LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านเลขที่ 122/1000 ถนนกรุงเทพ-นนท์ แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 ประกอบอาชีพทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ใช้ชื่อว่า “บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด” จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ณ สำนักงานทะเบียนบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนายสร้างสรรค์ ขยันใช้ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 655/2500 ประชาชื่น 28 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 เป็นกรรมการบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ได้ตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโท หมั่นเพียร อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/1200 ซอยเสือใหญ่อุทิศ (รัชดาภิเษก 36) ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนธุรกิจของตน ตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี กำหนดระยะเวลาในการชำระเงินคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา กู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ซึ่งในวันทำสัญญา บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว จากนายโท หมั่นเพียร ไปครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญากู้ยืมเงิน บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ไม่ได้ชำระเงินต้น และดอกเบี้ยคืนแก่นายโท หมั่นเพียร แต่อย่างใด นายโท หมั่นเพียร ได้ทวงถามให้บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ชำระเงินมาโดยตลอด แต่บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมา นายโท หมั่นเพียร จึงได้มอบหมาย ให้นายร่ำเรียน รักความเป็นธรรม ซึ่งเป็นทนายความ ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามพร้อมไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับภายในประเทศไทยฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2566 ไปยังบริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ให้ชำระเงินดังกล่าว ภายใน 30 วัน หลังจากบริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม กลับเพิกเฉยไม่ชำระเงินกู้ยืม ดังกล่าวให้แก่นายโท หมั่นเพียร แต่อย่างใด โดยสำนักงานทนายความตั้งอยู่เลขที่ 599/3800 ซอยแจ้งวัฒนะ 120 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นายโทได้มอบหมายให้นายร่ำเรียนเป็นทนายความยื่นฟ้อง บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ต่อศาล เพื่อให้ชำระหนี้เงินกู้ จำนวน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 5 ต่อปี โดยโจทก์ติดใจคิดดอกเบี้ยเพียง 1 ปีเท่านั้น

ให้นักศึกษาทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง คำแถลงขอปิดหมาย พร้อมคำฟ้อง ดังนี้ (ข้อ 2 และข้อ 3 ให้ทำเฉพาะเนื้อหา ไม่ต้องคำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล)
ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม
ข้อ 2. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแพ่ง
ข้อ 3. คำแถลงขอปิดหมายพร้อมคำฟ้อง

ธงคำตอบ

ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่สำนักงานทนายความ เลขที่ 599/3800
ซอยแจ้งวัฒนะ 120 แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210

วันที่ 20 สิงหาคม 2566

เรื่อง ขอให้ชำระหนี้
เรียน นายสร้างสรรค์ ขยันใช้ กรรมการบริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด
อ้างถึง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง นายโท หมั่นเพียร ผู้ให้กู้ กับ บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ผู้กู้
ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565

ตามสัญญากู้ยืมเงินที่อ้างถึงนั้น บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด ได้กู้ยืมเงินไปจากนายโท หมั่นเพียร ผู้ให้กู้ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) โดยมีท่านในฐานะกรรมการบริษัท เป็นตัวแทนลงนามในสัญญากู้แทนบริษัทฯ โดยตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี โดยทำ สัญญากันไว้คนละฉบับ ซึ่งท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น

บัดนี้ปรากฎว่า เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 บริษัทฯ ไม่ได้นำ เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 525,000 บาท (ห้าแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) มาชำระ จึงถือว่าบริษัทฯ ได้ผิด สัญญาตามที่ได้ตกลงกันไว้

ตามหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายโท หมั่นเพียร ผู้ให้กู้ จึงขอบอกกล่าว มายังท่านในฐานะกรรมการบริษัทฯ ให้ท่านนำเงินจำนวน 525,000 บาท (ห้าแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ไปชำระให้แก่ผู้ให้กู้หรือทนายความ ณ สำนักงานทนายความภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากท่านไม่ดำเนินการ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินการทางคดีกับบริษัทฯ ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ………………………………………………..
(นายร่ำเรียน รักความเป็นธรรม)
ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ธงคำตอบ

ข้อ 2. คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. โจทก์ในคดีนี้ได้มอบอำนาจให้ นายร่ำเรียน รักความเป็นธรรม เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและ ดำเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1
จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ณ สำนักงาน ทะเบียนบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท 10 ตั้งใจสร้าง จำกัด” โดย มีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนลงนามในสัญญาแทนจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) โดยตกลงชำระดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยภายใน 1 ปี คือวันที่ 1 สิงหาคม 2566 โดยจำเลย ได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3

ข้อ 3. เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยไม่ยอมชำระหนี้เงินกู้ จำนวน 500,000 บาท และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยชำระต้นเงินและ ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่จำเลยก็เพิกเฉย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญากู้ยืมเงิน ทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหาย ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยโดยไปรษณีย์แบบตอบรับ ซึ่ง จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถาม และใบตอบรับไปรษณีย์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และหมายเลข 5

การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 525,000 บาท (ห้าแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

โจทก์ไม่มีทางบังคับเอากับจำเลยได้ จึงนำคดีมาฟ้องศาล ขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง เพื่อที่จะบังคับ เอากับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง
1. ขอให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 525,000 บาท (ห้าแสน สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
2. ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) นับแต่วันที่ฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น
3. ขอให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

ข้อ 3. คำแถลงขอปิดหมายพร้อมคำฟ้อง

ข้อ 1. คดีโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในวันนี้

ข้อ 2. โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่อยู่แน่นอน ตามฟ้อง คือ บ้านเลขที่ 122/1000 ถนนกรุงเทพ-นนท์ แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านแนบท้ายคำแถลงฉบับนี้

ข้อ 3. ดังนั้น ในการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยนั้น หากไม่พบตัวจำเลย หรือไม่มีผู้ใดยอมรับหมายไว้แทนโดยชอบ หรือไม่ว่าในกรณีใด ๆ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งปิดหมายเรียกและสำเนา คำฟ้องไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยด้วย

ในการนี้ โจทก์ยินดีเสียค่าธรรมเนียมศาลตามระเบียบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 นายพิธาน สวัสดี ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินนางสาวอุ๊งอิ๊ง สุขมาล้น จำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดเวลาชำระหนี้ภายใน 3 ปี โดยนายพิธานฯ นำแหวนเพชรประจำตระกูลมาวางประกันหนี้เอาไว้กับนางสาวอุ๊งอิ๊งฯ โดยทำสัญญากันไว้คนละฉบับ

วันที่ 9 มกราคม 2565 นายพิธานฯ ไม่คืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับนางสาวอุ๊งอิ๊งฯ แต่มาหานางสาวอุ๊งอิ๊งฯ และเจรจาต่อรองขอคืนเงินดอกเบี้ยจำนวน 450,000 บาทก่อน แต่ต้นเงินขอเลื่อนไปอีก 1 ปี และขอคืนแหวนเพชรที่วางประกันนำไปขอแฟนแต่งงาน นางสาวอุ๊งอิ๊งฯ ไม่ยินยอม แต่นำสัญญาฉบับเดิมมาเขียนเพิ่มเติมว่า “คืนเงินดอกเบี้ยจำนวน 450,000 บาทแล้ว แต่ต้นเงินยังไม่คืน โดยขอเลื่อนกำหนดคืนออกไปเป็นวันที่ 9 มกราคม 2566” และลงลายมือชื่อกำกับข้อความในสัญญาดังกล่าวทั้งสองฝ่าย

นายพิธานฯ โมโหมาก แต่ต้องจำยอม เวลา 20.30 น. ของวันที่ 9 มกราคม 2565 นายพิธานฯ ดื่มเบียร์แล้วเมา จึงได้พิมพ์ข้อความบนเฟสบุ๊คส่วนตัว แต่เปิดเป็นสาธารณะ และแท็กชื่อนางสาวอุ๊งอิ๊งฯ ว่า “เจ้าแม่เงินกู้หน้าเลือด ดอกเบี้ยก็ให้ตามสัญญา แต่ขอแหวนเพชรประจำตระกูลคืนจะเอามาแต่งงาน แต่ใจดำไม่ให้ ไม่คิดถึงใจคนอื่น ทำมาหากินบนหลังคน คนบาป ตายไปขอให้ตกนรก”

นางสาวอุ๊งอิ๊งฯ ขณะนั้นอยู่บ้านเลขที่ 99 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ได้อ่านข้อความโกรธมาก จึงตัดสินใจติดต่อนายความคือท่าน เพื่อดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท โดยไม่แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

จนกระทั่งวันที่ 9 มกราคม 2566 ครบกำหนดชำระหนี้จำนวน 1,150,000 บาท ที่นายพิธานฯ ต้องชำระคืนนางสาวอุ๊งอิ๊งฯ แต่กลับนิ่งเฉย

นางสาวอุ๊งอิ๊งฯ ได้มาพบท่านที่สำนักงานทนายความธงยุติธรรม ตั้งอยู่เลขที่ 120 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เพื่อปรึกษาดำเนินคดีแพ่งผิดสัญญากู้กับนายพิธานฯ และท่านได้ส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับแจ้งแก่นายพิธานฯ ว่าขอให้นำเงินมาชำระตามสัญญาดังกล่าวภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถามที่ทนายความหรือนางสาวอุ๊งอิ๊งฯ แต่หากไม่คืนก็จะยึดแหวนเพชรดังกล่าวและดำเนินคดีกับนายพิธานฯ ต่อไป แต่เมื่อได้รับหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ นายพิธานฯ กลับเพิกเฉย นางสาวอุ๊งอิ๊งฯ จึงให้ทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งกับนายพิธานฯ

ดังนี้ หากท่านเป็นทนายความ ให้ท่านจัดทำเอกสารทางกฎหมายดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ร่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (15 คะแนน)

ข้อ 2. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินต้นและดอกเบี้ย 1 ปี รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท โดยไม่คำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล (35 คะแนน)

ข้อ 3. ฟ้องคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 โดยให้ท่านร่างคำฟ้องโดยไม่ต้องทำคำขอท้ายฟ้องและไม่คำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล (25 คะแนน)

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ…”

ข้อ 1.

ธงคำตอบ

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่สำนักงานทนายความธงยุติธรรม

เลขที่ 120 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก

เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

วันที่ 15 มกราคม 2566

เรื่อง ขอให้ชำระหนี้

เรียน นายพิธาน สวัสดี

อ้างถึง สัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2562 และ

สัญญาจำนำฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2562

ตามที่เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 ท่านได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนางสาวอุ๊งอิ๊ง สุขมาล้น ผู้ให้กู้ จำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดเวลาชำระหนี้ภายใน 3 ปี โดยท่านได้นำแหวนเพชรประจำตระกูลมาวางประกันหนี้เอาไว้กับนางสาวอุ๊งอิ๊ง โดยทำสัญญากันไว้คนละฉบับ ซึ่งท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น

เนื่องจากวันที่ 9 มกราคม 2565 ท่านไม่คืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับนางสาวอุ๊งอิ๊ง แต่มาหานางสาวอุ๊งอิ๊งและเจรจาต่อรองขอคืนเงินดอกเบี้ยจำนวน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แต่ต้นเงินขอเลื่อนไปอีก 1 ปี และขอคืนแหวนเพชรที่วางประกันไว้เพื่อนำไปขอแฟนแต่งงาน แต่นางสาวอุ๊งอิ๊งไม่ยินยอม จนกระทั่งถึงวันที่ 9 มกราคม 2566 ครบกำหนดชำระหนี้ แต่ท่านกลับนิ่งเฉย จึงถือว่าท่านได้ผิดสัญญากู้ยืมเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ทำให้นางสาวอุ๊งอิ๊งได้รับความเสียหาย

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวอุ๊งอิ๊ง สุขมาล้น ผู้ให้กู้ ขอบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ไปชำระหนี้ให้แก่นางสาวอุ๊งอิ๊ง สุขมาล้น หรือข้าพเจ้า ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับนี้ หากท่านไม่ดำเนินการ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นจะต้องยึดแหวนดังกล่าว และดำเนินคดีตามกฎหมายกับท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ……………………………………………………..

( )

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ข้อ 2.

ธงคำตอบ

คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ภายใน 3 ปี โดยจำเลยได้นำแหวนเพชรประจำตระกูลมาวางประกันหนี้เอาไว้กับโจทก์ โดยทำสัญญากันไว้คนละฉบับ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2562 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2. ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2565 จำเลยไม่คืนเงินต้นและดอกเบี้ยกับโจทก์ แต่มาหาโจทก์และเจรจาต่อรองขอคืนเงินดอกเบี้ยจำนวน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แต่ต้นเงินขอเลื่อนไปอีก 1 ปี และขอคืนแหวนเพชรที่วางประกันไว้เพื่อนำไปขอแฟนแต่งงาน โจทก์ไม่ยินยอม แต่นำสัญญาฉบับเดิมมาเขียนเพิ่มเติมว่า “คืนเงินดอกเบี้ยจำนวน 450,000 บาทแล้ว แต่ต้นเงินยังไม่คืน โดยขอเลื่อนกำหนดคืนออกไปเป็นวันที่ 9 มกราคม 2566” และลงลายมือชื่อกำกับข้อความในสัญญาดังกล่าวทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งถึงวันที่ 9 มกราคม 2566 ครบกำหนดชำระหนี้จำนวน 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ที่จำเลยต้องชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับนิ่งเฉย โดยก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยโดยไปรษณีย์แบบตอบรับ ซึ่งจำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 และ 3

การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่โจทก์

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับเอาแก่จำเลยได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งเพื่อที่จะบังคับเอากับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ขอให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,150,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

  2. ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

  3. ขอให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ข้อ 3.

ธงคำตอบ

คำฟ้องคดีอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2565 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบังอาจกระทำความผิดกฎหมายต่อโจทก์ กล่าวคือ จำเลยได้ใส่ความโจทก์ โดยจำเลยได้พิมพ์ข้อความลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว แต่เปิดเป็นสาธารณะ และแท็กชื่อโจทก์ว่า “เจ้าแม่เงินกู้หน้าเลือด ดอกเบี้ยก็ให้ตามสัญญา แต่ขอแหวนเพชรประจำตระกูลคืนจะเอามาแต่งงาน แต่ใจดำไม่ให้ ไม่คิดถึงใจคนอื่น ทำมาหากินบนหลังคน คนบาป ตายไปขอให้ตกนรก” กล่าวคือ จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่มีน้ำใจ เอาเปรียบคนอื่น ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

ข้อ 2. การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่อาจบังคับกับจำเลยได้ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยต่อไป

อนึ่ง โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากประสงค์จะดำเนินคดีเอง

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 นายสมชาย พลังไท กำนันตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้จัดงานวันเกิด มีแขกมาร่วมงานจำนวนประมาณ 1,000 คน และมีนายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมาร่วมงานด้วย ครั้นเวลาประมาณ 19.00 น. ได้มีนายอ๊อด พาราวาน นักร้องชื่อดัง มาเล่นคอนเสิร์ตในงานดังกล่าว ได้กล่าวบนเวทีว่า “มึงเป็นผู้ว่า มึงคิดว่ามีอำนาจเหรอ ขึ้นมาเคลียร์กันหน่อยดิ มึงรู้ไหมกูเป็นใคร กูเกิดที่นี่ กูตายที่นี่ แล้วมึงเป็นใคร ไม่ให้กูเล่นที่บ้านเกิด คนบ้านอื่นยังให้กูไปเล่นเลย ไอ้สัตว์ สันตีน คิดเหรอ มึงแค่เอาตัวรอด แล้วไม่คิดเหรอคนชลบุรีจะเป็นยังไง มึงคิดว่ามึงเป็นผู้ว่า มึงมีอำนาจเหรอ กูไม่ได้เป็นผู้ว่า ไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กูพูดความจริง นำเสนอความจริง กูทำเพื่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ ไม่ได้เป็นข้าราชการแบบพวกมึง ที่เลียกะโปกให้ได้ตำแหน่งและรักษาตำแหน่ง เลียกะโปกไปเรื่อยรักษาตำแหน่ง ไอ้สัตว์ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เข้ามาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าใช้แต่อำนาจ อย่าลุแก่อำนาจ เกรงใจชาวบ้านบ้างที่เกิดเป็นประชาชน” แต่ขณะที่นายอ๊อดกล่าวนั้น นายณัฐชัยได้เดินทางออกจากงานเลี้ยงเพื่อไปร่วมงานอื่นอีกงานก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2565 นายนิติ ทรงธรรม นิติกรสำนักงานจังหวัดชลบุรี ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ นายณัฐชัยทราบ พร้อมทั้งเสนอแนะให้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท ในวันดังกล่าวนายณัฐชัยจึง มอบอำนาจให้นายนิติ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมทั้งมอบอำนาจให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายด้วย พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวน พยานและรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วออกหมายเรียกให้นายอ๊อดมารับทราบข้อกล่าวหา ครั้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 น. นายอ๊อดเข้าพบพนักงานสอบสวนรับทราบข้อกล่าวหา และให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดจริง จากนั้นได้ปล่อยตัวไป และในวันที่ 20 สิงหาคม 2565 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีได้นำ ตัวนายอ๊อดไปยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรี นายอ๊อดให้การรับสารภาพและแถลงขอโทษนายณัฐชัย ในวันเดียวกัน นายดำรง ยุติธรรม ทนายความที่นายนิติแต่งตั้งให้เป็นทนายความของนายณัฐชัย ได้ยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหาย ในชื่อเสียงของนายณัฐชัยเป็นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายอ๊อด จ่ายค่าโฆษณาคำขอโทษในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 3 วัน ศาลนัดสืบเสาะและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ตุลาคม 2565

ข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ…..”

มาตรา 328 “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศ ด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก…..”

คำถาม

  1. หากนักศึกษาเป็นนายนิติ ทรงธรรม นิติกรสำนักงานจังหวัดชลบุรี และได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือมอบอำนาจตามที่นายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ต้องการ นักศึกษาจะร่างหนังสือมอบอำนาจอย่างไร

  2. สมมุติว่านักศึกษาเป็นพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี นักศึกษาจะร่างคำฟ้องคดีนี้อย่างไร

  3. ให้นักศึกษาในฐานะทนายความของนายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหาย จัดทำคำร้องขอเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเพื่อยื่นต่อศาลในคดีอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1

ธงคำตอบ

  1. หากข้าพเจ้าเป็นนายนิติ ทรงธรรม นิติกรสำนักงานจังหวัดชลบุรี และได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือมอบอำนาจตามที่นายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ต้องการ ข้าพเจ้าจะร่างหนังสือมอบอำนาจ ดังนี้

หนังสือมอบอำนาจ

เขียนที่ ศาลากลางจังหวัดชลบุรี

วันที่ 2 สิงหาคม 2565

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้านายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี อายุ…..ปี สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย อยู่บ้านเลขที่………………………………………………….เป็นผู้เสียหาย อันเนื่องมาจากนายอ๊อด พาราวาน กระทำการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีการกระจายเสียง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565

ข้าพเจ้าจึงขอมอบอำนาจให้นายนิติ ทรงธรรม นิติกรสำนักงานจังหวัดชลบุรี อายุ…..ปี สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย อยู่บ้านเลขที่………………………………………………….เป็นผู้รับมอบอำนาจ ในการแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายอ๊อด พาราวาน แทนข้าพเจ้า ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีการกระจายเสียง จนเสร็จการ และข้าพเจ้ายอมรับผิดชอบในการที่ผู้รับมอบอำนาจของ ข้าพเจ้าได้ทำไปตามที่มอบอำนาจนี้เสมือนหนึ่งข้าพเจ้าได้ทำการด้วยตนเอง

เพื่อเป็นหลักฐานข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ………………………………………………….ผู้มอบอำนาจ

(นายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ)

ลงชื่อ………………………………………………….ผู้รับมอบอำนาจ

(นายนิติ ทรงธรรม)

ลงชื่อ………………………………………………….พยาน

(………………………………………………….)

ลงชื่อ………………………………………………….พยาน

(………………………………………………….)

ธงคำตอบ

  1. หากข้าพเจ้าเป็นพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีผู้รับผิดชอบดำเนินคดีนี้ ข้าพเจ้าจะร่างคำฟ้องคดีนี้ ดังนี้

คำฟ้องอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อ กฎหมาย กล่าวคือ จำเลยได้ใส่ความนายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายโดยการโฆษณา โดยจำเลยได้กล่าวบนเวทีในขณะเล่นคอนเสิร์ตต่อหน้าแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงและชมการแสดงดนตรีประมาณ 1,000 คน ด้วยข้อความว่า “มึงเป็นผู้ว่า มึงคิดว่ามีอำนาจเหรอ ขึ้นมาเคลียร์กันหน่อยดิ มึงรู้ไหมกูเป็นใคร กูเกิดที่นี่ กูตายที่นี่ แล้วมึงเป็นใคร ไม่ให้กูเล่นที่บ้านเกิด คนบ้านอื่นยังให้กูไปเล่นเลย ไอ้สัตว์ สันตีน คิดเหรอ มึงแค่เอาตัวรอด แล้วไม่คิดเหรอคนชลบุรีจะเป็นยังไง มึงคิดว่ามึงเป็นผู้ว่า มึงมีอำนาจเหรอ กูไม่ได้เป็นผู้ว่า ไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กูพูดความจริง นำเสนอความจริง กูทำเพื่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ ไม่ได้เป็นข้าราชการแบบพวกมึง ที่เลียกะโปก ให้ได้ตำแหน่งและรักษาตำแหน่ง เลียกะโปกไปเรื่อยรักษาตำแหน่ง ไอ้สัตว์ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เข้ามาเป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ อย่าใช้แต่อำนาจ อย่าลุแก่อำนาจ เกรงใจชาวบ้านบ้างที่เกิดเป็นประชาชน” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหาย เป็นคนไม่ดี เป็นข้าราชการที่ไม่ดี และเป็นคนลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจโดยไม่เกรงใจชาวบ้าน ทั้งนี้การกระทำของ จำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

เหตุเกิดที่ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

ข้อ 2. ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างสอบสวน จำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ได้ส่งตัวจำเลยมาพร้อมกับฟ้องนี้ให้ศาลพิพากษาลงโทษ ตามกฎหมายต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องอาญา

การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น เป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตรา ดังนี้คือ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 326 และมาตรา 328

ธงคำตอบ

  1. ข้าพเจ้าในฐานะทนายความของนายณัฐชัย ภัทรสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหาย จะจัดทำคำร้องขอเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นต่อศาลในคดีอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1

คำร้องขอเรียกค่าเสียหาย

ข้อ 1. คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2565 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีการกระจายเสียง ซึ่งจำเลยให้การ รับสารภาพ และศาลมีคำสั่งให้มีการสืบเสาะและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 รายละเอียด ปรากฏในสำนวนแล้วนั้น

ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ ซึ่งได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลย ผู้ร้องขอคิดค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)

ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอยื่นคำร้องฉบับนี้เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมทั้งขอให้มีคำสั่งให้เลยจ่ายค่าโฆษณาคำขอโทษในหนังสือพิมพ์เป็น เวลา 3 วันด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ………………………………………………….ผู้ร้อง

คำร้องฉบับนี้ข้าพเจ้านายดำรง ยุติธรรม ทนายความผู้ร้อง เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ………………………………………………….ผู้เรียงและพิมพ์

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลาประมาณ 20.00 น. นายสิทธา เบี้ยขยัน ได้ขับรถยนต์แท็กซี่รับจ้าง คันหมายเลขทะเบียน กท 5678 ไปตามถนนเอกมัย แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อและผิดกฎหมาย กล่าวคือ นายสิทธาฯ ขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตกถนนลื่นและไม่ระมัดระวังถือพวงมาลัยขับรถให้อยู่ด้านซ้ายของทางตามกฎหมาย โดยขับรถด้วยความประมาทวิ่งกินทางด้านขวาถนนเข้าไปในทางวิ่งของรถที่วิ่งสวนมาเป็นเหตุให้รถยนต์ที่นายสิทธาฯ ขับชนรถยนต์ของนายอัจฉริยะ จริงใจ คันหมายเลขทะเบียน กท 3355 ขับแล่นสวนทางมาและเดินรถอยู่ในทางของตนตามกฎหมายโดยแรง ทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวของนายอัจฉริยะฯ ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 400,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถเอกมัย รวมทั้งมีค่ารักษาพยาบาลอีก 50,000 บาท จากใบเสร็จรับเงินโรงพยาบาลกรุงเทพ

นายอัจฉริยะฯ ได้ให้ทนายความสำนักงานทนายเที่ยงธรรมลูกพ่อขุนราม เลขที่ 9 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกให้นายสิทธาฯ ชดใช้สินไหมทดแทนเป็นเงิน 450,000 บาท ดังกล่าวที่สำนักงานกฎหมายของทนายความภายใน 15 วัน แต่นายสิทธาฯ กลับเพิกเฉย นายอัจฉริยะฯ จึงมอบหมายให้ท่านซึ่งเป็นทนายความร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีละเมิดคดีนี้ให้กับนายอัจฉริยะฯ โดยไม่คำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล

ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่นายสิทธาฯ นั้น นายสิทธาฯ ขอเจรจาใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 250,000 บาท ซึ่งนายอัจฉริยะฯ พอใจ จึงตัดสินใจจะถอนฟ้องคดีนี้

ดังนี้ ขอให้นักศึกษาซึ่งเป็นทนายความให้นายอัจฉริยะฯ ร่างเอกสารทางกฎหมายดังต่อไปนี้

ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยกำหนดวันที่ส่งเอง (20 คะแนน)

ข้อ 2. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดและขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด โดยกำหนดวันที่ฟ้องเอง (40 คะแนน)

ข้อ 3. คำบอกกล่าวขอถอนฟ้องคดีแพ่ง (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่สำนักงานทนายความเที่ยงธรรมลูกพ่อขุนราม

เลขที่ 9 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ

กรุงเทพมหานคร

วันที่ 1 ตุลาคม 2564

เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เรียน นายสิทธา เบี้ยขยัน ผู้กระทำละเมิด

ตามที่ท่านได้กระทำละเมิดนายอัจฉริยะ จริงใจ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 โดยได้ขับรถยนต์แท็กซี่รับจ้างคันหมายเลขทะเบียน กท 5678 ไปตามถนนเอกมัย แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อและผิดกฎหมาย กล่าวคือ ท่านได้ขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตกถนนลื่นและไม่ระมัดระวังถือพวงมาลัยขับรถให้อยู่ด้านซ้ายของทางตามกฎหมาย โดยขับรถด้วยความประมาทวิ่งกินทางด้านขวาถนนเข้าไปในทางวิ่งของรถที่วิ่งสวนมาเป็นเหตุให้รถยนต์ที่ท่านขับชนรถยนต์ของนายอัจฉริยะ จริงใจ คันหมายเลขทะเบียน กท 3355 ขับแล่นสวนทางมาและเดินรถอยู่ในทางของตนตามกฎหมายโดยแรง ทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวของนายอัจฉริยะฯ ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 400,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถเอกมัย รวมทั้งมีค่ารักษาพยาบาลอีก 50,000 บาท จากใบเสร็จรับเงินโรงพยาบาลกรุงเทพ ในขณะนี้ล่วงเลยจากวันเกิดเหตุละเมิดมานานแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่นายอัจฉริยะฯ

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายอัจฉริยะ จริงใจ จึงขอบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านนำเงินจำนวน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ไปชำระให้แก่นายอัจฉริยะ จริงใจ ที่สำนักงานกฎหมายของข้าพเจ้าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากท่านไม่ดำเนินการดังกล่าว ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

………………………………………………

( )

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ธงคำตอบ

2. คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลาประมาณ 20.00 น. จำเลยได้ขับรถยนต์แท็กซี่รับจ้าง คันหมายเลขทะเบียน กท 5678 ไปตามถนนเอกมัย แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อและผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยได้ขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตกถนนลื่นและไม่ระมัดระวังถือพวงมาลัยขับรถให้อยู่ด้านซ้ายของทางตามกฎหมาย โดยขับรถด้วยความประมาทวิ่งกินทางด้านขวาเข้า ไปในทางวิ่งของรถที่วิ่งสวนมาเป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับชนรถยนต์ของโจทก์ คันหมายเลขทะเบียน กท 3355 ขับแล่นสวนทางมาและเดินรถอยู่ในทางของตนตามกฎหมายโดยแรง ทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน) ตามใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถเอกมัย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถจากอู่ซ่อมรถเอกมัย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 และค่ารักษาพยาบาลจำนวน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) จากโรงพยาบาลกรุงเทพ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินโรงพยาบาลกรุงเทพ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 2. การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้กระทำละเมิดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่โจทก์

โจทก์ได้ให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนเงิน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ดังกล่าว แต่จำเลยกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับเอาแก่จำเลยได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งเพื่อบังคับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่โจทก์

  2. ให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

  3. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

3. คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง

ข้อ 1. คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยและจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ โจทก์จำเลยสามารถตกลงกันได้ โดยโจทก์ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยไว้แล้ว จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ …… (ลายมือชื่อนักศึกษา) …… ทนายโจทก์

คำบอกกล่าวฉบับนี้ข้าพเจ้า …… (ชื่อนักศึกษา) …… ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ …… (ลายมือชื่อนักศึกษา) …… ผู้เรียงและพิมพ์

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 นางสมศรี ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมควร ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาลราม ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ขณะที่นางสมศรีถึงแก่กรรม นางสมศรีมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร นางสมศรีมีทรัพย์สินเป็นเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว จำนวน 1,000,000 บาท ก่อนถึงแก่กรรม นางสมศรีไม่ได้ทำพินัยกรรมและแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ นางสมศรีมีบุตรกับนายสมควร 1 คน คือ นายสมพร บิดามารดาของนางสมศรีได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2564 นายสมควรไปติดต่อผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว เพื่อถอนเงินจากบัญชีของนางสมศรีแบ่งให้ทายาท แต่ผู้จัดการธนาคารปฏิเสธ และแจ้งให้นายสมควรนำคำสั่งศาลซึ่งแต่งตั้งให้นายสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี พร้อมหนังสือสำคัญแสดงว่าคำสั่งศาลในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว จึงจะถอนเงินจากบัญชีของนางสมศรีได้ นายสมควรไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 นายสมควร ให้ทนายความดำเนินการในชั้นศาล พร้อมทั้งมอบเอกสารได้แก่ สำเนาใบมรณบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของนางสมศรี สำเนาทะเบียนสมรสระหว่างนางสมศรีกับนายสมควร และสำเนาสูติบัตรของนายสมพร

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2564 ทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี (ไม่มีพินัยกรรม) และศาลนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 20 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00 นาฬิกา หลังจากไต่สวนคำร้องแล้ว ศาลได้มีคำสั่งให้นายสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี ในวันเดียวกันนั้น ทนายความได้ยื่นคำแถลงขอคัดถ่ายคำสั่งศาล โดยให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้องจำนวน 1 ฉบับ เพื่อนำไปประกอบในการถอนเงินจากธนาคาร ศาลมีคำสั่งครบ 1 เดือนแล้ว ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ถือว่าคดีถึงที่สุด

วันที่ 22 กันยายน 2564 ทนายความได้ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกหนังสือสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้ว

สมมติว่านักศึกษาเป็นทนายความของนายสมควร ให้นักศึกษาดำเนินการดังต่อไปนี้ (ทำเฉพาะเนื้อหาไม่ต้องคำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล)

ข้อ 1. คำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 (35 คะแนน)

ข้อ 2. คำแถลง ขอคัดถ่ายคำสั่งศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54 (20 คะแนน)

ข้อ 3. คำแถลง ขอให้ศาลออกหนังสือสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 (20 คะแนน)

ธงคำตอบ

ข้อ 1. คำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี

ข้อ 1. ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสมศรี รายละเอียดปรากฏตามสำเนาทะเบียนสมรส เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 นางสมศรีถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ที่โรงพยาบาลราม ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และขณะที่นางสมศรีถึงแก่กรรม นางสมศรีมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2, 3

นางสมศรีอยู่กินกับผู้ร้อง มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายสมพร ส่วนบิดามารดาของนางสมศรีถึงแก่กรรมไปนานแล้ว และขณะที่นางสมศรีมีชีวิตอยู่ นางสมศรีมีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าวจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสูติบัตร และสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4, 5

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2564 ผู้ร้องได้ไปติดต่อผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว เพื่อถอนเงินจากบัญชีของนางสมศรีจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ไปแบ่งให้ทายาท แต่ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าวปฏิเสธ และแจ้งให้ผู้ร้องนำคำสั่งศาลซึ่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรีมาประกอบการขอถอนเงิน จึงจะถอนเงินจากบัญชีของนางสมศรีให้ผู้ร้องได้

ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ และไม่เป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

ด้วยเหตุขัดข้องดังกล่าว จึงขอศาลได้โปรดไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรีผู้ตายต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้ร้อง

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า……………………………….. ทนายผู้ร้อง เป็นผู้เรียง/พิมพ์

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้เรียง/พิมพ์

ข้อ 2. คำแถลง ขอคัดถ่ายคำสั่งศาล

ข้อ 1. คดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี ดังความแจ้งอยู่ในสำนวนแล้วนั้น

ผู้ร้องมีความประสงค์ขอคัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลจำนวน 1 ฉบับ โดยมีเจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้องด้วย เพื่อนำไปประกอบในการขอถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ต่อไป

ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้ร้อง

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า……………………………….. ทนายผู้ร้อง เป็นผู้เรียง/พิมพ์

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้เรียง/พิมพ์

ข้อ 3. คำแถลง ขอให้ศาลออกหนังสือสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้ว

ข้อ 1. คดีนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมศรี ดังความแจ้งอยู่ในสำนวนแล้วนั้น

บัดนี้ นับแต่ศาลมีคำสั่งครบ 1 เดือนแล้ว ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล จึงถือว่าคดีถึงที่สุด

ผู้ร้องมีความประสงค์ขอให้ศาลออกหนังสือสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เพื่อนำไปประกอบในการขอถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้ร้อง

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า……………………………….. ทนายผู้ร้อง เป็นผู้เรียง/พิมพ์

ลงชื่อ…………………………………………………… ผู้เรียง/พิมพ์

LAW4102 (LAW4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 นายมานะ พิทักษ์คุณธรรม ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินเพื่อให้ผู้เช่าทำการก่อสร้างเต็นท์รถยนต์มือสองและประกอบกิจการขายรถยนต์มือสองกับนางสาวิตรี มุ่งใจดี โดยมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี โดยคิดค่าเช่ากันเป็นรายปี ปีละ 150,000 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 นายมานะผู้ให้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดระยะเวลา เนื่องจากต้องการขายที่ดินดังกล่าว จึงบอกกล่าวและทำหนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายแก่นางสาวิตรี โดยขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยนัดชำระในวันที่ 30 เมษายน 2561 อันเป็นวันขอเลิกสัญญาและขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในวันสุดท้าย ครั้นเมื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 นางสาวิตรีได้ขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมด แต่นายมานะกลับไม่ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่นางสาวิตรีตามหนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายที่ทำกันไว้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 นางสาวิตรีจึงได้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกร้องให้นายมานะชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ แต่นายมานะกลับเพิกเฉย หลังจากได้ยื่นฟ้องเรียบร้อยแล้ว ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 ตุลาคม 2561 แต่ทนายความของนางสาวิตรีประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดด่วน จึงต้องทำคำร้องขอเลื่อนคดีออกไปอีกนัดหนึ่ง ปรากฏตามใบรับรองแพทย์ นางสาวิตรีจึงได้มาพบกับท่านที่สำนักงานกฎหมายจริงใจทนายความ เลขที่ 1 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพมหานคร เพื่อปรึกษาและดำเนินคดีนี้ ดังนั้น ในฐานะทนายความ จงร่างเอกสารทางกฎหมายดังต่อไปนี้

ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถามของนางสาวิตรีที่ส่งไปทวงถามนายมานะ (25 คะแนน)

ข้อ 2. นางสาวิตรีมอบอำนาจให้ท่านเป็นโจทก์ฟ้องคดีและทนายความในคดีนี้เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย จำนวนหนึ่งล้านบาทกับนายมานะ ดังนั้น ให้ท่านร่างคำฟ้องคดีแพ่งพร้อมคำขอท้ายฟ้อง คดีแพ่งดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล (35 คะแนน)

ข้อ 3. คำร้องขอเลื่อนคดี (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่สำนักงานกฎหมายจริงใจทนายความ

เลขที่ 1 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพมหานคร

วันที่ ……………………………………………………..

เรื่อง ขอให้ชดใช้เงินค่าเสียหายฐานผิดสัญญา

เรียน นายมานะ พิทักษ์คุณธรรม

อ้างอิง หนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหาย ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2561

ตามที่ท่านได้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินเพื่อให้นางสาวิตรี มุ่งใจดี ผู้เช่า ทำการก่อสร้างเต็นท์รถยนต์มือสองและประกอบกิจการขายรถยนต์มือสอง โดยมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี โดยคิดค่าเช่ากันเป็นรายปี ปีละ 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 ครั้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ท่านต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดระยะเวลาเนื่องจากต้องการขายที่ดินดังกล่าว จึงบอกกล่าวและทำหนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายแก่นางสาวิตรี โดยขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และนัดชำระในวันที่ 30 เมษายน 2561 อันเป็นวันขอเลิกสัญญาและขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในวันสุดท้ายนั้น

บัดนี้ นางสาวิตรีได้ทำการขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2561 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวิตรี มุ่งใจดี ผู้เช่า จึงขอบอกกล่าวมายังท่าน ให้ท่านนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี มาชำระให้กับนางสาวิตรี มุ่งใจดี หรือข้าพเจ้า ณ ที่อยู่ดังกล่าวข้างต้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับท่านต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ……………………………………………………..

( )

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ธงคำตอบ

2. คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. โจทก์ได้มอบอำนาจให้……(ชื่อนักศึกษา)……เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 จำเลยได้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินเพื่อให้ผู้เช่าทำการก่อสร้างเต็นท์รถยนต์มือสองและประกอบกิจการขายรถยนต์มือสองกับโจทก์ โดยมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี โดยคิดค่าเช่ากันเป็นรายปี ปีละ 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) รายละเอียดปรากฏตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2560 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 3. ครั้นเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2561 จำเลยต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดระยะเวลาเนื่องจากต้องการขายที่ดินดังกล่าว จึงบอกกล่าวและทำหนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) โดยนัดชำระในวันที่ 30 เมษายน 2561 อันเป็นวันขอเลิกสัญญาและขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในวันสุดท้าย รายละเอียดปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวและหนังสือขอเลิกสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2561 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3

ข้อ 4. ครั้นถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 โจทก์ได้ทำการขนย้ายทรัพย์สินและทำลายสิ่งก่อสร้างทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยกลับไม่ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายลงวันที่ 1 มกราคม 2561

โจทก์จึงได้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ดังกล่าวภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และ 5

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดจะตกลงกับจำเลยได้ จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) แก่โจทก์

  2. ขอให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

  3. ขอให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

3. คำร้องขอเลื่อนคดี

ข้อ 1. คดีนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ดังความแจ้งแล้วนั้น

ข้อ 2. เนื่องจากทนายความของโจทก์ประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดด่วน ทำให้ไม่สามารถมาศาลเพื่อทำการสืบพยานโจทก์ในวันนัดดังกล่าวได้ รายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์ได้แนบมาพร้อมคำร้องฉบับนี้

ด้วยเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โจทก์จึงขอความกรุณาจากศาลได้โปรดอนุญาตเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปสักนัดหนึ่ง ตามวันเวลาที่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรต่อไปด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ …… (ลายมือชื่อนักศึกษา)…… ทนายโจทก์

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อนักศึกษา) ทนายโจทก์เป็นผู้เรียงและพิมพ์

ลงชื่อ …… (ลายมือชื่อนักศึกษา)…… ผู้เรียงและพิมพ์

LAW4002 การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

นายดำสั่งจ่ายเช็คธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 123456 ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) เพื่อชำระหนี้ค่าสั่งซื้อสินค้าหน้ากากอนามัยให้กับนายม่วง นายม่วงได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ซึ่งต่อมาธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า “เงินในบัญชีไม่พอจ่าย” เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562 พร้อมทั้งคืนเช็คและใบคืนเช็คให้กับนายม่วง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 นายม่วงได้มอบหมายให้นายแสด ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม พร้อมใบตอบรับส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปถึงนายดำให้ชำระเงินภายใน 15 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2563 นายดำได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยไม่ชำระเงินตามเช็ค โดยนายแสดมีสำนักงานทนายความ อยู่ที่บ้านเลขที่ 1 ถนนริมทางรถไฟ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

ต่อมานายม่วงได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายดำเป็นจำเลยต่อศาล เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เพื่อให้นายดำชำระเงินตามเช็คดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องและดอกเบี้ยในอนาคตรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามกฎหมาย โดยนายม่วงได้ยื่นฟ้องต่อศาลและยื่นคำแถลงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปิดหมายพร้อมคำฟ้อง ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้กับจำเลยพร้อมแนบสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 567 ถนนริมทางรถไฟ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีไปด้วย

ให้นักศึกษาในฐานะทนายความทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม และร่างคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องรวมถึงคำแถลงดังนี้ (ข้อ 2, 3 ให้ทำเฉพาะเนื้อหา ไม่ต้องคำนึงถึงแบบพิมพ์ศาล)

  • ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (25 คะแนน)

  • ข้อ 2. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแพ่ง (35 คะแนน)

  • ข้อ 3. คำแถลงขอปิดหมายพร้อมคำฟ้อง (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ทำที่ สำนักงานทนายความ

เลขที่ 1 ถนนริมทางรถไฟ

ตำบลในเมือง อำเภอเมือง

จังหวัดราชบุรี

วันที่ 1 กันยายน 2563

เรื่อง ขอให้ท่านชำระหนี้

เรียน นายดำ

อ้างถึง เช็คธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 123456 ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ตามที่ท่านได้สั่งซื้อสินค้าหน้ากากอนามัยจากนายม่วง และท่านได้ชำระเงินโดยการสั่งจ่ายเช็คธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 123456 ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) เพื่อชำระหนี้ค่าสั่งซื้อสินค้าหน้ากากอนามัยให้กับนายม่วง รายละเอียดปรากฏตามเช็คธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 123456 ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ตามที่ท่านทราบดีแล้วนั้น

ต่อมานายม่วงได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า “เงินในบัญชีไม่พอจ่าย” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 พร้อมทั้งคืนเช็คและใบคืนเช็คให้กับนายม่วง

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความของนายม่วง จึงขอบอกกล่าวมายังท่าน ขอให้ท่านนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มาชำระแก่นายม่วงภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ท่านยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ข้าพเจ้ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านทราบและดำเนินการดังกล่าวต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

แสด

(นายแสด)

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ

ธงคำตอบ

ข้อ 2. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแพ่ง

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าหน้ากากอนามัยจากโจทก์และได้ชำระเงินโดยการสั่งจ่ายเช็คธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 123456 ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) เพื่อชำระหนี้ค่าสั่งซื้อสินค้าหน้ากากอนามัยให้กับโจทก์

ข้อ 2. ต่อมาโจทก์ได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร เอ จำกัด (มหาชน) แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า “เงินในบัญชีไม่พอจ่าย” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 พร้อมทั้งคืนเช็คและใบคืนเช็คให้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบคืนเช็ค เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ตามลำดับ

ข้อ 3. โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าหน้ากากอนามัยให้จำเลยครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่าหน้ากากอนามัยดังกล่าวให้กับโจทก์ รวมเป็นเงินจำนวนทั้งหมด 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) การที่จำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าสินค้าตามคำฟ้องให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้กับโจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระเงินค่าสินค้า ดอกเบี้ยของเงินต้นจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนถึงวันฟ้อง (1 พฤศจิกายน 2562 – 1 พฤศจิกายน 2563) ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 75,000 บาท (เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นเงินจำนวน 1,075,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้

ข้อ 4. หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้เช็คชำระค่าสินค้าไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โจทก์ได้ติดต่อทวงถามเกี่ยวกับค่าสินค้าหน้ากากอนามัยกับจำเลยหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระเงินดังกล่าวตามฟ้อง แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระสินค้าตามคำฟ้องให้กับโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2563 และหนังสือตอบรับทางไปรษณีย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4 ตามลำดับ

การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องจำนวน 1,075,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับจำเลยต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,075,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ให้กับโจทก์

ข้อ 2. ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

ข้อ 3. ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

ข้อ 3. คำแถลงขอปิดหมายพร้อมคำฟ้อง

ข้อ 1. คดีโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในวันนี้

ข้อ 2. โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่นอนตามฟ้อง คือบ้านเลขที่ 567 ถนนริมทางรถไฟ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านแนบท้ายคำแถลงฉบับนี้

ข้อ 3. ดังนั้น ในการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยนั้น หากไม่พบตัวจำเลยหรือไม่มีผู้ใดยอมรับหมายไว้แทนโดยชอบ หรือไม่ว่าในกรณีใด ๆ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยด้วย

ในการนี้ โจทก์ยินดีเสียค่าธรรมเนียมศาลตามระเบียบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

LAW4002 การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 1/2562

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4002 การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัย มี 3 ข้อ 

นายท็อป สุดหล่อ หรือเสี่ยท็อปได้รู้จักกับนางสาวดาริน รักมั่น ทางเฟสบุ๊คเกิดการรักใคร่ชอบพอกันนานกว่า 3 เดือน นายท็อปจึงขอนางสาวดารินแต่งงาน โดยทั้งคู่ชักชวนกันไปซื้อแหวนเพชรและทองรูปพรรณเพื่อนำเอามาเป็นสินสอดในงานแต่งงานที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ห้างทองบัวขาว เลขที่ 1 ถนนท่าน้ำนนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนางสาวดารินรู้จักและสนิทกับเจ้าของห้างทองฯ โดยในวันซื้อขายแหวนเพชรและทองรูปพรรณคือวันที่ 15 ตุลาคม 2561 นั้น ราคารวมทั้งหมดที่ต้องชำระคือ 1,000,000 บาท แต่นายท็อปมีเงินสดเพียง 600,000 บาท ไม่พอชำระอีกจำนวน 400,000 บาท ทางห้างทองฯ จึงได้ทำสัญญาซื้อขายแหวนเพชรและทองรูปพรรณกับทางนายท็อปเอาไว้ โดยระบุจำนวนเงินที่ติดค้างดังในสัญญาและนายท็อปตกลงจะนำเงินมาชำระทั้งหมดในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 พร้อมกับรับมอบแหวนเพชรและทองรูปพรรณในวันดังกล่าว

เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2561 นายท็อปได้มารับแหวนเพชรและทองรูปพรรณ แต่ได้ขอร้องพร้อมให้เหตุผลสำคัญกับทางห้างทองฯ ว่าเงินสดถูกใช้กับการจัดงานเลยยังไม่มีเงิน 400,000 บาท มาชำระวันนี้ โดยตนจะนำเงินมาชำระวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 เสร็จจากงานแต่งงานทันที วันนี้ขอรับแหวนเพชรและทองรูปพรรณไปใช้ในงานแต่งงานวันพรุ่งนี้ก่อนโดยนำนางสาวดารินมาเพิ่มข้อความต่อท้ายในสัญญาซื้อขายว่า “ข้าพเจ้านางสาวดาริน รักมั่น ขอค้ำประกันหนี้ 400,000 บาทดังกล่าว และจะชำระในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ทันที” พร้อมกับลงชื่อในสัญญาฉบับเดิมในฐานะผู้ค้ำประกัน ทางห้างทองฯ จึงยอมส่งมอบแหวนเพชรและทองรูปพรรณให้กับนายท็อปทั้งหมดในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกัน

ครั้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 นายท็อปและนางสาวดารินไม่ได้ทำการนำเงินจำนวน 400,000 บาท ไปชำระให้ห้างทองฯ ทางห้างทองฯ จึงได้ทวงถามทางโทรศัพท์ไปยังบุคคลทั้งสองแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จวบจนล่วงเลยมาถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ทางร้านจึงได้ส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับ เรียกให้นายท็อปผู้ซื้อและนางสาวดารินผู้ค้ำประกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแต่ทั้งสองกลับเพิกเฉย ดังนี้ทางห้างทองฯ จึงมอบอำนาจให้นายรณรงค์ ยุติธรรม มาฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินจำนวน 400,000 บาทกับนายท็อปผู้ซื้อและนางสาวดารินผู้ค้ำประกัน

หลังจากแต่งงานอยู่กินกันได้ 5 เดือน นายท็อปมีเจ้าหนี้ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้หลายเจ้า จึงหนีไปฮ่องกงทิ้งนางสาวดารินใช้หนี้แทนจนนางสาวดารินทนไม่ไหวและแค้นที่นายท็อปหนีหน้าไม่รับผิดชอบ จึงได้ออกรายการโทรทัศน์แบบถ่ายทอดสดกับพิธีกรในวันที่ 15 เมษายน 2562 เวลา 10 นาฬิกา ชื่อรายการ “โหนข่าวดัง” ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 10 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยให้สัมภาษณ์กับพิธีกรว่า “นายท็อปเป็นเสี่ยกำมะลอ หลอกลวงว่าตนมีฐานะร่ำรวย ทำธุรกิจมืดหลายอย่าง ตอนนี้ก็หนีหนี้ทิ้งภาระให้ตนจัดการ ตนเพิ่งมาทราบตอนเจ้าหนี้และภรรยาเก่ามาติดตามทวงหนี้และถามหานายท็อป” ซึ่งมีผู้ร่วมชมรายการในห้องส่งพร้อมทีมงานประมาณ 50 คน และทั่วประเทศอีกจำนวนมากเพราะเป็นรายการถ่ายทอดสด

นายท็อปเพิ่งทราบข่าวว่าตนถูกนางสาวดารินหมิ่นประมาทออกรายการโทรทัศน์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เพราะเพิ่งกลับมาประเทศไทยหลังจากไปอยู่ฮ่องกงระยะยาว จึงได้ตัดสินใจเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก โดยแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าขอแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีและตนจะนำคดีนี้ไปฟ้องเป็นคดีอาญาด้วยตนเองภายหลัง ดังนี้

หากท่านเป็นทนายความของห้างทองบัวขาวให้ท่านทำเอกสารกฎหมายดังต่อไปนี้

  1. ทำสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันในฉบับเดียวกัน (20 คะแนน)

  2. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่งเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกัน (35 คะแนน)

หากท่านเป็นทนายความของนายท็อปให้ท่านทำเอกสารกฎหมายดังต่อไปนี้

3. ร่างคำฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท (20 คะแนน)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ…

ธงคำตอบ

หากข้าพเจ้าเป็นทนายความของห้างทองบัวขาว ข้าพเจ้าจะทำเอกสารกฎหมายเป็นสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันในฉบับเดียวกันดังนี้

1. สัญญาซื้อขาย

เลขที่ 1 ถนนท่าน้ำนนท์

อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

วันที่ 15 ตุลาคม 2561

สัญญานี้ทำขึ้นระหว่าง ห้างทองบัวขาว เลขที่ 1 ถนนท่าน้ำนนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ผู้ขาย” กับ นายท็อป สุดหล่อ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ผู้ซื้อ” ได้ทำสัญญาซื้อขายแหวนเพชรและทองรูปพรรณกันขึ้น โดยมีข้อตกลงดังต่อไปนี้

  1. ผู้ซื้อได้ทำการซื้อแหวนเพชรและทองรูปพรรณจากผู้ขาย ราคารวมทั้งหมด 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยได้ชำระราคาไปแล้วทั้งสิ้น 600,000 บาท (หกแสนบาท) ยังคงค้างชำระอีก 400,000 บาท (สี่แสนบาท)

  2. ผู้ซื้อตกลงจะชำระส่วนที่เหลือทั้งหมดในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 พร้อมรับแหวนเพชรและทองรูปพรรณในวันดังกล่าวจากผู้ขายแล้ว

  3. สัญญานี้ทำขึ้นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยคู่สัญญาได้อ่านและทำความเข้าใจทั้งหมดแล้วจึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน

ลงชื่อ……ห้างทองบัวขาว……ผู้ขาย

ลงชื่อ……นายท็อป สุดหล่อ……ผู้ซื้อ

ลงชื่อ…………………………..พยาน

ลงชื่อ…………………………..พยาน

หมายเหตุ

“ข้าพเจ้า นางสาวดาริน รักมั่น ขอค้ำประกันหนี้จำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาท) ดังกล่าว และจะชำระในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ทันที”

ลงชื่อ…นางสาวดาริน รักมั่น… ผู้ค้ำประกัน

ธงคำตอบ

2. คำฟ้องคดีแพ่งและคำขอท้ายฟ้อง

ข้อ 1. โจทก์ในคดีนี้ได้มอบอำนาจให้ นายรณรงค์ ยุติธรรม เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ได้ทำการซื้อแหวนเพชรและทองรูปพรรณจากโจทก์ ราคารวมทั้งหมด 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยได้ชำระราคาไปแล้วทั้งสิ้น 600,000 บาท (หกแสนบาท) ยังคงค้างชำระอีกจำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาท) และจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระส่วนที่เหลือทั้งหมดในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 พร้อมกับรับมอบแหวนเพชรและทองรูปพรรณในวันดังกล่าวจากผู้ขาย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2561 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ในการทำสัญญาซื้อขายครั้งนี้มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหนี้ในจำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาท) ทันที ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 รายละเอียดปรากฏตามข้อความ/หมายเหตุต่อท้ายของสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2561 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2

ข้อ 3. เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 1 ได้มารับแหวนเพชรและทองรูปพรรณ แต่ได้ขอร้องพร้อมให้เหตุผลสำคัญกับทางโจทก์ว่าเงินสดถูกใช้กับการจัดงานเลยยังไม่มีเงิน 400,000 บาทมาชำระวันนี้ โดยตนจะนำเงินมาชำระวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 เสร็จจากงานแต่งงานทันที วันนี้ขอรับแหวนเพชรและทองรูปพรรณไปใช้ในงานแต่งงานวันพรุ่งนี้ก่อนโดยนำจำเลยที่ 2 มาค้ำประกันข้างต้น ทางโจทก์จึงยอมส่งมอบแหวนเพชรและทองรูปพรรณให้กับจำเลยที่ 1 ทั้งหมดในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกัน

ข้อ 4. ครั้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำการนำเงินจำนวน 400,000 บาท ไปชำระให้โจทก์ ทางโจทก์จึงได้ทวงถามทางโทรศัพท์ไปยังจำเลยทั้งสองแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จวบจนล่วงเลยมาถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ทางโจทก์ได้ส่งหนังสือทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับ เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแต่ทั้งสองกลับเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3, 4, 5, 6

จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ติดค้างชำระ 400,000 บาท (สี่แสนบาท) แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถตกลงกับจำเลยทั้งสองได้จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้อง

  1. ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาท) แก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

  2. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

ธงคำตอบ

หากข้าพเจ้าเป็นทนายความของนายท็อป สุดหล่อ ข้าพเจ้าจะร่างคำฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทดังนี้

3. คำฟ้องคดีอาญา

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือจำเลยได้ใส่ความโจทก์ โดยจำเลยได้ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์แบบถ่ายทอดสดต่อผู้ชมรายการในห้องส่งพร้อมทีมงานประมาณ 50 คน พร้อมคนดูทั่วประเทศอีกจำนวนมากซึ่งเป็นบุคคลที่สามด้วยข้อความว่า “โจทก์เป็นเสี่ยกำมะลอ หลอกลวงว่าตนมีฐานะร่ำรวย ทำธุรกิจมืดหลายอย่าง ตอนนี้ก็หนีหนี้ ทิ้งภาระให้ตนจัดการ จำเลยเพิ่งมาทราบตอนเจ้าหนี้และภรรยาเก่ามาติดตามทวงหนี้และถามหาโจทก์” ซึ่งหมายความว่าโจทก์เป็นคนโกหก ไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย ไม่รับผิดชอบหนี้สิน โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

เหตุเกิดที่ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร/ทั่วราชอาณาจักร

ข้อ 2. การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถตกลงกันได้ จึงขอศาลออกหมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อไต่สวนมูลฟ้องพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยต่อไป

อนึ่ง โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และประสงค์จะดำเนินคดีเอง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ 1/2568

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2568

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายค้นสำนักงานใหญ่แห่งเดียวของบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ในปีภาษี 2565 ต่อมาในปีภาษี 2566 บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดได้จัดตั้งบริษัทเจแปนมารีนจำกัดซึ่งมีสำนักงานใหญ่แห่งเดียวที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดในฐานะผู้รับจ้างได้ส่งนายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อ มาที่สำนักงานสาขาของผู้ว่าจ้างคือบริษัทเจแปนมารีนจำกัด ในจังหวัดภูเก็ตในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งวัน เพื่อทำสัญญาให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเพื่อจะขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งจะขนคนโดยสารโดยเรียกเก็บค่าโดยสารในประเทศไทยเพื่อจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ นายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อดังกล่าว ทำหน้าที่งานจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญานั้นและบริษัทฯ ได้รับเงินได้พึงประเมิน 5 ล้านบาท ส่วนนายบีได้รับเงินค่านายหน้าจากการชี้ชวนให้เกิดสัญญาดังกล่าวจำนวน 1 ล้านบาท และส่วนนายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดเป็นเงินจำนวน 3 แสนบาท โอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอในประเทศสิงคโปร์ โดยเงินจำนวน 3 แสนบาทดังกล่าวนี้นายเอมิได้นำเข้ามาในประเทศไทยเลย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายเอและนายบีได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จนถึง 31 พฤษภาคม 2566 เท่านั้น

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษี 2566 เงินได้พึงประเมินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง) ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามปัญหา เงินได้พึงประเมินของนายเอและนายบีในปีภาษี 2566 จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้:

  1. กรณีของนายเอ: การที่นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด จำนวน 3 แสนบาท โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอในประเทศสิงคโปร์นั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ เมื่อปรากฏว่านายเอมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม 2566 รวมเป็นเวลาประมาณ 151 วัน) จึงถือว่านายเอมิใช่ผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีดังกล่าว อีกทั้งนายเอมิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้น นายเอจึงไม่ต้องนำเงินได้จำนวน 3 แสนบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

  2. กรณีของนายบี: การที่นายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อ ได้มาทำหน้าที่งานจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญานั้น และนายบีได้รับเงินค่านายหน้าจากการชี้ชวนให้เกิดสัญญาดังกล่าวจำนวน 1 ล้านบาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย เนื่องจากหน้าที่งานดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายบีจึงต้องนำเงินจำนวน 1 ล้านบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

สรุป นายเอไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 3 แสนบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับนายบีจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ข้อ 2. ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเรื่องการหักค่าลดหย่อนบุตรและเรื่องการหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาคตามประมวลรัษฎากรโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดหลักเกี่ยวกับการหักค่าลดหย่อนบุตรและการหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาค ไว้ดังนี้:

1. การหักค่าลดหย่อนบุตร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ค) และมาตรา 47 (3)

  • หักลดหย่อนให้สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คน ที่สองเป็นต้นไปที่เกิดในหรือหลังปี พ.ศ. 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท

  • หักลดหย่อนให้สำหรับบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

  • ลักษณะของบุตรที่สามารถหักลดหย่อนได้: ต้องเป็นบุตรผู้เยาว์ หรือบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือเป็นบุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู

  • บุตรดังกล่าวต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้นั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

  • ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนบุตรให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

2. การหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาค ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7)

  • เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว เหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

    • (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ

    • (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่การกุศลสาธารณะ หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 3. ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1 ให้ท่านวินิจฉัยว่าในปีภาษี 2566 เงินได้พึงประเมินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เพราะเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี โดยมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหากมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในประเทศไทยจนเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ ให้ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทย

กรณีตามปัญหา บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (สิงคโปร์) แม้ไม่มีสาขาในประเทศไทย แต่ได้ส่งนายบีซึ่งเป็นลูกจ้างและผู้ทำการแทนเข้ามาทำหน้าที่งานในประเทศไทยจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญาและได้รับเงินได้พึงประเมิน 5 ล้านบาท กรณีดังกล่าวจึงถือว่าบริษัทฯ ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ดังนั้น บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด จึงต้องนำเงินได้จำนวน 5 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยให้นายบีในฐานะตัวแทนมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษี

สรุป บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ต้องนำรายได้ที่ได้รับจำนวน 5 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง

LAW4101 (LAW4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้ s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

คำแนะนำ: ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. บริษัทผลไม้จำกัด จัดตั้งตามกฎหมายไทย ได้ขายผลไม้แปรรูปไปต่างประเทศ มีนางสาวฟักทองเป็นพนักงานประจำ ได้รับเงินเดือน 70,000 บาท เข้าในบัญชีกสิกรในประเทศไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2567 บริษัทผลไม้จำกัดได้ส่งนางสาวฟักทองไปเป็นที่ปรึกษาของสาขาบริษัทผลไม้จำกัดที่ประเทศเยอรมัน นางสาวฟักทองได้อยู่ที่ประเทศเยอรมัน 7 เดือน และได้รับเงินเดือนช่วงที่อยู่เยอรมันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน เงินในส่วนนี้บริษัทผลไม้จำกัดได้จ่ายเข้าไปบัญชีของนางสาวฟักทองที่ประเทศเยอรมัน พอกลับประเทศไทยนางสาวฟักทองเลือกที่จะฝากเงินที่ได้จากการทำงานต่างประเทศในบัญชีธนาคารที่เยอรมัน วันที่นางสาวฟักทองกลับมาประเทศไทย แฟนของนางสาวฟักทองได้ขอนางสาวฟักทองแต่งงานโดยมอบแหวนเพชรให้นางสาวฟักทองมูลค่า 300,000 บาท ให้วินิจฉัยว่า เงินได้ที่นางสาวฟักทองได้รับมาต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “เงินได้พึงประเมิน” หมายความรวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินประเภทดังต่อไปนี้ (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย… ต้องเสียภาษี… ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 42 (28) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา เงินได้ที่นางสาวฟักทองได้รับทั้งหมด จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. เงินเดือน ๆ ละ 70,000 บาท ที่ได้รับในประเทศไทย ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) และได้รับเงินเดือนช่วงที่อยู่เยอรมันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานตามมาตรา 40 (1) และแม้ว่าเงินจำนวนนี้จะจ่ายเข้าบัญชีในต่างประเทศและไม่ได้นำกลับเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย (บริษัทผลไม้จำกัด) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง นางสาวฟักทองจึงต้องนำเงินเดือนจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย

  2. แหวนเพชรมูลค่า 300,000 บาท ที่แฟนขอนางสาวฟักทองแต่งงานและมอบให้ ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่เนื่องจากเป็นเงินได้ที่ได้รับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส และมีจำนวนไม่เกิน 10 ล้านบาท จึงได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (28)

สรุป นางสาวฟักทองจะต้องนำเงินได้เงินเดือนจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย ส่วนแหวนเพชรมูลค่า 300,000 บาท ที่นางสาวฟักทองได้รับไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย

ข้อ 2. นางแตงโมมีบุตร 3 คน นางสาวแตงไทย อายุ 24 ปี เป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่ง มีเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท นายแตงกวา อายุ 20 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี และน้องคนสุดท้องเด็กหญิงส้มโอ บุตรบุญธรรม อายุ 10 ขวบ ซึ่งจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ในปีภาษี พ.ศ. 2567 นางแตงโมมีรายได้จากการขายของออนไลน์ 1,500,000 บาท และมีรายได้จากการปล่อยเช่าตึกแถวเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ นางแตงโมได้มอบให้นายแตงกวา นอกจากนี้ นางแตงโมได้อุปการะเลี้ยงดูมารดา อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ กรณีนี้อยากทราบว่า ปีภาษี พ.ศ. 2567 นางแตงโมได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง และสามารถหักลดหย่อนได้ในกรณีใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์…

มาตรา 42 (27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

มาตรา 47 (1) (ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท (ค) บุตร (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย… (2) บุตรบุญธรรม… คนละ 30,000 บาท โดยบุตรต้องอายุไม่เกิน 25 ปีและยังศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือเป็นผู้เยาว์ และไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป (ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1. เงินได้พึงประเมินที่นางแตงโมได้รับ

  1. รายได้จากการขายของออนไลน์จำนวน 1,500,000 บาท เป็นเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8)

  2. รายได้จากการปล่อยเช่าตึกแถวเดือนละ 30,000 บาท เป็นเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5)

ประเด็นที่ 2. นางแตงโมสามารถหักลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง

  1. หักลดหย่อนนางแตงโมในฐานะผู้มีเงินได้ ได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  2. หักลดหย่อนนายแตงกวาบุตรคนที่ 2 ได้ 30,000 บาท เพราะเป็นบุตรซึ่งอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้แตงกวาจะมีเงินที่ได้รับจากมารดาเดือนละ 30,000 บาทก็ตาม แต่เงินส่วนนั้นถือเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 (27) จึงไม่ถือเป็นเงินได้ตามนัยของมาตรา 47 ตอนท้าย

  3. หักลดหย่อนเด็กหญิงส้มโอบุตรคนที่ 3 ได้ 30,000 บาท เพราะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้และเป็นผู้เยาว์ตามมาตรา 47 (1) (ค)

    ส่วนนางสาวแตงไทย บุตรคนแรก หักลดหย่อนไม่ได้เพราะมีเงินได้เกิน 30,000 บาท และมารดาของนางแตงโมหักลดหย่อนไม่ได้ เพราะมีรายได้จากเงินบำนาญเพียงพอแก่การยังชีพ

สรุป นางแตงโมมีเงินได้ประเภทที่ 8 และประเภทที่ 5 โดยสามารถหักลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท และหักลดหย่อนบุตรคือนายแตงกวาและเด็กหญิงส้มโอได้อีกคนละ 30,000 บาท แต่จะหักลดหย่อนบุตรคือนางสาวแตงไทยและมารดาไม่ได้

ข้อ 3. บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย ได้ประกอบกิจการรับขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการส่งสินค้าทางเรือให้แก่บริษัท Japan Import จำกัด ที่จัดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น มีรายได้ 600 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด มีรายได้จากการขนส่งสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาประเทศไทย จำนวน 200 ล้านบาท จงวินิจฉัยว่า บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยหรือไม่ และถ้าเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเสียภาษีในฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้…”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้ที่กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

ตามปัญหา แม้ว่าบริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จะประกอบกิจการโดยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ แต่เมื่อบริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย มิใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (ตามมาตรา 67) ดังนั้น บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยจะต้องนำรายได้ทั้งหมดจากการรับส่งสินค้าทางเรือให้แก่บริษัท Japan Import จำกัด โดยการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น จำนวน 600 ล้านบาท และจากการขนส่งสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาประเทศไทย จำนวน 200 ล้านบาท รวมจำนวนทั้งหมด 800 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี

สรุป บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จะต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 800 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยจากฐานกำไรสุทธิ