ์พยานเพื่อยืนยันถึง “ความมีอยู่จริงของปัญหา” โดยปัญหาที่มีอาการอยู่มากก็จะแสดงว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรง หรือมีความเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการแก้ไขก่อน

110 คํากล่าวที่กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งใช้วิธีการมากมายหลายวิธีในการค้นหาแสดงเหตุผล เพื่อที่จะผลิตและเปลี่ยนสภาพของข่าวสารที่เกี่ยวกับนโยบาย”

(1) William Dunn

(2) James Wilde

(3) Dumear Macrae

(4) Mel Dubnick

(5) ของทุกคนที่กล่าวมา

ตอบ 1 หน้า 15 William Dunn กล่าวว่า “การวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาทางสังคมศาสตร์ประยุกต์ซึ่งใช้วิธีการมากมายหลายวิธี ในการค้นหาแสดงเหตุผลเพื่อที่จะผลิตและเปลี่ยนสภาพของ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย”

111 เราสามารถรับรู้นโยบายสาธารณะได้จากสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ ยกเว้น

(1) กฎหมาย

(2) แผนงานและโครงการ

(3) คําสั่งของผู้บังคับบัญชา

(4) การตรวจงานของสํานักงบประมาณ

(5) ระเบียบข้อบังคับขององค์การ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

112 แนวล่าสุดในการศึกษานโยบายสาธารณะคือแนวใด

(1) กระบวนการทางนโยบาย

(2) การวิเคราะห์นโยบาย

(3) เนื้อหาสาระของนโยบาย

(4) การนํานโยบายไปปฏิบัติ

(5) การประเมินนโยบาย

ตอบ 2 (คําบรรยาย) แนวทางการศึกษานโยบายสาธารณะ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการตามลําดับ ดังนี้

1 การศึกษาเนื้อหาทางด้านนโยบายสาธารณะ (Policy-Issue Knowledge) 2 การศึกษากระบวนการทางนโยบายสาธารณะ (Policy Process)

3 การศึกษาแนวทางการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ (Policy Analysis)

113 คํากล่าวที่ว่านโยบายหมายถึง “การตัดสินใจขั้นต้นที่กําหนดแนวทางทั่วไปอย่างกว้าง ๆ เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” เป็นของผู้ใด

(1) Thomas R. Dye

(2) William T. Greenwood

(3) ดร.กระมล ทองธรรมชาติ

(4) William Dunn

(5) Gulick and Urwick

ตอบ 2 หน้า 1 William T. Greenwood กล่าวว่า “นโยบาย (Policy) หมายถึง การตัดสินใจขั้นต้นที่กําหนดแนวทางทั่วไปอย่างกว้าง ๆ เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”

114 ในเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างและรูปแบบของนโยบาย ข้อความในข้อใดกล่าวผิด

(1) มีรูปเป็นกฎหมาย กฎ ระเบียบ

(2) มีรูปเป็นแบบแผนงาน โครงการ

(3) มีรูปเป็นประกาศ

(4) เป็นคําบอกกล่าวที่เสนอผู้บังคับบัญชาตามลําดับขั้นไป

(5) มีรูปแบบเป็นสัญญา

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 66 ประกอบ

115 เหตุใดรัฐสภาเป็นผู้กําหนดนโยบายสาธารณะ

(1) ผู้แทนราษฎรในรัฐสภามาจากประชาชน

(2) รัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย

(3) รัฐสภาไม่ใช่ผู้กําหนดนโยบาย

(4) เป็นอํานาจของรัฐสภาในการบริหารประเทศ

(5) เฉพาะประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ตอบ 2 (คําบรรยาย) นโยบายสาธารณะ หมายถึง แนวทางที่รัฐกระทําเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อประโยชน์สุขของสังคม โดยนโยบายสาธารณะจะมีรูปร่างที่แตกต่างกัน เช่น เป็นกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ สัญญา แผนงาน เป็นต้น ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงอาจมี ที่มาจากสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น นโยบายสาธารณะอาจจะถูกกําหนดมาจากรัฐสภา เนื่องจากรัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย เป็นต้น

ข้อ 116 – 120 เป็นคําถามเกี่ยวข้องกับลักษณะของตัวแบบในแนวการอธิบายนโยบาย

(1) Elite Model

(2) Group Model

(3) Institution Model

(4) System Model

(5) Incremental Model

 

116 เป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง

ตอบ 3 หน้า 6, (คําบรรยาย) ตัวแบบหรือทฤษฎีสถาบัน (Institution Mode/Theory) เชื่อว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นผลผลิตของโครงสร้างสถาบันการปกครอง กล่าวคือ นโยบายใด ๆ ก็ตามจะได้ชื่อว่าเป็นนโยบายสาธารณะ ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยสถาบันการปกครองแล้ว เท่านั้น ตัวอย่างสถาบันการปกครอง ได้แก่ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันรัฐสภา สถาบันบริหาร (เช่น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี) สถาบันราชการ สถาบันตุลาการ (เช่น ศาล) และสถาบันการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

117 แสวงหาลู่ทางในการประนีประนอมเพื่อทําให้เกิดดุลยภาพของการแข่งขัน

ตอบ 2 หน้า 4 – 5 ตัวแบบหรือทฤษฎีกลุ่ม (Group Mode/Theory) เชื่อว่า นโยบายสาธารณะเป็นข้อตกลง หรือเป็นผลผลิตที่เกิดจากดุลยภาพระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็ ดิ้นรนต่อสู้/แข่งขันกัน เพื่อเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของกลุ่มตนเอง หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิอํานาจในการเป็นผู้คุมกลไกนโยบายของรัฐ ในขณะที่ระบบการเมืองจะมี หน้าที่ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม โดยการกําหนดกฎและกติกาในการต่อสู้แข่งขัน การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม การตกลงแบ่งปัน และการถ่วงดุลผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และนําข้อตกลงหรือข้อประนีประนอมที่ได้มากําหนดเป็นนโยบาย

118 ไม่จําเป็นต้องสนใจว่าสาธารณชนจะพึงพอใจหรือไม่

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 108 ประกอบ

119 ใช้ในภาวะการปฏิวัติรัฐประหาร

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 108 ประกอบ

120 ต่างดิ้นรนแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิอํานาจในการเป็นผู้คุมกลไกนโยบายของรัฐ

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 117 ประกอบ

 

POL3313 การบริหารการพัฒนา S/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

คําสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ

ข้อ 1 จงอธิบายถึงความเป็นมาของกระแสแนวคิดการบริหารการพัฒนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมนําเสนอถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดหลักในการศึกษาการบริหารการพัฒนา ได้แก่ สํานักคิดดังเดิม สํานักคิดระบบ และสํานักคิดนิเวศวิทยา มาพอสังเขป

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 5 – 11, 27 – 40)

ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนา

1 ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นกิจกรรม

ช่วงทศวรรษ 1930 ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression) ทําให้ประธานาธิบดีโรสเวลท์ (Roosevelt) ของสหรัฐอเมริกา ต้องหันมาให้ความสําคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงปรัชญาและการปฏิบัติงาน โดยรัฐบาลกลางได้ใช้ความริเริ่มใน การพัฒนาโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งมีการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการเงิน ระบบ ภาษี และสวัสดิการทางสังคม

1 การบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นกิจกรรมจึงเกิดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานของการบริหารการพัฒนา และนับว่าเป็นแบบอย่างในการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ ในเรื่องการ กําหนดหน้าที่ทั้งหลายขององค์การในการบริหารให้บรรลุผลสําเร็จ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือประเทศในยุโรปให้ฟื้นตัวจากสภาพของสงคราม โดยช่วยเหลือผ่านแผนการมาร์แชล (Marshall Plan) ในปี ค.ศ. 1947 จุดมุ่งหมายหลัก คือให้ยุโรปมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพื่อต่อต้านการรุกรานจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งนําโดย สหภาพโซเวียต ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสําเร็จทําให้ยุโรปฟื้นตัว และมีความเจริญก้าวหน้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในเวลาต่อมา

องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ได้มี บทบาทอย่างสําคัญในการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สังคม และวิชาการแก่ประเทศด้อยพัฒนาและกําลัง พัฒนา โดยมิได้คํานึงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก ดังเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ขณะเดียวกันประเทศตะวันตกที่เจริญแล้วก็ได้เข้าไปช่วยเหลือประเทศกําลังพัฒนาอื่น ๆ ในเอเชีย แอฟริกา และ อเมริกาใต้ด้วย

นอกจากนี้ องค์การเอกชนก็ได้เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกําลังพัฒนา เช่น มูลนิธิฟอร์ด มูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ เป็นต้น ซึ่งเหตุผลก็เพราะว่าระบบภาษีของสหรัฐอเมริกาส่งเสริมทําให้เกิดมูลนิธิเอกชนเพื่อทําประโยชน์แก่สังคม

2 ความเป็นมาของการบริหารการพัฒนาในฐานะที่เป็นศาสตร์

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 กลุ่มนักวิชาการชาวอเมริกันที่สนใจการบริหารเปรียบเทียบ ได้ ร่วมกันจัดตั้งสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์อเมริกัน (American Society for Public Administration : ASPA ขึ้น และภายในสมาคมนี้ก็ได้จัดตั้งกลุ่มย่อยขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (Comparative Administration Group : CAS) ซึ่งหมายความว่าในระยะเวลานี้สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ได้ แยกตัวออกจากสาขาวิชารัฐศาสตร์แล้ว

ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 และ 1965 กลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAG) ได้รับเงินอุดหนุน จากมูลนิธิฟอร์ดรวมกันเป็นเงิน 500,000 ดอลลาร์ มาใช้ในการวิจัย และเขียนตําราในด้านการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ โดยในระยะแรกของกิจกรรมการวิจัยมีจุดเน้นหนักที่การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ แต่ต่อมาเงินทุน การวิจัยได้เปลี่ยนจุดเน้นมาที่สาขาย่อยคือ สาขาการบริหารการพัฒนา

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า รากฐานความรู้ของการบริหารการพัฒนา (Development Administration : DA) ก็คือ การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ (Comparative Public Administration : CPA) นั่นเอง แต่วิชา DA จะมีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากวิชา CPA ก็คือ DA นั้นจะให้ความสําคัญเกี่ยวกับการประยุกต์ มากกว่า CPA

เพราะฉะนั้นวิชา DA ในฐานะที่เป็นสาขาย่อยของ CPA จึงได้แยกตัวออกมาจากวิชา CPA และ DA ก็ได้มีความเจริญก้าวหน้า มีผลงานการวิจัยและตําราเกิดขึ้นมากมายจนได้รับการยอมรับว่าเป็นสาขาหนึ่ง ของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หรือการบริหารรัฐกิจในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา

สําหรับนักวิชาการกลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAS) นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการชาว อเมริกันที่เคยไปเป็นที่ปรึกษาแก่ประเทศกําลังพัฒนาในด้านการบริหารรัฐกิจ และได้พบว่าความรู้ส่วนหนึ่งของ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ที่เกิดจากการศึกษาในประเทศที่พัฒนานั้น ส่วนหนึ่งสามารถนํามาใช้ได้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่สามารถนํามาใช้ได้ในประเทศกําลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ กําลังพัฒนานั้นมีความแตกต่างไปจากประเทศที่พัฒนาแล้วโดยสิ้นเชิง

กล่าวโดยสรุป วิชาการบริหารการพัฒนา (DA) เป็นวิชาที่มีรากฐานมาจากวิชาการบริหารรัฐกิจ เปรียบเทียบ (CPA) และเป็นผลมาจากการศึกษาของนักวิชาการกลุ่มการบริหารเปรียบเทียบ (CAG) นั่นเอง

แนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนา

1 แนวการศึกษาแบบเก่าหรือดั่งเดิม (Traditional Administration)

การศึกษาแบบเก่า จะเน้นศึกษาด้านโครงสร้าง หลักเกณฑ์ ตลอดจนกระบวนการในการ บริหารงานขององค์การที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการศึกษาในแนวนี้จึงเน้นถึงสมรรถนะในการบริหาร ขององค์การของรัฐบาล พยายามที่จะขจัดปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร เพื่อที่จะแก้ไขและปรับปรุงกลไก ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อที่จะได้สนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น การศึกษาการบริหารการพัฒนาในแนวความคิดนี้จึงเกี่ยวพันอยู่กับการ วางแผน การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างขององค์การ การบริหารงานบุคคล ตลอดจนระบบการศึกษาอัน เป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจ

2 แนวการศึกษาแบบระบบ (System Approach)

การศึกษาแบบระบบ จะมองการพัฒนาว่าเป็นระบบ (เปิด) ซึ่งประกอบด้วยระบบย่อยต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น เป้าหมายของการพัฒนาจึงขึ้นอยู่กับส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน

Saul M. Katz เป็นผู้ที่นําเอาแนวการศึกษาแบบระบบมาใช้ในการศึกษาการบริหารการพัฒนา โดยมองว่า การพัฒนาเป็นระบบ ซึ่งมีกระบวนการที่มีทิศทาง และมุ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ และในสังคมระบบราชการจะเป็นตัวแทนที่สําคัญในการที่จะดําเนินการให้ กระบวนการพัฒนาประเทศบรรลุถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้

ดังนั้น ระบบการพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน เงิน วัสดุอุปกรณ์ พฤติกรรม และการ จัดสรรเงิน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในด้านกลวิธีการและเทคนิคในการที่จะทํางานให้บรรลุผลสําเร็จ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ หรืออาจกล่าวได้ว่าระบบการพัฒนาเป็นระบบที่สนองตอบต่อความต้องการในด้าน เทคนิคและวิธีการในการดําเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

3 แนวการศึกษาแบบภาวะนิเวศ (Ecological Approach)

การศึกษาภาวะนิเวศ หมายถึง การบริหารงานแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่าง ระบบบริหารกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างเช่น

แนวความคิดในการบริหารการพัฒนาแบบภาวะนิเวศของ Edward W. Weidner เห็นว่า การบริหารการพัฒนา จะมีลักษณะที่สําคัญ 4 ประการ คือ

1 การเจริญเติบโตที่มีทิศทาง (Directional Growth)

2 การเปลี่ยนแปลงระบบ (System Change)

3 การวางแผนหรือจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลง (Planning or Intended Change)

4 การเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า (Planned Change)

จากลักษณะของการบริหารการพัฒนาทั้ง 4 ประการ ได้นํามาเป็นหลักในการจัดแบ่ง ประเภทของการบริหารการพัฒนาออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 การบริหารการพัฒนาแบบอุดมการณ์ (The Ideal Planned) เป็นกระบวนการวางแผน เพื่อความเจริญเติบโตในทิศทางของการสร้างชาติ ความทันสมัยและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบ และมีการกําหนดโครงการพัฒนาต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผล เช่น การบริหารการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดําริ, การจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติของไทย เป็นต้น

2 การบริหารการพัฒนาที่ให้ผลระยะสั้น (The Short-run Payoff : Planned Directional Growth with no System Change) เป็นกระบวนการวางแผนเพื่อความเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ แต่จะ ไม่สนใจเปลี่ยนแปลงระบบสังคม โดยการบริหารการพัฒนาในลักษณะนี้ จะเห็นผลได้รวดเร็ว และสามารถขอ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังทําให้รัฐบาลเกิดเสถียรภาพ เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ระบบสังคมนั่นเอง เช่น การอนุมัติเงินกู้จากเจบิคในการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ เป็นต้น

3 การบริหารการพัฒนาที่ให้ผลในระยะยาว (The Long-run Payoff : Planned System Change with no Directional Growth) เป็นกระบวนการวางแผนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ แต่จะ ไม่มีทิศทางของการเจริญเติบโต ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปได้ทั้งในทางบวกและทางลบ เช่น การปฏิรูปกฎหมาย ภาษีและที่ดิน, การแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากภาษีธุรกิจสุราเพื่อช่วยเหลือผู้พิการมากขึ้น, การปรับปรุงระบบ จําแนกตําแหน่งของข้าราชการไทยจากระบบซีเป็นระบบแท่ง เป็นต้น

4 การบริหารการพัฒนาที่สนองตอบต่อสภาพแวดล้อม (Environmental Stimulus : Unplanned Directional Growth with System Change) ไม่ได้มีการวางแผนระยะยาวเอาไว้ ทั้งนี้เพราะว่า กลุ่มที่มีอํานาจคัดค้านหรือสนับสนุนเพื่อต้องการสนองตอบต่อสภาพแวดล้อมบางอย่าง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลง ระบบอาจเกิดขึ้นได้ในระบบราชการโดยมีลักษณะเป็นการชั่วคราว ถ้าระบบราชการนั้นเห็นว่ามีเงื่อนไขที่สามารถ ทําได้

5 การบริหารการพัฒนาในทางปฏิบัติของประเทศต่าง ๆ (Pragmatism : Unplanned Directional Growth with no System Change) ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่กําลังพัฒนาจะมีความเจริญเติบโต ไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดการพัฒนาได้ โดยที่ไม่ต้องมีการวางแผนและการเปลี่ยนแปลงระบบหรือเปลี่ยนแปลง เพียงเล็กน้อย เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

6 การบริหารการพัฒนาแบบวิกฤตการณ์ (Crisis : Unplanned System Change with no Directional Growth) เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบและเกิดการเจริญเติบโตแบบไม่มีการวางแผนและกําหนด ทิศทางเอาไว้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงมักเป็นการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ซึ่งคล้ายกับเป็น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น สงคราม ความอดอยาก โรคระบาด ปัญหาคนอพยพเข้าประเทศ ปัญหาช้างเร่ร่อน น้ําท่วม ฝนแล้ง และภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

7 การบริหารการพัฒนาที่ล้มเหลว (Failure : Planning with no Growth or System Change) เป็นการวางแผนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบ และไม่มีการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงถือว่าล้มเหลว

8 การไม่มีการบริหารการพัฒนา (Static Society : No Plans, No Change) อาจพบได้ ในสังคมบางส่วนของประเทศที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ต้องการพัฒนา

กล่าวโดยสรุปแล้ว ในการบริหารการพัฒนานั้น จะขึ้นอยู่กับกลุ่มชนชั้นผู้นําและผู้ที่มีอํานาจ ในการกําหนดนโยบายที่จะเลือกวิถีทางออกของการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นรูปผสมของ การบริหารการพัฒนาชนิดที่ 1 – 6 ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลลัพธ์ในระยะเวลาที่สั้น และแนวโน้มที่เป็น ที่น่าสังเกตคือในการมุ่งพัฒนาประเทศนั้น หน่วยงานราชการต้องการวิธีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีแผน หรือ การเปลี่ยนแปลงที่มีแผนแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบมากนัก

 

ข้อ 2 จงอธิบายถึงความแตกต่างของความหมายของ DA และ AD พร้อมวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในการนําไปสู่การบริหารการพัฒนา

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20, 31 – 34)

การบริหารการพัฒนา (Development Administration : DA)

การบริหารการพัฒนา เป็นการปรับกระบวนการบริหารให้เข้ากับจุดมุ่งหมายของโครงการรัฐบาล ซึ่งหมายความว่า เราต้องทราบถึงความต้องการของรัฐบาลก่อนว่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างไร แล้วจึงนํา การบริหารเข้ามาช่วยปฏิบัติการให้สําเร็จผลตามจุดมุ่งหมายนั้น

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การบริหารงานของรัฐเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ และสังคม ตามนโยบายของรัฐที่ได้กําหนดไว้แล้ว โดยนักบริหารการพัฒนาจะต้องทํางานเป็นตัวนําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การดําเนินการตามนโยบาย แผน และโครงการต่าง ๆ ที่ กําหนดขึ้นโดยรัฐบาล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหาร โดยที่การบริหารเป็นปัจจัยที่สําคัญ ที่ทําให้การเปลี่ยนแปลงสําเร็จตามเป้าหมาย

สรุป การบริหารการพัฒนาเป็นระบบบริหารที่มีการกําหนดจุดมุ่งหมาย (Goal Oriented) และมีการปฏิบัติการ (Action Oriented) ตามที่ได้กําหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว

จากการที่มีผู้เสนอทัศนะเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาที่ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาการ บริหาร หรือการเพิ่มพูนสมรรถนะของระบบบริหารให้เพียงพอที่จะรองรับภารกิจของการบริหารการพัฒนาได้ เช่น Fred W. Riggs เห็นว่า การบริหารการพัฒนามีความหมายสําคัญ 2 ประการ คือ

1 การบริหารโครงการพัฒนา หรือกรรมวิธีต่าง ๆ ที่องค์การขนาดใหญ่โดยเฉพาะ องค์การของรัฐนํามาใช้ในการปฏิบัติการตามนโยบายและแผนที่กําหนดขึ้นเพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการพัฒนา

2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมรรถนะทางการบริหาร

การพัฒนาการบริหารต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ทาง การเมืองที่คอยกระตุ้นให้มีการพัฒนาการบริหาร หรือการที่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนํานโยบายในการ พัฒนาการบริหารต่อข้าราชการและประชาชน จึงมีความจําเป็นที่ต้องมีการพัฒนาการบริหารให้มีความทันสมัย หรือมีการปฏิรูประบบการบริหารเสียใหม่

การพัฒนาการบริหาร (Administrative Development : AD or Development of Administration 😀 of A)

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การปรับปรุงกลไกส่วนต่าง ๆ ของการบริหารงานเพื่อให้ สามารถดําเนินการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและประหยัด

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การเพิ่มพูนสมรรถนะของการบริหารที่จะรับมือโดยไม่หยุดยั้ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางในการสร้างความก้าวหน้า ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การ การพัฒนาการบริหาร คือ การที่รัฐบาลเมื่อมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาสามารถที่จะบริหารงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การจัดเตรียม เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือปฏิรูปโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมการบริหารให้มีสมรรถนะ (Capabilities) หรือความสามารถที่จะรองรับนโยบาย แผน แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม สําหรับการพัฒนาประเทศ

จากทัศนะของนักวิชาการต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการบริหารไม่ใช่การปรับปรุง องค์การหรือการปรับปรุงนวัตกรรมขององค์การ แต่จะมีขอบข่ายที่กว้างขวางมากกว่า คือเน้นการเปลี่ยนแปลง ทางด้านโครงสร้าง เปลี่ยนแปลงกระบวนการในการทํางานและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติการ ดังนั้นการปรับปรุงองค์การและนวัตกรรมองค์การจึงเป็นเพียงส่วน หนึ่งของการพัฒนาการบริหาร

 

ข้อ 3 จงวิเคราะห์ถึงพัฒนาการของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีประเด็นความแตกต่างอย่างไรบ้าง และสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ของการบริหารการพัฒนาของไทยอย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบมาพอสังเขป

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 162 – 300), (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 72 – 89)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย

ประเทศไทยขอให้ธนาคารโลกส่งคณะผู้แทนเข้ามาสํารวจสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สรุปว่า คณะสํารวจสภาวะเศรษฐกิจของธนาคารโลกเดิน ทางเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2500 จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2501 และได้ จัดทํารายงานขึ้นมาฉบับหนึ่งเรียกว่า A Public Development Program for Thailand แม้จะไม่ได้เป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงที่รัฐบาลไทยรับรองเป็นทางการก็ตาม แต่เป็นการศึกษาปัญหาและแนวทางการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างละเอียด

คณะสํารวจสภาวะเศรษฐกิจของธนาคารโลก ได้คํานวณปริมาณเงินที่รัฐบาลอาจจัดหามาได้ ในระหว่างปี พ.ศ. 2501 – 2506 และแนะวิธีการจัดสรรเงิน ตลอดจนกําหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้รายจ่ายนั้นได้ประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด รายงานฉบับนี้จึงอาจใช้เป็นหลักใน การดําเนินงานวางแผนพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติได้เป็นอย่างดี

ข้อเสนอของคณะสํารวจสภาวะเศรษฐกิจของธนาคารโลกที่นับว่ามีความสําคัญเป็นอย่าง มากต่อการจัดเตรียมงานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย คือ ข้อเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงาน วางแผนพัฒนาการเศรษฐกิจระดับชาติขึ้นเป็นการถาวร โดยมอบหมายให้ทําหน้าที่ศึกษา ติดตาม วิจัยสภาวะ เศรษฐกิจ และให้มีหน้าที่จัดทําแผนพัฒนาการเศรษฐกิจของประเทศ การดําเนินงานของหน่วยงานวางแผน พัฒนาเศรษฐกิจระดับชาตินี้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของเลขาธิการ และให้จัดตั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ แห่งชาติ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509) เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2504 โดยเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับเดียวที่มีระยะเวลาใช้งาน 6 ปี ซึ่งจะมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Facilities) เช่น ถนน รถไฟ เขื่อน ไฟฟ้า ประปา ระบบชลประทาน ระบบโทรคมนาคม และสาธารณูปการอื่น ๆ เป็นต้น แต่มิได้กล่าวถึงแผนงาน ด้านการพัฒนาสังคมเลย (ด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่มีคําว่า “และสังคม” ต่อท้ายชื่อแผน เหมือนแผนพัฒนาฯ ฉบับ อื่น ๆ) อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวได้ทําให้เกิดปัญหาช่องว่างของการกระจายรายได้ และ ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนในชนบท

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) แนวทางการพัฒนา ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลักเหมือนกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 แต่ได้เริ่มพูดถึงความสําคัญของการ กระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขตทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ – และเริ่มพูดถึงเรื่องการพัฒนาสังคมบ้างเล็กน้อย

ข้อสังเกต แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 จะมุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้านการลงทุนและกระจายการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ เขื่อน ไฟฟ้า ประปา ระบบชลประทาน ระบบโทรคมนาคม และ สาธารณูปการอื่น ๆ เป็นต้น แต่การพัฒนาตามแนวทางดังกล่าว ทําให้เกิดปัญหาซ่องว่างของการกระจายรายได้ และปัญหาคุณภาพชีวิตของคนในชนบท

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 – 2519) ยังคงมุ่งเน้นการ พัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ให้ความสําคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น และให้ความสําคัญกับการ พัฒนาสังคม การลดอัตราการเพิ่มประชากร และการกระจายรายได้ควบคู่กันไปด้วย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) เกิดวิกฤตการณ์ ทางการเงินระหว่างประเทศ วิกฤตการณ์น้ํามัน ภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งปัญหาฝนแล้งและน้ําท่วม ทําให้รัฐบาลต้อง หันมาให้ความสําคัญต่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้จึงเป็นเพียงการเร่งบูรณะและ ปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ อย่างไรก็ตามพบว่า การพัฒนามักตกอยู่กับคนรวยมากกว่าคนจน โดยมีคนจนมาก ๆ อยู่ในชนบทห่างไกลเป็นจํานวนถึง 11.5 ล้านคน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ได้ปรับเปลี่ยน ปรัชญาและทิศทางการพัฒนาใหม่ โดยมุ่งพัฒนาในพื้นที่ยากจนหรือด้อยพัฒนาเป็นอันดับแรก นอกจากนั้นยัง เริ่มเปลี่ยนวิธีการวางแผนจากรายโครงการมาเป็นการจัดทําแผนงาน (Programming) โดยเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับการพัฒนาชนบทและการพัฒนาชายฝั่งทะเล

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530 – 2534) เศรษฐกิจไทยมี การขยายตัวในระดับสูง เน้นวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาฯ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เริ่มให้ความสําคัญมาก ขึ้นต่อการสนับสนุนการวางแผนจากระดับล่างขึ้นมาข้างบน และให้ความสําคัญต่อการปรับปรุงการบริหารและ ทบทวนบทบาทของรัฐในการบริหารประเทศ สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทไปสู่ความเป็นสังคมเมือง มากขึ้น ทําให้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบไทยดั้งเดิมต้องปรับเปลี่ยน เน้นการดําเนินชีวิตในรูปแบบสมัยใหม่ เน้นการบริการพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 – 2539) เนื่องจากการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจของไทยขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลจึงปรับแนวคิดไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืน โดยมุ่งรักษาระดับความเจริญเติบโตในระดับที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การ กระจายรายได้ที่เป็นธรรม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม ทําให้ประเทศไทย พ้นจากการถูกจัดให้เป็นประเทศยากจน เข้าสู่ประเทศที่กําลังพัฒนา แต่การเติบโตดังกล่าวยังอยู่บนพื้น ฐานความไม่สมดุลของการพัฒนา เพราะมีปัญหาความเหลื่อมล้ําของการกระจายรายได้ และผลประโยชน์ ระหว่างภาคระหว่างชนบทกับเมืองและระหว่างกลุ่มคนในสังคม ดังนั้นแม้เศรษฐกิจจะขยายตัวแต่สังคมยังมีปัญหา การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) เป็นจุดเปลี่ยน สําคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศและเป็นแผนปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสําคัญ กับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งเน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” และกําหนดให้เศรษฐกิจ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยพัฒนาให้คนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนา แบบแยกส่วนมาเป็นบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ในปีแรกของแผนพัฒนาฯ ประเทศไทยต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทําให้ต้องมีการปรับแผน โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลดผลกระทบต่อการพัฒนาคนและ สังคม และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) ได้อันเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นปรัชญา นําทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คนเป็น ศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 โดยยึดหลักทางสายกลางเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจาก วิกฤต สามารถดํารงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนําไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยังยืน ภายใต้กระแส โลกาภิวัตน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยให้ความสําคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อนําไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) ประเทศไทย ยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญในหลายบริบท ทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจํากัดต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของคนและระบบให้มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้น โดยยังคงอันเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการ เป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 และให้ ความสําคัญต่อการรวมพลังสังคมจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมดําเนินการในทุกขั้นตอนของแผนฯ พร้อมทั้ง สร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการติดตามตรวจสอบผลการ ดําเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2558) มีแนวคิดที่ ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 – 10 โดยยังคงยึดหลักการปฏิบัติตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และ ขับเคลื่อนให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกภาคส่วนทุกระดับ ยึดแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการ เป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มีการเชื่อมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งมิติตัวคน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งใน ระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ขณะเดียวกันให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วนในสังคมในกระบวนการพัฒนาประเทศ เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความ เสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ได้จัดทําขึ้นใน ช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกันใกล้ชิดกัน มากขึ้น โดยได้น้อมนําหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานําทางในการพัฒนาประเทศ ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 – 11 เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ อย่างมั่นคงเกิดภูมิคุ้มกัน และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การพัฒนาประเทศสู่ความ สมดุลและยั่งยืน

ในการจัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ครั้งนี้ได้จัดทําบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 ตลอดจนประเด็น การปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นได้ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อร่วมกัน กําหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทํารายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

หลักการสําคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะมุ่งบรรลุเป้าหมายในระยะ 5 ปี ที่จะสามารถต่อยอดในระยะต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา ระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีหลักการสําคัญของแผนพัฒนาฯ ดังนี้

1 ยึด “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เพื่อให้เกิดบูรณาการการพัฒนาในทุกมิติอย่างสมเหตุสมผล มีความพอประมาณ และมีระบบภูมิคุ้มกันและการ บริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี

2 ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีสําหรับคนไทย พัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์มีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี รับผิดชอบ ต่อสังคม มีจริยธรรมและคุณธรรม

3 ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของวิสัยทัศน์ประเทศไทยใน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจําชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

4 ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” ที่เป็นเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเป็นกรอบในการกําหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปีแรก และเป้าหมายในระดับย่อยลงมา โดยที่เป้าหมายและ ตัวชี้วัดในด้านต่าง ๆ มีความสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน

5 ยึด “หลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ําและขับเคลื่อนการเจริญเติบโต จากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนพื้นฐานของการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม”

6 ยึด “หลักการนําไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี ที่ต่อยอดไปสู่ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นเป้าหมายระยะยาว” จากการที่แผนพัฒนาฯ เป็นกลไกเชื่อมต่อในลําดับแรกที่จะกํากับและส่งต่อ แนวทางการพัฒนาและเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เกิดการปฏิบัติในทุกระดับและในแต่ละด้านอย่าง สอดคล้องกัน

POL3313 การบริหารการพัฒนา 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

คําสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทําทุกข้อ ๆ ละ 25 คะแนน

ข้อ 1 จงอธิบายถึงสํานักคิดที่นําเสนอแนวคิดการบริหารการพัฒนา ว่ามีแนวทางการพัฒนาอย่างไรบ้าง

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 4 – 6, 11 – 12)

Edward w. Weidner ได้พูดถึง การบริหารการพัฒนาว่าเป็นโครงการเปลี่ยนแปลงโดยมี การวางแผนไว้แล้ว (Programs of Planned Change) จึงควรทําความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง (Change) มีอยู่ 3 ชนิด คือ

1 การเจริญเติบโต (Growth) เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของคุณสมบัติในตัวของผู้กระทําเอง หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับของการกระทําการ (Growth Involves Changes in Performance Level)

2 การพัฒนา (Development) เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวกระทําการใหม่ หรือเป็นการ เปลี่ยนระบบที่กระทําการ (Change in the System Which Performs)

3 การแปลงรูป (Transformation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตัวกระทําการ หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ (Change in Environmental Factors)

Edward w. Weidner ได้รวบรวมแนวความคิดของนักวิชาการที่ให้ความหมายของการ พัฒนา ว่าอาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1 กลุ่มแรก เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของความเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งหมายถึง มีการเปลี่ยนแปลงในผลที่ได้ (Output) ของระบบโดยมีปริมาณผลที่ได้สูงขึ้นกว่าเดิม

2 กลุ่มที่สอง เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในระบบที่กระทําการ (System Change หรือ Action Oriented) เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบสังคมหรือระบบบริหารในประเทศที่ ลังพัฒนา เป็นต้น

3 กลุ่มที่สาม เห็นว่า การพัฒนาเป็นการปฏิบัติการโดยมีจุดมุ่งหมาย (Goal Orientation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความทันสมัย

4 กลุ่มที่สี่ เห็นว่า การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า (Planned Change) แนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้ เห็นว่า การพัฒนาที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะต้อง มีการวางแผนระดับชาติ และมีการนําไปปฏิบัติโดยผู้ปฏิบัติงาน

กล่าวโดยสรุป การพัฒนา หมายถึง การทําให้เกิดความเจริญเติบโต และเพิ่มอัตราให้สูงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงระบบ เพื่อให้ระบบมีความสามารถในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการ ตัดสินใจหรือกําหนดนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ และความพอใจแก่คนส่วนใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการ หรือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ

การพัฒนาและการทําให้ทันสมัย

การพัฒนาและการทําให้ทันสมัยไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพียงแต่การพัฒนามีขอบเขต กว้างกว่าการทําให้ทันสมัย การพัฒนาเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทาง วัตถุ เนื่องจากชาวตะวันตกเชื่อกันว่าการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) และเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บางครั้งมนุษย์สามารถกําหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

การพัฒนาเป็นวิธีการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงโดยตรงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม การพัฒนาเป็นวิธีการที่รัฐทุนนิยมพึ่งพาใช้เป็นเครื่องมือที่ทําให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ปรารถนา ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หมายถึงความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อให้ทัดเทียมกับ อารยประเทศ ดังนั้นนโยบายและแนวคิดของนักวิชาการในสังคมตะวันตกทําให้เกิดแรงผลักดัน

ความสัมพันธ์ของการพัฒนาระหว่างประเทศตะวันตก และเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา การ พัฒนาจึงขึ้นอยู่กับบุคคล สังคม วัฒนธรรม และระยะเวลา เช่น

1 การพัฒนามีลักษณะแบบวิวัฒนการ (Evolution) มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงทีละเล็ก ทีละน้อย นักสังคมศาสตร์และนักสังคมวิทยาในศตวรรษที่ 19 ใช้คําว่า การพัฒนาในความหมายนี้อธิบายถึงที่มา ของมนุษย์ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์เคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากที่แห่งหนึ่งไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่งในทิศทางเดียวกัน การ เคลื่อนย้ายถิ่นฐานนี้จะทําให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความแตกต่างกันทั้งวัตถุ และวัฒนธรรม การพัฒนาในลักษณะนี้จึงอาจหมายถึงความก้าวหน้า

2 การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม (Social Change) นักสังคมศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 มองการพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะการพัฒนามีลักษณะเป็นกลางมากกว่าความก้าวหน้า และสนใจที่จะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์

3 การพัฒนาเป็นแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ (Economic) นักเศรษฐศาสตร์ให้ความ สนใจเรื่องการพัฒนาเพราะสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้รายได้ประชาชาติ แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์มองการพัฒนาว่า มีความหมายเกี่ยวกับความเป็นอุตสาหกรรม ความทันสมัย และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

4 การพัฒนาเป็นการปฏิบัติทางสังคม (Social Action) เป็นเรื่องที่ภาครัฐเข้ามาเกี่ยว ข้องในการรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การสร้างคุณภาพ เป็นต้น

5 การพัฒนาเป็นแนวความคิดขัดแย้งทางสังคม (Social Conflict) เมื่อมีการพัฒนา ย่อมจะมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผลที่ตามมาความขัดแย้งย่อมจะเกิดขึ้นการพัฒนาประเทศแบบสังคมนิยมใช้ ทฤษฎีความขัดแย้งมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบ สั่งคมไทยมีความเชื่อว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการ วิวัฒนาการตามธรรมชาติ

การพัฒนามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น คน วัสดุ การจัดการ แต่ปัญหาการพัฒนาในทุกด้านจะสําเร็จได้ ถ้าการพัฒนาคนได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยมนุษย์เป็นปัจจัยที่สําคัญ ที่สุดของการพัฒนา

 

ข้อ 2 จงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการบริหารการพัฒนากับการพัฒนาการบริหารมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20, 31 – 34)

ความหมายของการบริหารการพัฒนา (Development Administration)

การบริหารการพัฒนาเป็นการปรับกระบวนการบริหารให้เข้ากับจุดมุ่งหมายของโครงการรัฐบาล ซึ่งหมายความว่า เราต้องทราบถึงความต้องการของรัฐบาลก่อนว่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างไร แล้วจึงนํา การบริหารเข้ามาช่วยปฏิบัติการให้สําเร็จผลตามจุดมุ่งหมายนั้น

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การบริหารงานของรัฐเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ และสังคม ตามนโยบายของรัฐที่ได้กําหนดไว้แล้ว โดยนักบริหารการพัฒนาจะต้องทํางานเป็นตัวนําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การดําเนินการตามนโยบาย แผน และโครงการต่าง ๆ ที่ กําหนดขึ้นโดยรัฐบาล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหาร โดยที่การบริหารเป็นปัจจัยที่สําคัญ ที่ทําให้การเปลี่ยนแปลงสําเร็จตามเป้าหมาย

สรุป การบริหารการพัฒนาเป็นระบบบริหารที่มีการกําหนดจุดมุ่งหมาย (Goat Oriented) และมีการปฏิบัติการ (Action Oriented) ตามที่ได้กําหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว

จากการที่มีผู้เสนอทัศนะเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาที่ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาการ บริหาร หรือการเพิ่มพูนสมรรถนะของระบบบริหารให้เพียงพอที่จะรองรับภารกิจของการบริหารการพัฒนาได้ เช่น Fred w. Riggs เห็นว่า การบริหารการพัฒนามีความหมายสําคัญ 2 ประการ คือ

1 การบริหารโครงการพัฒนา หรือกรรมวิธีต่าง ๆ ที่องค์การขนาดใหญ่โดยเฉพาะ องค์การของรัฐนํามาใช้ในการปฏิบัติการตามนโยบายและแผนที่กําหนดขึ้นเพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการพัฒนา

2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมรรถนะทางการบริหาร

การพัฒนาการบริหารต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ทาง การเมืองที่คอยกระตุ้นให้มีการพัฒนาการบริหาร หรือการที่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนํานโยบายในการ พัตนาการบริหารต่อข้าราชการและประชาชน จึงมีความจําเป็นที่ต้องมีการพัฒนาการบริหารให้มีความทันสมัย หรือมีการปฏิรูประบบการบริหารเสียใหม่

ความหมายของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การปรับปรุงกลไกส่วนต่าง ๆ ของการบริหารงานเพื่อให้ สามารถดําเนินการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและประหยัด

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การเพิ่มพูนสมรรถนะของการบริหารที่จะรับมือโดยไม่หยุดยั้ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางในการสร้างความก้าวหน้า ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การพัฒนาการบริหาร คือ การที่รัฐบาลเมื่อมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาสามารถที่จะบริหารงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การจัดเตรียม เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือปฏิรูปโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมการบริหารให้มีสมรรถนะ (Capabilities) หรือความสามารถที่จะรองรับนโยบาย แผน แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม สําหรับการพัฒนาประเทศ

จากทัศนะของนักวิชาการต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการบริหารไม่ใช่การปรับปรุง องค์การหรือการปรับปรุงนวัตกรรมขององค์การ แต่จะมีขอบข่ายที่กว้างขวางมากกว่า คือเน้นการเปลี่ยนแปลง ทางด้านโครงสร้าง เปลี่ยนแปลงกระบวนการในการทํางานและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติการ ดังนั้นการปรับปรุงองค์การและนวัตกรรมองค์การจึงเป็นเพียงส่วน หนึ่งของการพัฒนาการบริหาร

 

ข้อ 3 จงอธิบายถึงสาเหตุของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 43 – 45)

สาเหตุการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

Goodwin Watson จําแนกสาเหตุของการต่อต้านไว้ 2 ลักษณะ คือ การต่อต้านเกี่ยวกับ บุคลิกภาพส่วนบุคคล และการต่อต้านเกี่ยวกับระบบสังคม

การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคม มีสาเหตุสําคัญ 5 ประการ คือ

1 การยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามปทัสถาน หรือกฎเกณฑ์ของระบบ

2 ความผูกพันของระบบแกะวัฒนธรรมที่มองเห็นว่ามีลักษณะส่วนรวมพิเศษที่เกิดจาก ความสัมพันธ์ของระบบรอง ๆ ผลพลอยได้จากทัศนะนี้ก็คือ ความคิดที่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบใด ก็ ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อระบบอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงใดก็ตามย่อมมีทั้งแง่ดีและแง่เสีย

3 เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่บุคคลมีอยู่ ผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตามถ้าทําให้คนรู้สึกว่าถูก คุกคาม จะเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้น

4 ส่วนที่ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในระบบ เช่น สถาบันที่ยอมรับนับถือมานาน หรือการ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับ ศีลธรรม และจริยธรรมย่อมจะเกิดการต่อต้านขึ้น

5 ความรู้สึกต่อต้านบุคคลภายนอก การรู้สึกไม่เป็นมิตรกับบุคคลแปลกหน้า พฤติกรรมนี้ จะเห็นได้จากระบบสังคมแบบจารีตประเพณี

Goodwin Watson ได้เสนอข้อสรุป 12 ประการในประเด็นใหญ่ ๆ 3 เรื่อง คือ ประเด็นที่ 1 ใครเป็นตัวนําในการเปลี่ยนแปลง

1 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าสมาชิกคนสําคัญของระบบรู้สึกว่าโครงการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นผลงานของตน ไม่ใช้โครงการที่ก่อตั้งและดําเนินโดยบุคคลภายนอก

2 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าโครงการได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และชัดเจนจาก เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของระบบ

ประเด็นที่ 2 การเปลี่ยนแปลงประเภทใด

3 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าผู้อยู่ในวงการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลเป็นการลด มากกว่าจะเพิ่มภาระในปัจจุบัน

4 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าโครงการนั้นสอดคล้องกับค่านิยมและอุดมคติซึ่งผู้อยู่ในวงการ ยอมรับนับถือมาช้านาน

5 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าโครงการนั้น ๆ เสนอประสบการณ์ใหม่ที่ดึงดูดความสนใจ บรรดาผู้อยู่ในวงการ

6 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าผู้อยู่ในวงการรู้สึกว่ามีอํานาจอิสระและสวัสดิภาพ หรือความ มั่นคงของตนไม่ถูกคุกคาม

ประเด็นที่ 3 เปลี่ยนแปลงอย่างไร

7 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าผู้อยู่ในวงการได้มีโอกาสเข้าร่วมใช้วิจารณญาณขั้นต้น ซึ่ง นําไปสู่ขั้นตกลงเห็นพ้องว่าปัญหาเบื้องต้นคืออะไร และรู้สึกว่ามีความสําคัญเพียงใด

8 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าโครงการนั้นเป็นที่ยอมรับโดยฉันทานุมัติของกลุ่ม

9 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าฝ่ายสนับสนุนโครงการสามารถเข้าใจฝ่ายคัดค้าน ยอมรับข้อ คัดค้านที่มีน้ําหนัก และลงมือผ่อนคลายความหวาดหวั่นที่ไม่มีผล

10 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าเปิดโอกาสให้มีการสะท้อนทัศนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการ และการให้ความกระจ่างเพิ่มเติม มีการตระหนักว่ามีความเข้าใจผิดหรือการแปลเจตนารมณ์ผิดเกี่ยวกับการริเริ่ม การสร้างสรรค์ใด ๆ เกิดขึ้น

11 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้าผู้อยู่ในวงการมีการยอมรับความสนับสนุน ความศรัทธา และ ความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

12 การต่อต้านจะมีน้อย ถ้ามีการปรับปรุงและตรวจสอบโครงการอยู่เสมอ ถ้ามีหลักฐาน ว่าการกระทําเช่นนั้นเหมาะสม

POL3313 การบริหารการพัฒนา 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

คําสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทําทุกข้อ ๆ ละ 25 คะแนน

ข้อ 1 จงอธิบายความแตกต่าง แนวคิดและหลักการของการบริหารการพัฒนาและการพัฒนาการบริหารมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20, 31 – 34)

ความหมายของการบริหารการพัฒนา (Development Administration)

การบริหารการพัฒนา เป็นการปรับกระบวนการบริหารให้เข้ากับจุดมุ่งหมายของโครงการรัฐบาล ซึ่งหมายความว่า เราต้องทราบถึงความต้องการของรัฐบาลก่อนว่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างไร แล้วจึงนําการบริหารเข้ามาช่วยปฏิบัติการให้สําเร็จผลตามจุดมุ่งหมายนั้น

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การบริหารงานของรัฐเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจและสังคม ตามนโยบายของรัฐที่ได้กําหนดไว้แล้ว โดยนักบริหารการพัฒนาจะต้องทํางานเป็นตัวนําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การดําเนินการตามนโยบาย แผน และโครงการต่าง ๆ ที่ กําหนดขึ้นโดยรัฐบาล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหาร โดยที่การบริหารเป็นปัจจัยที่สําคัญ

สรุป การบริหารการพัฒนาเป็นระบบบริหารที่มีการกําหนดจุดมุ่งหมาย (Goat Oriented) และมีการปฏิบัติการ (Action Oriented) ตามที่ได้กําหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว

จากการที่มีผู้เสนอทัศนะเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาที่ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาการ บริหาร หรือการเพิ่มพูนสมรรถนะของระบบบริหารให้เพียงพอที่จะรองรับภารกิจของการบริหารการพัฒนาได้ เช่น Fred w. Riggs เห็นว่า การบริหารการพัฒนามีความหมายสําคัญ 2 ประการ คือ

1 การบริหารโครงการพัฒนา หรือกรรมวิธีต่าง ๆ ที่องค์การขนาดใหญ่โดยเฉพาะ องค์การของรัฐนํามาใช้ในการปฏิบัติการตามนโยบายและแผนที่กําหนดขึ้นเพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการพัฒนา

2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมรรถนะทางการบริหาร

การพัฒนาการบริหารต้องอาศัยกระบวนการทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ทาง การเมืองที่คอยกระตุ้นให้มีการพัฒนาการบริหาร หรือการที่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนํานโยบายในการ พัฒนาการบริหารต่อข้าราชการและประชาชน จึงมีความจําเป็นที่ต้องมีการพัฒนาการบริหารให้มีความทันสมัย หรือมีการปฏิรูประบบการบริหารเสียใหม่

ความหมายของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การปรับปรุงกลไกส่วนต่าง ๆ ของการบริหารงานเพื่อให้ สามารถดําเนินการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและประหยัด

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การเพิ่มพูนสมรรถนะของการบริหารที่จะรับมือโดยไม่หยุดยั้ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางในการสร้างความก้าวหน้า ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การพัฒนาการบริหาร คือ การที่รัฐบาลเมื่อมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาสามารถที่จะบริหารงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การจัดเตรียม เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือปฏิรูปโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมการบริหารให้มีสมรรถนะ (Capabilities) หรือความสามารถที่จะรองรับนโยบาย แผน แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม สําหรับการพัฒนาประเทศ

จากทัศนะของนักวิชาการต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาการบริหารไม่ใช่การปรับปรุง องค์การหรือการปรับปรุงนวัตกรรมขององค์การ แต่จะมีขอบข่ายที่กว้างขวางมากกว่า คือเน้นการเปลี่ยนแปลง ทางด้านโครงสร้าง เปลี่ยนแปลงกระบวนการในการทํางานและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติการ ดังนั้นการปรับปรุงองค์การและนวัตกรรมองค์การจึงเป็นเพียงส่วน หนึ่งของการพัฒนาการบริหาร

 

ข้อ 2 การบริหารการพัฒนาหมายถึงอะไร มีคุณลักษณะร่วม 4 ประการ อะไรบ้าง และมีความแตกต่างกับการบริหารรัฐวิสาหกิจอย่างไร

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 22)

ความหมายของการบริหารการพัฒนา (Development Administration)

การบริหารการพัฒนาเป็นระบบบริหารที่มีการกําหนดจุดมุ่งหมาย (Goat Oriented) และ มีการปฏิบัติการ (Action Oriented) ตามที่ได้กําหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว ซึ่งการบริหารการพัฒนามีคุณลักษณะ ร่วมกันอยู่ 4 ประการ คือ

1 การบริหารการพัฒนามีความหมายที่บ่งชี้สภาพภูมิศาสตร์ (Geographical) แม้ว่าการบริหารการพัฒนาจะมีบ่อเกิดในประเทศที่เจริญแล้วคือสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ได้รับการนํามาประยุกต์ ในประเทศกําลังพัฒนาเสียเป็นส่วนใหญ่ และประเทศที่กําลังพัฒนานี้มักจะมีสถานที่ตั้งอยู่ในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

2 การบริหารการพัฒนาเป็นผลพวงหรือผลลัพธ์ที่ได้มาจากสิ่งอื่น ๆ (Derivative) หมายถึง การบริหารการพัฒนาเป็นผลพวงหรือเกิดจากองค์ประกอบของการพัฒนาการบริหาร การพัฒนาการเมือง การพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม

3 การบริหารการพัฒนาเป็นกระบวนการของความเคลื่อนไหวจากสภาพการณ์หนึ่งไปสู่ เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง นั่นก็คือ จากสภาพด้อยพัฒนาไปสู่สภาพกําลังพัฒนา และจากสภาพกําลังพัฒนาไปสู่สภาพการพัฒนาแล้ว และเป้าหมายสุดท้าย คือการพัฒนาประเทศ

4 การบริหารการพัฒนา มีความหมายที่บ่งชี้ว่าประเทศที่กําลังพัฒนาจะต้องปฏิบัติภารกิจ ที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกับภารกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอะไรบ้าง หากประเทศที่กําลังพัฒนาประสงค์จะ เจริญรอยตามประเทศที่เจริญแล้ว จําเป็นต้องปฏิบัติภารกิจทางการบริหารเพื่อให้มีระบบมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่างการบริหารการพัฒนากับการบริหารรัฐกิจ

1 Edward w. Weidner เห็นว่า การบริหารการพัฒนา จะเน้นการพัฒนามากกว่าการ บริหาร

2 George Gant เห็นว่า การบริหารรัฐกิจ จะเน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็น ภารกิจแรกของรัฐบาล และเป็นพื้นฐานของการบริหารการพัฒนา

3 Fred w. Riggs เห็นว่า การบริหารการพัฒนาแตกต่างจากการบริหารรัฐกิจและการ บริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ เพราะองค์ความรู้จากสองวิชาหลังยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ เกิดขึ้นในประเทศที่กําลังพัฒนาได้

นอกจากนี้ Riggs ยังเห็นอีกว่า การบริหารการพัฒนามีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และ ความสลับซับซ้อนมากกว่าการบริหารรัฐกิจและการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้น การบริหารการพัฒนา ยังต้องมีการแบ่งแยกหน้าที่ทางด้านโครงสร้าง และภารกิจที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะต้องอาศัยการประสานงานเป็นอย่าง มากด้วย

4 Hahn Beer Lee เห็นว่า นักบริหารการพัฒนาแตกต่างจากนักบริหาร กล่าวคือ นัก บริหารการพัฒนาจะต้องแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่นักบริหารทั่วไปจะต้องคอยแก้ปัญหาพื้น ๆ หรืองาน ประจํา และนักบริหารการพัฒนาจะมีค่านิยมของการพัฒนาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การ ในขณะที่ นักบริหารทั่วไปจะไม่คํานึงถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้

5 อนันต์ เกตุวงศ์ เห็นว่า การบริหารรัฐกิจ เป็นการบริหารงานประจําในองค์การที่มี ลักษณะเป็นการรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดําเนินต่อไปได้เท่านั้น ส่วนการบริหารการพัฒนาต้องอาศัยทั้งความคิดริเริ่ม การ ประดิษฐ์คิดค้น และการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่งานบริหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่กําลังเปลี่ยนแปลงด้วย

กล่าวโดยสรุป การบริหารการพัฒนา ซึ่งประกอบไปด้วย การพัฒนาการบริหาร และการ บริหารเพื่อพัฒนานั้น มีลักษณะที่คล้ายคลึงและสัมพันธ์กับการบริหารรัฐกิจในแง่บ่อเกิดแห่งความรู้ และการ นําเอาองค์ความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อลดความทุกข์ยากของคนที่อยู่ในองค์การและนอกองค์การ

 

ข้อ 3 จงอธิบายองค์ประกอบของ “การพัฒนาการบริหาร (Development of Administration) ด้านโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรม ตลอดจนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการบริหารมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 51 – 58, 94 – 99)

องค์ประกอบของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration) มีดังนี้

การพัฒนาโครงสร้างทางการบริหาร โครงสร้างจะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่อพฤติกรรม การทํางานของคนในองค์การ คือ เป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของการบริหาร ซึ่งการที่ แต่ละองค์การมีโครงสร้างที่แตกต่างกันทําให้พฤติกรรมของคนในองค์การ ตลอดจนสัมฤทธิ์ผลแตกต่างกันด้วย กล่าวคือ โดยรูปแบบทั่วไปแล้วองค์การส่วนใหญ่จะจัดรูปแบบการบริหารแบบพีระมิด คือ ผู้ที่อยู่บนสุดมีจํานวนน้อย แต่จะมีอํานาจในการตัดสินใจมากที่สุด

สําหรับแนวคิดในการจัดองค์กรยุคใหม่ คือ การจัดในรูปแบบองค์การแนวราบเป็นแบบแมทริกซ์ หรือหากสามารถใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุคการจัดองค์กรยุคข้อมูล ข่าวสารแบบ Internal Market เช่น การตั้งผู้ว่า CEO มิใช่เป็นการลดอํานาจหรือก้าวก่ายการทํางานของท้องถิ่น ผู้ว่าฯ จะเป็นแกนประสานการพัฒนาระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อแปลงนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

การพัฒนากระบวนการทางการบริหาร องค์การแต่ละแห่งมักจะมีโครงสร้างที่ไม่แตกต่างกัน มากนัก แต่ระบบการทํางานหรือกระบวนการทํางานในองค์การจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งกระบวนการในการทํางานนี้ จะมีตัวแปรหลายตัวแปร ได้แก่ กระบวนการทํางานของผู้บริหาร คือ การวางแผนงาน วิธีการสั่งงาน การจัดกําลังคน การจัดงบประมาณ การมอบหมายงาน การกํากับควบคุมงาน วิธีการประสานงาน การตัดสินใจ และการสือข้อความ นอกจากนั้นในองค์การยังมีหน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การต้องปฏิบัติ เช่น หน้าที่ในการบริหารงานด้านบุคคล หน้าที่การบริหารงานด้านการเงินการคลัง ฯลฯ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการ ทํางานของคนในองค์การ เช่น องค์การใดใช้บุคคลเป็นผู้กํากับดูแลตรวจสอบการทํางานมากกว่าที่จะใช้กฎหมาย แต่เพียงอย่างเดียว การเบี่ยงเบนจากเป้าหมายใหญ่จะลดน้อยลง เป็นต้น

การพัฒนาพฤติกรรมของบุคคลในระบบบริหาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลเป็น การเปลี่ยนแปลงที่ยากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือกระบวนการทํางาน และต้องอาศัยเทคนิควิธีการที่ ซับซ้อนกว่าการพัฒนาด้านอื่น ๆ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายตัวที่อยู่ในระดับที่ต่างกัน (โดยเฉพาะตัวแปร เชิงจิตวิทยาสังคม) นับตั้งแต่ตัวแปรของปัจเจกชน เช่น ทัศนคติ การรับรู้ แรงจูงใจ ภูมิหลังของครอบครัว บุคลิกภาพ ส่วนตัว ตัวแปรกลุ่ม เช่น ผู้นําค่านิยมกลุ่ม ความขัดแย้ง การสื่อสารภายในกลุ่ม จนถึงตัวแปรขององค์การและ สังคมภายนอกองค์การ เช่น ระบบการให้รางวัลและระบบการลงโทษขององค์การ ความคาดหวังที่องค์การมีต่อบุคคล บรรยากาศการทํางาน ตลอดจนสถานการณ์ภายนอก ต่างก็เป็นปัจจัยที่มีส่วนกําหนดพฤติกรรมการทํางานของมนุษย์ แทบทั้งสิ้น ดังนั้นในการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงตัวแปรแต่ละตัวจึงต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลง ในด้านอื่น ๆ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จในการพัฒนาการบริหาร

จากการศึกษาของวรเดช จันทรศร พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จของการปฏิรูป การบริหาร หรือปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับและได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลนั้น มีอย่างน้อย 10 ปัจจัย ดังต่อไปนี้

1 ขอบข่ายของการปฏิรูป ยิ่งขอบข่ายของการปฏิรูปมีความกว้างเพียงใด โอกาสที่แผนการ ปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็ยิ่งจะมีน้อยลง ขณะเดียวกันโอกาสที่จะได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย ก็มีน้อยลงด้วย เพราะขอบข่ายการปฏิรูปที่กว้างขวางจําเป็นต้องได้รับการยอมรับหรือได้รับการสนับสนุนทาง การเมืองอย่างเต็มที่ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เป็นไปได้ยากในประเทศที่กําลังพัฒนา เว้นแต่ในกรณีที่ผู้นําใช้อํานาจ อย่างเบ็ดเสร็จ โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะมีมากขึ้นด้วย เช่น การปฏิรูป ระบบราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประกาศนโยบายการปฏิรูประบบราชการเป็นนโยบายหนึ่ง ภายใต้นโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินด้วย เป็นต้น

2 เวลาที่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงจะบรรลุผล ยิ่งแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้การเปลี่ยนแปลง บรรลุผลรวดเร็วเพียงใด โอกาสที่แผนหรือข้อเสนอนั้นจะได้รับการยอมรับก็จะมีน้อยลง (ยกเว้นในกรณีวิกฤติ) ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเท่าใดก็จะทําให้เกิดการต่อต้านมากขึ้น เพราะเวลาที่จะสร้างความเข้าใจให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะน้อยลงด้วย ทําให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงหรือสูญเสียผลประโยชน์ จึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว เช่น กรณีการต่อต้าน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เนื่องจากรัฐบาลเร่งรัดในการนํา กฎหมายฉบับนี้มาใช้จึงขาดการสร้างความเข้าใจกับประชาชน หรือกรณีการนําวิธีตัดแต้มใบขับขี่มาใช้จัดระเบียบ การจราจรของตํารวจ ต้องเร่งการประชาสัมพันธ์ และการแก้ปัญหาของอุปกรณ์ที่ใช้ในการดําเนินการ

แต่ถ้าแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบช้า เนิ่นนานมากขึ้น โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้นด้วย แต่ขณะเดียวกันโอกาสที่จะนําแผนการปฏิรูปไป ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีน้อยลง เพราะเวลาที่เนิ่นนานออกไปจะทําให้ได้รับการมองจากฝ่ายปฏิบัติว่ามี ความสําคัญน้อยไม่เร่งด่วน เว้นเสียแต่ว่ามีผู้นําที่ตั้งใจจริง และสนับสนุนแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องก็จะทําให้ โอกาสที่แผนจะบรรลุผลมีมากขึ้นด้วย

3 ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ของการปฏิรูป การขาดความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ของแผน ทําให้เกิดความยากลําบากในการปฏิบัติ ยากต่อการควบคุมตรวจสอบและประเมินความก้าวหน้าของแผน เช่น กรณีของแผนการบริหารเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มแผนการปฏิรูป ระบบบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ได้ระบุเป้าหมายไว้กว้าง ๆ ไม่ชัดเจน และที่มาของ นโยบายแผนงาน และโครงการที่ติดตามอีกหลายเรื่อง เช่น นโยบายการจัดตั้งองค์กรการบริหารเหนือระดับจังหวัด คือ ศูนย์อํานวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพราะเหตุที่เป้าหมายในการปฏิรูปไม่ชัดเจนจึง ทําให้ไม่ได้รับการต่อต้าน แต่มีผลทําให้การปฏิบัติยากต่อการบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากขาดการกําหนดตัวชี้วัด ความมีสัมฤทธิผลของแผนที่มีความชัดเจนด้วย

4 ความสอดคล้องของเป้าหมายย่อยในแผนการปฏิรูป ถ้าหากเป้าหมายย่อยในแผนการ ปฏิรูปมีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็มีสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าหากวัตถุประสงค์ย่อย ในแผนการปฏิรูปไม่มีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับ และนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะลดลงด้วย เช่น แผนการปฏิรูประบบบริหารของจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีกิจกรรมย่อยมากมาย แต่ละกิจกรรมนั้นต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งมีทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายหลัก และมีทั้งที่ห่างไกลจากเป้าหมายหลัก ฉะนั้นจึงยากต่อการนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามแผน

5 เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน หมายถึง การนําเครื่องใช้หรือ วิธีการใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในองค์การ เช่น การนําคอมพิวเตอร์มาใช้ หรือการพัฒนาองค์การให้เข้าใจในระบบสารสนเทศ แต่เครื่องมือที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจทําให้การยอมรับน้อยลง และโอกาสที่จะได้รับการนํานโยบายไปปฏิบัติให้ บรรลุเป้าหมายยิ่งน้อยลงด้วย และยิ่งเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและพฤติกรรมดั้งเดิมของผู้ปฏิบัติงาน ก็ยิ่งไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น เช่น แผนการปฏิรูประบบการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย ด้วยการเสนอให้มี การประเมินความรู้ความสามารถของอาจารย์เป็นช่วงเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี วิธีการเช่นนี้ขัดแย้งกับพฤติกรรมของ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงไม่ได้รับการยอมรับและความพยายามของผู้บริหารระดับสูงที่จะผลักดัน นโยบายนี้ก็ยากที่จะสําเร็จลงได้

6 ทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิรูป หากต้องใช้ทรัพยากรมากเท่าใด โอกาสที่แผนการปฏิรูป จะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะน้อยลงด้วย เพราะการที่ต้องแย่งชิงทรัพยากรระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ จึง อาจเกิดการต่อต้านได้ แต่ถ้าหากรัฐบาลมีทรัพยากรมากเพียงพอไม่ต้องแย่งชิงกัน โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับ การยอมรับและนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย เช่น กรณีในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทําการ ปฏิรูปการคลังเป็นจุดเริ่มต้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแผ่นดินจึงมีทรัพยากรที่มากเพียงพอที่จะนําไปใช้ในการวางแผน ปฏิรูประบบบริหารในส่วนอื่น ๆ ได้ เป็นต้น

7 กิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการปฏิรูป แผนการปฏิรูปที่มีกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามประเมินผลมากเพียงใด โอกาสที่แผนนั้นจะได้รับ การยอมรับและถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะมีมากขึ้น กิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น จํานวน หลักสูตรฝึกอบรมที่จัดให้ข้าราชการ จํานวนบุคคลที่ถูกสับเปลี่ยนตําแหน่ง จํานวนบุคคลที่ถูกคัดเลือกเข้ามา ทํางานใหม่ จํานวนเงินที่ใช้ จํานวนวัสดุอุปกรณ์ที่จัดซื้อใหม่ จํานวนกฎระเบียบที่ถูกยกเลิก

กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติตามแผนการปฏิรูปสามารถควบคุม และตรวจสอบความก้าวหน้าของแผนการปฏิรูปได้ และยิ่งมีกิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง มากเท่าใด โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงก็มีมากเท่านั้น เช่น ในองค์กรทหาร บุคคลที่เข้ารับราชการทหารจะต้องผ่าน การฝึกอบรมตั้งแต่ปีแรก และเป็นช่วง ๆ ตามหลักสูตรต่าง ๆ จนใกล้เกษียณอายุ หรือหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร เป็นต้น

8 ผลผลิตของกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการปฏิรูป การพิจารณาแต่กิจกรรมการนําเข้าเพื่อวัดความสําเร็จของแผนนั้นอาจทําให้ผู้ปฏิบัติละเลยความสําเร็จตาม วัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูป ฉะนั้นจําเป็นจะต้องกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของผลลัพธ์การดําเนินการทั้งใน ด้านปริมาณและคุณภาพ และควรเป็นตัวชี้วัดที่หลากหลาย เช่น จํานวนคนมารับบริการ เวลาเฉลี่ยที่ประชาชน ต้องใช้ในการติดต่อราชการแต่ละเรื่อง ความพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

ตัวชี้วัดผลผลิต Output ของแผนการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องที่กําหนดยาก อาจถูกโต้แย้งได้ง่าย ฉะนั้นโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะน้อยลง เพราะวัดสัมฤทธิผลยาก แต่หากได้รับการยอมรับ แล้วโอกาสที่แผนจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะสูงขึ้น การกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของแผนการปฏิรูปใน เชิงปริมาณเช่นนี้ เป็นปัจจัยสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความเข้าใจในการนํานโยบายไปปฏิบัติ เช่น แผนการปฏิรูป การทํางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.)

9 การสร้างการมีส่วนร่วม ในแผนการปฏิรูปจําเป็นจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในขั้นตอนการยอมรับแผนและในขั้นตอนของการนําไปปฏิบัติ การเปิดโอกาสให้ช่วยกันคิดกันทําจะทําให้ โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับสูงขึ้น และการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันจะทําให้การนําแผนการปฏิรูปไปปฏิบัติ มีโอกาสบังเกิดผลสําเร็จสูงขึ้นด้วย เช่น กรณีตํารวจตระเวนชายแดนระดมสรรพกําลังหยุดยั้งยาเสพติด เป็นต้น

10 การทดลองหรือสาธิตข้อเสนอในแผนการปฏิรูป ยิ่งแผนการปฏิรูปได้มีโอกาสถูก ทดลองหรือสาธิตมากเพียงใด โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับก็จะมีสูงขึ้น และโอกาสที่จะได้มีการนําไปปฏิบัติ ให้บังเกิดผลก็จะมีสูงขึ้นด้วย เพราะการทดลองจะช่วยให้ทราบถึงผลกระทบของแผน ลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทั้งในกระบวนการยอมรับและในกระบวนการของการนําไปปฏิบัติให้น้อยลงได้ เช่น กรณีการทดลองใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน กรณีการทดลองจัดตั้งสถานีตํารวจนครบาลจนขยายผลและนํามาใช้เต็มรูปแบบในปัจจุบัน

 

ข้อ 4 Edward W. Weidner ได้รวบรวมแนวความคิดของนักวิชาการที่ให้ความหมายของการพัฒนาอาจแบ่งเป็น 4 กลุ่ม อะไรบ้าง และการพัฒนามีความแตกต่างจากการทําให้ทันสมัยอย่างไร

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 5 – 6, 11 – 12)

ความหมายของการพัฒนา Edward w. Weidner ได้รวบรวมแนวความคิดของนักวิชาการ ที่ให้ความหมายของการพัฒนา ว่าอาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1 กลุ่มแรก เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของความเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งหมายถึง มีการเปลี่ยนแปลงในผลที่ได้ (Output) ของระบบโดยมีปริมาณผลที่ได้สูงขึ้นกว่าเดิม

2 กลุ่มที่สอง เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในระบบที่กระทําการ (System Change หรือ Action Oriented) เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบสังคมหรือระบบบริหารในประเทศที่ กําลังพัฒนา เป็นต้น

3 กลุ่มที่สาม เห็นว่า การพัฒนาเป็นการปฏิบัติการโดยมีจุดมุ่งหมาย (Goal Orientation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความทันสมัย

4 กลุ่มที่สี่ เห็นว่า การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า (Planned Change) แนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้ เห็นว่า การพัฒนาที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะต้อง มีการวางแผนระดับชาติ และมีการนําไปปฏิบัติโดยผู้ปฏิบัติงาน

กล่าวโดยสรุป การพัฒนา หมายถึง การทําให้เกิดความเจริญเติบโต และเพิ่มอัตราให้สูงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงระบบ เพื่อให้ระบบมีความสามารถในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการ ตัดสินใจหรือกําหนดนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ และความพอใจแก่คนส่วนใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการ หรือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ

การพัฒนาและการทําให้ทันสมัย

การพัฒนาและการทําให้ทันสมัยไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพียงแต่การพัฒนามีขอบเขต กว้างกว่าการทําให้ทันสมัย การพัฒนาเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทาง วัตถุ เนื่องจากชาวตะวันตกเชื่อกันว่าการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change) และเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บางครั้งมนุษย์สามารถกําหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

การพัฒนาเป็นวิธีการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงโดยตรงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม การพัฒนาเป็นวิธีการที่รัฐทุนนิยมพึ่งพาใช้เป็นเครื่องมือที่ทําให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ปรารถนา ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หมายถึงความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อให้ทัดเทียมกับ อารยประเทศ ดังนั้นนโยบายและแนวคิดของนักวิชาการในสังคมตะวันตกทําให้เกิดแรงผลักดัน

ความสัมพันธ์ของการพัฒนาระหว่างประเทศตะวันตก และเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา การ พัฒนาจึงขึ้นอยู่กับบุคคล สังคม วัฒนธรรม และระยะเวลา เช่น

1 การพัฒนามีลักษณะแบบวิวัฒนการ (Evolution) มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงทีละเล็ก ทีละน้อย นักสังคมศาสตร์และนักสังคมวิทยาในศตวรรษที่ 19 ใช้คําว่า การพัฒนาในความหมายนี้อธิบายถึงที่มา ของมนุษย์ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์เคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากที่แห่งหนึ่งไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่งในทิศทางเดียวกัน การ เคลื่อนย้ายถิ่นฐานนี้จะทําให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความแตกต่างกันทั้งวัตถุ และวัฒนธรรม การ พัฒนาในลักษณะนี้จึงอาจหมายถึงความก้าวหน้า

2 การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม (Social Change) นักสังคมศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 มองการพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะการพัฒนามีลักษณะเป็นกลางมากกว่าความก้าวหน้า และ สนใจที่จะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์

3 การพัฒนาเป็นแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ (Economic) นักเศรษฐศาสตร์ให้ความ สนใจเรื่องการพัฒนาเพราะสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้รายได้ประชาชาติ แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์มองการพัฒนาว่า มีความหมายเกี่ยวกับความเป็นอุตสาหกรรม ความทันสมัย และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

4 การพัฒนาเป็นการปฏิบัติทางสังคม (Social Action) เป็นเรื่องที่ภาครัฐเข้ามาเกี่ยว ข้องในการรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การสร้างคุณภาพ เป็นต้น

5 การพัฒนาเป็นแนวความคิดขัดแย้งทางสังคม (Social Conflict) เมื่อมีการพัฒนา ย่อมจะมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผลที่ตามมาความขัดแย้งย่อมจะเกิดขึ้นการพัฒนาประเทศแบบสังคมนิยมใช้ ทฤษฎีความขัดแย้งมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบ สังคมไทยมีความเชื่อว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการ วิวัฒนาการตามธรรมชาติ

การพัฒนามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น คน วัสดุ การจัดการ แต่ปัญหา การพัฒนาในทุกด้านจะสําเร็จได้ ถ้าการพัฒนาคนได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยมนุษย์เป็นปัจจัยที่สําคัญ ที่สุดของการพัฒนา

 

POL3313 การบริหารการพัฒนา S/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

คําสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทําทุกข้อ ๆ ละ 25 คะแนน

ข้อ 1 ให้นักศึกษาอธิบายความหมายและลักษณะ ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.4

1.1 การพัฒนา

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 5 – 6),

ความหมายของการพัฒนา Edward w. Weidner ได้รวบรวมแนวความคิดของนักวิชาการ ที่ให้ความหมายของการพัฒนา ว่าอาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1 กลุ่มแรก เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของความเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งหมายถึง มีการเปลี่ยนแปลงในผลที่ได้ (Output) ของระบบโดยมีปริมาณผลที่ได้สูงขึ้นกว่าเดิม

2 กลุ่มที่สอง เห็นว่า การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในระบบที่กระทําการ (System Change หรือ Action Oriented) เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบสังคมหรือระบบบริหารในประเทศที่ กําลังพัฒนา เป็นต้น

3 กลุ่มที่สาม เห็นว่า การพัฒนาเป็นการปฏิบัติการโดยมีจุดมุ่งหมาย (Goat Orientation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความทันสมัย

4 กลุ่มที่สี่ เห็นว่า การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า (Planned Change) แนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้ เห็นว่า การพัฒนาที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะต้อง มีการวางแผนระดับชาติ และมีการนําไปปฏิบัติโดยผู้ปฏิบัติงาน

กล่าวโดยสรุป การพัฒนา หมายถึง การทําให้เกิดความเจริญเติบโต และเพิ่มอัตราให้สูงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงระบบ เพื่อให้ระบบมีความสามารถในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการ ตัดสินใจหรือกําหนดนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ และความพอใจแก่คนส่วนใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการ หรือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ

1.2 การบริหารการพัฒนา

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20)

ความหมายของการบริหารการพัฒนา (Development Administration)

การบริหารการพัฒนา เป็นการปรับกระบวนการบริหารให้เข้ากับจุดมุ่งหมายของโครงการรัฐบาล ซึ่งหมายความว่า เราต้องทราบถึงความต้องการของรัฐบาลก่อนว่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างไร แล้วจึงนํา การบริหารเข้ามาช่วยปฏิบัติการให้สําเร็จผลตามจุดมุ่งหมายนั้น

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การบริหารงานของรัฐเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ และสังคม ตามนโยบายของรัฐที่ได้กําหนดไว้แล้ว โดยนักบริหารการพัฒนาจะต้องทํางานเป็นตัวนําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง

การบริหารการพัฒนา หมายถึง การดําเนินการตามนโยบาย แผน และโครงการต่าง ๆ ที่ กําหนดขึ้นโดยรัฐบาล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหาร โดยที่การบริหารเป็นปัจจัยที่สําคัญ ที่ทําให้การเปลี่ยนแปลงสําเร็จตามเป้าหมาย

สรุป การบริหารการพัฒนาเป็นระบบบริหารที่มีการกําหนดจุดมุ่งหมาย (Goat Oriented) และมีการปฏิบัติการ (Action Oriented) ตามที่ได้กําหนดจุดมุ่งหมายไว้แล้ว

1.3 ภาวะความทันสมัย

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 7)

Eisenstaedt เห็นว่า ความทันสมัย หมายถึง กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบ การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

Wilbert E. Moore เห็นว่า ความทันสมัย หมายถึง การแปลงรูประดับส่วนรวมของสังคมโบราณ หรือสังคมที่ยังไม่เจริญไปสู่การยอมรับเทคโนโลยีชนิดต่าง ๆ และการขยายตัวขององค์กรสังคมในรูปสมาคม อันเป็นลักษณะเด่นชัดของบรรดาชาติทั้งหลายในโลกตะวันตก ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจรุ่งเรือง และมีระบบการเมือง ที่มีเสถียรภาพ

Fred W. Riggs เห็นว่า ความทันสมัย หมายถึง การที่คนหรือสังคมใดก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับการลอกเลียนแบบยืมเอาไป หรือนําไปปรับใช้ ไม่ว่าต้นแบบ สถาบัน หรือการปฏิบัติของต่างประเทศ เพื่อให้สังคม ของตนมีฐานะดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ทั้งนี้โดยรักษาและคงไว้ซึ่งสิ่งที่ดีงามเป็นเอกลักษณ์ ของตัวเอง

กล่าวโดยสรุป ความทันสมัย เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องอาศัยแบบอย่างจาก ต่างประเทศหรืออาจจะได้มาโดยวิธีการต่าง ๆ

1.4 คุณลักษณะร่วม 4 ประการของการบริหารการพัฒนา

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20)

การบริหารการพัฒนามีคุณลักษณะร่วมกันอยู่ 4 ประการ คือ

1 การบริหารการพัฒนามีความหมายที่บ่งชี้สภาพภูมิศาสตร์ (Geographical) แม้ว่า การบริหารการพัฒนาจะมีบ่อเกิดในประเทศที่เจริญแล้วคือสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ได้รับการนํามาประยุกต์ในประเทศ กําลังพัฒนาเสียเป็นส่วนใหญ่ และประเทศที่กําลังพัฒนานี้มักจะมีสถานที่ตั้งอยู่ในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

2 การบริหารการพัฒนาเป็นผลพวงหรือผลลัพธ์ที่ได้มาจากสิ่งอื่น ๆ (Derivative) หมายถึง การบริหารการพัฒนาเป็นผลพวงหรือเกิดจากองค์ประกอบของการพัฒนาการบริหาร การพัฒนาการเมือง การพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม

3 การบริหารการพัฒนาเป็นกระบวนการของความเคลื่อนไหวจากสภาพการณ์หนึ่งไปสู่ เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง นั่นก็คือ จากสภาพด้อยพัฒนาไปสู่สภาพกําลังพัฒนา และจากสภาพกําลังพัฒนาไปสู่ สภาพการพัฒนาแล้ว และเป้าหมายสุดท้าย คือ การพัฒนาประเทศ

4 การบริหารการพัฒนา มีความหมายที่บ่งชี้ว่าประเทศที่กําลังพัฒนาจะต้องปฏิบัติภารกิจที่ เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกับภารกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอะไรบ้าง หากประเทศที่กําลังพัฒนาประสงค์จะเจริญรอย ตามประเทศที่เจริญแล้ว จําเป็นต้องปฏิบัติภารกิจทางการบริหารเพื่อให้มีระบบมากขึ้น

 

ข้อ 2 การบริหารเพื่อการพัฒนามีความแตกต่างกับการพัฒนาการบริหารอย่างไร จงอธิบายมาให้เข้าใจอย่างชัดเจน

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 95, 101), หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 17 – 20, 31), (คําบรรยาย) การบริหารเพื่อการพัฒนาและการพัฒนาการบริหารมีความแตกต่างกัน คือ

ในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น สิ่งที่สําคัญคือ การมีนโยบายและโครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การมีนโยบายและโครงการพัฒนา ขึ้นมานั้น รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารจะต้องมีการจัดองค์การขึ้นมาเพื่อที่จะให้ดําเนินงานให้บรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมาย ในการพัฒนา การจัดองค์การขึ้นเพื่อทําหน้าที่นี้จึงเป็นเรื่องของการบริหารเพื่อการพัฒนา (Administration of Development : A of D)

เมื่อองค์การได้รับการจัดตั้งขึ้นมาแล้ว เรื่องที่สําคัญก็คือความสามารถในการบริหารงานให้ สําเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับปัจจัยทางด้านคน เงิน วัสดุ และการจัดการ หรืออื่นๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องของ การพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

ข้อ 3 การพัฒนาการบริหาร (Development of Administration) หมายถึงอะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้างการที่จะพัฒนาองค์ประกอบดังกล่าวต้องทําอย่างไร

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 51 – 58)

ความหมายของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การปรับปรุงกลไกส่วนต่าง ๆ ของการบริหารงานเพื่อให้สามารถ ดําเนินการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและประหยัด

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การเพิ่มพูนสมรรถนะของการบริหารที่จะรับมือโดยไม่หยุดยั้ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางในการสร้างความก้าวหน้า ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การพัฒนาการบริหาร คือ การที่รัฐบาลเมื่อมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาสามารถที่จะบริหารงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

องค์ประกอบของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration) มีดังนี้

การพัฒนาโครงสร้างทางการบริหาร โครงสร้างจะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่อพฤติกรรม การทํางานของคนในองค์การ คือ เป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของการบริหาร ซึ่งการที่แต่ละองค์การมีโครงสร้างที่แตกต่างกันทําให้พฤติกรรมของคนในองค์การ ตลอดจนสัมฤทธิผลแตกต่างกันด้วย กล่าวคือ โดยรูปแบบทั่วไปแล้วองค์การส่วนใหญ่จะจัดรูปแบบการบริหารแบบพีระมิด คือ ผู้ที่อยู่บนสุดมีจํานวนน้อย แต่จะมีอํานาจในการตัดสินใจมากที่สุด

สําหรับแนวคิดในการจัดองค์กรยุคใหม่ คือ การจัดในรูปแบบองค์การแนวราบเป็นแบบแมทริกซ์ หรือหากสามารถใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุคการจัดองค์กรยุคข้อมูล ข่าวสารแบบ Internal Market เช่น การตั้งผู้ว่า CEO มิใช่เป็นการลดอํานาจหรือก้าวก่ายการทํางานของท้องถิ่น ผู้ว่าฯ จะเป็นแกนประสานการพัฒนาระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อแปลงนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

การพัฒนากระบวนการทางการบริหาร องค์การแต่ละแห่งมักจะมีโครงสร้างที่ไม่แตกต่างกัน มากนัก แต่ระบบการทํางานหรือกระบวนการทํางานในองค์การจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งกระบวนการในการทํางานนี้ จะมีตัวแปรหลายตัวแปร ได้แก่ กระบวนการทํางานของผู้บริหาร คือ การวางแผนงาน วิธีการสั่งงาน การจัดกําลังคน การจัดงบประมาณ การมอบหมายงาน การกํากับควบคุมงาน วิธีการประสานงาน การตัดสินใจ และการสื่อข้อความ นอกจากนั้นในองค์การยังมีหน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การต้องปฏิบัติ เช่น หน้าที่ในการบริหารงานด้านบุคคล หน้าที่การบริหารงานด้านการเงินการคลัง ฯลฯ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการ ทํางานของคนในองค์การ เช่น องค์การใดใช้บุคคลเป็นผู้กํากับดูแลตรวจสอบการทํางานมากกว่าที่จะใช้กฎหมาย แต่เพียงอย่างเดียว การเบี่ยงเบนจากเป้าหมายใหญ่จะลดน้อยลง เป็นต้น

การพัฒนาพฤติกรรมของบุคคลในระบบบริหาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลเป็น การเปลี่ยนแปลงที่ยากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือกระบวนการทํางาน และต้องอาศัยเทคนิควิธีการที่ ซับซ้อนกว่าการพัฒนาด้านอื่น ๆ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายตัวที่อยู่ในระดับที่ต่างกัน โดยเฉพาะตัวแปรเชิงจิตวิทยาสังคม) นับตั้งแต่ตัวแปรของปัจเจกชน เช่น ทัศนคติ การรับรู้ แรงจูงใจ ภูมิหลังของครอบครัว บุคลิกภาพ

ตัวแปรกลุ่ม เช่น ผู้นําค่านิยมกลุ่ม ความขัดแย้ง การสื่อสารภายในกลุ่ม จนถึงตัวแปรขององค์การและ สังคมภายนอกองค์การ เช่น ระบบการให้รางวัลและระบบการลงโทษขององค์การ ความคาดหวังที่องค์การมีต่อบุคคล บรรยากาศการทํางาน ตลอดจนสถานการณ์ภายนอก ต่างก็เป็นปัจจัยที่มีส่วนกําหนดพฤติกรรมการทํางานของมนุษย์ แทบทั้งสิ้น ดังนั้นในการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงตัวแปรแต่ละตัวจึงต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลง ในด้านอื่น ๆ

 

ข้อ 4 จงอธิบายทฤษฎีการพัฒนาการบริหาร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จในการพัฒนาการบริหาร 10 ประการ มาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 31, 34 – 37, 51 – 58, 94 – 99),

(เอกสารหมายเลข 47 หน้า 57 – 63), (คําบรรยาย) ทฤษฎีการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration)

ระบบบริหารมีหน้าที่ที่สําคัญ คือ การนํากฎระเบียบของสังคมที่ได้บัญญัติไว้แล้วนั้นไป ดําเนินการให้เป็นจริงหรือเป็นรูปธรรม หรือการนํานโยบายไปปฏิบัติ การพัฒนาการบริหารในลักษณะเช่นนี้ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามนโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และองค์กรที่เกี่ยวข้องนํานโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุ เป้าหมายและวัตถุประสงค์

นักวิชาการส่วนหนึ่งได้เสนอแนวทางในการพัฒนาระบบการบริหารไว้เป็น 2 มิติ คือ มิติความ สมดุลของการพัฒนา (Balanced Administration Growth) กับความไม่สมดุลของการพัฒนา (Unbalanced Administration Growth) และมิติการพัฒนาระบบบริหารแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive) หรือแบบรวบยอด กับค่อยเป็นค่อยไปหรือแบบสะสมทีละน้อย (Incremental) ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวทางทั้ง 2 มิติ อาจกล่าว ได้ว่าการพัฒนาการบริหารมี 4 แนวทาง ได้แก่

1 การพัฒนาระบบบริหารแบบสมดุลและเบ็ดเสร็จ (Balanced and Comprehensive) คือ การเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวกับการบริหารไปพร้อม ๆ กัน ระดมทรัพยากรจากทุกด้าน ปฏิรูป องค์ประกอบของระบบบริหารไปพร้อม ๆ กันภายในระยะเวลาอันสั้น และเป็นการวางแผนให้มีการเปลี่ยนแปลงจาก ส่วนราชการหรือหน่วยงานวางแผนกลาง

2 การพัฒนาระบบบริหารแบบสมดุลและค่อยเป็นค่อยไป (Balanced and Incremental) เป็นการพัฒนาระบบบริหารที่เน้นความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ทุกกิจกรรมสามารถสนับสนุนซึ่งกัน และกันอย่างมีเหตุผล และลดแรงกดดันจากพลังต่อต้านเนื่องจากบางส่วนได้รับทรัพยากรในการพัฒนาแต่บางส่วน ไม่ได้รับ และต้องการรักษาสถานภาพเดิมไว้โดยไม่คํานึงถึงผลของการเปลี่ยนแปลง จึงใช้แนวทางการพัฒนาแบบให้ มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ มีการพัฒนาในทุกส่วนพร้อม ๆ กันหรือในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ให้ส่วนใดเปลี่ยนแปลงไปมากจนส่วนอื่นตามไม่ทัน

3 การพัฒนาระบบบริหารแบบไม่สมดุลและเบ็ดเสร็จรวบยอด (Unbalanced and Comprehensive) เป็นการพัฒนาที่มีแนวคิดว่า ระบบราชการเป็นกลไกที่สําคัญที่สุดของการพัฒนา โดยจะให้ ความสําคัญกับองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบบริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น รวมทั้ง เป็นการวางแผนหรือกําหนดนโยบายจากส่วนกลาง ซึ่งปกติมักเป็นนโยบายเกี่ยวกับการทุ่มงบประมาณหรือการ ให้เงินจํานวนมากไปพัฒนา

4 การพัฒนาระบบบริหารแบบไม่สมดุลและค่อยเป็นค่อยไป (Unbalanced and Incremental) เป็นการพัฒนาโดยให้ความสําคัญกับส่วนใดส่วนหนึ่งของการบริหารหรือการไม่เร่งรัดการเปลี่ยนแปลง ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบสะสมทีละเล็กทีละน้อย เป็นการวางแผนระยะยาว

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จในการพัฒนาการบริหาร

จากการศึกษาของวรเดช จันทรศร พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จของการปฏิรูป การบริหาร หรือปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสที่แผนการปฏิรูบจะได้รับการยอมรับและได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลนั้น มีอย่างน้อย 10 ปัจจัย ดังต่อไปนี้

1 ขอบข่ายของการปฏิรูป ยิ่งขอบข่ายของการปฏิรูปมีความกว้างเพียงใด โอกาสที่แผนการ ปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็ยิ่งจะมีน้อยลง ขณะเดียวกันโอกาสที่จะได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย ก็มีน้อยลงด้วย เพราะขอบข่ายการปฏิรูปที่กว้างขวางจําเป็นต้องได้รับการยอมรับหรือได้รับการสนับสนุนทาง การเมืองอย่างเต็มที่ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เป็นไปได้ยากในประเทศที่กําลังพัฒนา เว้นแต่ในกรณีที่ผู้นําใช้อํานาจ อย่างเบ็ดเสร็จ โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะมีมากขึ้นด้วย เช่น การปฏิรูป ระบบราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประกาศนโยบายการปฏิรูประบบราชการเป็นนโยบายหนึ่ง ภายใต้นโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินด้วย เป็นต้น

2 เวลาที่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงจะบรรลุผล ยิ่งแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้การเปลี่ยนแปลง บรรลุผลรวดเร็วเพียงใด โอกาสที่แผนหรือข้อเสนอนั้นจะได้รับการยอมรับก็จะมีน้อยลง (ยกเว้นในกรณีวิกฤติ) ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเท่าใดก็จะทําให้เกิดการต่อต้านมากขึ้น เพราะเวลาที่จะสร้างความเข้าใจให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะน้อยลงด้วย ทําให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงหรือสูญเสียผลประโยชน์ จึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว เช่น กรณีการต่อต้าน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เนื่องจากรัฐบาลเร่งรัดในการนํา กฎหมายฉบับนี้มาใช้จึงขาดการสร้างความเข้าใจกับประชาชน หรือกรณีการนําวิธีตัดแต้มใบขับขี่มาใช้จัดระเบียบ การจราจรของตํารวจ ต้องเร่งการประชาสัมพันธ์ และการแก้ปัญหาของอุปกรณ์ที่ใช้ในการดําเนินการ

แต่ถ้าแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบช้า เนิ่นนานมากขึ้น โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้นด้วย แต่ขณะเดียวกันโอกาสที่จะนําแผนการปฏิรูปไป ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีน้อยลง เพราะเวลาเนิ่นนานออกไปจะทําให้ได้รับการมองจากฝ่ายปฏิบัติว่ามี ความสําคัญน้อยไม่เร่งด่วน เว้นเสียแต่ว่ามีผู้นําที่ตั้งใจจริง และสนับสนุนแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องก็จะทําให้ โอกาสที่แผนจะบรรลุผลมีมากขึ้นด้วย

3 ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ของการปฏิรูป การขาดความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ของแผน ทําให้เกิดความยากลําบากในการปฏิบัติ ยากต่อการควบคุมตรวจสอบและประเมินความก้าวหน้าของแผน เช่น กรณีของแผนการบริหารเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มแผนการปฏิรูป ระบบบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ได้ระบุเป้าหมายไว้กว้าง ๆ ไม่ชัดเจน และที่มาของ นโยบายแผนงาน และโครงการที่ติดตามอีกหลายเรื่อง เช่น นโยบายการจัดตั้งองค์กรการบริหารเหนือระดับจังหวัด คือ ศูนย์อํานวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพราะเหตุที่เป้าหมายในการปฏิรูปไม่ชัดเจนจึง ทําให้ไม่ได้รับการต่อต้าน แต่มีผลทําให้การปฏิบัติยากต่อการบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากขาดการกําหนดตัวชี้วัด ความมีสัมฤทธิผลของแผนที่มีความชัดเจนด้วย

4 ความสอดคล้องของเป้าหมายย่อยในแผนการปฏิรูป ถ้าหากเป้าหมายย่อยในแผนการ ปฏิรูปมีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็มีสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าหากวัตถุประสงค์ย่อยใน แผนการปฏิรูปไม่มีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับ และนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะลดลงด้วย เช่น แผนการปฏิรูประบบบริหารของจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีกิจกรรมย่อยมากมาย แต่ละกิจกรรมนั้นต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งมีทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายหลัก และมีทั้งที่ห่างไกลจากเป้าหมายหลัก ฉะนั้นจึงยากต่อการนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามแผน

5 เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน หมายถึง การนําเครื่องใช้หรือ วิธีการใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในองค์การ เช่น การนําคอมพิวเตอร์มาใช้ หรือการพัฒนาองค์การให้เข้าใจในระบบสารสนเทศ แต่เครื่องมือที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจทําให้การยอมรับน้อยลง และโอกาสที่จะได้รับการนํานโยบายไปปฏิบัติให้ บรรลุเป้าหมายยิ่งน้อยลงด้วย และยิ่งเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและพฤติกรรมดั้งเดิมของผู้ปฏิบัติงาน ก็ยิ่งไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น เช่น แผนการปฏิรูประบบการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย ด้วยการเสนอให้มี การประเมินความรู้ความสามารถของอาจารย์เป็นช่วงเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี วิธีการเช่นนี้ขัดแย้งกับพฤติกรรมของ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงไม่ได้รับการยอมรับและความพยายามของผู้บริหารระดับสูงที่จะผลักดัน นโยบายนี้ก็ยากที่จะสําเร็จลงได้

6 ทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิรูป หากต้องใช้ทรัพยากรมากเท่าใด โอกาสที่แผนการปฏิรูป : จะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะน้อยลงด้วย เพราะการที่ต้องแย่งชิงทรัพยากรระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ จึง อาจเกิดการต่อต้านได้ แต่ถ้าหากรัฐบาลมีทรัพยากรมากเพียงพอไม่ต้องแย่งชิงกัน โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับ การยอมรับและนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย เช่น กรณีในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทําการ ปฏิรูปการคลังเป็นจุดเริ่มต้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแผ่นดินจึงมีทรัพยากรที่มากเพียงพอที่จะนําไปใช้ในการวางแผน ปฏิรูประบบบริหารในส่วนอื่น ๆ ได้ เป็นต้น

7 กิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการปฏิรูป แผนการปฏิรูปที่มีกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามประเมินผลมากเพียงใด โอกาสที่แผนนั้นจะได้รับ การยอมรับและถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะมีมากขึ้น กิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น จํานวน หลักสูตรฝึกอบรมที่จัดให้ข้าราชการ จํานวนบุคคลที่ถูกสับเปลี่ยนตําแหน่ง จํานวนบุคคลที่ถูกคัดเลือกเข้ามา ทํางานใหม่ จํานวนเงินที่ใช้ จํานวนวัสดุอุปกรณ์ที่จัดซื้อใหม่ จํานวนกฎระเบียบที่ถูกยกเลิก

กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติตามแผนการปฏิรูปสามารถควบคุม และตรวจสอบความก้าวหน้าของแผนการปฏิรูปได้ และยิ่งมีกิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง มากเท่าใด โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงก็มีมากเท่านั้น เช่น ในองค์กรทหาร บุคคลที่เข้ารับราชการทหารจะต้องผ่าน การฝึกอบรมตั้งแต่ปีแรก และเป็นช่วง ๆ ตามหลักสูตรต่าง ๆ จนใกล้เกษียณอายุ หรือหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร เป็นต้น

8 ผลผลิตของกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการปฏิรูป การพิจารณาแต่กิจกรรมการนําเข้าเพื่อวัดความสําเร็จของแผนนั้นอาจทําให้ผู้ปฏิบัติละเลยความสําเร็จตาม วัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูป ฉะนั้นจําเป็นจะต้องกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของผลลัพธ์การดําเนินการทั้งใน ด้านปริมาณและคุณภาพ และควรเป็นตัวชี้วัดที่หลากหลาย เช่น จํานวนคนมารับบริการ เวลาเฉลี่ยที่ประชาชน ต้องใช้ในการติดต่อราชการแต่ละเรื่อง ความพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

ตัวชี้วัดผลผลิต Output ของแผนการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องที่กําหนดยาก อาจถูกโต้แย้งได้ง่าย ฉะนั้นโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะน้อยลง เพราะวัดสัมฤทธิผลยาก. แต่หากได้รับการยอมรับ แล้วโอกาสที่แผนจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะสูงขึ้น การกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของแผนการปฏิรูปใน เชิงปริมาณเช่นนี้ เป็นปัจจัยสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความเข้าใจในการนํานโยบายไปปฏิบัติ เช่น แผนการปฏิรูป การทํางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.)

9 การสร้างการมีส่วนร่วม ในแผนการปฏิรูปจําเป็นจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในขั้นตอนการยอมรับแผนและในขั้นตอนของการนําไปปฏิบัติ การเปิดโอกาสให้ช่วยกันคิดกันทํา จะทําให้โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับสูงขึ้น และการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันจะทําให้การนําแผนการปฏิรูป ไปปฏิบัติมีโอกาสบังเกิดผลสําเร็จสูงขึ้นด้วย เช่น กรณีตํารวจตระเวนชายแดนระดมสรรพกําลังหยุดยั้งยาเสพติด เป็นต้น

10 การทดลองหรือสาธิตข้อเสนอในแผนการปฏิรูป ยิ่งแผนการปฏิรูปได้มีโอกาสถูก ทดลองหรือสาธิตมากเพียงใด โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับก็จะมีสูงขึ้น และโอกาสที่จะได้มีการนําไปปฏิบัติ ให้บังเกิดผลก็จะมีสูงขึ้นด้วย เพราะการทดลองจะช่วยให้ทราบถึงผลกระทบของแผน ลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทั้งในกระบวนการยอมรับและในกระบวนการของการนําไปปฏิบัติให้น้อยลงได้ เช่น กรณีการทดลองใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน กรณีการทดลองจัดตั้งสถานีตํารวจนครบาลจนขยายผลและนํามาใช้เต็มรูปแบบในปัจจุบัน

POL3313 การบริหารการพัฒนา 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3313 การบริหารการพัฒนา

คําสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทําทุกข้อ ๆ ละ 25 คะแนน

ข้อ 1 ให้นักศึกษาอธิบายการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกตัวอย่างโครงการพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) มา 1 โครงการ

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 103 – 107), (คําบรรยาย)

เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคํานึงถึงความพอเพียง ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจน ใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทํา ทั้งนี้ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจําเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอ สมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน

ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนําวิชาการ ต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดําเนินการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสํานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และ ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดําเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

เศรษฐกิจพอเพียงมีองค์ประกอบ 5 ส่วน ดังนี้

1 กรอบแนวคิด คือ เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวะตั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา

2 คุณลักษณะ คือ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ใน ทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

3 คํานิยาม คือ ความพอเพียงที่ประกอบกันขึ้นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้อง ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้

1) ความพอประมาณ หมายถึง ความเหมาะสมของการดําเนินงาน ทั้งในแง่ของ ขนาดที่ไม่เล็กเกินไปหรือไม่ใหญ่จนเกินตัว แต่เป็นไปตามอัตภาพและสภาพแวดล้อม และในแง่ของจังหวะเวลาที่ ไม่เร็วเกินไปหรือไม่ช้าจนเกินไป แต่รู้จักทําเป็นขั้นตอน เพื่อให้การดําเนินงานมีความก้าวหน้า โดยไม่ทําให้ตัวเอง และผู้อื่นเดือดร้อน เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ เป็นต้น

2) ความมีเหตุผล หมายถึง การพิจารณาที่จะดําเนินงานใด ๆ ด้วยความถี่ถ้วน รอบคอบ ไม่ย่อท้อ ได้อคติ คํานึงถึงเหตุและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ดังนั้นความมีเหตุผล จึงเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทํานั้น ๆ อย่างรอบคอบ

3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การจัดองค์ประกอบของการดําเนินงานให้มี สภาพพร้อมรองรับต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกได้เป็นอย่างดี การ เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคํานึงถึงความเป็นไปได้ของ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

4 เงื่อนไข คือ การตัดสินใจและการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

1) เงื่อนไขความรู้ หมายถึง องค์ประกอบของการดําเนินงานเพื่อให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง ประกอบด้วยความรอบรู้ ความระลึกรู้ (สติ) และความรู้ชัด (ปัญญา)

2) เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง องค์ประกอบของการดําเนินงานเพื่อให้เป็นไปอย่าง ดีงาม ประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน/ความเพียร และความรอบคอบระมัดระวัง

5 แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ จากการนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

เศรษฐกิจพอเพียง จําแนกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1 เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่ 1 เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานที่เน้นความพอเพียง ในระดับบุคคลและครอบครัว คือ การที่สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอยู่ในลักษณะที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น ความต้องการในปัจจัย 4 ของตนเองและครอบครัวได้ มีการช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีกลมเกลียวและมีความพอเพียงในการดําเนินชีวิตด้วยการประหยัด และการลด ค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็น จนสามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขทั้งกายและใจ

2 เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่ 2 เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าที่เน้นความพอเพียง ในระดับกลุ่มหรือองค์การ คือ เมื่อบุคคลหรือครอบครัวมีความพอเพียงในระดับที่หนึ่งแล้ว ก็จะรวมพลังกันในรูป กลุ่มหรือสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดําเนินงานในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคม และศาสนา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน

3 เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่ 3 เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าที่เน้นความพอเพียง ในระดับเครือข่าย คือ เมื่อกลุ่มหรือองค์การมีความพอเพียงในระดับที่สองแล้ว ก็จะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อการสร้างเครือข่าย มีการติดต่อร่วมมือกับธนาคาร และบริษัทต่าง ๆ ทั้งในด้านการลงทุน การผลิต การตลาด การจําหน่าย และการบริหารจัดการ เพื่อขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสวัสดิการ การศึกษาสังคมและศาสนา ให้สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

จะเห็นได้ว่าการจําแนกเศรษฐกิจพอเพียงใน 3 ระดับข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่เริ่มต้น จากหลักของพึ่งตนเอง โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาตนเองไม่ได้หรือต้องคอยอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา (Dependent) เป็นการพัฒนาตนเองให้มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ (Independent) แล้วจึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยน การรวมกลุ่มช่วยเหลือกันจนนําไปสู่การพึ่งพิงกัน (Inter-Dependent) สงเคราะห์เกื้อกูล ร่วมมือกัน และประสาน กับโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

 

ข้อ 2 ให้นักศึกษาอธิบายความหมายของการบริหารการพัฒนาและลักษณะสําคัญของการบริหารการพัฒนาประเทศไทย ตามหัวข้อต่อไปนี้

2.1 การบริหารงานภาครัฐ

แนวคําตอบ : (คําบรรยาย)

การบริหารรัฐกิจ (Public Administration) คือ การบริหารงานในภาครัฐ

การบริหารรัฐกิจ เป็นการดําเนินงานของทางราชการ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐที่วางไว้ เป็นกิจกรรมทั้งหลายของฝ่ายบริหารที่จะทําให้นโยบายแห่งรัฐบรรลุผล โดยไม่รวมเอาการใช้อํานาจนิติบัญญัติและตุลาการเข้าไว้ด้วย

2.2 การบริหารเพื่อการพัฒนา

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 95), (คําบรรยาย)

ความหมายของการบริหารเพื่อการพัฒนา (Administration of Development : A of D)

การบริหารเพื่อการพัฒนา คือ การที่รัฐบาลมีนโยบายและโครงการพัฒนาขึ้น และต้อง มีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาเพื่อให้การดําเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

การบริหารเพื่อการพัฒนา หมายถึง การนําเอาสมรรถนะหรือความสามารถที่มีอยู่ในระบบ การบริหารมาลงมือปฏิบัติตามนโยบาย แผน แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมพัฒนาจริง ๆ เพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในการเจริญเติบโต ทั้งทางการบริหาร การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวมของประเทศ

2.3 การพัฒนาการบริหาร

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 101), (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 31), (คําบรรยาย)

ความหมายของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การปรับปรุงกลไกส่วนต่าง ๆ ของการบริหารงานเพื่อให้ สามารถดําเนินการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและประหยัด

การพัฒนาการบริหาร หมายถึง การเพิ่มพูนสมรรถนะของการบริหารที่จะรับมือโดยไม่หยุดยั้ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางในการสร้างความก้าวหน้า ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม

การพัฒนาการบริหาร คือ การที่รัฐบาลเมื่อมีการจัดตั้งองค์การขึ้นมาสามารถที่จะบริหารงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายการพัฒนา

 

2.4 การมีวัตถุประสงค์หรือมีจุดหมายปลายทางเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 43287 หน้า 95, 101), (คําบรรยาย)

การบริหารเพื่อการพัฒนาและการพัฒนาการบริหารมีความแตกต่างกัน คือ ในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น สิ่งที่สําคัญคือ การมีนโยบายและโครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การมีนโยบายและโครงการพัฒนา ขึ้นมานั้น รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารจะต้องมีการจัดองค์การขึ้นมาเพื่อที่จะให้ดําเนินงานให้บรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมาย ในการพัฒนา การจัดองค์การขึ้นเพื่อทําหน้าที่นี้จึงเป็นเรื่องของการบริหารเพื่อการพัฒนา (Administration of Development : A of D) โดยมีวัตถุประสงค์หรือมีจุดหมายปลายทางเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ

เมื่อองค์การได้รับการจัดตั้งขึ้นมาแล้ว เรื่องที่สําคัญก็คือความสามารถในการบริหารงานให้ สําเร็จตามเป้าเหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับปัจจัยทางด้านคน เงิน วัสดุ และการจัดการ หรืออื่นๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องของ การพัฒนาการบริหาร (Development of Administration : D of A)

 

ข้อ 3 จงอธิบายองค์ประกอบของ “การพัฒนาการบริหาร (Development of Administration)” ด้านโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 51 – 58)

องค์ประกอบของการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration) มีดังนี้

การพัฒนาโครงสร้างทางการบริหาร โครงสร้างจะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่อพฤติกรรม การทํางานของคนในองค์การ คือ เป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของการบริหาร ซึ่งการที่ แต่ละองค์การมีโครงสร้างที่แตกต่างกันทําให้พฤติกรรมของคนในองค์การ ตลอดจนสัมฤทธิผลแตกต่างกันด้วย กล่าวคือ โดยรูปแบบทั่วไปแล้วองค์การส่วนใหญ่จะจัดรูปแบบการบริหารแบบพีระมิด คือ ผู้ที่อยู่บนสุดมีจํานวนน้อย แต่จะมีอํานาจในการตัดสินใจมากที่สุด

สําหรับแนวคิดในการจัดองค์กรยุคใหม่ คือ การจัดในรูปแบบองค์การแนวราบเป็นแบบแมทริกซ์ หรือหากสามารถใช้เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุคการจัดองค์กรยุคข้อมูล ข่าวสารแบบ Internal Market เช่น การตั้งผู้ว่า CEO มิใช่เป็นการลดอํานาจหรือก้าวก่ายการทํางานของท้องถิ่น ผู้ว่าฯ จะเป็นแกนประสานการพัฒนาระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อแปลงนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นต้น

การพัฒนากระบวนการทางการบริหาร องค์การแต่ละแห่งมักจะมีโครงสร้างที่ไม่แตกต่างกัน มากนัก แต่ระบบการทํางานหรือกระบวนการทํางานในองค์การจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งกระบวนการในการทํางานนี้ จะมีตัวแปรหลายตัวแปร ได้แก่ กระบวนการทํางานของผู้บริหาร คือ การวางแผนงาน วิธีการสั่งงาน การจัดกําลังคน การจัดงบประมาณ การมอบหมายงาน การกํากับควบคุมงาน วิธีการประสานงาน การตัดสินใจ และการสื่อข้อความ นอกจากนั้นในองค์การยังมีหน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การต้องปฏิบัติ เช่น หน้าที่ในการบริหารงานด้านบุคคล หน้าที่ การบริหารงานด้านการเงินการคลัง ฯลฯ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการทํางาน ของคนในองค์การ เช่น องค์การใดใช้บุคคลเป็นผู้กํากับดูแลตรวจสอบการทํางานมากกว่าที่จะใช้กฎหมายแต่เพียง อย่างเดียว การเบี่ยงเบนจากเป้าหมายใหญ่จะลดน้อยลง เป็นต้น

การพัฒนาพฤติกรรมของบุคคลในระบบบริหาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือกระบวนการทํางาน และต้องอาศัยเทคนิควิธีการที่ซับซ้อน กว่าการพัฒนาด้านอื่น ๆ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายตัวที่อยู่ในระดับที่ต่างกัน โดยเฉพาะตัวแปรเชิง จิตวิทยาสังคม) นับตั้งแต่ตัวแปรของปัจเจกชน เช่น ทัศนคติ การรับรู้ แรงจูงใจ ภูมิหลังของครอบครัว บุคลิกภาพ ส่วนตัว ตัวแปรกลุ่ม เช่น ผู้นําค่านิยมกลุ่ม ความขัดแย้ง การสื่อสารภายในกลุ่ม จนถึงตัวแปรขององค์การและ สังคมภายนอกองค์การ เช่น ระบบการให้รางวัลและระบบการลงโทษขององค์การ ความคาดหวังที่องค์การมีต่อบุคคล บรรยากาศการทํางาน ตลอดจนสถานการณ์ภายนอก ต่างก็เป็นปัจจัยที่มีส่วนกําหนดพฤติกรรมการทํางานของมนุษย์ แทบทั้งสิ้น ดังนั้นในการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงตัวแปรแต่ละตัวจึงต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลง ในด้านอื่น ๆ

 

ข้อ 4 จงอธิบายทฤษฎีการพัฒนาการบริหาร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จในการพัฒนาการบริหาร 10 ประการมาโดยละเอียด

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 55274 หน้า 31, 34 – 37, 51 – 58, 94 – 99),

(เอกสารหมายเลข 47 หน้า 57 – 63), (คําบรรยาย) ทฤษฎีการพัฒนาการบริหาร (Development of Administration)

ระบบบริหารมีหน้าที่ที่สําคัญ คือ การนํากฎระเบียบของสังคมที่ได้บัญญัติไว้แล้วนั้นไป ดําเนินการให้เป็นจริงหรือเป็นรูปธรรม หรือการนํานโยบายไปปฏิบัติ การพัฒนาการบริหารในลักษณะเช่นนี้เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติตามนโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และองค์กรที่เกี่ยวข้องนํานโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์

นักวิชาการส่วนหนึ่งได้เสนอแนวทางในการพัฒนาระบบการบริหารไว้เป็น 2 มิติ คือ มิติ ความสมดุลของการพัฒนา (Balanced Administration Growth) กับความไม่สมดุลของการพัฒนา (Unbalanced Administration Growth) และมิติการพัฒนาระบบบริหารแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive) หรือแบบรวบยอด กับค่อยเป็นค่อยไปหรือแบบสะสมทีละน้อย (Incremental) ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวทางทั้ง 2 มิติ อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาการบริหารมี 4 แนวทาง ได้แก่

1 การพัฒนาระบบบริหารแบบสมดุลและเบ็ดเสร็จ (Balanced and Comprehensive) คือ การเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวกับการบริหารไปพร้อม ๆ กัน ระดมทรัพยากรจากทุกด้าน ปฏิรูป องค์ประกอบของระบบบริหารไปพร้อม ๆ กันภายในระยะเวลาอันสั้น และเป็นการวางแผนให้มีการเปลี่ยนแปลงจาก ส่วนราชการหรือหน่วยงานวางแผนกลาง

2 การพัฒนาระบบบริหารแบบสมดุลและค่อยเป็นค่อยไป (Balanced and Incremental) เป็นการพัฒนาระบบบริหารที่เน้นความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ทุกกิจกรรมสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกัน อย่างมีเหตุผล และลดแรงกดดันจากพลังต่อต้านเนื่องจากบางส่วนได้รับทรัพยากรในการพัฒนาแต่บางส่วนไม่ได้รับ และต้องการรักษาสถานภาพเดิมไว้โดยไม่คํานึงถึงผลของการเปลี่ยนแปลง จึงใช้แนวทางการพัฒนาแบบให้มีการ เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ มีการพัฒนาในทุกส่วนพร้อม ๆ กันหรือในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ให้ส่วนใด เปลี่ยนแปลงไปมากจนส่วนอื่นตามไม่ทัน

3 การพัฒนาระบบบริหารแบบไม่สมดุลและเบ็ดเสร็จรวบยอด (Unbalanced and Comprehensive) เป็นการพัฒนาที่มีแนวคิดว่า ระบบราชการเป็นกลไกที่สําคัญที่สุดของการพัฒนา โดยจะให้ ความสําคัญกับองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบบริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น รวมทั้ง เป็นการวางแผนหรือกําหนดนโยบายจากส่วนกลาง ซึ่งปกติมักเป็นนโยบายเกี่ยวกับการทุ่มงบประมาณหรือการ ให้เงินจํานวนมากไปพัฒนา

4 การพัฒนาระบบบริหารแบบไม่สมดุลและค่อยเป็นค่อยไป (Unbalanced and Incremental) เป็นการพัฒนาโดยให้ความสําคัญกับส่วนใดส่วนหนึ่งของการบริหารหรือการไม่เร่งรัดการเปลี่ยนแปลง ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบสะสมทีละเล็กทีละน้อย เป็นการวางแผนระยะยาว

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จในการพัฒนาการบริหาร

จากการศึกษาของวรเดช จันทรศร พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสําเร็จของการปฏิรูป การบริหาร หรือปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับและได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลนั้น มีอย่างน้อย 10 ปัจจัย ดังต่อไปนี้

1 ขอบข่ายของการปฏิรูป ยิ่งขอบข่ายของการปฏิรูปมีความกว้างเพียงใด โอกาสที่ แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็ยิ่งจะมีน้อยลง ขณะเดียวกันโอกาสที่จะได้รับการนําไปปฏิบัติให้บรรลุ เป้าหมายก็มีน้อยลงด้วย เพราะขอบข่ายการปฏิรูปที่กว้างขวางจําเป็นต้องได้รับการยอมรับหรือได้รับการสนับสนุน ทางการเมืองอย่างเต็มที่ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เป็นไปได้ยากในประเทศที่กําลังพัฒนา เว้นแต่ในกรณีที่ผู้นําใช้ อํานาจอย่างเบ็ดเสร็จ โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะมีมากขึ้นด้วย เช่น การปฏิรูป ระบบราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประกาศนโยบายการปฏิรูประบบราชการเป็นนโยบายหนึ่ง ภายใต้นโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินด้วย เป็นต้น

2 เวลาที่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงจะบรรลุผล ยิ่งแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้การเปลี่ยนแปลง บรรลุผลรวดเร็วเพียงใด โอกาสที่แผนหรือข้อเสนอนั้นจะได้รับการยอมรับก็จะมีน้อยลง (ยกเว้นในกรณีวิกฤติ) ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเท่าใดก็จะทําให้เกิดการต่อต้านมากขึ้น เพราะเวลาที่จะสร้างความเข้าใจให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะน้อยลงด้วย ทําให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงหรือสูญเสียผลประโยชน์ จึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว เช่น กรณีการต่อต้าน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เนื่องจากรัฐบาลเร่งรัดในการนํา กฎหมายฉบับนี้มาใช้จึงขาดการสร้างความเข้าใจกับประชาชน หรือกรณีการนําวิธีตัดแต้มใบขับขี่มาใช้จัดระเบียบ การจราจรของตํารวจ ต้องเร่งการประชาสัมพันธ์ และการแก้ปัญหาของอุปกรณ์ที่ใช้ในการดําเนินการ –

แต่ถ้าแผนการปฏิรูปมุ่งจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบช้า เนิ่นนานมากขึ้น โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้นด้วย แต่ขณะเดียวกันโอกาสที่จะนําแผนการปฏิรูปไป ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีน้อยลง เพราะเวลาที่เนิ่นนานออกไปจะทําให้ได้รับการมองจากฝ่ายปฏิบัติว่ามี ความสําคัญน้อยไม่เร่งด่วน เว้นเสียแต่ว่ามีผู้นําที่ตั้งใจจริง และสนับสนุนแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องก็จะทําให้ โอกาสที่แผนจะบรรลุผลมีมากขึ้นด้วย

3 ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ของการปฏิรูป การขาดความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ของแผน ทําให้เกิดความยากลําบากในการปฏิบัติ ยากต่อการควบคุมตรวจสอบและประเมินความก้าวหน้าของแผน เช่น กรณีของแผนการบริหารเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มแผนการปฏิรูป ระบบบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ได้ระบุเป้าหมายไว้กว้าง ๆ ไม่ชัดเจน และที่มาของ นโยบายแผนงาน และโครงการที่ติดตามอีกหลายเรื่อง เช่น นโยบายการจัดตั้งองค์กรการบริหารเหนือระดับจังหวัด

คือ ศูนย์อํานวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพราะเหตุที่เป้าหมายในการปฏิรูปไม่ชัดเจนจึง ทําให้ไม่ได้รับการต่อต้าน แต่มีผลทําให้การปฏิบัติยากต่อการบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากขาดการกําหนดตัวชี้วัด ความมีสัมฤทธิผลของแผนที่มีความชัดเจนด้วย

4 ความสอดคล้องของเป้าหมายย่อยในแผนการปฏิรูป ถ้าหากเป้าหมายย่อยในแผนการ ปฏิรูปมีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะมีมากขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็มีสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าหากวัตถุประสงค์ย่อยใน แผนการปฏิรูปไม่มีความสอดคล้องหรือมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักแล้ว โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับ และนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะลดลงด้วย เช่น แผนการปฏิรูประบบบริหารของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกิจกรรมย่อยมากมาย แต่ละกิจกรรมนั้นต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งมีทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายหลัก และมีทั้งที่ห่างไกลจากเป้าหมายหลัก ฉะนั้นจึงยากต่อการนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามแผน

5 เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน หมายถึง การนําเครื่องใช้ หรือวิธีการใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในองค์การ เช่น การนําคอมพิวเตอร์มาใช้ หรือการพัฒนาองค์การให้เข้าใจในระบบ สารสนเทศ แต่เครื่องมือที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจทําให้การยอมรับน้อยลง และโอกาสที่จะได้รับการนํานโยบาย ไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายยิ่งน้อยลงด้วย และยิ่งเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและพฤติกรรมดั้งเดิมของ ผู้ปฏิบัติงานก็ยิ่งไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น เช่น แผนการปฏิรูประบบการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย ด้วย การเสนอให้มีการประเมินความรู้ความสามารถของอาจารย์เป็นช่วงเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี วิธีการเช่นนี้ขัดแย้งกับ พฤติกรรมของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงไม่ได้รับการยอมรับและความพยายามของผู้บริหารระดับสูง ที่จะผลักดันนโยบายนี้ก็ยากที่จะสําเร็จลงได้

6 ทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิรูป หากต้องใช้ทรัพยากรมากเท่าใด โอกาสที่แผนการปฏิรูป จะได้รับการยอมรับและนําไปปฏิบัติก็จะน้อยลงด้วย เพราะการที่ต้องแย่งชิงทรัพยากรระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ จึง อาจเกิดการต่อต้านได้ แต่ถ้าหากรัฐบาลมีทรัพยากรมากเพียงพอไม่ต้องแย่งชิงกัน โอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับ การยอมรับและนําไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย เช่น กรณีในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทําการ ปฏิรูปการคลังเป็นจุดเริ่มต้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแผ่นดินจึงมีทรัพยากรที่มากเพียงพอที่จะนําไปใช้ในการวางแผน ปฏิรูประบบบริหารในส่วนอื่น ๆ ได้ เป็นต้น

7 กิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการปฏิรูป แผนการปฏิรูปที่มีกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามประเมินผลมากเพียงใด โอกาสที่แผนนั้นจะได้รับ การยอมรับและถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะมีมากขึ้น กิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น จํานวน หลักสูตรฝึกอบรมที่จัดให้ข้าราชการ จํานวนบุคคลที่ถูกสับเปลี่ยนตําแหน่ง จํานวนบุคคลที่ถูกคัดเลือกเข้ามา ทํางานใหม่ จํานวนเงินที่ใช้ จํานวนวัสดุอุปกรณ์ที่จัดซื้อใหม่ จํานวนกฎระเบียบที่ถูกยกเลิก

กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติตามแผนการปฏิรูปสามารถควบคุม และตรวจสอบความก้าวหน้าของแผนการปฏิรูปได้ และยิ่งมีกิจกรรมนําเข้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง มากเท่าใด โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงก็มีมากเท่านั้น เช่น ในองค์กรทหาร บุคคลที่เข้ารับราชการทหารจะต้องผ่าน การฝึกอบรมตั้งแต่ปีแรก และเป็นช่วง ๆ ตามหลักสูตรต่าง ๆ จนใกล้เกษียณอายุ หรือหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร เป็นต้น

8 ผลผลิตของกิจกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามและประเมินผลการ ปฏิรูป การพิจารณาแต่กิจกรรมการนําเข้าเพื่อวัดความสําเร็จของแผนนั้นอาจทําให้ผู้ปฏิบัติละเลยความสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูป ฉะนั้นจําเป็นจะต้องกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของผลลัพธ์การดําเนินการ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และควรเป็นตัวชี้วัดที่หลากหลาย เช่น จํานวนคนมารับบริการ เวลาเฉลี่ยที่ประชาชน ต้องใช้ในการติดต่อราชการแต่ละเรื่อง ความพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

ตัวชี้วัดผลผลิต Output ของแผนการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องที่กําหนดยาก อาจถูกโต้แย้ง ได้ง่าย ฉะนั้นโอกาสที่แผนการปฏิรูปจะได้รับการยอมรับก็จะน้อยลง เพราะวัดสัมฤทธิผลยาก แต่หากได้รับการ ยอมรับแล้วโอกาสที่แผนจะถูกนําไปปฏิบัติให้บรรลุผลก็จะสูงขึ้น การกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของแผนการปฏิรูป ในเชิงปริมาณเช่นนี้ เป็นปัจจัยสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความเข้าใจในการนํานโยบายไปปฏิบัติ เช่น แผนการ ปฏิรูปการทํางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.)

9 การสร้างการมีส่วนร่วม ในแผนการปฏิรูปจําเป็นจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในขั้นตอนการยอมรับแผนและในขั้นตอนของการนําไปปฏิบัติ การเปิดโอกาสให้ช่วยกันคิดกันทํา จะทําให้โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับสูงขึ้น และการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันจะทําให้การนําแผนการปฏิรูป ไปปฏิบัติมีโอกาสบังเกิดผลสําเร็จสูงขึ้นด้วย เช่น กรณีตํารวจตระเวนชายแดนระดมสรรพกําลังหยุดยั้งยาเสพติด เป็นต้น

10 การทดลองหรือสาธิตข้อเสนอในแผนการปฏิรูป ยิ่งแผนการปฏิรูปได้มีโอกาสถูกทดลอง หรือสาธิตมากเพียงใด โอกาสที่แผนจะได้รับการยอมรับก็จะมีสูงขึ้น และโอกาสที่จะได้มีการนําไปปฏิบัติให้ บังเกิดผลก็จะมีสูงขึ้นด้วย เพราะการทดลองจะช่วยให้ทราบถึงผลกระทบของแผน ลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทั้งในกระบวนการยอมรับและในกระบวนการของการนําไปปฏิบัติให้น้อยลงได้ เช่น กรณีการทดลองใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน กรณีการทดลองจัดตั้งสถานีตํารวจนครบาลจนขยายผลและนํามาใช้เต็มรูปแบบในปัจจุบัน