LAW4104 (LAW4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. นายอดิเรกและนายพิศาลทำงานที่บริษัท สยาม จำกัด บริษัทฯ มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า “ให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี” นายอดิเรกทำงานมาจนอายุครบ 62 ปี รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรง จึงบอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออก (นายอดิเรกมีระยะเวลาการทำงาน 35 ปี ได้รับค่าจ้าง 60,000 บาท) นายพิศาลเป็นเพื่อนสนิทกับนายอดิเรก ทำงานมาจนอายุ 58 ปี (นายพิศาลมีระยะเวลาการทำงาน 25 ปี ได้รับค่าจ้าง 36,000 บาท) แต่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเช่นกัน จึงได้บอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออกเช่นกัน เช่นนี้ นายอดิเรกและนายพิศาลจะมีสิทธิอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 30 “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน”

มาตรา 67 “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30

ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีตามมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้ัรบค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”

มาตรา 118/1 “การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง

ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีนายอดิเรก

การที่นายอดิเรกทำงานที่บริษัท สยาม จำกัด โดยบริษัทฯ มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า “ให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี” นั้น เป็นกรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี ตามมาตรา 118/1 วรรคสอง ทำให้นายอดิเรกซึ่งทำงานมาจนอายุครบ 62 ปี ย่อมมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้าง และเมื่อนายอดิเรกได้บอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออก การลาออกของนายอดิเรกจึงมีผลเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา คือวันที่ 15 ตุลาคม และการลาออกของนายอดิเรกดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการเกษียณอายุ และเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง (มาตรา 118/1) ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายอดิเรกตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง

เมื่อนายอดิเรกมีระยะเวลาทำงาน 35 ปี และได้รับค่าจ้างเดือนละ 60,000 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายอดิเรกตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (6) คือนายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน เป็นเงิน 800,000 บาท (60,000 ÷ 30 × 400) และจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 6 วันทำงานตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 30

กรณีนายพิศาล

การที่นายพิศาลได้บอกกล่าวแก่นายจ้างว่าขอลาออกในวันที่ 16 กันยายน เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเช่นเดียวกับนายอดิเรกนั้น เมื่อนายพิศาลมีอายุเพียง 58 ปี ยังไม่ครบ 60 ปี การบอกกล่าวขอลาออกของนายพิศาลจึงมิใช่การแสดงเจตนาเกษียณอายุตามมาตรา 118/1 วรรคสอง จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง (มาตรา 118/1) ดังนั้น นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง ให้แก่นายพิศาล แต่นายพิศาลยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันทำงาน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 ประกอบมาตรา 30

สรุป นายอดิเรกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 800,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 6 วันทำงาน ส่วนนายพิศาลจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่จะได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันทำงาน

ข้อ 2. นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน และทำสัญญาจ้าง น.ส. นิสา เป็นพนักงานทำความสะอาด โดยตกลงให้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท นายอมรเทพได้เรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานคนละ 40,000 บาท และเขียนข้อตกลงจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วัน เช่นนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินตามมาตรา 10 วรรคสอง… ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี

ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน”

มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน และทำสัญญาจ้าง น.ส. นิสา เป็นพนักงานทำความสะอาด โดยตกลงให้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท นายอมรเทพได้เรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานคนละ 40,000 บาท และเขียนข้อตกลงว่าจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วันนั้น ถูกต้องหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายมานะ การที่นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน ซึ่งลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้น นายอมรเทพจึงเรียกให้นายมานะวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) แต่นายอมรเทพสามารถเรียกได้เพียงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวง คือเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาทเท่านั้น $(\frac{15,000}{30} \times 60)$ ดังนั้น การที่นายอมรเทพเรียกให้นายมานะวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

และการที่ในสัญญามีข้อตกลงว่า นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วันนั้น ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะเป็นข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 10 วรรคสอง ที่กำหนดให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกแล้วแต่กรณี ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การเขียนข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น นายอมรเทพจะต้องคืนเงินประกันการทำงานให้นายมานะภายใน 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างหรือลาออก ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้นายอมรเทพนายจ้างเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัด (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) และถ้านายอมรเทพจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายอมรเทพจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน (ตามมาตรา 9 วรรคสอง)

กรณีของ น.ส.นิสา การที่นายอมรเทพทำสัญญาจ้าง น.ส.นิสาเป็นพนักงานทำความสะอาดนั้น ถือว่าลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ไม่ใช่ตงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) นายอมรเทพจึงไม่สามารถเรียกให้ น.ส.นิสาวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ ดังนั้น การที่นายอมรเทพเรียกให้ น.ส.นิสา วางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุป การทำสัญญาจ้างของนายอมรเทพนายจ้างโดยให้ลูกจ้างวางหลักประกันความเสียหาย และข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามเหตุผลและหลักกฎหมายข้างต้น

ข้อ 3. นายสุเทพ (ลูกจ้าง) เป็นพนักงานขับรถได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท นายเจริญ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้นายสุเทพขับรถยนต์ของบริษัทไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดเชียงราย ในระหว่างทางเกิดฝนตกหนักทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำทำให้นายสุเทพได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายสุเทพจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเจริญ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้นายสุเทพ (ลูกจ้าง) ขับรถยนต์ไปส่งสินค้าให้ลูกค้าที่จังหวัดเชียงราย และในระหว่างทางเกิดฝนตกหนักทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำทำให้นายสุเทพ บาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวนานถึง 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น ย่อมถือว่านายสุเทพประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว นายสุเทพจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ซึ่งมีการปรับแก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป) และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย ดังนั้น นายเจริญ (นายจ้าง) จะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายสุเทพ ดังนี้คือ

1. ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายสุเทพเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท

(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท

(3) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (2) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตาม (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท

(4) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (3) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) และ (3) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

(5) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (4) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) (3) และ (4) แล้วต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท

2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ตามมาตรา 15 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่นายสุเทพเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท

(2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท

(3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

(4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพฯ ไม่เกิน 24,000 บาท

รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายไม่เกิน 248,000 บาท

3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายสุเทพไม่สามารถทำงานได้ เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสุเทพในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายสุเทพไม่สามารถทำงานได้ เมื่อนายสุเทพได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 70 ของ 12,000 บาท คือ 8,400 บาท ดังนั้นนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้นายสุเทพเป็นเงิน (8,400 × 6) 50,400 บาท

4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ตามมาตรา 18 (3) เมื่อนายสุเทพกลายเป็นผู้ทุพพลภาพนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสุเทพในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 8,400 บาท ให้แก่นายสุเทพทุกเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

สรุป นายสุเทพจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท

  2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจำนวนไม่เกิน 248,000 บาท

  3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้เป็นเงิน 50,400 บาท

  4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 8,400 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

ข้อ 4. ในกรณีที่ลูกจ้างต้องการยื่นการเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

ให้นักศึกษาอธิบายว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ให้ทำอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดขั้นตอน

ธงคำตอบ

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนในกรณีที่ลูกจ้างต้องการยื่นการเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ดังนี้คือ

ขั้นตอนการแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้าง

  1. ฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องนั้นไปยังฝ่ายนายจ้าง โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายนายจ้าง (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้อง

    (1) มีรายชื่อ และ

(2) มีลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 13 วรรคสาม)

  1. ในกรณีที่ลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกิน 7 คน พร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีกำหนดไม่เกิน 7 คน โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสาม)

ขั้นตอนการเจรจา

เมื่อนายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ต้องแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ฝ่ายลูกจ้างทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากันภายใน 3 วัน นับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง (มาตรา 16)

การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการจดทะเบียนข้อตกลง

  1. ให้นายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน แล้วแต่กรณี

  2. ให้นายจ้างติดประกาศข้อตกลงดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยภายใน 3 วัน นับแต่ที่ตกลงกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน

  3. ให้นายจ้างนำข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18)

ผลผูกพันของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

  1. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน (มาตรา 19 วรรคหนึ่ง)

  2. เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า (มาตรา 20)

แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ลูกจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องไปยังฝ่ายนายจ้างแล้ว แต่ไม่มีการเจรจากันภายใน 3 วันนับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง หรือได้เจรจากันแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น ให้ฝ่ายที่ยื่นข้อเรียกร้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาพ้นกำหนด 3 วัน หรือนับแต่วันที่ตกลงกันไม่ได้ แล้วแต่กรณี (มาตรา 21)

เมื่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งแล้ว ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง และฝ่ายรับข้อเรียกร้องตกลงกันภายในกำหนด 5 วันนับแต่วันที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับหนังสือแจ้ง (มาตรา 22)

LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. บริษัท ขายดี จำกัด ดำเนินการประกอบธุรกิจมา 20 ปี ปรากฏว่าปี 2563 นี้ จะขอให้บริษัท มั่นคง จำกัด มาควบรวมกิจการ เพราะบริษัท ขายดี จำกัด ประสบภาวะขาดทุนตลอดมา นายพสุธาเป็นลูกจ้างบริษัท ขายดี จำกัด มา 15 ปี ไม่ต้องการที่จะไปเป็นลูกจ้างของบริษัท มั่นคง จำกัด ที่เข้ามาควบรวมกิจการ เมื่อมีการจดทะเบียนควบรวมกิจการ นายพสุธาจึงแสดงความประสงค์ไม่ยินยอมโอนไปเป็นลูกจ้างของบริษัท มั่นคง จำกัด บริษัทขายดี จำกัด จึงถือว่าเมื่อนายพสุธาลูกจ้างไม่ประสงค์ไปเป็นลูกจ้างของบริษัท มั่นคง จำกัด จึงเท่ากับนายพสุธาลูกจ้างขอลาออกจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แต่นายพสุธาโต้แย้งว่าต้องได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 13 “ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิอยู่ต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ”

มาตรา 118 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ขายดี จำกัด ขอให้บริษัท มั่นคง จำกัด มาควบรวมกิจการ เพราะบริษัท ขายดี จำกัด ประสบภาวะขาดทุนตลอดมา แต่นายพสุธาซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัท ขายดี จำกัด มา 15 ปี ไม่ต้องการที่จะไปเป็นลูกจ้างของบริษัท มั่นคง จำกัด ที่เข้ามาควบรวมกิจการ เมื่อมีการจดทะเบียนควบรวมกิจการ นายพสุธาจึงแสดงความประสงค์ไม่ยินยอมโอนไปเป็นลูกจ้างของบริษัท มั่นคง จำกัด ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่กิจการเดิมของลูกจ้างคือบริษัท ขายดี จำกัด ได้เลิกจ้างนายพสุธา เนื่องจากสภาพนิติบุคคลของกิจการเดิมของนายจ้างคือบริษัท ขายดี จำกัด ได้หมดสิ้นไปเป็นเหตุให้ลูกจ้างนั้นไม่สามารถทำงานต่อไปได้ตามมาตรา 118 วรรคสอง ประกอบมาตรา 13 ดังนั้น บริษัท ขายดี จำกัด จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายพสุธาลูกจ้างตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5)

สรุป บริษัท ขายดี จำกัด จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายพสุธา

ข้อ 2. นายสุรพลทำงานเป็นลูกจ้างฝ่ายบุคคลมาแล้ว 5 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท ในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน นายมนัส (นายจ้าง) สังเกตเห็นว่านายสุรพลใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดใช้ดู Youtube และ Facebook ส่วนตัวในแต่ละวันที่ทำงานเป็นชั่วโมง ๆ นายมนัสเห็นว่านายสุรพลทำงานไม่มีประสิทธิภาพและทุจริตต่อหน้าที่จึงทำหนังสือบอกเหตุผลดังกล่าวและบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานทันทีในวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยให้ค่าจ้าง 18,000 บาท แก่นายสุรพล แต่นายสุรพลเห็นว่าไม่ใช่เรื่องรุนแรงและไม่ถูกต้อง นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนและให้ค่าชดเชย 54,000 บาทด้วย เช่นนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร ควรมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน

การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้

การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”

มาตรา 30 “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน”

มาตรา 67 “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30

ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีตามมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมนัส (นายจ้าง) เห็นว่านายสุรพลซึ่งเป็นลูกจ้างฝ่ายบุคคลทำงานมาแล้ว 5 ปี โดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดใช้ดู Youtube และ Facebook ส่วนตัวในแต่ละวันที่ทำงานเป็นชั่วโมง ๆ ในเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายนนั้น การกระทำของนายสุรพล

ดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรงและเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ของนายจ้างแล้วตามมาตรา 119 (1) อีกทั้งยังเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 คือเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ดังนั้น เมื่อนายมนัสเห็นว่านายสุรพลลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพและทุจริตต่อหน้าที่ นายมนัสย่อมสามารถทำหนังสือบอกเหตุผลดังกล่าวและบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานทันทีในวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยให้ค่าจ้าง 18,000 บาท แก่นายสุรพลได้ตามมาตรา 119 (1) โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสี่ และโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 (3) ที่กำหนดให้จ่ายค่าชดเชย 180 วัน แต่อย่างใด และการที่นายสุรพลอ้างว่าไม่ใช่เรื่องรุนแรง หากนายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน และต้องให้ค่าชดเชย 54,000 บาทด้วยนั้น ข้ออ้างของนายสุรพลรับฟังไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี การที่นายมนัส (นายจ้าง) ได้บอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวนั้น แม้จะเป็นกรณีตามมาตรา 119 ก็ตาม นายมนัสก็จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30 (มาตรา 67 วรรคสอง)

สรุป นายมนัส (นายจ้าง) สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายสุรพล และโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แต่นายมนัสจะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นายสุรพลสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ

ข้อ 3. นายชิดเป็นลูกจ้างบริษัท จันทราก่อสร้าง จำกัด ตำแหน่งหัวหน้างานคุมงานก่อสร้าง ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ขณะที่นายชิดกำลังตรวจตราและดูแลงานก่อสร้างได้ต่อว่าและตักเตือนนายเบสและนายบอลคนงานก่อสร้างเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ นายเบสไม่พอใจจึงวางกองอิฐบนนั่งร้านที่สูงเหนือศีรษะ ขณะที่นายชิดตรวจงานใกล้บริเวณดังกล่าว นายเบสจึงจงใจผลักนั่งร้านให้ล้มทำให้กองอิฐที่นายเบสวางไว้ร่วงหล่นใส่ศีรษะนายชิด เป็นเหตุให้นายชิดศีรษะแตกและได้รับบาดเจ็บสาหัส สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนถึงขั้นทุพพลภาพ นายชิดรักษาตัวอยู่ 2 ปี ไม่สามารถทำงานได้อีก แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินทดแทนให้นายชิด อ้างว่าเหตุที่เกิดมาจากการจงใจของนายเบสที่ไม่พอใจการต่อว่าและตักเตือนของนายชิด จึงเป็นเรื่องส่วนตัวของนายชิดและนายเบส ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายจ้างรับฟังได้หรือไม่ นายชิดจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”

มาตรา 22 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนในการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้าง เพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้

(2) ลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตราย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชิดซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัท จันทราก่อสร้าง จำกัด ตำแหน่งหัวหน้างานคุมงานก่อสร้าง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท ได้ต่อว่าและตักเตือนนายเบสและนายบอลคนงานก่อสร้างเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ ทำให้นายเบสไม่พอใจจึงวางกองอิฐบนนั่งร้านที่สูงเหนือศีรษะ และขณะที่นายชิดตรวจงานใกล้บริเวณดังกล่าว นายเบสจึงจงใจผลักนั่งร้านให้ล้มทำให้กองอิฐที่นายเบสวางไว้ร่วงหล่นใส่ศีรษะของนายชิด เป็นเหตุให้นายชิดศีรษะแตกและได้รับบาดเจ็บสาหัส สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนถึงขั้นทุพพลภาพ และนายชิดได้รักษาตัวอยู่ 2 ปี ไม่สามารถทำงานได้อีกนั้น ย่อมถือว่านายชิดประสบอันตราย เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว เพราะการที่นายชิดได้ต่อว่าและตักเตือนนายเบสและนายบอลคนงานก่อสร้างเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่นั้น เป็นการทำงานในหน้าที่ในฐานะหัวหน้างาน จึงเป็นการรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง

ส่วนข้ออ้างของนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินทดแทนให้นายชิด โดยอ้างว่าเหตุที่เกิดมาจากการจงใจของนายเบสที่ไม่พอใจการต่อว่าและตักเตือนของนายชิด จึงเป็นเรื่องส่วนตัวของนายชิดและนายเบสนั้น ข้ออ้างของนายจ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะการจงใจตามมาตรา 22 ที่กำหนดให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนนั้น ต้องเป็นการจงใจของลูกจ้างเองเพื่อให้ตนประสบอันตราย และจะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างนายชิดและนายเบสก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของนายจ้าง ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายชิดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561) ดังนี้คือ

1. ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายชิดเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท

(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท

(3) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (2) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตาม (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท

(4) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (3) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) และ (3) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

(5) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (4) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) (3) และ (4) แล้วต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท

2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ตามมาตรา 15 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่นายชิดเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท

(2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท

(3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

(4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพฯ ไม่เกิน 24,000 บาท

รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายไม่เกิน 248,000 บาท

3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายชิดไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 2 ปี และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายชิดในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายชิดไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี เมื่อนายชิดได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท แต่ค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนดคือ ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท จึงต้องคิดค่าจ้างรายเดือน ๆ ละ 20,000 บาท (ตามมาตรา 18 วรรคสี่) ดังนั้น ร้อยละ 70 ของ 20,000 บาท คือ 14,000 บาท นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้นายชิดเป็นเงิน = 14,000 บาท x 12 เดือน = 168,000 บาท

4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพ เมื่อนายชิดกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายชิดในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 20,000 x 70% = 14,000 บาท ให้แก่นายชิดทุกเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี (ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสี่)

สรุป นายชิดจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท

  2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจำนวนไม่เกิน 248,000 บาท

  3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้เป็นเงิน 168,000 บาท

  4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 14,000 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

ข้อ 4. บริษัท ผลิตยางรถยนต์ จำกัด (มหาชน) มีพนักงาน 2,000 คน บริษัท ฯ มีผลประกอบการย่ำแย่ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 นายเอกหัวหน้าฝ่ายผลิตพร้อมด้วยพนักงานคนอื่น ๆ อีก 500 คน ได้ทำการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

(1) ขอให้บริษัทปรับค่าจ้างรายวันขึ้นจากวันละ 500 บาท เป็นวันละ 650 บาท

(2) ขอให้บริษัทจัดรถรับส่งให้พนักงานเพิ่มอีก 3 เส้นทาง

(3) ขอให้บริษัทจัดหน้ากากอนามัยให้พนักงานทุกคน

ระหว่างที่ผู้แทนบริษัทกำลังเจรจากับผู้แทนลูกจ้าง บริษัท ฯ ได้มีคำสั่งลดวันทำงานของนายเอก จากเดิมทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เหลือให้ทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน และจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะเวลาที่ทำงานเท่านั้น เพื่อเป็นการบีบนายเอกในระหว่างการเจรจา เวลาผ่านไปสองเดือน นายเอกเกิดความเครียดมากเพราะรายได้ไม่เพียงพอ จึงลาออกเพื่อไปขับแท็กซี่แทน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัท ฯ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ประการใดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 121 “ห้ามมิให้นายจ้าง

(1) เลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อศาลแรงงาน หรือเพราะเหตุที่ลูกจ้าง หรือสหภาพแรงงานกำลังจะกระทำการดังกล่าว”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1) ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกหัวหน้าฝ่ายผลิตพร้อมด้วยพนักงานคนอื่น ๆ อีก 500 คน ของบริษัท ผลิตยางรถยนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง และในระหว่างที่ผู้แทนของบริษัทกำลังเจรจานับผู้แทนลูกจ้าง บริษัท ฯ ได้มีคำสั่งลดวันทำงานของนายเอกจำกเดิมทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เหลือให้ทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน และจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะเวลาที่ทำงานเท่านั้น เพื่อเป็นการบีบนายเอกในระหว่างการเจรจานั้น การกระทำของบริษัท ฯ ดั่งกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างให้ออกจากงานโดยทางอ้อม ซึ่งจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเพียงพอที่จะฟังได้ว่า การที่นายจ้างลดวันทำงานของนายเอกลูกจ้างนั้น เป็นการกระทำที่อาจเป็นผลให้นายเอกลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ ดังนั้น การกระทำของบริษัท ฯ ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1)

สรุป การกระทำของบริษัทฯ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (1)

LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นายสุเทพเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ประกอบกับสินค้าที่ผลิตไว้แล้วยังมีเก็บไว้ในคลังสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าจะผลิตสินค้าต่อไปอีกก็ไม่สามารถขายได้ นายประกอบ (นายจ้าง) จึงมีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้ สำหรับนายสุเทพให้หยุดงานในเดือนเมษายน และเดือนมิถุนายน โดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 10,000 บาท นายสุเทพเห็นว่าค่าจ้างดังกล่าวอาจไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน และมีข้อสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่ เช่นนี้ นักศึกษาเห็นว่าถูกต้องหรือไม่ นายสุเทพควรจะได้รับค่าจ้างเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 75 “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญ อันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)

ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายประกอบ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้ เนื่องจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ประกอบกับสินค้าที่ผลิตไว้แล้วยังมีเก็บไว้ในคลังสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าจะผลิตสินค้าต่อไปอีกก็ไม่สามารถขายได้นั้น ถือเป็นกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 75 วรรคหนึ่งแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การที่นายจ้างได้มีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้นั้น ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่งได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ดังนั้น การที่นายสุเทพซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท เมื่อนายจ้างให้นายสุเทพหยุดงานเดือนเมษายนและเดือนมิถุนายน นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้นายสุเทพเดือนละ 15,000 บาท มิใช่เดือนละ 10,000 บาท

อีกทั้งนายจ้างจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 57 วรรคสองด้วย กล่าวคือ นายจ้างจะต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ

สรุป การที่นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้นายสุเทพเดือนละ 10,000 บาทนั้นไม่ถูกต้อง เพราะนายสุเทพควรได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท

ข้อ 2. นายนคร (นายจ้าง) ทำสัญญาจ้างนายกำแหงเป็นลูกจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 12,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ในสัญญามีข้อตกลงว่า “ในปีแรกของการทำงาน (พ.ศ. 2563) ถ้านายจ้างให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ชั่วโมงละ 60 บาท” ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2563 นายนครได้มีคำสั่งให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน 20 ชั่วโมง และจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ 1,200 บาท แต่นายกำแหงเห็นว่าไม่ถูกต้อง นายนครอ้างว่าได้ทำสัญญามีข้อตกลงชัดเจนและนายกำแหงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย เช่นนี้ ท่านเห็นว่าถูกต้องหรือไม่ ที่ถูกต้องจะเป็นจำนวนเงินเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

โดยหลักของการทำสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจะทำข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างไรก็ได้เพียงแต่ข้อตกลงนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150)

ตามอุทาหรณ์ การที่นายนคร (นายจ้าง) ทำสัญญาจ้างนายกำแหงเป็นลูกจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 12,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน (เฉลี่ยวันละ 400 บาท ชั่วโมงละ 50 บาท) นั้น เมื่อในสัญญามีข้อตกลงว่า “ในปีแรกของการทำงาน (พ.ศ. 2563) ถ้านายจ้างให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ชั่วโมงละ 60 บาท” นั้น ข้อตกลงดังกล่าวย่อมขัดต่อมาตรา 61 จึงมีผลเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น จึงต้องคิดตามมาตรา 61 กล่าวคือ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้แก่นายกำแหงในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ คือนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง (นายกำแหง) เป็นเงิน 75 บาทต่อชั่วโมง และเมื่อนายกำแหงได้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน 20 ชั่วโมง จึงต้องได้รับค่าล่วงเวลาในวันทำงานเป็นเงิน 1,500 บาท ดังนั้น การที่นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้นายกำแหงเป็นเงิน 1,200 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุป การที่นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้นายกำแหง 1,200 บาทไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือนายจ้างต้องจ่ายเป็นเงิน 1,500 บาท

ข้อ 3. นายสมัยเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท วันหนึ่งขณะกำลังทำงานก่อสร้างอยู่นั้น นั่งร้านที่ใช้ในการทำงานก่อสร้างพังถล่มลงมาทับร่างของนายสมัยได้รับบาดเจ็บสาหัส นายสมัยต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 6 เดือน แต่ก็กลายเป็นคนทุพพลภาพ

เช่นนี้ นายสมัยจะได้สิทธิหรือไม่ และมีสิทธิอะไรบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายสมัยลูกจ้างซึ่งขณะกำลังทำงานก่อสร้างอยู่นั้นได้ถูกนั่งร้านที่ใช้ในการทำงานก่อสร้างพังถล่มลงมาทับร่างของนายสมัยได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 6 เดือนแต่ก็กลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น ย่อมถือว่านายสมัยประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว นายสมัยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ซึ่งมีการปรับแก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561) และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายสมัย ดังนี้คือ

1. ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายสมัยเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท

(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท

(3) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (2) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตาม (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท

(4) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (3) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) และ (3) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

(5) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (4) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) (3) และ (4) แล้วต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท

2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ตามมาตรา 15 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่นายสมัยเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท

(2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท

(3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

(4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพฯ ไม่เกิน 24,000 บาท

รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายไม่เกิน 248,000 บาท

3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายสมัยไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสมัยในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายสมัยไม่สามารถทำงานได้ เมื่อนายสมัยได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 70 ของ 12,000 บาท คือ 8,400 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้นายสมัยเป็นเงิน (8,400 x 6) 50,400 บาท

4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ตามมาตรา 18 (3) เมื่อนายสมัยกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสมัยในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 8,400 บาทให้แก่นายสมัยทุกเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

สรุป นายสมัยจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท

  2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจำนวนไม่เกิน 248,000 บาท

  3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้เป็นเงิน 50,400 บาท

  4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 8,400 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

ข้อ 4. ในบริษัทแห่งหนึ่งมีลูกจ้างจำนวนหนึ่งมีความต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่นนี้ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนไว้อย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นว่ากฎหมายกำหนดให้ต้องมีลูกจ้างจำนวนเท่าใดที่จะมีสิทธิเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้องและต้องทำอย่างไรและมีขั้นตอนต้องทำการเจรจากันอย่างไรจนกระทั่งสามารถตกลงกันได้จนมีผลใช้บังคับ

ธงคำตอบ

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนในกรณีที่ลูกจ้างต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ดังนี้คือ

ขั้นตอนการแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้าง

  1. ฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องนั้นไปยังฝ่ายนายจ้าง โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายนายจ้าง (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้อง

    (1) มีรายชื่อ และ

    (2) มีลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 13 วรรคสาม)

  2. ในกรณีที่ลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกิน 7 คน พร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีกำหนดไม่เกิน 7 คน โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสาม)

ขั้นตอนการเจรจา

เมื่อนายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ต้องแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ฝ่ายลูกจ้างทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากันภายใน 3 วัน นับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง (มาตรา 16)

การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการจดทะเบียนข้อตกลง

  1. ให้นายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน แล้วแต่กรณี

  2. ให้นายจ้างติดประกาศข้อตกลงดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยภายใน 3 วัน นับแต่ที่ตกลงกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน

  3. ให้นายจ้างนำข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18)

ผลผูกพันของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

  1. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน (มาตรา 19 วรรคหนึ่ง)

  2. เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า (มาตรา 20)

LAW4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004  กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. นายเล็กทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท สบายดี จำกัด ทำงานมา 25 ปี นายเล็กชอบเล่นการพนันสลากกินรวบ เพราะนายเล็กมีเงินเดือนจากบริษัท สบายดี จำกัด 1 แสนบาท นายเล็กได้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยมีนายแสนเจ้ามือมาที่บ้านนายเล็ก นายเล็กได้รับโพยสลากกินรวบจึงใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ พอรุ่งเช้ามาทำงานที่บริษัท สบายดี จำกัด จึงหยิบโพยสลากกินรวบมาดู นายใหญ่ซึ่งไม่ค่อยชอบนายเล็กเพราะเป็นลูกน้องที่นายเล็กชอบต่อว่าดุด่าในการทำงาน นายใหญ่จึงไปบอกนายจ้างเจ้าของบริษัท สบายดี จำกัด ว่านายเล็กผิดข้อบังคับบริษัทฯ ที่ห้ามมีใบสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างทราบเรื่องจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะเป็นความผิดร้ายแรง ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะอ้างว่านายเล็กกระทำความผิดร้ายแรงได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

มาตรา 119 วรรคหนึ่ง “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วย เมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง เว้นแต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 วรรคหนึ่ง นายจ้างย่อมมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างได้

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเล็กได้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยมีนายแสนเจ้ามือมาที่บ้านนายเล็ก และเมื่อนายเล็กได้รับโพยสลากกินรวบจึงใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ พอรุ่งเช้ามาทำงานที่บริษัทฯ จึงหยิบโพยสลากกินรวบมาดูนั้น ถือว่านายเล็กมีโพยสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณของบริษัทฯ แล้ว และถือว่านายเล็กได้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ ที่ห้ามมีใบสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงก็ตาม แต่ข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างดังกล่าวเป็นเพียงการห้ามมิให้เล่นการพนันในบริเวณบริษัทฯ เท่านั้น การที่นายเล็กไม่ได้เล่นการพนันในบริเวณบริษัทฯ เพียงแต่มีโพยสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทฯ การกระทำของนายเล็กจึงไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรงตามนัยของมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ดังนั้น การที่นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็ก นายจ้างจึงต้องมีการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายจ้างได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายเล็กโดยไม่ได้มีการตักเตือนก่อน กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ดังนั้น เมื่อนายจ้างเลิกจ้างนายเล็ก นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็ก และเมื่อนายเล็กได้ทำงานกับบริษัทฯ มาแล้ว 25 ปี นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็กไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน ตามมาตรา 118 (6)

สรุป นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะอ้างว่านายเล็กกระทำความผิดร้ายแรงไม่ได้

หมายเหตุ มาตรา 118 (5) และ (6) ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

ข้อ 2. นายพิทยาได้ทำสัญญาจ้างนายบัญชาเป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ปัจจุบันได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท และได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท ทุกเดือน นายบัญชามีเรื่องขัดแย้งกับนายพิทยาจึงไม่อยากทำงานด้วย จึงบอกกล่าวกับนายพิทยาในวันที่ 30 กันยายน 2562 ว่าขอลาออกจากงานตามมาตรา 17 วรรคสอง ต่อมานายบัญชาไม่มาทำงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 โดยไม่มีเหตุผลและมาทำงานต่อในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 นายพิทยาไม่พอใจจึงเลิกจ้างนายบัญชาทันทีในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 โดยแจ้งเหตุผลว่านายบัญชาทำผิดมาตรา 119 (5) จึงไม่จ่ายค่าชดเชย อีกทั้งเห็นว่านายบัญชาได้แจ้งขอลาออกแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถ้าหากว่านายบัญชามาขอคำปรึกษาจากท่าน ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน”

มาตรา 17/1 “ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน”

มาตรา 67 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายพิทยาได้ทำสัญญาจ้างนายบัญชาเป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 โดยทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์นั้น เมื่อปรากฏว่านายบัญชาได้ทำงานมาจนถึงปัจจุบันคือ พ.ศ. 2562 และนายพิทยานายจ้างก็มิได้ทักท้วง ดังนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 581 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา

  2. เมื่อเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น การที่นายบัญชาได้บอกกล่าวกับนายพิทยาในวันที่ 30 กันยายน 2562 ว่าจะขอลาออกจากงานตามมาตรา 17 วรรคสองนั้น ย่อมสามารถทำได้ และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 31 ตุลาคม 2562

  3. การที่นายบัญชาไม่มาทำงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 โดยไม่มีเหตุผลและมาทำงานต่อในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 นั้น ถือเป็นเพียงการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 2 วันทำงานเท่านั้น ดังนั้น การที่นายพิทยาไม่พอใจจึงเลิกจ้างนายบัญชาทันทีในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 โดยแจ้งเหตุผลว่านายบัญชาทำผิดตามมาตรา 119 (5) และจะไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นจึงไม่ถูกต้อง และการที่นายพิทยาอ้างว่านายบัญชาได้แจ้งขอลาออกแล้วก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากนายบัญชายังคงเป็นลูกจ้างของนายพิทยาอยู่

  4. เมื่อนายพิทยาเลิกจ้างนายบัญชาโดยที่นายบัญชาไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 119 (5) นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาตามมาตรา 118 และเมื่อนายบัญชาทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแล้ว นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาตามมาตรา 118 (3) คือต้องจ่ายเป็นจำนวน 180 วัน (6 เดือน) เมื่อนายบัญชาได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท (ค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้เดือนละ 2,000 บาท ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง) นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาเป็นเงิน 108,000 บาท โดยให้นายพิทยาจ่ายเงินให้แก่นายบัญชาเป็นจำนวนเท่ากับที่นายบัญชาควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้นายบัญชาออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผล

ตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้นายบัญชาออกจากงานตามมาตรา 17/1 และนายพิทยาจะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นายบัญชาสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างด้วยตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง

สรุป ถ้าหากนายบัญชามาขอคำปรึกษาจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ความเห็นแก่นายบัญชาดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

ข้อ 3. มนัสเป็นลูกจ้างรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท มนัสขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าที่บ้านของลูกค้า ขณะขับรถกลับได้ออกนอกเส้นทางเพื่อพบเอมอรเพื่อนของมนัส แต่รถเกิดตกหลุมข้างทางขับต่อไปไม่ได้ มนัสจึงนำรถจักรยานยนต์ของเอมอรไปตามคนมาช่วยยกรถของนายจ้างที่ตกหลุมข้างทางอยู่ แต่มนัสประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์อีกคันที่วิ่งมาตัดหน้าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของมนัส ทำให้มนัสได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลรักษาตัวอยู่ 5 เดือน หลังจากรักษาหายมนัสจึงเรียกร้องเงินทดแทนแต่ได้รับการปฏิเสธการจ่าย ดังนี้ ให้ท่านอธิบายว่ามนัสจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทนฯ มาตรา 5 กรณีที่จะถือว่าลูกจ้างประสบอันตราย จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบต่อจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจาก

  1. การทำงานให้แก่นายจ้าง หรือ

  2. การทำงานเพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือ

  3. การทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มนัสขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าที่บ้านของลูกค้า ขณะขับรถกลับได้ออกนอกเส้นทางเพื่อพบเอมอรเพื่อนของมนัส แต่รถเกิดตกหลุมข้างทางขับต่อไปไม่ได้ มนัสจึงนำรถจักรยานยนต์ของเอมอรไปตามคนมาช่วยยกรถของนายจ้างที่ตกหลุมข้างทางอยู่ แต่มนัสประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์อีกคันที่วิ่งมาตัดหน้าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของมนัส ทำให้มนัสได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลนั้น ถือว่าอุบัติเหตุดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากมนัสขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง จึงไม่ถือว่ามนัสประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ดังนั้น มนัสจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนใด ๆ จากนายจ้าง

สรุป มนัสไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนใด ๆ จากนายจ้าง

ข้อ 4. บริษัท น้ำจิ้มไก่ จำกัด ประกอบกิจการผลิตน้ำจิ้มไก่ มีพนักงานทั้งสิ้น 350 คน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ยอดขายของบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ผู้บริหารของบริษัทฯ เห็นว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภายในให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ จึงออกประกาศข้อบังคับที่ 1/2562 ติดไว้ทั่วโรงงาน มีใจความดังนี้

  1. ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพนักงานจากพนักงานรายเดือนให้ปรับเป็นพนักงานรายวันทุกคน

  2. ให้ลดค่าจ้างลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 25%

    กลุ่มลูกจ้างจำนวน 20 คน จึงได้มาปรึกษาท่าน ท่านในฐานะที่ปรึกษากฎหมายจะให้ความเห็นว่าอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน”

มาตรา 13 “การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ

ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง นายจ้างต้องระบุชื่อตนเองเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาหรือจะตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาก็ได้ ถ้านายจ้างตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ผู้แทนของนายจ้างต้องเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง กรรมการของสมาคมนายจ้าง หรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้าง และต้องมีจำนวนไม่เกินเจ็ดคน…”

มาตรา 20 “เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท น้ำจิ้มไก่ จำกัด ได้ออกประกาศข้อบังคับติดไว้ทั่วโรงงาน โดยมีใจความว่า ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพนักงานจากพนักงานรายเดือนให้ปรับเป็นพนักงานรายวันทุกคน และให้ลดค่าจ้างลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 25% นั้น ถือเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งตามมาตรา 13 ได้กำหนดไว้ว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะต้องยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างมีความประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง แต่นายจ้างมิได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างก็มิได้ยินยอมด้วยในการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าว ประกาศข้อบังคับของนายจ้างดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ จะต้องถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม และนอกจากนั้นประกาศข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 20 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 150

สรุป เมื่อกลุ่มลูกจ้างจำนวน 20 คนมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ความเห็นดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2568

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2568

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. รัฐกามินเป็นรัฐเล็ก ๆ มีรัฐธรรมนูญกำหนดการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาลและมาจากการเลือกตั้ง ต่อมาในปี ค.ศ. 2025 เกิดการรัฐประหารในรัฐกามินโดยมีนายโกเมซ โจ กับพวกก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเดวิด รายา และจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งอาจลุกขึ้นต่อต้านได้ตลอดเวลา ทำให้รัฐอาร์เซน่อล รัฐลิเวอร์พูล และรัฐเชลซี ซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจและยึดหลักการประชาธิปไตยยังไม่รับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารครั้งนี้

ในคำถามต่อไปนี้ นักศึกษาจงตอบคำถามและอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน

1.1 ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (Montevideo Convention on the Rights and Duties of States) ค.ศ. 1933 กำหนดองค์ประกอบความเป็นรัฐในเรื่อง รัฐบาล ให้นักศึกษาอธิบายองค์ประกอบความเป็นรัฐดังกล่าว (7 คะแนน)

1.2 เมื่อปรากฏว่าหลายรัฐดังกล่าวไม่ได้รับรองรัฐบาลของนายโกเมซ โจ จะส่งผลกระทบต่อสภาพบุคคลของรัฐกามินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร และจะทำให้ความเป็นรัฐของกามินสิ้นสุดลงหรือไม่ (9 คะแนน)

1.3 หากรัฐบาลของนายโกเมซ โจ ได้รับการรับรอง จะถือว่าเป็นการรับรองรัฐบาลโดยพฤตินัย หรือการรับรองรัฐบาลโดยนิตินัย (9 คะแนน)

ธงคำตอบ

1.1 ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (Montevideo Convention on the Right and Duties of States) ค.ศ. 1933 ได้กำหนดองค์ประกอบของความเป็นรัฐไว้ว่า “รัฐ” คือ บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ 1. มีประชากรถาวร 2. มีอาณาเขตที่กำหนดได้ 3. มีรัฐบาล และ 4. มีความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น ซึ่งองค์ประกอบของความเป็นรัฐในเรื่องรัฐบาลนั้นได้กำหนดไว้ว่า “รัฐบาล” หมายถึง คณะบุคคลผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐในการบริหารกิจการต่าง ๆ ภายในดินแดนของรัฐ รวมทั้งทำหน้าที่ดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐอื่น ๆ ในทางระหว่างประเทศ ซึ่งในกฎหมายระหว่างประเทศจะไม่ได้กำหนดว่ารัฐบาลอันเป็นองค์ประกอบความเป็นรัฐจะต้องมีรูปแบบการปกครองแบบใด ขอเพียงรัฐบาลสามารถใช้อำนาจภายในดินแดนตนเองและดำเนินกิจการในทางระหว่างประเทศได้ และไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็เป็นรัฐบาลในความหมายนี้ได้

1.2 การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยการรัฐประหารในรัฐกามินนั้น รัฐบาลชุดใหม่ถือเป็นรัฐบาลในความหมายนี้ได้ หากสามารถใช้อำนาจอธิปไตยดำเนินกิจการภายในดินแดนและดำเนินกิจการในทางระหว่างประเทศได้ แม้รัฐต่าง ๆ จะไม่รับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนี้ แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อสภาพบุคคลของรัฐ เนื่องจากรัฐกามินยังมีองค์ประกอบความเป็นรัฐครบถ้วนตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ คือ มีประชากร มีดินแดน มีรัฐบาล และมีความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่น การรับรองหรือไม่รับรองรัฐบาลไม่ได้เป็นองค์ประกอบของความเป็นรัฐแต่อย่างใด เพียงแต่รัฐบาลนั้นยังไม่อาจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในทางระหว่างประเทศกับรัฐอื่น ๆ ที่ไม่รับรองรัฐบาลของรัฐกามิน

1.3 หากจะมีการรับรองรัฐบาลกามินซึ่งมาจากการรัฐประหารนั้น เมื่อรัฐบาลใหม่ของรัฐกามินมาจากการรัฐประหาร ถือเป็นรัฐบาลที่ขึ้นมามีอำนาจโดยไม่เป็นไปตามวิถีของรัฐธรรมนูญของรัฐ และเมื่อยังไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการใช้อำนาจของตน รัฐบาลชุดนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย (de facto government) และการรับรองรัฐบาลนี้ของรัฐต่าง ๆ จะเป็นการรับรองรัฐบาลโดยพฤตินัยของรัฐในฐานะที่เป็นรัฐบาลผู้ใช้อำนาจอธิปไตยดำเนินกิจการภายในรัฐและระหว่างประเทศ หากรัฐที่รับรองยังไม่มั่นใจประสิทธิภาพและการใช้อำนาจปกครองรัฐบาลชุดใหม่นี้

ข้อ 2. จงอธิบายความแตกต่างของบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศในรูปแบบสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในประเด็นดังต่อไปนี้

2.1 ที่มาของกฎหมายทั้งสองรูปแบบ

2.2 ลำดับศักดิ์ของกฎหมายทั้งสองรูปแบบ

2.3 กรณีที่หลักกฎหมายใดอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศจะมีผลใช้บังคับกับรัฐต่าง ๆ อย่างไร

2.3.1 รัฐที่เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

2.3.2 รัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

ธงคำตอบ

สนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศต่างเป็นบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญและมีลำดับศักดิ์เท่าเทียมกัน โดยเป็นอิสระต่างหากจากกันและมีผลผูกพันต่อรัฐต่าง ๆ แตกต่างกัน ดังนี้

2.1 ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบ

สนธิสัญญามีที่มาจากข้อตกลงที่รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีลักษณะเป็นความตกลงที่ชัดเจน อยู่ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศโดยไม่จำกัดรูปแบบหรือจำนวนฉบับ โดยมีผลผูกพันเฉพาะรัฐภาคีเท่านั้นตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)

ในขณะที่กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศมีที่มาจากองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ องค์ประกอบภายนอก (General Practice) คือการที่รัฐส่วนใหญ่ปฏิบัติโดยทั่วไปอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบเดียวกัน และองค์ประกอบภายใน (Opinio juris sive necessitatis) คือการที่รัฐมีความเชื่อและยอมรับว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปตามพันธกรณีทางกฎหมาย และมีผลผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga omnes)

2.2 ลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบ

สนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศมีลำดับศักดิ์เท่าเทียมกันในฐานะบ่อเกิดหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ของธรรมนูญศาลฯ ซึ่งกำหนดไว้ในลำดับแรกและลำดับที่สอง โดยไม่มีการจัดลำดับสถานะว่ารูปแบบใดเหนือกว่ากัน ดังนั้น สนธิสัญญาและจารีตระหว่างประเทศจึงมีสถานะทางกฎหมายหรือลำดับศักดิ์เท่าเทียมกัน

2.3 ผลใช้บังคับในกรณีที่หลักกฎหมายใดอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

กล่าวคือ มีเนื้อหาที่เหมือนกันหรือมีหลักการที่สอดคล้องกัน โดยเนื้อหาในสนธิสัญญาได้รับการยอมรับว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศทั้งฉบับ ผลใช้บังคับจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานะของรัฐนั้น ๆ ว่าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาหรือไม่

2.3.1 ผลใช้บังคับกับรัฐที่เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐภาคีแห่งสนธิสัญญาย่อมต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาและเป็นไปตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ กล่าวคือ รัฐภาคีมีพันธกรณีภายใต้ทั้งสองฐานพร้อมกัน โดยรัฐภาคีผูกพันตามสนธิสัญญาเนื่องจากได้ให้ความยินยอมผูกพันโดยชัดแจ้งและต้องปฏิบัติตามหลัก Pacta sunt servanda ที่ว่าสนธิสัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตาม และในขณะเดียวกันรัฐภาคีก็ผูกพันตามจารีตประเพณีด้วยตามหลัก Erga omnes

2.3.2 ผลใช้บังคับกับรัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ไม่ใช่ภาคีแห่งสนธิสัญญา รัฐที่ไม่ใช่ภาคีย่อมต้องบังคับด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันในฐานะที่เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป เนื่องจากจารีตประเพณีระหว่างประเทศ มีผลใช้บังคับต่อรัฐทุกรัฐในประชาคมระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง ยกเว้นกรณีที่รัฐนั้นได้แสดงการคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ความผูกพันของรัฐต่อเนื้อหาในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวจึงผูกพันในฐานะที่เนื้อหานั้นเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ไม่ใช่ในฐานะบทบัญญัติของสนธิสัญญา

ข้อ 3. อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 (หรือเรียกโดยย่อว่า “อนุสัญญาออตตาวา”) ราชอาณาจักรไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2541 และราชอาณาจักรกัมพูชาได้ให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อ 28 กรกฎาคม 2542 อนุสัญญาออตตาวานี้ไม่ได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่รัฐภาคีฝ่าฝืนไว้

ในกรณีที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 หลายครั้งในปี 2568 ขณะทำการลาดตระเวนตามปกติในดินแดนไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 9 สิงหาคม ในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์-บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จ. สุรินทร์ และเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ผลการปฏิบัติใช้รถถางถางหุ้มเกราะทำการเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว พบระเบิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น ที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ และมีสภาพพร้อมใช้งานแม้ว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

กระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปสถานการณ์นี้ให้แก่คณะทูตของรัฐต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด คณะกรรมการประสานงานภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (ซึ่งประกอบด้วยรัฐสมาชิก/รัฐภาคีที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกทั้งปวงและมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี) ประเทศผู้บริจาคเงินและให้ความช่วยเหลือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแก่กัมพูชา รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกระทรวงการต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาได้ฝ่าฝืนหรือละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนไทย กฎบัตรสหประชาชาติ และพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา

จงตอบคำถามและอธิบายให้ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้

(ก) จากข้อเท็จจริงข้างต้น มีความเกี่ยวข้องกับผู้ทรงสิทธิตามสนธิสัญญานี้และผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร

(ข) ถึงแม้ว่าอนุสัญญาออตตาวานี้ไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจนต่อรัฐที่ฝ่าฝืนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา นักศึกษาคิดว่ามีหนทางใดในระดับสากลและระดับภูมิภาคที่จะบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศต่อราชอาณาจักรกัมพูชาได้

ธงคำตอบ

(ก) เมื่ออนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 หรือเรียกโดยย่อว่า “อนุสัญญาออตตาวา” นั้น ถือเป็นสนธิสัญญาประเภทหนึ่งตามความหมายของคำว่าสนธิสัญญาแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ดังนั้น อนุสัญญาออตตาวาดังกล่าวย่อมส่งผลให้รัฐภาคี รวมทั้งไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นรัฐที่ให้ความยินยอมผูกพันโดยการให้สัตยาบัน ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวในฐานะผู้ทรงสิทธิตามสนธิสัญญาในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดรวมทั้งการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และมีความเกี่ยวข้องกับผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศคือองค์การระหว่างประเทศ ในการที่จะสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมมือในการสอดส่องติดตามการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าว

(ข) แม้ว่าอนุสัญญาออตตาวาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนต่อรัฐที่ฝ่าฝืนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาก็ตาม แต่ก็มีหนทางบังคับใช้อนุสัญญานี้ทั้งในระดับสากลและระดับภูมิภาคอาเซียนต่อกัมพูชาได้ โดยการส่งเรื่องไปให้องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN) เผยแพร่รายงานการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อเวทีของ UN หรือสู่สาธารณะผ่านสื่อและองค์กร ICBL : International Campaign to Ban Landmines (แคมเปญนานาชาติเพื่อการห้ามทุ่นระเบิดสังหาร ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อยุติการผลิต สะสม ใช้ และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาออตตาวา) ซึ่งจะส่งผลให้รัฐที่ฝ่าฝืนอาจถูกประณามจากรัฐภาคีอื่นในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปีของอนุสัญญาออตตาวาและรัฐสมาชิกตามกลไกของอาเซียน รวมทั้งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ รัฐภาคีอื่นอาจกดดันทางการทูตและการเมือง มีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลง เช่น ทำหนังสือประท้วง เรียกทูตของตนกลับประเทศและขับไล่ทูตของรัฐที่ฝ่าฝืน ระงับสิทธิบางประการภายใต้อนุสัญญา เช่น ถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือถูกปฏิเสธมิให้ความร่วมมือทางเทคนิครัฐและองค์กรรระหว่างประเทศงดสนับสนุนในการกู้ทุนระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อ เป็นต้น

ข้อ 4. รัฐอัลฟา (State of Alpha) และรัฐเบต้า (State of Beta) เป็นรัฐเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันตามแนวแม่น้ำเดลต้า (Delta River) มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณเกาะกลางแม่น้ำที่มีพื้นที่ประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมีค่า โดยทั้งสองรัฐต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะดังกล่าว โดยรัฐอัลฟาได้ให้สัตยาบันกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) เมื่อปี 2505 และเป็นภาคีธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of the ICJ) โดยปริยาย แต่ไม่เคยทำคำแถลงการณ์ยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาล ตามมาตรา 36 (2) ของกฎบัตรศาล (Optional Clause Declaration) รัฐเบต้าได้ทำคำแถลงการณ์ยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลเมื่อปี 2550 ทั้งสองรัฐไม่เคยทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ที่กำหนดให้ข้อพิพาทระหว่างกันต้องนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2566 รัฐทั้งสองได้เริ่มกระบวนการเจรจาทางการทูตโดยตรง (Direct Diplomatic Negotiations) และได้มีการประชุมหารือกันถึง 8 ครั้ง ในระยะเวลา 6 เดือน ในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 รัฐทั้งสองได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) ที่กรุงนิวทรัล (Neutral City) ซึ่งระบุว่า “รัฐทั้งสองตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Commission) เพื่อทำการสำรวจและกำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศภายในระยะเวลา 1 ปี และตกลงที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันของพื้นที่พิพาทในระหว่างกระบวนการนี้” บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 รัฐอัลฟาได้ส่งกำลังทหาร 200 นาย เข้าประจำการในเกาะพิพาทและได้สร้างฐานทัพถาวร โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของตน การกระทำนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันอย่างชัดเจน นอกจากนี้รัฐอัลฟายังปฏิเสธที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคที่กำหนดไว้

รัฐเบต้าได้ประท้วงการกระทำของรัฐอัลฟาอย่างเป็นทางการ และพยายามเจรจาต่อรองอีกหลายครั้งแต่รัฐอัลฟาไม่ตอบสนอง รัฐเบต้าจึงกำลังพิจารณาว่าควรใช้กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเฉพาะประเภททางการทูต (Diplomatic Means of Dispute Settlement) เท่านั้นที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไปอย่างไรดี

ดังนั้น ขอให้นักศึกษาอธิบายและประเมินความเหมาะสมของแต่ละกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีทางการทูตที่เหมาะสมตามกรณีข้างต้น และกลไกทางการทูตใดที่จะสามารถให้มีผลผูกพันทางกฎหมายได้บ้าง

ธงคำตอบ

กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเฉพาะประเภททางการทูต (Diplomatic Means of Dispute Settlement) ที่มีอยู่ตามมาตรา 33 วรรคสอง ของกฎบัตรสหประชาชาติ มี 5 ประการ คือ

1. การเจรจาโดยตรง (Negotiation) คือ การที่รัฐคู่พิพาทเจรจาโดยตรงผ่านช่องทางการทูต แม้ว่าได้ใช้ไปแล้ว 8 ครั้ง แต่ล้มเหลวเพราะรัฐอัลฟาละเมิดข้อตกลงก็ตาม แต่ก็สามารถกลับมาเจรจากันได้อีกในระดับที่สูงขึ้น

2. การไกล่เกลี่ย (Good Offices) คือ การอาศัยบุคคลที่สามเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กลับมาเจรจากัน โดยไม่เข้าไปเสนอแนะแนวทางแก้ไข เมื่อรัฐอัลฟาไม่ตอบสนองการเจรจา อาจต้องการตัวกลางช่วยสื่อสาร เช่น เลขาธิการสหประชาชาติหรือรัฐที่สาม นำคู่พิพาทกลับมาสู่การเจรจากันใหม่

3. การประนีประนอม (Mediation) คือ การที่ผู้ไกล่เกลี่ยเข้ามาร่วมการเจรจาอย่างเข้มข้น ศึกษาข้อเท็จจริงและเสนอแนะแนวทางระงับข้อพิพาท เนื่องจากเป็นข้อพิพาทที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเขตแดนและแร่ธาตุมีค่า ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยเสนอแนวทางที่ยุติธรรม และยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไว้ได้

4. การไต่สวนหาข้อเท็จจริง (Inquiry) คือ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อพิพาท โดยไม่เสนอวิธีระงับข้อพิพาท แม้ว่าข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนแล้วจากการที่รัฐอัลฟาส่งทหารเข้าพื้นที่ แต่อาจจะมีประเด็นประวัติศาสตร์การครอบครองที่ยังไม่ชัดเจนหรือข้อเท็จจริงอื่นใดเพิ่มเติมอีก

5. การตั้งคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย (Conciliation) เป็นการผสมผสานการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและการประนีประนอม ศึกษาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้วเสนอแนะข้อยุติ ซึ่งข้อพิพาทมีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงคือ การกำหนดเส้นเขตแดน และประเด็นข้อกฎหมาย คือ การละเมิดบันทึกความเข้าใจ

ซึ่งกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีทั้ง 5 ประการดังกล่าวนั้น ไม่มีกลไกทางการทูตใดที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เนื่องจากข้อเสนอ คำแนะนำ หรือรายงานจากกลไกทางการทูตทุกวิธีจะไม่มีผลผูกพันรัฐคู่พิพาทมีอิสระที่จะยอมรับหรือปฏิเสธในผลลัพธ์นั้นได้ แต่อย่างไรก็ดี แม้กลไกทางการทูตจะไม่มีผลผูกพันแต่ก็เป็นที่นิยมใช้เพราะมีความยืดหยุ่นสูง รักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เคารพอธิปไตยของรัฐ และสามารถคำนึงถึงปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้นั่นเอง

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ฟูจิโกะ (Fujiko) เป็นรัฐสมาชิกของสหประชาชาติ (United Nations) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐต่าง ๆ กว่า 80 รัฐทั่วโลก ในกลางดึกของคืนวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2023 นายพลโดรา เอมอน ผู้บัญชาการคณะฟื้นฟูความสุขแห่งชาติ ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ ปลดรัฐบาลชุดเดิมออกจากตำแหน่ง แต่งตั้งให้นายพลโดรา เอมอน ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวขึ้นมา อีก 1 เดือนต่อมา คณะฟื้นฟูความสุขแห่งชาติจึงออกประกาศชื่อรัฐใหม่จาก “ฟูจิโกะ” เป็น “โดราเอมอนแลนด์ (Doraemon Land)”

รัฐบาลโดราเอมอนแลนด์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดรา เอมอน ต้องการผูกมิตรกับบรรดารัฐต่าง ๆ และต้องการแสดงให้สังคมระหว่างประเทศเห็นว่า โดราเอมอนแลนด์มีความสงบเรียบร้อย และทำการเปิดประเทศทำการค้าขายกับต่างชาติ จึงทำการเชิญผู้แทนรัฐต่าง ๆ ทั่วโลก ประธานาธิบดีโดรา เอมอน จึงจัดให้มีการฉลองวันสถาปนาโดราเอมอนแลนด์ขึ้น ปรากฏว่ามีรัฐส่งผู้แทนมาเพียง 10 รัฐ โดยที่ทั้ง 10 รัฐดังกล่าวนั้นต่างมีการปกครองในระบบเผด็จการทหารและเผด็จการคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น ส่วนรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหากไม่นิ่งเฉยก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีอีก 100 รัฐ ที่ทำการคว่ำบาตรไม่ค้าขายและประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับโดราเอมอนแลนด์

จากการที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ประชาชนในโดราเอมอนแลนด์จึงเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ประธานาธิบดีโดรา เอมอน จึงต้องการซื้อข้าวสารจากสารขัณฑ์ (Sarkhan) ซึ่งเป็นรัฐสมาชิกใหม่ของสหประชาชาติ แม้ว่าโดราเอมอนแลนด์กับสารขัณฑ์ยังไม่เคยเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเลย ประธานาธิบดีโดรา เอมอน จึงมอบหมายให้นายโนบิตะ เอมอน ซึ่งเป็นลูกชายเดินทางไปในฐานะผู้แทนของโดราเอมอนแลนด์ ซึ่งได้รับเอกสารการมอบอำนาจเต็ม (Full Power) จากประธานาธิบดีโดรา เอมอน ในการลงนามสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 จำนวน 3,000 ตัน มูลค่า 30 ล้านเหรียญ

ทั้งที่ความจริงแล้วนายโนบิตะ เอมอน เป็นผู้บริหารของกลุ่มบริษัท โซงากุกุ ซึ่งเป็นกลุ่มเอกชนในโดราเอมอนแลนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด ซึ่งมิได้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ราชการใด ๆ อีกด้วย หากแต่เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปในโดราเอมอนแลนด์ว่า นายโนบิตะ เอมอน เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญของโดราเอมอนแลนด์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2023 นางสาวมินาโมโตะ ชิซุกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสารขัณฑ์ ให้การต้อนรับนายโนบิตะ เอมอน และเป็นผู้แทนของสารขัณฑ์ในการตกลงร่วมกันด้วยการลงนามแบบเด็ดขาด (Definitive Signature) ในสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2024 เป็นวันที่กำหนดในสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 โดราเอมอนแลนด์ทำการชำระเงิน 30 ล้านเหรียญครบถ้วนแล้ว แต่สารขัณฑ์กลับไม่ส่งมอบข้าวสารให้แก่โดราเอมอนแลนด์ โดยที่แจ้งสาเหตุว่า สนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ไม่ได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจเต็ม (Full Power) จากโดราเอมอนแลนด์ จึงมีผลให้การจัดทำสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ไม่สมบูรณ์และมีผลเป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2025 สารขัณฑ์จึงฟ้องโดราเอมอนแลนด์ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้ตัดสินว่า การที่โดราเอมอนแลนด์ละเมิดสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 และขอให้ศาลสั่งให้โดราเอมอนแลนด์ชำระเงินค่าข้าวสารและค่าเสียหายจากการละเมิดสนธิสัญญา สารขัณฑ์คัดค้านเขตอำนาจศาลด้วยการอ้างว่า สนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ไม่ได้ทำการจดทะเบียนสนธิสัญญากับสำนักเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โดราเอมอนแลนด์จึงไม่สามารถอ้างสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวขอให้นักศึกษาพิจารณา ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะสามารถนำบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศประเภทใดมาตัดสินข้อพิพาทได้บ้าง โปรดจงอธิบายรายละเอียดของบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่ละประเภทเหล่านั้น

ธงคำตอบ

กฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้ศาลมีหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกนำเสนอขึ้นมา ได้แก่

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา

  2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

  3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย

  4. คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดของชาติต่างๆ ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย

    บทบัญญัติดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนอำนาจของศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี โดยอาศัยหลักความยุติธรรมและความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น

    จากบทบัญญัติตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสามารถนำบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศดังต่อไปนี้ มาใช้ตัดสินข้อพิพาทได้ ได้แก่

  5. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา โดยที่นิยามของสนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างบุคคลในระหว่างประเทศ (รัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศกับองค์การระหว่างประเทศ) อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับผนวกกันแบบใดก็ได้ และสนธิสัญญาจะมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายตามหลักมีผลผูกพันตามที่ตกลง (Pacta Sunt Servanda)

  6. จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

    (1) การปฏิบัติของรัฐ (State Practice) หรือทางปฏิบัติของนานาประเทศ (Practice of States) เกิดเป็นกรณีตัวอย่าง (Precedents) ของหลาย ๆ รัฐติดต่อกัน มีความถี่สม่ำเสมอเหมือน ๆ กัน (Repetition) สอดคล้องกัน (Consistency) และแพร่หลายทั่วไป (Widespread)

    (2) ความเชื่อของรัฐว่าหลักการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ปฏิบัตินั้นเป็นกฎหมายและจำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม (Opinio Juris Sive Necessitatis)

  7. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย คือ หลักกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันตามกฎหมายภายในของรัฐ โดยที่ปัจจุบันทุกรัฐถือได้ว่าเป็นอารยประเทศทั้งหมดแล้ว โดยที่หลักกฎหมายทั่วไปจึงมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่โดยหลักอยู่แล้ว เนื่องจากหลักกฎหมายทั่วไปได้แทรกซึมและผสมผสานอยู่ในระบบกฎหมายภายในของรัฐต่าง ๆ ในตัวบทกฎหมายหรือแนวคำพิพากษาของศาล เช่น หลักการชดเชยความเสียหายในคดี หรือหลักกฎหมายปิดปากในคดี (เช่น กรณีคดีปราสาทพระวิหารระหว่างกัมพูชากับไทย ในปี ค.ศ.1962) เป็นต้น

  1. คำพิพากษาของศาลในระดับระหว่างประเทศ

  2. คำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดของชาติต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นเอกสารหรือตำราก็ได้ ไม่ว่าจะมีที่มาจากรายบุคคลหรือองค์กรก็ได้

    นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะสามารถนำบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศนอกเหนือจากข้อ 38 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1946 มาใช้ตัดสินข้อพิพาทได้อีกด้วย ได้แก่ หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น (Jus Cogens) มติที่ประชุม (Resolution) ขององค์การระหว่างประเทศ การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (Unilateral Act) และกฎหมายที่ไม่มีสภาพบังคับโดยตรง (Soft Law)

ข้อ 2. โปรดอธิบายขั้นตอนการจัดทำสนธิสัญญา และข้ออ้างของสารขัณฑ์ว่า การที่นายโนบิตะ เอมอนลงนามในสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจเต็ม (Full Power) จากโดราเอมอนแลนด์นั้น ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

การจัดทำสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอนการจัดทำดังนี้ คือ

  1. การเจรจา การเจรจาเป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการทำสนธิสัญญาเพื่อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทำสนธิสัญญา ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจในการเจรจาเพื่อทำสนธิสัญญาจะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ หรือในบางกรณีผู้มีอำนาจในการเจรจาอาจจะไม่ทำการเจรจาด้วยตนเองก็ได้แต่มอบอำนาจให้ผู้อื่น เช่น ตัวแทนทางการทูตหรือคณะผู้แทนเข้าทำการเจรจาแทน แต่ต้องทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ซึ่งผู้แทนจะนำมามอบให้แก่รัฐคู่เจรจา หรือต่อที่ประชุมในกรณีที่มีรัฐหลายรัฐร่วมเจรจาด้วย

  2. การลงนาม การลงนามในสนธิสัญญา มีวัตถุประสงค์ที่จะกำหนดข้อความเด็ดขาดในสนธิสัญญา และการแสดงความยินยอมที่จะผูกพันในสนธิสัญญาของรัฐคู่เจรจา ซึ่งการลงนามในสนธิสัญญานั้นจะกระทำเมื่อผู้แทนในการเจรจาเห็นชอบกับข้อความในร่างสนธิสัญญานั้นแล้ว

  3. การให้สัตยาบัน การให้สัตยาบัน หมายถึง การยอมรับขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงเจตนาของรัฐที่จะรับข้อผูกพันและปฏิบัติตามพันธะในสนธิสัญญา และการให้สัตยาบันแก่สนธิสัญญานั้น จะต้องมีการจัดทำสัตยาบันสาร (Instrument of Ratification) ซึ่งกระทำในนามประมุขของรัฐ หรือรัฐบาล หรืออาจจะลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ และในสัตยาบันสารนั้นจะระบุข้อความในสนธิสัญญา และคำรับรองที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในสนธิสัญญานั้น

  4. การจดทะเบียน เมื่อมีการทำสนธิสัญญาเสร็จแล้ว โดยหลักจะต้องนำสนธิสัญญานั้นไปจดทะเบียนไว้กับสำนักเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ (มาตรา 102 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ) แต่อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาบางฉบับอาจจะไม่ได้นำไปจดทะเบียนก็ได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายมิได้บังคับว่าสนธิสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต้องจดทะเบียนแล้วเท่านั้น สนธิสัญญาบางฉบับแม้จะไม่ได้จดทะเบียนก็มีผลสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

กรณีตามปัญหา การที่ประธานาธิบดีโดรา เอมอน ได้มอบหมายให้นายโนบิตะ เอมอน ซึ่งเป็นลูกชายเดินทางไปในฐานะผู้แทนของโดราเอมอนแลนด์นั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่านายโนบิตะ เอมอน ได้รับเอกสารการมอบอำนาจเต็ม (Full Power) จากประธานาธิบดีโดรา เอมอน ในการลงนามสนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 จำนวน 3,000 ตัน มูลค่า 30 ล้านเหรียญแล้ว แม้ว่านายโนบิตะ เอมอน จะเป็นลูกชายของประธานาธิบดีโดรา เอมอน หรือจะมีสถานภาพใดก็ตาม ก็ถือว่านายโนบิตะ เอมอน เป็นผู้มีอำนาจเต็มแล้ว ดังนั้น การที่สารขัณฑ์อ้างว่า สนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ไม่ได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจเต็ม (Full Power) จากโดราเอมอนแลนด์นั้น ข้ออ้างของสารขัณฑ์จึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 3. โปรดอธิบายองค์ประกอบของรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และการที่ฟูจิโกะเปลี่ยนชื่อรัฐใหม่เป็นโดราเอมอนแลนด์นั้น ต้องมีการรับรองรัฐใหม่ด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention) ค.ศ.1933 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ได้ให้คำจำกัดความคำว่า “รัฐ” ไว้ว่า รัฐ (State) คือ บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดได้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

    เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติหรือองค์ประกอบของรัฐตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า การที่คณะฟื้นฟูความสุขแห่งชาติได้ออกประกาศชื่อรัฐใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก “ฟูจิโกะ” เป็น “โดราเอมอนแลนด์” นั้น ไม่ได้ทำให้ “โดราเอมอนแลนด์” กลายสภาพเป็นรัฐใหม่แต่อย่างใด ยังคงมีสภาพเป็นรัฐเก่าเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อรัฐเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ถือว่า “โดราเอมอนแลนด์” เป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องมีการรับรองรัฐแต่อย่างใด เพราะการรับรองรัฐจะใช้กับกรณีของการเกิดรัฐใหม่โดยประชาคมที่มีระเบียบในทางการเมืองใหม่ หรือประเทศที่หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมหรือดินแดนที่เคยอยู่ในความดูแลของประเทศอื่น หรือมีการแบ่งแยกดินแดนของรัฐหนึ่งไปก่อตั้งรัฐใหม่เท่านั้น อีกทั้งการรับรองรัฐเป็นเพียงการกระทำในทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ เท่านั้น มิได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าจะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่นด้วยหรือไม่

ดังนั้น กรณีตามปัญหาสรุปได้ว่าจากการเปลี่ยนชื่อรัฐจาก “ฟูจิโกะ” เป็น “โดราเอมอนแลนด์” นั้น ไม่ได้ทำให้ “โดราเอมอนแลนด์” กลายเป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องมีการรับรองรัฐใหม่

ข้อ 4. ความขัดแย้งภายใต้สนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ระหว่างสารขัณฑ์และโดราเอมอนแลนด์นั้น นอกเหนือจากการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้ว สารขัณฑ์และโดราเอมอนแลนด์สามารถยินยอมที่จะใช้กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอื่นใดได้อีกบ้างภายใต้กรอบของกฎบัตรสหประชาชาติ โปรดจงอธิบาย

ธงคำตอบ

ตามมาตรา 33 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้กำหนดเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไว้ว่า “ผู้เป็นฝ่ายในกรณีพิพาทใด ๆ ซึ่งหากดำเนินอยู่ต่อไปน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ก่อนอื่นจักต้องแสวงหาทางแก้ไขโดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ การระงับโดยทางศาล การอาศัยองค์การหรือการตกลงส่วนภูมิภาค หรือโดยสันติวิธีอื่นใดที่คู่กรณีเลือกเอง”

ตามมาตรา 33 ดังกล่าว ได้กำหนดกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีไว้ดังนี้ คือ

  1. การเจรจาและการปรึกษาหารือ (Negotiation and Consultation)

  2. การไต่สวน (Inquiry)

  3. การจัดเจรจาโดยคนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Offices)

  4. การไกล่เกลี่ย (Mediation)

  5. การประนีประนอม (Conciliation)

  6. อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International Arbitration)

  7. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ)

  8. องค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค (Regional International Organizations)

  9. วิธีการสันติวิธีอื่น ๆ ที่คู่กรณีเลือกเอง (Other peaceful means of their own choice)

    ดังนั้น ตามปัญหา ความขัดแย้งภายใต้สนธิสัญญาซื้อขายข้าว ค.ศ. 2023 ระหว่างสารขัณฑ์และโดราเอมอนแลนด์นั้น นอกเหนือจากการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งเป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามรูปแบบที่ 7 แล้ว สารขัณฑ์และโดราเอมอนแลนด์ยังสามารถยินยอมที่จะใช้กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอื่น ๆ ในอีก 8 รูปแบบที่เหลือได้

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ให้นักศึกษาอธิบายหลักการดังกล่าวว่าคืออะไร และมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างไร

(ก) กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens)

(ข) การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (Unilateral Act)

(ค) หลักการในรูปแบบ Soft Law

ธงคำตอบ

(ก) กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens)

ตามร่างข้อสรุปเกี่ยวกับการบ่งชี้และผลที่ตามมาทางกฎหมายของบรรทัดฐานต้องห้ามของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป ของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ จะมีลักษณะดังนี้ คือ

  1. เป็นหลักกฎหมายพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

  2. เป็นหลักกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับและรับทราบโดยประชาคมระหว่างประเทศของรัฐโดยรวมว่าเป็นบรรทัดฐานซึ่งไม่อนุญาตให้มีการจำกัดสิทธิได้ และสามารถแก้ไขได้เฉพาะโดยบรรทัดฐานที่ตามมาของกฎหมายระหว่างประเทศโดยทั่วไปที่มีลักษณะเหมือนกันเท่านั้น

เพราะฉะนั้น หลักกฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens) จึงเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งประชาคมระหว่างประเทศให้การยอมรับและรับทราบ เป็นพันธกรณีผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga Omnes) และมีผลผูกพันทุกรัฐให้ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม เป็นหลักกฎหมายที่ไม่มีรัฐใดขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามได้ ซึ่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens) ได้แก่ หลักการห้ามใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลักการห้ามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลักการห้ามค้าทาส และหลักการห้ามกระทำการอันเป็นโจรสลัด

(ข) การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (Unilateral Act)

การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐซึ่งก่อให้เกิดผลทางกฎหมายตามนัยของกฎหมายระหว่างประเทศนั้นจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  1. จะต้องเป็นการกระทำของผู้แทนของรัฐหรือในฐานะที่เป็นรัฐ เช่น ในฐานะประมุขของรัฐ หรือในฐานะผู้นำรัฐ ซึ่งได้กระทำโดยใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ

  2. จะต้องเป็นการกระทำฝ่ายเดียว

  3. จะต้องมีเจตนาที่จะผูกพันตามที่ได้กระทำ

  4. จะไม่มีการจำกัดรูปแบบ โดยอาจอยู่ในรูปแบบการประกาศฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางวาจา หรือเป็นข้อความลายลักษณ์อักษรก็ได้ แต่ต้องประกาศในที่สาธารณะ

  5. จะต้องมีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ดี หากเป็นการใช้คำกว้าง ๆ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติตามข้อผูกพัน อาจกลายเป็นเพียงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ได้

และผลของการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐนั้น ย่อมก่อให้เกิดพันธกรณีในทางกฎหมายผูกพันกับรัฐที่มีการกระทำนั้นให้มีพันธกรณีในการที่จะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่กระทำการฝ่ายเดียวนั้น ซึ่งตัวอย่างของการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ คือ การแถลงการณ์ของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะไม่ทดลองอาวุธนิวเคลียร์บนเกาะอันเป็นอาณานิคมของตน ฝรั่งเศสจึงต้องผูกพันในการไม่ทดลองอาวุธนิวเคลียร์บนเกาะนั้นอีก (คดี Nuclear Tests Cases (New Zealand V. France ; Australia V. France) I.C.J. Reports 1974)

(ค) หลักการในรูปแบบ Soft Law

Soft Law เป็นหลักการที่มีที่มาจากหลักการซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยทั่วไปของชาติต่าง ๆ เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เป็นกฎหมายที่ไม่มีสถานภาพบังคับทางกฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติสำหรับรัฐ ซึ่งจะเป็นไปตามความสมัครใจของรัฐต่าง ๆ ตามเหตุผลเฉพาะของตน โดยรัฐจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็แล้วแต่รัฐนั้น ๆ เช่น ปฏิญญาสต็อกโฮม ปฏิญญาริโอ ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติในเรื่องการคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ในทางกฎหมายนั้น Soft Law จะไม่มีผลผูกพันรัฐ กล่าวคือ การที่รัฐใดไม่นำ Soft Law ไปปฏิบัตินั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ดี หากรัฐมีการนำหลักการในเรื่องใดที่เป็น Soft Law ไปปฏิบัติ เช่น นำไปออกเป็นกฎหมายภายในหรือปรับปรุงกฎหมายภายในของตนให้เป็นไปตามแนวทางของ Soft Law แล้ว จากหลักการ Soft Law ดังกล่าวก็จะกลายเป็น Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย) ของรัฐและผูกพันรัฐนั้นได้

ข้อ 2. เมื่อพิจารณาการที่หลายรัฐจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศ (Inter-governmental Organizations) ระดับสากล ทั้งที่เป็นทบวงการชำนัญพิเศษและองค์การที่เกี่ยวข้องในระบบองค์การสหประชาชาติ (UN) รวมทั้งการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันที่ถาวรและมีเจตจำนงแยกต่างหากจากรัฐ

จงอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักนานาชาตินิยม (Internationalism)

ธงคำตอบ

เหตุผลและความจำเป็นของการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับสากลนั้น สืบเนื่องมาจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งกันกับชาติอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอดีตนั้น คู่พิพาทมักจะใช้กำลังกับชาติอื่นทำให้เกิดสงครามหรือการสู้รบระหว่างกันบ่อยครั้งมาก เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการเด็ดขาดและได้ผลรวดเร็วจนเกิดความสูญเสียมหาศาลตลอดมา โดยที่ไม่มีหลักเกณฑ์ แบบแผน และกลไกของการอยู่ร่วมกันในทางสันติของชาติ/รัฐต่าง ๆ ในสังคมระหว่างประเทศ และไม่มีองค์การหรือสถาบันที่มีอำนาจเหนือรัฐอธิปไตยสามารถเข้าไปแทรกแซง แก้ไข หรือยุติปัญหาหรือความขัดแย้งด้วยสันติวิธีอย่างมีประสิทธิผล

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาหรือขยายขอบเขตจากการประชุมระหว่างประเทศ ให้มีหลักเกณฑ์ แบบแผน และกลไกของการอยู่ร่วมกันในทางสันติของชาติ/รัฐต่าง ๆ ผสานผลประโยชน์ร่วมกันของ

รัฐสมาชิก ยอมรับกฎระเบียบให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยยึดถือหลักการนานาชาตินิยม จัดตั้งเป็นองค์การหรือสถาบัน โดยจัดทำเป็นสนธิสัญญาเพื่อแสวงหาความร่วมมือ เข้าไปแทรกแซง แก้ไขหรือยุติปัญหาหรือความขัดแย้งหรือข้อพิพาทของรัฐต่าง ๆ และจำเป็นต้องมีโครงสร้างความร่วมมือ และการรวมตัวกันของรัฐต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นสถาบันที่ถาวรเพื่อขับเคลื่อนงานในหลากหลายด้าน และให้เป็นศูนย์กลาง/กลไก/เครื่องมือดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศด้านการพัฒนาร่วมกัน พบปะหารือกัน ประสานงาน ร่วมมือสนับสนุน และช่วยเหลือกันในด้านต่าง ๆ

องค์การระหว่างประเทศระดับสากลที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ได้แก่ สหประชาชาติ (UN), องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO), สหภาพยุโรป (EU), องค์การการค้าโลก (WTO) และศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นต้น

ข้อ 3. “เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความยาวประมาณ 5,656 กิโลเมตร แยกเป็นเขตแดนไทย – กัมพูชา ประมาณ 798 กิโลเมตร, ไทย – ลาว ประมาณ 1,810 กิโลเมตร, ไทย – เมียนมา ประมาณ 2,401 กิโลเมตร และไทย – มาเลเซีย ประมาณ 647 กิโลเมตร เขตแดนดังกล่าวเป็นผลจากการตกลงกำหนดเขตแดนในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม และไทยต้องเสียอาณาเขตซึ่งเคยเป็นหัวเมืองประเทศราชมาช้านานให้แก่ประเทศทั้งสองเพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและเพื่อให้ได้คืนมาซึ่งอธิปไตยทางศาล

โดยหลักการแล้วประเทศไทยเคารพพันธกรณีตามสนธิสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นในอดีต และยึดถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างกันเป็นไปตามที่ได้ปักปันกันไว้แล้ว อย่างไรก็ดี โดยที่เขตแดนส่วนใหญ่เป็นไปตามสันปันน้ำกับร่องน้ำลึกซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” (ที่มา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 2567)

จากข้อความข้างต้น

(ก) เส้นเขตแดนของรัฐเกี่ยวข้องอย่างไรกับองค์ประกอบของรัฐ (10 คะแนน)

(ข) สันปันน้ำกับร่องน้ำลึกใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดนของรัฐในกรณีใดบ้าง จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

(ก) เส้นเขตแดนของรัฐจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของรัฐตรงที่ว่า เส้นเขตแดนของรัฐถือเป็นสิ่งที่จะกำหนดอาณาเขตของรัฐหรือดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของรัฐ อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐภายใต้อนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 มาตรา 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications : (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”

จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดได้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐแต่ละรัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนแตกต่างกันไปตามลักษณะของเขตแดน เช่น กรณีเป็นเขตแดนทางบก รัฐอาจกำหนดจากเขตแดนตามธรรมชาติ เช่น ใช้สันปันน้ำ (Watershed) ซึ่งหมายถึง แนวสันเขาบริเวณที่แบ่งน้ำให้ไหลลาดลงไปยังลุ่มแม่น้ำทั้งสองฟากของแนวเทือกเขานั้น เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐที่มีแนวเทือกเขาหรือสันเขาคั่นกลางระหว่าง 2 รัฐ เช่น แนวเทือกเขาพนมดงรักที่คั่นกลางระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นต้น หรือในกรณีที่เป็นเขตแดนทางน้ำ (แม่น้ำคั่นระหว่างประเทศ) เช่น กรณีแม่น้ำโขงที่คั่นกลางระหว่างประเทศไทยกับ สปป. ลาว ก็จะใช้ร่องน้ำลึก (Thalweg) คือกึ่งกลางของร่องเดินเรือหลักของการเดินเรือ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐ เป็นต้น

 

ข้อ 4. โปรดอธิบายการอนุญาตให้ใช้กำลังตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ธงคำตอบ

ตามกฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดหลักการที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้กำลังไว้ ดังนี้

ข้อ 39 “คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องกำหนดว่า การคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ หรือการกระทำการรุกรานได้มีขึ้นหรือไม่ และจะต้องทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยว่าจะใช้มาตรการใดตามข้อ 41 และ 42 เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

ข้อ 42 “หากเห็นว่ามาตรการตามมาตรา 41 ไม่เพียงพอ คณะมนตรีความมั่นคงอาจดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินเช่นที่เห็นจำเป็น ซึ่งอาจรวมถึงการแสดงแสนยานุภาพ การปิดล้อม และการปฏิบัติการอย่างอื่นโดยใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินของบรรดาสมาชิกสหประชาชาติ”

ข้อ 51 “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรฉบับปัจจุบันจะรอนสิทธิประจำตัวในการป้องกันตนเองโดยลำพังหรือโดยร่วมกัน หากการโจมตีด้วยกำลังอาวุธบังเกิดแก่สมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ มาตรการที่สมาชิกได้ดำเนินไปในการใช้สิทธิป้องกันตนเองนี้จะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที และจะต้องไม่กระทบกระเทือนอำนาจและความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงตามกฎบัตรฉบับปัจจุบันแต่ประการใด ในอันที่จะดำเนินการเช่นที่เห็นจำเป็นไม่ว่าในเวลาใด เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

จากการบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ตามกฎบัตรสหประชาชาติได้อนุญาตให้มีการใช้กำลังได้ 2 ประการ คือ 1. การป้องกันตนเอง และ 2. การใช้มาตรการรักษาสันติภาพร่วมกัน

1. การป้องกันตนเองตามตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ การป้องกันตนเองโดยลำพังหรือโดยร่วมกันจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธก่อน รัฐจึงสามารถใช้กำลังได้ (เทียบเคียงคดี Military and Paramilitary Activities in und against Nicaragua (Nicaragua v. United States of America), Merits, Judgment, I.C.J. Reports 1986, para, 191) และต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที ซึ่งการป้องกันตนเองนี้จะต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนด้วยว่าครบองค์ประกอบ (เทียบเคียงคดี Oil Platforms (Islamic Republic of Iran v. United States of America), Judgment, I.C.J. Reports 2003, para 76)

2. การใช้มาตรการรักษาสันติภาพร่วมกันภายใต้หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงจะต้องกำหนดว่า ได้มีการคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ หรือการกระทำการรุกราน ตามข้อ 39 เป็นหน้าที่ลำดับแรกของคณะมนตรีความมั่นคงในฐานะผู้รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ (เทียบเคียงคดี Certain expenses of the United Nations (Article 17, paragraph 2, of the Charter), Advisory Opinion of 20 July 1962 : I.C.J. Reports 1962, p. 151.) และจะต้องทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยว่าจะดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินเช่นที่เห็นจำเป็น ตามข้อ 42

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ในคดี Barcelona Traction (1970) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก (ICJ) ชี้ให้เห็นว่า

“รัฐหนึ่ง ๆ มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกโดยส่วนรวม (erga omnes obligations) ซึ่งรัฐทั้งหลาย

ย่อมมีส่วนได้เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง เช่น มิให้ถูก

รุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค้าทาส เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งแตกต่างจากพันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อ

รัฐคู่กรณีเท่านั้น (obligations vis-à-vis another state)” ดังที่ได้ตกลงกันไว้อันสอดคล้องกับหลัก

pacta sunt servanda

ถ้อยคำที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้นได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law สาม (3)

ประเภท อยากทราบว่าได้แก่ประเภทใดบ้าง และมีลักษณะทางกฎหมายอย่างไร จงอธิบายให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

กฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่เป็น

Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่รัฐต้องปฏิบัติตาม) ได้แก่

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่

    ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา

  2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่า

    เป็นกฎหมาย

  3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย คือ หลักกฎหมายซึ่งเป็นที่

    ยอมรับและใช้กันตามกฎหมายภายในรัฐ

  4. คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริม

    ในการกำหนดหลักกฎหมาย

และ Hard Law ให้หมายความรวมถึง Jus cogens คือ กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด

หรือหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐต้องปฏิบัติโดยไม่มีข้อยกเว้นด้วย

ในคดี Barcelona Traction (1970) ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก (ICJ) ชี้ให้เห็นว่า

“รัฐหนึ่ง ๆ มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกโดยส่วนรวม (erga omnes obligations) ซึ่งรัฐทั้งหลายย่อมมีส่วนได้

เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง เช่น มิให้ถูกรุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค้าทาส

เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งแตกต่างจากพันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อรัฐคู่กรณีเท่านั้น (obligations vis-à-vis

another state)” ดังที่ได้ตกลงกันไว้อันสอดคล้องกับหลัก pacta sunt servanda นั้น ถ้อยคำที่ปรากฏดังกล่าว

ข้างต้นได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law 3 ประเภท ได้แก่

ประเภทแรก ได้แก่ พันธกรณีที่เป็นผลผูกพันทั่วไปโดยส่วนรวม (erga omnes) ซึ่งเป็นผลทาง

กฎหมายของจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่รัฐต่าง ๆ ย่อมมีส่วนได้เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้

เช่นเดียวกัน โดยที่ศาล ICJ ใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีตามข้อ 38 ย่อหน้า/ข้อย่อยที่ 1 (b)

ประเภทที่สอง ได้แก่ พันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อรัฐคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักสัญญาต้อง

ได้รับการเคารพและปฏิบัติตาม ซึ่งมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาตามข้อ 38 ย่อหน้า/ข้อย่อยที่ 1 (b) (1)

ประเภทที่สาม ได้แก่ กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus cogens) ได้แก่ รุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ค้าทาส เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งจารีตประเพณีและ Jus cogens

ข้อ 2. ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 42 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2023 โดยมีประเทศ

สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นประธาน รัฐสมาชิกทั้งหลายของอาเซียนได้ยอมรับปฏิญญาอาเซียน

ว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ ค.ศ. 2023 (The 2023 ASEAN

Declaration on the Placement and Protection of Migrant Fishers) ที่มุ่งให้รัฐสมาชิก

รับไปดำเนินการตามความสมัครใจให้สอดคล้องกันทางนโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบของตน

โดยเพิ่มการคุ้มครองสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนของแรงงานประมงข้ามชาติที่ทำงานใน

เรือประมงเชิงพาณิชย์ ซึ่งมักจะเผชิญอันตราย ถูกละเมิดสิทธิ และถูกแสวงประโยชน์ใน

หลากหลายรูปแบบ ปฏิญญานี้ยังได้ระบุถึงปฏิญญาหลายฉบับที่เกี่ยวข้องโดยตรงซึ่งมีเจตนารมณ์

และแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปในทำนองเดียวกัน โดยที่มีเนื้อหาที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อ

รัฐสมาชิกอาเซียน เช่น ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการและแนวปฏิบัติแนะนำที่

ระบุไว้ในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ (ปฏิญญา

เซบู) เป็นต้น

ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ ค.ศ. 2023

มีลักษณะเข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

เหตุผลให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (Vienna Convention on the

Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลง

ระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้

ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะ

เป็นอย่างใดก็ตาม”

และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย

สนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  1. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย

    ระหว่างประเทศ

  2. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใด

    ก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  3. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่าง

    ประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย

กฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมง

ข้ามชาติ ค.ศ. 2023 นั้น ไม่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะแม้ว่าจะเป็น

ข้อตกลงเป็นทางการระหว่างรัฐที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม การใช้ชื่อว่า “ปฏิญญา” นั้น โดยทั่วไป

มีลักษณะเป็นเพียงการระบุเจตนารมณ์และข้อปฏิบัติที่ตกลงร่วมกัน มุ่งประสงค์เป็นแนวปฏิบัติให้แต่ละรัฐสมาชิก

นำไปดำเนินการตามความสมัครใจ โดยไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับปฏิญญาอื่น

ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงตามที่ปฏิญญานี้ได้ระบุไว้ คือ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการและแนวปฏิบัติ

แนะนำที่ระบุไว้ในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีเนื้อหาที่

ไม่มีผลทางกฎหมาย

ดังนั้น ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ

ค.ศ. 2023 จึงไม่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย

กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969

ข้อ 3. เนื่องในโอกาสที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association

(FIFA)) จัดการประชุมใหญ่ (FIFA Congress) ครั้งที่ 74 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13 – 17

พฤษภาคม 2567 โดยมี 211 สมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

ถูกก่อตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งแห่งสวิตเซอร์แลนด์โดยสมาคมฟุตบอลแห่งชาติของ 7 รัฐ

ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 21

พฤษภาคม ค.ศ. 1904 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาสมาคมฟุตบอล

ของรัฐและตัวตนที่ไม่ใช่รัฐทุกภูมิภาคของโลกเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ปัจจุบัน

การดำเนินงานอยู่ภายใต้ธรรมนูญ FIFA (FIFA Statutes) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ. 2022

ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างสมาคมและสหพันธ์ของกีฬานี้

สนับสนุนการจัดแข่งขันฟุตบอลในทุกระดับในทุกภูมิภาคของโลกผ่านโครงการต่าง ๆ กำหนด

กฎเกณฑ์การเล่น กำกับดูแลการโอนย้ายผู้เล่นระหว่างประเทศ มาตรฐานของกรรมการ ผู้ฝึกสอน

และเวชภัณฑ์ทางกีฬา ฯลฯ

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เป็นองค์การระหว่างประเทศ

(IGO) ที่เป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด

จงอธิบายให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ องค์กรที่จะถือว่าเป็น “องค์การระหว่างประเทศ” (International

Organization) และจะเป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น จะต้องมีองค์ประกอบ

ดังต่อไปนี้คือ

  1. จะต้องเป็นองค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาล กล่าวคือ บุคคลที่สามารถแสดงเจตนา

    เข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศแทนรัฐได้นั้น จะต้องเป็นผู้แทนของรัฐบาลเท่านั้น

  2. จะต้องมีการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นโดยสนธิสัญญาหรือตราสารจัดตั้งอื่น

  3. จะต้องเป็นองค์กรที่มีลักษณะถาวร เช่น มีการจัดตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อประชุมดำเนิน

    กิจการ เป็นต้น

  4. จะต้องเป็นองค์ที่มีความเป็นอิสระ มีอำนาจในการตัดสินใจแทนรัฐสมาชิก มีสิทธิหน้าที่

    และความรับผิดชอบเป็นของตนเอง โดยได้รับการรับรองสถานะเป็นนิติบุคคลจากรัฐสมาชิก

ตัวอย่างขององค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สหประชาชาติและองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติ

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น

กรณีตามปัญหา สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล

ของ 7 รัฐ ซึ่งมิใช่รัฐหรือผู้แทนของรัฐ แต่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายภายในของรัฐ 7 รัฐดังกล่าว รวมถึงธรรมนูญ

ของ FIFA และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องนั้น ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยสมาชิกที่เป็นสมาคมและสโมสรฟุตบอลของรัฐ

จึงไม่เข้าลักษณะของความเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ (VCLT) ที่จะก่อให้เกิดพันธกรณีต่อรัฐ

และองค์การระหว่างประเทศ มีลักษณะเป็นเพียงสหพันธ์ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างการรวมกลุ่ม

หรือเครือข่ายเฉพาะด้านที่มีกลไกการบริหารเป็นของตนเองเท่านั้น ดังนั้น สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA)

จึงไม่เป็นองค์การระหว่างประเทศที่เป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

ข้อ 4. หลังจากเมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2015 ที่ได้ก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) สมาชิก

อาเซียนทั้ง 10 รัฐ ได้ผูกพันในพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทที่เพิ่มขึ้น ค.ศ. 2019

(The 2019 ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Mechanism) โดยร่วมกันตกลงไว้ใน

ข้อ 4 ว่า หากรัฐสมาชิกมีข้อพิพาทกันเมื่อใดก็ตาม รัฐสมาชิกตกลงให้ใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ

(Good Office) การประนีประนอม (Conciliation) หรือการไกล่เกลี่ย (Mediation) และตกลงให้

เลขาธิการอาเซียนมีความสามารถโดยตำแหน่งในการเสนอให้ใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นเพื่อมุ่งหมาย

ช่วยเหลือให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทกันได้

นักศึกษาจงอธิบายเหตุผลให้ชัดเจนในคำถามดังต่อไปนี้

(1) วิธีการระงับข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติอย่างไร

(2) วิธีใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) แตกต่างจากวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) อย่างไร

ธงคำตอบ

(1) การที่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ได้ผูกพันในพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไก

การระงับข้อพิพาทที่เพิ่มขึ้น ค.ศ. 2019 โดยร่วมกันตกลงไว้ในข้อ 4 ว่า หากสมาชิกมีข้อพิพาทกันเมื่อใดก็ตาม

รัฐสมาชิกตกลงให้ใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) การประนีประนอม (Conciliation) หรือการไกล่เกลี่ย

(Mediation) และตกลงให้เลขาธิการอาเซียนมีความสามารถโดยตำแหน่งในการเสนอให้ใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้น

เพื่อมุ่งหมายช่วยเหลือให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทกันได้นั้น วิธีการระงับข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้นถือว่าสอดคล้อง

กับกฎบัตรสหประชาชาติ บทที่ 6 ว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และข้อที่ 33 (1) ซึ่งกำหนดว่า ผู้เป็นฝ่าย

ในกรณีพิพาทใด ๆ ซึ่งหากดำเนินอยู่ต่อไปน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง

ประเทศ ก่อนอื่นจักต้องแสวงหาการแก้ไขข้อพิพาทโดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม ฯลฯ

เป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ซึ่งเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาทกัน และเป็นวิถีทาง

การทูตในระดับภูมิภาคมิให้รัฐคู่พิพาทใช้กำลังต่อกัน

(2) วิธีใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) เป็นกรณีที่รัฐที่สามจะเป็นสื่อกลางให้รัฐคู่กรณี

เข้าเจรจากันโดยตรง โดยปล่อยให้รัฐคู่กรณีพูดคุยเจรจากันเอง คนกลางดังกล่าวไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่ได้มี

ส่วนร่วมแข็งขันแต่อย่างใด การเข้ามาเป็นคนกลางของรัฐที่สามนี้ อาจเข้ามาเพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย

ร้องขอ หรืออาจจะเข้ามาเองโดยสมัครใจก็ได้ ซึ่งวิธีนี้นั้นไม่สามารถแน่ใจได้ว่าคู่กรณีจะยุติข้อพิพาทกันได้หรือไม่

ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) ซึ่งรัฐที่สามซึ่งเป็นคนกลางจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันโดย

ร่วมพูดคุยและถกเถียงร่วมกันกับคู่กรณีในประเด็นข้อพิพาท โน้มน้าวให้ยอมลดความรุนแรงและฟังเหตุผลของ

คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปโน้มน้าวเลือกใช้ทางออกตามที่ตนชี้หรือเสนอแนะไปได้ ซึ่งจะยุติข้อพิพาท

สำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคู่กรณี

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. โปรดอธิบายความหมายและการมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายของบ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (15 คะแนน)

และการเรียงลำดับประเภทของบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 เป็นการเรียงตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด (10 คะแนน)

ธงคำตอบ

บ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 ของธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือ

1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา โดยที่นิยามของสนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างบุคคลในระหว่างประเทศ (รัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศกับองค์การระหว่างประเทศ) อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับผนวกกันแบบใดก็ได้ และสนธิสัญญาจะมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายตามหลักมีผลผูกพันตามที่ตกลง (Pacta Sunt Servanda)

2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

(1) การปฏิบัติของรัฐ (State Practice) หรือทางปฏิบัติของนานาประเทศ (Practice of States) เกิดเป็นกรณีตัวอย่าง (Precedents) ของหลาย ๆ รัฐติดต่อกัน มีความถี่สม่ำเสมอเหมือน ๆ กัน (Repetition) สอดคล้องกัน (Consistency) และแพร่หลายทั่วไป (Widespread)

(2) ความเชื่อของรัฐว่าหลักการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ปฏิบัตินั้นเป็นกฎหมายและจำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม (Opinio Juris Sive Necessitatis)

โดยที่การปฏิบัติของรัฐและ Opinio Juris Sive Necessitatis เป็นเวลาช้านาน (Time Immemorial) ได้แปรเปลี่ยนที่จุดพลิกผัน (Tipping Point) ทำให้ทั้งสององค์ประกอบกระจ่างชัดกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Crystallized Customary Law)

จารีตประเพณีระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายตามหลักมีผลผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga omnes) ซึ่งมีผลให้ผูกพันบุคคลในกฎหมายระหว่างประเทศในสังคมระหว่างประเทศทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องอาศัยความยินยอมแต่ประการใด

3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย คือ หลักกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันตามกฎหมายภายในของรัฐ โดยที่ปัจจุบันทุกรัฐถือได้ว่าเป็นอารยประเทศทั้งหมดแล้ว โดยที่หลักกฎหมายทั่วไปจึงมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่โดยหลักอยู่แล้ว เนื่องจากหลักกฎหมายทั่วไปได้แทรกซึมและผสมผสานอยู่ในระบบกฎหมายภายในของรัฐต่าง ๆ ในตัวบทกฎหมายหรือแนวคำพิพากษาของศาล เช่น หลักการชดเชยความเสียหายในคดี หรือหลักกฎหมายปิดปากในคดี (เช่น กรณีคดีปราสาทพระวิหารระหว่างกัมพูชากับไทย ในปี ค.ศ.1962) เป็นต้น

การเรียงลำดับประเภทของบ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 นั้น ไม่เป็นการเรียงตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเรียงตามพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศในทางประวัติศาสตร์ โดยหลักการแล้วกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้มีลำดับศักดิ์ บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศมีความเท่าเทียมกัน เป็นความสัมพันธ์ของกฎหมายแบบแนวราบ (Horizontal) ไม่ใช่แนวดิ่ง (Vertical) อย่างไรก็ตาม ลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศมีข้อยกเว้นอย่างน้อย 2 ประการ คือ

  1. บ่อเกิดของกฎหมายจะขัดแย้งกับบรรทัดฐานต้องห้ามของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป (jus cogens) ไม่ได้ และ

  2. กฎหมายระหว่างประเทศจะขัดแย้งกับบทบัญญัติของกฎบัตรสหประชาชาติไม่ได้ (ตามมาตรา 103 ของกฎบัตรสหประชาชาติ)

ข้อ 2. หลังจากการสู้รบกันต่อเนื่อง 11 วัน และการไกล่เกลี่ยของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ รัฐอิสราเอลโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และกลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง (Ceasefire Agreement) เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยทั้งสองฝ่ายออกมากล่าวด้วยวาจาผ่านผู้แทนของแต่ละฝ่ายว่าตกลงร่วมกันว่าจะหยุดสู้รบ อิสราเอลตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไขที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับมัสยิดอัลอักซอในเยรูซาเล็มตะวันออกและเขตชีค จาร์ราห์ ซึ่งเชื่อได้ว่าผู้อพยพชาวยิวพยายามจะขับไล่ครอบครัวปาเลสไตน์ออกไปจากพื้นที่ รวมทั้งตกลงยกเลิกประกาศห้ามเดินทางในอิสราเอล และยินยอมเปิดพรมแดนเพื่อให้สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเขตฉนวนกาซาซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ข้อตกลงที่เกิดขึ้นข้างต้นเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (VCLT) และก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ.1969 แล้ว จะเห็นได้ว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันระหว่างรัฐอิสราเอลซึ่งเป็นรัฐที่มีความสามารถเข้าทำสนธิสัญญากับกลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์ซึ่งไม่ใช่รัฐที่จะเป็นคู่สัญญา อีกทั้งการตกลงกันนั้นแม้จะใช้คำว่าข้อตกลง แต่ก็เป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายออกมากล่าวด้วยวาจาผ่านผู้แทนของแต่ละฝ่ายว่าตกลงร่วมกันว่าจะหยุดสู้รบ ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ จึงไม่ใช่ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นสนธิสัญญา เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่สำคัญ VCLT ข้อ 2 มาตรา 2 และจะไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการฝ่าฝืนข้อตกลงดังกล่าว อาจมีผลบังคับระหว่างกันโดยเป็นสัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศแม้ว่าจะมีข้อจำกัดในส่วนนี้ก็ตาม

ข้อ 3. (ก) เมื่อกล่าวถึงดินแดนของรัฐ (State Territory) ประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐชายฝั่ง (Coastal State) อาณาเขตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน ห้วงอากาศ และชายฝั่งที่ติดกับทะเล ส่วนใดบ้างที่ถือเป็นราชอาณาจักรของรัฐเมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (10 คะแนน)

(ข) ประเทศไทยได้ทำการประกาศทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) ไว้ที่ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน หากเรือ MARIA II ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าจดทะเบียนในประเทศสเปนจะแล่นผ่านเข้ามาในทะเลอาณาเขตประเทศไทยเพื่อไปส่งสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้เรือ MARIA II ผ่านได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

(ก) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ บริเวณที่ถือว่าเป็นราชอาณาจักรของรัฐ ได้แก่ บริเวณที่รัฐมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน พื้นน้ำ หรือห้วงอากาศ ราชอาณาจักรของประเทศไทยจึงประกอบไปด้วย

  1. พื้นดิน

  2. ห้วงอากาศเหนือพื้นดิน

  3. พื้นน้ำในส่วนทะเลอาณาเขตที่ติดกับชายฝั่งในระยะ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน

  4. ห้วงอากาศเหนือทะเลอาณาเขต

  5. พื้นดินท้องทะเล (Sea-bed) ของทะเลอาณาเขต และ

  6. ดินใต้ผิวดิน (Subsoil) ของทะเลอาณาเขตด้วย

(ข) บริเวณระยะ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน เรียกว่า ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) เป็นบริเวณที่รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือบริเวณนั้น อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลจนมาถึงหลักการที่ปรากฏในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 และ ค.ศ.1982 ต่างรองรับหลักการผ่านโดยสุจริต (Right of Innocent Passage) ให้เป็นสิทธิของรัฐทั้งปวงในการแล่นเรือผ่านทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่งได้ อันเป็นหลักการที่เป็นข้อจำกัดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่งที่มีเหนืออาณาเขตของตน โดยการผ่านโดยสุจริตนั้น หมายถึง การผ่านที่ไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสันติภาพ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง

ตามข้อ 24 แห่งอนุสัญญากรุงมอนเตโกเบย์ ค.ศ. 1982 บัญญัติว่า “หน้าที่ของรัฐชายฝั่ง มีดังนี้

  1. รัฐชายฝั่งจะต้องไม่ขัดขวางการผ่านโดยสุจริตของเรือต่างชาติในทะเลอาณาเขต เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้…… รัฐชายฝั่งจะต้องไม่วางข้อกำหนดแก่เรือต่างชาติซึ่งก่อให้เกิดการขัดขวางหรือทำให้เสียสิทธิในการผ่านโดยสุจริต……”

จากข้อเท็จจริง การที่เรือ MARIA II ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้า จดทะเบียนในประเทศสเปน ต้องการจะแล่นผ่านเข้ามาในทะเลอาณาเขตประเทศไทยเพื่อไปส่งสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางประเทศญี่ปุ่น ย่อมถือว่าเป็นการผ่านโดยสุจริต ดังนั้นประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้เรือ MARIA II ผ่านไม่ได้

ข้อ 4. จงอธิบายลักษณะสำคัญของการระงับข้อพิพาทโดยการไต่สวน (Inquiry) กับการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบนี้มีความเหมือนและแตกต่างกันในประเด็นสำคัญอย่างไร

ธงคำตอบ

การระงับข้อพิพาทโดยการไต่สวน (Inquiry) เป็นวิธีการหนึ่งในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทางการทูตตามมาตรา 33 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยกระบวนการของบุคคลภายนอกที่เป็นกลางสำหรับการร่วมกันเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง และการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติอันนำมาซึ่งการลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ลักษณะสำคัญในการระงับข้อพิพาทกรณีนี้ คือ คู่พิพาทจะตกลงตั้งบุคคลที่สามเป็นคณะทำงานร่วมกันเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงในปัญหาพื้นฐาน หรือต้นเหตุอันเป็นที่มาของข้อพิพาท ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจำกัดเพียงการไต่สวนข้อเท็จจริงและการจัดทำรายงานการไต่สวนเท่านั้น โดยจะไม่มีการเสนอแนะให้มีการระงับข้อพิพาทแต่อย่างใด การระงับข้อพิพาทกรณีนี้มีความสำคัญต่อข้อพิพาทในระหว่างประเทศเพราะหากไม่สามารถหาข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติตรงกันแล้ว ก็ยากที่จะทำได้ข้อยุติในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติก่อนในการวินิจฉัย โดยการตกลงเพื่อใช้วิธีการนี้อาจตกลงผ่านสนธิสัญญา เช่น อนุสัญญากรุงเฮกเพื่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติ ค.ศ.1899 และ ค.ศ.1907 ที่นำมาใช้กับกรณีดอกเกอร์แบงก์ (Dogger Bank) ในปี ค.ศ.1905 ระหว่างจักรวรรดิรัสเซียกับสหราชอาณาจักรที่ได้ข้อเท็จจริงว่า กองทัพเรือของจักรวรรดิรัสเซียเข้าใจผิดว่ากองเรือลากอวนของอังกฤษในพื้นที่ดอกเกอร์แบงก์ของทะเลเหนือคิดว่าเป็นเรือตอร์ปิโดของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น และยิงเข้าใส่จนกลายเป็นการยิงอาวุธใส่กันท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในระยะประชิดของเรือ เป็นผลให้รัสเซียยอมจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวประมงเหล่านั้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะทำงานเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการกระทำทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น รายงานข้อเท็จจริงจึงไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายต่อรัฐคู่พิพาทแต่อย่างใด คู่พิพาท”ยังมีสิทธิเลือกว่าจะยอมรับรายงานที่คณะกรรมการเสนอหรือไม่ก็ได้

ส่วนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เป็นการระงับข้อพิพาทวิธีที่มีลักษณะทางกฎหมาย โดยบุคคลที่สามคนหนึ่งหรือองค์คณะซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคู่พิพาท เพื่อให้ระงับข้อพิพาทระหว่างตนและคู่พิพาทตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามคำชี้ขาด (Award) ของบุคคลภายนอกเช่นว่านั้น การระงับข้อพิพาทวิธีนี้เป็นที่นิยมมากในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ โดยอำนาจในการพิจารณาคดีขึ้นอยู่กับความยินยอมของรัฐ โดยความยินยอมอาจกำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือโดยการจัดทำข้อตกลงพิเศษก็ได้ ในการระงับข้อพิพาทจะใช้กฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายที่คู่กรณีตกลงกันในการพิจารณาคดี และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันรัฐคู่พิพาทและถือเป็นที่สิ้นสุด เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดในคำชี้ขาดหรือกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบนี้ มีข้อเหมือนและข้อแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้คือ

ความเหมือนของการระงับข้อพิพาททั้งสองรูปแบบ คือ การเริ่มต้นการระงับข้อพิพาทโดยอาศัยความยินยอมของคู่กรณี คณะกรรมการไต่สวน (Inquiry) และตุลาการในอนุญาโตตุลาการเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการคัดเลือกจากคู่พิพาทของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่ในการสืบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นที่พิพาทเพื่อทำข้อสรุปในข้อเท็จจริง

ความแตกต่างของการระงับข้อพิพาททั้งสองรูปแบบ คือ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการไต่สวนจำกัดเพียงการไต่สวนข้อเท็จจริงและการจัดทำรายงานการไต่สวนเท่านั้น โดยจะไม่มีการเสนอแนะให้มีการระงับข้อพิพาทแต่อย่างใด นอกจากนี้การไต่สวน (Inquiry) ยังถือเป็นการระงับข้อพิพาททางการทูต จึงทำให้รายงานการไต่สวนไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย แต่อนุญาโตตุลาการเป็นการระงับข้อพิพาททั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาทางกฎหมาย และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันในทางกฎหมายต่อรัฐคู่พิพาท

LAW4103 (LAW4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

เรื่องราวเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียกลางมีรัฐโนว์แวร์ (Knowhere) และรัฐแอนนี่แวร์ (Anywhere) เป็นรัฐเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน มีระบบการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐและมีประธานาธิบดี เป็นประมุข โดยที่รัฐโนว์แวร์เป็นรัฐที่มีทางออกสู่ทะเล ส่วนรัฐแอนนี่แวร์ตั้งอยู่ด้านขวาของทั้งสองรัฐเป็นรัฐ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล รัฐโนว์แวร์เป็นอดีตอาณานิคมของราชอาณาจักรมาร์เวลและได้รับเอกราชหลังจาก สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1947 และต่างก็ได้เข้ามาเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติใน ปีต่อมา อย่างไรก็ตามรัฐโนว์แวร์เป็นรัฐที่มีแม่น้ำชื่อว่าเซเลสเชี่ยล (Celestial) ตามเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ แบ่งพื้นที่ของรัฐเอาไว้เป็นสองส่วน และทำให้ดินแดนนี้ประกอบด้วยประชากร 2 เชื้อสายหลัก ๆ ด้วยกัน คือ ชาวแดร๊กซ์อยู่อาศัยด้านบนของแม่น้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันกับประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ใน รัฐแอนนี่แวร์อีกด้วย และชาวเดฟอยู่อาศัยด้านล่างของแม่น้ำ

เมื่อปี ค.ศ. 1960 มีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในรัฐแอนนี่แวร์ พบว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทองคำและธาตุหายาก (Rare Earth Element) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐแอนนี่แวร์กลายมาเป็น รัฐที่ทรงอิทธิพลและร่ำรวยอย่างมหาศาล โดยเป็นรัฐผู้ผลิตธาตุหายากอันดับ 1 ของโลก ปริมาณสูงถึง 78% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ซึ่งคาดว่าสามารถผลิตธาตุหายากไปได้อีกประมาณ 360 ปี และปัจจุบันเป็นรัฐที่ บริจาคเงินให้กับองค์การสหประชาชาติมากที่สุดถึง 50% ของยอดเงินบริจาคโดยรวมทั้งหมดอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 1974 ชาวแดร๊กซ์ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองและเงินทุนจากรัฐแอนนี่แวร์ จึงขอแบ่งแยกดินแดนออกมาจากรัฐโนว์แวร์โดยสันติ โดยใช้ชื่อดินแดนใหม่นี้ว่า ซัมแวร์ (Somewhere) ท่ามกลางกระแสจากสังคมระหว่างประเทศที่ทั้งสนับสนุนและต่อต้านการเกิดรัฐใหม่นี้อย่างกว้างขวาง ถึงกระนั้นรัฐซัมแวร์ได้รับการยอมรับให้กลายมาเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1975

รัฐโนว์แวร์กับรัฐซัมแวร์ จึงทำสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างโนว์แวร์กับซัมแวร์ (The Treaty of Amity and Commerce between Knowhere and Somewhere) ค.ศ. 1976 ซึ่งเป็นสนธิสัญญา ที่กำหนดเส้นเขตแดนของรัฐทั้งสอง ในกรณีที่รัฐโนว์แวร์กับรัฐซัมแวร์มีข้อพิพาทใด ๆ จะให้ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศพิจารณา ยกเว้นแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนที่ต้องใช้กลไกทางการทูตตัดสินเท่านั้น ซึ่งเนื้อหาของสนธิสัญญานี้ยังกำหนดสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพในการเดินเรือในแม่น้ำเซเลสเชี่ยลให้แก่รัฐ ภายนอกด้วย โดยมีการระบุให้ทุก ๆ 10 ปี ต้องมาเจรจาต่ออายุสนธิสัญญากัน ซึ่งปัจจุบันคือสนธิสัญญา ไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างโนว์แวร์กับซัมแวร์ (The Treaty of Amity and Commerce between Knowhere and Somewhere) ค.ศ. 2016

ต่อมา ผลจากการทำสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้ธาตุหายากซึ่งเป็นแร่ธาตุ สำคัญสำหรับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาของธาตุหายาก เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว ในปี ค.ศ. 2020 รัฐแอนนี่แวร์ต้องการให้การส่งออกธาตุหายากของตนมีความสะดวก มากขึ้น จึงทำข้อตกลงกับรัฐโนว์แวร์ในการให้สัมปทานท่าเรือของเมืองแมนทิส ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองท่าที่ สำคัญและใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ด้วยค่าเช่าปีละ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ แก่รัฐโนว์แวร์

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 รัฐโนว์แวร์มีการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีปรากฏว่า นายแรคคูน ร็อคเก็ต (Raccoon Rocket) จากพรรคกาแล็กซีได้รับชัยชนะจากเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 50.23% ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เอาชนะนายควิลล์ ปีเตอร์ (Quill Peter) อดีตประธานาธิบดีจากพรรค พิทักษ์ ที่ได้คะแนนเสียง 39.01% ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ระหว่างที่พรรคกาแล็กซีประกาศ ชัยชนะจากการเลือกตั้ง นายควิลล์ ปีเตอร์ (Quill Peter) จากพรรคพิทักษ์ จึงทำการรัฐประหารและ ทำการจัดตั้งรัฐบาลทหารชั่วคราวขึ้นมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 ซึ่งสามารถควบคุมรัฐโนว์แวร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Control) เหนือดินแดนทั้งหมดของรัฐ และไม่ต่อสัญญาการให้สัมปทาน ท่าเรือของเมืองแมนทิสแก่รัฐแอนนี่แวร์ ที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม แต่กลับทำข้อตกลงปอม (Pom Agreement) ค.ศ. 2023 ให้สัมปทานท่าเรือของเมืองแมนทิสแก่บริษัท ปอม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนจากรัฐซัมแวร์ เป็นระยะเวลา 5 ปีแทน ด้วยค่าเช่าปีละ 500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2023 ทั้งที่ รัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ (Quill Peter) นั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐซัมแวร์แต่ประการใด และ รัฐซัมแวร์ยังประกาศยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐโนว์แวร์ นับตั้งแต่ที่นายควิลล์ ปีเตอร์ ทำการ รัฐประหารอีกด้วย

ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติและการประท้วงของประชาชนในรัฐโนว์แวร์ นายควิลล์ ปีเตอร์ จะประกาศยุบพรรคพิทักษ์และหลบหนีออกนอกประเทศ นายแรคคูน ร็อคเก็ตจึงขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนที่ 13 ของรัฐโนว์แวร์ ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2023 ประธานาธิบดีร็อคเก็ตจึงทำการ ประกาศยกเลิกสัญญาสัมปทานท่าเรือของเมืองแมนทิสตามข้อตกลงปอม (Pom Agreement) ค.ศ. 2023 แต่นายชุควูดี อิโวลูซันนารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐซัมแวร์ออกแถลงการณ์โต้ตอบ คัดค้านการยกเลิกข้อตกลงปอม ค.ศ. 2023 เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้เอกชนของตนเสียหาย

รัฐซัมแวร์และรัฐโนว์แวร์ต่างไม่เคยทำสนธิสัญญาใด ๆ ปฏิเสธเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ ทั้งสองรัฐจึงพิจารณาที่จะนำข้อพิพาทนี้ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาตัดสิน ซึ่ง ต้องการที่จะให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาตัดสินหรือให้ความคิดเห็นเชิงแนะนำ (Advisory Opinion) ด้วยพื้นฐานของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างทั้งสองรัฐ

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ให้นักศึกษาตอบคำถาม ดังนี้

ข้อ 1. โปรดจงอธิบายว่าตามธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อ 38 บัญญัติให้ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศสามารถนำกฎหมายระหว่างประเทศประเภทใดมาตัดสินคดีได้บ้าง ให้อธิบาย รายละเอียดด้วย (15 คะแนน) และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะสามารถนำหลักความยุติธรรมและความรู้สึกผิดชอบอันดี (ex aequo et bono) มาตัดสินคดีได้ด้วยหรือไม่ (10 คะแนน)

ธงคำตอบ

ตามธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อ 38 ได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สามารถนำกฎหมายระหว่างประเทศดังต่อไปนี้มาตัดสินคดีได้ ได้แก่

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

  2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

  1. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติอารยะ

  2. คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมใน การกำหนดหลักกฎหมาย

ส่วนหลักความยุติธรรมและความรู้สึกผิดชอบอันดี (ex aequo et bono) นั้น ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศไม่สามารถจะนำมาตัดสินคดีได้ เพราะการจะนำหลักการดังกล่าวมาตัดสินคดีนั้น จะต้องให้ คู่ความตกลงกันก่อนว่าให้ศาลสามารถนำหลักการดังกล่าวมาตัดสินคดี (ข้อ 38 วรรคท้ายของธรรมนูญของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ)

ข้อ 2. สนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างโนว์แวร์กับซัมแวร์ (The Treaty of Amity and Commerce between Knowhere and Somewhere) ค.ศ. 2016 เป็นสนธิสัญญาตามนิยาม ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties) ค.ศ. 1969 หรือไม่ เพราะเหตุใด (25 คะแนน)

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญามาตรา 2 นั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญาจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย ระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้น อาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใด ก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศซึ่งหมายถึงรัฐ และองค์การระหว่าง ประเทศ

ดังนั้น สนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างโนว์แวร์กับซัมแวร์ ค.ศ. 2016 จึงถือว่าเป็น สนธิสัญญาตามนิยามของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เนื่องจากมีองค์ประกอบครบในการ เป็นสนธิสัญญาตามมาตรา 2 ของอนุสัญญาฯ ดังกล่าว กล่าวคือ เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์- อักษรภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ และกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศซึ่งหมายถึงรัฐนั่นเอง

ข้อ 3. รัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ เป็นรัฐบาลตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือไม่ (10 คะแนน)

และประธานาธิบดีแรคคูน ร็อคเก็ต ต้องยอมรับข้อตกลงปอม (Pom Agreement) ค.ศ. 2023 ที่รัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ ได้ตกลงเอาไว้กับบริษัท ปอม จำกัด หรือไม่ ทั้งที่รัฐซัมแวร์ ไม่ยอมรับรัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ และบริษัท ปอม จำกัด ก็เป็นบริษัทเอกชนจากรัฐ ซัมแวร์อีกด้วย (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

รัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ ถือเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย เนื่องจากสามารถเข้าควบคุมดินแดน ทั้งหมดของรัฐโนว์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นรัฐบาลตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ของรัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ จึงมีผลผูกพันทางกฎหมายกับรัฐโนว์แวร์

และแม้ว่ารัฐบาลทหารของนายควิลล์ ปีเตอร์ จะเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การ กระทำของรัฐบาลดังกล่าวก็ยังคงต้องผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการที่รัฐบาลของนายควิลล์ ปีเตอร์ สิ้นสุดลงนั้น การดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีแรคคูน ร็อคเก็ตที่มีอำนาจใหม่ ย่อมถือว่า การกระทำของรัฐบาลของนายควิลล์ ปีเตอร์นั้น มีผลทางกฎหมาย รัฐบาลของประธานาธิบดีแรคคูน ร็อคเก็ต ต้องยอมรับผลและความต่อเนื่องของการกระทำของรัฐบาลเดิม ดังนั้น จึงส่งผลให้ประธานาธิบดีแรคคูน ร็อกเก็ต ในฐานะรัฐบาลของรัฐโนว์แวร์ต่อมาจึงต้องยอมรับข้อตกลงปอม (Pom Agreement) ค.ศ. 2023 ที่รัฐบาลทหาร ของนายควิลล์ ปีเตอร์ ได้ตกลงไว้กับบริษัท ปอม จำกัด

ข้อ 4. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจในการพิจารณาข้อพิพาทเรื่อง การยกเลิกข้อตกลง ปอม ค.ศ. 2023 ระหว่างรัฐซัมแวร์กับรัฐโนว์แวร์ได้หรือไม่ (15 คะแนน)

นอกจากนี้รัฐซัมแวร์กับรัฐโนว์แวร์ จะร่วมกันขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้ความคิดเห็น เชิงแนะนำ (Advisory Opinion) ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด (10 คะแนน)

ธงคำตอบ

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างประเทศหรือรัฐ และ ต้องเกิดจากความสมัครใจของรัฐคู่กรณีด้วย โดยมีเขตอำนาจดังต่อไปนี้ คือ

  1. การปฏิบัติตามสนธิสัญญา

  2. มีข้อตกลงพิเศษระหว่างรัฐคู่กรณีเพื่อนำกรณีพิพาทซึ่งเกิดขึ้นไปสู่ศาล

  3. มีคำประกาศฝ่ายเดียวของรัฐภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ประกาศว่า ตนยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่ามีผลบังคับโดยไม่จำต้องมีความตกลงพิเศษกับรัฐอื่นใด

  4. การยอมรับเขตอำนาจศาลในภายหลัง

ตามสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างโนว์แวร์กับซัมแวร์ ค.ศ. 1976 ซึ่งระบุว่า ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นจะให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณา ยกเว้นแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนที่ต้องใช้กลไก ทางการทูตตัดสินเท่านั้น ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในเรื่องการยกเลิกข้อตกลงปอม ค.ศ. 2023 ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับเส้นเขตแดน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงสามารถตัดสินข้อพิพาทระหว่างรัฐโนว์แวร์กับรัฐซัมแวร์ได้ ซึ่งเป็น เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในเรื่องการปฏิบัติตามสนธิสัญญา

และตามมาตรา 65 ของธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและมาตรา 96 ของกฎบัตร- สหประชาชาติ ได้บัญญัติให้เพียงเฉพาะสมัชชาใหญ่ คณะมนตรีความมั่นคง องค์การหรือทบวงการชำนัญพิเศษ ต่างๆ ของสหประชาชาติที่ได้รับมอบอำนาจจากสมัชชาใหญ่ มีสิทธิยื่นขอความเห็นเชิงแนะนำได้ในกิจการที่ เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเท่านั้น รัฐสมาชิกสหประชาชาติไม่สามารถ ขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้ความเห็นเชิงแนะนำได้ ดังนั้น รัฐซัมแวร์กับรัฐโนว์แวร์จะร่วมกันขอให้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้ความคิดเห็นเชิงแนะนำไม่ได้