LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2557

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบกี่ประการ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

องค์ประกอบแห่งกฎหมาย มี 4 ประการ คือ

  1. เป็นแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ในสังคม

  2. มีบทบังคับ

  3. จัดเอาไว้เป็นระเบียบ

  4. วัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรม

หมายเหตุ นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในตำรา หน้า 1 – 4 ด้วย

ข้อ 2. นายมะนาวเป็นทนายความ วันหนึ่งมีนายมะพร้าวมาขอคำปรึกษาว่าถูกฟ้องเป็นคดีอาญา โดยมีนายมะยมเป็นทนายความแก้ต่างให้ เมื่อนายมะนาวฟังข้อเท็จจริงแล้วจึงบอกนายมะพร้าวว่าตนมีคนรู้จักที่จะช่วยเหลือให้นายมะพร้าวไม่ต้องติดคุกได้ นายมะพร้าวจึงตกลงใจจะเปลี่ยนทนายความเป็นนายมะนาว และแจ้งให้นายมะยมทราบว่าตนประสงค์จะถอนนายมะยมจากการเป็นทนายความ ดังนี้ นายมะนาวประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(3) อวดอ้างว่าเกี่ยวเป็นสมัครพรรคพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้ใดอันกระทำให้เขาหลงว่าตนสามารถจะทำให้เขาได้รับผลเป็นพิเศษนอกจากทางว่าความ หรือหลอกลวงว่าจะชักนำจูงใจให้ผู้นั้นช่วยเหลือคดีในทางใด ๆ ได้ หรือแอบอ้างขู่ว่าถ้าไม่ให้ตนว่าคดีนั้นแล้วจะหาหนทางให้ผู้นั้นกระทำให้คดีของเขาเป็นแพ้”

ข้อ 16 “แย่ง หรือทำการใดในลักษณะประมูลคดีที่มีทนายความอื่นว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วมาว่าหรือรับหรือสัญญาว่าจะรับว่าต่างแก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว เว้นแต่

(2) มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าตัวความได้ถอนทนายความคนก่อนจากการเป็นทนายความของเขาแล้ว หรือ”…..

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะนาวเป็นทนายความ แล้วนายมะพร้าวมาขอคำปรึกษาว่าถูกฟ้องเป็นคดีอาญา โดยมีนายมะยมเป็นทนายความแก้ต่างให้ เมื่อนายมะนาวฟังข้อเท็จจริงแล้วจึงบอกนายมะพร้าวว่าตนมีคนรู้จักที่จะช่วยเหลือให้นายมะพร้าวไม่ต้องติดคุกได้นั้น ถือว่าเป็นการใช้อุบายจูงใจให้มีการมอบคดีให้แก้ต่าง เป็นผลให้นายมะพร้าวหลงว่าตนจะได้รับผลเป็นพิเศษนอกจากทางว่าความ ดังนั้น จึงถือได้ว่าการกระทำของนายมะนาวประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (3)

ต่อมานายมะพร้าวจึงตกลงใจจะเปลี่ยนทนายความเป็นนายมะนาว โดยแจ้งให้นายมะยมทราบว่าตนประสงค์จะถอนนายมะยมจากการเป็นทนายความ และการที่นายมะนาวทราบว่านายมะยมเป็นทนายความแก้ต่างให้นั้น ยังใช้อุบายเพื่อแย่งคดี ทั้งที่มีทนายความอื่นแก้ต่างอยู่แล้ว ถือว่านายมะนาวประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 16 ถึงแม้นายมะพร้าวจะแจ้งความประสงค์ถอนนายมะยมจากการเป็นทนายความ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้อุบายดังกล่าว ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 16 (2)

สรุป การกระทำของนายมะนาวทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (3) และข้อ 16 โดยไม่เข้าข้อยกเว้นข้อ 16 (2)

ข้อ 3. นายวันชาติเป็นผู้พิพากษาทำการไกล่เกลี่ยคดีที่นายวันรบขับรถยนต์ชนนางสาววันดีได้รับบาดเจ็บระหว่างเจรจานายวันรบยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด จนนางสาววันดีพอใจไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งอีกต่อไป ส่วนคดีอาญาขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษไปตามที่เห็นสมควร หลังจากนั้นนายวันชาติได้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาอีก 1 เดือน และก่อนที่นายวันรบจะเดินทางกลับ นายวันชาติบอกกับทนายความให้เรียกนายวันรบไปพบที่ห้องทำงาน เมื่อนายวันรบไปพบนายวันชาติก็บอกกับนายวันรบว่า “ถ้าไม่อยากติดคุกก็ให้นายวันรบทำประโยชน์กับทางราชการโดยขอให้นำสุราต่างประเทศยี่ห้อ Black Label มามอบให้ศาลจำนวน 1 ลัง เพื่อใช้ในการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่” นายวันรบเกรงว่าตนเองจะถูกพิพากษาลงโทษจำคุกจึงยินยอมนำสุราต่างประเทศยี่ห้อ Black Label ไปมอบให้นายวันชาติก่อนวันที่นัดฟังคำพิพากษาจำนวน 1 ลัง อยากทราบว่าการกระทำของนายวันชาติเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 1 “หน้าที่สำคัญของผู้พิพากษา คือ การประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี ทั้งจักต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนี้อย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการนี้ผู้พิพากษาจักต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระของตนและเทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการ”

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกับด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวันชาติเป็นผู้พิพากษาทำการไกล่เกลี่ยคดีที่นายวันรบขับรถยนต์ชนนางสาววันดีได้รับบาดเจ็บ ระหว่างเจรจานายวันรบยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด จนนางสาววันดีพอใจไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง ส่วนคดีอาญาขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษไปตามที่เห็นสมควร หลังจากนั้นนายวันชาติเรียกนายวันรบไปพบที่ห้องทำงานพร้อมกับบอกว่า “ถ้าไม่อยากติดคุกก็ให้นายวันรบทำประโยชน์กับทางราชการโดยขอให้นำสุราต่างประเทศยี่ห้อ Black Label มามอบให้ศาลจำนวน 1 ลัง เพื่อใช้ในการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่” คำพูดลักษณะเช่นนี้ย่อมถือว่าเป็นการข่มขู่คู่ความให้เกิดความเกรงกลัว เมื่อนายวันรบได้ยินเช่นนี้ ย่อมต้องเกรงกลัวว่าตัวเองจะถูกพิพากษาลงโทษจำคุก จึงยินยอมนำสุราดังกล่าวไปมอบให้นายวันชาติก่อนวันที่นัดฟังคำพิพากษา และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ แม้นายวันชาติผู้พิพากษาจะอ้างว่าต้องการนำสุราไปเลี้ยงฉลองงานปีใหม่ของศาล ไม่ใช่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 และการกระทำเช่นนี้ของนายวันชาติซึ่งเป็นผู้พิพากษาถือว่าขาดอุดมการณ์ในเรื่องการประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 1

สรุป การกระทำของนายวันชาติผู้พิพากษาประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 1 และข้อ 41

LAW4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2557

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

 คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. การเริ่มคดีมรรยาททนายความมีกี่วิธี อะไรบ้าง จงอธิบายโดยยกให้ดูมาเป็นข้อ ๆ

 ธงคำตอบ

การเริ่มคดีมรรยาททนายความเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรรยาททนายความได้ 3 วิธี คือ

  1. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายหรือทนายความกล่าวหาว่าทนายความคนใดคนหนึ่งประพฤติผิดมรรยาททนายความ อาจจะเป็นลูกความที่ถูกทนายความโกงเงิน หรือรับเงินมาจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วไม่นำเงินมาจ่ายให้ลูกความ อาจจะเป็นคู่ความฝ่ายอื่นมากล่าวโทษทนายความว่าไปข่มขู่ หรืออาจจะเป็นทนายความด้วยกันกล่าวหากันเอง เช่น ทนายความประมูลคดีแย่งกัน

อายุความสิทธิกล่าวหาทนายความเป็นไปตามมาตรา 64 วรรคสอง กล่าวคือ สิทธิกล่าวหาทนายความสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ผู้มีสิทธิกล่าวหารู้เรื่องการประพฤติผิดมรรยาททนายความ และเมื่อรู้ตัวผู้ประพฤติผิด แต่ต้องไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันประพฤติผิดมรรยาททนายความ

  1. ศาล พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน แจ้งให้ดำเนินคดีเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ทำงานร่วมกับทนายความ ย่อมเห็นทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความโดยง่าย

  2. ปรากฏแก่คณะกรรมการมรรยาททนายความเอง

ข้อ 2. นายทองแดงเป็นทนายความให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับนายทองเหลืองในคดีอาญาที่นายทองขาวเป็นโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์จึงได้สอบสวนข้อเท็จจริง นายทองเหลืองยอมรับว่ากระทำความผิดจริง และเขียนรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้นายทองแดงไปใช้ในการเขียนคำให้การ แต่นายทองเหลืองไม่ได้แต่งตั้งนายทองแดงเป็นทนายความแก้ต่างในคดีนี้ ต่อมานายทองขาวทราบเรื่อง จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกนายทองแดงไปเป็นพยาน และนายทองแดงเบิกความตามความเป็นจริงที่ทราบมา ดังนี้ นายทองแดงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 11 “เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว หรือโดยอำนาจศาล”

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่ง แล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน”

และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 231 “เมื่อคู่ความหรือผู้ใดจะต้องให้การหรือส่งพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2) เอกสารหรือข้อความลับ ซึ่งได้มาหรือทราบเนื่องในอาชีพหรือหน้าที่ของเขา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทองแดงทนายความให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับนายทองเหลืองในคดีอาญาที่นายทองขาวเป็นโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์ นายทองเหลืองยอมรับว่ากระทำความผิดจริง และเขียนรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้นายทองแดงไปใช้ในการเขียนคำให้การ ถือว่าเป็นกรณีที่นายทองแดงได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับนายทองเหลือง ถึงแม้ว่านายทองเหลืองจะไม่ได้แต่งตั้งนายทองแดงเป็นทนายความแก้ต่างในคดีก็ตาม และต่อมานายทองขาวทราบเรื่อง จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกนายทองแดงไปเป็นพยานนั้น ถือว่านายทองแดงได้นำความรู้ที่ได้มาไปช่วยเหลือนายทองขาวคู่ความฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ การกระทำของนายทองแดงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13

ต่อมาปรากฏว่านายทองแดงเบิกความตามความเป็นจริงที่ทราบมา โดยการเปิดเผยความลับของลูกความที่รู้มาในหน้าที่ของทนายความแม้ว่าจะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความก็ตาม ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่ทนายความสามารถปฏิเสธไม่ยอมเบิกความได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 231 (2) ดังนั้น การกระทำของนายทองแดงจึงถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 11

สรุป การกระทำของนายทองแดงทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 11 และข้อ 13

ข้อ 3. นายเพชรเป็นผู้พิพากษา มีนางทับทิมเป็นภริยา วันหนึ่งนางมรกตเพื่อนสนิทของนางทับทิมมาพบที่บ้านเพื่อขอให้ช่วยพูดกับนายเพชรเรื่องคดีที่ตนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนางไพลิน 10 ไร่ เพราะไม่เคยทำสัญญายกที่ดินดังกล่าวให้ นายเพชรทราบเรื่องเห็นว่าคดีฟ้องที่ศาลที่ตนทำงานอยู่ จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าคดีนี้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายทองเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และให้ตนเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา นายเพชรจึงบอกนางทับทิมว่ามีผู้พิพากษาท่านอื่นเป็นเจ้าของสำนวน และการพิจารณาพิพากษาคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน นางทับทิมเห็นว่านายทองเป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน จึงโทรศัพท์ไปขอให้นายทองช่วยนางมรกตในคดีนี้โดยไม่บอกนายเพชร ดังนี้ นายเพชรและนางทับทิมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

ข้อ 38 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ยินยอมให้บุคคลในครอบครัวก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น และจักต้องไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเพชรเป็นผู้พิพากษา และมีนางทับทิมเป็นภริยา วันหนึ่งนางมรกตเพื่อนสนิทของนางทับทิมขอให้นางทับทิมช่วยพูดกับนายเพชรเรื่องคดีที่ตนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนางไพลิน นายเพชรทราบเรื่องจึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ และได้ความว่าคดีนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคือนายทอง และให้ตนเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา นายเพชรจึงบอกนางทับทิมว่ามีผู้พิพากษาท่านอื่นเป็นเจ้าของสำนวน และการพิจารณาพิพากษาคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานนั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่นายเพชรปฏิเสธที่จะแทรกแซง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาคดี ดังนั้นจึงถือว่านายเพชรไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 แต่อย่างใด

ต่อมานางทับทิมได้โทรศัพท์ไปขอให้นายทองซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันช่วยนางมรกตในคดีนี้โดยไม่บอกนายเพชรนั้น ถือเป็นกรณีที่บุคคลในครอบครัวผู้พิพากษาเข้าไปก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น แต่เมื่อนายเพชรไม่ทราบ จึงไม่อาจถือว่านายเพชรให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าว นายเพชรจึงไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 38

ส่วนนางทับทิม เนื่องจากไม่ใช่ผู้พิพากษา จึงไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

สรุป นายเพชรผู้พิพากษาไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 และข้อ 38 ส่วนนางทับทิมไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2556

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นักกฎหมายคือผู้ที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายในการประกอบวิชาชีพ ถามว่าองค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมาย มีลักษณะ 4 ประการ คือ

1. มีองค์การวิชาชีพ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพและมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

2. มีการศึกษาอบรมเป็นพิเศษ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด คนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้นทำเพื่อสังคม วิชาชีพของตนนั้นจำเป็นต่อสังคม และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม โดยปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ

3. มีเจตนารมณ์รับใช้ประชาชน
เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ

4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล
ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเอง ก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน

 

ข้อ 2. นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองจำเลยในคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน นายหนึ่งช่วยทำเอกสารว่ามีการทำหนี้ครบถ้วนแล้ว จนศาลเชื่อและพิพากษาให้นายสองชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินให้นายสามโจทก์คดีถึงที่สุด นายหนึ่งจึงไปแนะนำให้นายสองฟ้องนายสามเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จเพื่อให้นายสามมาเจรจาจ่ายค่าเสียหายแล้วจึงจะถอนฟ้อง ต่อมานายสามยอมเจรจาและจ่ายค่าเสียหายให้ 20,000 บาท นายหนึ่งหักค่าทนายความไป 10,000 บาท ดังนี้ การกระทำของนายหนึ่งผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 9 “กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้”

วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีผิดสัญญากู้ยืม นายหนึ่งช่วยทำเอกสารว่ามีการทำหนี้ครบถ้วนแล้ว จนศาลเชื่อและพิพากษาให้นายสองชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินให้นายสามโจทก์นั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 ในการทำพยานหลักฐานเท็จให้ศาลหลง

ต่อมานายหนึ่งยังแนะนำให้นายสองฟ้องนายสามเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จเพื่อให้นายสามมาเจรจาและจ่ายค่าเสียหายแล้วจึงจะถอนฟ้องนั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 9 อีกด้วย เพราะยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้

สรุป การกระทำของนายหนึ่งทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 9

 

ข้อ 3. นายเขียวเป็นผู้พิพากษาต้องการช่วยนายเหลืองซึ่งเป็นบิดาและนายแดงเพื่อนนายเหลืองในการร่างและเขียนพินัยกรรมโดยไม่ได้รับสินจ้าง ดังนี้ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ นายเขียวสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวผู้พิพากษาต้องการช่วยนายเหลืองซึ่งเป็นบิดาในการร่างและเขียนพินัยกรรมนั้น กรณีนี้สามารถทำได้ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง เนื่องจากผู้พิพากษาจักต้องไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียนในพินัยกรรม เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง ผู้บุพการี มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้นโดยตรง

ส่วนกรณีช่วยนายแดงเพื่อนของนายเหลืองในการร่างและเขียนพินัยกรรมนั้น แม้จะไม่ได้รับสินจ้างก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะผู้พิพากษาจักต้องไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียนในพินัยกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ ซึ่งนายแดงไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับนายเขียว ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง

สรุป นายเขียวสามารถร่างและเขียนพินัยกรรมให้กับนายเหลืองผู้เป็นบิดาได้ แต่ไม่สามารถร่างและเขียนพินัยกรรมให้กับนายแดงเพื่อนของนายเหลืองได้

 

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2556

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2556

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในการควบคุมวิชาชีพนักกฎหมาย องค์การวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ดังกล่าว ถามว่าองค์การวิชาชีพคืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ:

องค์การวิชาชีพ คือ หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายเข้ามาควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายด้วยกันเอง และส่วนมากมีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายรัฐบาล เพราะความอิสระเป็นเงื่อนไขสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่

หน้าที่ขององค์การวิชาชีพแบ่งออกเป็น 2 ประการ ได้แก่

  1. หน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ

    • 1.1 ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ

    • 1.2 ควบคุมวินัยและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ

    • 1.3 ควบคุมหวงกันไม่ให้ผู้อื่นแย่งอาชีพ

  2. หน้าที่ส่งเสริมวิชาชีพ

    • 2.1 ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพ

    • 2.2 ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบวิชาชีพ

    • 2.3 ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ

      (การให้คะแนนขึ้นอยู่กับการเขียนอธิบายของนักศึกษา)

ข้อ 2. อริสโตเติล (Aristotle) นักปรัชญาชาวกรีกสมัยโบราณ… ท่านได้อธิบายความหมายของคำว่า “ความยุติธรรม” ไว้อย่างไร ขอให้นักศึกษาอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

ธงคำตอบ:

ความหมายของความยุติธรรม Aristotle กล่าวว่า บุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ในความหมายของอริสโตเติลนั้น ความยุติธรรมคือความเสมอภาค แต่อย่าลืมว่ามนุษย์จะไม่เท่ากันทั้งหมด Aristotle กล่าวไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่เท่ากันจึงจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน แสดงว่ามีบุคคลที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่เหมือนกัน…

Aristotle ได้แบ่งประเภทของความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ความยุติธรรมทางจัดสรร (Distributive Justice) คือบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ เกียรติยศ สิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน เช่น คนงานในโรงงานทำงานเท่ากัน คุณวุฒิคุณสมบัติเท่ากัน ก็ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน…

  2. ความยุติธรรมทางชดเชย (Rectificatory Justice) คำว่า “ชดเชย” หมายความว่า ทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น มีคนขับรถยนต์มาชนรถยนต์ของท่านบุบเสียหาย คนชนจะต้องชดเชยกลับมาทำให้รถยนต์ของท่านเหมือนเดิม โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์

 

ข้อ 3. นายฉุยเป็นหนี้นายนกซึ่งเป็นหนี้การพนันจากการเล่นไพ่ป๊อกจำนวนสามแสนบาท… นายเชี่ยว (ทนายความ) ได้ทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนี้เงินกู้โดยปลอมลายเซ็นของนายฉุย แล้วนำสัญญากู้นั้นมาฟ้องศาล… การกระทำของนายเชี่ยวผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ:

หลักกฎหมาย: ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเชี่ยวทนายความได้ทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนี้เงินกู้โดยปลอมลายเซ็นของนายฉุย ซึ่งเป็นลูกหนี้การพนันจากการเล่นไพ่ป๊อกของนายนกเจ้าหนี้นั้น การกระทำของนายเชี่ยวถือเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 7 ที่เรียกว่าเป็นการลวงศาล คือกล่าวความหรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง

สรุป: การกระทำของนายเชี่ยวประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 7

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2555

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2555
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. หน้าที่ของสภาทนายความมีกี่ประการ อะไรบ้าง จงยกมาให้ดูเป็นข้อ ๆ และอธิบายพอสังเขปด้วย

ธงคำตอบ

หน้าที่ของสภาทนายความ (มาตรา 8) ได้แก่

1. จดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ซึ่งรวมไปถึงการดูแลมาตรฐานของผู้ที่
จะเข้ามาเป็นทนายความว่ามีความรู้ความสามารถ มีคุณสมบัติพอหรือไม่

2. ควบคุมมรรยาทของทนายความ ในสภาทนายความมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง เรียกว่า
คณะกรรมการการมรรยาททนายความ ช่วยวินิจฉัยคดีมรรยาททนายความทั้งหมด

3. ให้สวัสดิการแก่ทนายความ สภาทนายความจะต้องตั้งกองทุนสวัสดิการทนายความ โดย
จัดสรรรายได้ประจำปีแล้วนำมาให้เป็นสวัสดิการแก่ทนายความหรือทายาท

4. ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ยากจน พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
มาตรา 77 กำหนดว่า สภาทนายความจะต้องจัดสรรเงินรายได้ประจำปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เข้ากองทุนช่วยเหลือ
ประชาชนทางด้านกฎหมายแล้วจัดการช่วยเหลือ ได้แก่

1) ให้คำปรึกษาหรือแนะนำ

2) ร่างนิติกรรมสัญญา

3) จัดหาทนายความว่าต่างแก้ต่างให้แก่ประชาชนผู้ยากจน ลักษณะของวิชาชีพนักกฎหมายมีเจตนารมณ์รับใช้
ประชาชน แม้เขาจะยากจน ผู้ประกอบวิชาชีพก็จำเป็นต้องรับใช้ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายโดยไม่คิดมูลค่า
นับว่าเป็นครั้งแรกที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ประกอบวิชาชีพมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย

 

ข้อ 2. นายวิและนายวาทมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน นายวิมาปรึกษานายแมนซึ่งเป็นทนายความ
และได้เล่าข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ทราบ แต่นายวิไม่ได้มอบคดีให้นายแมนดำเนินการ เนื่องจากไม่สามารถ
ตกลงค่าทนายกันได้ ต่อมานายวิจ้างนายเก่งเป็นทนายยื่นฟ้องนายวาท นายวาทมาพบนายแมน
เพื่อขอคำแนะนำ และนายวาทได้มอบหมายให้นายแมนเป็นทนายในคดีที่ตนถูกนายวิฟ้องเป็น
จำเลยดังกล่าว นายแมนได้รับเป็นทนายให้แก่นายวาท เพราะได้ค่าตอบแทนสูง อยากทราบว่า
นายแมนประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่ง
แล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณี
เดียวกัน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแมนรับปรึกษาให้นายวิและนายวิได้เล่าข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ทราบ
แต่หลังจากนั้นก็มาว่าความให้นายวาท ซึ่งมีข้อพิพาทกับนายวิเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้ขณะที่ให้คำปรึกษาแก่
นายวิยังไม่ได้มีการฟ้องคดีกัน ก็เป็นกรณีแห่งคดีเดียวกันแล้ว ดังนั้น การกระทำของนายแมนจึงเป็นการ
ประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 13

สรุป การกระทำของนายแมนประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 13

 

ข้อ 3. นายนพเป็นผู้พิพากษาได้รับมอบหมายให้พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งระหว่างนายฟ้ากับนายส้ม
ปรากฏว่านายส้มเป็นบุตรของลูกพี่ลูกน้องนายนพเอง แต่นายฟ้าไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา
อยากทราบว่านายนพควรปฏิบัติอย่างไร จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ผู้พิพากษาพึงถอนตัวจากการพิจารณาและพิพากษาคดีเมื่อมีเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้านได้
ตามกฎหมาย หรือเมื่อมีเหตุประการอื่นที่เกี่ยวกับตัวผู้พิพากษา อันอาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
เสียความยุติธรรม และจักต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการจูงใจผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
ในภายหลังในประการที่อาจทำให้เสียความยุติธรรมได้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายนพเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง
ระหว่างนายฟ้ากับนายส้ม และนายส้มคู่ความเป็นบุตรของลูกพี่ลูกน้องนายนพนั้น ด้วยเหตุนี้ อันอาจทำให้การ
พิจารณาพิพากษาคดีนั้นเสียความยุติธรรม จึงเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาถูกคัดค้านได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ดังนั้น นายนพจึงต้องถอนตัวจากการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยไม่ต้องรอให้มีการคัดค้านจากนายฟ้าตามประมวล
จริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 14

สรุป นายนพผู้พิพากษาจึงต้องถอนตัวจากการพิจารณาพิพากษาคดีนี้

 

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมายมีขึ้นได้เสมอ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ควรปฏิบัติจนอย่างไร จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

นักกฎหมายควรปฏิบัติตน ดังนี้

  1. ไม่ใช้วิธีการใด ๆ ที่อยู่นอกตัวบทกฎหมาย (กฎหมู่) เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย

  2. ต้องใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ได้แก่ การใช้อำนาจหน้าที่ของตนในทางกฎหมายอย่างเป็นธรรมเท่าที่ตัวเองจะทำได้

  3. ต้องดูแลให้กฎหมายเกิดความเป็นธรรม

หมายเหตุ นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดแต่ละหัวข้อในหน้า 81 – 84 ด้วย

ข้อ 2. นายเหลี่ยมเป็นทนายความและเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท นายเหลี่ยมและเพื่อน จำกัด ซึ่งประกอบกิจการทางด้านกฎหมาย นายเหลี่ยมใช้วิธีทางธุรกิจบริหารงานทางวิชาชีพทนายความ ด้วยการจัดการให้มีระบบสมาชิก จัดให้มีฝ่ายการตลาดจัดหาสมาชิกรายปีและตลอดชีพ โดยทำแผ่นพับที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดากฎหมายไทย อยู่ภายใต้ชื่อบริษัท นายเหลี่ยมและเพื่อน จำกัด และอยู่ใต้ชื่อสำนักงานด้วย อยากทราบว่านายเหลี่ยมประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวอย่างอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเหลี่ยมทนายความและเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ซึ่งประกอบกิจการทางด้านกฎหมาย โดยใช้วิธีการทางธุรกิจบริหารงานวิชาชีพทนายความโดยจัดให้มีระบบสมาชิก มีฝ่ายการตลาดจัดหาสมาชิกรายปีและตลอดชีพ เป็นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้ามากกว่ามุ่งบริการรับใช้ประชาชน ถือว่านายเหลี่ยมประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 18 ซึ่งดำเนินธุรกิจอันเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ และเป็นการผิดหลักการที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพึงต้องกระทำด้วยเจตนารมณ์รับใช้ประชาชน ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน

สรุป การกระทำของนายเหลี่ยมประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายข้อ 18

ข้อ 3. นายเดชเป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีที่จำเลยถูกฟ้องข้อหาฆ่าข่มขืนอย่างโหดร้ายทารุณ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่อมานายเดชพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษประหารชีวิต ชมรมพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสตรีจึงนำกระเช้าดอกไม้มามอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณที่นายเดชช่วยกำจัดภัยร้ายของสตรี นายเดชจะรับกระเช้าดอกไม้นี้ไว้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงยกตัวบทอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเดชเป็นผู้พิพากษาพิจารณาคดีที่จำเลยถูกฟ้องข้อหาฆ่าข่มขืนอย่างโหดร้ายทารุณ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่อมานายเดชพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษประหารชีวิต ชมรมพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสตรีจึงนำกระเช้าดอกไม้มามอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณนั้น นายเดชจะต้องไม่รับกระเช้าดอกไม้นี้ไว้ แม้ชมรมพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสตรีไม่ได้เป็นคู่ความในคดี และนายเดชได้พิพากษาคดีเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม จึงถือว่านายเดชประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 เนื่องจากห้ามผู้พิพากษารับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากบุคคลอื่น อันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ไม่ว่าระหว่างการพิจารณาคดีหรือหลังจากพิพากษาคดีแล้ว

สรุป นายเดชไม่สามารถรับกระเช้าดอกไม้นี้ได้ จะถือว่าผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

RAM1301 คุณธรรมคู่ความรู้ s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา RAM 1301 คุณธรรมคู่ความรู้

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบแล้วนักศึกษาที่มีคุณธรรมสูงมักมีสิ่งใดมากกว่านักศึกษาที่มีคุณธรรมต่ำ
(1) ผลการเรียนที่ดีกว่า
(2) มีปัญหาชีวิตมากกว่า
(3) มีแฟนมากกว่า
(4) เรียนจบเร็วกว่า
ตอบ 1 หน้า 18, 24 คุณธรรมมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาและการทำงาน กล่าวคือ การวิจัยของ Duckworth and Seligman (2005) พบว่า นักศึกษาที่มีวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณธรรมสำคัญจะมีผลการเรียนดีกว่า และประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่านักศึกษาที่มีคุณธรรมต่ำ ส่วนในด้านการทำงานนั้น องค์กรที่ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมมีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการที่ดี และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและสังคมมากกว่า

2. ความสงบสุขในสังคมเกิดขึ้นจาก
(1) คนในสังคมมีความเชื่อที่เหมือนกัน
(2) คนในสังคมนับถือศาสนาเดียวกัน
(3) คนในสังคมยึดถือหลักการที่ดีงาม
(4) คนในสังคมคิดแต่ประโยชน์ส่วนตน
ตอบ 3 หน้า 19, (คำบรรยาย) คุณธรรมช่วยสร้างความสงบสุขในสังคม เพราะเมื่อสมาชิกในสังคมมีคุณธรรม ก็จะทำให้คนในสังคมยึดถือหลักการที่ดีงาม ย่อมส่งผลให้สังคมนั้นมีความสงบสุขปราศจากความขัดแย้งและความรุนแรง

3. ความเมตตา หมายถึง
(1) การต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข
(2) การต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
(3) การยินดีไปกับความสุขของผู้อื่น
(4) การวางเฉย
ตอบ 1 หน้า 22 ความเมตตา ถือเป็นคุณธรรมที่แสดงถึงความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การมีน้ำใจ และความเห็นอกเห็นใจ ต้องการให้ผู้อื่นประสบแต่ความสุข ความเมตตาจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมและทำให้เรารู้สึกดีเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น เช่น นักศึกษาอาจแสดงความเมตตากรุณาในรูปแบบของการช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนไม่ทันหรือไม่เข้าใจบทเรียน เป็นต้น

4. การยอมรับความผิดพลาดของตนเอง เป็นคุณธรรมด้านใด
(1) ความกล้าหาญ
(2) ความรับผิดชอบ
(3) ความอดทน
(4) ความเมตตา
ตอบ 2 หน้า 22 ความรับผิดชอบ คือ การปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ ยอมรับผลจากการกระทำนั้นทางด้านบวกและด้านลบ และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ดังนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นคุณธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย เนื่องจากทำให้สมาชิกในสังคมตระหนักถึงหน้าที่ของตนและผลกระทบของการกระทำของตนเองที่มีต่อผู้อื่น

5. ข้อใดเป็นคุณธรรมที่ควรส่งเสริมในระบบการศึกษา
(1) การแข่งขันกันอย่างรุนแรง
(2) การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น
(3) การโกงข้อสอบ
(4) การใช้ความรุนแรงในโรงเรียน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

6. จริยธรรมเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งได้อย่างไร
(1) ตัดสินใจตามความพอใจของตนเอง
(2) ตัดสินใจตามหลักการที่ถูกต้อง
(3) ตัดสินใจตามความเห็นของคนส่วนใหญ่
(4) ตัดสินใจตามความคาดหวังของผู้บังคับบัญชา
ตอบ 2 หน้า 32 ความสำคัญของจริยธรรมประการหนึ่ง คือ ช่วยแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งในสังคม เพราะการมีจริยธรรมทำให้รู้จักหันหน้าเข้าหากัน และตัดสินใจโดยอ้างอิงตามหลักการที่ถูกต้องซึ่งยึดถือร่วมกัน จึงช่วยให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตามควร

7. “ความรู้คู่คุณธรรม” หมายถึงอะไร
(1) การเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว
(2) การเรียนรู้พร้อมกับการมีคุณธรรม
(3) การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม
(4) การมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์
ตอบ 2 หน้า 50, (คำบรรยาย) “ความรู้คู่คุณธรรม” หรือ “คุณธรรมคู่ความรู้” หมายถึง การรวมเอาความรู้และคุณธรรมมาใช้ควบคู่กัน เพื่อให้การใช้ความรู้นั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและส่วนรวม เนื่องจากการมีแต่ความรู้โดยปราศจากคุณธรรมอาจก่อให้เกิดการใช้ความรู้ในทางที่ผิดได้ เช่น การใช้ความรู้เพื่อหลอกลวงและเอาเปรียบผู้อื่น, เก่งแต่ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นต้น ดังนั้นการมีคุณธรรมจะเป็นการกำกับให้ผู้มีความรู้ใช้ความรู้ไปในทางที่ถูกต้องและดีงาม

8. นักศึกษาคนใดปฏิบัติตามจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต
(1) ฟ้าสวยทำรายงาน โดยมีการอ้างอิงผู้อื่น
(2) ฟ้าใสให้เพื่อนลอกการบ้าน
(3) ฟ้าภาเข้าเรียนสม่ำเสมอ
(4) ฟ้าฝนลอกข้อสอบ
ตอบ 1 (เอกสาร บทที่ 3), (คำบรรยาย) หลักจริยธรรมพื้นฐานสำหรับนักศึกษา ได้แก่
1. ความซื่อสัตย์สุจริต เช่น การไม่คดโกง ไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบ การอ้างอิงผลงานทางวิชาการอย่างถูกต้อง ฯลฯ
2. ความรับผิดชอบ เช่น การส่งงานตรงเวลา การเข้าเรียนสม่ำเสมอ ฯลฯ
3. การเคารพสิทธิของผู้อื่น เช่น การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ
4. ความมีวินัย เช่น การปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย การตรงต่อเวลา ฯลฯ
5. ความเมตตากรุณา เช่น การช่วยเหลือเพื่อนที่ลำบาก การมีจิตอาสาช่วยส่วนรวม ฯลฯ

9. ความรู้เชิงจริยธรรม หมายถึงข้อใด
(1) การรู้ถึงการกระทำที่ผิด/ถูก, ควร/ไม่ควร
(2) ความพึงพอใจ/ไม่พอใจ, ชอบ/ไม่ชอบ
(3) การเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 33 องค์ประกอบของจริยธรรมตามแนวคิดของโคลเบิร์ก (Kohlberg, 1976) จะมีอยู่ 3 ประการ ดังนี้
1. ความรู้เชิงจริยธรรม คือ การมีความรู้ว่าอะไรถูก/อะไรผิด, อะไรควร/อะไรไม่ควรทำ
2. ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางจริยธรรม เช่น ความพึงพอใจ/ไม่พึงพอใจ, ชอบ/ไม่ชอบ เป็นต้น
3. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม คือ การกระทำหรือการแสดงออกทางจริยธรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น

10. ข้อใดถูกต้อง
(1) จริยธรรมสำคัญกว่าคุณธรรม
(2) จริยธรรมเป็นฐานของคุณธรรม
(3) คุณธรรมและจริยธรรมเป็นฐานของกันและกัน
(4) คุณธรรมเป็นฐานของจริยธรรม
ตอบ 4 หน้า 30 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2546) ได้อธิบายความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของคุณธรรมและจริยธรรมว่า คุณธรรมเป็นฐานของจริยธรรม จริยธรรมเป็นพื้นฐานของจิตใจแล้ว ก็จะแสดงออกเป็นความประพฤติที่ดีงามอันเป็นจริยธรรม

11. จริยธรรมในวัฒนธรรม หมายถึงข้อใด
(1) วิถีชีวิตและการกระทำที่เหมาะสมของผู้ศรัทธา
(2) มาตรฐานและจรรยาบรรณที่กำหนดในแต่ละอาชีพ
(3) การกระทำที่สะท้อนถึงค่านิยมและวิถีชีวิตของคนในชาติ
(4) การพิจารณาหลักการทางศีลธรรมและเหตุผลในการตัดสินใจ
ตอบ 3 หน้า 32 จริยธรรมในวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมไทยมีจริยธรรมหรือการกระทำที่สะท้อนถึงค่านิยมและวิถีชีวิตของคนไทย เช่น ความกตัญญู ความมีน้ำใจ และความเคารพผู้อาวุโส

12. เหตุใดจึงกล่าวว่า “การวัดจริยธรรมเป็นเรื่องยาก”
(1) คำจำกัดความเกี่ยวข้องกับหลักธรรมทางศาสนา
(2) จริยธรรมเป็นเรื่องที่ศึกษาและเข้าใจได้เฉพาะบุคคล
(3) คำจำกัดความและพฤติกรรมที่แสดงออกมามีความหลากหลาย
(4) เครื่องมือในการวัดพฤติกรรมด้านจริยธรรมนิยมใช้เพียงแบบสอบถามเท่านั้น
ตอบ 3 หน้า 31, (คำบรรยาย) การวัดจริยธรรมเป็นเรื่องยาก เนื่องจากจริยธรรมมีคำจำกัดความและพฤติกรรมที่แสดงออกมามีความหลากหลายตามบริบททางวัฒนธรรมและสังคมที่แตกต่างกัน ทำให้การกำหนดมาตรฐานกลางเป็นเรื่องท้าทาย เพราะสิ่งที่ถือว่ามีจริยธรรมในวัฒนธรรมหนึ่งอาจไม่ถือว่าเป็นเช่นนั้นในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง

13. ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) จริยธรรมมีลักษณะเป็นรูปธรรมที่สังเกตได้ เช่น การไม่ลักขโมย การช่วยเหลือผู้อื่น
(2) จริยธรรมมักเกิดจากแนวทางปฏิบัติของสังคม
(3) จริยธรรมใช้การสังเกตพฤติกรรมหรือการแสดงออกเป็นระยะเวลานานเพื่อประเมิน
(4) จริยธรรม คือ คุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติอยู่ในจิตใจ
ตอบ 4 หน้า 31 คุณธรรม หมายถึง คุณความดีที่เป็นธรรมชาติอยู่ในจิตใจ เป็นความดีงามทางความประพฤติและจิตใจ เป็นสภาพคุณงามความดี (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นถูกต้อง)

14. การที่นักศึกษาเลือกที่จะไม่ลอกการบ้านเพื่อน แสดงถึงคุณธรรมด้านใด
(1) ความซื่อสัตย์
(2) ความอดทน
(3) ความเมตตา
(4) ความกล้าหาญ
ตอบ 1 หน้า 21 ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งสำหรับนักศึกษานั้นมักเกี่ยวข้องกับการเรียนเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบ รวมทั้งการประพฤติตนในสังคม เช่น การพูดความจริง ไม่พูดเท็จหรือโกหกหลอกลวง และการรักษาคำมั่นสัญญา เป็นต้น

15. ข้อใดเป็นคุณธรรมที่นักศึกษาควรยึดถือในการเรียนรู้
(1) ความเมตตาและความซื่อสัตย์
(2) ความหลอกลวงและการเอาเปรียบ
(3) ความละเลยและการดูถูกผู้อื่น
(4) ความยากลำบากและความเกลียดชัง
ตอบ 1 หน้า 21 – 23 องค์ประกอบสำคัญของคุณธรรมในสังคมไทยที่บุคคลควรยึดถือ มีดังนี้
1. ความซื่อสัตย์สุจริต
2. ความเมตตากรุณา
3. ความอดทน
4. ความรับผิดชอบ
5. ความเสียสละ
6. ความกตัญญู

16. การเรียนรู้โดยปราศจากคุณธรรมจะส่งผลอย่างไร
(1) ทำให้เกิดคนเก่ง แต่ไม่มีความรับผิดชอบ
(2) ทำให้มีความน่าเชื่อถือในสังคม
(3) ทำให้เกิดความเคารพและความไว้วางใจ
(4) ทำให้เกิดการยอมรับในสังคม
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

17. ข้อใดเป็นการแสดงถึงการใช้ความรู้ในทางที่ผิด
(1) ใช้ความรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของตนเอง
(2) ใช้ความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
(3) ใช้ความรู้เพื่อหลอกลวงและเอาเปรียบ
(4) ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาสังคม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

18. บุคคลในข้อใดถือเป็นผู้มีคุณธรรมและความรู้
(1) เทนนิสให้เพื่อนลอกข้อสอบ
(2) ปิงปองเข้าสอบแทนเพื่อน
(3) บาสเก่งวิชาคณิตศาสตร์ จึงเปิดสอนพิเศษให้เพื่อน
(4) บอลเป็นครู โดยจะบอกข้อสอบให้นักเรียนที่เรียนพิเศษกับตนเองเท่านั้น
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

19. “การศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainability) ที่ส่งเสริมการใช้ความรู้อย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” เป็นการใช้ความรู้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมด้านใด
(1) การแบ่งปันความรู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
(2) ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
(3) การพิจารณาผลกระทบทางสังคม
(4) จริยธรรมวิชาชีพ
ตอบ 2 หน้า 46 การใช้ความรู้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมประการหนึ่ง คือ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามแนวคิดของ Orr (2004) เขาได้กล่าวถึงการใช้ความรู้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นถึงความสำคัญของ “การศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainability) ที่ส่งเสริมการใช้ความรู้อย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”

20. ข้อใดคือประโยชน์ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(1) มีความสามารถในการปรับตัว
(2) ได้รับความชื่นชมจากสังคม
(3) มีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ได้มาก
(4) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 44 ความรู้กับการพัฒนาตนเองและสังคมประการหนึ่ง คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งตามแนวคิดของ Know.es (1975) เกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self – directed Learning) ชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

21. บุคคลใดใช้ความรู้ในการพัฒนาตนเอง
(1) ชบานั่งอธิษฐานให้ตนเองเป็นคนเก่งและร่ำรวย
(2) กุหลาบปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
(3) มะลิโมโหและถ่ายคลิป เมื่อมีผู้ขับรถยนต์ปาดหน้ารถตนเอง
(4) โบตั๋นมักแสดงความคิดเห็นและไม่ยอมรับ เมื่อผู้อื่นคิดเห็นไม่เหมือนกับตน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 20. ประกอบ

22. “การรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมควบคู่กับความรู้ ผ่านสื่อและกิจกรรมสาธารณะ” เป็นแนวทางแก้ไขและป้องกันอิทธิพลของวัตถุนิยมและความสำเร็จส่วนตัวในข้อใด
(1) ปฏิรูประบบการศึกษา
(2) สร้างแรงจูงใจทางสังคม
(3) สร้างความตระหนักรู้ในสังคม
(4) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
ตอบ 3 หน้า 47 แนวทางการแก้ไขและป้องกันอิทธิพลของสื่อที่นำเสนอค่านิยมที่เน้นวัตถุนิยมและความสำเร็จส่วนตัวประการหนึ่ง คือ การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม โดยการรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมควบคู่กับความรู้ ผ่านสื่อและกิจกรรมสาธารณะ

23. นักบัญชีต้องไม่ปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน ถือเป็น
(1) จรรยาบรรณ
(2) คุณธรรม
(3) จริยธรรม
(4) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 34 – 35, (คำบรรยาย) จรรยาบรรณเกิดมาจากการกำหนดร่วมกันโดยกลุ่มวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นหลักการสำคัญสำหรับการประพฤติปฏิบัติในวิชาชีพต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นจรรยาบรรณ จึงหมายถึง พฤติกรรมที่ “ต้อง” ประพฤติ เช่น นักบัญชีต้องไม่ปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน (ความซื่อสัตย์ที่นำมาเป็นข้อกำหนดเฉพาะวิชาชีพ), นักกีฬาอาชีพจะต้องไม่ใช้สารกระตุ้นในการแข่งขัน เป็นต้น

24. ข้อใดไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาคุณธรรมและความรู้
(1) สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
(2) ความรู้และวิทยาการที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
(3) การขาดแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติตาม
(4) แนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการแข่งขันหารายได้
ตอบ 2 หน้า 47 ปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการความรู้และคุณธรรม มีดังนี้
1. ระบบการศึกษาเน้นความรู้มากกว่าคุณธรรม
2. สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
3. การแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการแข่งขันหารายได้
4. การขาดแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติตาม

25. ครูในข้อใดเป็นผู้มีจรรยาบรรณต่อสังคม
(1) ครูหนึ่งเผาธงชาติไทย เพื่อประท้วงการทำงานของรัฐบาล
(2) ครูสองขายของให้นักเรียนในชั้นเรียน
(3) ครูสามอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
(4) ครูสี่เรียกรับเงินบริจาคเพื่อแลกกับการรับนักเรียนเข้าเรียน
ตอบ 3 หน้า 36 จรรยาบรรณวิชาชีพครูต่อสังคม คือ ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

26. ข้อใดไม่ใช่จรรยาบรรณผู้ประกอบธุรกิจ
(1) ผู้ประกอบธุรกิจต้องเอารัดเอาเปรียบผู้ร่วมงาน
(2) ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้น
(3) ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เอารัดเอาเปรียบพนักงาน
(4) ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จัดส่งวัตถุดิบ
ตอบ 1 หน้า 38 – 39 การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องมีจรรยาบรรณผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ทุก ๆ ฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้รับบริการและพนักงาน (ผู้ร่วมงาน) ตลอดจนต้องจัดสรรปันส่วนกำไรโดยชอบธรรมแก่หุ้นส่วนหรือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดความยั่งยืน (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นถูกต้อง)

27. ใครเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) นายกเทศมนตรี
(3) กระทรวงแรงงาน
(4) สมาคมวิชาชีพ
ตอบ 4 หน้า 34 จรรยาบรรณ (Code of Ethics) หมายถึง หลักความประพฤติที่เป็นมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และมาตรฐานของวิชาชีพ

28. ข้อใดเป็นหลักการของธรรมาภิบาลที่สำคัญที่สุด
(1) ความรอบคอบ
(2) ความรับผิดชอบ
(3) ความยุติธรรม
(4) ความรวดเร็วในการทำงาน
ตอบ 2 หน้า 57 – 58, (คำบรรยาย) หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีสามารถจัดหมวดหมู่เป็น 4 หลักการสำคัญ ดังนี้
1. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ประกอบด้วย หลักประสิทธิภาพ, หลักประสิทธิผล และหลักการตอบสนอง
2. ค่านิยมประชาธิปไตย ประกอบไปด้วย หลักความเปิดเผย/โปร่งใส, หลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้, หลักนิติธรรม และหลักความเสมอภาค
3. ประชารัฐ ประกอบด้วย หลักการมีส่วนร่วม/การมุ่งเน้นฉันทามติ และหลักกระจายอำนาจ
4. ความรับผิดชอบทางการบริหาร ประกอบด้วย หลักคุณธรรม/จริยธรรม (ถือเป็นหลักการของธรรมาภิบาลที่สำคัญที่สุด)

29. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการรักษาจรรยาบรรณ
(1) ป้องกันการประพฤติมิชอบ
(2) เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ถูกต้องและเหมาะสม
(3) ผู้มีจรรยาบรรณย่อมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อสังคม
(4) เป็นแบบอย่างของผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาและควรได้รับการยกย่อง
ตอบ 4 หน้า 34 – 35 จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นหลักประกันและแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะธำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ซึ่งความสำคัญของจรรยาบรรณต่อวิชาชีพและสังคมมีอยู่หลายด้าน ดังนี้
1. รักษามาตรฐานวิชาชีพ
2. สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม
3. ป้องกันการประพฤติมิชอบ
4. ส่งเสริมเกียรติภูมิของวิชาชีพ
5. เป็นแนวทางในการตัดสินใจ

30. ใครต่อไปนี้เป็นผู้ที่มีจรรยาบรรณ
(1) สมใจบอกข้อสอบนักเรียน เพราะกลัวนักเรียนสอบตก
(2) สมบัติไม่ใช้สารกระตุ้นในการแข่งขัน
(3) เกียรติอดนอน เพราะอยากทำงานให้เสร็จ
(4) แป้งไม่กินข้าวเย็น เพราะกลัวน้ำหนักขึ้นแล้วจะไม่มีใครจ้างไปเล่นละคร
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ

31. ข้อใดคือผลลัพธ์ที่เกิดจากธรรมาภิบาลที่ดี
(1) การแสวงหาผลประโยชน์จากสังคม
(2) การสูญเสียความน่าเชื่อถือ
(3) การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
(4) ความไว้วางใจจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ตอบ 4 (คำบรรยาย) การมีธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรส่งผลดีหลายประการ ดังนี้
1. สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
3. ลดความเสี่ยงจากการทุจริต
4. ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
5. สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
6. สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ฯลฯ

32. ข้อใดไม่ใช่หลักความโปร่งใส
(1) การร่วมตรวจสอบของสมาคมวิชาชีพ/สื่อมวลชนในโครงการต่าง ๆ
(2) การจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการควบคุมภายในที่ดี
(3) การเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย
(4) การปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา
ตอบ 2 หน้า 60 – 61 “หลักความโปร่งใส” ตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง การปฏิบัติงานราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ถูกต้อง และเชื่อถือได้ให้ประชาชนรับทราบอย่างสม่ำเสมอ วางระบบให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นไปได้โดยง่าย ตลอดจนมีกระบวนการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา สามารถตรวจสอบ และชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย เช่น มีระบบการตรวจสอบภายในที่ครบถ้วน, การร่วมตรวจสอบของสมาคมวิชาชีพ/สื่อมวลชนในโครงการต่าง ๆ ฯลฯ

33. ข้อใดไม่ใช่การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
(1) หลักประสิทธิผล
(2) หลักการตอบสนอง
(3) หลักประสิทธิภาพ
(4) หลักภาระรับผิดชอบ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

34. ข้อใดไม่ใช่หลักธรรมาภิบาล
(1) ความโปร่งใส
(2) การมีส่วนร่วม
(3) การควบคุมการแสวงหาผลกำไร
(4) การตรวจสอบได้
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

35. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
(1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
(2) มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
(3) ประชาชนได้รับการตอบสนองความต้องการ
(4) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์
ตอบ 2 หน้า 54 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ได้กำหนดขอบเขตเป้าหมายของคำว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนี้
1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
3. ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในเชิงภารกิจรัฐ
4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
6. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

36. การเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้รับบริการ ย่อมส่งผลเสียต่อผู้ประกอบธุรกิจอย่างไร
(1) เกิดการคอร์รัปชันภายในหน่วยงาน
(2) สินค้าและบริการจะมีคุณภาพลดลงอย่างมาก
(3) ขาดความไว้วางใจจากผู้บริโภคหรือผู้รับบริการที่จะไม่สนับสนุนอีกต่อไป
(4) ผู้ประกอบธุรกิจจะขาดความน่าเชื่อถือ และทำให้เกิดภาวะการขาดทุนทางธุรกิจ
ตอบ 3 หน้า 38, (คำบรรยาย) จรรยาบรรณผู้ประกอบธุรกิจประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้รับบริการ ได้แก่ การไม่ใช้สินค้าปลอมหรือปลอมปนสินค้าเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ไม่กักตุนสินค้าเพื่อฉวยโอกาสในการขึ้นราคา และไม่ค้ากำไรเกินควร เพราะย่อมส่งผลให้ขาดความไว้วางใจจากผู้บริโภคหรือผู้รับบริการที่จะไม่สนับสนุนอีกต่อไป

37. “การไม่เลือกปฏิบัติ” ตามหลักธรรมาภิบาล มีความหมายว่าอย่างไร
(1) พิจิตรแสดงบัญชีรายรับ/รายจ่ายของหน่วยงานให้ทุกคนรับทราบ
(2) พินัยปฏิบัติกับบุคลากรในหน่วยงานอย่างให้เกียรติและเท่าเทียมกัน
(3) พิริยาจัดประชุมทุกเดือน เพื่อแจ้งผลการดำเนินงานของหน่วยงาน
(4) พิมพ์วดีประกาศนโยบายไม่รับของขวัญตามเทศกาลต่าง ๆ จากผู้ใต้บังคับบัญชา
ตอบ 2 หน้า 61, (คำบรรยาย) การไม่เลือกปฏิบัติ (Non – discrimination) ตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ สถานะทางสังคม หรือคุณสมบัติอื่นๆ ซึ่งหลักการนี้เป็นส่วนสำคัญของธรรมาภิบาล เพราะส่งเสริมความเสมอภาค และป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการไม่ไว้วางใจในระบบ

38. ข้อใดเป็นผลจากการมีธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กร
(1) เพิ่มความสามารถในการปกปิดข้อมูล
(2) ทำให้ไม่มีการตรวจสอบการทำงาน
(3) เพิ่มอำนาจในการบริหารของฝ่ายเดียว
(4) ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาทุจริต
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

39. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509) เน้นการพัฒนาเรื่องใด
(1) การลงทุนในสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐาน
(2) การกระจายรายได้และบริการทางสังคม
(3) เตรียมความพร้อมของคนและระบบให้มีภูมิคุ้มกัน
(4) ขยายการผลิตปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
ตอบ 1 หน้า 70, (คำบรรยาย) ประเทศไทยเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509) โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก และมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคมขนส่ง ระบบชลประทาน และพลังงานไฟฟ้า เพื่อปูทางสำหรับการลงทุนภาคเอกชน และส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

40. “ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง” พระราชบัญญัติในรัชกาลที่ 9 ดังที่กล่าวมา สอดคล้องกับสำนวนในข้อใด
(1) เอาเมือซุกหีบ
(2) นกน้อยทำรังแต่พอตัว
(3) ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
(4) คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล
ตอบ 2 หน้า 71, (คำบรรยาย) พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง ความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง…” จะตรงกับสำนวน “นกน้อยทำรังแต่พอตัว” หมายถึง การรู้จักประมาณตน ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหมาะสมกับฐานะและกำลังของตน ไม่ทำอะไรเกินตัวหรือโอ้อวด (ส่วน “เอามือซุกหีบ” = หาเรื่องเดือดร้อนหรือความลำบากใส่ตัวโดยใช่ที่, “ช้า ๆ ได้พร้าสองเล่มงาม” = ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำแล้วจะสำเร็จผล, “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” = ออกทะเลอย่าประมาททะเล เพราะอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ)

41. ข้อใดเป็นนิยามของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
(1) กลไกตลาดเสรี
(2) มีสิทธิในการหากำไร
(3) สิทธิในการสะสมทรัพย์สิน
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 67 หลักเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีหลักการ คือ สิทธิในการหากำไร สิทธิในการสะสมทรัพย์สิน กลไกตลาดเสรี และการที่รัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกบริโภค กล่าวกันว่า ระบบทุนนิยมนี้อาจไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นระบบที่สามารถจัดการระบบเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

42. วิกฤตที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาลงทุนมากมายในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ. 2540 เรียกว่าอะไร
(1) วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง
(2) วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์
(3) วิกฤตการณ์โรคระบาด
(4) วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะ
ตอบ 1 หน้า 68 – 69 ในประเทศไทยเคยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540 หรือเรียกว่า “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” อันเกิดจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาลงทุนมากมายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ประเทศไทยต้องลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำลงอย่างมาก และความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด

43. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยอะไรบ้าง
(1) 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
(2) 3 ห่วง 3 เงื่อนไข
(3) 2 ห่วง 2 เงื่อนไข
(4) 2 ห่วง 3 เงื่อนไข
ตอบ 1 หน้า 73 – 74 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ความพอเพียงประกอบไปด้วย 3 คุณลักษณะ (3 ห่วง) ซึ่งได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง นอกจากนี้การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องอาศัย 2 เงื่อนไข ได้แก่
1. เงื่อนไขความรู้ คือ รอบคอบ รอบรู้ ระมัดระวัง
2. เงื่อนไขคุณธรรม คือ ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน

44. เศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือข้อใด
(1) รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่ แต่ยังคงให้เอกชนมีสิทธิในการยึดครองทรัพย์สินส่วนตัว
(2) เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
(3) รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
(4) รัฐเป็นเจ้าของทุนและปัจจัยการผลิตทุกชนิด
ตอบ 2 หน้า 67, (คำบรรยาย) หลักการของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ ผู้คนสามารถสร้างความร่ำรวยโดยลงทุนเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการ จึงทำให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนและการหมุนเวียนของเงินขึ้นในประเทศ โดยรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น สร้างถนนเพื่อการขนส่ง, ผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนโรงงาน, รักษาระเบียบการค้าเจรจาต่อรองการค้ากับต่างประเทศ และอื่น ๆ ส่วนเอกชนจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

45. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญกับอะไร
(1) การพัฒนาแบบสมดุล
(2) การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป
(3) การพัฒนาแบบก้าวกระโดด
(4) การพัฒนาแบบรอบคอบ
ตอบ 1 หน้า 70 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบสมดุลและยั่งยืน จึงเป็นหลักปรัชญาทางด้านเศรษฐกิจแบบหนึ่ง คือ เป็นหลักปรัชญา หมายถึง แนวคิด ส่วนคำว่า “เศรษฐกิจ” หมายถึง ระบบการผลิต การแลกเปลี่ยน และการบริโภค ทำให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรต่าง ๆ

46. ความหลากหลายทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจพอเพียง มีประโยชน์อย่างไร
(1) ลดโอกาสในการพัฒนา
(2) ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
(3) เพิ่มความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ
(4) ช่วยกระจายความเสี่ยง
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ความหลากหลายทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยกระจายความเสี่ยงหรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ จึงนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ โดยมีหลักการคล้ายคลึงกัน คือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

47. การใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงช่วยลดปัญหาใดได้บ้าง
(1) ความยากจน
(2) การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
(3) การขาดแคลนทรัพยากร
(4) ความรุนแรงในสังคม
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การใช้แนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถช่วยลดปัญหาความยากจนได้หลายด้าน เช่น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยการยึดหลักความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัว ทำให้สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

48. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดเกี่ยวกับอะไร
(1) สังคม
(2) การเรียน
(3) เศรษฐกิจ
(4) การใช้ชีวิตคู่
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

49. ผู้ใดปฏิบัติตามเงื่อนไขความรู้ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(1) บีแบ่งปันของที่ตนไม่ใช้ให้ผู้อื่นอยู่เสมอ
(2) เอฟเก็บขยะ แยกขยะ และนำขยะกลับมาใช้ใหม่
(3) โอตั้งใจปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาในพื้นที่เกษตรของตน
(4) เอมีความระมัดระวังรอบคอบในการทำงานเป็นอย่างมาก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 43. ประกอบ

50. ข้อใดอธิบายคำว่า “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ถูกต้องที่สุด
(1) พอกินเพียงเท่านี้ คือ ไม่ต้องทำอะไรอื่นอีก
(2) หลักการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม
(3) หลักเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ดีในองค์กรภาครัฐ
(4) หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีหลัก คือ ประชาชนไม่ต้องแข่งขันกัน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

51. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(1) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
(2) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเกษตรกรรม
(3) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมเท่านั้น
(4) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจเท่านั้น
ตอบ 1 หน้า 74, (คำบรรยาย) การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะนำไปสู่การสร้างความก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนทั้งในด้านชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

52. เป้าหมายของการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชุมชน คือข้อใด
(1) สามารถพึ่งตนเองได้
(2) รู้จักใช้ทรัพยากรที่นำเข้าจากต่างประเทศ
(3) ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล
(4) ทำตามนโยบายของรัฐบาล
ตอบ 1 หน้า 68 – 73, (คำบรรยาย) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญเด่นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา เพราะเป็นแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ ซึ่งคนไทยสามารถเลี้ยงชีพด้วยแนวคิดเศรษฐกิจในการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่ง “ทางสายกลาง และความไม่ประมาท” เช่น การปลูกผักในบ้านและการทำสวน เพื่อช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน เป็นต้น

53. ผู้ใดในข้อต่อไปนี้ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
(1) นารีซื้อมือถือเครื่องใหม่ เพราะเครื่องเก่าเสีย
(2) ชัยอดข้าวเย็น เพราะจะเอาเงินไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม
(3) น้อยกู้เงินมาสร้างฟาร์มเลี้ยงไก่ เพราะเห็นเพื่อนบ้านขายแล้วรวย
(4) นิดซื้อเสื้อตามเพื่อน เพราะเห็นว่าสวยดี
ตอบ 1 หน้า 73 เศรษฐกิจพอเพียง คือ ความไม่ประมาท การเติบโตด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ และมีเก็บออมเพื่อเกษียณ โดยต้องเข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง จะทำสิ่งใดก็ควรทำให้พอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป เช่น การใช้จ่ายไม่ควรประหยัดมากเกินไปจนอดอยากหรือร่างกายขาดสารอาหาร แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไปเช่นกัน ต้องบริโภคตามความจำเป็นภายใต้ขอบเขตจำกัดของรายได้ เป็นต้น

54. มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดการเรียนการสอนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
(1) พ.ศ. 2511
(2) พ.ศ. 2512
(3) พ.ศ. 2513
(4) พ.ศ. 2514
ตอบ 4 หน้า 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดการเรียนการสอนขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ในระยะเริ่มแรกนั้นมีการเปิดการเรียนการสอน 4 คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 4 คณะนับว่าเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

55. บุคคลในข้อใดปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(1) ฟ้ายืมเงินเพื่อน เมื่อเงินไม่พอ
(2) ลมซื้อของตามความจำเป็นของตัวเอง
(3) ฝนซื้อของทุกอย่างที่อยากได้
(4) น้ำได้เงินมาก็เนมาเก็บจนหมด ไม่ใช้เงินแม้แต่บาทเดียว
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

56. รัฐบาลเปิดมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อ
(1) แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน
(2) แก้ไขปัญหาขาดแคลนที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษา
(3) แก้ไขปัญหาทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ
(4) แก้ไขปัญหาการทำมาหากินของกลุ่มชนชั้นนำของประเทศ
ตอบ 2 หน้า 1 – 2, (คำบรรยาย) มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษา โดยก่อตั้งเป็นสถาบันการศึกษาแบบ “ตลาดวิชา” หมายถึง การเปิดรับนักศึกษาโดยไม่มีการสอบคัดเลือกและไม่จำกัดจำนวน (แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังคงใช้ระบบ “ตลาดวิชา” (ไม่จำกัดรับ) ควบคู่ไปกับระบบจำกัดจำนวน (Selective System) ในบางหลักสูตรหรือโครงการพิเศษ)

57. ข้อใดอธิบายคำว่า “ตลาดวิชา” ถูกต้องที่สุด
(1) มหาวิทยาลัยแบบจำกัดรับ
(2) มหาวิทยาลัยแบบรับจำกัด
(3) มหาวิทยาลัยแบบไม่ตร้องสอบเข้า
(4) มหาวิทยาลัยแบบไม่มีการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัย
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

58. มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบันเป็นระบบ
(1) จำกัดรับ
(2) ไม่จำกัดรับ
(3) ทั้งจำกัดรับและไม่จำกัดรับ
(4) จำกัดรับเป็นบางกลุ่ม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

59. ในปัจจุบันคณะใดที่ไม่เปิดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย
(1) คณะวิทยาศาสตร์
(2) คณะพยาบาลศาสตร์
(3) คณะพาณิชยศาสตร์
(4) คณะศึกษาศาสตร์
ตอบ 3 หน้า 6 ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดการเรียนการสอน 14 คณะ ได้แก่
1. คณะนิติศาสตร์ (พ.ศ. 2514)
2. คณะบริหารธุรกิจ (พ.ศ. 2514)
3. คณะมนุษยศาสตร์ (พ.ศ. 2514)
4. คณะศึกษาศาสตร์ (พ.ศ. 2514)
5. คณะรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2516)
6. คณะวิทยาศาสตร์ (พ.ศ. 2517)
7. คณะเศรษฐศาสตร์ (พ.ศ. 2518)
8. คณะวิศวกรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2540)
9. คณะศิลปกรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2550)
10. คณะสาธารณสุขศาสตร์ (พ.ศ. 2551)
11. คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (พ.ศ. 2552)
12. คณะทัศนมาตรศาสตร์ (พ.ศ. 2555)
13. คณะสื่อสารมวลชน (พ.ศ. 2555)
14. คณะพยาบาลศาสตร์ (พ.ศ. 2566)

60. ข้อใดไม่ใช่ภารกิจของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
(2) บริการวิชาการแก่สังคม
(3) ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม
(4) สร้างความเป็นเลิศในการเรียนรู้
ตอบ 4 หน้า 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ปฏิบัติภารกิจหลักทั้ง 4 ประการของสถาบันอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ได้แก่
1. การจัดการเรียนการสอน
2. การวิจัย
3. การบริการทางวิชาการแก่สังคม
4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
(ต่อมามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เพิ่มภารกิจที่ 5 คือ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม)

61. มหาวิทยาลัยรามคำแหงเขตบางนา มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
(1) สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติบางนา
(2) สาขาหัวหมาก 2
(3) วิทยาเขตปัจฉิมสวัสดิ์ – สุวรรณณภาศรี
(4) สาขาวิทยบริการวิโรจน์ สกลศรี
ตอบ 3 หน้า 6 มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เปิดวิทยาเขตที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ชื่อว่า “วิทยาเขตปัจฉิมสวัสดิ์ – สุวรรณณภาศรี” (รามคำแหง 2 – บางนา)

62. คำว่า “อัตลักษณ์” (Identity) ต่างจาก “เอกลักษณ์” (Uniqueness) อย่างไร
(1) อัตลักษณ์ หมายถึง มุมมอง แต่เอกลักษณ์ หมายถึง ภารกิจ
(2) อัตลักษณ์ หมายถึง ภารกิจ แต่เอกลักษณ์ หมายถึง มุมมอง
(3) อัตลักษณ์ หมายถึง คุณสมบัติ แต่เอกลักษณ์ หมายถึง ความไม่เหมือนใคร
(4) อัตลักษณ์ หมายถึง ความไม่เหมือนใคร แต่เอกลักษณ์ หมายถึง คุณสมบัติ
ตอบ 3 หน้า 12, (คำบรรยาย) คำว่า “อัตลักษณ์” (Identity) เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของตัวบุคคล สังคม ชุมชน หรือประเทศ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนคำว่า “เอกลักษณ์” (Uniqueness) คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติหรืออัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยเน้นที่ความโดดเด่นและแตกต่างจากสิ่งอื่นอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นอัตลักษณ์ คือ สิ่งที่ทำสิ่งนั้นเป็นตัวของตัวเอง ในขณะที่เอกลักษณ์ คือ สิ่งที่ทำให้สิ่งนั้นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

63. อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ
(1) ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้คู่คุณธรรม
(2) เปิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์
(3) เรียนดี กีฬาเด่น
(4) สำนึกดี มุ่งมั่น สร้างสรรค์ สามัคคี
ตอบ 1 หน้า 12 – 13 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้แก่
1. อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้คู่คุณธรรม
2. เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ เป็นมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาควบคู่แบบจำกัดรับ
3. ปณิธานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ พัฒนาให้เป็นแหล่งวิทยาการแบบตลาดวิชาควบคู่แบบจำกัดจำนวน มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม และจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ

64. ข้อใดเป็นปณิธานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) พัฒนาให้เป็นแหล่งวิทยาการแบบตลาดวิชาควบคู่แบบจำกัดจำนวน มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม และจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม
(2) ปัญญาของแผ่นดิน
(3) ชี้นำขับเคลื่อนสังคมไทยและสังคมโลก เน้นเพิ่มความร่วมมือ สังคม รัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์สุขต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมที่ยั่งยืน
(4) สร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการกินดีอยู่ดีของชาติและของประชาคมโลก
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ

65. จริยธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสิ่งใด
(1) ตัวเอง
(2) เพื่อน
(3) สังคม
(4) รัฐบาล
ตอบ 3 หน้า 30 สาโรช บัวศรี (2526) ได้กล่าวว่า คุณธรรมเป็นหลักการพื้นฐานที่มั่นคง ในขณะที่จริยธรรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสภาพสังคม

66. บุคคลในข้อใดสื่อสารอย่างมีจริยธรรม
(1) เอฟแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะได้รับผลกระทบอะไร
(2) เอ็มไม่แสดงความคิดเห็นเชิงลบในสื่อสังคมออนไลน์
(3) เอ็นโต้เถียงอย่างรุนแรงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง
(4) โอใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการค้นหากลุ่มพนันออนไลน์
ตอบ 2 หน้า 50 นักศึกษาควรฝึกการสื่อสารอย่างมีจริยธรรม คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างรับผิดชอบและสร้างสรรค์ โดยฝึกการแสดงความคิดเห็นอย่างเคารพ และรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เช่น การไม่แสดงความคิดเห็นเชิงลบในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น

67. จุดเริ่มต้นของการพัฒนาจิตสาธารณะควรเริ่มที่ใด
(1) ตนเอง
(2) โรงเรียน
(3) หมู่บ้าน
(4) สังคม
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การพัฒนาจิตสาธารณะควรเริ่มต้นที่ตนเองและครอบครัว โดยเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของจิตสาธารณะ

68. บุคคลข้อใดเป็นผู้มีจิตสาธารณะ
(1) บาสอาสาขุดลอกคลองต่าง ๆ
(2) บอลทำเกษตรอินทรีย์
(3) เทนนิสเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย
(4) ปิงปองบริจาคเงินช่วยเหลือสังคม เพื่อจะได้ประกาศเกียรติคุณ
ตอบ 1 หน้า 93 ผู้ที่มีจิตสาธารณะควรมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ยินดีที่จะสละเวลา แรงกาย ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งอาสาสมัครทำงานเพื่อชุมชนและสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น การอาสาขุดลอกคลองต่าง ๆ เป็นต้น

69. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของจิตสาธารณะ
(1) การเสียสละเพื่อส่วนรวม
(2) ความตระหนักในสิทธิและหน้าที่
(3) ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 93, (คำบรรยาย) องค์ประกอบสำคัญของจิตสาธารณะ มีดังนี้
1. ความรับผิดชอบต่อสังคม
2. การเสียสละเพื่อส่วนรวม
3. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ
4. ความตระหนักในสิทธิและหน้าที่
5. ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
6. ความเข้าใจในระบบนิเวศทางสังคม

70. ข้อใดถูกต้อง
(1) จิตสาธารณะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน
(2) จิตสาธารณะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ขององค์กร
(3) การมีจิตสาธารณะช่วยเพิ่มภาระให้ภาครัฐ
(4) จิตสาธารณะสร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม
ตอบ 1 หน้า 94 มนูญพงศ์ ชัยพันธุ์ และคณะ (2565) อธิบายว่า จิตสาธารณะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้การมีจิตสาธารณะจะช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเอื้ออาทร และเครือข่ายทางสังคม อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนทางสังคม ลดภาระของภาครัฐ

71. บุคคลข้อใดเป็นผู้มีจิตสาธารณะในการสร้างความสามัคคี
(1) วารีช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส
(2) อัคคีสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลาย
(3) วายุดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชุมชน
(4) สายฟ้าส่งเสริมการมีวินัยและการเคารพกฎระเบียบของสังคม
ตอบ 2 หน้า 94 – 95 การมีจิตสาธารณะในการสร้างความสามัคคี คือ เสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชนและสังคม ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลาย รวมทั้งส่งเสริมการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายส่วนรวม ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันในชุมชน

72. ข้อใดเป็นจริง
(1) คนที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจะปรับตัวเก่ง
(2) คนที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจะทำงานเก่งกว่าคนอื่น
(3) คนที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองมักจะเก็บตัว
(4) คนที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจะเป็นคนทันต่อเหตุการณ์
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 20. ประกอบ

73. ข้อใดเป็นองค์ประกอบสำคัญของหน้าที่พลเมือง
(1) หลักจริยธรรม
(2) กฎหมาย
(3) หลักคุณธรรม
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 86 หน้าที่พลเมืองที่ดีต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม หมายถึง การกระทำที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมและคุณธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการต่อต้านการทุจริต ฯลฯ และปฏิบัติตามพันธะทางกฎหมาย ซึ่งถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมืองในการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ เช่น การไม่กระทำความผิด การเสียภาษี และปฏิบัติตามกฎจราจรตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

74. เป้าหมายสำคัญของการเป็นผู้มีจิตสาธารณะ คืออะไร
(1) กำจัดความตระหนี่และเห็นแก่ตัวภายในตนเอง
(2) สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและส่วนรวม
(3) ฝึกความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้อื่น
(4) เข้าใจในหลักธรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับความเมตตากรุณา
ตอบ 2 (คำบรรยาย) เป้าหมายสำคัญของการเป็นผู้มีจิตสาธารณะ คือ การสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน ดังนั้นการเป็นผู้มีจิตสาธารณะจึงไม่ใช่แค่การทำความดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่ดีและมีความสุขร่วมกัน

75. การเป็นผู้มีจิตสาธารณะสอดคล้องกับคุณธรรมและจริยธรรมในข้อใด
(1) ความรู้สึกพลอยยินดี
(2) ความเมตตากรุณา
(3) ความซื่อสัตย์และอดทน
(4) ความขยันหมั่นเพียร
ตอบ 2 หน้า 95 การเป็นผู้มีจิตสาธารณะช่วยส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม คือ ปลูกฝังความเมตตากรุณา พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อผู้อื่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตระหนักในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนที่มีต่อสังคม ส่งเสริมการมีวินัย และการเคารพกฎระเบียบของสังคม

76. ข้อใดผิด
(1) จิตสาธารณะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
(2) จิตสาธารณะจะเคารพสิทธิของผู้อื่น
(3) จิตสาธารณะไม่สามารถทำได้คนเดียว
(4) จิตสาธารณะต้องไม่มีประโยชน์ทับซ้อน
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การมีจิตสาธารณะไม่จำเป็นต้องทำเป็นกลุ่มเสมอไป เพราะการทำความดีเล็ก ๆ น้อยๆ ด้วยตนเองก็สามารถแสดงออกถึงจิตสาธารณะได้ และยังสามารถช่วยสร้างความสุขและประโยชน์ต่อส่วนรวมได้เช่นกัน เช่น การบริจาคโลหิตให้ผู้ป่วยที่ต้องการ, การให้ความช่วยเหลือเพราะสงสารผู้พิการ/ผู้ยากไร้ในสังคม เป็นต้น

77. ใครมีจิตสาธารณะ
(1) ชัยเดินเก็บขวดน้ำในห้องประชุม เพราะจะเอาไปขาย
(2) โชคไปทำความความสะอาดห้องน้ำวัดแก้เคล็ด
(3) ชาติช่วยคนแก่ข้ามถนนต่อหน้าคนรัก
(4) นิมิตช่วยจูงคนตาบอดเดินลงจากรถเมล์ เพราะสงสาร
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 74. และ 76. ประกอบ

78. การพัฒนาจิตสาธารณะมีความสำคัญต่อการเป็นนักศึกษา เพราะเหตุใด
(1) เพื่อให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต
(2) เพื่อให้เป็นคนดีของสังคม
(3) เพื่อให้เป็นที่รักของคนทั่วไป
(4) เพื่อให้เป็นคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวม
ตอบ 1 หน้า 94 การพัฒนาจิตสาธารณะมีความสำคัญต่อการเป็นนักศึกษาเป็นพิเศษ ดังนี้
1. เป็นช่วงเวลาสำคัญในการหล่อหลอมบุคลิกภาพและค่านิยม
2. เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำและพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต
3. สร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะทางสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น
4. ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านประสบการณ์จริงในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
5. พัฒนาความเข้าใจในปัญหาสังคมและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

79. บุคคลในข้อใดเป็นพลเมืองที่ดี
(1) น้องใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
(2) หญิงทิ้งขยะทุกที่ที่สะดวก
(3) ชายแต่งรถยนต์ โดยนำที่กรองท่อไอเสียออก
(4) ไก่เปิดไฟทุกดวงในบ้าน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

80. บุคคลข้อใดมีความรับผิดชอบต่อสังคม
(1) เอสจัดทำแผนที่ปัญหาสังคมในชุมชนท้องถิ่น
(2) อาร์เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครที่ตรงกับความสนใจและทักษะของตน
(3) แฮสจัดตั้งกลุ่มการเรียนรู้หรือชมรมในชุมชน
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 86 – 87 ความรับผิดชอบทางสังคม หมายถึง การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของสังคม ได้แก่ การเป็นอาสาสมัคร การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน หรือการแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายสาธารณะ เช่น การเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครที่ตรงกับความสนใจและทักษะของตน, การจัดทำแผนที่ปัญหาสังคมในชุมชนท้องถิ่น, การจัดตั้งกลุ่มการเรียนรู้หรือชมรมในชุมชน เป็นต้น

81. ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม หมายถึงอะไร
(1) การตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและชุมชน
(2) การตระหนักว่าทรัพยากรสาธารณะเป็นของส่วนรวม
(3) ตระหนักในหน้าที่ของตนเองที่มีต่อสังคม
(4) การอาสาสมัครทำงานเพื่อชุมชน
ตอบ 2 (คำบรรยาย), (ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ) องค์ประกอบสำคัญของจิตสาธารณะประการหนึ่ง คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม หมายถึง การตระหนักว่าทรัพยากรสาธารณะเป็นของส่วนรวม ความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ในการใช้และดูแลรักษาธารารณสมบัติ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรส่วนรวม

82. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
(1) การเลือกตั้งเป็นสิทธิ
(2) การเลือกตั้งทำให้เกิดความลำบากใจ
(3) การเลือกตั้งเป็นหน้าที่
(4) ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 4 หน้า 84, 87, (คำบรรยาย) การเลือกตั้งของไทยถือเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชน คือ
1. การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนมี เพื่อแสดงออกถึงความต้องการและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ
2. การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อให้การปกครองประเทศเป็นไปโดยชอบธรรมและเป็นไปตามความต้องการของประชาชน

83. ข้อใดเป็นหน้าที่พื้นฐานของพลเมือง
(1) ล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
(2) ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน
(3) ทิ้งขยะในที่สาธารณะ
(4) เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น
ตอบ 4 หน้า 88 – 90 หน้าที่พื้นฐานของพลเมืองประการหนึ่ง คือ การเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่สงบสุข โดยการดำเนินชีวิตในปัจจุบันนั้นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้นจึงควรถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่ เช่น เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น, เคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น

84. ข้อใดเป็นการเคารพสิทธิของผู้อื่น
(1) เล่นดนตรีเสียงดังในยามวิกาล
(2) ปีนรั้วเพื่อนบ้านเพื่อเก็บมะม่วง
(3) ต่อแถวเพื่อขึ้นรถโดยสารอย่างเป็นระเบียบ
(4) จุดพลุหรือโคมลอยในวันเทศกาล
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 83. ประกอบ

85. ข้อใดไม่ใช่การเป็นพลเมืองที่ดี
(1) กลับรถในที่ห้ามกลับรถ เพราะเห็นคนอื่นทำ
(2) สูบบุหรี่ในพื้นที่อาคารที่จัดไว้
(3) หาช่องทางส่งคืนโทรศัพท์ที่เก็บได้
(4) ปฏิบัติตามกฎการใช้รถไฟฟ้า
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

86. ความรับผิดชอบทางศีลธรรม หมายถึงข้อใด
(1) การปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ
(2) การกระทำที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมและคุณธรรม
(3) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของสังคม
(4) การคำนึงถึงผลประโยชน์ของชุมชนและประเทศชาติ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

87. ข้อใดเป็นหน้าที่พลเมืองที่สำคัญ
(1) การแข่งขันในการเลือกตั้ง
(2) การหลีกเลี่ยงการเสียภาษี
(3) การบริโภคสินค้าอย่างมีกำลัง
(4) การปฏิบัติตามกฎหมาย
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

88. การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองด้วยเหตุผลใด
(1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและบริการสาธารณะ
(2) เพื่อซื้อสินค้าสำหรับครอบครัว
(3) เพื่อเพิ่มรายได้ส่วนบุคคล
(4) เพื่อแข่งขันทางธุรกิจ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐตามรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและบริการสาธารณะ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่น ๆ ในสังคมสืบไป

89. หน้าที่ของพลเมืองในการป้องกันและต่อต้านการทุจริต คืออะไร
(1) การปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต
(2) การสนับสนุนการทุจริต
(3) การหลีกเลี่ยงการรายงานการทุจริต
(4) การศึกษาเกี่ยวกับการตรวจสอบและการรายงานการกระทำทุจริต
ตอบ 4 (คำบรรยาย) หน้าที่ของพลเมืองในการป้องกันและต่อต้านการทุจริต คือ การเป็นพลเมืองดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริต ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบและการรายงานการกระทำทุจริต รวมทั้งมีส่วนร่วมในการรณรงค์ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแสการประพฤติทุจริต โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ

90. ข้อใดเป็นวิธีการต่อต้านการคอร์รัปชัน
(1) ส่งเสริมให้เพื่อนและคนรอบข้างคอร์รัปชัน
(2) เข้าร่วมกลุ่มหรือองค์กรที่คอร์รัปชัน
(3) แฮ็กข้อมูลของแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ
(4) ยึดถือหลักจริยธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน
ตอบ 4 หน้า 100 วิธีการต่อต้านการคอร์รัปชันประการหนึ่ง คือ การปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรม เช่น ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน, ยึดถือหลักจริยธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เป็นต้น

91. ครูส้มเลือกหนังสือให้นักเรียนจากร้านหนังสือที่นำของขวัญมาให้ การกระทำของครูส้มเป็นการคอร์รัปชันในรูปแบบใด
(1) การใช้ตำแหน่งหน้าที่เกินขอบเขต
(2) การให้สิทธิพิเศษ
(3) การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
(4) การรับสินบน
ตอบ 4 หน้า 102 การกระทำของครูส้มข้างต้นเป็นการคอร์รัปชันในรูปแบบการรับสินบน คือ การที่เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจรับผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น เงิน ของขวัญ สินทรัพย์ หรือบริการต่าง ๆ เพื่อแลกกับการทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม

92. บุคคลในข้อใดสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน
(1) มิ้นรายงานการคอร์รัปชันที่พบเห็น
(2) มายด์รู้ว่ามีการคอร์รัปชัน แต่ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง
(3) มุกนำขนมมาให้เจ้าหน้าที่ เพราะหวังให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ
(4) วิทย์ชักชวนเพื่อนให้ไปเที่ยวแทนการไปทำกิจกรรมจิตอาสา
ตอบ 1 หน้า 100 – 101 วิธีการต่อต้านการคอร์รัปชันประการหนึ่ง คือ การรายงานการคอร์รัปชัน เช่น หากพบเห็นหรือทราบถึงการคอร์รัปชันควรรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ โดยใช้ช่องทางการรายงานที่ถูกต้องและปลอดภัย ไม่เกิดผลกระทบในทางลบกับตนเอง

93. การป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน เป็นหน้าที่ของใคร
(1) ตำรวจ
(2) ผู้แทนราษฎร
(3) ข้าราชการทุกคน
(4) ประชาชนทุกคน
ตอบ 4 หน้า 99, 104 การคอร์รัปชันเป็นปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในสังคม เพราะไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบการปกครองและการบริหารงานของรัฐ แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอีกด้วย ดังนั้นการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชันจึงถือเป็นภารกิจที่ประชาชนทุกคนในสังคมต้องมีส่วนร่วม

94. การคอร์รัปชันมีผลกระทบทางการเมืองอย่างไร
(1) เกิดความไม่เสมอภาคในสังคม
(2) ลดทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ
(3) ทรัพยากรของรัฐสูญเสียไปอย่างไม่จำเป็น
(4) ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ
ตอบ 4 หน้า 100 การคอร์รัปชันมีผลกระทบทางการเมือง คือ ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เนื่องจากการเรียกรับเงินและความไม่ยุติธรรมในการตัดสินต่าง ๆ จะเพิ่มความขัดแย้งในสังคม และทำให้เกิดการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

95. ข้อใดคือคุณลักษณะของผู้นำที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจ
(1) ภูผาสามารถตัดสินใจดี รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
(2) คิรินเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์และจริงใจในการทำงาน
(3) วิทยาจะคอยกระตุ้นให้เพื่อนมีความมุ่งมั่นในการทำงาน
(4) โสภาสามารถสั่งงานได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ
ตอบ 3 หน้า 108 – 109 คุณลักษณะของผู้นำที่ดีประการหนึ่ง คือ การสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งผู้นำที่ดีต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ทีมงานมีความมุ่งมั่นในการทำงาน

96. ข้อใดคือการกระทำและความคิดที่ดีงาม ถูกกาลเทศะที่สังคมยอมรับ
(1) การสมาคม
(2) วัฒนธรรม
(3) อุปนิสัย
(4) มารยาท
ตอบ 4 หน้า 111, (คำบรรยาย) มารยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย การกระทำและความคิดที่ดีงาม และอาจรวมถึงพฤติกรรม การปฏิบัติตน ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา และจิตใจ ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะของแต่ละสังคม อันเป็นสิ่งที่สมาชิกของสังคมนั้นได้ยอมรับและยึดถือปฏิบัติ

97. ผู้นำจะต้องดูแลเรื่องใดบ้าง
(1) งาน ผู้อื่น
(2) ผู้อื่น ตนเอง
(3) งาน ผู้อื่น ตนเอง
(4) งาน ตนเอง
ตอบ 1 หน้า 108 ในปัจจุบันผู้นำมีหน้าที่พัฒนาผู้ตามให้พัฒนาศักยภาพของตนเต็มที่ สร้างโอกาส พัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติของผู้ตามทุกคน ซึ่งผู้นำจะต้องดูแลทั้งด้านการงานและดูแลผู้คนด้วย ดังนั้นการมีคุณธรรมและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

98. การฝึกฝนในข้อใดทำให้เกิดภาวะผู้นำได้ดีที่สุด
(1) ติดตามข่าวสารบ้านเมือง
(2) เรียนรู้จากข้อผิดพลาด
(3) เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม
(4) เลียนแบบคนอื่น
ตอบ 2 หน้า 110 การพัฒนาภาวะผู้นำในตัวเองเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยการฝึกฝนและการเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังนี้
1. การเรียนรู้จากผู้อื่น
2. การฝึกฝนทักษะการสื่อสาร
3. การตั้งเป้าหมายและวางแผน
4. การสร้างความมั่นใจในตนเอง
5. การรับฟังและเรียนรู้จากความผิดพลาด

99. ข้อใดเป็นความสำคัญของมารยาท
(1) ทำให้ว่าผู้อื่นได้ง่าย
(2) ทำให้สังคมวุ่นวาย
(3) ทำให้เราอยู่ในสังคมได้ยาก
(4) บ่งบอกถึงความเคารพในผู้อื่น
ตอบ 4 หน้า 111, (คำบรรยาย) ความสำคัญของมารยาท มีดังนี้
1. มารยาทเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเคารพในผู้อื่น และการมีวัฒนธรรมทางสังคมที่ดี
2. การมีมารยาททำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุขและมีความสุข
3. การแสดงมารยาทที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดี แต่ยังส่งผลให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว
4. มารยาทเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมมีระเบียบ และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

100. นักศึกษาในข้อใดปฏิบัติตนเหมาะสม
(1) เอใช้คำพูดไม่สุภาพกับเพื่อน
(2) บีไม่ยกมือไหว้ใครเลย
(3) เคไม่ทะเลาะกับใครเลย
(4) จีไม่พูดกับคนที่ไม่อยากพูดด้วย
ตอบ 3 หน้า 114 การปฏิบัติตนหรือการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็น จึงต้องมีความเข้าใจ ปฏิบัติตามกฎระเบียบและวิถีปฏิบัติของบริบททางสังคมที่เราอาศัยอยู่

RAM1301 (RAM1000) คุณธรรมคู่ความรู้ 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา RAM 1301 (RAM1000) คุณธรรมคู่ความรู้

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. การปฏิบัติอย่างไรที่ส่งเสริมจริยธรรมในองค์กร
(1) การทำงานเป็นทีมและสนับสนุนกัน
(2) การแข่งขันกันอย่างรุนแรง
(3) การปกปิดความผิดพลาดของตนเอง
(4) การขโมยความคิดของผู้อื่น
ตอบ 1 หน้า 29, (คำบรรยาย) จริยธรรม (Ethics) เป็นหลักการและกฎเกณฑ์ว่าด้วยพฤติกรรมของบุคคลที่กำหนดเอาไว้ว่า การกระทำใดนับเป็นพฤติกรรมหรือการกระทำที่เหมาะที่ควรในสังคมแต่ละแห่ง ดังนั้นจริยธรรมจึงมีความสำคัญมากในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การดำเนินชีวิตประจำวัน หรือการทำงานในองค์กร

2. จริยธรรมเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งได้อย่างไร
(1) ตัดสินใจตามความพอใจของตนเอง
(2) ตัดสินใจตามความเห็นของคนส่วนใหญ่
(3) ตัดสินใจตามความคาดหวังของผู้บังคับบัญชา
(4) ตัดสินใจตามหลักการที่ถูกต้อง
ตอบ 4 หน้า 32 ความสำคัญของจริยธรรมประการหนึ่ง คือ ช่วยแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งในสังคม เพราะการมีจริยธรรมทำให้รู้จักหันหน้าเข้าหากัน และตัดสินใจโดยอ้างอิงตามหลักการที่ถูกต้องซึ่งยึดถือร่วมกัน จึงช่วยให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตามควร

3. ข้อใดถูกต้อง
(1) จริยธรรมสำคัญกว่าคุณธรรม
(2) จริยธรรมเป็นฐานของคุณธรรม
(3) คุณธรรมและจริยธรรมเป็นฐานของกันและกัน
(4) คุณธรรมเป็นฐานของจริยธรรม
ตอบ 4 หน้า 30 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2546) ได้อธิบายความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของคุณธรรมและจริยธรรมว่า คุณธรรมเป็นฐานของจริยธรรม เมื่อมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานของจิตใจแล้ว ก็จะแสดงออกมาเป็นความประพฤติที่ดีงามอันเป็นจริยธรรม

4. หลักการพื้นฐานของจริยธรรมคืออะไร
(1) การให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด
(2) การใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์
(3) การทำทุกวิธีเพื่อให้ได้ชัยชนะ
(4) การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความ เคารพและเสมอภาค
ตอบ 4 หน้า 30 – 31 จริยธรรม หมายถึง หลักความประพฤติที่ดีงาม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในสังคม เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและส่วนรวม โดยจริยธรรมนั้นมักเกิดจากการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติของสังคม และแสดงออกมาเป็นรูปธรรมที่สังเกตเห็นได้ เช่น การไม่ลักขโมย, ไม่พูดนินทา, การช่วยเหลือผู้อื่น, การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและเสมอภาค เป็นต้น

5. พฤติกรรมใดเข้าข่ายการมีจริยธรรมที่เหมาะสม
(1) จอยลอกการบ้านเพื่อน
(2) จิ๊บแกล้งหลับบนรถไฟฟ้า
(3) แจงไหว้ศาลพระภูมิขอเลขเด็ด
(4) จุ๋มไม่ชอบนินทาเพื่อนร่วมงาน
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

6. พฤติกรรมเชิงจริยธรรมคือข้อใด
(1) การรู้ถึงการกระทำที่ผิด/ถูก ควร/ไม่ควร
(2) ความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ชอบ/ไม่ชอบ
(3) การเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 33 องค์ประกอบของจริยธรรมตามแนวคิดของโคลเบิร์ก (Kohlberg, 1976) จะมีอยู่ 3 ประการ ดังนี้
1. ความรู้เชิงจริยธรรม คือ การมีความรู้ว่าอะไรถูก/อะไรผิด อะไรควร/อะไรไม่ควรทำ
2. ทัศนคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางจริยธรรม เช่น ความพึงพอใจ/ไม่พึงพอใจ ชอบ/ไม่ชอบ เป็นต้น
3. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม คือ การกระทำหรือการแสดงออกทางจริยธรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น

7. การปลูกฝังจริยธรรมควรเริ่มจากใครเป็นสำคัญ
(1) พ่อแม่
(2) ครู
(3) เพื่อน
(4) พระสงฆ์
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การปลูกฝังจริยธรรมควรเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเด็กในช่วงอายุก่อน 6 ปี จะสามารถเรียนรู้และซึมซับจริยธรรมในช่วงนั้นได้มากที่สุด ดังนั้นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และผู้ใกล้ชิดของเด็กในวัยนี้จึงมีบทบาทสำคัญมากในการปลูกฝังจริยธรรม และควรกระทำอย่างต่อเนื่องผ่านทางกิจกรรมต่าง ๆ

8. ข้อใดไม่ใช่หลักจริยธรรมพื้นฐานสำหรับนักศึกษา
(1) ความซื่อสัตย์
(2) ความรักสันโดษ
(3) ความอดทน
(4) ความเพียร
ตอบ 2 (เอกสาร บทที่ 3), (คำบรรยาย) หลักจริยธรรมพื้นฐานสำหรับนักศึกษา ได้แก่
1. ความซื่อสัตย์สุจริต เช่น การไม่คดโกง ไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบ ฯลฯ
2. ความรับผิดชอบ เช่น การส่งงานตรงเวลา การเข้าเรียนสม่ำเสมอ ฯลฯ
3. การเคารพสิทธิของผู้อื่น เช่น การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ
4. ความมีวินัย เช่น การปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย การตรงต่อเวลา ฯลฯ
5. ความเมตตากรุณา เช่น การช่วยเหลือเพื่อนที่ลำบาก การมีจิตอาสาช่วยส่วนรวม ฯลฯ
6. ความอดทน ไม่ย่อท้อ
7. ความเพียรพยายาม ฯลฯ

9. ข้อใดไม่เกี่ยวกับการมีจริยธรรม
(1) มานะไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบ
(2) พิชิตเข้าเรียนสม่ำเสมอ
(3) ใจใสให้เพื่อนยืมเงินไปจ่ายค่าเทอม
(4) นารีให้อภัยเพื่อนที่ขโมยเงิน แต่กลับไปเอาเงินมาคืน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 4. และ 8. ประกอบ (นักศึกษาอาจแสดงความเมตตากรุณาในรูปแบบของการช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนไม่ทัน/ไม่เข้าใจบทเรียน, การบริจาค/ทำงานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการให้กำลังใจ/แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนที่กำลังประสบปัญหา)

10. “ความรู้คู่คุณธรรม” หมายถึงอะไร
(1) การเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว
(2) การเรียนรู้พร้อมกับการมีคุณธรรม
(3) การปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม
(4) การมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์
ตอบ 2 หน้า 50, (คำบรรยาย) “ความรู้คู่คุณธรรม” หรือ “คุณธรรมคู่ความรู้” หมายถึง การรวมเอาความรู้และคุณธรรมมาใช้ควบคู่กัน เพื่อให้การใช้ความรู้นั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและส่วนรวม เนื่องจากการมีแต่ความรู้โดยปราศจากคุณธรรมอาจก่อให้เกิดการใช้ความรู้ในทางที่ผิดได้ เช่น การโกงในทางวิชาการ, เก่งแต่ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นต้น ดังนั้นการมีคุณธรรมจะเป็นการกำกับให้ผู้มีความรู้ใช้ความรู้ไปในทางที่ถูกต้องและดีงาม

11. ข้อใดแสดงถึงการใช้ความรู้คู่คุณธรรมในการตัดสินใจ
(1) การแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เร็วที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
(2) การใช้ความรู้เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุด
(3) การตัดสินใจที่คำนึงถึงความถูกต้องและจริยธรรม
(4) การตัดสินใจตามความคิดเห็นของผู้อื่น โดยไม่วิเคราะห์
ตอบ 3 หน้า 44, (คำบรรยาย) การบูรณาการระหว่างคุณธรรมและความรู้ คือ การผสมผสานระหว่างคุณธรรมและความรู้นำไปสู่ปัญญา (Wisdom) ซึ่งเป็นความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดและมีคุณธรรม ทั้งนี้การใช้ความรู้คู่คุณธรรมในการตัดสินใจนั้นจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องและพิจารณาถึงผลกระทบทางจริยธรรมด้วย

12. การทำงานที่ต้องใช้ความรู้และจริยธรรมไปพร้อมกัน สำคัญอย่างไร
(1) ช่วยให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้น
(2) ช่วยพัฒนาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากผู้อื่น
(3) ช่วยเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหาชั่วคราว
(4) ช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับตนเอง
ตอบ 2 หน้า 24 การวิจัยของ Duckworth and Seligman (2005) พบว่า คุณธรรมมีบทบาทสำคัญในการศึกษาและการทำงาน กล่าวคือ นักเรียนที่มีวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณธรรมสำคัญ จะมีผลการเรียนที่ดีและประสบความสำเร็จในระยะยาว ส่วนในด้านการทำงานนั้น องค์กรที่ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมมีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการที่ดี มีความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและสังคม

13. ข้อใดเป็นหลักสำคัญของความรู้คู่คุณธรรม
(1) การใช้ความรู้เพื่อแข่งขันกัน
(2) การใช้ความรู้เพื่อทำลายคู่แข่ง
(3) การใช้ความรู้เพื่อควบคุมผู้อื่น
(4) การใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาและคำนึงถึงผลกระทบทางจริยธรรม
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ

14. การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรู้ที่ตนมี เป็นการแสดงออกถึงคุณธรรมใด
(1) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
(2) ความเห็นแก่ตัว
(3) ความเกลียดชัง
(4) ความกลัว
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือ การอุดหนุน การเจือจาน แสดงน้ำใจดีต่อผู้อื่นด้วยกาย วาจา และใจ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรู้ที่ตนมี แบ่งปันวัตถุและสิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ใจแคบ ไม่เห็นแก่ตัว

15. ข้อใดแสดงถึงการใช้ความรู้คู่คุณธรรมในวิชาชีพ
(1) การใช้ความรู้เพื่อเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
(2) การโกงเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง
(3) การไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ลูกค้า
(4) การใช้ความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) การใช้ความรู้คู่คุณธรรมในวิชาชีพ เป็นการใช้ความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นหลักความประพฤติเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เพื่อใช้กำกับการประพฤติปฏิบัติในวิชาชีพต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

16. การเรียนรู้โดยปราศจากคุณธรรมจะส่งผลอย่างไร
(1) ทำให้เกิดความเก่ง แต่ไม่มีความรับผิดชอบ
(2) ทำให้มีความน่าเชื่อถือในสังคม
(3) ทำให้เกิดการยอมรับในสังคม
(4) ทำให้เกิดความเคารพและความไว้วางใจ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

17. การมีคุณธรรมและใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลอย่างไรต่อสังคม
(1) ทำให้สังคมขาดความสมดุล
(2) ทำให้เกิดความสามัคคีและพัฒนาสังคม
(3) ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม
(4) ทำให้สังคมเสื่อมลง
ตอบ 2 หน้า 48, (คำบรรยาย) การมีคุณธรรมและใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะส่งผลทำให้เกิดความสามัคคีและพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน เพราะผู้ที่มีทั้งความรู้และคุณธรรมมักจะใช้ความสามารถของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

18. ข้อใดต่อไปนี้แสดงถึงการใช้ความรู้โดยปราศจากคุณธรรม
(1) การโกงในทางวิชาการ
(2) การใช้ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรม
(3) การช่วยเหลือผู้อื่นในการแก้ปัญหา
(4) การพัฒนาตนเองด้วยความรับผิดชอบ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

19. บุคคลในข้อใดถือเป็นผู้มีคุณธรรมและความรู้
(1) เทนนิสให้เพื่อนลอกข้อสอบ
(2) ปิงปองเข้าสอบแทนเพื่อน
(3) บาสเก่งวิชาคณิตศาสตร์ จึงเปิดสอนพิเศษให้เพื่อน
(4) บอลเป็นครู โดยจะบอกข้อสอบให้นักเรียนที่เรียนพิเศษกับตนเองเท่านั้น
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 10. และ 17. ประกอบ

20. ข้อใดคือประโยชน์ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(1) มีความสามารถในการปรับตัว
(2) ได้รับความชื่นชมจากสังคม
(3) มีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ได้มาก
(4) ไม่มีข้อถูก
ตอบ 1 หน้า 44 การเรียนรู้ตลอดชีวิตตามแนวคิดของ Knowles (1975) ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning) ชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องจะสามารถปรับตัวได้ดีในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

21. การปฏิบัติตามหลักคุณธรรมอย่างถูกต้องจะทำให้
(1) ได้เปรียบผู้อื่นในสังคม
(2) ต่อสู้กับผู้อื่นชนะทุกครั้ง
(3) รวย
(4) เป็นผู้มีความรับผิดชอบ

ตอบ 4 หน้า 16 คุณธรรมเป็นแนวคิดทางปรัชญา ซึ่งคนในสังคมนำมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงาน โดยการปฏิบัติตามหลักคุณธรรมอย่างถูกต้องจะช่วยให้นักศึกษาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม และประสบความสำเร็จ นักศึกษาจึงควรทำความเข้าใจและยึดมั่นในคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคตต่อไป

22. คุณธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เนื่องจาก
(1) เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความร่ำรวย
(2) สามารถวัดและประเมินได้ชัดเจน
(3) เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
(4) สามารถสังเกตและเรียนรู้จากแบบอย่างที่ดีในสังคม
ตอบ 3 หน้า 18 – 19 คุณธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์และการอยู่ร่วมกันในสังคมประการหนึ่ง คือ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะคุณธรรมช่วยให้มนุษย์มีหลักในการดำเนินชีวิต ทำให้จิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

23. คุณธรรม หมายถึง
(1) ความดีงามในจิตใจ
(2) ความประพฤติดี
(3) จริยธรรมที่ดี
(4) เป้าหมายชีวิตที่ดี
ตอบ 1 หน้า 17 คุณธรรม คือ คุณค่าความดีงามที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เป็นฐานในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข และมีความเจริญก้าวหน้า

24. ทุกศาสนามีคุณธรรมหลายข้อที่คล้ายคลึงกัน ข้อใดต่อไปนี้แสดงถึงคุณธรรมที่หลายศาสนาระบุตรงกัน
(1) การประกอบอาชีพ
(2) ความระลึกได้
(3) ความเมตตา
(4) การไม่ดื่มสุรา
ตอบ 3 หน้า 20 ทุกศาสนามีคุณธรรมหลายข้อที่คล้ายคลึงกัน แต่คุณธรรม “ความเมตตา” ถือเป็นสิ่งที่หลายศาสนาระบุตรงกัน กล่าวคือ
1. พุทธศาสนา มีหลักเบญจธรรมหรือธรรม 5 ซึ่งข้อแรกได้สอนถึงความเมตตากรุณา คือ ความรักและความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
2. คริสต์ศาสนามีหลักคุณธรรมสอนถึงความรัก ความเมตตา และการให้อภัย ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
3. ศาสนาอิสลามมีหลักคุณธรรมสอนถึงการเป็นคนซื่อสัตย์ มีเมตตา และมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าและสังคม

25. ข้อใดไม่ใช่ความซื่อสัตย์ในชีวิตประจำวันของนักศึกษา
(1) การพูดความจริง
(2) การรักษาสัญญา
(3) การไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน
(4) การเชื่อเพื่อนตลอดเวลา
ตอบ 4 หน้า 21 ความซื่อสัตย์สำหรับนักศึกษานั้น มักจะเกี่ยวข้องกับการเรียนเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไม่ลอกการบ้านหรือข้อสอบ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการประพฤติตนในสังคม เช่น การพูดความจริง ไม่พูดเท็จหรือโกหกหลอกลวง การไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน และการรักษาคำมั่นสัญญา เป็นต้น

26. นักศึกษาสามารถแสดงความเมตตาได้ดังนี้
(1) ให้กำลังใจเพื่อนที่กำลังประสบปัญหา
(2) รักษาคำมั่นสัญญาของตน
(3) รับมือกับความเครียดโดยไม่ท้อแท้
(4) ทำงานพิเศษควบคู่ไปกับการเรียน

ตอบ 1 หน้า 22, (ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ) ความเมตตา ถือเป็นคุณธรรมในชีวิตประจำวันที่แสดงถึงความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การมีน้ำใจ และความเห็นอกเห็นใจต้องการให้ผู้อื่นประสบแต่ความสุข ดังนั้นความเมตตาจึงช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม และทำให้เรารู้สึกดีเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น

27. ข้อใดเป็นการแสดงออกถึงความมีคุณธรรมในชีวิตประจำวัน
(1) การช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
(2) การหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับผู้อื่น
(3) การเลี้ยงภาระหน้าที่
(4) การมองโลกในแง่ร้าย
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

28. ความอดทน เป็นคุณธรรมที่สำคัญในสถานการณ์ใด
(1) เมื่อเกิดความขัดแย้งในที่ทำงาน
(2) เมื่อประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
(3) เมื่อไม่มีปัญหาในชีวิต
(4) เมื่อไม่มีสิ่งใดที่ต้องการแก้ไข
ตอบ 1 หน้า 22 ความอดทน หมายถึง ความสามารถในการเผชิญกับความยากลำบาก ความท้าทาย หรือสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยไม่ย่อท้อ เช่น รู้จักอดทนอดกลั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในที่ทำงาน ฯลฯ ดังนั้นความอดทนจึงเป็นเกราะป้องกันจิตใจ ช่วยให้เราสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากในชีวิตได้ โดยไม่สูญเสียความมั่นคงทางอารมณ์

29. การไม่พูดเท็จ เป็นการปฏิบัติตามคุณธรรมด้านใด
(1) ความอ่อนน้อม
(2) ความซื่อสัตย์
(3) ความกล้าหาญ
(4) ความรับผิดชอบ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

30. การที่บุคคลแสดงความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เป็นการแสดงถึงคุณธรรมด้านใด
(1) ความเมตตา
(2) ความกล้าหาญ
(3) ความรับผิดชอบ
(4) ความอดทน
ตอบ 2 หน้า 20 – 21 Peterson and Seligman (2004) ได้แบ่งคุณธรรมหลักในมุมมองทางจิตวิทยาออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่
1. ปัญญาและความรู้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความอยากรู้อยากเห็น การเปิดใจกว้าง
2. ความกล้าหาญ เช่น ความกล้าหาญทางจิตใจ ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์
3. มนุษยธรรม เช่น ความรัก ความเมตตา ความฉลาดทางสังคม
4. ความยุติธรรม เช่น การทำงานเป็นทีม ความเป็นธรรม ภาวะผู้นำ
5. การควบคุมตนเอง เช่น การให้อภัย ความถ่อมตน ความรอบคอบ
6. การก้าวข้ามตัวตน หรือการทำเพื่อผู้อื่น เช่น การซาบซึ้งในความงาม ความกตัญญู การเป็นคนดีของสังคม

31. การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นคุณธรรมด้านใด
(1) ความอดทน
(2) ความอ่อนน้อมถ่อมตน
(3) ความซื่อสัตย์
(4) ความกล้าหาญ
ตอบ 2 (คำบรรยาย), (ดูคำอธิบายข้อ 30. ประกอบ) ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคุณธรรมที่ช่วยให้บุคคลสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคนที่ถ่อมตนจะให้เกียรติคนที่อยู่รอบตัว ไม่มองหาความเด่นดังหรือมองว่าตัวเองพิเศษสำคัญกว่าคนอื่น จึงรู้จักเคารพผู้อื่นและเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมรับการเรียนรู้เพิ่มเติม และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้อยู่เสมอ

32. คุณธรรมใดที่ช่วยให้บุคคลสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(1) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
(2) ความอ่อนน้อมถ่อมตน
(3) ความซื่อสัตย์
(4) ความเมตตา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

33. การกระทำที่เป็นการแสดงออกถึงความมีคุณธรรมในครอบครัว คืออะไร
(1) การแบ่งทรัพย์สินของพี่น้อง
(2) การช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน
(3) การใช้คำพูดไม่สุภาพในครอบครัว
(4) การไม่สนใจปัญหาของสมาชิกในครอบครัว
ตอบ 2 หน้า 23, (คำบรรยาย) นักศึกษาสามารถแสดงออกถึงความมีคุณธรรมในครอบครัว คือ ความกตัญญู เช่น การเคารพและเชื่อฟังคำสอนของบิดามารดา, การช่วยเหลืองานบ้านเมื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว, การระลึกถึงและตอบแทนบุญคุณบิดามารดายามที่ท่านแก่ชราหรือต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น

34. ข้อใดเป็นคุณธรรมที่ควรส่งเสริมในระบบการศึกษา
(1) การแข่งขันกันอย่างรุนแรง
(2) การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น
(3) การโกงข้อสอบ
(4) การใช้ความรุนแรงในโรงเรียน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

35. การกระทำใดถือว่าเป็นการละเมิดจริยธรรมในที่ทำงาน
(1) การพูดคุยเรื่องงานอย่างตรงไปตรงมา
(2) การคัดค้านการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
(3) การแอบใช้อุปกรณ์ของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
(4) การสนับสนุนเพื่อนร่วมงานในการทำงาน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. และ 4. ประกอบ

36. นักศึกษาคนใดปฏิบัติตนตามจริยธรรมด้านความรับผิดชอบ
(1) ฟ้าใสลอกการบ้านเพื่อน
(2) ฟ้านภาเข้าเรียนสม่ำเสมอ
(3) ฟ้าสวยทำรายงาน โดยมีการอ้างอิงผู้อื่น
(4) ฟ้าฝนไม่ส่งงาน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

37. บุคคลในข้อใดสื่อสารอย่างมีจริยธรรม
(1) เอฟแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะได้รับผลกระทบอะไร
(2) เอ็มไม่แสดงความคิดเห็นเชิงลบในสื่อสังคมออนไลน์
(3) เอ็นโต้เถียงอย่างรุนแรงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง
(4) โอใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการค้นหากลุ่มพนันออนไลน์
ตอบ 2 หน้า 50 นักศึกษาควรฝึกการสื่อสารอย่างมีจริยธรรม คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างรับผิดชอบและสร้างสรรค์ โดยฝึกการแสดงความคิดเห็นอย่างเคารพ และรับฟังความเห็นที่แตกต่าง

38. คุณธรรมและความรู้มีความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุน ยกเว้นข้อใด
(1) ความรู้ช่วยพัฒนาคุณธรรม
(2) ประเมินลำดับชั้นทางสังคมของบุคคล
(3) ชี้นำการแสวงหาและนำความรู้ไปใช้งาน
(4) คุณธรรมเป็นรากฐานของการศึกษาที่แท้จริง

ตอบ 2 หน้า 44 คุณธรรมและความรู้มีความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ดังนี้
1. คุณธรรมชี้นำการแสวงหาและนำความรู้ไปใช้งาน
2. ความรู้ช่วยพัฒนาคุณธรรม
3. การบูรณาการระหว่างคุณธรรมและความรู้ไปสู่ปัญญา
4. คุณธรรมเป็นรากฐานของการศึกษาที่แท้จริง

39. บุคคลในข้อใดถือเป็นผู้มีคุณธรรมและความรู้
(1) ลูกเกดยอมรับผิดเมื่อทำความผิด
(2) ส้มเป็นแม่ค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี
(3) กล้วยปลอมใบปริญญาบัตร เพื่อใช้สมัครงาน
(4) แตงโมบอกอาจารย์ว่า ตนเองมีความจำเป็นต้องผ่านวิชานี้
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

40. ข้อใดคือแนวคิดการส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์
(1) การเชื่อมโยงความรู้กับประเด็นทางคุณธรรมในสถานการณ์จริง
(2) การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลอย่างมีเหตุผลและมีคุณธรรม
(3) การศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
(4) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ตอบ 2 หน้า 46 การส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ตามแนวคิดของ Paul and Elder (2006) ได้เน้นย้ำความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ที่มีจริยธรรม (Ethical Critical Thinking) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนวิเคราะห์และประเมินข้อมูลอย่างมีเหตุผลและมีคุณธรรม

41. ข้อใดคืออุปสรรคของการใช้ความรู้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม
(1) ระบบการศึกษาเน้นความรู้มากกว่าคุณธรรม
(2) การขาดแบบอย่างที่ดี
(3) สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 47 ปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการความรู้และคุณธรรม มีดังนี้
1. ระบบการศึกษาเน้นความรู้มากกว่าคุณธรรม
2. สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง
3. การแข่งขันทางเศรษฐกิจ
4. การขาดแบบอย่างที่ดี

42. ข้อใดเป็นความสำคัญของจรรยาบรรณต่อวิชาชีพและสังคม
(1) เป็นทฤษฎี
(2) เป็นความสุขความเจริญ
(3) เป็นแนวทางในการตัดสินใจ
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 34 – 35 จรรยาบรรณมีความสำคัญต่อวิชาชีพและสังคมในหลายด้าน ดังนี้
1. รักษามาตรฐานวิชาชีพ
2. สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม
3. ป้องกันการประพฤติมิชอบ
4. ส่งเสริมเกียรติภูมิของวิชาชีพ
5. เป็นแนวทางในการตัดสินใจ

43. คุณธรรมและความรู้สัมพันธ์กันอย่างไร
(1) เป็นเครื่องควบคุมการกระทำให้ถูกต้องและเหมาะสม
(2) เป็นทักษะพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ
(3) เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของบุคคลในยามทุกข์ หรือประสบปัญหาในชีวิต
(4) เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต

ตอบ 1 หน้า 44, (คำบรรยาย), (ดูคำอธิบายข้อ 38. ประกอบ) คุณธรรมและความรู้สัมพันธ์กัน คือ คุณธรรมชี้นำการแสวงหาและนำความรู้ไปใช้งาน โดยคุณธรรมช่วยกำกับการแสวงหาความรู้ให้อยู่ในกรอบของจริยธรรม ซึ่งเป็นเครื่องควบคุมการกระทำให้ถูกต้องและเหมาะสม และชี้นำการใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ที่ดีงาม

44. ข้อใดเป็นค่านิยมประชาธิปไตย
(1) หลักการกระจายอำนาจ
(2) หลักความเสมอภาค
(3) หลักการมีส่วนร่วม
(4) หลักคุณธรรม
ตอบ 2 หน้า 57 ค่านิยมประชาธิปไตย (Democratic Value) ประกอบด้วย
1. หลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ (Accountability)
2. หลักความเปิดเผย/โปร่งใส (Transparency)
3. หลักนิติธรรม (Rule of Law)
4. หลักความเสมอภาค (Equity)

45. ข้อใดเป็นหลักของธรรมาภิบาล
(1) การทำงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด
(2) ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง
(3) การทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 64 หลักของธรรมาภิบาลจะมุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง

46. ข้อใดไม่ใช่ธรรมาภิบาลในการบริหารที่ดีของกิจการภาครัฐ
(1) แสวงหาผลกำไร
(2) สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจได้
(3) ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
(4) ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
ตอบ 1 หน้า 54 ธรรมาภิบาลในการบริหารที่ดีของกิจการภาครัฐ จะต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสและยุติธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล โดยถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน และสามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเอกชนได้อย่างราบรื่น

47. “การไม่เลือกปฏิบัติ” ตามหลักธรรมาภิบาล มีความหมายว่าอย่างไร
(1) การแก้ปัญหาภายในหน่วยงานด้วยวิธีการเดียวกัน
(2) การระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา
(3) การปฏิบัติต่อทุกคนโดยเสมอภาค
(4) การปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์
ตอบ 3 หน้า 61, (คำบรรยาย) “หลักความเสมอภาค” ตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง การไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ลำเอียง มีการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมโดยเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยก ทุกคนในสังคมอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายเดียวกัน

48. หากผู้นำขาดธรรมาภิบาล อาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรในหน่วยงาน ยกเว้นข้อใด
(1) เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร
(2) การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า
(3) บุคลากรในหน่วยงานขาดประสิทธิภาพ
(4) บุคลากรในหน่วยงานถูกลดอัตราเงินเดือน

ตอบ 4 (คำบรรยาย) หากผู้นำขาดธรรมาภิบาล อาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรในหน่วยงาน ดังนี้
1. เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรจากระบบอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก
2. บุคลากรในหน่วยงานขาดประสิทธิภาพ ขาดแรงจูงใจในการทำงาน
3. การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า ไม่ได้มาตรฐาน ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ฯลฯ

49. อุปสรรคที่สำคัญในการกระจายอำนาจ คืออะไร
(1) การเพิ่มจำนวนประชากร
(2) การลดจำนวนเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน
(3) การขาดการสนับสนุนและมีส่วนร่วมจากประชาชน
(4) การขาดความพร้อมด้านเงินทุนที่สนับสนุนบุคลากรภายในหน่วยงาน
ตอบ 3 หน้า 62, (คำบรรยาย) หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) คือ การมอบอำนาจและกระจายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการดำเนินการให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการโอนถ่ายบทบาทและภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม แต่อุปสรรคที่สำคัญในการกระจายอำนาจ คือ การขาดการสนับสนุนและมีส่วนร่วมจากประชาชนตั้งแต่การร่วมรับรู้ ไปจนถึงร่วมทำ และร่วมรับผล

50. ธรรมาภิบาลมีบทบาทสำคัญในเรื่องใด
(1) การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
(2) การส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนตัว
(3) การลดบทบาทของผู้บริหาร
(4) การปกปิดข้อมูล
ตอบ 1 หน้า 59 “หลักประสิทธิภาพ” ตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง การปฏิบัติราชการจะต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด เกิดผลิตภาพที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ทั้งนี้ต้องลดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่าย ตลอดจนยกเลิกภารกิจที่ล้าสมัยและไม่มีความจำเป็น

51. ข้อใดเป็นตัวอย่างของธรรมาภิบาลที่ดี
(1) การทำงานโดยไม่สนใจผลกระทบต่อสังคม
(2) การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
(3) การปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความเสียหาย
(4) การใช้อำนาจในทางที่ผิด
ตอบ 2 หน้า 60 “หลักความโปร่งใส” ตามหลักธรรมาภิบาล หมายถึง การปฏิบัติงานราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา รวมทั้งต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ถูกต้อง และเชื่อถือได้ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ วางระบบให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นไปได้โดยง่าย มีกระบวนการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา สามารถตรวจสอบและชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย

52. ข้อใดเป็นหลักการที่สนับสนุนธรรมาภิบาล
(1) การมีส่วนร่วมของประชาชน
(2) การทำงานในที่ลับ
(3) การไม่เปิดเผยข้อมูล
(4) การปกปิดข้อเท็จจริง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

53. ข้อใดคือหลักการสำคัญของธรรมาภิบาลในภาครัฐ
(1) การบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ส่วนตัว
(2) การทำงานด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
(3) การจำกัดสิทธิของประชาชน
(4) การปกปิดข้อมูลจากสาธารณะ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 46. ประกอบ

54. การมีธรรมาภิบาลในองค์กรช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ใด
(1) ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้า
(2) การปกปิดข้อมูลจากพนักงาน
(3) การใช้อำนาจในการควบคุม
(4) การหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากภายนอก
ตอบ 1 หน้า 65, (คำบรรยาย) ธรรมาภิบาลภาคเอกชน หมายถึง การบริหารจัดการภายในองค์กรหรือธุรกิจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คำนึงถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และสังคม

55. ธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐช่วยลดปัญหาใด
(1) การทุจริตและความไม่โปร่งใส
(2) การมีส่วนร่วมของประชาชน
(3) การตรวจสอบที่เข้มงวด
(4) การเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป
ตอบ 1 หน้า 65, (คำบรรยาย) ธรรมาภิบาลภาครัฐ หมายถึง การบริหารงานของหน่วยงานรัฐที่โปร่งใส ยุติธรรม และมีความรับผิดชอบ โดยยึดหลักนิติธรรม คุณธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อช่วยลดปัญหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

56. ข้อใดเป็นนิยามของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
(1) กลไกตลาดเสรี
(2) มีสิทธิในการหากำไร
(3) สิทธิในการสะสมทรัพย์สิน
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 67 หลักเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีหลักการ คือ สิทธิในการหากำไร สิทธิในการสะสมทรัพย์สิน กลไกตลาดเสรี และการที่รัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกบริโภค กล่าวกันว่า ระบบทุนนิยมอาจไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นระบบที่สามารถจัดการระบบเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

57. ข้อใดคือผู้คิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(1) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
(2) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
(3) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
(4) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ตอบ 2 หน้า 69 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มแนวคิด “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จากการเสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ ได้ทอดพระเนตรเห็นและช่วยพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน จึงได้ทรงนำข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ มาบูรณาการเข้ากับหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตแบบพอเหมาะพอควร ตกผลึกเป็นหลักปรัชญาที่พระองค์ทรงพัฒนาขึ้น โดยเน้นการดำเนินชีวิต การพัฒนา และการสร้างความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

58. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดเกี่ยวกับอะไร
(1) สังคม
(2) การเรียน
(3) เศรษฐกิจ
(4) การใช้ชีวิตคู่
ตอบ 3 หน้า 70 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบสมดุลและยั่งยืน จึงเป็นหลักปรัชญาทางด้านเศรษฐกิจแบบหนึ่ง คือ เป็นหลักปรัชญา หมายถึง แนวคิด ส่วนคำว่า “เศรษฐกิจ” หมายถึง ระบบการผลิต การแลกเปลี่ยน และการบริโภค ทำให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรต่าง ๆ

59. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยอะไรบ้าง
(1) 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
(2) 3 ห่วง 3 เงื่อนไข
(3) 2 ห่วง 2 เงื่อนไข
(4) 2 ห่วง 3 เงื่อนไข
ตอบ 1 หน้า 73 – 74 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ความพอเพียงประกอบไปด้วย 3 คุณลักษณะ (3 ห่วง) ซึ่งได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง นอกจากนี้การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องอาศัย 2 เงื่อนไข ได้แก่
1. เงื่อนไขความรู้ คือ รอบคอบ รอบรู้ ระมัดระวัง
2. เงื่อนไขคุณธรรม คือ ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน

60. บุคคลในข้อใดปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
(1) ฟ้ายืมเงินเพื่อน เมื่อเงินไม่พอ
(2) ฝนซื้อของทุกอย่างที่อยากได้
(3) ลมซื้อของตามความจำเป็นของตัวเอง
(4) น้ำได้เงินมาก็นำมาเก็บจนหมด ไม่ใช้เงินแม้แต่บาทเดียว
ตอบ 3 หน้า 73 เศรษฐกิจพอเพียง คือ ความไม่ประมาท การเติบโตด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ และมีเก็บออมเพื่อเกษียณ โดยต้องเข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง จะทำสิ่งใดก็ควรทำให้พอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป เช่น การใช้จ่ายไม่ควรประหยัดมากเกินไปจนอดอยากหรือร่างกายขาดสารอาหาร แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไปเช่นกัน ต้องบริโภคตามความจำเป็นภายใต้ขอบเขตจำกัดของรายได้ เป็นต้น

61. ผู้ใดปฏิบัติตนตามเงื่อนไขความรู้ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(1) บีแบ่งปันของที่ตนไม่ใช้ให้ผู้อื่นอยู่เสมอ
(2) เอฟเก็บขยะ แยกขยะ และนำขยะกลับมาใช้ใหม่
(3) ไอตั้้งใจปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ในพื้นที่เกษตรของตน
(4) เอมีความระมัดระวัง รอบคอบในการทำงานเป็นอย่างมาก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

62. เป้าหมายของการนำหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชุมชน คือข้อใด
(1) สามารถพึ่งตนเองได้
(2) รู้จักใช้ทรัพยากรที่นำเข้าจากต่างประเทศ
(3) ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล
(4) ทำตามนโยบายของรัฐบาล
ตอบ 1 หน้า 68 – 73, (คำบรรยาย) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญเด่นชัดในช่วงปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา เพราะเป็นแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ ซึ่งคนไทยสามารถเลี้ยงชีพด้วยแนวคิดเศรษฐกิจในการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่ง “ทางสายกลาง และความไม่ประมาท” เช่น การปลูกผักในบ้านและการทำสวน เพื่อช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน เป็นต้น

63. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) มุ่งเน้นการพัฒนาเรื่องใด
(1) การลงทุนในสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐาน
(2) การกระจายรายได้และบริการทางสังคม
(3) เตรียมความพร้อมของคนและระบบให้มีภูมิคุ้มกัน
(4) ขยายการผลิตปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

ตอบ 3 หน้า 71, (คำบรรยาย) ในระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหลายบริบท ทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องเตรียมความพร้อมของคนและระบบให้มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยยังคงอัญเชิญ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9

64. เศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือข้อใด
(1) รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่ แต่ยังคงให้เอกชนมีสิทธิในการยึดครองทรัพย์สินส่วนตัว
(2) เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
(3) รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
(4) รัฐเป็นเจ้าของทุนและปัจจัยการผลิตทุกชนิด
ตอบ 2 หน้า 67, (คำบรรยาย) หลักการของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ ผู้คนสามารถสร้างความร่ำรวยโดยลงทุนเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการ จึงทำให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนและการหมุนเวียนของเงินขึ้นในประเทศ โดยรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น สร้างถนนเพื่อการขนส่ง, ผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนโรงงาน, รักษาระเบียบการค้าเจรจาต่อรองการค้ากับต่างประเทศ และอื่นๆ ส่วนเอกชนจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

65. บุคคลในข้อใดเป็นผู้มีความพอประมาณ
(1) ดินชอบรับประทานบุฟเฟ่ต์ จนเป็นโรคอ้วน
(2) ลมชอบซื้อของเลียนแบบดารา
(3) น้ำรู้ความต้องการของตัวเองเป็นอย่างดี
(4) ไฟอยากผอมจึงอดอาหาร จนเป็นโรคกระเพาะ
ตอบ 3 หน้า 75 – 76, (คำบรรยาย) หลักการ “ความพอประมาณ” ในเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความพอดี ไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป รู้จักตน รู้จักประมาณตนได้อย่างถ่องแท้ว่า ตนเองมีขอบเขตความสามารถหรือทรัพยากรมากน้อยเพียงใด แล้วใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกินความจำเป็น ดังนั้นจึงเป็นความพอดีในการผลิตและการบริโภคที่พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นและเหมาะสมกับความต้องการ สถานะของตนเอง สิ่งแวดล้อมโดยรอบ รวมทั้งสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่

66. วิกฤตทางเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2540 ส่งผลกระทบอย่างไรกับคนไทย
(1) ค่าเงินไทยมีมูลค่าเท่ากับค่าเงินสหรัฐอเมริกา
(2) กิจการในประเทศไทยไม่สามารถทำกำไรได้ แต่ไม่ขาดทุน
(3) ความต้องการขายของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด
(4) ความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอบ 4 หน้า 68 – 69 วิกฤตทางเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2540 หรือเรียกกันว่า “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” ได้ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยต้องลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ทำให้ค่าเงินบาทลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เปลี่ยนไปเป็นประมาณ 52 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ที่กู้เงินหรือซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงต้องชำระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมากกว่าเท่าตัว นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศได้ตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้ความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด

67. “ความไม่ประมาท” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความหมายว่าอย่างไร
(1) ซื่อสัตย์ อดทน ศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
(2) ระมัดระวัง รอบคอบ วางแผนล่วงหน้า
(3) คาดการณ์ได้ คำนึงถึงข้อดีและข้อจำกัด
(4) คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ตอบ 2 หน้า 73, (คำบรรยาย), (ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเน้นการปฏิบัติที่ไม่ประมาท หมายถึง มีความรอบคอบในการนำความรู้ต่าง ๆ มาพิจารณาให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างรอบด้าน และนำไปใช้วางแผนล่วงหน้าและดำเนินการพัฒนาอย่างระมัดระวัง เป็นไปตามลำดับขั้นตอน มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

68. การพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การลดภาษีให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่
(2) การเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ
(3) การใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย
(4) การพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ตอบ 4 หน้า 72 – 74, (คำบรรยาย) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่พัฒนาเร็วหรือช้าจนเกินควร พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

69. หลักการ “ความพอประมาณ” ในเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การขยายการผลิตให้มากที่สุด
(2) การบริโภคอย่างมากเพื่อความสะดวก
(3) การพึ่งพาต่างประเทศในการพัฒนาทรัพยากร
(4) การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกินความจำเป็น
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 65. ประกอบ

70. แนวคิดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง มีอะไรบ้าง
(1) ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน
(2) การใช้ทรัพยากรสูงสุด การสนับสนุนการค้าเสรี และการลดต้นทุน
(3) การพึ่งพาตลาดโลก การลงทุนระยะยาว และการลดภาษี
(4) การบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย การขยายธุรกิจ และการทำกำไรสูงสุด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

71. ข้อใดเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน
(1) การซื้อของแพงเพื่อความสะดวก
(2) การพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
(3) การใช้ทรัพยากรอย่างไม่ประหยัด
(4) การปลูกผักในบ้านและการทำสวน
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ

72. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญกับอะไร
(1) การพัฒนาแบบสมดุล
(2) การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป
(3) การพัฒนาแบบก้าวกระโดด
(4) การพัฒนาแบบรอบคอบ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 58. และ 68. ประกอบ

73. ข้อใดอธิบายคำว่า “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ถูกต้องที่สุด
(1) พอกินเพียงเท่านี้ คือ ไม่ต้องทำอะไรอื่นอีก
(2) หลักเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ดีในองค์กรภาครัฐ
(3) หลักการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม
(4) หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีหลัก คือ ประชาชนไม่ต้องแข่งขันกัน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

74. ข้อใดคือลักษณะของคนที่ใช้คุณธรรมชี้นำความรู้
(1) สมชายช่วยงานครู เพราะอยากได้คะแนนดี ๆ
(2) เล็กลอกการบ้านเพื่อน เพราะไม่อยากเหนื่อย
(3) มานียอมอดข้าว เพราะจะเอาเงินไปซื้อมือถือเครื่องใหม่
(4) ชัยไปโรงเรียนแต่เช้า เพราะกลัวรถติด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 10. และ 11. ประกอบ

75. ข้อใดถูกต้อง
(1) จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเกิดขึ้นโดยสังคม
(2) จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติที่เป็นมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และมาตรฐานของวิชาชีพ
(3) จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติที่เกิดขึ้นเอง เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และมาตรฐานของวิชาชีพ
(4) จรรยาบรรณ หมายถึง ความประพฤติที่ดีเพื่อรักษาเกียรติคุณ ชื่อเสียงของตนเอง
ตอบ 2 หน้า 34 จรรยาบรรณ (Code of Ethics) หมายถึง หลักความประพฤติที่เป็นมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และมาตรฐานของวิชาชีพ

76. นักบัญชีต้องไม่ปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน ถือเป็น
(1) จรรยาบรรณ
(2) คุณธรรม
(3) จริยธรรม
(4) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 34 – 35 จรรยาบรรณเกิดจากการกำหนดร่วมกันโดยกลุ่มวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นหลักการสำคัญสำหรับกำกับการประพฤติปฏิบัติในวิชาชีพต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นจรรยาบรรณ จึงหมายถึง พฤติกรรมที่ “ต้อง” ประพฤติ เช่น นักบัญชีต้องไม่ปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน (ความซื่อสัตย์ที่นำมาเป็นข้อกำหนดเฉพาะวิชาชีพ) เป็นต้น

77. จรรยาบรรณผู้ประกอบธุรกิจถูกคิดขึ้นโดยผู้ใด
(1) ผู้ประกอบธุรกิจ
(2) ผู้บริโภค
(3) ผู้รับบริการ
(4) องค์กรที่ดูแลเรื่องการประกอบธุรกิจ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

78. ใครเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพ
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) นายกเทศมนตรี
(3) กระทรวงแรงงาน
(4) สมาคมวิชาชีพ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

79. จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึงข้อใด
(1) หลักการปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข
(2) หลักสวัสดิการที่พึงได้รับในการประกอบอาชีพ
(3) หลักความประพฤติที่เป็นมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ
(4) หลักความประพฤติที่เหมาะสมกับการสร้างอัตลักษณ์ส่วนบุคคล
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

80. ข้อใดคือความสำคัญของจรรยาบรรณในการสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม
(1) ป้องกันและควบคุมมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพใช้วิชาชีพไปในทางที่ผิด
(2) ปฏิบัติงานในวิชาชีพสำหรับการประกอบวิชาชีพเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
(3) ยึดมั่นและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคม
(4) การปฏิบัติตามหลักการเพื่อตัดสินใจ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางจริยธรรม
ตอบ 3 หน้า 34, (ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ) ความสำคัญของจรรยาบรรณในการสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม คือ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพยึดมั่นและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคม

81. ครูไก่กาแอบอ้างแสดงความเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล ครูไก่กาประพฤติผิดด้านใดบ้าง
(1) คุณธรรม
(2) จริยธรรม
(3) จรรยาบรรณ
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 35 – 36 จากโจทย์ข้างต้น ครูไก่กาประพฤติผิดในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. คุณธรรม คือ ความซื่อสัตย์ (คุณลักษณะหรือหลักยึดภายในจิตใจ)
2. จริยธรรม คือ การไม่ทุจริต ไม่โกหกหลอกลวง (ความซื่อสัตย์ที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม)
3. จรรยาบรรณ คือ ครูต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อวิชาชีพ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ (จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ)

82. บุคคลใดต่อไปนี้ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพครู
(1) ครูอารีย์กล่าวสั่งสอนนักเรียนมาโรงเรียนสาย
(2) ครูนิพัฒน์ชอบให้นักเรียนออกสตางค์ซื้อของกินมาให้
(3) ครูสถาพรให้รางวัลแก่นักเรียนที่สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นอันดับหนึ่งของระดับชั้น
(4) ครูวิชชุดาสอนหนังสือโดยไม่ได้ใช้สื่อออนไลน์ตลอดทั้งคาบเรียน ทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย
ตอบ 2 หน้า 36 จรรยาบรรณวิชาชีพครู มีดังนี้
1. จรรยาบรรณต่อตนเอง ครูต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
2. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ครูต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อวิชาชีพ
3. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
4. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม
5. จรรยาบรรณต่อสังคม ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม

83. พฤติกรรมของผู้ขายสินค้าในข้อใดแสดงว่าขาดจรรยาบรรณสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ
(1) อวดอ้างสรรพคุณเกินความเป็นจริง
(2) ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าผ่านระบบออนไลน์
(3) โน้มน้าวให้เห็นความสำคัญของสินค้าและบริการนั้นอย่างมีเหตุผล
(4) อธิบายข้อดีและข้อจำกัดของสินค้าและบริการนั้นอย่างตรงไปตรงมา
ตอบ 1 หน้า 38 – 39 จรรยาบรรณผู้ประกอบธุรกิจประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม ต้องคำนึงถึงหลักการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่โฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริง อันจะทำให้ผู้รับบริการหลงผิด นอกจากนี้สินค้าต้องได้มาตรฐานและมีราคาเหมาะสม

84. แนวทางการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ มุ่งเน้นการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในกี่หมวด
(1) 4 หมวด
(2) 5 หมวด
(3) 7 หมวด
(4) 8 หมวด
ตอบ 3 หน้า 56 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐนำแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ และเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งเป็นเกณฑ์ระดับนานาชาติเพื่อประเมินคุณภาพองค์กรมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐใน 7 หมวด ได้แก่
1. การนำองค์กร
2. การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์
3. การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
5. การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล
6. การจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
7. ผลลัพธ์การดำเนินได้ตามที่กำหนด

85. ใครไม่มีจรรยาบรรณ
(1) กรเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ รับสอนพิเศษในวิชาที่ตนสอน
(2) แป้งเป็นพยาบาล รับจ้างเฝ้าไข้ตอนกลางคืน
(3) สมศักดิ์เป็นหมอที่เปิดคลินิกในตอนเย็น
(4) เกษมทำงานที่อำเภอ รับขนมที่คนมาติดต่องานเอามาให้เพื่อลัดคิว
ตอบ 4 หน้า 35, (ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ) ความสำคัญของจรรยาบรรณในการป้องกันการประพฤติมิชอบ คือ จรรยาบรรณถือเป็นเครื่องมือในการป้องกันและควบคุมมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพใช้วิชาชีพไปในทางที่ผิด

86. ข้อใดถูกต้อง
(1) ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง
(2) บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้
(3) การค้าขายทำภายในหมู่บ้านเดียวกัน
(4) ไม่มีการค้าขายกับต่างประเทศ
ตอบ 2 หน้า 71, (คำบรรยาย) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า “…ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้…”

87. ใครใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
(1) นารีซื้อมือถือเครื่องใหม่ เพราะเครื่องเก่าเสีย
(2) ชัยอดข้าวเย็น เพราะจะเอาเงินไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม
(3) น้อยกู้เงินมาสร้างฟาร์มเลี้ยงไก่ เพราะเห็นเพื่อนบ้านขายแล้วรวย
(4) นิดซื้อเสื้อตามเพื่อน เพราะเห็นว่าสวยดี
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 60. ประกอบ

88. การเกษตรแบบพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การทำเกษตรอย่างฟุ่มเฟือย
(2) การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป
(3) การทำเกษตรแบบยั่งยืนและพึ่งพาตนเอง
(4) การใช้สารเคมีในการผลิต
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การเกษตรแบบพอเพียง หรือการเกษตรทฤษฎีใหม่ หมายถึง การทำเกษตรแบบยั่งยืนและพึ่งพาตนเอง ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ช่วยให้เกษตรกรจำนวนมากมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และมีชีวิตที่เป็นสุขตามสมควรแก่อัตภาพ พ้นจากการเป็นหนี้และความยากจน สามารถพึ่งตนเองได้ มีครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นสุข

89. การพัฒนาทักษะในชุมชนมีความสำคัญอย่างไรในเศรษฐกิจพอเพียง
(1) เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
(2) ทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาผู้อื่น
(3) สร้างความรู้และความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
(4) ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ควรเน้นที่การสร้างความร่วมมือและการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก คือ ประชาชนและชุมชนจะต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นหรือชุมชนอื่นจนเกินไป โดยมีการพัฒนาทักษะในชุมชน สร้างความรู้ ความสามารถ และความร่วมมือของชุมชนในการผลิตสินค้าและบริการในลักษณะที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่ประชาชนหรือชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ

90. หลักเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยให้มีการพัฒนาอะไร
(1) มุ่งเน้นผลกำไร
(2) มุ่งเน้นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
(3) มุ่งเน้นการแข่งขัน
(4) มุ่งเน้นความยั่งยืน
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

91. การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ควรเน้นที่ใดเป็นหลัก
(1) การสร้างความร่วมมือและการพึ่งพาตนเอง
(2) การแข่งขันกันในตลาด
(3) การพึ่งพาอุตสาหกรรมใหญ่
(4) การบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 89. ประกอบ

92. เศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไร
(1) ใช้อย่างฟุ่มเฟือย
(2) ใช้อย่างประหยัดและมีคุณค่า
(3) ไม่สนใจทรัพยากร
(4) ใช้ทรัพยากรตามความต้องการ
ตอบ 2 (คำบรรยาย) เศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างพอดี ใช้อย่างประหยัดและมีคุณค่า เกิดประโยชน์สูงสุด เน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งทรัพยากรจากภายนอก โดยไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป พร้อมกับมีการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

93. การศึกษาในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควรมุ่งเน้นอะไร
(1) การแข่งขันที่สูง
(2) การเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็น
(3) การใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
(4) การไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การศึกษาในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควรเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นเสริมสร้างตนเองให้เรียนรู้วิชาการ และพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้มีความพร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ต่อผลกระทบในด้านต่าง ๆ

94. การผลิตอาหารแบบพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การผลิตอาหารโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ
(2) การผลิตอาหารที่พึ่งพาสารเคมี
(3) การไม่สนใจเรื่องอาหาร
(4) การผลิตอาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพ
ตอบ 4 หน้า 72, (คำบรรยาย) การผลิตอาหารแบบพอเพียง หมายถึง การผลิตอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการบริโภค หากเหลือจึงจะจำหน่ายแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นที่เราต้องการมาจากต่างชุมชนหรือต่างประเทศ

95. การใช้การตลาดแบบพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การแข่งขันเพื่อกำไรสูงสุด
(2) การใช้กลยุทธ์การตลาดที่มีจริยธรรมและยั่งยืน
(3) การไม่ให้ความสำคัญกับลูกค้า
(4) การใช้โฆษณาที่เกินจริง
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การใช้การตลาดแบบพอเพียง หมายถึง การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีจริยธรรมและยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือทางการตลาดแต่เพียงพอดี มีจริยธรรมในการขายสินค้า ไม่ยัดเยียดผู้บริโภค รวมถึงไม่สร้างจิตสำนึกหรือสร้างความจำเป็นที่เกินพอดีให้กับผู้บริโภค

96. การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในเศรษฐกิจพอเพียง ควรมีลักษณะอย่างไร
(1) ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินไป
(2) ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
(3) ไม่ต้องใช้เทคโนโลยี
(4) ใช้เทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในเศรษฐกิจพอเพียง คือ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องกับพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้าน ความต้องการ และสภาพแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาของชุมชนเอง และต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

97. การพึ่งพาตนเองในหลักเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การพึ่งพาผู้อื่น
(2) การพัฒนาความสามารถของตนเอง
(3) ควรหลีกเลี่ยงการเรียนรู้
(4) การทำงานคนเดียว
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การพึ่งพาตนเองในหลักเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การยึดหลักการตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพื่อให้เกิดความคิดพึ่งตนเอง โดยเน้นการพัฒนาความสามารถของตนเองและใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการแก้ปัญหา

98. การประหยัดในเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงอะไร
(1) การใช้จ่ายอย่างไม่มีระเบียบ
(2) การใช้จ่ายอย่างมีสติและมีเหตุผล
(3) การไม่สนใจการวางแผนการเงิน
(4) การลงทุนที่ไม่มีการวิเคราะห์
ตอบ 2 หน้า 73, (คำบรรยาย) การประหยัดในเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การใช้จ่ายอย่างมีสติ รอบคอบ มีเหตุผล และชาญฉลาด โดยกำหนดการใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือน และมีเป้าหมายใช้จ่าย 3 ส่วน ออม 1 ส่วน ดังนี้

1. จัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในครัวเรือน เพื่อให้รู้ภาวะหนี้สิน รายได้ และรายจ่ายของครัวเรือน
2. ควบคุมการใช้จ่ายของครัวเรือน และวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ โดยจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินของครัวเรือน
3. สร้างวินัยการใช้เงิน และออมเงินส่วนที่เหลือจ่าย
4. ไม่สร้างหนี้ ลดภาระหนี้สินของตนเอง
5. ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และรู้เท่าทันกระแสบริโภคนิยม
6. พยายามที่จะลด ละ เลิกอบายมุข

99. การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในเศรษฐกิจพอเพียง ส่งผลอย่างไร
(1) ลดการพึ่งพาแหล่งทรัพยากรภายนอก
(2) ทำให้เกิดการขาดแคลน
(3) ทำให้เกิดการแข่งขัน
(4) ไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ

100. ความหลากหลายทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจพอเพียง มีประโยชน์อย่างไร
(1) ลดโอกาสในการพัฒนา
(2) ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
(3) ช่วยกระจายความเสี่ยง
(4) เพิ่มความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ความหลากหลายทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยกระจายความเสี่ยงหรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ จึงนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ โดยมีหลักการคล้ายคลึงกัน คือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

 

RAM1301 (RAM1000) คุณธรรมคู่ความรู้ 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา RAM1301 (RAM 1000) คุณธรรมคู่ความรู้

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว ในกรณีที่ไม่มีตัวเลือกใดถูกต้องให้นักศึกษาตอบตัวเลือกที่ 5 (แต่ละข้อมี 4 ตัวเลือก)

1. องค์ประกอบของคุณธรรมจริยธรรมด้านใดสำคัญที่สุดในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
(1) จิตใจ
(2) ปัญญา
(3) พฤติกรรม
(4) ความคิด
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ในองค์ประกอบของจริยธรรมทั้ง 3 ส่วน คือ ปัญญา จิตใจ และพฤติกรรม จะเห็นได้ว่า “ปัญญา” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะชี้นำให้จิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “สพฺเพ ธมฺมา ปญฺญุตฺตรา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายมีปัญญาเป็นเยี่ยมยอด

2. “คดในข้อ งอในกระดูก” เกี่ยวข้องกับคุณธรรมพื้นฐานในข้อใดมากที่สุด
(1) ประหยัด
(2) สามัคคี
(3) วินัย
(4) ซื่อสัตย์
ตอบ 4 (คำบรรยาย) กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ให้แก่เยาวชนไทย โดยมีจุดเน้นเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ดังนี้
1. ขยัน
2. ประหยัด
3. ซื่อสัตย์
4. มีวินัย
5. สุภาพ
6. สะอาด
7. สามัคคี
8. มีน้ำใจ
(สำนวน “คดในข้อ งอในกระดูก” = คนไม่ซื่อสัตย์ มีนิสัยคดโกงเอาเปรียบผู้อื่นจนเป็นสันดาน)

3. เมื่อเพื่อนเรียนจบก่อนเรา และเราร่วมยินดีด้วยจากใจจริง แสดงถึงหลักคุณธรรมในข้อใด
(1) อุเบกขา
(2) กรุณา
(3) จิตตะ
(4) มุทิตา
ตอบ 4 หน้า 42, 223, (คำบรรยาย) พรหมวิหาร 4 หรือเรียกว่า “พรหมวิหารธรรม” ถือเป็นหลักคุณธรรมประจำใจ ประกอบด้วย
1. เมตตา คือ ความรักปรารถนาดีเป็นมิตร อยากให้ผู้อื่นพบความสุข
2. กรุณา คือ ความสงสารอยากช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา คือ ความพลอยยินดีพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ประสบความสำเร็จให้มีความสุข ไม่คิดอิจฉาริษยาในความดีของผู้อื่น
4. อุเบกขา คือ การวางตัว การวางใจเป็นกลางเพื่อรักษาธรรม

4. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด
(1) สุตตะ คือ การคิด
(2) ศีล 5 เป็นระดับคุณธรรมของสภาวะพ้นโลก
(3) ลอยกระทง คือ แหล่งที่มาของคุณธรรมจริยธรรมประเภทสังคม
(4) ลิขิต คือ การถาม
ตอบ 3 (คำบรรยาย) แหล่งที่มาของคุณธรรมและจริยธรรม ได้แก่
1. ปรัชญา (ความรักในความรู้) คือ วิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง
2. ศาสนาต่างๆ เช่น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือศาสนาอื่นๆ

3. วรรณคดี เป็นหนังสือที่มีมาตรฐานทั้งด้านเนื้อหาสาระ คุณค่า และวิธีแต่ง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งมีแนวคิดคำสอนที่เป็นแนวปฏิบัติได้ เช่น สุภาษิตพระร่วง โคลงโลกนิติ ฯลฯ
4. สังคม คือ สิ่งที่สังคมกำหนดนับถือร่วมปฏิบัติด้วยกัน ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ถือปฏิบัติกันในสังคมและยอมรับสืบทอดกันมา
5. การเมืองการปกครอง ซึ่งได้กำหนดข้อบังคับ ระเบียบ กฎหมายของบ้านเมือง รวมทั้งจรรยาบรรณต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเพื่อความยุติธรรมโดยทั่วกัน

5. จรรยาบรรณของแพทย์ ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน
(2) ควรมีการเข้าเวรมากกว่าแพทย์ผู้อื่น
(3) ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว
(4) มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ
ตอบ 2 หน้า 92, (คำบรรยาย) จรรยาบรรณของแพทย์/คุณธรรม 10 ประการ ได้แก่
1. มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ
2. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน
3. มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป
4. มีความละเอียดรอบคอบ สุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล
5. ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว
6. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ
7. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผอเรอ มักง่าย
8. ไม่ลุอำนาจแก่อคติ 4 คือ ความลำเอียงด้วย ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหลง (โง่)
9. ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม
10. ไม่มีสันดานชอบความมัวเมาในหมู่บายมุข

6. จรรยาบรรณของตำรวจ ข้อใดที่ไม่ควรกระทำ
(1) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
(2) สุภาพ อ่อนน้อม และให้เกียรติประชาชน
(3) ควรทำความรู้จักผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ของตน
(4) พกพาอาวุธตามระเบียบแบบแผน
ตอบ 3 (คำบรรยาย) จรรยาบรรณของตำรวจ ได้แก่
1. อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ขออนุญาต ขอข้อมูลข่าวสาร
2. สุภาพ อ่อนน้อม และให้เกียรติประชาชนเพื่อให้เกิดความน่าเคารพยำเกรง
3. ขณะที่อยู่ในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ จะต้องดำรงตนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมและเหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ
4. พกพาอาวุธตามระเบียบแบบแผน
5. พกพาเอกสารหรือตราประจำตัว และแสดงเอกสารหรือตราประจำตัวเมื่อมีบุคคลร้องขอ

7. นักดนตรีควรมีจรรยาบรรณใด
(1) การแสดงดนตรีควรแสดงในห้องประชุมเท่านั้น
(2) แสดงแต่ดนตรีไทยเท่านั้น
(3) ขยันในการฝึกซ้อม
(4) เล่นดนตรีเมื่อมีผู้จ้างเล่น
ตอบ 3 หน้า 92 – 93 จรรยาบรรณของนักแสดง/นักดนตรี ได้แก่
1. ขยันในการฝึกซ้อม
2. หมั่นศึกษาหาความรู้ทางดนตรีเพิ่มเติมเสมอ
3. สนใจในรายละเอียดการฟัง การเล่น การเขียน การอ่าน
4. หมั่นดูแลรักษาเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบอาชีพ
5. ลดอัตตาในตัวเองให้มากที่สุด จงเป็นคนถ่อมตัว อย่าถือเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่
6. อย่าตำหนิติเตียนผู้ที่มีฝีมือด้อยกว่า
8. เป็นคนตรงต่อเวลา ฯลฯ

8. ข้อใดคือจรรยาบรรณของสื่อมวลชน
(1) มีความอดทนต่อการค้นหาข่าว
(2) เสนอความเห็นส่วนตัวอย่างจริงจัง
(3) มีความเป็นกลาง
(4) สั่งสมความเชี่ยวชาญ
ตอบ 3 หน้า 85 – 86, (คำบรรยาย) จรรยาบรรณของสื่อมวลชน ได้แก่
1. มีความเที่ยงธรรมและเป็นกลางในการนำเสนอข้อเท็จจริงในการรายงานข่าว โดยปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัว
2. การใช้แหล่งข่าวปิด ควรปิดบังแหล่งข่าว
3. ไม่ควรรับของขวัญจากแหล่งข่าว
4. ให้สิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร
5. ควรแสดงตัวว่าเป็นนักข่าว และไม่ควรใช้อภิสิทธิ์ในการเป็นนักข่าวเพื่อเลี่ยงความผิด
6. ไม่ควรแอบแฝงผลประโยชน์ใด ๆ ในการรายงานข่าว ฯลฯ

9. นักศึกษาควรมีจรรยาบรรณข้อใดที่ควรปฏิบัติมากที่สุด
(1) ซื่อสัตย์ในการทำข้อสอบ
(2) พึงหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว
(3) มาเรียนให้ทันเวลา
(4) ประหยัดอดออมให้เพื่อน ๆ
ตอบ 1 หน้า 83 – 84 จรรยาบรรณของนักเรียน/นักศึกษา ได้แก่
1. หาโอกาสเรียนรู้ให้เข้าใจวิธีการใช้เหตุผล
2. มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำการบ้านและการสอบ
3. พึงถือว่าเกียรติอยู่เหนือประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น
4. พึงฝึกน้ำใจนักกีฬาในการแข่งขันทุกประเภท
5. ให้เกียรติครูอาจารย์และเพื่อนเสมอ
6. พึงถือว่าสิทธิจะต้องควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบเสมอ ฯลฯ

10. จรรยาบรรณของผู้ประกอบการทางธุรกิจ คือข้อใด
(1) ทุ่มเงินการโฆษณาสินค้า
(2) ราคาสินค้าแปรผันตามความต้องการของผู้บริโภค
(3) ให้ข้อมูลสินค้าที่เป็นจริง
(4) กำไร คือ จุดมุ่งหมายสูงสุด
ตอบ 3 หน้า 83 – 84 จรรยาบรรณของผู้ประกอบการทางธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ความรับผิดชอบที่มีต่อลูกค้า ได้แก่
1. ปฏิบัติตามสัญญาข้อตกลงหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีต่อลูกค้า
2. มุ่งมั่นสร้างความพึงพอใจและความมั่นใจให้กับลูกค้า
3. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า/การบริการอย่างเป็นจริง ครบถ้วน ถูกต้อง
4. จัดระบบบริการลูกค้า ให้ลูกค้าร้องเรียนความไม่พอใจและดำเนินการตอบสนองอย่างเร็ว
5. ดำเนินการโดยให้มีต้นทุนที่เหมาะสม โดยยังรักษาคุณภาพของการบริการ ฯลฯ

11. จรรยาบรรณ ตรงกับข้อใดมากที่สุด
(1) การมีหลักประกันในการทำงาน
(2) กรอบปฏิบัติและกฎระเบียบ
(3) ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตน
(4) ความเป็นอิสระในวิชาชีพของตน
ตอบ 2 หน้า 76, (คำบรรยาย) จรรยาบรรณเป็นข้อควรประพฤติที่ดีงามสำหรับสมาชิกในวิชาชีพนั้น ๆ โดยข้อควรประพฤตินี้ถ้าหากเราฝ่าฝืนจะเกิดโทษ ดังนั้นจรรยาบรรณวิชาชีพจึงเป็นมาตรฐานความประพฤติและวิจารณญาณทางศีลธรรมและวิชาชีพที่เป็นกฎระเบียบ/กฎเกณฑ์ แบบแผนของความประพฤติสำหรับยึดถือเป็นกรอบปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพหนึ่ง ๆ ซึ่งหลักปฏิบัติดังกล่าวอาศัยหลักธรรมความถูกต้อง ส่วนใหญ่จะกำหนดโดยสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ

12. จรรยาบรรณข้อใดที่ควรปฏิบัติ
(1) แพทย์รักษาเฉพาะรายที่ป่วยใหม่ ๆ
(2) ครูตีเด็กนักเรียนเป็นรอยแผล เพื่อสั่งสอนให้เป็นคนดี
(3) จิตอาสาช่วยทำอาหารส่งร้านค้า
(4) นางพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยใจบริการ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) จรรยาบรรณของพยาบาล ได้แก่
1. ชี้แจงให้ผู้รับบริการเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการพยาบาลก่อนลงมือปฏิบัติด้วยคำพูดที่ไพเราะ มีน้ำเสียงชวนฟัง มีความชัดเจน ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ
2. ปฏิบัติต่อผู้รับบริการด้วยท่าทีสุภาพ
3. ประกอบวิชาชีพด้วยความเมตตากรุณา เคารพในคุณค่าของชีวิต
4. ให้การพยาบาลต่อผู้รับบริการด้วยกฎเกณฑ์และหลักการเดียวกันทุกคน
5. ให้การพยาบาลช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยทุกคนด้วยใจบริการ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา
6. เป็นผู้ที่ผู้ป่วยไว้วางใจได้ ไม่นำความลับของผู้ป่วยไปเปิดเผย ฯลฯ

13. ในปี พ.ศ. 2566 นี้ จะครบรอบกี่ปีในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) ครบรอบ 52 ปี
(2) ครบรอบ 42 ปี
(3) ครบรอบ 55 ปี
(4) ครบรอบ 45 ปี
ตอบ 1 หน้า 1, 23 มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2514 โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ดังนั้นในปี พ.ศ. 2566 จะครบรอบ 52 ปี ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง

14. “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คล้องจองกับพุทธศาสนสุภาษิตข้อใด
(1) “ปญฺญา เว ธเนน เสยฺโย”
(2) “พาโล อปริณายโก”
(3) “ททมาโน ปิโย โหติ”
(4) “อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ”
ตอบ 4 หน้า 23 คติพจน์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ “อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ” แปลว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (เป็นวลีในยุคแรกเมื่อปี พ.ศ. 2514 ที่ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ เป็นอธิการบดี โดยใช้วลีนี้ในข่าวรามคำแหง)

15. วันที่ 26 พฤศจิกายนของทุกปี มีความสำคัญอย่างไรกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย
(2) วันพระราชทานปริญญาบัตร ปี พ.ศ. 2514
(3) วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 32, (ความรู้ทั่วไป) รัชกาลที่ 9 และสมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 พร้อมทั้งพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่บัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นเวลารวม 2 วัน ได้แก่ วันที่ 26 – 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ดังนั้นในวโรกาสมหามงคลยิ่งนี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ถือเอาวันที่ 26 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

16. ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือข้อใด
(1) กระถินณรงค์
(2) ชมพูพันธุ์ทิพย์
(3) สุพรรณิการ์
(4) เหลืองปรีดียาธร
ตอบ 3 หน้า 22, (ความรู้ทั่วไป) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานต้นสุพรรณิการ์ หรือ ฝ้ายคำ เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งในขณะนี้ปลูกไว้บริเวณหน้าอาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2542

17. อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือข้อใด
(1) รศ.สุขุม นวลสกุล
(2) รศ.รังสรรค์ แสงสุข
(3) รศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์
(4) รศ.คิม ไชยแสนสุข
ตอบ 3 หน้า 22 – 23 อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ รศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ ดำรงตำแหน่ง 3 วาระ ดังนี้
1. 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 – 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 (วาระที่ 1)
2. 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 – 22 มิถุนายน พ.ศ. 2516 (วาระที่ 2)
3. 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 – 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 (วาระที่ 3)

18. คำขวัญแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือข้อใด
(1) รู้จักอภัย ตั้งใจศึกษา บูชาพ่อขุน สนองคุณชาติ
(2) สร้างความรู้สู่สากล สร้างคนคู่คุณธรรม
(3) เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง
(4) ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตอบ 1 หน้า 22 – 23 คำขวัญมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีขึ้นตั้งแต่ระยะแรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยจวบจนปัจจุบัน ตามลำดับดังนี้
1. “รู้จักอภัย ตั้งใจศึกษา บูชาพ่อขุน สนองคุณชาติ” เป็นคำขวัญแรกที่อดีตอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ เป็นผู้คิดขึ้นเมื่อระยะแรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2514
2. “เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง” เป็นคำขวัญที่ชนะการประกวดเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยนางสาวยงเยาว์ อาจผักปัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ได้รับรางวัลชนะเลิศ
3. “สร้างความรู้สู่สากล สร้างคนคู่คุณธรรม” เป็นคำขวัญที่ชนะการประกวดคำขวัญเนื่องในโอกาส 40 ปี รามคำแหง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 และใช้มาถึงปัจจุบัน ฯลฯ

19. สีประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง สีน้ำเงิน – สีทอง มีความหมายถึงอะไร
(1) พระมหากษัตริย์และผู้เรียน
(2) ประชาชนและแหล่งความรู้
(3) ความรู้และคุณธรรม
(4) พระมหากษัตริย์และความเจริญรุ่งเรือง
ตอบ 4 หน้า 22 สีประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ “สีน้ำเงิน – ทอง” หมายถึง
1. สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ คือ พ่อขุนรามคำแหง
2. สีทอง เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรือง สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย

20. มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งด้วยวัตถุประสงค์ใด
(1) เพื่อลดช่องว่างในการเรียนรู้
(2) เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี
(3) เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา
(4) เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ว่างเปล่าของรัฐ
ตอบ 3 หน้า 1 จุดกำเนิดของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นแตกต่างจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งอื่น ๆ ตรงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดจากความต้องการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มองเห็นปัญหาจำนวนที่เรียนไม่เพียงพอในมหาวิทยาลัยปิดต่าง ๆ เพราะในยุคนั้นมีนักเรียนที่พลาดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดปีละจำนวนไม่น้อย ส่วนผู้ที่มีฐานะก็ต้องส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ ดังนั้น ส.ส. จึงได้ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ. ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา อันเป็นการแก้ไขปัญหานักศึกษาไม่มีที่เล่าเรียนจะได้หมดสิ้นไป

21. RU. Cyber Classroom ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ การเรียนรู้ในลักษณะใด
(1) บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์
(2) การถ่ายทอดสดการบรรยายผ่านอินเทอร์เน็ต
(3) การเรียกดูบทเรียนย้อนหลัง
(4) การถ่ายทอดบทเรียนผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด
ตอบ 2 หน้า 293, 295, (คำบรรยาย) RU. Cyber Classroom หมายถึง การถ่ายทอดสดการเรียนการสอนจากห้องเรียนผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการเรียนการสอนชนิดหนึ่งของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งนี้นักศึกษาสามารถเข้าฟังถ่ายทอดสดการบรรยายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ที่ http://cyberclassroom.ru.ac.th/

22. ข้อใดหมายถึง การเรียกดูบทเรียนย้อนหลังของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) Course on Classroom
(2) Online on Demand
(3) Course on Demand
(4) Course Online on Demand
ตอบ 3 หน้า 293, 295, (คำบรรยาย) Course on Demand หมายถึง การเรียกดูบทเรียนย้อนหลังของมหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือวิดีโอคำบรรยายย้อนหลังจากห้องเรียน ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีการเรียนการสอนชนิดหนึ่งของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และถือเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ไม่ประสานเวลา (Asynchronous Learning) คือ การเรียนในลักษณะต่างเวลา (Anytime) ต่างสถานที่ (Anywhere) โดยผู้เรียนจะเรียนเมื่อใดและที่ไหนก็ได้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ที่ http://www.m-learning.ru.ac.th/

23. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการเรียนรู้
(1) ผู้เรียน
(2) แหล่งเรียนรู้
(3) ผู้สอน
(4) สภาพแวดล้อม
ตอบ 4 (คำบรรยาย) องค์ประกอบของการเรียนรู้ มีดังนี้
1. ผู้สอน คือ แหล่งเรียนรู้ชนิดหนึ่ง
2. ผู้เรียน
3. สื่อ/แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เช่น ตำรา หนังสือ สื่อออนไลน์ สถานที่ต่าง ๆ ฯลฯ

24. บทเรียนออนไลน์ คือ แหล่งเรียนรู้ลักษณะใด
(1) แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต
(2) แหล่งเรียนรู้แบบเปิด
(3) แหล่งเรียนรู้สารสนเทศ
(4) แหล่งเรียนรู้ออฟไลน์
ตอบ 3 (คำบรรยาย) แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อสารสนเทศ เช่น สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ สื่ออินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ผลงานประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรมต่าง ๆ

25. แหล่งเรียนรู้มีความสำคัญอย่างไร
(1) แสดงถึงความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม
(2) ช่วยพัฒนาสถาบันการศึกษา
(3) สามารถถ่ายทอดความรู้แบบต่าง ๆ
(4) บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของมนุษย์
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ มีดังนี้
1. เป็นแหล่งการศึกษาตามอัธยาศัย
2. เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3. เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การศึกษาค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
4. เป็นแหล่งที่ใช้สร้างเสริมความรู้ความคิด วิทยาการ และประสบการณ์ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ในแบบวิธีต่าง ๆ
5. เป็นแหล่งสร้างเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบัติ

26. ข้อใด คือ รูปแบบการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะ Explicit Knowledge
(1) นาย A เป็นนักเขียน
(2) นาย B เป็นนักวาดภาพ
(3) นาย C เป็นนักเขียนข่าว
(4) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 285 – 286, (คำบรรยาย) ความรู้ 2 ประเภท มีดังนี้
1. ความรู้ฝังลึก หรือความรู้ที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผย (Tacit Knowledge) คือ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคนหรืออยู่ในสมองของคน โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของบุคคลที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงเป็นความรู้ติดตัวที่เรียนรู้จากการสั่งสมประสบการณ์การทำงานต่าง ๆ รวมทั้งความเชื่อ ค่านิยม ซึ่งจะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด เช่น เชฟทำอาหาร, นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติ, ครูสอนหนังสือ ฯลฯ
2. ความรู้ชัดแจ้ง หรือความรู้ที่เปิดเผย (Explicit Knowledge) คือ ความรู้ชัดแจ้งที่สามารถสัมผัสหรือจับต้องได้ ซึ่งจะถ่ายทอดออกมาในรูปของตำรา หนังสือพิมพ์ นวนิยาย ภาพวาด รวมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

27. ข้อใดคือรูปแบบการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะ Tacit Knowledge
(1) นาย A เป็นครูสอนหนังสือ
(2) นาย B เป็นนักเขียนนวนิยาย
(3) นาย C ชอบเขียนบทความลงเว็บไซต์
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

28. การ Reskill หมายถึงข้อใด
(1) การเสริมทักษะจากงานเดิม
(2) การเพิ่มความสามารถในการทำงาน
(3) การพัฒนาทักษะจากงานเดิม
(4) การสร้างทักษะใหม่ในการทำงาน
ตอบ 4 (คำบรรยาย) การ Reskill คือ การสร้างทักษะใหม่ในการทำงานที่แตกต่างไปจากงานเดิมที่ทำอยู่ เป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อนำไปใช้กับบริบทอื่นของตำแหน่งงาน และเพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา (ส่วนการ Upskill คือ การเสริมและพัฒนาทักษะจากงานเดิม เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงาน และส่วนใหญ่เป็นการนำเทคโนโลยีหรือดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อให้เข้ากับการทำงาน เช่น เรียนรู้เทคโนโลยีเพิ่มเติม เมื่อบริษัทนั้นนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ เป็นต้น)

29. ถ้านักศึกษาต้องการสั่งซื้อตำราเรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้อใดให้ประโยชน์มากที่สุด
(1) www.ru.ac.th
(2) www.lib.ru.ac.th
(3) www.edu.ru.ac.th
(4) www.rupress.ru.ac.th
ตอบ 4 หน้า 295, (ความรู้ทั่วไป) การสั่งซื้อตำราเรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง สามารถสั่งซื้อได้โดยตรงที่อาคารสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) หรือสั่งซื้อตำราแบบออนไลน์ ได้ที่ www.rupress.ru.ac.th

30. ข้อใดกล่าวถึงความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง
(1) สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างรอบด้าน
(2) ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์
(3) บ่งบอกถึงวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์
(4) แสดงถึงวิวัฒนาการการเรียนรู้
ตอบ 2 หน้า 293, (คำบรรยาย) พันธ์ประภา พุนสิน ได้กล่าวว่า ในการดำเนินชีวิตปัจจุบันนั้น แหล่งการเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับผู้เรียน ดังนี้
1. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพชีวิตจริง สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน ครอบครัว และท้องถิ่น
2. ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต

3. ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นสู่ความรู้สากล
4. ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น
5. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย สร้างเสริมประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เกิดทักษะการแสวงหาความรู้ เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ฯลฯ

31. เครื่องหมายสัญญาอนุญาต BY – NC – ND ดังกล่าว หมายถึงข้อใด
(1) ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา
(2) ให้เผยแพร่ โดยต้องระบุที่มา แต่ห้ามดัดแปลงและห้ามใช้เพื่อการค้า
(3) ห้ามใช้เพื่อการค้าและต้องเผยแพร่งานดัดแปลง โดยใช้สัญญาอนุญาตชนิดเดียวกัน
(4) ให้เผยแพร่ โดยต้องระบุที่มา แต่ห้ามดัดแปลง
ตอบ 2 หน้า 301 เครื่องหมายสัญญาอนุญาต CC ดังกล่าว เป็นการกำหนดสัญญาโดยการระบุเงื่อนไขร่วมกัน ได้แก่ Attribution CC – BY – NC – ND หมายถึง อนุญาตให้เผยแพร่ได้ โดยต้องระบุที่มา แต่ห้ามดัดแปลงและห้ามใช้เพื่อการค้า

32. Open Educational Resources หมายถึงข้อใด
(1) ระบบการเรียนรู้รายบุคคล
(2) แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้
(3) การจัดการศึกษาแบบเปิด
(4) คลังทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด
ตอบ 4 หน้า 296, 298 คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resources : OER) คือ แหล่งการเรียนรู้ทางด้านการศึกษาที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียมการใช้ ดังนั้นจึงเป็นแหล่งทรัพยากรการศึกษาแบบเปิดที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุน และมีเป้าหมายใช้เพื่อการศึกษาไม่ใช่เพื่อการค้า ซึ่งผู้นำไปใช้อาจจะเป็นการเรียนรู้เพื่อตนเอง ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง หรือเป็นส่วนหนึ่งของสื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น เช่น สื่อมัลติมีเดียใหม่ ๆ วิดีโอบรรยาย ตำราเรียน ฯลฯ

33. http://www.lib.ru.ac.th/ คือ เว็บไซต์ของหน่วยงานใดในมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(1) สำนักพิมพ์
(2) สำนักบริการทางวิชาการและอิเล็กทรอนิกส์
(3) สำนักเทคโนโลยีการศึกษา
(4) สำนักหอสมุดกลาง
ตอบ 4 หน้า 294 สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดให้บริการพร้อมกับการเปิดบรรยายของมหาวิทยาลัยในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2514 เป็นศูนย์กลางในการค้นคว้าทางวิชาการสำหรับอาจารย์และนักศึกษา ปัจจุบันสำนักหอสมุดกลางมีเว็บไซต์เพื่อสืบค้นข้อมูลและหนังสือต่าง ๆ คือ http://www.lib.ru.ac.th/

34. หน่วยงานใดในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้บริการสำเนาสื่อคำบรรยายรายกระบวนวิชา
(1) สำนักพิมพ์
(2) สำนักบริการทางวิชาการและอิเล็กทรอนิกส์
(3) สำนักเทคโนโลยีการศึกษา
(4) สำนักหอสมุดกลาง
ตอบ 3 หน้า 294, (คำบรรยาย) ศูนย์กลางแหล่งสืบค้นข้อมูลแห่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรแห่งการผลิต พัฒนา และให้บริการสื่อการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยรามคำแหงทุกแขนงวิชา ดังนั้น สำนักเทคโนโลยีการศึกษาจึงถือเป็นแหล่งรวมของสื่อการศึกษาที่มีความหลากหลายในทุกสาขาวิชาและทุกชั้นปี ผ่านทาง www.techno.ru.ac.th/new/ เช่น ให้บริการสำเนาสื่อคำบรรยายกระบวนวิชาต่าง ๆ ด้วย DVD และ Flash Drive, ให้บริการยืมสื่อการศึกษา, การผลิตรายการ RU Radio Podcast แนะแนวการศึกษา “มีคำถาม มีคำตอบ” ฯลฯ

35. ข้อใดกล่าวถึง Massive Open Online Courseware ได้ถูกต้องที่สุด
(1) บทเรียน E-learning
(2) รายวิชาออนไลน์ที่เรียนได้ฟรี
(3) แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้บนเครือข่าย
(4) แหล่งเรียนรู้รายบุคคล
ตอบ 2 หน้า 281 – 282, 304 – 305 การเรียนรู้แบบเปิดสำหรับมหาชน (Massive Open Online Courseware : MOOC) คือ หลักสูตร (Course) หรือรายวิชาที่เรียนออนไลน์ (Online) จากระบบที่เปิดให้ใช้งานฟรี (Open) และรองรับผู้เรียนจำนวนมาก (Massive) ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความชอบ โดยเชื่อมต่อเข้าไปดูวิดีโอการบรรยาย เข้าไปฝึกปฏิบัติ ทำแบบทดสอบ หรือแบบฝึกหัด ตลอดจนร่วมสนทนากับผู้เรียนคนอื่น ๆ ได้แบบไม่จำกัดเวลาและสถานที่เรียนผ่านทางอินเทอร์เน็ต

36. ความหมายของพลเมือง ข้อใดถูกต้อง
(1) ประชาชนทั้งหมดของประเทศ
(2) ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
(3) สิทธิและหน้าที่ในฐานะประชาชน
(4) จิตสาธารณะของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ตอบ 3 หน้า 103 – 104, (คำบรรยาย) “พลเมือง” (Citizen) หมายถึง คนที่มีสิทธิและหน้าที่ในฐานะประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือประชาชนที่อยู่ภายใต้ผู้ปกครองเดียวกัน มักจะมีวัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นพลเมืองจึงเป็นบุคคลในสังคมที่แสดงถึงความเป็นผู้มีสิทธิและเสรีภาพอย่างอิสระในการอยู่ร่วมกันในสังคม

37. พลเมืองดีสามารถปฏิบัติตนอย่างไรในสังคม
(1) การพัฒนางานอาชีพให้ก้าวหน้า
(2) การประหยัดและอดออมในครอบครัว
(3) การมีจิตสาธารณะ
(4) หางาน สร้างอาชีพใหม่
ตอบ 3 หน้า 112 ณัฐนันท์ ศิริเจริญ (2555) ได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยทางด้านสังคม ได้แก่
1. การแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล
2. การรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น
3. การยอมรับเมื่อผู้อื่นมีเหตุผลที่ดีกว่า
4. การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
5. การเคารพระเบียบของสังคม
6. การมีจิตสาธารณะ คือ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ

38. พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ประเภทใด
(1) แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ
(2) แหล่งเรียนรู้ในชุมชน
(3) แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อสารสนเทศ
(4) แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น
ตอบ 2 (คำบรรยาย) แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นชุมชนหรือสถานที่ เช่น โรงเรียน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ บ้าน วัด แปลงเกษตร ศาสนสถาน ศูนย์ราชการ ศาล พรรคการเมือง รัฐสภา ฯลฯ

39. การแสดงออกทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตย พลเมืองควรจะมีการชุมนุมอย่างไร
(1) ชุมนุมโดยใช้เครื่องกระจายเสียงตัวใหญ่หลายตัว
(2) ชุมนุมกันอย่างสันติ มีเหตุมีผล และเคารพสิทธิผู้อื่น
(3) ชุมนุมอย่างต่อเนื่องให้ได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง
(4) ชุมนุมตามสิทธิ เรียกร้องความเป็นธรรมอย่างรุนแรงทุกวิธี
ตอบ 2 หน้า 119 ทิพย์พาพร ตันติสุนทร (2554) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่สำคัญของพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยไว้ว่า ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีการศึกษา เคารพความเสมอภาคและสิทธิของผู้อื่น ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและสังคมเป็นหลัก สามารถที่จะคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผลเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน ยอมรับความแตกต่างในความเป็นพหุสังคม เคารพกฎหมายและยึดหลักนิติรัฐ รวมทั้งยึดมั่นในหลักสันติวิธี โดยการไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

40. ข้อใดเป็นคุณสมบัติที่ดีของ “พลเมืองดิจิทัล” มากที่สุด
(1) ข้อมูลต่าง ๆ ช่วยกันส่งต่อจะสร้างรายได้อย่างแน่นอน
(2) เช็คข้อมูลก่อนส่งแชร์ให้ผู้อื่น
(3) กินเที่ยวเล่นควรเปิดเผยให้สาธารณชนทราบตลอดเวลา
(4) เข้าถึงสื่อทุกช่องทางทุกชั่วโมง
ตอบ 2 หน้า 120 – 121, (คำบรรยาย) ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) คือ พลเมืองที่มีความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ตในการบริหารจัดการ ควบคุม กำกับตน รู้ผิด รู้ถูก และรู้เท่าทัน เป็นบรรทัดฐานในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและปลอดภัย เช่น การเช็คข้อมูลก่อนส่งแชร์ให้ผู้อื่น เป็นต้น

41. พลเมืองดีควรปฏิบัติอย่างไร
(1) ปฏิบัติตามที่ตนเองถนัด
(2) ส่งเสริมให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
(3) เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ
(4) กระตือรือร้นในการทำงาน
ตอบ 2 หน้า 105 ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดในประเทศเป็นของประชาชน ดังนั้นไม่ว่าประชาชนจะแตกต่างกันอย่างไร ทุกคนล้วนแต่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ พลเมืองที่ดีจึงต้องเคารพหลักความเสมอภาค และส่งเสริมให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีของความเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอกัน

42. ข้อใดเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทย
(1) เสียภาษีให้น้อย เพื่อมีเงินเหลือครอบครัว
(2) พยายามช่วยเหลือครอบครัวตนเองก่อน
(3) เคารพผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งสูงกว่า
(4) การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ตอบ 4 หน้า 113 – 114, (คำบรรยาย) พลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยได้กำหนดให้บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันเลือกตั้ง

43. นักศึกษาที่ดีของมหาวิทยาลัยควรมีหน้าที่ประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร
(1) บริจาคเงินหารายได้ เพื่อเด็กที่ต้องการเกียรตินิยม
(2) ปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย
(3) กิจกรรมรับน้องต้องใช้เงินจัดกิจกรรมทุกสัปดาห์
(4) แข่งกันเรียนให้ได้เหรียญทอง
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การปฏิบัติตนเป็นนักศึกษาที่ดีของมหาวิทยาลัย คือ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย เช่น แต่งตัวให้ถูกต้องตามระเบียบการเข้าสอบของมหาวิทยาลัย โดยแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่สวมรองเท้าแตะเข้ามาในห้องสอบ นักศึกษาชายไม่สวมเสื้อที่ไม่มีคอปก ชายเสื้อสอดไว้ในกางเกง นักศึกษาหญิงต้องสวมกระโปรง ห้ามสวมกางเกงหรือกระโปรงกางเกง เป็นต้น

44. พลเมืองดีควรประพฤติตัวเช่นใด
(1) น้อยหน่าช่วยเหลือเพื่อนที่ทำผิดให้รอดจากการจำคุก
(2) ประเสริฐช่วยเหลือเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น
(3) จักรภพเคารพกฎหมายและเคารพสิทธิของผู้อื่น
(4) อรศรีจิตอาสาช่วยผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

45. หน้าที่พลเมืองใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่ออายุเท่าไร
(1) 15 ปี
(2) 18 ปี
(3) 20 ปี
(4) ไม่มีข้อถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

46. หน้าที่พลเมืองใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่
(1) 10 พฤษภาคม 2566
(2) 14 พฤษภาคม 2566
(3) 10 มิถุนายน 2566
(4) 14 มิถุนายน 2566
ตอบ 2 (ความรู้ทั่วไป) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยครั้งที่ 27 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 หลังจากที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไทยชุดที่ 25 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566

47. ความเป็นพลเมืองดิจิทัล คือข้อใด
(1) ส่งข้อมูลข่าวสารออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ตนเองได้
(2) การมีออนไลน์ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน สะดวกรวดเร็ว
(3) ความสามารถใช้อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาดและปลอดภัย
(4) สามารถใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบธุรกิจให้มีกำไร
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 40. ประกอบ

48. หน้าที่ของปวงชนชาวไทยในปัจจุบัน ถูกระบุไว้ในที่ใด
(1) พระราชบัญญัติ
(2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
(3) กฎหมายบ้านเมือง
(4) ข้อบังคับของกระทรวง
ตอบ 2 (ความรู้ทั่วไป) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวดที่ 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 บุคคลมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2. ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
3. ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
4. รับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
5. รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ ฯลฯ

49. ข้อใดถูกต้องในเรื่องมารยาทในการประชุม
(1) มาก่อนเวลาและงดแสดงความคิดเห็น
(2) งดส่งเสียงดังและตั้งใจฟังการประชุม
(3) ปิดโทรศัพท์ และแทรกเสริมประเด็นสำคัญก่อนประธาน
(4) เก็บสิ่งของมีค่า และออกเสียงลงมติในที่ประชุมก่อนใครเสมอ
ตอบ 2 หน้า 136 – 137 มารยาทในการประชุมที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
1. มาก่อนเวลา
2. งดส่งเสียงดัง
3. ปิดเครื่องมือสื่อสาร
4. ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้พูดนำเสนอ
5. เก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้องประชุม
6. มารยาทในการถามคำถาม หรือซักถามข้อสงสัย ต้องดูจังหวะให้ดี เพื่อไม่ให้เป็นการขัดจังหวะการนำเสนอของผู้นำเสนอ ฯลฯ

50. ข้อใดไม่ใช่คำกล่าวของมารยาทในการพูด
(1) สวัสดี
(2) ขอบคุณ
(3) ขอโทษ
(4) ช่างเถอะ
ตอบ 4 หน้า 128 – 129 มารยาทในการพูดที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
1. คำกล่าว “สวัสดี” เป็นการกล่าวทักทายเมื่อได้พบเจอกัน
2. คำกล่าว “ขอบคุณ” จะใช้เมื่อมีผู้อื่นให้สิ่งของ ให้ความช่วยเหลือ
3. คำกล่าว “ขอโทษ” จะใช้เมื่อทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ผิด สิ่งที่ผิดพลาด สิ่งที่ไม่เหมาะสม
4. คำพูดที่ใช้เมื่อสนทนาหรือกล่าวถึงผู้อื่น ควรมีลักษณะให้เกียรติผู้อื่น ฯลฯ

51. หลักสำคัญของการแต่งกาย ข้อใดถูกต้อง
(1) ถูกต้องตามกาลเทศะและเสื้อผ้าราคาสมฐานะ
(2) มีความสุภาพเรียบร้อยและมีความเหมาะสมกับวัย
(3) มีความเหมาะสมกับรูปร่างและแฟชั่นระดับแนวหน้า
(4) มีความเหมาะสมตามโอกาสที่จะไปและสีสันควรสดใส
ตอบ 2 หน้า 142 หลักสำคัญของการแต่งกาย มีดังนี้
1. ถูกต้องตามกาลเทศะ
2. มีความสะอาด
3. มีความสุภาพเรียบร้อย
4. มีความเหมาะสมกับวัย
5. มีความเหมาะสมกับรูปร่าง
6. มีความเหมาะสมกับฐานะและความเป็นอยู่
7. มีความประหยัด

52. การกระทำใดที่ควรมีเกี่ยวกับมารยาทการรับประทานอาหาร
(1) ควรตำหนิเมื่ออาหารไม่ถูกปาก
(2) ไม่ควรพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารนานเกินไป
(3) สูบบุหรี่ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งบนโต๊ะอาหารได้
(4) อาหารที่ตักมาควรรับประทานให้หมด
ตอบ 4 หน้า 138, 140 มารยาทในการรับประทานอาหารแบบสากล มีดังนี้
1. ไม่ส่งเสียงดังขณะรับประทานอาหาร
2. ควรตักอาหารคำเล็ก ๆ ไม่เลือกตักเฉพาะอาหารที่ชอบ
3. อาหารแบบบุฟเฟต์ที่ตักมาต้องรับประทานให้หมด
4. อย่าบ่นเมื่ออาหารไม่ถูกปาก
5. พยายามพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารบ้าง เพื่อไม่ให้โต๊ะอาหารเงียบจนเกินไป
6. ไม่สูบบุหรี่ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งบนโต๊ะอาหาร
7. ไม่รับประทานอาหารมูมมาม ฯลฯ

53. มารยาทในการขับรถข้อใดถูกต้อง
(1) ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
(2) ปาด แทรก เบียด เมื่อมีความจำเป็น
(3) เปิดไฟเลี้ยวเมื่อจำเป็น
(4) ควรใช้ไฟสูงหรือไฟตัดหมอกตลอดเวลา
ตอบ 1 หน้า 144 – 148 มารยาทในการขับรถเบื้องต้น มีดังนี้
1. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
2. ไม่ควรเปิดไฟสูงหรือไฟตัดหมอกโดยไม่จำเป็น
3. ไม่ควรเหยียบเบรกบ่อย
4. ขับรถช้ากับเร็วควรอยู่เลนให้ถูก
5. เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน
6. ไม่ปาด แทรก เบียดในทุกกรณีของการใช้รถ
7. ใช้แตรเฉพาะตอนจำเป็น ฯลฯ

54. มารยาทในการพูดระหว่างบุคคลที่ควรปฏิบัติ
(1) เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
(2) พูดแต่เรื่องสำคัญของตนเองไปก่อน
(3) ควรฟังในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด
(4) สอดแทรกเรื่องประสบการณ์จริงเท่านั้น
ตอบ 3 หน้า 149 มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล มีดังนี้
1. เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจและพอใจร่วมกัน
2. ไม่พูดเรื่องของตนเองมากเกินไป ควรฟังในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด ไม่สอดแทรกเมื่อเขาพูดยังไม่จบ
3. พูดตรงประเด็น อาจออกนอกเรื่องบ้างเพื่อผ่อนคลายอารมณ์
4. เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่บังคับให้ผู้อื่นเชื่อหรือคิดเหมือนตน

55. ข้อใดไม่ใช่มารยาทในการพูดในที่สาธารณะ
(1) ใช้คำพูดที่ให้เกียรติแก่ผู้ฟังเสมอ
(2) ไม่พูดพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นในที่ประชุม
(3) ไม่พูดหยาบโลนหรือตลกคะนอง
(4) ไม่พูดตามขั้นตอนพิธีการมากมาย
ตอบ 4 หน้า 149 – 150 มารยาทในการพูดในที่สาธารณะ มีดังนี้
1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะแก่โอกาสและสถานที่
2. มาถึงสถานที่พูดให้ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย
3. ก่อนพูดควรแสดงความเคารพต่อผู้ฟังตามธรรมเนียมนิยม
4. ไม่แสดงกิริยาอาการอันไม่สมควรต่อหน้าที่ประชุม
5. ใช้คำพูดที่ให้เกียรติแก่ผู้ฟังเสมอ
6. ไม่พูดพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นในที่ประชุม
7. ไม่พูดหยาบโลนหรือตลกคะนอง
8. พูดให้ดังพอได้ยินทั่วกัน และไม่พูดเกินเวลาที่กำหนด

56. ข้อใดคือมารยาทในการเข้าลิฟต์
(1) ควรกดลิฟต์ทุกชั้น เพื่อบริการคนในลิฟต์
(2) คุยกันเฉพาะกลุ่มเพื่อน ๆ เท่านั้นในลิฟต์
(3) เมื่อเข้าไปในลิฟต์ควรยืนอยู่ข้างหน้าประตู
(4) ไม่ควรเดินสวนเข้าไปในลิฟต์ ขณะที่ยังมีคนเดินออกมา
ตอบ 4 หน้า 151 มารยาทในการเข้าลิฟต์ มีดังนี้
1. ไม่ควรเดินสวนเข้าไปในลิฟต์ ขณะที่ยังมีคนเดินออกมา
2. อย่าเร่งกดปิดประตูลิฟต์ เพราะตนรีบเร่ง
3. เมื่อเข้าไปในลิฟต์ควรชิดใน เพื่อให้คนอื่นเข้ามาได้บ้าง ไม่ควรยืนขวางทางออก
4. ควรเลี่ยงที่จะคุยกันในลิฟต์
5. ขณะอยู่ในลิฟต์ไม่ควรก้มหน้าจดจ่อกับหน้าจอมือถือมากเกินไป ฯลฯ

57. มารยาทในห้องเรียน ข้อใดถูกต้อง
(1) ควรนั่งข้างหลังจะได้ลุกนั่งสะดวก
(2) แต่งกายสุภาพตามกฎระเบียบ
(3) เล่นไลน์ ใช้โทรศัพท์ทำงาน
(4) รักษาเวลารีบออกจากห้องก่อนคุณครู
ตอบ 2 หน้า 154 มารยาทในห้องเรียน มีดังนี้
1. ไม่คุยเสียงดัง ไม่เล่นไลน์ ไม่ใช้โทรศัพท์คุยงาน
2. ให้เกียรติอาจารย์/เพื่อนที่เรียนร่วมกัน แต่งกายสุภาพตามกฎระเบียบ
3. รักษาเวลา เช่น การเข้าเรียนตรงต่อเวลา
4. มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ทำกิจกรรมกลุ่ม

58. คำว่า “มารยาท” หมายถึง
(1) การแสดงออกที่เป็นพฤติกรรมจนเป็นนิสัย
(2) ทำแล้วสบายใจ สบายกาย
(3) การแสดงออกให้อีกฝ่ายเห็นความจริงใจของตน
(4) การแสดงออกทางกาย วาจา และใจ ถ้าไปในทางที่สุภาพเรียบร้อย
ตอบ 4 หน้า 126 คำว่า “มารยาท” หมายถึง การแสดงออกทางกาย วาจา และใจ ถ้าไปในทางที่สุภาพเรียบร้อยก็ถือว่ามีมารยาทดี โดยการมีมารยาทดีเปรียบเสมือนมีอาภรณ์ประดับกายที่งดงาม เป็นที่ชื่นชม และยอมรับของบุคคลรอบข้าง

59. มารยาทมีความสำคัญอย่างไร
(1) บ่งบอกถึงความเป็นสัญชาติไทย
(2) เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
(3) สามารถถ่ายทอดอบรมสู่บุตรหลาน
(4) พื้นฐานของชาติตระกูลจะส่งเสริมถึงอนาคต
ตอบ 3 หน้า 127 – 128 ความสำคัญของมารยาท มีดังนี้
1. สามารถครองใจคนได้ เพราะกิริยาสุภาพ พูดจาถูกกาลเทศะ ย่อมเป็นที่นิยมรักใคร่ของบุคคลทั่วไป
2. ทำให้มีระเบียบแบบแผน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี
3. ผู้ที่มีกิริยามารยาทดีสามารถถ่ายทอดอบรมสู่บุตรหลาน เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง
4. ทำให้ส่งเสริมพัฒนาบุคลิกภาพให้งดงามน่าเลื่อมใสได้
5. เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบพื้นฐานของชาติตระกูล การอบรม การศึกษา และอาชีพ

60. มารยาทการพูดโทรศัพท์โดยทั่วไป ควรมีพฤติกรรมอย่างไร
(1) ควรพูดเฉพาะเรื่องของตนเองฝ่ายเดียว
(2) น้ำเสียงเป็นธรรมชาติและสุภาพอ่อนโยน
(3) พูดเฉพาะวิชาการเท่านั้น
(4) ตัดบททุกครั้ง เมื่อต้องการพูดให้เสร็จอย่างรวดเร็ว
ตอบ 2 หน้า 135 – 136 มารยาทการพูดโทรศัพท์โดยทั่วไป มีดังนี้
1. น้ำเสียงเป็นธรรมชาติและสุภาพอ่อนโยน
2. ไม่ควรพูดช้าหรือเร็วเกินไป
3. ไม่พูดความลับ หรือเรื่องไร้สาระ
4. ไม่ผูกขาดการพูดเพียงฝ่ายเดียว
5. เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะ
6. หากต้องการตัดบทควรพูดอย่างสุภาพและนุ่มนวล ฯลฯ

61. Webster ให้ความหมายของผู้นำว่าอย่างไร
(1) บุคคลที่จูงใจคนอื่นให้ทำตามได้
(2) บุคคลที่เสมือนเป็นผู้บังคับบัญชาตามตำแหน่ง
(3) บุคคลที่เป็นหัวหน้าสั่งการได้ทุกอย่างตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ
(4) บุคคลที่เป็นหัวหน้าสั่งการ แนะนำ หรือชี้แนะให้กลุ่มปฏิบัติตาม
ตอบ 4 หน้า 160 Webster (1985) ให้ความหมายของ “ผู้นำ” ไว้ว่า บุคคลที่เป็นหัวหน้าทำหน้าที่ในการสั่งการ แนะนำ หรือชี้แนะให้กลุ่มปฏิบัติตาม หรือมีบทบาทในการนำด้านการปฏิบัติการ แสดงความคิดเห็น ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่าง ๆ

62. ภาวะผู้นำ หมายถึง
(1) ตำแหน่งจะนำพามาสู่จุดหมาย
(2) ผู้บังคับบัญชาในหน้าที่
(3) ความเป็นหัวหน้าของกลุ่มหนึ่ง
(4) หัวหน้าโดยตำแหน่ง

ตอบ 3 หน้า 161 “ภาวะผู้นำ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายว่า ภาวะผู้นำ เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “ภาวะ” กับ “ผู้นำ” โดยคำว่า “ภาวะ” เป็นคำนาม แปลว่า “ความมี หรือความเป็น หรือความปรากฏ” ส่วนคำว่า “ผู้นำ” ไม่ได้บัญญัติไว้ในพจนานุกรมโดยตรง แต่มีคำที่ใกล้เคียงกันมาก คือ คำว่า “หัวหน้า” เป็นคำนาม แปลว่า ผู้ใหญ่ในหมู่หนึ่ง ๆ และที่บัญญัติไว้อีกคำหนึ่ง คือ “ผู้จัดการ” เป็นคำนาม แปลว่า บุคคลที่มีหน้าที่บริหารและควบคุมดูแลกิจการ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ที่กล่าวไปแล้วพอจะสรุปได้ว่า “ภาวะผู้นำ” หมายถึง ความเป็นหัวหน้าของกลุ่มหนึ่ง

63. ข้อใดไม่ใช่ผู้นำกับหลักธรรมาภิบาล
(1) การมีส่วนร่วม
(2) นิติธรรม
(3) แบ่งปันความรู้
(4) ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ตอบ 3 หน้า 178 – 179 ผู้นำกับหลักธรรมาภิบาลสากล ประกอบด้วย หลัก 9 ประการ ดังนี้
1. การมีส่วนร่วม
2. นิติธรรม
3. ความโปร่งใส
4. การตอบสนอง
5. การมุ่งเน้นฉันทามติ
6. ความเสมอภาค/ความเที่ยงธรรม
7. ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
8. ภาระรับผิดชอบ
9. วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์

64. ข้อใดไม่ใช่ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ศตวรรษที่ 21 : Thailand 4.0
(1) การวางแผน
(2) การจัดองค์กร
(3) การบังคับบัญชา
(4) การจัดเจ้าหน้าที่
ตอบ 4 หน้า 176 ทักษะของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ศตวรรษที่ 21 : Thailand 4.0 ที่จะประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได้นั้น ต้องมีการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิผลสูง สามารถแก้ปัญหา โดยมีแนวทางดังนี้
1. การวางแผน
2. การจัดองค์กร
3. การบังคับบัญชา
4. การประสานงาน
5. การควบคุม

65. แนวคิดภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ข้อใดถูกต้อง
(1) พิจารณาจากผลงานให้องค์กรมีความสำเร็จ
(2) พิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่
(3) พิจารณาจากการประหยัดเงิน ทรัพยากร แรงงาน
(4) พิจารณาจากความสามารถ
ตอบ 3 หน้า 163 แนวคิดภาวะผู้นำที่มี “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) หมายถึง ผลการทำงานที่บรรลุเป้าหมายและต้องการให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยมองความสัมพันธ์ระหว่างความสำเร็จของงานกับการใช้ทรัพยากร พิจารณาจากการประหยัดเงิน ทรัพยากร แรงงาน เวลา และคนปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ ส่วน “ประสิทธิผล” (Effectiveness) หมายถึง ผลของการทำงานที่สำเร็จตามที่คาดหวังไว้ เป็นการพิจารณาผลลัพธ์ คือ ผลงานที่ออกมาว่าบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

66. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิผล มีคุณลักษณะ 7 ประการ
(1) มีวิสัยทัศน์
(2) มีความสามารถ
(3) มีการกำกับทีมงาน
(4) สั่งการได้อย่างดี
ตอบ 4 หน้า 163 – 164 คุณลักษณะ 7 ประการ ของผู้นำที่มีประสิทธิผล ได้แก่
1. คุณลักษณะเบื้องต้นลำดับแรกของผู้นำ คือ ต้องมีวิสัยทัศน์
2. ผู้นำจะกระตุ้นให้ทีมงานมีการแข่งขันในด้านความสามารถ
3. ผู้นำจะถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้แก่ทีมงาน

4. ผู้นำจะกำกับการดำเนินการของทีม
5. ผู้นำจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม
6. คุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำนอกจากต้องมีความรู้ความสามารถแล้ว ก็จะต้องมีความทุ่มเท เสียสละ ลดความเสี่ยงในการทำงานให้น้อยที่สุด
7. สิ่งสำคัญที่ผู้นำประสบความสำเร็จ คือ เข้าใจความต้องการของผู้อื่น เสียสละในการทำงาน โดยคำนึงถึงว่าความสำเร็จขององค์กรต้องอาศัยความร่วมมือของคนในองค์กรเป็นสำคัญ

67. ข้อใดไม่ใช่ทฤษฎีของผู้นำและภาวะผู้นำ
(1) ทฤษฎีทางด้านสถานการณ์
(2) ทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติ
(3) ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สร้างทีม
(4) ทฤษฎีทางด้านพฤติกรรม
ตอบ 3 หน้า 167 ทฤษฎีของผู้นำและภาวะผู้นำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญดังนี้
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะ (Trait) และคุณสมบัติ (Qualities) ของผู้นำที่มีประสิทธิผล (Trait Theories)
2. ทฤษฎีทางด้านพฤติกรรม (Behavior Theories)
3. ทฤษฎีทางด้านสถานการณ์ (Situational Theories)

68. ข้อใดไม่ใช่ผู้นำยุคใหม่
(1) มีวิสัยทัศน์
(2) แก้ไขปัญหาได้
(3) ทำงานเฉพาะหน้าได้ดี
(4) ทำงานเป็นทีม
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 ลักษณะของผู้นำในยุคสมัยใหม่จะต้องเป็นผู้นำที่สามารถวางแผนและบริหารองค์กร ซึ่งเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รู้จักการใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร นอกจากนี้ ผู้นำในสังคมยุคใหม่ยังต้องสามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าหากเป็นองค์กรขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีความสามารถ ต้องเป็นนักพัฒนาสามารถสร้างความร่วมมือร่วมใจ เพื่อให้ทุกคนทำงานเป็นทีมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

69. ผู้นำแบบตามสบาย ข้อใดถูกต้อง
(1) ผู้นำที่เน้นโครงสร้างองค์กร
(2) ผู้นำที่ให้อิสระกับสมาชิกในการกระทำสิ่งต่าง ๆ
(3) ผู้นำฝึกฝนให้สมาชิกมีความเชี่ยวชาญ
(4) ผู้นำสั่งการอย่างสบาย ๆ
ตอบ 2 หน้า 164 – 165 ประเภทของผู้นำที่แบ่งตามลักษณะหรือวิธีการใช้อำนาจประการหนึ่ง ได้แก่ ผู้นำแบบตามสบาย คือ ผู้นำจะอยู่แบบปล่อยตามสบาย ให้อิสระกับสมาชิกในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ใครจะตัดสินใจทำอะไรก็ได้ ผู้นำจะไม่เข้าไปก้าวก่าย โดยผู้นำมีหน้าที่หลักเพียงเป็นผู้ผ่านเรื่องระบบการกำกับ ควบคุมติดตาม และตรวจสอบ

70. ข้อใดไม่ใช่การแบ่งประเภทของผู้นำตามวิธีการทำงาน
(1) แบบร่วมมือ
(2) แบบจูงใจ
(3) แบบบงการ
(4) แบบเจ้าระเบียบ
ตอบ 1 หน้า 165 Etzioni ได้แบ่งประเภทของผู้นำตามวิธีการทำงานไว้ 4 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบเจ้าระเบียบ (Regulative)
2. แบบบงการ (Directive)
3. แบบจูงใจ (Persuasive)
4. แบบร่วมใจ (Participative)

71. ข้อใดคือผู้นำแบบมีคุณลักษณะพิเศษหรือแบบพระคุณ (Charismatic)
(1) ผู้นำเน้นที่การทำงานเป็นทีม
(2) ผู้นำที่เน้นผลงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(3) ผู้นำที่เน้นกฎระเบียบ ข้อบังคับ
(4) ผู้นำเน้นการใช้ศิลปะในการจูงใจให้ปฏิบัติตาม
ตอบ 4 หน้า 165 อุทัย หิรัญโต แบ่งภาวะผู้นำตามลักษณะการได้มาซึ่งอำนาจเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบตามกฎหมายหรือแบบพระเดช (Legal) คือ ผู้นำจะใช้อำนาจตามตำแหน่งที่ดำรงอยู่อย่างเคร่งครัด
2. แบบคุณลักษณะพิเศษหรือแบบพระคุณ (Charismatic) คือ ผู้นำเน้นการใช้ศิลปะในการจูงใจให้ปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ มีบุคลิกภาพโดยรวมเป็นผู้ที่มีท่าทีสง่างาม น่านับถือ เป็นที่เลื่อมใสของผู้ร่วมงาน
3. แบบสัญลักษณ์ (Symbolic) คือ ผู้นำจัดแสดงบทบาทในฐานะบุคคลที่ควรเคารพบูชา เป็นศูนย์รวมแห่งความภักดีจนได้รับการยอมรับ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในองค์กร

72. ข้อใดคือประเภทของผู้นำที่แบ่งตามการได้มาซึ่งอำนาจ
(1) แบบประชาธิปไตย
(2) แบบเผด็จการ
(3) แบบสัญลักษณ์
(4) แบบสั่งการ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

73. ข้อใดคือความหมายของจิตสาธารณะ
(1) ความรู้สึกตระหนักถึงส่วนรวม
(2) ความคิดถึงส่วนรวม
(3) คำนึงถึงความต้องการของส่วนรวม
(4) ความรักชาติบ้านเมือง
ตอบ 1 หน้า 225, 237 จิตสาธารณะ คือ ความรู้สึกตระหนักถึงส่วนรวม หรือเป็นการตระหนักรู้ตนที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อรับผิดชอบต่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก

74. ข้อใดคือความหมายของจิตอาสา
(1) จิตที่ตระหนักถึงส่วนรวม
(2) จิตที่คำนึงถึงความต้องการของส่วนรวม
(3) ผู้ที่สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม
(4) จิตของบุคคลที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อสาธารณประโยชน์
ตอบ 4 หน้า 225, 237 จิตอาสา หมายถึง จิตของบุคคลที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นจิตใจที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดีในการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม เพื่อให้ผู้อื่นมีความสุขด้วยความสมัครใจ โดยจะแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

75. ข้อใดคือความหมายของอาสาสมัคร
(1) พฤติกรรมที่ตระหนักถึงส่วนรวม
(2) บุคคลที่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม โดยมีค่าตอบแทน
(3) บุคคลที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ
(4) พฤติกรรมที่เกิดจากจิตที่ตั้งใจทำเพื่อสังคม
ตอบ 3 หน้า 225, 237 อาสาสมัคร หมายถึง ผู้ที่สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งอื่นใด เป็นบุคคลที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละแรงกาย แรงใจ และสติปัญญา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกัน แก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

76. หลักการในข้อใดที่ใช้ในการพัฒนาจิตสาธารณะ
(1) หลักจริยธรรม
(2) หลักคุณธรรม
(3) หลักศีลธรรม
(4) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ตอบ 4 หน้า 230, 238, (คำบรรยาย) แนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาจิตสาธารณะที่ดีที่สุด คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเองของผู้มีจิตสาธารณะอย่างแท้จริง

77. การปลูกฝังจิตสาธารณะควรเริ่มทำในวัยใด
(1) แรกเกิด
(2) ก่อนอายุ 6 ขวบ
(3) ช่วงเริ่มเข้าโรงเรียน
(4) หลังอายุ 15 ปี
ตอบ 2 หน้า 230 การปลูกฝังจิตสาธารณะควรเริ่มทำก่อนอายุ 6 ปี เพราะตามหลักการทางจิตวิทยา การเกิดจิตสำนึกของเด็กจะถูกพัฒนามาจากการอบรมเลี้ยงดูในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่การเลี้ยงดูเด็กได้ผลอย่างสูง

78. ในฐานะ “นักศึกษา” ท่านจะสามารถนำจิตสาธารณะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
(1) เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องในครอบครัว
(2) เดินขบวนรณรงค์ให้กับประชาชนทั่วไป
(3) ไม่ทิ้งขยะในมหาวิทยาลัย
(4) เข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดให้
ตอบ 4 หน้า 236 ในฐานะ “นักศึกษา” สามารถนำจิตสาธารณะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ การเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ การออกค่ายอาสาพัฒนา และการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ทางกลุ่มเพื่อน ชมรมวิชาการ หรือทางมหาวิทยาลัยจัดให้

79. ในฐานะ “สมาชิกของสังคม” ท่านจะสามารถนำจิตสาธารณะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
(1) เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม
(2) การยกย่องชมเชยเด็กที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม
(3) การใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือน้ำมันอย่างประหยัด
(4) การจัดโครงการบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ
ตอบ 3 หน้า 236 – 237 ในฐานะ “สมาชิกของสังคม” สามารถนำจิตสาธารณะไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากตนเองในกิจกรรมเล็ก ๆ ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำ น้ำมัน หรือไฟฟ้าอย่างประหยัดและคุ้มค่า ฯลฯ จนไปถึงกิจกรรมใหญ่ ๆ ในระดับชุมชน อันได้แก่ การพัฒนาชุมชน, การรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชน (เช่น การไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง) ฯลฯ หรือจนถึงระดับประเทศชาติ เช่น การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ต่าง ๆ ฯลฯ

80. การยกย่องชมเชยแก่เด็กและเยาวชนที่เป็นตัวอย่างในด้านต่าง ๆ เป็นบทบาทของสถาบันใดในการพัฒนาจิตสาธารณะ
(1) สถาบันครอบครัว
(2) สถาบันการศึกษา
(3) สถาบันศาสนา
(4) สื่อมวลชน
ตอบ 4 หน้า 235, (คำบรรยาย) บทบาทของสถาบันสื่อมวลชนในการพัฒนาจิตสาธารณะให้แก่เด็กและเยาวชน ได้แก่ สื่อควรส่งเสริมและเพิ่มการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ โดยสร้างสื่อการ์ตูนที่เป็นแบบอย่างที่ดี ส่งเสริมรายการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น มีรายการบันเทิงที่แฝงไปด้วยสาระความรู้ มีเวทีให้เด็กได้แสดงออกซึ่งความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนมีเวทีให้รางวัลหรือยกย่องชมเชยแก่เด็กและเยาวชนที่เป็นตัวอย่างในด้านต่าง ๆ

81. การอบรมขัดเกลานิสัยใจคอให้มีความรักในชุมชน เป็นบทบาทของสถาบันใดในการพัฒนาจิตสาธารณะ
(1) สถาบันครอบครัว
(2) สถาบันการศึกษา
(3) สถาบันศาสนา
(4) สื่อมวลชน
ตอบ 3 หน้า 235, (คำบรรยาย) สถาบันศาสนา เป็นสถาบันที่มีบทบาทและอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการปลูกฝังและพัฒนาจิตสาธารณะให้กับคนในสังคม ซึ่งสถาบันศาสนาจะเป็นผู้นำในการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะวัดนับได้ว่ามีอิทธิพลสูงต่อการอบรมขัดเกลานิสัยใจคอให้มีความรักในชุมชน รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจานแก่ผู้อื่น มีเมตตาอาทรต่อกัน เห็นแก่ผู้อื่นเสมือนเห็นแก่ตนเอง

82. การแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นบทบาทของสถาบันใดในการพัฒนาจิตสาธารณะ
(1) สถาบันครอบครัว
(2) สถาบันการศึกษา
(3) สถาบันศาสนา
(4) สื่อมวลชน
ตอบ 1 หน้า 235, (คำบรรยาย) สถาบันครอบครัว ถือเป็นสถาบันอันดับแรกในการพัฒนาจิตสาธารณะให้กับเด็ก โดยการแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะสังคมจะได้สมาชิกมีบุคลิกลักษณะแบบใด มีแนวคิดและพฤติกรรมอย่างไร เป็นผลมาจากครอบครัวมากที่สุด ดังนั้นความอบอุ่นของสถาบันครอบครัวจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรกที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนเกิดจิตสำนึกที่จะมองเห็นความสำคัญของส่วนรวม

83. การพัฒนาจริยธรรมพื้นฐานทางวิชาชีพ เป็นบทบาทของสถาบันใดในการพัฒนาจิตสาธารณะ
(1) สถาบันครอบครัว
(2) สถาบันการศึกษา
(3) สถาบันศาสนา
(4) สื่อมวลชน
ตอบ 2 หน้า 235, (คำบรรยาย) สถาบันการศึกษา เป็นรากฐานของการพัฒนาจิตสาธารณะให้กับสังคม โดยจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ที่เต็มที่ มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกภายใน อันเป็นการพัฒนาจิตใจที่เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ รวมทั้งเน้นไปที่การพัฒนาจริยธรรมพื้นฐานทางวิชาชีพ เพราะหากไม่พัฒนาจิตใจด้วยแล้ว คนที่ปราศจากพื้นฐานทางคุณธรรม จริยธรรม อาจนำความรู้ออกไปประกอบวิชาชีพด้วยการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มุ่งแต่หาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในทุกวงการและอาชีพได้

84. รูปธรรมของการแสดงความมีจิตสาธารณะ คือ
(1) ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน
(2) ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ
(3) ต่อต้านนายทุนที่บุกรุกป่า
(4) เป็นตัวแบบที่ดีให้น้อง ๆ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 79. ประกอบ

85. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ
(1) พอประมาณ สมดุล มีเหตุผล
(2) มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน มั่นคง
(3) พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน
(4) มีเหตุผล มั่นคง ยืนได้ด้วยตนเอง
ตอบ 3 หน้า 254, (คำบรรยาย) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ความพอเพียงประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ (3 ห่วง) ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง นอกจากนี้การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องอาศัย 2 เงื่อนไข คือ
1. เงื่อนไขความรู้
2. เงื่อนไขคุณธรรม

86. การปฏิบัติตามหลักความพอเพียงควรเริ่มจากที่ใด
(1) ตนเอง
(2) เพื่อน
(3) ครอบครัว
(4) ประเทศ
ตอบ 1 หน้า 270, (คำบรรยาย) การปฏิบัติตนหรือดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควรเริ่มจากตนเองก่อนเป็นลำดับแรก เมื่อตนเองสามารถยืนหยัดอยู่ได้แล้วก็ย่อมจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่นนำไปประพฤติปฏิบัติตาม จากนั้นจึงเป็นครอบครัว ชุมชน รัฐหรือประเทศชาติ

87. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึงข้อใด
(1) กล้าเสี่ยงในการลงทุน
(2) ยอมรับสภาพสังคมได้ทั้งสภาพดีและไม่ดี
(3) มีความพร้อมที่จะเผชิญต่อผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง
(4) ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ตอบ 3 หน้า 229, 247, 253, 256, (คำบรรยาย) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านวัตถุ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ และต้องประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล เพื่อให้สามารถปรับตัวและพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพด้วยเวลาที่เหมาะสม เช่น การที่นักศึกษาวางแผนการทบทวนบทเรียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงเพื่อความพร้อมในการเข้าสอบ เป็นต้น

88. ปัจจุบันประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใด
(1) ฉบับที่ 11
(2) ฉบับที่ 12
(3) ฉบับที่ 13
(4) ฉบับที่ 14
ตอบ 3 (ความรู้ทั่วไป) ในปัจจุบันประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งเริ่มต้น ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 โดยมีการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ เพื่อให้ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ

89. หากนักศึกษามีสภาวะจิตใจไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ขาดจิตสำนึกที่ดี ไม่มีความเอื้ออาทร ไม่รู้จักประนีประนอม นึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว นักศึกษาขาดความพอดีด้านใด
(1) ขาดความพอดีด้านจิตใจ
(2) ขาดความพอดีด้านสังคม
(3) ขาดความพอดีด้านเทคโนโลยี
(4) ขาดความพอดีด้านเศรษฐกิจ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ปัญหาอันเกิดจากการขาดภูมิคุ้มกันที่ดี คือ การที่บุคคลยังพึ่งพาตนเองไม่ได้และขาดความพอดีในเรื่องสำคัญรวม 5 ประการ ซึ่งประการแรก ได้แก่ ขาดความพอดีด้านจิตใจ คือ คนส่วนมากมีสภาวะจิตใจไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ขาดจิตสำนึกที่ดี ไม่มีความเอื้ออาทร ไม่รู้จักประนีประนอม นึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว

90. ข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลในการรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
(1) แนวคิดหลัก
(2) เป้าประสงค์
(3) หลักการ
(4) เงื่อนไขพื้นฐาน
ตอบ 2 (คำบรรยาย) เป้าประสงค์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี โดยเป้าประสงค์ในการพัฒนาตนเองนั้นต้องสามารถสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในวิถีของการพัฒนาได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ

91. ข้อใดเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวกับความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
(1) ความพอประมาณ
(2) ความมีเหตุผล
(3) การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
(4) ความไม่ประมาท
ตอบ 1 หน้า 229, 247, 250 – 252, 256 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปจนขาดแคลน ไม่มากเกินศักยภาพ โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เป็นความพอดีในการผลิตและการบริโภคที่พิจารณาแล้วว่า จำเป็นและเหมาะสมกับสถานะของตนเอง สิ่งแวดล้อมโดยรอบ รวมทั้งสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่

92. ข้อใดเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงระดับความพอเพียงอย่างมีเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม และวัฒนธรรมอันดีงาม
(1) ความพอประมาณ
(2) ความมีเหตุผล
(3) การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
(4) ความไม่ประมาท
ตอบ 2 หน้า 229, 250, 252 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงระดับความพอเพียงอย่างมีเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักศีลธรรม หลักจริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วน และตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และส่วนรวมอย่างรอบคอบ

93. นักศึกษามีการวางแผนทบทวนบทเรียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และมีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อความพร้อมในการเข้าสอบ เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะในข้อใด
(1) ความพอประมาณ
(2) ความมีเหตุผล
(3) การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
(4) ความไม่ประมาท
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 87. ประกอบ

94. การเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของตนให้เป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี ไม่โลภ และรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น เกี่ยวข้องกับข้อใด
(1) เงื่อนไขคุณธรรม
(2) เป้าประสงค์
(3) เงื่อนไขหลักวิชา
(4) เงื่อนไขชีวิต
ตอบ 1 หน้า 250, 254 เงื่อนไขคุณธรรมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของตนให้เป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้รักสามัคคี ไม่โลภ ไม่ตระหนี่ และรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น เช่น นักศึกษาแบ่งปันความรู้ให้เพื่อน ไม่ทุจริตในการสอบ และพึงพอใจในผลสอบที่ตนได้รับ เป็นต้น

95. การที่บุคคลมีการช่วยกันดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบของสภาพแวดล้อมโดยรอบ และการให้ความร่วมมือสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในระดับใด
(1) ความพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว
(2) ความพอเพียงระดับธุรกิจ
(3) ความพอเพียงระดับชุมชน
(4) ความพอเพียงระดับประเทศ
ตอบ 3 หน้า 230, 264 – 265, (คำบรรยาย) ความพอเพียงระดับชุมชน คือ การสร้างเครือข่ายเพื่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ประกอบด้วย

1. สวัสดิการชุมชน
2. การช่วยกันดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบของสภาพแวดล้อมโดยรอบ
3. การช่วยกันดูแลความสงบและความปลอดภัย
4. การให้ความร่วมมือสร้างเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม

96. การตระหนักถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภายนอกชุมชน ด้วยการติดต่อหน่วยงานที่สามารถสนับสนุนด้านการลงทุนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เป็นทฤษฎีใหม่ขั้นใด
(1) ทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง
(2) ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
(3) ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
(4) ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สี่
ตอบ 3 หน้า 261, (คำบรรยาย) ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริขั้นที่ 3 คือ การตระหนักถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภายนอกชุมชน โดยการติดต่อหน่วยงานที่สามารถสนับสนุนในด้านการลงทุนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ได้แก่
1. หน่วยงานที่สนับสนุนด้านการวิจัย เพื่อการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพดีขึ้น ต้นทุนต่ำลง
2. ธนาคารที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงเกินไปนัก
3. บริษัทเอกชนที่รับซื้อผลผลิตโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง

97. ข้อใดมิใช่ผลกระทบจากปัญหาคอร์รัปชัน
(1) เกิดความไม่น่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม
(2) ปัญหาอาชญากรรมสูงขึ้น
(3) ประชาชนต้องเสี่ยงจากโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน
(4) ประชาชนต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ผลกระทบจากปัญหาคอร์รัปชันที่มีต่อประชาชน มีดังนี้
1. ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพจากรัฐลดลง หรือประชาชนต้องเสี่ยงจากโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน
2. ทำให้การใช้จ่ายเงินในการทำธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากต้องจ่ายเงินเป็นค่าสินบน ส่งผลให้ค่าครองชีพสูง ประชาชนต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น
3. เกิดความไม่น่าเชื่อถือหรือเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม
4. ประชาชนไม่เต็มใจจ่ายภาษีเนื่องจากไม่เชื่อถือการดำเนินงานของรัฐบาล ฯลฯ

98. การใช้อำนาจในการกำหนดกติกาพื้นฐาน เช่น การออกกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของตนหรือพวกพ้อง เป็นรูปแบบการทุจริตในลักษณะใด
(1) ทุจริตตามผู้ที่เกี่ยวข้อง
(2) ทุจริตตามกระบวนการที่ใช้
(3) ทุจริตตามลักษณะรูปธรรม
(4) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การทุจริตที่แบ่งตามกระบวนการที่ใช้ จะมีอยู่ 2 ประเภท ดังนี้
1. เกิดจากการใช้อำนาจในการกำหนดกติกาพื้นฐาน เช่น การออกกฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของตนหรือพวกพ้อง
2. เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากกฎและระเบียบที่ดำรงอยู่ ซึ่งมักเกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎและระเบียบเหล่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ความคิดเห็นของตนในทางที่ผิดหรือไม่ยุติธรรมได้

99. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ประเภทของรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันที่กำหนดโดยคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาสอบสวน และศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตของวุฒิสภา
(1) การทุจริตในการคัดเลือกบุคคล
(2) การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
(3) การทุจริตในการให้สัมปทาน
(4) การทุจริตโดยการทำลายระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ตอบ 1 (คำบรรยาย) คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาสอบสวน และศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตของวุฒิสภา ได้แบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. การทุจริตเชิงนโยบาย
2. การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
3. การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
4. การทุจริตในการให้สัมปทาน
5. การทุจริตโดยการทำลายระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

100. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นสาเหตุของการทุจริต
(1) มีสถานการณ์หรือโอกาสที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้เป็นจำนวนมาก และมีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การทุจริต
(2) การออกกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับ
(3) กฎหมายและประมวลจริยธรรมไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัย
(4) ประชากรในประเทศยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) สาเหตุของการทุจริต ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในต่าง ๆ ที่เอื้อหรือสนับสนุนต่อการเกิดการทุจริต มีดังนี้
1. แรงขับเคลื่อนที่ทำให้อยากมีรายได้เป็นจำนวนมาก
2. มีสถานการณ์หรือโอกาสที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้เป็นจำนวนมาก และมีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การทุจริต
3. การออกกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง
4. กฎหมายและประมวลจริยธรรมไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัย
5. ประชากรในประเทศยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก
6. ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่เข้มแข็ง

101. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นเงื่อนไข/สาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ได้จากการศึกษาวิจัยโครงการประเมินสถานการณ์ด้านการทุจริตในประเทศไทยของเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์
(1) ด้านเศรษฐกิจ
(2) ด้านการแข่งขัน
(3) ด้านการเมือง
(4) การตรวจสอบ
ตอบ 2 (คำบรรยาย) จากการศึกษาวิจัยโครงการประเมินสถานการณ์ด้านการทุจริตในประเทศไทยของเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ได้ระบุถึงเงื่อนไข/สาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย
1. ด้านเศรษฐกิจ
2. ด้านสังคม
3. ด้านวัฒนธรรม
4. ด้านการเมือง
5. ด้านระบบราชการ
6. กฎหมายและระเบียบ
7. การตรวจสอบ
8. สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ อิทธิพลของภรรยาหรือผู้หญิง และการพนัน

102. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นรูปแบบของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
(1) Accepting Benefits
(2) Pork – barreling
(3) Nepotism or Organization Relations
(4) Influence
ตอบ 3 (คำบรรยาย) รูปแบบของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม สามารถสรุปออกเป็น 9 รูปแบบ ดังนี้
1. การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ (Accepting Benefits)
2. การทำธุรกิจกับตนเอง (Self – dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts)
3. การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ (Post – employment)

4. การทำงานพิเศษ (Outside Employment or Moonlighting)
5. การรู้ข้อมูลภายใน (Inside Information)
6. การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว (Using your Employer’s property for Private Advantage)
7. การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork – barreling)
8. การใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือข่ายหรือพวกพ้อง (Nepotism)
9. การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (Influence)

103. ต่อไปนี้คือลักษณะของคนที่มีระบบความคิดที่ไม่ถูกต้อง ยกเว้นข้อใด
(1) ไม่แยกแยะตำแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน
(2) เอาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นประโยชน์ส่วนตน
(3) เห็นประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนรวม
(4) เห็นประโยชน์เครือญาติสำคัญกว่าประโยชน์พวกพ้อง
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ลักษณะของคนที่มีระบบความคิดที่ไม่ถูกต้อง มีดังนี้
1. ไม่สามารถแยกแยะประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมได้
2. ไม่แยกแยะตำแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน
3. เอาประโยชน์ส่วนรวมไปตอบแทนบุญคุณส่วนตน
4. เอาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นประโยชน์ส่วนตน
5. เห็นประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนรวม หรือเห็นประโยชน์เครือญาติพวกพ้องสำคัญกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ

104. ข้อใดไม่ถือว่าเป็นการคิดแบบ Analog
(1) ทุจริตบ้างไม่เป็นไร ถ้าเกิดประโยชน์
(2) ยอมรับการมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะไม่ทำให้ใครเสียหาย
(3) ติดสินบนเพื่อนำเงินเข้ารัฐ
(4) เห็นประโยชน์ส่วนตนมาหลังประโยชน์ส่วนรวม
ตอบ 4 หน้า 314, (คำบรรยาย) ระบบคิดฐานสิบ (Analog) เป็นระบบการคิดวิเคราะห์ข้อมูลที่มีตัวเลขหลายตัว หรือโอกาสที่จะเลือกได้หลายทาง จึงเป็นระบบการคิดที่แยกประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมออกจากกันไม่ได้ โดยมีลักษณะการคิดดังนี้
1. ยอมรับกับคำพูดที่ว่า “ทุจริตบ้างไม่เป็นไร ถ้าเราได้ประโยชน์”
2. ยอมรับการมีผลประโยชน์ทับซ้อน การติดสินบน และการทุจริตคอร์รัปชัน
3. ยอมรับระบบอุปถัมภ์ ชอบนำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง
4. เห็นประโยชน์ส่วนตนมาก่อนประโยชน์ส่วนรวม ฯลฯ

105. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นหลักการทำงานของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน
(1) มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
(2) ติดอาวุธให้กับตัวเอง
(3) ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
(4) การเฝ้าระวังพื้นที่ที่เห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์
ตอบ 2 (คำบรรยาย) หลักการทำงานของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน มีดังนี้
1. มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
2. ติดอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเอง
3. ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

4. การเฝ้าระวังพื้นที่ที่เห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์
5. ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่องในชุมชน
6. ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาทในการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งทุกระดับ
7. จัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ยกย่องให้กำลังใจ และช่วยกันรณรงค์ปกป้องคนทำความดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ

106. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นหลักการทำงานของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน
(1) การเฝ้าระวังพื้นที่ที่เห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์
(2) ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง
(3) จัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ยกย่องให้กำลังใจ
(4) หามาตรการหลีกเลี่ยงและทางหลบหนีให้แก่ ป.ป.ช. ภาคประชาชน และเครือข่าย
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 105. ประกอบ

107. ข้อใดไม่ใช่การฝึกตนให้มีความพอเพียง ซึ่งถือเป็นวิธีการพัฒนาตนด้านคุณธรรมจริยธรรมด้วยตนเองขั้นสูง
(1) การฝึกวินัยขั้นสูง
(2) การรักษาศีลตามความเชื่อในศาสนาของตน
(3) การทำสมาธิ
(4) ฝึกการเป็นผู้ให้
ตอบ 1 (คำบรรยาย) การฝึกตนให้มีความพอเพียง เป็นวิธีการพัฒนาตนในด้านคุณธรรมจริยธรรมด้วยตนเองขั้นสูงสุด ซึ่งประกอบด้วย
1. การฝึกวินัยขั้นพื้นฐาน เช่น ความขยันหมั่นเพียร การพึ่งตนเอง ฯลฯ
2. การรักษาศีลตามความเชื่อในศาสนาของตน
3. การทำสมาธิ
4. ฝึกการเป็นผู้ให้ เช่น การรู้จักให้อภัย รู้จักการแบ่งปันความรู้ ฯลฯ

108. ทมะเป็นหนึ่งในฆราวาสธรรม 4 ประการ หมายถึงตามข้อใด
(1) ความจริง คือ ดำรงมั่นในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง จะทำอะไรก็ให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้
(2) การข่มใจ คือ บังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัวและแก้ไขปรับปรุงตนให้ก้าวหน้าดีงามยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
(3) อดทน คือ มุ่งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง อดทนไม่หวั่นไหว ไม่ท้อถอยมั่นคงในจุดหมาย
(4) เสียสละ คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บำเพ็ญประโยชน์ สละโลภ ละทิฐิมานะได้ ร่วมงานกับผู้อื่นได้ ไม่ใจแคบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตน
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักคุณธรรมสำหรับฆราวาส หรือหลักการครองชีวิตให้มีความสุข ถูกต้องและเหมาะสม ประกอบด้วย
1. สัจจะ (ความจริง) คือ ดำรงมั่นในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง จะทำอะไรก็ให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้
2. ทมะ (การข่มใจ) คือ บังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัวและแก้ไขปรับปรุงตนให้ก้าวหน้าดีงามยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
3. ขันติ (อดทน) คือ มุ่งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง อดทนไม่หวั่นไหว มั่นคงในจุดหมาย ไม่ท้อถอย
4. จาคะ (เสียสละ) คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บำเพ็ญประโยชน์ สละโลภ ละทิฐิมานะได้ ร่วมงานกับผู้อื่นได้ ไม่ใจแคบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตน

109. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรมตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
(1) หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
(2) หลักความโปร่งใส (Accountability)
(3) หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
(4) หลักการลงทุน (Cost-effectiveness or Economy)
ตอบ 4 หน้า 191 – 192, (คำบรรยาย) หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นแนวทางการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรมตามหลักพื้นฐานของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 6 ประการ ได้แก่
1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
2. หลักคุณธรรม (Morality)
3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility)
6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)

110. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ความโปร่งใสด้านการให้โทษ
(1) มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
(2) มีวิธีการพิจารณาลงโทษผู้ทำผิดอย่างรุนแรง
(3) มีการลงโทษจริงจัง หนักเบาตามเหตุแห่งการกระทำผิด
(4) มีระบบการฟ้องร้องผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
ตอบ 2 หน้า 191, (คำบรรยาย) ความโปร่งใสด้านการให้โทษ ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
1. มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
2. มีวิธีการพิจารณาลงโทษผู้ทำผิดอย่างยุติธรรม
3. มีการลงโทษจริงจัง หนักเบาตามเหตุแห่งการกระทำผิด
4. มีระบบการฟ้องร้องผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
5. หัวหน้างานลงโทษผู้ทุจริตอย่างจริงจัง ฯลฯ

111. หลักการมีส่วนร่วมประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ 4 หลักการต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
(1) ระดับการให้ข้อมูล
(2) ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน
(3) ระดับการวางแผนของผู้บริหาร และการตัดสินใจ
(4) ระดับการพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน
ตอบ 3 หน้า 192, (คำบรรยาย) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) ประกอบด้วย 4 หลักการ ดังนี้
1. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับที่ต่ำที่สุดและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน
2. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก
3. ระดับการวางแผนร่วมกัน และการตัดสินใจ เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าการปรึกษาหารือ
4. ระดับการพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน จัดเป็นระดับขั้นสูงสุดของการมีส่วนร่วม

112. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2564)
(1) สกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย
(2) พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรับ
(3) ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต
(4) ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ยุทธศาสตร์ชาติที่ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2564) กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” (Zero Tolerance & Clean Thailand) แบ่งออกเป็น 6 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นกระบวนการปรับสภาพทางสังคมให้เกิดภาวะ “ไม่ทนต่อการทุจริต” ได้แก่
1. สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต
2. ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต
3. สกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย
4. พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก
5. ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต
6. ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต

113. การสร้างฐานคิดจิตพอเพียงต่อต้านการทุจริตให้เกิดขึ้น เป็นพื้นฐานความคิดของปัจเจกบุคคลโดยมีการประยุกต์หลักบูรณาการ “STRONG” เป็นแนวทางในการพัฒนา โดยตัวอักษร G ในหลัก STRONG คืออะไร
(1) Generality
(2) Generosity
(3) Genocide
(4) Geography
ตอบ 2 (คำบรรยาย) หลักบูรณาการ “STRONG” เป็นแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมของหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย
1. S = Sufficient (ความพอเพียง)
2. T = Transparent (ความโปร่งใส)
3. R = Realize (ความตื่นรู้)
4. O = Onward (การมุ่งไปข้างหน้า)
5. N = KNowledge (ความรู้)
6. G = Generosity (ความเอื้ออาทร)

114. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นหลักในการพึ่งตนเอง 5 ประการ สำหรับประชาชนทั่วไป
(1) หลักด้านจิตใจ
(2) หลักด้านครอบครัว
(3) หลักด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(4) หลักด้านเทคโนโลยี
ตอบ 2 หน้า 259, (คำบรรยาย) หลักการพึ่งตนเองต้องมีความพอดี 5 ประการ ได้แก่
1. ความพอดีด้านจิตใจ
2. ความพอดีด้านสังคม
3. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. ความพอดีด้านเทคโนโลยี
5. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ

115. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นหนึ่งใน 7 หลักการของหลักนิติธรรม
(1) หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
(2) หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและนิติบัญญัติ
(3) หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา
(4) หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
ตอบ 2 หน้า 191, (คำบรรยาย) หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ประกอบด้วย 7 หลักการ ได้แก่
1. หลักการแบ่งแยกอำนาจ
2. หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
3. หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง
4. หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา
5. หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา

6. หลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย”
7. หลักความเป้นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

116. หลักการปฏิบัติตามแนวทางของความพอเพียงของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้ประมวลหลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแสดงให้ประชาชนได้เห็นมาโดยตลอดได้ 10 ข้อ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็น 1 ในหลัก 10 ประการ ตามรอยพระยุคลบาท
(1) ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลเป็นที่ประจักษ์
(2) มีความอดทน มุ่งมั่น ยึดความเหมาะสมและกาลเทศะ
(3) มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายและประหยัด
(4) มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) หลัก 10 ประการ ตามรอยพระยุคลบาท มีดังนี้
1. ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลเป็นที่ประจักษ์
2. มีความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะและความถูกต้อง
3. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายและประหยัด
4. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก
5. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพความคิดที่แตกต่าง
6. มีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร
7. มีความสุจริตและความกตัญญู
8. พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง
9. รักประชาชน
10. การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

117. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นระดับของความพอเพียง
(1) ความพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว
(2) ความพอเพียงระดับชุมชน
(3) ความพอเพียงในภาคธุรกิจเอกชน
(4) ความพอเพียงระหว่างประเทศ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ระดับของความพอเพียงมีอยู่ 4 ระดับ ดังนี้
1. ความพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว
2. ความพอเพียงระดับชุมชน
3. ความพอเพียงระดับธุรกิจเอกชน
4. ความพอเพียงระดับประเทศ

118. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการบริหารราชการที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
(1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของตนเอง
(3) ประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจรัฐ
(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
ตอบ 2 หน้า 197, 203 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ได้กำหนดขอบเขตเป้าหมายของคำว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนี้
1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
3. ประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจรัฐ
4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
6. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

119. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นองค์ประกอบการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
(1) ความเชื่อของผู้มีอำนาจว่า อำนาจสามารถแบ่งปันได้
(2) กลไกการแบ่งปันอำนาจ
(3) กลไกการคานอำนาจ
(4) ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจและการแบ่งปันอำนาจ
ตอบ 4 หน้า 199 องค์ประกอบการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีมี 4 ประการ คือ
1. ความเชื่อของผู้มีอำนาจว่า อำนาจสามารถแบ่งปันได้
2. กลไกการแบ่งปันอำนาจ
3. กลไกการคานอำนาจ
4. ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจและการคานอำนาจ

120. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ประโยชน์ต่อประชาชนในการนำเอาหลักธรรมาภิบาลมาใช้
(1) ประชาชนผู้รับบริการได้รับการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย
(2) การบริหารงานของภาครัฐเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม มีคุณภาพ สามารถรองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
(3) ทำให้สามารถลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งผลทำให้ช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่าย
(4) ระบบการตัดสินใจและการบริหารจัดการโดยรวมของหน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เสมอภาค
ตอบ 3 หน้า 215 ประโยชน์ต่อประชาชน/ผู้รับบริการในการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ มีดังนี้
1. ทำให้ระบบการตัดสินใจและการบริหารจัดการโดยรวมของหน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เสมอภาค และมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง อันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาแก่ประชาชน/ผู้รับบริการ
2. ทำให้ประชาชน/ผู้รับบริการได้รับการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินความจำเป็น รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชน/ผู้รับบริการได้มากขึ้น
3. ทำให้การบริหารงานของภาครัฐเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม มีคุณภาพ สามารถรองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะส่งผลทำให้ประชาชน/ผู้รับบริการมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
(ส่วนตัวเลือกข้อ 3 เป็นประโยชน์ต่อสังคม/ประเทศชาติ)

 

POL3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ

คำสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ โดยข้อที่ 1 บังคับทำ ถ้าไม่ทำถือว่าสอบไม่ผ่าน

ข้อ 1. จงอธิบายความหมาย ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ลักษณะ และรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย

แนวคำตอบ

ความหมายของรัฐวิสาหกิจ

เกษินี หงสนันทน์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การซึ่งรัฐบาลกลางควบคุมและเป็นเจ้าของ ทั้งนี้เพื่อที่จะปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง และยกฐานะของประชาชนในประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ติน ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการต่าง ๆ ของรัฐแต่บริหารงานเชิงธุรกิจ กิจการของรัฐที่บริหารงานเชิงธุรกิจดังกล่าวนี้อาจรวมถึงกิจการทางด้านการสื่อสาร สาธารณูปโภค การคมนาคม สถาบันการเงิน การประกันภัย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การวิจัย ฯลฯ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อาจจะจัดตั้งภายใต้กฎหมาย และกฎเกณฑ์หลายประการ คือ

1. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย
2. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
3. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้อำนาจไว้โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เช่น องค์การตลาด
4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
5. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจโดยนัยนี้ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เช่น โรงงานยาสูบ
6. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมาตามนัยของกฎหมายธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น ธนาคารกรุงไทย

ความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ

รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งของการบริหารจัดการในภาครัฐ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริม พัฒนา และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนมากเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ด้านการคมนาคม ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกิจการสาธารณะเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูง แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและมีอัตราการคืนทุนที่ใช้ระยะเวลานาน ทำให้เอกชนขาดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการเองในรูปแบบของ “รัฐวิสาหกิจ” เพื่อให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ
2. เพื่อส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรม
3. เพื่อความมั่นคงของประเทศ
4. เพื่อควบคุมสินค้าอันตราย
5. เพื่อประโยชน์ในด้านการคลังและเสริมรายได้ให้แก่รัฐ
6. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ
7. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจแทนรัฐ
8. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนในการดำเนินธุรกิจ
9. เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศ

ลักษณะของรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานร่วมกับเอกชนหรือกลุ่มบุคคล
2. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานแบบธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้ปกครอง
3. เป็นกิจการที่มีอิสรภาพทางการบริหารและการจัดการทรัพยากรของตนเองภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล
4. การจัดโครงสร้างขององค์การรัฐวิสาหกิจควรมีลักษณะพิเศษที่เหมาะสมแก่การบริหารงาน
5. ผู้ใช้บริการ คือบุคคลที่จะต้องจ่ายค่าบริการของสินค้านั้น ๆ
6. ราคาของสินค้าและบริการอาจจะมีความผันแปรไปตามความต้องการของผู้บริโภคหรือกลไกของราคาตลาด
7. ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการบริหารในด้านต่าง ๆ จะต้องมีความคล้ายคลึงกับบริษัทเอกชน

รูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย

การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

1. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามหน่วยงานราชการที่สังกัด ตัวอย่างเช่น
1) สำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
2) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 2 แห่ง คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
3) กระทรวงสาธารณสุข มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม

2. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกลุ่มสาขา ตัวอย่างเช่น
1) สาขาพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2) สาขาสื่อสาร แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

3. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มประเภทของการจัดตั้ง ดังนี้
1) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
2) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกำหนด เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน จัดตั้งโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน พ.ศ. 2540
3) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกา เช่น องค์การสวนยาง จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504
4) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
5) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ. 2515
6) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น องค์การสุรา จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบจัดตั้งองค์การสุรา กรมสรรพสามิต พ.ศ. 2506

4. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรค์สร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการให้บริการด้านพลังงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และรักษาความสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 2. จงอธิบายความหมาย หลักการ บทบาท ขอบเขตของการบริการสาธารณะ และหลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

แนวคำตอบ

ความหมายของการบริการสาธารณะ

นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้อธิบายว่า การบริการสาธารณะ คือ กิจกรรมประเภทหนึ่งซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม เป็นการให้บริการแก่ประชาชน หรือการดำเนินการอื่นเพื่อสนองความต้องการของประชาชน

เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ ให้ความหมายว่า การบริการสาธารณะ หมายถึง การที่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นของรัฐหรือเอกชน มีหน้าที่ในการส่งต่อการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม การให้บริการสาธารณะมีลักษณะที่เป็น “ระบบ” มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วน คือ
1. สถานที่และบุคคลที่ให้บริการ
2. ปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากร
3. กระบวนการและกิจกรรม
4. ผลผลิตหรือตัวบริการ
5. ช่องทางการให้บริการ
6. ผลกระทบที่มีต่อผู้รับบริการ

หลักการให้บริการสาธารณะ

ปราโมทย์ สังจรักษ์ กล่าวถึง หลักสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะไว้ 5 ประการ คือ
1. บริการสาธารณะเป็นกิจการที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครอง
2. บริการสาธารณะมีวัตถุประสงค์ในการสนองตอบความต้องการส่วนรวมของประชาชน
3. การจัดระเบียบและวิธีดำเนินการบริการสาธารณะย่อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพื่อให้เหมาะสมแก่ความจำเป็นแห่งกาลสมัย
4. บริการสาธารณะจะต้องจัดดำเนินการอยู่เป็นนิจและโดยสม่ำเสมอ ไม่มีการหยุดชะงัก ถ้าบริการสาธารณะหยุดชะงักด้วยประการใด ๆ ประชาชนย่อมได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหาย
5. เอกชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเท่าเทียมกัน การให้บริการสาธารณะมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่ประชาชน

บทบาทและขอบเขตของการบริการสาธารณะ

1. ด้านสังคม การบริการสาธารณะด้านสังคมเป็นรูปแบบของการบริการที่เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่ต้องการตอบสนองความมีน้ำใจ และความปรารถนาดีที่มุ่งหวังให้ผู้รับบริการหรือประชาชนได้รับความสะดวกสบาย เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยการบริการสาธารณะทางด้านสังคม ได้แก่
1) การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน คือ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การเก็บขยะ การติดตั้งไฟแสงสว่าง น้ำประปา คลองชลประทาน
2) การบริการสาธารณะด้านสุขภาพ เช่น การป้องกันโรคระบาด การรักษาพยาบาล
3) การบริการสาธารณะด้านสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น การไปรษณีย์ โทรศัพท์
4) การบริการสาธารณะด้านนันทนาการและการกีฬา เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา
5) การบริการสาธารณะด้านการประกันภัย เช่น การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร การประกันการว่างงาน

2. ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม โดยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ นโยบายการประกันสังคมและสวัสดิการ นโยบายการเกษตร นโยบายที่อยู่อาศัย นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

จุดมุ่งหมายของการบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ มีดังนี้
1) เพื่อให้มีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของคนสูงขึ้น
2) เพื่อให้เกิดความสมดุลและความมีเสถียรภาพของตลาดในประเทศ
3) เพื่อให้มีการกระจายรายได้ และการกำหนดราคาที่ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน
4) เพื่อให้มีเสรีภาพ และมีอิสระในการเลือกอาชีพและเลือกวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

5) เพื่อให้ฐานะทางการเงินของประเทศมีความมั่นคง
6) เพื่อให้มีความสงบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
7) เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

3. ด้านการปกครอง การบริการสาธารณะทางด้านการปกครองเป็นกิจกรรมสาธารณะที่รัฐทำหน้าที่ในงานด้านการปกครองจะต้องจัดกระทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ประกอบกับบริบทของงานสาธารณะด้านการปกครองเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายปกครองที่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษในการดำเนินงาน รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะที่มีลักษณะทางการปกครอง และมีการกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแผนเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และเป็นระบบเดียวกันในการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนได้ และโดยมากบริการสาธารณะด้านการปกครองเป็นกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม เช่น ตำรวจทำหน้าที่ในการรักษาความสงบสุขภายในประเทศ ทหารทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ข้าราชการฝ่ายปกครองทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เป็นต้น

หลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

การดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล คือ การที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมหรือดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ การคมนาคมและการขนส่ง เป็นต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหากปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดหรือเอารัดเอาเปรียบประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐ รัฐมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำหนดบทบาทของตนในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถกำหนดพฤติกรรมในการประกอบการทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดกลไกตลาดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจในการผลิตและอาจทำให้เกิดการว่างงาน แต่หากรัฐเข้ามาแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมก็จะทำให้การกระจายทรัพยากรและการควบคุมสินค้าที่ไม่เหมาะสมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

1. บทบาทในการลงทุนและการผลิต รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของระบบเศรษฐกิจเมื่อกลไกการทำงานของตลาดเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเกิดมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกิดการผูกขาดของผู้ประกอบการเอกชน เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะของความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1) ระหว่างเอกชนกับเอกชน เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี หรือลัทธิระบบนายทุน ซึ่งเอกชนมีสิทธิและเสรีภาพในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและประกอบอาชีพตามความสามารถที่ตนเองชำนาญ สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินอื่น ๆ ได้อย่างเสรี
2) รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยรัฐบาลจะใช้อำนาจของตนควบคุมปัจจัยการผลิตและดำเนินธุรกิจเอง โดยเชื่อว่า การดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศทั้งหมดให้มีสถานะที่เท่าเทียมกัน และสามารถตัดการแข่งขันออกไปได้

3) เอกชนและรัฐบาลเป็นเจ้าของร่วม เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยการถ่ายโอนการถือหุ้นบางส่วนให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นในกิจการของรัฐที่รัฐเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาเพื่อการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน แต่ต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเกินควรเพื่อช่วยประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นได้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง พลังงานเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น

2. บทบาทในการกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการวางแผนที่อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไข ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการลงทุน หรือจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน รัฐบาลอาจแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการบริหารของรัฐบาล เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราภาษี เป็นต้น ซึ่งการแทรกแซงเหล่านี้มีผลต่อการลงทุน การบริโภค และการประกอบกิจกรรมอื่น ๆ

3. บทบาทในการกำหนดปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย
1) ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวังเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อผลกระทบของการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
2) ทุน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก และเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทุนไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่สินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง
(1) ทุนพื้นฐานทางสังคม (Social Overhead Capital) คือ การลงทุนที่ช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสังคมให้สูงขึ้น เช่น สนามออกกำลังกาย สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ เป็นต้น
(2) ทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Overhead Capital) คือ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนน รถไฟ สนามบิน เป็นต้น
3) ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยศักยภาพของประชากรในประเทศ เช่น ระดับการศึกษา ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ทักษะ กำลังกาย เป็นต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในการนำทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
4) ผู้ประกอบการ มีบทบาทที่สำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
5) เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตที่ส่งผลต่อการขยายการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

4. บทบาทในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปัญหานั้น ๆ มีผลกระทบต่อประชาชน หรือปัญหานั้นขัดขวางอัตราการเจริญเติบโตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น ปัญหาการส่งออก ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ปัญหาการว่างงาน ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เป็นต้น

 

ข้อ 3. จงอธิบายแนวคิดในการบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และปัญหาของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ

แนวคำตอบ

แนวคิดในการบริหารรัฐวิสาหกิจ

การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด

ดังนั้นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องมีทักษะในการเลือกแนวทางดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับวัฒนธรรม ค่านิยม คน เวลา สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ เพราะในปัจจุบันการบริหารงานในองค์การไม่สามารถให้ผู้บริหารลองผิดลองถูกได้ และแนวคิดการบริหารที่ดีมีประโยชน์จะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การต่อไปได้

การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันนั้นเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. การบริหารราชการส่วนกลาง เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชการส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

รัฐวิสาหกิจที่สังกัดการบริหารราชการส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) องค์การของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ และพระราชกฤษฎีกา ทำหน้าที่เป็นองค์การของรัฐในการดำเนินงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประเทศ
2) หน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ จัดตั้งขึ้นภายใต้สังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรม ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
3) บริษัทจำกัด โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือบางส่วน จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับขั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง

3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้น การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะของท้องถิ่น

การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

1. อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจนั้นจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ

2. อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคล ดังต่อไปนี้
1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ

3. อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
(1) ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
(2) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
(3) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าไปร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
(4) กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
(5) รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
– การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
– การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
– การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
– อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาล และผลประโยชน์ของประชาชน
2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
(1) กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
(2) กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดได้ว่าเงินที่ให้เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
(3) กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายโดยถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่

1. รัฐสภา ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ โดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

2. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
2) จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
3) พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงิน และการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรัด การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ

3. สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
3) กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน

4. กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
2) จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
3) กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน และหนี้
4) กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดรองจ่ายราชการ

5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
2) ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
3) ตรวจสอบบัญชีเอกสาร และทรัพย์สินของทบวงการเมือง

ปัญหาของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ

ปัญหาของระบบราชการได้ส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

1. การถูกแทรกแซงที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การเข้าแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมและควบคุมการดำเนินงานโดยกระทรวงต้นสังกัดทำให้รัฐวิสาหกิจไม่สามารถบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยรวม

2. การขาดเอกภาพ ความเชื่อมโยง และความคล่องตัว กล่าวคือ กระทรวงต้นสังกัดทำหน้าที่เหมือนผู้สั่งการทำให้องค์กรรัฐวิสาหกิจขาดความเป็นเอกภาพ และขาดความเชื่อมโยงของการทำนโยบายระหว่างกระทรวงในทางปฏิบัติ ส่งผลให้มีความไม่สอดคล้องกันในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละองค์กร อีกทั้งกฎระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ และขั้นตอนการทำงานที่ล้าหลัง และมากเกินความจำเป็น ทำให้รัฐวิสาหกิจขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน

3. การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากเกินไปจนทำให้รัฐวิสาหกิจขาดการพัฒนา กล่าวคือ สภาพแวดล้อมการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจมักได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากเกินไปและทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานจนทำให้รัฐวิสาหกิจไม่ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นการปรับสภาพการแข่งขันให้เกิดความเท่าเทียมกันและได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เหมาะสมจะช่วยผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเข้าสู่กลไกตลาดอย่างแท้จริง

4. การบริหารภายในองค์การ เนื่องจากระบบการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังคล้ายคลึงกับระบบราชการ ขาดความคล่องตัวต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งมีหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจหลายหน่วยงานทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานต่าง ๆ กล่าวคือ การบริหารงานยังผูกพันกับกฎระเบียบที่คล้ายกับที่ใช้อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ เช่น ระเบียบพัสดุ เป็นต้น ทำให้การดำเนินงานขาดความคล่องตัวไม่เหมาะสมกับการดำเนินกิจการเชิงธุรกิจของรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงและกรรมการของรัฐวิสาหกิจที่เป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการมาก่อนมักพยายามที่จะนำเอากฎเกณฑ์ของทางราชการเข้าไปใช้กับรัฐวิสาหกิจอีกด้วย และสุดท้ายคือการแทรกแซงของการเมืองที่ผู้บริหารและคณะกรรมการมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการบริหารการดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้

5. ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับการควบคุม กล่าวคือ ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับการควบคุมมีผลต่อความคล่องตัว การตัดสินใจ ความรวดเร็วของการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการควบคุมที่เข้มงวดเกินไปของรัฐบาลที่มีต่อรัฐวิสาหกิจส่งผลให้รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ขาดความเป็นอิสระที่ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจดำเนินงานไปอย่างขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความล่าช้าเหมือนกับหน่วยงานราชการทั่วไป ตลอดจนขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ว่าเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจ

6. การประสานงาน กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจแต่ละองค์กรนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐบาลหลายหน่วยงานพร้อม ๆ กัน ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหาร การดำเนินงานจึงมีลักษณะของความเป็นระบบราชการมาก ซึ่งนับว่าขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจมีการบริหารและการจัดการที่คล่องตัวแบบภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจจะถูกควบคุมจากหน่วยงานของรัฐบาลพร้อม ๆ กันหลายหน่วยงาน โดยที่หน่วยงานของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ในการควบคุมขาดการประสานงานระหว่างกัน จึงนำไปสู่การดำเนินงานที่มีความสับสน ความล่าช้า และความขัดแย้งกันเองระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และตัวของรัฐวิสาหกิจเอง