LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ปีภาษี 2566 บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5 ล้านบาท รายได้ทั้งหมดนำไปฝากธนาคารที่ประเทศสิงคโปร์ และไปเที่ยวคาสิโนที่นั่นถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1 ล้านบาท จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 บอสพลกลับมาไทยพร้อมกับเงินจำนวน 1 ล้านบาท ปรากฏว่าบอสพลรถประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกทางด่วนทำให้เสียชีวิต มารดาบอสพลเป็นทายาทเพียงคนเดียวจะต้องนำเอาเงินได้ทั้งหมดของบอสพลมาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 56 วรรคหนึ่ง “ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น”

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตาย และของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5,000,000 บาทนั้น รายได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย แม้บอสพลจะได้นำรายได้ทั้งหมดไปฝากไว้กับธนาคารที่ประเทศสิงคโปร์ บอสพลก็ต้องนำรายได้จำนวน 5,000,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

การที่บอสพลได้ไปเที่ยวที่คาสิโนประเทศสิงคโปร์และถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เมื่อบอสพลเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยคือได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษี และได้นำเงินได้ดังกล่าวนั้นเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น บอสพลต้องนำเงินได้จำนวน 1,000,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่า บอสพลได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษี โดยบอสพลมีมารดาซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของมารดาบอสพลที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีแทนบอสพล โดยนำเงินได้ทั้งหมดจำนวน 6,000,000 บาท ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง

สรุป มารดาของบอสพลจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดของบอสพลจำนวน 6,000,000 บาท ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้กับประเทศไทยในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567

ข้อ 2. ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด มีนายส้มโอสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นอัตราร้อยละ 95 แห่งทุนของบริษัทและทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทดังกล่าวโดยตลอด ส่วนนายแตงโมเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 กรกฎาคม โดยช่วงเวลาดังกล่าวนี้บริษัทได้ส่งนายแตงโมไปเก็บข้อมูลการตลาดที่ประเทศเวียดนาม ส่วนนายเชอรี่เป็นน้องชายแท้ตามกฎหมายของนายส้มโอ นายเชอรี่กำลังศึกษาในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศเวียดนามและอยู่อาศัยด้วยกันกับนายแตงโมซึ่งเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายโดยตลอด ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ นายแตงโมมีสิทธิได้รับเงินเดือนหนึ่งแสนบาท แต่บริษัทดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระเงินเดือนให้แก่นายแตงโมเลยตลอดปีภาษีดังกล่าว นอกจากนี้นายส้มโอและนางสาวลำไยคนรักของนายส้มโอได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาคู่ผสมชายหญิงรุ่นอายุไม่เกินสิบเก้าปี ได้รับเงินรางวัลร่วมกันสามแสนบาท นอกจากนี้ บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสิบล้านบาทให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว อนึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตั้งแต่ 1 สิงหาคม จนกระทั่งสิ้นปี นายแตงโมกลับมาอยู่ในประเทศไทยเพื่อดูแลนายมะนาวบุตรบุญธรรมอายุยี่สิบเอ็ดปีซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยตลอด โดยวันที่ 30 ธันวาคมในปีดังกล่าว โรงพยาบาลหลายแห่งได้มีคำวินิจฉัยโรคในทำนองว่านายมะนาวเป็นบุคคลวิกลจริต ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษีดังกล่าว นายแตงโมต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเงินเดือน ค่าจ้าง…

(4) เงินได้ที่เป็น (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ…

(ค) บุตร (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้… คนละ 30,000 บาท…

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู…

(3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (1) (ข) และ (ค) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีดังนี้คือ

ประเด็นที่ 1. เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในนามของนายแตงโม

  1. เงินเดือนหนึ่งแสนบาทที่นายแตงโมมีสิทธิได้รับจากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทได้ผิดนัดไม่จ่ายเงินเดือนให้นายแตงโมเลยตลอดปีภาษี เงินส่วนนี้จึงไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่นายแตงโมได้รับในปีภาษีตามมาตรา 39 (ตามเกณฑ์เงินสด) ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. เงินรางวัลที่นายส้มโอได้รับจากการแข่งขันกีฬาร่วมกับนางสาวลำไยจำนวนสามแสนบาทนั้น แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโมก็ตาม แต่เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินได้ส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. เงินปันผลจำนวนสิบล้านบาทที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งนายส้มโอได้ถือหุ้นไว้ร้อยละ 95 นั้น เมื่อนายส้มโอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโม และเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงให้ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงต้องนำเงินได้ที่เป็นเงินปันผลในส่วนนี้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของนายแตงโม

ประเด็นที่ 2. นายแตงโมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร

บุตรคนที่ 1 คือนายส้มโอนั้น แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรผู้เยาว์ แต่นายส้มโอมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วคือเงินได้จากการแข่งขันกีฬาเกิน 30,000 บาท นายแตงโมจึงนำนายส้มโอมาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (1) (ค)

บุตรคนที่ 2 คือนายเชอรี่นั้น แม้นายเชอรี่จะเป็นบุตรผู้เยาว์และกำลังศึกษาอยู่ก็ตาม แต่เมื่อนายแตงโมผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และนายเชอรี่ก็มิได้อยู่ในประเทศไทย นายแตงโมจึงนำนายเชอรี่มาหักลดหย่อนไม่ได้ตามมาตรา 47 (3)

บุตรคนที่ 3 คือนายมะนาวซึ่งมีอายุ 21 ปีนั้น แม้นายมะนาวจะเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายมะนาวมิได้เป็นบุตรผู้เยาว์ หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งนายมะนาวเป็นเพียงบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ดังนั้น นายแตงโมจึงนำนายมะนาวมาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (1) (ค)

สรุป นายแตงโมต้องนำเงินปันผลในส่วนที่นายส้มโอได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยไม่มีสิทธินำบุตรทั้ง 3 คน มาหักเป็นค่าลดหย่อน

ข้อ 3. บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ได้ส่งนายยักษ์สัญชาติไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นตัวแทนเซ็นสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยกับบริษัท ไทยคอม จำกัด ซึ่งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย โดยบริษัทไทยคอมฯ เป็นผู้โอนค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาท ไปยังบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่งฯ ทันทีหลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้ผ่านนายยักษ์แต่อย่างใด

ให้วินิจฉัยว่า บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่งฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ดังกล่าวตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ได้ส่งนายยักษ์สัญชาติไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นตัวแทนเซ็นสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยกับบริษัท ไทยคอม จำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทยนั้น

ย่อมถือว่า บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยอันเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิแล้ว เพราะบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด จึงต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 20,000,000 บาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยให้นายยักษ์เป็นผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี

และนอกจากนั้น การที่บริษัท ไทยคอม จำกัด เป็นผู้ส่งเงินค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาท ไปยังบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด โดยตรง หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วโดยไม่ได้ผ่านนายยักษ์แต่อย่างใดนั้น ก็ไม่มีผลผิดแผกแตกต่างไปจากการที่บริษัท ไทยคอม จำกัด ส่งเงินค่าตอบแทนให้แก่นายยักษ์แล้วนายยักษ์จึงส่งเงินค่าตอบแทนให้แก่บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด อีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาทนั้น ได้รวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย จึงต้องถือว่านายยักษ์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ดังนั้น บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสียภาษีจากฐานการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศด้วย

สรุป บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้จำนวน 20,000,000 บาท จากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และเสียภาษีจากฐานการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. บริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด มีนายเฮนรี่ซึ่งมีสัญชาติอังกฤษเป็นลูกจ้างเงินเดือน 100,000 บาท ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 ตำแหน่งหัวหน้าคลังสินค้าประจำในประเทศจีน และขณะนั้นนายเฮนรี่รับจ้างขับรถเป็นอาชีพเสริมรายได้เดือนละ 200,000 บาท นายเฮนรี่มีแฟนสาวสองหนึ่งคนชื่อมะลิเยอะซึ่งอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ต่อมานายเฮนรี่ลาออกจากบริษัทดังกล่าว เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่มีกำไรจากการประกอบกิจการเลย และศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทดังกล่าว นายเฮนรี่ได้งานใหม่เป็นพนักงานบริษัท ตำบักหุ่ง (ประเทศสวีเดน) จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่แห่งเดียวที่ประเทศสวีเดน โดยนายเฮนรี่มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคลังสินค้าประจำจังหวัดเชียงใหม่ เงินเดือน 300,000 บาท ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 31 ตุลาคม 2567 ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้นายเฮนรี่ได้นำเงินเฉพาะส่วนที่ได้จากการขับรถทั้งหมดมาใช้เป็นต้นทุนรายจ่ายเพื่อสร้างร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่

อนึ่งบริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด มียอดรายได้เพียงรายการเดียวคือในเดือนมกราคม 2567 จำนวน 1,500 ล้านบาท ต่อมานายเฮนรี่ลาออกจากบริษัทอีกครั้ง โดยเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลา 5 เดือน ได้ทำงานใหม่อยู่ที่ในประเทศลาวกับบริษัท เวียงจันทร์สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเงินเดือนรวมทั้งหมด 500,000 บาท

ให้ท่านวินิจฉัยว่าในปี 2567 เงินได้พึงประเมินรายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินทั้งหมดที่นายเฮนรี่ได้รับในปีภาษี 2567 จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. เงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากบริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2567 ซึ่งแม้นายเฮนรี่จะได้รับในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศจีน แต่เมื่อเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย (บริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด เป็นบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 400,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. เงินได้พึงประเมินเดือนละ 200,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากการรับจ้างขับรถเป็นอาชีพเสริมในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศจีน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศตามมาตรา 41 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเฮนรี่ได้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยคือนำเข้ามาใช้เป็นต้นทุนรายจ่ายเพื่อสร้างร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่ และนายเฮนรี่ถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเพราะอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วัน ในปีภาษี 2567 (1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2567) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. เงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเดือน ๆ ละ 300,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2567 จากบริษัท ตำบักหุ่ง (ประเทศสวีเดน) จำกัด ในตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคลังสินค้าประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่ต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  4. เงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากบริษัท เวียงจันทร์สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งแม้นายเฮนรี่จะได้รับในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศลาว แต่เมื่อเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป นายเฮนรี่จะต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับทั้งหมดดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 2. ในปี พ.ศ. 2565 นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยนางสองมีบุตรสาว 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู คือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้ นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท และมีเงินได้จากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท นางสองไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ แต่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2565 นางสองถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท ดังนี้ อยากทราบว่า

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท และเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

(ข) นายหนึ่งจะนำนางสองภริยาและนางสาวสามบุตรของนางสอง มาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าได้จะหักค่าลดหย่อนได้คนละเท่าใด

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส…

(4) เงินได้ที่เป็น… (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร… (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท

…การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 100,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข)

ส่วนเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เนื่องจากเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

(ข) การที่นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย โดยนางสองมีบุตร 1 คน ที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้นั้น นายหนึ่งย่อมสามารถนำนางสองภริยามาหักลดหย่อนได้ เพราะถือว่านางสองเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และสามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข)

และนอกจากนั้น นายหนึ่งยังสามารถนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้อีกเป็นจำนวน 30,000 บาท เนื่องจากนางสาวสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้ว่านางสาวสามจะอายุ 28 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวสามเป็นบุตรไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีเงินได้ จึงนำมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 วรรคสี่

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง ไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

สรุป

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1, เงินได้จากเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 (ข) และเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (8)

(ข) นายหนึ่งนำนางสองมาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท และนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท

(ค) เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 3. บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในรอบบัญชีปี 2564 บริษัทได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาท ดังนี้

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

(ข) หากจำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย ใครจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในครั้งนี้ และเสียภาษีอัตราใด

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลใดอีกหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี….”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาทนั้น

(ก) กรณีดังกล่าวถือว่าบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว เพราะบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย และเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

(ข) ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (ก) นั้น บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งตอนท้าย โดยเสียในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ (ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยแล้ว แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไร โดยให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น แล้วนำส่งให้กับอำเภอท้องที่ภายใน 7 วันนับแต่วันจำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ

สรุป

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

(ข) บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ

(ค) หากบริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะส่งเงินที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายหนึ่งอยู่ในประเทศไทยในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 30 กรกฎาคม 2566 และนายหนึ่งโอนหุ้นของบริษัทเอเอเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 แสนหุ้น มูลค่า 35 ล้านบาท ให้แก่นายเอ และในขณะที่นายเอกำลังอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนคือ 31 ธันวาคม 2566 นายเอได้รับเงินปันผล 5 แสนบาทจากหุ้นดังกล่าว เงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวโอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอที่ประเทศสิงคโปร์โดยตรง นายเอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่ง และในวันเวลาต่อมานายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 3 ไร่ มูลค่า 10 ล้านบาท ให้แก่นายเอ อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่นายเอได้รับโอนหุ้นดังกล่าวจากนายหนึ่ง นายหนึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดสงขลา 1 ไร่ มูลค่า 2 ล้านบาท ให้แก่นายเอด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2566 ดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุผลใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงิน…

มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น

(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ รายการเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2566 ดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายหนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศไทยได้โอนหุ้นของบริษัท เอเอเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 แสนหุ้น มูลค่า 35 ล้านบาทให้แก่นายเอสนั้น หุ้นมูลค่า 35 ล้านบาทที่นายเอได้รับดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามนัยมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักแล้วเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่นายเอได้รับจากบิดานั้น เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี และมีจำนวนเกิน 20 ล้านบาท จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (27) กล่าวคือ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท นายเอจึงต้องนำเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท คือเงินได้จำนวน 15 ล้านบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 42 (27)

  2. ในช่วงที่นายเออยู่นอกประเทศไทยนั้น นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท เงินปันผลดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น เงินได้ดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39

  3. ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด กล่าวคือ ผู้มีเงินได้จะต้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินแล้วในปีภาษี ถ้าเป็นเพียงสิทธิที่จะได้รับในอนาคตแต่ยังไม่ได้รับจริง ย่อมยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

    ดังนั้น การที่นายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 3 ไร่ มูลค่า 10 ล้านบาท ให้แก่นายเอนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายหนึ่งผู้ทำพินัยกรรมได้ตายลงหลังจากทำพินัยกรรมดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่านายเอมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แต่อย่างใด (นายเอยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว) นายเอจึงยังไม่ต้องนำรายการทรัพย์สินกรณีนี้ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  4. การที่นายหนึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดสงขลา 1 ไร่ มูลค่า 2 ล้านบาทให้แก่นายเอนั้น เมื่อเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และอสังหาริมทรัพย์นั้นมีมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท ดังนั้น แม้จะเป็นกรณีที่ถือว่านายหนึ่ง (ผู้โอน) มีเงินได้จากการโอน (ขาย) อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39 ก็ตาม ก็เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (26) คือไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป รายการเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้จากการโอนหุ้นจำนวน 15 ล้านบาท และเงินปันผลที่นายเอได้รับจากบริษัทฯ จำนวน 5 แสนบาท ส่วนที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท ที่นายหนึ่งทำพินัยกรรมยกให้นายเอ และเงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมูลค่า 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 2. ในปีภาษี 2566 นายกิตติเป็นสถาปนิกมีรายได้จากการออกแบบภายในให้แก่โรงแรมหลายแห่ง จำนวน 1,200,000 บาท และมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ประเภทออมทรัพย์ จำนวน 18,000 บาท ในปีนี้นายกิตติได้ทำสัญญาให้ที่ดินมีโฉนดแก่นางรุ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมูลค่า 5,000,000 บาท เพื่อให้นางรุ่งนำไปทำร้านกาแฟในอนาคต เนื่องจากตอนนี้นางรุ่งเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ นอกจากนี้นายกิตติและนางรุ่งมีบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งชื่อนายเรือง อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ซึ่งมีรายได้จากการขายสินค้าทาง TikTok จำนวน 50,000 บาท ให้วินิจฉัยว่า นายกิตติจะต้องนำรายได้จำนวนใดบ้างมาเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย และนายกิตติจะหักลดหย่อนอะไรได้บ้างหรือไม

ธงคำตอ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล……

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 41 ทวิ “ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท……

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

……การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์…… แต่มีให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1. นายกิตติจะต้องนำรายได้จำนวนใดบ้างมาเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย

  1. รายได้จากการออกแบบภายในให้แก่โรงแรมฯ จำนวน 1,200,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากวิชาชีพสถาปัตยกรรม และเมื่อเป็นเงินได้ที่ไม่ได้รัรบยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 จึงต้องนำมาเสียภาษี

  2. รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารฯ จำนวน 18,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) เมื่อเงินได้ดังกล่าวมีจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาเสียภาษีตามมาตรา 42 (8) (ค)

  3. การที่นายกิตติได้ทำสัญญาให้ที่ดินมีโฉนดแก่นางรุ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มูลค่า 5,000,000 บาทนั้น ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงถือว่านายกิตติผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 41 ทวิ และที่ดินที่โอนนั้นถือเป็นทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินตามความหมายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เมื่อเป็นการโอนให้แก่ภริยามิได้โอนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (26) จึงต้องนำเงินได้ดังกล่าว (ที่ดินมูลค่า 5,000,000 บาท) มาเสียภาษี

ประเด็นที่ 2. นายกิตติจะหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง

นายกิตติผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ย่อมสามารถหักค่าลดหย่อนสำหรับตัวผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47 (1) (ก) ได้จำนวน 60,000 บาท และหักค่าลดหย่อนสำหรับนางรุ่งซึ่งเป็นภริยาของนายกิตติได้ตามมาตรา 47 (1) (ข) ได้ จำนวน 60,000 บาท ส่วนนายเรืองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นแม้มีอายุ 20 ปี และศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็จะนำมาหักลดหย่อนไม่ได้ เนื่องจากนายเรืองมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป จึงไม่เข้าเงื่อนไขของการหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (ค)

สรุป นายกิตติจะต้องนำรายได้จากการออกแบบภายในจำนวน 1,200,000 บาท และเงินได้จากการโอนที่ดินมูลค่า 5,000,000 บาท มาเสียภาษี โดยสามารถหักลดหย่อนได้เฉพาะตัวนายกิตติผู้มีเงินได้และนางรุ่งภริยา ได้คนละ 60,000 บาท

ข้อ 3. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ มีรายได้ดังนี้

(ก) จากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยุโรป อเมริกา จำนวน 1,000 ล้านบาท

(ข) จากการขนส่งสินค้าจากเอเชียเข้าประเทศไทย 700 ล้านบาท

บริษัทแอดวานซ์ฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลฐานใดหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี….”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่

(1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

(ข) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จะประกอบกิจการโดยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ แต่เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย มิใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (ตามมาตรา 67) ดังนั้น บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง คือจะต้องนำรายได้ทั้งหมดจากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยุโรป อเมริกา จำนวน 1,000 ล้านบาท และจากการขนส่งสินค้าจากเอเชียเข้าประเทศไทยจำนวน 700 ล้านบาท รวม 1,700 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

สรุป บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จะต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 1,700 ล้านบาท มาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564 นายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “จะเข้าทุนกันเป็นเงินเพื่อกระทำกิจการร้านค้าขายน้ำมันปาล์มในเขตพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล” โดยนายซีได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาทซึ่งเป็นสินสมรสของนายซีกับนางดีคู่สมรสไปชำระเพื่อร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าวถัดมา ปีต่อมานายเอได้ขายต้นปาล์มให้แก่นางสาวอลิซที่จังหวัดเชียงราย เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาท โดยที่นายบีและนายซีไม่ทราบเรื่องการซื้อขายดังกล่าว ปีต่อมานางดีได้ขายน้ำมันปาล์มให้กับนางสายอรุณที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาท แต่นายเอ นายบี และนายซีร่วมกันทักท้วงเนื่องจากนางสายอรุณมีกิจการขายน้ำมันปาล์มด้วย จึงเกรงว่าจะเป็นการกักตุนสินค้าและเป็นการแข่งขันกับกิจการของตนเอง

ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินได้พึงประเมินจากการซื้อขายดังกล่าวนั้น บุคคลดังกล่าวมีความรับผิดต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมตามประมวลรัษฎากรหรือไม่อย่างไร เพราะเหตุผลอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “จะเข้าทุนกันเป็นเงินเพื่อกระทำกิจการร้านค้าขายน้ำมันปาล์มในเขตพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล” นั้น ย่อมถือว่านายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อกระทำกิจการในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 แล้ว ส่วนการที่นายซีได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาทซึ่งเป็นสินสมรสของนายซีกับนางดีคู่สมรสไปชำระเพื่อร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นางดีเป็นหุ้นส่วนกับนายเอ นายบี และนายซีในห้างหุ้นส่วนนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากนางดีไม่มีการแสดงเจตนาเพื่อเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนั้น

การที่นายเอได้ขายต้นปาล์มให้แก่นางสาวอลิซที่จังหวัดเชียงรายเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาท โดยที่นายบีและนายซีไม่ทราบเรื่องการซื้อขายดังกล่าวนั้น การขายต้นปาล์มของนายเอถือเป็นการดำเนินกิจการของนายเอโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน เพราะห้างหุ้นส่วนมีวัตถุประสงค์ในการขายน้ำมันปาล์ม เงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทที่ได้มาจากการขายต้นปาล์มจึงเป็นเงินได้ของนายเอ และเมื่อเงินได้ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ดังนั้น นายเอจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนการที่นางดีซึ่งไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วยในห้างหุ้นส่วนนั้น ได้ขายน้ำมันปาล์มให้กับนางสายอรุณที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทนั้น ก็เป็นเรื่องของการดำเนินกิจการของนางดีโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นแต่อย่างใด และเมื่อเป็นเงินได้ของนางดีซึ่งเกิดจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ดังนั้น นางดีจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งเช่นเดียวกัน

สรุป นายเอจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทที่ได้จากการขายต้นปาล์ม และนางดีจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทที่ได้จากการขายน้ำมันปาล์ม มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของตนเองในฐานะเป็นผู้มีเงินได้

ข้อ 2. โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามข้อ 1 เป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้พึงประเมินเองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ก) หรือไม่ เพราะเหตุผลอย่างไร ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเชิงวิเคราะห์เรื่อง การหักค่าลดหย่อนกรณีบุตร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ค) โดยละเอียด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”

วินิจฉัย

โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามข้อ 1 ผู้มีเงินได้พึงประเมินคือนายเอและนางดีย่อมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก) โดยหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท เนื่องจากนายเอและนางดีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 และมีความรับผิดที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงมีสิทธิหักลดหย่อนได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 (1) (ก)

ส่วนการหักลดหย่อนบุตรตามมาตรา 47 (1) (ค) นั้น ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ของบุตรกับผู้มีเงินได้พึงประเมิน

(1) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้พึงประเมิน

(2) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้พึงประเมิน

(3) เป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้พึงประเมิน

2. ลักษณะของบุตรที่สามารถหักลดหย่อนได้

(1) เป็นบุตรผู้เยาว์

(2) เป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือในชั้นอุดมศึกษา

(3) เป็นบุตรที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

(4) เป็นบุตรที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู

(5) เป็นบุตรที่ไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะของเงินได้ตามมาตรา 42 (เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี)

3. จำนวนบุตรที่หักลดหย่อนได้

บุตรที่นำมาหักลดหย่อนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ หรือเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 คน โดยแต่ละคนจะหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท

ข้อ 3. บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ประเทศเวียดนาม มีบริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบริษัทสายการบินในเครือที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2565 บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ได้กู้ยืมเงินจากบริษัท เวียตเจ็ท จำกัด จำนวน 5,000 ล้านบาท และได้เซ็นสัญญากันที่ประเทศเวียดนาม ต่อมาในรอบระยะเวลาบัญชี 2566 บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เป็นจำนวน 50 ล้านบาท จากประเทศไทยไปให้บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด ที่ประเทศเวียดนาม

จงวินิจฉัยว่า บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม…”

มาตรา 70 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีเงินได้เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการให้บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ที่จ่ายจากประเทศไทยนั้น บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง โดยให้ผู้จ่ายคือ บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย คือ 50 ล้านบาทในอัตราร้อยละ 15 แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น

สรุป บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมิน ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยจำนวน 50 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปีภาษี 2564 นายกิตติได้รับเงินค่าว่าความในประเทศไทยจำนวน 500,000 บาท โดยในปีภาษีดังกล่าว นายกิตติได้เดินทางไปว่าความที่ประเทศอังกฤษตลอดเดือนมิถุนายน ได้อาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษตลอดทั้งเดือน ได้รับเงินค่าว่าความจำนวน 200,000 บาท และกลับเข้ามาในประเทศไทยพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้นายกิตติได้รับรถจักรยานยนต์จากแฟนในวันเกิดมูลค่า 100,000 บาท ซึ่งนายกิตตินำไปขายต่อให้กับเพื่อนได้เงินมาจำนวน 98,000 บาท ต่อมาปรากฏว่า นายกิตติเกิดอุบัติเหตุในเดือนสิงหาคมและถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ยื่นรายการและชำระภาษี ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า เงินได้ที่นายกิตติได้รับมาต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

(28) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง… ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. ในปีภาษี 2564 การที่นายกิตติได้รับเงินค่าว่าความจำนวน 500,000 บาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมายตามมาตรา 40 (6) นั้น เมื่อเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย นายกิตติจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินได้จากค่าว่าความจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) และเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศนั้น เมื่อนายกิตติได้นำเงินได้จำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี และนายกิตติเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน นายกิตติจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตามหลักถิ่นที่อยู่ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

    ส่วนการที่นายกิตติได้รับรถจักรยานยนต์จากแฟนในวันเกิดมูลค่า 100,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (8) จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (28) และเมื่อนายกิตติได้นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปขายต่อให้กับเพื่อนได้เงินมาจำนวน 98,000 บาท เงินได้ดังกล่าวก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกันตามมาตรา 42 (9) เพราะเป็นเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร

  2. การที่นายกิตติเกิดอุบัติเหตุและถึงแก่ความตายในเดือนสิงหาคมก่อนที่จะได้ยื่นรายการและเสียภาษีนั้น ย่อมถือว่านายกิตติเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการยื่นรายการและชำระภาษีแทนนายกิตติผู้ตายตามมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง

สรุป เงินได้ที่นายกิตติได้รับเฉพาะค่าว่าความในประเทศไทยจำนวน 500,000 บาท และเงินค่าว่าความในต่างประเทศจำนวน 200,000 บาท เป็นเงินได้ที่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย โดยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการยื่นรายการและชำระภาษีแทนนายกิตติผู้ตาย

ข้อ 2. ในปี พ.ศ. 2565 นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยนางสองมีบุตรสาว 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู คือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้ นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท และมีเงินได้จากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท นางสองไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ แต่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2565 นางสองถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท ดังนี้ อยากทราบว่า

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท และเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

(ข) นายหนึ่งจะนำนางสองภริยาและนางสาวสามบุตรของนางสอง มาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าได้จะหักค่าลดหย่อนได้คนละเท่าใด

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ…

(4) เงินได้ที่เป็น… (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ (11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท…

การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู แต่มีให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 100,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข)

ส่วนเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เนื่องจากเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

(ข) การที่นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย โดยนางสองมีบุตร 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูคือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้นั้น นายหนึ่งย่อมสามารถนำนางสองภริยามาหักลดหย่อนได้ เพราะถือว่านางสองเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และสามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข)

และนอกจากนั้น นายหนึ่งยังสามารถนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้อีกเป็นจำนวน 30,000 บาท เนื่องจากนางสาวสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้ว่านางสาวสามจะอายุ 28 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวสามเป็นบุตรไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีเงินได้ จึงนำมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 วรรคสี่

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง ไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

สรุป

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1), เงินได้จากเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 47 (4) (ข) และเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8)

(ข) นายหนึ่งนำนางสองมาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท และนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท

(ค) เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 3. บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในรอบบัญชีปี 2564 บริษัทได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาท ดังนี้

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

(ข) หากจำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย ใครจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในครั้งนี้ และเสียภาษีอัตราใด

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลใดอีกหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่มีสาขาในประเทศไทย หากมีลักษณะตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

  2. มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย

  3. ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาทนั้น

(ก) กรณีดังกล่าวถือว่าบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว เพราะบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย และเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

(ข) ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (ก) นั้น บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งตอนท้าย โดยเสียในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ (ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยแล้ว แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไร โดยให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น แล้วนำส่งให้กับอำเภอท้องที่ภายใน 7 วันนับแต่วันจำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ

สรุป

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

(ข) บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ

(ค) หากบริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะส่งเงินที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายเออายุ 18 ปี นายบีอายุ 20 ปี บุคคลทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่ง และบุคคลทั้งสองอยู่ในประเทศไทยเพียงระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 30 เมษายน 2565 ต่อเนื่องกันรวมเป็นระยะเวลา 8 เดือน ต่อมาในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนนายเอไปนอกประเทศไทย นายหนึ่งโอนหุ้นบริษัทในประเทศไทย 1 แสนหุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่นายเอ ต่อมาในช่วงเวลาที่นายเออยู่นอกประเทศไทย นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท และต่อมานายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 1 ไร่ มูลค่า 50 ล้านบาท ให้แก่นายบีในวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการทรัพย์สินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือสถาบันการเงิน…

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา…”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

………”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ รายการทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายหนึ่งได้โอนหุ้นบริษัทในประเทศไทย 1 แสนหุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่นายเอ บุตรชายของตนก่อนที่นายเอจะไปนอกประเทศไทยนั้น หุ้นที่นายเอได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามนัยมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักแล้วเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่นายเอได้รับจากบิดานั้น เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี และมีจำนวนไม่เกิน 20 ล้านบาท จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 42 (27) ดังนั้น รายการทรัพย์สินกรณีนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ในช่วงที่นายเออยู่นอกประเทศไทยนั้น นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท เงินปันผลดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น เงินได้ดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) คือ เงินปันผลนั้น เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี จึงให้ถือว่าเงินปันผลที่นายเอได้รับเป็นเงินได้ของนายหนึ่งซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายหนึ่งบิดาจึงมีหน้าที่นำเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (4) (ข) วรรคสอง

  3. ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด กล่าวคือ ผู้มีเงินได้จะต้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินแล้วในปีภาษี ถ้าเป็นเพียงสิทธิที่จะได้รับในอนาคตแต่ยังไม่ได้รับจริง ย่อมยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

    ดังนั้น การที่นายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต มูลค่า 50 ล้านบาท ให้แก่นายบีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายหนึ่งผู้ทำพินัยกรรมได้ตายลงหลังจากทำพินัยกรรมดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่านายบีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แต่อย่างใด (นายบียังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว) นายบีจึงยังไม่ต้องนำรายการทรัพย์สินกรณีนี้ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป รายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินปันผลที่นายเอได้รับจากบริษัทจำนวน 5 แสนบาท ส่วนหุ้นที่นายเอได้รับจากนายหนึ่งมูลค่า 1 ล้านบาท และที่ดินมูลค่า 50 ล้านบาท ที่นายหนึ่งทำพินัยกรรมยกให้แก่นายบีไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 2. โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. ให้ท่านวินิจฉัยว่านายบีมีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้…”

วินิจฉัย

ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องปรากฏว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินพึงประเมินที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี แล้วนำเงินได้พึงประเมินนั้นไปหักด้วยค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 แล้วจึงนำเงินที่เหลือ คือ เงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไป

แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อ 1. นั้น นายบียังไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากยังไม่ปรากฏว่านายบีมีเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด ดังนั้น นายบีจึงไม่อาจเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินไปหักด้วยค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแต่อย่างใด นายบีจึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร

สรุป นายบีไม่มีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร

ข้อ 3. ให้ท่านอธิบายในเชิงวิเคราะห์และเปรียบเทียบหลักกฎหมายเรื่อง “หน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” กับ “หน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคล” ตามประมวลรัษฎากร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 56 และมาตรา 57 ทวิ แล้ว หน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ได้แก่ บุคคล 4 ประเภท ดังนี้คือ

  1. บุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลทั่ว ๆ ไปที่มีสภาพบุคคลนั่นเอง ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้น ๆ จะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือนับถือศาสนาใด หรือมีอายุเท่าใด ถ้าหากว่าบุคคลนั้นมีเงินได้พึงประเมินประเภทต่าง ๆ ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (มาตรา 56 วรรคหนึ่ง)

และในกรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ และมีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายได้กำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีแทนผู้ไร้ความสามารถดังกล่าว

และถ้าผู้มีเงินได้นั้นเป็นบุคคลผู้อยู่ต่างประเทศ ก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้นั้นเป็นตัวแทนในการชำระภาษี (มาตรา 57)

  1. ผู้ที่ถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ได้แก่ ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ถึงแก่ความตายก่อนยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี (ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี) กฎหมายก็ยังถือว่าผู้ตายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ โดยให้รวมเงินได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตายและของกองมรดก (ที่ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท) ที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตายมาเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษี และกรณีดังกล่าวกฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของผู้ตาย (มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง)

  2. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หมายถึง เงินได้ที่เกิดจากทรัพย์สินที่เป็นมรดกของผู้ตายซึ่งยังมิได้แบ่งปันให้แก่ผู้เป็นทายาท และเป็นเงินได้ที่ได้รับในปีถัดจากปีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้ต่างหากจากผู้ตาย โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของกองมรดก (มาตรา 57 ทวิ วรรคสอง)

  3. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หมายถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั่นเอง โดยกฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น (มาตรา 56 วรรคสอง)

“ห้างหุ้นส่วนสามัญ” คือ ห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และมาตรา 1025 คือเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้าทุนกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันและด้วยความประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น และโดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน

ห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นตามกฎหมายจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนก็จะไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เมื่อมีเงินได้ต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนบุคคลธรรมดา แต่ถ้าได้จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล เมื่อมีเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

“คณะบุคคล” หมายถึง การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ (ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งบันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น) ในกรณีที่มีเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนบุคคลธรรมดาในนามของคณะบุคคลเช่นเดียวกัน

ส่วนหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ได้แก่

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่

    (1) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด

    (2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

    (3) ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน)

  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย หรือกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (มาตรา 66)

    (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย และกิจการที่ทำนั้นเป็นกิจการประเภทการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ (มาตรา 67)

    (3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2, 3, 4, 5 หรือ 6 ตามมาตรา 40 (2), (3), (4), (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)

    (4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

    (5) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (1) ได้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ)

  3. กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

  4. มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดว่าเป็นมูลนิธิหรือสมาคมสาธารณกุศล

  5. กิจการร่วมค้า ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร่วมทำการกับบุคคลอื่น ไม่ว่าบุคคลอื่นนั้นจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคลธรรมดาก็ตาม

  6. กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

  7. นิติบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปี พ.ศ. 2564 นายแดงทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับเงินเดือน ๆ ละ 80,000 บาท นายแดงทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 จึงลาออกจากงาน พอเดือนสิงหาคม 2564 นายแดงได้เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อไปทำงานที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งของพี่สาวได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท นายแดงจึงส่งเงินมาให้นางดำภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือน ๆ ละ 50,000 บาท

ดังนี้ อยากทราบว่าเงินเดือนที่นายแดงได้รับในประเทศไทยและเงินที่ส่งมาให้ภริยาทุกเดือนจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงทำงานบริษัทเอกชนและได้รับเงินเดือน ๆ ละ 80,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2564 นายแดงจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนเดือนสิงหาคม 2564 นายแดงได้เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารของพี่สาวและได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท โดยนายแดงได้ส่งเงินมาให้นางดำภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ และเมื่อได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย อีกทั้งนายแดงได้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษี 2564 รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณ 210 วัน ซึ่งถึง 180 วันแล้ว จึงถือว่านายแดงเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น นายแดงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายแดงจะต้องนำเงินเดือนที่ได้รับในประเทศไทยและเงินที่ส่งมาให้ภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือนมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย

ข้อ 2. ปีภาษี 2564 นางสาวลิซ่ามีรายได้ดังต่อไปนี้

  1. ร้านขายรองเท้าบนแอพพลิเคชั่นอินตราแกรม 2 ล้านบาท

  2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินแบบฝากประจำจำนวน 1 แสนบาท

  3. ธุรกิจให้เช่าคอนโดมิเนียมได้ค่าเช่าเดือนละ 2 แสนบาท

  4. ถูกหวยใต้ดินได้เงินรางวัลจำนวน 20,000 บาท

    นางสาวลิซ่า ได้อุปการะเลี้ยงดูบิดาอายุ 70 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ และเด็กหญิงจริงใจ บุตรบุญธรรมอายุ 10 ขวบ ซึ่งจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ด้วย

    กรณีนี้อยากทราบว่า ปีภาษี 2564 นางสาวลิซ่าได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น… (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก… (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้… (ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ (ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท… (ค) บุตร… (2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้… รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่นางสาวลิซ่าได้รับในปีภาษี 2564 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. เงินได้จากร้านขายรองเท้าบนแอพพลิเคชั่นอินตราแกรม 2 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการธุรกิจ จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินแบบฝากประจำจำนวน 1 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยประเภทฝากประจำ มิใช่ดอกเบี้ยประเภทฝากเผื่อเรียก จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (8) (ก)

  3. เงินได้จากธุรกิจให้เช่าคอนโดมิเนียมเดือนละ 2 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) (ก) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  4. เงินได้จากการถูกหวยใต้ดินได้รางวัลจำนวน 20,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากมิใช่เงินได้จากรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาลจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น นางสาวลิซ่าสามารถหักค่าลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และหักค่าลดหย่อนเด็กหญิงจริงใจบุตรบุญธรรมได้อีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) ส่วนบิดาแม้จะมีอายุ 70 ปี และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู นางสาวลิซ่าก็ไม่สามารถนำมาหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (ญ) ได้ เพราะบิดามีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเนื่องจากเป็นข้าราชการบำนาญ

สรุป เงินได้พึงประเมินที่นางสาวลิซ่าได้รับในปีภาษี 2564 ทั้ง 4 รายการ ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนางสาวลิซ่าสามารถหักค่าลดหย่อนตนเองและเด็กหญิงจริงใจบุตรบุญธรรมได้ แต่จะนำบิดามาหักค่าลดหย่อนไม่ได้

ข้อ 3. นายแตงโม นายแตงกวา และบริษัท แตงไทย จำกัด ตกลงทำกิจการร่วมกันและร่วมลงทุนกันทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดนนทบุรี ได้รับเงินได้ในปี พ.ศ. 2556 จำนวน 10,000,000 บาท ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินรายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง

(2) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น”

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแตงโม นายแตงกวา และบริษัท แตงไทย จำกัด ตกลงทำกิจการร่วมกัน และร่วมลงทุนกันทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดนนทบุรี และได้รับเงินได้ในปี พ.ศ. 2556 จำนวน 10,000,000 บาทนั้น ถือเป็นการเข้าร่วมกันดำเนินกิจการในทางการค้าระหว่างบริษัทกับบุคคลธรรมดาในรูปแบบของ “กิจการร่วมค้า” และอยู่ในความหมายของการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามนัยของมาตรา 39 ดังนั้น เมื่อกิจการดังกล่าวมีเงินได้ จึงต้องนำเงินได้จำนวน 10,000,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป เงินได้รายการดังกล่าวจำนวน 10,000,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปีภาษี 2563 นายอาคมพนักงานประจำบริษัทโตโยต้า จำกัด ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท และได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น 1 เดือน คือ เดือนพฤษภาคม 2563 โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายในระหว่างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลา 1 เดือน จำนวน 100,000 บาท ขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น นายอาคมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้รางวัล 50,000 บาท จึงนำกลับมาประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2563 ดังนั้น นายอาคมยังจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวนหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ นายอาคมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวนหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายอาคมเป็นพนักงานประจำบริษัทโตโยต้า จำกัด ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น เงินเดือนที่นายอาคมได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายอาคมจะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. การที่นายอาคมได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น 1 เดือน คือเดือนพฤษภาคม 2563 โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายในระหว่างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลา 1 เดือน จำนวน 100,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายอาคมจะต้องนำเงินได้จำนวน 100,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. การที่นายอาคมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลญี่ปุ่น 50,000 บาท ขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ และได้นำเงินได้ดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่นายอาคมอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น นายอาคมจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายอาคมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวน

ข้อ 2. นายแพทย์ยงยุทธ เป็นแพทย์สูตินารีเวชประจำโรงพยาบาลศิริราช และมีคลินิกส่วนตัวย่านปิ่นเกล้า โดยวันจันทร์ถึงวันศุกร์ในเวลาราชการจะทำหน้าที่ที่โรงพยาบาลศิริราช ส่วนช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์จะไปทำงานที่คลินิกตนเอง นายแพทย์ยงยุทธมีรายได้จากเงินเดือนโรงพยาบาลศิริราช รายได้จากคลินิกส่วนตัว ปีภาษี 2563 ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รางวัลมา 500,000 บาท เงินถูกรางวัลได้นำไปฝากธนาคารออมสินแบบเผื่อเรียกรายได้อื่นที่ได้รับ ทำให้มีดอกเบี้ยจากธนาคารออมสินจำนวน 20,000 บาท ปีภาษี 2563 ได้ทำประกันชีวิตกรมธรรม์ 10 ปี กับบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด จ่ายเบี้ยประกัน 100,000 บาท นายแพทย์ยงยุทธไม่ได้สมรสจึงรับลูกชายของน้องสาวอายุ 6 ขวบ มาเป็นบุตรและเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือเสมือนบุตรตน ดังนี้ ปีภาษี 2563 นายแพทย์ยงยุทธมีเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง ต้องนำมาเสียภาษีทุกประเภทหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนตนเอง บุตร ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน…

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น… (ปัจจุบันมีประกาศกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55 กำหนดเพิ่มจำนวนดอกเบี้ยเป็น 20,000 บาท)

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้ของนายแพทย์ยงยุทธในปีภาษี 2563 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนำมาเสียภาษีหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลศิริราช เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. รายได้จากคลินิกส่วนตัวที่นายแพทย์ยงยุทธจะไปทำช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 500,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่ได้รับรยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (11) และเมื่อได้นำเงินรางวัลจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสินแบบเผื่อเรียก ทำให้มีดอกเบี้ยจากธนาคารออมสินจำนวน 20,000 บาทนั้น ดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) และเมื่อมีจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (8) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55

สำหรับการหักลดหย่อนนั้น นายแพทย์ยงยุทธสามารถหักลดหย่อนสำหรับตนเองได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) แต่ไม่สามารถหักลดหย่อนบุตรอีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) ได้ เนื่องจากบุตรที่ตนนำมาเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือนั้น มิใช่บุตรบุญธรรมของนายแพทย์ยงยุทธแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะมิได้มีการจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายแต่อย่างใด

สรุป เงินได้พึงประเมินที่นายแพทย์ยงยุทธจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ คือ เงินเดือนตามมาตรา 40 (1) และรายได้จากคลินิกส่วนตัว ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ส่วนรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลและดอกเบี้ยไม่ต้องนำมาเสียภาษี โดยนายแพทย์ยงยุทธสามารถหักลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท แต่จะนำบุตรมาหักลดหย่อนไม่ได้

ข้อ 3. บริษัท Kumamon จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งนายฮิโระเข้ามาทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เกม Kumamon ให้กับบริษัทเกมจริงจัง จำกัด ที่ประเทศไทย ราคา 40 ล้านบาท การขายลิขสิทธิ์เกมในครั้งนี้ บริษัทเกมจริงจัง จำกัด จะทำการส่งเงินทั้งหมดไปชำระราคาที่ประเทศญี่ปุ่น อยากทราบว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 บริษัท Kumamon จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร หากจะต้องเสียภาษีเงินได้จะมีใครเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการให้กับบริษัท Kumamon จำกัด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักไว้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ คือตามบทบัญญัติในมาตรา 65 วรรคหนึ่งนั่นเอง ซึ่งต้องเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท Kumamon จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และประกอบธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งนายฮิโระเป็นตัวแทนเข้ามาทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เกม Kumamon ให้กับบริษัทเกมจริงจัง จำกัด ในประเทศไทยนั้น แม้ทางบริษัทเกมจริงจัง จำกัด จะทำการส่งเงินทั้งหมดไปชำระราคาที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ถือว่าบริษัท Kumamon จำกัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้มีตัวแทนผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ในประเทศไทยจำนวน 40 ล้านบาท ตามมาตรา 76 ทวิ ดังนั้น บริษัท Kumamon จำกัด จึงต้องมีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทย โดยให้นายฮิโระเป็นผู้ทำหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัท Kumamon จำกัด โดยเสียภาษีจากฐานภาษีกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จำนวน 40 ล้านบาทดังกล่าวตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป บริษัท Kumamon จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย โดยให้นายฮิโระเป็นตัวแทนในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณจากฐานภาษีกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จำนวน 40 ล้านบาท ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายใจถึงเป็นเศรษฐีที่ดินต่างจังหวัด ซึ่งมีที่ดินหลายแปลง (บิดามารดาและภริยาของนายใจถึงได้เสียชีวิตแล้ว) แต่นายใจถึงป่วยและกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง นายใจถึงจึงพยายามผ่องถ่ายทรัพย์สินของตนให้แก่บุตร และทำบุญส่วนหนึ่งในขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่บุตรของตนที่จะต้องเสียภาษี (ภาษีการรับมรดก) หลังจากที่ตนเสียชีวิตไปแล้ว ในปีภาษี พ.ศ. 2563 นายใจถึงจึงต้องการทำนิติกรรม ดังต่อไปนี้

  1. ที่ดิน 50 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท นายใจถึงต้องการยกให้แก่นางสาวเอ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และนางสาวบีบุตรบุญธรรมของตนโดยเสน่หาคนละเท่า ๆ กัน

  2. ที่ดิน 2 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท นายใจถึงมีเจตนาที่จะยกให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้สร้างอาคารโรงพยาบาลตำบลหลังใหม่โดยเสน่หา

ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายใจถึงจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการทำนิติกรรมทั้ง 2 กรณีดังกล่าวข้างต้นหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

“ขาย” หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

……..”

มาตรา 41 ทวิ “ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายใจถึงจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการทำนิติกรรมดังกล่าวหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายใจถึงต้องการยกที่ดินจำนวน 50 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท ให้แก่ นางสาวเอบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และนางสาวบีบุตรบุญธรรมของตนโดยเสน่หาคนละเท่า ๆ กัน คือคนละ 150 ล้านบาทนั้น เมื่อการโอนดังกล่าวมิใช่เป็นการโอนโดยทางมรดก ตามประมวลรัษฎากรให้ถือว่าการยกให้หรือการโอนดังกล่าวนั้นเป็นการขาย และให้ถือว่านายใจถึงผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 39 และมาตรา 41 ทวิ ประกอบมาตรา 41 วรรคหนึ่ง เพียงแต่ในกรณีที่นายใจถึงได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่นางสาวเอบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเงินได้ 150 ล้านบาทนั้น จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ดังนั้น นายใจถึงจะต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินดังกล่าวนั้นในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท คือจำนวน 130 ล้านบาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42 (26)

ส่วนเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่นางสาวบีบุตรบุญธรรมจำนวน 150 ล้านบาทนั้น นายใจถึงจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดจำนวน 150 ล้านบาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเงินได้ดังกล่าวไม่ได้รับยกเว้นภาษีใด ๆ ตามมาตรา 42 (26)

  1. การที่นายใจถึงมีเจตนาจะยกที่ดิน 2 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้สร้างอาคารโรงพยาบาลตำบลหลังใหม่โดยเสน่หานั้น ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน จึงไม่ถือว่าเป็นการ “ขาย” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ดังนั้น เงินได้จากการโอนที่ดินดังกล่าวจำนวน 10 ล้านบาท จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป 1. นายใจถึงจะต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินให้นางสาวเอจำนวน 130 ล้านบาท และเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่นางสาวบีจำนวน 150 ล้านบาท รวมทั้งหมดเป็นเงินได้จำนวน 280 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. นายใจถึงไม่ต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่ส่วนราชการจำนวน 10 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 2. ปีภาษี 2563 นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมพี่น้องฝาแฝดได้ร่วมกันเปิดร้านขายชานมไข่มุกสูตรนำเข้าจากประเทศไต้หวัน ที่ย่านเดอะมอลล์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน แต่ทั้งคู่มีรายได้จากการเป็นนักบัญชีอิสระและทนายความอิสระส่วนตัวเฉลี่ยคนละ 100,000 บาทต่อเดือน และปีนี้นางสาวเฌอรีนได้ทำประกันชีวิต กรมธรรม์ 10 ปี กับบริษัทเอไอเอ ประเทศไทย จำกัด จ่ายเบี้ยประกันไป 40,000 บาท ส่วนนางสาวเฌอแตมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รางวัล 40,000 บาท จึงนำไปทำบุญที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 4,000 บาท เดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งคู่จึงอยากแยกยื่นภาษีในธุรกิจที่ร่วมกันและรายได้ส่วนตัวที่มี ดังนั้น

ก. ร้านขายชานมไข่มุกของทั้งสอง ถือเป็นบุคคลธรรมดาตามกฎหมายภาษีได้หรือไม่ อย่างไร และมีเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทใด สามารถหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ อย่างไร (10 คะแนน)

ข. นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตม มีเงินได้พึงประเมินประเภทใด จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม…”

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ง) เบี้ยประกันชีวิตที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป…”

(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ…ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วน…แต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท”

(7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก. การที่นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมได้ร่วมกันเปิดร้านขายชานมไข่มุกและมีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือนนั้น ร้านขายชานมไข่มุกของทั้งสอง ถือเป็นการเข้าเป็นหุ้นส่วนกันของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อประกอบกิจการโดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรกันในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว และเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวมิได้จดทะเบียน จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เป็นเพียงบุคคลธรรมดา จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะที่เป็นหน่วยภาษีหน่วยหนึ่งของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้จากการขายชานมไข่มุกเดือนละประมาณ 300,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการพาณิชย์ และเมื่อนำไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมสามารถหักลดหย่อนในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนและเป็นผู้มีเงินได้คนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และมาตรา 47 (6)

ข. นางสาวเฌอรีน มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเพื่อคำนวณภาษี ดังนี้

(1) ส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ดำเนินกิจการขายชานมไข่มุก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4)

(2) เงินได้จากการเป็นนักบัญชีอิสระเฉลี่ยจำนวน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6)

ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีนั้น นางสาวเฌอรีนสามารถหักลดหย่อนได้ ดังนี้

(1) ค่าลดหย่อนตามสถานภาพของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

(2) ค่าเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งนางสาวเฌอรีนได้จ่ายไปทั้งหมดจำนวน 40,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ง) และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 266) พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้อีกในส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท

ส่วนนางสาวเฌอแตม มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเพื่อคำนวณภาษี ดังนี้

(1) เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ดำเนินกิจการขายชานมไข่มุก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4)

(2) เงินได้จากการเป็นทนายความอิสระเฉลี่ยจำนวน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6)

ส่วนเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 40,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 42 (11)

และในการคำนวณภาษีนั้น นางสาวเฌอแตมสามารถหักลดหย่อนตามสถานภาพของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

ข้อ 3. บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์กระทำธุรกิจซื้อขายเรือและบริการขนส่งทางทะเล มีการกระทำกิจการทั้งในประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์กระทำธุรกิจซื้อขายเครื่องบินและบริการขนส่งทางอากาศ โดยมีการกระทำกิจการทั้งในประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ต่อมาบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ได้ส่งลูกจ้างผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อจำนวน 50 คน ไปทำงานขยายตลาดที่ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ได้ทำสัญญาขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นให้แก่บริษัทบลูม่าแอร์ไลน์ จำกัด โดยบริษัทบลูม่าฯ มิได้ประกอบกิจการใด ๆ ในประเทศไทยเลย สัญญาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ขายได้รับเงินรายได้จำนวน 100 ล้านบาท และบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ได้รับเงินปันผลจำนวน 10 ล้านบาท ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด อีกด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เงินได้รายการดังกล่าว บุคคลใดต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด จะกระทำกิจการทั้งในประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย แต่เมื่อบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง คือจะต้องนำรายได้จากการขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นให้แก่บริษัทบลูม่าแอร์ไลน์ จำกัด จำนวน 100 ล้านบาท และเงินปันผลจำนวน 10 ล้านบาท ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด รวมเป็นเงิน 110 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

สรุป บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ต้องนำรายได้ที่ได้รับทั้งหมดจำนวน 110 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2562

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 นายโตโตเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้รับเงินเดือน 50,000 บาท นายโตโตเห็นนายโชคประกาศขายนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ “แวนแอดมาร์ลอท” ที่ร้านค้าติดกับสถานที่ทำงานของนายโตโต ราคาเรือนละ 4,000,000 บาท นายโตโตอยากได้นาฬิกาเรือนดังกล่าวมาก แต่นายโตโตมีเงินสดเพียงจำนวน 1,000,000 บาทเท่านั้น

ดังนั้น นายโตโตจึงทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโฟกัสจำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 และนายโตโตได้ขอให้นายพิเชษ ตกลงเข้าร่วมลงทุนเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท เพื่อซื้อนาฬิกาเรือนดังกล่าว โดยตกลงกันว่าเมื่อซื้อแล้วจะนำไปขายต่อและแบ่งปันเงินกำไรกันระหว่างนายโตโตกับนายพิเชษ นายพิเชษตกลงตามที่นายโตโตเสนอ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นายโตโตและนายพิเชษร่วมกันขายนาฬิกาเรือนดังกล่าว ได้เงินจำนวน 6,000,000 บาท และนำกำไรแบ่งปันกันตามสัดส่วนการลงทุน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินได้รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้ตามรายการดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. กรณีเงินเดือนของนายโตโต: การที่นายโตโตเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้รับเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น เงินเดือนที่นายโตโตได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเงินได้ที่นายโตโตได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น นายโตโตจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 600,000 บาท (50,000 x 12) มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. กรณีดอกเบี้ยของนายโฟกัส: การที่นายโฟกัสให้นายโตโตกู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ดอกเบี้ยที่นายโฟกัสได้รับจำนวน 75,000 บาท (1,000,000 x 7.5%) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเงินได้ที่นายโฟกัสได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น นายโฟกัสจึงต้องนำเงินได้จำนวน 75,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. กรณีการขายนาฬิกา: การที่นายโตโตและนายพิเชษได้ร่วมกันลงทุนคนละ 2,000,000 บาท เพื่อซื้อนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ “แวนแอดมาร์ลอท” ในราคา 4,000,000 บาท แล้วขายนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้เงินจำนวน 6,000,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และเป็นเงินได้ที่ได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสดซึ่งได้รับจากการประกอบกิจการในรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น นายโตโตและนายพิเชษจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 6,000,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยถือว่าผู้มีเงินได้นั้นเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

สรุป

  • นายโตโตจะต้องนำเงินได้ซึ่งเป็นเงินเดือนจำนวน 600,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • นายโฟกัสจะต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับจำนวน 75,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • นายโตโตและนายพิเชษต้องนำเงินได้จากการขายนาฬิกาจำนวน 6,000,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยถือว่าผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

ข้อ 2. ให้ท่านวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. ให้ท่านวิเคราะห์ว่าเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร เพราะเหตุใด และเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการ ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก… ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ…ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วน…แต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. เงินได้พึงประเมินแต่ละรายการเป็นเงินได้ประเภทใดนั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่นายโตโตได้รับ จากการเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมเดือนละ 50,000 บาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1)

  2. ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงิน จำนวน 75,000 บาทที่นายโฟกัสได้รับ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก)

  3. เงินได้จากการขายนาฬิกา จำนวน 6,000,000 บาทที่นายโตโตและนายพิเชษได้รับ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการพาณิชย์

สำหรับการหักลดหย่อนของเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการนั้น ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่นายโตโตได้รับ นายโตโตมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  2. ดอกเบี้ยที่นายโฟกัสได้รับ นายโฟกัสมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  3. เงินได้จากการขายนาฬิกาที่นายโตโตและนายพิเชษได้รับ นายโตโตและนายพิเชษมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนและเป็นผู้มีเงินได้คนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และมาตรา 47 (6)

สรุป

  • เงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทที่นายโตโตได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) และนายโตโตมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

  • ดอกเบี้ยจำนวน 75,000 บาทที่นายโฟกัสได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) และนายโฟกัสมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

  • เงินได้จำนวน 6,000,000 บาทจากการขายนาฬิกาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) และนายโตโตกับนายพิเชษมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 120,000 บาท

ข้อ 3. บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยในรอบระยะเวลาบัญชี 2562 ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 120 วันก็ได้ไปสร้างสำนักงานและโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา โดยมีเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกในประเทศมาเลเซีย บรูไน พม่า และกัมพูชา รวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปี 2563 จงวินิจฉัยว่า บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรในเงินจำนวนดังกล่าวอย่างไร หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2562 บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด จะตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 120 วัน และได้ไปสร้างสำนักงานและโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชาก็ตาม แต่เมื่อบริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ดังนั้น บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด จึงต้องนำเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกในประเทศมาเลเซีย บรูไน พม่า และกัมพูชารวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย

สรุป บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด ต้องนำเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกทั้งหมดจำนวน 1,000 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร