LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ณ บริเวณทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลในแถบซาฮาร่าที่จากสายตาบุคคลภายนอกจะดูรกร้างและแห้งแล้งในภาพแรก ซึ่งหากเดินทางโดยไม่หลงอยู่กลางทะเลทรายนานนับสัปดาห์ก็จะสามารถเข้าถึงใจกลางทะเลทรายและเป็นพื้นที่ป่าฝนที่เขียวขจีเป็นแหล่งโอเอซิสของทะเลทรายซาฮาร่าราวดั่งเพชรยอดมงกุฎ ในพื้นที่นี้ประกอบด้วย 5 อาณาจักร ได้แก่ แคทรียา พุทธรักษา พุดตาน ทิวา และหิรัญญิการ์ ซึ่งแม้ว่าทั้ง 5 อาณาจักรต่างใช้สัญลักษณ์ของดอกไม้ประจำอาณาจักรแตกต่างกันแต่ก็มีชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะล้วนแล้วแต่เชื่อในตำนานว่าทั้งหมดล้วนสืบเชื้อสายมาจากอารยธรรมโบราณในท้องถิ่นที่สูญสิ้นไปเรียกว่าสสุคนธ์ที่คงเหลือแต่เพียงตำนานและพระคัมภีร์มินตราที่ยังคงได้รับการเคารพและบอกเล่าผ่านชาวทะเลทรายจวบจนปัจจุบัน แต่ทว่าความร้อนแรงของแสงแดดที่แผดเผามิตรภาพของแต่ละเผ่าที่ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้าเดียวกัน การแบ่งแยกกันด้วยเพียงชนิดของดอกไม้ที่ต่างกันซึ่งไม่สามารถหาสาเหตุของการแบ่งแยกนี้ว่ามาจากเหตุผลใดมิทราบ จนตลอดระยะเวลากว่าสองพันปีที่ทั้ง 5 อาณาจักร ก็ต่างผลัดกันขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือทะเลทรายซาฮาร่า ทุกเม็ดทรายล้วนคลุกเคล้าไปด้วยเลือดจากนัยน์ตาสีน้ำตาลอมเขียวมรกตของประชาชนจากทุก ๆ เผ่าที่ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีสีแดงไม่ต่างกัน

จวบจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนอันแห้งแล้งและดูเหมือนกับว่าขาดไร้ซึ่งทรัพยากรที่มีมูลค่านี้ กลับพบว่าภายใต้ท้องทะเลทรายนี้เองมีทรัพยากรอันล้ำค่าที่เปรียบได้กับว่าเป็นเพชรสีฟ้าเรียกว่าแร่เยอบีร่า ซึ่งเป็นธาตุหายากของโลกที่ไม่พบในพื้นที่อื่นในโลก โดยที่ประโยชน์ของแร่นี้สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้พลังงานสะอาดมากขึ้นของเตาปฏิกรณ์พลังงานปรมาณู จุดเปลี่ยนนี้เองจึงเป็นการเปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้าและนำสันติภาพมาสู่พื้นที่แห่งนี้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2560 เพื่อสร้างความเข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นการผูกขาดการส่งออกแร่เยอบีร่า อาณาจักรทั้ง 5 ในนามแคทรียาบุรี พุทธรักษาบุรี พุดตานบุรี ทิวาบุรี และหิรัญญิการ์บุรี จึงมารวมตัวกันจัดตั้งเป็นรัฐรวมเรียกว่า สหพันธรัฐ ‘เบญจบุปผาบุรี’

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ประมุขของ 5 อาณาจักร หมุนเวียนกันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีคราวละ 5 ปี ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์เป็นองค์อธิปัตย์ที่ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐบาลกลางเท่านั้นที่มีอำนาจเกี่ยวกับกิจการภายนอก ได้แก่ การทำสนธิสัญญากับรัฐอื่น ๆ การรับส่งผู้แทนทางการทูต การมีกองทัพป้องกันประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร โดยปี พ.ศ. 2561 สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกใหม่ลำดับที่ 201 ของสหประชาชาติ

ปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2565 องค์ฮาวายที่ 3 แห่งมลรัฐพุทธรักษาบุรี ได้หมุนเวียนขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรี พระนามว่ากษัตริย์ฮาวาย ซึ่งในบทปฐมกาลตามพันธสัญญาในพระคัมภีร์มินตรากล่าวว่า ชาวสสุคนธ์ต้องเดินทางออกมาจากเกาะดีบุกนี้ 2,852 ปี ซึ่งนักประวัติศาสตร์และเทววิทยาของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีต่างได้ข้อสรุปและเห็นพ้องกับว่าเกาะดีบุกในปัจจุบันคือ เกาะภูเก็ตในประเทศไทยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระราชินีโรสแห่งมลรัฐพุดตานบุรีและกษัตริย์ราชรัตน์แห่งมลรัฐทิวาบุรี ซึ่งทั้งสองพระองค์มีพระราชศรัทธาอันแรงกล้าต่อคำสอนในพระคัมภีร์มินตราเช่นเดียวกับกษัตริย์ฮาวาย จึงทำสนธิสัญญาระหว่างทั้งสองมลรัฐ โดยมีชื่อว่า ‘สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย’ โดยมีวัตถุประสงค์เป็น

เมืองคู่แฝดกันเพื่ออำนวยความสะดวก แลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรให้แก่ประชาชนของทั้งสองมลรัฐ ในการเดินทางสามารถเข้าไปแสวงบุญในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในวาระครบระยะเวลา 2,852 ปี สิ้นสุดระยะเวลาพันธสัญญาในพระคัมภีร์มินตรา ส่งผลให้มีความเชื่อกันว่าลูกหลานของชาวสสุคนธ์ สามารถกลับมายังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ขอให้นักศึกษาวินิจฉัยและอธิบาย ข้อ 1. และข้อ 2. ดังนี้

ข้อ 1. สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 มาตรา 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของการเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications : (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”

จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดให้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของการความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่ดินแดนทั้ง 5 พื้นที่ ได้แก่ แคทรียาบุรี พุทธรักษาบุรี พุดตานบุรี ทิวาบุรี และหิรัญญิการ์บุรี รวมตัวกันจัดตั้งเป็นรัฐรวมเรียกว่า สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรี โดยรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลกลางโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร มีอำนาจที่เกี่ยวกับกิจการภายนอก ได้แก่ การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ การรับส่งผู้แทนทางการทูต การป้องกันประเทศ ดังนั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 อันมีประชากรถาวร ดินแดนที่มีขอบเขต รัฐบาล และความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่น จึงถือว่ามีองค์ประกอบของความเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2561 สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกใหม่ลำดับที่ 201 ของสหประชาชาติ จึงถือว่าสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยการรับรอง (Recognition) ความเป็นรัฐแล้ว ทั้งนี้ หากพิจารณาทฤษฎีเงื่อนไข

การก่อกำเนิดของรัฐ (Constitutive Theory) การรับรองเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้รัฐกลายเป็นบุคคลระหว่างประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือพิจารณาทฤษฎีการประกาศ (Declaratory Theory) การรับรองรัฐได้มีผลทำให้เกิดรัฐ แต่เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่และประกาศความพร้อมที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐใหม่ที่ได้รับการรับรอง

ดังนั้น สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อ 2. หากไม่คำนึงถึงขั้นตอนในการจัดทำสนธิสัญญาแล้ว สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย ถือว่าเป็นสนธิสัญญาตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ค.ศ. 1969 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะกระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทรายเป็นสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างมลรัฐพุดตานบุรีและมลรัฐทิวาบุรี เพื่ออำนวยความสะดวก แลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรให้แก่ประชาชนของทั้งสองมลรัฐในการเดินทางเข้าไปแสวงบุญในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในวาระครบระยะเวลา 2,852 ปี จึงไม่ใช่ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐตามความหมายอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่สำคัญ กล่าวคือ สนธิสัญญาดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการตกลงกันระหว่างระดับมลรัฐไม่ใช่เป็นระดับรัฐ แม้ว่าจะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย ก็ไม่ใช่สนธิสัญญาตามความหมายของ VCLT แต่อย่างใด

ดังนั้น สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทรายไม่ใช่สนธิสัญญาตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969

ข้อ 3. จากข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ให้นักศึกษาอธิบายตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเนื้อหาของวิชานี้

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 สมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้ประชุมสมัยพิเศษว่าด้วยบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศยูเครน ปกป้องหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ (Territorial Integrity of Ukraine : Defending the Principles of the Charter of the United Nations) โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามข้อ 11 ของกฎบัตรสหประชาชาติ จากการที่รัสเซียพยายามผนวก 4 แคว้นของประเทศยูเครน อันได้แก่ ลูฮันสก์ โดเนตสก์ ซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน เข้าไปเป็นดินแดนของตนโดยอ้างถึงผลจากการทำประชามติในแคว้นดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2565

หลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ บัญญัติไว้ในข้อ 2 ข้อย่อยที่ 3 “สมาชิกทั้งปวงจะต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดยสันติวิธีในลักษณะที่จะไม่เป็นอันตรายแก่สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและความยุติธรรม” และข้อย่อยที่ 4 “ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกทั้งปวงจักต้องละเว้นการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขตหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือการกระทำในลักษณะอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหประชาชาติ”

การประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) ใช้สิทธิยับยั้งหรือ Veto ร่างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเรื่องนี้ตามบทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ รัฐสมาชิกถกอภิปรายและเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า รัสเซียกระทำการรุกรานและความพยายามผนวกดินแดนของยูเครนโดยบีบบังคับเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท้ายที่สุดในการประชุมสมัชชาใหญ่นี้มี 143 รัฐภาคี ออกเสียงลงคะแนนสนับสนุน ขณะที่ 35 รัฐงดออกเสียง (รวมถึงราชอาณาจักรไทยด้วย) และ 5 รัฐ ออกเสียงคัดค้าน ดังนั้น จึงก่อให้เกิดเป็นมติสมัชชาใหญ่ (UN General Assembly’s resolution) เรียกร้องให้ทุกรัฐและองค์การระหว่างประเทศไม่รับรองข้ออ้างของรัสเซียในการผนวกดินแดนและเรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกการประกาศผนวกดินแดนโดยทันที

รัฐสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติเพราะเหตุใด และมติของสมัชชาใหญ่ข้างต้นก่อให้เกิดผลทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

1. กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) คือ ข้อตกลงที่บรรดาประเทศผู้ก่อตั้งและร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ให้สัตยาบันเข้าผูกพัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และหลักการ ตลอดจนกระบวนการดำเนินงานและบริหารงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นตราสารก่อตั้งที่สถาปนาองค์การให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยองค์การสหประชาชาติได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) โดยมีประเทศจีน สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ได้มีการให้สัตยาบันต่อกฎบัตรสหประชาชาติ โดยทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติจะต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น เหตุที่ทำให้รัฐสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาตินั้นก็เพราะว่า กฎบัตรสหประชาชาติเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีที่รัฐร่วมกันทำขึ้น จึงเป็นกฎหมายระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศข้อ 38 ข้อย่อยที่ 1 (a) ผูกพันให้รัฐสมาชิก/รัฐภาคีของสนธิสัญญาฉบับนี้ต้องเคารพและปฏิบัติตามซึ่งเป็นไปตามหลัก pacta sunt servanda การแสดงเจตจำนงร่วมกันในการที่รัฐสละอำนาจอธิปไตยบางส่วน และมอบอำนาจให้องค์การระหว่างประเทศนี้ดำเนินการตามเป้าหมายและหลักการ

รวมถึงโครงสร้าง ภารกิจ การดำเนินงาน ผลทางกฎหมายที่มีโดยตรงต่อรัฐสมาชิก/รัฐภาคี หน่วยงานหรือองค์กรภายใน (รวมถึงบุคลากร) และที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศอื่น และตัวตนอื่นที่เกี่ยวข้อง

  1. มติของสมัชชาใหญ่ที่เรียกร้องให้ทุกรัฐและองค์การระหว่างประเทศไม่รับรองข้ออ้างของรัสเซียในการผนวกดินแดนและเรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกการประกาศผนวกดินแดนโดยทันที จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามหรือไม่นั้น กรณีนี้เห็นว่า มติสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติมีค่าบังคับเป็นเพียงแค่ขอความร่วมมือให้รัสเซีย รัฐและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามบนพื้นฐานของความสมัครใจ โดยไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายให้ต้องมีการปฏิบัติตาม หากไม่มีการปฏิบัติตามก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่มีอำนาจตามบทที่ 7 ของกฎบัตรฯ ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายต่อรัสเซีย รัฐและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้ต้องปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนและอาจนำไปสู่มาตรการบังคับหรือลงโทษในลักษณะ Self-help หรือโดยสังคมระหว่างประเทศร่วมกันได้

ข้อ 4. การที่รัฐหนึ่งใช้มาตรการรีไพรเซล (Reprisal) ต่อรัฐอื่น มีคำถามว่า สอดคล้องกับหลักการในการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี โดยต้องไม่เป็นอันตรายหรือคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

รีไพรเซล (Reprisal) เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีที่ไม่ถึงกับทำสงครามกันเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นมาตรการตอบโต้การกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้รัฐนั้นเคารพในสิทธิของตนและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยรัฐที่เสียหายจากการถูกละเมิดจากรัฐอื่นนั้นถ้าจะใช้มาตรการนี้ ควรหาทางให้รัฐอื่นที่ละเมิดชดใช้ก่อน ถ้าไม่เป็นผลค่อยนำมาตรการนี้มาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ

  1. การกระทำของรัฐอื่นนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

  2. ไม่สามารถตกลงกันโดยวิธีอื่น

  3. รัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องค่าทดแทนก่อน

  4. มาตรการตอบโต้ต้องเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผลกับความเสียหายที่ได้รับ

การที่รัฐหนึ่งใช้มาตรการรีไพรเซลในลักษณะตอบโต้แก้เผ็ดนั้น อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐอาจทำได้ให้พอสมเหตุสมผลกับความเสียหายที่ได้รับ เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำของรัฐอื่นละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ โดยรัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องให้ชดใช้ก่อนและเมื่อไม่เป็นไปตามที่เรียกร้องหรือไม่สามารถตกลงกันได้โดยวิธีการอื่นใดได้แล้ว ซึ่งลักษณะการตอบโต้แก้เผ็ดไม่ว่าจะไม่ใช้กำลังหรือใช้กำลังย่อมสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายหรือคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ เช่น การคว่ำบาตรเพื่อการต่อรอง การยิงลูกระเบิดหรือจรวดข้ามพรมแดนตอบโต้รัฐเพื่อนบ้าน เป็นต้น โดยที่อาจขัดต่อหลักการและแนวทางการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี แม้ว่าจะอ้างว่าได้พยายามใช้สันติวิธีแล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จก็ตาม

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. จากข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ยูเครนฟ้องสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) เป็นคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ.1948 ร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยให้รัสเซียระงับปฏิบัติการทางทหารไว้ชั่วคราว ศาลรับคดีไว้พิจารณาพิพากษา เพราะทั้งสองประเทศได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจทั่วไปของศาลตามข้อบทของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ.1945 ก็ตาม

ในคดี Ukraine v. Russia (2022) นี้ ยูเครนชี้ให้เห็นว่ารัสเซียกำลังปฏิบัติการตามที่วางแผน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครนในดินแดนของยูเครน และโต้แย้งว่าการที่รัสเซียอ้างว่ายูเครน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนเชื้อสายรัสเซียในแคว้นลูฮันสก์และแคว้นโดเนตสก์นั้นไม่ถูกต้อง ซึ่งรัสเซียใช้ข้ออ้างนี้ในการรุกรานยูเครน ขณะที่รัสเซียยังไม่ได้เข้าร่วมในการไต่สวนสืบพยานในประเด็นต่าง ๆ มีเพียงส่งหนังสือโต้แย้งมายังศาล โดยระบุว่าอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังระหว่างรัฐและการรับรองรัฐ ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติ ฯลฯ

ศาลได้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาแบบรวดเร็ว ซึ่งศาลเห็นว่ารัสเซียไม่มีหลักฐานต่อข้อกล่าวหาการกระทำของยูเครนที่เข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่าประเทศภาคีต้องกระทำการใด ๆ โดยสุจริต (in good faith) และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ศาลคำนึงถึงมติของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2565 ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยศาลวิตกกังวลต่อการใช้กำลังของรัสเซียในยูเครนซึ่งเป็นประเด็นที่ร้ายแรงมากเมื่อพิจารณาจากการที่รัฐต่าง ๆ มีความรับผิดชอบร่วมกันในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและระงับข้อพิพาทในทางสันติภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565 ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จึงมีคำตัดสินเบื้องต้นด้วยมติ 13 ต่อ 2 ให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ได้แก่ ให้รัสเซียระงับปฏิบัติการทางทหารไว้ชั่วคราวโดยทันที ไม่ให้หน่วยทหาร บุคคล หรือองค์การในความควบคุมของตนทำให้ปฏิบัติการทางทหารคืบหน้าต่อไป และทั้งสองฝ่ายต้องงดเว้นไม่ทำให้เพิ่มหรือขยายข้อพิพาทออกไปจนยากที่จะยุติลงได้

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระหว่างประเทศใดบ้าง และบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศประเภทใดบ้างตามข้อที่ 38 (Article 38) แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of ICJ)

ธงคำตอบ

  1. บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รัฐ และองค์การระหว่างประเทศ

    (1) รัฐ (State) เป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ รัฐจะต้องมีลักษณะเป็นรัฐอธิปไตยและมีเอกราช

    (2) องค์การระหว่างประเทศ (International Organization) ซึ่งจะมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับรัฐ เช่น สหประชาชาติ (The United Nations : UN) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรหลัก 6 องค์กร ได้แก่ สมัชชาใหญ่ คณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม คณะมนตรีภาวะทรัสตี สำนักเลขาธิการสหประชาชาติ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), องค์การชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ, องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นต้น

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระหว่างประเทศ คือ

(1) รัฐ ได้แก่ รัฐยูเครน และสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย)

(2) องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สหประชาชาติ (UN) และองค์กรย่อยของสหประชาชาติ คือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

  1. บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่

    (1) อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

    (2) จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

    (3) หลักกฎหมายทั่วไปซึ่งเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ

    (4) คำพิพากษาของศาลและคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะมีความเกี่ยวข้องกับบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ดังนี้คือ

(1) อนุสัญญาระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจงซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ.1948 ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ.1945 และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง

(2) หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติอารยะ ซึ่งได้แก่ หลักสุจริต

แต่ในส่วนของมติของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นเพียง Soft Law (เป็นมาตรฐานและแนวทางให้คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันจากรัฐ) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เป็นเพียงคำตัดสินเบื้องต้นต่อคำร้องขอให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ และยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาลตาม 2 (4) เพราะยังไม่ได้มีการชี้ขาดข้อพิพาทโดยสมบูรณ์และเป็นที่สุดในคดี

ข้อ 2. สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อ 1. ของคดี Ukraine v. Russia (2022) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีคำตัดสินเบื้องต้นให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศหรือบังคับตามคำพิพากษา/คำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ การใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ของรัฐสมาชิกถาวร (ซึ่งได้แก่ รัสเซีย จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส) ในการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติให้ใช้มาตรการบังคับหรือมาตรการที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ และสถานะทางกฎหมายของคำตัดสินเบื้องต้น นักศึกษาคิดว่า รัสเซียและยูเครนจะปฏิบัติตามคำตัดสินเบื้องต้นดังกล่าวของศาลหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อ 1. ของคดี Ukraine v. Russia (2022) ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีคำตัดสินเบื้องต้นให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวนั้น โดยหลักแล้วจากเนื้อหาของคำตัดสินเบื้องต้นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ย่อมส่งผลให้ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องปฏิบัติตามในฐานะเป็นรัฐสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปได้สูงที่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินเบื้องต้นดังกล่าวของศาลก็ได้ ทั้งนี้เพราะ

  1. คำตัดสินเบื้องต้นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาลตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพราะยังไม่ได้มีการชี้ขาดข้อพิพาทโดยสมบูรณ์และเป็นที่สุดในคดี รวมทั้งยังไม่ได้มีการต่อสู้คดีในศาลในประเด็นแห่งคดีต่าง ๆ

  2. ระบบกฎหมายระหว่างประเทศและสหประชาชาติ (UN) ไม่มีกลไกที่มีทรัพยากรและความสามารถในการบังคับใช้ และบังคับตามคำพิพากษาและคำตัดสินของศาลได้อย่างมีประสิทธิผล

  3. เป็นไปได้ที่รัฐสมาชิกถาวร (ซึ่งได้แก่ รัสเซีย จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส) รัฐหนึ่งรัฐใดหรือหลายรัฐอาจใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงก็ไม่อาจลงมติที่มีผลผูกพันตามกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตาม พร้อมกับให้ใช้มาตรการบังคับหรือมาตรการที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ มาตรการบังคับลงโทษ อย่างเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิยับยั้งมติอันเกี่ยวข้องกับคดี Nicaragua v. The United States (1986) ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) พิพากษาให้สหรัฐอเมริกาแพ้คดีและต้องปฏิบัติตามทันที

ข้อ 3. ประเทศบาร์เบโดส (Barbados) ตั้งอยู่แถบหมู่เกาะแคริบเบียน ซึ่งเคยเป็นดินแดนภายใต้อาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ได้มีการประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1966 หลังจากนั้นบาร์เบโดสยังคงอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ (Commonwealth) โดยมีกษัตริย์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขแห่งรัฐและปกครองโดยผู้สำเร็จราชการแทนเรื่อยมา ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 สมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ของประเทศบาร์เบโดส ให้ความเห็นชอบรัฐบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยไม่ต้องทำประชามติ จึงส่งผลให้บาร์เบโดสเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) มาเป็นสาธารณรัฐ โดยมีอดีตผู้สำเร็จราชการฯ เป็นประธานาธิบดีของบาร์เบโดส และได้มีพิธีเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 รวมทั้งต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตามมา

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2564 เป็นต้นมา ส่งผลให้บาร์เบโดสกลายเป็นรัฐใหม่หรือไม่ และต้องได้รับการรับรองรัฐหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention) ค.ศ.1933 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ได้ให้คำจำกัดความคำว่า “รัฐ” ไว้ว่า รัฐคือบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ

  1. ดินแดน คือ รัฐต้องมีดินแดนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย โดยจะมีดินแดนมากน้อยเพียงใดไม่ใช่ข้อสำคัญ

  2. ประชากร คือ มีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนที่มีความแน่นอน โดยจะมีจำนวนประชากรมากน้อยเพียงใดก็ได้ เพียงแต่ต้องมีจำนวนมากพอสมควรที่จะสามารถดำรงความเป็นรัฐได้

  3. รัฐบาล คือ ต้องมีคณะบุคคลที่ใช้อำนาจเหนือดินแดนและประชากรมาทำการบริหารงานทั้งภายในและภายนอกรัฐ

  4. อำนาจอธิปไตย คือ รัฐสามารถที่จะดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ โดยไม่ต้องฟังคำสั่งจากรัฐอื่น และได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกับรัฐอื่น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของรัฐตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า บาร์เบโดสมีความเป็นรัฐที่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากการประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1966 บาร์เบโดสจึงไม่ได้กลายสภาพเป็นรัฐใหม่แต่อย่างใด เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใหม่เป็นสาธารณรัฐ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างและกลไกภายในของรัฐให้เหมาะสมและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งบาร์เบโดสก็ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว กล่าวคือ หลังจากได้มีการประกาศเอกราชแล้ว สมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ของประเทศบาร์เบโดสก็ได้ให้ความเห็นชอบในการบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมทั้งจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตามมา และได้มีพิธีเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นมานั้น เมื่อไม่ได้ทำให้บาร์เบโดสกลายสภาพเป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องได้รับการรับรองรัฐแต่อย่างใด เพราะการรับรองรัฐจะใช้กับกรณีของการเกิดรัฐใหม่เท่านั้น อีกทั้งการรับรองรัฐเป็นเพียงการกระทำในทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ เท่านั้น มิได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าจะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่นด้วยหรือไม่

ดังนั้น กรณีตามปัญหาสรุปได้ว่าจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ไม่ได้ส่งผลให้บาร์เบโดสกลายเป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่น

ข้อ 4. เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และปฏิญญา (Declaration) ของประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ปฏิญญาร่วมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนว่าด้วยการเพิ่มความเป็นเอกภาพของอาเซียนให้เป็นประชาคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวและมั่นคง ค.ศ. 2012 (The 2012 Joint Declaration of the ASEAN Defense Ministers on Enhancing ASEAN Unity for a Harmonized and Secure Community)

ตราสารระหว่างประเทศอันใดที่มีผลผูกพันตามกฎหมายเป็นสนธิสัญญาซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนต้องปฏิบัติตาม จงอธิบายโดยอาศัยองค์ประกอบความเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ (ไม่จำเป็นต้องอธิบายโดยกล่าวถึงขั้นตอนการทำสนธิสัญญาแต่อย่างใด)

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญามาตรา 2 นั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญาจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้น อาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศซึ่งหมายถึงรัฐ และองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า

  1. กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) มีองค์ประกอบของการเป็นสนธิสัญญาครบถ้วน กล่าวคือ เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยรัฐสมาชิกอาเซียน ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่วางกรอบกฎหมาย แนวปฏิบัติ ขอบเขต ความรับผิดชอบ โครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียนให้อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

  2. ปฏิญญาโดยทั่วไป (Declaration) รวมถึงปฏิญญาร่วมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนฯ ดังกล่าว ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่รัฐต้องปฏิบัติตาม) แต่เป็นเพียง Soft Law ซึ่งเป็นมาตรฐานและแนวทางให้รัฐคู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละรัฐที่จะนำไปใช้หรือนำไปปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามย่อมไม่มีมาตรการบังคับหรือลงโทษแต่อย่างใด

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศไทยในคดีต่อไปนี้

คดีที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549 “……ผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศตกลงซื้อขายกันตามเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย……”

หมายเหตุ ศาลนำ INCOTERMS หรือข้อกำหนดในการส่งมอบสินค้า ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ระบุความหมายและขอบเขตภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่างๆ ที่ใช้ตกลงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการค้าระหว่างประเทศและพาณิชยนาวี อยู่ในความรับผิดชอบของหอการค้านานาชาติ (ICC) ซึ่งมักจะต้องพิจารณาไปพร้อมกันกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ในการตัดสินคดี

คดีที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555 ศาลเห็นว่า “เรือโชคปัตตานี 1 ได้บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรหรือเรียกว่า น้ำมันเขียว ซึ่งจะจำหน่ายได้เพียงในบริเวณเขตต่อเนื่อง ซึ่งทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องหมายถึงทะเลที่ต่อไปจากทะเลอาณาเขตดังปรากฏตามประกาศเรื่องใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง และได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2509 ตามประกาศพระบรมราชโองการกำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยมีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ปรากฏตามประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย วันที่ 14 สิงหาคม 2538 ที่ประเทศไทยย่อมมีสิทธิอธิปไตยตามที่กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลให้ไว้……”

หมายเหตุ ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีจึงได้ออกประกาศเรื่องใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2511) โดยมีคำแปลภาษาไทยของอนุสัญญาดังกล่าวแนบท้ายประกาศฉบับนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้สำหรับประเทศไทย

เมื่อพิจารณาส่วนที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศในคำพิพากษาศาลฎีกาของทั้ง 2 คดีข้างต้น

(1) คดีใดและส่วนใดที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law เพราะเหตุใด

(2) คดีใดและส่วนใดที่ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law เพราะเหตุใด

(3) ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ส่วนที่เป็น Hard Law ในข้อ (1) เป็นไปตามทฤษฎีใด เพราะเหตุใด

จงอธิบายเหตุผลและหลักกฎหมายให้ชัดเจนในแต่ละข้อ

ธงคำตอบ

(1) คดีที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555 ในส่วนที่ระบุถึงอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law (กฎหมายแข็ง : กฎหมายที่มีสภาพบังคับ) เพราะเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐให้ต้องปฏิบัติตามโดยการประกาศเขตทางทะเลดังกล่าวและปฏิบัติตามหลักการและข้อกำหนดต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ และตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อ 38 (1) (a) ได้บัญญัติไว้ว่า

(1) ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศจะตัองใช้

(a) อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าอนุสัญญานั้นโดยทั่วไปหรืออนุสัญญาโดยเฉพาะซึ่งตั้งกฎเกณฑ์อันเป็นที่รับรองโดยแจ้งชัดต่อรัฐคู่กรณี

(2) คดีที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549 ในส่วนที่ระบุเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law แต่เป็นเพียง Soft Law ซึ่งเป็นมาตรฐานและแนวทางให้คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของภาครัฐและภาคเอกชนของแต่ละรัฐที่จะนำไปใช้หรือปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามย่อมไม่มีมาตรการบังคับหรือลงโทษ แต่หากปฏิบัติตามย่อมได้รับการยอมรับในด้านการค้าระหว่างประเทศและพาณิชยนาวี ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์กันระหว่างภาครัฐและระหว่างภาคเอกชน

(3) ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ในส่วนที่กล่าวถึงใน คดีที่ 2 นั้น เป็นไปตามทฤษฎีทวินิยม เป็นสองระบบกฎหมายที่เป็นอิสระต่อกันหรือแยกจากกัน โดยไม่อาจกล่าวได้ว่าระบบหนึ่งมีสถานะอยู่เหนืออีกระบบหนึ่ง กฎหมายภายในไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายระหว่างประเทศได้ และกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายภายในได้เช่นกัน กฎหมายภายในไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลภายในประเทศย่อมไม่ผูกพันในการนำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้ในการตัดสินคดี ขึ้นอยู่กับการยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในโดยการแปลง (Transformation) อาจทำได้โดยแนบท้ายตัวบทสนธิสัญญาทั้งฉบับไว้กับกฎหมายภายในที่อนุวัติการตามสนธิสัญญา (Implementation)

ข้อ 2. สาธารณรัฐเซบาสเตียนเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส มีเปียโนเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศ มีนายไรอัน กอสลิง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีรัฐเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐมีอา มีนางสาวเอ็มมา สโตน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยดารานักแสดง มีการผลิตภาพยนตร์ส่งออกไปทั่วโลก แล้วพวกเขาทั้งคู่พบว่า การตั้งใจในการพัฒนารัฐของตนเพื่อไล่ตามความฝันของแต่ละฝ่ายดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองรัฐเริ่มระหองระแหง และต่างฝ่ายต่างก็ต้องประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองรัฐเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคให้ได้ นางสาวเอ็มมา สโตน และนายไรอัน กอสลิง จึงมาร่วมลงนามกันในสนธิสัญญานครดารา (Treaty of La La Land) ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนมติ คือ มติด้านความมั่นคง (Security Dimension), มติด้านเศรษฐกิจ (Economic Dimension), มติด้านมนุษย์ (Human Dimension) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของฉันทามติ (Basis of Consensus) เพื่อแสดงออกทางด้านการเมืองระหว่างประเทศและประชาคมโลกให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคโดยที่ไม่ต้องการที่จะประสงค์ให้มีผลผูกพันในทางกฎหมายแต่อย่างไร แต่ทว่าชะตาก็เล่นตลกเมื่อระยะเวลาผ่านไป 5 ปี สิ่งที่ลืมเลือนไปนั้น ผู้นำทั้งสองรัฐต่างมีอาการโหยหากับอดีตที่มีความสงบสุขกัน จึงออกแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราให้เป็นสนธิสัญญาผูกพันกันให้มีผลในทางกฎหมาย ดังนั้น ท่านในฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวของประธานาธิบดีไรอันแห่งสาธารณรัฐเซบาสเตียน จะให้คำอธิบายเรื่ององค์ประกอบของสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าอย่างไร และสนธิสัญญานครดาราจะถือว่าเป็นสนธิสัญญาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา มาตรา 2 นั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญาจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้น อาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศหมายถึงรัฐ และองค์การระหว่างประเทศ

ตามปัญหา สนธิสัญญานครดารานั้น แม้จะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาก็ตาม แต่เมื่อคู่ภาคีขาดเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันตามกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่ทำให้สนธิสัญญาดังกล่าวมีฐานะทางกฎหมายเป็นสนธิสัญญา ทั้งนี้เพราะการพิจารณาว่าตราสารใดเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาตั้งแต่สถานการณ์แวดล้อม เจตนาในการเจรจาตกลงตั้งแต่แรก ซึ่งเจตนารมณ์ที่จะผูกพันกันตามกฎหมายเป็นสาระสำคัญ และถือว่าเป็นหัวใจของการที่คู่ภาคียินยอมให้ตราสารนั้นอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศนั่นเอง แต่สนธิสัญญานครดาราดังกล่าว คู่ภาคีไม่ต้องการที่จะประสงค์ให้มีผลผูกพันในทางกฎหมายแต่อย่างใด

และแม้ต่อมาผู้นำทั้งสองรัฐได้ออกแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราให้เป็นสนธิสัญญาให้มีผลผูกพันกันในทางกฎหมายก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราแต่อย่างใด

ข้อ 3. รีทอร์ชั่น (Retortion) และรีไพรเซิล (Reprisal) คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายให้ชัดเจนพร้อมยกตัวอย่าง

ธงคำตอบ

การระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีการที่เรียกว่า รีทอร์ชั่น (Retorsion) และรีไพรซัล (Reprisals) ต่างก็เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีไม่ถึงกับทำสงคราม เพียงแต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ

รีทอร์ชั่น (Retorsion) เป็นการกระทำที่รัฐหนึ่งกระทำตอบแทนการกระทำที่ไม่เป็นมิตร ไม่ยุติธรรม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนของรัฐอื่น ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการตอบโต้ทางเศรษฐกิจการคลัง โดยมีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐนั้นโดยไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มักจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร เช่น การขึ้นอัตราอากรขาเข้า หรือตัดโควตาปริมาณสินค้าเข้าของประเทศที่กระทำต่อตน หรือการลดค่าเงินตรา จำกัดโควตาคนเข้าเมืองของพลเมืองของประเทศนั้น หรือการไม่ให้เรือของรัฐนั้นเข้ามาในท่า ซึ่งโดยหลักการแล้วรัฐจะใช้วิธีรีทอร์ชั่นก็ต่อเมื่อรัฐบาลไม่พอใจในการกระทำของรัฐนั้น และวิธีการใช้รีทอร์ชั่นกระทำต่อรัฐอื่นนั้น อาจจะเป็นแบบเดียวกันกับที่รัฐนั้นถูกกระทำหรือจะเป็นแบบอื่นก็ได้

ตัวอย่างของการกระทำที่เรียกว่ารีทอร์ชั่น (Retorsion) ได้แก่ การที่ประเทศซาอุดิอาระเบียไม่อนุญาตให้คนไทยเข้าไปทำงานในประเทศของตน ซึ่งถือเป็นมาตรการตอบโต้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย และเป็นการกระทำที่ไม่ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ หรือการขึ้นภาษีศุลกากร การตัดโควต้าสินค้านำเข้า เป็นต้น

ส่วนรีไพรซัล (Reprisals) เป็นมาตรการตอบโต้การกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศของอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้รัฐนั้นเคารพในสิทธิของตนและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรการตอบโต้นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน แต่เป็นการกระทำเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ดังนั้นรัฐที่เสียหายจากการถูกละเมิดจากรัฐอื่น ควรหาทางให้รัฐที่ละเมิดชดใช้ก่อน ถ้าไม่เป็นผลค่อยนำมาตรการนี้มาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ

  1. การกระทำนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

  2. ไม่สามารถตกลงโดยวิธีอื่น

  3. รัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องค่าทดแทนก่อน

  4. มาตรการตอบโต้ต้องแบบสมเหตุผลกับความเสียหายที่ได้รับ

การตอบโต้อาจทำในรูปเดียวกันกับที่ถูกกระทำหรือรูปแบบอื่นก็ได้ โดยอาจกระทำต่อบุคคลหรือทรัพย์สินก็ได้ ซึ่งการตอบโต้นั้นจะต้องตอบโต้ต่อรัฐที่ทำผิดและต้องทำโดยองค์กรของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ

ตัวอย่างของการกระทำที่เรียกว่ารีไพรซัล (Reprisals) ได้แก่ การที่ประเทศหนึ่งได้กักเรือสินค้าของอีกประเทศหนึ่งที่ตนคาดว่าจะทำสงครามที่อยู่ในท่าก่อนเกิดสงครามเพื่อจะยึดมาใช้ได้สะดวกเมื่อเกิดสงครามขึ้น หรือการปิดอ่าวในเวลาสงบโดยที่รัฐหนึ่งกระทำต่ออีกรัฐหนึ่งเพื่อบีบบังคับให้รัฐที่ถูกปิดอ่าวทำตามข้อเรียกร้องของตน หรือการคว่ำบาตร (Boycott) เพื่อประโยชน์ในการต่อรอง เรียกร้องให้รับผิดชอบ หรือเพื่อลงโทษ เป็นต้น

ข้อ 4. เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) แบ่งได้เป็นกี่ลักษณะ แต่ละลักษณะมีลักษณะสำคัญอย่างไร และเขตอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแตกต่างกับเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐในประเด็นสำคัญอย่างไร

ธงคำตอบ

เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. เขตอำนาจในการตัดสินคดีพิพาทระหว่างรัฐ เป็นเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเหนือกรณีที่รัฐฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจเสนอข้อพิพาทของตนต่อศาล กรณีที่เป็นปัจเจกบุคคล นิติบุคคลระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ไม่สามารถที่จะฟ้องคดีต่อศาลได้ โดยรัฐที่เป็นสมาชิกธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือรัฐที่ทำคำประกาศยอมรับอำนาจของศาล และจะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโดยสุจริต สามารถนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้

  2. เขตอำนาจในการให้ความเห็นเชิงแนะนำในปัญหาข้อกฎหมาย เป็นเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการให้ความเห็นทางกฎหมาย กรณีที่องค์กรใด ๆ ตามที่บัญญัติในกฎบัตรสหประชาชาติหรือองค์กรอื่นที่ได้รับมอบอำนาจขอความเห็นดังกล่าว เช่น กรณีสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคง และองค์การหรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติที่ได้รับมอบอำนาจจากสมัชชาใหญ่ อาจยื่นขอความเห็นเชิงแนะนำในกิจการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนได้

เขตอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะแตกต่างกับเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐในประเด็นที่สำคัญ คือ เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจบังคับให้รัฐคู่พิพาทใด ๆ มาขึ้นศาลได้ แต่เขตอำนาจของศาลภายในของรัฐที่บุคคลที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย จะถูกกฎหมายภายในบังคับให้มาขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีได้

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงพิจารณา (1) กฎบัตรสหประชาชาติ (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 (ICESCR) (4) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ.1998 ในบรรดาสิ่งที่กล่าวมาดังกล่าวข้างต้น อันใดบ้างที่เป็นสนธิสัญญาและไม่เป็นสนธิสัญญา เพราะเหตุใด จงอธิบายเหตุผลตามความหมายหรือองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (VCLT)

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

จากคำจำกัดความดังกล่าว สนธิสัญญาจึงหมายถึงข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศที่กระทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร มุ่งก่อให้เกิดสิทธิและพันธะระหว่างรัฐภาคีไม่ว่าจะจัดทำขึ้นในรูปแบบใด และไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่าอย่างใด

สนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวนั้น นอกจากจะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาแล้ว อาจจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของความตกลงที่จะนำไปใช้ เช่น อนุสัญญา ความตกลง พิธีสาร ปฏิญญา ธรรมนูญ กฎบัตร ข้อตกลง กติกาสัญญา เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึง (1) กฎบัตรสหประชาชาติ (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยทะเล ค.ศ.1982 (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 และ (4) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ.1998 แล้ว บรรดาที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อ แม้จะมีชื่อขึ้นต้นและชื่อเนื้อหาที่แตกต่างกันไปก็ตาม แต่ทั้ง 4 ข้อ ถือเป็นความตกลงระหว่างรัฐที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีองค์ประกอบอื่นครบถ้วนของความเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของคำว่าสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ.1969 ดังนั้น ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสนธิสัญญาทั้ง 4 ข้อ

ข้อ 2. มีองค์ประกอบใดบ้างของความเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ โดยทั่วไปหากรัฐใดที่ไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้ตกลงด้วย เช่น หลักการห้ามผลักดันกลับ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น เป็นต้น รัฐนั้นสามารถใช้เป็นข้ออ้างไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศดังกล่าวได้หรือไม่ และแตกต่างจากสนธิสัญญาหรือไม่ จงอธิบายให้ชัดเจนตามหลักกฎหมาย

ธงคำตอบ

จารีตประเพณีระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ การก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. การปฏิบัติ (องค์ประกอบภายนอก) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลานานพอสมควร สำหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกำหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ

  2. การยอมรับ (องค์ประกอบภายใน) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทำดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตาม แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศไม่จำต้องยอมรับโดยทุกประเทศ

เมื่อจารีตประเพณีใดประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้น จารีตประเพณีนั้นก็จะเป็นที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ และจะมีลักษณะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ประเทศใดไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศย่อมถือว่าประเทศนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จะอ้างว่าประเทศตนไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้ตกลงด้วยกับจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างกับสนธิสัญญาที่ประเทศซึ่งไม่ได้ตกลงกับสนธิสัญญาใดหรือไม่ได้เป็นภาคีกับสนธิสัญญาใด สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นได้

ข้อ 3. จากเอกสารรายงานเผยแพร่เมื่อ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2021 เกี่ยวกับการดำเนินให้บรรลุผลตามมติคณะมนตรีความมั่นคงที่ 2334 เมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การกลับมาสู้รบกันอีกระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา ในมติดังกล่าวคณะมนตรีความมั่นคงเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดใช้วิธีให้คนอิสราเอลเข้าไปอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ปาเลสไตน์ครอบครองอยู่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 รวมทั้งดินแดนเยรูซาเล็มตะวันออก ให้อิสราเอลเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมาย เพราะอย่างน้อยเป็นการฝ่าฝืนในส่วนของการได้มาซึ่งดินแดนของรัฐอื่นโดยบีบบังคับหรือใช้กำลังยึดที่ดิน ทำลายที่อยู่อาศัย และทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นไปอยู่ที่อื่น อันกระทบต่ออธิปไตยทางดินแดน ขัดต่อความมุ่งหมายและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาระหว่าง 2 รัฐที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากสภาพการณ์ข้างต้น เกี่ยวข้องกับข้อห้ามใดที่มิให้รัฐ (อิสราเอล) กระทำ และคณะมนตรีความมั่นคงเข้าไปในบทบาทหรือแทรกแซงโดยอาศัยข้อกฎหมายในส่วนใดของกฎบัตรสหประชาชาติ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นที่ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงได้ลงมติเรียกร้องมิให้รัฐ (อิสราเอล) กระทำการดังกล่าวนั้น เกี่ยวข้องกับหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติในการร่วมมือกันระหว่างประเทศในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ตามมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ห้ามมิให้รัฐคุกคามหรือใช้กำลังเพื่อรุกรานต่ออธิปไตยทางดินแดนและเอกภาพทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายของสหประชาชาติ และอาศัยข้อกฎหมายในบทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งให้อำนาจคณะมนตรีความมั่นคงเข้าไปพิจารณาและลงมติในลักษณะที่แทรกแซงในเหตุการณ์ที่กระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความร้ายแรงหรือรุนแรงยิ่งขึ้น และดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาการใช้กำลังที่บั่นทอนสันติภาพและส่งผลร้ายต่อประชาชนเป็นวงกว้างได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมติคณะมนตรีความมั่นคงที่ 2334 เมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งในทางกฎหมายย่อมมีผลผูกพันให้อิสราเอลซึ่งเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติต้องปฏิบัติตามมตินี้

ข้อ 4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 66 บัญญัติว่า “รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ”

บทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึง (1) องค์ประกอบใดของความเป็นรัฐ (2) ต้องยึดถือหลักการใดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ (3) จากการมีสภาพบุคคลของรัฐภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศก่อให้เกิดผลต่อรัฐอย่างไร

ธงคำตอบ

จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 66 ดังกล่าวนั้น ในส่วนของการมีความสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศและการให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของรัฐในข้อที่ 4 (คืออำนาจอธิปไตย) กล่าวคือ รัฐมีอำนาจในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระเพราะเป็นอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดของรัฐ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออาณัติของรัฐอื่น ซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นเอกราช (อธิปไตย) และยึดถือหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของรัฐด้วยเช่นกัน (ดังที่ปรากฏในบทบัญญัติมาตรา 66 ด้วย)

และการที่รัฐใช้อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติ (รัฐสภา) อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) และอำนาจตุลาการ (ศาล) โดยมีเขตอำนาจเหนือดินแดนของรัฐและเหนือบุคคลนั้น ย่อมสัมพันธ์กับผลของการมีสภาพบุคคลของรัฐ กล่าวคือ รัฐมีสิทธิ หน้าที่ และความสามารถภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่ระบุไว้ในมาตรา 66 ที่ว่า รัฐจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. โปรดจงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 ของธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และเมื่อการเกิดของจารีตประเพณีระหว่างประเทศมีองค์ประกอบมาจากการปฏิบัติของรัฐ (State Practice) และ Opinio Juris sevis necessitates นั้น การปฏิบัติของรัฐจำเป็นจะต้องอาศัยการปฏิบัติของรัฐทั่วโลกหรือไม่ ในการสร้างหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

ธงคำตอบ

บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

  2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

  3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติอารยะ

  4. คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย

ซึ่งบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ถ้าเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญเท่าเทียมกันโดยไม่มีการจัดลำดับศักดิ์ไว้แต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างก็เป็นบ่อเกิดลำดับหลักที่กำหนดที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศและตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1945 ก็ได้กำหนดไว้ว่า ให้ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องพิจารณาพิพากษาโดยใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปดังกล่าวข้างต้น

ส่วนคำพิพากษาของศาลและคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดนั้น เป็นเพียงแนวทางเสริมที่เป็นเครื่องช่วยให้ศาลวินิจฉัยหลักกฎหมาย และถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายในลำดับรอง

แต่อย่างไรก็ตาม ในการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษากรณีพิพาทโดยใช้หลักต่าง ๆ อันถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยอาศัยหลักความยุติธรรม และความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น

“จารีตประเพณีระหว่างประเทศ” เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ การก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ

  1. การปฏิบัติ (ปัจจัยภายนอก) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลานานพอสมควร สำหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกำหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลกเพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ

  2. การยอมรับ (ปัจจัยภายใน) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทำดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติ แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศไม่ต้องต้องยอมรับโดยทุกประเทศ

เมื่อจารีตประเพณีใดประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้น จารีตประเพณีนั้นก็จะเป็นที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ และจะมีลักษณะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ประเทศใดไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศย่อมถือว่าประเทศนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับจารีตประเพณีระหว่างประเทศตามนัยของกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีบัญญัติไว้ในมาตรา 38 วรรคหนึ่งแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่า “จารีตประเพณีระหว่างประเทศในฐานะเป็นหลักฐานแห่งการปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นกฎหมาย” ซึ่งจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่รัฐทั่วไปยอมรับและปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน ได้แก่ ทะเลอาณาเขตหรือความคุ้มกันทางการทูต เป็นต้น

ข้อ 2. จากการที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ ค.ศ.1946 จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายใน การออกกฎหมายภายในลักษณะนี้ของประเทศไทยเป็นไปตามทฤษฎีใด ทฤษฎีดังกล่าวมีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง และกระบวนการออกกฎหมายภายในลักษณะนี้เรียกว่าอะไร จงอธิบายมาพอสังเขป

ธงคำตอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายในประกอบไปด้วยทฤษฎี 2 ทฤษฎี คือ

  1. ทฤษฎีทวินิยม (Dualism) ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นกฎหมายคนละระบบแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แตกต่างกันทั้งที่มา การบังคับใช้ และความผูกพัน ในการนี้ถ้ากฎหมายภายในขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ยังถือว่ากฎหมายภายในสมบูรณ์อยู่ใช้บังคับได้ภายในรัฐ แต่ถ้าการบังคับใช้กฎหมายภายในดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่น รัฐนั้นในฐานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้นด้วย นอกจากนี้รัฐที่นิยมในทฤษฎีดังกล่าว เมื่อเข้าผูกพันในกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ในกรณีที่จะนำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้บังคับภายในประเทศ จะนำมาใช้บังคับเลยไม่ได้ จะต้องนำกฎหมายนั้นมาแปลงให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อน เช่น ออกประกาศ หรือ พ.ร.บ. รองรับ เป็นต้น

  2. ทฤษฎีเอกนิยม (Monism) อธิบายว่า กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในไม่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์กัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศต่างมีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ เพื่อก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นสังคมภายในหรือระหว่างประเทศ แต่ก็เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่า ดังนั้นรัฐที่นิยมทฤษฎีจึงไม่ต้องทำการแปลงรูปกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศจะเข้ามามีผลเป็นกฎหมายภายในโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าไม่ได้

สำหรับประเทศไทยยึดถือปฏิบัติตามแนวทาง “ทฤษฎีทวินิยม หรือ Dualism” ซึ่งเห็นว่ากฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศมีฐานะเท่าเทียมกัน และเป็นอิสระจากกันและกัน ดังนั้นจึงไม่อาจที่จะนำกฎหมายระหว่างประเทศมาบังคับใช้ภายในประเทศได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนหรือแปลงรูปกฎหมายนั้นให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อนจึงจะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ เช่น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ. สิทธิบัตร เป็นต้น ซึ่งกระบวนการออกกฎหมายภายในลักษณะดังกล่าวนี้ เรียกว่า การแปลงรูปหรือ Transformation

ข้อ 3. ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังที่จะมีรัฐบาลใหม่ในวันที่ 20 มกราคมที่จะมาถึง แต่ก็มีปัญหาการยอมรับของผู้แข่งขันเป็นผู้นำระหว่างนายโดนัล ทรัมพ์ และนายโจ ไบเดน ซึ่งเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครก็ตามขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรับรองรัฐบาลหรือใหม่ โดยนักศึกษาต้องอธิบายหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และนำมาวิเคราะห์ปัญหาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่าจะต้องได้รับการรับรองหรือไม่

ธงคำตอบ

หากมีเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แทนรัฐบาลเดิมด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ การปฏิวัติ หรือวิธีอื่นใดก็ตาม จะต้องมีการรับรองรัฐบาลใหม่หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. กรณีไม่จำเป็นต้องรับรอง คือ กรณีที่รัฐบาลใหม่ได้ขึ้นมาบริหารประเทศตามกระบวนการตามปกติวิสัยหรือตามวิถีทางของกฎหมายภายในของรัฐนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือโดยวิธีการอื่น ๆ ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นต้องรับรองรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพราะถือว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้

  2. กรณีที่จะต้องมีการรับรองรัฐบาลใหม่ จะเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ

    (1) กรณีที่รัฐบาลใหม่มิได้ขึ้นมาปกครองประเทศตามวิถีทางของกฎหมาย คือ เป็นกรณีที่มีคณะบุคคลขึ้นครองอำนาจโดยวิธีการที่ผิดแปลกไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งโดยปกติที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอคือ การปฏิวัติรัฐประหาร หรือการได้อำนาจโดยการใช้กำลังบังคับ

(2) กรณีที่มีการตั้งรัฐบาลขึ้นมีอำนาจปกครองดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐ โดยการแย่งอำนาจปกครองจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐ ทำให้มี 2 รัฐบาลในรัฐเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลที่ตั้งขึ้นในกรณีดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย จึงสมควรที่จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่น

การตัดสินใจในการให้การรับรองรัฐบาลใหม่นี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐที่จะให้การรับรองหรือไม่ และอาจจะรับรองโดยมีเงื่อนไขก็ได้ การรับรองรัฐบาลนี้มีผลในลักษณะของการประกาศให้นานาชาติทราบถึงสถานภาพของรัฐบาลที่ได้รับการรับรองเช่นเดียวกับการรับรองรัฐ

สำหรับแนวคิดในการพิจารณาเกี่ยวกับการรับรองรัฐบาลใหม่นี้ มีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้ คือ

  1. ทฤษฎี Tobar เป็นหลักการรับรองรัฐบาลโดยพิจารณาถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่ขึ้นมามีอำนาจปกครองประเทศว่าเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้เป็นความคิดที่พยายามจะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยในลาตินอเมริกา ซึ่ง Tobar รัฐมนตรีต่างประเทศเอกวาดอร์ เห็นว่ารัฐไม่ควรรับรองรัฐบาลที่ได้อำนาจมาโดยการปฏิวัติรัฐประหาร เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลใหม่จะทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ โดยได้รับความยินยอมจากสภาที่มาจากเลือกตั้งเสียก่อน

ทฤษฎี Tobar ใช้เฉพาะในทวีปอเมริกาเท่านั้น ประเทศในยุโรปไม่ยอมรับนับถือปฏิบัติ โดยหลักการแล้วทฤษฎีดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะการรับรองรัฐบาลใหม่ก็เหมือนกับการรับรองรัฐ ซึ่งเป็นเพียงการยืนยันหรือประกาศสภาพของรัฐบาลที่มีอยู่แล้วเท่านั้น และการปฏิเสธการรับรองรัฐบาลโดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมนั้น เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น ดังนั้นทฤษฎี Tobar จึงไม่ได้รับการยึดถือปฏิบัติตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.1932 เป็นต้นมา

  1. ทฤษฎี Estrada เป็นหลักการรับรองรัฐบาลโดยพิจารณาถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลนั้นว่ามีอำนาจอันแท้จริงในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลมีความสามารถเช่นว่านี้ก็เพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลโดยสมบูรณ์ได้ โดยมิต้องไปพิจารณาถึงความถูกต้องตามกฎหมายภายในของรัฐบาล เพราะเป็นกิจการภายในของรัฐนั้น รัฐอื่นไม่มีหน้าที่ไปพิจารณารัฐทุกรัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง ซึ่งสังคมระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ยึดถือตามทฤษฎี Estrada นี้ เช่น การรับรองรัฐบาลทหารของประเทศพม่า หรือการรับรองรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารของประเทศไทย เป็นต้น

การที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังจะมีรัฐบาลใหม่ในวันที่ 20 มกราคมที่จะถึง แต่ก็มีปัญหาการยอมรับของผู้แข่งขันเป็นผู้นำระหว่างนายโดนัล ทรัมพ์ และนายโจ ไบเดน ซึ่งเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้นั้น อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรับรองรัฐบาลใหม่ เพราะถือว่ารัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองประเทศตามวิถีทางที่กฎหมายได้กำหนดไว้

ข้อ 4. จงอธิบายหลักการจดทะเบียนสนธิสัญญาตามมาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติว่าเป็นขั้นตอนที่ทำให้สนธิสัญญามีผลผูกพันรัฐภาคีหรือไม่ และการไม่นำเอาสนธิสัญญาดังกล่าวไปจดทะเบียนมีผลกระทบทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 102 กำหนดว่า

“สนธิสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศทุกฉบับ ซึ่งสมาชิกใด ๆ แห่งสหประชาชาติได้เข้าเป็นภาคี ภายหลังที่กฎบัตรฉบับปัจจุบันใช้บังคับ จะต้องจดทะเบียนไว้กับสำนักเลขาธิการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และจะได้จัดพิมพ์ขึ้นโดยสำนักงานนี้

ภาคีโดยสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ เช่นว่าใด ๆ ซึ่งมิได้จดทะเบียนไว้ ไม่อาจยกเอาสนธิสัญญา หรือความตกลงนั้น ๆ ขึ้นกล่าวอ้างต่อองค์กรใด ๆ ของสหประชาชาติ”

แม้ว่าตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 102 ได้บังคับให้สนธิสัญญาทุกฉบับที่รัฐภาคีขององค์การสหประชาชาติได้ไปจัดทำไว้นั้น จะต้องนำมาจดทะเบียนต่อองค์การสหประชาชาติ (สำนักเลขาธิการ) ก็ตาม แต่การจดทะเบียนสนธิสัญญานั้น เป็นขั้นตอนภายหลังจากสนธิสัญญามีผลใช้บังคับผูกพันกับรัฐภาคีแล้วตามหลักที่ว่าสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta Sunt Servanda) ดังนั้น การจดทะเบียนสนธิสัญญาหรือไม่ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผูกพันของรัฐภาคีแต่อย่างใด เพราะการที่สนธิสัญญาจะมีผลผูกพันต่อรัฐภาคีนั้นก็ต่อเมื่อได้มีการลงนาม หรือการยอมรับขั้นสุดท้าย เช่น การให้สัตยาบัน การยอมรับ การให้ความเห็นชอบ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐภาคีใดไม่นำสนธิสัญญาไปจดทะเบียน ย่อมมีผลตามมาตรา 102 วรรคสอง กล่าวคือ รัฐที่ไม่นำสนธิสัญญาไปจดทะเบียนย่อมไม่สามารถยกเอาสนธิสัญญานั้นขึ้นกล่าวอ้างกับหน่วยงานหรือองค์กรใด ๆ ขององค์การสหประชาชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกลไกการระงับข้อพิพาท เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เป็นต้น

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. การรับรองรัฐบาลเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ การที่รัฐใด ๆ รับรองว่าเป็นรัฐบาลโดยนิตินัย (De Jure Government) ของรัฐอื่นมีความหมายว่าอย่างไร โดยพิจารณาจากอะไรบ้างตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จงอธิบาย (25 คะแนน)

ธงคำตอบ

การรับรองรัฐบาล หมายถึง การประกาศให้การรับรองหรือยอมรับว่ารัฐบาลของรัฐหนึ่งมีคุณสมบัติในฐานะเป็นผู้แทนของรัฐในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ซึ่งการตัดสินใจในการให้การรับรองรัฐบาลใหม่แทนรัฐบาลเดิมนั้น เป็นการตัดสินใจทางการเมืองไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องรับรองรัฐบาลของรัฐอื่น แต่จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐที่จะให้การรับรองรัฐบาลของรัฐอื่นหรือไม่

การรับรองรัฐบาล อาจจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) และการรับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย)

  1. การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) อาจกระทำโดยการให้การรับรองรัฐบาลใหม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา โดยผ่านผู้แทนของรัฐหรือประมุขของรัฐ หรืออาจทำได้โดยการประกาศทางสื่อมวลชน โดยวิธีการทางการทูต โดยคำแถลงการณ์ หรือโดยหนังสือตราสาร เป็นต้น

  2. การรับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย) ได้แก่ การกระทำใด ๆ ซึ่งถือว่าผู้ให้การรับรองประสงค์จะยอมรับสถานะของผู้ซึ่งได้รับการรับรอง เช่น การเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูต โดยการตั้งทูตไปประจำหรือแลกเปลี่ยนทูตซึ่งกันและกัน หรือไม่เรียกทูตของตนกลับเมื่อมีรัฐบาลใหม่ เป็นต้น หรือการทำสนธิสัญญาทวิภาคีกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการรับรองรัฐบาลใหม่โดยปริยายเช่นเดียวกัน

และการที่รัฐใด ๆ รับรองว่าเป็นรัฐบาลโดยนิตินัยคือให้มีผลตามกฎหมายนั้น เป็นการให้การรับรองแก่รัฐบาลที่มีอำนาจแท้จริงในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีการบริหารจัดการประเทศได้โดยชอบ และเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐอื่น ๆ และประชาคมระหว่างประเทศได้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐบาลอย่างถาวร ที่สำคัญคือพิจารณาหลักการควบคุมและบริหารดินแดนได้อย่างมีประสิทธิผล (Effective Control) ในการตัดสินใจว่าจะมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่หรือไม่ เพียงใด ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขในการรับรองไว้ด้วยก็ได้

ข้อ 2.

(ก) จงอธิบายองค์ประกอบของรัฐภายใต้อนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 (10 คะแนน)

(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนวิธีใดบ้าง และในคดีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาเน้นเกี่ยวกับหลักการใช้เส้นเขตแดนอย่างไร จงอธิบาย (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

(ก) ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 Article 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications: (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”

จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดให้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนแตกต่างกันไปตามลักษณะของเขตแดน เช่น เขตแดนทางบก รัฐอาจกำหนดจากเขตแดนตามธรรมชาติ (Natural Landmark) เช่น เทือกเขาสันปันน้ำ (Watershed) ในกรณีที่ชายแดนมีแนวสันเขากั้นกลางซึ่งหมายถึง แนวสันเขาที่สูงที่สุดและน้ำสามารถไหลลงสองฟากเขาได้ หรือในกรณีที่เขตแดนเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ อาจใช้วิธีการแบ่งเส้นเขตแดนโดยลากเส้นกึ่งกลางระหว่างแม่น้ำสองด้าน หรือใช้แนวร่องน้ำลึก (Thalweg) เป็นต้น ส่วนอาณาเขตของรัฐที่ติดกับทะเล การลากเส้นเขตแดนของรัฐเป็นไปตามหลักอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งจะวัดจากเส้นฐาน (Baseline) ที่ลากขึ้นเพื่อใช้เป็นจุดในการวัดอาณาเขตทางทะเลของรัฐนั่นเอง อย่างไรก็ดีในกรณีที่อาณาเขตของรัฐติดกับดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง รัฐที่มีอาณาเขตติดต่อกันอาจทำข้อตกลงหรือสนธิสัญญากำหนดเขตแดนร่วมกันก็ได้ ทั้งนี้โดยอาจจะใช้เขตแดนตามธรรมชาติหรือกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้เช่นกัน

ส่วนคดีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นเขตแดนของรัฐระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาตามหลักเทือกเขาสันปันน้ำแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารจะอยู่ในดินแดนของประเทศไทย ในขณะที่หากพิจารณาจากแผนที่พิพาทซึ่งประเทศฝรั่งเศสในฐานะผู้ปกครองกัมพูชาในขณะนั้นได้ทำขึ้น เส้นเขตแดนที่ลากแบ่งในแผนที่ได้ลากให้ปราสาทเขาพระวิหารเข้าไปอยู่ในดินแดนของประเทศกัมพูชาซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ประเทศไทยเองก็ได้ลงนามรับรองในแผนที่พิพาทดังกล่าว และปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานโดยมิได้ทำการโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงยกหลักกฎหมายปิดปาก (Estoppel) ขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยให้กัมพูชาชนะคดีประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กับกัมพูชาในปี พ.ศ. 2505

ข้อ 3. ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP)) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) เป็นสนธิสัญญาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด และการมีผลใช้บังคับของความตกลงนี้ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนหลักอะไรบ้าง จงอธิบาย (25 คะแนน)

ธงคำตอบ

สนธิสัญญา หมายถึง ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายแก่คู่สัญญา (สองฝ่ายหรือหลายฝ่าย)

ในการจัดทำสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอนการจัดทำดังนี้ คือ

  1. การเจรจา

  2. การลงนาม

  3. การให้สัตยาบัน

  4. การจดทะเบียน

เมื่อพิจารณาตามคำจำกัดความและองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 แล้ว ความตกลง CPTPP เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐกับรัฐ มุ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่หรือพันธกรณีทางกฎหมายแก่รัฐ/ประเทศทั้งหลายที่ร่วมทำข้อตกลงดังกล่าว และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงนี้เกิดขึ้นตามขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การเจรจา การจัดทำร่างความตกลง การแก้ไขความตกลง การลงนาม การให้สัตยาบัน ซึ่งแต่ละความตกลงอาจกำหนดเกณฑ์การให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับไว้เป็นการเฉพาะก็ได้ (ความตกลงนี้กำหนดกฎเกณฑ์การให้สัตยาบันไว้เฉพาะ เมื่อมีจำนวนประเทศที่ลงนามได้ให้สัตยาบันกึ่งหนึ่งของจำนวนประเทศสมาชิกทั้งหมด ส่งผลให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับได้) ไปจนถึงการจดแจ้งไว้กับ Depository ตามที่ความตกลงฯ ระบุ กระบวนการขั้นตอนไว้เช่นกัน ความตกลงฯ นี้จึงเป็นสนธิสัญญาทางเศรษฐกิจฉบับหนึ่งในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในระดับพหุภาคี ซึ่งประเทศภาคีย่อมผูกพันต้องปฏิบัติตามบทข้อตกลงต่าง ๆ

ข้อ 4. การทูตเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐรูปแบบหนึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 ผู้แทนทางการทูตของรัฐส่งได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับที่เกี่ยวข้องกับดำเนินคดีทางศาลอย่างไร จงอธิบาย (25 คะแนน)

ธงคำตอบ

ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 กำหนดให้ผู้แทนทางการทูตของรัฐผู้ส่ง (Sending State) จะได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับ (Receiving State) ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีทางศาลไว้ตามข้อ 31 ว่า “ตัวแทนทางการทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางอาญาของรัฐผู้รับ ตัวแทนทางการทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางแพ่งและทางปกครองของรัฐผู้รับด้วย…” แสดงให้เห็นว่าตัวแทนทางการทูตจะได้รับความคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับ (Receiving State) ในการดำเนินคดีต่อศาลไม่ว่าจะเป็นทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองก็ตาม อย่างไรก็ดี อาจมีข้อยกเว้นที่ตัวแทนทางการทูตจะไม่ได้รับความคุ้มกันทางการทูต ได้แก่ การดำเนินคดีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว หรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับการสืบมรดกซึ่งเกี่ยวพันถึงตัวแทนทางการทูตในฐานะผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม ผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งทายาท หรือผู้รับมรดกในฐานะเอกชนและมิใช่ในนามของรัฐผู้ส่ง หรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจกรรมใดในทางวิชาชีพหรือพาณิชย์ ซึ่งตัวแทนทางการทูตได้กระทำในรัฐผู้รับ นอกเหนือจากการทำหน้าที่ทางการของตน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้แทนทางการทูตของรัฐผู้ส่งจะได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับในการไม่อาจดำเนินคดีผู้แทนทางการทูตต่อศาลได้ก็ตาม แต่ความคุ้มกันนี้ไม่รวมถึงการใช้อำนาจของรัฐผู้ส่งด้วย นั่นหมายความว่า หากรัฐผู้รับไม่อาจดำเนินคดีใด ๆ แก่ตัวแทนทางการทูตได้ รัฐผู้ส่งจะต้องดำเนินคดีแทนรัฐผู้รับด้วยตามหลัก Aut Dedere, Aut Judicare โดยรัฐผู้รับจะต้องส่งตัวแทนทางการทูตของผู้กระทำนั้นกลับไปยังรัฐผู้ส่งโดยถือว่าเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ (Persona Non Grata) ของรัฐผู้รับนั่นเอง

LAW4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003  กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โปรดจงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แล้วองค์การระหว่างประเทศสามารถสร้างกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้อย่างไร

ธงคำตอบ

บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

  2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

  3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ

  4. คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย

ซึ่งบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ถ้าเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญเท่าเทียมกันโดยไม่มีการจัดลำดับศักดิ์ไว้แต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างก็เป็นบ่อเกิดลำดับหลักที่กำหนดที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศและตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1945 ก็ได้กำหนดไว้ว่า ให้ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องพิจารณาพิพากษาโดยใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปดังกล่าวข้างต้น

ส่วนคำพิพากษาของศาลและคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดนั้น เป็นเพียงแนวทางเสริมที่เป็นเครื่องช่วยให้ศาลวินิจฉัยหลักกฎหมาย และถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายในลำดับรอง

แต่อย่างไรก็ตาม ในการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษากรณีพิพาทโดยใช้หลักต่าง ๆ อันถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยอาศัยหลักความยุติธรรม และความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น

จารีตประเพณีระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ ซึ่งการก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. องค์ประกอบภายนอก (การปฏิบัติของรัฐ) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร สำหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกำหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ

  2. องค์ประกอบภายใน (การยอมรับ) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทำดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องปฏิบัติ (เสมือนเป็นกฎหมาย) แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศไม่จำต้องยอมรับโดยทุกประเทศ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบภายนอก คือการปฏิบัติของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจนแพร่หลายทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสามารถทางกฎหมายในการสร้างหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้โดยตรง คือรัฐ (State) นั่นเอง ส่วนองค์กรระหว่างประเทศไม่สามารถสร้างกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้โดยตรง

ข้อ 2. สมมติว่าสารขัณฑ์เป็นรัฐที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย มีประชากรประมาณ 20 ล้านคน มีเมืองหลวง คือ กรุงไฮโด ซึ่งหันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก ได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนาม (Sarkhan-Vietnam Economic Partnership Agreement : SVEPA) โดยมีข้อตกลงด้วยกันทั้งหมด 30 ข้อ แต่ทว่าสารขัณฑ์ได้ขอตีความในข้อ 17 ที่มีสาระสำคัญว่าด้วยการไม่เก็บภาษีการนำเข้าไม้นั้น ให้ยกเว้นเพียงเฉพาะไม้แปรรูปเท่านั้น ดังนั้น ขอนักศึกษาวินิจฉัยตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties 1969) ว่าการขอตีความดังกล่าวเป็นการตั้งข้อสงวนหรือไม่ และถ้าใช่ เป็นการตั้งข้อสงวนที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

ธงคำตอบ

ข้อสงวนของสนธิสัญญา (Reservation) หมายถึง ข้อความซึ่งรัฐคู่สัญญาได้ประกาศออกมาว่าตนไม่ผูกพันในข้อความหนึ่งข้อความใดในสนธิสัญญา หรือตนเข้าใจความหมายของข้อกำหนดอย่างไร หรือตนรับจะปฏิบัติแต่เพียงบางส่วน

อนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า การตั้งข้อสงวน ได้แก่ คำแถลงฝ่ายเดียวของรัฐภาคีรัฐหนึ่งรัฐใดของสนธิสัญญาได้ทำขึ้นขณะที่ลงนาม ให้สัตยาบัน ยอมรับ อนุมัติ หรือทำภาคยานุวัติสนธิสัญญา โดยคำแถลงนี้แสดงว่าต้องการระงับหรือเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายของบทบัญญัติบางอย่างของสนธิสัญญาในส่วนที่ใช้กับรัฐนั้น

จะเห็นได้ว่า การตั้งข้อสงวนคือวิธีการที่รัฐภาคีแห่งสนธิสัญญาต้องการหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามสนธิสัญญาในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือในหลายเรื่อง เป็นวิธีการจำกัดความผูกพันตามสนธิสัญญาของรัฐ เช่น แจ้งว่าตนจะไม่รับพันธะที่จะปฏิบัติทั้งหมด หรือรับที่จะปฏิบัติบางส่วน หรือว่าตนเข้าใจความหมายของข้อกำหนดนั้นว่าอย่างไร

ดังนั้น การที่รัฐสารขัณฑ์ได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนาม โดยมีข้อตกลงด้วยกันทั้งหมด 30 ข้อ แต่รัฐสารขัณฑ์ได้ขอตีความในข้อ 17 ที่มีสาระสำคัญว่าด้วยการไม่เก็บภาษีการนำเข้าไม้นั้น ให้ยกเว้นเพียงเฉพาะไม้แปรรูปเท่านั้น จึงถือเป็นการตั้งข้อสงวน

สำหรับการตั้งข้อสงวนของสนธิสัญญานั้น รัฐคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการได้เสมอไป เพราะอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969 มาตรา 19 ระบุว่า รัฐคู่สัญญาย่อมตั้งข้อสงวนได้ เว้นแต่

  1. สนธิสัญญามีข้อกำหนดห้ามการตั้งข้อสงวนไว้ชัดแจ้ง

  2. สนธิสัญญากำหนดกรณีที่อาจตั้งข้อสงวนได้ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดแล้ว รัฐไม่อาจตั้งข้อสงวนได้

  3. ข้อสงวนนั้นขัดต่อวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของสนธิสัญญา

  4. สนธิสัญญาประเภททวิภาคี (สองฝ่าย) ไม่สามารถตั้งข้อสงวนได้

เมื่อพิจารณาถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนามแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นสนธิสัญญาประเภททวิภาคี (สองฝ่าย) ดังนั้น แม้ว่าในสนธิสัญญานั้นจะไม่มีข้อกำหนดห้ามการตั้งข้อสงวนไว้ก็ตาม การตั้งข้อสงวนของรัฐสารขัณฑ์แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่สามารถกระทำได้ ตามมาตรา 19 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969

ข้อ 3. ประเทศไทยมีการกระจายอำนาจทางปกครองออกเป็นกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลระดับต่าง ๆ รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล และกำลังจะมีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในอนาคตด้วย นักศึกษาจงอธิบายว่าประเทศไทยจัดว่าเป็นรัฐในรูปแบบใด หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และมีความแตกต่างจากกรณีของประเทศมาเลเซียอย่างไร อธิบายให้ชัดเจนประกอบด้วย

ธงคำตอบ

รูปแบบของรัฐ อาจแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ รัฐเดี่ยว และรัฐรวม

  1. รัฐเดี่ยว หมายถึง รัฐซึ่งมีการปกครองเป็นเอกภาพไม่ได้แบ่งแยกออกจากกัน โดยมีรัฐบาลกลางปกครองประเทศเพียงรัฐบาลเดียว แม้จะมีการกระจายอำนาจปกครองให้แก่ท้องถิ่นแต่ก็ยังอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลกลาง มีประมุขของรัฐแต่เพียงผู้เดียว และมีองค์กรนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียว

ตัวอย่างของรัฐเดี่ยว ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม อิตาลี และประเทศไทย เป็นต้น

  1. รัฐรวม หมายถึง รัฐหลายรัฐมารวมกันโดยเหตุการณ์หรือผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่าง ซึ่งรัฐรวมระหว่างหลายรัฐดังกล่าวอาจจะเป็นรัฐรวมแบบสมาพันธรัฐ หรือแบบสหพันธรัฐก็ได้

สำหรับรัฐรวมแบบสหพันธรัฐหรือสหรัฐ เป็นการรวมกันของรัฐหลายรัฐในลักษณะที่ก่อให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นมารัฐเดียว ซึ่งรัฐเดิมที่เข้ามารวมนี้จะสูญสภาพความเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศไป โดยยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่รัฐบาลกลางของสหพันธรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการภายนอก เช่น อำนาจในการป้องกันประเทศ อำนาจในการติดต่อกับต่างประเทศ ส่วนกิจการภายในรัฐสมาชิกยังคงมีอิสระเช่นเดิม

ลักษณะสำคัญของสหพันธรัฐ มีดังต่อไปนี้

  1. การรวมในรูปสหพันธรัฐไม่ใช่การรวมแบบสมาคมระหว่างรัฐ แต่เป็นการรวมที่ก่อให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นมารัฐเดียว และจะมีรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการปกครอง กำหนดหน้าที่ของรัฐบาลกลางและหน้าที่ของรัฐสมาชิก

  2. รัฐที่มารวมจะหมดสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศไป ซึ่งรัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศเพียงรัฐเดียว

  3. อำนาจการติดต่อภายนอก เช่น การทำสนธิสัญญา การรับส่งผู้แทนทางการทูต การป้องกันประเทศ ฯลฯ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางแต่ผู้เดียว แต่รัฐสมาชิกก็ยังมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในกิจการภายในของตนเอง แต่รัฐธรรมนูญของมลรัฐจะขัดกับรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐไม่ได้

  4. มลรัฐมีส่วนในการบริหารงานของสหพันธรัฐ โดยสภาสูงจะประกอบด้วยผู้แทนของแต่ละมลรัฐ

  5. ในกรณีทีมลรัฐไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐต่างประเทศ สหพันธรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว

สหพันธรัฐอาจจะเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น เกิดจากหลายรัฐมารวมกันในรูปของสหพันธรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ หรือเกิดการเปลี่ยนรูปจากรัฐเดี่ยวมาเป็นสหพันธรัฐ เช่น เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น โดยปกติแล้วรัฐสมาชิกของสหพันธรัฐจะไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ เว้นแต่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐให้รัฐสมาชิกถอนตัวออกได้

ในปัจจุบันมีรัฐเป็นจำนวนมากที่มีรูปการปกครองแบบสหพันธรัฐ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก บราซิล อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน และมาเลเซีย เป็นต้น

ดังนั้น ตามรัฐธรรมนูญฯ ทุกฉบับที่บัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” นั้น แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐเป็นลักษณะของรัฐเดี่ยว โดยมีประมุขคนเดียวกัน และมีรัฐบาลกลางบริหารปกครองประเทศรัฐบาลเดียว

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียที่มีลักษณะของรัฐเป็นรัฐรวมแบบสหพันธรัฐ ซึ่งจะคล้ายคลึงกัน คือมีประมุขและรัฐบาลกลางเดียวกัน เพียงแต่รัฐบาลกลางของสหพันธรัฐจะรับผิดชอบการบริหารกิจการภายนอกหรือกิจการระหว่างประเทศเป็นสำคัญ ส่วนรัฐที่มารวมกันยังคงมีอำนาจอิสระในการบริหารปกครองการดำเนินกิจการภายในของตน มีผู้ปกครองเขตแดนและมีประชากรของตนเองอยู่เช่นเดิม

ข้อ 4. จงอธิบายวิธีการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีที่เรียกว่า Good Office ให้เข้าใจโดยละเอียด และวิธีดังกล่าวมีความแตกต่างจากวิธีการเจรจาและการไกล่เกลี่ยในประเด็นสำคัญอย่างไร

ธงคำตอบ

การระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีที่เรียกว่าวิธีการ “Good Office” นั้น เป็นกรณีที่รัฐที่สามหรือบุคคลที่สามเข้ามาอำนวยความสะดวกให้คู่กรณีทำการเจรจากันโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นกรณีที่รัฐที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะตัวกลางเพื่อโน้มน้าว ชักจูง ประสานให้คู่กรณีมาพบกัน เพื่อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างกัน โดยตนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาหรือเสนอข้อยุติแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกจัดให้มีการเจรจากันเท่านั้น เช่น จัดสถานที่เจรจาให้ เป็นต้น

ส่วนวิธีการ “ไกล่เกลี่ย” (Mediation) เป็นกรณีที่รัฐที่สามหรือบุคคลที่สามเป็นผู้ติดต่อให้คู่กรณีมีการเจรจากัน และตนก็เข้าร่วมในการเจรจาด้วย รวมทั้งสามารถเสนอแนวทางในการยุติข้อพิพาทให้คู่กรณีพิจารณาได้ด้วย แต่ไม่ผูกพันรัฐคู่พิพาท ซึ่งอาจจะยอมรับแนวทางการไกล่เกลี่ยนั้นหรือไม่ก็ได้ เพราะกระบวนการไกล่เกลี่ยนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความสมัครใจของทุกฝ่าย

วิธีการ Good Office กับวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) ต่างกันตรงที่รัฐที่ทำหน้าที่ Good Office จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการระงับข้อพิพาทเช่นรัฐที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

และการระงับกรณีพิพาทด้วยวิธี “เจรจา” (Negotiation) เป็นกรณีที่รัฐคู่กรณีตกลงที่จะมาเจรจากันเองโดยตรง ไม่มีรัฐที่สาม หรือบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างกับวิธีการ Good Office และวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation)

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด มีนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 ได้ขายสินค้าเป็นอุปกรณ์สำนักงานแบบเหมาในราคา 880,000 บาท ให้กับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายชาเขียวนำเข้าจากต่างประเทศ และร้านคาเฟ่จำหน่ายกาแฟและชาเขียว มีนางสาวมีนา จงเจริญ และนายประสงค์ จันทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ไทยกรีนที จำกัด โดยบริษัทได้ออกใบแจ้งหนี้แทนหนังสือสัญญาซื้อขาย เลขที่ 145/2567 โดยในหนังสือมีการกำหนดวันส่งมอบสินค้า และการแบ่งชำระเป็นสองงวด งวดละ 50% งวดที่หนึ่งคือวันที่ 10 มกราคม 2567 และงวดที่สองคือวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งถือเป็นวันส่งมอบสินค้า

เมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 บริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับมอบสินค้าทั้งหมดจากผู้ส่งของ บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด และตัวแทนได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าแทนบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เรียบร้อย และในวันนั้นเองตัวแทนของบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้ส่งมอบเช็คเงินสด จำนวน 440,000 บาท ให้กับผู้ส่งของบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด แต่ในอีก 10 นาทีต่อมา ตัวแทนของบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้ขอคืนเช็คฉบับนั้นและแจ้งว่าทางฝ่ายบัญชีบริษัท ไทยกรีนที จำกัด จะทำการโอนเงินจำนวน 440,000 บาท เข้าบัญชีของบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ด้วยตนเองในนามบริษัท

แต่เวลาก็ล่วงเลยมา 7 วัน บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ก็ยังไม่ได้รับเงินจำนวน 440,000 บาท จากบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เลย จึงได้ให้ฝ่ายบัญชีบริษัทตามเงินจำนวนดังกล่าวกับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ทันที แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบว่าจะโอนเงินชำระส่วนที่เหลืออีกเมื่อไหร่

และเวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ได้ให้ทนายความของบริษัทฯ ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เพื่อให้ชำระคืนเงินนั้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับนี้ แต่บริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับก็กลับเพิกเฉยตลอดมา

ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด จึงได้มอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เป็นตัวแทนในการฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินจำนวน 440,000 บาทนี้ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ซึ่งคิดเพียง 1 ปีเต็มเท่านั้น จำนวน 22,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 462,000 บาท จากบริษัท ไทยกรีนที จำกัด

การฟ้องคดีแพ่งได้เริ่มขึ้น ศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังจำเลยคือบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เมื่อบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับ ทำให้นางสาวมีนา จงเจริญ โกรธมาก ในวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลา 13.45 นาฬิกา นางสาวมีนาฯ จึงทำการโพสต์ข้อความลงในไลน์กลุ่มธุรกิจชาเขียว (Application Line) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 4,955 คน ว่า “เตือนภัย ระวังบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ผ่านคิวซีหลายอย่าง แต่ยังคงนำมาขายให้กับลูกค้า พอลูกค้าเห็นว่าไม่รับผิดชอบจึงไม่ชำระเพราะรอให้รับผิดชอบก่อน กลับเอาคดีไปฟ้องศาล ไม่ควรทำธุรกิจร่วมด้วย ช่วยกระจายข่าวไปให้เยอะที่สุด” ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง มีคนถ่ายรูปหน้าจอไลน์กลุ่มดังกล่าวส่งไปให้กับนายสุชาติฯ กรรมการบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด นายสุชาติฯ

ต้องการให้บริษัทดำเนินการฟ้องคดีนางสาวมีนาฯ ข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” โดยไม่แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

ดังนั้น หากท่านเป็นทนายความในคดีนี้ ให้ท่านจัดทำเอกสารทางกฎหมายดังนี้

ข้อ 1. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง (40 คะแนน)

ข้อ 2. ร่างหนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีแพ่ง (15 คะแนน)

ข้อ 3. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีอาญา (20 คะแนน)

ธงคำตอบ

ข้อ 1. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง

ข้อ 1. โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด” มีวัตถุประสงค์ในการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด โดยมีนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1

ในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย เป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 2. จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท ไทยกรีนที” มีวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายชาเขียวนำเข้าจากต่างประเทศและร้านคาเฟ่จำหน่ายกาแฟและชาเขียว โดยมีนางสาวมีนา จงเจริญ และนายประสงค์ จันทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข 3

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 โจทก์ได้ขายสินค้าเป็นอุปกรณ์สำนักงานแบบเหมาในราคา 880,000 บาท (แปดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) ให้กับจำเลย โดยโจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้แทนหนังสือสัญญาซื้อขาย เลขที่ 145/2567 โดยในหนังสือมีการกำหนดวันส่งมอบสินค้า และการแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50% งวดที่หนึ่ง คือวันที่ 10 มกราคม 2567 และงวดที่สองคือวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งถือเป็นวันส่งมอบสินค้า รายละเอียดปรากฏตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 145/2567

ข้อ 4. เมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 จำเลยได้รับมอบสินค้าทั้งหมดจากผู้ส่งของโจทก์ และตัวแทนได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าแทนจำเลยเรียบร้อย และในวันนั้นเองตัวแทนของจำเลยได้ส่งมอบเช็คเงินสด จำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) ให้กับผู้ส่งของโจทก์ แต่ในอีก 10 นาทีต่อมา ตัวแทนจำเลยได้ขอคืนเช็คฉบับนั้นและแจ้งว่าทางฝ่ายบัญชีจำเลยจะทำการโอนเงินจำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เข้าบัญชีของโจทก์ด้วยตนเองในนามจำเลย รายละเอียดปรากฏตามใบส่งสินค้าฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2567 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4

แต่เวลาก็ล่วงเลยมา 7 วัน โจทก์ก็ยังไม่ได้รับเงิน 440,000 บาท จากจำเลย จึงได้ให้ฝ่ายบัญชีโจทก์ตามเงินจำนวนดังกล่าวกับจำเลยทันที แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบว่าจะโอนเงินชำระส่วนที่เหลืออีกเมื่อไหร่

รวมเป็นเงินค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระจำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน)

ข้อ 5. จนกระทั่งถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ได้ให้ทนายความของโจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระคืนเงินจำนวน 440,000 บาท ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับก็กลับเพิกเฉยตลอดมา รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และ 6

ข้อ 6. จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าที่ค้าง และดอกเบี้ยเป็นเวลาทั้งหมดสามเดือน รวมจำนวน 5,500 บาท รวมเป็นเงิน 445,500 บาท (สี่แสนสี่หมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) ที่ต้องชำระให้โจทก์

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับกับจำเลยได้ จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ค้างรวมดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นเงิน 445,500 บาท (สี่แสนสี่หมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน)

  2. ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ของต้นเงิน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระคืนให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

  3. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

ข้อ 2. ร่างหนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีแพ่ง

ทำที่……………………………………………

…………………………………………………….

วันที่ 20 เมษายน 2567

โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด โดยนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ขอมอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย ผู้รับมอบอำนาจ เป็นตัวแทนในการฟ้องร้องและดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ดังนี้

ข้อ 1. ฟ้องคดีแพ่งต่อบริษัท ไทยกรีนที จำกัด แทนข้าพเจ้า ต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ๆ

ข้อ 2. ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตัดสินคดี การสละสิทธิหรือการใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่

ข้อ 3. ให้มีอำนาจรับเงิน เอกสาร หรือสิ่งของอื่นใดจากศาล เจ้าพนักงาน หรือบุคคลอื่นแทนข้าพเจ้าได้

ข้อ 4. ให้มีอำนาจในการแต่งตั้งตัวแทนช่วงหรือทนายความคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อกระทำการทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นแทนตามได้ด้วย

ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบในการที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจนี้ เสมือนว่าข้าพเจ้าได้ทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น

เพื่อเป็นหลักฐานข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อ/ลายพิมพ์นิ้วมือไว้เป็นหลักฐานไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานแล้ว

ลงชื่อ …………………………………………… ผู้มอบอำนาจ

นายสุชาติ โชคธนวรรธน์

กรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด

ลงชื่อ …………………………………………… ผู้รับมอบอำนาจ

นายสามารถ ชิโนทัย

ลงชื่อ …………………………………………… พยาน

ลงชื่อ …………………………………………… พยาน

ธงคำตอบ

ข้อ 3. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายกล่าวคือ จำเลยได้ใส่ความโจทก์ โดยจำเลยได้ทำการโพสต์ข้อความลงในไลน์กลุ่มธุรกิจชาเขียว (Application Line) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 4,965 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยมีข้อความว่า “เตือนภัย ระวังบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ผ่านคิวซีหลายอย่าง แต่ยังคงนำมาขายให้กับลูกค้า พอลูกค้าเห็นว่าไม่รับผิดชอบจึงไม่ชำระเพราะรอให้รับผิดชอบก่อน กลับเอาคดีไปฟ้องศาล ไม่ควรทำธุรกิจร่วมด้วย ช่วยกระจายข่าวให้เยอะที่สุด” ซึ่งหมายถึงเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ทำธุรกิจโดยไม่จริงใจต่อลูกค้า เอาอุปกรณ์สำนักงานที่ไม่ได้มาตรฐานมาขายให้กับลูกค้าและไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร

ข้อ 2. จากการกระทำดังกล่าวของจำเลยตามฟ้องข้อ 1. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถตกลงกันได้ จึงขอศาลได้โปรดรับคดีเข้าสู่ระบบเพื่อออกหมายเรียกจำเลยมาศาลและไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายทั่วไป

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะโจทก์ประสงค์จะฟ้องคดีนี้ด้วยตนเอง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ให้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายโชค ปัญญาเจริญ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 54321 พื้นที่ 10 ไร่ ราคา 6,300,000 บาท ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และอาคารเลขที่ 54 พื้นที่ 1,000 ตารางวา ราคา 3,700,000 บาท ตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาท่านได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินตามรายการดังกล่าว โดยท่านนักศึกษาเป็นผู้จะซื้อ ส่วนนายโชค ปัญญาเจริญ เป็นผู้จะขาย

ให้ท่านจัดทำร่างสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินรายการดังกล่าว โดยอาศัยรายการข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ท่านคำนึงถึงประเพณีการค้า ความเด่นชัดในประโยชน์ต่างตอบแทนและเงื่อนเวลา ความสง่างามของสัญญาในทางปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย โดยท่านสามารถเพิ่มเติมข้อมูลข้อเท็จจริงใดก็ได้ที่จำเป็นเพื่อแสดงถึงประสบการณ์การศึกษาสัญญาและความเข้าใจวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้

ธงคำตอบ

สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน

ทำที่ อาคารเลขที่ 54 ถนนรามคำแหง

แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

วันที่ 18 ตุลาคม 2567

สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่าง นายโชค ปัญญาเจริญ อายุ….ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เลขที่บัตรประชาชน………………………….. (ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้จะขาย”) ฝ่ายหนึ่ง

กับ…………….(ชื่อ-สกุลนักศึกษา)……………. อายุ…….ปี อยู่บ้านเลขที่……………. ตรอก/ซอย …………………………..

ถนน………………………. ตำบล/แขวง………………………. อำเภอ/เขต………………………. จังหวัด……………………….

เลขที่บัตรประชาชน………………………….. (ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้จะซื้อ”) อีกฝ่ายหนึ่ง

ผู้จะขายและผู้จะซื้อตกลงทำสัญญากัน มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ผู้จะขายตกลงจะขาย และผู้จะซื้อตกลงจะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามรายละเอียดดังนี้

(1.1) ที่ดินโฉนดเลขที่ 54321 พื้นที่ 10 ไร่ ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ในราคา 6,300,00 บาท (หกล้านสามแสนบาทถ้วน) และ

(1.2) อาคารเลขที่ 54 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวตามข้อ (1.1) พื้นที่ 1,000 ตารางวา ในราคา 3,700,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน)

รวมราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามข้อ (1.1) และ (1.2) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน)

ข้อ 2. ผู้จะขายตกลงจะส่งมอบการครอบครองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน ซึ่งทรัพย์สินตามข้อ 1. ให้แก่ผู้จะซื้อจนแล้วเสร็จภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2567

ข้อ 3. ผู้จะซื้อตกลงชำระเงินมัดจำให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยจ่ายเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ เลขที่เช็ค 1234567 ให้แก่ผู้จะขาย ซึ่งผู้จะขายได้รับไว้แล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้คือเงินมัดจำและเป็นส่วนหนึ่งของการชำระเงินตามสัญญานี้

ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 9,000,000 บาท (เก้าล้านบาทถ้วน) ผู้จะซื้อตกลงจะชำระให้แก่ผู้จะขายทั้งหมดในวันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามข้อ 1. ให้แก่ผู้จะซื้อเสร็จสิ้นแล้ว โดยจะจ่ายเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ

ข้อ 4. ผู้จะขายและผู้จะซื้อตกลงจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนคนละครึ่ง ส่วนค่าภาษีอากรทั้งหมดให้ผู้จะขายเป็นผู้จ่ายทั้งสิ้น

ข้อ 5. ผู้จะขายรับรองว่ามีสิทธิในการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสมบูรณ์ และรับรองว่าปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ภาระจำยอม การรอนสิทธิ หรือสิทธิเรียกร้องใด ๆ และจะไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มขึ้นนับแต่สัญญานี้มีผลบังคับใช้ และผู้จะขายจะต้องรับผิดชอบหนี้สินใด ๆ ที่ติดพันอยู่ โดยจะชำระหนี้ให้หมดสิ้นก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

ข้อ 6. กรณีมีการผิดสัญญา

(6.1) กรณีผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อ 2. และชำระเงินส่วนที่เหลือตามข้อ 3. ผู้จะขายย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำทั้งหมด

(6.2) กรณีผู้จะขายผิดสัญญาไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้จะซื้อตามข้อ 2. ผู้จะซื้อย่อมมีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้จะขายปฏิบัติตามสัญญาได้ทันที และมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้จะขายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) จากผู้จะขายได้

สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ ฉบับละสองหน้า มีข้อความตรงกัน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายทราบและเข้าใจข้อความแห่งสัญญาโดยตลอดเป็นอย่างดีแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์แห่งตนทุกประการ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน และต่างยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ

ลงชื่อ………………………………………………ผู้จะขาย ลงชื่อ………………………………………………ผู้จะซื้อ

(………………………………………………) (………………………………………………)

ลงชื่อ………………………………………………พยาน ลงชื่อ………………………………………………พยาน

(………………………………………………) (………………………………………………)

ลงชื่อ………………………………………………สามี/ภริยา พยานให้ความยินยอม

(………………………………………………)

ข้อ 2. เมื่อท่านได้จัดทำร่างสัญญาจะซื้อจะขาย ตามข้อ 1. แล้ว ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อผู้จะซื้อได้ชำระเงินราคาทรัพย์สินครบถ้วนถูกต้องตามสัญญาตามข้อ 1. แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้จะขายเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาและเกิดความเสียหายต่อผู้จะซื้อ ดังนั้น ให้ท่านจัดทำร่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เพื่อให้ลูกหนี้ผิดนัดที่ผิดสัญญาตามข้อ 1. นั้น ปฏิบัติตามสัญญาและเยียวยาความเสียหาย ทั้งนี้ ให้อาศัยข้อเท็จจริงตามข้อ 1. ประกอบกับร่างสัญญาซึ่งท่านได้จัดทำขึ้นตามข้อ 1. แล้วนั้น นอกจากนี้ ให้ท่านจัดทำรายการพยานหลักฐานเพื่อเตรียมร่างคำฟ้องคดีแพ่งด้วย ทั้งนี้ ท่านสามารถเพิ่มเติมข้อมูลข้อเท็จจริงใดก็ได้ที่จำเป็น โดยคำนึงถึงประโยชน์และวัตถุประสงค์ของการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นสำคัญ

ธงคำตอบ

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่………………………………………………

…………………………………………………….

วันที่ 25 ธันวาคม 2567

เรื่อง ขอให้ปฏิบัติตามสัญญาและขอให้ชำระเงินค่าเสียหาย

เรียน นายโชค ปัญญาเจริญ

อ้างถึง สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2567

ตามที่ท่านได้ตกลงทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 54321 พื้นที่ 10 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และอาคารเลขที่ 54 พื้นที่ 1,000 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ ………(ชื่อนักศึกษา)………ซึ่งเป็นผู้จะซื้อ ในราคารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) โดยท่านได้รับเงินเป็นค่ามัดจำจากผู้ซื้อเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ เลขที่เช็ค 1234567 ไว้แล้วในวันทำสัญญาจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และท่านได้ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้จะซื้อ ณ สำนักงานที่ดิน และรับเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 9,000,000 บาท (เก้าล้านบาทถ้วน) ภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ซึ่งท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น

เมื่อถึงกำหนดเวลาตามที่ได้ตกลงกัน ท่านมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้จะซื้อตามข้อตกลง ถือว่าท่านได้ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว และการผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้นเป็นเหตุให้ผู้จะซื้อได้รับความเสียหาย เนื่องจากทำให้ผู้จะซื้อไม่สามารถที่จะโอนขายทรัพย์สินดังกล่าวนั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปได้

ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจ จึงขอบอกกล่าวมายังท่านให้ท่านไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้จะซื้อ และให้ชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายให้แก่ผู้จะซื้อตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้ชำระแก่ผู้จะซื้อหรือข้าพเจ้า ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับนี้ หากท่านไม่ดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ………………………………………………

(………………………………………………)

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ข้อ 3. เมื่อท่านได้ดำเนินการตามข้อ 1. และ ข้อ 2. เสร็จสิ้นแล้ว ให้ท่านจัดทำร่างคำฟ้องคดีแพ่ง โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการผิดสัญญาตามข้อ 1. ประกอบข้อ 2. นั้น ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงเนื้อหาที่เพียงพอที่จะใช้งานได้จริง

ธงคำตอบ

คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 54321 พื้นที่ 10 ไร่ ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และอาคารเลขที่ 54 พื้นที่ 1,000 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาโฉนดเลขที่ 54321 สำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 54 และสำเนาภาพถ่ายที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 54321 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1, 2 และ 3 ตามลำดับ

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินตามข้อ 1. กับจำเลย โดยตกลงราคาที่ดินเป็นเงิน 6,300,000 บาท และอาคารเป็นเงิน 3,700,000 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) โดยโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยจ่ายเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ เลขที่เช็ค 1234567 ซึ่งจำเลยได้รับไว้แล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมดโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในวันที่จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน และสำเนาเช็คธนาคารดังกล่าว เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และ 5

ข้อ 3. จำเลยตกลงจะส่งมอบการครอบครองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งทรัพย์สินตามข้อ 1. ณ สำนักงานที่ดิน ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 18 ตุลาคม 2567 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4

ข้อ 4. ครั้นเมื่อถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นวันกำหนดนัดที่จำเลยจะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน ซึ่งทรัพย์สินตามข้อ 1. ให้แก่โจทก์นั้น จำเลยมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญา อันเป็นการผิดนัดและผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ซึ่งการผิดนัดของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากทำให้โจทก์ไม่สามารถที่จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปโอนขายให้แก่บุคคลอื่นต่อไปได้ โดยคิดเป็นค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) รายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6

ข้อ 5. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 โจทก์ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับ ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้น แต่จำเลยเพิกเฉยมาโดยตลอด รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 และ 8

โจทก์ไม่มีหนทางอื่นใดที่บังคับจำเลยได้ โจทก์จึงจำเป็นต้องเสนอคดีต่อศาล เพื่ออาศัยบารมีศาล เป็นที่พึ่งบังคับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายคำฟ้องคดีแพ่ง

  1. ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารซึ่งเป็นทรัพย์สินตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์

  2. ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์

  3. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ร้านคิ้วท์ตี้ช็อป เป็นร้านขายตุ๊กตากล่องสุ่ม ตั้งอยู่ ณ ตลาดสำเพ็ง เลขที่ 123/8 ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และยังมีเฟซบุ๊ก (Facebook) ร้านชื่อ “Cutie Shop” และติ๊กต๊อก (TikTok) ชื่อ “Cutie Shop by Lin” ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าอีกช่องทางหนึ่ง ในวันที่ 1 เมษายน 2567 ร้านฯ ได้ให้นางสาวกามินและนายชาลีมาไลฟ์สดขายสินค้าในติ๊กต๊อกของร้านฯ โดยทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้กับร้านบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก และหากมีลูกค้าคนใดสนใจก็จะสั่งจองเข้ามาในระบบผ่านระบบของแพลตฟอร์ม กรอกข้อมูลที่อยู่ผู้รับและชำระเงินผ่านระบบ แล้วคำสั่งซื้อจะถูกส่งไปยังร้านฯ และบัญชีผู้ซื้อบนติ๊กต๊อก ทำให้วันที่ 1 เมษายน 2567 ได้ยอดทะลุ 1 ล้านบาท

นางสาวหงส์ฟ้า จริงใจ เป็นคนดังในติ๊กต๊อก มีผู้ติดตาม 800,000 คน ได้ทำการเข้าไปชมไลฟ์ และได้กดสั่งซื้อตุ๊กตาลาบูบู้ ซีเคร็ท รุ่นมาการอง จำนวน 10 ตัว ราคารวม 50,000 บาท และพวงกุญแจตุ๊กตามอนซิชิ รุ่นออริจินัล จำนวน 20 พวง ราคารวม 20,000 บาท กับทางร้านฯ และชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ครบถ้วน ตามภาพถ่ายการสั่งซื้อ การโอนเงินชำระผ่านระบบพร้อมเพย์ ชำระยอดถึงบัญชีธนาคารนางหลิน จิน ฟู เลขที่ 0204567891 ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด จำนวน 8 ภาพ และระบบแพลตฟอร์มได้ทำการแจ้งเตือนให้ร้านฯ รับทราบเพื่อทำการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และมีการกำหนดจัดส่งภายใน 7 วันนับแต่วันทำการสั่งซื้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 7 วัน กลับไม่มีการนำส่งสินค้าทั้งหมด นางสาวหงส์ฟ้าฯ จึงพยายามติดต่อร้านฯ ให้นำส่ง แต่ไม่มีใครอ่านข้อความเลย จวบจนวันที่ 18 เมษายน 2567 นางสาวหงส์ฟ้าฯ ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลบางชันว่าตนซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้าจากร้านฯ และชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ไปยังบัญชีธนาคารนางหลิน จิน ฟู เลขที่ 0204567891 ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด และติดต่อร้านฯ ไม่ได้ จากนั้นได้นำส่งภาพถ่ายใบแจ้งความไปยังกล่องข้อความเฟซบุ๊กและติ๊กต๊อกของทางร้านฯ เพื่อแจ้งให้ทางร้านฯ ติดต่อกลับ แต่ทางร้านฯ ก็เพิกเฉย

วันที่ 20 เมษายน 2567 เวลา 22.30 นาฬิกา นางหลิน จิน ฟู เจ้าของร้านฯ ได้เห็นข้อความและภาพถ่ายในรายงานประจำวันของสถานีตำรวจนครบาลบางชันของนางสาวหงส์ฟ้าฯ จึงนำเอาภาพถ่ายใบรายงานประจำวันฯ ที่ปรากฎชื่อของตนดังกล่าวไปโพสข้อความบนเฟซบุ๊กของร้านฯ แล้วเปิดสาธารณะว่า “สั่งซื้อตอนไหนไม่มีในระบบ เงินจ่ายตอนไหน มาหาว่าร้านโกง เป็นแค่คนดังในติ๊กต๊อก คิดว่าคนบนโลกจะรู้จักทุกคนหรือไง แค่โชว์วับ ๆ แวม ๆ เต้นบนติ๊กต๊อก เรียกราราคาตัวเองกับหนุ่ม ๆ แค่นั้น ไปเต้นไกล ๆ เลยจ้า” นางสาวหงส์ฟ้าฯ เห็นข้อความและภาพถ่ายในรายงานฯ ดังกล่าว บนเฟซบุ๊กของร้านฯ และคอมเมนต์ต่าง ๆ จึงรู้สึกโกรธมาก เพราะทำให้คนเข้าใจว่าตนเป็นผู้หญิงไม่ดี ทำตัวไร้ค่าเพื่อเชื้อเชิญผู้ชายให้มาสนใจ กล่าวหาร้านฯ เพราะอยากดัง จึงได้มาปรึกษาท่านที่เป็นทนายความเพื่อต้องการให้ท่านฟ้องคดีหมิ่นประมาท มาตรา 326 และ 328 ร้านฯ และนางหลิน จิน ฟู ให้กับตนโดยไม่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ…..”

มาตรา 328 “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ….. หรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ….. กระทำโดยการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ…..”

จวบจนวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นางสาวหงส์ฟ้าฯ จึงได้ให้ท่านส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเพื่อขอเลิกสัญญาและขอเงินทั้งหมดคืน จำนวน 70,000 บาท ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฯ แต่ร้านฯ ได้รับหนังสือฯ ก็กลับเพิกเฉยอีก นางสาวหงส์ฟ้าฯ จึงได้ให้ท่านทำการฟ้องคดีแพ่งยกเลิกสัญญาและเรียกเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมค่าเสียหายที่ทำให้ตนขาดกำไรจำนวน 30,000 บาท หากนำตุ๊กตาทั้งหมดไปขายต่อตามคำสั่งซื้อของแฟนคลับของนางสาวหงส์ฟ้าฯ ที่มีรายการจำนวน 15 รายการ ตามภาพถ่ายการพูดคุยผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ 15 ภาพ รวมเป็นเงิน 100,000 บาท

ดังนี้ ให้ท่านซึ่งเป็นทนายความ จัดทำเอกสารทางกฎหมายดังนี้

ข้อ 1. ร่างคำฟ้องคดีอาญาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (25 คะแนน)

ข้อ 2. ร่างหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (15 คะแนน)

ข้อ 3. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่งผิดสัญญาซื้อขายและเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท (35 คะแนน)

ข้อ 1.

ธงคำตอบ

คำฟ้องคดีอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดกฎหมายต่อโจทก์ กล่าวคือ จำเลยได้ใส่ความโจทก์โดยการโฆษณา โดยจำเลยได้นำเอาภาพถ่ายใบรายงานประจำวันของสถานีตำรวจนครบาลบางชันที่โจทก์ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ไปโพสข้อความบนเฟซบุ๊กของร้านของจำเลยแล้วเปิดสาธารณะว่า “สั่งซื้อตอนไหนไม่มีในระบบ เงินจ่ายตอนไหน มาหาว่าร้านโกง เป็นแค่คนดังในติ๊กต๊อก คิดว่าคนบนโลกจะรู้จักทุกคนหรือไง แค่โชว์วับ ๆ แวม ๆ เต้นบนติ๊กต๊อก เรียกราตาตัวเองกับหนุ่ม ๆ แค่นั้น ไปเต้นไกล ๆ เลยจ้า” ซึ่งทำให้คนที่เห็นข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์เป็นผู้หญิงไม่ดี ทำตัวไร้ค่าเพื่อเชื้อเชิญผู้ชายให้มาสนใจ กล่าวหาร้านฯ ของจำเลยเพราะอยากดัง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

เหตุเกิดที่แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ข้อ 2. การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่อาจบังคับกับจำเลยได้ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยต่อไป

อนึ่ง โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากประสงค์จะดำเนินคดีเอง

ข้อ 2.

ธงคำตอบ

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่………………………………………………….

………………………………………………………….

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567

เรื่อง ขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายและขอให้ชำระเงินคืน

เรียน นางหลิน จิน ฟู

อ้างถึง สัญญาซื้อขายตามภาพถ่ายการสั่งซื้อและการโอนเงินชำระผ่านระบบพร้อมเพย์

ตามที่ท่านซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายตุ๊กตากล่องสุ่มชื่อร้านคิ้วท์ตี้ช็อป ได้ให้นางสาวกามินและนายชาลีมาไลฟ์สดขายสินค้าในติ๊กต๊อกของร้านฯ โดยทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้กับร้านบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 และนางสาวหงส์ฟ้า จริงใจ ได้เข้าไปชมไลฟ์ และได้กดสั่งซื้อตุ๊กตาลาบูบู้ ซีเคร็ท รุ่นมาการอง จำนวน 10 ตัว ราคารวม 50,000 บาท และพวงกุญแจตุ๊กตามอนซิชิ รุ่นออริจินัล จำนวน 20 พวง ราคารวม 20,000 บาท กับทางร้านฯ และชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ครบถ้วน ตามภาพถ่ายการสั่งซื้อ การโอนเงินชำระผ่านระบบพร้อมเพย์ ชำระยอดถึงบัญชีธนาคารนางหลิน จิน ฟู เลขที่ 0204567891 ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด จำนวน 8 ภาพ และระบบแพลตฟอร์มได้ทำการแจ้งเตือนให้ร้านฯ รับทราบเพื่อทำการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และมีการกำหนดจัดส่งภายใน 7 วันนับแต่วันทำการสั่งซื้อ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวท่านได้ทราบดีอยู่แล้วนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 7 วัน กลับไม่มีการนำส่งสินค้าทั้งหมด นางสาวหงส์ฟ้าฯ ได้พยายามติดต่อร้านฯ ให้นำส่ง แต่ไม่มีใครอ่านข้อความเลย จนกระทั่งวันที่ 18 เมษายน 2567 นางสาวหงส์ฟ้าฯ ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลบางชัน จากนั้นได้นำส่งภาพถ่ายใบแจ้งความไปยังกล่องข้อความเฟซบุ๊กและติ๊กต๊อกของทางร้านฯ เพื่อแจ้งให้ทางร้านฯ ติดต่อกลับ แต่ทางร้านฯ ก็เพิกเฉย จึงถือว่าท่านได้ผิดสัญญาซื้อขายตามที่ได้ตกลงกันไว้

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวหงส์ฟ้า จริงใจ จึงขอบอกกล่าวมายังท่านว่า นางสาวหงส์ฟ้าฯ ขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวกับท่าน และขอให้ท่านนำเงินค่าสินค้าจำนวน 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาทถ้วน) ไปชำระคืนให้แก่นางสาวหงส์ฟ้าฯ ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากท่านยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินการทางคดีกับท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ …………………………………………………..

( )

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ข้อ 3.

ธงคำตอบ

คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. จำเลยเป็นร้านขายตุ๊กตากล่องสุ่มใช้ชื่อว่า “ร้านคิ้วท์ตี้ช็อป” ตั้งอยู่ ณ ตลาดสำเพ็ง แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และยังมีเฟซบุ๊กร้านชื่อ “Cutie Shop” และติ๊กต๊อกชื่อ “Cutie Shop by Lin” ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าอีกช่องทางหนึ่ง โดยจำเลยได้ให้นางสาวกามินและนายชาลีมาไลฟ์สดขายสินค้าในติ๊กต๊อกของร้านฯ โดยทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้กับร้านบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก และหากมีลูกค้าคนใดสนใจก็จะสั่งจองเข้ามาในระบบผ่านระบบของแพลตฟอร์ม กรอกข้อมูลที่อยู่ผู้รับและชำระเงินผ่านระบบ แล้วคำสั่งซื้อจะถูกส่งไปยังร้านฯ และบัญชีผู้ซื้อบนติ๊กต๊อก

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 โจทก์ได้เข้าไปชมไลฟ์และได้กดสั่งซื้อตุ๊กตาลาบูบู้ ซีเคร็ท รุ่นมาการอง จำนวน 10 ตัว ราคารวม 50,000 บาท และพวงกุญแจตุ๊กตามอนซิชิ รุ่นออริจินัล จำนวน 20 พวง ราคารวม 20,000 บาท กับทางร้านฯ และชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ครบถ้วน ตามภาพถ่ายการสั่งซื้อ การโอนเงินชำระผ่านระบบพร้อมเพย์ ชำระยอดถึงบัญชีธนาคารของจำเลย เลขที่ 0204567891 ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด จำนวน 8 ภาพ และระบบแพลตฟอร์มได้ทำการแจ้งเตือนให้ร้านฯ รับทราบเพื่อทำการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และมีการกำหนดจัดส่งภายใน 7 วันนับแต่วันทำการสั่งซื้อ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายการสั่งซื้อ หลักฐานการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ และระบบแพลตฟอร์มการแจ้งเตือน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1, 2 และ 3

ข้อ 3. ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 7 วันนับแต่วันทำการสั่งซื้อ จำเลยไม่มีการนำส่งสินค้าทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์ได้พยายามติดต่อร้านฯ ให้นำส่ง แต่ไม่มีใครอ่านข้อความเลย จวบจนวันที่ 18 เมษายน 2567 โจทก์ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลบางชัน จากนั้นได้นำส่งภาพถ่ายใบแจ้งความไปยังกล่องข้อความเฟซบุ๊กและติ๊กต๊อกของทางร้านฯ เพื่อแจ้งให้ทางร้านฯ ติดต่อกลับ แต่ทางร้านฯ ก็เพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายใบแจ้งความ และภาพถ่ายการนำส่งใบแจ้งความไปยังกล่องข้อความเฟซบุ๊กและติ๊กต๊อก เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4, 5 และ 6

ข้อ 4. วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โจทก์ได้ให้ทนายความส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเพื่อขอเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวและขอเงินทั้งหมดคืนจำนวน 70,000 บาท และค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ขาดกำไรจำนวน 30,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) โดยให้จำเลยใช้เงินคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม แต่เมื่อจำเลยได้รับหนังสือทวงถามกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 และ 8

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยได้ จึงต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งเพื่อบังคับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ให้กับโจทก์

  2. ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

  3. ขอให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์