LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3106 (LAW 3006) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายลักษณ์กับนางปรายอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรชายคือนายช้างอายุยี่สิบปี ต่อมานายคทายักยอกเงินของนายลักษณ์ไปจํานวนหนึ่งล้านบาท นายลักษณ์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดําเนินคดีกับนายคทาในข้อหายักยอกทรัพย์ และวันรุ่งขึ้นนายลักษณ์เป็นโจทก์ฟ้องนายคทา เป็นจําเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ หลังจากนั้นหนึ่งเดือนพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จ จึงส่งสํานวนพร้อมความเห็นให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายคทาในข้อหายักยอกทรัพย์อีกคดีหนึ่ง ต่อมานายลักษณ์เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งให้วินิจฉัยว่า

(ก) นายปรายสามารถดําเนินคดีแทนนายลักษณ์ในคดีที่นายลักษณ์เป็นโจทก์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) นายช้างยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

มาตรา 5 “บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทําร้าย ถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้”

มาตรา 29 วรรคหนึ่ง “เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา จะดําเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้”

มาตรา 30 “คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้กําหนดไว้ว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดําเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้นั้น

คําว่า “ผู้เสียหาย” หมายความถึงผู้เสียหายที่แท้จริง (ตามมาตรา 2 (4)) เท่านั้นที่ยื่นฟ้องคดีไว้ แล้วตายลง ไม่รวมถึงผู้มีอํานาจจัดการแทน
คําว่า “ยื่นฟ้อง” หมายความถึงได้ยื่นฟ้องคดี และให้หมายความรวมถึงการยื่นคําร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 ด้วย

คําว่า “ผู้บุพการี” และ “ผู้สืบสันดาน” นั้น กฎหมายให้ถือตามความเป็นจริง แม้จะไม่ใช่บิดา หรือบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายก็มีสิทธิดําเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปได้ ส่วนสามีหรือภริยานั้นจะต้องเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายคทาได้ยักยอกเงินนายลักษณ์ไปจํานวน 1 ล้านบาท นายลักษณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงได้เป็นโจทก์ฟ้องนายคฑาเป็นจําเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ และต่อมานายลักษณ์ได้ตายลงนั้น เมื่อปรากฏว่า นางปรายไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายลักษณ์ ดังนั้น นางปรายจึงไม่สามารถดําเนินคดีแทน นายลักษณ์ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง

(ข) การที่นายลักษณ์ได้ตายลงเพราะโรคมะเร็งนั้น มิใช่เป็นกรณีที่ผู้เสียหายได้ถูกทําร้ายถึงตายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) ดังนั้น นายช้างผู้สืบสันดานของนายลักษณ์จึงไม่มีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหาย และการที่นายลักษณ์ผู้เสียหายได้มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายคทาในข้อหายักยอกทรัพย์
ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายคฑาในคดียักยอกทรัพย์อีกคดีหนึ่งนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนตายนายลักษณ์ ผู้เสียหายได้ยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 30 ไว้ แต่อย่างใด

ดังนั้น นายช้างจึงไม่สามารถดําเนินคดีต่างผู้ตายโดยการยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่งได้

สรุป (ก) นางปรายไม่สามารถดําเนินคดีแทนนายลักษณ์ในคดีที่นายลักษณ์เป็นโจทก์ได้ (ข) นายช้างจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้

 

ข้อ 2. นายมะม่วงจอดรถขวางหน้าบ้านของนายตําลึงจึงเกิดการโต้เถียงกัน และนายตําลึงชกนายมะม่วงหนึ่งครั้งเป็นรอยช้ําที่โหนกแก้ม นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายตําลึง ในข้อหาทําร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการ ทําร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงกําหนดค่าปรับสามพันบาท และนายตําลึงจ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้ว สามวันต่อมา นายมะม่วงจอดรถขวางหน้าบ้านของนายตําลึงเช่นเดิม นายตําลึงโมโหจึงใช้ท่อนไม้ทุบรถของนายมะม่วงจนกระจกหน้ารถแตก นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายตําลึง ในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ พนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จจึงส่งสํานวนพร้อมความเห็นให้ พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ ต่อมานายมะม่วงยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ซึ่งศาลมีคําสั่งอนุญาตให้นายมะม่วงเป็นโจทก์ร่วมหลังจากนั้นหนึ่งเดือนนายมะม่วงยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําร้ายร่างกายและข้อหาทําให้เสียทรัพย์อีกคดีหนึ่ง

ให้วินิจฉัยว่า นายมะม่วงฟ้องนายตําลึงได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 37 “คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่น ที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเมื่อผู้ต้องหาชําระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว”

มาตรา 39 “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้

(3) คดีเลิกกันตามมาตรา 37”

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 173 วรรคสอง “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคําฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคําฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

คดีที่ 1 การที่นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายตําลึงในข้อหาทําร้าย ร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการทําร้ายร่างกายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งถือเป็นความผิด ลหุโทษ จึงกําหนดค่าปรับ 3,000 บาท และนายตําลึงจ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้วนั้น ย่อมมีผลทําให้คดีอาญาเลิกกัน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 37 (2) ทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (3) ดังนั้น นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําร้ายร่างกายไม่ได้

คดีที่ 2 การที่นายมะม่วงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายตําลึงในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ พนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จจึงส่งสํานวนพร้อมความเห็นให้พนักงานอัยการ และพนักงาน
อัยการยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําให้เสียทรัพย์ ต่อมานายมะม่วงยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลมีคําสั่งอนุญาตให้นายมะม่วงเป็นโจทก์ร่วมนั้น ย่อมถือว่าโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนั้น นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําให้เสียทรัพย์อีกไม่ได้ เพราะจะเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15

สรุป นายมะม่วงจะยื่นฟ้องนายตําลึงในข้อหาทําร้ายร่างกายไม่ได้ และจะยื่นฟ้องข้อหาทําให้ เสียทรัพย์อีกคดีหนึ่งก็ไม่ได้

 

ข้อ 3. พ.ต.ต.กล้าหาญ เห็นนายเทายกปืนขึ้นเล็งไปที่นายโหระพา โดยทั้งนายเทาและนายโหระพา ยืนอยู่ตรงทางสาธารณะ พ.ต.ต.กล้าหาญ จึงแจ้งนายเทาว่าต้องถูกจับและทําการจับนายเทาทันที โดยที่ไม่มีหมายจับ

ดังนี้ การจับของ พ.ต.ต.กล้าหาญ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 78 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่

(1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80

มาตรา 80 วรรคหนึ่ง “ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกําลังกระทําหรือ พบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทําผิดมาแล้วสด ๆ”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 ได้วางหลักไว้ว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มี หมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําผิดซึ่งหน้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 เป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญ เห็นนายเทายกปืนขึ้นเล็งไปที่นายโหระพา ทั้งนายเทา และนายโหระพายืนอยู่ตรงทางสาธารณะนั้น การกระทําของนายเทาเป็นการกระทําความผิดฐานพยายามฆ่า นายโหระพาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าประเภท ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง ดังนั้น พ.ต.ต.กล้าหาญ จึงมีอํานาจในการจับนายเทาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การจับของ พ.ต.ต.กล้าหาญ จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง

สรุป การจับของ พ.ต.ต.กล้าหาญชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 4. นายลองกองร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีแก่นายกะเพราโดยกล่าวหาว่า วันเกิดเหตุ
ขณะที่นายลองกองยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านของนายลองกอง นายกะเพราเดินเข้ามาทําร้ายนายลองกอง และเอาสร้อยคอทองคําหนัก 1 บาทของนายลองกองไป ต่อมาเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมนายกะเพรา ได้ตามหมายจับและแจ้งข้อหาชิงทรัพย์กับแจ้งสิทธิตามกฎหมายชั้นจับกุมให้นายกะเพราทราบ นายกะเพรารับสารภาพและแจ้งว่าได้เก็บสร้อยคอทองคําของนายลองกองไว้ในตู้เสื้อผ้าภายในบ้าน ของนายกะเพรา เจ้าพนักงานตํารวจบันทึกคําให้การของนายกะเพราไว้ในบันทึกการจับกุมและ ยึดสร้อยคอทองคําเป็นของกลาง

ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําที่กล่าวหาว่านายกะเพรากระทําผิด หลังจากนั้น จึงแจ้งข้อหาชิงทรัพย์ และถามคําให้การนายกะเพรา (ก่อนเริ่มถามคําให้การ พนักงานสอบสวน ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 – 134/4 ครบถ้วนทุกประการ) จากการสอบสวนได้ความว่า นอกจากนายกะเพราแล้วยังมีนายตะไคร้และ นายชะพลูร่วมกระทําความผิดด้วย แต่นายตะไคร้และนายชะพลูหลบหนีไปได้ เมื่อพนักงานสอบสวน ทําการสอบสวนเสร็จแล้ว มีความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องนายกะเพราฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ต่อมา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายกะเพราในความผิดฐานดังกล่าว

นายกะเพราให้การปฏิเสธ โดยต่อสู้ว่า ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เจ้าพนักงานมิได้แจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์ให้นายกะเพราทราบมาก่อน เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอํานาจ ฟ้องนายกะเพราในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ขอให้ยกฟ้อง

ดังนี้ ข้อต่อสู้ของนายกะเพราฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”

มาตรา 134 “เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่า ผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิด แล้วจึงแจ้งข้อหา ให้ทราบ…”

วินิจฉัย

ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นการสอบสวนถือเป็นเพียงการรวบรวมหลักฐานและ ดําเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทําไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อเอาตัวผู้กระทําผิดมาฟ้องลงโทษ และการแจ้งข้อกล่าวหาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134 ก็ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดแม้เดิมเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่เมื่อการสอบสวนปรากฏว่าการกระทํา ของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นมาแล้วแต่แรก

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ แม้ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่นายกะเพราฐานชิงทรัพย์ แต่เมื่อพนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าการกระทําความผิดของนายกะเพราเข้าองค์ประกอบความผิด
ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โจทก์ย่อมมีอํานาจฟ้องนายกะเพราใน ความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 เพราะถือว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย มาแล้วแต่แรกนั่นเอง ดังนั้น ข้อต่อสู้ของนายกะเพราจึงฟังไม่ขึ้น (เทียบคําพิพากษาฎีกาที่ 256/2553)

สรุป ข้อต่อสู้ของนายกะเพราฟังไม่ขึ้น

LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3106 (LAW 3006) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายชิตขับรถจักรยานยนต์อยู่บนขอบทางตามรถกระบะของนายชัยด้วยความเร็วสูงในขณะที่
ฝนตกหนักฟ้ามืดและถนนลื่น ทําให้ไม่อาจหยุดรถหรือสามารถหักเลี้ยวหลบรถกระบะของนายชัย
ซึ่งเลี้ยวซ้ายเข้ามาในช่องขอบทางด้านซ้ายแล้วหยุดรถอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้รถเกิดการชนกัน นายชิตมีบาดแผลสมองฉีกขาดจนทุพพลภาพตลอดชีวิต ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายชัย เป็นจําเลยต่อศาล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ในข้อหาความผิดกระทํา โดยประมาท และการกระทํานั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ให้วินิจฉัยว่า คดีนี้นายชอบบิดาของนายชิตมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

มาตรา 3 “บุคคลดังระบุในมาตรา 4, 5 และ 6 มีอํานาจจัดการต่อไปนี้แทนผู้เสียหายตามเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

(2) เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ”

มาตรา 5 “บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทําร้าย ถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้”

มาตรา 30 “คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย ผู้ที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาได้นั้น จะต้องเป็นผู้เสียหาย ตามความใน ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง หรืออาจเป็นผู้มีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 4, 5 และ 6 ก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชิตขับรถจักรยานยนต์อยู่บนขอบทางตามรถกระบะของนายชัย ด้วยความเร็วสูงในขณะที่ฝนตกหนักฟ้ามืดและถนนลื่น ทําให้ไม่สามารถหยุดรถหรือสามารถหักเลี้ยวหลบรถกระบะ
ของนายชัยซึ่งเลี้ยวซ้ายเข้ามาในช่องขอบทางด้านซ้ายแล้วหยุดรถอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้รถเกิดการชนกันนั้น ถือว่านายชิตมีส่วนประมาทด้วย นายชิตจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4)

เมื่อนายชิตไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย นายชอบบิดาของนายชิตจึงไม่มีอํานาจจัดการแทนตาม
ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) ประกอบมาตรา 3 ดังนั้น คดีนี้นายชอบบิดาของนายชิตจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 30

สรุป คดีนี้นายชอบบิดาของนายชิตไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

 

ข้อ 2. ในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายดํา มีปากเสียงทะเลาะกับนายขาวจึงใช้อาวุธมีดแทงนายขาวหลายครั้ง พนักงานสอบสวนสถานี ตํารวจภูธรแม่สายได้รับแจ้ง จึงรุดเข้าระงับเหตุ นายดําวิ่งหลบหนีไปได้

นายขาวถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงราย นายดําได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลจะเข้าไปใช้กําลังทําร้ายนายขาว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจจับกุมได้ก่อนที่หน้าโรงพยาบาล ต่อมาอีกสามวันนายขาวถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกแทงที่โรงพยาบาลดังกล่าว

ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีหน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาว และ พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอํานาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดําเนินคดี
กับนายดา

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม “ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอําเภอ และข้าราชการตํารวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตํารวจตรี หรือเทียบเท่านายร้อยตํารวจตรีขึ้นไป มีอํานาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอํานาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอํานาจของตนได้

ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขต อํานาจของพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการ สอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดําเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจําเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่ง ท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการสอบสวน”

มาตรา 19 “ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทําผิดอาญาได้กระทําในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่
(2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทําในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทําต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทําลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน

พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอํานาจสอบสวนได้

ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน

(ก) ถ้าจับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอํานาจ”

มาตรา 150 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่จะมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภาทําการชันสูตรพลิกศพ
โดยเร็ว…

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายดําใช้อาวุธมีดแทงนายขาวหลายครั้งในงานฉลองปีใหม่ซึ่งอยู่ในเขต ท้องที่สถานีตํารวจภูธรแม่สาย จังหวัดเชียงราย และนายขาวถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตท้องที่สถานี ตํารวจภูธรเมืองเชียงราย และต่อมาอีก 3 วัน นายขาวได้ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลดังกล่าวนั้น พนักงาน สอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงรายซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ จึงเป็นพนักงานสอบสวนที่มี หน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาว ร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 วรรคหนึ่ง

การที่นายขาวถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกนายดําแทงในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรแม่สาย
ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรแม่สายซึ่งความผิดได้เกิดภายในเขตอํานาจจึงเป็น พนักงานสอบสวนที่มีอํานาจสอบสวนดําเนินคดีกับนายดํา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

การที่นายดำถูกจับได้ที่หน้าโรงพยาบาลซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงรายนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีความผิดเกี่ยวพันกัน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 เพราะนายดําได้กระทําผิด สําเร็จไปแล้วในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรแม่สายก่อนถูกจับ และยังไม่ได้กระทําผิดใด ๆ ในเขตท้องที่สถานี ตํารวจภูธรเมืองเชียงราย ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรแม่สาย จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคสาม

สรุป
พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงรายมีหน้าที่รับผิดชอบชันสูตรพลิกศพนายขาว
พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรแม่สายมีอํานาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดําเนินคดีกับนายดํา

 

ข้อ 3.นายบอลโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่านายปิงปองและนายเทนนิสร่วมกันหลอกลวงและฉ้อโกงเงิน
ของนายบอลไปจํานวนห้าแสนบาท นายปิงปองได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดี กับนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จจึงส่งสํานวนคดีให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาและ พิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว หลังจากนั้นนายเทนนิสจึงยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่ง แต่นายบอลยื่นคําให้การว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์นั้นเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ตามคําให้การของนายบอลฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติ
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้”

มาตรา 39 “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้
(4) เมื่อมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดจึงได้ฟ้อง”

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 173 วรรคสอง “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคําฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลแห่งการนี้

(1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคําฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ…”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) กรณีที่สิทธิการนําคดีอาญามาฟ้องระงับ เมื่อมีคําพิพากษาเสร็จ เด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1. จําเลยในคดีแรกและคดีที่นํามาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน
2. การกระทําของจําเลยเป็นการกระทํากรรมเดียวกัน
3. ศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายบอลโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่านายปิงปองและนายเทนนิสร่วมกัน หลอกลวงและฉ้อโกงเงินของนายบอลไปจํานวน 500,000 บาท นายปิงปองได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดําเนินคดีกับนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนเสร็จจึงส่งสํานวนคดี
ให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาและพิพากษา ยกฟ้องคดีดังกล่าว และหลังจากนั้นนายเทนนิสจึงได้ยื่นฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่ง แต่นายบอล ยื่นคําให้การว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ข้อต่อสู้ตามคําให้การของนายบอลฟังขึ้นหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

1. คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดี ที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 เนื่องจากเป็น โจทก์คนละคนกัน ดังนั้นข้อต่อสู้ตามคําให้การของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้อนกับ คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงฟังไม่ขึ้น

2. การที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถือเป็นกรณีที่ศาลมีคําพิพากษา เสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) การที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนายบอลในข้อหาหมิ่นประมาทอีกจึงถือเป็นฟ้องซ้ำ ดังนั้น ข้อต่อสู้ตามคําให้การ ของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้ํากับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์จึงฟังขึ้น

สรุป ข้อต่อสู้ตามคําให้การของนายบอลว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องนั้นเป็นฟ้องซ้อนฟังไม่ขึ้น
แต่ข้อต่อสู้ว่าคดีที่นายเทนนิสเป็นโจทก์ฟ้องซ้ำนั้นฟังขึ้น

 

ข้อ 4. พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมมีหลักฐานตามสมควรว่านายตะขบได้ทําร้ายร่างกายนายลองกอง จนเป็น เหตุให้นายลองกองได้รับอันตรายสาหัส ขณะที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมกําลังจะเดินทางจากที่ทําการ ของพนักงานสอบสวนไปที่ศาล เพื่อขอให้ศาลออกหมายจับนายตะขบ พ.ต.ต.เก่งกล้าได้รายงานให้ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทราบว่านายตะขบกําลังจะหลบหนีออกนอกประเทศ

พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมเห็นว่าหากเดินทางไปศาล นายตะขบน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทย ไปก่อน และคงยากแก่การติดตามจับกุม พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงร้องขอหมายจับต่อศาลทางโทรศัพท์ โดยศาลได้สอบถามจนปรากฏว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับตามมาตรา 66 จึงมีคําสั่งออกหมายจับแล้วจัดส่งสําเนาหมายจับไปยัง พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทางโทรสาร

พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงนําสําเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบได้ก่อนที่นายตะขบ จะหลบหนีออกนอกประเทศ หลังจากที่มีการจับนายตะขบ ศาลซึ่งออกหมายจับได้ดําเนินการให้พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมมาพบศาลเพื่อสาบานตัวโดยไม่ชักช้า โดยได้จดบันทึกถ้อยคําของ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม และลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมายไว้

ดังนี้ การที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมนําสําเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบขอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(9) “หมายอาญา” หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทําการจับ ขัง จําคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จําเลยหรือนักโทษ หรือให้ทําการค้น รวมทั้งสําเนา หมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคําบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ตลอดจนสําเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77

มาตรา 59 “ศาลจะออกคําสั่งหรือหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง ตามที่ศาลเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอก็ได้

ในกรณีที่ผู้ร้องขอเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ ต้องเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตั้งแต่ระดับสาม
หรือตํารวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตํารวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป

ในกรณีที่จําเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควรโดยผู้ร้องขอไม่อาจไปพบศาลได้ ผู้ร้องขออาจร้องขอ ต่อศาลทางโทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นที่เหมาะสม เพื่อขอให้ ศาลออกหมายจับหรือหมายค้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้เมื่อศาลสอบถามจนปรากฏว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับ หรือหมายค้นได้ตามมาตรา 59/1 และมีคําสั่งให้ออกหมายนั้นแล้ว ให้จัดส่งสําเนาหมายเช่นว่านี้ไปยังผู้ร้องขอ โดยทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่กําหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

เมื่อได้มีการออกหมายตามวรรคสามแล้ว ให้ศาลดําเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขอหมายมาพบศาล
เพื่อสาบานตัวโดยไม่ชักช้า โดยจดบันทึกถ้อยคําของบุคคลดังกล่าวและลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมายไว้ หรือ จะใช้เครื่องบันทึกเสียงก็ได้โดยจัดให้มีการถอดเสียงเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมาย บันทึกที่มีการลงลายมือชื่อรับรองดังกล่าวแล้ว ให้เก็บไว้ในสารบบของศาล หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มี การออกหมายไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลอาจมีคําสั่งให้เพิกถอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมาย เช่นว่านั้นได้ ทั้งนี้ ศาลจะมีคําสั่งให้ผู้ร้องขอจัดการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามที่เห็นสมควรก็ได้”

มาตรา 59/1 “ก่อนออกหมาย จะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทําให้ศาลเชื่อได้ว่า มีเหตุที่จะออกหมายตามมาตรา 66 มาตรา 69 หรือมาตรา 71

คําสั่งศาลให้ออกหมายหรือยกคําร้อง จะต้องระบุเหตุผลของคําสั่งนั้นด้วย

หลักเกณฑ์ในการยื่นคําร้องขอ การพิจารณา รวมทั้งการออกคําสั่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ วิธีการที่กําหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา”

มาตรา 66 “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทําความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจําคุก อย่างสูงเกินสามปี หรือ

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทําความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อ ว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร
ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ขณะที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม กําลังจะเดินทางจากที่ทําการของพนักงานสอบสวน ไปยังที่ศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับนายตะขบผู้ซึ่งทําร้ายร่างกายนายลองกอง จนเป็นเหตุให้นายลองกอง ได้รับอันตรายสาหัสนั้น พ.ต.ต.เก่งกล้าได้รายงานให้ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมทราบว่านายตะขบกําลังจะหลบหนีออก นอกประเทศ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมเห็นว่าหากเดินทางไปศาล นายตะขบน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน
และคงยากแก่การติดตามจับกุม ย่อมถือว่าเป็นกรณีจําเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควร พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงร้องขอ หมายจับต่อศาลทางโทรศัพท์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 59 วรรคสาม เมื่อศาลสอบถามจนปรากฏว่ามีเหตุที่จะออก หมายจับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66 จึงมีคําสั่งให้ออกหมายจับ แล้วได้จัดส่งสําเนาหมายจับไปยัง พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม ทางโทรสาร พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงนําสําเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารอันเป็นหมายอาญาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (9) ไปจับนายตะขบได้ โดยหลังจากที่มีการจับ ศาลซึ่งออกหมายจับได้ดําเนินการให้ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมมาพบศาลเพื่อ สาบานตนโดยไม่ชักช้า โดยได้จดบันทึกถ้อยคําของ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยม และลงลายมือชื่อของศาลผู้ออกหมายจับไว้ จึงเป็นการดําเนินการตามที่ ป.วิ.อาญา มาตรา 59 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ ดังนั้น การที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมนําสําเนา หมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การที่ พ.ต.อ.ยอดเยี่ยมนําสําเนาหมายจับที่ได้รับทางโทรสารไปจับนายตะขบชอบด้วยกฎหมาย

 

 

LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3106 (LAW 3006) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจําเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคําสั่งศาล โดยเป็น ผู้พิทักษ์ของนางแฉล้มศรีคนเสมือนไร้ความสามารถและได้รับอนุญาตจากศาลให้ทํานิติกรรมของนางแฉล้มศรีแทนนางแฉล้มศรีให้แก่ผู้มีชื่อตามเอกสาร จําเลยครอบครองเงินสดของนางแฉล้มศรีซึ่งได้มาจากการขายที่ดินแล้วเบียดบังยักยอกเอาเงินขายที่ดินดังกล่าวไปเป็นของจําเลย ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 และให้จําเลยคืนเงินแก่กองมรดกของนางแฉล้มศรี จําเลยให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าขณะที่จําเลยขายที่ดินของนางแฉล้มศรี ที่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และได้ยักยอกเงินไปนั้น นางแฉล้มศรียังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นอัมพาตเดินไม่ได้และยังไม่ได้ดําเนินคดีแก่จําเลย ต่อมานางแฉล้มศรีถึงแก่ความตาย ศาลมี คําสั่งตั้งนายพิษณุโลกบุตรของนางแฉล้มศรีเป็นผู้จัดการมรดก นายพิษณุโลกตรวจสอบทรัพย์สินของนางแฉล้มศรีทราบว่าจําเลยเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินของนางแฉล้มศรีไปเป็นประโยชน์ ส่วนตัว จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีแก่จําเลย พนักงานสอบสวนได้ ทําการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้

จงวินิจฉัยว่า นายพิษณุโลกมีอํานาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอํานาจสอบสวน และพนักงาน อัยการมีอํานาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกหลักกฎหมายประกอบมาโดยละเอียด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใด ฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

(7) “คําร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทําความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทําความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทําให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษ”

มาตรา 3 “บุคคลดังระบุในมาตรา 4, 5 และ 6 มีอํานาจจัดการต่อไปนี้แทนผู้เสียหายตามเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

(1) ร้องทุกข์”

มาตรา 5 “บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทําร้าย ถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้”

มาตรา 28 “บุคคลเหล่านี้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(1) พนักงานอัยการ
(2) ผู้เสียหาย”

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”

มาตรา 121 วรรคสอง “แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะมีคําร้องทุกข์ตามระเบียบ”

วินิจฉัย

โดยหลักการแล้วพนักงานอัยการเป็นบุคคลผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตาม ป.วิ.อาญามาตรา 28 (1) แต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน (ป.วิ.อาญา มาตรา 120) และถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะได้มีคําร้องทุกข์ ตามระเบียบ (ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จําเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น ตามคําสั่งศาล โดยเป็นผู้พิทักษ์ของนางแฉล้มศรีคนเสมือนไร้ความสามารถและได้รับอนุญาตจากศาลให้ทํานิติกรรม
ของนางแฉล้มศรีแทนนางแฉล้มศรีให้แก่ผู้มีชื่อตามเอกสาร จําเลยครอบครองเงินสดของนางแฉล้มศรีซึ่งได้มา จากการขายที่ดินแล้วเบียดบังยักยอกเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของจําเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 และให้จําเลยคืนเงินแก่กองมรดกของนางแฉล้มศรีนั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือพนักงานอัยการ มีอํานาจฟ้องคดีนี้หรือไม่

คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า ขณะที่จําเลยขายที่ดินของนางแฉล้มศรีตามที่ ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้วยักยอกเงินไปนั้น นางแฉล้มศรียังมีชีวิตอยู่เพียงแต่เป็น อัมพาตเดินไม่ได้และยังไม่ได้ดําเนินคดีแก่จําเลย ต่อมานางแฉล้มศรีถึงแก่ความตาย ศาลมีคําสั่งตั้งนายพิษณุโลก บุตรของนางแฉล้มศรีเป็นผู้จัดการมรดก และเมื่อนายพิษณุโลกตรวจสอบทรัพย์สินของนางแฉล้มศรีจึงทราบว่าจําเลยเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินของนางแฉล้มศรีไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีแก่จําเลย เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทําการสอบสวนแล้วพนักงานอัยการจึงเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า การที่จําเลยได้ทําการเบียดบังยักยอกเอาเงินจากการขายที่ดินของนางแฉล้มศรีไปนั้น ผู้เสียหายซึ่งมีอํานาจร้องทุกข์ในคดีนี้คือนางแฉล้มศรีมิใช่นายพิษณุโลก เพราะความผิดเกิดขึ้นในขณะที่นางแฉล้มศรียังมีชีวิตอยู่ และแม้ว่านางแฉล้มศรีจะเป็นอัมพาตแต่ก็มิใช่กรณีที่นางแฉล้มศรีซึ่งเป็นผู้เสียหายถูกทําร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) อันจะทําให้นายพิษณุโลกสามารถจัดการแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น นายพิษณุโลกจึงไม่มีอํานาจ ร้องทุกข์แทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) และ (7) ประกอบมาตรา 5 (2)

เมื่อข้อเท็จจริงของคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว และผู้เสียหายคือนางแฉล้มศรีมิได้ร้องทุกข์ไว้ ย่อมมีผลทําให้พนักงานสอบสวนไม่มีอํานาจสอบสวน และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอํานาจฟ้องคดีนี้เช่นเดียวกัน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง ประกอบมาตรา 120

สรุป นายพิษณุโลกไม่มีอํานาจร้องทุกข์ พนักสอบสวนไม่มีอํานาจสอบสวน และพนักงานอัยการ ไม่มีอํานาจจะฟ้องคดีนี้

 

ข้อ 2. นายขาฉ้อโกงเงินจากนางซึ่งเป็นจํานวนห้าแสนบาท นางขิงจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ให้ดําเนินคดีกับนายว่า หลังจากพนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนเสร็จจึงสรุปสํานวนพร้อม ความเห็นส่งให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายว่าเป็นจําเลยในข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําคุกสองปี จําเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ในระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ นางจึงยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์

ให้วินิจฉัยว่า นางยิ่งมีสิทธิยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์หรือไม่ เพราะเหตุใด และศาลอุทธรณ์
ต้องดําเนินการอย่างไรต่อไป

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคําร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย”

มาตรา 126 วรรคหนึ่ง “ผู้ร้องทุกข์จะแก้คําร้องทุกข์ระยะใดหรือจะถอนคําร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้”

วินิจฉัย

ในคดีอาญานั้น เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว ผู้เสียหายจะถอนคําร้องทุกข์นั้นเสียเมื่อใดก็ได้ ก่อนคดีถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง และในกรณีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้มีการ ถอนคําร้องทุกข์แล้ว สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (2)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับนายข่าในความผิด ฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว หลังจากพนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนเสร็จจึงสรุปสํานวนพร้อม ความเห็นส่งให้พนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายว่าเป็นจําเลยในข้อหาฉ้อโกงนั้น ถือเป็นอํานาจฟ้องของพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 28 (2) มาตรา 120 และมาตรา 121

ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย 2 ปี จําเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง และในระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ นางจึงได้ยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์นั้น ถือเป็น กรณีที่ผู้เสียหายได้ขอถอนคําร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นางขิงจึงมีสิทธิยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์ได้ และเมื่อได้มีการถอนคําร้องทุกข์แล้วย่อมมีผล ทําให้สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (2) และมีผลทําให้คําพิพากษาของศาลชั้นต้น ระงับไปด้วยในตัว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงต้องมีคําสั่งจําหน่ายคดีโดยไม่ต้องมีคําสั่งยกคําพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก

สรุป นางจึงมีสิทธิยื่นคําร้องขอถอนคําร้องทุกข์ได้ และศาลอุทธรณ์ต้องมีคําสั่งจําหน่ายคดี โดยไม่ต้องมีคําสั่งยกคําพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก

 

ข้อ 3. หลังจากที่ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม นําหมายจับของศาลอาญาไปจับนายตะขบที่ถนนสาธารณะ ระหว่างที่ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม นํานายตะขบไปที่ทําการของพนักงานสอบสวนเพื่อส่งมอบตัวนายตะขบให้ พนักงานสอบสวน นายตะขบได้หลบหนีไปจากรถยนต์ที่ใช้ในการควบคุมตัว หลังจากนายตะขบ ได้หลบหนีการควบคุมไปสองวัน ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม ซึ่งกําลังติดตามจับกุม ได้พบนายตะขบกําลังรอ ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม จึงเดินเข้าไปหานายตะขบและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหากับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายตะขบนําส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ การจับของ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงค้าตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 65 “ถ้าบุคคลที่ถูกจับตามหมายหลบหนีหรือมีผู้ช่วยให้หลบหนีไปได้ เจ้าพนักงานผู้จับ มีอํานาจติดตามจับกุมผู้นั้นโดยไม่ต้องมีหมายอีก”

มาตรา 68 “หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความ หรือศาลที่ออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าหมายจับที่ศาลออกเพื่อให้จับนายตะขบนั้นจะใช้ไม่ได้แล้วเนื่องจาก ได้มีการจับนายตะขบตามหมายจับได้แล้ว ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติว่า “หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่า จะจับได้….” แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม เป็นเจ้าพนักงานผู้จับ เนื่องจากเป็นผู้นําหมายจับไปจับนายตะขบ และเมื่อนายตะขบซึ่งถูกจับตามหมายจับได้หลบหนีไป ร.ต.อ.ยอดเยี่ยมจึงมีอํานาจในการติดตามจับกุมนายตะขบ ได้โดยไม่ต้องมีหมายอีก ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 65 ดังนั้น การที่ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม ซึ่งกําลังติดตามจับกุม ได้พบ นายตะขบและได้จับนายตะขบในขณะกําลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ การจับของ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยม จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามป.วิ.อาญา มาตรา 65 และมาตรา 68

สรุป การจับของ ร.ต.อ.ยอดเยี่ยมชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 4. นายเทากับพวกมีเรื่องวิวาทที่แทงทําร้ายนายหน่อไม้กับพวกในร้านอาหาร นายหน่อไม้ถูกแทง ด้วยมีดปลายแหลมได้รับอันตรายสาหัส ต่อมานายเทาถูกจับตามหมายจับ พนักงานสอบสวน ได้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําที่กล่าวหาว่านายเทากระทําผิด หลังจากนั้นจึงแจ้งข้อหาแก่นายเทา ว่าทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และถามคําให้การนายเทาแล้วได้ทําการสอบสวน (โดยก่อนเริ่มถามคําให้การพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 – 134/4 ครบถ้วนทุกประการ) ครั้นพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนแล้ว ทางสอบสวนได้ความว่า นายเทาเป็นคนใช้มีดปลายแหลมแทง นายหน่อไม้โดยมีเจตนาฆ่า จึงสรุปสํานวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายเทาข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเทาข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ดังนี้ พนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องนายเทาข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั่นก่อน”

มาตรา 134 “เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่า ผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิด แล้วจึง
แจ้งข้อหาให้ทราบ…”

วินิจฉัย

ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นการสอบสวนถือเป็นเพียงการรวบรวมหลักฐานและ ดําเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทําไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะ ราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อเอาตัวผู้กระทําผิดมาฟ้องลงโทษ และการแจ้งข้อกล่าวหาตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134 ก็ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวน ในคดีอาญาเรื่องใด แม้เดิมเจ้าพนักงานตํารวจจับกุมและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่เมื่อการสอบสวน ปรากฏว่าการกระทําของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นมาแล้วแต่แรก

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ แม้ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่นายเทาว่า ทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว แม้ไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น แต่เมื่อพนักสอบสวน ได้ทําการสอบสวนแล้วได้ความว่า การกระทําของนายเทาเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ก็เรียกได้ว่า มีการสอบสวนในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว ดังนั้น พนักงานอัยการจึงมีอํานาจฟ้องนายเทาในความผิดฐาน พยายามฆ่าผู้อื่นได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 (คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8316/2548)

สรุป พนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องนายเทาข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายชายเป็นจําเลยว่านายชายใช้ปืนยิงนายชอบโดยบันดาลโทสะ
เป็นเหตุให้นายชอบได้รับบาดเจ็บ และกระสุนปืนดังกล่าวยังพลาดไปโดนนายชาญที่บริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้นายชาญถึงแก่ความตายทันที ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นายชอบและนางแช่มซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายชาญต่างยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งคําร้องของนายชอบและนางแซ่มอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6”

มาตรา 3 “บุคคลดังระบุในมาตรา 4, 5 และ 6 มีอํานาจจัดการต่อไปนี้แทนผู้เสียหายตามเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

(2) เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ”

มาตรา 5 “บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทําร้าย ถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้”

มาตรา 30 “คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

ตามกฎหมาย ผู้ที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาได้นั้น จะต้องเป็นผู้เสียหาย ตามความใน ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง หรืออาจเป็นผู้มีอํานาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 4, 5 และ 6 ก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายชายเป็นจําเลยว่านายชายใช้ปืนยิง นายชอบโดยบันดาลโทสะเป็นเหตุให้นายชอบได้รับบาดเจ็บ และกระสุนปืนดังกล่าวยังพลาดไปโดนนายชาญที่ บริเวณหน้าอกเป็นเหตุให้นายชาญถึงแก่ความตายทันที และระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นายชอบและ
นางแจ่มซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายชาญต่างยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
ดังนี้ ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งเกี่ยวกับคําร้องของนายชอบและนางแช่มอย่างไรนั้น แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายชอบ การที่นายชอบได้รับบาดเจ็บจากการกระทําของนายชาย นายชอบจึงเป็น ผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้เสียหายที่แท้จริงตามนัยของ ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) แล้ว นายชอบจึงสามารถยื่นคําร้อง ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้ ดังนั้น กรณีของนายชอบ ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคําสั่งรับคําร้อง
ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนายชอบ

กรณีของนางแช่ม เมื่อนางแช่มเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายชาญจึงไม่ถือว่าเป็นภริยา
ของนายชาญตามกฎหมาย นางแช่มจึงไม่มีอํานาจจัดการแทนนายชาญผู้ตายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 5 (2) และ ไม่มีอํานาจที่จะยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 30 ได้

ดังนั้น กรณีของนางแช่ม ศาลชั้นต้นจะต้องมีคําสั่งไม่รับคําร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนางแช่ม

สรุป ศาลชั้น ศาลชั้นต้นจะมีคําสั่งรับคําร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนายชอบ แต่มีคําสั่งไม่รับคําร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนางแซ่ม

 

ข้อ 2. พันตํารวจโทดําพนักงานสอบสวนได้ทําการสอบสวนคดีอาญาที่มีนายแดงเป็นผู้ต้องหาในข้อหา
ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยทําความเห็นสั่งฟ้องนายแดงผู้ต้องหา
และของดการสอบสวนแล้วส่งสํานวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ แต่ไม่ได้ส่งตัว นายแดงผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการด้วยเนื่องจากนายแดงผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บสาหัส สมองกระทบกระเทือนอย่างแรงและมีเลือดออกในสมอง ไม่สามารถพูดหรือสื่อสารกับผู้อื่นโดยวิธีใดได้ตลอดไป

ดังนี้ พนักงานอัยการจะรับสํานวนการสอบสวนดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 14 “ในระหว่างทําการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหา หรือจําเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณี สั่งให้พนักงาน
แพทย์ตรวจผู้นั้นเสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์ผู้นั้นมาให้ถ้อยคําหรือให้การว่าตรวจได้ผลประการใด

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริต หรือสามารถจะต่อสู้คดีได้…”

มาตรา 140 “เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทําผิด…
(2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทําผิด ให้ใช้บทบัญญัติในมาตราต่อไปนี้

มาตรา 142 “ถ้ารู้ตัวผู้กระทําผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่ หรือปล่อยชั่วคราว หรือเชื่อว่า คงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก ให้พนักงานสอบสวนทําความเห็นตามท้องสํานวนการสอบสวนว่าควรสั่งฟ้องหรือ
สั่งไม่ฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมสํานวน…..”

วินิจฉัย

โดยหลักในคดีอาญานั้น เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และเป็นกรณีที่รู้ตัวผู้กระทําผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่ ให้พนักงานสอบสวนทําความเห็นตาม ท้องสํานวนการสอบสวนว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมสํานวน เพื่อให้พนักงานอัยการ พิจารณาต่อไป (ป.วิ.อาญา มาตรา 140 (2) ประกอบมาตรา 142)

แต่ตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า นายแดงผู้ต้องหาในคดีนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส สมองกระทบกระเทือน อย่างแรงและมีเลือดออกในสมอง ไม่สามารถพูดหรือสื่อสารกับผู้อื่นโดยวิธีใดได้ตลอดไป จึงถือว่าเป็นกรณีที่ ผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ในระหว่างทําการสอบสวนตามนัยของ ป.วิ.อาญา มาตรา 14
วรรคหนึ่ง และตามมาตรา 14 วรรคสองได้กําหนดให้พนักงานสอบสวนต้องงดการสอบสวนทันทีจนกว่านายแดง ซึ่งเป็นผู้ต้องหานั้นจะหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้คดีได้ และเป็นอํานาจของพนักงานสอบสวนที่จะ
ดําเนินการดังกล่าวได้โดยไม่จําต้องเสนอความเห็นและส่งสํานวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อสั่งการอย่างใด
อย่างหนึ่งเสียก่อน และไม่ถือว่าการสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้ว อันจะต้องส่งสํานวนการสอบสวนไปยังพนักงาน อัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 140 (2) และมาตรา 142 แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์พนักงานอัยการ จะรับสํานวนการสอบสวนดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาไม่ได้

สรุป พนักงานอัยการจะรับสํานวนการสอบสวนดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาไม่ได้

 

ข้อ 3. นายดําใช้ปืนยิงนายขาวโดยเจตนาฆ่าในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน นายขาวถูกยิงได้รับ บาดเจ็บและถูกนําตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัดลําพูนซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน ต่อมาวันรุ่งขึ้นนายขาวถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลแห่งนั้นซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงใหม่

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอํานาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานสอบสวนท้องที่ใด มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพนายขาว

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 18 วรรคหนึ่ง “ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอําเภอ และข้าราชการตํารวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตํารวจตรีหรือเทียบเท่า นายร้อยตํารวจตรีขึ้นไป มีอํานาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอํานาจ ของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอํานาจของตนได้”

มาตรา 150 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทําการชันสูตร พลิกศพโดยเร็ว ถ้าแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ดังกล่าวไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แพทย์ประจําโรงพยาบาล ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ประจําโรงพยาบาลของรัฐไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แพทย์ประจําสํานักงาน สาธารณสุขจังหวัดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าแพทย์ประจําสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้แพทย์ประจําโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้แพทย์ประจําโรงพยาบาลของเอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทําบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพทันที และให้แพทย์ดังกล่าวทํารายงานแนบท้ายบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพด้วยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเรื่องถ้ามีความจําเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและ ความจําเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสํานวนชันสูตรพลิกศพ รายงานดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ สํานวนชันสูตรพลิกศพ และในกรณีที่ความตายมิได้เป็นผลแห่งการกระทําผิดอาญา ให้พนักงานสอบสวนส่งสํานวน ชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการเมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว และให้พนักงานอัยการดําเนินการต่อไปตามมาตรา 156

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1. การที่นายดําใช้ปืนยิงนายขาวโดยเจตนาฆ่าในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน นายขาว ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและถูกนําตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัดลําพูนซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน ดังนี้ แม้ต่อมาวันรุ่งขึ้นนายขาวจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลแห่งนั้นซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงใหม่ก็ตาม แต่กรณีนี้ถือว่าความผิดอาญา ได้เกิดขึ้นในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน ดังนั้น พนักงานสอบสวนในท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูน จึงมีอํานาจสอบสวนความผิดอาญาในคดีนี้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

2. เมื่อนายขาวได้ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นท้องที่ที่ศพนั้นอยู่จึงมีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ นายขาว โดยร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภาทําการ ชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 วรรคหนึ่ง

สรุป พนักงานสอบสวนท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองลําพูนมีอํานาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานสอบสวนท้องที่สถานีตํารวจภูธรเมืองเชียงใหม่มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพนายขาว

 

ข้อ 4. พ.ต.ต. ดีเยี่ยมได้ยินเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดจึงรีบวิ่งไปบริเวณที่ได้ยินเสียงนั้น เมื่อไปถึง บริเวณที่ได้ยินเสียง พ.ต.ต. ดีเยี่ยมเห็นนายโหระพานอนจมกองเลือดอยู่ริมถนนสาธารณะ โดยมี บาดแผลถูกอาวุธมีดแทง และพบนายตะขบถืออาวุธมีดเปื้อนเลือดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอด อยู่ข้างตัวนายโหระพา พ.ต.ต. ดีเยี่ยมจึงแจ้งแก่นายตะขบว่าต้องถูกจับและทําการจับนายตะขบทันทีโดยไม่มีหมายจับ

ดังนี้ การจับของ พ.ต.ต. ดีเยี่ยมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 78 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่

(1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80

มาตรา 80 วรรคหนึ่ง “ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกําลังกระทําหรือ พบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทําผิดมาแล้วสด ๆ”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 ได้วางหลักไว้ว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มี หมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําผิดซึ่งหน้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 เป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ พ.ต.ต. ดีเยี่ยมได้ยินเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด จึงรีบวิ่งไปยังบริเวณ ที่ได้ยินเสียง เมื่อไปถึงบริเวณที่ได้ยินเสียง พ.ต.ต.ดีเยี่ยมเห็นนายโหระพานอนจมกองเลือดอยู่ริมถนนสาธารณะ โดยมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทง และพบนายตะขบถืออาวุธมีดเปื้อนเลือดนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างตัว นายโหระพานั้น แม้ พ.ต.ต. ดีเยี่ยมจะไม่เห็นนายตะขบใช้มีดแทงนายโหระพา แต่ถือเป็นกรณีที่ พ.ต.ต. ดีเยี่ยม พบในอาการใดซึ่งแทบไม่มีความสงสัยเลยว่า นายตะขบได้กระทําความผิดมาแล้วสด ๆ ดังนั้น พ.ต.ต. ดีเยี่ยม จึงมีอํานาจในการจับนายตะขบได้โดยไม่ต้องมีหมายจับเพราะเป็นความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง การจับของ พ.ต.ต. ดีเยี่ยมจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การจับของ พ.ต.ต. ดีเยี่ยมชอบด้วยกฎหมาย

LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายมหากระทิงออกเช็คชําระหนี้ให้นายศรีลจํานวน 300,000 บาท นายศรีลนําเช็คไปขึ้นเงิน ที่ธนาคาร เมื่อเช็คถึงกําหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย นายศรีล จึงนําเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า “ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน” เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ ลงโทษนายมหากระทิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างศาลชั้นต้น พิจารณาคดี นายศรีลยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการและคําร้องของนายศรีลอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

(7) “คําร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทําความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทําความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทําให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษ”

มาตรา 28 “บุคคลเหล่านี้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(1) พนักงานอัยการ

(2) ผู้เสียหาย”

มาตรา 30 “คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้”

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”

มาตรา 121 วรรคสอง “แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะมี คําร้องทุกข์ตามระเบียบ”

วินิจฉัย

โดยหลักการแล้วพนักงานอัยการเป็นบุคคลผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตาม ป.วิ.อาญามาตรา 28 (1) แต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน (ป.วิ.อาญา มาตรา 120) และถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะได้มีคําร้องทุกข์ ตามระเบียบ (ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง)

ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค คือผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงิน ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมหากระทิงออกเช็คชําระหนี้ให้นายศรีลจํานวน 300,000 บาท
นายศรีลนําเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารเมื่อเช็คถึงกําหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย ดังนั้นจึงถือว่า นายศรีลเป็นผู้เสียหายตามนัยของ ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4)

แต่การที่นายศรีลได้นําเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า “ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ
จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน” นั้น ไม่ถือว่าเป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามกฎหมาย คือ ไม่มีเจตนาที่จะให้นายมหากระทิงผู้กระทําความผิดได้รับโทษ ดังนั้น การแจ้งความของนายศรีลดังกล่าวจึงไม่ถือว่า เป็นการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (7) และเมื่อความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจาก การใช้เช็คเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อไม่มีคําร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอํานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง ดังนั้น การสอบสวนที่พนักงานสอบสวนได้ดําเนินการไปจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย และเป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอํานาจฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 28 ศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว จึงถือว่าไม่มีคําฟ้องของพนักงานอัยการอยู่ในศาล นายศรีลจึงมิอาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 30) ดังนั้น ศาลจึงต้องยกคําร้องการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนายศรีล

สรุป ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และสั่งยกคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายศรีล

 

ข้อ 2. นายอํานวยข่มขืนกระทําชําเรานางไลลา นางไลลาจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้หมายเรียกนายอํานวยมาพบเพื่อรับทราบข้อหาและทําการสวบสวน ก่อนเริ่มถามคําให้การ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาข่มขืนกระทําชําเรา (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งมีระวางโทษจําคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท) และแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้นายอํานวยทราบ พร้อมกับถามว่านายอํานวยมีทนายความหรือไม่ นายอํานวยตอบว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจึงเริ่มถามคําให้การ นายอํานวยโดยไม่มีทนายความ นายอํานวยให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนจึงจดบันทึก คําให้การดังกล่าวไว้

ให้วินิจฉัยว่าคําให้การของนายอํานวยในชั้นสอบสวนสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ ความผิดของนายอํานวยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 134/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหา มีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคําให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้

ในคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ก่อนเริ่มถามคําให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความ หรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้”

มาตรา 134/2 “ให้นําบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวน ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี”

มาตรา 134/3 “ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคําตนได้”

มาตรา 134/4 “ในการถามคําให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคําที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้ เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคําตนได้

เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคําให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้

ถ้อยคําใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดําเนินการตามมาตรา 134/1 มาตรา 134/2 และมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ของผู้นั้นไม่ได้”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา (ไม่คํานึงว่าในขณะกระทําความผิดจะมีอายุเท่าใดก็ตาม) ก่อนเริ่มถามคําให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ กรณีนี้เป็นบทบังคับ เด็ดขาดหากผู้ต้องหาไม่มีทนายความและแม้จะไม่ต้องการก็ต้องจัดหาทนายความให้เสมอ (ป.วิ.อาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง)

ในส่วนคดีที่มีอัตราโทษจําคุก (ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี) ก่อนเริ่มถามคําให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหา ต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้ แต่ถ้าหากผู้ต้องหาไม่ต้องการ ก็ไม่จําต้องจัดหาให้แต่ประการใด (ป.วิ.อาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่พนักงานสอบสวนได้หมายเรียกนายอํานวยมาพบเพื่อรับทราบข้อหาและ ทําการสวบสวน ซึ่งก่อนเริ่มถามคําให้การพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้นายอํานวย ทราบแล้วตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134/4 และได้ถามนายอํานวยว่ามีทนายความหรือไม่ ซึ่งนายอํานวยตอบว่าไม่มี และไม่ต้องการทนายความ ดังนี้เมื่อข้อหาข่มขืนกระทําชําเรานั้น เป็นคดีที่มีอัตราโทษจําคุกและพนักงานสอบสวน ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 134/1 วรรคสองแล้ว คือได้ถามนายอํานวยว่ามีทนายความหรือไม่ ซึ่งนายอํานวย ตอบว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความนั้น พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องจัดหาทนายความให้นายอํานวย

และเมื่อพนักงานสอบสวนได้เริ่มถามคําให้การนายอํานวยโดยไม่มีทนายความ นายอํานวยให้การ รับสารภาพ พนักงานสอบสวนจึงได้จดบันทึกคําให้การของนายอํานวยดังกล่าวไว้ ดังนี้ คําให้การของนายอํานวย ในชั้นสอบสวนจึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายอํานวยได้

สรุป คําให้การของนายอํานวยในชั้นสอบสวนสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์
ความผิดของนายอํานวยได้

 

ข้อ 3. นายสับปะรดร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหานายชะอมว่านายชะอมทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ขอให้ดําเนินคดีแก่นายชะอมตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 295 ระหว่างที่พนักงานสอบสวนสอบสวนคดี นายสับปะรดได้ยื่นฟ้องต่อศาล ขอให้ลงโทษนายชะอมข้อหานายชะอมทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตราย แก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้ ต่อมาเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายชะอมต่อศาลข้อหานายชะอมทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 เข้ามาอีกคดีหนึ่ง

นายชะอมให้การต่อสู้ว่าคดีของพนักงานอัยการเป็นการฟ้องซ้ําตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 39 (4)

ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายชะอมถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) กรณีที่สิทธิการนําคดีอาญามาฟ้องระงับ เมื่อมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1. จําเลยในคดีแรกและคดีที่นํามาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน

2. การกระทําของจําเลยเป็นการกระทํากรรมเดียวกัน

3. ศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสับปะรดได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหานายชะอมว่านายชะอมทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจขอให้ดําเนินคดีแก่นายชะอมตาม ป.อาญา มาตรา 295 และในระหว่างที่พนักงานสอบสวนสอบสวนคดีอยู่นั้น นายสับปะรดได้ยืน ฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายชะอมในข้อหาทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจตาม ป.อาญา มาตรา 295 และคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น

ต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทําการสอบสวนเสร็จสิ้น การที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายชะอม ต่อศาลในข้อหาทําร้ายนายสับปะรดจนเป็นเหตุให้นายสับปะรดเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อาญา มาตรา 295 เข้ามาอีกคดีหนึ่งนั้น แม้คดีที่พนักงานอัยการฟ้องกับคดีที่นายสับปะรดผู้เสียหายได้ฟ้องในคดีแรก จะเป็นจําเลยคนเดียวกันและเป็นการกระทํากรรมเดียวกันก็ตาม แต่คดีแรกที่ผู้เสียหายได้ฟ้องไว้นั้น ศาลชั้นต้น ยังมิได้มีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง การที่พนักงานอัยการได้นําคดีเรื่องนี้มาฟ้องอีกจึงไม่เป็น ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) ดังนั้นข้อต่อสู้ของนายชะอมที่ว่าฟ้องของพนักงานอัยการเป็นฟ้องซ้ำจึงไม่ถูกต้อง

สรุป ข้อต่อสู้ของนายจะอมไม่ถูกต้อง

 

ข้อ 4. ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมได้ยินเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด จึงรีบวิ่งไปบริเวณที่ได้ยินเสียงนั้น เมื่อไปถึง
บริเวณที่ได้ยินเสียง ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมเห็นนายหน่อไม้นอนจมกองเลือดและพบนายเท่ายืนถือมีดซึ่งมีเลือดติดอยู่ยืนอยู่ข้างตัวนายหน่อไม้ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมจึงแจ้งแก่นายเทาว่าต้องถูกจับและทําการจับนายเท่าทันทีโดยไม่มีหมายจับ

ดังนี้ การจับของ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 78 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่

(1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80

มาตรา 80 วรรคหนึ่ง “ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกําลังกระทําหรือพบ ในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทําผิดมาแล้วสด ๆ”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 ได้วางหลักไว้ว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มี หมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําผิดซึ่งหน้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 เป็นต้น

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมได้ยินเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด จึงรีบวิ่งไปยังบริเวณ ที่ได้ยินเสียง เมื่อไปถึงบริเวณที่ได้ยินเสียง ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมเห็นนายหน่อไม้นอนจมกองเลือดและพบนายเทา ยืนถือมีดซึ่งมีเลือดติดอยู่ยืนอยู่ข้างตัวนายหน่อไม้นั้น แม้ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมจะไม่เห็นนายเทาใช้มีดแทงนายหน่อไม้ แต่ถือเป็นกรณีที่ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมพบในอาการใดซึ่งแทบไม่มีความสงสัยเลยว่า นายเทาได้กระทําความผิดมาแล้ว สด ๆ ดังนั้น ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมจึงมีอํานาจในการจับนายเทาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับเพราะเป็นความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง การจับของ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมจึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การจับของ ร.ต.ต.ยอดเยี่ยมชอบด้วยกฎหมาย

 

LAW3106 (LAW3006) กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา1 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายมหากระทิงออกเช็คชําระหนี้ให้นายศรีลจํานวน 300,000 บาท นายศรีลนําเช็คไปขึ้นเงิน ที่ธนาคารเมื่อเช็คถึงกําหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย นายศรีล จึงนําเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า “ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน” เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ ลงโทษนายมหากระทิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างศาลชั้นต้น พิจารณาคดี นายศรีลยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการและคําร้องของนายศรีลอย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 “ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทําผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอํานาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6

(7) “คําร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทําความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทําความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทําให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษ”

มาตรา 28 “บุคคลเหล่านี้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(1) พนักงานอัยการ

(2) ผู้เสียหาย”

มาตรา 30 “คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคําร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้”

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”

มาตรา 121 วรรคสอง “แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะมี
คําร้องทุกข์ตามระเบียบ”

วินิจฉัย

โดยหลักการแล้วพนักงานอัยการเป็นบุคคลผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตาม ป.วิ.อาญา
มาตรา 28 (1) แต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน (ป.วิ.อาญา มาตรา 120) และถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทําการสอบสวนเว้นแต่จะได้มีคําร้องทุกข์ ตามระเบียบ (ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง)

ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค คือผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงิน ดังนั้น กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมหากระทิงออกเช็คชําระหนี้ให้นายศรีลจํานวน 300,000 บาท
นายศรีลนําเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารเมื่อเช็คถึงกําหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีมีไม่พอจ่าย ดังนั้นจึงถือว่า นายศรีลเป็นผู้เสียหายตามนัยของ ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4)

แต่การที่นายศรีลได้นําเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า “ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ
จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน” นั้น ไม่ถือว่าเป็นการมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามกฎหมาย คือ ไม่มีเจตนาที่จะให้นายมหากระทิงผู้กระทําความผิดได้รับโทษ ดังนั้น การแจ้งความของนายศรีลดังกล่าวจึงไม่ถือว่า เป็นการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (7) และเมื่อความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจาก การใช้เช็คเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อไม่มีคําร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอํานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 121 วรรคสอง ดังนั้น การสอบสวนที่พนักงานสอบสวนได้ดําเนินการไปจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย และเป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอํานาจฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 28 ศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว จึงถือว่าไม่มีคําฟ้องของพนักงานอัยการอยู่ในศาล นายศรีลจึงมิอาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 30) ดังนั้น ศาลจึงต้องยกคําร้องการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของนายศรีล

สรุป ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และสั่งยกคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายศรีล

 

ข้อ 2. นายแดงมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท นายแดง หลอกนางสาวดําจากบ้านพักซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรโคกตูม จังหวัดลพบุรี ไปค้างคืน บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยมุ่งหมาย จะข่มขืนกระทําชําเรานางสาวดํา แต่ปรากฏว่านายแดงถูกตํารวจของสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรีจับดําเนินคดีในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 เสียก่อน ให้วินิจฉัยว่า

(ก) พนักงานสอบสวนท้องที่ใดมีอํานาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็น
ผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ เพราะเหตุใด

(ข) หากคดีนี้มีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว แต่ปรากฏว่าการจับนายแดง ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ พนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 19 “ในกรณีดังต่อไปนี้
(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทําต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอํานาจสอบสวนได้

ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน

(ก) ถ้าจับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอํานาจ”

มาตรา 28 “บุคคลเหล่านี้มีอํานาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(1) พนักงานอัยการ

(2) ผู้เสียหาย”

มาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายแดงมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ได้หลอกลวงนางสาวดําจากบ้านพักซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรโคกตูม จังหวัดลพบุรี ไปค้างคืนที่ บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยมุ่งหมายจะข่มขืนกระทําชําเรา นางสาวดํา แต่ปรากฏว่านายแดงถูกตํารวจของสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรีจับดําเนินคดีในความผิดฐานพาหญิงไป เพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 เสียก่อนนั้น เมื่อความผิดฐาน พาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทําต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ดังนั้น พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใด คือพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธร โคกตูม จังหวัดลพบุรี และพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ย่อมมีอํานาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง และเมื่อนายแดงถูกจับได้ที่อําเภอเมืองสระบุรี จังหวัด สระบุรี พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับนายแดงได้ จึงเป็น พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 วรรคสาม (ก)

(ข) หากคดีนี้มีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว แต่ปรากฏว่าการจับนายแดง ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พนักงานอัยการย่อมมีอํานาจฟ้องนายแดงได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 28 (1) ประกอบมาตรา 120 ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในการจับกุมของเจ้าพนักงานตํารวจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึง การสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอํานาจในการฟ้องคดีของพนักงานอัยการ (คําพิพากษาฎีกาที่ 1493/2550)

สรุป
(ก) พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรโคกตูม จังหวัดลพบุรี และพนักงานสอบสวนสถานี ตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี มีอํานาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานสอบสวน สถานีตํารวจภูธรเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้

(ข) พนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องคดีนี้

 

ข้อ 3. ร.ต.อ.เก่งนําหมายจับไปทําการจับกุมนายหนึ่งและนายสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์แต่ระหว่างที่
ร.ต.อ.เก่งควบคุมตัวนายหนึ่งและนายสองส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน นายหนึ่งมีปากเสียงกับ นายสองต่อว่านายสองเป็นต้นเหตุให้ถูกจับแล้วผลักนายสองตกบันไดทางขึ้น สน.ปทุมวัน นายสอง หมดสติและถูกนําตัวส่งโรงพยาบาลของรัฐในเขตท้องที่ สน.พญาไท ต่อมานายสองถึงแก่ความตาย ที่โรงพยาบาล พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ประจําโรงพยาบาล ของรัฐดังกล่าว ทําการชันสูตรพลิกศพนายสองได้ความว่านายสองกะโหลกศีรษะแตกถึงแก่ความตาย แล้วส่งสํานวนชันสูตรพลิกศพไปให้พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ท้องที่เกิดเหตุดําเนินคดีกับ ผู้ที่ทําให้ตาย พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน สอบสวนดําเนินคดีกับนายหนึ่งแล้วสรุปสํานวน สอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายหนึ่งผู้ต้องหาฐานทําร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
ส่งพนักงานอัยการพิจารณา

ให้วินิจฉัยว่า การชันสูตรพลิกศพนายสองและการทําสํานวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สน. ปทุมวัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 150 วรรคหนึ่งและวรรคสาม “ในกรณีที่จะมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภาทําการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว….

ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือ
ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานอัยการและ พนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ตามวรรคหนึ่ง และให้นําบทบัญญัติในวรรคสองมาใช้บังคับ”

มาตรา 155/1 วรรคหนึ่ง “การสอบสวนในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทําของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการ
ตามหน้าที่ หรือในกรณีที่ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงาน สอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนในการทําสํานวนสอบสวน”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่ร.ต.อ.เก่งได้นําหมายจับไปทําการจับกุมนายหนึ่งและนายสองในข้อหาลักทรัพย์
แต่ในระหว่างที่ ร.ต.อ.เก่งควบคุมตัวนายหนึ่งและนายสองส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน นายหนึ่งมีปากเสียง กับนายสองต่อว่านายสองเป็นต้นเหตุให้ถูกจับแล้วผลักนายสองตกบันไดทางขึ้น สน.ปทุมวัน นายสองหมดสติและ ถูกนําส่งโรงพยาบาลของรัฐในเขตท้องที่ สน.พญาไท ต่อมานายสองถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลนั้น ถือเป็นกรณี ที่มีความตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ซึ่งตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 วรรคหนึ่งและวรรคสามได้กําหนดไว้ว่า ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ใน ความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงาน

สอบสวนและแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การชันสูตรพลิกศพนายสองนั้นมีเพียงพนักงาน สอบสวน สน.พญาไท กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ประจําโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้นโดยไม่มีพนักงานอัยการและ พนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ร่วมชันสูตร พลิกศพด้วย ดังนั้น การชันสูตรพลิกศพนายสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 วรรคสาม

ส่วนกรณีการทําสํานวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันนั้น ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 155/1 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดไว้ว่า การสอบสวนในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของ เจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงาน สอบสวนในการทําสํานวนสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ทําการสอบสวน ดําเนินคดีนายหนึ่งฐานทําร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย โดยทําสํานวนสอบสวนแต่ฝ่ายเดียวแล้วส่งสํานวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องนายหนึ่งไปยังพนักงานอัยการโดยไม่แจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับ พนักงานสอบสวนในการทําสํานวนสอบสวนแต่อย่างใด ดังนั้น การทําสํานวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 155/1 วรรคหนึ่ง

สรุป การชันสูตรพลิกศพนายสอง และการทําสํานวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 4. นายหน่อไม้เจ้าของบ้านได้เชิญ พ.ต.ต.กล้าหาญให้เข้าไปรับประทานอาหารในบ้านของนายหน่อไม้ ขณะที่ พ.ต.ต.กล้าหาญอยู่ในบ้านของนายหน่อไม้ พ.ต.ต.กล้าหาญเห็นนายเทายกปืนขึ้นเล็งไปที่ นายลองกอง พ.ต.ต.กล้าหาญจึงแจ้งนายเทาว่าต้องถูกจับและเข้าจับกุมนายเทาทันทีโดยที่ไม่มี หมายจับและหมายค้น

ดังนี้ การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญเข้าจับกุมนายเทาในบ้านของนายหน่อไม้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 78 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคําสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่

1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทําความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80”

มาตรา 80 วรรคหนึ่ง “ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกําลังกระทําหรือพบ ในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทําผิดมาแล้วสด ๆ”

มาตรา 81 “ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทําตามบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน”

มาตรา 92 “ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคําสั่งของศาล เว้นแต่พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตํารวจเป็นผู้ค้นและในกรณีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากําลังกระทําลงในที่รโหฐาน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญได้จับนายเทาในบ้านของนายหน่อไม้นั้น ถือเป็นการจับ ในที่รโหฐาน ซึ่งการที่จะเข้าไปจับได้จะต้องมีอํานาจในการจับโดยมีหมายจับหรืออํานาจที่กฎหมายให้ทําการจับได้ โดยไม่ต้องมีหมายและต้องทําตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่ รโหฐาน คือ มีอํานาจการค้นโดยมีหมายค้นหรือมีอํานาจที่กฎหมายให้ทําการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย

ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญเห็นนายเทายกปืนขึ้นเล็งไปที่นายลองกองนั้น การกระทําของนายเทาถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายลองกองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และถือเป็นความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคหนึ่ง ดังนั้น พ.ต.ต.กล้าหาญจึงมีอํานาจในการจับนายเทาแม้จะไม่มีหมายจับ และเมื่อเป็นกรณีที่นายเทา ได้กระทําผิดซึ่งหน้าในบ้านของนายหน่อไม้ซึ่งเป็นที่รโหฐาน จึงถือว่า พ.ต.ต.กล้าหาญได้ทําตามบทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน คือ มีอํานาจในการค้นตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 81 ประกอบมาตรา 92 (2) แล้ว อีกทั้งการที่ พ.ต.ต.กล้าหาญได้เข้าไปในบ้านของนายหน่อไม้ซึ่งเป็นที่ รโหฐานอันถือเสมือนเป็นการค้นในที่รโหฐานนั้น ก็เป็นการเข้าไปโดยชอบเนื่องจากนายหน่อไม้เจ้าของผู้ครอบครอง ที่รโหฐานได้เชื้อเชิญเข้าไป พ.ต.ต.กล้าหาญจึงไม่ต้องขอหมายค้นของศาลเพื่อเข้าไปค้นบ้านที่ตนอยู่ในบ้าน โดยชอบแล้ว ดังนั้น การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญจับกุมนายเทาในบ้านของนายหน่อไม้จึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การที่ พ.ต.ต.กล้าหาญเข้าจับกุมนายเทาในบ้านของนายหน่อไม้ชอบด้วยกฎหมาย

 

LAW3107 (LAW3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง2 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3107 (LAW 3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายคําฟ้องให้นายเขียวชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจํานวนสี่แสนบาท นายเขียวยื่นคําให้การว่า นายเขียวชําระเงินคืนให้นายดําครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลยกฟ้อง ในระหว่างพิจารณาคดี นายดํา ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องดังกล่าวนายดําจึงยื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องทันทีโดยไม่ได้โต้แย้งคําสั่งดังกล่าวไว้ก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาให้นายเขียวชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจํานวนสี่แสนบาทให้แก่นายดํา นายเขียวยื่นอุทธรณ์ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ํา ขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า

(ก) นายดํายื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องในระหว่างพิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
(ข) นายเขียวยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ําได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 1 “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คําคู่ความ” หมายความว่า บรรดาคําฟ้อง คําให้การหรือคําร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาล เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

มาตรา 18 วรรคห้า “คําสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และ ฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าว ในศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์
คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น
เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา”
มาตรา 228 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ “ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคําสั่งอย่างใด อย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

(3) ไม่รับหรือคืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งมิได้ทําให้ คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไป

ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คําสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา 223

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายดำฟ้องให้นายเขียวชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจํานวนสี่แสนบาท นายเขียวยื่น คําให้การว่านายเขียวชําระเงินคืนให้นายดําครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลยกฟ้อง และในระหว่างพิจารณาคดี นายดํา ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องดังกล่าว นายดําจึงยื่น อุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องทันทีโดยไม่ได้โต้แย้งคําสั่งดังกล่าวไว้ก่อนนั้น เมื่อคําฟ้องถือเป็น คําคู่ความอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1 (5) การที่ศาลมีคําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องจึงเป็นคําสั่ง ไม่รับคําคู่ความตามมาตรา 18 ซึ่งไม่ได้ทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากแต่เสร็จไปเฉพาะประเด็นบางข้อ จึงเป็น คําสั่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228 (3) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226 ดังนั้น นายดําจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องได้ทันที แม้ไม่ได้โต้แย้งคําสั่งดังกล่าวไว้ก่อน โดยอุทธรณ์ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่มีคําสั่ง หรืออุทธรณ์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่มีคําพิพากษาก็ได้
ตามมาตรา 228

(ข) การที่นายคําฟ้องให้นายเขียวชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืม และนายเขียวยื่นคําให้การว่า นายเขียวชําระเงินคืนให้นายดําครบถ้วนแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาให้นายเขียวชําระหนี้ ตามสัญญากู้ยืม นายเขียวยื่นอุทธรณ์ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ํานั้น ถือเป็นการอุทธรณ์ข้อกฎหมายซึ่งเป็นข้อที่นายเขียว ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งโดยหลักแล้ว ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ห้ามไม่ให้นายเขียวอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อปัญหาว่าเป็นฟ้องซ้ําหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่แม้ว่านายเขียวจะ ไม่ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น นายเขียวก็มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ดังนั้น นายเขียวจึงสามารถยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำได้

สรุป
(ก) นายดํายื่นอุทธรณ์คําสั่งไม่รับคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องในระหว่างพิจารณาได้
(ข) นายเขียวยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินที่จําเลยเช่าจากโจทก์และเรียกค่าเช่าที่ค้างชําระก่อนฟ้อง 30,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าจําเลยและบริวารจะ ออกไปจากที่ดินที่เช่า จําเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอํานาจฟ้อง และจําเลยไม่เคย ค้างชําระค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณา จําเลยยื่นคําร้องว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของ ที่ดิน หากโจทก์แพ้คดีแล้ว โจทก์จะหลีกเลี่ยงไม่ชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ขอให้ศาล สั่งให้โจทก์นําเงินมาวางศาลเพื่อประกันการชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โจทก์ยื่นคําคัดค้าน ว่า (1) คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่และเป็นคดีฟ้องขับไล่ จําเลยไม่มีสิทธิขอให้นําวิธีการชั่วคราวมาใช้ บังคับ (2) โจทก์ให้จําเลยเช่าที่ดินโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกคําร้อง

ให้วินิจฉัยว่า คําคัดค้านของโจทก์ตาม (1) และ (2) แต่ละข้อฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 253 วรรคหนึ่ง “ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลําเนาหรือสํานักทําการงานอยู่ในราชอาณาจักรและ ไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยง ไม่ชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จําเลยอาจยื่นคําร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาล มีคําสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ เพื่อการชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายได้”

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือ ในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆ ….”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กรณีที่จําเลยจะยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคําสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชําระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายได้นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ คือ

1. โจทก์ไม่ได้มีภูมิลําเนาหรือสํานักทําการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจ ถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือ

2. เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินที่จําเลยเช่าจากโจทก์และเรียกค่าเช่า ที่ค้างชําระก่อนฟ้อง 30,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าจําเลยและ บริวารจะออกไปจากที่ดินที่เช่า จําเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอํานาจฟ้อง และจําเลยไม่เคยค้างชําระ ค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องนั้น

(1) ระหว่างการพิจารณา การที่จําเลยยื่นคําร้องว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน หากโจทก์แพ้คดีแล้ว โจทก์จะหลีกเลี่ยงไม่ชําระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์นําเงินมาวางศาลเพื่อประกันการชําระ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายนั้น เป็นกรณีที่จําเลยยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 253 ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ยื่นคําร้องเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254

ดังนั้น แม้คดีนี้จะเป็นคดีมโนสาเร่ (คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท หรือคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 30,000 บาท) ซึ่งต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคําร้องเพื่อขอคุ้มครอง ชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 แต่เมื่อคดีนี้เป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 253 จําเลยจึง ร้องขอเพื่อคุ้มครองชั่วคราวได้ ไม่ต้องห้ามแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคําคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่และ เป็นคดีฟ้องขับไล่ จําเลยไม่มีสิทธิขอให้นําวิธีการชั่วคราวมาใช้บังคับนั้น คําคัดค้านของโจทก์ในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น

(2) การที่โจทก์คัดค้านว่า โจทก์ให้จําเลยเช่าที่ดินโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินนั้น โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริต คําคัดค้านของโจทก์กรณีนี้ฟังขึ้น ทั้งนี้เพราะสัญญาเช่าเป็นสัญญาที่ผู้ให้เช่ายินยอมส่งมอบ การครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่จะให้เช่าแก่ผู้เช่า ไม่ใช่สัญญาโอนกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นผู้ให้เช่าหาจําต้อง เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะให้เช่าไม่ เพียงแต่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ที่ให้เช่าก็เพียงพอแล้ว (ฎีกาที่ 688/2559) และเมื่อจําเลยได้ทําสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญาและ จําเลยต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่ทําไว้กับโจทก์ เมื่อจําเลยไม่ชําระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงมีอํานาจ ฟ้องคดีนี้ (ฎีกาที่ 5387/2549)

สรุป
คําคัดค้านของโจทก์ตาม (1) ฟังไม่ขึ้น แต่คําคัดค้านของโจทก์ตาม (2) ฟังขึ้น

 

ข้อ 3. ศาลแพ่งธนบุรีมีคําพิพากษาให้จําเลยชําระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยกับค่า ฤชาธรรมเนียม โดยได้ออกคําบังคับให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษา จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําบังคับ โจทก์ซึ่งมีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่สืบทราบว่าจําเลยมีที่ดินแปลงหนึ่งโฉนดเลขที่ 991 ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์จึงได้ยื่นคําขอให้บังคับคดีต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ว่าจําเลยเป็นหนี้โจทก์ ตามคําพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรีจํานวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียม และยังไม่เคยชําระหนี้ให้แก่โจทก์เลย ขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินของจําเลย โฉนดเลขที่ 991 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอํานาจของศาลนี้

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคําขอของโจทก์ได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 วรรคหนึ่ง “ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีซึ่งมีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดีตาม มาตรา 276 และมีอํานาจทําคําวินิจฉัยชี้ขาดหรือทําคําสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษา หรือคําสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ”

มาตรา 275 วรรคหนึ่ง “ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดี ให้ยื่นคําขอฝ่ายเดียว ต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง

(1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ
(2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น”

มาตรา 276 วรรคหนึ่ง “เมื่อเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาขอให้บังคับคดี ถ้าศาลเห็นว่าลูกหนี้ตาม คําพิพากษาได้ทราบหรือถือว่าได้ทราบคําบังคับแล้ว ทั้งระยะเวลาที่กําหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคําบังคับนั้น ได้ล่วงพ้นไปแล้ว และคําขอได้ระบุข้อความไว้ครบถ้วน ให้ศาลกําหนดวิธีการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายนี้และตามมาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังต่อไปนี้

(1) ถ้าการบังคับคดีต้องทําโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงาน บังคับคดีและแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดําเนินการต่อไปตามที่กําหนดไว้ในหมายนั้น”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 วรรคหนึ่ง ได้กําหนดให้ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีซึ่งมีอํานาจกําหนด วิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ศาลแพ่งธนบุรีมีคําพิพากษาให้จําเลยชําระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียม จึงถือว่าศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น และเป็นศาลที่มีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดี และเมื่อการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงินนั้น เป็นการบังคับคดีที่ ต้องทําโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 276 (1) โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจึงชอบที่ จะต้องยื่นคําขอต่อศาลแพ่งธนบุรีเพื่อให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 และ มาตรา 275 ไม่ใช่ยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ ดังนั้น ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคําขอของโจทก์ไม่ได้

สรุป ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคําขอของโจทก์ไม่ได้

LAW3107 (LAW3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง2 s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3107 (LAW 3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาท อ้างว่าจําเลยได้อาศัยที่ดินดังกล่าวของมารดาโจทก์ เมื่อมารดาโจทก์เสียชีวิต โจทก์ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวมา และไม่ประสงค์จะให้จําเลยอาศัยอีกต่อไป โจทก์ได้บอกกล่าวให้จําเลยขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท แต่จําเลยเพิกเฉยไม่ยอมขนย้าย ซึ่งที่ดิน พิพาทหากนําออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้ศาลบังคับจําเลยให้ขนย้ายออกจาก ที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันบอกกล่าวให้ขนย้ายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 200,000 บาท จําเลยให้การต่อสู้ว่าจําเลยเป็นน้าชายโจทก์ จําเลยไม่ได้อาศัย แต่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว จําเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์ โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ศาลยกฟ้อง

ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความ โดยจําเลยยอมขนย้าย ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 2 เดือน นับแต่ศาลมีคําพิพากษาตามยอม ส่วนโจทก์ไม่ติดใจเรียก ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม หลังจากศาลมีคําพิพากษาตามยอมได้ 6 สัปดาห์ จําเลย จึงทราบโดยมีหลักฐานว่า ทนายจําเลยได้ร่วมมือกับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจําเลยให้ทําสัญญา ประนีประนอมยอมความดังกล่าว จําเลยประสงค์จะอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น

ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 138 “ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้ มีการถอนคําฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาล จดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คําพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ”

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”
มาตรา 229 “การอุทธรณ์นั้นให้ทําเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคําพิพากษาหรือมีคําสั่ง ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น…..”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในคดีที่มีคําพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ของคู่ความแล้ว จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง
มาตรา 138 วรรคสอง กล่าวคือ

1) เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

2) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

3) เมื่อคําพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

กรณีตามอุทาหรณ์ จําเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า จําเลยประสงค์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น อ้างว่า ทนายจําเลยได้ร่วมมือ กับฝ่ายโจทก์หลอกลวงจําเลยให้ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีเช่นนี้ เท่ากับกล่าวอ้างว่าสัญญา ประนีประนอมเกิดขึ้นจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) ดังนั้น จําเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 223

แต่อย่างไรก็ตาม ในการอุทธรณ์นั้นจะต้องอุทธรณ์ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ปรากฏว่า จําเลยได้ทราบถึง การหลอกลวงนั้นหลังจากที่ศาลได้มีคําพิพากษาแล้วถึง 6 สัปดาห์ ดังนั้น จําเลยจึงไม่สามารถอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนคําพิพากษาตามยอมนั้นได้

สรุป จําเลยจะอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนคําพิพากษาตามยอมนั้นไม่ได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องจําเลยให้ชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจํานวนห้าแสนบาท และยื่นคําขอให้ศาลมีคําสั่ง อายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคําพิพากษา จําเลยขาดนัดยื่น คําให้การ โจทก์ยื่นคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด ต่อมาศาลมีคําสั่งอายัดเงิน ในบัญชีธนาคารของจําเลย จําเลยอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวทันที หลังจากนั้นศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ต่อมาจําเลยยื่นคําขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าจําเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคําให้การ ศาลไต่สวนและมีคําสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้วินิจฉัยว่า

(ก) จําเลยอุทธรณ์คําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยในระหว่างพิจารณาได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(ข) โจทก์อุทธรณ์คําสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ “คําสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาล มีคําสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวได้ คําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวลกฎหมาย หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น
เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่งอย่างใด อย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่งระหว่าง
พิจารณา”

มาตรา 228 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคําสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

(2) มีคําสั่งอันเกี่ยวด้วยคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือ มีคําสั่งอันเกี่ยวด้วยคําขอเพื่อจะบังคับคดีตามคําพิพากษาต่อไป หรือ

คําสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคําสั่งเป็นต้นไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยชําระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจํานวน 5 แสนบาท และยื่นคําขอให้ศาล มีคําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคําพิพากษา จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ โจทก์ยื่นคําขอให้ศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด และต่อมาศาลมีคําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยนั้น คําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคําพิพากษา ถือเป็นคําสั่งอัน เกี่ยวด้วยคําขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228 (2) จึงไม่ใช่ คําสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 226 จําเลยจึงสามารถยื่นอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวได้ทันทีภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่ง หรืออาจอุทธรณ์ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันมีคําพิพากษาก็ได้ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 228 ดังนั้น จําเลยจึงสามารถอุทธรณ์คําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยในระหว่างพิจารณาได้

(ข) หลังจากศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง และต่อมาจําเลยได้ยื่นคําขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าจําเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคําให้การ เมื่อศาลได้ไต่สวนแล้ว และมีคําสั่งให้พิจารณาคดีใหม่นั้น คําสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ คําสั่งดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 223 ดังนั้น โจทก์จึงจะ อุทธรณ์คําสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

สรุป (ก) จําเลยสามารถอุทธรณ์คําสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคารของจําเลยในระหว่างพิจารณาได้

(ข) โจทก์จะอุทธรณ์คําสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

 

ข้อ 3. จงตอบคําถามดังต่อไปนี้

(1) โจทก์ยื่นคําฟ้องขอให้จําเลยชําระเงินกู้ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย พร้อมทั้งยื่นคําขอ คุ้มครองชั่วคราวให้มีการยึดรถยนต์เลขทะเบียน 1234 ของจําเลย เนื่องจากจําเลยกําลังจะ ขายรถยนต์คันนั้น กรณีเช่นนี้จะทําได้หรือไม่

(2) โจทก์ยื่นคําฟ้องให้จําเลยโอนที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1234 จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่า 500,000 บาท ของจําเลยให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งยื่นคําขอคุ้มครองชั่วคราวให้ยึดที่ดินไว้ชั่วคราว เนื่องจาก จําเลยกําลังจะขายที่ดินดังกล่าว กรณีเช่นนี้หากศาลจะไต่สวนคําร้อง ศาลจะเรียกจําเลยมา ไต่สวนด้วยได้หรือไม่

(3) การจะขอให้ศาลจับกุมกักขังจําเลยไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษานั้น จะสามารถขอได้ด้วยเหตุอะไรบ้าง

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 21 “เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคําขอหรือคําแถลงต่อศาล

(3) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า คําขออันใดอาจทําได้แต่ฝ่ายเดียวแล้ว ให้ศาลมีอํานาจ ที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคําสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้ เว้นแต่ในกรณีที่คําขอนั้นเป็นเรื่อง
ขอหมายเรียกให้ให้การ หรือเพื่อยึดหรือเพื่ออายัดทรัพย์สินก่อนคําพิพากษา…”

มาตรา 189 “คดีมโนสาเร่ คือ

(1) คดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท หรือ ไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา”

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือ ในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย (4) ให้จับกุมและกักขังจําเลยไว้ชั่วคราว”

มาตรา 255 “ในการพิจารณาอนุญาตตามคําขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา 254 ต้องให้เป็นที่พอใจของ ศาลว่า คําฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนําวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(4) ในกรณีที่ยื่นคําขอให้ศาลมีคําสั่งตามมาตรา 254 (4) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะ ประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคําบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จําเลย หรือเพื่อจะทําให้โจทก์เสียเปรียบ

(ก) จําเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคําสั่งของศาล

(ข) จําเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอํานาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้ เป็นพยานหลักฐานยันจําเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา หรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจําเลยจะจําหน่ายหรือทําลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ

(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จําเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจําเลยจะหลีกหนี หรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอํานาจศาล”

วินิจฉัย

(1) ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการขอให้ศาลมีคําสั่ง กําหนดวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา หากโจทก์เห็นว่าโจทก์จะได้รับ ความเสียหายจากการกระทําของจําเลย โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคําสั่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 ได้ แต่การร้องขอตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 นั้น จะต้องมิใช่คดีมโนสาเร่

ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องขอให้จําเลยชําระเงินกู้ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นคดีที่มีคําขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งถือเป็นคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 189 (1) ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคําขอคุ้มครองชั่วคราวให้มีการยึดรถยนต์เลขทะเบียน 1234 ของจําเลย เนื่องจากจําเลยกําลังจะขายรถยนต์คันนั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 (1) นั้น โจทก์จึงไม่อาจขอให้
ศาลมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวได้

(2) การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องให้จําเลยโอนที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1234 จังหวัดเชียงใหม่มูลค่า 500,000 บาท ของจําเลยให้แก่โจทก์พร้อมทั้งยื่นคําขอคุ้มครองชั่วคราวให้ยึดที่ดินไว้ชั่วคราว เนื่องจากจําเลย กําลังจะขายที่ดินดังกล่าวนั้น คําขอให้ศาลยึดที่ดินไว้ชั่วคราวนั้นเป็นคําขอฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 (1) และเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวเด็ดขาดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 21 (3) ดังนั้น เมื่อศาลจะไต่สวนคําร้อง ศาลจึง ไม่สามารถเรียกจําเลยมาไต่สวนด้วยได้

(3) การขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลมีคําสั่งให้จับกุมและกักขังจําเลยไว้ชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 (4) นั้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 255 (4) ได้กําหนดไว้ว่า ในการพิจารณาอนุญาตตามคําขอ ที่ยื่นไว้ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คําฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนําวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ กล่าวคือ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดี หรือการบังคับตาม คําบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จําเลย หรือเพื่อจะทําให้โจทก์เสียเปรียบ

(ก) จําเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคําสั่งของศาล

(ข) จําเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอํานาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้ เป็นพยานหลักฐานยันจําเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา หรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจําเลยจะจําหน่ายหรือทําลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ

(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จําเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจําเลยจะหลีกหนี หรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอํานาจศาล”

สรุป
(1) โจทก์จะยื่นคําขอคุ้มครองชั่วคราวให้มีการยึดรถยนต์เลขทะเบียน 1234 ของจําเลยไม่ได้
(2) หากศาลจะไต่สวนคําร้อง ศาลจะเรียกจําเลยมาไต่สวนด้วยไม่ได้
(3) การจะขอให้ศาลจับกุมกักขังจําเลยไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษานั้น จะสามารถขอได้ด้วยเหตุตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 255 (4)

 

ข้อ 4. นางหงส์เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายห่านซึ่งเป็นจําเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมานางหงส์และนายห่าน
ได้ตกลงทําสัญญายอมกันต่อศาลโดยนายห่านยินยอมให้ที่ดินพิพาทเป็นของนางหงส์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงกันว่าให้นายท่านไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่นางหงส์
ด้วย แต่นางหงส์ก็เพิกเฉยไม่ได้ขอให้บังคับคดีภายในกําหนด 10 ปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือ คําสั่ง สิทธิของนางหงส์ที่ได้ที่ดินพิพาทต้องเสียไปหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 274 วรรคหนึ่ง “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษา หรือคําสั่งให้ชําระหนี้ (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกโดยคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ได้รับชําระหนี้
(เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดี โดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดําเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดําเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดี โดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้”

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้ มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นภายในกําหนด 10 ปีนับแต่วันที่ มีคำพิพากษาหรือคําสั่ง ซึ่งคําว่า “นับแต่วันมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง” ตามมาตรา 274 ดังกล่าว หมายความว่า นับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลในชั้นที่สุดในคดีนั้น และถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้ร้องขอให้
เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้
ดําเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางหงส์เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายห่านซึ่งเป็นจําเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมานางหงส์และนายท่านได้ตกลงทําสัญญายอมกันต่อศาล โดยนายท่านยินยอมให้ที่ดินพิพาทเป็นของนางหงส์
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงกันว่าให้นายห่านไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่นางหงส์ ด้วยนั้น เป็นกรณีที่นางหงส์ซึ่งเป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในกําหนด 10 ปีนับแต่ วันที่ศาลมีคําพิพากษาตามยอม ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางหงส์ได้ เพิกเฉยไม่ได้ขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ย่อมทําให้นางหงส์เสียสิทธิตามคําพิพากษา ดังนั้น สิทธิของนางหงส์ที่จะได้ที่ดินพิพาทจึงเสียไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง

สรุป สิทธิของนางหงส์ที่จะได้ที่ดินพิพาทย่อมเสียไป

LAW3107 (LAW3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง2 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 3107 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. โจทก์ฟ้องอ้างว่า จําเลยทําสัญญากู้เงินจากโจทก์จํานวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จําเลย ชําระหนี้คืนแก่โจทก์จํานวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะชําระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่า จําเลยชําระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ข้อเท็จจริงว่า จําเลยมีหลักฐานการชําระหนี้คืนแก่โจทก์ที่จําเลยหามาแสดงต่อศาลได้เป็นจํานวน 50,000 บาท จึงมีคําพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้แก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจําเลยจะชําระแก่โจทก์เสร็จสิ้น จําเลยไม่พอใจคําพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องการ ยื่นอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคําพิพากษาจํานวน 50,000 บาทนั้น โจทก์ได้มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จําเลย ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ จึงรวมถึงดอกเบี้ยตามคําพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ จําเลยไม่มีหน้าที่ต้องชําระหนี้ตามคําพิพากษาของศาล ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น โดยมีนายหมอกผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนี้ จําเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี”

มาตรา 225 “ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าว ในศาลชั้นต้น หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ ไม่เปิดช่องให้กระทําได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์
คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า จําเลยทําสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จํานวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จําเลยชําระหนี้คืนแก่โจทก์จํานวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจาก วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะชําระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จําเลยยื่นคําให้การอ้างว่า จําเลยชําระหนี้เงินกู้คืน

แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ความว่า จําเลยมีหลักฐานการชําระหนี้ คืนโจทก์ที่จําเลยหามาแสดงต่อศาลได้เป็นจํานวน 50,000 บาท จึงพิพากษาให้จําเลยชําระหนี้แก่โจทก์จํานวน 50,000 บาทนั้น การที่จําเลยไม่พอใจคําพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงต้องการยื่นอุทธรณ์ว่า หนี้ตามคําพิพากษา 50,000 บาท โจทก์มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จําเลยตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะมาฟ้องนั้น คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจําเลยไม่เกิน 50,000 บาท แต่เมื่อนายหมอกผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ได้รับรองว่า มีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนั้น โดยหลักแล้วจําเลยย่อมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ตามมาตรา 224

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จําเลยอุทธรณ์ คือ หนี้ตามคําพิพากษา 50,000 บาท โจทก์มีหนังสือปลดหนี้ให้แก่จําเลยนั้น เป็นประเด็นที่จําเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น อีกทั้งไม่ใช่ปัญหา เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 225 ดังนั้น จําเลยจึงอุทธรณ์ไม่ได้

สรุป จําเลยจะอุทธรณ์ไม่ได้

 

ข้อ 2. โจทก์ฟ้องจําเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทําละเมิดจํานวน 1 ล้านบาท จําเลยยื่น คําให้การว่าจําเลยไม่ได้ทําละเมิดและโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องคดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่น คําร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลไต่สวนและมีคําสั่งยกคําร้อง ดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คําสั่งยกคําร้องทันที ต่อมาจําเลยยื่นคําขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ในปัญหาเรื่องโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคําฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องจริง ศาลจึงมีคําสั่งงดสืบพยานโจทก์จําเลยและพิพากษายกฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า

(1) โจทก์ยื่นอุทธรณ์คําสั่งยกคําร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมทันที ในระหว่างพิจารณาคดีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

(2) โจทก์ยื่นอุทธรณ์คําสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 24 วรรคหนึ่ง “เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัย ให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสําคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดําเนินการพิจารณาประเด็นข้อสําคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทําให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคําขอ ให้ศาลมีอํานาจที่จะมีคําสั่งให้มีผลว่าก่อนดําเนินการพิจารณาต่อไป
ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น”

มาตรา 226 “ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคําสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา
(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคําสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์คําสั่งนั้นได้ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น
เป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคําสั่งให้รับคําฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคําสั่งอย่างใด อย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคําฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคําสั่งระหว่าง
พิจารณา”

มาตรา 227 “คําสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรา 18 หรือคําสั่งวินิจฉัย ชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ซึ่งทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคําสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดตัดสินคดี”

มาตรา 229 “การอุทธรณ์นั้นให้ทําเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น…..”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทธรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่โจทก์ฟ้องให้จําเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทําละมิดจํานวน 1 ล้านบาท จําเลยยื่นคําให้การว่าจําเลยไม่ได้ทําละเมิด และโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องคดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคําร้อง ขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลไต่สวนและมีคําสั่งยกคําร้องดังกล่าวนั้น คําสั่งยกคําร้อง ขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมนั้น ถือเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา เพราะเป็นคําสั่ง ของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินคดี และเมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทําให้คดีเสร็จไปจากศาล และไม่ใช่คําสั่งตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา 227 และ 228 ดังนั้น โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวทันทีในระหว่างพิจารณาคดีไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 226

(2) การที่จําเลยยื่นคําขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาเรื่องโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้อง และศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องจริง ศาลจึงมีคําสั่งงดสืบพยานโจทก์จําเลย
และพิพากษายกฟ้อง คําสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องนั้นถือเป็นคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหา ข้อกฎหมายตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งทําให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงมิให้ถือว่าเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวได้ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งตามมาตรา 227 และมาตรา 229

สรุป (1) โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คําสั่งยกคําร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายขนุนเข้ามาเป็น โจทก์ร่วมทันทีในระหว่างพิจารณาคดีไม่ได้

(2) โจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์คําสั่งวินิจฉัยเรื่องโจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องได้ภายในกําหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคําสั่ง

 

ข้อ 3. โจทก์ฟ้องโดยมีคําขอบังคับให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายอ้างว่า
โจทก์อนุญาตให้จําเลยอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ บัดนี้โจทก์ประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดินเอง แต่จําเลยไม่ยอมคืนที่ดินให้แก่โจทก์ จําเลยให้การว่า จําเลยครอบครองที่ดินของโจทก์โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเวลากว่าสิบปี ไม่เคยขออนุญาตจากโจทก์ ที่ดินตามฟ้องจึงเป็น กรรมสิทธิ์ของจําเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จําเลยและเรียกค่าเสียหาย จากจําเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 400,000 บาท ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคําร้องต่อศาลว่า โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ทั้งจําเลยได้ปิดประกาศขายหน้าดินเพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา ขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามมิให้จําเลยกระทําการดังกล่าว ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคําร้องของโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วมีคําสั่งอนุญาตตามคําร้องของโจทก์ จําเลยยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนคําสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า

(1) ศาลชั้นต้นไต่สวนคําร้องของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟังคําคัดค้านของจําเลยก่อนเป็นการไม่ชอบ และ

(2) คําสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้จําเลยประกาศขายหน้าดินไม่ชอบ เพราะไม่เกี่ยวกับคําขอบังคับท้ายคําฟ้องของโจทก์

ให้วินิจฉัยว่า คําร้องของจําเลยที่ขอให้เพิกถอนคําสั่งศาลชั้นต้นตาม (1) และ (2) ในแต่ละกรณี ฟังขึ้นหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้องหรือ ในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา
รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย

(2) ให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการ ผิดสัญญาหรือการกระทําที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคําสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทําของจําเลยหรือมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจําหน่าย ซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลย หรือมีคําสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

(3) ให้ศาลมีคําสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นผู้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทําที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาล จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(4) ให้จับกุมและกักขังจําเลยไว้ชั่วคราว”
มาตรา 256 “ในกรณีที่ยื่นคําขอให้ศาลมีคําสั่งตามมาตรา 254 (2) หรือ (3) ถ้าศาลเห็นว่าหาก ให้โอกาสจําเลยคัดค้านก่อนจะไม่เสียหายแก่โจทก์ ก็ให้ศาลแจ้งกําหนดวันนั่งพิจารณาพร้อมทั้งส่งสําเนาคําขอ ให้แก่จําเลยโดยทางเจ้าพนักงานศาล จําเลยจะเสนอข้อคัดค้านของตนในการที่ศาลนั่งพิจารณาคําขอนั้นก็ได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยออกจากที่ดิน จําเลยให้การต่อสู้ว่า จําเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดย การครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นคดีที่คู่ความพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งหากคู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่าย ชนะคดีก็ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ดินจึงเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดี คําร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคําสั่ง ห้ามมิให้จําเลยประกาศขายหน้าดินเพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา จึงถือได้ว่าเป็นคําร้องที่โจทก์ขอให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยกระทําการใดเพื่อให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตาม มาตรา 254 (2) ซึ่งคําขอตามมาตรา 254 (2) นั้น กฎหมายกําหนดให้โจทก์ยื่นคําขอฝ่ายเดียวแต่มิใช่คําขอฝ่ายเดียว โดยเคร่งครัด และตามมาตรา 256 ได้กําหนดแต่เพียงว่าให้ศาลฟังข้อคัดค้านของจําเลยก่อน ถ้าศาลเห็นว่าจะ ไม่เป็นที่เสียหายแก่โจทก์ จึงถือเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคําร้องของโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยมิได้ฟังคําคัดค้านของจําเลยก่อน แล้วมีคําสั่งอนุญาตตามคําร้องของโจทก์นั้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คําร้อง ของจําเลยที่ว่าคําสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นการไม่ชอบ จึงฟังไม่ขึ้น

(2) ข้ออ้างของจําเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ห้ามมิให้จําเลยประกาศขายหน้าดินเพราะไม่เกี่ยวกับ คําขอท้ายคําฟ้องของโจทก์นั้นฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะการประกาศขายหน้าดินของจําเลยเพื่อทําบ่อเลี้ยงปลานั้นย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทําให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่พิพาทและเสียหายแก่โจทก์ หากในที่สุดโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ดังนั้น คําสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้จําเลยปิดประกาศขายหน้าดินของที่ดิน พิพาทจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคําขอบังคับท้ายคําฟ้องของโจทก์และเป็นคําสั่งที่ชอบแล้ว

สรุป คําร้องของจําเลยที่ขอให้เพิกถอนคําสั่งของศาลชั้นต้นตาม (1) และ (2) ฟังไม่ขึ้นทั้ง 2 กรณี

 

ข้อ 4. ศาลแพ่งพิพากษาให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 111 และให้จําเลยชําระ ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จํานวน 50,000 บาท จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง

(1) นายสมานยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งว่า โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 111 ให้แก่นายสมานโดยได้ จดทะเบียนซื้อขายกันตามกฎหมายแล้ว ขอให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้นายสมานเข้าสวมสิทธิเป็น
เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีขับไล่จําเลยออกจากที่ดิน

(2) นายรวยยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งว่า นายรวยเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาของโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชําระเงินแก่นายรวย 30,000 บาท แต่โจทก์ไม่ชําระหนี้แก่นายรวย และไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จําเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ ทําให้นายรวยเสียประโยชน์ ขอให้ ศาลมีคําสั่งให้นายรวยใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จําเลยให้ชําระเงิน 30,000 บาท แก่นายรวย

ให้วินิจฉัยว่า ศาลแพ่งจะรับคําร้องตาม (1) และ (2) แต่ละกรณีของนายสมานและนายรวยไว้ พิจารณาหรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 274 วรรคหนึ่งและวรรคสาม “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาล มีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ชําระหนี้ (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกโดยคําพิพากษาหรือ คําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้ได้รับชําระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิ เรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่ง…

ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคําพิพากษาหรือคําสั่งเป็นการให้ชําระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นมีอํานาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วแต่กรณี โดยการร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่ศาลแพ่งพิพากษาให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 111 และให้ จําเลยชําระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จํานวน 50,000 บาท จําเลยไม่ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกตามคําพิพากษา หรือคําสั่งนั้น การที่นายสมานยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งว่า โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 111 ให้แก่นายสมานโดย ได้จดทะเบียนซื้อขายกันตามกฎหมายแล้ว ขอให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้นายสมานเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตาม คําพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีขับไล่จําเลยออกจากที่ดินนั้น เมื่อหนี้ที่จําเลยต้องปฏิบัติตามคําพิพากษานั้น เป็นการบังคับคดีที่ให้ขับไล่จําเลยออกจากที่ดินพิพาท มิใช่เป็นการบังคับคดีให้ชําระเงิน ส่งคืน หรือส่งมอบ ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 274 วรรคสาม ซึ่งได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งรับโอนสิทธิตามคําพิพากษานั้น สามารถยื่นคําร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปได้ นายสมานจึงไม่มีอํานาจยื่นคําร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีขับไล่จําเลยออกจากที่ดิน

ดังนั้น กรณีนี้ศาลแพ่งจะรับคําร้องขอของนายสมานไว้พิจารณาไม่ได้

(2) การที่นายรวยได้ยื่นคําร้องต่อศาลแพ่งว่า นายรวยเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาของโจทก์ใน อีกคดีหนึ่งซึ่งศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชําระเงินแก่นายรวย 30,000 บาท แต่โจทก์ไม่ชําระหนี้แก่นายรวย และ ไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องบังคับคดีแก่จําเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ ทําให้นายรวยเสียประโยชน์ ขอให้ศาลมีคําสั่งให้นายรวย ใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จําเลยให้ชําระเงิน 30,000 บาทแก่นายรวยนั้น ตามมาตรา 274 วรรคสาม ได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งรับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคําพิพากษาหรือตามคําสั่งเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคําร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาต่อไป แต่นายรวยเป็นเพียงเจ้าหนี้ของโจทก์ซึ่งไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง บังคับคดีเอาแก่จําเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษาของตนเท่านั้น มิใช่เป็นบุคคลซึ่งรับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคําพิพากษาของโจทก์ จึงไม่มีสิทธิยื่นคําร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแทนโจทก์ได้ ดังนั้น กรณีนี้ศาลแพ่งจะรับคําร้องของนายรวยไว้พิจารณาไม่ได้

สรุป ศาลแพ่งจะรับคําร้องขอตาม (1) และ (2) ของนายสมานและนายรวยไว้พิจารณาไม่ได้

LAW3107 (LAW3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง2 s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW3107 (LAW3007) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2
คําแนะนํา ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ระบบที่ใช้ในการอุทธรณ์ของคดีแพ่งในประเทศไทยนั้นคือระบบอะไร มาตราใดที่ให้ใช้ระบบเช่นนั้น
และระบบนั้นมีหลักการอย่างไร โดยระบบที่ใช้ในการอุทธรณ์แตกต่างจากระบบที่ใช้ในการฎีกา ในคดีแพ่งหรือไม่ อย่างไร

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 223 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 138, 168, 188 และ 222 และในลักษณะนี้ คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด”

มาตรา 247 วรรคหนึ่ง “การฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทําได้เมื่อได้รับ อนุญาตจากศาลฎีกา”

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติใน ป.วิ.แพ่ง 223 มาตรา 223 จะเห็นได้ว่า ระบบที่ใช้ในการอุทธรณ์ของคดีแพ่ง ในประเทศไทยนั้น คือ “ระบบสิทธิ” โดยมาตรา 223 ได้กําหนดไว้ว่า การอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งของ ศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น จะได้บัญญัติว่าให้ถึงที่สุด คือ ห้ามอุทธรณ์ ดังนั้น คดีทุกคดีที่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ ได้ทั้งหมด หากไม่มีกฎหมายห้ามมิให้อุทธรณ์

ระบบที่ใช้ในการอุทธรณ์ดังกล่าวจะแตกต่างจากระบบฎีกาในปัจจุบัน เพราะระบบฎีกาในปัจจุบัน จะใช้ “ระบบอนุญาต” ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ซึ่งกําหนดว่า การฎีกา คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น จะกระทําได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแล้วเท่านั้น ดังนั้น หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว จะถือว่าคดีถึงที่สุดในศาลอุทธรณ์

สรุป ระบบที่ใช้ในการอุทธรณ์คดีแพ่งคือระบบสิทธิซึ่งจะแตกต่างจากระบบที่ใช้ในการฎีกาที่ใช้ระบบอนุญาต

 

ข้อ 2. โจทก์ยื่นคําฟ้องขอให้จําเลยชําระเงินจากการที่โจทก์ก่อสร้างถนนให้กับจําเลยโดยมีรายการตาม
คําขอให้ชําระเงินจากสัญญาดังต่อไปนี้

ก. สัญญาเช่ารถทําถนนมีอัตราค่าเช่าทั้งสิ้น 50,000 บาท
ข. สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ในการทําถนนมีราคารวมทั้งสิ้น 120,000 บาท
ค. สัญญาจ้างทําของเป็นค่าจ้างทําถนนมีอัตราค่าจ้าง 30,000 บาท
ง. ขอให้ชําระเงินรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จําเลยยื่นคําให้การว่าจําเลยชําระหนี้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาว่าจําเลยยังมิได้ ชําระเงินทั้งหมด ให้จําเลยชําระหนี้โจทก์ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย หากจําเลยไม่พอใจคําพิพากษา ของศาลชั้นต้นและต้องการยื่นอุทธรณ์ว่าจําเลยชําระหนี้โจทก์ทั้งหมดแล้ว ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคําพิพากษาของศาลชั้นต้น ในกรณีเช่นนี้ศาลจะสามารถรับอุทธรณ์ของจําเลยได้หรือไม่

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทําความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคํารับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอํานาจ แล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กําหนดไว้ว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจํานวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือ จํานวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันนี้ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักในการพิจารณา

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องขอให้จําเลยชําระเงินจากการที่โจทก์ก่อสร้างถนนให้กับ จําเลย โดยมีรายการตามคําขอให้ชําระเงินจากสัญญาดังต่อไปนี้

ก. สัญญาเช่ารถทําถนนมีอัตราค่าเช่าทั้งสิ้น 50,000 บาท
ข. สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ในการทําถนนมีราคารวมทั้งสิ้น 120,000 บาท
ค. สัญญาจ้างทําของเป็นค่าจ้างทําถนนมีอัตราค่าจ้าง 30,000 บาท
ง. ขอให้ชําระเงินรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จําเลยยื่นคําให้การว่าจําเลยชําระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาว่าจําเลย ยังมิได้ชําระเงินทั้งหมด จึงให้จําเลยชําระหนี้โจทก์ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยนั้น หากจําเลยไม่พอใจคําพิพากษาของ ศาลชั้นต้น และต้องการยื่นอุทธรณ์ว่าจําเลยชําระหนี้โจทก์ทั้งหมดแล้ว ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคําพิพากษาของ ศาลชั้นต้นนั้น ถือเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล ซึ่งถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหา ข้อเท็จจริง ดังนั้น ในกรณีดังกล่าว ศาลจะสามารถรับอุทธรณ์ของจําเลยได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงทุนทรัพย์ ของสัญญาแต่ละสัญญาแยกจากกันเป็นรายสัญญา โดยในสัญญาเช่ารถทําถนนมีทุนทรัพย์เพียง 50,000 บาท และสัญญาจ้างทําของเป็นค่าจ้างทําถนนมีทุนทรัพย์เพียง 30,000 บาท กรณีทั้ง 2 สัญญาจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 224 เพราะทุนทรัพย์ของสัญญาแต่ละสัญญาไม่เกิน 50,000 บาท

ส่วนสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ในการทําถนนที่มีราคารวมทั้งสิ้น 120,000 บาท จึงเป็นสัญญาที่มี ทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง 224 ดังนั้น ศาลจึงสามารถรับอุทธรณ์ของจําเลยในกรณีนี้ได้

สรุป ศาลสามารถรับอุทธรณ์ของจําเลยได้เฉพาะคดีเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ในการทําถนน ซึ่งมีราคารวมทั้งสิ้น 120,000 บาทเท่านั้น ส่วนคดีเกี่ยวกับสัญญาเช่ารถทําถนนซึ่งมีค่าเช่าทั้งสิ้น 50,000 บาท และสัญญาจ้างทําของเป็นค่าจ้างทําถนนซึ่งมีค่าจ้าง 30,000 บาทนั้น ศาลจะรับอุทธรณ์ของจําเลยไม่ได้

 

ข้อ 3. โจทก์ยื่นคําฟ้องจําเลยว่า “โจทก์และจําเลยเป็นทายาทของนายยิ่งรวยซึ่งเดิมเป็นเจ้าของโรงแรม สุดขอบฟ้าที่ตั้งอยู่ที่อําเภอหัวหิน เมื่อนายยิ่งรวยตายโรงแรมดังกล่าวย่อมตกแก่ทายาท แต่จําเลย ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ่งรวยมิได้แบ่งสิทธิทั้งกรรมสิทธิ์ในโรงแรมและสิทธิในการบริหารโรงแรมให้กับโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายยิ่งรวยคนหนึ่ง จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จําเลยแบ่งสิทธิ ทั้งกรรมสิทธิ์ในโรงแรมและสิทธิในการบริหารโรงแรมให้กับโจทก์” เมื่อยื่นคําฟ้องมาแล้วโจทก์ได้ยื่นคําร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว โดยโจทก์อ้างว่าโรงแรมพิพาทมีรายได้ตลอดในช่วงที่คดี อยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์เห็นว่าจําเลยจะนําไปใช้ไม่ถูกต้อง โจทก์จึงขอให้ตั้งผู้จัดการเข้าเก็บ รายได้ของโรงแรมมาสู่ศาลเก็บไว้ในระหว่างพิจารณา ในกรณีเช่นนี้ โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราว เป็นกรณีฉุกเฉินหรือเป็นกรณีปกติได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 254 “ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคําฟ้อง หรือ ในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคําขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา
รวมทั้งจํานวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกําหนดชําระแก่จําเลย

(2) ให้ศาลมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยกระทําซ้ําหรือกระทําต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิด สัญญาหรือการกระทําที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคําสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับ ต่อไปเนื่องจากการกระทําของจําเลยหรือมีคําสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จําเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจําหน่ายซึ่งทรัพย์สิน ที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลย หรือมีคําสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สิน ดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

(3) ให้ศาลมีคําสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นผู้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน
ที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจําเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทําที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาล จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(4) ให้จับกุมและกักขังจําเลยไว้ชั่วคราว”

มาตรา 264 “นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 253 และมาตรา 254 คู่ความชอบที่จะยื่น คําขอต่อศาล เพื่อให้มีคําสั่งกําหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับ ตามคําพิพากษา เช่น ให้นําทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก หรือให้ตั้งผู้จัดการ หรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทําการค้าที่พิพาท หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครอง
ของบุคคลภายนอก

คําขอตามวรรคหนึ่งให้บังคับตามมาตรา 21 มาตรา 25 มาตรา 227 มาตรา 228 มาตรา 260 และมาตรา 262”

มาตรา 266 “ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินเมื่อโจทก์ยื่นคําขอตามมาตรา 254 โจทก์จะยื่นคําร้องรวมไปด้วย เพื่อให้ศาลมีคําสั่งหรือออกหมายตามที่ขอโดยไม่ชักช้าก็ได้ …..”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยว่า “โจทก์และจําเลยเป็นทายาทของนายยิ่งรวย ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของโรงแรมสุดขอบฟ้าที่ตั้งอยู่ที่อําเภอหัวหิน เมื่อนายยิ่งรวยตาย โรงแรมดังกล่าวย่อมตกแก่ทายาท
แต่จําเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายยิ่งรวยมิได้แบ่งสิทธิทั้งกรรมสิทธิ์ในโรงแรมและสิทธิในการบริหารโรงแรมให้กับโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายยิ่งรวยคนหนึ่ง จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จําเลยแบ่งสิทธิทั้งกรรมสิทธิ์ในโรงแรม และสิทธิในการบริหารโรงแรมให้กับโจทก์” และเมื่อได้ยื่นคําฟ้องมาแล้ว โจทก์ก็ได้ยื่นคําร้องขอคุ้มครอง ประโยชน์ชั่วคราว โดยโจทก์อ้างว่าโรงแรมพิพาทมีรายได้ตลอดในช่วงที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์เห็นว่า จําเลยนําไปใช้ไม่ถูกต้อง โจทก์จึงขอให้ตั้งผู้จัดการเข้าเก็บรายได้ของโรงแรมมาสู่ศาลเก็บไว้ในระหว่างพิจารณานั้น

มิใช่คําร้องขอให้ศาลกําหนดวิธีการคุ้มครองภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขตามที่กําหนดไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 แต่อย่างใด แต่เป็นคําขอให้ศาลกําหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 ซึ่งให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขอได้

แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ขอให้ศาลกําหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการ พิจารณาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 นั้น โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินไม่ได้ เพราะการขอ คุ้มครองประโยชน์เป็นกรณีฉุกเฉิน ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 266 นั้น จะขอได้เฉพาะเมื่อโจทก์ได้ยื่นคําขอคุ้มครอง ประโยชน์ชั่วคราวตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254 เท่านั้น

สรุป โจทก์สามารถขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีปกติตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 264 ได้ แต่จะขอ คุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 266 ไม่ได้

 

ข้อ 4. โจทก์ยื่นฟ้องให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ศาลจึงให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการ สืบพยาน ศาลพิพากษาและออกคําบังคับในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 โดยในคําบังคับระบุให้ จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาภายใน 15 วัน และศาลได้ส่งคําบังคับไปให้แก่จําเลยในวันที่ 2 กันยายน 2561 จําเลยมิได้อุทธรณ์ คําพิพากษาจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 ในกรณี เช่นนี้ หากโจทก์จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีจะสามารถยื่นคําร้องต่อศาลได้ในวันที่เท่าไหร่และระยะในการบังคับคดีจะสิ้นสุดเมื่อใด ต่อมาหากมีการออกหมายบังคับคดีแล้วหากโจทก์ต้องการจะโอนสิทธิในการบังคับคดีทั้งหมดไปให้นายสมชายจะสามารถทําได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคําตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 272 “ถ้าศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งอย่างใดซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา ก็ให้ศาลออกคําบังคับทันทีที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น และให้ถือว่าลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้ทราบคําบังคับแล้วในวันนั้น

ในคดีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาขาดนัดยื่นคําให้การหรือขาดนัดพิจารณา และลูกหนี้ตามคําพิพากษา ทนายความหรือผู้รับมอบฉันทะจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งดังกล่าว ให้มาฟังคําพิพากษาหรือคําสั่ง มิได้อยู่ในศาลใน เวลาที่ออกคําบังคับ ให้บังคับมาตรา 199 ทวิ หรือมาตรา 207 แล้วแต่กรณี”

มาตรา 274 วรรคหนึ่งและวรรคสาม “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาล มีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ชําระหนี้ (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับที่ออกโดยคําพิพากษาหรือ คําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้ได้รับชําระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่ง….

ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคําพิพากษาหรือคําสั่งเป็นการให้ชําระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นมีอํานาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดี ในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วแต่กรณี โดย การร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

1. การที่โจทก์ยื่นคําฟ้องให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้ยืม แต่จําเลยขาดนัดยื่นคําให้การ ศาลจึง ให้โจทก์ยื่นส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน เมื่อศาลพิพากษาและออกคําบังคับในวันที่ 20 สิงหาคม 2561
โดยในคําบังคับระบุให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาภายใน 15 วันนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา ขาดนัดยื่นคําให้การตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 272 วรรคสอง จึงต้องมีการส่งคําบังคับไปให้แก่จําเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ ตามคําพิพากษาเสียก่อน (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 199 ทวิ) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลได้ส่งคําบังคับไปให้ จําเลยในวันที่ 2 กันยายน 2561 ระยะเวลาตามคําบังคับจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 และเมื่อ ศาลกําหนดให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาภายใน 15 วัน จึงครบกําหนดระยะเวลาในวันที่ 17 กันยายน 2561 ดังนั้น หากโจทก์จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี (ถ้าจําเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคําบังคับ ที่ออกโดยคําพิพากษาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง) โจทก์ย่อมสามารถยื่นคําร้องต่อศาลได้ในวันที่ 18 กันยายน 2561

2. เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ยื่นคําฟ้องให้จําเลยชําระหนี้เงินกู้รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และศาลได้พิพากษาและออกคําบังคับให้ตามคําขอของโจทก์ จึงถือว่าสิทธิเรียกร้องตามคําพิพากษานั้นเป็นการให้ชําระเงินตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 วรรคสาม ดังนั้น หากโจทก์ต้องการจะโอนสิทธิในการบังคับคดีทั้งหมดไปให้นายสมชายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้น โจทก์
ย่อมสามารถทําได้

สรุป โจทก์สามารถขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้ในวันที่ 18 กันยายน 2561 และหากศาลได้ ออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์สามารถโอนสิทธิในการบังคับคดีทั้งหมดไปให้นายสมชายได้