LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นายกิตติทําสัญญาจ้างนายธรรม ซึ่งมีอาชีพทนายความ เพื่อฟ้อง นายพฤกษ์ให้ชําระหนี้จํานวน 500,000 บาท แก่นายกิตติ โดยตกลงว่าจะชําระค่าจ้างทั้งหมด จํานวน 50,000 บาท ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษา ต่อมานายธรรมก็ดําเนินการฟ้องคดีและสืบพยานจนคดีเสร็จการพิจารณาและศาลชั้นต้นนัดฟังคําพิพากษาในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดฟังคําพิพากษา นายธรรมไปฟังคําพิพากษา ส่วนนายกิตติไม่ไป ปรากฏว่าศาลชั้นต้น มีคําพิพากษาให้นายกิตติชนะคดี หลังจากนั้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 นายธรรมได้แจ้งผลคดีให้ นายกิตติทราบและขอให้ชําระค่าจ้าง แต่นายกิตติก็ไม่ยอมชําระเงิน ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายกิตติ ต้องรับผิดชําระค่าจ้างและต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดแก่นายธรรมหรือไม่ นับตั้งแต่เมื่อใด เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 203 “ถ้าเวลาอันจะพึงชําระหนี้นั้นมิได้กําหนดลงไว้หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวง ก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชําระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชําระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน ถ้าได้กําหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชําระหนี้ ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชําระหนี้ก่อนกําหนดนั้นก็ได้”

มาตรา 204 “ถ้าหนี้ถึงกําหนดชําระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คําเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชําระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กําหนดเวลาชําระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชําระหนี้ตามกําหนดไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ก่อนการชําระหนี้ ซึ่งได้กําหนดเวลาลงไว้อาจคํานวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกิตติทําสัญญาจ้างนายธรรม ซึ่งมีอาชีพทนายความ เพื่อฟ้องนายพฤกษ์ ให้ชําระหนี้จํานวน 500,000 บาท แก่นายกิตติ โดยตกลงว่าจะชําระค่าจ้างทั้งหมดจํานวน 50,000 บาท ในวันที่ ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษานั้น ข้อตกลงที่กําหนดว่าจะชําระค่าจ้างในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษานั้น ถือเป็น หนี้ที่มีกําหนดเวลาชําระแต่มิใช่กําหนดเวลาชําระตามวันแห่งปฏิทินที่คู่สัญญาจะรู้ได้เลยในขณะตกลงกันว่าหมายถึงวันใดตามวันแห่งปฏิทิน ดังนั้น นายกิตติจะตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ และนายธรรม เจ้าหนี้ได้ให้คําเตือนแล้ว

ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคําพิพากษาให้นายกิตติชนะคดีในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 และนายธรรม ได้แจ้งผลคดีให้นายกิตติทราบ และขอให้ชําระค่าจ้างในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 แต่นายกิตติไม่ยอมชําระเงิน กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าหนี้ดังกล่าวได้ถึงกําหนดชําระแล้ว และเจ้าหนี้ได้เตือนให้ลูกหนี้ชําระหนี้แล้ว ดังนั้น เมื่อ นายกิตติลูกหนี้ไม่ชําระหนี้ จึงถือว่านายกิตติตกเป็นผู้ผิดนัด เพราะเข้าเตือนแล้ว ตามมาตรา 203 วรรคสอง ประกอบมาตรา 204 วรรคหนึ่ง นายกิตติจึงต้องรับผิดชําระค่าจ้าง และต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดแก่นายธรรม ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

สรุป นายกิตติต้องรับผิดชําระค่าจ้าง และต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดแก่นายธรรมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

 

ข้อ 2 นายทะเลได้ยืมรถยนต์ของนายรวยเพื่อขับไปทํางานเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน หลังจากยืมได้เพียง หนึ่งสัปดาห์ นายมึนได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายทะเลยืมมา เป็นเหตุให้กระโปรงท้ายและไฟท้ายของรถยนต์เสียหาย นายทะเลรีบนํารถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมให้เรียบร้อยก่อนจะส่งคืนให้แก่นายรวยตามสัญญา เสียค่าซ่อมไปจํานวน 30,000 บาท ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายทะเลจะสามารถเรียกเงินค่าซ่อมคืนจากนายมึนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 226 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้ มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง”

มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอํานาจกฎหมาย”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติความหมายของการรับช่วงสิทธิไว้ แต่เมื่อพิจารณาจาก บทบัญญัติมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 227 แล้ว อาจให้ความหมายของการรับช่วงสิทธิได้ว่า หมายถึง การที่บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่เจ้าหนี้เดิมในมูลหนี้และมีส่วนได้เสียอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าชําระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ มีผลทําให้บุคคลภายนอกดังกล่าวได้รับสิทธิหรือเข้าสวมสิทธิของเจ้าหนี้เดิมที่มีอยู่ด้วยอํานาจแห่งกฎหมาย และเมื่อเข้ารับช่วงสิทธิแล้วก็ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายของเจ้าหนี้รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง

ดังนั้น การรับช่วงสิทธิจึงมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ (ฎีกาที่ 2766/2551)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทะเลได้ยืมรถยนต์ของนายรวยเพื่อขับไปทํางานเป็นระยะเวลา หนึ่งเดือนนั้น การยืมรถยนต์ดังกล่าวเป็นการยืมใช้คงรูป ซึ่งผู้ยืมจะต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมก็ต่อเมื่อผู้ยืมได้เอาทรัพย์ ที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไป ให้บุคคลภายนอกใช้สอย หรือเอาไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 643) แต่ตามข้อเท็จจริง นายทะเล ซึ่งเป็นเพียงผู้ยืมรถคันที่ถูกชน ไม่ได้เป็นเจ้าของรถและไม่ปรากฏเหตุใด ๆ ที่นายทะเลผู้ยืมจะต้องรับผิด นายทะเล ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อนายรวย ดังนั้น แม้ว่านายทะเลจะได้นํารถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมและเสียค่าซ่อม ไปจํานวน 30,000 บาท นายทะเลก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของรถที่จะไปเรียกร้องให้นายมึน รับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 227 นั้น จะมีได้ก็ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิ มีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ ซึ่งในกรณีนี้คือ นายรวยเจ้าของรถ

สรุป นายทะเลไม่อยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ จึงไม่สามารถเรียกเงินค่าซ่อมคืนจากนายมึนได้

 

ข้อ 3 นายมั่งมีให้นายหินและนายปูนกู้ยืมเงินไปจํานวน 200,000 บาท เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ นายหินได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวให้แก่นายซ่าในราคา 500,000 บาท ซึ่งนายซ่ารู้อยู่แล้วว่านายหินเป็นหนี้นายมั่งมี ต่อมานายมั่งมีทราบเรื่องจึงต้องการ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว แต่นายหินต่อสู้ว่านายปูนซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมอีก คนหนึ่งมีทรัพย์สินเพียงพอชําระหนี้ให้แก่นายมั่งมี เนื่องจากนายปูนมีเงินสดจํานวน 300,000 บาท และมีบ้านพร้อมที่ดินรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท นายมั่งมีจึงไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายมั่งมีจะสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทําลง ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํานิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”

มาตรา 291 “ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทําการชําระหนี้โดยทํานองซึ่งแต่ละคนจําต้องชําระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชําระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชําระเสร็จสิ้นเชิง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมั่งมีให้นายหินและนายปูนกู้ยืมเงินไปจํานวน 200,000 บาทนั้น ย่อมถือว่านายหินและนายปูนตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมของนายมั่งมี และนายมั่งมีเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบังคับชําระ หนี้เอาจากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ ตามมาตรา 291

การที่นายหินลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวให้แก่นายซ่าในราคา 500,000 บาท ซึ่งนายซ่ารู้อยู่แล้วว่านายหินเป็นหนี้นายมั่งมี การกระทําของนายหินจึงถือ เป็นการทํานิติกรรมที่นายหินลูกหนี้ได้กระทําลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงเป็นนิติกรรมอันเป็น การฉ้อฉลเจ้าหนี้ตามมาตรา 237 ดังนั้น นายมั่งมีเจ้าหนี้จึงสามารถฟ้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างนายหิน กับนายซ่าได้ นายหินจะต่อสู้ว่านายปูนลูกหนี้ร่วมอีกคนมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชําระหนี้ให้แก่นายมั่งมีหาได้ไม่

สรุป นายมั่งมีสามารถฟ้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ ตามมาตรา 237 ประกอบมาตรา 291

 

ข้อ 4 ในวันที่ 1 มกราคม 2564 นายโชคซึ่งเป็นเจ้าของสวนสัตว์ ได้ตกลงซื้อขายช้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ ร่วมกันของนายเมฆและนายหมอก ซึ่งทั้งสองฝ่ายทําถูกต้องตามแบบของกฎหมายทุกประการ โดยมิได้กําหนดเวลาส่งมอบกันไว้ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2564 นายโชคได้ทําการทวงถามให้นายเมฆส่งมอบช้างตัวดังกล่าวให้แก่ตน แต่นายเมฆเพิกเฉย ไม่ยอมส่งมอบช้างให้แก่นายโชค โดยนายหมอกไม่ทราบเรื่องการทวงถามดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายเมฆและนายหมอกตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 295 “ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่อง ท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั่นเอง

ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คําบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชําระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กําหนดอายุความหรือการที่อายุความ สะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน”

มาตรา 301 “ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชําระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายโชคซึ่งเป็นเจ้าของสวนสัตว์ได้ตกลงซื้อขายช้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ของนายเมฆและนายหมอกนั้น ถือเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชําระมิได้ เนื่องจากช้างดังกล่าว เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ ซึ่งตามมาตรา 301 ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น นายเมฆและนายหมอกจึงต้องร่วมกันรับผิดในการส่งมอบช้างให้แก่นายโชค และเมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มิได้มีกําหนดเวลาส่งมอบกันไว้ การที่นายโชคได้ทวงถามให้นายเมฆส่งมอบช้างตัวดังกล่าวให้แก่ตน แต่นายเมฆเพิกเฉยไม่ยอมส่งมอบช้างให้แก่นายโชค ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ได้ทําการเตือนให้นายเมฆลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง ชําระหนี้ เมื่อนายเมฆไม่ชําระหนี้ จึงถือว่านายเมฆลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด (ตามมาตรา 203 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง)

และโดยหลักแล้ว การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งตกเป็นผู้ผิดนัดย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อคุณและโทษ แต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่สามารถจะแบ่งกันชําระได้ จึงเป็นการขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง ดังนั้น การที่นายเมฆลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งตกเป็นผู้ผิดนัด จึงส่งผลถึง ลูกหนี้ร่วมคนอื่นคือนายหมอกด้วย กล่าวคือ ให้ถือว่านายหมอกตกเป็นผู้ผิดนัดด้วยตามมาตรา 295

สรุป นายเมฆและนายหมอกตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด

LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 จันทร์เป็นลูกหนี้อังคารเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินกู้ยืมสองแสนบาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 20 มกราคม 2563 เมื่อถึงกําหนดวันที่ 20 มกราคม 2563 จันทร์ได้ชําระหนี้ให้แก่อังคารจํานวนสองแสนบาท โดยวิธีโอนเงินทางโทรศัพท์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของอังคาร ซึ่งอังคารเองก็ยอมรับว่ามีการโอนเงินจํานวนดังกล่าวเข้าบัญชีของอังคารจริง แต่อังคารปฏิเสธไม่ยอมรับการชําระหนี้ด้วยวิธีการดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องชําระด้วยเงินสด ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า อังคารตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 207 “ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุ อันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด”

มาตรา 208 วรรคหนึ่ง “การชําระหนี้จะให้สําเร็จเป็นผลอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการ ชําระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง”

มาตรา 320 “อันจะบังคับให้เจ้าหนี้รับชําระหนี้แต่เพียงบางส่วน หรือให้รับชําระหนี้เป็นอย่างอื่น ผิดไปจากที่จะต้องชําระแก่เจ้าหนี้นั้น ท่านว่าหาอาจจะบังคับได้ไม่”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 207 กรณีที่จะถือว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดนั้น จะต้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์ที่สําคัญ2 ประการ คือ

1 ลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบแล้ว และ

2 เจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์เป็นหนี้เงินกู้ยืมอังคารจํานวน 200,000 บาท และเมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ จันทร์ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ให้แก่อังคารจํานวน 200,000 บาท โดยขอชําระด้วยวิธีโอนเงินทางโทรศัพท์ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของอังคารนั้น ถือว่าเป็นการชําระหนี้อย่างอื่นผิดไปจากที่ต้องชําระให้แก่เจ้าหนี้ จึงเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยมิชอบตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่รับชําระหนี้ได้ และลูกหนี้จะบังคับให้เจ้าหนี้รับชําระหนี้ไม่ได้ตามมาตรา 320

ดังนั้น เมื่อจันทร์ลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยมิชอบ และอังคารเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชําระหนี้ โดยมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ตามมาตรา 208 วรรคหนึ่ง และมาตรา 320 การปฏิเสธไม่รับชําระหนี้ของอังคาร จึงไม่ทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 207

สรุป การปฏิเสธไม่รับชําระหนี้ของอังคาร ไม่ทําให้อังคารตกเป็นผู้ผิดนัด

 

ข้อ 2 บริษัทฯ เป็นหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มกรมสรรพากรอยู่สองล้านบาท ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็เป็นเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้นในมูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ยังไม่ครบอยู่ร้อยละเจ็ดสิบ แต่กรรมการบริษัทฯ ก็ขัดขืน เพิกเฉย ไม่เรียกเอามูลค่าหุ้นดังกล่าวมาชําระหนี้ภาษี กรมฯ จึงใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องบริษัทฯ เป็นจําเลยที่ 1 และใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ ฟ้อง สอง สาม สี่ ห้า หก ผู้ถือหุ้นเป็นจําเลยที่ 2 – 6 ตามลําดับ ขอบังคับเอามูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ยังไม่ครบมาชําระหนี้ภาษีแก่โจทก์ จําเลยที่ 1 — 4 ทําสัญญา ประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จําเลยที่ 5 ต่อสู้ว่าเมื่อมีการทําสัญญาประนีประนอมฯ ตนไม่ต้อง รับผิดต่อโจทก์อีก ส่วนจําเลยที่ 6 อ้างว่าตนได้ชําระค่าหุ้นที่ค้างชําระให้กับบริษัทฯไปครบถ้วนแล้ว ตนไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกเช่นกัน ข้อต่อสู้และข้ออ้างของจําเลยที่ 5, 6 ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 233 “ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุ ให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้”

ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิ

มาตรา 234 “เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย”

มาตรา 235 “เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเงินเต็มจํานวนที่ยังค้างชําระแก่ลูกหนี้ โดย ไม่ต้องคํานึงถึงจํานวนที่ค้างชําระแก่ตนก็ได้ ถ้าจําเลยยอมใช้เงินเพียงเท่าจํานวนที่ลูกหนี้เดิมค้างชําระแก่เจ้าหนี้นั้น คดีก็เป็นเสร็จกันไป แต่ถ้าลูกหนี้เดิมได้เข้าชื่อเป็นโจทก์ด้วย ลูกหนี้เดิมจะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาต่อไปในส่วน จํานวนเงินที่ยังเหลือติดค้างอยู่ก็ได้

แต่อย่างไรก็ดี ท่านมิให้เจ้าหนี้ได้รับมากไปกว่าจํานวนที่ค้างชําระแก่ตนนั้นเลย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัทฯ เป็นหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มกรมสรรพากรอยู่ 2 ล้านบาท และในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็เป็นเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นในมูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ยังไม่ครบอยู่ร้อยละ 70 แต่กรรมการบริษัทฯ ก็ขัดขืนเพิกเฉย ไม่เรียกเอามูลค่าหุ้นดังกล่าวมาชําระหนี้ภาษีนั้น การที่กรมสรรพากรใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ ฟ้องจําเลยที่ 2 – 6 นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของจําเลยที่ 1 ตามมาตรา 233 และการที่โจทก์ได้ฟ้องบริษัทฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นจําเลยที่ 1 ด้วยนั้น ถือว่าเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นได้เรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีแล้วตามมาตรา 234

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจําเลยที่ 1 – 4 ได้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และ จําเลยที่ 5 ต่อสู้ว่าเมื่อมีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว ตนก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกนั้น ข้อต่อสู้ ของจําเลยที่ 5 ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะการประนีประนอมยอมความของโจทก์นั้นไม่ทําให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ จําเลยที่ 1 ที่มีต่อจําเลยที่ 5 ระงับสิ้นไป จําเลยที่ 5 จะหลุดพ้นไม่ต้องชําระหนี้ก็ต่อเมื่อได้ส่งใช้ค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว เท่านั้น ส่วนจําเลยที่ 6 อ้างว่าตนได้ชําระค่าหุ้นที่ค้างชําระให้บริษัท ฯ ครบถ้วนแล้ว ตนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ข้ออ้างของจําเลยที่ 6 จึงฟังขึ้น ตามมาตรา 235

สรุป ข้อต่อสู้ของจําเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างของจําเลยที่ 6 ฟังขึ้น

 

ข้อ 3 นายหล่อทําสัญญากู้เงินนายรวยจํานวน 1,000,000 บาท กําหนดชําระคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ต่อมาบิดาของนายหล่อซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พันล้านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างกะทันหัน นายหล่อเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวและเป็นผู้ได้รับ มรดกทั้งหมดของบิดา นายหล่อจึงได้ทําหนังสือปลดหนี้จํานวน 1,000,000 บาท ให้แก่นายโชค คนขับรถเก่าแก่ประจําตระกูล โดยที่นายโชคก็มิได้รู้ถึงภาระหนี้สินของนายหล่อที่มีต่อนายรวย แต่อย่างใด ต่อมาความจริงปรากฏว่า บิดาของนายหล่อได้ทําพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมด ให้แก่วัดโดยมีนายโชคลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนั้น ครั้นเมื่อหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระนายหล่อ ไม่สามารถชําระหนี้ให้แก่นายรวยได้ และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ แล้ว นอกจากรถยนต์ 1 คัน ราคาประมาณ 500,000 บาท

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า นายรวยจะสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของ นายหล่อลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํานิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”

วินิจฉัย

กรณีที่จะถือว่าเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล ซึ่งเจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่งนั้น จะต้องเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ กล่าวคือ เป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําหลังจากที่ลูกหนี้ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้แล้ว และเป็นนิติกรรมซึ่งเมื่อลูกหนี้ ได้ทําแล้วลูกหนี้จะไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชําระหนี้แก่เจ้าหนี้นั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ นายรวยจะสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของ นายหล่อลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไรนั้น เห็นว่า การที่นายหล่อลูกหนี้ทําสัญญากู้เงินจากนายรวยจํานวน 1,000,000 บาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ต่อมาบิดาของนายหล่อเสียชีวิต ซึ่งนายหล่อเข้าใจโดยสุจริตว่า ตนเองเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียว และจะเป็นผู้รับมรดกทั้งหมดของบิดา จึงได้ทําหนังสือปลดหนี้จํานวน 1,000,000 บาทให้แก่นายโชคนั้น ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ทํานิติกรรมอันมีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สินและทําให้ เจ้าหนี้เสียเปรียบเนื่องจากนายหล่อไม่มีทรัพย์สินใด ๆ แล้ว นอกจากรถยนต์ 1 คัน ราคา 500,000 บาทเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะทํานิติกรรมปลดหนี้ให้แก่นายโชคดังกล่าวนั้น นายหล่อเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นทายาทเพียงคนเดียว และเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดของบิดา โดย นายหล่อลูกหนี้มิได้รู้ว่านิติกรรมที่ตนเองได้กระทําลงไปนั้น เป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่อย่างใด ดังนั้น นายรวยเจ้าหนี้จึงไม่สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนนิติกรรมการปลดหนี้ของนายหล่อตามมาตรา237 ได้

สรุป นายรวยไม่สามารถใช้มาตการทางกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของนายหล่อลูกหนี้ได้

 

ข้อ 4 นายกิตติ นายรุ่ง และนายเรืองร่วมกันทําสัญญาเช่าอาคารตึกแถวสามชั้น เนื้อที่ 120 ตารางเมตร จากนายมั่งมีโดยมิได้แบ่งแยกว่าคนใดเช่าส่วนใดของอาคาร ต่อมานายกิตตินําอาคารบางส่วนไปให้นายพฤกษาเช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายมั่งมี ซึ่งเป็นการผิดสัญญาเช่า นายมั่งมี จึงบอกเลิกสัญญาเช่าต่อนายกิตติ นายรุ่ง และนายเรือง และฟ้องขับไล่ทั้งสามคนออกจากอาคาร ที่เช่า นายกิตติให้การยอมรับว่าให้เช่าช่วงไปจริง ส่วนนายรุ่งและนายเรืองต่อสู้ว่า นายมั่งมีไม่มีสิทธิ เลิกสัญญาและฟ้องขับไล่ เพราะนายรุ่งกับนายเรืองไม่ได้มีส่วนทําผิดสัญญา

ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายรุ่งกับนายเรืองฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 291 “ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทําการชําระหนี้โดยทํานองซึ่งแต่ละคนจําต้องชําระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชําระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้ จะเรียกชําระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชําระเสร็จสิ้นเชิง”

มาตรา 295 “ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องท้าวถึง ตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั่นเอง

ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คําบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชําระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กําหนดอายุความหรือการที่อายุความ สะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกิตติ นายรุ่ง และนายเรืองร่วมกันทําสัญญาเช่าอาคารตึกแถวสามชั้น จากนายมั่งมีโดยมิได้แบ่งแยกว่าคนใดเช่าส่วนใดของอาคารนั้น ถือได้ว่าทั้งสามคนเป็นผู้เช่าร่วมกัน และเป็นลูกหนี้ ร่วมกันตามมาตรา 291 ต่อมาการที่นายกิตตินําอาคารบางส่วนไปให้นายพฤกษาเช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอม จากนายมั่งมี ซึ่งเป็นการผิดสัญญาเช่า ทําให้นายมั่งมีบอกเลิกสัญญาเช่านั้น แม้ตามมาตรา 295 จะถือว่าเป็น ข้อความจริงที่ท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งและเป็นโทษแก่นายกิตติเพียงคนเดียวก็ตาม แต่เมื่อการเช่ารายนี้ มีสภาพแห่งหนี้ที่มีลักษณะไม่อาจแบ่งแยกได้ว่าใครเช่าพื้นที่ส่วนใด จึงย่อมถือได้ว่านายรุ่งและนายเรืองเป็นผู้ผิด สัญญาเช่าด้วย ตามมาตรา 295 วรรคหนึ่งตอนท้าย นายมั่งมีจึงมีสิทธิฟ้องขับไล่นายรุ่งและนายเรืองได้ ดังนั้น เมื่อนายมั่งมีบอกเลิกสัญญาเช่าต่อนายกิตติ นายรุ่งและนายเรือง และฟ้องขับไล่ทั้งสามคนออกจากอาคารเช่า นายรุ่งและนายเรืองจะต่อสู้ว่านายมั่งมีไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่ โดยอ้างว่าทั้งสองไม่ได้มีส่วนทําผิดสัญญาเช่านั้นไม่ได้

สรุป ข้อต่อสู้ของนายรุ่งและนายเรืองดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2002 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 จันทร์ว่าจ้างอังคารสร้างอาคารสิบชั้นในที่ดินของตน โดยมีข้อตกลงกันว่าจันทร์จะจัดการไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินออกไปให้หมด แล้วจันทร์จะกระทําการส่งมอบพื้นที่ให้แก่อังคารภายในกําหนด 6 เดือน นับแต่วันทําสัญญา และอังคารจะทําการสร้างอาคารสิบชั้นทันที เมื่อครบกําหนด 6 เดือนตามสัญญา ปรากฏว่าจันทร์ไม่ได้ไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่อังคารได้ตามสัญญา แต่อังคารก็ไม่ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ต่อจันทร์แต่ประการใด ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ใครตกเป็นผู้ผิดนัด เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 209 “ถ้าได้กําหนดเวลาไว้เป็นแน่นอนเพื่อให้เจ้าหนี้กระทําการอันใด ท่านว่าที่จะขอปฏิบัติการชําระหนี้นั้นจะต้องทําก็แต่เมื่อเจ้าหนี้ทําการอันนั้นภายในเวลากําหนด”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 209 มีหลักว่า ถ้าได้กําหนดเวลาไว้เป็นการแน่นอนเพื่อให้เจ้าหนี้กระทําการใด หากเจ้าหนี้มิได้กระทําการอันนั้นภายในเวลาที่ได้กําหนดไว้ ลูกหนี้ก็ไม่จําเป็นต้องขอปฏิบัติการชําระหนี้ และถือว่า เจ้าหนี้ผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน ทั้งจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัดในการไม่ชําระหนี้หรือขอปฏิบัติการชําระหนี้หาได้ไม่

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์ว่าจ้างอังคารสร้างอาคารสิบชั้นในที่ดินของตน โดยมีข้อตกลงกันว่า จันทร์จะต้องจัดการไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินออกไปให้หมด และส่งมอบพื้นที่ให้แก่อังคารภายในกําหนด 6 เดือน นับแต่วันทําสัญญานั้น ถือเป็นเรื่องการชําระหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่จะให้ลูกหนี้ชําระหนี้ โดยมีการตกลงกําหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องกระทําการไว้เป็นที่แน่นอน ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าจันทร์ เจ้าหนี้ไม่ได้ไล่ผู้อาศัยในที่ดินจึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้แก่อังคารได้ตามสัญญา จันทร์เจ้าหนี้ย่อมเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อพ้นกําหนดเวลานั้นตามมาตรา 209 โดยที่อังคารลูกหนี้หาจําต้องขอปฏิบัติการชําระหนี้แต่ประการใดไม่

สรุป จันทร์ตกเป็นผู้ผิดนัด ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

 

ข้อ 2 จันทร์ทําสัญญากู้เงินจากอังคารไปหนึ่งล้านบาท สัญญากําหนดให้จันทร์ชําระเงินคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันกู้ยืม ปรากฏว่าภายหลังจากกู้ไปได้เพียง 2 เดือน จันทร์ได้นําเงินต้นมาขอชําระหนี้คืน ให้แก่อังคาร

ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า จันทร์มีสิทธิชําระเงินคืนให้แก่อังคารได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 203 “ถ้าเวลาอันจะพึงชําระหนี้นั้นมิได้กําหนดลงไว้หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชําระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชําระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน ถ้าได้กําหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชําระหนี้ ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชําระหนี้ก่อนกําหนดนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 203 ได้วางหลักไว้ว่า ถ้าเวลาในการชําระหนี้นั้นมิได้กําหนดไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชําระหนี้ได้ทันที และลูกหนี้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะชําระหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทันทีเช่นเดียวกัน (มาตรา 203 วรรคหนึ่ง) แต่ถ้าเวลาในการชําระหนี้นั้นได้กําหนดไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน แต่กรณีเป็นที่สงสัยว่ากําหนดเวลาดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้หรือฝ่ายเจ้าหนี้ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ฝ่ายเดียว ซึ่งทําให้เจ้าหนี้จะเรียกให้ชําระหนี้ก่อนกําหนดเวลาไม่ได้ แต่ฝ่ายลูกหนี้สามารถชําระหนี้ก่อนกําหนดเวลาได้ (มาตรา 203 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์ทําสัญญากู้เงินจากอังคารไป 1 ล้านบาท กําหนดให้จันทร์ชําระเงินคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันกู้ยืมนั้น ถือว่าได้มีการกําหนดเวลาในการชําระหนี้ไว้ และกําหนดเวลาดังกล่าวถือว่า เป็นประโยชน์แก่จันทร์ลูกหนี้ ดังนั้น จันทร์ลูกหนี้จึงมีสิทธิที่จะชําระหนี้อังคารเจ้าหนี้ก่อนครบกําหนดเวลาได้ คือ จันทร์สามารถชําระเงินคืนให้แก่อังคารก่อนครบกําหนด 1 ปีได้ตามมาตรา 203 วรรคสอง

สรุป จันทร์มีสิทธิชําระเงินคืนให้แก่อังคารได้

 

ข้อ 3 พุธเช่าบ้านของพฤหัส ต่อมาปรากฏว่าศุกร์ละเมิดจุดไฟเผาบ้านหลังดังกล่าว ไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลัง บ้านหลังนี้มีราคาหนึ่งล้านบาท พุธจึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมดคือราคาบ้านให้แก่พฤหัสไปเป็นเงินหนึ่งล้านบาท ซึ่งพฤหัสก็รับไว้

ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า พุธจะเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจํานวนหนึ่งล้านบาทนั้นให้แก่ตนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 226 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง”

มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้น ๆ ด้วยอํานาจกฎหมาย”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย การรับช่วงสิทธิ คือ การที่สิทธิเรียกร้องเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนเดิมไปยังเจ้าหนี้คนใหม่ โดยผลของกฎหมาย ทําให้เจ้าหนี้คนใหม่เข้ามามีสิทธิแทนเจ้าหนี้คนเดิม ซึ่งตามมาตรา 227 ได้วางหลักเกณฑ์ของ การรับช่วงสิทธิไว้ดังนี้

1 ผู้ที่จะเข้ารับช่วงสิทธิมีได้เฉพาะลูกหนี้เท่านั้น

2 ต้องมีหนี้ที่มีลูกหนี้จะต้องชําระก่อน

3 ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้มีการชําระหนี้กัน ส่งผลให้มีการเข้ารับช่วงสิทธิกัน

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พุธเช่าบ้านของพฤหัส ต่อมาปรากฏว่าศุกร์ได้ละเมิดจุดไฟเผาบ้านหลังดังกล่าว ทําให้ไฟไหม้บ้านหมดทั้งหลังโดยบ้านหลังนี้มีราคา 1 ล้านบาทนั้น ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ พฤหัสโดยการกระทําของศุกร์ และความเสียหายดังกล่าวพุธซึ่งเป็นเพียงผู้เช่าธรรมดาไม่มีหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้อง รับผิดชอบในความเสียหายต่อพฤหัสผู้ให้เช่า ดังนั้น พุธจึงมิใช่ลูกหนี้ตามนัยของมาตรา 227 การที่พุธได้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมดคือราคาบ้านให้แก่พฤหัสไปเป็นเงิน 1 ล้านบาท จึงไม่ก่อให้เกิด การรับช่วงสิทธิใด ๆ เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติมาตรา 227 พุธจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจํานวน 1 ล้านบาทให้แก่ตนได้

สรุป

พุธจะเรียกร้องให้ศุกร์ผู้ทําละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจํานวน 1 ล้านบาทให้แก่ตนไม่ได้

 

ข้อ 4 จันทร์เป็นเจ้าหนี้อังคารอยู่ห้าแสนบาท อังคารมีที่ดินอยู่หนึ่งแปลงราคาประมาณห้าแสนบาท จดจํานองเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้รายนี้ไว้ นอกจากที่ดินแปลงนี้แล้วไม่มีทรัพย์สินอื่นใดเลย ก่อนที่หนี้ระหว่างจันทร์กับอังคารจะถึงกําหนดชําระ อังคารได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่พุธโดยเสน่หา โดยพุธรู้เรื่องหนี้สินระหว่างจันทร์กับอังคารเป็นอย่างดี

ดังนี้ จันทร์จะสามารถใช้มาตรการใดทางกฎหมายเพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมทรัพย์สินของอังคารได้บ้างหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทําลง ทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํานิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”

มาตรา 702 วรรคสอง “ผู้รับจํานองชอบที่จะได้รับชําระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลง ทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง แต่ถ้านิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลงนั้น ไม่ได้ทําให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่อย่างใดแล้ว เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นไม่ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่อังคารเป็นลูกหนี้จันทร์อยู่ 5 แสนบาท โดยได้นําที่ดินซึ่งอังคารมีอยู่เพียงแปลงเดียวจดทะเบียนจํานองเป็นหลักประกันหนี้รายนี้ไว้ นอกนั้นไม่มีทรัพย์สินอื่นใดเลย และก่อนที่หนี้ระหว่างจันทร์กับอังคารจะถึงกําหนดชําระ อังคารได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่พุธโดยเสน่หานั้น แม้การทํานิติกรรม การโอนที่ดินให้แก่พุธได้กระทําภายหลังที่อังคารเป็นหนี้จันทร์ โดยที่พุธก็รู้เรื่องหนี้สินระหว่างจันทร์กับอังคาร เป็นอย่างดีก็ตาม แต่การโอนที่ดินที่ติดจํานองไปให้แก่พุธนั้น ภาระจํานองก็ต้องโอนตามไปด้วย โดยพุธผู้รับโอน ก็จะต้องรับภาระจํานองนั้นด้วย และจันทร์ผู้รับจํานองมีสิทธิที่จะได้รับชําระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 702 วรรคสอง ดังนั้น การที่อังคารได้โอนที่ดินให้แก่พุธจึงมิใช่การทํานิติกรรมที่จะทําให้เจ้าหนี้คืออังคารเสียเปรียบแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จันทร์จะใช้มาตรการ ทางกฎหมายเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างอังคารกับพุธไม่ได้

สรุป จันทร์จะใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างอังคารกับพุธ ไม่ได้

LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2102 (LAW2002) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 จันทร์ทําสัญญากู้เงินจากอังคารไปหนึ่งล้านบาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สัญญากําหนดให้จันทร์ชําระเงินคืนภายใน 1 ปี ปรากฏว่าภายหลังจากกู้ไปได้เพียง 2 เดือน จันทร์ได้นําเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย 2 เดือน มาขอชําระหนี้คืนให้แก่อังคาร แต่อังคารปฏิเสธไม่ยอมรับเงินต้นคืน โดยอ้างว่ายังไม่ครบ 1 ปี อังคารต้องการดอกเบี้ยครบ 1 ปี ให้วินิจฉัยว่า อังคารตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 192 วรรคสอง “ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้นเสียก็ได้

หากไม่กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น”

มาตรา 207 “ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชําระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุ อันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด”

มาตรา 208 วรรคหนึ่ง “การชําระหนี้จะให้สําเร็จเป็นผลอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการ ชําระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 207 กรณีที่จะถือว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดนั้น จะต้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์ที่สําคัญ2 ประการ คือ

1 ลูกหนี้ได้ขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบแล้ว และ

2 เจ้าหนี้ไม่รับชําระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่จันทร์ทําสัญญากู้เงินจากอังคารไปหนึ่งล้านบาท กําหนดชําระคืนภายใน 1 ปี โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และภายหลังจากกู้ไปได้เพียง 2 เดือน จันทร์ได้นําเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 2 เดือนมาขอชําระหนี้ให้แก่อังคาร แต่อังคารปฏิเสธไม่ยอมรับเงินต้นคืนโดยอ้างว่ายังไม่ครบ 1 ปี อังคารต้องการ ดอกเบี้ยครบ 1 ปีนั้น แม้การกระทําของจันทร์จะเป็นการขอปฏิบัติการชําระหนี้โดยชอบตามมาตรา 207 และ มาตรา 203 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาของจันทร์โดยการขอชําระหนี้ก่อนครบกําหนด 1 ปี โดยการขอชําระดอกเบี้ยเพียง 2 เดือนนั้น ถือว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาที่กระทบกระเทือน ถึงประโยชน์ของอังคารเจ้าหนี้ที่จะพึงได้รับดอกเบี้ยจากเงื่อนเวลา 1 ปีนั้นตามมาตรา 192 วรรคสอง ดังนั้น การที่อังคารปฏิเสธไม่ยอมรับชําระหนี้ การปฏิเสธของอังคารจึงถือว่ามีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ อังคารจึง ไม่ตกเป็นผู้ผิดนั้นตามมาตรา 207

สรุป อังคารไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด

ข้อ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 นางลําไยมารดาของเด็กหญิงสละได้ทําหนังสือสัญญาจะขายที่ดินของเด็กหญิงสละให้แก่นายปอง ตกลงจดทะเบียนโอนและชําระราคาที่ดินทั้งหมดในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ถ้านางลําไยจดทะเบียนโอนขายไม่ได้ยอมให้นายปองปรับ 100,000 บาท ขณะตกลงจะซื้อขายกันนายปองซึ่งมีอาชีพทนายความทราบดีว่าที่ดินเป็นของบุตรผู้เยาว์ของ นางลําไย การจดทะเบียนโอนขายที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน นายปองและนางลําไย จึงตกลงกันด้วยวาจาว่า นางลําไยจะต้องไปยื่นคําร้องขออนุญาตขายที่ดินต่อศาล วันที่ 25 มกราคม 2562 นางลําไยยื่นคําร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตขายที่ดินของเด็กหญิงสละให้นายปอง นางลําไย แถลงถึงเหตุผล ความจําเป็นและความเหมาะสมที่จะขายที่ดินแปลงนี้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อศาลชั้นต้น ไต่สวนแล้วมีคําสั่งไม่อนุญาตให้ขาย คดีถึงที่สุด นายปองจึงฟ้องนางลําไยต่อศาลชั้นต้นฐานผิดสัญญา จะซื้อขายเรียกเบี้ยปรับ 100,000 บาทตามสัญญา ให้วินิจฉัยว่า นางลําไยต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับ หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 219 วรรคหนึ่ง “ถ้าการชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น ภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางลําไยมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงสละได้ทําหนังสือสัญญา จะขายที่ดินมีโฉนดของเด็กหญิงสละให้แก่นายปองในวันที่ 11 มกราคม 2562 และได้กําหนดวันจดทะเบียนและ ชําระราคาที่ดินกันในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่ตกลงซื้อขายที่ดินกัน นายปอง ซึ่งมีอาชีพทนายความทราบอยู่แล้วว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของเด็กหญิงสละบุตรผู้เยาว์ของนางลําไย ซึ่งตามกฎหมาย เกี่ยวกับผู้เยาว์จะต้องมีคําสั่งศาลอนุญาตให้ขายได้เสียก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ นายปองได้ และเมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหาก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่นางลําไยนําเข้าไต่สวนในคดีดังกล่าวนั้นว่า นางลําไยจงใจจะให้ศาลมีคําสั่งไม่อนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงการโอนขายที่ดินให้แก่นายปองแต่อย่างใด การที่ศาลมีคําสั่งไม่อนุญาตให้ขายที่ดินของบุตรผู้เยาว์ จึงเป็นไปตามดุลพินิจของศาล ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทําให้การชําระหนี้ เป็นพ้นวิสัย ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และเป็นพฤติการณ์ที่นางลําไยไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น นางลําไย จึงหลุดพ้นจากการชําระหนี้ตามมาตรา 219 วรรคหนึ่ง และไม่ถือว่านางลําไยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินต่อนายปอง ซึ่งจะต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับให้แก่นายปองแต่อย่างใด

สรุป นางลําไยไม่ได้ผิดสัญญา จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับให้แก่นายปอง

 

ข้อ 3 นายอารีย์หลงรักนางสาวแสนดี ในวันที่ 10 มกราคม 2558 นายอารีย์จึงได้ทําสัญญาให้นางสาวแสนดี กู้ยืมเงินไป 500,000 บาท โดยมิได้มีการกําหนดเวลาชําระหนี้ลงไว้ และได้ทําสัญญายกรถยนต์ ของตนให้นางสาวแสนดีโดยเสน่หาด้วย นอกจากรถยนต์คันดังกล่าวนายอารีย์มีทรัพย์สินอีกเพียง ชิ้นเดียวคือพระเครื่อง 1 องค์ ราคาประมาณ 500,000 บาท ต่อมานายอารีย์กิจการค้าขายขาดทุน จึงได้ไปทําสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 1,000,000 บาท จากนายรวยเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กําหนด ชําระคืนในวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ก่อนหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ 1 เดือน นางสาวแสนดีได้แวะมาเยี่ยม นายอารีย์และได้เล่าถึงความทุกข์ยากของตนให้นายอารีย์ฟัง ด้วยความสงสารนายอารีย์จึงได้ทําหนังสือปลดหนี้เงินกู้จํานวน 500,000 บาทให้แก่นางสาวแสนดี โดยที่นางสาวแสนดีก็มิได้รู้ถึง ภาระหนี้สินของนายอารีย์ที่มีต่อนายรวยแต่อย่างใด เมื่อนายรวยทราบเรื่องจึงโกรธมากที่นายอารีย์ ยกทรัพย์สินให้นางสาวแสนดีจนเกือบหมดตัว

ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า นายรวยจะสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของ นายอารีย์ลูกหนี้ได้หรือไม่ เพียงใด จงอธิบายพร้อมยกหลักฐานประกอบ

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 237 วรรคหนึ่ง “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทํานิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทําให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้”

วินิจฉัย

กรณีที่จะถือว่าเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล ซึ่งเจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้

ตามมาตรา 237 วรรคหนึ่งนั้น จะต้องเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ กล่าวคือ เป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทําหลังจากที่ลูกหนี้ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้แล้ว และเป็นนิติกรรมซึ่งเมื่อลูกหนี้ ได้ทําแล้วลูกหนี้จะไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชําระหนี้แก่เจ้าหนี้นั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ นายรวยจะสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของ นายอารีย์ลูกหนี้ได้หรือไม่ เพียงใด แยกพิจารณาได้ดังนี้

1 การที่นายอารีย์ได้ทําสัญญาให้นางสาวแสนดีกู้ยืมเงินไป 500,000 บาท ในวันที่ 10 มกราคม 2558 แล้วต่อมานายอารีย์ได้ไปทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายรวยจํานวน 1,000,000 บาท กําหนดชําระคืนในวันที่ 30 ตุลาคม 2562 แต่ก่อนหนี้เงินกู้กับนายรวยจะถึงกําหนดชําระ 1 เดือน นายอารีย์ได้ทําหนังสือปลดหนี้เงินกู้ จํานวน 500,000 บาทให้แก่นางสาวแสนดีนั้น แม้นางสาวแสนดีจะมิได้รู้ถึงภาระหนี้สินของนายอารีย์ที่มีต่อ นายรวยแต่อย่างใดก็ตาม แต่การทํานิติกรรมปลดหนี้ของนายอารีย์ดังกล่าว ถือเป็นการทํานิติกรรมทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้คือนายรวยเสียเปรียบ เนื่องจากนายอารีย์มีทรัพย์สินอีกเพียงชิ้นเดียวคือพระเครื่อง 1 องค์ ราคาประมาณ 500,000 บาท อีกทั้งการปลดหนี้ดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงเจตนาระงับสิทธิเรียกร้อง โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือโดยเสน่หา ดังนั้น เพียงนายอารีย์รู้ว่าทําให้นายรวยเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านี้ก็พอที่จะ ทําให้นายรวยเพิกถอนได้แล้วตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง

2 การที่นายอารีย์ได้ทําสัญญายกรถยนต์ของตนให้แก่นางสาวแสนดีโดยเสน่หาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2558 นั้น เป็นการกระทําลงก่อนที่นายอารีย์จะได้ก่อหนี้กับนายรวย จึงไม่ถือว่าเป็นการที่นายอารีย์ ได้กระทําลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถือว่าเป็นการฉ้อฉล ดังนั้น

นายรวยจะใช้มาตรการควบคุมกองทรัพย์สินของนายอารีย์โดยการเพิกถอนนิติกรรมให้ดังกล่าวไม่ได้

สรุป นายรวยสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายในการควบคุมกองทรัพย์สินของนายอารีย์ลูกหนี้ได้โดยการเพิกถอนนิติกรรมการปลดหนี้แก่นางสาวแสนดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

ข้อ 4 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 นายหินขับรถยนต์ที่ทําประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนรถยนต์ของนายทะเลได้รับความเสียหาย ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม 2561 นายทะเลยื่นฟ้องนายหินให้รับผิดในฐานะผู้ทําละเมิดและให้บริษัท เอสเอไอ ประกันภัย จํากัด ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ต่อมาบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ให้การต่อสู้ว่า แม้สัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปีนับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อนายทะเลฟ้องนายหินเกิน 1 ปีนับแต่วันละเมิดและรู้ตัวผู้กระทําละเมิดฟ้องของนายทะเล ในส่วนของนายหินจึงขาดอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้การฟ้องในส่วนของ บริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมขาดอายุความด้วยเช่นกัน บริษัท เอสเอไอ ประกันภัย จํากัด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ศาลยกฟ้อง ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 295 “ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่อง ท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั่นเอง

ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉพาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คําบอกกล่าวการผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชําระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กําหนดอายุความหรือการที่อายุความ สะดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหินได้ขับรถยนต์ที่ทําประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนรถยนต์ของนายทะเลได้รับความเสียหายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 และต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม 2561 นายทะเลได้ยื่นฟ้องนายหินให้รับผิดในฐานะผู้ทําละเมิดและให้บริษัท เอสเอไอ ประกันภัย จํากัด ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนนั้น เมื่อกรณีที่นายหินจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในฐานะผู้ทําละเมิดมีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตาม สัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง จึงเห็นได้ว่า อายุความในส่วนของนายหิน และของบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด สามารถแยกออกจากกันได้

และเมื่อตามมาตรา 295 ได้บัญญัติให้เรื่องอายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉะนั้น การที่นายทะเลฟ้องร้องไห้นายหินรับผิดในฐานะผู้ทําละเมิดจึงขาดอายุความ 1 ปีนั้น ย่อมเป็นคุณเฉพาะ แต่นายหิน ไม่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องให้บริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัย ซึ่งมีอายุความ 2 ปีนับแต่วันวินาศภัยแต่อย่างใด และคดีนี้เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 24 ตุลาคม 2560 และนายทะเลฟ้องบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 เป็นการฟ้องภายในเวลา 2 ปีนับแต่ วันวินาศภัย การฟ้องบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด จึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่นายทะเล ดังนั้น ข้อต่อสู้ของบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ที่ว่าเมื่อฟ้องในส่วนของนายหินขาดอายุความย่อมส่งผลให้การฟ้องในส่วนของบริษัทฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมขาดอายุความด้วยเช่นกัน บริษัทฯ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายทะเลนั้น จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป ข้อต่อสู้ของบริษัท เอสเอไอประกันภัย จํากัด ฟังไม่ขึ้น

LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเมฆได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งของนายหมอกโดยมีคําพิพากษาถึงที่สุดของแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มา นายหมอกรีบทําการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงนี้ให้นายฟ้า โดยนายฟ้าไม่รู้ว่าศาลพิพากษาให้นายเมฆได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้แล้ว นายฟ้ายังจ่ายเงินค่าที่ดินให้นายหมอกไม่ครบ เพิ่งจ่ายแค่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือจะจ่ายให้หมดภายใน 6 เดือนหลังวันโอน ต่อมานายฟ้าจะเข้าไปทําประโยชน์ในที่ดินที่ซื้อมา ก็พบว่านายเมฆปลูกบ้านและทําสวนอยู่ในที่ดินแปลงนี้แล้ว นายเมฆและนายฟ้าต่างก็อ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ แต่นายเมฆ โต้แย้งว่านายฟ้ายังจ่ายเงินค่าที่ดินไม่ครบ ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านายเมฆ

ให้ท่านวินิจฉัยว่าระหว่างนายเมฆกับนายฟ้าผู้ใดมีสิทธิในที่ดินแปลงนี้ดีกว่ากันเพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1299 วรรคสอง “ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายเมฆได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งของนายหมอกโดยมีคําพิพากษา ถึงที่สุดของศาลนั้น ถือว่านายเมฆเป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่านายเมฆยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว นายเมฆจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ และสิทธิอันยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น นายเมฆจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่นายเมฆยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น นายหมอกได้ทําการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงนี้ให้นายฟ้า ซึ่งนายฟ้าได้ซื้อที่ดินจากนายหมอกโดยไม่รู้ว่าศาลพิพากษาให้นายเมฆได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้แล้ว ย่อมถือว่านายฟ้าได้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต และแม้ว่านายฟ้าจะได้จ่ายค่าที่ดินให้นายหมอกเพียงแค่ครั้งหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้หมดภายใน 6 เดือนหลังจากวันโอนก็ตาม

ก็ถือว่านายฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ทรัพย์สินมาโดยเสียค่าตอบแทนแล้ว ดังนั้น การที่นายเมฆโต้แย้งว่านายฟ้ายังจ่ายเงินค่าที่ดินไม่ครบย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านายเมฆนั้น ข้อโต้แย้งของนายเมฆจึงฟังไม่ขึ้น นายฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริตแล้ว จึงมีสิทธิในที่ดินแปลงนี้ดีกว่านายเมฆ

สรุป นายฟ้ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ดีกว่านายเมฆ

 

ข้อ 2 นายวุฒิซื้อรถยนต์จากการขายทอดตลาดของห้างหุ้นส่วนประชากรจํากัดในราคาสองแสนบาทโดยไม่รู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวนั้น ห้างหุ้นส่วนประชากรจํากัดเช่าซื้อจากบริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัด ซึ่งชําระราคาเช่าซื้อได้เพียง 10 งวด ยังค้างชําระราคาเช่าซื้ออีก 30 งวด หลังจากนั้นห้างหุ้นส่วน ประชากรจํากัดได้ปิดกิจการลง บริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัดต้องการติดตามยึดรถยนต์คืนจากนายวุฒิ

ดังนี้ ระหว่างนายวุฒิกับบริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัดจะมีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อกันได้บ้างหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1332 “บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จําต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดของเอกชน หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1332 คือ แม้เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง จะติดตามทวงคืน ก็ไม่จําต้องคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของ เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินนั้นจะชดใช้ราคาที่ตนซื้อมา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวุฒิซื้อรถยนต์จากการขายทอดตลาดของห้างหุ้นส่วนประชากรจํากัด ในราคา 2 แสนบาท โดยไม่รู้ว่ารถยนต์ดังกล่าว ห้างหุ้นส่วนฯ เช่าซื้อจากบริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัด ซึ่งชําระราคา เช่าซื้อได้เพียง 10 งวด ยังค้างชําระราคาเขาซื้ออีก 30 งวดนั้น เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนประชากรจํากัดยังชําระค่าเช่าซื้อไม่ครบ ดังนั้น บริษัทซุปเปอร์คาร์ จํากัด ย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของตน (รถยนต์) คืนจากนายวุฒิได้ตามมาตรา 1336

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายวุฒิได้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยสุจริตจากการขาย ทอดตลาด ดังนั้น นายวุฒิจึงได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 1332 กล่าวคือ นายวุฒิไม่จําต้องคืนรถยนต์คันดังกล่าว ให้แก่บริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัดซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่บริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัดจะชดใช้ราคาที่นายวุฒิซื้อมาคือ 2 แสนบาท

สรุป แม้บริษัทซุปเปอร์คาร์ จํากัดซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงจะมีสิทธิติดตามเอารถยนต์คืนจาก นายวุฒิ แต่นายวุฒิก็ไม่จําต้องคืนรถยนต์คันดังกล่าว เว้นแต่บริษัทซุปเปอร์คาร์จํากัดจะชดใช้ราคาที่นายวุฒิซื้อมาคือ 2 แสนบาท

 

ข้อ 3 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นายเอกและนายโทได้ตกลงเข้าทําสัญญาซื้อขายที่ดินกันแปลงหนึ่ง ที่ดินมีเนื้อที่ 10 ไร่ ตกลงราคา 500,000 บาท ด้วยการที่นายเอกและนายโทเข้าใจว่าที่ดิน แปลงดังกล่าวเป็นเพียงที่ดินมือเปล่า (น.ส. 3) ไม่ใช่ที่ดินที่มีโฉนดมีกรรมสิทธิ์ สัญญาซื้อขายที่ดิน ระหว่างนายเอกและนายโทจึงทําขึ้นเป็นหนังสือยึดไว้คนละฉบับ แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้แต่อย่างใด แต่เมื่อนายเอกได้ส่งมอบที่ดินให้นายโทในวันที่ 12 มกราคม 2555 แล้ว นายโทได้เข้าทําประโยชน์ในที่ดินด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสพร้อมได้แสดงอาณาเขตแห่งการยึดถือที่ดินต่อบุคคลทั่วไปด้วยการล้อมรั้วลวดหนามตลอดแนวเขตที่ดิน

อยากทราบว่านายโทได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1367 “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง”

มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครอง หรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไปไซร้ การครอบครองย่อมสุดสิ้นลง”

มาตรา 1378 “การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้น ย่อมทําได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกและนายโทได้ตกลงทําสัญญาซื้อขายที่ดินกันแปลงหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า (น.ส.3) โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ และเมื่อที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นที่ดินมือเปล่า (น.ส.3) นายเอกจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อนายเอกได้ส่งมอบที่ดินให้นายโทแล้ว การครอบครองที่ดินของนายเอกจึงสิ้นสุดลงตามมาตรา 1377 วรรคหนึ่ง เพราะถือว่านายเอกได้สละเจตนา ครอบครองและไม่ได้ยึดถือที่ดินนั้นต่อไปแล้ว และเมื่อนายโทได้เข้าครอบครองที่ดินโดยการโอนการครอบครอง และส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครองจากนายเอกตามมาตรา 1378 และเข้ายึดถือทําประโยชน์เพื่อตนตามมาตรา 1367 โดยการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนที่ดินที่ครอบครองพร้อมแสดงอาณาเขตแห่งการยึดถือครอบครองต่อบุคคลทั่วไป ด้วยการล้อมรั้วลวดหนามตลอดแนวเขตที่ดินแล้ว ถือว่านายโทได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินนั้นตา ความเป็นจริง ดังนั้น นายโทย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง

สรุป นายโทได้สิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว

 

ข้อ 4 นายหนึ่งและนายสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดอยู่ติดกัน ที่ดินของนายหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศ ตะวันตก ส่วนที่ดินของนายสองตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือของที่ดินทั้งสองแปลงติดถนนสาธารณะ ที่ดินของนายหนึ่งบริเวณซึ่งติดกับที่ดินของนายสองมีทางภาระจํายอมที่นายหนึ่งยินยอมให้นายสามผ่านเข้าออกไปยังที่ดินของนายสามซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินนายหนึ่งได้ โดยต้องเสียเงินให้แก่นายหนึ่งเป็นรายปี ปีละ 10,000 บาท เมื่อปี 2554 นายสองได้เปิดร้านขายไม้ด่างมงคล ทุกเช้านายสองให้ลูกจ้างนํากระถางไม้ด่างวางล้ำเข้าไปในที่ดินของนายหนึ่งประมาณ 1 เมตร ในทางซึ่งกว้าง 4 เมตรที่นายหนึ่งยอมให้นายสามผ่านเข้าออกอย่างภาระจํายอม และจะนํากระถางไม้ด่างเก็บเข้าร้านตอนเย็น โดยนายสองไม่ได้รับความยินยอมจากนายหนึ่ง แต่นายหนึ่ง ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เมื่อปี 2565 นายสามย้ายออกจากที่ดินไป เป็นเหตุให้นายหนึ่งขาดรายได้ปีละ 10,000 บาท นายหนึ่งจึงเรียกให้นายสองจ่ายค่าตอบแทนจากการที่นายสองได้รับประโยชน์บนทาง ด้วยการนําสินค้าของตนมาวางขาย แต่นายสองกลับปฏิเสธ อ้างว่าตนได้ภาระจํายอมโดยอายุความ ในที่ดินของนายหนึ่งแล้ว

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างของนายสองรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1387 “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจํายอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรม บางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น”

มาตรา 1401 “ภาระจํายอม อาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นําบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิ อันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

โดยหลัก การได้ภาระจํายอมโดยอายุความ เป็นการได้ทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น นอกจากนิติกรรม ซึ่งตามมาตรา 1401 บัญญัติให้นําบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิตามมาตรา 1382 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม กล่าวคือ ต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ (เจตนาปรปักษ์) และครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม ภาระจํายอมจะเกิดมีขึ้นได้ก็เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นซึ่งเรียกว่า สามยทรัพย์เท่านั้นตามมาตรา 1387 ดังนั้น ถ้าเป็นการใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแม้จะใช้ติดต่อกัน นานเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ทําให้เกิดภาระจํายอมโดยอายุความขึ้นได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งและนายสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดอยู่ติดกัน เมื่อปี 2554 นายสองได้เปิดร้านขายไม้ด่างมงคล โดยทุกเช้านายสองจะให้ลูกจ้างนํากระถางไม้ด่างวางล้ำเข้าไปในที่ดินของ นายหนึ่งประมาณ 1 เมตร ในทางซึ่งกว้าง 4 เมตร และจะนํากระถางไม้ต่างเก็บเข้าร้านตอนเย็น โดยนายสองไม่ได้รับความยินยอมจากนายหนึ่ง แต่นายหนึ่งก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่านายสองเป็นเจ้าของที่ดินและได้ใช้ที่ดินของนายหนึ่งเป็นที่วางสินค้ามาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยก็ตาม

แต่การใช้ที่ดินของนายสองนั้นเป็นการใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายสองเองโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์อื่นที่เรียกว่าสามยทรัพย์ ตามความหมายของมาตรา 1387 ดังนั้น นายสองจึงไม่ได้ภาระจํายอมในที่ดินของนายหนึ่งโดยอายุความปรปักษ์ตามมาตรา 1387 ประกอบมาตรา 1401

และ 1382 ข้อกล่าวอ้างของนายสองที่อ้างว่าตนได้ภาระจํายอมโดยอายุความในที่ดินของนายหนึ่งแล้วจึงรับฟังไม่ได้

สรุป ข้อกล่าวอ้างของนายสองรับฟังไม่ได้

LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเอกเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ได้เดินผ่านที่ดินมีโฉนดของนายโทเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้ภาระจํายอมโดยอายุความ แต่ไม่มีการจดทะเบียน ต่อมานายโทได้จดทะเบียนขายที่ดิน ของตนให้นายตรี โดยนายตรีไม่รู้มาก่อนว่านายเอกได้เดินผ่านที่ดินจนได้ภาระจํายอมไปแล้ว

ภายหลังนายตรีได้ปิดทางที่นายเอกเคยเดินผ่าน นายเอกจึงฟ้องศาลขอให้สั่งให้นายตรีเปิดทางเดินภาระจํายอมนั้น ท่านในฐานะผู้พิพากษาจะวินิจฉัยคดีนี้เช่นไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1299 วรรคสอง “ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ได้เดินผ่านที่ดินมีโฉนดของนายโท เป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้มาซึ่งภาระจํายอมโดยอายุความนั้น ถือว่านายเอกเป็นผู้ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา 1299 วรรคสอง แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และต่อมาภายหลังการที่นายโทได้จดทะเบียนขายที่ดินแปลงเดียวกันนี้ให้นายตรี และนายตรี ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวได้ปิดกั้นทางเพื่อไม่ให้นายเอกผ่านอีกต่อไปนั้นย่อมไม่อาจทําได้ ทั้งนี้เพราะการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ถ้าผู้ได้มายังมิได้จดทะเบียน จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามมาตรา 1299 วรรคสองนั้น จะต้องเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิประเภท เดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์นั้น การได้มาซึ่งภาระจํายอมโดยอายุความเป็นทรัพยสิทธิประเภทรอนสิทธิ ส่วนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการรับโอนเป็นทรัพยสิทธิประเภทได้สิทธิ จึงเป็นสิทธิคนละประเภทกัน นายตรีจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น นายเอกจึงสามารถยกเอาการได้มาซึ่งภาระจํายอม ในที่ดินที่ยังมิได้จดทะเบียนซึ่งได้มาก่อนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงเดียวกันของนายตรีขึ้นต่อสู้นายตรีได้

โดยนายตรีย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยติดภาระจํายอมไปด้วย (คําพิพากษาฎีกาที่ 3984/2533 และ 3262/2548) ดังนั้น ในฐานะผู้พิพากษาจะสั่งให้นายตรีเปิดทางภาระจํายอมนั้น

สรุป ในฐานะผู้พิพากษาจะวินิจฉัยสั่งให้นายตรีเปิดทางภาระจํายอมนั้น

 

ข้อ 2 ดําสร้างบ้านพร้อมรั้วกําแพงลงในที่ดินของดําเอง โดยก่อนสร้างได้ขอให้เจ้าของที่ดินข้างเคียง มาชี้ระวางแนวเขตที่ดินของแต่ละแปลงแล้ว แต่เมื่อสร้างเสร็จจึงพบว่ารั้วกําแพงที่สร้างได้รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินแปลงติดกันซึ่งเป็นของเขียวเป็นแนวรั้วยาวตลอดประมาณ 50 เซนติเมตร เขียวจึงขอให้ดํารื้อถอนรั้วบ้านเพื่อแก้ไขมิให้เกิดการรุกล้ำ ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าดําจะต้อง รื้อถอนรั้วที่รุกล้ำหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1312 “บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้น เป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้น และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจํายอม ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้ ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทําการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไปและทําที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้”

วินิจฉัย

การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตที่จะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 1312 นั้น จะต้องเป็นกรณีปลูกสร้างโรงเรือนทั้งหลัง แล้วส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น แต่ถ้าเป็นสิ่งอื่น ๆ ที่มิใช่โรงเรือนและไม่เป็นส่วนควบของโรงเรือน เช่น รั้วบ้าน กําแพง ท่อน้ำทิ้งหรือ เครื่องปรับอากาศ จะอ้างความคุ้มครองตามมาตรา 1312 ไม่ได้ แม้จะสร้างหรือทําโดยสุจริตก็ต้องรื้อถอน ออกไปจากที่ดินของผู้อื่น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ดําสร้างบ้านพร้อมรั้วกําแพงลงในที่ดินของดําเอง โดยก่อนสร้างได้ขอให้ เจ้าของที่ดินข้างเคียงมาชี้ระวางแนวเขตที่ดินของแต่ละแปลงแล้ว แต่เมื่อสร้างเสร็จจึงพบว่ารั้วกําแพงที่สร้าง ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินแปลงติดกันซึ่งเป็นของเขียวเป็นแนวรั้วยาวตลอดประมาณ 50 เซนติเมตรนั้น กรณี ดังกล่าวมิใช่เรื่องการสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่น แต่เป็นการสร้างสิ่งอื่น ๆ คือรั้วกําแพงรุกล้ำเข้าไป ในที่ดินของผู้อื่น และรั้วกําแพงก็มิใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโรงเรือน ดังนั้น แม้ดําจะได้สร้างรั้วกําแพงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเขียวโดยสุจริตเพราะได้มีการชี้ระวางแนวเขตที่ดินแล้วก็ตาม ดําก็ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 1312 เมื่อเขียวได้ขอให้รื้อถอนรั้วบ้านเพื่อแก้ไขมิให้เกิดการรุกล้ำ ดําจึงต้องรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินของเขียว

สรุป ดำจะต้องรื้อถอนรั้วที่รุกล้าออกไปจากที่ดินของเขียว

 

ข้อ 3 แดงเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านในที่ดินมีโฉนดของขาวเพื่ออยู่อาศัยมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว และได้ชําระค่าเช่าตรงต่อเวลาเสมอมา เมื่อขึ้นปีที่ 10 แดงมีปัญหาทางด้านการเงินจึงขอผ่อนผันการชําระค่าเช่ากับขาว โดยขอชําระค่าเช่าเพียงครึ่งเดียวเป็นเวลา 1 ปี พอขึ้นปีที่สิบเอ็ด สถานะทางการเงินของแดงไม่ดีขึ้น จึงบอกกับขาวว่าไม่ต้องมาเก็บค่าเช่าแล้ว และตนได้ครอบครองที่ดินของขาวติดต่อกัน จนครบ 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของขาวโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว แต่ขาวไม่เห็นด้วย ขาวจึงฟ้องขับไล่แดงให้ออกจากที่ดินของตน ดังนี้ ระหว่างแดงกับขาวผู้ใดมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากัน เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1368 “บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้”

มาตรา 1381 “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยน ลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต อาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอก”

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1 เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์

2 ได้ครอบครองโดยความสงบ

3 ครอบครองโดยเปิดเผย

4 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ

5 ครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แดงเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านในที่ดินมีโฉนดของขาวเพื่ออยู่อาศัยนั้น ถือเป็นกรณีที่แดงยึดถือที่ดินแปลงดังกล่าวในฐานะผู้แทนของขาวเท่านั้น แม้แดงจะยึดถือเป็นเวลาติดต่อกันได้ 10 ปี แดงก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แต่อย่างใด

การที่แดงเช่าที่ดินและปลูกบ้านอยู่อาศัยมาได้ 9 ปี เมื่อขึ้นปีที่ 10 แดงได้ขอผ่อนผันการชําระค่าเช่ากับขาวนั้น การผ่อนผันการชําระค่าเช่าดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการบอกกล่าวเพื่อเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแต่อย่างใด แต่พอขึ้นปีที่สิบเอ็ด แดงได้บอกกับขาวว่าไม่ต้องมาเก็บค่าเช่าแล้ว และตนได้ครอบครองที่ดินของขาวติดต่อกัน จนครบ 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของขาวโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วนั้น ถือเป็นการบอกกล่าวว่าไม่มีเจตนา จะยึดถือทรัพย์สินแทนขาวแล้วตามมาตรา 1381 อายุความในการครอบครองที่ดินจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่ปีที่สิบเอ็ด คือนับแต่วันที่บอกกล่าวเป็นต้นไป และเมื่อแดงยังครอบครองที่ดินของขาวไม่ครบ 10 ปี แดงจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ในที่ดินของขาวโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ดังนั้น ขาวจึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่าแดง

สรุป ขาวมีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวดีกว่าแดง

 

ข้อ 4 นายหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่ง ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินติดกับแม่น้ำท่าจีน ส่วนทางทิศตะวันตกดินติดกับที่ดิน น.ส.3 ของนายสอง ต่อมานายสองซึ่งมีอาชีพประมงได้ขออนุญาตใช้คูในที่ดินของนายหนึ่งเพื่อเก็บเรือที่ใช้ออกหาปลาโดยไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรไปไหนมาไหน อยากทราบว่า การใช้คูเพื่อเก็บเรือของนายสองก่อให้เกิดภาระจํายอมหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1387 “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจํายอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น”

วินิจฉัย

“ภาระจํายอม” ตามมาตรา 1387 เป็นทรัพยสิทธิประเภทหนึ่งที่ตัดทอนอํานาจกรรมสิทธิ์ โดยทําให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งเรียกว่า “ภารยทรัพย์” ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนถึงทรัพย์สินของตน หรือทําให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่น ที่เรียกว่า “สามยทรัพย์” คือจะทําให้ตัวสามยทรัพย์ได้รับประโยชน์ หรือได้รับความสะดวกขึ้นนั่นเอง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่ง ซึ่งทางทิศตะวันออก ของที่ดินติดกับแม่น้ำท่าจีน ส่วนทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดิน น.ส.3 ของนายสอง และต่อมานายสองซึ่งมีอาชีพประมงได้ขออนุญาตใช้คูในที่ดินของนายหนึ่งเพื่อเก็บเรือที่ใช้ออกหาปลาโดยไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร ไปไหนมาไหนนั้น ถือเป็นกรณีที่นายสองได้ขอใช้อสังหาริมทรัพย์ของนายหนึ่งเพื่อประโยชน์ของตัวบุคคล ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่น แม้จะมีการเอาเรือเข้าออกคูก็ไม่ต้องด้วยลักษณะของภาระจํายอม ตามมาตรา 1387 ดังนั้น การใช้เพื่อเก็บเรือของนายสองจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจํายอมแต่อย่างใด

สรุป

การใช้ดูเพื่อเก็บเรือของนายสองไม่ก่อให้เกิดภาระจํายอม

LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 แมวครอบครองที่ดินมีโฉนดของหมูเพื่อปลูกข้าว จนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของหมูโดยอายุความครอบครองปรปักษ์ แต่ยังไม่ได้นําไปจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาหมูได้ทราบเรื่องดังกล่าว หมูจึงวางแผนกับนกซึ่งเป็นเพื่อนสนิทว่าตนเองจะยกที่ดินแปลงดังกล่าวของตนให้แก่นก โดยสัญญาให้ทําถูกต้องตามแบบของกฎหมายทุกประการ (ทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่) เมื่อนกได้รับที่ดินมาแล้วนกจึงไปฟ้องขับไล่แมว

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่า แมวจะอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของหมู ขึ้นต่อสู้ กับนกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1299 วรรคสอง “ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่แมวได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดของหมูโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ถือว่าแมวเป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามมาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าแมวยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว แมวจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ และสิทธิอันยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น แมวจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้

เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า การที่หมูได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นกซึ่งเป็นเพื่อนสนิทนั้น เป็นการทําสัญญาให้โดยที่นกไม่ได้เสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด และนกก็ทราบอยู่แล้วว่าแมวได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของหมูจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว จึงจะถือว่านกซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ได้สิทธิในที่ดินนั้น มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหาได้ไม่ ดังนั้น นกจึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และเมื่อนกไปฟ้องขับไล่แมว แมวจึงสามารถอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดิน ของหมูขึ้นต่อสู้กับนกได้

สรุป แมวสามารถอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของหมูขึ้นต่อสู้กับนกได้

 

ข้อ 2 เอ บี และซีเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและตึกแถวขนาด 3 คูหาแห่งหนึ่ง โดยทั้งเอ บี และซีมีสัดส่วน ความเป็นเจ้าของในที่ดินและตึกแถวนั้นเท่า ๆ กัน ในวันหนึ่ง เอพบว่าฝ้าเพดานภายในตึกแถวนั้น ผุพังและอาจถล่มลงมาทําให้เกิดความเสียหายได้ เอจึงเรียกช่างให้มาซ่อมแซมฝ้าเพดานโดย ไม่ได้ปรึกษาบีและซี และชําระค่าซ่อมเพดานไปเป็นจํานวนเงิน 15,000 บาท เอจึงมาเรียกเก็บค่าซ่อมฝ้าเพดานกับบีและซี บีและซีปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่าเอไม่ได้มาปรึกษาพวกตนก่อนการซ่อมฝ้าเพดาน

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่า เอจะสามารถเรียกเก็บค่าซ่อมฝ้าเพดานจากบีและซีได้หรือไม่ เป็นจํานวนเงิน เท่าใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1356 “ถ้าทรัพย์สินเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน ท่านให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”

มาตรา 1358 “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกันในเรื่องจัดการตามธรรมดา ท่านว่าพึงตกลงโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม แต่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางจัดการตามธรรมดาได้ เว้นแต่ฝ่ายข้างมากได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจทําการเพื่อรักษาทรัพย์สินได้เสมอ

ในเรื่องจัดการอันเป็นสาระสําคัญ ท่านว่าต้องตกลงกันโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน

การเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์นั้น ท่านว่าจะตกลงกันได้ก็แต่เมื่อเจ้าของรวมเห็นชอบทุกคน”

มาตรา 1362 “เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จําต้องช่วยเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ตามส่วนของตนในการ ออกค่าจัดการ ค่าภาษีอากร และค่ารักษา กับทั้งค่าใช้ทรัพย์สินรวมกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เอ บี และซี เป็นเจ้าของรวมในที่ดินและตึกแถวขนาด 3 คูหาแห่งหนึ่ง โดยทั้งเอ บี และซีมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในที่ดินและตึกแถวเท่า ๆ กัน เมื่อเอพบว่าฝ้าเพดานภายในตึกแถวนั้น ผุพังและอาจถล่มลงมาทําให้เกิดความเสียหายได้ เอจึงเรียกช่างให้มาซ่อมแซมฝ้าเพดาน ในการซ่อมฝ้าเพดานนั้น ถือว่าเป็นการทําการเพื่อรักษาทรัพย์สินคือตึกแถวให้อยู่ในสภาพดี ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งอาจทําการ เพื่อรักษาทรัพย์สินได้เสมอตามมาตรา 1358 วรรคสองตอนท้าย เอจึงสามารถซ่อมฝ้าเพดานได้โดยไม่ต้องปรึกษา บีและซีก่อน และเมื่อได้จัดการไปแล้ว เจ้าของรวมคนอื่น ๆ ทุกคนก็จะต้องร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายนั้น ตามส่วนของตนตามมาตรา 1362 และเมื่อเอได้ชําระค่าซ่อมฝ้าเพดานไปเป็นจํานวนเงิน 15,000 บาท เอจึง สามารถเรียกให้บีและซีช่วยออกค่ารักษาทรัพย์สินที่ตนได้ชําระไปแล้วได้คนละ 5,000 บาท

สรุป เอสามารถเรียกเก็บค่าซ่อมฝ้าเพดานจากบีและซีได้คนละ 5,000 บาท

 

ข้อ 3 กุมภาครอบครองทํานาในที่ดินมีโฉนดของมีนาที่อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ติดต่อกันได้ 7 ปี และบอกกับชาวบ้านในบริเวณที่ดินนั้นว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน โดยที่มีนาไม่ทราบเรื่องดังกล่าว พอขึ้นปีที่ 8 เมษาได้มาชักชวนให้กุมภาไปทํางานที่กรุงเทพฯ กุมภาตอบตกลงไปทํางานที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 6 เดือน แล้วถูกเลิกจ้างเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี กุมภาจึงกลับมาทํานาในที่ดินแปลงเดิมของมีนา มีนารู้เรื่องจึงแจ้งให้กุมภาออกไปจากที่ดินนั้น แต่กุมภาอ้างว่าตนเองไม่มีงานอื่นทําแล้ว จึงขอครอบครองที่ดินเพื่อทํานาหาเลี้ยงชีพต่อไปโดยจะให้ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้บางส่วนแก่มีนาเป็นการตอบแทน มีนาสงสารจึงตอบตกลง เมื่อกุมภาทํานาในที่ดินของมีนาและส่งมอบข้าวให้มีนาอย่าง ต่อเนื่องไปอีก 3 ปี กุมภาก็เลิกส่งมอบข้าวให้มีนา เมื่อมีนามาทวงถาม กุมภาจึงอ้างว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว ดังนั้น ตนจึงไม่จําเป็นต้องส่งข้าวให้มีนาเพื่อเป็นการตอบแทนการใช้ที่ดิน อีกต่อไป มีนาโกรธมากจึงฟ้องขับไล่กุมภา

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่า ระหว่างกุมภากับมีนาผู้ใดมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากัน เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1368 “บุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้”

มาตรา 1381 “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง บุคคลนั้นจะเปลี่ยน ลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต อาศัยอํานาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอก”

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1384 “ถ้าผู้ครอบครองขาดยึดถือทรัพย์สินโดยไม่สมัคร และได้คืนภายในเวลาปีหนึ่ง นับตั้งแต่วันขาดยึดถือหรือได้คืนโดยฟ้องคดีภายในกําหนดนั้นไซร้ ท่านมิให้ถือว่าการครอบครองสะดุดหยุดลง”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1 เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์

2 ได้ครอบครองโดยความสงบ

3 ครอบครองโดยเปิดเผย

4 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ

5 ครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่กุมภาครอบครองทํานาในที่ดินมีโฉนดของมีนาติดต่อกันได้ 7 ปี และบอกกับชาวบ้านในบริเวณที่ดินนั้นว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน โดยมีนาไม่ทราบเรื่องดังกล่าวนั้น ถือว่ากุมภาเป็นผู้ครอบครอง ที่ดินของผู้อื่นโดยสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันเพียง 7 ปี ดังนั้น กุมภาจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของมีนาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382

ในปีที่ 8 การที่กุมภาตกลงไปทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 6 เดือน ตามที่เมษาชักชวนนั้น ย่อมถือว่ากุมภามีเจตนาสละการครอบครองที่ดินไปโดยสมัครใจ สิทธิการครอบครองของกุมภาจึงสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1384 และเมื่อกุมภากลับมาทํานาในที่ดินแปลงเดิมของมีนาอีกครั้ง จึงต้องเริ่มต้นนับระยะเวลาการครอบครองใหม่ แต่เมื่อมีนารู้เรื่องจึงแจ้งให้กุมภาออกไปจากที่ดินนั้น แต่กุมภาขอครอบครองที่ดินเพื่อทํานาโดย จะให้ข้าวแก่มีนาเป็นการตอบแทนนั้น จึงเป็นกรณีที่กุมภาได้รับอนุญาตจากมีนาในการครอบครองที่ดิน ทําให้กุมภาขาดเจตนาเป็นเจ้าของในการครอบครองที่ดินในคราวหลัง จึงไม่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองได้ เพราะถือว่ากุมภาเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินแทนมีนาตามมาตรา 1368 เท่านั้น

ต่อมา การที่กุมภาเลิกส่งมอบข้าวให้มีนาและเมื่อมีนาทวงถาม กุมภาจึงอ้างว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้วนั้น ถือเป็นกรณีที่กุมภาบอกเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือไปยังมีนาตามมาตรา 1381 และเมื่อกุมภาได้บอกเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือยังไม่ครบ 10 ปี กุมภาจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของมีนา โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ดังนั้น มีนาจึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากุมภา

สรุป มีนามีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากุมภา

 

ข้อ 4 นาคมีที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง ทางทิศตะวันออกติดกับที่ดินมีโฉนดของเพชรซึ่งเป็นพี่ชายของตนโดยนาคเดินผ่านที่ดินของเพชรด้วยความสนิทสนมกันฉันญาติมิตรเพื่อออกไปขึ้นรถโดยสารประจําทาง ที่ถนนใหญ่มาเป็นเวลา 12 ปีแล้วโดยไม่เคยขออนุญาตเพชรเลย ในปีที่ 13 เพชรต้องการย้ายทางเดินที่นาคเดินออกไปขึ้นรถโดยสารประจําทางไปอีกฟากหนึ่งของที่ดินซึ่งทําให้นาคต้องเดิน เป็นระยะทางไกลกว่าเดิม และลดขนาดทางเดินจากเดิมกว้าง 1.5 เมตร เหลือเพียง 1 เมตร เนื่องจากเพชรต้องการสร้างสวนหย่อมในบริเวณที่เป็นทางเดินแต่เดิมนั้น นาคไม่ยินยอมให้เพชรย้ายทางเดินดังกล่าว

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่า ที่ดินของนาคจะได้สิทธิภาระจํายอมในทางเดินไปขึ้นรถโดยสารประจําทางบน ที่ดินของเพชรหรือไม่ และเพชรจะสามารถย้ายทางเดินดังกล่าวไปอีกฟากหนึ่งของที่ดินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1336 “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจําหน่ายทรัพย์สิน ของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1387 “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจํายอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรม บางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น”

มาตรา 1392 “ถ้าภาระจํายอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ เจ้าของทรัพย์นั้นอาจเรียก ให้ย้ายไปยังส่วนอื่นก็ได้ แต่ต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับเสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ต้องไม่ทําให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง”

มาตรา 1401 “ภาระจํายอมอาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นําบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิ อันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

การได้ภาระจํายอมตามมาตรา 1387 โดยอายุความครอบครองปรปักษ์นั้น ถือเป็นการได้ทรัพยสิทธิ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งตามมาตรา 1401 บัญญัติให้นําอายุความได้สิทธิตาม มาตรา 1382 มาบังคับใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ โดยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาจะได้สิทธิภาระจํายอมในภารยทรัพย์ โดยต้องใช้ประโยชน์ติดต่อกันเป็น เวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นาคมีที่ดินมีโฉนดติดกับที่ดินมีโฉนดของเพชรซึ่งเป็นพี่ชายของตน และนาคได้เดินผ่านที่ดินของเพชรด้วยความสนิทสนมกันฉันญาติมิตรเพื่อออกไปขึ้นรถโดยสารประจําทางที่ถนนใหญ่ มาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว โดยไม่เคยขออนุญาตเพชรเลยนั้น ถึงแม้ว่าที่ดินของเพชรจะเป็นที่ดินมีโฉนด และแม้ทางเดินนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อที่ดินของนาคและใช้มาเกิน 10 ปีแล้วก็ตาม แต่การที่นาคเดินผ่านที่ดินของเพชร ด้วยความสนิทสนมกันฉันญาติมิตรนั้น ถือเป็นการเดินผ่านโดยวิสาสะโดยไม่เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดิน ดังนั้น นาคจึงไม่ได้ภาระจํายอมในทางเดินไปขึ้นรถโดยสารประจําทางบนที่ดินของเพชร ตามมาตรา 1387 ประกอบ มาตรา 1401 และมาตรา 1382 และเมื่อนาคไม่ได้ภาระจํายอมบนที่ดินของเพชร เพชรจึงอาศัยสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1336 ในการย้ายทางเดินดังกล่าวไปอีกฟากหนึ่งของที่ดินได้โดยไม่ต้องคํานึงถึงความสะดวกของนาค ตามมาตรา 1392 แต่อย่างใด

สรุป

ที่ดินของนาคไม่ได้สิทธิภาระจํายอมในทางเดินไปขึ้นรถโดยสารประจําทางบนที่ดินของเพชร และเพชรสามารถย้ายทางเดินดังกล่าวไปอีกฟากหนึ่งของที่ดินได้

LAW2101 (LAW 2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2101 (LAW2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 ฮานส์เป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นสวนมะม่วงในจังหวัดอ่างทองซึ่งอยู่ติดกับที่ดินว่างเปล่าของทิม ฮานส์เห็นว่าทิมย้ายไปทํางานที่กรุงเทพฯ เป็นเวลานาน ไม่เคยกลับมาที่จังหวัดอ่างทองเป็นเวลา เกือบสิบปีแล้ว ฮานส์จึงได้ปลูกต้นมะม่วงซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่มีอายุกว่าสามปีลงในที่ดินของทิม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทิมแต่อย่างใด ภายหลังต่อมาเมื่อต้นมะม่วงโตได้สองปี ทิมทราบว่าฮานส์ ได้ปลูกต้นมะม่วงกว่า 300 ต้น ในที่ดินของตน จึงห้ามไม่ให้ฮานส์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับต้นมะม่วง ที่ปลูกในที่ดินของทิมอีกต่อไป ฮานส์อ้างว่าถึงแม้ตนจะไม่ได้รับอนุญาตจากทิมก่อน แต่ต้นมะม่วง ที่อยู่ในที่ดินของทีมเพิ่งมีอายุเพียงสองปีเท่านั้น จึงยังไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน และทิมสามารถถอนต้นมะม่วงไปปลูกในที่ดินแปลงอื่นได้

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่าฮานส์หรือทิมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้นมะม่วงที่พิพาทดีกว่ากัน เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 144 “ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณี แห่งท้องถิ่นเป็นสาระสําคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทําลาย ทําให้บุบสลาย หรือทําให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น”

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง “ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ฮานส์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นสวนมะม่วงและอยู่ติดกับที่ดินว่างเปล่าของทิม ได้ปลูกต้นมะม่วงซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่มีอายุกว่าสามปีซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นลงในที่ดินของทิมกว่า 300 ต้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทิมแต่อย่างใดนั้น ต้นมะม่วงย่อมถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทิมเจ้าของที่ดินตามมาตรา 144 วรรคสอง แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าฮานส์ได้ปลูกต้นมะม่วงไว้เพียงสองปีก็ตาม ดังนั้น เมื่อทิมทราบจึงห้ามไม่ให้ฮานส์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับต้นมะม่วงที่ปลูกในที่ดินของทิมอีกต่อไป ฮานส์จะอ้างว่าถึงแม้ตนจะไม่ได้รับอนุญาตจากทิมก่อน แต่ต้นมะม่วงที่อยู่ในที่ดินของทีมเพิ่งมีอายุเพียงสองปีเท่านั้น จึงยังไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน และทิมสามารถถอนต้นมะม่วงไปปลูกในที่ดินแปลงอื่นได้นั้นย่อมไม่อาจอ้างได้

สรุป ทิมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้นมะม่วงที่พิพาทดีกว่าฮานส์

 

ข้อ 2 นายปุ่มซื้อนาฬิกามือสองเรือนหนึ่งในราคา 150,000 บาท จากร้านขายและรับซ่อมนาฬิกาของนายตึกเพื่อนสนิทที่เปิดทําการอยู่ริมถนนรามคําแหง โดยมาเลือกซื้อในวันหยุดของร้าน และเข้าไปเลือกสินค้ากันในห้องรับแขกหลังร้าน หลังจากซื้อมาใช้ได้ 1 เดือน นายอั้มผู้เป็นเจ้าของนาฬิกา ที่แท้จริงได้ติดต่อมาที่นายปุ่มขอให้นายปุ่มนํานาฬิกามาคืนให้ตน มิฉะนั้นจะถือว่านายปุ่มและนายตึกเจ้าของร้านขายนาฬิการ่วมกันกระทําผิดฐานรับของโจรเนื่องจากเป็นนาฬิกาที่ถูกขโมยมา

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่านายปุ่มจะต้องคืนนาฬิกาให้แก่นายอั้มหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1332 “บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือ จากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จําต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดของเอกชน หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1332 คือ แม้เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงจะติดตามทวงคืน ก็ไม่จําต้องคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของ เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินนั้นจะชดใช้ราคาที่ตนซื้อมา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายปุ่มได้ซื้อนาฬิกามือสองเรือนหนึ่งในราคา 150,000 บาท จากร้านขาย และรับซ่อมนาฬิกาของนายตึกเพื่อนสนิทที่เปิดทำการอยู่ริมถนนรามคําแหงนั้น ถือเป็นการซื้อสินค้าจากร้านที่ ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทนาฬิกา ซึ่งอยู่ในความหมายของ “พ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น” ตามนัยมาตรา 1332 แล้ว แต่อย่างไรก็ดี การที่นายปุ่มได้ไปซื้อนาฬิกาในวันที่ร้านหยุดและเข้าไปเลือกสินค้ากันในห้องรับแขก หลังร้านนั้น ย่อมถือว่าเป็นการซื้อโดยไม่สุจริต ดังนั้น นายปุ่มจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1332 นายปุ่ม จะอ้างมาตรา 1332 ขึ้นมาต่อสู้นายอั้มผู้เป็นเจ้าของนาฬิกาที่แท้จริงไม่ได้ นายปุ่มจึงต้องคืนนาฬิกาให้แก่นายอั้มโดยไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้ว่าตนไม่ต้องคืนจนกว่าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา

สรุป นายปุ่มจะต้องคืนนาฬิกาให้แก่นายอั้ม

 

ข้อ 3 นายมืดและนายม้วนบุตรชายครอบครองปรปักษ์ทําเกษตรกรรมในที่ดินมีโฉนดในจังหวัดสุรินทร์ของนายสว่างมาได้ 5 ปี นายมืดก็ถึงแก่กรรม นายม้วนบุตรชายของนายมืดไม่สนใจที่จะทําเกษตรต่อ และอยากไปเปิดร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่ นายม้วนจึงไปเปิดร้านอาหารที่เชียงใหม่ตามที่ตั้งใจ เป็นเวลา 1 ปี โดยที่มิได้กลับมาดูแลที่ดินดังกล่าวเลย ต่อมาเศรษฐกิจตกต่ำและคู่แข่งร้านอาหาร มีมาก ร้านอาหารของนายม้วนขาดทุนจนต้องปิดกิจการ นายม้วนจึงคิดกลับมาทําเกษตรบนที่ดิน แปลงเดิมของนายสว่างต่อ เมื่อนายม้วนกลับมาปลูกข้าวบนที่ดินของนายสว่างไปได้เป็นเวลา 4 ปี นายสว่างทราบเรื่องจึงมาไล่นายม้วนออกจากที่ดินของตน นายม้วนไม่ยอมออกจากที่ดินของนายสว่าง จนเมื่อนายม้วนครอบครองที่ดินของนายสว่างโดยใช้ปลูกข้าวต่อไปอีก 1 ปี นายสว่าง จึงฟ้องขับไล่นายม้วน นายม้วนอ้างว่าตนได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของนายสว่างเนื่องจากนายม้วนได้ครองครอบที่ดินของนายสว่างจนครบ 10 ปีแล้ว

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่านายม้วนจะอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของนายสว่างขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับนายสว่างได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1384 “ถ้าผู้ครอบครองขาดยึดถือทรัพย์สินโดยไม่สมัคร และได้คืนภายในเวลาปีหนึ่ง นับตั้งแต่วันขาดยึดถือหรือได้คืนโดยฟ้องคดีภายในกำหนดนั้นไซร้ ท่านมิให้ถือว่าการครอบครองสะดุดหยุดลง”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1 เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์

2 ได้ครอบครองโดยความสงบ

3 ครอบครองโดยเปิดเผย

4 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ

5 ครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมืดและนายม้วนบุตรชายครอบครองปรปักษ์ทำเกษตรกรรมในที่ดิน มีโฉนดในจังหวัดสุรินทร์ของนายสว่างมาได้ 5 ปีนั้น ถือว่านายมืดและนายม้วนเป็นผู้ครอบครองที่ดินของผู้อื่น โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันได้เพียง 5 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 และเมื่อนายมืดถึงแก่กรรม นายม้วนบุตรชายของนายมืดไม่สนใจที่จะทําเกษตรต่อ จึงได้ไปเปิดร้านอาหารที่เชียงใหม่เป็นเวลา 1 ปี โดยมิได้กลับมาดูแลที่ดินดังกล่าวเลย ย่อมถือว่านายม้วนมีเจตนาสละการครอบครองที่ดินไปโดยสมัครใจ สิทธิการครอบครองของนายม้วนจึงสิ้นสุดลงตามมาตรา 1384

เมื่อนายม้วนกลับมาปลูกข้าวบนที่ดินของนายสว่างใหม่อีกครั้งจึงต้องเริ่มต้นนับระยะเวลาการครอบครองใหม่ และเมื่อปรากฏว่านายม้วนได้ครอบครองที่ดินในครั้งหลังนี้ได้เพียง 4 ปี ก็ถูกนายสว่างเจ้าของที่ดินมาไล่ แต่นายม้วนไม่ยอมออกจากที่ดินของนายสว่าง กรณีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยไม่สงบ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อนายม้วนครอบครองที่ดินของนายสว่างโดยใช้ปลูกข้าวต่อไปอีก 1 ปี รวมเป็นเวลา 5 ปี นายสว่างก็ฟ้องขับไล่ นายม้วน ดังนี้เมื่อนายม้วนได้ครอบครองที่ดินของนายสว่างได้เพียง 5 ปี นายม้วนจะอ้างว่าตนได้ครองครอบปรปักษ์ ที่ดินของนายสว่างครบ 10 ปีแล้ว และได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของนายสว่างแล้วขึ้นต่อสู้นายสว่างไม่ได้

สรุป

นายม้วนจะอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของนายสว่างขึ้นเป็น ข้อต่อสู้นายสว่างไม่ได้

 

ข้อ 4 ลิซ่าเช่าที่ดินแปลงหนึ่งของมินนี่ปลูกบ้านอยู่ โดยลิซ่าได้ใช้ทางผ่านที่ดินของซูซี่เพื่อนสนิทของตน ซึ่งมีที่ดินติดกันกับที่ดินของมินนี่เพื่อเดินไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ และยังใช้ทางเดินรถที่อยู่ใน ที่ดินของซูซี่เป็นทางผ่านในการขับรถออกไปทำงานด้วย โดยซูซี่อนุญาตให้ลิซ่าใช้ที่ดินของตน เพื่อการดังกล่าวได้ เมื่อลิซ่าใช้ที่ดินไปได้ 12 ปี ซูซี่ต้องการย้ายทางเดินรถให้ไปอยู่อีกฟากหนึ่ง ของที่ดินซึ่งจะทำให้ลิซ่าต้องใช้เวลานานขึ้นในการผ่านที่ดินของซูซี่ออกไปสู่ถนน

ดังนี้ จงวินิจฉัยว่าลิซ่าจะอ้างได้หรือไม่ว่าตนเองได้ภาระจํายอมโดยอายุความแล้ว และการย้ายทางเดินรถของซูซี่ทําให้ลิซ่าได้รับความสะดวกลดลง ซูซี่จึงมิอาจกระทําได้

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1387 “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจํายอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรม บางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น”

มาตรา 1392 “ถ้าภาระจํายอมแตะต้องเพียงส่วนหนึ่งแห่งภารยทรัพย์ เจ้าของทรัพย์นั้นอาจเรียก ให้ย้ายไปยังส่วนอื่นก็ได้ แต่ต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับเสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ต้องไม่ทําให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง”

มาตรา 1401 “ภาระจํายอมอาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นําบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิ อันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ์นี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

การได้ภาระจํายอมตามมาตรา 1387 โดยอายุความครอบครองปรปักษ์นั้น ถือเป็นการได้ทรัพยสิทธิ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งตามมาตรา 1401 บัญญัติให้นําอายุความได้สิทธิตาม มาตรา 1382 มาบังคับใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ โดยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาจะได้สิทธิภาระจํายอมในภารยทรัพย์ โดยต้องใช้ประโยชน์ติดต่อกันเป็น เวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ลิซ่าเช่าที่ดินของมินนี่ปลูกบ้านอยู่ โดยลิซ่าได้ใช้ทางผ่านที่ดินของซูซี่ เพื่อนสนิทของตนเพื่อเดินไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อและใช้ทางเดินรถที่อยู่ในที่ดินของซูซี่เป็นทางผ่านในการขับรถ ออกไปทํางานโดยซูซี่อนุญาตนั้น ถึงแม้ว่าลิซ่าจะได้ใช้ที่ดินไปได้เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี แต่ลิซ่าก็ไม่ได้ภาระจํายอม โดยการครอบครองปรปักษ์เพราะเป็นการใช้ทางโดยเจ้าของอนุญาตตามมาตรา 1387 ประกอบมาตรา 1401 และมาตรา 1382 และเมื่อลิซ่าไม่ได้ภาระจํายอม ดังนั้น ซูซี่จึงสามารถย้ายทางเดินรถให้ไปอยู่อีกฟากหนึ่งของ ที่ดินได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องคํานึงว่าลิซ่าจะได้รับความสะดวกน้อยลงหรือไม่ตามมาตรา 1392

สรุป

ลิซ่าจะอ้างว่าตนเองได้ภาระจํายอมโดยอายุความแล้ว และการย้ายทางเดินรถของซูซี่ทําให้ ลิซ่าได้รับความสะดวกลดลง ซูซี่มิอาจกระทําได้นั้นไม่ได้

LAW2101 (LAW 2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW2101 (LAW 2001) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเอกใช้สิทธิฟ้องขับไล่นายโทออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายเอกกับนายโททําสัญญาประนีประนอมยอมความกันความว่า หากนายโทได้ปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชําระเงินให้แก่นายเอกครบถ้วนแล้ว โดยผลแห่งข้อกําหนด ตามสัญญาระหว่างนายเอกและนายโทที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ย่อมตกเป็นของนายโท ศาล พิพากษาตามยอม ดังนี้ เมื่อนายโทชําระเงินให้แก่นายเอกครบแล้ว นายโทจะมีสิทธิเข้ายึดถือ ครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทได้หรือไม่ และนายโทจะมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอก จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายโทเพื่อให้บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทําเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรมนั้น จะบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิได้ จะต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งถ้าฝ่าฝืนจะมีผลเป็นเพียงบุคคลสิทธิ ใช้กล่าวอ้างได้เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างต่อ บุคคลภายนอกได้ (มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกใช้สิทธิฟ้องขับไล่นายโทออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายเอกกับนายโททําสัญญาประนีประนอมยอมความกันความว่า หากนายโท ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชําระเงินให้แก่นายเอกครบถ้วนแล้ว โดยผลแห่งข้อกําหนดตามสัญญาระหว่างนายเอกและนายโทที่ดินโฉนดเลขที่ 12345 ย่อมตกเป็นของนายโทและศาลพิพากษาตามยอมนั้น เมื่อนายโทได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชําระเงินให้นายเอกครบถ้วนแล้ว ที่ดินย่อมตกเป็นของนายโท และถือเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรมตาม มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

และโดยผลแห่งนิติกรรมนี้แม้จะยังไม่ได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็หามีผลทําให้นิติกรรมการได้มาดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด เพียงแต่ทําให้การได้มาของนายโท ไม่บริบูรณ์ในฐานะทรัพยสิทธิเท่านั้น แต่ในระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันกันในฐานะบุคคลสิทธิ ทําให้นายโทมีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินยันนายเอกได้

และเมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ดิน นายโทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนเพื่อให้บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิได้

สรุป นายโทมีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาท และมีสิทธิเรียกร้องให้นายเอกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนเพื่อให้บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิได้

 

ข้อ 2 เอกเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันหนึ่งจากร้านขายรถจักรยานยนต์ของโทที่เปิดร้านขายรถจักรยานยนต์ มา 5 ปีแล้ว โดยตกลงผ่อนค่าเช่าซื้อ 30 งวด และงวดสุดท้ายจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์แก่ผู้เช่าซื้อ หลังจากที่เอกนํารถมาใช้และจ่ายค่าเช่าซื้อได้ 6 งวด ตรีผู้เป็นเจ้าของรถที่แท้จริงพบว่าเอกครอบครองรถจักรยานยนต์ของตนเองอยู่จึงขอให้เอกส่งคืนรถแก่ตน เอกต่อสู้ว่าเอกไม่ต้องคืนรถแก่ตรี เว้นแต่ ตรีจะจ่ายเงินค่าเช่าซื้อรถ 6 งวดคืนแก่เอกก่อน แต่ตรีอ้างว่าเอกทําสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มาไม่ใช่บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมา จึงไม่สามารถต่อรองให้ตรีชําระราคารถมอเตอร์ไซค์ได้ ดังนี้ ให้ท่าน วินิจฉัยว่าจากข้อต่อสู้ของเอกและตรี ผู้ใดถูกต้องและมีสิทธิในรถจักรยานยนต์คันนี้ดีกว่ากัน

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1332 “บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จําต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดของเอกชน หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1332 คือ แม้เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงจะติดตามทวงคืน ก็ไม่จําต้องคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของ เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินนั้นจะชดใช้ราคาที่ตนซื้อมา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เอกเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากร้านขายรถจักรยานยนต์ของโทซึ่ง เปิดร้านขายรถจักรยานยนต์มา 5 ปีแล้ว โดยตกลงผ่อนค่าเช่าซื้อ 30 งวด และงวดสุดท้ายจะโอนกรรมสิทธิ์ ในรถยนต์แก่ผู้เช่าซื้อนั้น เมื่อปรากฏว่าเอกได้นํารถมาใช้และได้จ่ายค่าเช่าซื้อไปเพียง 6 งวดเท่านั้น จึงยังไม่ถือ ว่าเอกได้รถจักรยานยนต์มาจากการซื้อทรัพย์สินตามนัยมาตรา 1332 เอกจึงไม่สามารถยกมาตรา 1332 ขึ้นมา เป็นข้ออ้างเพื่อขอให้ตรีชดใช้ค่าเช่าซื้อรถ 6 งวดคืนแก่ตนได้ ดังนั้น ข้ออ้างของตรีที่ว่าเอกทําสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มา จึงไม่ใช่บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาจึงถูกต้อง เอกจึงต้องคืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้แก่ตรี ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง

สรุป

ข้อต่อสู้ของตรีถูกต้องและตรีมีสิทธิในรถจักรยานยนต์ดีกว่าเอก

 

ข้อ 3 เต่าเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งของวาฬซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ใด ๆ วันหนึ่งเต่าได้ล้อมรั้วลวดหนามรุกล้ำเข้าไปในบริเวณที่ดินของวาฬโดยวาฬไม่รับทราบแต่เต่ามิได้เข้าครอบครองทําประโยชน์อย่างอื่นในที่ดินของวาฬ อีก 10 ปีต่อมาเมื่อวาฬเข้ามาสํารวจที่ดินแล้วเห็นว่าเต่าได้ล้อมรั้วลวดหนามรุกล้ำเข้ามาในที่ดินนั้น วาฬจึงบอกกล่าวให้เต่ารื้อถอนรั้วลวดหนามออกจากที่ดินของตน แต่เต่าอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่มีการล้อมรั้วลวดหนาม โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวาฬแล้ว

ให้ท่านวินิจฉัยว่าเต่าจะอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวาฬขึ้นต่อสู้กับวาฬได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้วการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1 เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นโดยผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์

2 ได้ครอบครองโดยความสงบ

3 ครอบครองโดยเปิดเผย

4 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ

5 ครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เต่าเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งของวาฬซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ และเต่าได้ล้อมรั้วลวดหนามรุกล้ำเข้าไปในบริเวณที่ดินของวาฬโดยวาฬ ไม่รับทราบนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เต่ามิได้เข้าครอบครองทําประโยชน์อย่างอื่นอีกแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเต่าเข้าครอบครองที่ดินของวาฬด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ดังนั้น แม้เต่าจะล้อมรั้วลวดหนามรุกล้ำเข้าไป ในที่ดินของวาฬติดต่อกันนานถึง 10 ปีแล้วก็ตาม เต่าก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่มีการล้อมรั้วลวดหนามโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวาฬตามมาตรา 1382 แต่อย่างใด เต่าจึงไม่สามารถอ้างการได้กรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวาฬขึ้นต่อสู้กับวาฬได้

สรุป

เต่าจะอ้างการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของวาฬขึ้นต่อสู้กับวาฬไม่ได้

 

ข้อ 4 นายหนึ่งเดินผ่านที่ดินของนายสองออกสู่ทางสาธารณะในลักษณะปรปักษ์ต่อนายสองเจ้าของที่ดิน เพื่อให้ได้ภาระจํายอม ถึงแม้ว่านายสองจะห้ามมิให้นายหนึ่งเดินผ่าน นายหนึ่งก็ยังคงเดินต่อไป อย่างเปิดเผยติดต่อกันเป็นเวลากว่า 14 ปี หลังจากที่นายหนึ่งยื่นคําร้องขอต่อศาลเพื่อให้ตนได้มา ซึ่งภาระจํายอมโดยอายุความแล้ว นายสองได้โต้แย้งอ้างว่าที่ดินของนายสองไม่ใช่ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีโฉนดที่ดินเมื่อเป็นเพียงที่ดินมือเปล่า นายหนึ่งจึงไม่อาจได้ไปซึ่งภาระจํายอมในที่ดินนี้ได้ ดังนี้ ข้อกล่าวอ้างของนายสองรับฟังได้หรือไม่ ท่านในฐานะผู้พิพากษาจะวินิจฉัยคดีนี้เช่นไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครอง ติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

มาตรา 1387 “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจํายอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น”

มาตรา 1401 “ภาระจํายอมอาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นําบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิ อันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

การได้ภาระจํายอมตามมาตรา 1387 โดยอายุความครอบครองปรปักษ์นั้น ถือเป็นการได้ทรัพยสิทธิ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งตามมาตรา 1401 บัญญัติให้นําอายุความได้สิทธิตาม มาตรา 1382 มาบังคับใช้โดยอนุโลม กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ โดยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาจะได้สิทธิภาระจํายอมในภารยทรัพย์ โดยต้องใช้ประโยชน์ติดต่อกันเป็น เวลา 10 ปี

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเดินผ่านที่ดินของนายสองออกสู่ทางสาธารณะในลักษณะปรปักษ์ต่อนายสองเจ้าของที่ดินเพื่อให้ได้ภาระจํายอม ถึงแม้ว่านายสองจะห้ามมิให้นายหนึ่งเดินผ่าน แต่นายหนึ่งก็ยังคงเดินต่อไปอย่างเปิดเผยติดต่อกันเป็นเวลากว่า 14 ปีนั้น นายหนึ่งย่อมได้ภาระจํายอมบนที่ดินของนายสอง โดยอายุความแล้วตามมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ดังนั้น นายหนึ่งย่อมมีสิทธิยื่นคําร้องขอต่อศาล เพื่อให้ตนได้มาซึ่งภาระจํายอมโดยอายุความได้

ส่วนการที่นายสองได้โต้แย้งว่าที่ดินของนายสองไม่ใช่ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือมีโฉนดที่ดินเป็นเพียงที่ดินมือเปล่า นายหนึ่งจึงไม่อาจได้ไปซึ่งภาระจํายอมในที่ดินนี้ได้นั้น ข้อกล่าวอ้างของนายสองดังกล่าวย่อมรับฟัง ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการได้มาซึ่งภาระจํายอมตามมาตรา 1387 นั้น ไม่ใช่กรณีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ที่ดินภารยทรัพย์จึงอาจเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือที่ดินมือเปล่าก็ได้ ซึ่งจะแตกต่างกับการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ที่ที่ดินภารยทรัพย์ต้องเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น (คําพิพากษา ฎีกาที่ 1568/2505)

สรุป

ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้จะวินิจฉัยว่า นายหนึ่งย่อมได้ไปซึ่งภาระจํายอมในที่ดินของนายสอง ข้อกล่าวอ้างของนายสองรับฟังไม่ได้

LAW1103 (LAW1003) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 1103 (LAW 1003) ป.พ.พ.ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1 นายเอกและนายโทต้องการซื้อขายที่ดินกันแปลงหนึ่ง ทั้งคู่ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แปลงดังกล่าวที่สํานักงานที่ดิน แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถดําเนินการได้ เนื่องจากที่ดินอยู่ภายใน กําหนดระยะเวลาห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้รัฐบาลมีอํานาจจัดที่ดินของรัฐเพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพ เป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยจัดตั้งเป็นนิคมตามพระราชบัญญัตินี้” และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดก หรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี” และวรรคสอง บัญญัติว่า “ภายในกําหนด ระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี” ด้วยเหตุนี้ ในวันเดียวกัน นายเอกและนายโทจึงตกลงทําสัญญาเช่าซื้อที่ดินโดยทําเป็นหนังสือยึดไว้คนละฉบับ และไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากสัญญาประเภทนี้ไม่มีแบบบังคับให้ต้องจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด สัญญาเช่าซื้อมีข้อความตอนหนึ่งระบุถึงเงื่อนไขว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันเมื่อนายเอกได้ชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังจากพ้นกําหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย

ให้ท่านวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างนายเอกและนายโทมีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เมื่อนายเอกได้ชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว นายเอกจะยกสัญญาเข้าซื้อเพื่อบังคับนายโทให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ตนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในการตกลงทํานิติกรรมกันนั้น วัตถุประสงค์ของนิติกรรมนั้น จะต้องไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จะต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย และจะต้องไม่เป็นการขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ถ้านิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกและนายโทต้องการซื้อขายที่ดินกันแปลงหนึ่ง แต่เมื่อทั้งคู่ได้ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวที่สํานักงานที่ดิน ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถดําเนินการได้ เนื่องจากที่ดินอยู่ภายในกําหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ทั้งสองจึงได้ตกลงทําสัญญาเช่าซื้อที่ดินโดยทําเป็นหนังสือยึดไว้คนละฉบับและไม่ได้จดทะเบียนต่อหนักงานเจ้าหน้าที่ และในสัญญามีข้อความตอนหนึ่งระบุถึงเงื่อนไขว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันเมื่อนายเอกชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังจากพ้นกําหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมายนั้น ย่อมถือว่าการกระทําสัญญาเช่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวของนายเอกและนายโทในขณะที่อยู่ภายในกําหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะของสัญญาก่อให้เกิดสิทธิ เรียกร้องในอันที่จะบังคับให้นายโทจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเสียสิทธิการครอบครองที่ดิน ซึ่งขัดกับ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ที่ดินนั้นเป็นเคหสถานและประกอบอาชีพ และตามพฤติการณ์ของนายเอกและนายโทก่อนทําสัญญาเช่าซื้อที่ดินได้ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ไม่สามารถดําเนินการได้ เนื่องจากมีข้อห้ามโอนนั้น จะเห็นได้ว่าทั้งสองได้ทํานิติกรรมโดยมีเจตนาต้องการโอนที่ดินกัน แม้จะมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วน อันเป็นระยะเวลาภายหลังพ้นกําหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายก็ตาม การกระทําของทั้งคู่ถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกําหนดห้ามโอนตามกฎหมาย

ดังนั้น นิติกรรมในรูปสัญญาเช่าซื้อของนายเอกและนายโท จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายและมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 150

และเมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างนายเอกและนายโทเป็นโมฆะ ดังนั้น เมื่อนายเอกชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว นายเอกจะยกเอาสัญญาเช่าซื้อขึ้นมาเพื่อบังคับให้นายโทโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ตนไม่ได้

สรุป สัญญาเช่าซื้อระหว่างนายเอกและนายโทมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และ มีผลเป็นโมฆะ นายเอกจะยกสัญญาเช่าซื้อขึ้นเพื่อบังคับนายโทให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ตนไม่ได้

 

ข้อ 2 นายจันทร์ทําสัญญาร่วมทุนกับนายอังคาร แต่เนื้อหาของสัญญาเป็นเรื่องเช่าทรัพย์อยากทราบว่าเป็นนิติกรรมอําพรางหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 155 “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ บุคคลภายนอกผู้กระทําการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่ง ทําขึ้นเพื่ออําพรางนิติกรรมอื่น ให้นําบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอําพรางมาใช้บังคับ”

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา 155 กรณีที่จะเป็นนิติกรรมอําพรางนั้นจะต้องมีนิติกรรมที่คู่กรณีได้แสดง เจตนาทําขึ้นมา 2 นิติกรรม ได้แก่

นิติกรรมอันที่ 1 เป็นนิติกรรมที่คู่กรณีได้ทําขึ้นมาและต้องการให้มีผลผูกพันบังคับกันตามกฎหมาย แต่ได้ปิดบังหรืออําพรางไว้ไม่เปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบ

นิติกรรมอันที่ 2 เป็นนิติกรรมที่คู่กรณีได้ทําขึ้นมา แต่ไม่ต้องการให้มีผลผูกพันบังคับกันตามกฎหมาย เพียงแต่ทําขึ้นมาโดยเจตนาเพื่อลวงให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าคู่กรณีได้ทํานิติกรรมอันนี้กัน ซึ่งนิติกรรมอันหลังนี้ตามกฎหมายถือว่าเป็นโมฆะ และให้คู่กรณีบังคับกันตามนิติกรรมอันแรกซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอําพราง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายจันทร์ทําสัญญาร่วมทุนกับนายอังคาร แต่เนื้อหาของสัญญาเป็นเรื่องเช่าทรัพย์นั้น เป็นกรณีที่นายจันทร์กับนายอังคารได้ทํานิติกรรมขึ้นมาเพียงนิติกรรมเดียวคือสัญญาร่วมทุน เพียงแต่สัญญาร่วมทุนดังกล่าวมีเนื้อหาของสัญญาเป็นเรื่องเข่าทรัพย์ซึ่งไม่ตรงกับชื่อของสัญญาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการเป็นนิติกรรมอําพรางตามมาตรา 150

สรุป

สัญญาร่วมทุนที่ทําขึ้นระหว่างนายจันทร์และนายอังคารไม่เป็นนิติกรรมอําพราง

 

ข้อ 3 นายมานะได้ทําสัญญากู้เงินนางมานี จํานวน 1 แสนบาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 มีกําหนด ชําระหนี้คืนภายใน 2 ปี และนายมานะได้นําที่ดินหนึ่งแปลงไปจดทะเบียนจํานองเป็นประกันการชําระหนี้

ดังนี้ อยากทราบว่านายมานะจะต้องนําเงินจํานวน 1 แสนบาท ไปชําระหนี้ให้แก่นางมานีเมื่อใดจงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/3 วรรคสอง “ถ้ากําหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทําการงานกันตามประเพณี”

มาตรา 193/5 วรรคสอง “ถ้าระยะเวลามิได้กําหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือน หรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือน หรือปีสุดท้าย อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้น เป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมานะได้ทําสัญญากู้เงินนางมานีจํานวน 1 แสนบาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 มีกําหนดชําระคืนภายใน 2 ปีนั้น ตามมาตรา 193/3 วรรคสอง การเริ่มต้นนับระยะเวลา มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน แต่ให้นับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ดังนั้น วันที่ 20 สิงหาคม 2564 จึงเป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา

และเมื่อวันเริ่มต้นคือวันที่ 20 สิงหาคม 2564 มิใช่วันต้นแห่งปี ดังนั้น ระยะเวลา 2 ปี ย่อมสิ้นสุดลง ในวันก่อนหน้าจะถึงปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้นคือวันที่ 19 สิงหาคม 2566 ตามมาตรา 193/5 วรรคสอง นายมานะจึงต้องนําเงินจํานวน 1 แสนบาท ไปชําระหนี้ให้แก่นางมานี้ภายในวันที่ 19 สิงหาคม 2566

สรุป นายมานะจะต้องนําเงินจํานวน 1 แสนบาท ไปชําระหนี้ให้แก่นางมานี ภายในวันที่ 19 สิงหาคม 2566

 

ข้อ 4 นายฟ้าลั่นตกลงซื้อที่ดิน 3 ไร่ จากนายสมชาย เป็นเงิน 10,000,000 บาท โดยนายฟ้าลั่นและนายสมชายได้ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันและตกลงไปโอนกรรมสิทธิ์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยังได้กําหนดว่า หากนายสมชายไม่อาจจะขายที่ดินให้แก่นายฟ้าลั่นได้เพราะความผิดของนายสมชายไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นายสมชายจะต้องชําระค่าปรับ ให้แก่นายฟ้าลั่นเป็นเงิน 500,000 บาท ปรากฏว่าก่อนถึงวันครบกําหนดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 2 เดือน ทางภาครัฐได้เวนคืนที่ดินของนายสมชายทั้งแปลง เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านของโครงการ ทางด่วนใหม่ที่จะมีการก่อสร้างขึ้น ต่อมาเมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ นายสมชายไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินให้แก่นายฟ้าลั่นได้ นายฟ้าลั่นจึงเรียกร้องให้นายสมชายชําระค่าปรับ 500,000 บาท จากเหตุที่นายสมชายไม่อาจขายที่ดินให้แก่ตนได้

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า นายสมชายต้องชําระค่าปรับแก่นายฟ้าลั่นหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 219 วรรคหนึ่ง “ถ้าการชําระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่ง เกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้น”

มาตรา 372 วรรคหนึ่ง “นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อน ถ้าการชําระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชําระหนี้ตอบแทนไม่”

วินิจฉัย

มาตรา 372 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักไว้ว่า ถ้าการชําระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทนตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชําระหนี้ได้ ลูกหนี้ก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะรับชําระหนี้ตอบแทน

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายฟ้าลั่นตกลงซื้อที่ดิน 3 ไร่ จากนายสมชายเป็นเงิน 10 ล้านบาท โดยนายฟ้าลั่นและนายสมชายได้ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน และตกลงไปโอนกรรมสิทธิ์ในอีก 6 เดือนข้างหน้าและในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยังได้กําหนดว่าหากนายสมชายไม่อาจขายที่ดินแก่นายฟ้าลั่นได้เพราะความผิดของนายสมชายไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นายสมชายจะต้องชําระค่าปรับให้แก่นายฟ้าลั่น เป็นเงิน 5 แสนบาทนั้น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างนายฟ้าลั่นและนายสมชายถือเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจํานวนเนื้อที่ที่จะซื้อสําหรับนายฟ้าลั่น และการรับชําระค่าที่ดินสําหรับนายสมชาย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงวันกําหนดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินประมาณ 2 เดือน ทางภาครัฐ ได้เวนคืนที่ดินของนายสมชายทั้งแปลงเนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านของโครงการทางด่วนใหม่ที่จะมีการก่อสร้างขึ้น ทําให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นอันพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งนายสมชายลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ นายสมชายลูกหนี้จึงเป็นอันหลุดพ้นจากการชําระหนี้นั้นตามมาตรา 219 วรรคหนึ่ง และกรณีดังกล่าวถือได้ว่า การชําระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ตามมาตรา 372 วรรคหนึ่งด้วย ดังนั้น ในกรณีนี้นายสมชาย จะขอรับชําระค่าที่ดินไม่ได้ และนายฟ้าลั่นก็ไม่อาจจะเรียกค่าปรับจํานวน 5 แสนบาท จากนายสมชายได้ เช่นเดียวกัน เนื่องจากการชําระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยดังกล่าวนั้นเป็นเหตุให้นายสมชายไม่ต้องรับผิดชอบ

สรุป

นายสมชายไม่ต้องชําระค่าปรับแก่นายฟ้าลั่นด้วยเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น