การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2107 การเมืองเปรียบเทียบเบื้องต้น
คําสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. “ไม่มีชนชั้นนายทุน ไม่มีประชาธิปไตย” เป็นคํากล่าวของนักวิชาการคนใด
(1) แกเบรียล อัลมอนด์
(2) มาร์ติน ลิปเซ็ต
(3) เธดา สค็อกโพล
(4) แบร์ริงตัน มัวร์ จูเนียร์
(5) โรเบิร์ต ดาห์ล
ตอบ 4 หน้า 72 งานเรื่อง “Social Origins of Dictatorship and Democracy” ของแบร์ริงตัน มัวร์ จูเนียร์ (Barrington Moore Jr.) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการศึกษาน้อยกรณี (Small-NS) ซึ่งงานชิ้นนี้มัวร์ได้สร้างคําอธิบายใหม่ที่แตกต่างจากคําอธิบายเดิมที่มักบอกว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสู่การเป็นประชาธิปไตย โดยมีการอธิบายที่ซับซ้อนมากขึ้น พิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรต้นจํานวนมากขึ้นทั้งในส่วนของชนชั้นทางสังคม โครงสร้างทาง เศรษฐกิจ อํานาจรัฐ ตลอดจนพิจารณาถึงปฏิสัมพันธ์กันเองของตัวแปรต้นต่าง ๆ ควบคู่กันไป กับการพิจารณาอิทธิพลที่มีต่อตัวแปรตาม ซึ่งนําไปสู่ข้อสรุปที่โด่งดังที่ว่า “ไม่มีชนชั้นนายทุนไม่มีประชาธิปไตย”
2.วิธีการเปรียบเทียบแบบ MSS และ MDS พัฒนาขึ้นโดยนักวิชาการคนใด
(1) Przeworski and Teune
(2) John Stuart Mill
(3) Antonio Gramsci
(4) Ragin and Rubinson
(5) Anthony Giddens
ตอบ 1 หน้า 59 – 60 วิธีการเปรียบเทียบของเชวอร์สกีและเทิร์น (Przeworski and Teune) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากวิธีการของจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) มี 2 วิธี คือ
1. วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด (Most Similar Systems : MSS) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวิธีการพิจารณาความแตกต่างของมิลล์
2. วิธีการพิจารณาระบบที่แตกต่างกันมากที่สุด (Most Different Systems : MDS) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวิธีการพิจารณาความเหมือนของมิลล์
3. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระเบียบวิธีการศึกษาเปรียบเทียบแบบ Small-Ns
(1) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ
(2) เน้นศึกษาน้อยกรณี
(3) เน้นตีความหรือทําความเข้าใจความหมาย
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 1 หน้า 70 Small-Ns คือ การศึกษาน้อยกรณี ซึ่งมักจะถูกนํามาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methods) ซึ่งเป็นการศึกษาที่เน้นเรื่องของ การตีความหรือทําความเข้าใจความหมายอย่างรอบด้านหรือในลักษณะองค์รวม เพื่อทําความ เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อประเด็นที่ศึกษาในกรณีนั้น ๆ
4.งานของลิปเซ็ตเรื่อง “Political Man” ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาแบบใด
(1) เชิงปริมาณ
(2) เชิงคุณภาพ
(3) Large-Ns
(4) Small-Ns
(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก
ตอบ 5 หน้า 64, 67 – 68 งานของลิปเซ็ต (Lipset) เรื่อง “Political Man” เป็นการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเป็นประชาธิปไตย โดยใช้ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและการศึกษาหลายกรณี (Large-Ns) ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่ากลุ่มประเทศที่มีประชาธิปไตยมั่นคงประชาชนจะมีรายได้สูงกว่าประเทศที่มีประชาธิปไตยไม่มั่นคงหรือเป็นเผด็จการ จากงานชิ้นนี้ของลิปเซ็ตได้นํามาสู่ข้อสรุปเป็นคําอธิบายทั่วไปอันโด่งดังที่ว่า “การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยส่งผลต่อการพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตย”
5.คําอธิบายอันโด่งดังที่ว่า “การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยส่งผลต่อการพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตย”เป็นของนักวิชาการผู้ใด
(1) ไดมอนด์
(2) กิดเดนส์
(3) ลิปเซ็ต
(4) ลาสเวลล์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 4. ประกอบ
6.งานเรื่อง “Social Origins of Dictatorship and Democracy” ของมัวร์ จูเนียร์ ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาแบบใด
(1) เชิงปริมาณ
(2) เชิงคุณภาพ
(3) Large-Ns
(4) Mixed Method
(5) เชิงสถิติ
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 1. ประกอบ
7. งานเรื่อง “Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy” ของโรเบิร์ต พุตนัม ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาแบบใด
(1) เชิงปริมาณ
(2) เชิงคุณภาพ
(3) Large-Ns
(4) Mixed Method
(5) เชิงสถิติ
ตอบ 4หน้า 74 งานเรื่อง “Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy” ของ โรเบิร์ต พุตนัม (Robert Putnum) เป็นการศึกษาบทบาทของวัฒนธรรมแบบพลเมืองที่ส่งผลต่อ การทํางานของระบอบประชาธิปไตย โดยเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลระดับภูมิภาคในภาคเหนือ และภาคใต้ของอิตาลี ซึ่งพุตนัมได้ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาแบบผสม (Mixed Method) โดยใช้ วิธีการเชิงปริมาณเพื่อสํารวจทัศนคติของพลเมือง และใช้วิธีการเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เพื่อสืบค้นข้อมูลความเป็นมาของความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคในอิตาลี
8.“พหุนิยมของระเบียบวิธีการศึกษา” (Methodological Pluralism) สอดคล้องกับข้อใด
(1) ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์
(2) ยุคหลังสมัยใหม่
(3) Nest Analysis
(4) Mixed Method
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 74 – 75, 140 พหุนิยมของระเบียบวิธีการศึกษา (Methodological Pluralism) เกิดขึ้นในยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์หรือยุคหลังสมัยใหม่ เป็นการศึกษาที่มีความหลากหลาย ทั้งในเชิงระเบียบวิธีวิจัยซึ่งอาจใช้วิธีการแบบผสม (Mixed Method) หรือ “การวิเคราะห์ ประสานกันแบบรังนก” (Nest Analysis) และมีการขยายขอบเขตของการศึกษาครอบคลุม ทั้งเรื่องของการเมืองที่เป็นทางการ การเมืองที่ไม่เป็นทางการ ตลอดจนการเมืองในชีวิตประจําวัน เช่น เรื่องของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภาคประชาสังคม รวมถึง เรื่องปฏิสัมพันธ์ของการเมืองภายในและภายนอกประเทศ
9. ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงแนวทางการวิเคราะห์ (Approach)
(1) กําหนดระดับของการอธิบาย
(2) เป็นกรอบเค้าโครงกว้าง ๆ ในการศึกษา
(3) ระบุความสัมพันธ์เชิงเหตุเชิงผลเป็นรูปธรรม
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 3 หน้า 80 – 81, 143 แนวทางการศึกษาหรือแนวทางการวิเคราะห์ (Approach) หมายถึง กรอบเค้าโครงในการศึกษาที่จะเป็นตัวกําหนดระดับของการอธิบาย วิธีการในการศึกษาตลอดจนทฤษฎีที่จะใช้ในการศึกษา โดยแนวทางการศึกษาโดยส่วนใหญ่จะเป็นกรอบเค้าโครงกว้าง ๆ โดยไม่มีการลงลึกในส่วนของตัวแบบในการอธิบายอย่างเป็นรูปธรรม และในแต่ละ แนวทางการศึกษาจะประกอบด้วยทฤษฎีย่อย ๆ อยู่ด้วย
10. ข้อใดถูกต้องเมื่อกล่าวถึงทฤษฎีในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ
(1) กําหนดระดับของการอธิบาย
(2) เป็นกรอบเค้าโครงกว้าง ๆ ในการศึกษา
(3) ชุดคําอธิบายเชิงปัจจยาการ
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 3 หน้า 82 ทฤษฎี (Theory) คือ ชุดของคําอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์เชิง เหตุ-ผล (Causal Relations) ของปัจจัยหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่ศึกษา หรือเรียกอีกอย่างว่า ชุดของคําอธิบายความสัมพันธ์เชิงปัจจยาการ
11. แนวทางการวิเคราะห์ใดจัดอยู่ในกลุ่มแนวทางกระแสหลัก
(1) แนวทางระบบ
(2) แนวทางวัฒนธรรมทางการเมือง
(3) แนวทางการเมืองวัฒนธรรม
(4) แนวทางมาร์กซิสต์ใหม่
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 5 หน้า 83 – 127 แนวทางการวิเคราะห์กระแสหลัก ได้แก่
1. แนวทางระบบ
2. แนวทางวัฒนธรรมทางการเมือง
3. แนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผล
4. แนวทางสถาบันนิยมใหม่
5. แนวทางโครงสร้าง
12. แนวทางการวิเคราะห์ใดจัดอยู่ในกลุ่มแนวทางกระแสวิพากษ์
(1) แนวทางระบบ
(2) แนวทางวัฒนธรรมทางการเมือง
(3) แนวทางสถาบันนิยมใหม่
(4) แนวทางมาร์กซิสต์ใหม่
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 4 หน้า 85 – 86, 107, 134, 140 แนวทางการวิเคราะห์กระแสวิพากษ์ ได้แก่
1. แนวทางการเมืองวัฒนธรรม
2. แนวทางมาร์กซิสต์
3. แนวทางมาร์กซิสต์ใหม่
4. แนวทางหลังสมัยใหม่หรือแนวทางหลังโครงสร้างนิยม (ดูคําอธิบายข้อ 11. ประกอบ)
13. นักรัฐศาสตร์คนสําคัญที่นําเอาความคิดเชิงระบบมาพัฒนาเป็นทฤษฎีระบบคือ
(1) อีสตัน
(2) อัลมอนด์
(3) คาร์ล ดอยซ์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ชาร์ล ทิลลี่
ตอบ 1 หน้า 89 เดวิด อีสตัน (David Easton) เป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกที่นําเอาความคิดเชิงระบบ มาพัฒนาเป็นทฤษฎีระบบ และเป็นบุคคลแรก ๆ ที่เสนอแบบจําลองของระบบการเมือง อันเป็นผลจากความพยายามในการหาทฤษฎีทั่วไปที่สามารถใช้ในการอธิบายการเมืองทั้งระบบหรือสร้างทฤษฎีมหภาคที่สามารถนําไปใช้อธิบายสังคมอื่น ๆ ได้ทั่วทั้งโลก
14. ในทฤษฎีระบบการเมือง ปัจจัยนําเข้าประกอบด้วยอะไรบ้าง
(1) ข้อเรียกร้องความต้องการและการสนับสนุน
(2) รัฐบาลและรัฐสภา
(3) พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์
(4) นโยบายและการปฏิบัติ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 89 – 90 ในทฤษฎีระบบการเมืองนั้น เดวิด อีสตัน (David Easton) อธิบายว่า“ระบบการเมือง” (Political System) เป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์ซึ่งทําหน้าที่อยู่ภายใต้ “สิ่งแวดล้อม” (Environment) โดยจะมี “ปัจจัยนําเข้า (Inputs) ซึ่งประกอบด้วย ข้อเรียกร้อง
ความต้องการ (Demands) และการสนับสนุน (Supports) จากสิ่งแวดล้อมเข้ามาสู่ระบบการเมือง แล้วระบบการเมืองก็จะทําหน้าที่ในการตัดสินใจแปลงปัจจัยนําเข้าดังกล่าวเป็น “ปัจจัยนําออก (Outputs) ในรูปของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายต่าง ๆ ออกไปสู่สิ่งแวดล้อม และผลจากการทํางานของระบบการเมืองก็จะเกิดเป็น “ผลสะท้อนกลับ” (Feedback) กลับเข้าไปเป็นปัจจัยนําเข้าของระบบการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
15. ทฤษฎีระบบเชิงโครงสร้าง-หน้าที่ พัฒนาขึ้นโดยนักวิชาการคนใด
(1) อีสตัน
(2) เมอร์เรียม
(3) อัลมอนด์
(4) ฟูโกต์
(5) พาร์สัน
ตอบ 3 หน้า 92 แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Almond) ได้พัฒนาทฤษฎีระบบเชิงโครงสร้าง-หน้าที่ โดยได้ดึงแนวคิดเรื่องบทบาทและโครงสร้างของนักสังคมวิทยา เช่น แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ทาลค็อตต์ พาร์สัน (Talcott Parsons) เข้ามาผนวกกับทฤษฎีระบบ เพื่อให้ทฤษฎีระบบเชิง โครงสร้าง-หน้าที่มีความเป็นรูปธรรม สามารถศึกษากลุ่มของการกระทําทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการได้
16. ตามทฤษฎีระบบเชิงโครงสร้าง-หน้าที่ โครงสร้างใดทําหน้าที่รวบรวมผลประโยชน์
(1) กลุ่มผลประโยชน์
(2) พรรคการเมือง
(3) รัฐบาล
(4) รัฐสภา
(5) ศาล
ตอบ 2 หน้า 93 – 94 ตามทฤษฎีระบบเชิงโครงสร้าง-หน้าที่นั้น แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Atmond) อธิบายว่า โครงสร้างทางการเมืองแต่ละอย่างสามารถทํางานได้หลายหน้าที่ แม้ใน ระบบการเมืองที่พัฒนาแล้วจะมีโครงสร้างหนึ่งขึ้นมาทําหน้าที่เฉพาะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างดังกล่าวนั้นจะทําแค่หน้าที่เดียว เพราะโครงสร้างในทุกระบบการเมืองจะทําหน้าที่ หลาย ๆ อย่างเสมอ เช่น พรรคการเมืองมีหน้าที่หลักในการรวบรวมผลประโยชน์และเลือกสรร ผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองก็ทําหน้าที่อื่น ๆ เช่น การเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับ ประชาชน การให้การศึกษาทางการเมือง เป็นต้น
17. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบใดเอื้อต่อการเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
(1) Parochial
(2) Subject
(3) Participant
(4) Civic Culture
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 102 แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Almond) และซิดนีย์ เวอร์บา (Sidney Verba) ได้แบ่งวัฒนธรรมทางการเมืองออกเป็น 3 แบบ คือ แบบคับแคบ (Parochial) แบบไพร่ฟ้า (Subject) และแบบมีส่วนร่วม (Participant) โดยมองว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสม หรือเอื้อต่อการเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่วัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่ง แต่ต้องเป็นวัฒนธรรมทาง การเมืองที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมทั้ง 3 แบบอย่างลงตัว ซึ่งเรียกว่า “วัฒนธรรม แบบพลเมือง” (Civic Culture) อันเป็นวัฒนธรรมที่ประชาชนมีความกระตือรือร้นทางการเมือง แต่ก็ไม่มากจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
18. นักรัฐศาสตร์ท่านใดมีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมทางการเมือง
(1) Huntington
(2) Bentley
(3) Downs
(4) Powell
(5) Atmond
ตอบ 5 (คําบรรยาย) แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Almond) เป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ในเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) โดยอัลมอนด์เสนอว่า สาเหตุหนึ่ง ที่ทําให้ประเทศหนึ่งเป็นประชาธิปไตย และอีกประเทศหนึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นก็เพราะว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอื้อต่อการเป็นประชาธิปไตย ส่วนประเทศ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีวัฒนธรรมไม่เอื้อต่อการเป็นประชาธิปไตย
19. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ Subject
(1) เป็นความสัมพันธ์แบบบนลงล่าง
(2) เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
(3) เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ปฏิบัติ
(4) เป็นการเมืองแบบใช้เหตุผล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 102, (คําบรรยาย) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบรับรู้แต่ไม่เข้าร่วมทางการเมืองหรือแบบ ไพร่ฟ้า (Subject) เป็นวัฒนธรรมที่ประชาชนสนใจข่าวสาร มีความรู้เกี่ยวกับการเมือง แต่ไม่เข้าไป มีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีอํานาจทางการเมือง เรื่องของการเมืองเป็น เรื่องของผู้นํา ดังนั้นลักษณะของวัฒนธรรมแบบนี้จึงเป็นความสัมพันธ์แบบบนลงล่าง การเมือง เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและกฎเกณฑ์ปฏิบัติมากกว่าที่จะเป็นการเมืองแบบใช้เหตุผล
20. แนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผลถูกจัดไว้ในกลุ่มแนวทางของยุคใด
(1) ยุคปรัชญา
(2) ยุคสถาบัน
(3) ยุคเปลี่ยนผ่าน
(4) ยุคพฤติกรรมศาสตร์
(5) ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์
ตอบ 5 หน้า 108 – 109 แนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผล (Rational Choice Approach) เป็นแนวทางที่ได้รับอิทธิพลมาจากสาขาเศรษฐศาสตร์ โดยเริ่มถูกนํามาใช้ในการวิเคราะห์ ทางการเมืองในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็น ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ดังนั้นแนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผลจึงถูกจัดไว้ในกลุ่มแนวทาง หรือทฤษฎีในยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวทางยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ในกระแสหลักที่ยังเชื่อมั่นในการสร้างความเป็นศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ในทางการเมือง
21. แกนกลางของการวิเคราะห์ของแนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผลคือ
(1) ความเสียสละ
(2) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล
(3) ผลประโยชน์ของชาติ
(4) ความหลากหลาย
(5) ความเท่าเทียม
ตอบ 2 หน้า 109 แกนกลางของการวิเคราะห์ของแนวทางการเลือกอย่างมีเหตุมีผลตั้งอยู่บนสมมติฐาน หลัก 2 ตัว คือ ความมีเหตุมีผล (Rationality) กับผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Self-Interest)
22. ตามแนววิเคราะห์การเลือกอย่างมีเหตุมีผล คําว่ามนุษย์ทุกคนมีเหตุมีผลหมายถึงข้อใด
(1) จะทําการใดต้องมีการคํานวณ
(2) คิดถึงประโยชน์ได้เสีย
(3) แสวงหาประโยชน์สูงสุด
(4) หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 110, (คําบรรยาย) แนววิเคราะห์การเลือกอย่างมีเหตุมีผล (Rational Choice Approach) มีสมมติฐานสําคัญคือ มนุษย์ทุกคนมีเหตุมีผล ซึ่งคําว่ามีเหตุมีผลหมายถึง มนุษย์ทุกคนเวลา จะทําการใดจะต้องคํานวณอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองได้ประโยชน์อย่างไร และเสียประโยชน์ อย่างไร หรือคํานวณผลได้ผลเสียที่จะได้รับจากทางเลือกแต่ละทาง โดยมนุษย์จะตัดสินใจเลือก ทางเลือกที่ได้ประโยชน์สูงสุด และหลีกเลี่ยงทางเลือกที่จะทําให้เสียประโยชน์มากที่สุดหรือหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากทางเลือกที่จะทําให้เสียประโยชน์นั่นเอง
23. แนวทางสถาบันดั้งเดิมแตกต่างกับแนวทางสถาบันนิยมใหม่ในข้อใด
(1) แนวทางสถาบันดั้งเดิมเน้นศึกษาสถาบันที่เป็นทางการ
(2) แนวทางสถาบันดั้งเดิมเน้นศึกษาสถาบันที่ไม่เป็นทางการ
(3) แนวทางสถาบันดั้งเดิมเน้นศึกษาสถาบันตามกรอบกฎหมาย
(4) ข้อ 1 และ 3 ถูก
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 115, 118, 120 – 122 แนวทางสถาบันดั้งเดิม เน้นศึกษาสถาบันที่เป็นทางการหรือ ศึกษาสถาบันตามกรอบกฎหมาย ส่วนแนวทางสถาบันนิยมใหม่ให้ความสําคัญกับการศึกษาสถาบันที่ไม่เป็นทางการควบคู่กันไปกับการศึกษาสถาบันที่เป็นทางการ รวมถึงขยายขอบเขต ของการศึกษาไปสู่เรื่องของพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมือง ปัจจัยทั้งหลายที่สามารถ ส่งผลทั้งต่อตัวสถาบันและต่อพฤติกรรมทางการเมืองภายในสถาบันต่าง ๆ ตลอดจนการศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันและตัวแสดงทางการเมืองต่าง ๆ
24. ข้อใดไม่ใช่ตัวชี้วัดความเป็นสถาบันของฮันทิงตัน
(1) ความสามารถในการปรับตัว
(2) การแบ่งโครงสร้างทําหน้าที่เฉพาะ
(3) ความรวดเร็วในการทํางาน
(4) ความเป็นอิสระในตนเอง
(5) ความเป็นปึกแผ่น
ตอบ 3 หน้า 119 – 120 ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) ได้เสนอตัวชี้วัดความเป็น สถาบัน ซึ่งมี 4 ประการ ได้แก่
1. ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)
2. การแบ่งโครงสร้างแยกย่อยลงไปและทําหน้าที่เฉพาะ (Complexity)
3. ความเป็นอิสระในตนเอง (Autonomy)
4. ความเป็นปึกแผ่น (Coherence)
25. “การเปรียบเทียบขนาดยักษ์” ของ “โครงสร้างขนาดใหญ่” เป็นคํากล่าวของใคร
(1) มาร์กซ์
(2) ทิลลี่
(3) ไชยวัฒน์ ค้ําชู
(4) อดอร์โน
(5) เดอร์ไคม์
ตอบ 2 หน้า 128 แนวทางโครงสร้างเชิงประวัติศาสตร์ จะเน้นวิเคราะห์ความเป็นมาของโครงสร้าง ขนาดใหญ่ เช่น พัฒนาการของการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในโลกตะวันตก พัฒนาการของระบบ ทุนนิยม พัฒนาการของยุคอุตสาหกรรม พัฒนาการของรัฐสมัยใหม่ พัฒนาการของการเข้าสู่ ระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของพัฒนาการ ตลอดจน ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปรากฏการณ์ที่ศึกษาดังที่ชาร์ล ทิลลี่ (Charles Tilly) เรียกว่า “การเปรียบเทียบขนาดยักษ์” ของ “โครงสร้างขนาดใหญ่” และ “กระบวนการใหญ่”
26. นักวิชาการผู้ใดมีอิทธิพลต่อแนวทางโครงสร้างที่เน้นศึกษารัฐ
(1) พูลันต์ซาส
(2) นิธิ เอียวศรีวงศ์
(3) พาเรโต
(4) ซี. ไรท์ มิลล์
(5) คาร์ล ป๊อปเปอร์
ตอบ 1 หน้า 129, (คําบรรยาย) นิคอส พลันต์ซาส (Nicos Poulantzas) เป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลต่อ แนวทางโครงสร้างที่เน้นศึกษารัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นในยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ อันเป็นผลมาจากกระแสการนํารัฐกลับมาเป็นแกนกลางในการศึกษาทางการเมือง
27. นักวิชาการคนใดมีอิทธิพลอย่างมากต่อกระแสการนํารัฐกลับเข้ามาสู่การศึกษาทางการเมือง
(1) พูลันต์ซาส
(2) นิธิ เอียวศรีวงศ์
(3) พาเรโต
(4) แม็กซ์ เวเบอร์
(5) สค็อกโพล
ตอบ 5 หน้า 117, 130, 156 เธดา สค็อกโพล (Theda Skocpol) และปีเตอร์ อีแวน (Peter Evans) เป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อกระแสการนํารัฐกลับเข้ามาสู่การศึกษาทางการเมือง โดยทั้งสองได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง “Bringing the State Back In” ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ถูกนํามาใช้ เป็นกระแสการเรียกร้องให้รัฐซึ่งถูกมองว่าเป็นเหมือนกล่องดํา คือเป็นที่รวมของอํานาจที่กลุ่ม ต่าง ๆ ใช้ในการต่อรอง แย่งชิง ผลักดันนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับประโยชน์ของกลุ่มตน กลับเข้ามาสู่การเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์ทางการเมือง
28. เพราะเหตุใดแนวคิดแบบมาร์กซิสต์จึงไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยที่มั่นคงจะเกิดขึ้นได้ในโลกทุนนิยม
(1) เพราะยากที่สถาบันการเมืองจะมีความเข้มแข็ง
(2) เพราะเอกชนจะเรียกร้องให้รัฐมีบทบาทน้อย
(3) เพราะมีความเจริญทางวัตถุแต่จิตใจผู้คนตกต่ำ
(4) เพราะมีโครงสร้างที่เกิดการเอารัดเอาเปรียบ
(5) เพราะผู้คนไม่สนใจคุณธรรมจริยธรรมทางศาสนา
ตอบ 4 หน้า 134 – 136, (คําบรรยาย) แนวคิดแบบมาร์กซิสต์ไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยที่มั่นคง จะเกิดขึ้นได้ในโลกทุนนิยม เพราะหัวใจสําคัญของประชาธิปไตยคือความเท่าเทียมกัน แต่ใน ระบบทุนนิยมกลับมีโครงสร้างที่ทําให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กล่าวคือ ในระบบทุนนิยมนั้น ชนชั้นที่ออกแรงผลิตคือชนชั้นแรงงาน แต่ชนชั้นนายทุนกลับรีบเอามูลค่าที่ชนชั้นแรงงานผลิตได้ ไปเป็นของตน ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวทําให้เกิด “ชนชั้นผู้ได้เปรียบ” กับ “ชนชั้นผู้เสียเปรียบ” ซึ่งทําให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
29. ปัจจัยใดที่คาร์ล มาร์กซ์ ให้ความสําคัญที่สุดเมื่อวิเคราะห์อํานาจทางการเมือง
(1) อํานาจของกฎหมาย
(2) โครงสร้างอํานาจในระบบเศรษฐกิจ
(3) การครอบงําทางความคิดผ่านทางศาสนา
(4) แสนยานุภาพทางทหาร
(5) อํานาจของรัฐในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก
ตอบ 2 หน้า 134 – 135 “ทฤษฎีมาร์กซิสต์ (Marxist Theory) กําเนิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมอย่างถึงรากถึงโคน หรือก็คือ ปฏิเสธระบบทุนนิยมโดยสิ้นเชิง โดยการวิเคราะห์ของมาร์กซ์นั้นในทางหนึ่งเป็นการ วิเคราะห์เชิงโครงสร้างและการวิเคราะห์พัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ แต่หัวใจหลักอยู่ที่การใช้ โครงสร้างอํานาจในระบบเศรษฐกิจในการวิเคราะห์อํานาจทางการเมือง
30. ข้อใดเป็นความแตกต่างสําคัญที่สุดระหว่างมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมกับมาร์กซิสต์ใหม่
(1) วิเคราะห์ทางชนชั้น
(2) ปฏิเสธระบบทุนนิยม
(3) ปฏิวัติทางชนชั้น
(4) ให้ความสําคัญกับอํานาจรัฐ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4หน้า 137 ทฤษฎีมาร์กซิสต์ใหม่เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากทฤษฎีมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม โดยมีจุดร่วมสําคัญ คือ การมองว่าชนชั้นที่มีอํานาจทางเศรษฐกิจมักมีแนวโน้มมีอํานาจในทาง การเมืองด้วย แต่มีจุดต่างสําคัญจากมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมคือหันไปให้น้ําหนักกับโครงสร้างส่วนบนมากขึ้นแทนที่จะเน้นวิเคราะห์โครงสร้างส่วนล่างเท่านั้น โดยเฉพาะประเด็นของอํานาจรัฐ
31. แนวคิดสําคัญของอันโตนิโอ กรัม คือแนวคิดใด
(1) การปฏิวัติทางชนชั้น
(2) วาทกรรม
(3) การครองความเป็นจ้าวทางอุดมการณ์
(4) พหุวัฒนธรรม
(5) การครองความเป็นจ้าวทางวาทกรรม
ตอบ 3 หน้า 137 – 138 อันโตนิโอ กรัมซี (Antonio Gramsci) ได้เสนอแนวคิด “การครองความเป็น จ้าวทางอุดมการณ์” (Hegemony) โดยอธิบายว่า โครงสร้างส่วนบนแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่ คือ สังคมการเมืองและสังคมประชา ชนชั้นที่ต้องการมีอํานาจเหนือสังคมอย่างเบ็ดเสร็จต้องสามารถครองอํานาจได้ในทั้งสองพื้นที่ในฐานะผู้ครองความเป็นจ้าวทางอุดมการณ์ และกรัมที่ได้ให้น้ำหนักไปที่การครอบงําทางความคิดอย่างมาก เนื่องจากการที่ชนชั้นหนึ่งจะมีชัยชนะขั้นเด็ดขาดและ สมบูรณ์เหนือสังคมได้ ชนชั้นนั้นต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสังคม
32. นักวิชาการคนใดเสนอแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม
(1) หลุยส์ อัลธูแชร์
(2) เออร์เนสโต ลาเคลา
(3) ของทัล มูฟ
(4) ชาร์ค แดร์ริดา
(5) มิเชล ฟูโกต์
ตอบ 5 หน้า 140 – 143 แนวคิดที่สําคัญของนักวิชาการในยุคหลังสมัยใหม่ มีดังนี้
1. แนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)
2. แนวคิดการรื้อสร้างของชาร์ค แคร์ริดา (Jacques Derrida)
3. แนวคิดมายาคติของโรลอง บาร์ต (Roland Barthes)
4. แนวคิดการครองความเป็นจ้าวทางวาทกรรมและแนวคิดประชาธิปไตยเชิงลึกของเออร์เนสโต ลาเวลาและของทัล มูฟ (Ernesto Laclau and Chantal Mouffe) ฯลฯ
33. “รัฐคือองค์การทางการเมืองที่มีอํานาจในการออกคําสั่งหรือระเบียบ รวมถึงควบคุมการใช้ความรุนแรงเพื่อให้คําสั่งหรือกฎระเบียบถูกบังคับใช้” เป็นของนักวิชาการท่านใด
(1) Andrew Heywood
(2) Joel Migdal
(3) Max Weber
(4) Gaetano Mosca
(5) Anthony Giddens
ตอบ 5 หน้า 149 แอนโทนี กิดเดนส์ (Anthony Giddens) ได้ให้นิยามคําว่ารัฐไว้ว่า “รัฐคือองค์การ ทางการเมืองที่มีอํานาจในการออกคําสั่งหรือระเบียบ รวมถึงควบคุมการใช้ความรุนแรงเพื่อให้ คําสั่งหรือกฎระเบียบถูกบังคับใช้
34. รัฐเป็นองค์รวมทางจิตวิญญาณที่มีเจตจํานงและเป้าหมายของตนเอง คือรัฐในความหมายใด
(1) รัฐในความหมายเชิงนามธรรม
(2) รัฐในความหมายของทฤษฎีชนชั้นนํานิยม
(3) รัฐในความหมายเชิงการทําหน้าที่
(4) รัฐในความหมายเชิงองค์การ
(5) รัฐในฐานะเครื่องมือสร้างประโยชน์แก่สังคม
ตอบ 1 หน้า 148 รัฐในความหมายเชิงนามธรรม หมายถึง รัฐเป็นองค์รวมทางจิตวิญญาณที่มีเจตจํานง และเป้าหมายของตนเองแยกออกมาและอยู่ในระดับที่สูงกว่าปัจเจกบุคคล มีลักษณะเป็นสากล ซึ่งรัฐจะนําพามนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ โดยที่มนุษย์จะต้องเชื่อฟังรัฐ
35. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
(1) Treaty of Ulm 1647 นํามาสู่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรป
(2) Treaty of Concordia 1648 นํามาสู่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรป
(3) Treaty of Westphalia 1648 นํามาสู่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรป
(4) Treaty of Zboriv 1649 นํามาสู่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรป
(5) Treaty of Breda 1650 นํามาสู่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในยุโรป
ตอบ 3 หน้า 147 สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ในปี ค.ศ. 1648 นํามาสู่การ เกิดขึ้นของ “รัฐสมัยใหม่” ในยุโรป ซึ่งมีองค์ประกอบสําคัญ 4 ประการ คือ ดินแดนที่แน่นอน (Territory) ประชากร(Population) รัฐบาล (Government) และอํานาจอธิปไตย (Sovereignty)
36. รัฐคือองค์ประกอบของสถาบันต่าง ๆ ที่รวมกันขึ้นเป็นองค์การขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทาง การปกครองทั้งหลาย คือรัฐในความหมายใด
(1) รัฐในความหมายเชิงนามธรรม
(2) รัฐในความหมายของทฤษฎีชนชั้นนํานิยม
(3) รัฐในความหมายเชิงการทําหน้าที่
(4) รัฐในความหมายเชิงองค์การ
(5) รัฐในฐานะเครื่องมือสร้างประโยชน์แก่สังคม
ตอบ 4 หน้า 149 รัฐในความหมายเชิงองค์การ หมายถึง รัฐคือองค์ประกอบของสถาบันต่าง ๆ ที่รวมกันขึ้นเป็นองค์การขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางการปกครองทั้งหลาย
37. รัฐเป็นชุดของสถาบันที่เกิดขึ้นเพื่อบทบาทและหน้าที่ในสังคม โดยเฉพาะหน้าที่ในการรักษาระบบระเบียบและความสงบเรียบร้อยในสังคม คือรัฐในความหมายใด
(1) รัฐในความหมายเชิงนามธรรม
(2) รัฐในความหมายของทฤษฎีชนชั้นนํานิยม
(3) รัฐในความหมายเชิงการทําหน้าที่
(4) รัฐในความหมายเชิงองค์การ
(5) รัฐในฐานะเครื่องมือสร้างประโยชน์แก่สังคม
ตอบ 3 หน้า 149 รัฐในความหมายเชิงการทําหน้าที่ หมายถึง รัฐเป็นชุดของสถาบันที่เกิดขึ้นเพื่อบทบ และหน้าที่ในสังคม โดยเฉพาะหน้าที่ในการรักษาระบบระเบียบและความสงบเรียบร้อยในสังคม
38. รัฐเป็นแหล่งรวมของชนชั้นนําที่มีอํานาจเหนือคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม คือรัฐในความหมายใด
(1) รัฐในความหมายเชิงนามธรรม
(2) รัฐในความหมายของทฤษฎีชนชั้นน่านิยม
(3) รัฐในความหมายเชิงการทําหน้าที่
(4) รัฐในความหมายเชิงองค์การ
(5) รัฐในฐานะเครื่องมือสร้างประโยชน์แก่สังคม
ตอบ 2 หน้า 148 – 149 รัฐในความหมายของทฤษฎีชนชั้นนํานิยม หมายถึง รัฐเป็นแหล่งรวมของ ชนชั้นนําที่มีอํานาจเหนือคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม
39. รัฐที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของรัฐอธิปไตยมากกว่า 2 รัฐขึ้นไป คือรัฐแบบใด
(1) Kingdom State
(2) Republic
(3) Unitary State
(4) Composite State.
(5) Minimal State
ตอบ 4หน้า 151 – 152 รัฐรวม (Composite State) หรือสหพันธรัฐ (Federation) คือ รัฐที่เกิดขึ้น จากการรวมกันของรัฐอธิปไตยมากกว่า 2 รัฐขึ้นไป มีการจัดตั้งรัฐบาลกลางขึ้นโดยการมอบ อธิปไตยบางส่วนให้รัฐบาลกลางเพื่อจัดการในเรื่องสําคัญของส่วนรวมด้วยเหตุผลในเรื่องของ การป้องกันภัยรุกราน ความได้เปรียบทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น ในขณะที่แต่ละรัฐที่มารวมตัวกัน ก็ยังคงมีอธิปไตยของตนเองอยู่บางส่วน ดังนั้นรัฐรวมจึงมีรัฐบาล 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลาง และ รัฐบาลของท้องถิ่นหรือมลรัฐ ตัวอย่างของรัฐรวม เช่น สหรัฐอเมริกา สหพันธรัฐรัสเซีย เป็นต้น
40. รัฐที่มีประมุขเป็นคนธรรมดาที่เรียกว่าประธานาธิบดี คือรัฐแบบใด
(1) Kingdom State
(2) Republic
(3) Unitary State
(4) Composite State
(5) Minimal State
ตอบ 2 หน้า 151 สาธารณรัฐ (Republic) คือ รัฐที่มีประมุขเป็นคนธรรมดาหรือเป็นผู้นําทางศาสนา รัฐแบบนี้พบได้ทั้งในระบอบประชาธิปไตย (เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย อิตาลี อินเดีย) คอมมิวนิสต์ (เช่น จีน เวียดนาม) และรัฐที่ปกครองโดยหลักศาสนา (เช่น อิหร่าน)
41. รัฐที่มีรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียวมีอํานาจสูงสุดในเขตแดนของรัฐ คือรัฐแบบใด
(1) Kingdom State
(2) Republic
(3) Unitary Stateฃ
(4) Composite State
(5) Minimal State
ตอบ 3 หน้า 151 รัฐเดี่ยว (Unitary State) คือ รัฐที่มีรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียวมีอํานาจสูงสุด หรืออธิปไตยสมบูรณ์ในเขตแดนของรัฐนั้น ๆ ไม่มีรัฐบาลในระดับที่รองลงมา หน่วยงานของรัฐ ในท้องที่ เช่น จังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน เป็นมือไม้หรือหน่วยงานที่รับมอบหมายงานจาก รัฐบาลกลางไปดําเนินการ หรือในส่วนของการปกครองส่วนท้องถิ่นแม้จะได้รับการกระจายอํานาจลงไปให้บ้างแต่ก็ไม่ถือว่ามีอธิปไตยเป็นของตนเอง การดําเนินงานยังคงอยู่ภายใต้การ กํากับควบคุมของรัฐบาลกลาง ตัวอย่างของรัฐเดี่ยว เช่น ไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ เป็นต้น
42. รัฐที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ ซึ่งอาจจะมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบประชาธิปไตยก็ได้ คือรัฐแบบใด
(1) Kingdom State
(2) Republic
(3) Unitary State
(4) Composite State
(5) Minimal State
ตอบ 1 หน้า 150 – 151 รัฐราชอาณาจักร (Kingdom State) คือ รัฐที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ ซึ่งอาจจะมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบประชาธิปไตยก็ได้ ซึ่งรัฐราชอาณาจักรเกือบทั้งหมดในปัจจุบันก็ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของรัฐ และมีรัฐบาลในระบบรัฐสภา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา เบลเยียม ไทย เป็นต้น
43. รัฐมีบทบาทและอํานาจน้อยที่สุดเท่าที่จําเป็นแล้วปล่อยให้เอกชนหรือประชาชนมีเสรีภาพในการดําเนิน กิจกรรมต่าง ๆ คือประเภทของรัฐตามบทบาทหน้าที่ประเภทใด
(1) รัฐแบบกรรมการ
(2) รัฐเพื่อการพัฒนา
(3) รัฐสังคม-ประชาธิปไตย
(4) รัฐรวมศูนย์
(5) รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 1 หน้า 153 รัฐแบบกรรมการ (Minimal State) คือ รัฐที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบเสรีนิยมที่ให้รัฐ มีบทบาทและอํานาจน้อยที่สุดเท่าที่จําเป็นแล้วปล่อยให้เอกชนหรือประชาชนมีเสรีภาพในการ ดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ รัฐประเภทนี้พบในประเทศที่เป็นเสรีนิยมทุนนิยม เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นต้น
44. รัฐเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาและเกิดการขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมคือประเภทของรัฐตามบทบาทหน้าที่ประเภทใด
(1) รัฐแบบกรรมการ
(2) รัฐเพื่อการพัฒนา
(3) รัฐสังคม-ประชาธิปไตย
(4) รัฐรวมศูนย์
(5) รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 2 หน้า 153 รัฐเพื่อการพัฒนา (Developmental State) คือ รัฐที่เข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเกิดการขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐอาจจะประสาน ความร่วมมือกับนายทุนระดับชาติเพื่อการดังกล่าว ทั้งนี้การแทรกแซงดังกล่าวเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือเอกชนในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและส่งเสริมให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ มากกว่าการเข้าไปขัดขวางหรือรับเอากิจกรรมทางเศรษฐกิจมาดําเนินการเอง ตัวอย่างของรัฐประเภทนี้ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น
45. แนวคิดเศรษฐกิจแบบเคนส์ (Keynesianism) มีความสัมพันธ์กับประเภทของรัฐตามบทบาทหน้าที่ประเภทใด
(1) รัฐแบบกรรมการ
(2) รัฐเพื่อการพัฒนา
(3) รัฐสังคม-ประชาธิปไตย
(4) รัฐรวมศูนย์
(5) รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 3 หน้า 154 รัฐสังคม-ประชาธิปไตย (Social-Democratic State) คือ รัฐที่มีเป้าหมายเพื่อ ปฏิรูปสังคมให้เกิดความยุติธรรม แก้ปัญหาความยากจน เน้นให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในสังคม เป็นรัฐที่เน้นทําเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่าจะเน้นทําเพื่อประโยชน์ของนายทุน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐจึงต้องเข้าไปแทรกแซงสังคมในระดับสูงหรืออย่างแข็งขัน เพื่อแก้ปัญหาความไม่ยุติธรรมที่อาจเกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ตัวอย่างเช่น แนวคิด เศรษฐกิจแบบเคนส์ (Keynesianism) ที่ให้รัฐเข้าไปแทรกแซงเศรษฐกิจผ่านระบบงบประมาณ มีการทุ่มเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และเศรษฐกิจสามารถดําเนินต่อไปได้ในภาวะวิกฤติ เป็นต้น
46. พบในสหภาพโซเวียตในยุคโจเซฟ สตาลิน เยอรมนียุคฮิตเลอร์ อิตาลียุคมุสโสลินี คือประเภทของรัฐตามบทบาทหน้าที่ประเภทใด
(1) รัฐแบบกรรมการ
(2) รัฐเพื่อการพัฒนา
(3) รัฐสังคม-ประชาธิปไตย
(4) รัฐรวมศูนย์
(5) รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 5 หน้า 154 – 155 รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarian State) คือ รัฐที่เข้าแทรกแซงเหนือสังคม ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ กระทั่งการใช้ชีวิตในทุกด้าน โดยไม่ยอมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นรัฐที่มีอํานาจ สูงที่สุด ประชาชนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคําสั่งของรัฐ รัฐประเภทนี้พบในสหภาพโซเวียต ในยุคโจเซฟ สตาลิน เยอรมนียุคฮิตเลอร์ อิตาลียุคมุสโสลินี และเกาหลีเหนือ
47. รัฐเข้าควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐโดยไม่มีการเปิดให้ เอกชนมีสิทธิในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือประเภทของรัฐตามบทบาทหน้าที่ประเภทใด
(1) รัฐแบบกรรมการ
(2) รัฐเพื่อการพัฒนา
(3) รัฐสังคม-ประชาธิปไตย
(4) รัฐรวมศูนย์
(5) รัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 4หน้า 154 รัฐรวมศูนย์ (Collectivized State) คือ รัฐที่เข้าควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือระบบเศรษฐกิจจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐโดยไม่มีการเปิดโอกาสให้เอกชนมีสิทธิในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเอง ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดถูกวางแผนและจัดการโดยรัฐ จากส่วนกลาง รวมถึงมีการยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล คือ ไม่ให้เอกชนสามารถมีทรัพย์สิน ส่วนตัวได้ แต่ให้ทุกอย่างตกเป็นสมบัติของส่วนรวม รัฐประเภทนี้พบได้ในระบอบคอมมิวนิสต์ เช่น สหภาพโซเวียต จีนในยุคเหมา เจ๋อ ตุง เป็นต้น
48. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษารัฐนิยม (Statist Model)
(1) มีคําอธิบายรัฐนิยมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม Theda Skocpol กลุ่ม Eric Nordlinger และกลุ่ม Linda Weiss กับ John Hobson
(2) เกิดจากการผลักดันของ Theda Skocpol และ Peter Evans
(3) รัฐในมุมมองของ Eric Nordlinger มีอิสระในการใช้อํานาจน้อยที่สุด
(4) รัฐในมุมมอง Linda Weiss กับ John Hobson มีอิสระเพียงบางส่วนเท่านั้น
(5) ฐานคิดสําคัญคือรัฐจะมีบทบาทเสมอในการกําหนดนโยบาย
ตอบ 3 หน้า 156 – 158, (คําบรรยาย) อนุสรณ์ ลิ้มมณี ได้อธิบายรัฐนิยมโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม Theda Skocpol กลุ่ม Eric Nordlinger และกลุ่ม Linda Weiss กับ John Hobson ซึ่งจาก 3 กลุ่มนี้ รัฐในมุมมองของ Eric Nordlinger มีอิสระในการใช้อํานาจสูงที่สุด รองลงมาคือ รัฐในมุมมองของ Theda Skocpol และรัฐในมุมมองของ Linda Weiss กับ John Hobson มีอิสระเพียงบางส่วนเท่านั้น
49. ประชาธิปไตยทางตรงเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด
(1) Roman
(2) Athens
(3) Sparta
(4) Thebes
(5) Corinth
ตอบ 2หน้า 165, (คําบรรยาย) ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) เป็นรูปแบบของ ระบอบประชาธิปไตยที่เปิดให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าไปใช้อํานาจในทางการเมืองอย่าง เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่นครรัฐเอเธนส์ (Athens) ในยุคกรีกโบราณ ทั้งนี้ประชาธิปไตยรูปแบบนี้สามารถทําได้ในกรณีของรัฐที่มีประชากรจํานวนน้อย ดังนั้นในโลกปัจจุบันที่มีประชากรจํานวนมหาศาล ประชาธิปไตยทางตรงจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
50. รัฐบาลเกาหลีเหนือ คือระบอบเผด็จการรูปแบบใด
(1) Totalitarianism
(2) Authoritarianism
(3) Benevolent Dictatorship
(4) Theocracy
(5) Aristocracy
ตอบ 1 หน้า 170 เผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) เป็นรูปแบบของระบอบเผด็จการที่เข้มข้น คือ รัฐบาลทําการควบคุมการใช้ชีวิตของประชาชนในทุกด้านทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมตัวอย่างของรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จ เช่น รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ สหภาพโซเวียต รัฐบาลจีนในยุคเหมา เจ๋อ ตุง รัฐบาลนาซีเยอรมัน รัฐบาลฟาสซิสต์ของอิตาลี รัฐบาลเกาหลีเหนือ เป็นต้น
51. ข้อใดคือชื่อเรียกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา
(1) Parliament
(2) Assembly
(3) Congress
(4) Diet
(5) State Duma
ตอบ 3หน้า 172 สถาบันนิติบัญญัติหรือรัฐสภา เป็นสถาบันที่มีหน้าที่หลักในการออกกฎหมาย โดยสถาบันนิติบัญญัตินี้มีทั้งในประเทศประชาธิปไตยและประเทศเผด็จการ และมีชื่อเรียก แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้
1. อังกฤษ เรียกว่า Parliament
2. ฝรั่งเศส เรียกว่า Assembly
3. สหรัฐอเมริกา เรียกว่า Congress
4. ญี่ปุ่น เรียกว่า Diet
5. ไทย เรียกว่า รัฐสภา
52. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรัฐสภาอังกฤษ
(1) ใช้ระบบสภาเดียว คือ House of Common
(2) ใช้ระบบสภาเดียว คือ House of Representative
(3) ใช้ระบบ 2 สภา คือ House of Lord กับ House of Common
(4) ใช้ระบบ 2 สภา คือ Senate กับ House of Representative
(5) ใช้ระบบ 2 สภา คือ House of Lord กับ House of Representative
ตอบ 3 หน้า 174 ระบบสองสภา (Bicameral System) เป็นระบบรัฐสภาที่ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาสูงและสภาล่าง ซึ่งแต่ละประเทศจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. ไทย เรียกว่า วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎร
2. สหรัฐอเมริกา เรียกว่า Senate กับ House of Representative
3. อังกฤษ เรียกว่า House of Lord กับ House of Common
53. หลักการเชื่อมโยงอํานาจ (Fusion of Power) คือรูปแบบการปกครองของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย รูปแบบใด
(1) Presidential System
(2) Semi-Presidential System
(3) Semi-Parliamentary System
(4) Parliamentary System
(5) Presidential-Parliamentary System
ตอบ 4 หน้า 176 – 177 การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) มีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษ เป็นการปกครองที่มีการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ แบบไม่เด็ดขาด การใช้อํานาจของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ์กันตาม หลักการเชื่อมโยงอํานาจ (Fusion of Power)
54. หลักการแบ่งแยกอํานาจ (Separation of Power) คือรูปแบบการปกครองของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใด
(1) Presidential System
(2) Semi-Presidential System
(3) Semi-Parliamentary System
(4) Parliamentary System
(5) Presidential-Parliamentary System
ตอบ 1 หน้า 178 การปกครองระบบประธานาธิบดี (Presidential System) มีต้นแบบมาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการปกครองที่มีการแบ่งแยกอํานาจเด็ดขาดระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารบนหลักการแบ่งแยกอํานาจ (Separation of Power) โดยฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายบริหารต่างก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ดังนั้นการทํางานของฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารจึงแยกอิสระจากกันค่อนข้างสูง แต่ก็มีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
55. การปกครองระบบกึ่งประธานาธิบดี-กึ่งรัฐสภา เกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด
(1) ฝรั่งเศสในช่วงสาธารณรัฐที่ 5
(2) เยอรมนีในช่วงอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
(3) โปรตุเกสในช่วงหลังการปฏิวัติคาร์เนชัน
(4) เยอรมนีในช่วงรัฐธรรมนูญไวมาร์
(5) รัสเซียในช่วงหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง
ตอบ 4 หน้า 180 การปกครองระบบกึ่งประธานาธิบดี-กึ่งรัฐสภา เป็นระบบที่มีการผสมผสาน ระหว่างระบบประธานาธิบดีและระบบรัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศเยอรมนี ในช่วงรัฐธรรมนูญไวมาร์ (ค.ศ. 1919 – 1939) แต่เป็นที่รู้จักเมื่อประเทศฝรั่งเศสนําไปใช้
56. ข้อใดไม่ใช่สาระสําคัญของแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
(1) นําเอาแนวคิดด้านการตลาดและการบริหารงานภาคเอกชนมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ
(2) ส่งเสริมให้มีระบบแข่งขันในการจัดบริการสาธารณะ
(3) จัดโครงสร้างองค์การและระบบการทํางานให้มีขนาดใหญ่
(4) ส่งเสริมวินัยทางการเงินการคลัง
(5) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
ตอบ 3 หน้า 186 – 187 สาระสําคัญของแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) มีดังนี้
1. นําเอาแนวคิดด้านการตลาดและการบริหารงานภาคเอกชนมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ
2. ส่งเสริมให้มีระบบแข่งขันในการจัดบริการสาธารณะ
3. ปรับโครงสร้างองค์การและระบบการทํางานให้มีขนาดเล็ก
4. ส่งเสริมวินัยทางการเงินการคลัง
5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ฯลฯ
57. ระบบเลือกตั้งใดที่ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะโดยไม่คํานึงว่าจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่
(1) ระบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเขตเสียงข้างมากเด็ดขาด
(3) ระบบสัดส่วน
(4) ระบบบล็อกโหวตพรรคการเมือง
(5) ระบบรวมเขตเรียงเบอร์
ตอบ 1 หน้า 200 ระบบการเลือกตั้งแบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา หรือระบบพหุนิยม (Plurality Electoral System) เป็นระบบที่ใช้ในการเลือกตั้งแบบเขต โดยในแต่ละเขตผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด จะเป็นผู้ชนะโดยไม่คํานึงว่าจะได้เสียงเกินหนึ่งหรือไม่ เป็นระบบที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก
58.1 เขตมีผู้แทนได้มากกว่า 1 คน แล้วแต่จํานวนผู้แทนพึงมีในเขตนั้น คือระบบเลือกตั้งใด
(1) ระบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเขตเสียงข้างมากเด็ดขาด
(3) ระบบสัดส่วน
(4) ระบบบล็อกโหวตพรรคการเมือง
(5) ระบบรวมเขตเรียงเบอร์
ตอบ 5 หน้า 200 ระบบเสียงข้างมากธรรมดา หนึ่งเขตมีตัวแทนมากกว่าหนึ่งคน (Multi-Member District/Constituencies : MMD) หรือระบบรวมเขตเรียงเบอร์ (Block Voting : BV) เป็น ระบบเสียงข้างมากธรรมดา แต่ใน 1 เขตมีผู้แทนได้มากกว่า 1 คนแล้วแต่ว่าจํานวนผู้แทนจึงมี ในเขตนั้นว่ามีได้กี่คนขึ้นอยู่กับจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น 2 คน หรือ 3 คน โดยผู้เลือกตั้งสามารถ เลือกผู้สมัครได้ตามจํานวนผู้แทนในแต่ละเขต ซึ่งอาจเลือกจากพรรคเดียวกันเรียงเบอร์ไปเลย หรือจะเลือกผู้สมัครจากต่างพรรคก็ได้ หรือหากประสงค์เลือกเพียงเบอร์เดียวก็ได้ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับจนครบตามจํานวนผู้แทนจึงมีก็จะได้เป็นผู้แทนในเขตนั้น
59. การเลือกพรรคซึ่งส่งผู้แข่งขันเป็นบัญชีรายชื่อ แต่ละเขตมีผู้แทนมากกว่า 1 คน พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดได้ที่นั่งทั้งหมดไป คือระบบเลือกตั้งใด
(1) ระบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเขตเสียงข้างมากเด็ดขาด
(3) ระบบสัดส่วน
(4) ระบบบล็อกโหวตพรรคการเมือง
(5) ระบบรวมเขตเรียงเบอร์
ตอบ 4 หน้า 202 ระบบเสียงข้างมากธรรมดาแบบเลือกเป็นพรรค หรือระบบบล็อกโหวต พรรคการเมือง (Party Block Vote : PBV) เป็นการเลือกผู้แทนโดยการเลือกพรรคซึ่งส่ง ผู้แข่งขันเป็นบัญชีรายชื่อ แต่ละเขตมีผู้แทนมากกว่า 1 คน พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้ ที่นั่งทั้งหมดไป ซึ่งระบบนี้ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน
60. ระบบเลือกตั้งใดที่ผู้ได้รับเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด
(1) ระบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเขตเสียงข้างมากเด็ดขาด
(3) ระบบสัดส่วน
(4) ระบบบล็อกโหวตพรรคการเมือง
(5) ระบบรวมเขตเรียงเบอร์
ตอบ 2 หน้า 202 ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาด หรือระบบเสียงส่วนใหญ่ (Majority Electoral System) เป็นระบบที่ผู้ที่ได้รับเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่หรือสะท้อนเจตนารมณ์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง ระบบนี้โดยทั่วไปจะมีผู้แทนได้เขตละ 1 คน
61. ระบบการเลือกตั้งที่เรียกกันทั่วไปว่า “ระบบบัญชีรายชื่อ” คือระบบใด
(1) ระบบเขตเสียงข้างมากธรรมดา
(2) ระบบเขตเสียงข้างมากเด็ดขาด
(3) ระบบสัดส่วน
(4) ระบบบล็อกโหวตพรรคการเมือง
(5) ระบบรวมเขตเรียงเบอร์
ตอบ 3 หน้า 204 – 205 ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representation : PR/Party List System) เป็นระบบที่มีการกําหนดเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่ ในแต่ละเขตมีผู้แทนได้มากกว่า 1 คน โดยการลงคะแนนเสียงจะลงคะแนนเลือกพรรคการเมือง ไม่ใช่เลือกผู้สมัครรายคน แต่พรรคการเมืองจะทําบัญชีรายชื่อของผู้สมัครเรียงตามลําดับลงไป ทําให้เรียกระบบนี้กันทั่วไป ว่า “ระบบบัญชีรายชื่อ” (Party List System)
62. “การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากธรรมดาแบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะนําไปสู่ระบบพรรคการเมืองแบบ 2 พรรคเด่น ส่วนการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากธรรมดาแบบ 1 เขต มีผู้แทนหลายคน และการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนจะนําไปสู่ระบบหลายพรรคการเมือง” เป็นคําอธิบายของผู้ใด
(1) Arend Lijphart
(2) Giovanni Sartori
(3) Maurice Duverger
(4) Barnard Grofman
(5) Barbara Geddes
ตอบ 3 หน้า 209 – 210 เมารีส ดูแวร์แจร์ (Maurice Duverger) อธิบายว่า การเลือกตั้งระบบ เสียงข้างมากธรรมดาแบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะนําไปสู่ระบบพรรคการเมืองแบบ 2 พรรคเด่น ส่วนการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากธรรมดาแบบ 1 เขต มีผู้แทนหลายคน และการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนจะนําไปสู่ระบบหลายพรรคการเมือง โดยที่ระบบ 2 พรรคเด่นมักนําไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ในขณะที่ระบบหลายพรรคก่อให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ
63. ระบบใดคือระบบพรรคการเมืองในอังกฤษ
(1) One-Party System
(2) One Dominant-Party System
(3) Two-Party System
(4) Two-and-a-Half-Party System
(5) Multiparty System
ตอบ 3 หน้า 220 ระบบ 2 พรรค (Two-Party System) คือ การมีพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ ที่ต่อสู้แข่งขันและได้รับคะแนนเสียงสลับกันขึ้นเป็นรัฐบาล เช่น ระบบพรรคการเมืองในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
64. ระบบพรรคการเมืองกรณีพรรคเสรีประชาธิปไตยในญี่ปุ่น และพรรคคองเกรสในอินเดีย คือ
(1) One-Party System
(2) One Dominant-Party System
(3) Two-Party System
(4) Two-and-a-Half-Party System
(5) Multiparty System
ตอบ 2 หน้า 219 – 220 ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว (One Dominant-Party System) เป็นระบบ ที่มีพรรคการเมืองได้มากกว่า 1 พรรค หรือกฎหมายเปิดให้พรรคการเมืองสามารถจัดตั้งขึ้นได้ แต่จะมีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่มักได้รับเลือกตั้งคะแนนสูงสุดและครองอํานาจในการปกครอง ตัวอย่างเช่น พรรคเสรีประชาธิปไตยในญี่ปุ่น พรรคคองเกรสในอินเดีย เป็นต้น
65. ระบบพรรคการเมืองแบบใดมักนําไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม
(1) One-Party System
(2) One Dominant-Party System
(3) Two-Party System
(4) Two-and-a-Half-Party System
(5) Multiparty Systern
ตอบ 5 หน้า 220 ระบบหลายพรรค (Multiparty System) คือ การมีพรรคการเมืองหลายพรรค ต่อสู้แข่งขันกันโดยไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองเสียงข้างมาก และอาจต้อง จัดตั้งรัฐบาลผสม ระบบเช่นนี้อาจมีข้อดีคือเกิดความหลากหลายในทางอํานาจ แต่มีข้อเสียคือ การขาดเสถียรภาพของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความขัดแย้งและหาข้อตกลงกันไม่ได้
66. พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นไปตามระบบพรรคแบบใด
(1) One-Party System
(2) One Dominant-Party System
(3) Two-Party System
(4) Two-and–a-Half-Party System
(5) Multiparty Systern
ตอบ 1 หน้า 219 ระบบพรรคเดียว (One-Party System) คือ การมีพรรคการเมืองพรรคเดียว เท่านั้นในระบบการเมือง พบในประเทศเผด็จการทั้งในรูปแบบฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์ ในระบบพรรคเดียวนี้อาจมีการเลือกตั้งด้วย แต่มีผู้สมัครลงแข่งขันจากพรรคการเมืองเดียว เท่านั้น ตัวอย่างเช่น พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น
67.2 พรรคใหญ่ผลัดกันขึ้นสู่อํานาจ และมีพรรคขนาดเล็กมีเสียงจํานวนหนึ่งแต่ไม่พอจัดตั้งรัฐบาล เป็นลักษณะของระบบพรรคการเมืองแบบใด
(1) One-Party System
(2) One Dominant-Party System
(3) Two-Party System
(4) Two-and-a-Half-Party System
(5) Multiparty System
ตอบ 4 หน้า 221, (คําบรรยาย) ระบบถึง 2 พรรค (Two-and-a-Half-Party System) คือ การมี 2 พรรคใหญ่ผลัดกันขึ้นสู่อํานาจ และมีพรรคขนาดเล็กอีกบางส่วนมีเสียงจํานวนหนึ่งแต่ไม่พอ จะจัดตั้งรัฐบาล เช่น ระบบพรรคการเมืองในโปรตุเกส สเปน กรีซ เยอรมนี ออสเตรีย เป็นต้น
68. พรรคที่ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนน้อย ไม่ต้องการขยายฐานสมาชิกมากนัก เน้นคุณภาพของสมาชิก มากกว่าปริมาณ และเน้นการเลือกตั้ง คือโครงสร้างพรรคการเมืองรูปแบบใด
(1) พรรคแบบคณะกรรมาธิการ
(2) พรรคแบบมีสาขาพรรค
(3) พรรคแบบแบ่งเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในรูปเซลล์
(4) พรรคแบบพลพรรค
(5) พรรคแบบเสรีนิยม
ตอบ 1 หน้า 222 – 223 พรรคแบบคณะกรรมาธิการ เป็นพรรคที่ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนน้อย ไม่ต้องการขยายฐานสมาชิกออกไปมากนัก เน้นคุณภาพของสมาชิกมากกว่าปริมาณ และเน้น การเลือกตั้งเป็นส่วนสําคัญแต่จะไม่ค่อยเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางการเมืองอื่น ๆ พรรคแบบนี้ มักตั้งขึ้นโดยกลุ่มชนชั้นนําเพื่อเป็นช่องทางในการเข้าสู่อํานาจทางการเมือง ไม่ได้ขยายฐานสู่ประชาชน
69. กลุ่มผลประโยชน์ในระบบใด ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีอํานาจอิสระ ของตนเองโดยไม่มีกลุ่มใดมีอํานาจเหนือกลุ่มอื่น
(1) Democratic Corporatist Interest Group System
(2) Controlled Interest Group System
(3) Pluralist Interest Group System
(4) Institutional Group System
(5) Public Interest Group System
ตอบ 3 หน้า 232 ระบบพหุนิยม (Pluralist Interest Group System) กลุ่มผลประโยชน์ในระบบนี้ ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ประเภทต่าง ๆ ในสังคมที่แต่ละกลุ่มมีอํานาจอิสระของตนเอง โดยไม่มีกลุ่มใดมีอํานาจเหนือกลุ่มอื่น แต่จะหมุนเวียนกันไปมีบทบาทหลักในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของกลุ่มตน เมื่อเป็นประเด็นอื่นก็จะมีกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอื่นเข้าไป มีบทบาทหลักแทน ระบบกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวนี้พบมากในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
70. การทําให้เป็นอุตสาหกรรม คือ ทฤษฎีการพัฒนาในยุคใด
(1) ยุคเริ่มต้นของการพัฒนา
(2) การพัฒนาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20
(3) การพัฒนาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงปี ค.ศ. 1980
(4) การพัฒนาในช่วง ค.ศ. 1980 – 2000
(5) การพัฒนาในช่วงตั้งแต่ ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน
ตอบ 2 หน้า 238 – 250 แนวคิดหรือทฤษฎีการพัฒนาในแต่ละยุค มีดังนี้
1. ยุคเริ่มต้นของการพัฒนา เน้นการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิก
2. การพัฒนาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เน้นการทําให้เป็นอุตสาหกรรม
3. การพัฒนาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงปี ค.ศ. 1980 เน้นการทําให้ทันสมัย ซึ่งคือ การทําให้เป็นประชาธิปไตย
4. การพัฒนาในช่วง ค.ศ. 1980 – 2000 เน้นแนวคิดเสรีนิยมใหม่หรือฉันทามติวอชิงตัน
5. การพัฒนาในช่วงตั้งแต่ ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องของวิกฤติความชอบธรรมของ แนวคิดเสรีนิยมใหม่หรือฉันทามติวอชิงตัน การพัฒนาทางเลือกหรือความหลากหลายของการพัฒนา
71. เสรีนิยมใหม่หรือฉันทามติวอชิงตัน เป็นการพัฒนาในช่วงใด
(1) ยุคเริ่มต้นของการพัฒนา
(2) ค.ศ. 1980 – 2000
(3) ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน
(4) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปี ค.ศ. 1980
(5) ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 70. ประกอบ
72 Beijing Consensus คือ ทฤษฎีการพัฒนาในยุคใด
(1) ยุคเริ่มต้นของการพัฒนา
(2) ค.ศ. 1980 – 2000
(3) ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน
(4) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปี ค.ศ. 1980
(5) ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20
ตอบ 3 หน้า 250 การพัฒนาในช่วงตั้งแต่ ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่แนวคิดเสรีนิยมใหม่ หรือแนวนโยบายของฉันทามติวอชิงตันถูกตั้งคําถามอย่างหนักภายหลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2008 ในสหรัฐอเมริกา จนมีนักวิชาการบางคนกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลต่อจุดจบของเสรีนิยมใหม่ นําไปสู่การนําเสนอฉันทามติอื่น ๆ เช่น ฉันทามติโคเปนเฮเกน (Copenhagen Consensus) ฉันทามติเม็กซิโก (Mexico Consensus) ฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) หรือตัวแบบทุนนิยมที่ชี้นําโดยรัฐ(State-Directed Capitalism) เป็นต้น
73. การทําให้ทันสมัย คือ การทําให้เป็นประชาธิปไตย
(1) ยุคเริ่มต้นของการพัฒนา
(2) ค.ศ. 1980 – 2000
(3) ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน
(4) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปี ค.ศ. 1980
(5) ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 70. ประกอบ
74. “การพัฒนาทางการเมืองกับความทันสมัยทางการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การพัฒนาทางการเมืองเป็นเรื่องของการเพิ่มความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่วนความ ทันสมัยทางการเมืองเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองจากแบบจารีตมาเป็นระบบการเมืองที่ใช้อํานาจตามเหตุผล” เป็นคําอธิบายของผู้ใด
(1) Pye
(2) Lipset
(3) Huntington
(4) Atmond
(5) Coleman
ตอบ 3 หน้า 245 – 246 ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) อธิบายว่า การพัฒนาทาง การเมืองกับความทันสมัยทางการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การพัฒนาทางการเมืองเป็นเรื่องของการเพิ่มความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่วนความทันสมัยทางการเมืองเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองจากแบบจารีตมาเป็นระบบการเมืองที่ใช้อํานาจตามเหตุผล มีการจําแนกโครงสร้างแยกย่อยและทําหน้าที่เฉพาะและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ
75. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตย
(1) เงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือการพัฒนาเศรษฐกิจ นักวิชาการคนสําคัญ คือ Lipset
(2) เงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือวัฒนธรรม นักวิชาการคนสําคัญ คือ Shedler
(3) วัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย คือ วัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม
(4) The Civic Culture : Political Attitudes and Democracy in Five Nations เป็นผลงาน ชิ้นสําคัญของ Easton
(5) เงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือเงื่อนไขทางสังคม นักวิชาการคนสําคัญ คือ Marx
ตอบ 1 หน้า 252 – 253 นักวิชาการที่เสนอเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่เห็นว่าเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือการพัฒนาเศรษฐกิจ นักวิชาการ คนสําคัญ คือ ลิปเซ็ต (Lipset)
2. กลุ่มที่เห็นว่าเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือวัฒนธรรม นักวิชาการคนสําคัญ คือ แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Almond) และซิดนีย์ เวอร์บา (Sidney Verba) ซึ่งเป็น เจ้าของผลงานเรื่อง “The Civic Culture : Political Attitudes and Democracy in Five Nations”
3. กลุ่มที่เห็นว่าเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตยคือเงื่อนไขทางสังคม นักวิชาการคนสําคัญ คือ แบร์ริงตัน มัวร์ จูเนียร์ (Barrington Moore Jr.) (ดูคําอธิบายข้อ 17. ประกอบ)
76. ข้อกําหนดเบื้องต้นสําหรับการศึกษาการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย 10 ประการ เป็นคําอธิบาย การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยโดยนักวิชาการท่านใด
(1) Samuel Huntington
(2) Dankwart Rustow
(3) Guillermo O’Donnell
(4) Philippe Schmitter
(5) Laurence Whitehead
ตอบ 2 หน้า 254 – 255 ดังค์วาร์ด รัสเทาว์ (Dankwart Rustow) ได้อธิบายข้อกําหนดเบื้องต้น สําหรับการศึกษาการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยไว้ 10 ประการ ตัวอย่างเช่น
1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพประชาธิปไตยไม่จําเป็นต้องเป็นตัวเดียวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
2. การศึกษาประชาธิปไตยต้องตระหนักว่าสหสัมพันธ์อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับความสัมพันธ์ เชิงเหตุ-ผล
3. ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ-สังคมส่งผลต่อการเมือง
4. ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลไม่จําเป็นต้องเป็นไปในทิศทางที่ปัจจัยเชิงแนวคิดวัฒนธรรม ส่งผลต่อการกระทําของตัวแสดงเสมอไป ฯลฯ
77. การก่อตัวของคลื่นลูกที่สามของการสร้างประชาธิปไตยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นคําอธิบายการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยโดยนักวิชาการท่านใด
(1) Samuel Huntington
(2) Dankwart Rustow
(3) Guillermo O’Donnell
(4) Philippe Schmitter
(5) Laurence Whitehead
ตอบ 1 หน้า 257 ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) ได้วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการก่อตัวของคลื่นลูกที่สามของการสร้างประชาธิปไตยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ไว้ในหนังสือ
เรื่อง “คลื่นลูกที่สาม” ทั้งในส่วนของปัจจัยเชิงโครงสร้างและในส่วนของปัจจัยของตัวแสดงซึ่งก็คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนําทั้งที่อยู่ในอํานาจและที่ไม่อยู่ในอํานาจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลต่อเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน
78. “ประชาธิปไตยที่มั่นคงยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อตัวแสดงทางการเมืองที่มีบทบาทสําคัญไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กองทัพ หรือสถาบันอื่น ๆ มีความตระหนักร่วมกันว่า ไม่มีทางเลือกอื่นใดในระบอบการ ปกครองนอกจากประชาธิปไตย และไม่มีสถาบันหรือกลุ่มการเมืองใดจะมีอํานาจในการยับยั้งการดําเนินงาน ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง… หรือหากกล่าวอย่างง่ายที่สุด ประชาธิปไตยต้องถูกมองว่าเป็นเกมเดียว ในเมือง (The Only Game in Town)” ข้อความดังกล่าวเป็นคําอธิบายของนักวิชาการท่านใด
(1) David Easton
(2) Larry Diamond
(3) Juan Linz
(4) Samuel Huntington
(5) Dankwart Rustow
ตอบ 3 หน้า 260 – 261 ฮวน ลินซ์ (Juan Linz) ได้กําหนดนิยามของการสร้างความมั่นคงยั่งยืน ให้กับประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยที่มั่นคงยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อตัวแสดงทางการเมือง ที่มีบทบาทสําคัญไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ กองทัพ หรือสถาบันอื่น ๆ มีความตระหนักร่วมกันว่า ไม่มีทางเลือกอื่นใดในระบอบการปกครองนอกจากประชาธิปไตยและไม่มีสถาบันหรือกลุ่มการเมืองใดจะมีอํานาจในการยับยั้งการดําเนินงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง… หรือหากกล่าวอย่างง่ายที่สุด ประชาธิปไตยต้องถูกมองว่าเป็นเกมเดียวในเมือง (The Onty Game in Town)”
79. การปฏิวัติดอกมะลิในตูนีเซีย ค.ศ. 2011 เกิดแรงกระเพื่อมไปสู่การปฏิวัติในอียิปต์ เยเมน บาห์เรน ลิเบียและซีเรีย มีความสัมพันธ์กับข้อใด
(1) Color Revolutions
(2) Arab Spring
(3) Rose Revolution
(4) Asian Spring
(5) Tulip Revolution
ตอบ 2 หน้า 273, (คําบรรยาย) การปฏิวัติดอกมะลิในตูนีเซีย ค.ศ. 2011 เป็นการลุกฮือของ ประชาชนเพื่อต่อต้านอํานาจรัฐและระบบที่เป็นอยู่ ซึ่งการปฏิวัตินี้ได้ทําให้เกิดแรงกระเพื่อม ไปสู่การปฏิวัติในกลุ่มประเทศอาหรับ ได้แก่ อียิปต์ เยเมน บาห์เรน ลิเบีย และซีเรีย หรือที่ เรียกกันว่า “การปฏิวัติในฤดูใบไม้ผลิในอาหรับ” หรือ “อาหรับสปริง” (Arab Spring)
80. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์
(1) เป็นโลกที่รัฐมีบทบาทมากขึ้น
(2) เป็นโลกของสังคมความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร
(3) เป็นโลกที่มีความอ่อนไหวและเปราะบางอันเกิดจากทุนนิยมไร้พรมแดน
(4) มีปัญหาและความขัดแย้งแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 281 – 285 ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อธิบายว่า สังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์มีลักษณะ สําคัญ 6 ประการ ได้แก่
1. เป็นโลกของการกระชับแน่นระหว่างเวลากับสถานที่
2. เป็นโลกที่เส้นแบ่งต่าง ๆ ที่เคยมั่นคงชัดเจนเกิดความไม่ชัดเจน นําไปสู่การลากเส้นแบ่ง ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น
3. เป็นโลกของสังคมความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร
4. มีปัญหาและความขัดแย้งแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย
5. มีการก่อการร้ายและการทําสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเป็นความจริงชุดใหม่
6. เป็นโลกที่มีความอ่อนไหวและเปราะบางอันเกิดจากทุนนิยมไร้พรมแดน
81. “ความตื่นตัวของประชาชนในตะวันออกกลางที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอํานาจเผด็จการในปรากฏการณ์อาหรับสปริงไม่ว่าจะเป็นในอียิปต์ ตูนีเซีย เป็นภาพสะท้อนสําคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ในคลื่นลูกที่ 4” จากข้อความดังกล่าวเป็นคําอธิบายโดยนักวิชาการท่านใด
(1) Andreas Shedler
(2) Larry Diamond
(3) Juan Linz
(4) Samuel Huntington
(5) Dankwart Rustow
ตอบ 2 หน้า 293 ลาร์รี่ ไดมอนด์ (Larry Diamond) อธิบายว่า ความตื่นตัวของประชาชนใน ตะวันออกกลางที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอํานาจเผด็จการในปรากฏการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) ไม่ว่าจะเป็นในอียิปต์ ตูนิเซีย เป็นภาพสะท้อนสําคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ ประชาธิปไตยในคลื่นลูกที่ 4
82. งานเขียนของใครถือเป็นงานเริ่มต้นของการศึกษาโดยการเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ
(1) แมคคิอาเวลลี
(2) อริสโตเติ้ล
(3) เพลโต
(4) ล็อค
(5) อีสตัน
ตอบ 2หน้า 3 – 4 (คําบรรยาย) หนังสือปรัชญาการเมืองเรื่อง “Politics” ของอริสโตเติ้ล (Aristotle) สะท้อนให้เห็นการใช้วิธีการเปรียบเทียบเพื่อการได้มาซึ่งองค์ความรู้ทางการเมือง ที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการได้มาขององค์ความรู้ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการนําเอา กฎหมายปกครองของรัฐต่าง ๆ จํานวนมากถึง 158 รัฐมาเปรียบเทียบเพื่อดูว่าในโลกนี้มีรูปแบบ การปกครองกี่รูปแบบ และแบ่งว่ารูปแบบใดบ้างเป็นรูปแบบที่ดีและรูปแบบใดบ้างเป็นรูปแบบ ที่เลว ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงถือเป็นงานเริ่มต้นของการศึกษาโดยการเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ
83. อริสโตเติ้ลเห็นว่าระบอบการปกครองใดที่ถือเป็นการปกครองโดยคนส่วนใหญ่ที่ดี
(1) โพลิตี้
(2) คณาธิปไตย
(3) ทรราช
(4) ประชาธิปไตย
(5) อภิชนาธิปไตย
ตอบ 1 หน้า 4 อริสโตเติ้ล (Aristotle) ได้แบ่งรูปแบบการปกครองออกเป็น 6 รูปแบบ ดังนี้
84. เป้าหมายของการศึกษาเปรียบเทียบในยุคปรัชญาการเมืองคือข้อใด
(1) หาเกณฑ์เชิงปทัสถาน
(2) สร้างองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์
(3) สร้างทฤษฎีเชิงประจักษ์
(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 3, (คําบรรยาย) การศึกษาเปรียบเทียบในยุคปรัชญาการเมือง เน้นการศึกษาสิ่งที่ควร จะเป็นมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การค้นหาเกณฑ์เชิงปทัสถานหรือสิ่งที่ พึงประสงค์หรือสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เหมาะสมในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือระบอบ
การปกครองที่ดี ผู้ปกครองที่ดี รัฐที่ดี กฎหมายที่ดี เพื่อเสนอแนะหลักปฏิบัติทางการเมือง ที่ถูกต้องชอบธรรม มีจรรยาบรรณ อุดมคติ หรือค่านิยมคอยกํากับ ทําให้การศึกษาในยุคนี้ เชื่อมโยงอยู่กับเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม และไม่ได้แยกเรื่องค่านิยมออกจากองค์ความรู้ทางการเมือง
85. การศึกษาเปรียบเทียบในยุคปรัชญาและยุคสถาบันอาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่าอะไร
(1) การเมืองเปรียบเทียบ
(2) ประชาธิปไตยเปรียบเทียบ
(3) ปรัชญาเปรียบเทียบ
(4) ทฤษฎีเปรียบเทียบ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 4 – 5, 8 การศึกษาเปรียบเทียบในยุคปรัชญาและยุคสถาบันอาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า“การปกครองเปรียบเทียบ”
86. การศึกษาเปรียบเทียบในสหรัฐอเมริกาในยุคสถาบันเป็นไปเพื่อเป้าหมายใด
(1) สร้างสถาบันทางการเมืองของรัฐที่ใช้การได้จริง
(2) สร้างรัฐสมัยใหม่
(3) พัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบพาณิชย์นิยม
(4) สร้างความทันสมัย
(5) ข้อ 1 และ 4 ถูก
ตอบ 1 หน้า 6 – 7 การศึกษาเปรียบเทียบในสหรัฐอเมริกาในยุคสถาบันมุ่งศึกษารัฐและสถาบันทาง การเมืองที่เป็นทางการ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ รูปแบบรัฐ รัฐสภา รัฐบาล ตลอดจนกลไก และกระบวนการทางการเมืองต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบ ถ่วงดุล การแบ่งแยกอํานาจระหว่าง สถาบันทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถาบันทางการเมืองของรัฐที่ใช้การได้จริง เป็นไป ตามกรอบของกฎหมาย รองรับค้ําประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่ โดยมีความเชื่อว่า หากมีการสร้างสถาบันทางการเมืองได้เป็นอย่างดีแล้ว ระบอบการเมืองก็จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ
87. Large-Ns มีความหมายถึงสิ่งใด
(1) จํานวนศึกษาหลายกรณี
(2) การศึกษาเชิงคุณภาพ
(3) มีจุดแข็งในการสร้างสมมติฐาน
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทั้งข้อ 1, 2 และ
ตอบ 1 หน้า 46 – 47, 64 Large-Ns หมายถึง จํานวนศึกษาหลายกรณี ซึ่งมักจะถูกนํามาใช้ ในการศึกษาเปรียบเทียบโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methods) ซึ่งข้อดีของการศึกษาหลายกรณี มีดังนี้
1. มีจุดแข็งในการทดสอบสมมติฐานให้เข้มแข็งมากขึ้น
2. สามารถนําข้อสรุปจากการศึกษาไปใช้กับกรณีศึกษานอกกลุ่มตัวอย่างได้อย่างถูกต้อง
3. ช่วยยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างตัวแปรได้มีประสิทธิภาพ
4. ช่วยให้ผลการวิเคราะห์มีลักษณะกลมกลืนกัน ฯลฯ
88. สาขาการเมืองเปรียบเทียบถือกําเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในยุคใด
(1) ยุคสถาบัน
(2) ยุคเปลี่ยนผ่าน
(3) ยุคพฤติกรรมศาสตร์
(4) ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์
(5) ยุคหลังสมัยใหม่
ตอบ 3 หน้า 11, 22, 33 – 34 วิชาการเมืองเปรียบเทียบถือกําเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุคพฤติกรรมศาสตร์ ภายหลังจากความพยายามในการแสวงหา เอกลักษณ์ให้กับสาขารัฐศาสตร์และการสร้างองค์ความรู้ทางการเมืองให้เป็นวิทยาศาสตร์โดยการผลักดันของประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้บริบทสงครามเย็น โดยเป้าหมายหรือหัวใจหลัก สําคัญของวิชาการเมืองเปรียบเทียบคือการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผล มีความน่าเชื่อถือ สามารถนําไปใช้ในการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
89. ข้อใดถูกต้องเมื่อกล่าวถึงการเมืองเปรียบเทียบในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
(1) ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางการเมืองที่สอดคล้องกับคุณธรรมจริยธรรม
(2) ผลักดันโดยสหรัฐอเมริกาภายใต้แนวคิดแบบพฤติกรรมศาสตร์
(3) มีเป้าหมายในการสร้างคุณภาพของประชาธิปไตย
(4) เรียกร้องให้เกิดการยอมรับความจริงอันหลากหลาย
(5) ผลักดันโดยสหภาพโซเวียตภายใต้บริบทสงครามเย็น
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 88. ประกอบ
90. เป้าหมายสําคัญของวิชาการเมืองเปรียบเทียบคือข้อใด
(1) สร้างองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์
(2) สร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย
(3) สร้างกฎหมายปกครองที่ยอดเยี่ยม
(4) ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก
ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 88. ประกอบ
91. ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงวิชาการเมืองเปรียบเทียบในปัจจุบัน
(1) มีวิธีการที่หลากหลาย
(2) เน้นเนื้อหามากกว่าวิธีการ
(3) รวมเรียกว่าการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ
(4) เน้นคุณภาพประชาธิปไตย
(5) เชื่อมั่นในศาสตร์เชิงประจักษ์เท่านั้น
ตอบ 5 (คําบรรยาย) การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในปัจจุบันนั้นมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุม ประเด็นต่าง ๆ ทั้งเรื่องของการเมืองที่เป็นทางการ การเมืองที่ไม่เป็นทางการ การเมืองใน ชีวิตประจําวัน ตลอดจนคุณภาพของประชาธิปไตย ดังนั้นการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ ในปัจจุบันจึงไม่ได้ใช้ศาสตร์เชิงประจักษ์เท่านั้น แต่ใช้แนวทางและวิธีการอันหลากหลาย ที่สอดคล้องกับประเด็นการศึกษา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้สําหรับการอธิบายทางการเมือง ตลอดจนเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ อย่างรอบด้าน
92. กรณีศึกษาแบบใดช่วยยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างตัวแปรได้มีประสิทธิภาพ
(1) Small-Ns
(2) การศึกษากรณีประเทศเดียว
(3) Large-Ns
(4) กรณีศึกษาตามรายประเด็น
(5) กรณีศึกษาเชิงลึก
ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 87. ประกอบ
93. วิธีการเปรียบเทียบในวิชาการเมืองเปรียบเทียบถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป้าหมายใด
(1) สกัดหาตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ศึกษา
(2) การแข่งขันระหว่างประเทศ
(3) หาสิ่งที่พึงประสงค์
(4) สร้างความได้เปรียบ
(5) สร้างจริยธรรมทางการปกครอง
ตอบ 1 หน้า 50 วิธีการเปรียบเทียบ คือ วิธีการที่ต้องเลือกมาใช้ในการเปรียบเทียบเพื่อสร้างคําอธิบาย
ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเงื่อนไขหรือปัจจัยหรือตัวแปรต่าง ๆ กับผลลัพธ์ที่ศึกษา หรือ กล่าวอีกนัยคือ วิธีการเปรียบเทียบ คือ วิธีการสําหรับนํามาใช้เพื่อสกัดหาตัวแปรหรือเงื่อนไข ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ศึกษา
94. ข้อใดไม่ใช่หน่วยวิเคราะห์ในระดับโครงสร้าง
(1) ระบบการเมือง
(2) สถาบันทางการเมือง
(3) รัฐ
(4) กฎหมาย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 38, (คําบรรยาย) หน่วยวิเคราะห์ในระดับโครงสร้าง เป็นหน่วยวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างต่าง ๆ ในสังคม เช่น ระบบการเมือง รัฐ ชนชั้น สถาบันทางการเมือง กฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในสังคม ความสัมพันธ์เชิงอํานาจ เป็นต้น ซึ่งการวิเคราะห์ในระดับนี้จะมี ความเชื่อว่าโครงสร้างดังกล่าวนั้นมีอิทธิพลต่อการกระทําของมนุษย์และการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคม พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้มีเสรีภาพมากนัก แต่จะแสดงออกมาภายใต้กรอบ ของโครงสร้างดังกล่าว
95. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกกรณีศึกษาในการเปรียบเทียบ
(1) ต้องเปรียบเทียบกรณีมากกว่า 1 ประเทศเท่านั้น
(2) ศึกษาประเทศเดียวก็ได้
(3) การเปรียบเทียบระดับโลกเป็นการศึกษาที่ได้ข้อมูลกว้างแต่ไม่ลึก
(4) การเปรียบเทียบกรณีศึกษาเดียวทําให้ได้ข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 40 – 41 การเลือกกรณีศึกษาในการเปรียบเทียบสามารถเลือกศึกษาประเทศเดียวก็ได้ซึ่งการเปรียบเทียบอาจจะเป็นประเด็นใดประเด็นหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ภายในประเทศนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ศึกษาเฉพาะสถาบันทางการเมืองหนึ่ง ๆ เช่น พรรคการเมือง สถาบันทหาร รัฐสภา กลุ่มผลประโยชน์ เป็นต้น ซึ่งการเลือกศึกษาประเทศเดียวนี้จะง่ายต่อ ผู้ศึกษารุ่นใหม่ที่ประสบการณ์ยังไม่เยอะมาก
96. นักวิชาการผู้ใดเป็นผู้เสนอวิธีการหลักในการเปรียบเทียบที่เป็นที่นิยม
(1) คาร์ล มาร์กซ์
(2) จอห์น ล็อค
(3) จอห์น สจ๊วต มิลล์
(4) มาร์ติน ลิปเซ็ต
(5) เดวิด อีสตัน
ตอบ 3 หน้า 50 – 57, (คําบรรยาย) จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้เสนอวิธีการหลักในการเปรียบเทียบที่เป็นที่นิยมไว้ 4 วิธีการ คือ
1. วิธีการพิจารณาความเหมือน (Method of Agreement)
2. วิธีการพิจารณาความแตกต่าง (Method of Difference)
3. วิธีการพิจารณาปัจจัยที่เหลืออยู่ (Method of Residues)
4. วิธีการพิจารณาตัวแปรที่เกิดควบคู่กัน (Method of Concomitant Variations)
97. มองหาคุณลักษณะร่วมท่ามกลางคุณลักษณะที่แตกต่างในกรณีศึกษาต่าง ๆ เพื่อสรุปว่าคุณลักษณะร่วมดังกล่าวเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์ คือวิธีการเปรียบเทียบแบบใด
(1) วิธีการพิจารณาความเหมือน
(2) วิธีการพิจารณาความแตกต่าง
(3) วิธีการพิจารณาปัจจัยที่เหลืออยู่
(4) วิธีการพิจารณาตัวแปรที่เกิดควบคู่กัน
(5) วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด
ตอบ 1 หน้า 51 วิธีการพิจารณาความเหมือน (Method of Agreement) เป็นการมองหาคุณลักษณะร่วมท่ามกลางคุณลักษณะที่แตกต่างกันของปรากฏการณ์ในกรณีศึกษาต่าง ๆที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสรุปว่าคุณลักษณะร่วมดังกล่าวเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์
98. ค้นหาตัวแปรตัวที่ต่างกันท่ามกลางคุณสมบัติที่เหมือนกัน ที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกัน เพื่อสรุปว่า ตัวแปรที่ต่างกันนั้นคือสาเหตุของปรากฏการณ์ คือวิธีการเปรียบเทียบแบบใด
(1) วิธีการพิจารณาความเหมือน
(2) วิธีการพิจารณาตัวแปรที่เกิดควบคู่กัน
(3) วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด
(4) วิธีการพิจารณาปัจจัยที่เหลืออยู่
(5) วิธีการพิจารณาระบบที่แตกต่างกันมากที่สุด
ตอบ 3 หน้า 59, (คําบรรยาย) วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด (Most Similar Systems : MSS) เป็นการค้นหาตัวแปรตัวที่ต่างกันท่ามกลางคุณสมบัติที่เหมือนกัน ที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ ออกมาแตกต่างกัน เพื่อสรุปว่าตัวแปรที่ต่างกันนั้นคือสาเหตุของปรากฏการณ์
99. วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด คล้ายกับวิธีการใด
(1) วิธีการพิจารณาความเหมือน
(2) วิธีการพิจารณาความแตกต่าง
(3) วิธีการพิจารณาปัจจัยที่เหลืออยู่
(4) วิธีการพิจารณาตัวแปรที่เกิดควบคู่กัน
(5) วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ
100. วิธีการพิจารณาระบบที่แตกต่างกันมากที่สุด คล้ายกับวิธีการใด
(1) วิธีการพิจารณาความเหมือน
(2) วิธีการพิจารณาความแตกต่าง
(3) วิธีการพิจารณาปัจจัยที่เหลืออยู่
(4) วิธีการพิจารณาตัวแปรที่เกิดควบคู่กัน
(5) วิธีการพิจารณาระบบที่เหมือนกันมากที่สุด
ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ