LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบประการหนึ่งคือวัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรม นักศึกษาเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

กฎหมายต่างจากศีลธรรมตรงนี้ คือ ศีลธรรมมุ่งไปสู่ความดี แต่กฎหมายมุ่งไปสู่ความยุติธรรมหรือเรียกว่า “Idea of Justice” คือ ความคิดทั้งหมดของกฎหมายได้แก่ความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักการและอุดมการณ์ของวิชาชีพนี้ทั้งหมด

ความหมายของความยุติธรรม Aristotle กล่าวว่า บุคคลที่เท่ากันควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ในความหมายของอริสโตเติลนั้น ความยุติธรรมคือความเสมอภาค แต่อย่าลืมว่ามนุษย์จะไม่เท่ากันทั้งหมด Aristotle กล่าวไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่เท่ากันจึงจะได้รับการปฏิบัติที่เท่ากัน แสดงว่ามีบุคคลที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่เหมือนกัน ในสมัยนั้นยังมีทาสซึ่งถือว่าไม่ใช่คนที่มีความเท่าเทียมกันกับประชาชนอื่น ตัวอย่างเช่น นักเรียนได้รับการปฏิบัติอย่างนักเรียนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่เป็นอาจารย์ ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นอาจารย์เหมือนกับอาจารย์คนอื่น ๆ ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นนักเรียน เพราะฉะนั้นในสังคมยังคงมีบุคคลที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ในบางแง่ตามแต่จะพิจารณา หากจะกล่าวว่านักเรียนกับอาจารย์เป็นประชาชนเท่าเทียมกันในแง่นั้นได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่การเรียนการสอนย่อมไม่เท่ากัน

Aristotle ได้แบ่งประเภทของความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ความยุติธรรมทางจัดสรร (Distributive Justice)

คือบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ เกียรติยศ สิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน เช่น คนงานในโรงงานทำงานเท่ากัน คุณวุฒิคุณสมบัติเท่ากัน ก็ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน แต่ถ้ามีคนหนึ่งทำงานดีกว่า ขยันกว่า มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า อาจทำให้ได้เงินเดือนมากกว่า หลักที่ว่าบุคคลที่เท่ากันควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน มีปัญหาอยู่บ้างในกรณีการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลต่างกลุ่ม เช่น ชาวนาควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากแรงงานที่ได้ลงแรงผลิตขึ้นมา ในขณะเดียวกันพ่อค้าที่ขนส่งสินค้าไปขายควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุน พ่อค้าคนกลางกับผู้ผลิตมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน การจัดสรรผลประโยชน์จึงต่างกันบ้าง อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายหนึ่งอาจได้รับผลประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการไม่สมควร

2. ความยุติธรรมทางชดเชย (Rectificatory Justice)

คำว่า “ชดเชย” หมายความว่า ทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น มีคนขับรถยนต์มาชนรถยนต์ของท่านบุบเสียหาย คนชนจะต้องชดเชยกลับมาทำให้รถยนต์ของท่านเหมือนเดิม โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความ และเป็นกรรมการบริษัท สยามขนส่ง จำกัด ซึ่งประกอบกิจการจัดส่งแรงงานชาวพม่าที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ต่อมานายแดงเจอนายม่วงหมอดูประจำตระกูล นายม่วงจึงทักนายแดงว่า นายแดงกำลังมีเคราะห์เพราะปีนี้เป็นปีชงของนายแดง ควรจะทำบุญบ้าง นายแดงเห็นดีด้วย นายแดงจึงให้นายม่วงไปติดต่อหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งให้ลงประกาศว่าสำนักงานทนายความแดงรับว่าความฟรีทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเกิดของนายแดง เพื่อการกุศล ขอให้ท่านวินิจฉัยว่านายแดงและนายม่วงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง….”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความ และเป็นกรรมการบริษัท สยามขนส่ง จำกัด ซึ่งประกอบกิจการจัดส่งแรงงานชาวพม่าที่ไม่มีใบอนุญาตฯ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 เพราะประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

และกรณีที่นายม่วงหมอดูทักว่านายแดงกำลังมีเคราะห์เพราะปีนี้เป็นปีชงของนายแดง ควรจะทำบุญบ้าง นายแดงจึงให้นายม่วงไปติดต่อหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งให้ลงประกาศว่าสำนักงานทนายความแดงรับว่าความฟรีทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเกิดของนายแดงเพื่อการกุศลนั้น การแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ จะต้องเป็นกรณีที่ประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง ฯลฯ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1)

ส่วนกรณีของนายม่วงนั้นไม่ถือว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความ เพราะนายม่วงไม่ใช่ทนายความ

สรุป นายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1) และข้อ 18

ส่วนนายม่วงไม่ได้ประพฤติผิดมรรยาททนายความ เพราะนายม่วงไม่ใช่ทนายความ

ข้อ 3. นายสุรศักดิ์สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นกลับมาประกอบธุรกิจของครอบครัวอยู่หลายปีโดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท SRK Trading จำกัด ระหว่างทำงานนายสุรศักดิ์ไปเรียนกฎหมายเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนกระทั่งสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตและเนติบัณฑิตไทย ต่อมานายสุรศักดิ์สอบใบอนุญาตทนายความได้ จึงเปิดบริษัทที่ปรึกษากฎหมายชื่อ SRK Inter Law Office จำกัด โดยนายสุรศักดิ์เป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นนายสุรศักดิ์มีความคิดที่จะไปสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จึงมาสอบถามท่านเกี่ยวกับเรื่องการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท SRK Trading จำกัด และตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย SRK Inter Law Office จำกัด ว่าจะสามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปได้อีกหรือไม่ ท่านจะต้องตอบคำถามนายสุรศักดิ์อย่างไร จึงจะถูกต้องตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร

ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

ข้าพเจ้าจะตอบคำถามของนายสุรศักดิ์ว่า การประกอบอาชีพเป็นผู้พิพากษาของนายสุรศักดิ์ จะต้องเป็นไปตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร เห็นว่าแม้บริษัท SRK Trading จำกัด จะเป็นบริษัทของครอบครัวที่นายสุรศักดิ์เป็นกรรมการมานาน แต่เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ดังนั้น นายสุรศักดิ์จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการได้อีกต่อไป นายสุรศักดิ์จึงจำเป็นที่จะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว

นอกจากนี้ ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคสอง กำหนดว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใด อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น นายสุรศักดิ์จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย SRK Inter Law Office จำกัด ได้อีกต่อไป นายสุรศักดิ์จึงจำเป็นที่จะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวด้วย เพราะการประกอบวิชาชีพเป็นที่ปรึกษากฎหมายจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา

สรุป หากนายสุรศักดิ์มีความคิดที่จะไปสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จำเป็นที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งของทั้งบริษัท SRK Trading จำกัด และบริษัท SRK Inter Law Office จำกัด

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์การวิชาชีพมีหน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพกรณีใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

  1. ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกวิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เช่น ถ้าแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ยาไม่ถูก คนไข้อาจตายได้ หรือถ้าทนายความไม่รู้กฎหมาย ไม่ยื่นฟ้องภายในกำหนด คดีอาจขาดอายุความ ทำให้ลูกความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงต้องจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้นเนติบัณฑิตยสภาของทุกประเทศจึงทดลองความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้

  2. ควบคุมวินัยและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมรรยาทข้อหนึ่งว่า เมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน

  3. ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งทำอาชีพ อาชีพนี้ต้องผูกขาด องค์การวิชาชีพจึงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ตัวอย่างเช่น องค์การวิชาชีพแพทย์จะต้องดูแลไม่ให้พยาบาลทำงานอย่างแพทย์ หรือองค์การวิชาชีพนักกฎหมายก็มีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี หรือการทวงหนี้ล้วนเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้ผู้อื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้น จะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมระดับหนึ่ง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐาน ถ้าปล่อยให้ประกอบอาชีพก็อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้

ข้อ 2. นายมะพร้าวรับเป็นทนายความว่าต่างในคดีที่นายมะนาวฟ้องร้องเรียกเงินกู้ยืมคืนจากนายมะยม 1,000,000 บาท ต่อมานายมะพร้าวและนายมะนาวขัดแย้งกันในวิธีการดำเนินคดี นายมะพร้าวจึงถอนตัวจากการทำหน้าที่โดยนายมะนาวยินยอม และนายมะนาวมอบหมายให้นายมะม่วงเข้ามาเป็นทนายความทำหน้าที่แทน นายมะยมจึงติดต่อนายมะพร้าวและมอบหมายให้นายมะพร้าวเป็นทนายความแก้ต่างให้ตนในคดีนี้ ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องเพราะนายมะนาวไม่นำหลักฐานการกู้ยืมมานำสืบในชั้นศาล นายมะพร้าวจึงแนะนำให้นายมะยมฟ้องนายมะนาวเป็นคดีอาญาฐานฟ้องเท็จ ซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ การกระทำของนายมะพร้าวผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 9 “กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้”

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือหรือได้รับรู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะพร้าวถอนตัวจาการทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับนายมะนาวและรับเป็นทนายความแก้ต่างให้นายมะยมที่เป็นคู่ความอีกฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ในกรณีเดียวกัน ถือว่านายมะพร้าวฝ่าฝืนข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13 และต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะนายมะนาวไม่นำหลักฐานการกู้ยืมมานำสืบในชั้นศาล นายมะพร้าวจึงแนะนำให้นายมะยมฟ้องนายมะนาวเป็นคดีอาญาฐานฟ้องเท็จซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ถือว่าเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีในกรณีอันหามูลไม่ได้ และต้องห้ามตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 9

สรุป นายมะพร้าวประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 9 และข้อ 13

ข้อ 3. นายเอกนักธุรกิจเจ้าของโรงงานฟอกหนังและเป็นนายกสมาคมโรงงานฟอกหนัง ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน นายเอกได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายคนในหัวข้อ “ปัญหาแรงงานไทยในการก้าวไปสู่ยุค 4.00” โดยนายเอกได้แสดงความเห็นมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ตั้งแต่ทหารเข้ามาปฏิวัติยึดอำนาจก็ทำแต่เรื่องแย่ ๆ ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วหน้า ค้าขายไม่ได้ ต่างชาติก็ไม่คบหากับประเทศไทย รัฐบาลเผด็จการทหารมีแต่ยั่วยุ กดดัน กวาดล้างศัตรูทางการเมือง ไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มีแต่จ้องจะซื้ออาวุธสงคราม แล้วจะไปหวังอะไรกับการที่จะพัฒนา ยกระดับแรงงานไทยให้เข้าสู่ยุค 4.00 มีแต่จะเข้าสู่ยุคไดโนเสาร์ การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งงานคนไทยอย่างมากมาย จนทำให้เกิดปัญหามากมาย หากแก้ไขไม่ได้ ก็รีบ ๆ ออกไปเถอะ ให้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเขาทำดีกว่า…” จากคำอภิปรายนี้ มีสื่อมวลชนนำไปเสนอข่าวอย่างแพร่หลาย จึงทำให้มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมีทั้งโต้แย้งและสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ขอให้นักศึกษาอธิบายว่าการอภิปรายของนายเอกเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 28 “ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาและจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ”

ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมและผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน และได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการ นายเอกจึงต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และประพฤติตนให้อยู่ในกรอบตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 44 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาสมทบต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อคำอภิปรายของนายเอกมีลักษณะเป็นการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณชน โดยใช้วาจาไม่สุภาพและพูดจาเหน็บแนมรัฐบาล อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเพราะจะแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น การกระทำของนายเอกจึงเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา จึงถือได้ว่านายเอกประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28 ด้วย

สรุป นายเอกประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28 และข้อ 44

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2559

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบประการหนึ่ง คือ จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย อยากทราบว่าองค์ประกอบข้อนี้หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย หมายความว่า ในสมัยโรมันก่อนที่จะมีกฎหมายเป็นหมวดหมู่ โรมันค่อย ๆ พัฒนากฎหมายขึ้นมาจากสุภาษิตกฎหมาย คือ เมื่อมีข้อพิพาทกัน คู่กรณีก็ไปหาผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือขอให้ช่วยตัดสิน หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ถูกวางขึ้นจากคำตัดสินนั้น แต่หลักเกณฑ์เหล่านี้ยังไม่เป็นกฎหมาย เพราะไม่ได้จัดเป็นหมวดหมู่ จึงเรียกว่า “สุภาษิตกฎหมาย” ไปก่อน ตัวอย่างเช่น มีหนี้ต้องชำระ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ชาวโรมันตัดสินคดีมาเรื่อย ๆ สุภาษิตกฎหมายก็มีมากขึ้น จนในที่สุดมีการสะสางจัดเป็นหมวดหมู่ เมื่อจัดเป็นหมวดหมู่แล้ว จึงกลายเป็นกฎหมายโรมัน สำหรับประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายมีหลักฐานเป็นหนังสือ คือ ประมวลกฎหมายต่าง ๆ แบ่งเป็นบรรพ เป็นหมวด เป็นส่วน ส่วนกฎหมายคอมมอนลอว์นั้นก็เป็นหมวดหมู่เช่นเดียวกัน แม้จะวางหลักกฎหมายโดยคำพิพากษา แต่ตัวคำพิพากษาก็ได้รับการจัดกลุ่มว่าเป็นคำพิพากษาในคดีประเภทใด หลักกฎหมายเรื่องอะไร นอกจากนั้นประเทศคอมมอนลอว์ก็ไม่ได้ใช้กฎหมายจากคำพิพากษาอย่างเดียว แต่มีพระราชบัญญัติซึ่งจัดระเบียบเป็นหมวดเป็นส่วนเช่นเดียวกัน

ข้อ 2. นายสมหมายเป็นทนายความอยู่ที่สำนักงานสมหมายทนายความได้ทำใบปลิวแจกโดยมีข้อความว่า “สำนักงานสมหมายทนายความคิดค่าว่าความถูกที่สุดในจังหวัด เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย” เมื่อนางฟ้าใสเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงให้นายสมหมายว่าความให้ตนจนชนะคดี แต่นายสมหมายได้ยึดโฉนดที่ดินของนางฟ้าใสไว้ อ้างว่าเพื่อเป็นการต่อรองให้นางฟ้าใสชำระค่าจ้างว่าความให้ตนก่อน จึงจะคืนโฉนดที่ดินให้ ดังนี้ การกระทำของนายสมหมายเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสมหมายทนายความได้ทำใบปลิวแจกโดยมีข้อความว่า “สำนักงานสมหมายทนายความคิดค่าว่าความถูกที่สุดในจังหวัด เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย” นั้น ถือเป็นการประกาศโฆษณา ซึ่งประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17

และต่อมาเมื่อนางฟ้าใสเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงให้นายสมหมายว่าความให้ตน จนชนะคดี แต่นายสมหมายได้ยึดโฉนดที่ดินของนางฟ้าใสไว้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการต่อรองให้นางฟ้าใสชำระค่าจ้างว่าความให้ตนก่อนจึงจะคืนโฉนดที่ดินให้นั้น ถือว่านายสมหมายประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 15 ฐานหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ

สรุป การกระทำของนายสมหมายประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 15 และข้อ 17

ข้อ 3. นายสุวัฒน์ มีบุตรสาวหนึ่งคนชื่อเด็กหญิงเป่าเปา อายุประมาณ 4 ขวบ กำลังน่ารัก ขณะวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน มีสุนัขของนายสุนัยลอดรั้วเข้าไปในบ้าน แล้วกัดที่ใบหน้าของเด็กหญิงเป่าเปาจนมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เด็กหญิงเป่าเปาร้องให้เสียงดัง นายสุทรรศน์ออกมาดูเห็นสุนัขกำลังวิ่งหนีจึงถือไม้สั่งไล่ตี ขณะนั้นนายสุนัยยืนอยู่หน้าบ้านได้ร้องตะโกนห้ามไม่ให้นายสุทรรศน์ตีสุนัขตนเอง ขณะนั้นมีรถยนต์วิ่งมาด้วยความเร็วชนสุนัขของนายสุนัยถึงแก่ความตาย นายสุทรรศน์จึงบอกว่า สมน้ำหน้า แล้วรีบพาเด็กหญิงเป่าเปาไปโรงพยาบาล แพทย์เย็บบาดแผลที่ใบหน้า 10 เข็ม จากนั้นเดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความเรื่องที่สุนัขกัดบุตรสาวตนเอง จึงทราบว่านายสุนัยแกล้งไปแจ้งความไว้ก่อนว่า ถูกนายสุทรรศน์พยายามทำร้ายร่างกายโดยจะใช้ไม้ตี แต่สุนัขของตนเองเห็นจึงเข้าไปช่วยตน นายสุทรรศน์จึงใช้ไม้ตีสุนัขตาย ส่วนเด็กหญิงเป่าเปานั้นได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งซุกซนหกล้มเอง สุนัขของตนเองไม่ได้กัดแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว ตรวจดูใบชันสูตรบาดแผลของเด็กหญิงเป่าเปาก็พบว่ามีรอยถูกสุนัขกัด และตรวจซากของสุนัขพบคราบโลหิตของเด็กหญิงเป่าเปาติดอยู่ ประกอบกับมีร่องรอยการถูกรถยนต์ชนไม่ใช่เสียชีวิตจากการถูกตีแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายสุทรรศน์ แต่ให้ฟ้องนายสุนัยในข้อหากระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และพนักงานอัยการเห็นด้วย จึงยื่นฟ้องนายสุนัยต่อศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ถึงวันนัดพิจารณา นายสุวัฒน์ผู้พิพากษา สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วทำการไกล่เกลี่ย โดยบอกว่าตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องมานั้นเพียงพอให้รับฟังว่า นายสุนัยหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดแน่ ๆ หากไม่รับสารภาพและเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายแก่นายสุทรรศน์อาจถูกลงโทษจำคุกสถานหนัก ขอให้นักศึกษาอธิบายว่า การกระทำของนายสุวัฒน์ผู้พิพากษาจะผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อใดหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 8 “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล ผู้พิพากษาพึงชี้แจงให้คู่ความทุกฝ่ายตระหนักถึงผลดีผลเสียในการดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ จักต้องไม่ให้คำมั่น หรือบีบบังคับให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอใด ๆ หรือให้จำเลยรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ และจักต้องไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระแวงว่าผู้พิพากษาฝักใฝ่ช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุวัฒน์ผู้พิพากษาสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วทำการไกล่เกลี่ย โดยตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องมานั้นเพียงพอให้รับฟังว่านายสุนัยหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด (ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และจากการที่สุนัขของจำเลยลอดรั้วเข้าไปในบ้านของนายสุทรรศน์แล้วกัดที่ใบหน้าของเด็กหญิงเป่าเปาบุตรสาวของนายสุทรรศน์จนมีบาดแผลฉกรรจ์) หากไม่รับสารภาพและเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายแก่นายสุทรรศน์อาจถูกลงโทษจำคุกสถานหนักนั้น การกระทำของนายสุวัฒน์ดังกล่าวเป็นการพูดจากับนายสุนัยที่เป็นจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีทำนองบีบบังคับให้นายสุนัยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ ถือเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 8

สรุป การกระทำของนายสุวัฒน์ผู้พิพากษาเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 8

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย re 2/2559

การสอบซ่อมภาค 2 และภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบประการหนึ่งคือมีบทบังคับ จงอธิบายองค์ประกอบข้อนี้ว่ามีความหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

มีบทบังคับ คือ สังคมแสดงอำนาจบังคับให้สมาชิกต้องปฏิบัติตาม กฎหมายเริ่มต่างจากระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์อื่น เช่น ศีล 5 เป็นระเบียบแบบแผน แต่การกินเหล้าไม่มีใครบงการห้าม อย่างมากก็ว่าเป็นคนขี้เมาเท่านั้น สังคมไม่ได้ออกกำลังหรือไม่ได้ใช้อำนาจบังคับให้สมาชิกต้องงดเว้นการดื่มเหล้า คือ ไม่จับคนดื่มเหล้าไปลงโทษ แต่บางประเทศใช้กฎหมายศาสนา เช่น ประเทศอิสลามบางประเทศใช้กฎหมายอิสลามปกครอง เรียกว่า Islamic law (Sharia) โดยประเทศมุสลิมที่ใช้ Islamic law จะห้ามประชาชนดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด แสดงว่า บ้านเมืองได้รับกฎเกณฑ์มาใช้ และออกกำลังหรือแสดงอำนาจบังคับให้สมาชิกหรือประชาชนทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ศีลธรรมจึงกลายเป็นกฎหมาย แต่ในประเทศไทยหลักศีลธรรมอยู่ในระดับศีลธรรม ไม่มีการบังคับมาถึงระดับเป็นกฎหมาย แฟชั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะล้าสมัยไปบ้าง สมาชิกคนอื่นคงนำไปนินทาว่าไม่ปฏิบัติตามแบบแผนปัจจุบัน แต่สังคมไม่ได้ออกกำลังบังคับว่าจะต้องแต่งตัวอย่างไร เว้นแต่ไม่ใส่เสื้อผ้าเสียเลย สังคมต้องออกกำลังบังคับเพราะอาจจะทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ ไม่ปฏิบัติตามก็มีบทบังคับ เช่น ในทางอาญามีโทษ ทางแพ่งก็อาจจะต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินหรือต้องชดใช้ค่าเสียหาย ต้องชำระหนี้ ถ้าไม่ชำระก็อาจถูกยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เหล่านี้ล้วนเป็นบทบังคับ ซึ่งสังคมใช้เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ขึ้น

ข้อ 2. นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงเขียวหวาน 500,000 บาท นายแกงส้มขอให้นายแกงไก่แต่งนายแกงเหลืองเข้าเป็นทนายความร่วมทำคดีด้วย ก่อนวันนัดสืบพยาน ศาลส่งหมายนัดมาที่สำนักงานทนายความของนายแกงส้มและนายแกงเหลือง ทั้งสองทราบนัดแต่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะไปศาล ปรากฏว่าไม่มีใครไป ทำให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีนายแกงไก่ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษา นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ลงลายมือชื่อแล้ว จึงไม่มาติดตามผลของคำพิพากษาและไม่แจ้งให้นายแกงไก่ทราบถึงสิทธิในการอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ดังนี้ นายแกงส้มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงเขียวหวาน และนายแกงส้มขอให้นายแกงไก่แต่งนายแกงเหลืองเข้าเป็นทนายความร่วมทำคดีด้วย แต่ในวันนัดสืบพยานปรากฏว่าไม่มีใครไปเพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะไปศาลนั้น แม้เป็นความประมาทเลินเล่อก็ถือได้ว่านายแกงส้มจงใจขาดนัดไม่ไปศาล เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12 (1)

ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ลงลายมือชื่อแล้วจึงไม่มาติดตามผลของคำพิพากษาและไม่แจ้งให้นายแกงไก่ทราบถึงสิทธิในการอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น ถือเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดี ถือว่านายแกงส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12 (2)

สรุป การกระทำของนายแกงส้มเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12

ข้อ 3. นายวิทยาเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้รับเชิญจากสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ของจังหวัดให้ไปเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่สมาคมฯ ถูกฟ้องเป็นจำเลย นายวิทยาเห็นว่าคดีนี้สามารถประนีประนอมยอมความกันได้ จะเป็นประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่าย จึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ เมื่อคดีพิพาทมีข้อยุติแล้ว นายสมภพนายกสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ของจังหวัด เห็นว่านายวิทยาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จึงเชิญมาเป็นกรรมการของสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ นายวิทยาเห็นว่าจะได้ใช้ความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม จึงรับเป็นกรรมการของสมาคม ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 29 “ผู้พิพากษาไม่พึงเป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม สโมสร ชมรม หรือองค์การใด ๆ หรือเข้าร่วมในกิจการใด ๆ อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา”

ข้อ 32 “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการ หรือผู้ประนีประนอมข้อพิพาท”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวิทยาเป็นผู้พิพากษา และได้รับเชิญจากสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ฯ ให้ไปเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่สมาคมถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น ถือได้ว่านายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 32 ที่กล่าวว่า “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการ…”

ต่อมานายกสมาคมนายกสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ฯ เห็นว่านายวิทยาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถจึงเชิญมาเป็นกรรมการของสมาคม และนายวิทยาก็รับเป็นกรรมการของสมาคม นายวิทยาสามารถกระทำได้ไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29 เนื่องจากการที่เป็นกรรมการของสมาคมนั้น ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น นายวิทยาจึงไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29 แต่อย่างใด

สรุป นายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 32 แต่ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ทนายความในประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท มีหน้าที่อะไรบ้าง จงอธิบายอย่างละเอียด

ธงคำตอบ

ทนายความในประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่

  1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้

  2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกขุนเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะตรวจสอบและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้

การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่าในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม

ข้อ 2. นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้ยืมจากนายแกงกะทิ 500,000 บาท แต่นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องให้นายแกงกะทิรับผิด และนายแกงไก่อาจแพ้คดีได้ นายแกงส้มจึงแนะนำให้นายแกงไก่ทำสัญญาขึ้นเองและปลอมลายมือชื่อนายแกงกะทิ พร้อมทั้งให้เบิกความว่ามีการกู้ยืมเงินตามสัญญาฉบับดังกล่าวจริง ในวันนัดสืบพยาน นายแกงส้มนำสืบข้อเท็จจริงตามที่ได้แนะนำนายแกงไก่ไว้ และยื่นคำแถลงต่อศาลยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญากู้ ดังนี้ นายแกงส้มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย: ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงกะทิ แต่นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องให้นายแกงกะทิรับผิด นายแกงส้มจึงแนะนำให้นายแกงไก่ทำสัญญาขึ้นเอง และปลอมลายมือชื่อนายแกงกะทินั้น ถือเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ และให้เบิกความว่ามีการกู้เงินตามสัญญาฉบับดังกล่าวจริง ก็ถือเป็นการเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ จึงถือว่านายแกงส้มประพฤติผิดตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 8

ปรากฏต่อมาว่าในวันนัดสืบพยาน นายแกงส้มนำสืบข้อเท็จจริงตามที่ได้แนะนำนายแกงไก่ไว้ และยื่นคำแถลงต่อศาลยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญากู้นั้น ถือได้ว่านายแกงส้มกล่าวความ หรือทำเอกสารเท็จ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 อีกด้วย

สรุป: การกระทำของนายแกงส้มเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8

ข้อ 3. นางจันทร์เป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่งและเป็นเจ้าของสำนวนในคดีที่นางสาวสารภีฟ้องนางสาวการะเกดฐานหมิ่นประมาท นางสาวชมนาดผู้ช่วยผู้พิพากษาน้องสาวของนางสาวสารภีต้องการทราบว่าพี่สาวของตนจะมีโอกาสชนะคดีหรือไม่ และได้ไปสอบถามนางจันทร์ถึงผลของคดี แต่นางจันทร์ปฏิเสธอ้างว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะชนะหรือไม่ ดังนี้ นางจันทร์และนางสาวชมนาดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย: ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมและผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนางจันทร์:

การที่นางจันทร์เป็นผู้พิพากษาและเป็นเจ้าของสำนวนในคดีที่นางสาวสารภีฟ้องนางสาวการะเกด นางสาวชมนาดผู้ช่วยผู้พิพากษาน้องสาวของนางสาวสารภีต้องการทราบว่าพี่สาวของตนจะมีโอกาสชนะคดีหรือไม่ จึงได้สอบถามนางจันทร์ แต่นางจันทร์ปฏิเสธอ้างว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะชนะหรือไม่นั้น ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ไม่มีข้อใดกำหนดให้เป็นความผิดในการที่นางจันทร์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของนางสาวชมนาด ดังนั้น จึงถือว่านางจันทร์ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่อย่างใด

กรณีของนางสาวชมนาด:

การที่นางสาวชมนาดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการใช้บังคับกับผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยตามข้อ 44 และการที่นางสาวชมนาดสอบถามนางจันทร์ถึงผลของคดีดังกล่าว จึงเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น อันเป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 อีกด้วย

สรุป: นางจันทร์ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ส่วนนางสาวชมนาดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 ประกอบข้อ 44

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายประการหนึ่งคือต้องมีการศึกษาอบรมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่จำเป็นต่อสังคมและมีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ถามว่าการศึกษาอบรมทางความคิดของวิชาชีพกฎหมายมุ่งปลูกฝังอุดมคติในประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มุ่งปลูกฝังอุดมคติใน 2 ประเด็น คือ

(1) ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด ผู้พิพากษาก็ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม อัยการก็จะสั่งฟ้องอย่างยุติธรรม ทนายความก็จะต้องว่าต่างคดีแทนประชาชนอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ถ้าลูกความกระทำผิดควรหาทางช่วยเหลือในแง่กฎหมายว่ามีเหตุที่จะได้รับการยกเว้นความผิด หรือเหตุที่จะได้รับการยกเว้นโทษอย่างไร ไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงให้กลายเป็นถูกกฎหมาย

(2) ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของส่วนตนหรือของหมู่คณะ ให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชน ไม่ใช่เป็นคนของวงการวิชาชีพ เช่น ถ้าทนายความคนอื่นไปมีคดีพิพาทกับประชาชน เราในฐานะทนายความต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ว่าถ้าประชาชนพิพาทกับทนายความแล้วจะไม่มีทนายความอื่นให้ช่วยเหลือแก่ประชาชนเลย

 

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความอยู่ในสำนักงานทนายความแดงเที่ยงธรรม นายแดงเป็นเพื่อนรักกับนายกระท้อนซึ่งเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรง นายแดงเห็นว่านายกระท้อนเพิ่งเปิดสำนักงานทนายความและยังไม่มีคดีความเลย นายแดงจึงไปโฆษณาวิทยุว่า ‘สำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรงมีอัตราค่าจ้างว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย’ นางมะลิได้ยินโฆษณาดังกล่าว จึงตกลงให้นายกระท้อนดำเนินคดีว่าความให้ ต่อมานายกระท้อนได้ยึดโฉนดที่ดินของนางมะลิซึ่งเป็นลูกความไว้โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้แก่นายกระท้อนก่อน จึงจะยอมคืนโฉนดที่ดินนี้ให้แก่นางมะลิ ดังนี้ นายแดงและนายกระท้อนประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายแดง
การที่นายแดงเป็นทนายความ และเป็นเพื่อนกับนายกระท้อนซึ่งเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรง โดยไปโฆษณาวิทยุว่า ‘สำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรงมีอัตราค่าจ้างว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย’ นั้น การกระทำของนายแดงไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17 เนื่องจากไม่ได้โฆษณาสำนักงานทนายความของตน

กรณีของนายกระท้อน
การที่นางมะลิได้ยินโฆษณาดังกล่าวจึงตกลงจ้างนายกระท้อนดำเนินคดีว่าความให้นั้น นายกระท้อนไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17 เช่นกัน เพราะไม่ได้เป็นผู้โฆษณาเอง และต่อมานายกระท้อนได้ยึดโฉนดที่ดินของนางมะลิซึ่งเป็นลูกความไว้โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้แก่นายกระท้อนก่อน จึงจะยอมคืนโฉนดที่ดินนี้ให้แก่นางมะลิคนนั้น การกระทำของนายกระท้อนถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15 เพราะหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่

สรุป นายแดงและนายกระท้อนไม่ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17
แต่นายกระท้อนประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15

 

ข้อ 3. นายสุภาพรับราชการมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ไปรู้จักกับนายสุพจน์ในงานเลี้ยง ต่อมานายสุพจน์ปรารภกับคนที่นั่งคุยกันว่าอยากขายที่ดินแปลงหนึ่งที่อยู่ในเมืองจำนวน 10 ไร่ ราคา 100 ล้านบาท หากใครแนะนำคนมาซื้อที่ดินได้ก็จะให้ค่านายหน้าจากการขายที่ดิน 3% ของราคาที่ขายได้ นายสุภาพได้ยินดังนั้นจึงโทรศัพท์ไปติดต่อนายสุวัฒน์นักธุรกิจในจังหวัดนั้น แล้วแนะนำให้รู้จักกับนายสุพจน์ ต่อมานายสุพจน์ตกลงที่จะขายที่ดินให้กับนายสุวัฒน์ในราคา 100 ล้านบาท และมีการไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันที่สำนักงานที่ดินโดยไม่บอกนายสุภาพ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน นายสุภาพทราบเรื่อง จึงโทรศัพท์ไปทวงค่านายหน้ากับนายสุพจน์ แต่นายสุพจน์ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ทำให้นายสุภาพต้องไปติดตามทวงถามค่านายหน้าหลายครั้ง และพูดว่าหากนายสุพจน์ไม่จ่ายค่านายหน้าจำนวน 3 ล้านบาท นายสุภาพจะไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดที่ตนเองทำงานอยู่ นายสุพจน์เกิดความเกรงกลัว จึงทำเรื่องร้องเรียนต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค ให้นักศึกษาอธิบายว่า การที่นายสุภาพรับราชการมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งนั้นกระทำการเป็นนายหน้าขายที่ดินจะเป็นการกระทำผิดประมวลจริยธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง และไปกระทำการเป็นนายหน้าขายที่ดินให้กับนายสุพจน์ ซึ่งนายสุพจน์พูดว่าหากใครแนะนำคนมาซื้อที่ดินได้ก็จะให้ค่านายหน้าจากการขายที่ดิน นายสุภาพจึงติดต่อไปกับนายสุวัฒน์นักธุรกิจแล้วแนะนำให้รู้จักกับนายสุพจน์ จนตกลงที่จะขายที่ดินให้กับนายสุวัฒน์นั้น ถือว่าเป็นการกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา เพราะเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ต่อมานายสุภาพไปติดตามทวงถามค่านายหน้าหลายครั้ง และพูดว่าหากนายสุพจน์ไม่จ่ายค่านายหน้า นายสุภาพจะไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดที่ตนเองทำงานอยู่ นายสุพจน์เกิดความเกรงกลัว จึงทำเรื่องร้องเรียนต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค ซึ่งเมื่อผิดสัญญาก็จะทำให้มีการขัดแย้งกัน และหากจะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลที่ตนเองทำหน้าที่อยู่ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น การกระทำของนายสุภาพจึงเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคสอง

สรุป การกระทำของนายสุภาพเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 26 วรรคสอง

 

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. บุคคลประเภทใดบ้างที่มีสิทธินำคดีเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรรยาททนายความ กล่าวหาว่าทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความ จงอธิบายอย่างละเอียด

ธงคำตอบ

บุคคลที่มีสิทธิกล่าวหาว่าทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความ มี 3 ประเภท คือ

(1) บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย หรือ ทนายความ

(2) ศาล พนักงานอัยการ หรือ พนักงานสอบสวน

(3) คณะกรรมการมรรยาททนายความ

ข้อ 2. นายเด่นเป็นเสมียนทนายความในสำนักงานของนายดวงซึ่งเป็นทนายความ นายดวงต้องการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการหางานเข้าสำนักงานโดยกำหนดโบนัสพิเศษ 2 เดือน ให้กับบุคคลในสำนักงานที่หาลูกค้าความเข้าสำนักงานได้ไม่น้อยกว่าห้าคนต่อปี นายเด่นทราบว่านายเดือนถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดียาเสพติด จึงสอบถามและทราบว่านายเดือนมีทนายความขอแรงที่ศาลจัดหาให้ นายเด่นได้บอกนายเดือนว่านายดวงเป็นทนายความที่เก่ง มีประสบการณ์ทำคดีมาก มากกว่าทนายความที่ศาลจัดหาให้ คดีชนะแน่นอน นายเดือนเชื่อและตกลงให้สำนักงานทนายความของนายดวงรับหน้าที่เป็นทนายความแก้ต่างให้ ดังนี้ นายเด่นและนายดวงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(2) อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น”

ข้อ 19 “ยินยอมตกลงหรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ค่านายหน้าหรือบำเหน็จรางวัลใด ๆ ด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความหรือนำคดีความมาให้ หรือมีคนประจำสำนักงานดำเนินการจัดหาคดีความมาให้ว่า โดยทนายความผู้นั้นคิดค่าส่วนลดของค่าจ้างให้หรือให้เงินเดือนหรือเงินจำนวนหนึ่งจำนวนใด หรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความมาให้นั้น แม้บุคคลผู้หาคดีความมาให้โดยลักษณะดังกล่าวจะเป็นเสมียนหรือลูกจ้างประจำสำนักงานของทนายความผู้นั้นก็ตาม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายดวงซึ่งเป็นทนายความต้องการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการหางานเข้าสำนักงานโดยกำหนดโบนัสพิเศษ 2 เดือน ให้กับบุคคลในสำนักงานที่หาลูกค้าความเข้าสำนักงานนั้น เป็นกรณีทนายความมีนายหน้าหาคดี โดยให้ค่านายหน้าหรือบำเหน็จรางวัลใด ๆ แม้บุคคลผู้หาคดีความมาให้โดยลักษณะดังกล่าวจะเป็นเสมียนหรือลูกจ้างประจำสำนักงานของทนายความผู้นั้นก็ตาม ก็ถือว่านายดวงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 19

ต่อมานายเด่นเสมียนทนายความ ทราบว่านายเดือนถูกฟ้องเป็นจำเลยฯ จึงสอบถามและทราบว่านายเดือนมีทนายความขอแรงที่ศาลจัดหาให้ นายเด่นได้บอกนายเดือนว่า นายดวงเป็นทนายความที่เก่งมีประสบการณ์ทำคดีมากกว่าทนายความที่ศาลจัดหาให้ คดีชนะแน่นอนนั้น ถือว่านายเด่นอวดอ้างว่านายดวงมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น แต่ไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (2) เพราะนายเด่นไม่ได้เป็นทนายความ ส่วนนายดวงก็ไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (2) เพราะนายดวงไม่ได้เป็นผู้อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่นแต่อย่างใด

สรุป นายดวงทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 19

แต่นายดวงและนายเด่นไม่ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (2)

ข้อ 3. นายแสงเป็นผู้พิพากษา มีนางทิพย์เป็นภริยา นายสมัยน้องชายนางทิพย์ประกอบธุรกิจในการปล่อยเงินกู้ให้บุคคลทั่วไป คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยนายแสงก็ได้แนะนำบุคคลที่รู้จักให้กู้เงินจากนายสมัยบ้างเป็นบางครั้ง ต่อมานายสมัยฟ้องเรียกเงินกู้ 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยคืนจากนายสอง มีนายสมานเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนายแสงเป็นองค์คณะ นายสมานรับฟังพยานหลักฐานจากคู่ความแล้วได้ปรึกษากับนายแสงเห็นว่าควรพิพากษาให้นายสองชำระหนี้เฉพาะส่วนของต้นเงิน 500,000 บาท นายแสงเห็นด้วย ดังนี้ นายแสงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ผู้พิพากษาพึงถอนตัวจากการพิจารณาและพิพากษาคดีเมื่อมีเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้านได้ตามกฎหมาย หรือเมื่อมีเหตุประการอื่นที่เกี่ยวกับตัวผู้พิพากษา อันอาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเสียความยุติธรรม และจักต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการจูงใจผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้นในภายหลังในประการที่อาจทำให้เสียความยุติธรรมได้”

ข้อ 40 “ผู้พิพากษาจำต้องระมัดระวังมิให้การประกอบวิชาชีพ อาชีพ หรือการงานอื่นใดของคู่สมรส ญาติสนิท หรือบุคคลซึ่งอยู่ในครัวเรือนของตนมีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแสงผู้พิพากษาทราบว่านายสมัยญาติสนิทประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และยังได้แนะนำบุคคลที่รู้จักให้กู้เงินจากนายสมัยบ้างเป็นบางครั้งนั้น ถือได้ว่านายแสงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 40 เพราะผู้พิพากษาจักต้องระมัดระวังมิให้การประกอบวิชาชีพ อาชีพ หรือการงานอื่นใดของญาติสนิท มีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไป

ต่อมานายสมัยฟ้องเรียกเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนจากนายสอง มีนายสมานเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนายแสงเป็นองค์คณะนั้น เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาล นายแสงกลับไม่ถอนตัวออกจากการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งที่รู้ว่าอาจมีเหตุคัดค้านได้ตามกฎหมาย ดังนั้น จึงถือว่านายแสงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 14 อีกด้วย

สรุป การกระทำของนายแสงถือว่าประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 14 และข้อ 40

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. จงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

สำนักความคิดที่อธิบายบ่อเกิดของกฎหมาย มี 6 สำนัก คือ

  1. Demonological School

  2. Natural Law School

  3. Classical School

  4. Positivism

  5. Sociological School

  6. Value Oriented

หมายเหตุ นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในตำราหน้า 4 – 6 ด้วย

ข้อ 2. นายแหวนเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง มอบอำนาจให้นายแก้วทนายความมีหนังสือบอกกล่าวนายเงินผู้เช่าให้ออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด นายเงินยอมออกจากที่ดินโดยไม่ทักท้วง ต่อมานายเงินเห็นว่า ตนยังไม่ได้รับเงินประกันทรัพย์สินที่เช่าคืนจากนายแหวน 100,000 บาท จึงขอให้นายแก้วส่งหนังสือทวงถามไปยังนายแหวนเรียกเงินประกันคืน แต่นายแหวนไม่ยอมคืน นายเงินจึงให้นายแก้วฟ้องคดี นายแก้วตกลงและเรียกค่าจ้างว่าความ 20,000 บาท และขอเงินค่าของขวัญที่จะต้องนำไปให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนอีก 5,000 บาท ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่านายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือหรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรักปรำอยู่ในกรณีเดียวกัน”

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแก้วได้รับมอบหมายจากนายแหวนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งให้เป็นทนายความ และให้ทำหนังสือบอกกล่าวนายเงินผู้เช่าให้ออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด และนายเงินยอมออกจากที่ดินโดยไม่ทักท้วง แต่ยังไม่ได้รับเงินประกันทรัพย์สินที่เช่าคืนจากนายแหวน จึงขอให้นายแก้วส่งหนังสือทวงถามไปยังนายแหวนเรียกเงินประกันคืน แต่นายแหวนไม่ยอมคืน นายเงินจึงให้นายแก้วฟ้องคดีนั้น ถือว่านายแก้วเป็นทนายความให้นายแหวนในคดีที่ให้ผู้เช่าออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด และยังรับเป็นทนายความในคดีที่นายเงินฟ้องนายแหวนเรียกเงินประกันคืนอีก ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกันในเรื่องที่ดิน การกระทำของนายแก้วถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13

การที่นายแก้วรับเป็นทนายความและเรียกค่าจ้างว่าความแล้ว ยังขอเงินค่าของขวัญที่จะต้องนำไปให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีอีกนั้น ถือว่านายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 14

สรุป การกระทำของนายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13 และข้อ 14

ข้อ 3. นายโชคชัยเป็นผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นายชัยวัฒน์เป็นลูกศิษย์เคยเรียนวิชาดังกล่าวก่อนกับนายโชคชัย ต่อมานายชัยวัฒน์ประกอบอาชีพเป็นทนายความ และมีลูกความมาปรึกษาคดีเรื่องสินค้าถูกละเมิดลิขสิทธิ์ แต่นายชัยวัฒน์เป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะคดีแพ่งและคดีอาญา จึงโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษากับนายโชคชัยในฐานะที่เป็นอาจารย์ ซึ่งนายโชคชัยเห็นว่านายชัยวัฒน์เป็นลูกศิษย์ที่คุ้นเคยสอบถามเกี่ยวกับวิชาที่ตนเองเคยสอนจึงให้คำแนะนำกับนายชัยวัฒน์ในเรื่องข้อกฎหมายและการหาพยานหลักฐานที่จะมาดำเนินการฟ้องร้องคดีกับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ และนายโชคชัยยังบอกอีกว่า หากมีข้อสงสัยประการใดอีกก็ให้ค้นหาจากตำราที่ตนเองเคยเขียนไว้และหากยังไม่เข้าใจก็ให้สอบถามทางโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อ แต่นายชัยวัฒน์ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปปรึกษาอีกเนื่องจากคู่กรณีสามารถตกลงกันได้และไม่ได้มีการฟ้องร้องคดีต่อกัน

ดังนี้ อยากทราบว่าการกระทำของนายโชคชัยและนายชัยวัฒน์ จะผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชัยวัฒน์โทรศัพท์ไปสอบถามนายโชคชัยผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อครั้งที่นายชัยวัฒน์เรียนในมหาวิทยาลัยเป็นการสอบถามเมื่อนายชัยวัฒน์ไปประกอบอาชีพเป็นทนายความแล้ว ไม่ใช่สอบถามในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งตามปกตินายโชคชัยเป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไม่อาจรับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ เพราะจะทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ และนายชัยวัฒน์เป็นเพียงลูกศิษย์ที่คุ้นเคย ไม่ใช่คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งถือเป็นญาติสนิทมีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง ดังนั้น การที่นายโชคชัยให้คำปรึกษาแก่นายชัยวัฒน์เรื่องข้อกฎหมายและการหาพยานหลักฐานที่จะมาดำเนินการฟ้องร้องคดีกับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้นายโชคชัยยังบอกอีกว่าหากมีข้อสงสัยประการใดอีกก็ให้ค้นหาจากตำราที่ตนเองเคยเขียนไว้ และหากยังไม่เข้าใจก็ให้สอบถามทางโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อนั้น การกระทำของนายโชคชัยดังกล่าว ถือว่าประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง

ส่วนกรณีของนายชัยวัฒน์เป็นทนายความไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการ จึงไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

สรุป นายโชคชัยผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง ส่วนนายชัยวัฒน์ทนายความไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่อย่างใด

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ระบบกฎหมายมีกี่ระบบ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ระบบกฎหมาย มี 3 ระบบ คือ

  1. Common Law

  2. Civil Law

  3. Socialist Law

    (นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในตำราหน้า 9-13 ด้วย)

ข้อ 2. นายทัศน์เป็นทนายความรับแก้ต่างในคดีที่นายทันเป็นจำเลยในคดียาเสพติด โดยในคดีนี้นายทัศน์เรียกค่าทนายความจากนายทัน 5,000,000 บาท กล่าวว่าที่เรียกค่าตอบแทนสูงเป็นเพราะคดีนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเท่านั้นจึงจะสามารถชนะคดีได้ และเป็นค่าตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะไม่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ นายทันไม่มีเงินจึงนำโฉนดที่ดินมาให้นายทัศน์ยึดถือไว้เป็นประกัน และมีการตกลงว่าถ้าแพ้คดีนายทัศน์จะไม่เรียกค่าจ้างว่าความ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิตนายทัน นายทันจึงเรียกโฉนดคืนจากนายทัศน์ แต่นายทัศน์ปฏิเสธ อ้างว่าจะคืนต่อเมื่อได้รับค่าจ้างว่าความครบ ดังนี้ นายทัศน์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(1) หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้”

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทัศน์เป็นทนายความรับแก้ต่างในคดีที่นายทันเป็นจำเลยในคดียาเสพติด ซึ่งในคดีนี้นายทัศน์เรียกค่าตอบแทนสูงโดยกล่าวว่าเป็นเพราะคดีนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเท่านั้นจึงจะสามารถชนะคดีได้ และเป็นค่าตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะไม่ถูกศาลพิพากษาลงโทษนั้น กรณีนี้นายทัศน์ใช้อุบายหลอกลวงให้นายทันเชื่อว่าจะทำให้ชนะคดีได้แน่นอน ซึ่งการกระทำของนายทัศน์ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (1)

นอกจากนี้นายทัศน์ได้นำโฉนดที่ดินของนายทันยึดถือไว้เป็นประกัน และมีการตกลงว่าถ้าแพ้คดีจะไม่เรียกค่าจ้างว่าความ ต่อมาปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิตนายทัน นายทันจึงเรียกโฉนดคืนจากนายทัศน์ แต่นายทัศน์ปฏิเสธ อ้างว่าจะคืนต่อเมื่อได้รับค่าจ้างว่าความครบนั้น ถือว่าเป็น การหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงถือว่าการกระทำของนายทัศน์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15 เช่นกัน

สรุป การกระทำของนายทัศน์ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (1) และข้อ 15

ข้อ 3. นายวิชัยเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด ก. ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สมาคมคนแซ่ E ได้พบพ่อค้านักธุรกิจมากมาย รวมทั้งนายวิชิตที่ประกอบธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ระหว่างรับประทานอาหาร มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง และนายวิชิตเล่าให้นายวิชัยฟังว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรม เนื่องจากตนเองมีคดีความที่ศาลจังหวัด ข. แต่ในวันนี้ไม่สะดวกคุยและจะขอไปพูดคุยวันหลัง ต่อมานายวิชิตนัดหมายไปพบนายวิชัยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และเล่าให้ฟังว่าคดีของตนเองถูกพิพากษาในศาลจังหวัด ข. มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยมีกำหนด 3 ปี และให้นายวิชิตต้องจ่ายเงินคืนให้แก่ลูกค้าทุกคน รวมเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท โดยที่นายวิชิตอ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นเพราะถูกหุ้นส่วนหักหลัง นายวิชิตจึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลจังหวัด ข. และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายวิชิตกล่าวกับนายวิชัยว่า “การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ข. พิพากษาลงโทษจำคุกตนเองนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องและได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากระหว่างถูกดำเนินคดีสื่อมวลชนได้มีการลงข่าวครึกโครม ทำให้ตนเองได้รับความอับอาย” นายวิชัยจึงพูดตอบนายวิชิตไปว่า “ผู้พิพากษาที่ลงโทษจำคุกนายวิชิตนั้น กระทำการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ขาดหลักความยุติธรรม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องเหนื่อยวิ่งไปขอความยุติธรรมต่อศาลสูง และสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อประโยชน์อันใด…. ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง” จากการที่นายวิชัยได้พบปะกับนายวิชิต และมีการกล่าวถึงการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในศาลจังหวัด ข. เช่นนี้ การกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”

ข้อ 43 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ หรือบุคคลซึ่งมีความประพฤติหรือมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวิชัยเป็นผู้พิพากษาและได้พบปะนายวิชิตซึ่งเป็นผู้มีคดีความและเป็นคู่ความในคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายวิชิตในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ถึงแม้นายวิชิตจะอ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่นายวิชัยจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมด้วย เพราะการที่ผู้พิพากษาไปคบหากับคู่ความฝ่ายหนึ่ง ย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเคลือบแคลงสงสัย เมื่อประชาชนทราบอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีของนายวิชิตก็ตาม ดังนั้น การกระทำของนายวิชัยจึงถือเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 43

และการที่นายวิชัยพูดตอบกับนายวิชิตว่า “ผู้พิพากษาที่ลงโทษจำคุกนายวิชิตนั้น กระทำการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ขาดหลักความยุติธรรม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องเหนื่อยวิ่งไปขอความยุติธรรมต่อศาลสูง และสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อประโยชน์อันใด…. ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง” นั้น ถ้อยคำที่นายวิชัยกล่าวเป็นการกล่าวตำหนิติเตียนการทำงานของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต่อนายวิชิตซึ่งเป็นคู่ความในคดี กรณีนี้จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาในการทำงานของผู้พิพากษา ถึงแม้ว่านายวิชัยได้ทราบข้อเท็จจริงในคดีและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ประกอบกับนายวิชัยไม่ใช่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาล ดังนั้น จึงถือว่าการกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6

สรุป การกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6 และข้อ 43

LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย s/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ทนายความของประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท และมีหน้าที่อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ทนายความของประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่

  1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้

  2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกความเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะต้องตรวจและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้

การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่า ในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม

 

ข้อ 2. นายชัยเป็นทนายความรับว่าความในคดีที่นายชอบเป็นโจทก์ฟ้องนายชาญในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ทั้งยังแนะนำและร่างสัญญาให้นายชอบเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากเจ้าของโครงการที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยหวังจะได้รับค่านายหน้าจากเจ้าของโครงการ ต่อมามีการฟ้องคดีแพ่ง ศาลนัดสืบพยานวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ก่อนวันนัด นายชอบได้ทราบข้อเท็จจริงว่านายชัยหลอกลวงให้ซื้อที่ดินจึงไปต่อว่านายชัย นายชัยจึงถอนตัวจากการเป็นทนายความและตั้งนายชมเสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความในคดี แต่นายชมทำคำร้องหายไม่ได้ไปยื่น นายชัยไม่ทราบและไม่ไปทำหน้าที่ในวันสืบพยาน ดังนี้ การกระทำของนายชัยผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชัยเป็นทนายความรับว่าความในคดีที่นายชอบเป็นโจทก์ฟ้องนายชาญในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ทั้งยังแนะนำและร่างสัญญาให้นายชอบเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากเจ้าของโครงการที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยหวังจะได้รับค่านายหน้าจากเจ้าของโครงการ เป็นการที่นายชัยทราบข้อเท็จจริงและปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ ทำให้นายชอบเสียประโยชน์ นายชัยจึงผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2)

ต่อมาก่อนวันนัดสืบพยาน นายชอบได้ทราบข้อเท็จจริงว่านายชัยหลอกลวงให้ซื้อที่ดินจึงไปต่อว่านายชัย นายชัยจึงถอนตัวจากการเป็นทนายความและตั้งนายชมเสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความในคดี แต่นายชมทำคำร้องหายไม่ได้ไปยื่นนั้น ทำให้นายชัยยังเป็นทนายความในคดีอยู่ เพราะศาลยังไม่มีคำสั่งให้ถอนตัว แม้จะบอกเลิกแล้วก็ยังคงมีหน้าที่ในการรักษาประโยชน์ของคู่ความ และการที่คำร้องหายก็เป็นความผิดของฝ่ายนายชัยเอง กรณีดังกล่าวนายชัยไม่ทราบและก็ยังไม่ไปทำหน้าที่ในวันสืบพยานอีกด้วย ดังนั้น การกระทำของนายชัยจึงเป็นการจงใจขาดนัดทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (1)

สรุป การกระทำของนายชัยทนายความเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความ ข้อ 12 (1) และ (2)

 

ข้อ 3. ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น นายยงยุทธผู้พิพากษาเห็นว่านายธนาทนายโจทก์ไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบ จึงมีคำสั่งเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาเบิกความเป็นพยานในคดีและทำการแสวงหาข้อเท็จจริงรวมทั้งซักถามพยานด้วยตนเอง ระหว่างนั้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้นายธนาใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการเบิกความของพยานที่ศาลเรียกมาได้ โดยนายยินดีทนายจำเลยไม่คัดค้าน ดังนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการกระทำของนายยงยุทธผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “การถ่ายภาพ ภาพยนตร์ บันทึกภาพหรือเสียง หรือการกระทำอย่างอื่นในทำนองเดียวกันในการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่ผู้พิพากษาตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคและอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นไปเป็นผู้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง แต่พึงระมัดระวังมิให้เป็นที่เสื่อมเสียหรือกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดี คู่ความ พยานหรือบุคคลอื่นใด”

ข้อ 9 “ผู้พิพากษาพึงระลึกว่าการนำพยานหลักฐานเข้าสืบและการซักถามพยานควรเป็นหน้าที่ของคู่ความและทนายความของแต่ละฝ่ายที่จะกระทำ ผู้พิพากษาพึงเรียกพยานหลักฐานหรือซักถามพยานด้วยตนเองก็ต่อเมื่อจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ศาลเป็นผู้กระทำเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายยงยุทธผู้พิพากษาเรียกบุคคลเข้ามาเป็นพยานในคดีเพิ่มและทำการแสวงหาข้อเท็จจริงรวมทั้งซักถามพยานด้วยตนเอง กรณีนี้สามารถทำได้ แต่นายยงยุทธต้องระลึกว่าเป็นหน้าที่ของทนายความและคู่ความที่จะกระทำ และเป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ศาลเป็นผู้กระทำเอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือได้ว่านายยงยุทธประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 9 นอกจากนี้การที่นายยงยุทธอนุญาตให้นายธนาใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการเบิกความของพยานที่ศาลเรียกมาได้ แม้นายยินดีทนายจำเลยไม่คัดค้าน ก็ถือว่านายยงยุทธประพฤติตนผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 7

สรุป การกระทำของนายยงยุทธผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 7 และข้อ 9