LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส  โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปจำนวน  60,000  บาท  ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์  จำเลยให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณา  บริษัทมิตรแท้  จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต  ต่อมา  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน  20,000  บาท  แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่า  โจทก์เสียหายตามฟ้อง  ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เต็มตามฟ้อง  จำเลยอุทธรณ์ว่า  คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทมิตรแท้  จำกัด  ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1  ในประมวลกฎหมายนี้  ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คำคู่ความ  หมายความว่า  บรรดาคำฟ้อง  คำให้การหรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

มาตรา  57  บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

(2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น  โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษา  ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้น  แต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม  คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ  เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

มาตรา  224  วรรคแรก  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ตามมาตรา  224  วรรคแรก  ที่กำหนดว่า  ในคดีที่ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท  ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน  50,000 บาท  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น  ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทนี้  ให้ถือเอาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์  เป็นหลักในการพิจารณา  มิใช่ทุนทรัพย์ที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น  (ฎ.3367/2538)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่  เห็นว่า  อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า  โจทก์เสียหายตามฟ้อง  ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เต็มตามฟ้อง  ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายอันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น  จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีจำนวนเท่ากับค่าเสียหายที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียง  40,000  บาท  ซึ่งถือว่าไม่เกิน  50,000  บาท  กรณีเช่นนี้  อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์  ตามมาตรา  224  วรรคแรก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่  เห็นว่า  อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า  คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทมิตรแท้  จำกัด  ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น  เมื่อพิจารณาแล้วได้ความว่า  คำร้องสอดของบริษัทมิตรแท้  จำกัด  ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วม  ตามมาตรา  57(2)  ถือเป็นคำคู่ความ  ตามมาตรา  1(5)  เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำร้องของบริษัทมิตรแท้  จำกัด  ผู้ร้องสอดในฐานะคู่ความผู้ถูกกระทบสิทธิโดยผลของคำสั่งนั้น  จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามมาตรา  233  คดีนี้เมื่อปรากฏว่าบริษัทฯ  มิได้อุทธรณ์  จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแทนผู้ร้องแต่ประการใด  ทั้งนี้เพราะจำเลยมิใช่คู่ความในส่วนของคดีร้องสอดหรือไม่เป็นบุคคลภายนอกที่ถูกกระทบกระเทือนหรือมีส่วนได้เสียในการที่ศาลยกคำร้องดังกล่าวนั่นเอง  (ฎ. 1254/2527)

สรุป  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  2  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่  1  และที่  2  ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์  จำเลยต่างอุทธรณ์  จำเลยที่  1  อุทธรณ์พร้อมกับขอดำเนินอย่างคนอนาถาขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล  รวมทั้งเงินวางศาล  ศาลอนุญาต จำเลยที่  2  อุทธรณ์แต่ไม่วางค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา  229  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่  2  ทนายของจำเลยที่  2  มีความเห็นว่า  เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่  1  และ  2  ต้องร่วมกันรับผิดชอบ  เมื่อศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยที่  1  ย่อมมีผลถึงจำเลยที่  2  ด้วย  ดังนี้  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  รับฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  229  การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย  ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล  เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์  (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น)  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  235  และ  236

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น  ตามมาตรา  229  ได้กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องวางค่าธรรมเนียมศาลพร้อมอุทธรณ์  เว้นแต่  คดีที่ขอฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถา  และศาลได้อนุญาต  ตามมาตรา  157  และมาตรา  149  วรรคท้ายแล้ว  ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล  (ฎ. 316/2518)

การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์  จำเลยทั้งสองจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันที่จะต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์  เมื่อจำเลยที่  1  อุทธรณ์  คำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมกับคำขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา  ศาลอนุญาต  กรณีเช่นนี้การที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่  1  ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา  จะมีผลไปถึงจำเลยที่  2  ด้วยหรือไม่ เห็นว่า  ตามมาตรา  157  บัญญัติว่า  เมื่อศาลอนุญาตให้บุคคลใดฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างอนาถา  บุคคลนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้น  ค่าธรรมเนียมเช่นว่านั้นให้รวมถึงเงินค่าวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา  ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักบทบัญญัติดังกล่าว  แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า  การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลรวมทั้งเงินวางศาลในการยื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างอนาถานั้น  เป็นเรื่องของจำเลยแต่ละคน  แม้ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่  1  ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาก็ไม่มีผลถึงจำเลยที่  2  แต่อย่างใด  (ฎ. 8188/2538)

ดังนั้น  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  ที่ว่า  เป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่  1  และที่  2  ต้องร่วมกันรับผิดชอบ  เมื่อศาลยกค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยที่  1  ย่อมมีผลถึงจำเลยที่  2  ด้วย  จึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  การที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1  ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่มีผลถึงจำเลยที่  2  ความเห็นของทนายจำเลยที่  2  ฟังไม่ขึ้น

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลย  ห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์  และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน  10  ล้านบาท  ฐานละเมิดลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าโจทก์  จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าโจทก์  ขอให้ยกฟ้อง  ก่อนวันสืบพยานโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารและห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา  แต่มิได้แนบสำเนาคำร้องเพื่อส่งให้แก่จำเลย  และศาลมิได้สั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยได้มีโอกาสได้คัดค้านก่อน  ในวันไต่สวนศาลสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว  โดยจำเลยไม่ได้มีโอกาสได้คัดค้านก่อน และมีคำสั่งให้อายัดเงินฝากธนาคารและห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา

ดังนี้  การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์  โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  21  เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคำขอหรือคำแถลงต่อศาล

(3) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า  คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้ว  ให้ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นๆ  ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้นๆได้  เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ  หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษา  หรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ  หรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา

มาตรา  254  ในคดีอื่นๆ  นอกจากคดีมโนสาเร่  โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว  ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา  รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป  ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง  หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน  ขาย  ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย  หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว  ทั้งนี้  จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  คำขอคุ้มครองชั่วคราว  ตามมาตรา  254  วรรคแรก  ถือเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเฉพาะคำขอให้ยึดหรืออายัด  ตามมาตรา 254(1)  และคำขอให้จับกุมและกักขังจำเลย  ตามมาตรา  254(4)  และถือว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด  กล่าวคือ  ศาลจะสั่งคำขอโดยไม่ต้องส่งสำเนาคำขอและไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน  ส่วนคำขอห้ามชั่วคราว  ตามมาตรา  254(2)และ(3)  ถือเป็นดุลพินิจของศาลที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ก็ได้  (ฎ. 699/2508)

การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์  โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  แยกพิจารณาดังนี้

ประเด็นแรก  โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคาร  เห็นว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นคำขอ  ตามมาตรา  254(1)  ซึ่งถือว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียว  และเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดที่ศาลอยู่ในบังคับที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้  ดังนั้น  การที่ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้จำเลย  จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ตามมาตรา  254(2) ประกอบมาตรา  21(3)  ตอนท้าย

อนึ่ง  เมื่อได้ความว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด  หากศาลยังส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยกรณีเช่นนี้  อาจทำให้ผู้ขอได้รับความเสียหาย  กล่าวคือ  จำเลยอาจยักย้ายทรัพย์สินหลบหนีการยึดหรืออายัดได้

ประเด็นที่สอง  คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาทไว้ก่อนมีคำพิพากษา  เห็นว่า  คำร้องขอของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นคำขอ  ตามมาตรา  254(2)  อันเป็นคำขอฝ่ายเดียวที่ไม่เคร่งครัด  กล่าวคือ  เป็นดุลพินิจของศาลที่จะส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ก็ได้  ดังนั้น  เมื่อได้ความว่า  ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยได้มีโอกาสคัดค้านก่อน  อันถือว่า  ศาลใช้ดุลพินิจไม่รับฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง  ตามมาตรา  21(3)  ตอนต้น  ฉะนั้น  คำสั่งศาลในกรณีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

สรุป  คำสั่งศาลที่อนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องเพื่อให้โอกาสจำเลยได้คัดค้านก่อนทั้ง  2  กรณีนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ข้อ  4  ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของร่วม  จำเลยไม่ปฏิบัติ  ศาลแพ่งออกหมายบังคับตามคำร้องขอของโจทก์  และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อขายนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง  ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า  ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่เป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง  ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนที่โจทก์จะได้รับดังกล่าวกึ่งหนึ่ง

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลแพ่งจะมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  282  วรรคแรก  ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่ง  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้  เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัด  และขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้

มาตรา  287  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  การที่บุคคลภายนอกจะใช้สิทธิทางศาล  ตามมาตรา  287  ได้นั้น  ต้องได้ความว่า  มีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้  และการบังคับคดีนั้น  ไปกระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆของบุคคลภายนอก

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ศาลแพ่งจะมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้หรือไม่  เห็นว่า  คำพิพากษาที่ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของร่วมด้วยกันนั้น  โจทก์และจำเลยมิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน  การบังคับคดีแก่ที่ดินเพื่อแบ่งในระหว่างเจ้าของรวม  จึงมิใช่การบังคับแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  282  วรรคแรก  กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์  ตามมาตรา  287  ที่บัญญัติว่า  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย  ผู้ร้องย่อมไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่แก่โจทก์เข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้ได้  หากผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่โจทก์จะได้รับจากการบังคับคดีแก่ที่ดินในคดีนี้อย่างไรก็ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ต่างหากจากคดีนี้  ศาลแพ่งชอบที่จะไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา  (ฎ.5470/2536)

สรุป  ศาลแพ่งชอบที่จะไม่รับคำร้องขอกันส่วนของผู้ร้องไว้พิจารณา 

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2550

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีแพ่ง  จำเลยซึ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล  ศาลอนุญาตแต่ถึงกำหนดจำเลยไม่วางเงินเพราะหาเงินไม่ทัน  จากนั้นจำเลยร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างอนาถา  ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์  จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นแต่ประการใด  ดังนี้  จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา 234  ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์  ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้น  ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง

วินิจฉัย

ตามมาตรา  234  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้ดังนี้

1)    ต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

2)    ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน  15  วัน  นับแต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

3)    นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล

4)    ถ้าหากเป็นหนี้เงินก็ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา  หรือหาประกันไว้ต่อศาล

กรณีตามอุทาหรณ์  จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยยกคำร้องขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างอนาถาของจำเลย  พร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฟ้องอุทธรณ์  กรณีเช่นนี้  จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ได้โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น  ทั้งนี้แม้ได้ความว่าจำเลยจะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ก็ตาม  เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา  จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งคำสั่งก่อนแต่ประการใด

สรป  จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องอุทธรณ์ได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายฐานละเมิดรวม  2  ล้านบาท  จำเลยให้การสู้คดีตามกฎหมายขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นฟังพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วนัดฟังคำพิพากษา  ก่อนถึงวันนัด  2  วัน  ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีขอเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้โจทก์ยืมไปแล้วสูญหายเนื่องจากการละเมิดของจำเลยแล้วเรียกเอาค่าเสียหายเพิ่มเติมรวม  3  ล้าน  ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องควรไปฟ้องเป็นคดีใหม่เพราะคดีเดิมจะพิพากษาอยู่แล้ว  มีคำสั่งยกคำร้อง  จำเลยมีความเห็นว่าศาลชั้นต้นควรรับพิจารณาคดีของผู้ร้องไปเสียทีเดียว  หากให้ไปฟ้องเป็นคดีใหม่  จำเลยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น  ต้องจ้างทนายสู้คดีอีก  ดังนี้  จำเลยจะขออุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับพิจารณาคดีของผู้ร้องต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

วินิจฉัย

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา  223  ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่ากฎหมาย  ไม่ได้บัญญัติชัดแจ้งว่า  คู่ความอุทธรณ์ได้  เท่านั้น  คงบัญญัติแต่เพียงว่าให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  ดังนั้นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา  223  จึงหาได้จำกัดแต่เพียงว่าผู้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นจะต้องเป็นคู่ความเท่านั้น  ถ้าผู้อุทธรณ์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีแล้ว  ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา  223  จึงอาจแบ่งได้  2  กรณี  คือ

 1)    คู่ความ  กล่าวคือ  บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล

2)    บุคคลภายนอกซึ่งถูกกระทบกระทั่งหรือมีส่วนได้เสียในคดี

คดีโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายฐานละเมิด  ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยพิพาทกันและถือว่าโจทก์จำเลยมีฐานะเป็นคู่ความในคดี

ส่วนการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาแล้วศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้น  กรณีเช่นนี้  ผู้ที่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้คือ  ผู้ร้อง  เมื่อได้ความว่า  ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์  จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์  เพราะจำเลยไม่ใช่คู่ความในส่วนคดีของผู้ร้อง  อีกทั้ง  การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอกซึ่งถูกกระทบกระทั่งหรือมีส่วนได้เสียในคดีแต่ประการใด  ดังนั้น  จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามมาตรา  223  (ฎ. 1254/2547)

สรุป  จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

 

ข้อ  3  (ก)  คำว่า  ยึด  ตาม  ป.วิ.แพ่ง  หมายความว่าอย่างไร  จงอธิบายพอสังเขป

(ข)  โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่งระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  โจทก์สืบทราบว่าจำเลยลักลอบนำทองแท่งหนีภาษีเข้ามาในประเทศ  ถูกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจับกุมจำเลยพร้อมของกลางเก็บไว้  เพื่อเป็นหลักฐานจะดำเนินคดีตามกฎหมาย  และจะขอให้ศาลริบของกลางต่อไป  ดังนี้  โจทก์จะขอให้ศาลยึดทองแท่งนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  254  ในคดีอื่นๆ  นอกจากคดีมโนสาเร่  โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว  ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา  รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

(ก)  อธิบาย  คำว่า  ยึด  หมายถึง  การที่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ไปกระทำการยึดทรัพย์สิน  และทรัพย์สินหรือเงินที่ยึดจะต้องเป็นกรรรมสิทธิ์ของจำเลย  ฎ. 481/2541)  และจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใดไม่สำคัญ  เช่น  จำเลยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองประกันเงินกู้ไว้กับธนาคาร  กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของจำเลย  แม้ที่ดินจะติดจำนองอยู่  โจทก์ก็นำยึดได้  แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า  ที่ดินเป็นของจำเลยแต่นำไปขายฝากกับบุคคลภายนอกไว้  โดยหลักกฎหมายเกี่ยวกับขายฝาก  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่วันทำสัญญา  (ป.พ.พ.  มาตรา  491)  เมื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ใช่ของจำเลย  โจทก์จึงยึดไม่ได้

(ข)  วินิจฉัย  โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทองแท่งนี้ไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่โจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทองแท่ง  ถือเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างศาลพิจารณาก่อนพิพากษา  ตามมาตรา  254(1)  เมื่อได้ความว่า  ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ริบทองแท่งหนีภาษีนี้ก็ยังถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย  ดังนั้นโจทก์ก็ชอบจะให้ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ดังกล่าวเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาได้  ตามมาตรา  254(1)  (ฎ. 1533/2525)

สรุป  โจทก์ชอบจะขอให้ศาลมีคำสั่งริบทองแท่งดังกล่าวได้

 

ข้อ  4  บริษัทเอ  เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายบี  คดีถึงที่สุดแล้วนายบีไม่ชำระหนี้  บริษัทเอได้ขอให้ยึดทรัพย์สินของนายบีเพื่อขายทอดตลาด  ก่อนถึงวันนัดขายทอดตลาด  บริษัทซีได้ร้องขอเข้ามาในคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทเอ  บริษัทเอไม่มีทรัพย์สินใดๆ  ที่จะบังคับคดีเอาชำระหนี้ได้นอกจากสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินนายบี  บริษัทซีของสวมสิทธิของบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้ของตน  ดังนี้  บริษัทซีจะดำเนินการเช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

วินิจฉัย

บริษัทซีผู้ร้องจะขอสวมสิทธิบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้หรือไม่  เห็นว่า  โดยหลักแล้ว  ผู้ที่จะมีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ตามมาตรา  271  กำหนด ให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความ  หรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี  หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ว่า  บริษัทซีผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทเอ  ประสงค์จะขอสวมสิทธิของบริษัทเอขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตน  เช่นนี้  บริษัทซีผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี  (ฎ. 8325/2544)  ดังนั้น  จึงไม่อาจสวมสิทธิบริษัทเอเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้  ทั้งกรณีดังกล่าวนี้  ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจบริษัทซีเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีได้แต่ประการใด  (เทียบ  ฎ. 7567/2547)

สรุป  บริษัทซีไม่อาจสวมสิทธิของบริษัทเอเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่ตนได้

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 ซ่อม 1/2551

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ 1.    ในคดีแพ่ง จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้โดยตกลงจะชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความร้อยละ 50  ของจำนวนหนี้ ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 5 สัปดาห์นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ตกลงและศาลได้พิพากษาตามยอม หลังจากนั้นจำเลยรีบเร่งขายทรัพย์สินของจำเลย เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระตามข้อตกลง โจทก์จึงทราบว่าถูกจำเลยวางแผนหลอกให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์ขอเพิกถอนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างเนื้อหา ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229  แล้วอธิบายแสดงความเข้าใจในหลักกฎหมายดังกล่าวพอสังเขป  แล้ววินิจฉัยว่าการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการภายใน 1 เดือน  นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา 5 สัปดาห์  โจทก์จึงทราบความจริงว่าถูกจำเลยฉ้อฉล ระยะเวลาได้ล่วงเลย 1 เดือนนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิอุทธรณ์

ข้อ 2.       โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ  ขอศาลบังคับจำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมค่าเสียหาย 5 ล้านบาท  หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถยนต์และค่าเสียหาย 10 ล้านบาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อเกิดจากเจตนาลวง ความจริงจำเลยนำที่ดินตีราคาซื้อรถพิพาทจากโจทก์เป็นการชำระราคาครบถ้วนแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก  ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์  จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ตีราคาที่ดินชำระหนี้แล้ว  คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง  ดังนี้ จำเลยจะอุทธรณ์เช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างเนื้อหา ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 แล้วอธิบายแสดงความเข้าใจในหลักกฎหมายดังกล่าวพอสังเขป แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยชอบที่จะอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ทุกประเด็น  แม้เรื่องอำนาจฟ้องนั้นจำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้นซึ่งปกติประเด็นใดที่ไม่ได้ต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้น  จะยกขึ้นอุทธรณ์ไม่ได้  แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ  จึงอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 225 วรรคสอง

ข้อ 3.       โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินไว้กับจำเลย ต่อมาโจทก์นำสินไถ่จำนวนเงิน 100 ล้านบาทมาขอไถ่ที่ดินคืน จำเลยกลับบิดพลิ้วไม่ยอมรับการไถ่ถอน ขอให้ศาลบังคับจำเลย ให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากให้โจทก์  จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ใช้สิทธิไถ่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิไถ่  ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์  ในระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า ที่ดินที่พิพาทมีรายได้ มีค่าเช่า และผลประโยชน์รวมกันประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท  และจำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์ไปแต่ฝ่ายเดียว  หากโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี  โจทก์จะได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาทมาวางศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาจำเลยได้รับสำเนาแล้วมาแถลงคัดค้าน ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์จำเลยได้ข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์

ดังนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่พิพาทมาวางศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  มาตรา 264

การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการเพื่อรวบรวมผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่ขายฝากมาวางศาลเป็นคำขอวิธีการชั่วคราวตามมาตรา 264  ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตได้ต่อเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทให้ได้รับการคุ้มครองไว้ก่อนพิพากษา แต่ที่ดินที่ขายฝากยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่  จำเลยย่อมมีสิทธิในดอกผลและผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่ขายฝาก  โจทก์หามีสิทธิได้ไม่  โจทก์ไม่ได้เสียหายอะไร โจทก์ไม่มีอะไรให้คุ้มครอง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์

ข้อ 4.       ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ให้จำเลยไป    จดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้โจทก์ฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้โจทก์ถือ    คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่อีก 10 ล้านบาทมาชำระให้จำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่าง จำเลยฎีกา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลล่าง โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยนำคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี  และศาลชั้นต้นไม่ได้ออกคำบังคับแก่โจทก์

ดังนี้ จำเลยมาถามท่านว่า จำเลยจะขอให้ศาลออกคำบังคับแก่โจทก์ ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่ 10 ล้านบาทมาชำระให้จำเลยได้หรือไม่  ท่านจะให้คำตอบแก่จำเลยอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย มาตรา 271 (7 คะแนน)

ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีก็เพียงแต่มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  ศาลฎีกาหาได้บังคับโจทก์ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ยังขาดอยู่มาชำระให้จำเลยไม่  เมื่อศาลฎีกามิได้บังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติ จำเลยจะร้องขอให้บังคับให้โจทก์ปฏิบัติไม่ได้ จำเลยไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 271  จำเลยจะร้องขอให้ศาลออกคำบังคับแก่โจทก์ไม่ได้

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3007 (LA 307),(LW 307) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ 1   ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ได้ร้องขอบังคับคดี ให้ยึดที่ดินของจำเลยที่อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดชลบุรี ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลจังหวัดชลบุรีบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย  ต่อมาจำเลยได้ร้องขอให้ศาลจังหวัดชลบุรีเพิกถอนการขายทอดตลาด จำเลยอ้างว่าการขายได้ราคาต่ำกว่าราคาจริงมาก  การขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัดชลบุรีไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย  จำเลยอุทธรณ์โดยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ศาลจังหวัดชลบุรีตรวจฟ้องอุทธรณ์แล้วสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลจังหวัดชลบุรีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อ้างหลัก ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 ครบถ้วน (10 คะแนน)

ศาลจังหวัดชลบุรีได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน จึงมีอำนาจสั่งไต่สวนเพื่อมีคำสั่งขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ สำหรับการยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 229 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเมื่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นศาลที่ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลย ๆ ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรีได้ (นัย ฏ.1354/2550) คำสั่งรับอุทธรณ์จำเลยของศาลจังหวัดชลบุรีชอบด้วยกฎหมาย (15 คะแนน)

 

ข้อ 2      โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ราคา 100,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 100,000 บาท จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นจากเจตนาลวง ความจริงจำเลยซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์และชำระราคาครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อแต่ราคาสูงเกินไป จึงพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์หรือให้ใช้ราคา 50,000 บาท

(ก)  จำเลยอุทธรณ์ว่า ลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม
(ข)  โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ให้จำเลยใช้แทนต่ำเกินไป สมควรกำหนดให้ 100,000 บาทตามฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยโจทก์ในแต่ละกรณี ดังกล่าวหรือไม่

ธงคำตอบ(ก)  จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเกิดจากการแสดงเจตนาลวงเท่ากับจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจริง แต่อ้างว่าสัญญาซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อและเป็นลายมือชื่อปลอม อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากที่ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง

(ข)  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือให้ใช้ราคา 50,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อต่ำเกินไป สมควรกำหนดให้ 100,000 บาท ตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดราคาทรัพย์สินพิพาทของศาลชั้นต้นจากราคา 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท    อันเป็นข้อเท็จจริง และถือว่าเป็นอุทธรณ์ในคดีที่มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว (10 คะแนน)

ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ในแต่ละกรณีดังกล่าวมิได้

 

ข้อ 3       โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงิน 10 ล้านบาทฐานกระทำผิดสัญญา จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญา ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญา และมี     คำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  ต่อมาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์  จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่า โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน 5 แสนบาทต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม  ศาลให้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ โจทก์ไม่แถลงคัดค้าน  ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่คัดค้านและมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลตามคำร้องของจำเลย

ดังนี้ ศาลใดเป็นศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน และคำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย   มาตรา 253 วรรค 2 และมาตรา 253 ทวิ

การที่จำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลเพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม เป็นคำขอวิธีการชั่วคราวตามมาตรา 253 ทวิ ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาเป็นศาลที่มีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน และกรณีนี้จะนำมาตรา 253 ทวิ วรรค 2 มาใช้ไม่ได้

                ในกรณีศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน ศาลจะต้องทำการไต่สวนก่อน ให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 253 วรรค 2 ประกอบมาตรา 253 ทวิ วรรค 3 แต่ศาลหาได้ทำการไต่สวนไม่ คำสั่งของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตรา 253 วรรค 2

 

ข้อ 4     ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคา 500,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท แต่จะขอให้จำเลยใช้ราคา 500,000 บาท แทนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท จำเลยแถลงคัดค้านว่าหากจำเลยจะใช้ราคา ก็จะขอใช้ราคาตามราคาในปัจจุบันเพียง 200,000 บาท

ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์หรือไม่

ธงคำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายแพ้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น      โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (5 คะแนน)

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินพิพาทหรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคา 500,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา กล่าวคือ เมื่อจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกที่ต้องโอนที่ดินพาทให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ ทั้งนี้ เพราะการบังคับตามคำพิพากษาต้องอาศัยตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใด โดยจำเลยมิได้ตกลงยินยอมด้วยมิได้ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์หาได้ไม่ (15 คะแนน)

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ  1  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  จำเลยซึ่งแพ้คดีได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยจำเลยชำระค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  แต่ไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา  229  ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย  จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น  ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า  จำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์  จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์  ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นภายใน  5  วัน  นับแต่วันทราบคำสั่ง  แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป  จำเลยไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งศาลอุทธรณ์  ดังนี้  ให้วินิจฉัยว่าจำเลยจะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  236  วรรคแรก  เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์  ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน  ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง  แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด  แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน

มาตรา   247  ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น  ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา  ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ  1  ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

วินิจฉัย

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่จะถือว่าเป็นที่สุดตามมาตรา  236  วรรคแรกนั้น  ต้องได้ความว่า  ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  จำเลยจะฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีนี้ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย  และคำสั่งของศาลอุทธรณ์กรณีนี้ก็ไม่ได้มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยแต่ประการใด  ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์  และให้แจ้งจำเลยชำระค่าขึ้นศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ต่อไปเท่านั้น  กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา  236  วรรคแรก  อันจะทำให้คดีถึงที่สุดไม่    ดังนั้น  จำเลยจึงชอบที่จะฎีกาต่อไปได้  ตามมาตรา  247 (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่  919/2550)

สรุป  จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้

 

ข้อ  2  โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ  1,000,000  บาท  แก่โจทก์จำเลยให้การว่า  สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีมูลหนี้  จำเลยไม่ต้องรับผิด  ขอให้ยกฟ้องในวันนัดสืบพยานโจทก์  โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า  สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องมีมูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์  ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระเงินตามเช็คดังกล่าวแล้ว  แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าเช็คมีมูลหนี้มาจากการเล่นพนันกัน  คดีถึงที่สุดศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้  จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา  ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาในวันที่โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันดังกล่าว  โดยอ้างว่าผิดระเบียบ  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากคำแถลงรับของโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องไม่มีมูลหนี้  จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์

ให้วินิจฉัยว่า  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์  และที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอน

การพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  24  วรรคแรกและวรรคท้าย  เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง  ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว  จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก  หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ  หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป  ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้วเมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ  ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป  ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น

คำสั่งใดๆของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้  ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  227, 228  และ  247

มาตรา  226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228

 (1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด  ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน  คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา  หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้  ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่  ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228  เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

มาตรา  227  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น  มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาและให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี

วินิจฉัย

คำสั่งระหว่างพิจารณาจะอุทธรณ์ทันทีไม่ได้  ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ภายหลังมีคำพิพากษาแล้ว  ตามมาตรา  226

ส่วนกรณีที่ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  ตามความในมาตรา  227  และ  228  นั้น  คำสั่งศาลกรณีนี้  ตามกฎหมายบัญญัติมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  และอยู่ภายใต้บังคับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  กล่าวคือ  คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้ทันทีและจะต้องอุทธรณ์ภายใน  1  เดือน  นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี  (โดยไม่ต้องโต้แย้ง)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์ได้หรือไม่  เห็นว่า  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์แล้วมีคำสั่งพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยตรง  ฟังข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากคำแถลงรับของโจทก์และจำเลยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องไม่มีมูลนั้น  จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์  เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยาน  โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกันนั้น  เป็นอันเพียงพอที่จะรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้  โดยไม่จำเป็นต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบ  จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณามิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย  ตามมาตรา  24  กรณีเช่นนี้โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์  โดยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ก่อนมีคำพิพากษาไม่ได้  ต้องห้ามตามมาตรา  226(2)  (ฎ. 201/2524)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้หรือไม่  เห็นว่า  คำสั่งของศาลดังกล่าวถือเป็นคำสั่งใดๆ  ก่อนที่ศาลนั้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีและมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง  ตามมาตรา  227, 228  ทั้งมิได้ทำให้คดีนั้นเสร็จไปจากศาล  จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาและคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว  ตามมาตรา  226(1) (2)  (ฎ. 160/2514  และ  ฎ. 7/2544)

แต่อย่างไรก็ดีคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา  226(2)  คู่ความจะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เสียก่อนจึงจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายหลัง  และประการสำคัญศาลต้องให้คู่ความมีโอกาสและมีเวลาพอสมควรที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้  แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาในวันเวลาเดียวกัน  ย่อมทำให้โจทก์ไม่มีเวลาและโอกาสยื่นคำโต้แย้งและคำสั่งดังกล่าวได้  กรณีเช่นนี้โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้โดยไม่ต้องโต้แย้งไว้ก่อนมีคำพิพากษา  (ฎ. 169/2511)

สรุป  โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์ไม่ได้  แต่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์  จำเลยให้การต่อสู้ว่าบ้านและที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย  และจำเลยก็เป็นทายาท  โจทก์จะขับไล่จำเลยไม่ได้  ขอให้ศาลยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าบ้านและที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย  และโจทก์จำเลยต่างก็เป็นทายาทของผู้ตาย  และมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์  ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนความอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์  จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่าบ้านและที่ดินที่พิพาทมีค่าเช่าเดือนละ  20,000  บาท  ในระหว่างคดี และโจทก์เป็นผู้รับไปแต่ฝ่ายเดียว  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาล  ศาลไต่สวนไดข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลย  และมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาล

ดังนี้  ศาลใดมีอำนาจสั่งคำร้องของจำเลย   และคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  264  นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา  253  และมาตรา  254  คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล  เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา  เช่น  ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก  หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท  หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก

คำขอตามวรรคแรกให้บังคับตามมาตรา  21  มาตรา  25  มาตรา  227  มาตรา  228  มาตรา  260  และมาตรา  262

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ศาลใดมีอำนาจสั่งคำร้องของจำเลย  เห็นว่า  การที่จำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาล  ถือเป็นคำขอวิธีการชั่วคราว  ตามมาตรา  264  เมื่อจำเลยยื่นในระหว่างอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา  จึงเป็นศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องของจำเลย  ทั้งมาตรา  264  ก็มิได้บัญญัติให้นำมาตรา  254  วรรคท้ายมาใช้กับคำขอ  ตามมาตรา  264

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  คำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  ในการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้  ตามมาตรา  264  ศาลจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน  สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทในคดีให้ได้รับการคุ้มครองไว้ก่อนพิพากษา

เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และให้ศาลยกฟ้องโจทก์  แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งให้ใช้ค่าเสียหายที่มิได้รับผลประโยชน์จากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายด้วย  กรณีเช่นนี้  จำเลยจะร้องขอให้โจทก์นำผลประโยชน์และค่าเช่ามาวางศาลอุทธรณ์ไม่ได้  เพราะถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีศาลก็จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การของจำเลยเท่านั้น  ไม่มีผลบังคับไปถึงค่าเช่าและผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินพิพาทด้วยแต่ประการใด  ดังนั้น  การที่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  264  ( ฎ.  1463/2515)

สรุป  ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่อำนาจสั่งคำร้องของจำเลย  และคำสั่งที่ให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  4  ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์  กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน  30,000  บาท  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา  โจทก์ขอให้บังคับคดีระหว่างพนักงานบังคับคดีจัดการตามคำพิพากษา  จำเลยได้นำเงิน  30,000  บาท  มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา  ในกรณีใดกรณีหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

(1) นายจันทร์ยื่นคำร้องว่า  ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์  โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดี  ขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินพิพาทจากการบังคับคดีของโจทก์

(2) นายอังคารยื่นคำร้องว่า  นายอังคารเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน  50,000  บาท  แก่นายอังคาร  แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดที่นายอังคารอาจบังคับคดีได้  ขอให้มีคำสั่งให้นายอังคารเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้น

ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องของนายจันทร์  และนายอังคารไว้พิจารณาหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  287  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา  288  และ  289  บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น  ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย

มาตรา  290  เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก  แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ไม่ว่าในกรณีใดๆ  ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเช่นว่ามานี้  เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องของนายจันทร์ไว้พิจารณาหรือไม่  เห็นว่า  คำร้องของนายจันทร์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินพิพาทจากการบังคับคดีของโจทก์  ถือเป็นคำขอ  ตามมาตรา  287  ซึ่งบัญญัติว่า  การบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย  ซึ่งการที่โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้โจทก์เข้าครอบครองบ้านพิพาทนั้นถือเป็นการใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดไว้  มิใช่เป็นการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา  จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในอันที่ผู้ร้องจะขอกันส่วนบ้านพิพาทในคดีนี้ได้  ทั้งนี้เพราะการร้องขอกันส่วน  ได้แก่  การที่บุคคลภายนอกผู้เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ  ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้น  หรือขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ของตนก่อนเจ้าหนี้อื่น  แต่กรณีมิใช่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  287  ดังกล่าว  นายจันทร์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอกันส่วนที่ดินพิพาทจากการบังคับคดีของโจทก์ในที่ดินได้  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องของนายจันทร์ไว้พิจารณาไม่ได้  (ฎ. 4832/2536)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องของนายอังคารไว้พิจารณาหรือไม่  เห็นว่า  โดยหลักแล้ว  ตามมาตรา  290  กำหนด  ให้อำนาจเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ตนเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น  แต่เงินจำนวน  30,000  บาท  เป็นเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา มิใช่ทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  กรณีเช่นนี้แม้นายอังคารเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นของจำเลย  นายอังคารก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายอังคารเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องได้  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องของนายอังคารไว้พิจารณาไม่ได้  (ฎ. 1324/2503  (ประชุมใหญ่)  ฎ. 6324/2538)

สรุป  ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายจันทร์และนายอังคาร

LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสจากจำเลย  30  ล้านบาท  จำเลยให้การต่อสู้คดีตามกฎหมาย  ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย  ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องอุทธรณ์เห็นว่าไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามมาตรา  230  แต่โจทก์ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ  ก้าวร้าว  เสียดสีศาล  ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ส่งคำฟ้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา  232  ดังนี้ โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

มาตรา  232  เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว  ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ถ้าศาลปฏิเสธไม่ส่ง  ให้ศาลแสดงเหตุที่ไม่ส่งนั้นไว้ในคำสั่งทุกเรื่องไป  ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ยื่นอุทธรณ์  ศาลจะวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับนั้นในคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้

วินิจฉัย

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว  ย่อมเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งที่กฎหมายนี้มิได้บัญญัติให้เป็นที่สุด  หรือห้ามอุทธรณ์หรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์

กรณีตามอุทธรณ์  การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า  โจทก์ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ  ก้าวร้าว  เสียดสีศาล  ศาลชั้นต้นจึงปฏิเสธไม่ส่งฟ้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์  ตามมาตรา  232  ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า  เมื่อศาลชั้นต้น  มีคำสั่งตามมาตรา  232  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้หรือไม่  เห็นว่า  เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา  232  แล้ว  ไม่ได้บัญญัติให้คำสั่งตามมาตรานี้เป็นที่สุด  หรือห้ามอุทธรณ์หรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์แต่ประการใด  ดังนั้น  โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีจึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นได้  ตามมาตรา  223

สรุป  โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นได้

ข้อ  2  โจทก์นำสัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้เป็นประกันค่าตอบแทนที่โจทก์จะช่วยวิ่งเต้นให้ลูกชายจำเลยไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารมาฟ้องขอศาลบังคับจำเลยชำระหนี้  3  แสนบาท  จำเลยไม่สู้คดีแต่ขอประนีประนอมยอมความโดยชำระในวันยอมความ  100,000  บาท  ที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน  2  เดือน  นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว  หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว  1  เดือน  จำเลยจึงทราบจากผู้รู้ว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นผิดกฎหมาย  ไม่จำต้องรับผิดชอบทั้งแนะนำให้จำเลยอุทธรณ์ขอศาลอุทธรณ์เพิกถอนข้อตกลงที่ทำไว้ได้  ดังนี้  คำแนะนำนี้ถูกต้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  138  ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น  และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้  แล้วพิพากษาไปตามนั้น

ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้  เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

 (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

ถ้าคู่ความตกลงกันเพียงแต่ให้เสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการ  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับ

มาตรา  229  การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น  และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย  ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล  เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์  (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น)  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  235  และ  236

วินิจฉัย

ในคดีที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความแล้ว  จะอุทธรณ์ต่อไปไม่ได้  เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นอย่างหนึ่งอย่างใด  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  138  วรรคสอง  กล่าวคือ

(1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ

สัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญากู้ที่จำเลยทำไว้เป็นประกันค่าตอบแทนที่โจทก์ช่วยวิ่งเต้นให้ลูกชายจำเลยไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร อันถือว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยนั้นขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน  เพราะการหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร  เป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและประโยชน์สาธารณะ  ดังนั้น  แม้ต่อมาคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม  คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวก็ถือว่าละเมิดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน  คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านั้นได้  ตามมาตรา  138(2)

แต่อย่างไรก็ดี  หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านั้น  จำเลยก็ต้องอยู่ในบังคับที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด  กล่าวคือ  คำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมายกำหนดให้ยื่นภายใน  1  เดือน  นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ตามมาตรา 229  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  เวลานับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ล่วงเลย  1  เดือนแล้ว  จำเลยจึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์เพิกถอนข้อตกลงที่ทำไว้  คำแนะนำดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง

สรุป  จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์เพิกถอนข้อตกลงที่ทำไว้  คำแนะนำดังกล่าวไม่ถูกต้อง

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอศาลบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายรวม  2  แสนบาท  จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์ ลายเซ็นชื่อในสัญญากู้ที่โจทก์อ้างมาในฟ้องนั้นไม่ใช่ลายเซ็นของจำเลย  แต่เป็นลายเซ็นปลอมที่โจทก์กับพวกจัดทำขึ้น  ขอให้ศาลยกฟ้อง  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์เกรงว่าจำเลยจะยักยอก  จ่ายโอนทรัพย์สิน  หากโจทก์ชนะคดีก็จะไม่เหลือทรัพย์สินใดๆของจำเลยที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้  โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอศาลยึดรถยนต์กระบะของจำเลย  1  คัน  ไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา  ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์จะร้องขอยึดเช่นว่านี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  189  คดีมโนสาเร่  คือ

(1) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

(2) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ  ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา  254  ในคดีอื่นๆ  นอกจากคดีมโนสาเร่  โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดๆ  ก่อนพิพากษา  ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว  ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไปเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆดังต่อไปนี้

(1) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา  รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย

วินิจฉัย

การขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา  254  ใช้กับคดีแพ่งทุกประเภท  เว้นแต่คดีต่อไปนี้จะใช้มาตรา  254  ไม่ได้  คือ

1       คดีมโนสาเร่  กล่าวคือ  คดีที่โจทก์จะยื่นคำขอ  ต้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่  ความในมาตรา  254  ห้ามไว้ชัดว่า  ในคดีอื่นๆนอกจากคดีมโนสาเร่  ฯลฯ  ดังนั้น  หากเป็นคดีมโนสาเร่ย่อมต้องห้ามมิให้นำบทบัญญัติมาตรา  254  มาใช้บังคับ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติลักษณะของคดีมโนสาเร่ไว้ในมาตรา  189  คือ

1)    คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน  300,000  บาท  หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

2)    คดีโดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้  กล่าวคือ  คดีโดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้แท้จริงแล้วไม่มีกำหนดไว้ในมาตรา  254  แต่ประการใด  มาตรา  254  กำหนดแต่เพียงห้ามคดีมโนสาเร่เท่านั้นแต่คดีโดยสภาพแห่งคำฟ้องไม่อาจขอได้เป็นการพิจารณาจากคำฟ้องที่ไม่อาจมีคำขอตามมาตรา  254  ได้เลย  ถ้ายื่นคำขอไป  ศาลก็คงมีคำสั่งคุ้มครองใดๆไม่ได้  เช่น  ฟ้องหย่า  ฟ้องเพิกถอนการสมรส  ฟ้องขอให้รับรองบุตร  ดังนี้  โดยสภาพแห่งคำฟ้องอยู่ในลักษณะไม่อาจขอให้ยึดหรืออายัดได้เลย

กาที่โจทก์ฟ้องขอศาลบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายรวม  2  แสนบาท  ในระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  โจทก์เกรงว่าจำเลยจะยักย้ายโอนทรัพย์สิน  หากโจทก์ชนะคดีก็จะไม่เหลือทรัพย์สินใดๆ  ของจำเลยที่โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้  โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอศาลยึดรถยนต์ของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา  คำร้องของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นคำขอคุ้มครองประโยชน์  ตามมาตรา 254(1)  ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  โจทก์จะร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งยึดเช่นว่านั้นได้หรือไม่  เห็นว่า  คดีที่โจทก์นำมาฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีมโนสาเร่  ตามมาตรา  189(1)  เพราะทุนทรัพย์ในคดีไม่เกิน  3  แสนบาท  ดังนั้น  แม้รถยนต์ที่โจทก์จะขอยึดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก็ตาม  โจทก์ก็จะร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งยึดไม่ได้  เพราะมาตรา  254  บัญญัติห้ามมิให้นำมาใช้บังคับกับคดีมโนสาเร่

สรุป  โจทก์จะร้องขอต่อศาลให้ยึดรถยนต์ของจำเลยไม่ได้

 

ข้อ  4  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์  ถ้าไม่คืนหรือคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคา  5  แสนบาท  คดีถึงที่สุด  ศาลออกคำบังคับ  โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ต่อมาจำเลยได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์  แต่รถยนต์อยู่ในสภาพเสียหายหนักใช้งานไม่ได้  ดังนี้โจทก์จะไม่ยอมรับรถยนต์คันดังกล่าวแต่เกี่ยงจะขอรับเป็นเงินตามคำบังคับโดยจำเลยไม่ยินยอมได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

วินิจฉัย

การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังตามลำดับที่ระบุไว้ในคำพิพากษา  หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดไม่  (ฎ. 5641/2540, ฎ. 788/2543) 

การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา  ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์  ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  ตามคำบังคับภายในกำหนดเวลาที่คำบังคับกำหนด  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์คันพิพาทไม่ได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  โจทก์จะเลือกวิธีเรียกร้องให้จำเลยชำระราคารถยนต์แก่โจทก์  โดยจำเลยไม่ยินยอมด้วยไม่ได้  เพราะการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต้องดำเนินการบังคับก่อนหลังตามลำดับที่ระบุไว้ในคำพิพากษา  เมื่อการบังคับคดีในลำดับแรก  คือ  การคืนรถยนต์ยังอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะทำได้  โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเลือกการบังคับคดีในลำดับหลัง  แม้รถยนต์นั้นจะมีสภาพเสียหายไม่สามารถใช้การได้ก็ตาม  โจทก์เสียหายอย่างไรก็ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก  ดังนั้น  โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน  500,000  บาท  แทนการรับมอบรถยนต์โดยจำเลยไม่ตกลงยินยอมด้วยไม่ได้

สรุป  โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน  500,000  บาท  แทนการรับมอบรถยนต์โดยจำเลยไม่ตกลงยินยอมด้วยไม่ได้

LAW3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3007 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ก่อน  ตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานและจะต้องเข้าเบิกความเป็นคนแรกไม่มาศาลตามนัด  ทั้งไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ  ทั้งไม่มีพยานโจทก์คนใดมาศาลเลย  ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความโดยจำเลยไม่คัดค้าน  หลังจากศาลมีคำสั่ง  2  วัน  จึงทราบความจริงว่าในวันนับสืบพยานโจทก์นั้น  ทนายโจทก์ได้ขับรถยนต์ไปรับตัวโจทก์และพยานบุคคลอื่นๆ  เพื่อจะมาศาลแต่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ตกถนน  เนื่องจากฝนตกถนนลื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส  ทุกคนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  ไม่สามารถติดต่อแจ้งศาลได้  ทำให้มาศาลไม่ได้  เคราะห์ดีที่มีผู้ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตได้ทัน  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าโจทก์จะอุทธรณ์ขอศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี  ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  202  ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณา  ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ

มาตรา  203  ห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา  201  และมาตรา  202  แต่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ  คำสั่งเช่นว่านี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่

มาตรา  223  ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  138  168  188  และ  222  และในลักษณะนี้  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์  เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นอุทธรณ์ได้เสมอ  เว้นแต่กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้  หรือกฎหมายอื่นบัญญัติเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น  ทั้งนี้ตามมาตรา  223

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  โจทก์จะอุทธรณ์ขอศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี  ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปได้หรือไม่  เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่มาศาลตามนัด  ทั้งไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ  ทั้งไม่มีพยานโจทก์คนใดมาศาลเลย  จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา  ซึ่งตามมาตรา  202  บัญญัติบังคับให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ  เว้นแต่จำเลยจะขอให้พิจารณาต่อไป  เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่คัดค้านคำสั่งจำหน่ายคดี  การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ  จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย  และผลของคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา  202  นี้  บทบัญญัติมาตรา  203  กำหนดห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีเช่นว่านั้น  โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา  223

สรุป  โจทก์จะอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีต่อไปไม่ได้

 

ข้อ  2  โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่า  โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท  จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นเนื้อที่  50 ตารางวา  ที่ดินของโจทก์มีราคาตารางวาระ  20,000  บาท  โจทก์บอกกล่าวขับไล่จำเลยแล้ว  จำเลยกลับอ้างว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของโจทก์จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว  จึงขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์  ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องโจทก์ว่า  คำฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์  ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่พิพาท  มิฉะนั้นจะไม่รับคำฟ้อง  ให้วินิจฉัยว่า

(ก)  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมอย่างคดีมีทุนทรัพย์ได้หรือไม่  กรณีหนึ่ง

(ข)  หากโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง  โดยขอตัดข้อความในคำฟ้องเดิมที่ว่า  จำเลยกลับอ้างว่า  จำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของโจทก์จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว  ออก  นอกนั้นคงไว้ตามเดิม  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต  โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าวได้หรือไม่  อีกกรณีหนึ่ง

ธงคำตอบ

มาตรา  1  ในประมวลกฎหมายนี้  ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(5) “คำคู่ความ  หมายความว่า  บรรดาคำฟ้อง  คำให้การหรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

มาตรา  18  วรรคท้าย  คำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้  ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  227 228  และ  247

มาตรา  226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด  ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน  คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา  หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้  ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่  ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และ  228  เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

มาตรา  227  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น  มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาและให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี

มาตรา  228  วรรคแรกและวรรคสอง  ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี  ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

(3) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา  18  หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา  24  ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง  หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ

คำสั่งเช่นว่านี้  คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน  นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

วินิจฉัย

คำสั่งของศาลที่จะถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณานั้น  มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1       จะต้องเป็นคำสั่งของศาลที่สั่งก่อนชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดี

2       เมื่อศาลสั่งไปแล้วไม่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล  กล่าวคือ  ศาลยังต้องทำคดีนั้นต่อไป

3       ไม่ใช่คำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  227  และมาตรา  228

เมื่อเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว  คู่ความจะอุทธรณ์คำสั่งทันทีไม่ได้  ต้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งไว้ก่อนจึงจะเกิดสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นตามมาตรา  226 (2)  ส่วนคำสั่งของศาลนอกเหนือจากหลักเกณฑ์  3  ประการนี้ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องโต้แย้งก่อนที่จะอุทธรณ์แต่ประการใด (อุทธรณ์ได้ทันที)

(ก)  กรณีตามอุทธรณ์  กรณีคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท  มิฉะนั้นจะไม่รับคำฟ้องนั้น  แม้เป็นคำสั่งที่ศาลนั้นจะให้รับคำฟ้องไว้ก็ตาม  แต่เมื่อเป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาล  นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา  227  และมาตรา  228  แล้ว  กรณีจึงถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา  226  วรรคสอง  ซึ่งมาตรา  226  วรรคแรก (1)  บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา  โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว  (ฎ. 421/2518) 

(ข)  คำร้องของโจทก์ที่ขอแก้ไขคำฟ้อง  โดยขอตัดข้อความในคำฟ้องเดิมที่ว่า  จำเลยกลับอ้างว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของโจทก์จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว  ออก  ถือเป็นคำร้องที่โจทก์ขอแก้ไขข้อหาอันกล่าวไว้ในคำฟ้องที่เสนอต่อศาลแต่แรก  จึงเป็นคำคู่ความตามมาตรา  1 (5)  และมาตรา  179  คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าว  ย่อมมีผลเป็นคำสั่งไม่รับคู่ความตามมาตรา  18  ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง  หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อตามมาตรา  228 (3)  และไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา  226  โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา  228  วรรคสอง  คือ  ภายใน  1  เดือนนับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป  ทั้งนี้แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็ตาม  (ฎ. 1488/2529)

สรุป  (ก)  โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

(ข) โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

หมายเหตุ  กรณีตาม  (ข)  หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง  จะไม่ถือว่าเป็นคำสั่งตามมาตรา  228 (3)  แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา  226  ดังนั้นหากจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะต้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนั้นก่อน  (ฎ. 58/2531,  ฎ. 1292 – 1293/2512)

 

ข้อ  3  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยให้ออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์  จำเลยให้การต่อสู้ว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและจำเลยก็เป็นทายาท  โจทก์จะบังคับขับไล่จำเลยไม่ได้  ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์  ศาลชั้นต้น  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าบ้านและที่ดินที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย  โจทก์และจำเลยต่างก็เป็นทายาทของผู้ตาย  และมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีให้ยกฟ้องโจทก์  โจทก์อุทธรณ์  ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่า  บ้านและที่ดินพิพาทมีค่าเช่าในระหว่างคดีเดือนละ  5,000  บาท  และโจทก์เป็นผู้รับไปแต่ฝ่ายเดียว  ทำให้จำเลยต้องเสียหายและเสียสิทธิไม่ได้ค่าเช่าอันเกิดจากบ้านและที่ดินที่พิพาทในระหว่างคดี  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่าอันเกิดจากบ้านและที่ดินที่พิพาทในระหว่างคดี  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่าอันเกิดจากบ้านและที่ดินที่พิพาทมาวางต่อศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษา  ศาลไต่สวนสืบพยานโจทก์  จำเลยได้ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลย  และมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าเช่าอันเกิดจากบ้านและที่ดินที่พิพาทในระหว่างคดีมาวางต่อศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษา

ดังนี้  ท่านเห็นว่าคำสั่งของศาลที่ให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพาะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  264  นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา  253  และมาตรา  254  คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล  เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา  เช่น  ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก  หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท  หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก

คำขอตามวรรคแรกให้บังคับตามมาตรา  21  มาตรา  25  มาตรา  227  มาตรา  228  มาตรา  260  และมาตรา  262

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว  ในการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา  26  ศาลจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน  สิทธิ  หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทในคดีให้ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา

กรณีตามอุทาหรณ์  เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาท  เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีเพียงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์  แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งในเรื่องค่าเช่าอันเกิดจากบ้านและที่ดินพิพาทด้วย  ดังนั้นจำเลยจึงร้องขอให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลไม่ได้  เพราะถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีศาลก็จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การของจำเลยเท่านั้น  จำเลยไม่เสียหายอะไร  ไม่มีผลบังคับไปถึงค่าเช่าอันเกิดจากบบ้านและที่ดินพิพาทด้วยแต่ประการใด  กรณีไม่ใช่เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยตามมาตรา  264  ดังนั้น  คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์ นำค่าเช่ามาวางต่อศาลเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา  264  (ฎ. 1463/2515,  ฎ.1177/2524)

สรุป  คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์นำค่าเช่ามาวางต่อศาลไว้ก่อนมีคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ  4  ในกรณีดังต่อไปนี้  โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้หรือไม่  อย่างไร

(ก)  ในวันนัดฟังคำพิพากษา  โจทก์มาศาล  ส่วนจำเลยไม่มาศาล  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้แก่โจทก์ฟังฝ่ายเดียว  โดยพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ภายใน  15  วัน  นับแต่วันพิพากษา  ปรากฏว่าพ้นกำหนด  15  วันแล้ว  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

(ข) ในวันนัดฟังคำพิพากษา  จำเลยมาศาล  ส่วนโจทก์ไม่มาศาล  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้แก่จำเลยฟังฝ่ายเดียว  โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน  300,000  บาท   พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  7.5  ต่อปี  นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์  และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน  30  วัน  นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้  หากจำเลยไม่ปฏิบัติจะต้องถูกยึดทรัพย์  หรือถูกจับ  และจำขังตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดี  และจำเลยได้ลงชื่อรับทราบคำสั่งดังกล่าวไว้  ปรากฏว่าพ้นกำหนด  30  วันแล้ว  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

ธงคำตอบ

มาตรา  271  ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)  มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน  คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ  (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)  ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา  หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

มาตรา  272  ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดี  ก็ให้ศาลมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง  และให้เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับนั้นไปยังลูกหนี้ตามคำพิพากษา  เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลมีคำบังคับนั้นและศาลได้สั่งให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

มาตรา  275  ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดี  ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี

มาตรา  282  วรรคแรก  ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่ง  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้  เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัด  และขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้

วินิจฉัย

(ก)  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้หรือไม่อย่างไร  เห็นว่า  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้แก่โจทก์ซึ่งมาศาลฟังฝ่ายเดียว  โดยพิพากษาให้แก่จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ภายใน  15  วัน  นับแต่วันพิพากษา  อันเป็นกรณีที่จะต้องมีการบังคับคดีแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษา  เมื่อจำเลยมิได้มาศาลในวันดังกล่าว  ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับส่งไปยังจำเลยตามมาตรา  272  ดังนั้น  เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีการส่งคำบังคับไปยังจำเลย  แม้จะพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาแล้วก็ตาม  โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะต้องขอให้ศาลมีคำบังคับส่งไปยังจำเลยเพื่อกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับด้วย  หากพ้นกำหนดเวลาตามคำพิพากษาต่อไป

(ข)  ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้หรือไม่อย่างไร  เห็นว่า  ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้แก่จำเลยซึ่งมาศาลฟังฝ่ายเดียว  โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน  300,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์  และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน  30  วัน  นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้  หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกยึดทรัพย์  หรือถูกจับ  และจำขังตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีและจำเลยได้ลงชื่อรับทราบคำสั่งดังกล่าวไว้แล้ว  อันเป็นกรณีที่ศาลมีคำบังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามมาตรา  271, 272  แล้ว  เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ  จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่กำหนดให้ชำระเงินแก่โจทก์และการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวจะต้องดำเนินการโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา  282  วรรคแรก  โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีตามมาตรา  275  วรรคแรก  เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยตามคำพิพากษาต่อไป

สรุป  (ก)  โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอให้ศาลมีคำบังคับส่งไปยังจำเลยเพื่อกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับ

(ข)  โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีตามมาตรา  275  เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยตามคำพิพากษาต่อไป

LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 ซ่อม S/2548

การสอบซ่อมภาค  2  และภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายหนึ่งออกเช็คชำระหนี้ให้นางสอง  100,000  บาท  นายสองนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารเมื่อเช็คถึงกำหนด  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีนายหนึ่งไม่พอจ่าย  นายสองนำเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า  ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ  จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน 

เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว  พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ลงโทษนายหนึ่งทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  นายสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการและคำร้องของนายสองว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4)  ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

(7) คำร้องทุกข์  หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม  ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย  และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  120  ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล  โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา  121  วรรคสอง  แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ

วินิจฉัย

นายสองเป็นผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  นายสองจึงเป็นผู้เสียหายทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ตามมาตรา  2(4)  แต่การที่นายสองนำเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า  ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ  จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน  ถือว่านายสองยังไม่มีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ  (ฎ. 62/2521)  ถ้อยคำที่แจ้งจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์  ตามมาตรา  2(7)

ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามมาตรา  121  วรรคสอง  ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา  120  ศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ

เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว  จึงไม่มีคำฟ้องอยู่ในศาล  นายสองแม้จะเป็นผู้เสียหายก็ไม่สามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา  30  ศาลจึงต้องสั่งยกคำร้องของนายสองเช่นเดียวกัน 

(ฎ. 228/2544)

สรุป  ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการและต้องสั่งยกคำร้องของนายสองเช่นเดียวกัน

 

ข้อ  2  นายเอกร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่าถูกนายโทใช้ไม้ตีที่ศีรษะ  พนักงานสอบสวนตรวจบาดแผลพบเป็นรอยผื่นแดงเพียงเล็กน้อง  จึงแจ้งข้อหานายโทฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)  นายโทให้การรับสารภาพและได้ชำระค่าปรับ  1,000  บาท  ที่พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ  รวมทั้งจ่ายค่ารักษาพยาบาล  2,000  บาท  ตามที่นายเอกเรียกร้องและยินยอมไปเรียบร้อยแล้ว

วันรุ่งขึ้นนายเอกมึนศีรษะ  อาเจียน  แพทย์ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่ง  ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล  30  วัน  ค่ารักษาพยาบาล  100,000  บาท  นายเอกเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากนายโท  นายโทปฏิเสธโดยอ้างว่าคดีอาญาเลิกกันแล้ว  เป็นผลให้คดีอาญาระงับไปด้วย

ดังนี้  นายเอกจะฟ้องคดีอาญานายโททำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี  หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)  ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  37  คดีอาญาเลิกกันได้  ดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว

(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  หรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร  เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป  หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการในตำแหน่งนั้นๆได้เปรียบเทียบแล้ว

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป  ดังต่อไปนี้

(3) เมื่อคดีเลิกกัน  ตามมาตรา  37

วินิจฉัย

นายเอกจะยื่นฟ้องนายโทในคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายเอกร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่าถูกนายโทใช้ไม้ตีที่ศีรษะ  พนักงานสอบสวนเห็นว่าบาดแผลเป็นรอยผื่นแดงเพียงเล็กน้อย  และแจ้งข้อหานายโทฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ  และเปรียบเทียบปรับโดยทั้งสองฝ่ายยินยอม  ทั้งนายโทก็ได้ชำระค่าปรับและจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นายเอกตามที่เรียกร้องและยินยอมไปเรียบร้อยแล้วนั้นโดยปกติคดีอาญาย่อมเลิกกันตาม  มาตรา  37  และคดีอาญาระงับไป  ตามมาตรา  39(3)

แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น  นายเอกมึนศีรษะ  อาเจียน  แพทย์ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่ง  ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล  30  วัน  กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของนายโทเป้นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้ว  การเปรียบเทียบปรับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คดีอาญายังไม่เลิกกัน  และคดีอาญายังไม่ระงับ  (ฎ. 354/2541)

สรุป  นายเอกจึงยื่นฟ้องคดีอาญานายโทฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้

 

ข้อ  3  นายอาร์ตบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของนายแมนและนายกัลป์ที่เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ด้วยกัน  ทรัพย์ที่ลักไปในคราวเดียวกันนี้ประกอบด้วยแจกันของนายแมนราคา  5,000  บาท  และนาฬิกาของนายกัลป์ราคา  3,000  บาท  ต่อมานายแมนยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ

ดังนี้  นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาบุกรุกต่อศาลที่มีอำนาจอีกได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป  ดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายอาร์ตบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของนายแมนและนายกัลป์ไปในคราวเดียวกัน  ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  คือฐานลักทรัพย์และฐานบุกรุก  หากมีการฟ้องขอให้ลงโทษนายอาร์ตในกระทำความผิดบทหนึ่งบทใดและศาลชั้นต้นพิพากษาถึงเนื้อหาของความผิดที่ฟ้อง  ก็ถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว  ตามมาตรา  39(4)  ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า

1       จำเลยในคดีแรกและคดีที่มาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน

2       การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน

3       ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว

เมื่อได้ความว่านายแมนฟ้องขอให้ลงโทษนายอาร์ตข้อหาลักทรัพย์และศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ ถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วตามมาตรา  39(4)  นายกัลป์จึงไม่สามารถฟ้องนายอาร์ต  ทั้งข้อหาลักทรัพย์และบุกรุกได้อีกเนื่องจากจะเป็นการฟ้องซ้ำ 

(ฎ. 7294/2544 ฎ. 6678/2531)

สรุป  ดังนี้  นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาบุกรุกต่อศาลที่มีอำนาจอีกไม่ได้

 

ข้อ  4  พ.ต.ต. สรรชัย  มีหลักฐานตามสมควรว่า  นายมนัสเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายบุญชัย  ระหว่างที่  พ.ต.ต. สรรชัย  กำลังดำเนินการขอหมายจับนายมนัสจากศาล  ร.ต.ต. มนต์ชีพ  ได้รายงานให้  พ.ต.ต. สรรชัย  ทราบว่า  นายมนัสกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายบุญชัยออกไปนอกประเทศไทยหากรอหมายจับ  นายมนัสน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน  พ.ต.ต. สรรชัย  จึงตัดสินใจจับกุมนายมนัสทันทีโดยไม่มีหมายจับ

ดังนี้  การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัย  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  78  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

(3) เมื่อมีเหตุที่ออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา  66(2)  แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

มาตรา  66  เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

วินิจฉัย

พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัย  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  พ.ต.ต. สรรชัยมีหลักฐานตามสมควรว่านายมนัสเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายบุญชัย  และมีเหตุอันควรเชื่อว่านายมนัสจะหลบหนีเนื่องจาก  ร.ต.ต. มนต์ชีพได้รายงานให้  พ.ต.ต. สรรชัยทราบว่านายมนัสกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายบุญชัยออกไปนอกประเทศไทย  จึงมีเหตุที่จะขอให้ศาลออกหมายจับนายมนัสได้  ตามมาตรา  66(2)  แต่หากรอหมายจับจากศาลนายมนัสน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน  จึงถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายมนัสได้  พ.ต.ต. สรรชัยจึงมีอำนาจจับกุมนายมนัสได้โดยไม่มีหมายจับตามมาตรา  78(3)

สรุป  การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัยจึงชอบด้วยกฎหมาย

LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 S/2548

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอกใช้อาวุธปืนไม่มีทะเบียนยิงนายโทถึงแก่ความตาย  ระหว่างที่พนักงานสอบสวนคดีนี้  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโทยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายเอกฐานฆ่านายโท  คดีอยู่ระหว่างศาลไต่สวนมูลฟ้อง

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น  พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกฐานฆ่านายโทและฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน  ส่วนนางทิพย์เมื่อทราบว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกแล้ว  จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง  ศาลอนุญาต

นายเทพบิดาตามความเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายของนายโททราบเรื่อง  จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา  ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  36  วรรคแรก  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาอีกหาได้ไม่ …

วินิจฉัย

ผู้ที่จะขอเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้นั้น  จะต้องเป็นผู้เสียหาย  ตามนัยมาตรา  2(4)  ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  หรืออาจเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายก็ได้  และในกรณีที่ผู้เสียหายคนเดียวมีผู้จัดการแทน  ตามมาตรา  5  หลายคน  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายบางคนได้ฟ้องแล้วถอนฟ้องไป  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายคนอื่นจะมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้

ศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพอย่างไร  เห็นว่า  ในกรณีมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง  ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนนั้น  ในฐานความผิดดังกล่าว  ถือเป็นความผิดอาญาต่อรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายเอกชนไม่สามารถเป็นผู้เสียหายได้  ดังนั้น  ทั้งนายโทและนายเทพ  ต่างไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดดังกล่าว  จึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้ตามมาตรา  30  (ฎ. 1231/2533)

ส่วนความผิดฐานฆ่านายโทนั้น  เห็นว่า  แม้ว่านายเทพจะเป็นบุพการีที่มีอำนาจจัดการแทนนายโทตามมาตรา  5(2)  ก็ตาม  แต่เมื่อได้ความว่า  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโท  ได้ใช้สิทธิจัดการแทนนายโทไปแล้ว  ด้วยการฟ้องคดีและถอนฟ้องไป  ซึ่งผลของการถอนฟ้องดังกล่าว  ทำให้ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้อีกตามมาตรา  36  วรรคแรก  ผลในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีผลถึงนายเทพด้วย  เมื่อได้ความว่านายเทพไม่สามารถยื่นฟ้องได้  ก็ทำให้นายเทพขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้เช่นเดียวกัน  (ฎ. 1790/2492)

สรุป  ศาลต้องสั่งยกคำร้องนายเทพ

 

ข้อ  2  นายช้างบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของนายเอกและนายโทที่เช่าบ้านอาศัยอยู่ด้วยกัน  ทรัพย์ที่ลักไปในคราวเดียวกันนี้ประกอบด้วยปากกาของนายเอก  ราคา  100  บาท  และนาฬิกาของนายโทราคา  10,000  บาท

ให้พิจารณาตอบคำถามแต่ละกรณีดังต่อไปนี้

(ก)  นายเอกยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์  ระหว่างศาลพิจารณาคดี  นายโทจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายเอกได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(ข)  นายเอกยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากนายเอกยื่นฟ้องผิดศาล  กรณีนี้นายโทจะยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์ต่อศาลที่มีอำนาจอีกได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  31  คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว  ซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว  พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

(ก)  ตามกฎหมายได้บัญญัติให้ผู้เสียหายและพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับคดีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ฟ้องเท่านั้น  ผู้เสียหายจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่ผู้เสียหายด้วยกันเป็นโจทก์ฟ้องไม่ได้  (ฎ. 3320/2528)

นายโทจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายเอกได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายช้างบุกรุกเข้าไปลักปากกาของนายเอก  และนาฬิกาของนายโทไปในคราวเดียวกัน  ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่มีผู้เสียหาย  2  คน  เมื่อนายเอกยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์ต่อศาลแล้ว  ระหว่างศาลพิจารณาคดีนายโทจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายเอกไม่ได้  เพราะเหตุว่า  มาตรา  30, 31  ได้บัญญัติเรื่องโจทก์ร่วมไว้เพียง  2  กรณี  กล่าวคือ  กรณีผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  และกรณีพนักงานอัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายเท่านั้น  ส่วนกรณีผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายไม่ได้ให้อำนาจไว้

ดังนั้น  นายโทจึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายเอกไม่ได้

(ข)  การจะพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่  ได้มีหลักเกณฑ์การฟ้องซ้ำ  ตามมาตรา  39(4)  ดังนี้

 (1) ผู้ถูกฟ้องเป็นคนเดียวกัน

(2) การกระทำที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้อง  เป็นการกระทำเดียวกัน

(3) มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว

การที่นายเอกยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์  และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากนายเอกยื่นฟ้องผิดศาล  การที่นายโทจะยื่นฟ้องนายช้างฐานลักทรัพย์อีกนั้น  แม้ผู้ถูกฟ้องจะเป็นนายช้างคนเดิม  การกระทำที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องก็เป็นการกระทำเดียวกัน  แต่คดีที่นายโทยื่นฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนายเอกเพราะนายเอกยื่นฟ้องผิดศาลนั้น  ถือว่าศาลยังไม่ได้วินิจฉัยถึงเนื้อหาของความผิดฟ้อง  ซึ่งถือว่ายังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตามหลักเกณฑ์ฟ้องซ้ำ  ข้อ  (3)

สรุป

(ก)  นายโทจึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับนายเอกไม่ได้

(ข)  นายโทจึงยื่นฟ้องนายช้างข้อหาลักทรัพย์อีกได้

 

ข้อ  3  โดยปกติแล้ว  ในคดีความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  คดีอาญาย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  39(2)

อยากทราบว่า  มีกรณีใดบ้างที่เมื่อถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันในคดีความผิดต่อส่วนตัวแล้ว  คดีอาญาก็ยังไม่ระงับ  จงอธิบาย

 ธงคำตอบ

มาตรา  35  วรรคสอง  คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น  จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้  แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน  ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย

มาตรา  36  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่  เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้

(2) ตัวพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไป  โดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย  การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

อธิบาย

โดยปกติแล้ว  ในคดีความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย  คดีย่อมระงับไปตามมาตรา  39(2)

แต่ก็มีกรณีที่กฎหมายบัญญัติ  หรือคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้บางกรณี  ที่เมื่อถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้อง  หรือยอมความกันในคดีความผิดต่อส่วนตัวแล้ว  คดีอาญาก็ยังไม่ระงับ  เช่น

 (1) กรณีพนักงานอัยการถอนฟ้องคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไปโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย  การถอนฟ้องนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่  (มาตรา  36(2))

 (2) กรณีผู้เสียหายถอนฟ้องคดีความผิดต่อส่วนตัว  เพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการถือว่าเป็นการถอนฟ้องที่มีเงื่อนไข  ไม่ใช่การถอนฟ้องที่เด็ดขาด  คดีอาญาไม่ระงับ  พนักงานอัยการยังดำเนินคดีต่อไปได้  และผู้เสียหายก็ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้  (ฎ. 1245/2515)

(3) กรณีผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดต่อส่วนตัว  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำคดีไปฟ้องเอง  ไม่เป็นการถอนคำร้องทุกข์ในลักษณะที่ไม่เอาผิดต่อผู้กระทำความผิด  หากแต่เป็นการถอนคำร้องทุกข์เพื่อใช้สิทธิในการฟ้องคดีเองคดีอาญาไม่ระงับ  (ฎ. 1792/2522)

(4) การยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว  ที่กระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดการกระทำความผิด  ไม่ถือว่าเป็นการยอมความตามมาตรา  35  วรรคสอง  และมาตรา  39(2)  คดีอาญาไม่ระงับ  (ฎ. 1403/2508)

สรุป  เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์  ถอนฟ้องหรือยอมความกันในคดีความผิดต่อส่วนตัวมีอยู่  4  กรณี  ที่อาญายังไม่ระงับตามที่ได้อธิบาย

 

ข้อ  4  (ก)  ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ราษฎรจะจับผู้อื่นได้  ในกรณีใดบ้าง

(ข) ให้ท่านแสดงความคิดเห็นว่า  หลักกฎหมายที่ท่านตอบตามข้อ  4  (ก)  มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  79  ราษฎรจับผู้อื่นไม่ได้  เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา  82  หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้าและความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย

มาตรา  82  เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับจะขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียงเพื่อจัดการตามหมายนั้นก็ได้  แต่จะบังคับให้ผู้ใดช่วยโดยอาจเกิดอันตรายแก่เขานั้นไม่ได้

มาตรา  117  เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยหนีหรือจะหลบหนีให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่พบการกระทำดังกล่าวมีอำนาจจับผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นได้  แต่ในกรณีที่บุคคลซึ่งทำสัญญาประกันหรือเป็นหลักประกันเป็นผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าว  อาจขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุดจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้  ถ้าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานได้ทันท่วงที  ก็ให้มีอำนาจจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้เอง  แล้วส่งไปยังพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุด  และให้เจ้าพนักงานนั้นรีบจัดส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยไปยังเจ้าพนักงานหรือศาล  โดยคิดค่าพาหนะจากบุคคลซึ่งทำสัญญาประกันหรือเป็นหลักประกันนั้น

อธิบาย

(ก)ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ราษฎรจะจับผู้อื่นได้มีอยู่ด้วยกัน  3  กรณีดังต่อไปนี้

1       เมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า  และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลนี้ด้วย  ตามมาตรา  79

2       เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานซึ่งจัดการตามหมายจับและได้ขอความช่วยเหลือจากราษฎรตามมาตรา  79  ประกอบมาตรา  82

3       เมื่อราษฎรได้ทำสัญญาประกันหรือเป็นหลักประกัน  เมื่อพบผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งตนทำสัญญาประกันหรือเป็นหลักประกันให้  หนีหรือจะหลบหนี  โดยในขณะนั้นไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานได้ทันท่วงทีก็ให้มีอำนาจจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้เอง  ตามมาตรา  117

ทั้งสามกรณีดังกล่าวนี้  ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติให้อำนาจราษฎรทำการจับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

(ข) ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้บัญญัติให้อำนาจราษฎรทำการจับได้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน  หรือไม่  เห็นว่า

ในสังคมไทยปัจจุบันได้มีผู้รักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่  มีอำนาจทำการจับ  ทำการสอบสวนผู้ต้องหาหรือจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งก็คือ  เจ้าพนักงานตำรวจ  ส่วนราษฎรโดยหลักไม่มีอำนาจเหนือบุคคลในการลิดรอนสิทธิบุคคลอื่นตามหลักแห่งความเสมอภาค  ดังนั้น  ในการที่จะให้อำนาจราษฎรจับบุคคลใดหรือมีสิทธิเหนือบุคคลใดจะต้องจำกัดขอบเขตอำนาจ  ซึ่งตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ได้บัญญัติให้อำนาจราษฎรไว้  3  มาตรา  ดังนี้  มาตรา  79  มาตรา  82  มาตรา  117

ทั้งสามมาตราดังกล่าว  เห็นว่า  มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน  เนื่องจากตามหลักกฎหมายดังกล่าว  ได้กำหนดให้อำนาจราษฎรโดยเคร่งครัด  และมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยดังนี้

ประการแรก  ตามมาตรา  79  เมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า  และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลนี้ด้วยในลักษณะนี้  เห็นว่า สภาพสังคมไทยมีความเป็นอยู่ในลักษณะเอื้อเฟื้อกับการช่วยเหลือบุคคลที่ตกอยู่ในอันตรายประกอบกับในความผิดตามบัญชีท้ายประมวลนั้น  ความผิดดังกล่าวถือเป็นความผิดที่มีความรุนแรง  จึงได้ให้อำนาจราษฎรในการรักษาความสงบของประเทศร่วมกัน

ประการที่สอง  ตามมาตรา  79  ประกอบ  82  กล่าวคือ  เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานซึ่งจัดการตามหมายจับและได้ขอความช่วยเหลือจากราษฎรในกรณีนี้เจ้าพนักงานต้องมีหมายเท่านั้นและได้ขอความช่วยเหลือจากราษฎร  อันแสดงให้เห็นว่า  เจ้าพนักงานไม่สามารถจัดการตามหมายได้โดยลำพังหรือกำลังไม่เพียงพอ

ประการที่สาม  ตามมาตรา  117  ในกรณีราษฎรได้ทำสัญญาประกันหรือหลักประกัน  สามารถจับผู้ต้องหาหรือจำเลยในกรณีนี้  เห็นว่า เป็นการรักษาผลประโยชน์ของนายประกันโดยแท้  และในขณะนั้นนายประกันก็ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานได้อย่างทันท่วงทีจึงถือว่ามีความเหมาะสมในการให้อำนาจราษฎรในการจับได้เอง

ดังนั้น  ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาราษฎรจะจับผู้อื่นได้ในกรณีตามมาตรา  79 , 82 , 117  เห็นว่ามีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยทั้งในการช่วยเหลือบุคคลอื่น  รักษาความสงบของประเทศร่วมกันและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

หมายเหตุ  น้องๆสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระในข้อ  (ข)  นี้ครับ

LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3006 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอกใช้อาวุธปืนไม่มีทะเบียนยิงนายโทถึงแก่ความตาย  ระหว่างที่พนักงานสอบสวนคดีนี้  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโทยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายเอกฐานฆ่านายโท  คดีอยู่ระหว่างศาลไต่สวนมูลฟ้อง

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น  พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกฐานฆ่านายโทและฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน  ส่วนนางทิพย์เมื่อทราบว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกแล้ว  จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง  ศาลอนุญาต

นายเทพบิดาตามความเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายของนายโททราบเรื่อง  จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา  ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  36  วรรคแรก  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาอีกหาได้ไม่ …

วินิจฉัย

ผู้ที่จะขอเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้นั้น  จะต้องเป็นผู้เสียหาย  ตามนัยมาตรา  2(4)  ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  หรืออาจเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายก็ได้  และในกรณีที่ผู้เสียหายคนเดียวมีผู้จัดการแทน  ตามมาตรา  5  หลายคน  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายบางคนได้ฟ้องแล้วถอนฟ้องไป  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายคนอื่นจะมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้

ศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพอย่างไร  เห็นว่า  ในกรณีมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง  ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนนั้น  ในฐานความผิดดังกล่าว  ถือเป็นความผิดอาญาต่อรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายเอกชนไม่สามารถเป็นผู้เสียหายได้  ดังนั้น  ทั้งนายโทและนายเทพ  ต่างไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดดังกล่าว  จึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้ตามมาตรา  30  (ฎ. 1231/2533)

ส่วนความผิดฐานฆ่านายโทนั้น  เห็นว่า  แม้ว่านายเทพจะเป็นบุพการีที่มีอำนาจจัดการแทนนายโทตามมาตรา  5(2)  ก็ตาม  แต่เมื่อได้ความว่า  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโท  ได้ใช้สิทธิจัดการแทนนายโทไปแล้ว  ด้วยการฟ้องคดีและถอนฟ้องไป  ซึ่งผลของการถอนฟ้องดังกล่าว  ทำให้ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้อีกตามมาตรา  36  วรรคแรก  

ผลในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีผลถึงนายเทพด้วย  เมื่อได้ความว่านายเทพไม่สามารถยื่นฟ้องได้  ก็ทำให้นายเทพขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้เช่นเดียวกัน  (ฎ. 1790/2492)

สรุป  ศาลต้องสั่งยกคำร้องนายเทพ

 

ข้อ  2  นายหนึ่งขับรถยนต์ประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสอง  ทำให้นายดำและนายขาวซึ่งนั่งโดยสารมาในรถยนต์ของนายสองได้รับบาดเจ็บ  โดยนายดำขาขวาหัก  ส่วนนายขาวแขนซ้ายหัก  นายดำจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  ศาลพิพากษาลงโทษนายหนึ่งตามฟ้องคดีถึงที่สุด  จากนั้นต่อมานายขาวจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายขาวรับอันตรายสาหัสตาม  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  เช่นกัน  ดังนี้   ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายขาวเช่นไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

ศาลจะวินิจฉัยคดีที่นายขาวยื่นฟ้องอย่างไรนั้น  เห็นว่า  การกระทำโดยประมาทของนายหนึ่งที่เป็นเหตุให้นายดำและนายขาวได้รับอันตรายสาหัส  ได้เกิดจากการกระทำในครั้งเดียวกันที่นายหนึ่งได้ขับรถยนต์โดยประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสอง  ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน  แต่มีผู้เสียหายหลายคน  เมื่อได้ความว่า  นายดำเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำได้รับอันตรายสาหัสตาม  ป.อ.  มาตรา  300  จนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วนั้นส่งผลให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามมาตรา  39(4)  นายขาวจึงไม่มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายหนึ่งในการกระทำกรรมเดียวกันนี้ได้อีก  เพราะจะเป็นการฟ้องซ้ำ  ศาลจึงต้องจำหน่ายคดีของนายขาวออกจากสารบบความ  (ฎ. 1853/2530)

สรุป  ศาลจึงต้องจำหน่ายคดีของนายขาวออกจากสารบบความ

 

ข้อ  3  ในคดีอาญาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวก  ร่วมกันปล้นทรัพย์  และขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  40,000 บาท  แก่ผู้เสียหาย  ตามที่ผู้เสียหายได้แจ้งไว้ในการสอบสวนด้วยผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลอนุญาต  ต่อมาผู้เสียหายเห็นว่าราคาทรัพย์ที่แจ้งไว้นั้นต่ำไป  ความจริงเมื่อคำนวณราคาใหม่แล้วเป็นเงิน  140,000  บาท  ก่อนเริ่มสืบพยาน  ผู้เสียหายจึงได้ดำเนินการในทางศาล  2  วิธี  คือ

(1) ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของพนักงานอัยการ  เพื่อให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  140,000  บาท

(2) ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น  ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  โดยให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ตนเป็นเงิน  140,000  บาท

ทั้งสองกรณีนี้  ถ้าท่านเป็นศาล  ท่านจะรับคำร้องของผู้เสียหายไว้พิจารณาพิพากษาอย่างไร  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  43  คดีลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์  โจรสลัด  กรรโชก  ฉ้อโกง  ยักยอก  หรือรับของโจร  ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนเมื่อพนักงานยื่นฟ้องคดีอาญาก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย

มาตรา  44/1  วรรคท้าย  คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้  และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา  43  แล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้

วินิจฉัย

(1) ในกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการตามมาตรา  30  ต้องถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นสำคัญ  ผู้เสียหายจะขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องให้นอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการไม่ได้  ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของพนักงานอัยการเพื่อให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  140,000  บาท  (ฎ. 3833/2525)

(2) เมื่อพนักงานอัยการได้ดำเนินการขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  40,000  บาท  แก่ผู้เสียหาย  อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา  43  แล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกไม่ได้  แม้ว่าราคาทรัพย์สินตามความจริงเป็นเงิน  140,000  บาทก็ตาม  ก็จะยื่นคำร้องเรียกอีกไม่ได้  เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์  ตามมาตรา  44/1  วรรคท้าย

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะมีคำสั่งไม่รับ  โดยยกคำร้องทั้งสองกรณีของผู้เสียหาย

 

ข้อ  4  เมื่อวันที่  1  สิงหาคม  2549  ร.ต.อ. ชิษณุ  นำหมายจับของศาลอาญาไปจับนายวุฒิไกรผู้ต้องหาฐานฆ่านายไตรจักรโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  โดยในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้แจ้งแก่นายวุฒิไกรว่าต้องถูกจับและได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมทั้งแสดงหมายจับต่อนายวุฒิไกรและแจ้งให้นายวุฒิไกรทราบว่านายวุฒิไกรมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้  ถ้อยคำของนายวุฒิไกรนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  และนายวุฒิไกรมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ  แต่มิได้แจ้งให้นายวุฒิไกรทราบถึงสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งนายวุฒิไกรไว้วางใจทราบถึงการที่นายวุฒิไกรถูกจับกุม  เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว  ร.ต.อ. ชิษณุได้ถามนายวุฒิไกร  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ว่าจะให้การอย่างไรหรือไม่  นายวุฒิไกรให้การภาคเสธว่าขณะที่นายไตรจักรถูกฆ่า  นายวุฒิไกรอยู่ในที่เกิดเหตุแต่มิได้เป็นคนฆ่านายไตรจักร  หลังจากนายวุฒิไกรให้การดังกล่าวแล้ว  ร.ต.อ. ชิษณุ  จึงสั่งให้นายวุฒิไกรไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมกับ  ร.ต.อ. ชิษณุ  นายวุฒิไกรยอมไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนแต่โดยดีในการนี้  ร.ต.อ. ชิษณุได้บันทึกการจับกุมไว้ด้วย  และเมื่อไปถึงยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน  ร.ต.อ. ชิษณุ  และตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  84  ครบถ้วนทุกประการ

ดังนี้  ถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ.ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  83  ในการจับนั้นเจ้าของพนักงานราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ  แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว  แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป

ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ  ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ  หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ  พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี  ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย

ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับหรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี  ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น

มาตรา  84  เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา  83  โดยทันทีและเมื่อถึงที่นั้นแล้ว  ให้ส่งตัวผู้ถูกจับให้แก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว  เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ  ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น…

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  7/1  รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง  หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้งก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว  และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใดๆ  จากผู้ถูกจับ…

ถ้อยคำใดๆ  ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ  ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน  แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  หรือมาตรา  83  วรรคสองแก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ร.ต.อ. ชิษณุ  นำหมายจับของศาลอาญาไปจับนายวุฒิไกร  ผู้ต้องหาฐานฆ่านายไตรจักรโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  โดยในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  เจ้าพนักงานผู้ทำการจับต้องปฏิบัติตามที่มาตรา  83  บัญญัติไว้คือ

1       ต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ

2       สั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในขณะนั้น

3       ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ

4       หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ

ตามข้อเท็จจริงนั้น  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้ปฏิบัติครบถ้วนทั้ง  4  ประการข้างต้นแล้ว

5       แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับ  3  ประการ

(1) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้

(2) หากมีการให้ถ้อยคำ  ถ้อยคำนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(3) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ที่จะเป็นทนายความ

โดยการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับ  3  ประการดังกล่าวนี้  หากเจ้าพนักงานผู้ทำการจับไม่แจ้งหรือแจ้งไม่ครบทั้ง  3  ข้อ  ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้แก่เจ้าพนักงานในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ทำการจับ)  กรณีที่เป็นถ้อยคำอื่น  (ที่ไม่ใช่ถ้อยคำรับสารภาพ)  จะไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้

ส่วนสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม  เจ้าพนักงานผู้จับยังไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งในขณะจับกุม  หากแต่เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  ซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับเป็นผู้แจ้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  7/1  วรรคสองและมาตรา  84  วรรคสอง  แต่ผู้ถูกจับร้องในขณะถูกจับกุมว่ามีความประสงค์ที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบถึงการจับกุม  ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและการแจ้งนั้นไม่เป็นการขัดขวางการจับกุมหรือการควบคุมตัวหรือจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเจ้าพนักงานผู้จับจะอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามมาตรา  83  วรรคสอง

สำหรับกรณีตามปัญหาในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้ถามนายวุฒิไกรว่าจะให้การอย่างไรหรือไม่  นายวุฒิไกรให้การภาคเสธว่าขณะที่นายไตรจักรถูกฆ่านายวุฒิไกรอยู่ในที่เกิดเหตุ  แต่มิได้เป็นคนฆ่านายไตรจักร  ดังนี้ถ้อยคำของนายวุฒิไกรถือเป็นถ้อยคำอื่น  (ที่ไม่ใช่ถ้อยคำรับสารภาพ)  ที่จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อ  ร.ต.อ. ชิษณุได้ทำการแจ้งสิทธิแก่นายวุฒิไกรครบถ้วนทั้ง  3  ประการ  ตามข้อ  5(1)  (3)

โดยตามปัญหา  ร.ต.อ. ชิษณุได้แจ้งสิทธิครบถ้วนทั้ง  3  ประการ  ส่วนสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม  ร.ต.อ. ชิษณุผู้จับยังไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งในขณะจับกุม  และนายวุฒิไกรผู้ถูกจับก็มิได้ร้องขอในขณะถูกจับกุม  ให้  ร.ต.อ. ชิษณุอนุญาตให้นายวุฒิไกรแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมแต่อย่างใด  การกระทำของ ร.ต.อ. ชิษณุจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการตามมาตรา  83  และถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้

สรุป  ถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้