LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ระบบกฎหมายมีกี่ระบบ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ระบบกฎหมายมี 3 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบ Common Law 2. ระบบ Civil Law และ 3. ระบบ Socialist Law

  1. ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) เป็นระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบกฎหมายที่ศาลได้นำเอาจารีตประเพณีมาใช้ในการตัดสินคดี โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากในระยะแรกได้มีชนเผ่าต่าง ๆ ที่ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะอังกฤษ และศาลของท้องถิ่นได้นำเอาจารีตประเพณีของชนเผ่ามาตัดสินคดี ทำให้ผลของคำพิพากษาแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน จนกระทั่งเมื่อชนเผ่าสุดท้าย คือ พวกนอร์แมนพิชิตเกาะอังกฤษ ในสมัยของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 จึงได้ส่งศาลเคลื่อนที่ออกไปวางหลักเกณฑ์ ทำให้จารีตประเพณีเหมือนกันทุกท้องถิ่นมีลักษณะเป็นสามัญ และใช้บังคับกันได้ทั่วไป ทำให้มีการเรียกชื่อว่า คอนมอนลอว์ และประเทศที่ใช้กฎหมายระบบนี้ ได้แก่ อังกฤษ แคนาดา อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

  2. ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) คือ ระบบกฎหมายที่มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร มีต้นกำเนิดจากอาณาจักรโรมัน โดยระบบกฎหมายนี้จะมีการรวบรวมเอาจารีตประเพณีหรือกฎหมายต่าง ๆ มาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งอยู่ในรูปประมวลกฎหมาย

    เหตุที่เรียกชื่อระบบกฎหมายนี้ว่า Civil Law เพราะต้องการที่จะยกย่องและให้เกียรติกฎหมายโรมัน ซึ่งมีคุณค่าสูงกว่ากฎหมายของชนชาติใด ๆ ในสมัยนั้น เนื่องจากคำว่า “Jus Civile” หรือ “Civil Law” หมายถึง กฎหมายที่ใช้กับชาวโรมัน หรือต้นกำเนิดของกฎหมายโรมันแท้ ๆ และคำว่า “Civil Law” นี้ ต่อมาก็ได้กลายเป็นชื่อระบบกฎหมายซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย และเมื่อพิจารณากฎหมายโรมันซึ่งได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงมีผู้เรียกระบบกฎหมายนี้อีกชื่อหนึ่งว่า กฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือ “Written Law” นั่นเอง

  3. ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law) เป็นระบบกฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศรัสเซียหลังจากการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1917 โดยได้นำเอาแนวความคิดของนักปราชญ์ 2 ท่าน คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และเลนิน (Lenin) โดยทั้ง 2 ท่าน มีแนวความคิดว่า กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อใช้ปกครองประเทศโดยยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชุมชนหรือสังคม ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายสังคมนิยม ได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว เป็นต้น

ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์กับระบบกฎหมายสังคมนิยมนั้น จะมีแหล่งที่มาเหมือนกัน คือ บ่อเกิดของกฎหมายมาจากจารีตประเพณี โดยประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ส่วนประเทศรัสเซียเป็นต้นกำเนิดของระบบกฎหมายสังคมนิยม

ส่วนที่แตกต่างกัน คือ ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์นั้น กฎหมายจะมาจากคำพิพากษาของศาลและมาจากความยุติธรรม แต่ระบบกฎหมายสังคมนิยมนั้น กฎหมายมาจากแนวความคิดของนักปราชญ์ 2 ท่าน คือ คาร์ล มาร์กซ์ และเลนิน

ข้อ 2. นายฟ้าได้รับเป็นทนายความให้ในคดีที่นางแดงฟ้องให้นางดำชำระหนี้เงินกู้ยืม 3 ล้านบาท นายฟ้าคิดค่าจ้างดำเนินคดี 3 แสนบาท หลังจากที่นายฟ้าวางความให้นางแดงจนชนะคดี และนายฟ้าได้เป็นตัวแทนรับเงินกู้ยืม 3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย แต่นายฟ้าได้ส่งมอบเงินให้นางแดงไม่ครบเต็มจำนวนที่รับมา โดยหักค่าจ้างคดีไว้สามแสนบาทเพราะนางแดงยังไม่ได้ชำระค่าจ้างว่าความให้นายฟ้า

ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายฟ้าประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายฟ้าได้รับเป็นทนายความให้ในคดีที่นางแดงฟ้องให้นางดำชำระหนี้เงินกู้ยืม 3 ล้านบาท โดยนายฟ้าคิดค่าจ้างดำเนินคดี 3 แสนบาท หลังจากที่นายฟ้าว่าความให้นางแดงจนชนะคดี และนายฟ้าได้เป็นตัวแทนรับเงินกู้ยืม 3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย แต่นายฟ้าได้ส่งมอบเงินให้นางแดงไม่ครบเต็มจำนวนที่รับมา โดยหักค่าจ้างคดีไว้ 3 แสนบาท เพราะนางแดงยังไม่ได้ชำระค่าจ้างว่าความให้นายฟ้านั้น การกระทำของนายฟ้าย่อมเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 15 เพราะการกระทำของนายฟ้าดังกล่าวถือเป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของนางแดงลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความและไม่มีเหตุอันสมควร เพราะหากนายฟ้าต้องการค่าจ้างว่าความ นายฟ้าก็ต้องไปเรียกร้องฟ้องคดีต่างหาก ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างว่าความไว้โดยพลการ

และนอกจากนั้นการกระทำของนายฟ้าดังกล่าวถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 18 ด้วย เพราะเป็นการกระทำที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ เนื่องจากโดยเจตนารมณ์ในการว่าความคือการให้บริการช่วยเหลือประชาชนมิใช่ค่าจ้างว่าความ

สรุป นายฟ้าประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 15 และข้อ 18

ข้อ 3. นายเอเป็นผู้พิพากษา มีนางบีเป็นอดีตคู่สมรส (จดทะเบียนหย่ากันในปี 2560) และมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อนางสาวซี ในปี 2561 นางสาวซีได้จดทะเบียนสมรสกับนายเอก ต่อมาในปี 2565 นายเอกเสียชีวิต นางสาวซีจึงให้นายเอบิดาช่วยเป็นผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกของนายเอกเจ้ามรดกให้แก่ตน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ถ้านายเอเป็นผู้จัดการมรดกตามคำขอของนางสาวซีบุตรสาว นายเอประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อใดหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 30 “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน หรือผู้ปกครองทรัพย์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือว่าเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในมรดกหรือทรัพย์นั้นโดยตรง”

วินิจฉัย

ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30 ได้วางหลักไว้ว่า ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน หรือผู้ปกครองทรัพย์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือว่าเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในมรดกหรือทรัพย์นั้นโดยตรง

กรณีตามปัญหา การที่นางสาวซีซึ่งเป็นบุตรสาวของนายเอผู้พิพากษากับนางบีซึ่งเป็นอดีตคู่สมรสของนายเอ ได้จดทะเบียนสมรสกับนายเอก แล้วต่อมานายเอกได้เสียชีวิตลง นางสาวซีจึงให้นายเอบิดาช่วยเป็นผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกของนายเอกเจ้ามรดกให้แก่ตนนั้น ในกรณีเช่นนี้นายเอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอก ย่อมถือว่านายเอผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้จัดการทรัพย์สิน และกรณีดังกล่าวก็ไม่เข้าข้อยกเว้น เนื่องจากนายเอกมิใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของนายเอ หรือเป็นญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงานซึ่งนายเอถือว่าเป็นญาติสนิท รวมทั้งนายเอผู้พิพากษาก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายเอกแต่อย่างใด

สรุป ถ้านายเอผู้พิพากษาเป็นผู้จัดการมรดกตามคำขอของนางสาวซีซึ่งเป็นบุตรสาว ถือว่านายเอประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีหลายลักษณะ ในที่นี้นักศึกษาอธิบายหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ (สภาทนายความ) ว่ามีบทบาทในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพและการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายอย่างไร โดยละเอียด พร้อมยกตัวอย่าง

ธงคำตอบ

หน้าที่ขององค์กรวิชาชีพนักกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 หน้าที่หลัก ได้แก่ 1. ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ และ 2. ส่งเสริมวิชาชีพ ซึ่งหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ (สภาทนายความ) มีบทบาทในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพและการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมาย ดังต่อไปนี้ คือ

1. หน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 ที่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความไว้ว่า จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์ ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ เป็นต้น

(2) ควบคุมวินัยและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมรรยาทตามที่กำหนด เฉน ทนายความมีมรรยาทข้อหนึ่งว่าเมื่อรับเงินค่าทำเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน เป็นต้น

(3) หน้าที่ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งอาชีพ องค์การวิชาชีพนักกฎหมายมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ จะให้ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี และการทวงหนี้ ย่อมเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้นจะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมอยู่ระดับหนึ่ง หากปล่อยให้บุคคลภายนอกซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐานเข้ามาทำวิชาชีพนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้

2. หน้าที่ส่งเสริมวิชาชีพ

(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้ว ยังต้องอบรมกฎหมายและความรู้อื่น ๆ ให้ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ใหม่ ๆ ด้วย เช่น ความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายในระบบออนไลน์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ ด้วยการคอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่ได้รับค่าตอบแทนต่ำเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสมควร ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากันหรือแย่งงานกัน

(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายความถึงทัศนะของบุคคลภายนอกที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สมัยก่อนคนไทยมองทนายความว่าเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล องค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านี้ให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชื่อถือ

ข้อ 2. นายเดชาเป็นทนายความ เพิ่งเปิดสำนักงานทนายความเป็นของตัวเอง ได้ติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงาน มีข้อความว่า “สำนักงานทนายความเดชาและเพื่อน รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร” นางสาวตั๊กผ่านมาเห็นข้อความดังกล่าว จึงสนใจและจ้างให้นายเดชาว่าความให้ตนเอง ต่อมาใกล้เทศกาลปีใหม่ นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 40,000 บาท จากนางสาวตั๊ก โดยอ้างว่าจะนำเงินไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นางสาวตั๊กกลัวแพ้คดี จึงมอบเงินให้

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง……”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายเดชาซึ่งเป็นทนายความได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “สำนักงานทนายความเดชาและเพื่อน รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร” นั้น ไม่ถือว่านายเดชาประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1) เพราะการที่ทนายความเดชาติดป้ายหน้าสำนักงานโดยมี

ข้อความดังกล่าวนั้น ไม่เป็นการโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ และข้อความที่โฆษณานั้นก็ไม่ได้แจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ แต่การที่นางสาวตั๊กได้จ้างให้นายเดชาว่าความให้ตนเอง และต่อมาใกล้เทศกาลปีใหม่ นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 40,000 บาทจากนางสาวตั๊ก โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นางสาวตั๊กกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้นั้น ย่อมถือว่านายเดชาประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 14 เพราะนายเดชาได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการประพฤติตนที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ นายเดชาจึงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 ด้วย

สรุป การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 14 และข้อ 18 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (1)

ข้อ 3. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยมีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งฝ่ายสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยเป็นคนหลอกลวง และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือคนยากจน โดยต่างฝ่ายต่างก็พากลุ่มของตนมาชุมนุมภายในรั้วของศาลที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดแห่งนั้น พร้อมกระเช้าดอกไม้ แต่ก่อนที่นายเกรียงศักดิ์ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่เวรรับฟ้องจะมีคำสั่งรับฟ้อง นายเกรียงศักดิ์ได้นำคดีนี้ไปปรึกษากับนายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนั้นแล้ว หลังจากนั้นนายเกรียงศักดิ์ได้มีคำสั่ง “ประทับรับฟ้อง สำเนาให้จำเลย หมายขัง เว้นแต่มีประกัน” ซึ่งเป็นกรณีที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในศาลจังหวัดแห่งนั้นแล้ว แต่กลุ่มประชาชนทั้งสองฝ่ายที่มาชุมนุมก็ยังไม่ยอมกลับ นายเกรียงศักดิ์จึงออกไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มประชาชนและขอร้องให้กลุ่มประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ส่งเสียงดัง แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหลังจากที่ทราบว่าศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว กลับแสดงความไม่พอใจและส่งเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนั้นได้ยิน จึงลงมาดูและแถลงอธิบายต่อกลุ่มประชาชนว่า คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจังหวัดนี้แล้ว ศาลจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบเรียบร้อยไม่ให้ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาล พร้อมกับขอรับมอบกระเช้าดอกไม้จากทั้งสองฝ่ายไว้ หลังจากนั้นนายไกรเทพได้แจ้งให้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่ายกลับบ้าน

ขอให้วินิจฉัยว่า การกระทำของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพเป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 5 “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล”

ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดี ที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่เวรหลังจากมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว ได้ออกมาพบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาชุมนุมและขอร้องให้กลุ่มประชาชนทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบและไม่ส่งเสียงดัง และนายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงมาดูและแถลงอธิบายว่าคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว ศาลจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบเรียบร้อยไม่ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาลนั้น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 ที่ว่า “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล” การกระทำของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพเป็นการปรามมิให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำฟ้องส่งเสียงดังรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาลอันเป็นการประพฤติตนไม่สมควรในบริเวณศาลที่อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 และนอกจากนี้ไม่ปรากฏว่านายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจได้แถลงให้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่ายเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร ดังนั้น การกระทำของนายไกรเทพจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 6

แต่อย่างไรก็ตามการที่นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดขอรับมอบกระเช้าดอกไม้ไว้จากกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่าย แม้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมจะไม่ใช่คู่ความก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาแล้ว ดังนั้น การกระทำของนายไกรเทพในส่วนนี้จึงเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 41

สรุป การกระทำของนายเกรียงศักดิ์ไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 ส่วนการกระทำของนายไกรเทพไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้อ 5 และข้อ 6 แต่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายน้อยเป็นทนายความให้กับนายใหญ่ ต่อมานายน้อยว่าความจนชนะคดี ได้ยึดเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นของนายใหญ่ไว้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้นายน้อยก่อน ถ้านายใหญ่ชำระค่าจ้างว่าความแล้วจึงจะยอมคืนเงินให้กับนายใหญ่ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว

(ก) บุคคลใดบ้างที่มีสิทธิยื่นคำกล่าวหาว่านายน้อยประพฤติผิดมารยาททนายความ (15 คะแนน)

(ข) การทำคำกล่าวหานี้ต้องยื่นต่อใคร จงอธิบาย (10 คะแนน)

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528

มาตรา 64 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้ได้รับความเสียหายหรือทนายความมีสิทธิกล่าวหาทนายความว่าประพฤติผิดมารยาททนายความ โดยทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการมารยาททนายความ”

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้รับคำกล่าวหาตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือเมื่อได้รับแจ้งจากศาลพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน หรือเมื่อปรากฏแก่คณะกรรมการมารยาททนายความว่ามีพฤติการณ์อันสมควรให้มีการสอบสวนมารยาททนายความผู้ใด ให้คณะกรรมการมารยาททนายความแต่งตั้งทนายความไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวน…..”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายน้อยเป็นทนายความให้กับนายใหญ่ ต่อมานายน้อยว่าความจนชนะคดีได้ยึดเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นของนายใหญ่ไว้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้นายน้อยก่อน ถ้านายใหญ่ชำระค่าจ้างว่าความแล้วจึงจะยอมคืนเงินให้กับนายใหญ่นั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ การกระทำดังกล่าวของนายน้อยจึงเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความ ข้อ 15 ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

(ก) บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำกล่าวหาว่านายน้อยประพฤติผิดมารยาททนายความนั้น ได้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ดังนี้คือ

(1) บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย คือ นายใหญ่

(2) ทนายความ

(3) ศาล พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน

(4) คณะกรรมการมารยาททนายความ

(ข) การทำคำกล่าวหาดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 คือ ต้องทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคณะกรรมการมารยาททนายความ

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความ ให้คำปรึกษาในคดีที่นายเทาถูกจับกุมในคดียาเสพติดในระหว่างที่กำลังจะนำยาเสพติดไปส่งให้ผู้ซื้อที่ต่างจังหวัด นายแดงเห็นว่าคดีนี้ตำรวจพบยาเสพติดเป็นจำนวนมากและยังมีคำรับสารภาพของนายเทาว่า กระทำความผิดจริง ศาลน่าจะพิพากษาลงโทษนายเทาแต่ด้วยความสงสาร นายแดงจึงได้กล่าวให้นายเทามั่นใจว่าตนจะช่วยเหลือคดีนี้ให้ถึงที่สุด และตนยังเป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดียาเสพติดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย นายเทาจึงแจ้งให้ทราบว่าตนแต่งตั้งนายฟ้าเป็นทนายความอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องการเปลี่ยนให้นายแดงทำคดีให้ นายแดงจึงรับปากว่าจะเป็นทนายความให้ แต่นายเทาต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนนายฟ้าออกจากการเป็นทนายความก่อน นายเทาจึงไปดำเนินการตามข้อเสนอแนะของนายแดง ดังนี้จากข้อเท็จจริงข้างต้น นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(1) หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้

(2) อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น”

ข้อ 16 “แย่ง หรือทำการใดในลักษณะประมูลคดีที่มีทนายความอื่นว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วมาว่าหรือรับ หรือสัญญาว่าจะรับว่าต่างแก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว…..”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความ ให้คำปรึกษาในคดีที่นายเทาถูกจับกุมในคดียาเสพติดในระหว่างที่กำลังจะนำยาเสพติดไปส่งให้ผู้ซื้อที่ต่างจังหวัด นายแดงเห็นว่าคดีนี้ตำรวจพบยาเสพติดเป็นจำนวนมาก และยังมีคำรับสารภาพของนายเทาว่ากระทำความผิดจริง ศาลน่าจะพิพากษาลงโทษนายเทาแต่ด้วยความสงสาร นายแดงจึงได้กล่าวให้นายเทามั่นใจว่าตนจะช่วยเหลือคดีนี้ให้ถึงที่สุด และตนยังเป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดียาเสพติดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วยนั้น คำกล่าวของนายแดงดังกล่าว ถือว่าเป็นเพียงการแสดงออกของนายแดงว่าจะรับผิดชอบในคดีนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น มิได้เป็นการใช้อุบายหลอกลวงให้นายเทาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้อยู่แก่ใจว่าจะแพ้ หรือเป็นการอวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความอื่น เพื่อจูงใจให้นายเทามอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่างแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ถือว่านายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 10

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายแดงรับปากว่าจะเป็นทนายความให้นายเทาทั้ง ๆ ที่รู้ว่านายเทามีนายฟ้าเป็นทนายความอยู่แล้ว โดยให้นายเทาไปยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนนายฟ้าออกจากการเป็นทนายความก่อนนั้นถือเป็นการสัญญาว่าจะรับว่าต่างแก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว ดังนั้น ถือว่านายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 16

สรุป นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 16 แต่ไม่ผิดข้อ 10

ข้อ 3. นายตุลาเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายธันวาฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ตนที่เป็นบิดาของเด็กชายเมษาผู้เยาว์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่นางกันยาซึ่งเป็นมารดาของเด็กชายเมษาไม่ยินยอม นายสิงหาผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเดียวกันทราบเรื่องเห็นว่าคดีนี้อาจไกล่เกลี่ยได้ และควรพิจารณาโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญจึงแนะนำให้นายตุลาดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อน นายตุลาจึงเรียกนางกันยาและนายธันวาพร้อมทั้งทนายความทั้งสองฝ่ายไปที่บ้านของตน หลังจากไกล่เกลี่ยราวสองชั่วโมง คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงที่จะใช้อำนาจปกครองเด็กชายเมษาร่วมกัน ดังนี้ นายสิงหาและนายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 8 “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล ผู้พิพากษาพึงชี้แจงให้คู่ความทุกฝ่ายตระหนักถึงผลดีผลเสียในการดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ จักต้องไม่ให้คำมั่น หรือบีบบังคับให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอใด ๆ หรือให้จำเลยรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ และจักต้องไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระแวงว่าผู้พิพากษาฝักใฝ่ช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง”

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายตุลาซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายธันวาฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ตนที่เป็นบิดาของเด็กชายเมษาผู้เยาว์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่นางกันยาซึ่งเป็นมารดาของเด็กชายเมษาไม่ยินยอม จึงได้เรียกนางกันยาและนายธันวาพร้อมทั้งทนายความทั้งสองฝ่ายไปที่บ้านของตนเพื่อทำการไกล่เกลี่ย โดยไม่ได้กระทำในศาลนั้น ถือว่านายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 8 เพราะตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ได้กำหนดไว้ว่า “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล”

ส่วนการที่นายสิงหาซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเดียวกันแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี ได้แนะนำให้นายตุลาดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนนั้น ย่อมถือว่านายสิงหาได้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ดังนั้น ถือว่านายสิงหาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 37

สรุป นายสิงหาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 37

ส่วนนายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 8

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. อริสโตเติ้ลแยกชนิดของความยุติธรรมไว้กี่ชนิด อะไรบ้าง จงอธิบายรายละเอียด

ธงคำตอบ

Aristotle ได้แบ่งประเภทของความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ความยุติธรรมทางจัดสรร (Distributive Justice)

คือบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ เกียรติยศ สิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน เช่น คนงานในโรงงานทำงานเท่ากัน คุณวุฒิ คุณสมบัติเท่ากัน ก็ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน แต่ถ้ามีคนหนึ่งทำงานดีกว่า ขยันกว่า มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า อาจจะทำให้ได้เงินเดือนมากกว่า หลักที่ว่าบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน มีปัญหาอยู่บ้างในกรณีการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลต่างกลุ่ม เช่น ชาวนาควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากแรงงานที่ได้ลงแรงผลิตขึ้นมา ในขณะเดียวกันพ่อค้าที่ขนสินค้าไปขายควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุน พ่อค้าคนกลางกับผู้ผลิตมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน การจัดสรรผลประโยชน์จึงแตกต่างกันบ้าง อาจจะเกิดปัญหาว่า ฝ่ายหนึ่งอาจจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการไม่สมควร

2. ความยุติธรรมทางชดเชย (Rectificatory Justice)

คำว่า “ชดเชย” หมายความว่า ทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น มีคนขับรถยนต์มาชนรถยนต์ของท่านบุบเสียหาย คนชนต้องชดเชยกลับทำให้รถยนต์ของท่านเหมือนเดิมโดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์ เป็นต้น

ข้อ 2. นายป้อมเป็นทนายความได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับนักข่าวว่า “สำนักงานทนายความป้อมเป็นสำนักงานทนายความที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงประชาชนมากที่สุดในประเทศไทย โดยทนายความของเราสามารถหาภาพและคลิปเสียง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีสำนักงานทนายความใดในประเทศไทยที่สามารถหาข้อมูลมาได้” เมื่อนายแดงซึ่งเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนเห็นการแถลงข่าวในโทรทัศน์จึงตกลงให้นายป้อมเป็นทนายความของตน ก่อนวันสืบพยาน นายป้อมได้เรียกนายแดงและพยานมาพร้อมกัน แล้วให้คำแนะนำแก่พยานในการเบิกความ โดยมีการตั้งคำถามให้พยานตอบ โดยให้พยานระลึกถึงข้อเท็จจริงในวันสืบพยาน พยานจึงเบิกความตามข้อเท็จจริงที่เตรียมมา เมื่อถึงวันฟังคำพิพากษา นายป้อมไม่ได้ไปศาลโดยอ้างว่ามีธุระด่วน ต้องไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถามนายแดงเกี่ยวกับผลของคำพิพากษา จนทำให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ นายแดงจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายป้อมประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาลหรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ…

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกระทำของนายป้อมเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายป้อมเป็นทนายความได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับนักข่าวว่า “สำนักงานทนายความป้อมเป็นสำนักงานทนายความที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงประชาชนมากที่สุดในประเทศไทย โดยทนายความของเราสามารถหาภาพและคลิปเสียง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีสำนักงานทนายความใดในประเทศไทยที่สามารถหาข้อมูลมาได้” และเมื่อนายแดงซึ่งเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนเห็นการแถลงข่าวในโทรทัศน์จึงตกลงให้นายป้อมเป็นทนายความของตนนั้น การกระทำของนายป้อมถือว่าเป็นการประกาศโฆษณา ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ และมิใช่เป็นการแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ ตามนัยของข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 17 (2) ดังนั้น การกระทำของนายป้อมจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17

  2. ก่อนวันสืบพยาน การที่นายป้อมได้เรียกนายแดงและพยานมาพร้อมกัน แล้วให้คำแนะนำแก่พยานในการเบิกความ โดยมีการตั้งคำถามให้พยานตอบ โดยให้พยานระลึกถึงข้อเท็จจริงในวันสืบพยาน พยานจึงเบิกความตามข้อเท็จจริงที่เตรียมมานั้น ถือว่าเป็นเพียงการซักซ้อมพยานเท่านั้นมิใช่เป็นการเสี้ยมสอนพยาน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายป้อมจึงไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 8

  3. กรณีที่ถึงวันฟังคำพิพากษา นายป้อมไม่ได้ไปศาลโดยอ้างว่าติดธุระด่วนต้องไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถามนายแดงเกี่ยวกับผลของคำพิพากษา จนทำให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ นายแดงจึงไม่สามารถอุทธรณ์ได้นั้น ถือเป็นกรณีที่นายป้อมจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน ตามนัยของข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 12 (2) แล้ว ดังนั้น การกระทำของนายป้อมจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12

สรุป การกระทำของนายป้อมเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 และข้อ 17 แต่ไม่มีความผิดข้อ 8

ข้อ 3. ณ ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง นายแก้วและนายก้อนเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดดังกล่าว ปรากฏว่านายแก้วยังเป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัท ทิพย์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของนายแก้ว ส่วนนายก้อนนั้นมีนายก้านเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดเดียวกับที่นายก้อนรับราชการอยู่ ซึ่งนายก้อนและนายก้านเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 นายก้านได้มาพูดจาชักชวนให้นายก้อนให้ช่วยนายก้านหาเสียงในการที่นายก้านจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เดิมอีกสมัยหนึ่ง ในการเลือกตั้งสมัยหน้าที่จะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2566 นายก้อนรับแผ่นพับประวัติและนโยบายของนายก้านที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงในครั้งนี้นำมาใช้แจกจ่ายในขณะที่นายก้านเดินหาเสียงอยู่ในโรงอาหารของศาลจังหวัดดังกล่าวให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการภายในศาลจังหวัด

ให้วินิจฉัยว่า นายแก้วและนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้านหรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 34 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และจักต้องไม่เข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใด ทั้งไม่พึงกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด นอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายแก้วและนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายแก้ว

การที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด ปรากฏว่านายแก้วยังเป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัท ทิพย์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด ถือได้ว่านายแก้วเป็นกรรมการในบริษัทของเอกชน แม้จะเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของนายแก้วก็ตาม แต่เมื่อธุรกิจนั้นเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 26 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ย่อมถือว่านายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการในข้อ 26

กรณีของนายก้อน

การที่นายก้อนผู้พิพากษาศาลจังหวัด และเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 กับนายก้านซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดเดียวกับที่นายก้อนรับราชการอยู่ โดยนายก้อนได้รับแผ่นพับประวัติและนโยบายของนายก้านที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงในการที่นายก้านจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เดิมอีกสมัยหนึ่ง นำมาใช้แจกจ่ายในขณะที่นายก้านเดินหาเสียงอยู่โรงอาหารของศาลจังหวัดดังกล่าวให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการภายในศาลจังหวัดนั้น การกระทำของนายก้อนถือว่าเป็นการสนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งผู้แทนทางการเมือง และเป็นการกระทำในลักษณะฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 34 ดังนั้น จึงถือว่านายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการในข้อ 34

สรุป นายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 ส่วนนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์การวิชาชีพใดมีบทบาทสำคัญหลักสำหรับนักกฎหมายที่ประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย ให้ท่านอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

องค์การวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญหลักสำหรับนักกฎหมายที่ประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย คือ สภาทนายความ

เนื่องจากลักษณะของวิชาชีพทนายความมีการผูกขาดอาชีพให้แก่คนเพียงกลุ่มเดียว จึงทำให้ต้องมีองค์การวิชาชีพขึ้นมาดูแลการผูกขาดคอยหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามาแย่งประกอบวิชาชีพทนายความ ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพทำงานบริการเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ด้วย ไม่ใช่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือของกลุ่มวิชาชีพทนายความของตนเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพทนายความจึงต้องมีคุณสมบัติทั้งทางด้านความรู้ความสามารถและคุณธรรมได้มาตรฐานสูงเพียงพอที่จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการก่อตั้งองค์การวิชาชีพควบคุมการประกอบวิชาชีพทนายความขึ้นซึ่งคือ สภาทนายความ เพื่อเข้ามามีหน้าที่ควบคุมดูแลคุณภาพเหล่านั้น ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 สภาทนายความมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกออกจากรัฐและแยกออกจากเนติบัณฑิตยสภา โดยมีคณะกรรมการสภาทนายความเป็นผู้บริหารงานดำเนินการต่าง ๆ

สภาทนายความมีบทบาทต่อการประกอบวิชาชีพทนายความดังต่อไปนี้

(1) กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร (มาตรา 35 พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528)

(2) กำหนดเงื่อนไขการฝึกอบรมวิชาว่าความหรือการฝึกหัดในสำนักงานทนายความ (ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. 2529 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ พ.ศ. 2529)

(3) มีการสอบวัดความรู้ความสามารถต้องผ่านเกณฑ์ถึงจะขึ้นทะเบียนได้รับใบอนุญาตว่าความ (ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. 2529)

(4) มีข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยเรื่องมรรยาททนายความให้ทนายความต้องประพฤติปฏิบัติตาม ถ้าฝ่าฝืนประพฤติผิดมรรยาททนายความมีบทลงโทษ 3 สถาน ได้แก่ 1. ภาคทัณฑ์ 2. ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกิน 3 ปี 3. ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ (พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528)

ข้อ 2. นายกรณ์เป็นทนายความให้นายสุวัฒน์คดีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องฟอกอากาศ นายสุวัฒน์ได้จ่ายค่าทนายความให้แก่นายกรณ์เป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมานายกรณ์ได้มาขอค่าทนายความเพิ่มเป็นเงิน 20,000 บาท อ้างว่าต้องนำไปชำระค่าธรรมเนียมศาล แต่นายกรณ์กลับเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้หนี้นอกระบบ นอกจากนี้นายกรณ์ก็ไม่นำคดีไปฟ้องต่อศาล จนทำให้คดีขาดอายุความ ดังนี้ นายกรณ์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกรณ์เป็นทนายความให้นายสุวัฒน์คดีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องฟอกอากาศ โดยนายสุวัฒน์ได้จ่ายค่าทนายความให้แก่นายกรณ์เป็นเงิน 50,000 บาทแล้ว ต่อมานายกรณ์ได้มาขอค่าทนายความเพิ่มเป็นเงิน 20,000 บาท โดยอ้างว่าต้องนำไปชำระค่าธรรมเนียมศาล แต่นายกรณ์กลับเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้หนี้นอกระบบนั้น การกระทำดังกล่าวของนายกรณ์ถือเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 14 เพราะนายกรณ์ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15 เพราะว่าการกระทำดังกล่าวของนายกรณ์ถือเป็นการฉ้อโกงทรัพย์สินของลูกความด้วย

นอกจากนี้ การที่นายกรณ์ไม่นำคดีไปฟ้องต่อศาล จนทำให้คดีขาดอายุความนั้น ถือว่านายกรณ์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2) เพราะการกระทำของนายกรณ์ถือว่าเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน

สรุป นายกรณ์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 14, ข้อ 15 และข้อ 12 (2)

ข้อ 3. นายวันมูฮัมหมัดเป็นดะโต๊ะยุติธรรมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา ใช้เวลาว่างวันเสาร์อาทิตย์ รับงานตรวจร่างสัญญาและเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทโรงไฟฟ้าชีวมวลของคุณลุงตนเอง ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ชุมชนที่อยู่ใกล้ชายแดนภาคใต้ ดังนี้ นายวันมูฮัมหมัดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความ หรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้ มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรม และผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวันมูฮัมหมัดเป็นดะโต๊ะยุติธรรมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา ใช้เวลาว่างวันเสาร์อาทิตย์เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น แม้ว่าบริษัทดังกล่าวจะเป็นบริษัทของคุณลุงตนเองก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร การกระทำของนายวันมูฮัมหมัดจึงถือเป็นการกระพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง และการที่นายวันมูฮัมหมัดรับงานตรวจร่างสัญญาให้กับบริษัทดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44 ซึ่งให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการมาใช้แก่ดะโต๊ะยุติธรรมด้วยโดยอนุโลม

สรุป นายวันมูฮัมหมัดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง และข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2565

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. วิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะผูกขาดไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ซึ่งการผูกขาดนี้ทำให้ต้องมีหน่วยงานเข้ามาควบคุม ซึ่งเรียกว่าองค์การวิชาชีพ ให้นักศึกษาอธิบายโดยละเอียดว่า องค์การวิชาชีพมีหน้าที่อะไรบ้าง กี่ประการ พร้อมยกตัวอย่างองค์การวิชาชีพในประเทศไทยว่าทำหน้าที่อะไรบ้างตามหน้าที่ที่องค์การวิชาชีพควรมีตามที่อธิบายมาข้างต้น อย่างน้อย 2 ตัวอย่าง

ธงคำตอบ

หน้าที่ขององค์การวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ

1. หน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงมีการจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้น เนติบัณฑิตยสภาของเกือบทุกประเทศจึงทดสอบความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้

(2) ควบคุมวินัยและมารยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมารยาทข้อหนึ่งว่าเมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน

(3) หน้าที่ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งอาชีพ องค์การวิชาชีพนักกฎหมายมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ จะให้ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี และการทวงหนี้ ย่อมเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้นจะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมอยู่ระดับหนึ่ง หากปล่อยให้บุคคลภายนอกซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐานเข้ามาทำวิชาชีพนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่มาใช้บริการได้

2. หน้าที่ส่งเสริมวิชาชีพ

(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้ว ยังต้องอบรมกฎหมายและความรู้อื่น ๆ ให้ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ใหม่ ๆ ด้วย เช่น ความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายในระบบออนไลน์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ ด้วยการคอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่ได้รับค่าตอบแทนต่ำจนเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตตามสมควรอยู่ได้ ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากัน

(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายความถึงทัศนะของบุคคลภายนอกที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สมัยก่อนคนไทยมองทนายความว่าเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล องค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชื่อถือ

สำหรับองค์การวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญสำหรับนักกฎหมายในประเทศไทย และมีหน้าที่ตามหน้าที่ที่องค์การวิชาชีพควรมีตามที่อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้แก่ เนติบัณฑิตยสภา ซึ่งจะมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษากฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย โดยให้มีการจัดการทดสอบความรู้ของผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพกฎหมายก่อนออกใบอนุญาต เป็นต้น และสภาทนายความ ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ทดสอบความรู้ของผู้สมัครทั้งทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อประเมินความรู้ความสามารถของนักกฎหมายที่ประสงค์ประกอบวิชาชีพทนายความ เปิดอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายใหม่ ๆ ให้แก่ทนายความ รวมทั้งมีการใช้บทลงโทษต่าง ๆ มาบังคับใช้กับทนายความในกรณีที่มีการประพฤติผิดมารยาททนายความเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานทนายความ เป็นต้น

ข้อ 2. นายรวยเป็นทนายความ โดยนายรวยติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงานทนายความว่า “สำนักงานทนายความรวยและเพื่อนรับว่าความทุกประเภททั่วราชอาณาจักร” เมื่อนายสะอาดเห็นป้ายโฆษณาจึงสนใจมาปรึกษากฎหมาย และตกลงให้นายรวยเป็นทนายความของตนในคดียื่นคำร้องขอตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายสะอาดได้นำพินัยกรรมที่ศาลมีคำพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะให้นายรวยดู ต่อมานายรวยได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าาวไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกที่อีกศาลหนึ่ง โดยปกปิดความเป็นโมฆะของพินัยกรรมไว้ จนศาลมีคำสั่งตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายรวยประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณา หรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายรวยเป็นทนายความ นายรวยติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงานทนายความว่า “สำนักงานทนายความรวยและเพื่อนรับว่าความทุกประเภททั่วราชอาณาจักร” นั้น การกระทำของนายรวยไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 17 (2) เพราะว่าแม้นายรวยจะได้ประกาศโฆษณาชื่อของตนก็ตาม แต่เป็นการประกาศโฆษณาตามสมควรโดยสุภาพ

แต่การที่นายสะอาดได้ตกลงให้นายรวยเป็นทนายความของตนในคดียื่นคำร้องขอตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายสะอาดได้นำพินัยกรรมที่ศาลมีคำพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะให้นายรวยดู แล้วต่อมานายรวยได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกที่อีกศาลหนึ่ง โดยปกปิดความเป็นโมฆะของพินัยกรรมไว้ จนศาลมีคำสั่งตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกนั้น การกระทำของนายรวยถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 7 เพราะเป็นการกล่าวความเท็จและใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง

สรุป นายรวยประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 7 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (2)

ข้อ 3. นายประสิทธิ์รับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนึ่ง มีเพื่อนสนิทชื่อนายประสงค์ประกอบอาชีพทนายความ ทั้งสองคนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาโททางด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระหว่างรับราชการนายประสิทธิ์ได้ออกเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่อันเป็นขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่ดี ต่อมานายประสงค์เพื่อนสนิทได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรค “เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนไม่ให้ถูกละเมิดเอารัดเอาเปรียบ และเมื่อนายประสงค์ดำเนินการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ได้แจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบ และนายประสิทธิ์จึงได้ร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท

(ก) นายประสิทธิ์ จึงร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท โดยแสดงความประสงค์ผ่านการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90 ในปีภาษี 2565 โดยยื่นเสียภาษีทางออนไลน์ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

(ข) เมื่อถึงวันเปิดตัว “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” นายประสิทธิ์เดินทางไปร่วมงาน พิธีกรได้ประกาศให้นายประสิทธิ์ขึ้นเวทีมอบพวงมาลัยให้แก่นายประสงค์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น

ขอให้นักศึกษาอธิบายว่า การกระทำของนายประสิทธิ์ ตามข้อ (ก) และข้อ (ข) มีความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 33 “ผู้พิพากษาจำต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ”

ข้อ 34 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และจักต้องไม่เข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางเมืองอื่นใด ทั้งไม่พึงกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดนอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายประสิทธิ์รับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนึ่ง และมีเพื่อนสนิทชื่อนายประสงค์ประกอบอาชีพทนายความ โดยทั้งสองคนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาโททางด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระหว่างรับราชการนายประสิทธิ์ได้ออกเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่อันเป็นขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่ดี ต่อมานายประสงค์เพื่อนสนิทได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรค “เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนไม่ให้ถูกละเมิดเอารัดเอาเปรียบ และเมื่อนายประสงค์ดำเนินการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ได้แจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบ และนายประสิทธิ์จึงได้ร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท โดยแสดงความประสงค์ผ่านการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90 ของกรมสรรพากรนั้น ถือว่าเป็นการดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายของรัฐที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนพรรคการเมือง อันถือเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์ในกรณีนี้จึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 33 แต่อย่างใด

(ข) การที่นายประสิทธิ์เดินทางไปร่วมงานเปิดตัว “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” และพิธีกรได้ประกาศให้นายประสิทธิ์ขึ้นเวทีมอบพวงมาลัยให้แก่นายประสงค์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองแล้ว ดังนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์จึงเป็นการกระทำผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

สรุป การกระทำของนายประสิทธิ์ตาม

ข้อ (ก) ไม่เป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 33

ข้อ (ข) เป็นการกระทำผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 3 ข้อ

ข้อ 1. เนติบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีบทบาทในการควบคุม ส่งเสริมมาตรฐานของวิชาชีพนักกฎหมายในแต่ละประเทศ ให้นักศึกษาอธิบายบทบาทของเนติบัณฑิตยสภาของประเทศญี่ปุ่นว่ามีบทบาทต่อการเข้าประกอบวิชาชีพนักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ และทนายความอย่างไร

ธงคำตอบ

เนติบัณฑิตยสภาของประเทศญี่ปุ่นมีบทบาทต่อการเข้าประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย ดังนี้คือ

นักกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ผู้พิพากษา อัยการ และทนายความ โดยนักกฎหมายทุกประเภทจะต้องได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย และจะต้องสอบผ่านเป็นเนติบัณฑิต รวมทั้งจะต้องเข้าสถาบันศึกษากฎหมาย (Legal Training and Research Institute) อีกเป็นเวลา 2 ปี จึงจะสามารถประกอบวิชาชีพเป็นผู้พิพากษา อัยการ และทนายความได้

เมื่อนักเรียนสำเร็จชั้นมัธยมต้องสอบแข่งขันเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร 4 ปี โดย 2 ปีแรกจะศึกษาวิชาทั่ว ๆ ไป และ 2 ปีหลังจะศึกษากฎหมาย ซึ่งมีวิชาหลักคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเมื่อสำเร็จปริญญากฎหมายจากมหาวิทยาลัยแล้ว หากต้องการประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ ต้องสอบเนติบัณฑิต เนื่องจากกฎหมายบังคับว่านักกฎหมายทุกคนต้องสอบได้เป็นเนติบัณฑิต

เมื่อสอบได้เป็นเนติบัณฑิตแล้วต้องเข้าสถาบันศึกษากฎหมาย (Legal Training and Research Institute) ซึ่งสถาบันนี้เป็นหน่วยงานหนึ่งของศาลสูงสุด ศาลสูงสุดจะแต่งตั้งอาจารย์ประจำสถาบันจากผู้พิพากษา อัยการ และทนายความหมุนเวียนกันเข้ามาสอนในสถาบัน การศึกษาในสถาบันนี้จะใช้เวลา 2 ปี โดย 8 เดือนแรกเป็นการศึกษาในชั้นเรียน และอีก 16 เดือนหลัง เป็นการศึกษาภาคปฏิบัติ ถ้าผู้ใดต้องการเป็นผู้พิพากษาก็ต้องฝึกหัดยกร่างความเห็น ผู้ใดต้องการเป็นอัยการหรือทนายความก็ต้องฝึกหัดการเขียนคำแถลงและการซักถามพยาน และเมื่อผ่านการศึกษา 2 ปี ในสถาบันแห่งนี้ก็สามารถประกอบวิชาชีพเป็นนักกฎหมายได้

และสำหรับทนายความญี่ปุ่น เมื่อจบการฝึกอบรมจากสถาบันศึกษากฎหมายแล้ว ต้องจดทะเบียนต่อเนติบัณฑิตยสภาแห่งชาติ (ระดับประเทศ) และจดทะเบียนต่อเนติบัณฑิตยสภาของจังหวัด (ระดับท้องถิ่น) ณ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเนติบัณฑิตยสภาระดับท้องถิ่นนั้นจะมี 52 แห่ง และอย่างน้อยที่สุดแต่ละจังหวัดจะมีเนติบัณฑิตยสภา 1 แห่ง ซึ่งเนติบัณฑิตยสภาของญี่ปุ่นมีความเป็นอิสระและมีอำนาจออกข้อบังคับและควบคุมมรรยาททนายความ

ข้อ 2. นายสุดเขตเป็นทนายความ ย้ายสำนักงานทนายความของตัวเองไปทำการแห่งใหม่ จึงได้ทำใบปลิวแจก มีข้อความว่า “สำนักงานสุดเขตทนายความและเพื่อน ว่าความไม่เคยแพ้ใคร คิดค่าว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย” เมื่อนายแดนสยามเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงจ้างให้นายสุดเขตว่าความให้ตนเอง ต่อมาเมื่อถึงเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว นายสุดเขตไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในเวลากำหนด เป็นเหตุทำให้คดีสิ้นสุดลง ทำให้นายแดนสยามเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในคดีนั้น ดังนี้ นายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การหรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุดเขตเป็นทนายความ ได้ย้ายสำนักงานทนายความของตัวเองไปที่ทำการแห่งใหม่ จึงได้ทำใบปลิวแจกมีข้อความว่า “สำนักงานสุดเขตทนายความและเพื่อน ว่าความไม่เคยแพ้ใคร คิดค่าว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย” เมื่อนายแดนสยามเห็นข้อความดังกล่าวจึงตกลงจ้างนายสุดเขตว่าความให้ตนเองนั้น การที่นายสุดเขตได้ทำใบปลิวโดยมีข้อความดังกล่าวนั้น ย่อมถือว่าเป็นการโฆษณาชื่อ สำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้แล้ว การกระทำของนายสุดเขตจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17

และต่อมาเมื่อถึงเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว นายสุดเขตไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนดเวลา เป็นเหตุทำให้คดีสิ้นสุดลง ทำให้นายแดนสยามเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในคดีนั้น ย่อมถือว่าเป็น การจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำเกี่ยวแก่การดำเนินคดีของลูกความ จึงถือว่านายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2) ด้วย

สรุป นายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 และข้อ 17

ข้อ 3. นายทรงศักดิ์เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนเก่าโรงเรียนประจำจังหวัด เมื่อไปถึงได้พบปะและพูดคุยกับนายทรงสิทธิ์นายกสมาคม นายทรงสิทธิ์ได้สอบถามนายทรงศักดิ์เกี่ยวกับข่าวที่มีนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดถูกศาลออกหมายจับ นายทรงศักดิ์จึงเล่าว่านักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังตามที่เป็นข่าว ถูกเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่ากระทำความผิดและยื่นคำร้องขอออกหมายจับและตนเองเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคำร้อง ได้ตรวจดูพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว เชื่อว่านักการเมืองท้องถิ่นผู้นี้เป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงเห็นสมควรให้ออกหมายจับ นายทรงสิทธิ์สอบถามต่อไปอีกว่า กรณีเช่นนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร นายทรงศักดิ์จึงตอบไปว่า สำนวนเรื่องนี้นายทรงฤทธิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้มอบหมายให้นายทรงเกียรติซึ่งเป็นเพื่อนของตนเองเป็นเจ้าของสำนวน โดยมีตนเองเป็นองค์คณะที่ต้องร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย และได้ปรึกษากับนายทรงเกียรติในเบื้องต้นแล้ว คงต้องมีคำพิพากษาจำคุกนักการเมืองคนนี้อย่างแน่นอน ดังนี้ การกระทำดังกล่าวของนายทรงศักดิ์เป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาย่อมมีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทรงศักดิ์เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนเก่าโรงเรียนประจำจังหวัด เมื่อไปถึงได้พบปะและพูดคุยกับนายทรงสิทธิ์นายกสมาคม นายทรงสิทธิ์ได้สอบถามนายทรงศักดิ์เกี่ยวกับข่าวที่มีนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดถูกศาลออกหมายจับ นายทรงศักดิ์จึงเล่าว่านักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังตามที่เป็นข่าว ถูกเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่ากระทำความผิดและยื่นคำร้องขอออกหมายจับและตนเองเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคำร้อง ได้ตรวจดูพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว เชื่อว่านักการเมืองท้องถิ่นผู้นี้เป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงเห็นสมควรให้ออกหมายจับนั้น ถือว่านายทรงศักดิ์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใดตามนัยข้อ 6 แห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแล้ว จึงถือเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6

และเมื่อนายทรงสิทธิ์ได้สอบถามต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร นายทรงศักดิ์ได้ตอบไปว่า สำนวนเรื่องนี้นายทรงฤทธิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายทรงเกียรติซึ่งเป็นเพื่อนของตนเองเป็นเจ้าของสำนวน โดยมีตนเองเป็นองค์คณะที่ต้องร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย และได้ปรึกษากับนายทรงเกียรติในเบื้องต้นแล้ว คงต้องมีคำพิพากษาจำคุกนักการเมืองคนนี้อย่างแน่นอนนั้น ถือว่านายทรงศักดิ์ได้วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่กำลังจะขึ้นสู่ศาลซึ่งอาจทำให้บุคคลภายนอกเอาไปคาดหมายว่าในที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร อันเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6 เช่นกัน

ดังนั้น การกระทำของนายทรงศักดิ์จึงเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6

สรุป นายทรงศักดิ์ประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้อราชการตุลาการข้อ 6

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของกฎหมายคือกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับกับประชาชนนั้นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรม อย่างไรก็ดี ในบางกรณีกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในระบบจารีตประเพณีหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร อาจไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน เมื่อประชาชนมีข้อพิพาทที่จำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเกิดขึ้น ผู้พิพากษาจะมีวิธีดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมตามกฎหมายได้ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

          ในระบบ Common Law หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณีนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า กฎหมายมาจากแนวคำพิพากษาของศาล กล่าวคือ เมื่อมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นจนกลายเป็นข้อโต้แย้งและฟ้องร้องกันในศาล เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็จะเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจากบรรทัดฐานหนึ่งจะพัฒนาไปสู่อีกบรรทัดฐานหนึ่งก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่าบรรทัดฐานตามแนวคำพิพากษาเดิมไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงมีการสร้างระบบอีกระบบหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าหลัก Equity หรือหลักความเป็นธรรม เพื่อนำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ดังนั้น หลักดังกล่าวจึงคลายความเข้มงวดของกฎหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้

          ส่วนในระบบ Civil Law หรือระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร จะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ประกอบการวินิจฉัย เพียงแต่การนำบทบัญญัติของกฎหมายมาปรับใช้และการตีความกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความยุติธรรมประกอบกับบทบัญญัติของกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นว่านั้นไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังตัวอย่างที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 และปัจจุบันในคดีต่าง ๆ นั้น ศาลได้มีการนำหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทมาปรับใช้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับประชาชนมากขึ้น

ข้อ 2. นายเดชาเป็นทนายความ ได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกนายเดชา รับปรึกษา ว่าความทั่วราชอาณาจักร ราคาถูกและยุติธรรม” นายอัจฉริยะผ่านมาเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงจ้างนายเดชาเป็นทนายความ ต่อมาใกล้เทศกาลตรุษจีน นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 30,000 บาท จากนายอัจฉริยะ โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายอัจฉริยะกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

          ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

          ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

          (1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การหรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง……”

          ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเดชาซึ่งเป็นทนายความได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกนายเดชา รับปรึกษา ว่าความทั่วราชอาณาจักร ราคาถูกและยุติธรรม” นั้น ไม่ถือว่านายเดชาประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 17 (1) เพราะการที่ทนายความเดชาติดป้ายหน้าสำนักงานโดยมีข้อความดังกล่าวนั้น ไม่เป็นการโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ และข้อความที่โฆษณานั้นก็ไม่ได้แจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ แต่การที่นายอัจฉริยะได้ตกลงจ้างนายเดชาเป็นทนายความ และต่อมาใกล้เทศกาลตรุษจีน นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 30,000 บาท จากนายอัจฉริยะ โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายอัจฉริยะกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้นั้น ย่อมถือว่านายเดชาประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 เพราะนายเดชาได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการประพฤติตนที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ นายเดชาจึงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 18 ด้วย

สรุป การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 และข้อ 18 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (1)

ข้อ 3. นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษา นางสาวบีคู่หมั้นของนายเอต้องการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงให้นายเอร่างสัญญาให้ และเมื่อนายซีเพื่อนของนางสาวบีทราบว่านายเอคู่หมั้นของนางสาวบีเป็นผู้พิพากษา จึงขอให้นายเอเป็นที่ปรึกษาบริษัทของตน ให้ท่านวินิจฉัยว่าตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ (1) นายเอสามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินให้นางสาวบี และ (2) เป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

          ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

          ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

          ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรม และผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

          วินิจฉัย

          ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 44 ได้กำหนดให้นำประมวลจริยธรรมตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อนายเอดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้ด้วยเช่นเดียวกับผู้พิพากษา

          กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอจะสามารถกระทำการดังกล่าวได้หรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

          (1) การที่นางสาวบีซึ่งเป็นคู่หมั้นของนายเอต้องการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงให้นายเอร่างสัญญาให้นั้น นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษาย่อมไม่สามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินอันถือเป็นนิติกรรมประเภทหนึ่งให้นางสาวบีได้ เพราะขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความ หรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ อีกทั้งนางสาวบีก็เป็นเพียงคู่หมั้นของนายเอเท่านั้น ไม่ใช่คู่สมรส จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 31 วรรคสองตอนท้าย ซึ่งบัญญัติว่า “เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน…… มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

          (2) การที่นายซีเพื่อนของนางสาวบีทราบว่านายเอคู่หมั้นของนางสาวบีเป็นผู้พิพากษา จึงขอให้นายเอเป็นที่ปรึกษาบริษัทของตนนั้น นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษาจะเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีไม่ได้ เพราะการเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีนั้นถือเป็นการให้คำปรึกษาที่อาจเกิดเป็นคดีความในภายหน้าได้ จึงเป็นการขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง และข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44

          สรุป (1) นายเอไม่สามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินให้นางสาวบีได้

                   (2) นายเอจะเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีไม่ได้

                

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2564

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. วิชานี้มีวัตถุประสงค์กี่ประการ อะไรบ้าง

ธงคำตอบ

วิชานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ

  1. เพื่ออบรมนักศึกษาให้มีความรู้ทางธรรมเนียมและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย กล่าวคือ ให้รู้ว่าการเป็นนักกฎหมายจะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตน เช่น มีหน้าที่ที่จะต้องให้คำปรึกษาแก่คู่ความอันเกี่ยวแก่คดี รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับคดี การว่าความแก้ต่างในศาลจะต้องนำพยานหลักฐานเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างหรือข้อโต้แย้งของตน มีความสุขุมรอบคอบในการใช้กฎหมาย มีความหนักแน่นในวิชาชีพ รวมไปถึงการปฏิบัติตัวของนักกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้อื่นดูถูกดูแคลน และต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพของตน

  2. เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีจิตสำนึกและอุดมคติสำหรับการประกอบวิชาชีพกฎหมาย เช่น การปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ที่ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ และให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชนไม่ใช่เป็นคนของวิชาชีพ

  3. เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของนักกฎหมายซึ่งมีต่อสังคม เช่น การนำมติมหาชนคือนำทัศนะที่ถูกต้องให้แก่สังคม การดำรงตนเพื่อสาธารณะคือไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน แต่ประกอบวิชาชีพเพื่อประชาชนทั่วไป

ข้อ 2. นายม่วงเป็นทนายความให้กับนายแสงในคดีขับไล่ ก่อนวันสืบพยานหนึ่งวัน นายม่วงได้เรียกนายแหวนซึ่งเป็นพยานในคดีนี้เข้ามาสอบถามและทบทวนความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้เบิกความได้อย่างถูกต้อง และในเย็นวันนั้นนายม่วงได้ยินยอมให้นายแสงและนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมาทำความตกลงกัน โดยนายแสงได้จ่ายสินบนให้แก่นายหนึ่งในบ้านของนายม่วง ต่อมาศาลพิพากษาให้นายแสงแพ้คดี และให้นายแสงขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท นายแสงอุทธรณ์โดยมีนายม่วงลงชื่อว่าตนเป็นผู้เรียงพิมพ์ และแนบสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ ต่อมานายสว่างซึ่งเป็นผู้พิพากษามาตรวจสำนวนพบว่านายม่วงได้พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมและปลอมแปลงเอกสารลงบนคู่ฉบับสัญญาจะซื้อจะขายจึงพิพากษาให้นายแสงแพ้คดี

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาว่าจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

วินิจฉัย

การที่นายม่วงเป็นทนายความให้กับนายแสงในคดีขับไล่ ก่อนวันสืบพยานหนึ่งวัน นายม่วงได้เรียกนายแหวนซึ่งเป็นพยานในคดีนี้เข้ามาสอบถามและทบทวนความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เบิกความได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ถือว่าการกระทำของนายม่วงเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะไม่ใช่การเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายม่วงได้ยินยอมให้นายแสงและนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมาทำความตกลงกัน โดยนายแสงได้จ่ายสินบนให้แก่นายหนึ่งในบ้านของนายม่วงนั้น ถือว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะเป็นการสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน และนอกจากนั้น การที่นายม่วงได้พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมและปลอมแปลงเอกสารลงบนคู่ฉบับสัญญาจะซื้อจะขายนั้น ถือว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 7 เพราะเป็นการทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ และใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลงอีกด้วย

สรุป นายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8

ข้อ 3. นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง นายสุภาพได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกันกับที่นายสุภาพรับราชการ โดยเชิญนายสุภาพเข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน ในหัวข้อ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน” นายสุภาพได้แสดงความคิดเห็นในระหว่างการอภิปรายตอนหนึ่งสรุปใจความว่า “รัฐบาลในปัจจุบันบริหารราชการแผ่นดินมีข้อบกพร่องทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดยุคข้าวยากหมากแพง เนื้อหมูแพง ปุ๋ยเคมีแพง รวมทั้งน้ำมันแพงด้วย ทั้งเกิดปัญหาการทุจริตทุกหน่วยงานรัฐ ทำให้ทางหลวงชำรุดทรุดโทรมเร็วมาก เพราะการบริหารประเทศไม่ดี สมควรลาออกหรือยุบสภาจะได้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ได้รัฐบาลใหม่มาแก้ไขปัญหา บ้านเมืองคงจะดีกว่านี้” ต่อมาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนำไปตีพิมพ์จัดจำหน่ายภายในจังหวัดดังกล่าว ทำให้มีคนในจังหวัดสนใจเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางและหลากหลายในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งทำนองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

ดังนี้ การที่นายสุภาพไปอภิปรายด้วยข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 28 “ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา และจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งทำงานในอำนาจตุลาการย่อมต้องวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง เมื่อนายสุภาพได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกันกับที่นายสุภาพรับราชการให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน ในหัวข้อ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน” นั้น นายสุภาพกลับแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองต่อสาธารณชนด้วยข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ผู้พิพากษา จนกระทั่งมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนำไปตีพิมพ์และจัดจำหน่ายทำให้มีคนในจังหวัดร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างแพร่หลายในวงกว้างและหลากหลายในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งทำนองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก การกระทำของนายสุภาพจึงอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาได้ ดังนั้น การกระทำของนายสุภาพจึงเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28

สรุป การที่นายสุภาพไปอภิปรายด้วยข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ความเสมอภาคและอิสระภาพ หมายความว่าอย่างไร ทั้งสองประการนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในความหมายของความยุติธรรม

ธงคำตอบ

“ความเสมอภาค” หมายความว่า ความเท่าเทียมกันของบุคคลที่เท่าเทียมกัน

“อิสรภาพ” หมายความว่า เสรีภาพในการกระทำภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

ทั้งความเสมอภาคและอิสรภาพจะมีความสัมพันธ์กันในความหมายของความยุติธรรม กล่าวคือ บุคคลต้องมีอิสรภาพที่จะใช้ความเสมอภาคจึงจะเกิดความยุติธรรม

มีนักปรัชญาหลายท่านได้กล่าวถึงความยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคและอิสรภาพไว้ดังนี้

Aristotle กล่าวว่า ความยุติธรรมประกอบด้วยความเสมอภาค คือ บุคคลที่เท่ากันสมควรได้รับสิ่งที่เท่าเทียมกัน บุคคลที่ไม่เท่ากันก็ต้องได้รับสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน

Herbert Spencer กล่าวว่า ความยุติธรรมไม่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาค แต่เกี่ยวข้องกับอิสรภาพ มนุษย์ควรมีอิสรภาพที่จะมีชีวิตที่ดี แสวงหาทรัพย์สมบัติ เลือกที่อยู่ และแสดงความคิดเห็น แต่อย่างไรก็ตาม อิสรภาพของเอกชนจะต้องถูกจำกัดลงโดยอิสรภาพของสังคม

ส่วน William Sorley กล่าวว่า ความยุติธรรมจะต้องประกอบด้วยความเสมอภาคและอิสรภาพ ทั้งสองสิ่งจะต้องเข้ามาประสานงานกันอย่างสมดุล ซึ่งกระทำได้โดย

  1. มีการพัฒนาการศึกษากันอย่างกว้างขวาง คนที่มีการศึกษาแล้วจึงจะรู้ว่าจะใช้อิสรภาพกับความเสมอภาคที่ตนมีอยู่ในสังคมได้อย่างไร

  2. จะต้องมีการจัดหางานตามความเหมาะสมและความสามารถ เมื่อมีงานทำแล้ว คนจึงจะใช้อิสรภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในสังคมได้

ข้อ 2. นายองุ่นรับเป็นทนายความให้กับนายส้มซึ่งเป็นจำเลยในคดีหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนเงินดิจิทัล ขณะที่นายองุ่นกำลังจะไปฟังคำพิพากษา นายองุ่นขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของนายเปิ้ลเสียหาย โดยแจ้งว่าต้องรีบไปศาลแล้วจะไปตกลงค่าเสียหายที่สถานีตำรวจในภายหลัง ซึ่งนายเปิ้ลเชื่อและยินยอมตามที่นายองุ่นขอ เมื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายส้มแล้ว นายองุ่นก็ไม่ได้ไปสถานีตำรวจแต่อย่างใด ต่อมานายองุ่นยื่นอุทธรณ์และเรียกเงินจากนายส้มเพิ่มเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยแจ้งกับนายส้มว่าจะนำเงินมาวิ่งเต้นคดีและตนรู้จักผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หลายคนและเคยวิ่งเต้นหลายคดีจนสำเร็จมาแล้ว หากไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ นายส้มหลงเชื่อจึงโอนเงินให้ ในที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน นายส้มจึงมาขอเงินจำนวน 2 ล้านบาทคืน แต่นายองุ่นไม่ยอมคืนเงินจำนวนนี้แก่นายส้ม ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายองุ่นประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายองุ่นรับเป็นทนายความให้กับนายส้มซึ่งเป็นจำเลยในคดีหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนเงินดิจิทัล ขณะที่นายองุ่นกำลังจะไปฟังคำพิพากษา นายองุ่นขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของนายเปิ้ลเสียหาย และแจ้งแก่นายเปิ้ลว่าต้องรีบไปศาล แล้วจะไปตกลงค่าเสียหายที่สถานีตำรวจในภายหลัง ซึ่งนายเปิ้ลเชื่อและยินยอมตามที่นายองุ่นขอ แต่เมื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายส้มแล้ว นายองุ่นก็ไม่ได้ไปสถานีตำรวจแต่อย่างใดนั้น การกระทำของนายองุ่นดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 18 เพราะเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประชาชน และทำให้เสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

การที่นายองุ่นรับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายเรียกเงินจากนายส้มเพิ่มเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยแจ้งแก่นายส้มว่าจะนำเงินมาวิ่งเต้นคดี และตนรู้จักผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หลายคน และเคยวิ่งเต้นหลายคดีจนสำเร็จมาแล้ว หากไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ นายส้มหลงเชื่อจึงโอนเงินให้ แต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน และนายส้มจึงมาขอเงินคืน แต่นายองุ่นไม่ยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่นายส้มนั้น การกระทำของนายองุ่นย่อมเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 15 ด้วย เนื่องจากการกระทำของนายองุ่นถือเป็นการฉ้อโกง และเป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ

สรุป การกระทำของนายองุ่นเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 ข้อ 15 และข้อ 18

ข้อ 3. นายอิศราเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากบิดาและมารดาถึงแก่ความตาย ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด มีมติแต่งตั้งให้นายอิศราให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด แทนบิดาซึ่งเป็นกิจการธุรกิจของครอบครัว หลังจากนั้นอีก 2 เดือน นายอิศราได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ต่อมาอีก 1 เดือน นายอิศราได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ดังนี้ อยากทราบว่านายอิศราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

มาตรา 59 “ข้าราชการตุลาการต้อง

(1) ไม่เป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน

(2) ไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนบริษัท

(3) ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนด”

และตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 27 “ในกรณีจำเป็นผู้พิพากษาอาจได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งจากหน่วยราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับหน่วยราชการ หรือหน่วยงานนั้นได้ ในเมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ทั้งจักต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว เว้นแต่จะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือมติของ ก.ต. ระบุไว้เป็นอย่างอื่น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีที่ 1. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด แทนบิดาเนื่องจากบิดาและมารดาถึงแก่ความตายนั้น ถือเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (2) และเป็นการขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอกชน ดังนั้น นายอิศราจึงต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งดังกล่าว

กรณีที่ 2. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งนั้น ถือเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (1) ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาเป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น นายอิศราจึงต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งดังกล่าว

กรณีที่ 3. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งนั้น เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐเป็นตำแหน่งหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ จึงไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (3) แต่อย่างไรก็ดี กรณีนี้นายอิศราจะดำรงตำแหน่งนี้ได้จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 27

สรุป นายอิศราจะต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด และตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ส่วนตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐนั้น นายอิศราจะรับตำแหน่งดังกล่าวได้ จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว