การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2
คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. คำว่า “ความยุติธรรม และ อยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(2) ความชอบธรรม
(3) สัญญา
(4) กฎหมาย
(5) ความสามัคคี
ตอบ 3 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง
2. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พรสวรรค์
(2) พระผู้เป็นเจ้า
(3) ประสบการณ์
(4) การมีปัญญา
(5) การเอาตัวรอด
ตอบ 2 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้วมนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย
3. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(2) ประชาชนทั้งหมด
(3) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(4) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
(5) ประชาชนส่วนใหญ่
ตอบ 2 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น
4. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) สังคมเข้มแข็ง
(2) รัฐ
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ครอบครัว
ตอบ 2 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรัฐ ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม
5. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(2) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(3) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
(4) ฝึกใฝ่ความทันสมัย
(5) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
ตอบ 1 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ
6. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(2) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(3) เป้าหมายแห่งรัฐ
(4) ภาวะความเป็นผู้นำ
(5) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
ตอบ 4 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสรีภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำนั่นเอง
7. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) วิธีการ (Means)
(2) เสรีภาพของผู้ปกครอง
(3) รัฐในอุดมคติ
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) จุดหมายปลายทาง (Ends)
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ
8. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน อะไรบ้าง
(1) สสารกับอสรสาร
(2) กายภาพกับชีวภาพ
(3) จิตกับกาย
(4) จิตกับวัตถุ
(5) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้
9. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อคในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
10. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การร่วมมือระหว่างกัน
(2) การทำสัญญาประชาคม
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำอะไรตามใจปรารถนา
(5) การแข่งขันระหว่างกัน
ตอบ 1 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือการร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง
11. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) สงครามระหว่างรัฐ
(2) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(3) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
(4) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(5) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
ตอบ 2 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด
12. “มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง” ข้อความที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงอะไร
(1) การคำนึงถึงผลประโยชน์ผู้อื่น
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) พฤติกรรมของเราถูกกำหนดโดยบุคคลอื่น
(4) การไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
(5) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ตอบ 5 หน้า 72 ในทัศนะเกี่ยวกับความเป็นทาสนั้น รุสโซ เห็นว่า ทั้งผู้กดขี่และถูกกดขี่ต่างก็อยู่ในเครื่องพันธนาการเช่นกัน ซึ่งพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และต่างก็ตกอยู่ในหลุมพรางของกันและกัน นั่นคือ มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
13. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน
14. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สังคมบุพกาล
(2) สังคมสมัยใหม่
(3) สังคมการเมือง
(4) สังคมเกิดจากสัญญา
(5) สภาพธรรมชาติ
ตอบ 5 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด
15. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(2) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(3) ใช้สิทธิพิเศษ
(4) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 1 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น
16. “ผลที่ตามมาจากการทำสัญญาประชาคม”
(1) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่จากองค์อธิปัตย์
(2) การมีหลักประกันความปลอดภัย
(3) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่โดยกฎหมาย
(4) การมีหลักประกันการใช้ทรัพย์สิน
(5) การมีอิสรภาพทางการเมือง
ตอบ 3 หน้า 73 – 76 รุสโซ เห็นว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาประชาคมมี 2 ประการ ได้แก่
1. เสรีภาพ (แบบใหม่) อันเกิดจากการออกกฎหมายมาใช้บังคับตนเอง ซึ่งทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าไม่ถูกกดขี่จากกฎหมาย
2. ความเสมอภาค เป็นภาวะที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นับตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือเจตจำนงทั่วไป และการเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย
17. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(2) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
(5) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
ตอบ 5 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่าเป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก
18. มาเคียเวลลี่สนับสนุนการมีทหารเกณฑ์มากกว่าทหารรับจ้าง เพราะ
(1) ทหารรับจ้างมักไม่มีประสิทธิภาพในการรบ
(2) ทหารรับจ้างมักเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ
(3) ทหารเกณฑ์สามารถคัดเลือกได้จากคนหมู่มาก
(4) ทหารรับจ้างอาจมีคนต่างชาติแทรกซึมได้
(5) ทหารรับจ้างมีความสามารถมากกว่า
ตอบ 2 หน้า 4 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า กองทัพที่ดีจะต้องประกอบด้วยทหารประจำการหรือทหารเกณฑ์ไม่ใช่ทหารรับจ้าง เพราะทหารเกณฑ์เท่านั้นที่จะมีความกล้าหาญและพร้อมจะสละชีวิตในสนามรบ ส่วนทหารรับจ้างมักจะมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ ดังนั้นแทนที่จะส่งเสริมอำนาจผู้ปกครอง กลับจะทำลายอำนาจของผู้ปกครองในที่สุด
19. แนวความคิดใดที่ไม่ใช่แนวคิดของรุสโซ
(1) เจตจำนงทั่วไป
(2) สุนัขจิ้งจอกกับราชสีห์
(3) เสรีภาพและความเสมอภาค
(4) สัญญาประชาคม
(5) ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์
ตอบ 2 หน้า 69 – 77, (คำบรรยาย) แนวความคิดที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. การเกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัว จะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในหมู่มนุษย์
2. มนุษย์เราเกิดมาย่อมใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
3. การปฏิเสธเสรีภาพ คือ การปฏิเสธในการแยกแยะสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ถูก
4. มนุษย์เราเกิดมาถูกจองจำในอาณาจักรแห่งความคิด
5. คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้น
6. การทำสัญญาประชาคมจะก่อให้เกิดเสรีภาพ (แบบใหม่) และความเสมอภาคขึ้น
7. เจตจำนงทั่วไป คือ เจตจำนงของคนทุกคน
8. ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกไปจากธรรมชาติ เป็นต้น
20. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(2) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
(3) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(4) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
(5) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
ตอบ 3 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเหมือนเดิม
21. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ขาดความเข้มแข็ง
(4) ปราศจากกฎหมาย
(5) ยังไม่เกิดขึ้น
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 14. ประกอบ
22. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(2) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
(3) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(4) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(5) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
ตอบ 5 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย
23. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมอุตสาหกรรม
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมการเมือง
(5) สังคมเมือง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ
24. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(2) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
(3) คนคือสัตว์การเมือง
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ
25. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญมีหลายประเด็นแต่ไม่ใช่ประเด็นใด
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)
26. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(3) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 2 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้นอาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก
27. ผู้เป็นเจ้าของหรือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยจะมีโอกาสใช้อำนาจนี้ของตนเมื่อใด
(1) เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(2) เป็นรัฐบาล
(3) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
(4) ทำสัญญาประชาคม
(5) บัญญัติกฎหมาย
ตอบ 5 หน้า 78 รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมด (ประชาชนทั้งมวล) และประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยนี้ได้โดยการทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย เพราะว่าในการบัญญัติกฎหมายนั้นประชาชนมีอำนาจเต็มที่ไม่ต้องเชื่อฟังใคร
28. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”
29. มาเคียเวลลี่ เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
30. ในผลงานเรื่อง “เจ้าปกครอง” ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(2) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(3) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(4) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ
31. มาเคียเวลลี่ เห็นว่ากลุ่มคนที่จะเป็นอันตรายต่อมุขบุรุษ คือ
(1) คนยากจน
(2) ประชาชนหัวแข็ง
(3) ปัญญาชน
(4) คนต่างด้าว
(5) ขุนนางข้าราชการรอบข้าง
ตอบ 5 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือขุนชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง
32. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(4) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
(5) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง
33. การแปลงทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ให้เป็นจีน (Signification of Marxism) ของเหมา เซ ตุง หมายถึง
(1) ใช้หลักการของขงจื๊อมาผสมผสาน
(2) เลือกใช้หลักการบางอย่างของมาร์กซ์ซิสม์ที่ใช้ได้กับสังคมจีนเท่านั้น
(3) ปฏิวัติสังคมจีนโดยใช้หลักการมาร์กซ์ซิสม์อย่างเคร่งครัด
(4) ศึกษาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์โดยไม่ละเลยเงื่อนไขประวัติศาสตร์และสังคมของจีน
(5) ส่งเสริมให้มีการศึกษาทางทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์อย่างจริงจังในโรงเรียนจีน
ตอบ 4 หน้า 223, (คำบรรยาย) การแปลงทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ให้เป็นจีน (Signification of Marxism) ของเหมา เซ ตุง หมายถึง การนำเอาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ไปปรับให้ใช้ได้กับสถานการณ์ในจีนที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง หรือการศึกษาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์โดยไม่ละเลยเงื่อนไขประวัติศาสตร์และสังคมของจีน มิใช่นำทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ที่เป็นรูปธรรมที่มองไม่เห็นมาใช้อย่างเคร่งครัด แต่เป็นทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์แบบจีน ๆ ที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจได้
34. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(3) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น
35. หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านคือ
(1) ขุนนางอำมาตย์
(2) เครือญาติ
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ทหาร
(5) ปัญญาชน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ
36. รุสโซ เชื่อว่ามนุษย์เราจะปราศจากเสรีภาพ หากปราศจาก
(1) ผู้นำที่ทรงคุณธรรม
(2) หลักประกันทางกฎหมาย
(3) ระบบการตรวจสอบที่ดี
(4) ความเสมอภาค
(5) กฎหมายที่เป็นธรรม
ตอบ 4 หน้า 81 รุสโซ เชื่อว่า ถ้ามนุษย์ปราศจากเสียซึ่งความเสมอภาค การใช้เสรีภาพของมนุษย์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้าคน ๆ หนึ่งตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เสรีภาพของเขาจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นนายเท่านั้น
37. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
(2) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(3) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(4) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(5) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
ตอบ 2 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม
38. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) จะทำอะไร (What to be done)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(4) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น
39. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(2) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(3) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(5) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
ตอบ 3 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือเมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่
40. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) The Spirit of the Laws
(2) Social Contract และ The Prince
(3) Confessions และ The Old Regime
(4) Emile และ Das Capital
(5) Social Contract และ Emile
ตอบ 5 หน้า 66 – 67 ผลงานที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. The Origin of Inequality
2. Political Economy
3. La Nouvelle Heloise
4. Social Contract
5. Emile
6. Confessions
7. Dialogues
8. Constitution for Corsica
9. Consideration on the Government of Poland
41. ล็อค เห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(3) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(4) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ
42. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องรักษาสัจจะ
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องมีพรรคพวก
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถผจญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง
43. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(2) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(3) เหมาแร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(4) เหมาแร่วมมือกับชนชั้นกระดุมพี
(5) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
ตอบ 1 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น
44. แนวคิดของมาร์กซ์เรื่องวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประยุกต์จากแนวความคิดของเฮเกล เรื่อง
(1) ปัญญาชนปฏิวัติ
(2) กระบวนการตกผลึกทางความคิด
(3) Dialectic
(4) กระบวนการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
(5) ความขัดแย้งระหว่างจิตกับวัตถุ
ตอบ 3 หน้า 113 – 114, 178 มาร์กซ์ได้รับเอาแนวความคิดเรื่องวิภาษวิธีหรือความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง (Dialectic) ของเฮเกล มาอธิบายถึงเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งลำดับขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล ประกอบด้วย
1. Thesis คือ ภาวะที่เป็นอยู่หรือกิริยา
2. Anti–Thesis คือ สภาวะแย้งหรือปฏิกิริยา
3. Synthesis คือ สภาวะผสมผสานหรือสหกิริยา
45. ลำดับขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงแบบกระบวนการวิภาษวิธีประกอบด้วยอะไรบ้าง
(1) Thesis, Anti–Thesis, Non–Thesis
(2) Thesis, Anti–Thesis, Synthesis
(3) Thesis, Analysis, Synthesis
(4) Thesis, Analysis, Non–Thesis
(5) Non–Thesis, Analysis, Synthesis
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ
46. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์ คือ
(1) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
(2) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) การรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(5) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 29. ประกอบ
47. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา
48. ระหว่างบุคคลและสิ่งต่อไปนี้ มาเคียเวลลี่สอนให้เคารพสิ่งใดมากที่สุด
(1) ผู้นำทางศาสนา
(2) กฎหมาย
(3) ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
(4) คำสั่งของมุขบุรุษ
(5) ผู้ที่ออกกฎหมายอย่างมีคุณธรรม
ตอบ 2 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า กฎหมายเป็นสูงสุดในการปกครองและเป็นหลักประกันสำหรับทุก ๆ คนในรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าคนจะเป็นผู้บัญญัติ ตีความ หรือบริหารกฎหมายก็ตาม แต่เราควรจะเคารพกฎหมายมากกว่าผู้บัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นเป็นหลักการสำหรับการพิพากษาข้อขัดแย้งซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันต่าง ๆ และพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่จะได้รับการเชื่อถือ
49. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น
50. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) เยอรมนี
(2) ฮอลแลนด์
(3) สหรัฐอเมริกา
(4) อิตาลี
(5) ฝรั่งเศส
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ
51. ระบบการเมือง ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับ “ระบบการเมืองแบบรัฐสภา” มากที่สุด
52. “เสรีภาพแบบใหม่” อันหมายถึงการเคารพเชื่อฟังเจตจำนงของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากอะไร
(1) การใช้สิทธิเลือกตั้ง
(2) การเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป
(3) การกระทำนอกเหนือจากที่กฎหมายห้าม
(4) การใช้เหตุผลกำกับการกระทำ
(5) การเคารพกฎหมายที่ดี
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เชื่อว่า เสรีภาพแบบใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการบัญญัติกฎหมายหรือการร่วมกันแสดงเจตจำนงทั่วไป และขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายหรือเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไปที่ตนเองเป็นผู้บัญญัติขึ้น
53. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก
54. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ความปลอดภัยในชีวิต
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ร่างกาย
ตอบ 5 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น
55. “มนุษย์เกิดมาอย่างเสรี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการทุกแห่งหน” คำว่า “พันธนาการ” หมายถึง
(1) การบีบบังคับโดยผู้ปกครอง
(2) การตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ของตนเอง
(3) สภาวะแห่งความเป็นทาส
(4) ขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อบังคับต่าง ๆ
(5) ความเชื่อในศาสนา
ตอบ 4 หน้า 67, 71 – 72 จากคำกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งความเป็นอิสระหรือภาวะที่เป็นเสรีนั้นได้ถูกทำลายลงโดยสถาบันการปกครองและอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนบั่นทอนเสรีภาพของมนุษย์ในลักษณะที่แฝงมาในรูปอื่น เช่น กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ปทัสถานของสังคม ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น
56. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(2) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(3) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(4) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211 ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น
57. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) เสรีนิยม
(4) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
(5) ประชานิยม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ
58. การที่จะบังคับบุคคลที่หลงผิดให้เป็นอิสระ เกิดขึ้นได้ในกรณีใดบ้าง
(1) การถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ส่วนรวม
(2) การถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ส่วนตัว
(3) การถูกบังคับให้ไปเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่บุคคลถูกบังคับไม่ให้เสพยาเสพติด
(5) การถูกบังคับให้ไปใช้อำนาจอธิปไตย
ตอบ 5 หน้า 75, 77 – 78 รุสโซ เห็นว่า เจตจำนงทั่วไปเป็นเจตจำนงที่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ของคนทุกคนเป็นหลัก ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างจากเจตจำนงทั่วไปย่อมแสดงว่าเขาได้หลงผิดไป เพราะตกอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตัวครอบงำจนเกิดเป็นเจตจำนงเฉพาะส่วนขึ้น ทั้งนี้บุคคลที่หลงผิดจะต้องถูกบังคับให้ยอมรับและเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป โดยการให้ไปใช้อำนาจอธิปไตยหรือไปร่วมกันทำหน้าที่บัญญัติกฎหมายในสภาราษฎร เพราะการเคารพกฎหมายบ้านเมืองจะทำให้ทุกคนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง
59. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุโรปที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดมาร์กซ์ซิสม์ คือ
(1) การเกิดชนชั้นกระดุมพีใหม่
(2) การปฏิวัติฝรั่งเศส
(3) ลัทธิล่าอาณานิคม
(4) การประดิษฐ์เครื่องทอผ้า
(5) การปฏิวัติอุตสาหกรรม
ตอบ 5 หน้า 176 จากสถานการณ์ในเยอรมนีและยุโรปที่มีการปฏิวัติทางการเมือง และการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนทำให้คนจนได้รับความทุกข์ยากและถูกเอาเปรียบนั้น มีผลผลักดันให้มาร์กซ์พยายามหาคำตอบของความทุกข์ยากในสังคม และสร้างทฤษฎีขึ้นมาเพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในขณะนั้น พร้อมทั้งเสนอวิธีแก้ไขสังคมให้ดีขึ้น
60. เหตุผลข้อใดที่สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้”
(1) ความสมบูรณ์แห่งอำนาจ
(2) อำนาจเป็นสิ่งที่โอนให้กันไม่ได้
(3) ความสูงสุดเด็ดขาด
(4) เจตจำนงทั่วไป
(5) ผลประโยชน์ส่วนรวม
ตอบ 4 หน้า 76, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่โอนให้กันไม่ได้ (Inalienable) และแบ่งแยกไม่ได้ (Indivisible) เพราะว่าอำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่มาจากเจตจำนงทั่วไป ซึ่งก็คือเจตจำนงของประชาชนทุกคน ดังนั้นผู้อยู่ในฐานะที่จะใช้เจตจำนงของเขาได้เหมาะสมที่สุดก็คือ ตัวเขาเอง
61. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(2) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(3) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(4) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
(5) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ
62. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง
63. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ
64. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(4) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
(5) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
ตอบ 3 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า “ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์”
65. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) ธรรมชาตของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(2) มนุษย์ขาดวินัย
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
(5) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
ตอบ 1 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือการสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง
66. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมกรทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น
67. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่จะกระทำผิด” ข้อความที่ขีดเส้นใต้อธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การปฏิบัติตามตัวบท-กฎหมาย
(2) การผูกมัดจากสัญญา
(3) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(4) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(5) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตอบ 3 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง
68. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(3) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
(4) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(5) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
ตอบ 5 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้นว่าเป็นสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม
69. ฮอบส์ เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) ต้องการป้องกันตนเองจากภัยภายนอก
(2) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
(3) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(4) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(5) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
ตอบ 1 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน
70. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)
71. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่
72. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) คาร์ล มาร์กซ์
(2) มุสโสลินี
(3) สตาลิน
(4) เหมา เจ๋อ ตุง
(5) นิโคไล เลนิน
ตอบ 1 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก
73. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความสุขในอนาคต
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความอิจฉาริษยา
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ
74. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) การใช้กำลังอำนาจ
(3) กลุ่มการเมือง
(4) ความรักสามัคคี
(5) รัฐ
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รัฐหรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก
75. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง
76. ฮอบส์ เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(2) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
(3) ความอยากและความไม่อยาก
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) กิเลสและตัณหา
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion) นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน
77. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(2) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
(3) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(4) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(5) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 74. ประกอบ
78. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านอวัยวะ
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น
79. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) องค์อธิปัตย์
(2) บริหาร
(3) ทรัสตรี
(4) นิติบัญญัติ
(5) ตุลาการ
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน
80. มาเคียเวลลี่ สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
(2) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(3) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) นินทาผู้ปกครอง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ
81. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น
82. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(2) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(5) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น
83. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่าผู้ปกครองควรมีความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เนื่องจาก
(1) ไม่ควรมีเหตุผลกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
(2) ความเด็ดขาดทำให้เกิดความยำเกรง
(3) ความอ่อนแอแสดงให้เห็นถึงความโลเล
(4) ความอ่อนแอเป็นคุณสมบัติของอิสตรีเพศ
(5) ความเด็ดขาดเป็นคุณสมบัติของผู้ชาย
ตอบ 2 หน้า 6 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึงความอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งเหยิงตามมา ดังนั้นด้วยพันธะหน้าที่ผู้ปกครองจึงต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เพื่อให้ประชาชนเกิดความยำเกรงและเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง รวมทั้งเพื่อรักษาผู้ที่ถูกปกครองให้มีเอกภาพและซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครองด้วย
84. เพราะเหตุใดผู้ใต้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(3) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(4) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
(5) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 65. ประกอบ
85. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) สังคมนิยม
(4) อำมาตยาธิปไตย
(5) ธนาธิปไตย
ตอบ 2 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย
86. มาเคียเวลลี่ แนะนำว่าการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำทำให้
(1) ผู้นำไม่ต้องรักษาสัจจะ
(2) ผู้นำต้องกล้าได้กล้าเสีย
(3) ผู้นำต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
(4) ผู้นำต้องรักษาสัจจะ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและไม่รักษาสัจจะ หากสัจจะนั้นจะทำลายผลประโยชน์ของตนเอง โดยเขาให้เหตุผลว่า “การรักษาสัจจะนั้นเป็นสิ่งดี หากคนทั้งหมดเป็นคนดี แต่คนตามธรรมชาตินั้นเลว และไม่รักษาสัจจะกับผู้ปกครอง ดังนั้นผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรักษาสัจจะกับเขา”
87. ฮอบส์ เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(2) ถูกรัฐอื่นรุกราน
(3) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(4) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
(5) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
ตอบ 4 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม
88. ลัทธิมาร์กซ์ ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์
89. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึง
(1) ความไม่เฉลียวฉลาด
(2) การมีศีลธรรมกับผู้ที่ไม่ควรได้รับ
(3) ความอ่อนแอ
(4) ความโลเลไม่กล้าตัดสินใจ
(5) ความยำเกรงผู้อื่น
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 83. ประกอบ
90. มาเคียเวลลี่เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนเห็นแก่ตัว และสังคมทำให้มีกิเลสตัณหา
(2) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(3) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
(4) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(5) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
ตอบ 3 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนที่แก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหาโดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ
91. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญ คือ
(1) The Element of Law
(2) Magna Carta
(3) The Fox
(4) Modern Machine
(5) The Prince
ตอบ 5 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขชน (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้นเป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง
92. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานที่ฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
93. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าปัญหาของรูปแบบการปกครองเฉพาะ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย
(1) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
(2) การขาดเสถียรภาพ
(3) การไร้เมตตาธรรม
(4) การสนับสนุนตัวบุคคล
(5) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
ตอบ 2 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญ คือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก
94. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้
95. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) บุคคลที่สาม
(3) คู่สัญญา
(4) คณะรัฐมนตรี
(5) สภาผู้แทนราษฎร
ตอบ 2 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐอธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐอธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์
96. จุดเน้นทางความคิดแตกต่างกันระหว่างเลนินกับเหมาเจ๋อตุง คือ
(1) ศักยภาพของชนชั้นนายทุน
(2) ศักยภาพในการปฏิวัติของชาวนา
(3) ศักยภาพในการปฏิวัติของปัญญาชน
(4) ศักยภาพของชนชั้นกระดุมพี
(5) ศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ
ตอบ 2 หน้า 203, 227, 230, (คำบรรยาย) เลนินมีความเห็นต่างจากเหมาเจ๋อตุงในเรื่องศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นชาวนา โดยเลนินเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัตินั้นจะต้องเป็นนักปฏิวัติอาชีพหรือปัญญาชน ไม่ใช่ชาวนา ส่วนเหมาเจ๋อตุงเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติอาจหมายถึงประชาชนกลุ่มใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกรรมาชีพหรือกรรมกร ปัญญาชน ชาวนา นายทุน ฯลฯ ที่เห็นด้วยหรือสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม และต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ
97. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(3) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด
98. ข้อใดเป็นแนวความคิดของ Maoism ในเรื่องการปฏิวัติโลก
(1) องค์กรคอมมิวนิสต์สากลตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง
(2) Maoism เสนอแนวคิดสนับสนุนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพใน “ชนบทโลก”
(3) ขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยถูกชี้นำโดยโซเวียตรัสเซีย
(4) พรรคคอมมิวนิสต์ไทยและของมลายาใช้แนวทางสายจีน
(5) จีนเป็นแบบแผนการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกอย่างเปิดเผย
ตอบ 2 หน้า 234 – 235, (คำบรรยาย) แนวความคิดในเรื่องการปฏิวัติโลกของลัทธิเหมา (Maoism) เห็นว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเกิดขึ้นในแถบเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็น “ชนบทของโลก” และถ้าถือว่าอเมริกาเหนือและยุโรปเป็น “เมืองใหญ่ของโลก” แล้ว จะเห็นว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพได้ลดลงในเมืองใหญ่ของโลก แต่จะมีมากขึ้นในชนบทของโลก ซึ่งเปรียบเสมือนชนบทได้ห้อมล้อมเมืองแล้ว และสถานการณ์ของประเทศในแถบนี้จะเอื้ออำนวยต่อการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ต้องเป็นการปฏิวัติโดยใช้กำลังอาวุธเท่านั้นจึงจะเป็นผลสำเร็จ และการปฏิวัติต้องกระทำโดยพรรคคอมมิวนิสต์
99. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ที่เขาเรืองอำนาจ
(2) ตกอับหมดอำนาจ
(3) อยู่ต่างประเทศ
(4) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 91. ประกอบ
100. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(2) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
(3) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(4) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมา
(5) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ