POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2558

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558
ข้อสอบกระบวนวิชา POL3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 2 ข้อ

ข้อ 1. ให้อธิบายแนวคิดต่อไปนี้พอสังเขป

1.1 แนวคิดเชิงระบบ
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7), (คำบรรยาย)

แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)

David Easton ในทางรัฐศาสตร์ได้นำแนวคิดของนักสังคมวิทยามาประยุกต์ใช้ในทางการเมือง แล้วอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องว่ามีความเกี่ยวข้องกับอย่างไร ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ

1 สิ่งที่ป้อนเข้าหรือปัจจัยนำเข้า (Input)
2 กระบวนการ (Process) หรือเรียกอีกอย่างว่า กล่องดำ (Black Box)
3 ผลที่ออกมาหรือผลผลิต (Output)
4 ผลย้อนกลับหรือผลกระทบที่เกิดจากผลผลิต (Feedback)

1.2 แนวคิดเชิงพฤติกรรมทางการเมือง

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 8)

แนวคิดเชิงพฤติกรรมทางการเมือง (Political Behavioral Approach) เป็นแนวคิดในพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ โดยเน้นจิตวิทยายุคเทค พฤติกรรมบุคคลและกลุ่ม รวมทั้งจิตวิทยาสังคม เช่น ศึกษาปัจจัยที่ทำให้บุคคลก้าวร้าวและนิยมเผด็จการ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับบุคลิกภาพและการขัดเกลาทางสังคมของผู้นำทางการเมือง มุ่งหาทฤษฎีพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแนวที่เน้นการศึกษาในระดับจุลภาคโดยผสมผสานแนวคิดทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน

1.3 แนวคิดเชิงสถาบันนิยม

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7), (คำบรรยาย)

แนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionalism) หรือแนวคิดเชิงสถาบันการเมือง (Political Institution Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจกระบวนการที่ทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) การศึกษารูปแบบต่างๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แหล่งที่มาและโครงสร้างของอำนาจและรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร สถาบันตุลาการ สถาบันข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมักจะนำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

1.4 แนวคิดเชิงปรัชญาการเมือง
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7)

แนวคิดเชิงปรัชญาการเมือง (Political Philosophy Approach) เป็นแนวคิดที่มุ่งสนใจการแสวงหารูปแบบที่ดีของรัฐและชีวิตที่ดีของมนุษย์ในสังคม โดยเน้นในเรื่องคุณค่า คุณธรรม จริยธรรม จริยศาสตร์ ธรรมชาติของมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค โครงสร้างของรัฐ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ลัทธิการเมือง และการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ

1.5 ลัทธิอำนาจตามบารมี
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 15)

ลัทธิอำนาจตามบารมี (Charismatic Authority) หมายถึง ลัทธิอำนาจที่ได้มาจากลักษณะความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของบุคคล ทำให้เกิดกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ตามผู้มีบารมี

 

ข้อ 2. ให้นักศึกษาทำข้อสอบทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2

2.1 รัฐบาลไทยควรปฏิรูประบบราชการเรื่องใดบ้าง อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้อธิบายเป็นข้อ ๆ ?

แนวคำตอบ (หนังสือและซีดีซีดี 53288 หน้า 108 – 109), (คำบรรยาย)

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทยให้สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีดังนี้

1 ให้ภาคราชการมีสมรรถนะที่จะแข่งขันในเวทีโลก (International Competitive Marketing)

2 ลดการควบคุมภาคราชการต่อภาคเอกชนให้น้อยลง โดยการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัย (Deregulation)

3 ให้มีการแปรสภาพสาธารณูปโภคให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนมากขึ้น (Privatization)

4 ให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีสิทธิภาพมากขึ้น

5 ปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ (บทบาท วิธีการทำงาน และสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน)

6 การปรับปรุงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดิน

7 การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์

8 ปรับเปลี่ยนบริหารงานบุคคล (พัฒนาหน่วยงานกลาง บริหารงานบุคคลพัฒนาศักยภาพข้าราชการ ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน ปรับกระบวนทัศน์ข้าราชการ)

9 ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

10 ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ (สร้างจิตสำนึก) สร้างระบบการบริหารงานกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) สร้างค่านิยมโปร่งใสทำงานร่วมกับประชาชนอย่างเป็นมิตร

11 เปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูประบบราชการไทย มีดังนี้

1 นำไปสู่ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ระบบราชการโปร่งใสสุจริต ลดความสิ้นเปลืองสูญเปล่า และใช้งบประมาณน้อยลง

2 เป็นข้าราชการที่มีความรับผิดชอบ ซื่อตรงและโปร่งใส

3 เป็นระบบราชการที่แน่นอนคาดค้นคว้า

4 การบริหารราชการทันต่อการณ์ไกล ทันสมัย ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์

5 ได้ระบบและราชการที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน

6 การบริหารราชการที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากประชาชนว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม

7 ได้ข้าราชการที่เข้าใจง่ายและเป็นเพื่อนกับประชาชน โดยที่ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม

2.2

2.2.1 ให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมืองมาพอสังเขป ?

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 119 – 124), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 26)

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมือง

โดยหลักการทั่วไปการเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายและเป้าหมายของรัฐ (Ends) ส่วนเรื่องการบริหารเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามนโยบายซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการ (Means) และระบบราชการ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการจึงหนีไม่พ้นความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการด้วย ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ระบบราชการ หมายถึง หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่บริหารราชการของประเทศ รวมทั้งองค์กรของรัฐในรูปของรัฐวิสาหกิจ

ส่วนข้าราชการ หมายถึง บุคคลที่ทำงานประจำในระบบราชการ ตามกระทรวง ทบวง กรม สำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐวิสาหกิจ

ส่วนบุคคลที่ทางกฎหมายเรียกว่าข้าราชการการเมืองนั้น ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ไม่เรียกเป็นข้าราชการ แต่เรียกว่าการเมือง

นักการเมืองกับข้าราชการมีความแตกต่างกันหลายประการ คือ

1 นักการเมืองเข้าดำรงตำแหน่งโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ส่วนข้าราชการเข้าดำรงตำแหน่งหรือทำงานโดยผ่านการสอบตามระบบคุณธรรม

2 นักการเมืองมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การยุบสภา การปฏิวัติ รัฐประหาร การปรับปรุงคณะรัฐมนตรี ส่วนข้าราชการมีระยะเวลาทำงานไปจนปลดเกษียณอายุราชการถ้าไม่มีความผิดตามระเบียบราชการ

3 นักการเมืองมีความมั่นคงในอาชีพน้อยกว่าข้าราชการ ต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ เพราะอาจไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนระบบราชการนั้นมีความแข็งแกร่งกว่าระบบการเมืองมาก เพราะมีความต่อเนื่องและมีการปรับปรุงทั้งในด้านการจัดองค์การ เทคนิคการทำงานตลอดจนสามารถรับและเลือกบุคคลที่มีความสามารถจำนวนมากเข้ามาทำงาน

4 ระบบการเมืองมีโอกาสคัดเลือกนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถสูงมาทำงานน้อยกว่าระบบราชการที่คัดเลือกข้าราชการเข้ามาทำงาน

5 นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ชำนาญการเฉพาะอย่าง แต่ข้าราชการส่วนใหญ่เป็นผู้ชำนาญการเฉพาะอย่างเพราะเป็นนักปฏิบัติการ

6 นักการเมืองย่อมไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองเพราะจะต้องสนับสนุนพรรคการเมืองเดียวทัน แต่ข้าราชการจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

7 นักการเมืองจะต้องทำตนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ออกเสียงเลือกตั้งจึงมีพฤติกรรมที่ผันแปรตามสันทามติ แต่ข้าราชการจะต้องปฏิบัติตนตามกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของราชการ และต้องฟังมติมหาชนเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานที่กระทำ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักการเมืองกับข้าราชการจะมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในทางประสานและขัดแย้งกัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมืองนี้เองที่ทำให้นักการเมืองเข้าไปมีอิทธิพลต่อข้าราชการ ขณะเดียวกับข้าราชการก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง

กล่าวโดยสรุป ระบบราชการกับการเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ผลของการบริหารเป็นผลที่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมทางการเมืองด้วย และเริ่มศึกษาะระบบพร้อมกับสิ่งแวดล้อมทางการเมือง โดยเฉพาะการศึกษาเป็นกรณีเฉพาะเรื่องไป (Case Studies)

นักวิชาการได้มีความเชื่อว่าระบบการปกครองและการบริหารนั้น มีลักษณะที่เป็นในเรื่องของการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มหลากหลายในสังคมซึ่งเป็นลักษณะของสังคมประชาธิปไตย แนวคิดการบริหารให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ที่ถือว่าการบริหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง โดยพิจารณาในด้านการให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน เช่น การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ สนใจนโยบายมาจากกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม สนใจในเรื่องการต่อรองบนฐานแห่งเหตุผล การเมืองนั้นเป็นเรื่องของนโยบายในบางครั้งระบบราชการช่วยแก้ปัญหาในการวางนโยบาย และปัญหาสั้น ๆ ทางการเมืองได้

2.2.2 Merle Fainsod ได้แบ่งรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมืองไว้กี่รูปแบบอะไรบ้าง จงอธิบาย ?

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 23 – 24)

Merle Fainsod แบ่งรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับการเมืองเป็น 5 แบบ ดังนี้

1 ระบบราชการที่มีลักษณะเป็นตัวแทนของประชาชน (Representative Bureaucracies) เป็นระบบที่ระบบการเมืองมีอิทธิพลเหนือระบบราชการ โดยระบบราชการจะเป็นเพียงเครื่องมือของระบบการเมือง เพราะนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะพบได้ในประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย

2 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง (Party – State Bureaucracies) เป็นระบบที่ถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ซึ่งมีผลต่อการกลางของพรรคเป็นผู้ควบคุมนโยบายและการปฏิบัติงานของข้าราชการทุกระดับ โดยระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ เช่น ประเทศที่มีการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคสังคมนิยม ซึ่งได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังพบได้ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองหรือผู้นำพรรคการเมืองคณะผู้ชำนาญงานสาขาต่าง ๆ เป็นผู้ช่วยพิเศษของรัฐบาล เช่น คณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีและคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

3 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยคณะทหาร (Military – Dominated Bureaucracies) เป็นระบบที่คณะทหารควบคุมตำแหน่งสำคัญทางราชการไว้แทนข้าราชการซึ่งระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศพม่า อินโดนีเซีย เป็นต้น

4 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยผู้ปกครองคนเดียว (Ruler – Dominated Bureaucracies) เป็นระบบที่พระมหากษัตริย์ควบคุมระบบราชการไว้ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศที่มีระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น สมเด็จพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน เป็นต้น

5 ระบบราชการที่ทำหน้าที่ทางการเมือง (Ruling – Bureaucracies) เป็นระบบที่ข้าราชการเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองและทำหน้าที่ทางการเมืองแทนนักการเมือง ซึ่งจะเกิดขึ้นในระบบที่สถาบันการเมืองอ่อนแอและระบบการเมืองขาดความต่อเนื่อง ในขณะที่ระบบราชการมีความแข็งแกร่งและยาวนานกว่าระบบการเมือง โดย Fred W. Riggs เรียกระบบนี้ว่าอำนาอธิปไตย (Bureaucratic Polity)

POL3300 การบริหารการคลัง s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566 ข้อสอบกระบวนวิชา POL3300 การบริหารการคลัง

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. ลักษณะของระบบ PPBS
(1) มีการจัดทำบันทึกโครงการ
(2) แบ่งเงินงบประมาณออกตามหน่วยราชการ
(3) มีการจัดทำแผนงานและแผนเงิน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 5 หน้า 93 – 94, 97, 101 – 102, (คำบรรยาย) งบประมาณแบบวางแผนวางโครงการ (Planning Programming Budgeting System : PPBS) เป็นระบบงบประมาณที่ในด้านการวางแผนวางโครงการโดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ระยะยาว ระบบงบประมาณแบบนี้จะมีการวางแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายและตั้งวงเงินงบประมาณตามแต่ละแผนงาน มีการกำหนดยอดวงเงินงบประมาณโดยใช้หลักความพึงพอใจผสมกับหลักเหตุผล (Limited Rationality หรือ Mixed Scanning) มีการแบ่งเงินงบประมาณออกตามโครงสร้างแผนงานหรือโครงการ (Program Structure) มีการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ในการวิเคราะห์โครงการเพื่อศึกษาถึงโครงสร้างแผนงานหรือโครงการที่จัดทำว่ามีความสัมพันธ์กับโครงการใด ๆ บ้าง มีการวิเคราะห์โครงการ (Program Analysis) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการวางแผนวางโครงการของหน่วยงาน มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของแผนงานหรือโครงการเพื่อการติดตามประเมินผล รวมทั้งมีการจัดทำบันทึกโครงการ แผนงานและแผนทางการเงินระยะยาว (อาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี) เพื่อประกอบการจัดทำโครงการด้วย

2. ลักษณะของ Performance Budget
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบโครงการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 92 – 93, (คำบรรยาย) งบประมาณแบบโครงการ (Program Budget) หรืองบประมาณแบบแสดงผลงาน (Performance Budget) เป็นระบบงบประมาณที่ในหลักประสิทธิภาพ กล่าวคือ เป็นระบบงบประมาณที่เน้นการควบคุมประสิทธิภาพของการใช้จ่าย หรือให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร ทั้งนี้ก็เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์อย่างประหยัด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) ของงานหรือโครงการในแต่ละปี มีการจัดทำงบประมาณเป็นรายโครงการและมีการแบ่งเงินงบประมาณออกตามโครงการหรือตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล (Objectives Classification) หรือตามหน้าที่ของรัฐ (Functional Classification) มีการวิเคราะห์โครงการ (Program Analysis) หรือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการหรือประสิทธิภาพของการใช้เงินโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ เช่น Cost and Effectiveness Analysis, Cost and Benefit Analysis และมีการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณโดยอาศัยหลักของเหตุผล (Pure Rationality) เป็นสำคัญ

3. ลักษณะของ Program Budget
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบแสดงรายการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 2. ประกอบ

4. ลักษณะของระบบงบประมาณแบบที่ย้ำในการควบคุม
(1) มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโครงการ
(2) การตัดสินใจใช้หลักของเหตุผล
(3) อาจเรียกว่าเป็นงบประมาณแบบแสดงรายการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 87 – 88, 90 – 92, (คําบรรยาย) งบประมาณแบบแสดงรายการ (Line-Item Budget) หรืองบประมาณแบบเก่า (Conventional Budget) หรืองบประมาณแบบประเพณี (Traditional Budget) เป็นระบบงบประมาณที่ในด้านการควบคุมเพื่อมุ่งตรวจสอบความถูกต้องและความซื่อสัตย์สุจริตของการใช้จ่ายเงินของรัฐ หรือให้ความสําคัญกับความถูกต้องของ “ปัจจัย นําเข้า” (Inputs) หรือการจัดสรร “ทรัพยากร” ของงานหรือโครงการ โดยเน้นกฎ ระเบียบ และการควบคุมให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบนั้น หรือให้ความสําคัญกับมาตรฐานของทรัพยากร ที่หน่วยราชการได้ใช้ไป ดังนั้นงบประมาณจึงถูกแบ่งออกตามหน่วยราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ (Agencies Classification หรือ Organizations Classification) โดยเฉพาะในระดับกรม และมีการแบ่งตามประเภทและชนิดของการใช้จ่าย (Objects of Expenditure Classification) โดยพิจารณาจากคู่มือการจําแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่ายซึ่งแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ เช่น หมวดเงินเดือน หมวดสาธารณูปโภค หมวดครุภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนี้ในการจัดเตรียม งบประมาณก็จะต้องมีการกําหนดยอดวงเงินงบประมาณโดยใช้หลักความพึงพอใจ (Muddling Through) หรือการวิเคราะห์เฉพาะส่วนที่เพิ่ม (Incrementalism) เป็นเกณฑ์ด้วย

5. ข้อใดที่จัดเป็นลักษณะของ Traditional Budget
(1) แบ่งเงินงบประมาณออกตามจังหวัด
(2) กําหนดยอดวงเงินโดยใช้หลัก Muddling Through
(3) Objectives Classification
(4) แบ่งเงินงบประมาณเป็นรายโครงการ
(5) ทั้งข้อ 1, 2, 3 และ 4
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 4. ประกอบ

6. Line-Item Budget ตรงกับข้อใด
(1) Muddling Through
(2) คู่มือจําแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย
(3) แบ่งเงินงบประมาณเป็นรายโครงการ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 4. ประกอบ

7.ลักษณะของ Zero-Base Budget
(1) Muddling Through
(2) Political Bargaining
(3) Incrementalism
(4) Pure Rationality
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 96, 99 – 100, (คําบรรยาย) งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Base Budget : ZBB) เป็นระบบ งบประมาณที่อาศัยหลักของเหตุผล (Pure Rationality) ในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกําหนดให้ โครงการหรืองานที่เสนอของบประมาณในทุก ๆ ปีงบประมาณจะต้องได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ ทั้งระบบ ทั้งงานหรือโครงการเดิมที่เคยทํามาแล้ว และงานหรือโครงการใหม่ ๆ ที่กําลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อต้องการให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีเหตุผล แต่วิธีการนี้มักจะก่อให้เกิดความล่าช้าหรืออาจทําไม่ได้ในทางปฏิบัติ

8. สถาบันที่ทำหน้าที่ “ตรวจสอบบัญชีการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ”
(1) กรมบัญชีกลาง
(2) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(3) สำนักงบประมาณ
(4) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 84, 129 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินและตรวจสอบบัญชีทางการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ โดยแยกการตรวจสอบออกเป็น 2 ระดับ คือ การตรวจสอบระดับหน่วยงานและการตรวจสอบระดับรัฐบาล

9. สถาบันที่ทำหน้าที่ “วิเคราะห์งบประมาณ” ได้แก่
(1) กรมบัญชีกลาง
(2) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
(3) สำนักงบประมาณ
(4) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 115 – 116 ในการจัดเตรียมงบประมาณนั้น จะมีการจัดทำรายละเอียดของบประมาณ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ
1. เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณพิจารณาวิเคราะห์งบประมาณร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. สำนักงบประมาณเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ พร้อมด้วยเอกสารงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรี
3. นายกรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พร้อมด้วยเอกสารงบประมาณต่อรัฐสภา

10. ระยะเวลาในการดำเนินการ “อนุมัติ” งบประมาณ มีระยะประมาณกี่เดือน
(1) 3 เดือน
(2) 5 เดือน
(3) 9 เดือน
(4) 12 เดือน
(5) ไม่แน่นอนกำหนดตายตัวไม่ได้
ตอบ 1 หน้า 79 ระยะเวลาของการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน เรียกว่า วงจรงบประมาณ (Budget Cycle) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุด โดยวงจรงบประมาณของประเทศไทยนั้น จะใช้เวลาประมาณ 22 เดือน ประกอบด้วยกิจกรรมหรือการกระทำ 3 ขั้นตอน คือ การจัดเตรียมงบประมาณ 6 – 7 เดือน การอนุมัติงบประมาณ 3 – 4 เดือน และการควบคุมหรือการบริหารเป็นเวลา 12 เดือน

11. งบประมาณใดต่อไปนี้ที่มิใช่หลักของ “ศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน”
(1) งบประมาณราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
(2) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
(3) งบรายได้ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
(4) เงินทุนหมุนเวียน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 67, (คำบรรยาย) งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะเป็นศูนย์รวมเงินของแผ่นดิน หมายความว่า ในปีงบประมาณหนึ่ง ๆ จะต้องมีการบูรณาการแผนทางการเงินของส่วนราชการต่าง ๆ ให้เป็นแผนเดียวกัน มีการจัดเตรียมและอนุมัติงบประมาณเพียงครั้งเดียว มีการใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากไม่มีความจำเป็นจะไม่มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม รวมทั้งกระบวนการงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องดำเนินไปภายใต้กฎข้อบังคับเดียวกัน ใช้บทบัญญัติเดียวกัน และมีสถาบันหรือหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงบประมาณเดียวกัน โดยงบประมาณที่ใช้คำคุณศัพท์รวมเงินของแผ่นดิน ได้แก่ งบประมาณประจำปีของส่วนราชการทั่ว ๆ ไป เช่น งบประมาณของสำนักงบประมาณ กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต เป็นต้น

12. Budget Documents หมายถึงอะไร**
(1) วงเงินงบประมาณ
(2) เพดานเงินจัดสรร
(3) เงินประจำงวด
(4) ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 81 – 82 Budget Documents หมายถึง เอกสารงบประมาณประจำปี ซึ่งเอกสารงบประมาณประจำปีของไทยมี ส่วนประกอบดังนี้
1. คำแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายทางการคลังและการเงินของประเทศ
2. ตารางแสดงรายรับรายจ่ายเปรียบเทียบ
3. รายละเอียดของหน่วยงาน โครงการ และงานต่าง ๆ ของราชการและรัฐวิสาหกิจ
4. รายงานเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ
5. รายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินของรัฐบาล
6. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

13. ตัวอย่างของบริการที่ให้เอกชนจัดทำแล้วประชาชนอาจเสียประโยชน์
(1) บริการด้านการรักษาพยาบาล
(2) บริการด้านการศึกษา
(3) โรงงานผลิตรถถัง
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 71 – 72 ตามแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรแบบเสรีนิยมนั้น กิจกรรมที่เอกชนจัดทำแล้วประชาชนอาจเสียประโยชน์ ได้แก่ บริการด้านการศึกษา (การจัดการศึกษาภาคบังคับ) บริการด้านสาธารณสุข (การรักษาพยาบาล การป้องกันโรคติดต่อ การให้ความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุขขั้นมูลฐาน) เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมมาตรฐานเพื่อความถูกต้องเหมาะสม

14. การกระจายรายได้ที่เป็นธรรมของสังคม สามารถวัดได้โดย
(1) เปรียบเทียบรายได้ของคนแยกตามกลุ่มอาชีพ
(2) อัตราเงินเฟ้อ
(3) อัตราการว่างงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 1 หน้า 73 – 74, (คำบรรยาย) งบประมาณแผ่นดินจะต้องเป็นไปเพื่อ
1. สร้างความเจริญเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจหรือความมั่งคั่งของชาติ ซึ่งสามารถวัดได้โดยการดูอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตมวลรวม
2. สร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถวัดได้โดยการดูอัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อ
3. สร้างประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งสามารถวัดได้โดยการลดผลผลิตต่อหน่วย
4. สร้างความเสมอภาคหรือการกระจายทางเศรษฐกิจ หรือการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้กับสังคม ซึ่งสามารถวัดได้โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของรายได้ อัตราการใช้จ่ายและทรัพย์สินที่มี

15. งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะดังนี้
(1) เป็นบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย
(2) เป็นกฎหมาย
(3) มีกระบวนการจัดทำที่มีลักษณะกระจายอำนาจ
(4) ทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 15 – 20, 63 – 66, (คำบรรยาย) งบประมาณแผ่นดิน มีลักษณะดังนี้
1. เป็นบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายเงินแผ่นดิน
2. เป็นกฎหมายทางการเงิน กล่าวคือ มีการตราเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งกำหนดว่าให้ใช้จ่ายเงินได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนด แต่ในทางปฏิบัติรายจ่ายจริงอาจน้อยกว่ารายจ่ายที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้ก็ได้
3. เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับต่อประชาชนทุกคนในชาติ
4. มีรายได้ (รายรับ) มาจากการจัดเก็บภาษีอากร การก่อหนี้สาธารณะ การขายสิ่งของและบริการ และรัฐพาณิชย์
5. คำนึงถึงความพึงพอใจของประชาชนเป็นแรงจูงใจในการจัดทำงบประมาณ
6. มีรายจ่ายเป็นตัวกำหนดรายรับ
7. มีกระบวนการจัดทำงบประมาณที่มีลักษณะกระจายอำนาจ
8. มีประชาชนเป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริง
9. มีการอนุมัติงบประมาณโดยรัฐสภา
10. การควบคุมหรือการบริหารงบประมาณจะถูกควบคุมร่วมกันทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

16. ในยุคที่มีความเชื่อว่า… “งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการควบคุมความซื่อสัตย์ในการใช้จ่ายของรัฐบาล…” งบประมาณแผ่นดินจะให้ความสำคัญไปที่**
(1) แผนของรัฐในรูปตัวเงินที่แสดงประสิทธิผลของการใช้เงินตามแผนนั้น ๆ
(2) เอกสารที่ประกอบด้วยโครงการต่าง ๆ ซึ่งเสนอขอรายจ่ายเพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ
(3) กระบวนการจัดทำที่มีลักษณะรวมอำนาจ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 63, 90 – 91, (คำบรรยาย) ในยุคที่มีความเชื่อว่า งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตามควบคุมการใช้ทรัพยากร หรือควบคุมตรวจสอบความถูกต้องและความซื่อสัตย์สุจริตในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลนั้น งบประมาณแผ่นดินตามความเชื่อนี้จะหมายถึง บัญชีแสดงรายรับรายจ่ายเงินแผ่นดิน หรือรายละเอียดของบัญชีที่แสดงประเภทของการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล หรือรายละเอียดของทรัพยากรที่หน่วยงานเสนอของบประมาณจากรัฐบาล

17. การบริหารงบประมาณเป็นกิจกรรมที่อยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการงบประมาณ
(1) การควบคุม
(2) การประเมินผล
(3) การอนุมัติ
(4) การจัดเตรียม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 83, (คำบรรยาย) การบริหารงบประมาณ หรือบางทีเรียกว่า การควบคุมงบประมาณ คือ ระยะเวลาของการใช้จ่ายเงินตามที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องหาหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อควบคุมให้การใช้จ่ายเงินของโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

18. สภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด ประชาชนว่างงาน” เรียกว่าสภาวะดังกล่าวว่าอะไร
(1) สภาวะเงินฝืด
(2) สภาวะเงินเฟ้อ
(3) สภาวะการขาดดุลทาน
(4) สภาวะอุปสงค์ล้นตลาด
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 1 (คำบรรยาย) สภาวะเงินฝืด หมายถึง สภาวะที่อุปสงค์ด้านสินค้าและบริการน้อยกว่าอุปทานด้านสินค้าและบริการ หรือเป็นสภาวะที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยเกินไปทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด และประชาชนว่างงาน ดังนั้นรัฐบาลควรจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการนำเอานโยบายงบประมาณแบบขาดดุล และการลดอัตราภาษีอากรมาใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินดังต่อไปนี้
1. ซื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนจากประชาชน
2. ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์
3. ลดอัตราเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์
4. ลดอัตราส่วนลดเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้มากขึ้น ฯลฯ

19. ข้อใดไม่ถูกต้อง
(1) หลักประสิทธิภาพเอาไปปะปนกับหลักความพึงพอใจ
(2) หลักประสิทธิภาพเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าของเงิน
(3) ในสังคมที่มีความแตกต่างทางความคิดมาก ๆ หลักความพึงพอใจจะประสบปัญหามาก
(4) ศูนย์รวมเงินจะต้องให้การบริหารงบประมาณเป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
(5) หลักความพึงพอใจของประชาชนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร
ตอบ 5 หน้า 69, (คำบรรยาย) การจัดทำงบประมาณแผ่นดินนั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชน เพราะเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงควรจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน ทั้งนี้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดทำงบประมาณแผ่นดินจึงไม่เกี่ยวข้องกับหลักประสิทธิภาพหรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร

20. สภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าล้นตลาด ประชาชนว่างงาน” รัฐบาลจะใช้นโยบายงบประมาณแบบใด
(1) สมดุล
(2) เกินดุล
(3) ขาดดุล
(4) ขาดดุลควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง
(5) ขาดดุลควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 18. ประกอบ

21. ข้อใดถูกต้องตามหลักทฤษฎีการคลัง
(1) เศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีภาระรายจ่ายน้อยลง
(2) เศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีรายได้มาก
(3) เศรษฐกิจดีคนในสังคมจะมีชีวิตที่เป็นสุข
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ตามหลักทฤษฎีการคลัง หากเศรษฐกิจดีรัฐบาลจะมีรายได้มากและจะมีภาระรายจ่ายน้อยลง ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลจะมีรายได้น้อยลงและมีภาระรายจ่ายมากขึ้น

22. ที่ว่า “งบประมาณแผ่นดินต้องว่าเป็นพระราชบัญญัติ” หมายความว่า
(1) งบประมาณแผ่นดินต้องได้รับการประเมินก่อนนำไปใช้
(2) งบประมาณต้องได้รับการวิเคราะห์ก่อนนำไปใช้
(3) งบประมาณต้องผ่านการทำประชามติก่อนนำไปใช้
(4) ต้องว่าเป็นกฎหมายให้รัฐสภาเห็นชอบ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 64, 82, (คำบรรยาย) งบประมาณแผ่นดินเป็นเงินของประชาชนที่มอบให้กับรัฐบาลในรูปของภาษีอากรและภาษีอื่นเพื่อนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณจึงต้องได้รับการอนุมัติหรือยินยอมจากประชาชนเสียก่อน แต่เนื่องจากการบริหารราชการในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประชาชนได้มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับรัฐสภา(สภานิติบัญญัติ) ไปแล้ว งบประมาณแผ่นดินจึงเป็นการจัดทำเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาโดยต้องทำเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติก่อนที่จะนำไปใช้ เพราะถ้างบประมาณไม่ได้รับการรับรองจากสภา รัฐบาลก็จะบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ ดังนั้นจึงถือว่างบประมาณเป็นเครื่องมือ เงื่อนไข หรือกลไกรับรองการเป็นรัฐบาลหรือการจัดตั้งรัฐบาลในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

23. ลักษณะในการกำหนดรายรับรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดินโดยหลักการแล้ว
(1) ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขายสินค้าและบริการ
(2) รายรับเป็นตัวกำหนดรายจ่าย
(3) สามารถใช้รายจ่ายเป็นตัวกำหนดรายรับ
(4) ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บภาษีอากร
(5) ทั้งข้อ 2 และ 4
ตอบ 3 หน้า 65, (คำบรรยาย) ลักษณะการกำหนดรายรับรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดินนั้น โดยหลักการแล้วสามารถใช้รายจ่ายเป็นตัวกำหนดรายรับได้ เนื่องจากรัฐบาลมีแหล่งของรายรับที่กว้างขวาง และมีอำนาจในการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนและก่อหนี้สาธารณะ ในขณะที่เอกชนจะมีรายรับเป็นตัวกำหนดรายจ่าย เพราะเอกชนมีแหล่งรายรับที่จำกัด และขึ้นอยู่กับความสามารถในการหารายได้จากการขายสินค้าและบริการของตนเป็นสำคัญ

24. ลักษณะสำคัญของระบบงบประมาณแบบ PPBS
(1) มีการวัดการกระจายการจัดสรรทรัพยากรตามพื้นที่
(2) แบ่งงบประมาณออกตามประเภทการใช้จ่าย
(3) มีการจัดทำโครงสร้างแผนงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

25. ลักษณะสำคัญของงบประมาณแบบโครงการ
(1) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมประสิทธิภาพของการใช้จ่าย
(2) แบ่งงบประมาณออกตามประเภทการใช้จ่าย
(3) มีการจัดทำโครงสร้างแผนงาน
(4) มีการวัดการกระจายการจัดสรรทรัพยากรตามพื้นที่
(5) ทั้งข้อ 1, 2, 3 และ 4
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

26. ระยะเวลาของการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณ เรียกว่า
(1) ปีภาษี
(2) ปีคลัง
(3) เงินประจำงวด
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 68, (คำบรรยาย) ระยะเวลาของการบริหารหรือการใช้จ่ายเงินตามงบประมาณ เรียกว่า “ปีงบประมาณ” หรือ “ปีคลัง” (Fiscal Year) ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีระยะเวลาที่แน่นอน โดยอาจเป็น 6 เดือน 1 ปี (12 เดือน) หรือ 2 ปี (24 เดือน) ก็ได้ แต่จะต้องเป็นเช่นนั้นทุก ๆ ปี และจะเริ่มต้นในปีต่อไปเรื่อยไปมิได้ เช่น ปีงบประมาณของไทยมีระยะเวลา 12 เดือน เริ่มต้นจากวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี และไปสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป โดยใช้ชื่อปีถัดไปเป็นชื่อปีงบประมาณ (เช่น ปีงบประมาณ 2567 จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2566 และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567)

27. ตามแนวคิดแบบสังคมนิยมเบ็ดเสร็จ กลไกในการจัดสรรทรัพยากร ได้แก่
(1) กลไกราคา
(2) การวางแผนจากส่วนกลาง
(3) ระบบสัมปทาน
(4) การวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์
(5) ทั้งข้อ 1 และ 2
ตอบ 2 หน้า 1 แนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรของสังคม แบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ
1. แนวคิดแบบสังคมนิยมเบ็ดเสร็จ** รัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรของสังคม รัฐใช้การวางแผนจากส่วนกลาง ประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานล้วนเป็นลูกจ้างรัฐ ทำงานให้กับรัฐบาล
2. แนวคิดแบบเสรีนิยม** รัฐพึงเข้าไปจัดสรรทรัพยากรในเรื่องที่เอกชนทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี เอกชนจะใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือในการจัดสรร เสรีภาพในการประกอบอาชีพและเสรีภาพในการค้าขายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรตามแนวคิดนี้

28. ข้อใดเป็น “นโยบายการเงิน”
(1) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย
(2) การควบคุมสินเชื่อ
(3) การกำหนดอัตราภาษีอากร
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 8, 54, 57, (คำบรรยาย) **นโยบายการเงิน (Monetary Policy) หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การควบคุม/กำกับ/กำหนดอัตราดอกเบี้ย การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท การควบคุม/กำกับดูแลสินเชื่อ การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล การออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ทางการเงิน เป็นต้น โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย

29. ตัวอย่างของงบประมาณที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับการวางแผนวางโครงการของหน่วยงาน
(1) Program Budget
(2) Zero-Base Budget
(3) Performance Budget
(4) Line-Item Budget
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

30. ระบบงบประมาณแบบใดให้ความสำคัญอย่างมากที่ “การจำแนกประเภทและชนิดของการใช้จ่าย”
(1) Program Budget
(2) Zero-Base Budget
(3) Performance Budget
(4) Line-Item Budget
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

31. ระบบงบประมาณแบบใดให้ความสำคัญที่ “การจำแนกเงินออกตามหน่วยงาน”
(1) Program Budget
(2) PPBS
(3) Performance Budget
(4) Line-Item Budget
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

32. ระบบงบประมาณแบบใดที่ให้ความสำคัญที่การจัดทำ Program Structure และการวางแผนระยะยาว
(1) Program Budget
(2) PPBS
(3) Performance Budget
(4) Line-Item Budget
(5) Zero-Base Budget
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

33. “Mixed Scanning” คืออะไร
(1) วิธีการตัดสินใจ
(2) วิธีการกำกับควบคุม
(3) วิธีการประสานงาน
(4) วิธีการติดตามตรวจสอบ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 86 – 88, (คำบรรยาย) วิธีการที่ใช้ในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. การตัดสินใจโดยใช้หลักของเหตุผล (Pure Rationality)
2. การตัดสินใจโดยใช้หลักของความพึงพอใจ (Muddling Through) หรือการวิเคราะห์เฉพาะส่วนที่เพิ่ม (Incrementalism)
3. การตัดสินใจโดยใช้หลักของความพึงพอใจผสมกับหลักของเหตุผล (Limited Rationality หรือ Mixed Scanning)

34. ข้อใดไม่ใช่รายได้ของรัฐบาลไทย
(1) ภาษีเงินได้
(2) ค่าสัมปทาน
(3) ค่าบริการ
(4) ค่าปรับ
(5) เงินกู้ต่างประเทศ
ตอบ 5 หน้า 15 – 20, (คำบรรยาย) แหล่งรายรับของรัฐบาลไทย มาจาก 2 ส่วน คือ
1. รายรับที่เป็นรายได้ ได้แก่ ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ (เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าสัมปทาน ค่าบริการ ค่าทรัพย์สินของรัฐ ค่าขายของกลางที่ยึดมาจากคดี) รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าแสตมป์อากร ค่าปรับ เป็นต้น
2. รายรับที่ไม่เป็นรายได้ ได้แก่ การกู้เงิน การใช้เงินคงคลัง การขายหุ้น เป็นต้น

35. ภาษีเป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสำหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้าประเภทใด
(1) สินค้าสโมสร
(2) สินค้าผสม
(3) สินค้ากึ่งสาธารณะ
(4) สินค้าสาธารณะขั้นพื้นฐาน
(5) สินค้าเอกชน
ตอบ 4 หน้า 21 “ภาษี” เป็นกลไกตลาดภาครัฐที่เหมาะสำหรับใช้จัดบริการหรือผลิตสินค้าสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อประชาชนทุกคนภายในประเทศ เช่น การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม การศึกษาขั้นพื้นฐาน การควบคุมดูแลด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

36. สินค้าที่ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภคและแยกการบริโภคออกจากกันได้ จัดเป็นสินค้าประเภทใด
(1) สินค้าสาธารณะ
(2) สินค้าอุปโภคบริโภค
(3) สินค้าเอกชน
(4) สินค้าสโมสร
(5) สินค้าอุตสาหกรรม
ตอบ 4 หน้า 13 – 14 ประเภทของสินค้าซึ่งแบ่งโดยใช้ลักษณะของสินค้าเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

ลักษณะของสินค้า เป็นปรปักษ์ในการบริโภค ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค
สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้ สินค้าเอกชน (Private Goods) สินค้าสโมสร (Club Goods)
ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้ สินค้าทั่วไป (Common Goods) สินค้าสาธารณะ (Pure Public Goods)

 

37. ในช่วงการสอบปลายภาคมีผู้ใช้บริการห้องสมุดเป็นจำนวนมาก ห้องสมุดในช่วงเวลาดังกล่าวจัดเป็นสินค้าประเภทใด
(1) Common Goods
(2) Pure Public Goods
(3) Club Goods
(4) Price-Excludable Public Goods
(5) Pure Private Goods
ตอบ 1 หน้า 13, 40, (คำบรรยาย) สินค้าทั่วไป (Common Goods) หรือสินค้ากึ่งสาธารณะประเภท Congestible Public Goods เป็นสินค้าที่เป็นปรปักษ์ในการบริโภคแต่แบ่งแยกการบริโภคออกจากกันไม่ได้ แต่จะสามารถจำกัดผู้บริโภครายใหม่ที่อาจทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง แต่ไม่สามารถกีดกันมิให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้บริโภคได้ ดังนั้นสินค้าประเภทนี้จึงมีขีดจำกัดในการให้บริการ เช่น สนามหลวง สนามกีฬแห่งชาติ สนามกีฬากลางของเทศบาล ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ถนนสาธารณะ (เช่น ถนนพระราม 9) ทางด่วน เป็นต้น

38. ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะจัดเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าชนิดใด
(1) การประปานครหลวง
(2) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
(3) นโยบายป้องกันประเทศจาก COVID
(4) วิทยุกระจายเสียง
(5) รถยนต์ส่วนบุคคล
ตอบ 3 หน้า 11 – 12, 14, (คำบรรยาย) สินค้าหรือบริการสาธารณะ (Public Goods) หรือเรียกว่า สินค้าสาธารณะแท้หรือสินค้าสาธารณะที่สมบูรณ์ (Pure Public Goods) มีคุณสมบัติดังนี้
1. ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค (Non-Rival Consumption) หรือกีดกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงสินค้าหรือบริการนั้นไม่ได้
2. ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้ (Non-Excludable) หรือไม่สามารถใช้ราคาเป็นเครื่องมือยึดกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงสินค้าหรือบริการนั้นได้
3. ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้าหรือบริการ คือ ต้นทุนส่วนเพิ่มเมื่อมีผู้ซื้อสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ (Zero-Marginal Cost)
ตัวอย่างเช่น ไฟฟ้าหรือไฟส่องสว่างบนถนนสาธารณะ แสงไฟจากประภาคารสาธารณะ แม่น้ำ/ลำน้ำสาธารณะ การดำเนินนโยบายต่างประเทศ การดำเนินนโยบายความมั่นคง การทำความสะอาดถนนสาธารณะ การควบคุมดูแลด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายหลักสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการชิมช้อปใช้ นโยบายป้องกันประเทศจาก COVID เป็นต้น

39. นักศึกษาทำงานเป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือน 12,400 บาท นักศึกษาต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่**
(1) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 20%
(2) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 15%
(3) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 10%
(4) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราภาษี 5%
(5) ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
ตอบ 5 หน้า 33 – 34 กรณีของนักศึกษาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ดังนี้

เงินได้สุทธิ อัตราภาษี จำนวนภาษีแต่ละขั้นสุทธิ
0 – 150,000 ยกเว้น
150,001 – 300,000 5% 7,500
300,001 – 500,000 10% 20,000
500,001 – 750,000 15% 37,500
750,001 – 1,000,000 20% 50,000
1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000
2,000,001 – 4,000,000 30% 600,000
มากกว่า 4,000,000 35% ไม่มีกำหนด

 

40. “ยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย” เป็นฐานภาษีของภาษีชนิดใด
(1) ภาษีสรรพสามิต
(2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล
(3) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
(4) ภาษีศุลกากร
(5) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตอบ 2 หน้า 34 ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยทั่วไปฐานภาษีของภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ กำไรสุทธิ แต่เพื่อความเป็นธรรมแก่นิติบุคคล และลดช่องว่างในการจัดเก็บภาษี จึงให้มีการบัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของรายได้ เช่น จากกำไรสุทธิ จากยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย จากเงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย จากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เป็นต้น

41. ข้อใดเป็นโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย
(1) โครงสร้างแบบพื้นฐาน
(2) โครงสร้างแบบถดถอย
(3) โครงสร้างแบบก้าวหน้า
(4) โครงสร้างแบบสัดส่วน
(5) โครงสร้างแบบเร่งรัด
ตอบ 3 หน้า 30, (คำบรรยาย) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามกฎหมายและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติประเทศไทยจะมีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นรายปีโดยใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Tax Rate)

42. พฤติกรรมในข้อใดผิดกฎหมาย
(1) Tax Compliance
(2) Tax Avoidance
(3) Tax Evasion
(4) Tax Audit
(5) Tax Refund
ตอบ 3 หน้า 28, (คำบรรยาย) พฤติกรรมการหนีภาษี (Tax Evasion) คือ การไม่ยินยอมเสียภาษีให้กับรัฐ เป็นการกระทำที่แสดงเจตนาฉ้อฉลหรือฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีได้

43. พฤติกรรมในข้อใดเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
(1) การเลี่ยงภาษี
(2) การหนีภาษี
(3) การเสียภาษีโดยสมัครใจ
(4) การเสียภาษีอย่างจำยอม
(5) การต่อต้านภาษี
ตอบ 1 หน้า 27 พฤติกรรมการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) คือ การที่พลเมืองผู้มีหน้าที่เสียภาษีใช้วิธีการใด ๆ ตามกฎหมายที่มุ่งสร้างให้เกิดผลต่อภาระการซื้อของเสียภาษี เพื่อที่จะได้มีภาระภาษีที่จะต้องเสียต่ำกว่าเดิม หรือใช้วิธีการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งการเลี่ยงภาษีนี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และส่งผลโดยตรงให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

44. คำกล่าว “Taxes are the price of democracy” สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งใด
(1) การใช้จ่ายในระบอบประชาธิปไตย
(2) การใช้จ่ายกับภาระภาษี
(3) ภาษีกับกลไกราคา
(4) ภาษีกับการใช้จ่าย
(5) ภาษีกับประชาธิปไตย
ตอบ 5 หน้า 24 คำกล่าว “Taxes are the price of democracy” สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษีกับประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี ซึ่งคำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีหน้าที่จ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนกับการมีรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งทำหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้กับประชาชน

45. ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดภาพลวงตาทางการคลัง (Fiscal Illusion)
(1) รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลายหลายประเภท
(2) มีโครงสร้างภาษีทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง
(3) การมีข้อยอดหย่อนยกเว้นที่ซับซ้อน
(4) มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)
(5) มีอัตราภาษีจัดเก็บภาษีรูปแบบเดียวกับอัตราเดียว
ตอบ 5 หน้า 26 Buchanan ได้ระบุไว้ว่า การจัดเก็บภาษีที่มีความซับซ้อนนั้น อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ภาพลวงตาทางการคลัง (Fiscal Illusion) ขึ้นได้ ซึ่งความซับซ้อนของระบบภาษีและภาระรายได้ของรัฐอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
1. รัฐบาลจัดเก็บภาษีหลายประเภท หลายอัตรา
2. การมีข้อยอดหย่อนยกเว้นที่ซับซ้อนหรือมีรายการลดหย่อนภาษีจำนวนมาก
3. มีโครงสร้างภาษีทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง
4. มีการจัดเก็บภาษีในฐานร่วม (Shared Taxes)

46. ใครเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
(1) บุคคลธรรมดาผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 150,000 บาทต่อเดือน
(2) นิติบุคคลผู้ขายสินค้าเป็นอาชีพ มียอดขายเกินกว่า 100,000 บาทต่อเดือน
(3) บุคคลธรรมดาให้บริการเป็นอาชีพ มีรายได้เกินกว่า 80,000 บาทต่อเดือน
(4) นิติบุคคลผู้ให้บริการเป็นอาชีพ มีรายได้เกินกว่า 100,000 บาทต่อเดือน
(5) บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ขายสินค้าเป็นอาชีพ และมีรายได้ค่านายหน้าจากการขายสินค้าเกินกว่า 150,000 บาทต่อเดือน
ตอบ 1 หน้า 36 ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการเป็นอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล ซึ่งมีรายได้หรือยอดขายเกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี (150,000 บาทต่อเดือน) โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภายหลังจากหักภาษีซื้อและต้องชำระภาษีเป็นรายเดือน โดยยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

47. หากนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และไม่มีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร นักศึกษาต้องเลือกเดินเข้าประเทศผ่านช่องทางใด
(1) Red Line
(2) Blue Line
(3) Pink Line
(4) Green Line
(5) Black Line
ตอบ 4 (คำบรรยาย) กรณีนักศึกษาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ
1. หากมีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร ให้เดินเข้าประเทศผ่านช่อง Red Line
2. หากไม่มีสิ่งของที่ต้องสำแดงแก่ศุลกากร ให้เดินเข้าประเทศผ่านช่อง Green Line

48. คุณสมบัติของสินค้าเอกชนแท้ (Pure Private Goods) คือข้อใด
(1) ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค
(2) ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้
(3) ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า
(4) ไม่มีข้อใดถูก
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 13, (คำบรรยาย) สินค้าเอกชน (Private Goods) หรือสินค้าเอกชนแท้ (Pure Private Goods) เป็นสินค้าที่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค สามารถแบ่งแยกการบริโภคออกจากกันได้ และมีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า ซึ่งได้แก่สินค้าหรือบริการทั่วไปที่ซื้อขายกันตามท้องตลาด เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อาหาร น้ำมัน เป็นต้น (ดูคำอธิบายข้อ 36. ประกอบ)

49. คุณสมบัติของสินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) คือข้อใด
(1) ไม่เป็นปรปักษ์ในการบริโภค
(2) ไม่สามารถแยกการบริโภคออกจากกันได้
(3) ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการจัดให้มีสินค้า
(4) ไม่มีข้อใดถูก
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 38. ประกอบ

50. ข้อใดเป็นลักษณะของภาษีที่ดีตามหลักสวัสดิการสังคม
(1) ประชาชนแบกรับภาระภาษีอย่างเท่าเทียม
(2) จัดเก็บภาษีอุทิศเพื่อเพื่อนำไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
(3) ภาษีได้รับการเห็นชอบจากประชาชน
(4) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีน้อยครั้ง
(5) จัดเก็บตามความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay)
ตอบ 2 หน้า 26 – 27 ภาษีที่ดีตามหลักสวัสดิการสังคม คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชนน้อยที่สุดเพื่อนำไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยรัฐบาลต้องเปรียบเทียบกันระหว่างภาระภาษีกับผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับคืนมาจากการเสียภาษี ลดความสูญเสียจากการจัดเก็บภาษี (Deadweight Loss) หรือลดภาระส่วนเกินให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีภาระภาษีส่วนเกิน (Excess Burden)

51. หลักการที่ว่า “ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ควรเสียภาษีแตกต่างกัน”
(1) เป็นหลักความเสมอภาคในรูปแบบใด
(2) ความเสมอภาคในแนวระนาบ
(3) ความเสมอภาคในแนวนอน
(4) ความเสมอภาคในแนวดิ่ง
(5) ความเสมอภาคระหว่างบุคคล
ตอบ 3 หน้า 26 หลักความเสมอภาคในแนวดิ่งหรือแนวดิ่ง (Vertical Equity) มีสาระสำคัญว่า ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีหรืออยู่ในสภาวะการในการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ควรจะเสียภาษีในลักษณะที่แตกต่างกัน ในลักษณะที่ว่า “Unequal Should Be Treated Unequally”

52. ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการที่มีลักษณะอย่างไร
(1) ขัดต่อศีลธรรมอันดี
(2) มีความฟุ่มเฟือย
(3) เกิดผลเสียต่อสุขภาพ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 38, (คำบรรยาย) ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น บริโภคแล้วก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม มีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย หรือได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐ ดังนั้นการเก็บภาษีสรรพสามิตจึงเป็นกลไกตามหลักการภาระภาษีที่ดี ทั้งนี้เพราะเป็นการจัดเก็บภาษีที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนหรือจำกัดการบริโภคของประชาชน ตัวอย่างสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต เช่น สุรา เบียร์ ยาสูบ ไพ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องดื่ม (เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ไส้หัวเชื้อ) รถ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ (รถมอเตอร์ไซด์) น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน หินอ่อน พรม แอลกอฮอล์ สนามกอล์ฟ สนามแข่งม้า ไนต์คลับ ดิสโก้เธค อาบ อบ นวด และคาราโอเกะ เป็นต้น

53. ข้อใดไม่ใช่เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร
(1) เงินเดือน
(2) เงินบำนาญ
(3) เงินค่าจ้าง
(4) เบี้ยประชุม
(5) เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง

ตอบ 4 หน้า 31 **เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ดังนี้
1. เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ
2. เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง
3. เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านซึ่งนายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า ฯลฯ

54. เงินได้พึงประเมินหมายถึงเงินได้ของบุคคลที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใด
(1) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม
(2) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 มีนาคม
(3) ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม
(4) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 พฤษภาคม
(5) ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน
ตอบ 1 หน้า 31, (คำบรรยาย) เงินได้พึงประเมิน หมายถึง เงินได้ของบุคคลใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของปีใด ๆ หรือเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี (ปีปฏิทิน) ได้แก่
1. เงิน
2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

55. ภาษีมูลค่าเพิ่มมีรอบการชำระภาษีอย่างใด
(1) รายวัน
(2) รายเดือน
(3) รายสัปดาห์
(4) รายปี
(5) รายไตรมาส
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 46. ประกอบ

56. ใครเป็นผู้แบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง
(1) ผู้ผลิตสินค้า
(2) ผู้ขายสินค้า
(3) ผู้บริโภคสินค้า
(4) ผู้โภคสินค้า
(5) ผู้จัดจำหน่ายสินค้า
ตอบ 3 หน้า 19, (คำบรรยาย) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) จัดเป็นภาษีสรรพากรและเป็นภาษีทางอ้อมที่ผู้ขายสินค้าหรือบริการสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคได้โดยการบวกเพิ่มเข้าไปในสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ดังนั้นผู้แบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงก็คือ ผู้บริโภคสินค้าหรือบริการนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7%

57. พลเมืองมีสิทธิปฏิเสธการทำงานของรัฐบาลได้หลายวิธี ยกเว้นข้อใด
(1) การไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(2) การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ
(3) การเดินขบวนประท้วง
(4) การไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล
(5) การทำอารยะขัดขืน
ตอบ 2 หน้า 28 ในทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลและพลเมืองจะต้องมีจริยธรรมด้วยกันทั้งคู่จึงจะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น หากรัฐบาลไม่มีคำนึงถึงผลประโยชน์ของพลเมืองโดยส่วนรวม พลเมืองย่อมมีสิทธิปฏิเสธการทำงานของรัฐบาล ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล การเดินขบวนประท้วง การทำอารยะขัดขืน เป็นต้น

58. กลไกตลาดภาครัฐคืออะไร
(1) กลไกการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน
(2) กลไกความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชน
(3) กลไกการบริหารจัดการระหว่างภาครัฐกับประชาชน
(4) กลไกการประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน
(5) กลไกการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างภาครัฐกับประชาชน
ตอบ 5 หน้า 21, (คำบรรยาย) กลไกตลาดภาครัฐ คือ กลไกการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างภาครัฐ” (รัฐบาล) ในฐานะผู้ประกอบการ ผู้ผลิต หรือผู้ขายกับ “ประชาชน” ในฐานะผู้บริโภค ผู้ซื้อ หรือผู้รับบริการ

59. ส่วนขาดดุลทางการคลังเกิดจากข้อใด
(1) รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้
(2) รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย
(3) รัฐบาลมีรายจ่ายเท่ากับรายได้
(4) รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 45 ส่วนขาดดุลทางการคลัง (Fiscal Deficit) เกิดจากรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งรัฐบาลสามารถชดเชยการขาดดุลได้โดยใช้วิธีการก่อหนี้สาธารณะ

60. ปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 1930 เรียกว่าอะไร
(1) Crisis
(2) The Great Depression
(3) The Great Storm
(4) Hamburger Crisis
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 46 – 47, (คำบรรยาย) ในช่วงทศวรรษ 1930 เกิดปรากฏการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หรือที่เรียกว่า The Great Depression ซึ่งทฤษฎีของเคนส์ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้ โดยการเสนอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่มีอยู่เพื่อเป็นการยกระดับอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand)

61. นักเศรษฐศาสตร์สำนักใดไม่ยอมรับการก่อหนี้สาธารณะ
(1) เคนส์เซียน
(2) นีโอคลาสสิค
(3) พาณิชย์นิยม
(4) เสรีนิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 46 นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก (Classical Economist) หรือสำนักเสรีนิยม (Liberalist) มองว่า บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจำกัด (Minimalist State) คือ รัฐบาลควรใช้จ่ายงบประมาณอย่างจำกัด ดังนั้นการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลจึงนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สำนักนี้

62. ในทฤษฎีของเคนส์การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเป็นการทำงานของกลไกในข้อใด
(1) การบริโภค
(2) การออม
(3) การลงทุน
(4) อุปสงค์มวลรวม
(5) การจับจ่ายใช้สอย
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 60. ประกอบ

63. กรอบแนวคิดที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงขีดจำกัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่าอะไร
(1) วินัยทางการคลัง
(2) กฎเหล็กทางการคลัง
(3) ความยั่งยืนทางการคลัง
(4) กฎกระทรวงการคลัง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) กรอบแนวคิดที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงขีดจำกัดในการก่อหนี้สาธารณะ เรียกว่า วินัยทางการคลัง

64. บทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดในพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ที่กำหนดขีดจำกัดของการก่อหนี้สาธารณะสำหรับประเทศไทย
(1) มาตรา 9 ทวิ
(2) มาตรา 15
(3) มาตรา 19
(4) มาตรา 21
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 (คำบรรยาย) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 21 ได้กำหนดขีดจำกัดของการก่อหนี้สาธารณะสำหรับประเทศไทยไว้ว่า การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณหนึ่งให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาทไม่เกินวงเงิน ดังนี้
1 ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
2 ร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

65. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะอยู่ภายใต้สังกัดของหน่วยงานใด
(1) กรมธนารักษ์
(2) กรมบัญชีกลาง
(3) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
(4) สำนักงบประมาณ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 48 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 อยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับหนี้สาธารณะภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การผูกพันหนี้ การบริหารหนี้ และการชำระหนี้ในประเทศและต่างประเทศของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งที่ค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน

66. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก่อตั้งขึ้นในปีใด
(1) ปี พ.ศ. 2540
(2) ปี พ.ศ. 2541
(3) ปี พ.ศ. 2542
(4) ปี พ.ศ. 2543
(5) ปี พ.ศ. 2544
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 65. ประกอบ

67. ข้อใดไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ
(1) หนี้ของรัฐบาล
(2) หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน
(3) หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน
(4) หนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 45, 50, (คำบรรยาย) หนี้สาธารณะ ได้แก่
1 หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงทั้งหนี้ในประเทศและต่างประเทศ
2 หนี้ของรัฐวิสาหกิจ (ที่ไม่สถาบันการเงิน) ที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน
3 หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน
4 หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
5 หนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น หนี้ของกระทรวงการคลัง เป็นต้น

68. บทบาทของรัฐบาลในลักษณะที่เป็น Minimalist State ตรงกับข้อใด
(1) รัฐบาลไม่แทรกแซงในระบบเศรษฐกิจ
(2) บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจควรเป็นไปอย่างจำกัด
(3) รัฐบาลไม่ควรมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ
(4) บทบาทของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายของพรรคการเมือง
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 61. ประกอบ

69. ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละเท่าไร
(1) 10
(2) 15
(3) 20
(4) 40
(5) 60
ตอบ 4 หน้า 51 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 มีจำนวน 6,267,920.88 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.64 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

70. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละเท่าไร
(1) 7.12
(2) 15.26
(3) 15.28
(4) 18.25
(5) 25.74
ตอบ 1 หน้า 52 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไทยอยู่ที่ระดับร้อยละ 7.12

71. ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศกับการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ในต่างประเทศ
(1) วงเงิน
(2) ระยะเวลาชำระคืน
(3) อัตราดอกเบี้ย
(4) ผู้ที่รับภาระหนี้
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การก่อหนี้สาธารณะต้องคำนึงถึงผู้ที่รับภาระหนี้ วงเงิน ระยะเวลาชำระคืน และอัตราดอกเบี้ย โดยที่อัตราดอกเบี้ยคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการก่อหนี้สาธารณะจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศกับต่างประเทศ เนื่องจากต้องใช้คืนทั้งต้นเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยซึ่งมีผลบวกตามค่าเงิน

72. กฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะคือข้อใด
(1) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2545
(2) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2546
(3) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2547
(4) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548
(5) พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2550
ตอบ 4 (คำบรรยาย) กฎหมายฉบับสำคัญที่สุดที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารหนี้สาธารณะ คือ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศบังคับใช้ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

73. ข้อใดไม่ใช่ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ
(1) ตั๋วเงินคลัง
(2) ตั๋วสัญญาใช้เงิน
(3) พันธบัตร
(4) บัตรเงินฝาก
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 (คำบรรยาย) ตราสารหนี้ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ ได้แก่
1 ตั๋วเงินคลัง
2 ตั๋วสัญญาใช้เงิน
3 พันธบัตร

74. ข้อใดเป็นคำนิยามของพันธบัตรที่ถูกต้อง
(1) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุวันแต่วันที่ออกไม่เกิน 6 เดือน
(2) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุวันแต่วันที่ออกไม่เกิน 12 เดือน
(3) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุวันแต่วันที่ออกตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
(4) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุวันแต่วันที่ออกตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป
(5) เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุวันแต่วันที่ออกตั้งแต่ 24 เดือนขึ้นไป
ตอบ 3 (คำบรรยาย) พันธบัตร คือ เอกสารการก่อหนี้ระยะยาวที่มีอายุวันแต่วันที่ออกตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

75. ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังไม่อาจกู้เงินเพื่อการใด
(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
(2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
(4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ
(5) พัฒนาตลาดทุนในประเทศ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
1 ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
2 พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
3 ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
4 ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ
5 พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ

76. บุคคลใดเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(3) ปลัดกระทรวงการคลัง
(4) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(5) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ตอบ 2 หน้า 50, (คำบรรยาย) คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1 รายงานสถานะของหนี้สาธารณะต่อคณะรัฐมนตรี
2 เสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ
3 จัดทำหลักเกณฑ์ในการกู้เงิน การค้ำประกัน การชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ และการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ฯลฯ

77. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ
(1) การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
(2) การเป็นเครื่องชี้วัดสถานภาพทางสังคม
(3) การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง
(4) การเป็นมาตรฐานในการกำหนดมูลค่า
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 54, (คำบรรยาย) บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้
1 การเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
2 การเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง
3 การเป็นมาตรฐานในการกำหนดมูลค่า
4 การเป็นมาตรฐานการชำระหนี้ในภายหน้า

78. ข้อใดไม่นับว่าเป็นเงิน
(1) เช็ค
(2) ตั๋วแลกเงิน
(3) บัตรเครดิต
(4) เหรียญกษาปณ์
(5) คอนโดมิเนียม
ตอบ 5 หน้า 54 เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ เช็ค ตั๋วแลกเงิน บัตรเครดิต เป็นต้น

79. คำในข้อใดหมายถึงนโยบายการเงิน
(1) Fiscal Policy
(2) Monetary Policy
(3) Financial Policy
(4) Public Policy
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

80. การดำเนินนโยบายการเงินไม่มีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเรื่องใด
(1) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
(2) การจ้างงาน
(3) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
(4) เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 54 – 55, (คำบรรยาย) การดำเนินนโยบายการเงินมีผลกระทบสืบเนื่องไปยังเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน แต่จะไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

81. ECB เป็นชื่อเรียกย่อของธนาคารกลางในข้อใด
(1) ธนาคารกลางแห่งอังกฤษ
(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์
(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป
(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา
(5) ธนาคารกลางแห่งเอเชีย
ตอบ 3 หน้า 55 ในปัจจุบันธนาคารกลางที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้แก่ ธนาคารกลางแห่งยุโรป (European Central Bank : ECB) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank : FED) เป็นต้น

82. ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน
(1) การกำหนดอัตราดอกเบี้ย
(2) การควบคุมปริมาณเงิน
(3) การควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ
(4) การเก็บภาษีอากร
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 55 – 56 เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ประกอบด้วย 3 เครื่องมือ คือ การควบคุมปริมาณเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ย และการควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกระหว่างประเทศ

83. หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย
(1) กระทรวงพาณิชย์
(2) กระทรวงการคลัง
(3) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(4) ธนาคารกรุงไทย
(5) คณะกรรมการนโยบายการเงิน
ตอบ 3 หน้า 57 – 58 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ ดังนี้
1 ออกและจัดการธนบัตรของรัฐบาลและบัตรธนาคาร
2 กำหนดและดำเนินนโยบายการเงิน เช่น กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย
3 บริหารจัดการทรัพย์สินมีค่าของธนาคารแห่งประเทศไทย
4 เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล
5 เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน
6 กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
7 บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา ฯลฯ

84. ข้อใดคือลักษณะที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายทางการเงิน
(1) มุ่งหากำไรสูงสุด
(2) หลีกเลี่ยงสถานะการผูกขาดทางการเงิน
(3) มีอิสระจากฝ่ายการเมือง
(4) มีอำนาจเด็ดขาด
(5) รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสีย
ตอบ 3 หน้า 55 ลักษณะที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายทางการเงิน คือ มีอิสระจากฝ่ายการเมือง เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเงินนั้นมีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ดังนั้นการดำเนินนโยบายโดยหน่วยงานที่มีอิสระจากฝ่ายการเมืองย่อมจะเป็นผลดีต่อการบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินมากกว่าการดำเนินนโยบายโดยนักการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

85. ในปัจจุบันบุคคลใดดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
(1) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล
(2) นายประสิทธิ์ ดำรงชัย
(3) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
(4) นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (ความรู้ทั่วไป) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน คือ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

86. ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับเท่าไร
(1) ร้อยละ 0.75 ต่อปี
(2) ร้อยละ 1.0 ต่อปี
(3) ร้อยละ 2.0 ต่อปี
(4) ร้อยละ 2.5 ต่อปี
(5) ร้อยละ 3.0 ต่อปี
ตอบ 4 (ความรู้ทั่วไป) ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.5 ต่อปี

87. ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปีใด
(1) ปี พ.ศ. 2480
(2) ปี พ.ศ. 2485
(3) ปี พ.ศ. 2490
(4) ปี พ.ศ. 2495
(5) ปี พ.ศ. 2498
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 83. ประกอบ

88. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
(1) ออกธนบัตร
(2) บริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย
(3) ผลิตเหรียญกษาปณ์
(4) กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 83. ประกอบ

89. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายของการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
(1) เสถียรภาพและความมั่นคง
(2) การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล
(3) การบริหารความเสี่ยงที่ดี
(4) ส่งเสริมการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 60 เป้าหมายของการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่
1 ระบบการเงินมีเสถียรภาพและความมั่นคง
2 การบริหารงานด้วยธรรมาภิบาล
3 การบริหารความเสี่ยงที่ดี
4 ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันของระบบสถาบันการเงิน
5 การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

90. ความต้องการถือเงินของภาคครัวเรือนเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากข้อใด
(1) ความต้องการจับจ่ายใช้สอย
(2) การสร้างความมั่นคง
(3) การสร้างหลักประกันในการดำเนินชีวิต
(4) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 หน้า 54 เงินเป็นสิ่งสำคัญและมีบทบาทอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของเงินนั่นเอง จึงทำให้ภาคครัวเรือนเกิดความต้องการถือเงินเมื่อมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย

91. ข้อใดไม่ถูกต้อง งบประมาณแผ่นดินมีลักษณะดังนี้
(1) มีกระบวนการจัดทำที่มีลักษณะรวมอำนาจ
(2) รายรับมาจากภาษีอากรของประชาชน
(3) ความพึงพอใจของประชาชนเป็นแรงจูงใจในการจัดทำ
(4) งบประมาณแผ่นดินมีผลบังคับต่อประชาชนทุกคนในชาติ
(5) รายรับอาจได้มาด้วยการก่อหนี้สาธารณะ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 15. ประกอบ

92. ในยุคที่มีความเชื่อว่า… “งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการควบคุมความซื่อสัตย์ในการใช้จ่ายของรัฐบาล…” งบประมาณแผ่นดินจะให้ความสำคัญไปที่
(1) รายละเอียดของบัญชีที่แสดงประเภทของการใช้จ่ายเงินของรัฐ
(2) เอกสารที่ประกอบด้วยโครงการต่าง ๆ ซึ่งเสนอขอรายจ่ายเพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ
(3) แผนของรัฐในรูปตัวเงินที่แสดงประสิทธิภาพของการใช้เงินตามแผนนั้น ๆ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 16. ประกอบ

93. FED เป็นชื่อเรียกย่อของธนาคารกลางในข้อใด
(1) ธนาคารกลางแห่งเดนมาร์ค
(2) ธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์
(3) ธนาคารกลางแห่งยุโรป
(4) ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา
(5) ธนาคารกลางแห่งแอฟริกา
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 94. – 100. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) ฐานรายได้
(2) ฐานความมั่งคั่ง
(3) ฐานการบริโภค
(4) ฐานความมั่งคั่งและฐานการบริโภค
(5) ไม่มีข้อใดถูก

94. ภาษีไพ่ มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 3 หน้า 5 – 6, 23, 38 ฐานการบริโภค (Consumption Base) เป็นฐานภาษีที่เก็บจากการใช้จ่ายเพื่อบริโภคของประชาชน รวมถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ ตัวอย่างภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต (เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ภาษีน้ำมัน ภาษีเครื่องดื่ม ภาษีไพ่ ภาษีน้ำหอม) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร (ภาษีสินค้าขาเข้า เช่น ภาษีรถยนต์นำเข้า) เป็นต้น

95. ภาษีการขาย มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 94. ประกอบ

96. ภาษีรถยนต์ มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 2 หน้า 6, 23, (คำบรรยาย) ฐานความมั่งคั่ง (Wealth Base) เป็นฐานภาษีที่พิจารณาจากรายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินที่บุคคลได้ครอบครองอยู่ ตัวอย่างภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานความมั่งคั่ง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีโรงแรม ภาษีโรงงาน ภาษีป้าย ภาษีรถยนต์ ภาษีมรดก ภาษีดอกเบี้ย เป็นต้น

97. ภาษีสุรา มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 94. ประกอบ

98. ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 94. ประกอบ

99. ภาษีเงินได้นิติบุคคล มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 1 หน้า 5, 22, (คำบรรยาย) ฐานรายได้ (Income Base) เป็นฐานภาษีที่วัดจากความสามารถในการเสียภาษี (Ability to Pay) ของประชาชนแต่ละคน โดยพิจารณาจากเงินได้ของบุคคลหรือหน่วยภาษีต่าง ๆ ภาษีที่จัดเก็บโดยใช้ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กำไรจากการขายศรีภริยา) ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

100. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีฐานภาษีจัดอยู่ในประเภทใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 99. ประกอบ

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 2/2558

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

ข้อ 1. ให้อธิบายความแตกต่างแนวคิดต่อไปนี้พอสังเขป

1.1 แนวคิดเชิงพฤติกรรมการเมือง (Political Behavioral Approach) กับการคอร์รัปชั่นทางนโยบาย

แนวคิดเชิงพฤติกรรมการเมือง (Political Behavioral Approach) เป็นแนวที่สนใจพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ โดยเน้นจิตวิทยาบุคคล พฤติกรรมบุคคลและกลุ่ม รวมทั้งจิตวิทยาสังคม เช่น ศึกษาปัจจัยที่ทำให้บุคคลก้าวร้าวและนิยมเผด็จการ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับบุคลิกภาพและการขัดเกลาทางสังคมของผู้นำทางการเมือง มติมหาชน พฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นแนวที่เน้นการศึกษาในระดับจุลภาคโดยผสมผสานแนวคิดทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน

การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือ การกำหนดนโยบายที่ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายสาธารณะ แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว

1.2 แนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) กับแนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionalism or Institutional Approach)

แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)

David Easton ในทางรัฐศาสตร์ได้นำแนวคิดของนักสังคมวิทยามาประยุกต์ใช้ในทางการเมือง แล้วอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ

1. สิ่งที่ป้อนเข้าหรือปัจจัยนำเข้า (Input)
2. กระบวนการ (Process) หรือเรียกอีกอย่างว่า กล่องดำ (Black Box)
3. ผลที่ออกมาหรือผลผลิต (Output)
4. ผลย้อนกลับหรือผลกระทบที่เกิดจากผลผลิต (Feedback)

แนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionalism) หรือแนวคิดเชิงสถาบันการเมือง (Political Institution Approach)** เป็นแนวที่มุ่งสนใจกระบวนการทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) การศึกษารูปแบบต่างๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แหล่งที่มาและโครงสร้างของอำนาจ และรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร สถาบันตุลาการ สถาบันข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมักจะนำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

1.3 สิทธิอํานาจตามกฎหมาย (Legal Authority) กับสิทธิอํานาจตามบารมี (Charismatic Authority)

แนวคําตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 15)

สิทธิอํานาจตามกฎหมาย (Legal Authority) หมายถึง สิทธิอํานาจที่ได้มาจากระเบียบ กฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งสิทธิอํานาจแบบนี้ถือว่าเป็นรากฐานของระบบราชการ

สิทธิอํานาจตามบารมี (Charismatic Authority) หมายถึง สิทธิอํานาจที่ได้มาจาก ลักษณะความเป็นผู้นําที่โดดเด่นของบุคคล ทําให้เกิดกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ตามผู้มีบารมี

ข้อ 2. ให้นักศึกษาทําข้อสอบทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2

2.1 ระบบราชการตามอุดมคติตามแนวคิดของ Max Weber กับระบบราชการไทยตามที่เป็น จริงมีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกันอย่างไร

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 53288 หน้า 87 – 90)

ระบบราชการตามอุดมคติตามแนวคิดของ Max Weber กับระบบราชการไทย ประเทศไทยได้ใช้แนวคิดหลักการบริหารงานราชการหรือหลักการบริหารที่เป็นทางการ (Bureaucratic System) ของ Max Weber เป็นหลักรากฐานในการบริหารจัดการระบบราชการไทยมาเป็น ระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันซึ่งระบบนี้มีสาระที่สําคัญ คือ

-หลักการแบ่งงานโดยระบุหน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจนมีการ แบ่งงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะด้าน (Technical Specialization)

-หลักการจัดตําแหน่งตามสายการบังคับบัญชา (Hierarchy)

-หลักการอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เป็นทางการเหมือนๆ กัน เป็นการทํางานภายในกรอบของ กฎหมาย (Framework of Law)

-หลักการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจที่ใช้การบันทึกลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นหลักฐาน

-หลักการมั่นคงในการทํางาน

-หลักการจําแนกความเป็นองค์การออกจากความเป็นปัจเจกบุคคล

การใช้หลักการบริหารที่เป็นทางการของ Max Weber แม้จะมีความเหมาะสมกับระบบ ราชการไทยในยุคสมัยหนึ่ง แต่ก็ยังปรากฏว่ามีปัญหาของระบบราชการที่ต้องเร่งรัดและแก้ไขอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การปกครอง ระบบราชการตามอุดมคติตามแนวคิดของ Max Weber ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ก่อให้เกิดความ ล่าช้าในการบริหารงาน เป็นบ่อเกิดของความไร้ประสิทธิภาพ

ปัญหาของระบบราชการไทยที่สําคัญ ได้แก่

1. ปัญหาเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เป็นปัญหาหลักและเรื้อรังที่ สะสมมานาน ไม่อาจแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ ทําให้ภาพลักษณ์ของระบบราชการไทยติดอยู่กับปัญหา
การทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างแยกไม่ออก การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นมาตรการสําคัญที่จะช่วยแก้ไขสภาพปัญหา นี้ให้ลดน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด

2. ปัญหาเรื่องขนาดของระบบราชการไทยมีโครงสร้างของกลุ่มราชการที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อน มีอัตรากําลังข้าราชการเป็นจํานวนมาก ทําให้ระบบราชการมีระบบการบริหารงานที่ไม่คล่องตัว ประสบกับ ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายของบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณอย่างไม่สิ้นสุด และมี ผลกระทบต่องบประมาณในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจําเป็นของรัฐในการปฏิรูป ระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งรัดดําเนินการ

3. ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารระบบราชการไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึง ประสิทธิภาพการบริหารงานอยู่เสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารงานในภาคเอกชน การบริหารงานราชการ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานว่างานนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด ขาดตัวชี้วัด ในการดําเนินงาน ทําให้ไม่สามารถวิเคราะห์ถึงความคุ้มทุน และผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินงานของส่วนราชการ ได้อย่างชัดเจน แต่โดยที่ประชาชนต้องได้รับบริการสาธารณะจากรัฐที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ รวดเร็ว ความคาดหวัง ของประชาชนโดยทั่วไปจึงต้องการเห็นภาพลักษณ์ใหม่ของระบบราชการไทยในแนวทางดังกล่าว จึงนับเป็น ปัจจัยสําคัญประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเหตุผล และความจําเป็นของการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหา ด้านประสิทธิภาพของการให้บริการประชาชน

4. ปัญหาการบริหารแบบรวมศูนย์อํานาจ กล่าวคือ ราชการบริหารส่วนกลางซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม มีความเข้มแข็ง การบริหารงานและการตัดสินใจมีลักษณะรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด แม้ว่าจะมีการมอบอํานาจการบริหารงานให้กับราชการส่วนภูมิภาคก็ตาม แต่การบริหารงานของราชการส่วนภูมิภาค ก็ยังไม่สามารถใช้อํานาจเด็ดขาดหรือมีความอิสระในการตัดสินใจมากนัก ยังต้องยึดนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก ทรัพยากรการบริหารส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรจากส่วนกลาง

5. ปัญหาโครงสร้างส่วนราชการที่ไม่คล่องตัว โครงสร้างการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน มีลักษณะที่ไม่ยืดหยุ่น ขาดความคล่องตัว การบริหารยึดติดกับกรอบตามอํานาจหน้าที่กฎหมายเป็นหลัก ทําให้ การบริหารไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างทันเหตุการณ์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ทําให้ไม่คล่องตัว และเนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีขนาดใหญ่ ทําให้การปรับรื้อต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการ ดําเนินการ

6. ปัญหากฎ ระเบียบ เทคโนโลยี และวิธีปฏิบัติงานไม่ทันสมัย การบริหารงานภาครัฐ เป็นการบริหารโดยยึดโยงกับกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก กฎระเบียบบางเรื่องเป็นอุปสรรคต่อ การบริหารงานภาครัฐและไม่ทันสมัย นอกจากนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นํามาใช้ในระบบราชการยังขาดความทันสมัย เมื่อเทียบกับการดําเนินงานของภาคเอกชน ตลอดจนการบริหารงานภายใต้ระบบราชการเป็นการบริหารที่ต้อง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การบริหารงานให้ความสําคัญกับกระบวนการมากกว่าเป้าหมาย ทําให้การ บริหารงานขาดความคล่องตัว

7. ปัญหากําลังคนภาครัฐไม่มีคุณภาพ กําลังคนภาครัฐที่มีอยู่ในระบบราชการปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพและมีความจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านอย่างเร่งด่วน กําลังส่วนใหญ่ยังขาด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยึดติดกับการทํางานแบบเดิม ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความมั่นคงในระบบราชการ ทําให้กําลังคนภาครัฐขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน เนื่องจากอยู่ในสถานะของตําแหน่งที่มีเสถียรภาพ และความมั่นคงค่อนข้างสูง

8. ปัญหาที่ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ไม่เหมาะสม ข้าราชการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ และค่าตอบแทนค่อนข้างต่ําเมื่อเทียบกับบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในภาคต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากภาคราชการ เป็นองค์การขนาดใหญ่ ทําให้การปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการทําได้ค่อนข้างลําบาก เนื่องจากภาครัฐต้อง ใช้งบประมาณในการดําเนินการเป็นจํานวนมาก รวมถึงค่าตอบแทนที่ได้รับไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด รายได้ ของราชการอยู่ในระดับต่ําและไม่สัมพันธ์กับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงอยู่ตลอดเวลา

9. ปัญหาทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิม ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ความสําคัญกับลําดับชั้น ของการบังคับบัญชา ทําให้ข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร รวมทั้งการต้องเคารพในระบบอาวุโสของ การทํางานทําให้ข้าราชการรุ่นใหม่ไม่สามารถแสดงศักยภาพในการทํางานได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติ และค่านิยมดั้งเดิม ในภาคราชการดังกล่าว จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการส่งเสริมคนเก่ง คนดี คนที่มีความรู้และความสามารถได้ใช้โอกาส ตลอดจนข้าราชการมักจะเคยชินกับระบบการรับคําสั่งและ นํามาปฏิบัติมากกว่าที่จะริเริ่มและสร้างสรรค์ รวมทั้งขาดความกล้าหาญที่จะโต้แย้งเมื่อเห็นว่าคําสั่งนั้นไม่ถูกต้อง หรือปฏิบัติงานนั้นไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติ ในการแสดงศักยภาพการทํางานได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร

แนวทางการแก้ไขอันนําไปสู่การปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1. การมอบอํานาจและการกระจายอํานาจ
2. การให้เอกชนรับงานบางอย่างของภาครัฐไปดําเนินการโดยรัฐเป็นผู้ควบคุม
3. การลดจํานวนข้าราชการด้านกําลังคน
4. การลดระเบียบให้เหลือเท่าที่จําเป็น
5. ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร
6. ทําให้ระบบราชการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย
7. การปรับเปลี่ยนการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

2.2 การเมืองมีอิทธิพลต่อระบบราชการไทยอย่างไรและระบบราชการมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย อย่างไร จงอธิบาย

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 53288 หน้า 119 – 124), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 27 – 34)

การเมืองมีอิทธิพลต่อระบบราชการไทย มีดังนี้

1. นักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจบางคนเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือของ พรรคพวก มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
2. นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีบางคนสั่งการไม่คํานึงถึงข้อจํากัดด้านกฎหมายและ ระเบียบแบบแผน การตัดสินในวินิจฉัยสั่งการไม่รอบคอบ และในบางกรณีไม่มีความสันทัดชัดเจนในเรื่องที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของตน
3. นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีบางคนสั่งการโดยขัดกับมติคณะรัฐมนตรีหรือกฎระเบียบ หากข้าราชการประจํานําไปปฏิบัติผู้ที่มีความผิดก็คือข้าราชการเพราะเป็นผู้ดําเนินการ
4. นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีบางคนสร้างความหวาดกลัวให้แก่ข้าราชการและใช้อํานาจ ในการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ทําให้ข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระได้
5. นักการเมืองทําผิดหรือบริหารงานบกพร่องก็ไม่ต้องถูกลงโทษ แต่ถ้าข้าราชการบกพร่องก็มีบทลงโทษ ต้องถูกสอบสวนและหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะถูกโยกย้ายหรือปลดออกได้
6. นักการเมืองขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาของชาติที่มีความสลับซับซ้อนและมีแง่มุมทางด้านเทคนิคสูง นักการเมืองมักใช้แต่ความรู้สึกส่วนตัวโดยขาดข้อพิจารณาทางวิชาการ
7. นักการเมืองที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ มักมีพฤติกรรมในการปฏิบัติงาน 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ทํางานเสมือนปลัดกระทรวงอีกคนหนึ่งไม่มีแนวการบริหารแตกต่างไปจากข้าราชการที่ปฏิบัติอยู่ แบบที่ 2 พยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการประจํามากขึ้น

ระบบราชการมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ดังนี้

1. ระบบราชการไทยเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลครอบงําการเมืองไทยมาตลอด
2. ระบบราชการไทยทําหน้าที่แทนพรรคการเมืองเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีกฎหมายห้ามการมีพรรคการเมืองและห้ามการชุมนุมทางการเมือง
3. ระบบราชการไทยผูกขาดการสรรหาบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ทางการเมือง
4. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําการปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมให้แก่คนไทย
5. ระบบราชการไทยควบคุมการดําเนินงานของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด
6. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลเหนือการกําหนดข้อบัญญัติของสังคมและสมาชิกสภานิติบัญญัติ ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งและที่มาจากการเลือกตั้ง
7. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
8. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําต่อกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรม และในกระทรวงมหาดไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2558

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

1. ให้อธิบายแนวคิดต่อไปนี้พอสังเขป

1.1 แนวคิดเชิงพฤติกรรมการเมือง (Political Behavioral Approach)
(แนวคำตอบ: เอกสารหมายเลข 84 หน้า 8)
แนวคิดเชิงพฤติกรรมการเมือง (Political Behavioral Approach) เป็นแนวที่สนใจพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ โดยเน้นจิตวิทยาบุคคล พฤติกรรมบุคคลและกลุ่ม รวมทั้งจิตวิทยาสังคม เช่น ศึกษาปัจจัยที่ทำให้บุคคลก้าวร้าวและนิยมเผด็จการ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับบุคลิกภาพและการขัดเกลาทางสังคมของผู้นำทางการเมือง มติมหาชน พฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นแนวที่เน้นการศึกษาในระดับจุลภาคโดยผสมผสานแนวคิดทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน

1.2 แนวคิดการพัฒนาการเมือง (Political Development Approach)
(แนวคำตอบ: เอกสารหมายเลข 84 หน้า 8)
แนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง (Political Development Approach) เป็นแนวที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมย่อมมีผลต่อด้านการเมืองด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งอธิบายการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองจากลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่งด้วย เช่น จากระบบการเมืองที่ด้อยพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว จากระบบการเมืองที่ล้าสมัยไปสู่ระบบการเมืองที่ทันสมัย เป็นต้น

1.3 แนวคิดสถาบันนิยม (Institutionalism or Institutional Approach)
(แนวคำตอบ: เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7), (คำบรรยาย)
แนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionism) หรือแนวคิดเชิงสถาบันการเมือง (Political Institution Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจกระบวนการทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) การศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แหล่งที่มาและโครงสร้างของอำนาจและรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร สถาบันตุลาการ สถาบันข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมักจะนำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

1.4 แนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach)
แนวคําตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7), (คําบรรยาย)

แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)
David Easton ในทางรัฐศาสตร์ได้นําแนวคิดของนักสังคมวิทยามาประยุกต์ใช้ในทางการเมือง แล้วอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งประกอบด้วยส่วนสําคัญ 4 ส่วน คือ

1. สิ่งที่ป้อนเข้าหรือปัจจัยนําเข้า (Input)
2. กระบวนการ (Process) หรือเรียกอีกอย่างว่า กล่องดํา (Black Box)
3. ผลที่ออกมาหรือผลผลิต (Output)
4. ผลย้อนกลับหรือผลกระทบที่เกิดจากผลผลิต (Feedback)

1.5 ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
แนวคําตอบ (คําบรรยาย)

การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือ การกําหนดนโยบายที่ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายสาธารณะ แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว
ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) คือ ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือเรียกว่าการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ข้อ 2. ให้นักศึกษาทําข้อสอบทั้งข้อ ก. และข้อ ข.

2.1 ท่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการอย่างไร และระบบราชการไทยมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยอย่างไรบ้าง จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ**
แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 53288 หน้า 119 – 124), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 29 – 34)

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการไทย
โดยหลักการทั่วไปการเมืองเป็นเรื่องของการกําหนดนโยบายและเป้าหมายของรัฐ (Ends) ส่วนเรื่องการบริหารเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามนโยบายซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการ (Means) และระบบราชการ
ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการจึงหนีไม่พ้นความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการด้วย ทั้งในทางประสานงานกันและมีความขัดแย้งกัน ซึ่งจากการมีความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการนี่เองที่ทําให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปมีอิทธิพลต่อฝ่ายราชการ ขณะเดียวกันฝ่ายราชการก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อฝ่ายการเมือง

ระบบราชการไทยมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ดังนี้

นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ระบบการเมืองไทยเป็นระบบ อํามาตยาธิปไตย (Bureaucratic Polity) คือ ถูกครอบงําโดยข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนมาโดยตลอด ประเทศไทย จึงตกอยู่ในภาวะขาดแคลนนักการเมืองอาชีพ แต่อุดมไปด้วยข้าราชการที่เข้าไปมีบทบาททางการเมืองทั้งในด้าน นิติบัญญัติ ด้านราชการงานเมือง และด้านการสังกัดพรรคการเมือง โดยข้าราชการประจํามักจะเข้าไปดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองต่าง ๆ เช่น รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2475 – 2518 คณะรัฐมนตรีเกือบทุกชุดของไทยมีข้าราชการเป็น รัฐมนตรีมากกว่านักการเมืองอาชีพ เพราะระบบราชการมีมานานและมั่นคงกว่าระบบการเมือง และระบบการเมือง ยังขาดเสถียรภาพทําให้มีนักการเมืองอาชีพน้อย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ของประชาชนในระบบการเมืองไทย มีผลทําให้ทหารและข้าราชการพลเรือนมีบทบาทสําคัญทางการเมือง ทหาร กลายเป็นสถาบันที่ครอบงําการเมืองของไทยมาโดยตลอด โดยมีพรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และนักการเมือง ฝ่ายพลเรือนส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม คอยต้านทานอิทธิพลของทหาร แต่ฝ่ายพลเรือนไม่ค่อยประสบความสําเร็จ ในการต่อสู้กับฝ่ายทหาร เนื่องจากมีอุปสรรคและปัญหาอยู่ที่กลุ่มการเมืองเองและสภาพแวดล้อมทางการเมือง

หลังจากนั้นในระบบการเมืองที่กําลังพัฒนา ข้าราชการมักเข้าไปมีบทบาทสําคัญทางการเมือง ทั้งในเรื่องการดํารงตําแหน่งทางการเมือง การกําหนดนโยบาย และการใช้อิทธิพลควบคุมพฤติกรรมของนักการเมือง ข้าราชการไม่ได้ทําหน้าที่ดําเนินงานไปตามนโยบายเท่านั้น แต่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายด้วย เนื่องจาก ข้าราชการต้องปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจึงมีความรู้และประสบการณ์ในการทํางานของตน แต่นักการเมืองเข้ามาดํารง ตําแหน่งเพียงชั่วคราว เพราะต้องออกไปด้วยวิถีทางการเมือง เมื่อนักการเมืองคนใหม่เข้ามาดํารงตําแหน่งจึงต้อง อาศัยข้อมูลข่าวสารและความเห็นต่าง ๆ จากข้าราชการในการกําหนดนโยบาย

สถาบันทางการเมืองที่มีหน้าที่ควบคุมระบบราชการมักจะอ่อนแอ ในขณะที่ระบบราชการมี พัฒนาการอันยาวนานและมีความเข้มแข็งเพราะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการระดมทรัพยากรเข้าสู่ระบบ อย่างเต็มที่ ระบบราชการจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สําคัญสําหรับผู้นําทางการเมือง

ในการกําหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานราชการมีส่วน

สําคัญมากกว่าสถาบันการเมืองและภาคเอกชน โดยข้าราชการประจําจะมีบทบาทในการกําหนดนโยบายและ แผนพัฒนาทุกระดับเนื่องจากเป็นเรื่องของเทคนิค

ข้าราชการประจําเป็นผู้มีอํานาจอย่างแท้จริงในการจัดทํางบประมาณ เพราะมีความเชี่ยวชาญ ส่วนนักการเมืองมักจะขาดความรู้ ประสบการณ์ และถูกจํากัดโดยสถานการณ์ ข้อผูกพันเดิม และเวลา จึงไม่สามารถ ทําการเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้มากนัก แม้ว่าจะมีการแก้ไขให้ตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงบประมาณเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งทําให้อิทธิพลการเมืองจากภายนอกในการจัดทํางบประมาณลดลง และอาศัยหลัก วิชาการและเหตุผล (Rationality) มากขึ้นก็ตาม แต่ก็ไปเพิ่มอํานาจให้กับข้าราชการประจําในการจัดทํางบประมาณ

การที่ข้าราชการมีอํานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสําคัญจนเคยชิน และการไม่ยอมรับ อํานาจของนักการเมือง ทําให้นักการเมืองพยายามเข้าไปควบคุมตัวบุคคลที่เป็นข้าราชการ โดยการเปลี่ยนตัว ปลัดกระทรวงเพื่อควบคุมปลัดกระทรวงให้ได้ จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจําเสมอมา ในอดีตระบบการเมืองไทยถูกครอบงําโดยระบบราชการ ดังต่อไปนี้

1. ระบบราชการไทยเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลครอบงําการเมืองไทยมาตลอด
2. ระบบราชการไทยทําหน้าที่แทนพรรคการเมืองเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีกฎหมายห้ามการมีพรรคการเมืองและห้ามการชุมนุมทางการเมือง
3. ระบบราชการไทยผูกขาดการสรรหาบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ทางการเมือง
4. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําการปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมให้แก่คนไทย
5. ระบบราชการไทยควบคุมการดําเนินงานของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด
6. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลเหนือการกําหนดข้อบัญญัติของสังคมและสมาชิกสภานิติบัญญัติ ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งและที่มาจากการเลือกตั้ง
7. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
8. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงําต่อกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรม และในกระทรวงมหาดไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

2.2 จะต้องปฏิรูประบบราชการไทยเรื่องใด อย่างไรบ้าง จึงจะสอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปลายปี 2558 (ตอบเป็นข้อ ๆ)

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 53288 หน้า 108 – 109), (คําบรรยาย)

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทยให้สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

1. ให้ภาคราชการมีสมรรถนะที่จะแข่งขันในเวทีโลก (International Competitive Marketing)
2. ลดการควบคุมภาคราชการต่อภาคเอกชนให้น้อยลง โดยการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ล้าสมัย (Deregulation)
3. ให้มีการแปรสภาพภาคราชการไปให้ภาคเอกชนดําเนินการแทนมากขึ้น (Privatization)
4. ให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. ปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ (บทบาท วิธีการทํางานและสร้างประสิทธิภาพในการทํางาน)
6. การปรับปรุงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดิน
7. การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์
8. ปรับเปลี่ยนบริหารงานบุคคล (พัฒนาหน่วยงานกลาง บริหารงานบุคคลพัฒนาศักยภาพของข้าราชการ ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน ปรับกระบวนทัศน์ข้าราชการ)
9. ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน
10. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ (สร้างจิตสํานึก) สร้างระบบการบริหารงานกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) สร้างค่านิยมโปร่งใสทํางานร่วมกับประชาชนอย่างเป็นมิตร
11. เปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูประบบราชการไทย มีดังนี้

1. นำไปสู่ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ระบบราชการโปร่งใสสุจริต ลดความสิ้นเปลืองสูญเปล่า และใช้งบประมาณน้อยลง
2. เป็นข้าราชการที่มีความรับผิดชอบ ซื่อตรงและโปร่งใส
3. เป็นระบบราชการที่แน่นอนคงเส้นคงวา
4. การบริหารราชการมองการณ์ไกล ทันสมัย ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์
5. ได้ระบบและข้าราชการที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน
6. การบริหารราชการที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากประชาชนว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม
7. ได้ข้าราชการที่เข้าใจง่ายและเป็นเพื่อนกับประชาชน โดยที่ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2557

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา POL3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง: ให้นักศึกษาตอบในสมุดคำตอบตามสีที่กำหนดไว้ในข้อสอบแต่ละข้อ ข้อ 1 สีเขียว ข้อ 2 สีดำ

ข้อ 1. ให้อธิบายแนวคิดต่อไปนี้โดยสังเขป

1.1 สิทธิอำนาจ (Authority)

แนวคำตอบ: สิทธิอำนาจ (Authority) หมายถึง อำนาจที่มีรากฐานมาจากความเชื่อในคำสั่งที่ชอบธรรม (Legitimacy) ดังนั้นความชอบธรรมจึงเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนอำนาจและการครอบงำให้เป็นสิทธิอำนาจ

1.2 สถาบันนิยม (Institutionism)

แนวคำตอบ: แนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionism) หรือแนวคิดเชิงสถาบันการเมือง (Political Institution Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจกระบวนการทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) การศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แหล่งที่มาและโครงสร้างของอำนาจและรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร สถาบันตุลาการ สถาบันข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมักจะนำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

1.3 แนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) ของเดวิด อีสตัน (David Easton)

แนวคำตอบ: แนวคิดเชิงระบบ (System Approach) David Easton ในทางรัฐศาสตร์ได้นำแนวคิดของนักสังคมวิทยามาประยุกต์ใช้ในทางการเมือง แล้วอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ

1. สิ่งที่ป้อนเข้าหรือปัจจัยนำเข้า (Input)
2. กระบวนการ (Process) หรือเรียกอีกอย่างว่า กล่องดำ (Black Box)
3. ผลที่ออกมาหรือผลผลิต (Output)
4. ผลย้อนกลับหรือผลกระทบที่เกิดจากผลผลิต (Feedback)

1.4 ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)

แนวคำตอบ (คำบรรยาย)

การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือ การกำหนดนโยบายที่ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายสาธารณะ แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว
ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) คือ ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือเรียกว่าการขัดกันแห่งผลประโยชน์

1.5 การพัฒนาการเมือง (Political Development)

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 8)

แนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง (Political Development Approach) เป็นแนวที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ และสังคมย่อมมีผลต่อด้านการเมืองด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งอธิบายการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองจากลักษณะหนึ่ง ไปสู่อีกลักษณะหนึ่งด้วย เช่น จากระบบการเมืองที่ด้อยพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว จากระบบการเมืองที่ล้าสมัยไปสู่ระบบการเมืองที่ทันสมัย เป็นต้น

ข้อ 2. ให้นักศึกษาทำข้อสอบทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2

2.1 ขณะนี้ประเทศไทยได้จัดตั้งสภาปฏิรูปเพื่อปฏิรูปประเทศในหลายด้าน รวมทั้งปฏิรูประบบราชการด้วย ให้ท่านเสนอปัญหาที่สำคัญ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในระบบราชการไทย พร้อมทั้งเสนอการปฏิรูประบบราชการต่อสภาปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหา จงอธิบายโดยละเอียดและเป็นข้อ ๆ พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน

ปัญหาของระบบราชการไทยที่สำคัญ ได้แก่

1. ปัญหาเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เป็นปัญหาหลักและเรื้อรังที่สะสมมานาน ไม่อาจแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ ทำให้ภาพลักษณ์ของระบบราชการไทยติดอยู่กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างแยกไม่ออก การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยแก้ไขสภาพปัญหานี้ให้ลดน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด

2. ปัญหาเรื่องขนาดของระบบราชการไทยมีโครงสร้างของกลุ่มราชการที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อน มีอัตรากำลังข้าราชการเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบราชการมีระบบการบริหารงานที่ไม่คล่องตัว ประสบกับปัญหาด้านค่าใช้จ่ายของบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณอย่างไม่สิ้นสุด และมีผลกระทบต่องบประมาณในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจำเป็นของรัฐในการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ

3. ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารระบบราชการไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการบริหารงานอยู่เสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารงานในภาคเอกชน การบริหารงานราชการ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานว่างานนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด ขาดตัวชี้วัด ในการดําเนินงาน ทําให้ไม่สามารถวิเคราะห์ถึงความคุ้มทุน และผลสัมฤทธิ์ของ..ารดําเนินงานของส่วนราชการ ได้อย่างชัดเจน แต่โดยที่ประชาชนต้องได้รับบริการสาธารณะจากรัฐที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ รวดเร็ว ความคาดหวัง ของประชาชนโดยทั่วไปจึงต้องการเห็นภาพลักษณ์ใหม่ของระบบราชการไทยในแนวทางดังกล่าว จึงนับเป็น
ปัจจัยสําคัญประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเหตุผล และความจําเป็นของการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหา ด้านประสิทธิภาพของการให้บริการประชาชน

4. ปัญหาการบริหารแบบรวมศูนย์อํานาจ กล่าวคือ ราชการบริหารส่วนกลางซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม มีความเข้มแข็ง การบริหารงานและการตัดสินใจมีลักษณะรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด แม้ว่าจะมีการมอบอํานาจการบริหารงานให้กับราชการส่วนภูมิภาคก็ตาม แต่การบริหารงานของราชการส่วนภูมิภาค ก็ยังไม่สามารถใช้อํานาจเด็ดขาดหรือมีความอิสระในการตัดสินใจมากนัก ยังต้องยึดนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก ทรัพยากรการบริหารส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรจากส่วนกลาง

5. ปัญหาโครงสร้างส่วนราชการที่ไม่คล่องตัว โครงสร้างการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน มีลักษณะที่ไม่ยืดหยุ่น ขาดความคล่องตัว การบริหารยึดติดกับกรอบตามอํานาจหน้าที่กฎหมายเป็นหลัก ทําให้ การบริหารไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างทันเหตุการณ์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ทําให้ไม่คล่องตัว และเนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีขนาดใหญ่ ทําให้การปรับรื้อต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการดําเนินการ

6. ปัญหากฎ ระเบียบ เทคโนโลยี และวิธีปฏิบัติงานไม่ทันสมัย การบริหารงานภาครัฐ เป็นการบริหารโดยยึดโยงกับกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก กฎระเบียบบางเรื่องเป็นอุปสรรคต่อ การบริหารงานภาครัฐและไม่ทันสมัย นอกจากนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นํามาใช้ในระบบราชการยังขาดความทันสมัย เมื่อเทียบกับการดําเนินงานของภาคเอกชน ตลอดจนการบริหารงานภายใต้ระบบราชการเป็นการบริหารที่ต้อง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การบริหารงานให้ความสําคัญกับกระบวนการมากกว่าเป้าหมาย ทําให้การ
บริหารงานขาดความคล่องตัว

7. ปัญหากําลังคนภาครัฐไม่มีคุณภาพ กําลังคนภาครัฐที่มีอยู่ในระบบราชการปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพและมีความจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านอย่างเร่งด่วน กําลังส่วนใหญ่ยังขาด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยึดติดกับการทํางานแบบเดิม ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความมั่นคงในระบบราชการ ทําให้กําลังคนภาครัฐขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน เนื่องจากอยู่ในสถานะของตําแหน่งที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงค่อนข้างสูง

8. ปัญหาที่ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ไม่เหมาะสม ข้าราชการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ และค่าตอบแทนค่อนข้างต่ําเมื่อเทียบกับบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในภาคต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากภาคราชการ เป็นองค์การขนาดใหญ่ ทําให้การปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการทําได้ค่อนข้างลําบาก เนื่องจากภาครัฐต้อง ใช้งบประมาณในการดําเนินการเป็นจํานวนมาก รวมถึงค่าตอบแทนที่ได้รับไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด รายได้
ของราชการอยู่ในระดับต่ําและไม่สัมพันธ์กับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงอยู่ตลอดเวลา

9. ปัญหาทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิม ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ความสําคัญกับลําดับชั้น ของการบังคับบัญชา ทําให้ข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร รวมทั้งการต้องเคารพในระบบอาวุโสของ การทํางานทําให้ข้าราชการรุ่นใหม่ไม่สามารถแสดงศักยภาพในการทํางานได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติ และค่านิยมดั้งเดิม ในภาคราชการดังกล่าว จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการส่งเสริมคนเก่งคนดี คนที่มีความรู้และความสามารถได้ใช้โอกาส ในการแสดงศักยภาพการทํางานได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ตลอดจนข้าราชการมักจะเคยชินกับระบบการรับคําสั่งและ นํามาปฏิบัติมากกว่าที่จะริเริ่มและสร้างสรรค์ รวมทั้งขาดความกล้าหาญที่จะโต้แย้งเมื่อเห็นว่าคําสั่งนั้นไม่ถูกต้อง หรือปฏิบัติงานนั้นไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติ

แนวทางการแก้ไขอันนําไปสู่การปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้
1. การมอบอํานาจและการกระจายอํานาจ
2. การให้เอกชนรับงานบางอย่างของภาครัฐไปดําเนินการโดยรัฐเป็นผู้ควบคุม
3. การลดจํานวนข้าราชการด้านกําลังคน
4. การลดระเบียบให้เหลือเท่าที่จําเป็น
5. ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร
6. ทําให้ระบบราชการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย
7. การปรับเปลี่ยนการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

แนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1. ด้านโครงสร้าง รัฐบาลต้องไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ๆ อยู่บ่อย ๆ แม้ว่าการปรับเปลี่ยน โครงสร้างอยู่เรื่อย ๆ อาจจะเป็นผลดีที่ทําให้ได้โครงสร้างของระบบราชการที่เหมาะสมมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยน โครงสร้างทุกครั้งจะก่อให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน เกิดความโกลาหลในการเปลี่ยนย้ายหน่วยงานและ การโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการสะดุด และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูประบบราชการมากกว่า หากจําเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนด้านโครงสร้างจริง ๆ ก็ต้องทําให้อย่างรอบคอบ ระมัดระวังผ่านการพิจารณาผลดี และผลเสียอย่างชัดเจน และต้องทําความเข้าใจแก่ข้าราชการและสาธารณชนอย่างเหมาะสม

2. ด้านบุคลากร บุคลากรต้องมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการบริหารงานสมัยใหม่ ต้องรู้และเข้าใจแนวทางตลอดจนเป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการที่ชัดเจน รวมทั้งเห็นผลดีของการปฏิรูป ระบบราชการทั้งต่อสังคมส่วนรวมและต่อตนเอง นั่นคือส่วนราชการทั้งต้องดําเนินการประชาสัมพันธ์ และอบรม
ให้ความรอบรู้อย่างจริงจัง

3. รัฐบาลต้องสร้างระบบตอบแทนให้แก่ข้าราชการใหม่ที่เหมาะสมและสอดคล้องส่งเสริมให้การปฏิรูประบบราชการประสบผลสําเร็จ

4. รัฐบาลต้องสร้างจิตสํานึกและค่านิยมใหม่ในการทํางานให้เกิดแก่ข้าราชการโดยเร็ว ทั้งด้วยมาตรการส่งเสริมและการลงโทษ และการมีส่วนร่วมขององค์การเครือข่ายหรือสาธารณชน

5. รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจให้แก่ข้าราชการและสร้างความชัดเจนในวิธีการแบบใหม่ เพื่อให้ข้าราชการรู้และเข้าใจพร้อมทั้งตระหนักว่าวิธีการทํางานแบบใหม่จะเป็นผลดีต่อสังคม และการลดการ
ทํางานของข้าราชการในระยะยาว

6 รัฐบาลต้องสนับสนุนด้านงบประมาณ และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็นต่อการทํางานภาครัฐแนวใหม่ให้เพียงพอ

7 สาธารณชนและประชาชนต้องให้การสนับสนุนและกําลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ ต้องรู้ว่าการปฏิรูประบบราชการให้สําเร็จในทุกด้านไม่ใช่เรื่องที่จะทําสําเร็จได้เพียงภายในวันสองวัน หรือเดือนสองเดือน หรือปีสองปี และบางเรื่องอาจต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี

8 รัฐบาลต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมือง และเอาจริงเอาจังที่จะปฏิรูประบบราชการ รวมทั้งให้มีเสถียรภาพ เพื่อความต่อเนื่องของนโยบายด้วย รวมทั้งกําหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูประบบราชการไว้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติที่ต้องดําเนินต่อเนื่องกันไปในทุก ๆ รัฐบาล

9 เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน และองค์การสาธารณะอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงความสําคัญและความจําเป็นในการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมาย

10 ข้าราชการที่เห็นความจําเป็นในการปฏิรูประบบราชการ ต้องมีความกล้าหาญในการรวมพลังกับประชาชน เพื่อเพิ่มพลังขับเคลื่อนการปฏิรูประบบราชการให้มีสมรรถนะยิ่งขึ้น

11 เร่งพัฒนาบุคลากรระดับท้องถิ่นให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะในการบริหารจัดการงานของท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น

12 รัฐบาลกลางต้องมีความจริงใจในการกระจายอํานาจการเงินการคลังสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีแหล่งรายได้ในการพัฒนาตนเองอย่างเหมาะสม

13 เร่งรัดพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสารที่คุ้มค่าและรวดเร็ว

14 สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการนํานโยบายการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติ

2.2 จงอธิบายถึงการพัฒนาของระบบราชการไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยละเอียดและยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน

แนวคําตอบ (หนังสือเลขพิมพ์ 53288 หน้า 90, 107 – 109), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 48 – 59), (คําบรรยาย)

การพัฒนาของระบบราชการไทย ซึ่งแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

1 ยุคอาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. 1870 – 1893)
ลักษณะสําคัญของการปกครองยุคนี้คือ การปกครองแบบพ่อปกครองลูกผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผู้มีอํานาจมากในสังคม
ทหารกับพลเรือนมีความแตกต่างกันน้อย ทุกคนทําหน้าที่ทั้งทางทหารและพลเรือน

2 ยุคระบบราชการอยุธยา (พ.ศ. 1893 – 2310)
การปกครองในยุคนี้ถือว่ากษัตริย์เป็นเทวราชา มีลักษณะของนายจ้างกับลูกจ้างมีการสร้างระบบราชการขึ้น โดยไม่เพียงเป็นแค่เครื่องมือของการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการจัดระเบียบทางสังคมอีกด้วย

3 ยุคปฏิรูปของราชวงศ์จักรี (พ.ศ. 2310 – 2475) ยุคนี้เป็นยุคที่มีความก้าวหน้าทางวัตถุเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงกรมต่าง ๆ แบบเก่าให้เป็นกระทรวงแบบยุโรป เปลี่ยนขุนนางมาเป็นข้าราชการพลเรือน มีเงินเดือนประจำ มีการส่งคนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วกลับมารับราชการ

4 ยุครัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา) เป็นยุคที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย พยายามที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิในการปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ส่งเสริมประชาชนในด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสาธารณะ รวมทั้งแรงงานและการประกันสังคม

ปัญหาที่สำคัญของระบบราชการไทย มีดังนี้

1. ขนาดของระบบราชการไทยที่ใหญ่โตกว้างขวางเกินไป
2. มีการบริหารงานแบบรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป
3. กฎ ระเบียบมีมาก เทคโนโลยีไม่ทันสมัย
4. โครงสร้างส่วนราชการไม่ยืดหยุ่น ขาดความคล่องตัว
5. ระบบราชการไทยยังขาดความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมและขาดประสิทธิภาพ
6. มีการยึดถือทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิม กล่าวคือ มักใช้ระบบพรรคพวก ขาดความกระตือรือร้น และความคิดริเริ่มในการทำงาน ฯลฯ

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทย

จากปัญหาระบบราชการไทยดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะปฏิรูประบบราชการไทยเกิดขึ้น เพราะประชาชนส่วนรวมต้องการให้การปฏิบัติงานราชการมีประสิทธิภาพ เที่ยงธรรม มีมาตรฐานในการทำงาน มีความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ และทำงานร่วมมือกัน จุดร่วมของแนวคิดในการปฏิรูป ก็คือ

1. เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
2. อาจปฏิรูปเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบราชการหรือทั้งระบบก็ได้
3. เน้นหนักการปรับปรุงโครงสร้าง วิธีปฏิบัติงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพฤติกรรมของบุคคล
4. มีแนวโน้มในปัจจุบันว่าจะมุ่งพัฒนาศักยภาพและกิจกรรมของรัฐในภาพรวมมากกว่าในส่วนใดส่วนหนึ่งเฉพาะ

เหตุผลที่ต้องมีการปรับปรุงและปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1. เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. เพื่อให้เกิดความประหยัดโดยป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนและการมีคนล้นงาน
3. เพื่อแบ่งส่วนราชการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการด้านการแบ่งงานและการจัดองค์การ
4. มีการปฏิรูปทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
5. เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล
6. ขนาดของระบบราชการไทยใหญ่โตเกินไป
7. กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ทำให้ระบบราชการจะต้องปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

ตัวอย่างการปฏิรูประบบราชการไทยของรัฐบาลชุดต่าง ๆ มีดังนี้

1. รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เช่น การกำหนดมาตรการจำกัดการขยายตัวของข้าราชการและลูกจ้างในส่วนราชการไม่ให้เกินร้อยละ 2 ต่อปี เป็นต้น
2. รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เช่น การแปรสภาพกิจกรรมของรัฐให้เป็นกิจกรรมของเอกชน (Privatization) เป็นต้น
3. รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เช่น เสนอให้มีการเกษียณอายุราชการในวันเกิดครบ 60 ปี เสนอให้ถ่ายโอนภารกิจในการดูแล ขสมก. ให้แก่กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
4. รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เช่น กำหนดแผนถาวรหรือแผนแม่บทในการปฏิรูประบบราชการ เพื่อวางหลักการสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดของหน่วยงานรัฐ และแนวทางการปรับปรุงระบบการทำงานของรัฐ เป็นต้น
5. รัฐบาลนายชวน หลีกภัย เช่น เสนอโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) โดยกำหนดให้มีการยุบอัตราที่เกษียณร้อยละ 80 และบรรจุข้าราชการแทนการเกษียณอายุเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 20 เป็นต้น
6. รัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เช่น การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม เป็น 20 กระทรวง ปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ ระบบงบประมาณ กฎหมาย ทัศนคติของข้าราชการ และวิธีการทำงาน เป็นต้น
7. รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่น ประกาศใช้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เป็นต้น

POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. ข้อความนี้สอดคล้องกับหลักการใด “งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันควรได้ค่าตอบแทนเท่ากัน”

(1) หลักความซื่อตรง

(2) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(3) หลักความเสมอภาค

(4) หลักความสามารถ

(5) หลักการแบ่งงานกันทำตามความถนัด

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3), (คำบรรยาย) หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติและมีพื้นฐานความรู้ตามที่กำหนดไว้มีสิทธิที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องชาติตระกูล ศาสนา เป็นการให้โอกาสแก่ผู้มีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และในการกำหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทน ของข้าราชการก็ควรยึดหลักความเสมอภาคเช่นกัน กล่าวคือ คนที่มีความรู้ความสามารถเท่ากัน หรืองานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันหรือระดับเดียวกันควรได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเท่ากัน

2. ข้อใดเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบคุณธรรม

(1) ยึดความรู้ความสามารถ

(2) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(3) ยึดเครือข่าย

(4) คัดเลือกคนโดยพิจารณาที่จริยธรรม

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก

ตอบ 5 หน้า 14 – 15 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบคุณธรรม (Merit System) ยึดหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. หลักความเสมอภาค (Equality)

2. หลักความรู้ความสามารถ (Competence)

3. หลักความมั่นคง (Security)

4. หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)

3. คำกล่าวใดต่อไปนี้ที่กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้ไม่ถูกต้อง

(1) ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน

(2) คือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ

(3) ช่วยลดต้นทุนขององค์การ

(4) ช่วยให้บุคลากรมีขวัญและกำลังใจ

(5) ทำให้องค์การใช้ทรัพยากรที่มิได้อย่างคุ้มค่า

ตอบ 3 หน้า 4 – 5 (คำบรรยาย) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีลักษณะดังนี้

1. เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ หรือทำให้องค์การ ใช้ทรัพยากร (คน) ที่มีได้อย่างคุ้มค่า

2. เป็นกระบวนการที่ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน

3. ช่วยทำให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ฯลฯ

4. การบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบใดที่ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับข้าราชการพลเรือน

(1) หลักเลือกที่รักมักที่ชัง

(2) ระบบอุปถัมภ์

(3) ระบบเครือญาติ

(4) ระบบเส้นสาย

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 12 – 13, (คำบรรยาย) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) หรือเรียกว่าระบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบเครือญาติ ระบบเส้นสาย ระบบเลือกที่รัก มักที่ชัง เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ทำให้การบริหารราชการไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพราะการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการคำนึงถึงความเป็นพรรคพวกเป็นสำคัญ ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถของบุคคลอย่างแท้จริง จึงส่งผลให้ส่วนราชการเต็มไปด้วยข้าราชการที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ดังนั้น การบริหารราชการภายใต้ระบบอุปถัมภ์จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับข้าราชการพลเรือน

5. Affirmative Action หมายถึงข้อใด

(1) ระบบอุปถัมภ์

(2) ระบบคุณธรรม

(3) ระบบปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์

(4) ระบบที่เน้นกระจายอำนาจ

(5) การไม่เลือกปฏิบัติ

ตอบ 5 (คำบรรยาย) ระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นโอกาส (Affirmative Action) เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ โดยระบบนี้จะเน้น การให้โอกาสแก่ผู้ที่ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุในการเข้ามาทำงานในองค์การ

6. ข้อใดไม่ใช่ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) การค้นหาทรัพยากรมนุษย์

(2) ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์

(3) งานรักษาทรัพยากรมนุษย์

(4) ลดต้นทุนจากทรัพยากรมนุษย์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 7 ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ
1 งานหาทรัพยากรมนุษย์
2 งานใช้ทรัพยากรมนุษย์
3 งานดูแลรักษาทรัพยากรมนุษย์

7 การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การ

(1) กระแสโลกาภิวัตน์

(2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

(3) ความท้าทายด้านจริยธรรม

(4) ความคาดหวังของผู้รับบริการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 24 – 26, (คำบรรยาย) การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การ ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ ความท้าทายด้านคุณภาพและจริยธรรม โครงสร้างประชากรและกำลังแรงงาน สภาวะทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน ความคาดหวังของผู้รับบริการ เป็นต้น

8. ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์การจัดการ (Scientific Management) ของ Frederick W. Taylor

(1) ทฤษฎี X และทฤษฎี Y

(2) ปัจจัยจูงใจและปัจจัยสุขภาวะ

(3) การศึกษาเวลากับการเคลื่อนไหว (Time and Motion Study)

(4) ความต้องการตามลำดับขั้น

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 41 Frank and Lilian Gilbreth ได้ขยายแนวคิดเพิ่มเติมซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนแนวคิดวิทยาศาสตร์การจัดการ (Scientific Management) ของ Frederick W. Taylor โดย Gilbreth ได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งต่อมาได้พิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The Psychology of Management ได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้านร่างกายของคนงาน โดยศึกษาการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “Time and Motion Study” หรือการศึกษาเวลากับการเคลื่อนไหวในการปฏิบัติงาน

9 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศใด

(1) ประเทศจีน

(2) ประเทศอิสราเอล

(3) ประเทศอังกฤษ

(4) ประเทศสหภาพโซเวียต

(5) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตอบ 3 หน้า 34 – 35 การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษ ที่ 18 โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิธีการและระบบ การผลิตจากเดิมที่ใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติ เครื่องมือ แบบง่าย ๆ มาเป็นการใช้เครื่องจักรกลแทน

ตั้งแต่ข้อ 10. – 18. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้เพื่ออธิบายถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สอดคล้องกับ หลักคิดในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

10. นโยบายการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง สะท้อนหลักการในข้อใด

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักระบบค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 การจําแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Cluster) และกําหนดบัญชีเงินเดือน เป็น 4 บัญชี ซึ่งแต่ละบัญชีใช้เฉพาะสําหรับตําแหน่งแต่ละประเภท
2 กําหนดให้มีเงินเพิ่มใหม่อีก 2 ประเภท คือ ตามพื้นที่และตามสายงาน
3 กําหนดให้เพิ่มค่าตอบแทนบุคคลที่มีใบรับรองการมีวุฒิการศึกษาเพิ่มที่ตรงตามหน้าที่
4 กําหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องถูกประเมินผลการปฏิบัติราชการแบบ 360 องศา เพื่อนํามาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
5 การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีการกําหนดให้ต้องเบิกยานอกบัญชีหลัก
6 มีการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง
7 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ

11. คํากล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการในข้อใด

ตอบ 4 (คําบรรยาย) คํากล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการด้านจริยธรรมและวินัย ซึ่งถูกนํามาใช้เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทําลายสังคมอย่างรุนแรงและฝังรากลึก โดยคนในสังคมนั้นจะต้องมีค่านิยมในการรักความดีและไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน และการโกงทุกรูปแบบโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนี้ จะเป็นรากฐานสําคัญที่ทําให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด

12 หลักการในข้อใดที่คํานึงถึงผลลัพธ์ของการดําเนินการควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพ เป็นหลักการที่คํานึงถึงผลลัพธ์ของการดําเนินการ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

13 การเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระสามารถวางระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของตนเองได้

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักการกระจายอํานาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้

1. กําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด เป็นผู้มีอํานาจ สั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ เช่น อธิบดีมีอํานาจสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ผู้ช่วยงานในท้องถิ่น เป็นต้น

2. กําหนดให้หน่วยงานระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด ดําเนินการจัดสอบแข่งขัน เพื่อเลือกสรรบุคคลบรรจุเข้ารับราชการได้เอง

3. การให้อํานาจในการแต่งตั้งหรือโอนย้ายบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงได้ เช่น การแต่งตั้งโฆษก คสช. ไปดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

4. การเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระสามารถวางระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของตนเองได้ ฯลฯ

14 กําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมบรรจุแต่งตั้งข้าราชการได้สอดคล้องกับหลักการใด

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 13. ประกอบ

15 การกําหนดให้หน่วยงานของรัฐถูกตรวจสอบจากองค์กรภายนอก เช่น สตง. ป.ป.ช. สอดคล้องกับหลักการใด

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้

1. กําหนดให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศ หรือต่างประเทศ

2. กําหนดให้มีแบบฟอร์มการทํารายงานหลัง/กลับจากการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ

3. กําหนดให้มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกหลายองค์กร เช่น สตง., ป.ป.ช., กกต., จังหวัด และองค์กรวิชาชีพ ฯลฯ

16 ให้ข้าราชการต้องไปเพิ่มพูนความรู้ เข้าฝึกอบรมเป็นประจําตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการเป็นไปตาม หลักการใด

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 15. ประกอบ

17 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพสอดคล้องกับหลักการใด

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 10. ประกอบ

18 การเปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถร้องทุกข์ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักพิทักษ์คุณธรรมตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้

1. เป็นหลักการที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถอุทธรณ์และร้องทุกข์ได้ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

2. การกำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการและเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ของข้าราชการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง เช่น ในกรณีที่ข้าราชการถูกสั่งลงโทษทางวินัย หรือได้รับการปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชา (เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย) อย่างไม่เป็นธรรม

3. การจัดให้มีศาลปกครองรับเรื่องด้านการบริหารงานบุคคล

4. การให้พนักงาน/ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องยุติหน้าที่หรือย้ายไปประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว ฯลฯ

19. ข้อใดเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ

(1) การขาดความตระหนักถึงสวัสดิการของคนงาน

(2) การลดต้นทุนการผลิต

(3) การพัฒนาคุณภาพของสินค้า

(4) การเข้ามาแทรกแซงจากรัฐบาล

(5) การเปลี่ยนจากสังคมเกษตรไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม

ตอบ 1 (คำบรรยาย) ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรมนุษย์ในองค์การก็คือนายจ้างขาดความเอาใจใส่ดูแลคนงาน ไม่ได้ตระหนักถึงสวัสดิการของคนงาน คนงานต้องทนทำงานโดยไม่ได้รับความสนใจต่อปัญหาทางด้านมาตรฐานสวัสดิการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย รวมทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงานก็มีความสกปรกเกินกว่าที่สภาพร่างกายของมนุษย์จะทนได้

20. “สามารถทำงานได้ภายใต้สภาวะที่กดดัน…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 3 หน้า 37, 90, (คำบรรยาย) การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) เป็นการกำหนดรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานซึ่งใช้ในการทำงานเฉพาะอย่าง เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความชำนาญ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ความพร้อมทางจิตใจ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้ในการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงานนี้จะพิจารณาจากความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)

21. ข้อใดคือวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน

(1) การสังเกต

(2) การสัมภาษณ์

(3) การใช้แบบสอบถาม

(4) การสอบถามผ่าน Google Form

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 101 – 107, (คำบรรยาย) วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน มีดังนี้
1 การสังเกต
2 การใช้แบบสอบถาม เช่น การสอบถามผ่าน Google Form
3 การสัมภาษณ์
4. การประชุม
5. การบันทึกงาน
6. การทดลองปฏิบัติงาน

22. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire)

(1) จำกัดอิสระในการตอบ

(2) มีตัวเลือกให้ตอบ

(3) ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณได้

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 105 แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่จำกัดอิสระในการตอบแบบสอบถามของผู้ตอบ เพราะมีการกำหนดคำตอบให้ผู้ตอบเลือก โดยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างนี้จะช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วตรงตามที่ต้องการโดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีชุดคำสั่งทางสถิติสำหรับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล

23. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการบันทึกงาน (Diary Method) เช่น การลงบันทึก Logbook

(1) การจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงาน

(2) การบันทึกประวัติของพนักงาน

(3) การจัดทําแฟ้มข้อมูลการประพฤติผิดวินัย

(4) การเปรียบเทียบค่าตอบแทนของบุคลากร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 107 การบันทึกงาน (Diary Method) เป็นวิธีการที่ใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์งาน โดยนักวิเคราะห์งานจะให้ผู้ปฏิบัติงาน จดบันทึกเหตุการณ์และรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนกระทําในช่วงเวลาปฏิบัติงาน ในแต่ละวัน เช่น นักบินจะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างทําการบิน เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์มากถ้าผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือและจดบันทึกการทํางานตามความเป็นจริง อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย

24. ข้อใดคือความหมายของการสรรหา

(1) กระบวนการพิจารณาเลือกเฟ้นบุคลากรไปดํารงตําแหน่งที่สูงขึ้น

(2) กระบวนการค้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตําแหน่ง

(3) กระบวนการดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 หน้า 114 – 115: การสรรหา (Recruitment) หมายถึง กระบวนการในการค้นหา จูงใจหรือดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่งงานให้สนใจยื่นใบสมัครงานกับองค์การให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการสรรหานี้เป็นวิธีการที่ทําให้องค์การสามารถมีตัวเลือกสําหรับการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป แหล่งที่ใช้ในการสรรหาบุคคลมี 2 แหล่ง คือ 1. การสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ 2. การสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ

25. ข้อใดถูกต้อง

(1) กระบวนการสรรหามีส่วนต่อการรักษาวัฒนธรรมองค์การ

(2) กระบวนการสรรหาคนเข้าทํางานเป็นต้นทุนขององค์การ

(3) การสรรหาคือการจูงใจให้มีผู้สนใจมาสมัครมากที่สุด

(4) การสรรหามีทั้งจากแหล่งภายในและภายนอกองค์การ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 คำบรรยายจากเอกสาร หน้า 115 – 120: การสรรหา (Recruitment) มีลักษณะดังนี้
1 เป็นกระบวนการจูงใจให้มีผู้สนใจที่จะทํางานกับองค์การมาสมัครงานมากที่สุด
2 การสรรหาบุคคลนั้นมีทั้งการสรรหาจากแหล่งภายในและภายนอกองค์การ
3 กระบวนการสรรหาคนเข้าทํางานถือเป็นต้นทุนขององค์การ เพราะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดําเนินการสรรหาไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ การรับสมัคร การคัดเลือก เป็นต้น
4 กระบวนการสรรหามีส่วนต่อการรักษาวัฒนธรรมองค์การ (ดูคําอธิบายข้อ 24. ประกอบ)

26. ข้อดีของการสรรหาบุคคลภายใน คือ

(1) ประหยัดค่าใช้จ่าย

(2) สร้างขวัญและกําลังใจ

(3) เปิดมุมมองใหม่

(4) ข้อ 2 และ 3 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก

ตอบ 5 คำบรรยายจากเอกสาร หน้า 116 – 117 ข้อดีของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้
1 ประหยัดค่าใช้จ่าย
2 สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากร
3 สามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากองค์การมีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทักษะ ความสามารถของผู้สมัครภายในดีกว่าผู้สมัครภายนอก
4 เป็นการให้หลักประกันในการทำงานโดยให้โอกาสความก้าวหน้าในการทำงานแก่บุคลากร ที่มีความตั้งใจทำงาน ผลงานอยู่ในระดับดีได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ

27. วิธีการใดที่ทำให้องค์การอาจเสียโอกาสจะได้คนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มาพัฒนาองค์การ
(1) การประกาศรับสมัคร
(2) การคัดเลือก
(3) การสรรหาจากภายใน
(4) การสรรหาจากภายนอก
(5) การบรรจุแต่งตั้ง
ตอบ 3 หน้า 116 – 117, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 57 – 58) ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้

1. ทำให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มาพัฒนาองค์การ

2. ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ในการประเมินโอกาส การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางธุรกิจ

3. หากองค์การไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรภายในองค์การที่ชัดเจน อาจทำให้การสรรหาบุคลากรภายในองค์การเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม

4. ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองค์การ เมื่อองค์การมีความต้องการในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ

28. วิธีการสรรหาแบบใดที่เน้นความประหยัด
(1) การเลิกจ้าง
(2) การหยุดบรรจุพนักงานใหม่
(3) การสรรหาจากภายใน
(4) การสรรหาจากภายนอก
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ (หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงถึงข้อ 26. แต่ในเอกสารที่ให้มาไม่มีข้อ 26. จึงไม่สามารถอธิบายได้เพิ่มเติม)

29. ข้อใดเป็นข้อเสียของการสรรหาจากภายนอก
(1) การเลิกจ้าง
(2) มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง
(3) อาจทำให้บุคลากรเสียขวัญกำลังใจ
(4) ได้คนที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์การ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 119, (คำบรรยาย) ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ มีดังนี้

1. อาจทำให้บุคลากรเสียขวัญกำลังใจ

2. อาจใช้ระยะเวลานาน

3. เป็นการปิดกั้นโอกาสความเจริญก้าวหน้าในสายงานอาชีพของบุคลากรภายในองค์การ

4. มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงและสิ้นเปลืองเวลา

5. ได้คนที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์การ หรืออาจเกิดปัญหาการปรับตัวและการขัดกันของวัฒนธรรมในองค์การ ฯลฯ

30. “ให้ไปรายงานตัวกับหัวหน้างาน” เป็นขั้นตอนในข้อใด
(1) การสรรหา
(2) การคัดเลือก
(3) การสรรหาจากภายใน
(4) การสรรหาจากภายนอก
(5) การบรรจุ
ตอบ 5 หน้า 131 การบรรจุ (Placement) เป็นการให้ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไปทำงานในแผนกที่ต้องการบุคลากร ในขั้นตอนนี้จะมีการส่งมอบผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปรายงานตัวกับหัวหน้างานในแผนกที่รับคน ซึ่งจะมีวิธีการให้รายงานอย่างถูกต้อง และมีการส่งรายละเอียด ประวัติ ข้อมูล ตลอดจนผลการคัดเลือกตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การสอนงานในระยะเริ่มแรก โดยหัวหน้างานสามารถกระทำได้สะดวกและง่ายขึ้น

31 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการทดลองงาน

(1) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนที่ได้รับคัดเลือกมีคุณสมบัติเหมาะสม

(2) เพื่อให้พนักงานใหม่ได้ใช้เวลาเรียนรู้กฎระเบียบและวัฒนธรรมองค์การ

(3) สอดคล้องกับการจ้างงานระยะยาว

(4) คนที่ไม่ผ่านการทดลองงานราชการถือว่ายังไม่เคยได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 การทดลองงาน (Probation) คือ การให้คนที่ได้รับคัดเลือกทำงานชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้มั่นใจว่าคนที่ได้รับคัดเลือกนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานที่จะทำ รวมทั้งเพื่อให้พนักงานใหม่ได้ใช้เวลาเรียนรู้กฎระเบียบและวัฒนธรรมองค์การด้วย ในกรณีที่ผ่านการทดลองงานก็จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำขององค์การต่อไปหรือจ้างงานเป็นพนักงานขององค์การในระยะยาว แต่หากไม่ผ่านการทดลองงานก็จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน ทั้งนี้ในส่วนราชการถือว่าคนที่ไม่ผ่านการทดลองงานราชการนั้นยังไม่เคยได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการมาก่อน

32 ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการรักษากำลังคน

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) รักษาวัฒนธรรมองค์การ

(4) รักษาภาพลักษณ์องค์การ

(5) สร้างความจงรักภักดี

ตอบ 3 การรักษาคนไว้ในองค์การ (Retain) คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานอยู่กับองค์การยาวนานหรือพยายามลดอัตราการลาออกของคนให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อ
1 คงความต่อเนื่องในการทำงาน
2 รักษาประสิทธิผลขององค์การ
3 ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหาคัดเลือกและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน
4 รักษาภาพลักษณ์ขององค์การ
5 สร้างความจงรักภักดี

33 ทำไมต้องรักษากำลังคนไว้กับองค์การ

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) เพื่อเตรียมพร้อมขยายงาน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 32. ประกอบ

34 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่คนเลือกอยู่กับองค์การ

(1) ชื่อเสียงขององค์การ

(2) ค่าตอบแทน

(3) วัฒนธรรมองค์การ

(4) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

(5) เป็นไปได้ทุกข้อ

ตอบ 5 ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่สามารถจูงใจและรักษาคนให้อยู่กับองค์การ ดังนั้นการที่คนจะอยู่กับองค์การยาวนาน ไม่ลาออกไปหางานใหม่ทำจึงไม่ใช่เพราะเรื่องค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความมั่นคงของงาน โอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล ชื่อเสียงขององค์การ วัฒนธรรมองค์การ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

35 Elton Mayo และคณะ ค้นพบอะไรจากการศึกษา Hawthorn Study ที่โรงงาน Western Electric

(1) แสงสว่างมีผลต่อการทำงาน

(2) ปฏิสัมพันธ์ของคนงานส่งผลต่อขวัญกำลังใจ

(3) มนุษย์ในองค์การเป็นไปตามทฤษฎี X และทฤษฎี Y

(4) สภาพแวดล้อมทางกายภาพมีผลต่อการทำงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 43 – 44 Elton Mayo และคณะได้ทําการศึกษาพฤติกรรมการทํางานของคนงาน ในโรงงาน Western Electric Hawthorne ซึ่งต่อมาเรียกว่า กรณีศึกษาฮอว์ธอร์น (Hawthorn Study) โดยพบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนงานส่งผลต่อขวัญกําลังใจและแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อผลผลิตของการปฏิบัติงานด้วย ผลผลิตส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และความร่วมมือร่วมใจของคนงาน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับ ความเอาใจใส่ของหัวหน้าที่มีผลกระทบต่อคนงาน

36. คํากล่าวใดไม่เป็นไปตามหลักความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ

(1) ข้าราชการไม่สามารถเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง

(2) ข้าราชการประจําต่างจากข้าราชการการเมือง

(3) ข้าราชการต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนจะนิยมพรรคการเมืองใดก็ตาม

(4) ข้าราชการที่เป็นกลางไม่ควรลงคะแนนเลือกตั้ง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 15, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5), (คําบรรยาย) หลักความเป็นกลาง ทางการเมือง (Political Neutrality) หมายถึง
1 ข้าราชการประจําต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนจะนิยมพรรคการเมืองใดก็ตาม
2 ข้าราชการต้องไม่อยู่ใต้อาณัติหรืออิทธิพลของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ๆ
3 ข้าราชการจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง เช่น สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง เช่น หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง ฯลฯ ในขณะเป็นข้าราชการ
4 ข้าราชการสามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

37. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(1) การจัดวางโครงสร้างองค์การ

(2) แนวปฏิบัติเพื่อการธํารงวินัย

(3) คือคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน

(4) คือการจัดสรรอัตรากําลัง

(5) ข้อมูลเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และขอบเขตของงานที่ต้องปฏิบัติ

ตอบ 5 หน้า 89 คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ขอบเขตของงาน ความสัมพันธ์ในสายงานและกระบวนการปฏิบัติงาน โดยทั่วไปจะประกอบด้วยข้อความสําคัญ ได้แก่ ตําแหน่งงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ คุณลักษณะของงาน และเงื่อนไขสภาวะแวดล้อม

ตั้งแต่ข้อ 38. – 41. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) หลักความเสมอภาค

(2) หลักความมั่นคง

(3) หลักความสามารถ

(4) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(5) หลักการประหยัด

38. “put the right man on the right job” สะท้อนถึงหลักการในข้อใด

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึง การบรรจุ บุคคลเข้ารับราชการ หรือการแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งใด ๆ จะต้องยึดหลักความรู้ ความสามารถของบุคคลเป็นสําคัญ โดยต้องพยายามหาทางคัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่ง (put the right man on the right job)
Gemi

39 คนที่มีความรู้ความสามารถเท่ากันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันสอดคล้องกับหลักการใด

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 1. ประกอบ

40 หลักประกันแก่ผู้จะมาทํางานราชการสามารถยึดเป็นอาชีพได้สะท้อนถึงหลักการในข้อใด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความมั่นคง (Security) หมายถึง การให้หลักประกันแก่ ผู้ที่จะมาทํางานราชการว่าจะมีความมั่นคงในชีวิต สามารถยึดราชการเป็นอาชีพได้ตราบเท่าที่ ยังมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการ มีความประพฤติดี มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ราชการ โดยให้มีเงินเดือนเพียงพอกับการครองชีพ และให้สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการประกันมิให้ข้าราชการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกออกจากราชการโดยไม่มีความผิด ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการได้มีกําลังใจที่จะปฏิบัติราชการให้บังเกิดผลดีที่สุด ไม่ต้องกังวลในการ หาเลี้ยงชีพหรือถูกกลั่นแกล้งในทางที่ไม่เป็นธรรม

41 ข้าราชการต้องไม่อยู่ใต้อาณัติของนักการเมืองเป็นไปตามหลักการใด

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 36. ประกอบ

42 ข้อใดไม่ใช่วิธีการสรรหาภายนอก
(1) Walk-in
(2) การส่งจดหมายสมัครงาน
(3) การรับพนักงานใหม่จากสถานศึกษา
(4) ตลาดนัดแรงงาน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 120 – 122 วิธีการสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ มีดังนี้
1. ผู้สมัครเดินเข้ามาสมัครเอง (Walk-in)
2. การส่งจดหมายสมัครงาน (Write-in)
3. การโฆษณารับสมัคร (Advertising)
4. การรับพนักงานใหม่จากสถานศึกษา (Education Institutions)
5. การติดต่อกับสํานักงานจัดหางาน (Employment Agencies)
6. การจัดตลาดนัดแรงงาน (Job Fairs) ฯลฯ

43 ข้อใดไม่ใช่วิธีทดแทนการสรรหา
(1) การจัดให้ทํางานล่วงเวลา
(2) การจ้างงานชั่วคราว
(3) การรับเหมาช่วง
(4) การสรรหาจากภายใน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 123 – 125 วิธีการที่ใช้ทดแทนการสรรหา มีดังนี้
1. การทํางานล่วงเวลา (Overtime)
2. การจ้างงานชั่วคราว (Temporary Employment)
3. การขอเช่าพนักงาน (Employee Leasing)
4. การใช้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontracting)
5. การใช้ผู้รับเหมาอิสระ (Independent Contractors)

44 ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้ถูกนํามาใช้ในการวิเคราะห์งาน
(1) พฤติกรรมบุคคล
(2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน
(3) อายุและเพศสภาพ
(4) เนื้อหาของงาน
(5) สภาพแวดล้อมในการทํางาน
ตอบ 3 หน้า 88 ข้อมูลที่ถูกนํามาใช้ในการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) มีดังนี้
1. กิจกรรมของงาน
2. พฤติกรรมของบุคคล
3. เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องช่วยสนับสนุนการทํางาน
4. มาตรฐานการปฏิบัติงาน
5. เนื้อหาของงาน
6. ความต้องการบุคลากร
7. สภาพแวดล้อมในการทํางาน

45 ข้อใดคือเหตุผลความจำเป็นของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์

(1) เพื่อกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ

(2) เพื่อลดต้นทุนการสรรหาบุคลากร

(3) เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคมให้กับบุคลากร

(4) เพื่อการจัดสวัสดิการให้กับบุคลากร

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 63 – 64 เหตุผลความจำเป็นของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้

1. ช่วยให้การดำเนินกิจกรรมแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการใช้กำลังคนในการทำงาน

2. ช่วยในการกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพให้กับบุคคลในองค์การ

3. ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกับองค์การ

4. ช่วยสร้างความพร้อมในการดำเนินงานของหน่วยงานทรัพยากรมนุษย์

5. ช่วยให้เกิดการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

6. ทำใหOrganizationได้รับชื่อเสียงและการยอมรับ

46 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) การเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายค่าจ้างแรงงาน

(2) การเปลี่ยนจากเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่สังคมนิยม

(3) การเปลี่ยนแปลงวิธีการและระบบการผลิต

(4) การควบคุมเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจของกองทัพ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ

47 “วิเคราะห์และจัดทำแผนของหน่วยงาน…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ

48 กระบวนการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานคือข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 1 หน้า 86 การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) หมายถึง กระบวนการศึกษาและรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการศึกษาหน้าที่ในงาน ความรับผิดชอบ สภาพการทำงาน รวมทั้งคุณลักษณะประจำของบุคคลที่เหมาะสมกับงานนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้น ๆ สำเร็จลงได้ และเพื่อให้ได้สารสนเทศของงานนั้นเพียงพอต่อ การนำไปใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมอื่นในอนาคต

49 การคัดเลือกในข้อใดเน้นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสม

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจร่างกาย

(5) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

ตอบ 1 หน้า 128 – 129, (คำบรรยาย) การสัมภาษณ์เบื้องต้น (Preliminary Interview) ถือเป็น จุดเริ่มต้นของกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร การสัมภาษณ์เบื้องต้นนี้เป็นการรวบรวม ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสมของผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุดในการคัดเลือก บุคคลเข้าทำงาน โดยวิธีการนี้จะช่วยให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของ องค์การหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะรับคนที่ขาดคุณสมบัติหรือ มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การสัมภาษณ์จะกระทำสำเร็จได้ต้องใช้ความเป็นศิลปะมากกว่าความเป็นศาสตร์

50 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าบุคคลนั้นสามารถปฏิบัติงานได้จริง

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจร่างกาย

(5) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

ตอบ 3 หน้า 128 – 130, (คำบรรยาย) การทดสอบ (Employment Test) เป็นเครื่องมือในการ ประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของผู้สมัครหรือพนักงานว่าตรงกับ ลักษณะงานหรือไม่ หรือพิจารณาว่าบุคคลนั้นสามารถปฏิบัติงานได้จริง เช่น การทดสอบ ความถนัด ทักษะ สติปัญญา (I.Q.) การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น (E.Q.) เป็นต้น

51 ข้อใดเป็นการประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่พนักงานให้

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 4 หน้า 128 – 129, (คำบรรยาย) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน (Background Investigation) เป็นขั้นตอนตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร หรือประเมินเบื้องต้นจากข้อมูล ที่ผู้สมัครให้ ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าการทำงานต่าง ๆ ที่แล้วมา หรือข้อมูลต่าง ๆ ของผู้สมัคร ที่ได้กรอกไว้ในใบสมัคร ตลอดจนสิ่งที่ได้รับฟังจากการสัมภาษณ์ถูกต้องหรือไม่

52 ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) คือ

(1) การกำหนดเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อป้องกันปัญหาความไม่เข้าใจกันในหน่วยงาน

(2) การกำหนดค่าจ้างที่สอดคล้องกับการจ้างงานในตลาดแรงงาน

(3) การกำหนดค่าจ้างโดยพิจารณาจากความรู้และประสบการณ์

(4) การกำหนดค่าจ้างให้เหมาะสมกับรายได้ขององค์การ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 142, (คำบรรยาย) ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) ของการบริหารเงินเดือน และค่าจ้าง หมายถึง การกำหนดเงินเดือนและค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับการจ้างงานใน ตลาดแรงงาน ซึ่งพิจารณาจากค่าแรงขั้นต่ำ ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ การสำรวจเงินเดือน ค่าจ้างในตลาดแรงงาน เป็นต้น

53 ข้อใดจัดเป็นปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors)

(1) ค่าคอมมิชชั่น

(2) โบนัส

(3) สวัสดิการหลังเกษียณ

(4) รางวัลพนักงานยอดเยี่ยม

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 156), (คำบรรยาย) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ในการทำงานตามทฤษฎีของ Frederick Herzberg ประกอบด้วย
1 ปัจจัยคำจุนหรือปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจ ของพนักงานในการทำงาน เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าคอมมิชชั่น เงื่อนไขการทำงาน สภาพการทำงาน (เช่น แสงไฟ โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ) นโยบาย และการบริหารงาน การควบคุมบังคับบัญชา เป็นต้น
2. ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงานในการทำงาน เช่น การยอมรับนับถือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การให้รางวัล สวัสดิการหรือ ประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ (เช่น สวัสดิการหลังเกษียณ โบนัส ประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาล บ้านพักสวัสดิการ รถประจำตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส่วนตัว) เป็นต้น

54. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors)

(1) รถประจำตำแหน่ง

(2) ห้องทำงานส่วนตัว

(3) บ้านพักสวัสดิการ

(4) คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค

(5) ราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

55. ปัจจัยใดที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้าง

(1) ต้นทุนค่าครองชีพ

(2) อัตราเงินเฟ้อ

(3) อัตราค่าจ้างทั่วไป

(4) ค่าแรงขั้นต่ำ

(5) ราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตอบ 5 หน้า 143 – 147, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ สภาพตลาดแรงงาน อัตราค่าจ้างทั่วไป ค่าแรงขั้นต่ำ ต้นทุนค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถของการจ่าย อำนาจการต่อรอง และค่าของงานเปรียบเทียบ

56. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับค่าตอบแทน

(1) สิ่งที่ได้จากการทำงาน

(2) สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

(3) ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 135 – 136 ค่าตอบแทน หมายถึง

1 สิ่งที่ได้จากการทำงาน

2 สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

3 ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร รวมถึงค่าจ้าง เงินเดือน และรางวัลตอบแทนอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าจ้างเงินเดือน

57. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินเพื่อเลื่อนระดับ

(1) ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา

(2) ความสามารถรับผิดชอบตำแหน่งที่สูงขึ้น

(3) ความมีวุฒิภาวะ

(4) ระดับการศึกษา

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 157, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนระดับตำแหน่ง มีดังนี้
1. ระดับการศึกษา
2. ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา
3. ศักยภาพหรือความสามารถ ที่จะรับผิดชอบงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น
4. ความมีวุฒิภาวะ ฯลฯ

58. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกำหนดเงินเดือน

(1) ราคาเชื้อเพลิง

(2) ราคาสินค้า

(3) อัตราดอกเบี้ย

(4) อัตราแลกเปลี่ยน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกำหนดค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ ราคาสินค้า ราคาเชื้อเพลิง อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

59. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน

(1) ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม

(2) โครงสร้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

(3) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 3 หน้า 141 จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน มีดังนี้
1 ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทน
2 หลักการออกแบบโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

60. ข้อใดต่อไปนี้ที่เป็นปัจจัยจูงใจ (Motivation Factors)

(1) ค่าเดินทาง

(2) เงื่อนไขการทํางาน

(3) สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

(4) ค่าตอบแทนพิเศษตามผลงาน

(5) ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการทํางานจากที่บ้าน (Work from Home)

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 53. ประกอบ

61. ข้อใดหมายถึงการกําหนดเงินเดือนตามหลักความพอเพียง

(1) ลูกจ้างสามารถเปรียบเทียบค่าจ้างตนเองกับพนักงานขององค์การอื่นที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันได้

(2) ลูกจ้างสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ

(3) ค่าตอบแทนที่ได้ควรจ่ายทุก 15 วัน

(4) ค่าตอบแทนควรสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจ

(5) ค่าตอบแทนควรเป็นอัตราตายตัว

ตอบ 4 หน้า 141, (คําบรรยาย) การกําหนดเงินเดือนตามหลักความพอเพียง (Adequacy) หมายถึง เงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ลูกจ้างจะได้รับควรจะเพียงพอแก่การดํารงชีวิตอย่างเหมาะสมหรือ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ตามสมควร ซึ่งการกําหนดอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เหมาะสม ควรจะสอดคล้องกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ํา ค่าครองชีพ และสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

62. ข้อใดคือกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) Recruit, Reused, Return

(2) Recruit, Reused, Recycle

(3) Recruit, Retain, Return

(4) Recall, Retain, Retire

(5) Recruit, Retain, Retire

ตอบ 5 (คําบรรยาย) ขอบเขต/กระบวนการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย 3 R คือ
1 Recruit คือ การสรรหาคัดเลือกบุคคล
2 Retain คือ การรักษาคนไว้ในองค์การ
3 Retire คือ การเลิกจ้าง

63. หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานกลางในการสรรหาและคัดเลือกข้าราชการพลเรือนของไทย

(1) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

(2) สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

(3) สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร

(4) สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

(5) สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอบ 2 หน้า 16 สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานกลางที่ทําหน้าที่ ดูแลให้การดําเนินการด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในกระทรวง กรมต่าง ๆ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน นับตั้งแต่การกําหนดตําแหน่งและอัตรา เงินเดือน การสรรหาและคัดเลือก การแต่งตั้งโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่งและอัตราเงินเดือน ไปจนถึงการดําเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

64. การประเมินค่างานต้องใช้ข้อมูลจากแหล่งใด

(1) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification)

(2) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description)

(3) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)

(4) ถูกเฉพาะข้อ 2 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 75), (คําบรรยาย) การประเมินค่างาน หมายถึง กระบวนการ วิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงาน หรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์ ตีค่างาน ประเมินหรือ เปรียบเทียบคุณค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างงานหรือประสิทธิภาพ ในงานกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย หรือเป็นการประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด
ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน ได้แก่ การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ใบพรรณนา หน้าที่งาน (Job Description) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification) และประเภทของตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ

65. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินค่างาน

(1) การตีค่างาน ประสิทธิภาพในงาน กับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(2) การประเมินคุณค่าของงานเทียบกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(3) การประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด

(4) ถูกเฉพาะข้อ 2 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 64. ประกอบ

66. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการประเมินค่างานในแต่ละระดับงาน

(1) ความรู้ความสามารถ

(2) ทักษะ

(3) รูปร่างหน้าตา

(4) สภาพการทำงาน

(5) ความรับผิดชอบ

ตอบ 3 หน้า 187 ปัจจัยในการประเมินค่างานในแต่ละระดับงาน ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ทักษะ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการแก้ปัญหา สภาพการทำงาน ความสมบูรณ์ของร่างกาย เป็นต้น

67. พนักงานลูกค้าสัมพันธ์กับพนักงานต้อนรับรายได้ต่างกันเพราะ

(1) การตีค่างานขึ้นอยู่กับรายได้หรือผลกำไรของหน่วยงาน

(2) การตีค่างานขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของหน่วยงาน

(3) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความสำคัญของตำแหน่งงานนั้นในองค์การ

(4) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน

(5) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของนายจ้าง

ตอบ 3 (คำบรรยาย) สาเหตุที่ตำแหน่งพนักงานลูกค้าสัมพันธ์กับพนักงานต้อนรับมีรายได้หรือเงินเดือนที่แตกต่างกันเป็นเพราะการตีค่างานขึ้นอยู่กับความสำคัญของตำแหน่งงานนั้นในองค์การ

68. อะไรไม่ใช่ปัจจัยผลักดันให้พนักงานออกจากงาน

(1) ระบบการบริหารแบบครอบครัว

(2) ระบบสวัสดิการ

(3) ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาด

(4) การเติบโตของเศรษฐกิจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 176 สาเหตุที่อัตราเข้าออกจากงานของพนักงานสูง มี 2 ประการ คือ
1 ปัจจัยดึงดูด ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจ
2 ปัจจัยผลักดัน ได้แก่ ระบบการบริหารแบบครอบครัว การเล่นพรรคเล่นพวก ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาด ระบบสวัสดิการที่ไม่ดี การไม่เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นสร้างสรรค์ เป็นต้น

69. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broadbanding

(1) ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ Adam Smith

(2) เน้นความชำนาญตามตำแหน่งหน้าที่

(3) เป็นการยุบรวมตำแหน่งที่ลักษณะงานใกล้เคียงกันไว้กลุ่มเดียวกัน

(4) ไม่มีข้อใดถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 213, 215 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broadbanding เป็นการจัดทําโครงสร้าง ค่าจ้างเงินเดือนที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดการแบ่งงานกันทําตามแนวคิดของ Adam Smith และการเน้นความชํานาญตามตําแหน่งหน้าที่ตามแนวคิดของ Frederick W. Taylor นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาต่อจากฐานความคิดและหลักการจัดทําโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบเดิม กล่าวคือ การยุบรวมระดับตําแหน่งที่ลักษณะงานใกล้เคียงกันเป็นกลุ่มเดียวกัน

70 ข้อใดเป็นข้อเสียของโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broadbanding

(1) สนับสนุนการหมุนเวียนเปลี่ยนงาน (Job Rotation)

(2) ยืดหยุ่นสูง

(3) ไม่เหมาะสมกับองค์การที่มีลักษณะงานแตกต่างกันมาก

(4) ส่งเสริมการทํางานเป็นกลุ่ม

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 227 – 228 ข้อเสียของโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broadbanding มีดังนี้
1 ใช้งบประมาณมากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนจากแบบเดิมมาเป็นแบบ Broadbanding
2 ไม่เหมาะสมกับองค์การที่มีลักษณะงานที่แตกต่างกันจํานวนมาก
3 ยากต่อการเปรียบเทียบค่าจ้างเงินเดือนในตลาด
4 ไม่เหมาะสมกับสังคมการทํางานที่พนักงานมีความสามารถแตกต่างกันมาก
5 ไม่เหมาะสมกับองค์การที่ไม่ชอบการเรียนรู้พัฒนาด้วยตนเอง ฯลฯ

71 ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เพื่อแต่งตั้งบุคคลเข้าปฏิบัติงาน

(2) เพื่อพิจารณาความดีความชอบ

(3) เพื่อจัดสวัสดิการที่เหมาะสม

(4) เพื่อวางแผนเลิกจ้างพนักงาน

(5) เพื่อการเลื่อนตําแหน่ง

ตอบ 4 หน้า 239 – 240, 247 – 248, (คําบรรยาย) การประเมินผลการปฏิบัติงานมีเหตุผลหรือวัตถุประสงค์ดังนี้
1 เพื่อเป็นเครื่องมือประกอบในการพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในด้านต่าง เช่น การแต่งตั้งบุคคลเข้าปฏิบัติงาน การเลื่อนตําแหน่ง การพิจารณาความดีความชอบ การจัดสวัสดิการที่เหมาะสม เป็นต้น
2 เพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรขององค์การให้พนักงานอย่างเป็นธรรม
3 เพื่อการสร้างแรงจูงใจและให้รางวัลแก่พนักงาน
4 เพื่อรักษาความเป็นธรรมภายใน
5 เพื่อให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นไปตามหลักคุณธรรม
6 เพื่อเป็นเครื่องมือบังคับทางอ้อมให้พนักงานรักษาวินัย ระเบียบขององค์การ
7 เพื่อให้พนักงานได้ทราบถึงความรู้ความสามารถของตนเองในสายตาของผู้บังคับบัญชา
8 เพื่อเป็นการทดสอบความยุติธรรมของผู้บังคับบัญชา ฯลฯ

72 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับผู้ประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด

(2) ได้รับการอบรมก่อนประเมิน

(3) ทราบวัตถุประสงค์การประเมิน

(4) ไม่มีข้อใดถูก

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 242 ผู้ประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยปกติจะได้แก่ผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดของผู้ที่จะถูก ประเมิน โดยผู้บังคับบัญชาที่จะทําการประเมินต้องมีความรู้ความเข้าใจหรือได้รับการอบรม หรือชี้แจงก่อนประเมิน เพื่อให้ทราบถึงนโยบาย วัตถุประสงค์ หลักการ และเทคนิคในการ ประเมินตามแบฟอร์มและลักษณะงานที่กําหนดเป็นมาตรฐานไว้

73 กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์เริ่มต้นที่เรื่องใด
(1) Retain
(2) Recruit
(3) Reused
(4) Retire
(5) Return
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 62. ประกอบ

74 “อัตราการลาออกลดลง” เป็นเป้าหมายของเรื่องใด

(1) การจูงใจ

(2) การประเมินค่างาน

(3) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(4) การสรรหา

(5) การเลื่อนตําแหน่ง

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 32. ประกอบ

75 ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ตอบสนองความต้องการของพนักงาน

(2) ให้พนักงานรู้ถึงความรู้ความสามารถของตนเอง

(3) ทดสอบความยุติธรรมของผู้บังคับบัญชา

(4) รักษาความเป็นธรรมภายนอก

(5) เป็นเครื่องมือให้พนักงานรักษาวินัย ระเบียบขององค์การ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 71. ประกอบ

76 ตัวเลือกข้อใดใช้การกําหนดค่าจ้างเงินเดือนสอดคล้องกับงานวิชาชีพ

(1) ข้าราชการพลเรือน

(2) ข้าราชการกลาโหม

(3) ข้าราชการฝ่ายตุลาการ

(4) พนักงานองค์กรอิสระ

(5) พนักงานองค์การมหาชน

ตอบ 3 หน้า 229 – 231 ข้าราชการฝ่ายตุลาการจะใช้โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบค่าเดียว ซึ่งเป็นโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนที่สอดคล้องกับงานวิชาชีพ

77 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

(1) ผู้ที่เพิ่งสําเร็จการศึกษาจะยังไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่าจะมีประสบการณ์

(2) ผู้ที่เพิ่งสําเร็จการศึกษาจะจ้างตามวุฒิการศึกษา

(3) ผู้ที่ทํางานมานานจะไม่ได้รับการปรับเพิ่มค่าจ้าง

(4) ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจะได้รับค่าจ้างในอัตราต่ำสุด

(5) ค่าจ้างควรกําหนดเป็น Flat Rate

ตอบ 2 หน้า 234 เกณฑ์การพิจารณากําหนดค่าจ้างเงินเดือนของผู้สมัคร มีดังนี้
1. ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการทํางานหรือเพิ่งจบการศึกษาใหม่จ้างตามวุฒิการศึกษา
2. ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงอาจปรับให้เพิ่มจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ําสุดของระดับงานที่จะบรรจุ ร้อยละ 5 ต่อปี
3. ผู้มีประสบการณ์ตรงบ้างไม่ตรงบ้างอาจปรับให้เพิ่มจากอัตราค่าจ้างต่ําสุดของระดับงาน ที่จะบรรจุร้อยละ 3 ต่อปี
4. ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์เลยให้ว่าจ้างตามค่าจ้างขั้นต่ําสุดของระดับงานนั้น ฯลฯ

78 ข้อใดไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ผู้บังคับบัญชาแต่ละคนอาจมีมาตรฐานต่างกัน

(2) อคติของผู้บังคับบัญชา

(3) ผู้ประเมินขาดความเข้าใจระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

(4) การให้เพื่อนร่วมงานและลูกค้ามีส่วนร่วมประเมิน

(5) ผู้บังคับบัญชาใช้การประเมินเพื่อกลั่นแกล้ง

ตอบ 4 หน้า 262 – 263 ปัญหาที่เกิดขึ้นในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้
1 ความลําเอียงหรืออคติของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมิน
2 ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมินแต่ละคนอาจมีมาตรฐานต่างกัน
3 ผู้ประเมินขาดความเข้าใจระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน
4 ผู้บังคับบัญชาใช้การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา
5. ผู้ประเมินมีบทสรุปของการประเมินผลการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า ฯลฯ

79. ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการเลื่อนระดับ

(1) สอดคล้องกับเงื่อนไขการจ้าง

(2) เป็นไปตามเงื่อนไขการรับทุน

(3) เพื่อวางแผนพัฒนาเส้นทางอาชีพ

(4) เพื่อผลสัมฤทธิ์ขององค์การ

(5) เพื่อให้หน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่ม

ตอบ 5 หน้า 265 – 266, (คําบรรยาย) เหตุผลของการเลื่อนระดับตําแหน่ง มีดังนี้
1 สอดคล้องกับเงื่อนไขการจ้าง
2 เป็นไปตามเงื่อนไขการรับทุนการศึกษา
3 เพื่อวางแผนพัฒนาเส้นทางอาชีพ
4 เพื่อผลสัมฤทธิ์ขององค์การ
5 มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ฯลฯ

80. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับระบบไตรภาคี

(1) นายจ้าง

(2) ลูกจ้าง

(3) รัฐบาล

(4) NGO

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 279 ระบบไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง โดยระบบไตรภาคีจะเป็นกลไกให้ตัวแทนสามฝ่ายในการพิจารณาเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกัน ทําให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันในด้านต่าง ๆ เช่น การปรึกษาหารือ การเจรจาต่อรอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจต่าง ๆ ร่วมกัน

ตั้งแต่ข้อ 81 – 85. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณงาน

(2) หลักการจ้างงานตลอดชีพ

(3) หลักการตอบสนองความต้องการ 5 ขั้น

(4) หลักมนุษยสัมพันธ์

(5) หลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ

81. ข้อใดจัดเป็นการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับหลักการของ Frederick W. Taylor

ตอบ 1 หน้า 39 – 40 Frederick W. Taylor ได้เสนอหลักการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณงาน หรือแบบรายชิ้น เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีจูงใจคนทํางานได้ดีที่สุด เพราะคนงานชอบเงินที่มากขึ้น ขณะเดียวกันนายจ้างก็ได้ผลผลิตมากขึ้นไปด้วย

82. ข้อใดจัดเป็นการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับหลักการของ Max Weber

ตอบ 2 (คําบรรยาย) Max Weber ได้เสนอทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1 การมีแบบฟอร์มที่เป็นระเบียบเดียวกัน
2 การมีเครื่องหมาย เครื่องแบบ หรือสีสัญลักษณ์ขององค์การ
3 การจําแนกตําแหน่งตามชั้นยศทางวิชาการ
4 การยึดกฎหมาย กฎระเบียบ วินัย และข้อบังคับในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด
5. การมีลําดับชั้นการบังคับบัญชา ลําดับชั้นยศ และลําดับความรับผิดชอบ
6 การยึดหลักการจ้างงานตลอดชีพ โดยให้การรับราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีผลตอบแทน ด้านการเงินแน่นอน เมื่อปลดเกษียณแล้วก็จะได้รับบําเหน็จหรือบํานาญ ฯลฯ

83 ข้อใดจัดเป็นการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับหลักการของ Henri Fayol
ตอบ 5 (คำบรรยาย) Henri Fayol เสนอหลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ ประกอบด้วย
1 การแบ่งงานกันทำ
2 อำนาจและความรับผิดชอบ
3 ความมีวินัย
4 เอกภาพของการบังคับบัญชา
5 เอกภาพของการอำนวยการ
6 การให้รางวัลตอบแทนแก่บุคลากร
7 ความมั่นคงของคนทำงาน
8 ความรัก/ความสามัคคีของหมู่คณะ ฯลฯ

84 ข้อใดจัดเป็นการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับหลักการของ Elton Mayo
ตอบ 4 (คำบรรยาย) George Elton Mayo เป็นบิดาของการบริหารงานแบบมนุษยสัมพันธ์ ได้เสนอ หลักการบริหารภายใต้ปทัสถานกลุ่ม โดยเห็นว่ากลุ่มนั้นเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนด ปริมาณผลผลิตของคนงานในองค์การ ไม่ใช่ปัจจัยด้านกายภาพและพฤติกรรมของคนงาน

85 ข้อใดจัดเป็นการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับหลักการของ Abraham H. Maslow
ตอบ 3 หน้า 46 – 47, (คำบรรยาย) Abraham H. Maslow ได้เสนอหลักการตอบสนองความ ต้องการ 5 ขั้น โดยเห็นว่า ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลำดับขั้นตอนตามความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลจะให้ความสนใจกับความต้องการ ระดับสูงต่อไป ซึ่งความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้น ดังนี้
1 ความต้องการทางกายภาพ
2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3 ความต้องการความรักหรือทางสังคม
4 ความต้องการยกย่องหรือยอมรับ
5 ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

ตั้งแต่ข้อ 86. – 90. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) ความต้องการทางกายภาพ (Basic Physiological Needs)

(2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Security Needs)

(3) ความต้องการทางสังคม (Social Needs)

(4) ความต้องการการยอมรับ (Esteem Needs)

(5) ความต้องการประจักษ์ตน (Self-Actualization Needs)

86 ข้าราชการได้รับรางวัลครุฑทองคำ
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คำบรรยาย) ความต้องการการยกย่องหรือยอมรับ (Esteem Needs) เป็นความต้องการให้คนอื่นยกย่อง ให้เกียรติ และเห็นความสำคัญ เช่น การได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าห้องจากเพื่อน ๆ การได้รับรางวัลครุฑทองคำ เป็นต้น

87 หลังจากที่นายเศรษฐีประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแล้วก็เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คำบรรยาย) ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเองหรือ ความต้องการประจักษ์ตน (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการทำในสิ่งที่ตนสามารถ จะทำได้ เป็นการสนองต่อความพอใจของตนเอง ความต้องการนี้เพื่อกระทำในสิ่งที่เหมาะสม กับตนเองของมนุษย์แต่ละคนและเป็นความต้องการเพื่อการบรรลุสมความปรารถนาของตนเอง ให้ตนเองได้กระทำในสิ่งที่ตนเองมีศักยภาพพอที่จะทำได้ เช่น หลังจากที่นายเศรษฐีประสบ ความสำเร็จในทางธุรกิจแล้วก็เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฯลฯ

88 มหาวิทยาลัยรามคําแหงมีการจ่ายเงินค่าล่วงเวลาให้กับบุคลากร

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการทางกายภาพ (Basic Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อความมีชีวิตอยู่รอด เช่น ความต้องการ อาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสม การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เงิน เป็นต้น

89 บุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดตั้งชมรมราศีสิงห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากร ที่เกิดในราศีเดียวกัน

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความรักหรือความต้องการ ทางสังคม (Love Needs หรือ Social Needs) เป็นความต้องการได้รับความรักและมีส่วนร่วม ในการเข้าหมู่เข้าพวก เช่น บุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดตั้งชมรมราศีสิงห์เพื่อ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรที่เกิดในราศีเดียวกัน เป็นต้น

90 พนักงานบริษัทส่งอาหารทุกคนจะได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิต

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Security Needs) เป็นความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีความมั่นคง ในการดํารงอยู่ เช่น การไม่ถูกไล่ออกจากงาน การได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นต้น

91 การฝึกอบรม หมายถึงข้อใด

(1) วิธีในการเพิ่มสมรรถภาพในการทํางาน

(2) วิธีสร้างแรงจูงใจในการทํางาน

(3) วิธีการลดขั้นตอนการทํางาน

(4) วิธีการรักษาบุคลากร

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 120) การฝึกอบรม คือ กรรมวิธีในการเพิ่มสมรรถภาพ ในการทํางานทั้งในด้านความคิด การกระทํา ความสามารถ ความรู้ ความชํานาญ และ การแสดงออก

92 ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์

(1) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(2) ระงับข้อพิพาท

(3) ป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําที่ไม่เป็นธรรม

(4) เพื่อสร้างความได้เปรียบแก่ลูกจ้าง

(5) เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

ตอบ 4 หน้า 283 – 284 วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้
1 การระงับข้อพิพาท
2 การรักษาความเป็นธรรมในด้านสังคมและเศรษฐกิจ
3 การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
4 การให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้าง และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําที่ไม่เป็นธรรม

93 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับองค์การที่ไม่มีสหภาพแรงงาน

(1) พนักงานจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง

(2) มีกลไกการเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(3) ใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

(4) จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 284, 290, (คําบรรยาย) ในองค์การที่ไม่มีสหภาพแรงงานและลูกจ้างทั่วไปก็ไม่ได้สนใจ กลไกการเจรจาต่อรองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และนายจ้างก็ไม่ได้พึงปรารถนาให้ลูกจ้าง จัดตั้งสหภาพแรงงาน กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ ความร่วมมือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น
จะใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

94. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์แบบทวิภาคี

(1) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง

(2) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างด้วยกันเอง

(3) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับที่ปรึกษากฎหมาย

(4) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับรัฐ

(5) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

ตอบ 5 หน้า 286, (คำบรรยาย) แรงงานสัมพันธ์แบบทวิภาคี เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยไม่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแตกต่างต่างจากแรงงานสัมพันธ์แบบไตรภาคี ซึ่งจะมีคนกลางหรือรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

95. ข้อใดเป็นกรณีที่สามารถเกิดขึ้นได้หากเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้

(1) ลูกจ้างนัดหยุดงาน

(2) นายจ้างปิดงาน

(3) ลูกจ้างถูกให้ออก

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 4 หน้า 299 หากเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ นายจ้างและลูกจ้างอาจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ 1. ตกลงกันทั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานโดยสมัครใจ 2. นายจ้าง ปิดงาน 3. ลูกจ้างนัดหยุดงาน ทั้งนี้นายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานได้ก็ต่อเมื่อ ต้องมีหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่และอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

96. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวได้ถูกต้อง

(1) หากนายจ้างจะปิดงานจะต้องทำหนังสือแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

(2) หากลูกจ้างจะนัดหยุดงานต้องมีหนังสือแจ้งให้นายจ้างทราบอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

(3) การปิดงานจะต้องทำหนังสือแจ้งให้กระทรวงแรงงานทราบไม่น้อยกว่า 3 วัน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 95. ประกอบ

97. กิจการใดต่อไปนี้ห้ามไม่ให้นายจ้างปิดงาน และห้ามลูกจ้างนัดหยุดงาน

(1) การรถไฟ

(2) งานประกันชีวิต

(3) สถาบันการศึกษา

(4) ร้านอาหาร

(5) ห้างสรรพสินค้า

ตอบ 1 หน้า 299, (คำบรรยาย) กิจการที่ห้ามไม่ให้นายจ้างปิดงาน และห้ามลูกจ้างนัดหยุดงาน ได้แก่ การรถไฟ ท่าเรือ ไฟฟ้า ประปา โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล การกลั่นหรือจำหน่ายน้ำมันหรือไฟฟ้า เป็นต้น

98. ข้อใดจัดเป็นสหภาพแรงงานอุตสาหกรรม

(1) สหภาพแรงงานบริษัทเทสล่า

(2) สหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

(3) สหภาพแรงงานการบินไทย

(4) สหภาพแรงงานข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม

(5) สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งประเทศไทย

ตอบ 5 หน้า 294 – 295, (คำบรรยาย) สหภาพแรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Union) คือ สหภาพที่ลูกจ้างซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกันไม่ว่าจะทำงานประเภทใด หรือเป็นลูกจ้าง ฯ ของบริษัทใด ๆ ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เช่น สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

99 ข้อใดคือความหมายของ “ระบบทรราชในโรงงาน” (Factory Despotism)

(1) ลูกจ้างลุกขึ้นจับอาวุธสู้กับนายจ้างที่เอารัดเอาเปรียบ

(2) ระบบที่นายจ้างมีอำนาจสูงสุด และลูกจ้างไม่มีทางเลือกใด ๆ ต้องจำยอมถูกกดขี่

(3) นายจ้างประกาศเลิกจ้างพนักงานที่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

(4) ระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เป็นไปตามประกาศค่าแรงขั้นต่ำ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 276, (คำบรรยาย) ระบบทรราชในโรงงาน (Factory Despotism) คือ ระบบที่นายจ้างมีอำนาจสูงสุด และลูกจ้างไม่มีทางเลือกใด ๆ ต้องจำยอมถูกกดขี่ ดังที่ Friedrich Engles ได้กล่าวว่า “ระบบทรราชในโรงงาน คือ ระบบที่ชีวิตของคนงาน ลูกจ้างต้องรับต่อนกหวีดหรือสัญญาณเริ่มทำงานของนายจ้างตลอดเวลา…. ในโรงงานแต่ละแห่งเจ้าของโรงงานมีสถานะเป็นผู้บัญญัติกฎหมายที่มีอำนาจสูงสุดโดยเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว เขาสามารถออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มาบังคับลูกจ้างได้ตามอำเภอใจของเขา… แม้ว่านายจ้างจะออกกฎเกณฑ์ในการทำงานที่แสนจะพิลึกที่สุด ศาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากจะบอกแก่ลูกจ้างว่าในเมื่อลูกจ้างได้ตกลงทำสัญญายอมเป็นลูกจ้างด้วยความสมัครใจของลูกจ้างเองแล้ว ลูกจ้างก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ลูกจ้างเหล่านี้จึงมีสภาพไม่ต่างไปจากการถูกพิพากษาลงโทษตลอดชีวิตแล้วถูกนายจ้างทำโทษจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตลูกจ้าง”

100 ผู้ใดมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการคุ้มครองแรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) Robert Owen

(2) Frederick W. Taylor

(3) Gordon Brown

(4) Max Weber

(5) John Wick
ตอบ 1 หน้า 277, (คำบรรยาย) โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) เป็นนายจ้างคนแรกที่ให้ความสำคัญต่อผู้ใช้แรงงานโดยการเสนอแนวคิดว่า ในขณะที่นายจ้างใช้เงินทุนเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อ รักษาเครื่องจักรและโรงงาน ก็ควรจะให้ความสนใจต่อการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของผู้ใช้แรงงานให้เหมาะสม หรือให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแนวคิดนี้ได้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการออกกฎหมายมาคุ้มครองผู้ใช้แรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

ตั้งแต่ข้อ 1. – 9. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

1 จุดเริ่มต้นของกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรคือข้อใด
ตอบ 1 หน้า 128 – 129, (คำบรรยาย) การสัมภาษณ์เบื้องต้น (Preliminary Interview) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร การสัมภาษณ์เบื้องต้นนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสมของผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุดในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน โดยวิธีการนี้จะช่วยให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการขององค์การหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะรับคนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การสัมภาษณ์จะกระทำสำเร็จได้ต้องใช้ความเป็นศิลปะมากกว่าความเป็นศาสตร์

2 ขั้นตอนใดเป็นการทดสอบ I.Q. ของผู้สมัคร
ตอบ 3 หน้า 128 – 130, (คำบรรยาย) การทดสอบ (Employment Test) เป็นเครื่องมือในการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของผู้สมัครหรือพนักงานว่าตรงกับลักษณะงานหรือไม่ เช่น การทดสอบความถนัด ทักษะ สติปัญญา (I.Q.) การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น (E.C.) เป็นต้น

3 การคัดเลือกในข้อใดเป็นวิธีการที่เป็นที่นิยมมากที่สุด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

4 ข้อใดจัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการคัดเลือก
ตอบ 5 หน้า 128, 131, (คำบรรยาย) การตรวจร่างกาย (Physical Check/Examination) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือกและสมควรทำเมื่อทราบชัดเจนว่าจะมีการจ้างอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน และเพื่อป้องกันการรับบุคคลที่มีโรคติดต่อต้องห้ามเข้ามาทำงานด้วย

5 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

6 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร
ตอบ 4 หน้า 128 – 129 การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน (Background Investigation) เป็นขั้นตอนตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าการทำงานต่างๆ ที่แล้วมา หรือข้อมูลต่างๆ ของผู้สมัครที่ได้กรอกไว้ในใบสมัคร ตลอดจนสิ่งที่ได้รับฟังจากการสัมภาษณ์ถูกต้องหรือไม่

7. ข้อใดเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความสามารถของพนักงานว่าตรงกับลักษณะงานหรือไม่

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

8 Employment Test หมายถึงข้อใด

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

9 การคัดเลือกในขั้นตอนใดจะกระทำสำเร็จต้องใช้ความเป็นศิลปะมากกว่าศาสตร์

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 10. – 13. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) หลักการจ่ายค่าตอบแทนแบบรายชิ้น
(2) หลักการจ้างงานตลอดชีพ
(3) หลักการตอบสนองความต้องการ 5 ขั้น
(4) หลักการบริหารภายใต้ปทัสถานกลุ่ม
(5) หลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ

10 ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ Henri Fayol

ตอบ 5 (คำบรรยาย) Henri Fayol เสนอหลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ ประกอบด้วย 1. การแบ่งงานกันทำ 2. อำนาจและความรับผิดชอบ 3. ความมีวินัย 4. เอกภาพของการบังคับบัญชา 5. เอกภาพของการอำนวยการ 6. การให้รางวัลตอบแทนแก่บุคลากร 7. ความมั่นคงของคนทำงาน 8. ความรัก/ความสามัคคีของหมู่คณะ ฯลฯ

11. ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ George Elton Mayo

ตอบ 4 (คำบรรยาย) George Elton Mayo ได้เสนอหลักการบริหารภายใต้ปทัสถานกลุ่ม โดยเห็นว่า กลุ่มนั้นเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดปริมาณผลผลิตของคนงานในองค์การ ไม่ใช่ปัจจัยด้านกายภาพและพฤติกรรมของคนงาน

12. ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ A.H. Maslow

ตอบ 3 หน้า 46 – 47, (คำบรรยาย) A.H. Maslow ได้เสนอหลักการตอบสนองความต้องการ 5 ขั้น โดยเห็นว่า ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลำดับขั้นตอนตามความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลจะให้ความสนใจกับความต้องการระดับสูงต่อไป ซึ่งความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้น ดังนี้ 1. ความต้องการทางกายภาพ 2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย 3. ความต้องการความรัก 4. ความต้องการยกย่อง 5. ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

13. ข้อใดคือหลักการในการจูงใจคนงานของ Frederick Winslow Taylor

ตอบ 1 หน้า 39 – 40 Frederick Winslow Taylor ได้เสนอหลักการจ่ายค่าตอบแทนแบบรายชิ้น เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีจูงใจคนทำงานได้ดีที่สุด เพราะคนงานชอบเงินที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน นายจ้างก็ได้ผลผลิตมากขึ้นไปด้วย

ตั้งแต่ข้อ 14. – 17. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) ความต้องการทางกายภาพ
(2) ความต้องการความรัก
(3) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
(4) ความต้องการยกย่อง
(5) ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

14 การที่แดงขยันมาทํางานเช้าทุกวัน ส่งผลให้แดงได้รับการขึ้นเงินเดือน

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150) ความต้องการทางกายภาพ เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน เพื่อความมีชีวิตอยู่รอด เช่น ความต้องการอาหาร น้ํา อากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสม การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เงิน เป็นต้น

15 ดําได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าห้องจากเพื่อน

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150) ความต้องการยกย่อง เป็นความต้องการให้คนอื่น ยกย่อง ให้เกียรติ และเห็นความสําคัญ เช่น ดําได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าห้อง จากเพื่อน ๆ เป็นต้น

16 แม้จะไม่ได้รับโบนัสในปีนี้แต่พนักงานทุกคนก็ดีใจที่ไม่มีการปลดใครออก

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย เป็นความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีความมั่นคงในการดํารงอยู่ เช่น การไม่ถูกไล่ออกจากงาน เป็นต้น

17 รุ่งรู้สึกดีใจที่ความพยายามตั้งใจเรียนส่งผลให้สําเร็จการศึกษาตามที่วางไว้

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความสําเร็จด้วยตนเอง เป็นความต้องการทําในสิ่งที่ตนสามารถจะทําได้ เป็นการสนองต่อความพอใจของตนเอง ความต้องการนี้เพื่อกระทําในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองของมนุษย์แต่ละคนและเป็นความต้องการ เพื่อการบรรลุสมความปรารถนาของตนเอง ให้ตนเองได้กระทําในสิ่งที่ตนเองมีศักยภาพพอที่จะทําได้ เช่น รุ่งรู้สึกดีใจที่ความพยายามตั้งใจเรียนส่งผลให้สําเร็จการศึกษาตามที่วางไว้ เป็นต้น

18 การฝึกอบรม หมายถึงข้อใด

(1) กรรมวิธีในการเพิ่มสมรรถภาพในการทํางาน

(2) กรรมวิธีในการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการทํางาน

(3) กรรมวิธีการลดขั้นตอนการทํางาน

(4) กรรมวิธีการรักษา บุคลากร

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 120) การฝึกอบรม คือ กรรมวิธีในการเพิ่มสมรรถภาพ ในการทํางานทั้งในด้านความคิด การกระทํา ความสามารถ ความรู้ ความชํานาญ และ การแสดงออก

ตั้งแต่ข้อ 19 – 27. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การฝึกอบรมแบบฝึกปฏิบัติงานจริง

(2) การฝึกอบรมแบบปฐมนิเทศ

(3) การฝึกอบรมแบบช่างฝึกหัด

(4) การฝึกอบรมแบบจําลอง

(5) การฝึกอบรมแบบกรณีศึกษา

19 “On-the-Job Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 126 – 127), (คําบรรยาย) การฝึกอบรมแบบฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training) เป็นการฝึกอบรมที่ให้พนักงานได้สัมผัสกับสิ่งที่ใช้ในการทํางานจริง ซึ่ง เป็นวิธีที่นิยมใช้แพร่หลายในทุกวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นวิธีการฝึกอบรมที่ก่อให้เกิดความ คุ้นเคยกับอุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ บรรยากาศ รวมทั้งสภาพสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาชีพ โดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้สําหรับดําเนินการให้ลูกจ้างใหม่มีประสบการณ์การทํางานเหมือนกับ ลูกจ้างเก่า หรือฝึกอบรมซูเปอร์ไวเซอร์ให้มีประสบการณ์ไปทําหน้าที่นิเทศพนักงานได้เป็นอย่างดี

20. “Apprenticeship Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 139 – 140), (คำบรรยาย) การฝึกอบรมแบบช่างฝึกหัด (Apprenticeship Training) เป็นวิธีการที่มุ่งให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้รับความรู้และทักษะทางด้านช่างฝีมือในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ จนกระทั่งมีฝีมือสามารถออกไปประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ 1. สมัครเป็นลูกมือช่างที่ตนสนใจ 2. สมัครเป็นช่างฝึกหัดโครงการช่างฝึกหัดทวิภาคีระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการ

21. “Orientation Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 127 – 128) การฝึกอบรมแบบปฐมนิเทศ (Orientation Training) เป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมและนิยมใช้กับพนักงานที่เข้าทำงานใหม่ โดยเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแนะนำให้พนักงานใหม่ได้รับความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์การ หรือสถานที่ทำงาน เช่น ประวัติขององค์การ ผู้บริหารและระบบการบริหารงาน ความก้าวหน้าในงาน เงื่อนไขการจ้างงาน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขจัดข้อสงสัยและความกังวลใจของพนักงานใหม่ให้หมดไป ตลอดจนช่วยให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับองค์การได้ง่ายและเร็วขึ้น

22. “Case Study Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 142) การฝึกอบรมแบบกรณีศึกษา (Case Study Training) เป็นวิธีการที่มีการกำหนดรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในองค์การ และให้ผู้เข้าฝึกอบรมทำการศึกษารายละเอียดของข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมดในกรณีศึกษา พร้อมกับกำหนดปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ถือเป็นวิธีการที่มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเหมาะสำหรับการฝึกอบรมผู้บริหาร

23. การฝึกอบรมในข้อใดเน้นการฝึกอบรมความรู้ ทักษะในด้านฝีมือ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 20. ประกอบ

24. การฝึกอบรมในข้อใดใช้กับพนักงานที่เข้าทำงานใหม่

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 21. ประกอบ

25. การฝึกอบรมในข้อใดเป็นที่นิยมแพร่หลายมากที่สุด

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 19. ประกอบ

26. การฝึกอบรมในข้อใดให้พนักงานได้สัมผัสกับสิ่งที่ใช้ในการทำงานจริง

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 19. ประกอบ

27. การฝึกอบรมในข้อใดมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 22. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 28 – 37. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(2) การออกแบบงาน (Job Design)

(3) การประเมินค่างาน (Job Evaluation)

(4) การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification)

(5) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)

28 จ่ายเท่ากันสําหรับงานที่เท่ากัน (Equal Work for Equal Pay)

ตอบ 3 หน้า 96, 142, (คําบรรยาย) การประเมินค่างาน (Job Evaluation) คือ กระบวนการที่ทําขึ้น เพื่อเปรียบเทียบค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อนํามาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกําหนด เงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ยุติธรรมกับงานตามหลักการที่ว่า “จ่ายเท่ากันสําหรับงานที่เท่ากัน” (Equal Work for Equal Pay) ซึ่งวิธีนี้จะทําให้เกิดความยุติธรรมภายใน (Internal Equity) ในการกําหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรทุกคนที่อยู่ภายในองค์การเดียวกัน

29 สามารถลดความเมื่อยล้า และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการทํางาน

ตอบ 2 หน้า 96 การออกแบบงาน (Job Design) ที่ดีนั้น จะทําให้บุคคลทํางานได้อย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งสามารถลดความเมื่อยล้า และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการทํางานให้น้อยลงได้อีกด้วย

30 เอาไปใช้ออกแบบงาน (Job Design)

ตอบ 5 หน้า 95 – 97 ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) สามารถนําไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ ได้หลายลักษณะ เช่น การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกบุคคล การฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล การประเมินผลการทํางาน การประเมินค่างาน การกําหนด ค่าตอบแทน การส่งเสริมความปลอดภัยในการทํางาน การออกแบบงาน (Job Design) เป็นต้น

31 ข้อมูลที่ต้องใช้ทําคือ กิจกรรมของงาน พฤติกรรมของบุคคล เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ มาตรฐาน การปฏิบัติงาน และเนื้อหาของงาน

ตอบ 5 หน้า 88 ข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) มีดังนี้
1 กิจกรรมของงาน
2 พฤติกรรมของบุคคล
3 เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องช่วยสนับสนุนการทํางาน
4 มาตรฐานการปฏิบัติงาน
5 เนื้อหาของงาน
6 ความต้องการบุคลากร
7 สภาพแวดล้อม

32 ความยุติธรรมภายใน (Internal Equity) เกิดจาก

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 28. ประกอบ

33 ได้ข้อมูลมาจากความรู้ ทักษะ และความสามารถ

ตอบ 4 หน้า 87, 90, (คําบรรยาย) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) เป็นการกําหนดรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานซึ่งใช้ในการทํางานเฉพาะอย่าง เพื่อให้งานประสบความสําเร็จ เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความชํานาญ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ําหนัก เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นํามาใช้ในการกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงานนี้จะพิจารณา จากความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)

34 การอธิบายรายละเอียดของงานว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง หน้าที่งานหลัก หน้าที่งานรอง

ตอบ 1 หน้า 87, เอกสารประกอบการสอน หน้า 12 – 13) คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เป็นการอธิบายรายละเอียดของงานว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง โดยระบุชื่อตําแหน่งงาน คําสรุปเกี่ยวกับงาน หน้าที่งานหลัก หน้าที่งานรอง และความสัมพันธ์กับงานอื่น ๆ ซึ่งข้อมูล ในคําบรรยายลักษณะงานนี้จะพิจารณาจากงาน (Task) ความรับผิดชอบ (Responsibilities) และหน้าที่ Duties

35 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในข้อใดที่ใช้ในการกําหนดฐานเงินเดือน

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 28. ประกอบ

36 การระบุในส่วนของอายุ ส่วนสูง และน้ำหนัก แสดงถึงข้อใด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 33. ประกอบ

37 การระบุถึงรายละเอียดของเนื้องาน และภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ แสดงถึงคุณสมบัติใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 38 – 47. เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักคิดเรื่องใด

ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

38 กองทัพบกมีนโยบายตรวจสอบโครงการบ้านสวัสดิการของทหาร
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ค่าตอบแทน คือ สิ่งที่ภาครัฐจ่ายตอบแทนให้แก่บุคลากรเพื่อเป็นการตอบแทน การปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งโดยทั่วไปมักจะหมายถึงเงินเดือนหรือ ค่าจ้าง รวมถึงสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร บ้านพักสวัสดิการ รถประจำตำแหน่ง บำเหน็จบำนาญ เป็นต้น

39 การประชุมพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐสภาเพื่อเป็นไปตามหลักการใด
ตอบ 5 (คำบรรยาย) กรณีดังกล่าวเป็นการกระจายอำนาจให้รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณา อนุมัติงบประมาณซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการงบประมาณในระบอบประชาธิปไตย ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลไม่มีอำนาจในการนำเงินสาธารณะไปใช้จ่าย หากไม่ได้รับความยินยอมเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินที่แท้จริง

40 การตรวจสอบพฤติกรรมของ ส.ส. ที่มีการเสียบบัตรแทนกันสะท้อนปัญหาใด
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย)
หลักจริยธรรมและวินัยตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กำหนดสิ่งที่ข้าราชการต้องปฏิบัติและข้อห้ามการปฏิบัติออกจากกันเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน
2 กำหนดให้ส่วนราชการแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อใช้บังคับ เฉพาะข้าราชการในสังกัดส่วนราชการนั้นเท่านั้น
3 กำหนดให้ข้าราชการบางตำแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง ฯลฯ

41 การโยกย้ายนายทหารในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อตรวจสอบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนใน หน่วยงานราชการเป็นไปตามหลักการใด
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย)
หลักพิทักษ์คุณธรรม ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ของ ข้าราชการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง เช่น ในกรณีที่ข้าราชการถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือ ได้รับการปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชา (เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย) อย่างไม่เป็นธรรม
2 การจัดให้มีศาลปกครองรับเรื่องด้านการบริหารงานบุคคล
3 การให้พนักงาน/ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องยุติหน้าที่หรือย้ายไปประจำส่วนราชการเป็นการ ชั่วคราว ฯลฯ

42. มีนโยบายให้นักการเมืองทุกคนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดํารงตําแหน่ง

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 40. ประกอบ

43. กําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมบรรจุแต่งตั้งข้าราชการได้

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักการกระจายอํานาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กําหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด เป็นผู้มีอํานาจ สั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ เช่น อธิบดีมีอํานาจสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ผู้ช่วยงานในท้องถิ่น เป็นต้น
2 กําหนดให้หน่วยงานระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด ดําเนินการจัดสอบแข่งขัน เพื่อเลือกสรรบุคคลบรรจุเข้ารับราชการได้เอง
3 การให้อํานาจในการแต่งตั้งหรือโอนย้ายบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงได้ เช่น การแต่งตั้งโฆษก คสช. ไปดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

44. การกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตรวจสอบจากองค์กรภายนอก เช่น สตง., ป.ป.ช.

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
มีดังนี้
1. กําหนดให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ในประเทศหรือต่างประเทศ
2. กําหนดให้มีแบบฟอร์มการทํารายงานหลัง/กลับจาก การฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ
3. กําหนดให้มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอก หลายองค์กร เช่น สตง., ป.ป.ช., กกต., จังหวัด และองค์กรวิชาชีพ ฯลฯ

45. ให้ข้าราชการต้องไปเพิ่มพูนความรู้ เข้าฝึกอบรมเป็นประจําตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 44. ประกอบ

46. มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักระบบค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1. การจําแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Cluster) และกําหนดบัญชีเงินเดือน เป็น 4 บัญชี ซึ่งแต่ละบัญชีใช้เฉพาะสําหรับตําแหน่งแต่ละประเภท
2. กําหนดให้มีเงินเพิ่มใหม่อีก 2 ประเภท คือ ตามพื้นที่และตามสายงาน
3. กําหนดให้เพิ่มค่าตอบแทนบุคคลที่มีใบรับรองการมีวุฒิการศึกษาเพิ่มที่ตรงตามหน้าที่
4. กําหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องถูกประเมินผลการปฏิบัติราชการแบบ 360 องศา เพื่อนํามาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
5. การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีการกําหนดให้ต้องเบิกยานอกบัญชีหลัก
6. มีการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง
7. มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ

47. การจําแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster)

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 46. ประกอบ

คำถามข้อ 48-52 ปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎีประชาธิปไตยประเด็นใดซึ่งมีผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ตัวเลือก

(1) Liberty (เสรีภาพ)

(2) Majority Rule (การปกครองโดยเสียงข้างมาก)

(3) Transparency (ความโปร่งใส)

(4) Participation (การมีส่วนร่วม)

(5) Accountability (ความรับผิดชอบต่อสังคม)

48 รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตาการทุจริตระบบราชการ

ตอบ 4 (การมีส่วนร่วม (Participation)) เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนจากทุกกลุ่มอาชีพ และทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการนโยบายและการบริหาร เพื่อที่จะร่วมกันกําหนดทิศทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือของประเทศ ตลอดจน มีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร การทํา ประชาพิจารณ์ การทําประชามติ การถอดถอนผู้ใช้อํานาจรัฐ การเสนอร่างกฎหมาย หรืออื่น ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎีประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น รัฐบาล ขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตาการทุจริตระบบราชการ ชาวบ้านคัดค้าน การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทําให้ภาครัฐต้องชะลอโครงการไว้ก่อน เป็นต้น

49 การมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน การเลือกตั้ง ส.ส. เดือนพฤษภาคม

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 48. ประกอบ

50 ในการดําเนินการนโยบายใด ๆ ต้องมีหน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

ตอบ 5 (ความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)) คือ ในการดําเนินการใด ๆ บุคคล หน่วยงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่และผลการกระทํา ของตนเองที่มีต่อสาธารณชน รวมทั้งมีการกําหนดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

51 ศาลมีคําสั่งให้ลงโทษข้าราชการที่เรียกรับสินบนจากนักท่องเที่ยว

ตอบ 2 (การปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority Rule)) คือ การปกครองโดยใช้จํานวน เป็นเกณฑ์ตัดสินการออกกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหา หรือการตัดสินใจในนโยบายต่าง ๆ ซึ่งต้อง เป็นไปตามความเห็นชอบของเสียงข้างมาก ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎี ประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น ศาลมีคําสั่งให้ลงโทษข้าราชการที่เรียกรับสินบนจากนักท่องเที่ยว เป็นต้น

52 โครงการสร้างเขื่อนต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

ตอบ 1 (เสรีภาพ (Liberty)) คือ ความมีอิสระในการกระทําการใด ๆ สามารถดําเนินชีวิตได้ ตามความปรารถนา แต่มีขอบเขตจํากัดว่าการกระทํานั้น ๆ จะต้องไม่ละเมิดกฎหมายหรือ ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น โครงการสร้างเขื่อนต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นต้น

53 ข้อใดคือขอบเขตของการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) 4P

(2) 3P

(3) 3R

(4) 4M

(5) BSC

ตอบ 3 (ขอบเขต/กระบวนการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย 3 R คือ
1. Recruit คือ การสรรหาคัดเลือกบุคคล
2. Retain คือ การรักษาคนไว้ในองค์การ
3. Retire คือ การเลิกจ้าง)

54 กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์สิ้นสุดที่เรื่องใด

(1) Reject

(2) Recruit

(3) Reused

(4) Retire

(5) Return

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

55 กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์เริ่มต้นที่เรื่องใด

(1) Retain

(2) Recruit

(3) Reused

(4) Retire

(5) Return

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 56. – 60. อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องใดที่มีผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(1) ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์

(2) โครงสร้างประชากร

(3) ปัจจัยระหว่างประเทศ

(4) ทรัพยากรธรรมชาติ

(5) นวัตกรรมเทคโนโลยี

56 ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการค้ามนุษย์ในระดับ Tier 2

ตอบ 3 (คำบรรยาย) ปัจจัยระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่มีผลกระทบต่อการกำหนด นโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงนโยบาย ภายในประเทศ ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น ประเทศไทยถูกจัดอันดับ ให้เป็นประเทศที่มีการค้ามนุษย์ในระดับ Tier 2 จากการจัดอันดับขององค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ (ILO) นโยบายการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นต้น

57 ในอนาคตต้องมีการเตรียมพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุ

ตอบ 2 (คำบรรยาย) โครงสร้างประชากร เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับข้อมูลทางด้านจำนวนประชากร โครงสร้างทางอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกำลังศึกษา วัยทำงาน วัยเกษียณอายุ วัยชรา) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสัดส่วนของเพศ (ชาย : หญิง) สัดส่วนของอายุ (เด็ก : วัยทำงาน : คนโสด : ผู้สูงอายุ) จำนวนผู้อยู่ในวัยแรงงาน อัตราการเจริญพันธุ์ การเกิด การตาย การอพยพย้ายถิ่น ตลอดจนจำนวนบุคคลในครอบครัวหนึ่ง ๆ ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัย สิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น ในอนาคตต้องมีการเตรียมพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุ ประเทศไทยเตรียมพร้อมระบบสาธารณูปโภคสำหรับการลงทุน เป็นต้น

58 การออกกฎหมายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม

ตอบ 1 (คำบรรยาย) ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับภูมิประเทศ (ได้แก่ สถานที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ อาณาเขตติดต่อ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ฯลฯ) ภูมิอากาศ และองค์ประกอบ เชิงธรณีวิทยา รวมถึงภูมิหลังความเป็นมา หรือพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ ความศรัทธา การยอมรับนับถือ ความสัมพันธ์ ความร่วมมือ ความขัดแย้ง หรือทักษะความชำนาญของแต่ละกลุ่มบุคคล เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือแต่ละประเทศ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น การออกกฎหมาย ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม ประเทศไทยเหมาะแก่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น

59 แนวโน้มจะใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดแทนเงินสด

ตอบ 5 (คำบรรยาย) นวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นการนำเอาความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์ และวิธีการมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพื่อช่วยให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงในการทํางานให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน รวมทั้งเพื่ออํานวยความสะดวกหรือตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ ตัวอย่างที่อธิบาย ถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น การที่หน่วยราชการใช้ระบบการจัดการข้อมูลที่สแกนผ่าน คอมพิวเตอร์แทนการใช้กระดาษ การใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดแทนเงินสด เป็นต้น

60. นโยบายการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นไปตามเหตุผลในข้อใด

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 56. ประกอบ

61 “อัตราการลาออกลดลง” เป็นเป้าหมายของเรื่องใด

(1) การจูงใจ

(2) การประเมินค่างาน

(3) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(4) การสรรหา

(5) การเลื่อนตําแหน่ง

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การรักษาคนไว้ในองค์การ (Retain) คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนทํางาน อยู่กับองค์การยาวนานหรือพยายามลดอัตราการลาออกของคนให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อ
1 คงความต่อเนื่องในการทํางาน
2 รักษาประสิทธิผลขององค์การ
3 ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหาคัดเลือกและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน
4 รักษาภาพลักษณ์ขององค์การ
5 สร้างความจงรักภักดี ฯลฯ

62. “พอเริ่มจะรู้งานก็ไปเสียแล้ว” ข้อความดังกล่าวสะท้อนเรื่องใด

(1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(2) การฝึกอบรม

(3) การจูงใจ

(4) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(5) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 61. ประกอบ

63. ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการรักษากําลังคน

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทํางาน

(3) รักษาชื่อเสียงองค์การ

(4) รักษาภาพลักษณ์องค์การ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 61. ประกอบ

64. ทําไมต้องรักษากําลังคนไว้กับองค์การ

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทํางาน

(3) ลดความสิ้นเปลืองในการฝึกอบรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 61. ประกอบ

65. การรักษากําลังคนไว้กับองค์การมีความสําคัญเพราะเหตุใด

(1) รักษาความต่อเนื่องในการทํางาน

(2) รักษาประสิทธิผลขององค์การ

(3) ความสะดวกในการประเมินผลการทํางาน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 61. ประกอบ

66. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่คนเลือกอยู่กับองค์การ

(1) ชื่อเสียงขององค์การ

(2) ค่าตอบแทน

(3) วัฒนธรรมองค์การ

(4) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

(5) เป็นไปได้ทุกข้อ

ตอบ 5 (คำบรรยาย) ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่สามารถจูงใจและรักษาคนให้อยู่กับองค์การ ดังนั้นการที่คนจะอยู่กับองค์การยาวนาน ไม่ลาออกไปหางานใหม่ทำจึงไม่ใช่เพราะเรื่องค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความมั่นคงของงาน โอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล ชื่อเสียงขององค์การ วัฒนธรรมองค์การ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

67 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาคนไว้กับองค์การ

(1) ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐาน

(2) ค่าตอบแทนที่สูงสามารถจูงใจและรักษาคน

(3) คนอยู่กับองค์การไม่ใช่เฉพาะเรื่องค่าตอบแทน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 66 ประกอบ

68 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินค่างาน

(1) การตีค่างาน ประสิทธิภาพในงาน กับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(2) การประเมินคุณค่าของงานเทียบกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(3) การประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด

(4) ถูกเฉพาะข้อ 2 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คำบรรยาย) การประเมินค่างาน หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงาน หรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์ ตีค่างาน ประเมินหรือเปรียบเทียบคุณค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างงานหรือประสิทธิภาพในงานกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย หรือเป็นการประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน ได้แก่ การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description) คุณสมบัติตำแหน่ง (Job Specification) และประเภทของตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ

69 ข้อใดคือลักษณะของการประเมินค่างาน

(1) งานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันในทุก ๆ องค์การ

(2) ปัจจัยในการทำงานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันในทุก ๆ องค์การ

(3) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ

(4) ความรับผิดชอบแบบเดียวกัน การตีค่างานเหมือนกันในทุกองค์การ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 3 (คำบรรยาย) การตีค่างานนั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ ดังนั้นในองค์การต่าง ๆ ที่มีงานแบบเดียวกัน หรือมีปัจจัยในการทำงาน เช่น ทักษะ ความชำนาญ ความพยายาม ความรับผิดชอบ หรือสภาพการทำงานแบบเดียวกัน การตีค่างานอาจไม่เหมือนกันก็ได้

70 ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินค่างาน

(1) งานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันทุก ๆ องค์การ

(2) ปัจจัยในการทำงานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากัน

(3) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ

(4) ความรับผิดชอบแบบเดียวกัน การตีค่างานเหมือนกัน

(5) ทักษะแบบเดียวกัน มีค่าเท่ากัน

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

71. ในการประเมินค่างานต้องใช้ข้อมูลจากที่ใด
(1) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)
(2) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description)
(3) คุณสมบัติตำแหน่ง (Job Specification)
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

72. ข้อใดคือลักษณะข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน
(1) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description)
(2) คุณสมบัติตำแหน่ง (Job Specification)
(3) ประเภทของตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 73 – 82. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Job Analysis
(2) Job Ranking
(3) Job Classification
(4) Point Rating
(5) Factor Comparison

73. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดลำดับความสำคัญหรืองานยากง่าย
ตอบ 2 หน้า 169 – 170 การเรียงลำดับ (Job Ranking) เป็นวิธีดั้งเดิมหรือเก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีตำแหน่งงานมากหรือองค์การที่มีโครงสร้างซับซ้อน สาระสำคัญของวิธีนี้คือ การนำเอางานที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดลำดับตามลำดับความสำคัญจากที่สำคัญที่สุดไปจนถึงที่สำคัญน้อย โดยใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired-Comparison) แล้วตัดสินใจว่างานใดสำคัญหรือง่ายกว่ากัน วิธีนี้จึงมีข้อเสียในเรื่องมาตรฐานที่ใช้ตัดสินความสำคัญของงาน

74. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน
ตอบ 3 หน้า 170 การจัดระดับงาน (Job Classification or Grading Method) เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน กล่าวคือ งานที่มีลักษณะของความยากง่ายเหมือนกันจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งปัจจัยที่กำหนดความยากง่ายของงาน ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ความรับผิดชอบ และสภาพการทำงาน

75. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยกำหนดคะแนนแนะแนวและปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบแต่ละงาน
ตอบ 4 หน้า 171 (คำบรรยาย) การให้คะแนน (Point Rating) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยกำหนดเป็นคะแนนแนะแนวและปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบแต่ละงาน เช่น งานธุรการ ให้คะแนนการศึกษาร้อยละ 20 ประสบการณ์ร้อยละ 25 ความยากง่ายในการปฏิบัติร้อยละ 35 ความรับผิดชอบร้อยละ 15 และสภาพการทำงานร้อยละ 5 เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาระบบอันดับคะแนนแนะแนวและค่าคะแนนมา สำนักงาาน ก.พ. นำไปใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

76. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยใช้ระดับเงินเดือนเทียบปัจจัยในงาน
ตอบ 5 หน้า 172 – 173 การเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยใช้วิธีเปรียบเทียบปัจจัยในงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความเชื่อถือว่า วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดี คือ เหมาะสำหรับการกำหนดมาตรฐานแผนงานของแต่ละองค์กร และสามารถเปรียบเทียบค่าค่างานของแต่ละงานได้แน่นอน

77. เป็นวิธีที่ใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

78 ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินค่างาน

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 68. ประกอบ

79 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจํานวนมาก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 73. ประกอบ

80 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือและมีความแน่นอนในการเปรียบเทียบ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 76. ประกอบ

81 เป็นวิธีการประเมินค่างานดั้งเดิม ที่ง่าย แต่มีข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐาน

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 73. ประกอบ

82 สํานักพัฒนาระบบจําแนกตําแหน่งและค่าตอบแทน สํานักงาน ก.พ. นําไปใช้

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 75, ประกอบ

83 ข้อใดไม่ใช่ประเภทของสิ่งจูงใจในองค์การ

(1) Intrinsic Rewards

(2) Extrinsic Rewards

(3) Non-Financial Rewards

(4) Official Rewards

(5) Accomplishment

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ประเภทของสิ่งจูงใจในองค์การ มีดังนี้
1 รางวัลที่เป็นตัวเงิน (Financial Rewards) หรือรางวัลภายนอก (Extrinsic Rewards) เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าคอมมิชชั่น โบนัส หุ้นปันผล เป็นต้น
2 รางวัลที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non-Financial Rewards) หรือรางวัลภายใน (Intrinsic Rewards) เช่น ประกันชีวิต สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล วันหยุดพักผ่อนประจําปี ความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน ความสําเร็จในงาน (Accomplishment) เป็นต้น

84 ข้อใดไม่ใช่ Financial Rewards

(1) เงินเดือน

(2) ค่าคอมมิชชั่น

(3) สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล

(4) โบนัส

(5) หุ้นปันผล

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 83. ประกอบ

85 ข้อใดคือความยุติธรรมภายนอกของการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง

(1) การปรับตามค่าแรงขั้นต่ํา

(2) การปรับตามค่าครองชีพ

(3) การปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

(4) การสํารวจเงินเดือน/ค่าจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 142, (คําบรรยาย) ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) ของการบริหารเงินเดือน และค่าจ้าง หมายถึง การกําหนดเงินเดือนและค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับการจ้างงานใน ตลาดแรงงาน ซึ่งพิจารณาจากค่าแรงขั้นต่ํา ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ การสํารวจเงินเดือน/ ค่าจ้างในตลาดแรงงาน เป็นต้น

86 ข้อใดคือปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจของพนักงาน (Hygiene Factors)

(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง

(2) โบนัส

(3) ประกันชีวิต

(4) รถประจําตําแหน่ง

(5) ห้องทํางานส่วนตัว

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 156), (คําบรรยาย) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ในการทํางานตามทฤษฎีของ Frederick Herzberg ประกอบด้วย
1 ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors): เป็นปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจของพนักงานในการทำงาน เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง เงื่อนไขการทำงาน สภาพการทำงาน (เช่น แสงไฟ โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ) นโยบายและการบริหารงาน การควบคุมบังคับบัญชา เป็นต้น
2 ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors): เป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงานในการทำงาน เช่น การยอมรับนับถือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการหรือประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ (เช่น โบนัส ประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาล รถประจำตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว) เป็นต้น

87 ข้อใดคือปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงาน (Motivation Factors)

(1) โต๊ะทำงาน

(2) ห้องทำงานส่วนตัว

(3) เครื่องปรับอากาศ

(4) คอมพิวเตอร์

(5) เงินเดือน/ค่าจ้าง

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 86. ประกอบ

88 ข้อใดต่อไปนี้คือความหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) การบริหารและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในองค์การ

(2) การสรรหาคัดเลือกบุคคล

(3) การบริหารและการบรรจุแต่งตั้งบุคคลในองค์การ

(4) การพัฒนาและการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) หมายถึง การบริหารและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในองค์การ นับตั้งแต่การสรรหาคัดเลือกบุคคลมาปฏิบัติงาน การบรรจุแต่งตั้ง การให้ค่าตอบแทน การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน ตลอดถึงการให้พ้นจากงาน

ตั้งแต่ข้อ 89-95 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) หลักความเสมอภาค

(2) หลักความสามารถ

(3) หลักความมั่นคง

(4) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(5) หลักการกระจายอำนาจ

89 การเปิดโอกาสให้มีการสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการสะท้อนถึงหลักการใด

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติและมีพื้นฐานความรู้ตามที่กำหนดไว้มีสิทธิที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องชาติตระกูล ศาสนา เป็นการให้โอกาสแก่ผู้มีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และในการกำหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของข้าราชการก็ควรยึดหลักความเสมอภาคเช่นกัน กล่าวคือ งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันหรือระดับเดียวกันควรได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเท่ากัน

90 งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันสอดคล้องกับหลักการในข้อใด

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 89. ประกอบ

91. การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการควรยึดหลักการในข้อใด
(1) ความมั่นคง (Security)
(2) ความสามารถ (Competence)
(3) ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)
(4) ความเท่าเทียม (Equity)
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึง การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ หรือการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งใด ๆ จะต้องยึดหลักความรู้ ความสามารถของบุคคลเป็นสำคัญ โดยต้องพยายามหาทางคัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง (put the right man on the right job)

92. “put the right man on the right job” สะท้อนให้เห็นถึงหลักการในข้อใด
(1) ความมั่นคง (Security)
(2) ความสามารถ (Competence)
(3) ความเสมอภาค (Equity)
(4) ความเป็นธรรม (Fairness)
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 91. ประกอบ

93. หลักประกันแก่ผู้จะมาทำงานราชการสามารถยึดเป็นอาชีพได้สะท้อนถึงหลักการในข้อใด
(1) ความเท่าเทียม (Equity)
(2) ความสามารถ (Competence)
(3) ความมั่นคง (Security)
(4) ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความมั่นคง (Security) หมายถึง การให้หลักประกันแก่ผู้ที่จะมาทำงานราชการว่าความมั่นคงในชีวิต สามารถยึดอาชีพการเป็นข้าราชการได้ตราบเท่าที่ยังมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการ มีความประพฤติดี มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ราชการ โดยให้มีเงินเดือนเพียงพอกับการครองชีพ และให้สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ

94. การให้สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลแก่ราชการสะท้อนให้เห็นถึงหลักการในข้อใด
(1) ความสามารถ
(2) ความมั่นคง
(3) ความเป็นกลางทางการเมือง
(4) ความเสมอภาค
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 93. ประกอบ

95. ข้าราชการต้องปฏิบัติงานไม่ขัดนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าจะชอบหรือไม่ สะท้อนถึงหลักการข้อใด
(1) ความเท่าเทียม (Equity)
(2) ความสามารถ (Competence)
(3) ความมั่นคง (Security)
(4) ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หมายถึง ข้าราชการประจำต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นถือว่า นโยบายของรัฐบาลเป็นการแสดงออกโดยปริยายถึงความต้องการหรือเจตนารมณ์ของประชาชน

96. การพัฒนาการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยเริ่มต้นมาจากเรื่องราวในข้อใด
(1) การจัดการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ในการงาน
(2) ความต้องการแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์จากองค์การ
(3) ความต้องการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ยุคอารยธรรมตะวันตก
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 5 – 6) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยเริ่มต้นเกิดจากการสะสม (Access) พบปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์ และได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์จากโครงสร้าง (Set) ซึ่งเป็นพื้นฐาน ดังนั้น ต้องอาศัยการบริหารด้วยกระบวนการและปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะต้องคัดสรรให้มีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เดินไปข้างหน้าได้

97 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์ตามข้อใด

(1) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

(2) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคม

(3) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

(4) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการลงทุน

(5) เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6 – 7) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยในสมัยนี้ได้มีการรวบรวมคนจำนวนมาก มาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่เนื่องจากการขาดการเอาใจใส่ดูแล จากนายจ้างทำให้คนงานไม่พอใจในสภาพการทำงานที่เป็นอยู่

98 ข้อใดคือความหมายของการสรรหา

(1) กระบวนการในการพิจารณาเลื่อนระดับ

(2) กระบวนการในการค้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง

(3) กระบวนการในการดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 หน้า 114 – 115, (คำบรรยาย) การสรรหา (Recruitment) หมายถึง กระบวนการในการค้นหา จูงใจหรือดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงานให้สนใจยื่นใบสมัครงานกับองค์การให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการสรรหานี้เป็นวิธีการที่ทำให้องค์การสามารถมี ตัวเลือกสำหรับการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป แหล่งที่ใช้ในการสรรหาบุคคลมี 2 แหล่ง คือ 1. การสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ 2. การสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ

99 แหล่งที่ใช้ในการสรรหาประกอบไปด้วยแหล่ง

(1) 1

(2) 2

(3) 3

(4) 4

(5) 5

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 98. ประกอบ

100 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลภายในคือข้อใด
(1) ประหยัดค่าใช้จ่าย
(2) ลดขวัญและกำลังใจ
(3) ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 116 – 117, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 57 – 58) ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้
1. ทำให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
2. ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ในการประเมินโอกาส การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางธุรกิจ
3. หากองค์การไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรภายในองค์การที่ชัดเจน อาจทำให้การสรรหาบุคลากรภายในองค์การเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม
4. ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองค์การ เมื่อองค์การมีความต้องการในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ

 

 

POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

ตั้งแต่ข้อ 1. – 9. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

1 การคัดเลือกในข้อใดเน้นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสม

ตอบ 1 หน้า 128 – 129, (คำบรรยาย) การสัมภาษณ์เบื้องต้น (Preliminary Interview) เป็นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสมของผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยม มากที่สุดในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน โดยวิธีการนี้จะช่วยให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติ ตรงตามความต้องการขององค์การหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะรับ คนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การสัมภาษณ์จะกระทำ สำเร็จได้ต้องใช้ความเป็นศิลปะมากกว่าความเป็นศาสตร์

2 Application Blank หมายถึงข้อใด

ตอบ 2 หน้า 128 – 129 การให้กรอกใบสมัคร (Application Blank) เป็นการให้ผู้สมัครงาน กรอกข้อมูลส่วนตัวลงในแบบฟอร์มใบสมัคร เช่น ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน เป็นต้น

3 การคัดเลือกในข้อใดเป็นวิธีการที่เป็นที่นิยมมากที่สุด

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

4 ข้อใดจัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการคัดเลือก

ตอบ 5 หน้า 128, 131, (คำบรรยาย) การตรวจร่างกาย (Physical Check/Examination) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือกและสมควรทำเมื่อทราบชัดเจนว่าจะมีการจ้าง อย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน และเพื่อป้องกันการรับ บุคคลที่มีโรคติดต่อต้องห้ามเข้ามาทำงานด้วย

5 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

6 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร

ตอบ 4 หน้า 128 – 129 การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน (Background Investigation) เป็น ขั้นตอนตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าการทำงาน ต่าง ๆ ที่แล้วมา หรือข้อมูลต่าง ๆ ของผู้สมัครที่ได้กรอกไว้ในใบสมัคร ตลอดจนสิ่งที่ได้รับฟัง จากการสัมภาษณ์ถูกต้องหรือไม่

7 ข้อใดเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความสามารถของพนักงานว่าตรงกับลักษะงานหรือไม่
ตอบ 3 หน้า 128 – 130, (คำบรรยาย) การทดสอบ (Employment Test) เป็นเครื่องมือในการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของพนักงานว่าตรงกับลักษณะงานหรือไม่ โดยทั่วไปรูปแบบของการทดสอบอาจจำแนกได้ดังนี้
1 การทดสอบความสามารถ
2 การทดสอบบุคลิกภาพและความสนใจ
3 การทดสอบความสำเร็จ

8 Employment Test หมายถึงข้อใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

9 การคัดเลือกในขั้นตอนใดจะกระทำสำเร็จต้องใช้ความเป็นศิลปะมากกว่าศาสตร์
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 10. – 13. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) หลักการจ่ายค่าตอบแทนแบบรายชิ้น

(2) หลักการจ้างงานตลอดชีพ

(3) หลักการตอบสนองความต้องการ 5 ขั้น

(4) หลักการบริหารภายใต้ปทัสถานกลุ่ม

(5) หลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ

10 ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ Henri Fayol
ตอบ 5 (คำบรรยาย) Henri Fayol เสนอหลักการบริหารของผู้บริหาร 14 ประการ ประกอบด้วย
1 การแบ่งงานกันทำ
2 อำนาจและความรับผิดชอบ
3 ความมีวินัย
4 เอกภาพของการบังคับบัญชา
5 เอกภาพของการอำนวยการ
6 การให้รางวัลตอบแทนแก่บุคลากร
7 ความมั่นคงของคนทำงาน
8 ความรัก/ความสามัคคีของหมู่คณะ ฯลฯ

11 ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ George Elton Mayo
ตอบ 4 (คำบรรยาย) George Elton Mayo ได้เสนอหลักการบริหารภายใต้ปทัสถานกลุ่ม โดยเห็นว่า กลุ่มนั้นเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดปริมาณผลผลิตของคนงานในองค์การ ไม่ใช่ปัจจัยด้านกายภาพและพฤติกรรมของคนงาน

12 ข้อใดจัดเป็นข้อเสนอในการบริหารงานบุคคลของ A.H. Maslow
ตอบ 3 หน้า 46 – 47 (คำบรรยาย) A.H. Maslow ได้เสนอหลักการตอบสนองความต้องการ 5 ขั้น โดยเห็นว่า ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลำดับขั้นตอนตามความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลจะให้ความสนใจกับความต้องการระดับสูงต่อไป ซึ่งความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้น ดังนี้
1 ความต้องการทางกายภาพ
2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3 ความต้องการความรัก
4 ความต้องการยกย่อง
5 ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

13 ข้อใดคือหลักการในการจูงใจคนงานของ Frederick Winslow Taylor
ตอบ 1 หน้า 39 – 40 Frederick Winslow Taylor ได้เสนอหลักการจ่ายค่าตอบแทนแบบรายชิ้น เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีจูงใจคนทำงานได้ดีที่สุด เพราะคนงานชอบเงินที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน นายจ้างก็ได้ผลผลิตมากขึ้นไปด้วย

ตั้งแต่ข้อ 14. – 17. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) ความต้องการทางกายภาพ

(2) ความต้องการความรัก

(3) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย

(4) ความต้องการยกย่อง

(5) ความต้องการความสําเร็จด้วยตนเอง

14 การที่แดงขยันมาทํางานเช้าทุกวัน ส่งผลให้แดงได้รับการขึ้นเงินเดือน
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150) ความต้องการทางกายภาพ เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน เพื่อความมีชีวิตอยู่รอด เช่น ความต้องการอาหาร น้ํา อากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสม การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เงิน เป็นต้น

15 ดําได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าห้องจากเพื่อน ๆ
ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150) ความต้องการยกย่อง เป็นความต้องการให้คนอื่น ยกย่อง ให้เกียรติ และเห็นความสําคัญ เช่น ได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าห้อง จากเพื่อน ๆ เป็นต้น

16 แม้จะไม่ได้รับโบนัสในปีนี้แต่พนักงานทุกคนก็ดีใจที่ไม่มีการปลดใครออก
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย เป็นความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีความมั่นคงในการดํารงอยู่ เช่น การไม่ถูกไล่ออกจากงาน เป็นต้น

17 รุ่งรู้สึกดีใจที่ความพยายามตั้งใจเรียนส่งผลให้สําเร็จการศึกษาตามที่วางไว้
ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 150), (คําบรรยาย) ความต้องการความสําเร็จด้วยตนเอง เป็นความต้องการทําในสิ่งที่ตนสามารถจะทําได้ เป็นการสนองต่อความพอใจของตนเอง ความต้องการนี้เพื่อกระทําในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองของมนุษย์แต่ละคนและเป็นความต้องการ เพื่อการบรรลุสมความปรารถนาของตนเอง ให้ตนเองได้กระทําในสิ่งที่ตนเองมีศักยภาพพอที่จะทําได้ เช่น รุ่งรู้สึกดีใจที่ความพยายามตั้งใจเรียนส่งผลให้สําเร็จการศึกษาตามที่วางไว้ เป็นต้น

18 การฝึกอบรม หมายถึงข้อใด
(1) กรรมวิธีในการเพิ่มสมรรถภาพในการทํางาน

(2) กรรมวิธีการลดขั้นตอนการทํางาน

(3) กรรมวิธีในการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการทํางาน

(4) กรรมวิธีการรักษาบุคลากร

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 120) การฝึกอบรม คือ กรรมวิธีในการเพิ่มสมรรถภาพ ในการทํางานทั้งในด้านความคิด การกระทํา ความสามารถ ความรู้ ความชํานาญ และ การแสดงออก

ตั้งแต่ข้อ 19 – 27. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) การฝึกอบรมแบบฝึกปฏิบัติงานจริง

(2) การฝึกอบรมแบบปฐมนิเทศ

(3) การฝึกอบรมแบบช่างฝึกหัด

(4) การฝึกอบรมแบบจําลอง

(5) การฝึกอบรมแบบกรณีศึกษา

19 “On-the-Job Training” หมายถึงข้อใด
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 126 – 127), (คําบรรยาย) การฝึกอบรมแบบฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training) เป็นการฝึกอบรมที่ให้พนักงานได้สัมผัสกับสิ่งที่ใช้ในการทํางานจริง ซึ่ง
เป็นวิธีที่นิยมใช้แพร่หลายในทุกวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นวิธีการฝึกอบรมที่ก่อให้เกิดความ คุ้นเคยกับอุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ บรรยากาศ รวมทั้งสภาพสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาชีพ โดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้สําหรับดําเนินการให้ลูกจ้างใหม่มีประสบการณ์การทํางานเหมือนกับ ลูกจ้างเก่า หรือฝึกอบรมซูเปอร์ไวเซอร์ให้มีประสบการณ์ไปทําหน้าที่นิเทศพนักงานได้เป็นอย่างดี

20 “Apprenticeship Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 139 – 140), (คําบรรยาย) การฝึกอบรมแบบช่างฝึกหัด (Apprenticeship Training) เป็นวิธีการที่มุ่งให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้รับความรู้และทักษะทางด้าน ช่างฝีมือในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ จนกระทั่งมีฝีมือสามารถออกไปประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ
1 สมัครเป็นลูกมือช่างที่ตนสนใจ
2 สมัครเป็นช่างฝึกหัดโครงการช่างฝึกหัดทวิภาคีระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการ

21 “Orientation Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 127 – 128) การฝึกอบรมแบบปฐมนิเทศ (Orientation Training) เป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมและนิยมใช้กับพนักงานที่เข้าทํางานใหม่ โดยเป็นกิจกรรม ที่จัดขึ้นเพื่อแนะนําให้พนักงานใหม่ได้รับความรู้ ข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์การ หรือสถานที่ทํางาน เช่น ประวัติขององค์การ ผู้บริหารและระบบการบริหารงาน ความก้าวหน้า ในงาน เงื่อนไขการจ้างงาน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขจัดข้อสงสัยและความกังวลใจของพนักงานใหม่ ให้หมดไป ตลอดจนช่วยให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับองค์การได้ง่ายและเร็วขึ้น

22 “Case Study Training” หมายถึงข้อใด

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 142) การฝึกอบรมแบบกรณีศึกษา (Case Study Training) เป็นวิธีการที่มีการกําหนดรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในองค์การ และให้ผู้เข้าฝึกอบรม ทําการศึกษารายละเอียดของข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมดในกรณีศึกษา พร้อมกับกําหนดปัญหาและ นําเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ถือเป็นวิธีการที่มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเหมาะ สําหรับการฝึกอบรมผู้บริหาร

23 การฝึกอบรมในข้อใดเน้นการฝึกอบรมความรู้ ทักษะในด้านฝีมือ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 20. ประกอบ

24 การฝึกอบรมในข้อใดใช้กับพนักงานที่เข้าทํางานใหม่

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 21. ประกอบ

25 การฝึกอบรมในข้อใดเป็นที่นิยมแพร่หลายมากที่สุด

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 19. ประกอบ

26 การฝึกอบรมในข้อใดให้พนักงานได้สัมผัสกับสิ่งที่ใช้ในการทํางานจริง

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 19. ประกอบ

27 การฝึกอบรมในข้อใดมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 22. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 28 – 37. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(2) การออกแบบงาน (Job Design)

(3) การประเมินค่างาน (Job Evaluation)

(4) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification)

(5) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)

28. จ่ายเท่ากันสําหรับงานที่เท่ากัน (Equal Work for Equal Pay)

ตอบ 3 หน้า 96, 142, (คําบรรยาย) การประเมินค่างาน (Job Evaluation) คือ กระบวนการที่ทําขึ้น เพื่อเปรียบเทียบค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อนํามาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกําหนด เงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ยุติธรรมกับงานตามหลักการที่ว่า “จ่ายเท่ากันสําหรับงานที่เท่ากัน” (Equal Work for Equal Pay) ซึ่งวิธีนี้จะทําให้เกิดความยุติธรรมภายใน (Internal Equity) ในการกําหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรทุกคนที่อยู่ภายในองค์การเดียวกัน

29. สามารถลดความเมื่อยล้า และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการทํางาน

ตอบ 2 หน้า 96 การออกแบบงาน (Job Design) ที่ดีนั้น จะทําให้บุคคลทํางานได้อย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งสามารถลดความเมื่อยล้า และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการทํางานให้น้อยลงได้อีกด้วย

30. เอาไปใช้ออกแบบงาน (Job Design)

ตอบ 5 หน้า 95 – 97 ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) สามารถนําไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ ได้หลายลักษณะ เช่น การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกบุคคล การฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล การประเมินผลการทํางาน การประเมินค่างาน การกําหนด ค่าตอบแทน การส่งเสริมความปลอดภัยในการทํางาน การออกแบบงาน (Job Design) เป็นต้น

31. ข้อมูลที่ต้องใช้ทําคือ กิจกรรมของงาน พฤติกรรมของบุคคล เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ มาตรฐาน การปฏิบัติงาน และเนื้อหาของงาน

ตอบ 5 หน้า 88 ข้อมูลที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) มีดังนี้
1 กิจกรรมของงาน
2 พฤติกรรมของบุคคล
3 เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องช่วยสนับสนุนการทํางาน
4 มาตรฐานการปฏิบัติงาน
5 เนื้อหาของงาน
6 ความต้องการบุคลากร
7 สภาพแวดล้อม

32. ความยุติธรรมภายใน (Internal Equity) เกิดจาก

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 28. ประกอบ

33. ได้ข้อมูลมาจากความรู้ ทักษะ และความสามารถ

ตอบ 4 หน้า 87, 90, (คําบรรยาย) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) เป็นการกําหนดรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานซึ่งใช้ในการทํางานเฉพาะอย่าง เพื่อให้งานประสบความสําเร็จ เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความชํานาญ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ําหนัก เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นํามาใช้ในการกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงานนี้จะพิจารณา จากความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)

34. การอธิบายรายละเอียดของงานว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง หน้าที่งานหลัก หน้าที่งานรอง

ตอบ 1 หน้า 87, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 12 – 13) คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เป็นการอธิบายรายละเอียดของงานว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง โดยระบุชื่อตำแหน่งงาน คำสรุปเกี่ยวกับงาน หน้าที่งานหลัก หน้าที่งานรอง และความสัมพันธ์กับงานอื่น ๆ ซึ่งข้อมูล ในคำบรรยายลักษณะงานนี้จะพิจารณาจากงาน (Task) ความรับผิดชอบ (Responsibilities) และหน้าที่ (Duties)

35. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในข้อใดที่ใช้ในการกำหนดฐานเงินเดือน

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

36. การระบุในส่วนของอายุ ส่วนสูง และน้ำหนัก แสดงถึงข้อใด

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 33. ประกอบ

37. การระบุถึงรายละเอียดของเนื้องาน และภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ แสดงถึงคุณสมบัติใด

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 38. – 47. เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักคิดเรื่องใด

ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

38. กองทัพบกมีนโยบายตรวจสอบโครงการบ้านสวัสดิการของทหาร

ตอบ 3 (คำบรรยาย) ค่าตอบแทน คือ สิ่งที่ภาครัฐจ่ายตอบแทนให้แก่บุคลากรเพื่อเป็นการตอบแทน การปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งโดยทั่วไปมักจะหมายถึงเงินเดือนหรือ ค่าจ้าง รวมถึงสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร บ้านพักสวัสดิการ รถประจำตำแหน่ง บำเหน็จบำนาญ เป็นต้น

39. การประชุมพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐสภาเพื่อเป็นไปตามหลักการใด

ตอบ 5 (คำบรรยาย) กรณีดังกล่าวเป็นการกระจายอำนาจให้รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณา อนุมัติงบประมาณซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการงบประมาณในระบอบประชาธิปไตย ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลไม่มีอำนาจในการนำเงินสาธารณะไปใช้จ่าย หากไม่ได้รับความยินยอมเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินที่แท้จริง

40. การตรวจสอบพฤติกรรมของ ส.ส. ที่มีการเสียบบัตรแทนกันสะท้อนปัญหาใด

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักจริยธรรมและวินัยตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้

1. กำหนดสิ่งที่ข้าราชการต้องปฏิบัติและข้อห้ามการปฏิบัติออกจากกันเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน

2. กำหนดให้ส่วนราชการแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อใช้บังคับเฉพาะข้าราชการในสังกัดส่วนราชการนั้นเท่านั้น

3. กำหนดให้ข้าราชการบางตำแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง ฯลฯ

41. การโยกย้ายนายทหารในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อตรวจสอบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงานราชการเป็นไปตามหลักการใด

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักพิทักษ์คุณธรรมตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้ 1. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ของข้าราชการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง เช่น ในกรณีที่ข้าราชการถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือได้รับการปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชา (เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย) อย่างไม่เป็นธรรม 2. การจัดให้มีศาลปกครองรับเรื่องด้านการบริหารงานบุคคล 3. การให้พนักงาน/ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องยุติหน้าที่หรือย้ายไปประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว ฯลฯ

42. มีนโยบายให้นักการเมืองทุกคนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 40. ประกอบ

43. กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมบรรจุแต่งตั้งข้าราชการได้
ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักการกระจายอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1. กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ เช่น อธิบดีมีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ช่วยงานในท้องถิ่น เป็นต้น
2. กำหนดให้หน่วยงานระดับกระทรวง ระดับกรม หรือระดับจังหวัด ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อเลือกสรรบุคคลบรรจุเข้ารับราชการได้เอง
3. การให้อำนาจในการแต่งตั้งหรือโอนย้ายบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงได้ เช่น การแต่งตั้งโฆษก คสช. ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

44. การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตรวจสอบจากองค์กรภายนอก เช่น สตง. ป.ป.ช.
ตอบ 1 (คำบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้ 1. กำหนดให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ในประเทศหรือต่างประเทศ 2. กำหนดให้มีแบบฟอร์มการทำรายงานหลังกลับจากการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ 3. กำหนดให้มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกหลายองค์กร เช่น สตง., ป.ป.ช., กกต., จังหวัด และองค์กรวิชาชีพ ฯลฯ

45. ให้ข้าราชการต้องไปเพิ่มพูนความรู้ เข้าฝึกอบรมเป็นประจำตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

46. มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักระบบค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Cluster) และกำหนดบัญชีเงินเดือนเป็น 4 บัญชี ซึ่งแต่ละบัญชีใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่งแต่ละประเภท
2 กำหนดให้มีเงินเพิ่มใหม่อีก 2 ประเภท คือ ตามพื้นที่และตามสายงาน
3 กำหนดให้เพิ่มค่าตอบแทนบุคคลที่มีใบรับรองการมีวุฒิการศึกษาเพิ่มที่ตรงตามหน้าที่
4 กำหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องถูกประเมินผลการปฏิบัติราชการแบบ 360 องศา เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
5 การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีการกำหนดให้ต้องเบิกยานอกบัญชีหลัก
6 มีการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง
7 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ

47 การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster)

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 46. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 48. – 52. เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎีประชาธิปไตยประเด็นใดซึ่งมีผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(1) Liberty

(2) Majority Rule

(3) Transparency

(4) Participation

(5) Accountability

48 รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตากรณีเหตุระเบิดป่วนกรุง

ตอบ 4 (คำบรรยาย) การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนจากทุกกลุ่มอาชีพ และทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการนโยบายและการบริหาร เพื่อที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือของประเทศ ตลอดจนมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร การทำประชาพิจารณ์ การทำประชามติ การถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐ การเสนอร่างกฎหมาย หรืออื่น ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎีประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตากรณีเหตุระเบิดป่วนกรุง ชาวบ้านคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ภาครัฐต้องชะลอโครงการไว้ก่อน เป็นต้น

49 ชาวบ้านคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ภาครัฐต้องชะลอโครงการไว้ก่อน

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ

50 ในการดำเนินการนโยบายใด ๆ ต้องมีหน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

ตอบ 5 (คำบรรยาย) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) คือ ในการดำเนินการใด ๆ บุคคล หน่วยงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่และผลการกระทำของตนเองที่มีต่อสาธารณชน รวมทั้งมีการกำหนดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

51 ศาลมีคำสั่งให้ลงโทษข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าว

ตอบ 2 (คำบรรยาย) การปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority Rule) คือ การปกครองโดยใช้จำนวนเป็นเกณฑ์ตัดสินการออกกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหา หรือการตัดสินใจในนโยบายต่าง ๆ ซึ่งต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสียงข้างมาก ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดทฤษฎีประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น ศาลมีคำสั่งให้ลงโทษข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าว เป็นต้น

52 โครงการสร้างเขื่อนต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

ตอบ 1 (คำบรรยาย) เสรีภาพ (Liberty) คือ ความมีอิสระในการกระทําการใด ๆ สามารถดําเนินชีวิต ได้ตามความปรารถนา แต่มีขอบเขตจํากัดว่าการกระทํานั้น ๆ จะต้องไม่ละเมิดกฎหมายหรือ ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น
ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงแนวคิดประชาธิปไตยในประเด็นนี้ เช่น โครงการสร้างเขื่อนต้องทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นต้น

ตั้งแต่ข้อ 53 – 57. อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องใดที่มีผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(1) ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์

(2) โครงสร้างประชากร

(3) ปัจจัยระหว่างประเทศ

(4) ทรัพยากรธรรมชาติ

(5) นวัตกรรมเทคโนโลยี

53 ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการค้ามนุษย์ในระดับ Tier 2
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ปัจจัยระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่มีผลกระทบต่อการกําหนด นโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงนโยบายภายในประเทศ ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น ประเทศไทยถูกจัดอันดับ ให้เป็นประเทศที่มีการค้ามนุษย์ในระดับ Tier 2 จากการจัดอันดับขององค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ (ILO) นโยบายการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นต้น

54 ในอนาคตต้องมีการเตรียมพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุ
ตอบ 2 (คำบรรยาย) โครงสร้างประชากร เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับข้อมูลทางด้านจํานวนประชากร โครงสร้างทางอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกําลังศึกษา วัยทํางาน วัยเกษียณอายุ วัยชรา) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสัดส่วนของเพศ (ชาย : หญิง) สัดส่วนของอายุ (เด็ก : วัยทํางาน : คนโสด : ผู้สูงอายุ) จํานวนผู้อยู่ในวัยแรงงาน อัตราการเจริญพันธุ์ การเกิด การตาย การอพยพย้ายถิ่น ตลอดจนจํานวนบุคคลในครอบครัวหนึ่ง ๆ ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัย สิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น ในอนาคตต้องมีการเตรียมพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุ ประเทศไทยเตรียมพร้อมระบบสาธารณูปโภคสําหรับการลงทุน เป็นต้น

55 การออกกฎหมายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคํานึงถึงความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับภูมิประเทศ (ได้แก่ สถานที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ อาณาเขตติดต่อ ที่ราบลุ่มแม่น้ํา ฯลฯ) ภูมิอากาศ และองค์ประกอบเชิงธรณีวิทยา รวมถึงภูมิหลังความเป็นมา หรือพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ ความศรัทธา การยอมรับนับถือ ความสัมพันธ์ ความร่วมมือ ความขัดแย้ง หรือทักษะความชํานาญของแต่ละกลุ่มบุคคล เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือแต่ละประเทศสืบเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น การออกกฎหมายในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคํานึงถึงความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม ประเทศไทยเหมาะแก่การ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น

56 แนวโน้มจะใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดแทนเงินสด
ตอบ 5 (คำบรรยาย) นวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นการนําเอาความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน รวมทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกหรือตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ ตัวอย่างที่อธิบายถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ เช่น การที่หน่วยราชการใช้ระบบการจัดการข้อมูลที่สแกนผ่านคอมพิวเตอร์แทนการใช้กระดาษ การใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดแทนเงินสด เป็นต้น

57 นโยบายการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นไปตามเหตุผลในข้อใด

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

58 ข้อใดคือขอบเขตของการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) 4P

(2) 3P

(3) 3R

(4) 4M

(5) BSC

ตอบ 3 (คำบรรยาย) ขอบเขต/กระบวนการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย 3 R คือ
1. Recruit คือ การสรรหาคัดเลือกบุคคล
2. Retain คือ การรักษาคนไว้ในองค์การ
3. Retire คือ การเลิกจ้าง

59 กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์สิ้นสุดที่เรื่องใด

(1) Reject

(2) Recruit

(3) Reused

(4) Retire

(5) Return

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

60 กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์เริ่มต้นที่เรื่องใด

(1) Retain

(2) Recruit

(3) Reused

(4) Retire

(5) Return

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

61 “อัตราการลาออกลดลง” เป็นเป้าหมายของเรื่องใด

(1) การจูงใจ

(2) การประเมินค่างาน

(3) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(4) การสรรหา

(5) การเลื่อนตำแหน่ง

ตอบ 3 (คำบรรยาย) การรักษาคนไว้ในองค์การ (Retain) คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนทำงาน อยู่กับองค์การยาวนานหรือพยายามลดอัตราการลาออกของคนให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อ 1. คงความต่อเนื่องในการทำงาน 2. รักษาประสิทธิผลขององค์การ 3. ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหาคัดเลือกและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน 4. รักษาภาพลักษณ์ขององค์การ 5. สร้างความจงรักภักดี ฯลฯ

62 “พอเริ่มจะรู้งานก็ไปเสียแล้ว” ข้อความดังกล่าวสะท้อนเรื่องใด

(1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(2) การฝึกอบรม

(3) การจูงใจ

(4) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(5) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 61. ประกอบ

63 ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการรักษากำลังคน

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) รักษาชื่อเสียงองค์การ

(4) รักษาภาพลักษณ์องค์การ

(5) สร้างความจงรักภักดี

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 61. ประกอบ

64 ทำไมต้องรักษากำลังคนไว้กับองค์การ

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) ลดความสิ้นเปลืองในการฝึกอบรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 61 ประกอบ

65. การรักษากำลังคนไว้กับองค์การมีความสำคัญเพราะเหตุใด

(1) รักษาความต่อเนื่องในการทำงาน

(2) รักษาประสิทธิผลขององค์การ

(3) ความสะดวกในการประเมินผลการทำงาน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 61 ประกอบ

66 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่คนเลือกอยู่กับองค์การ

(1) ชื่อเสียงขององค์การ

(2) ค่าตอบแทน

(3) วัฒนธรรมองค์การ

(4) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

(5) เป็นไปได้ทุกข้อ

ตอบ 5 (คำบรรยาย) ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่สามารถจูงใจและรักษาคนให้อยู่กับองค์การ ดังนั้นการที่คนจะอยู่กับองค์การยาวนาน ไม่ลาออกไปหางานใหม่ทำจึงไม่ใช่เพราะเรื่องค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความมั่นคงของงาน โอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล ชื่อเสียงขององค์การ วัฒนธรรมองค์การ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

67 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาคนไว้กับองค์การ

(1) ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐาน

(2) ค่าตอบแทนที่สูงสามารถจูงใจและรักษาคน

(3) คนอยู่กับองค์การไม่ใช่เฉพาะเรื่องค่าตอบแทน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 66 ประกอบ

68 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินค่างาน

(1) การตีค่างาน ประสิทธิภาพในงาน กับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(2) การประเมินคุณค่าของงานเทียบกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย

(3) การประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด

(4) ถูกเฉพาะข้อ 2 และ 3

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 75), (คำบรรยาย) การประเมินค่างาน หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงาน หรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์ ตีค่างาน ประเมินหรือเปรียบเทียบคุณค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างงานหรือประสิทธิภาพในงานกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย หรือเป็นการประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน ได้แก่ การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description) คุณสมบัติตำแหน่ง (Job Specification) และประเภทของตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ

69. ข้อใดคือลักษณะของการประเมินค่างาน
(1) งานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันในทุก ๆ องค์การ
(2) ปัจจัยในการทํางานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันในทุก ๆ องค์การ
(3) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ
(4) ความรับผิดชอบแบบเดียวกัน การตีค่างานเหมือนกันในทุกองค์การ
(5) ผิดทุกข้อ
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การตีค่างานนั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ ดังนั้นในองค์การ ต่าง ๆ ที่มีงานแบบเดียวกัน หรือมีปัจจัยในการทํางาน เช่น ทักษะ ความชํานาญ ความพยายาม ความรับผิดชอบ หรือสภาพการทํางานแบบเดียวกัน การตีค่างานอาจไม่เหมือนกันก็ได้

70. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินค่างาน
(1) งานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากันทุก ๆ องค์การ
(2) ปัจจัยในการทํางานแบบเดียวกันมีค่าเท่ากัน
(3) ทักษะแบบเดียวกัน มีค่าเท่ากัน
(4) การตีค่างานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานในแต่ละองค์การ
(5) ความรับผิดชอบแบบเดียวกัน การตีค่างานเหมือนกัน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

71. ในการประเมินค่างานต้องใช้ข้อมูลจากที่ใด
(1) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description)
(2) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification)
(3) ประเภทของตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ ๆ
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

72. ข้อใดคือแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน
(1) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description)
(2) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification)
(3) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification)
(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

ตั้งแต่ข้อ 73 – 82. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม
(1) Job Analysis (การวิเคราะห์งาน)
(2) Job Ranking
(3) Job Classification
(4) Point Rating
(5) Factor Comparison

73. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดลําดับความสําคัญหรือความยากง่าย

ตอบ 2 หน้า 169 – 170 การเรียงลําดับ (Job Ranking) เป็นวิธีดั้งเดิมหรือเก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่เหมาะกับ องค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจํานวนมากหรือองค์การที่มีโครงสร้างซับซ้อน สาระสําคัญของวิธีนี้ คือ การน่าเอางานที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดลําดับความสําคัญจากงานที่ง่ายที่สุดไปยังงานที่ยากที่สุด โดยใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired-Comparison) แล้วตัดสินใจว่างานใดสําคัญหรือ ยากกว่า จึงเป็นวิธีที่มีข้อโต้แย้งในเรื่องมาตรฐานที่ใช้ตัดสินความสําคัญของงาน

74. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน

ตอบ 3 หน้า 170 การจัดระดับงาน (Job Classification or Grading Method) เป็นวิธีการประเมิน ค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน กล่าวคือ งานที่มีลักษณะของความยากง่าย เหมือนกันจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งปัจจัยที่กําหนดความยากง่ายของงาน ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ความชํานาญ ความรับผิดชอบ และสภาพการทํางาน

75 เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน
ตอบ 4 หน้า 171, (คำบรรยาย) การให้คะแนน (Point Rating) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน เช่น งานธุรการ ให้คะแนนการศึกษา ร้อยละ 20 ประสบการณ์ร้อยละ 25 ความยุ่งยากในงานร้อยละ 35 ความรับผิดชอบร้อยละ 15 และสภาพการทำงานร้อยละ 5 เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่สำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและ ค่าตอบแทน สำนักงาน ก.พ. นำไปใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

76 เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน
ตอบ 5 หน้า 172 – 173 การเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือกว่า วิธีการอื่น ๆ ข้อดีของวิธีนี้ คือ เหมาะสำหรับ การกำหนดมาตรฐานเฉพาะงานของแต่ละองค์การ และสามารถเปรียบเทียบค่างานของแต่ละงานได้แน่นอน

77 เป็นวิธีที่ใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

78 ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินค่างาน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

79 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจำนวนมาก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

80 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือและมีความแน่นอนในการเปรียบเทียบ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 76. ประกอบ

81 เป็นวิธีการประเมินค่างานดั้งเดิม ที่ง่าย แต่มีข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐาน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 73. ประกอบ

82 สำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน สำนักงาน ก.พ. นำไปใช้
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 75. ประกอบ

83 ข้อใดไม่ใช่ประเภทของสิ่งจูงใจในองค์การ
(1) Intrinsic Rewards

(2) Extrinsic Rewards

(3) Non-Financial Rewards

(4) Official Rewards

(5) Accomplishment

ตอบ 4 (คำบรรยาย) ประเภทของสิ่งจูงใจในองค์การ มีดังนี้
1 รางวัลที่เป็นตัวเงิน (Financial Rewards) หรือรางวัลภายนอก (Extrinsic Rewards) เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าคอมมิชชั่น โบนัส หุ้นปันผล เป็นต้น
2 รางวัลที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non-Financial Rewards) หรือรางวัลภายใน (Intrinsic Rewards) เช่น ประกันชีวิต สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล วันหยุดพักผ่อนประจำปี ความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน ความสำเร็จในงาน (Accomplishment) เป็นต้น

84 ข้อใดไม่ใช่ Financial Rewards

(1) เงินเดือน

(2) ค่าคอมมิชชั่น

(3) โบนัส

(4) หุ้นปันผล

(5) สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 83. ประกอบ

85 ข้อใดคือความยุติธรรมภายนอกของการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง

(1) การปรับตามค่าแรงขั้นต่ํา

(2) การปรับตามค่าครองชีพ

(3) การปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

(4) การสํารวจเงินเดือน/ค่าจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 142, (คําบรรยาย) ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) ของการบริหารเงินเดือน และค่าจ้าง หมายถึง การกําหนดเงินเดือนและค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับการจ้างงานใน ตลาดแรงงาน ซึ่งพิจารณาจากค่าแรงขั้นต่ํา ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ การสํารวจเงินเดือน/ ค่าจ้างในตลาดแรงงาน เป็นต้น

86 ข้อใดคือปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจของพนักงาน (Hygiene Factors)

(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง

(2) โบนัส

(3) ประกันชีวิต

(4) รถประจําตําแหน่ง

(5) ห้องทํางานส่วนตัว

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 156), (คําบรรยาย) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ในการทํางานตามทฤษฎีของ Frederick Herzberg ประกอบด้วย
1 ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจ ของพนักงานในการทํางาน เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง เงื่อนไขการทํางาน สภาพการทํางาน (เช่น แสงไฟ โต๊ะทํางาน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ) นโยบายและการบริหารงาน การควบคุมบังคับบัญชา เป็นต้น
2 ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงานในการทํางาน เช่น การยอมรับนับถือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการหรือประโยชน์ เกื้อกูลต่าง ๆ (เช่น โบนัส ประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาล รถประจําตําแหน่ง ห้องทํางาน ส่วนตัว) เป็นต้น

87 ข้อใดคือปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงาน (Motivation Factors)

(1) โต๊ะทํางาน

(2) ห้องทํางานส่วนตัว

(3) เครื่องปรับอากาศ

(4) คอมพิวเตอร์

(5) เงินเดือน/ค่าจ้าง

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 86. ประกอบ

88 ข้อใดต่อไปนี้คือความหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) การบริหารและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในองค์การ

(2) การสรรหาคัดเลือกบุคคล

(3) การบริหารและการบรรจุแต่งตั้งบุคคลในองค์การ

(4) การพัฒนาและการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 1) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) หมายถึง การบริหารและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในองค์การ นับตั้งแต่การสรรหาคัดเลือกบุคคลมาปฏิบัติงาน การบรรจุแต่งตั้ง การให้ค่าตอบแทน การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน ตลอดถึงการให้พ้นจากงาน

ตั้งแต่ข้อ 89 – 95. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคําถาม

(1) หลักความเสมอภาค

(2) หลักความสามารถ

(3) หลักความมั่นคง

(4) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(5) หลักการกระจายอํานาจ

89 การเปิดโอกาสให้มีการสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการสะท้อนถึงหลักการใด
ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง การเปิดโอกาส ให้ผู้มีคุณสมบัติและมีพื้นฐานความรู้ตามที่กําหนดไว้มีสิทธิที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ เข้ารับราชการได้ทุกคน โดยไม่คํานึงถึงความแตกต่างในเรื่องชาติตระกูล ศาสนา เป็นการให้โอกาส แก่ผู้มีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และในการกําหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของข้าราชการก็ควร ยึดหลักความเสมอภาคเช่นกัน กล่าวคือ งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันหรือ ระดับเดียวกันควรได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเท่ากัน

90 งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันสอดคล้องกับหลักการในข้อใด
ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 89. ประกอบ

91 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการควรยึดหลักการในข้อใด
ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความสามารถ (Competence) หมายถึง การบรรจุ บุคคลเข้ารับราชการ หรือการแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งใด ๆ จะต้องยึดหลักความรู้ ความสามารถของบุคคลเป็นสําคัญ โดยต้องพยายามหาทางคัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่ง (put the right man on the right job)

92 “put the right man on the right job” สะท้อนให้เห็นถึงหลักการในข้อใด
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 91. ประกอบ

93 หลักประกันแก่ผู้จะมาทํางานราชการสามารถยึดเป็นอาชีพได้สะท้อนถึงหลักการในข้อใด
ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4) หลักความมั่นคง (Security) หมายถึง การให้หลักประกันแก่ ผู้ที่จะมาทํางานราชการว่าจะมีความมั่นคงในชีวิต สามารถยึดราชการเป็นอาชีพได้ตราบเท่าที่ ยังมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการ มีความประพฤติดี มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ราชการ โดยให้มีเงินเดือนเพียงพอกับการครองชีพ และให้สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการประกันมิให้ข้าราชการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกออกจากราชการโดยไม่มีความผิด ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการได้มีกําลังใจที่จะปฏิบัติราชการให้บังเกิดผลดีที่สุด ไม่ต้องกังวลในการ หาเลี้ยงชีพหรือถูกกลั่นแกล้งในทางที่ไม่เป็นธรรม

94 การให้สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลส่งเสริมให้เกิดหลักการในข้อใด
ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 93. ประกอบ

95. ข้าราชการต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนจะชอบหรือไม่ก็ตามสะท้อนถึงหลักการข้อใด

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หมายถึง ข้าราชการประจำต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนจะชอบหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นถือว่านโยบายของรัฐบาลเป็นการแสดงออกโดยปริยายถึงความต้องการหรือเจตนารมณ์ของประชาชน
ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ ข้าราชการประจำต้องปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ อย่างเต็มความสามารถ จะละเลยเพิกเฉยมิได้

96. การพัฒนาการของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยเริ่มต้นมาจากเรื่องราวในช่วงใด

(1) การต้องการแก้ไขปัญหาของมนุษย์โบราณ

(2) ความต้องการแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์จากเจโทร

(3) ความต้องการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ยุคอารยธรรมตะวันตก

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 5 – 6) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยเริ่มต้นเกิดจาก โมเสส (Mosses) พบปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์ และได้รับคำแนะนำการแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรมนุษย์จากเจโทร (Jetro) ซึ่งเป็นพ่อตา ดังนี้ “ต้องสอนให้คนงานรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง เคารพและปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด จะต้องสาธิตให้ดูว่าเส้นทางที่จะต้องเดินไปจะไปทางไหน และภารกิจของงานที่จะต้องปฏิบัติมีอะไรบ้าง นอกเหนือจากนั้นจะต้อง คัดเลือกเอาแต่บุคคลที่มีความเก่งทุกคน ตลอดจนนักปกครองที่เก่งด้วย”

97. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์ตามข้อใด

(1) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

(2) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคม

(3) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

(4) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการลงทุน

(5) เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6 – 7) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยในสมัยนี้ได้มีการรวบรวมคนจำนวนมาก มาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่เนื่องจากการขาดการเอาใจใส่ดูแล จากนายจ้างทำให้คนงานไม่พอใจในสภาพการทำงานที่เป็นอยู่

98. ข้อใดคือความหมายของการสรรหา

(1) กระบวนการในการพิจารณาเลื่อนระดับ

(2) กระบวนการในการค้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง

(3) กระบวนการในการดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 หน้า 114 – 115, (คำบรรยาย) การสรรหา (Recruitment) หมายถึง กระบวนการในการค้นหา จูงใจหรือดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงานให้สนใจยื่นใบสมัครงาน กับองค์การให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการสรรหานี้เป็นวิธีการที่ทำให้องค์การสามารถ มีตัวเลือกสำหรับการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป
โดยแหล่งที่ใช้ในการสรรหาบุคคลมี 2 แหล่ง คือ
1 การสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ
2 การสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ

99 แหล่งที่ใช้ในการสรรหาประกอบไปด้วยแหล่ง
(1) 1
(2) 2
(3) 3
(4) 4
(5) 5
ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 98. ประกอบ

100 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลภายในคือข้อใด
(1) ประหยัดค่าใช้จ่าย
(2) ลดขวัญและกําลังใจ
(3) ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์
(4) ถูกทุกข้อ
(5) ผิดทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 116 – 117, (เอกสารประกอบการสอน หน้า 57 – 58) ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้
1. ทําให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
2. ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ในการประเมินโอกาส การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางธุรกิจ
3. หากองค์การไม่มีการกําหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรภายในองค์การที่ชัดเจน อาจทําให้การสรรหาบุคลากรภายในองค์การเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม
4. ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองค์การ เมื่อองค์การมีความต้องการ ในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ

 

POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ

“คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว”

1 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับ Robert Owen

(1) การพัฒนาเครื่องจักรให้ทันสมัย

(2) การนําเข้าแรงงานต่างด้าว

(3) ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรแทนคน

(4) ให้ความสําคัญกับสวัสดิภาพของแรงงาน

(5) การเปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายค่าแรงมาเป็นระบบการจ่ายค่าแรงตามจํานวนชิ้นงาน (Piece-Rate Pay System)

ตอบ 4 หน้า 277, (คําบรรยาย) โรเบิร์ต โอเวน (Robert Oven) เป็นนายจ้างคนแรกที่ให้ความสําคัญ ต่อผู้ใช้แรงงานโดยการเสนอแนวคิดว่า ในขณะที่นายจ้างใช้เงินทุนเป็นจํานวนมากเพื่อซื้อ รักษาเครื่องจักรและโรงงาน ก็ควรจะให้ความสนใจต่อการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อม ในการทํางานของผู้ใช้แรงงานให้เหมาะสม หรือให้ความสําคัญกับสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแนวคิดนี้ได้นําไปสู่การผลักดันให้มีการออกกฎหมายมาคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน

2 ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานระดับบริหาร

(1) ปริมาณงาน

(2) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

(3) ความยุติธรรม

(4) วุฒิภาวะ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 259 – 260 ปัจจัยที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานระดับบริหาร มีดังนี้
1 ความมีเหตุผล
2 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
3 การจูงใจ
4 ความยุติธรรม
5 ภาวะผู้นํา
6 ความสามารถในการจัดการ
7. มนุษยสัมพันธ์
8 วุฒิภาวะ
9 ความเพียรพยายาม
10. ความเอาใจใส่ในงาน
11. การมอบหมายงาน ฯลฯ

3 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire)

(1) จํากัดอิสระในการตอบ

(2) มีตัวเลือกให้ตอบ

(3) สามารถประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 105 แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire) เป็นแบบสอบถาม ที่จํากัดอิสระในการตอบแบบสอบถามของผู้ตอบ เพราะมีการกําหนดคําตอบให้ผู้ตอบเลือก โดยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างนี้จะช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลและ ทําการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วตรงตามที่ต้องการโดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่มีชุดคําสั่งทางสถิติสําหรับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการประมวลผลข้อมูล

4 นโยบายการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง สะท้อนหลักการในข้อใด

(1) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(2) หลักประสิทธิภาพ

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักการกระจายอํานาจ

(5) หลักจริยธรรมและวินัย

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักระบบค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Cluster) และกำหนดบัญชีเงินเดือน เป็น 4 บัญชี ซึ่งแต่ละบัญชีใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่งแต่ละประเภท
2 กำหนดให้มีเงินเพิ่มใหม่อีก 2 ประเภท คือ ตามพื้นที่และตามสายงาน
3 กำหนดให้เพิ่มค่าตอบแทนบุคคลที่มีใบรับรองการมีวุฒิการศึกษาเพิ่มที่ตรงตามหน้าที่
4 กำหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องถูกประเมินผลการปฏิบัติราชการแบบ 360 องศา เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
5 การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีการกำหนดให้ต้องเบิกยานอกบัญชีหลัก
6 มีการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง
7 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ

5 ข้อดีของการสรรหาบุคคลจากภายใน คือ

(1) ประหยัดค่าใช้จ่าย

(2) สร้างขวัญและกำลังใจ

(3) เปิดมุมมองใหม่ ๆ

(4) ข้อ 2 และ 3 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก

ตอบ 5 หน้า 116 – 117 ข้อดีของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้:
1 ประหยัดค่าใช้จ่าย
2 สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากร
3 สามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากองค์การมีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทักษะ ความสามารถของผู้สมัครภายในดีกว่าผู้สมัครภายนอก
4 เป็นการให้หลักประกันในการทำงานโดยให้โอกาสความก้าวหน้าในการทำงานแก่บุคลากร ที่มีความตั้งใจทำงาน ผลงานอยู่ในระดับดีได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ

6. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี X ของ McGregor:

(1) การเน้นการควบคุม

(2) การสั่งการตามสายการบังคับบัญชา

(3) การเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

(4) การกระจายอำนาจการตัดสินใจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 287 แนวคิดแรงงานสัมพันธ์แบบตั้งรับ (Reactive Labor Relations) เป็นแนวคิด การบริหารจัดการแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี X ของ McGregor ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการควบคุมองค์การ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การสั่งงานตามสายการบังคับบัญชา การออกนโยบาย หรือการสั่งงาน การบริหารแบบนี้บุคลากรระดับล่างจะไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือมีช่องทางน้อยมากที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือวิธีการบริหารจัดการขององค์การ

7. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการประเมินผลการปฏิบัติงาน:

(1) ปริมาณงาน

(2) จำนวนบุคลากร

(3) ความรู้ในงาน

(4) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

(5) ประสบการณ์ในงาน

ตอบ 2 หน้า 254 – 255 ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้:
1 ปริมาณงาน
2 คุณภาพงาน
3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
4 ความรู้ในงาน
5 การให้ความร่วมมือ
6 ประสบการณ์ในงาน
7 การทำนิติกรรมสัญญากับผู้อื่น
8 การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล
9 ความมีอิสระในการทำงาน
10 ทัศนคติ ฯลฯ

8 การวิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงานคือข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) ใบพรรณนาหน้าที่งาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกําหนดค่าตอบแทน

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 75), (คําบรรยาย) การประเมินค่างาน หมายถึง กระบวนการ วิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงาน หรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์ ตีค่างาน ประเมินหรือ เปรียบเทียบคุณค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างงานหรือประสิทธิภาพ ในงานกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย หรือเป็นการประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน ได้แก่ การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ใบพรรณนา หน้าที่งาน (Job Description) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification) และประเภทของ ตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ

9 สิ่งใดต่อไปนี้ที่สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาอัตราเข้าออกงาน (Turnover Rate)

(1) ปัจจัยจูงใจ

(2) ปัจจัยสุขภาวะ

(3) ทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยสุขภาวะ

(4) การเพิ่มอัตรากําลัง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การแก้ไขปัญหาอัตราเข้าออกงาน (Turnover Rate) ของพนักงานสูงนั้น จะต้องใช้ทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยสุขภาวะเพื่อจูงใจและรักษาคนดีมีความสามารถให้ทํางาน อยู่กับองค์การต่อไป เช่น เงินเดือน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สภาพการทํางาน ที่เหมาะสม เป็นต้น

10 การรักษากําลังคนไว้กับองค์การมีความสําคัญเพราะเหตุใด

(1) รักษาความต่อเนื่องในการทํางาน

(2) รักษาประสิทธิผลขององค์การ

(3) ความสะดวกในการประเมินผลการทํางาน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) การรักษาคนไว้ในองค์การ (Retain) คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนทํางาน อยู่กับองค์การยาวนานหรือพยายามลดอัตราการลาออกของคนให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อ
1 คงความต่อเนื่องในการทํางาน
2 รักษาประสิทธิผลขององค์การ
3 ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหาคัดเลือกและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน
4 รักษาภาพลักษณ์ขององค์การ
5 สร้างความจงรักภักดี ฯลฯ

11 การกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตรวจสอบจากภายนอก เช่น สตง. ป.ป.ช. สอดคล้องกับหลักการใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กําหนดให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศ หรือต่างประเทศ
2 กําหนดให้มีแบบฟอร์มการทํารายงานหลังกลับจากการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ
3 กําหนดให้มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกหลายองค์กร เช่น สตง., ป.ป.ช., กกต., จังหวัด และองค์กรวิชาชีพ ฯลฯ

12. การตัดสินใจโดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์ขององค์การและคุณสมบัติของคนคือข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 2 หน้า 126, (คำบรรยาย) การคัดเลือก (Selection) เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครงาน เพื่อให้ได้บุคลากรที่ดีที่สุด มีคุณสมบัติเหมาะสม ถูกต้องตรงกับคุณลักษณะเฉพาะของพนักงาน ที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ขององค์การ ดังนั้นการคัดเลือกจึงเป็นการตัดสินใจโดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์ขององค์การและคุณสมบัติของคน

13. ข้อใดคือความสำคัญของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์

(1) เป็นกระบวนการกำหนดตำแหน่งที่กิจการมีความต้องการ

(2) คาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์

(3) กำหนดแผนปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม

(4) เพื่อความมั่นใจว่าองค์การจะมีบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถเพียงพอ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 60, 72 การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการกำหนดตำแหน่งที่กิจการ มีความต้องการและมีวิธีการค้นหาบุคคลเพื่อบรรจุในตำแหน่งดังกล่าว หรือเป็นกระบวนการ คาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ขององค์การอันจะส่งผลถึงการกำหนดวิธีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรและการตอบสนองต่อปัจจัยแวดล้อม ตั้งแต่ก่อนบุคคลเข้าร่วมงานกับ องค์การ ขณะปฏิบัติงานอยู่ในองค์การ จนกระทั่งพ้นออกจากองค์การ เพื่อให้องค์การใช้เป็น แนวทางปฏิบัติและเป็นหลักประกันว่าองค์การจะมีบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถ เพียงพออยู่เสมอ ตลอดจนเพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่เหมาะสม สามารถปฏิบัติงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การ

14. ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ของ Frederick W. Taylor

(1) การศึกษาเวลากับการเคลื่อนไหว (Time and Motion Study)

(2) วิธีการทำงานที่ดีที่สุด (One Best Way)

(3) ทฤษฎี X และทฤษฎี Y

(4) มีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 38 – 40 Frederick W. Taylor ได้เสนอแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) โดยเน้นการนำหลักการ/วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การ เช่น การพัฒนาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด (One Best Way) การคัดเลือกและฝึกอบรมคนงานเพื่อให้ได้คนที่มีความเหมาะสมกับงาน เป็นต้น

15. ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 5 หน้า 128, 131, (คำบรรยาย) การตรวจร่างกาย (Physical Check/Examination) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือกและสมควรทำเมื่อทราบชัดเจนว่าจะมีการจ้าง อย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน และเพื่อป้องกันการรับ บุคคลที่มีโรคติดต่อต้องห้ามเข้ามาทำงานด้วย

16. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของการประเมินผลการปฏิบัติงานสมัยใหม่

(1) เน้นการมีส่วนร่วม

(2) ยึดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน

(3) เน้นผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 248 – 249 องค์ประกอบของการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแนวคิดสมัยใหม่ มี 3 ประการ คือ
1 เน้นผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน
2 ยึดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงานและองค์การ
3 เน้นการมีส่วนร่วมกับผู้บังคับบัญชาในการกําหนดเป้าหมายงาน

17. ข้อความนี้สอดคล้องกับหลักการใด

“งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันควรได้ค่าตอบแทนเท่ากัน”

(1) หลักความเสมอภาค

(2) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(3) หลักความมั่นคง

(4) หลักความสามารถ

(5) หลักการแบ่งงานกันทําตามความถนัด

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง การเปิดโอกาส ให้ผู้มีคุณสมบัติและมีพื้นฐานความรู้ตามที่กําหนดไว้มีสิทธิที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ เข้ารับราชการได้ทุกคน โดยไม่คํานึงถึงความแตกต่างในเรื่องชาติตระกูล ศาสนา เป็นการให้โอกาส แก่ผู้มีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และในการกําหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของข้าราชการก็ควร ยึดหลักความเสมอภาคเช่นกัน กล่าวคือ งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันหรือ ระดับเดียวกันควรได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเท่ากัน

18. ข้อใดไม่ใช่วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เหมาะสมสําหรับผู้บริหาร

(1) การสัมภาษณ์

(2) การทดสอบความรู้เฉพาะตําแหน่ง

(3) การทดสอบความสามารถทางกาย

(4) การจําลองสถานการณ์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 268, (คําบรรยาย) วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เหมาะสมสําหรับผู้บริหาร มีดังนี้

1. การให้ผู้บังคับบัญชาประเมินความเหมาะสมตามแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อระดับ ตำแหน่งพนักงานระดับบริหาร

2. การทดสอบ เช่น การทดสอบทางวิชาการ การทดสอบความรู้ความสามารถเฉพาะตําแหน่ง หรือความสามารถทางการบริหาร การทดสอบความสามารถทางภาษา เป็นต้น

3. การสัมภาษณ์

4. การจําลองสถานการณ์

19. วิธีการที่ทําให้องค์การสามารถมีตัวเลือกสําหรับการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 1 หน้า 114 – 115, (คําบรรยาย) การสรรหา (Recruitment) หมายถึง กระบวนการในการค้นหา จูงใจหรือดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่งงานให้สนใจยื่นใบสมัครงาน กับองค์การให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งการสรรหานี้เป็นวิธีการที่ทําให้องค์การสามารถ มีตัวเลือกสําหรับการพิจารณาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป แหล่งที่ใช้ในการสรรหา บุคคลมี 2 แหล่ง คือ 1. การสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ 2. การสรรหาบุคคลจาก ภายนอกองค์การ

20. ข้อใดมิใช่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์

(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(2) ประกาศค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ

(3) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

(4) พระราชบัญญัติประกันสังคม

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 293 (คำบรรยาย) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้
1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน
2 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
3 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
5 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
6 พระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน พ.ศ. 2537
7 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543
8 ประกาศค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ

21. ข้อใดมิใช่องค์ประกอบของ “ระบบไตรภาคี”

(1) นายจ้าง

(2) ภาคประชาสังคม

(3) ลูกจ้าง

(4) รัฐบาล

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 279 ระบบไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง โดยระบบไตรภาคีจะเป็นกลไกให้ตัวแทนสามฝ่ายในการพิจารณาเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันในด้านต่างๆ เช่น การปรึกษาหารือ การเจรจาต่อรอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจต่างๆ ร่วมกัน

22. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับค่าตอบแทน

(1) สิ่งที่ได้จากการทำงาน

(2) สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

(3) ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 135 – 136 ค่าตอบแทน หมายถึง
1 สิ่งที่ได้จากการทำงาน
2 สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
3 ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร รวมถึงค่าจ้าง เงินเดือน และรางวัลตอบแทนอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าจ้างเงินเดือน

23. ให้ข้าราชการต้องไปเพิ่มพูนความรู้ เข้าฝึกอบรมเป็นประจำตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการ เป็นไปตามหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ

24. ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 4 หน้า 128 – 129 การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน (Background Investigation) เป็นขั้นตอนตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าการทำงานต่างๆ ที่แล้วมา หรือข้อมูลต่างๆ ของผู้สมัครที่ได้กรอกไว้ในใบสมัคร ตลอดจนสิ่งที่ได้รับฟังจากการสัมภาษณ์ถูกต้องหรือไม่

25. ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นทีหลังสุด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 5 หน้า 131 การบรรจุ (Placement) เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังการสรรหาและคัดเลือก เป็นการให้ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไปทํางานในแผนกที่ต้องการบุคลากร ในขั้นตอนนี้ จะมีการส่งมอบผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปรายงานตัวกับหัวหน้างานในแผนกที่รับคน ซึ่งจะมีวิธีการให้รายงานอย่างถูกต้อง และมีการส่งรายละเอียดประวัติ ข้อมูล ตลอดจน ผลการคัดเลือกตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การสอนงานในระยะเริ่มแรกโดยหัวหน้างาน สามารถกระทําได้สะดวกและง่ายขึ้น

26. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับ “การบริหารแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์”

(1) เป็นการบริหารงานที่เน้นคุณลักษณะของบุคคล

(2) เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบเดิมที่ให้ความสําคัญกับพฤติกรรม

(3) สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะนําไปสู่การเสริมสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(4) เป็นการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ที่ล้าสมัย

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 249, (คําบรรยาย) การบริหารแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result Based Management) เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานเป็นหลัก โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงาน ที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งถือเป็นการบริหารแนวใหม่และถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะนําไปสู่การเสริมสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์

27. เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือและมีความแน่นอนในการเปรียบเทียบ

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 5 หน้า 172 – 173 การเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือกว่า วิธีการอื่น ๆ ข้อดีของวิธีนี้ คือ เหมาะสําหรับการกําหนดมาตรฐานเฉพาะงานของแต่ละองค์การ และสามารถเปรียบเทียบค่างานของแต่ละงานได้แน่นอน

28. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการบันทึกงาน (Diary Method)

(1) การจดบันทึกรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทําในแต่ละวัน

(2) การบันทึกข้อมูลที่นักบินจะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างทําการบิน

(3) ใช้เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 107 การบันทึกงาน (Diary Method) เป็นวิธีการที่ใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์งาน โดยนักวิเคราะห์งานจะให้ผู้ปฏิบัติงาน จดบันทึกรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนกระทําในช่วงเวลาปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น นักบินจะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างทําการบิน เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์มาก ถ้าผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือและจดบันทึกการทํางานตามความเป็นจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย

29. สิ่งใดเป็นปัจจัยจูงใจ (Motivation Factors)

(1) ค่าเดินทาง

(2) เงื่อนไขการทำงาน

(3) สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

(4) ค่าตอบแทนพิเศษตามผลงาน

(5) ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)

ตอบ 3 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 156), (คำบรรยาย) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ในการทำงานตามทฤษฎีของ Frederick Herzberg ประกอบด้วย
1 ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจ ของพนักงานในการทำงาน เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง เงื่อนไขการทำงาน สภาพการทำงาน (เช่น แสงไฟ โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ) นโยบายและการบริหารงาน การควบคุมบังคับบัญชา เป็นต้น
2 ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงานในการทำงาน เช่น การยอมรับนับถือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการหรือประโยชน์ เกื้อกูลต่าง ๆ (เช่น โบนัส ประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาล รถประจำตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว) เป็นต้น

30. เหตุผลของการจัดตั้งสหภาพแรงงาน คือ

(1) เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของลูกจ้าง

(2) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ขององค์การ

(3) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้รับบริการ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 1 หน้า 294 สหภาพแรงงาน เป็นองค์การระดับล่างสุดขององค์การลูกจ้าง ซึ่งการจัดตั้ง สหภาพแรงงานนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของลูกจ้าง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตการทำงานที่เหมาะสม

31. คำกล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 4 (คำบรรยาย) คำกล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการด้านจริยธรรมและวินัย ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำลายสังคมอย่างรุนแรงและฝังรากลึก โดยคนในสังคมนั้นจะต้องมีค่านิยมในการรักความดีและไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน และการโกงทุกรูปแบบโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด

32. ข้อใดไม่ใช่ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) งานหาทรัพยากรมนุษย์

(2) งานใช้ทรัพยากรมนุษย์

(3) งานดูแลรักษาทรัพยากรมนุษย์

(4) งานแลกเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 7 ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ
1 งานหาทรัพยากรมนุษย์
2 งานใช้ทรัพยากรมนุษย์
3 งานดูแลรักษาทรัพยากรมนุษย์

33 หลักการในข้อใดที่คํานึงถึงผลลัพธ์ของการดําเนินการควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 1 (คําบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพ เป็นหลักการที่คํานึงถึงผลลัพธ์ของการดําเนินการควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

34 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่มักใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired-Comparison)

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 2 หน้า 169 – 170 การเรียงลําดับ (Job Ranking) เป็นวิธีดั้งเดิมหรือเก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่เหมาะกับ องค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจํานวนมากหรือองค์การที่มีโครงสร้างซับซ้อน สาระสําคัญของวิธีนี้คือ การนําเอางานที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดลําดับความสําคัญจากงานที่ง่ายที่สุดไปยังงานที่ยากที่สุด โดยใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired-Comparison) แล้วตัดสินใจว่างานใดสําคัญหรือ ยากกว่า จึงเป็นวิธีที่มีข้อโต้แย้งในเรื่องมาตรฐานที่ใช้ตัดสินความสําคัญของงาน

35 กระบวนการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานคือข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกําหนดค่าตอบแทน

ตอบ 1 หน้า 86 การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) หมายถึง กระบวนการศึกษาและรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการศึกษาหน้าที่ในงาน ความรับผิดชอบ สภาพการทํางาน รวมทั้งคุณลักษณะประจําของบุคคลที่เหมาะสมกับงานนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้น ๆ สําเร็จลงได้ และเพื่อให้ได้สารสนเทศของงานนั้นเพียงพอต่อ การนําไปใช้ประโยชน์ในการทํากิจกรรมอื่นในอนาคต

36 เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรทรัพยากรขององค์การ

(2) เพื่อการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

(3) เพื่อให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นไปตามหลักคุณธรรม

(4) เพื่อให้บุคลากรทุกคนอยู่ในระเบียบ กติกา เดียวกัน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 247 – 248, (คําบรรยาย) เหตุผลที่ต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้
1. เพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรขององค์การให้พนักงานอย่างเป็นธรรม
2. เพื่อการสร้างแรงจูงใจและให้รางวัลแก่พนักงาน
3. เพื่อให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นไปตามหลักคุณธรรม
4. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือผลักดันหรือจูงใจให้มีการสอนเพื่อพัฒนาพนักงาน
5. เพื่อเป็นเครื่องมือบังคับทางอ้อมให้พนักงานทุกคนอยู่ในระเบียบ กติกา ข้อบังคับเดียวกัน
6. เพื่อให้พนักงานได้ทราบถึงความรู้ความสามารถของตนเองในสายตาของผู้บังคับบัญชา
7. เพื่อเป็นการทดสอบความยุติธรรมของผู้บังคับบัญชา

37. คำกล่าวใดต่อไปนี้ที่กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้ไม่ถูกต้อง

(1) เป็นกระบวนการที่ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน

(2) คือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ

(3) ช่วยให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจ

(4) ทำให้องค์การใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

(5) ช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัว

ตอบ 5 หน้า 4 – 5 (คำบรรยาย) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีลักษณะดังนี้
1 เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ หรือทำให้องค์การ ใช้ทรัพยากร (คน) ที่มีได้อย่างคุ้มค่า
2 เป็นกระบวนการที่ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน
3 ช่วยทำให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ฯลฯ

38. ข้อใดคือวิธีการที่ใช้ทดแทนการสรรหา

(1) การทำงานล่วงเวลา

(2) การจ้างงานชั่วคราว

(3) การขอเช่าพนักงาน

(4) การใช้ผู้รับเหมาช่วง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 123 – 125 วิธีการที่ใช้ทดแทนการสรรหา มีดังนี้
1 การทำงานล่วงเวลา (Overtime)
2 การจ้างงานชั่วคราว (Temporary Employment)
3 การขอเช่าพนักงาน (Employee Leasing)
4 การใช้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontracting)
5 การใช้ผู้รับเหมาอิสระ (Independent Contractors)

39. ข้อใดคือความหมายของการสรรหา

(1) กระบวนการในการพิจารณาเลื่อนระดับ

(2) กระบวนการในการค้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง

(3) กระบวนการในการดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 19. ประกอบ

40. คำกล่าวใดเป็นไปตามหลักความเป็นกลางทางการเมือง

(1) ข้าราชการต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนเองจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

(2) ข้าราชการไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง

(3) ข้าราชการต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ

(4) ข้าราชการไม่ควรลงสมัครรับเลือกตั้ง

(5) ข้าราชการต้องให้การสนับสนุนกับพรรคการเมืองทุกพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หมายถึง ข้าราชการประจำต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนเอง จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถือว่านโยบายของรัฐบาลเป็นการแสดงออกโดยปริยายถึงความต้องการหรือเจตนารมณ์ ของประชาชน ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ ข้าราชการประจำต้องปฏิบัติ ตามนโยบายนั้น ๆ อย่างเต็มความสามารถ จะละเลยเพิกเฉยมิได้

41. สิ่งใดเป็นผลจากการศึกษา Hawthorn Study ของ Elton Mayo และคณะที่โรงงาน Western Electric

(1) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนงานส่งผลต่อขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงาน

(2) แสงสว่างมีผลต่อการทํางาน

(3) ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมมีผลต่อการขาดงาน

(4) ความต้องการของมนุษย์มี 5 ขั้น

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 43 – 44 Elton Mayo และคณะได้ทําการศึกษาพฤติกรรมการทํางานของคนงาน ในโรงงาน Western Electric Hawthorne ซึ่งต่อมาเรียกว่า กรณีศึกษาฮอว์ธอร์น (Hawthorn Study) โดยพบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนงานส่งผลต่อขวัญกําลังใจและแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อผลผลิตของการปฏิบัติงานด้วย ผลผลิตส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และความร่วมมือร่วมใจของคนงาน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับ ความเอาใจใส่ของหัวหน้าที่มีผลกระทบต่อคนงาน

42. Employment Test หมายถึงข้อใด

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบเพื่อให้บุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรม

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 3 (คําบรรยาย) การทดสอบ (Employment Test) เป็นเครื่องมือ ในการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของพนักงานว่าตรงกับ ลักษณะงานหรือไม่ โดยทั่วไปรูปแบบของการทดสอบอาจจําแนกได้ดังนี้
1 การทดสอบความสามารถ
2 การทดสอบบุคลิกภาพและความสนใจ
3 การทดสอบความสําเร็จ

43. ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) คือ

(1) การกําหนดเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อป้องกันปัญหาความไม่เข้าใจกันในหน่วยงาน

(2) การกําหนดค่าจ้างที่สอดคล้องกับการจ้างงานในตลาดแรงงาน

(3) การกําหนดค่าจ้างโดยพิจารณาจากความรู้และประสบการณ์

(4) การกําหนดค่าจ้างให้เหมาะสมกับรายได้ขององค์การ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 (คําบรรยาย) ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) ของการบริหารเงินเดือน และค่าจ้าง หมายถึง การกําหนดเงินเดือนและค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับการจ้างงานใน ตลาดแรงงาน ซึ่งพิจารณาจากค่าแรงขั้นต่ํา ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ การสํารวจเงินเดือน/ ค่าจ้างในตลาดแรงงาน เป็นต้น

44. การรักษากําลังคนไว้กับองค์การมีความสําคัญเพราะเหตุใด

(1) รักษาค่านิยมร่วมขององค์การ

(2) รักษาประสิทธิผลขององค์การ

(3) สร้างขวัญกําลังใจให้กับบุคลากร

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 10 ประกอบ

45. ข้อใดเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความสามารถของพนักงานว่าตรงกับลักษณะงานหรือไม่

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบเพื่อให้บุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรม

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 42 ประกอบ

46. ข้อใดเป็นวิธีการประเมินค่างานโดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 27. ประกอบ

47. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์ตามข้อใด

(1) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

(2) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคม

(3) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

(4) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการลงทุน

(5) เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6 – 7) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยในสมัยนี้ได้มีการรวบรวมคนจำนวนมาก มาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่เนื่องจากการขาดการเอาใจใส่ดูแล จากนายจ้างทำให้คนงานไม่พอใจในสภาพการทำงานที่เป็นอยู่

48. สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต้องมีในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง

(2) การแจ้งข้อมูลกลับไปยังผู้ถูกประเมิน

(3) การประเมินโดยอดีตผู้บังคับบัญชา

(4) การเปิดเผยผลการประเมินให้ทุกคนร่วมรับทราบ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3, 4 หน้า 242, 264, (คำบรรยาย) การประเมินผลการปฏิบัติงานโดยปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาปัจจุบันซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ที่จะถูกประเมิน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบต่องานที่สั่งให้ผู้ถูกประเมินปฏิบัติ ส่วนผลการประเมินการปฏิบัติงานนั้นไม่ควรเปิดเผยให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องรับทราบ ผู้ประเมินควรแจ้งผลการประเมินให้เฉพาะผู้ถูกประเมินรับทราบเท่านั้น เพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นเรื่องผลงานเฉพาะตัวของพนักงาน ผู้ถูกประเมิน

49. ข้อใดเป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงาน (Motivation Factors)

(1) การเพิ่มแสงไฟในที่ทำงาน

(2) การจัดห้องทำงานในลักษณะ Co-Working Space

(3) รถประจำตำแหน่ง

(4) เงินรางวัลพิเศษ

(5) คอมพิวเตอร์

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 29. ประกอบ

50. เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจำนวนมาก

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

51. “วิเคราะห์และจัดทำแผนของหน่วยงาน…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 2 หน้า 89 คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ขอบเขตของงาน ความสัมพันธ์ในสายงานและกระบวนการปฏิบัติงาน โดยทั่วไปจะประกอบด้วยข้อความสำคัญ ได้แก่ ตำแหน่งงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ คุณลักษณะของงาน และเงื่อนไขสภาวะแวดล้อม

52 ข้อใดไม่อยู่ในกระบวนการคัดเลือก

(1) การรับสมัคร

(2) การทดสอบ

(3) การตรวจร่างกาย

(4) การปฐมนิเทศ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 128 กระบวนการของการคัดเลือก ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ดังนี้
1 การรับสมัคร
2 การสัมภาษณ์เบื้องต้น
3 การให้กรอกใบสมัคร
4 การตรวจคุณสมบัติพื้นฐาน
5 การทดสอบ
6 การสัมภาษณ์
7 การคัดเลือกเพื่อบรรจุโดยฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
8 การตัดสินใจโดยเจ้าหน้าที่ของสายงานที่จะรับพนักงาน
9 การตรวจร่างกาย

53 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับเทคนิคเดลฟาย (Delphi)

(1) เป็นการพยากรณ์ความต้องการ

(2) เป็นการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

(3) คือการสร้างแบบจำลอง

(4) คือการสำรวจข้อมูลเชิงสถิติ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 77 – 78 เทคนิคเดลฟาย (Delphi) เป็นเทคนิคในการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยการตอบแบบสอบถาม ลักษณะสำคัญของเทคนิคนี้ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญจะไม่มีโอกาสมาพบกันเพื่อพูดคุยในเรื่องที่ต้องแสดงความคิดเห็น และแต่ละคนอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

54 ข้อใดคือความยุติธรรมภายนอกของการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง

(1) การปรับตามค่าแรงขั้นต่ำ

(2) การปรับตามค่าครองชีพ

(3) การปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

(4) การสำรวจเงินเดือน/ค่าจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 43. ประกอบ

55 ข้อใดไม่ใช่สภาพแวดล้อมภายในองค์การ

(1) โครงสร้างองค์การ

(2) ค่านิยมร่วม

(3) ทักษะของบุคลากร

(4) กลยุทธ์ของหน่วยงาน

(5) สภาวะทางเศรษฐกิจ

ตอบ 5 หน้า 24 – 28, 65 – 67 ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อองค์การ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1 ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ สิ่งท้าทายด้านคุณภาพ โครงสร้างประชากรและกำลังแรงงาน สภาวะทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน ความคาดหวังของผู้รับบริการ เป็นต้น
2 ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์การ ได้แก่ โครงสร้างองค์การ วัฒนธรรมองค์การ กลยุทธ์ขององค์การ ค่านิยมร่วมในการปฏิบัติงาน บุคลากรในองค์การ ความสามารถหรือทักษะของบุคลากร เป็นต้น

56 สิ่งใดคือข้อจำกัดที่ทำให้เกิดปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ความลำเอียง

(2) มาตรฐานของผู้บังคับบัญชา (ผู้ประเมิน) ที่แตกต่างกัน

(3) การเมืองภายในองค์การ

(4) ความซับซ้อนของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 262 – 263 ข้อจำกัดที่ทำให้เกิดปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้:
1 ความลำเอียงหรืออคติของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมิน
2 มาตรฐานของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมินที่แตกต่างกัน
3 ความซับซ้อนของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน
4 การใช้ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อกลั่นแกล้ง กีดกัน หรือเกมการเมืองภายในองค์การ
5 การที่ผู้ประเมินมีบทสรุปของการประเมินผลการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า ฯลฯ

57 ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการรักษากำลังคน

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย

(4) รักษาภาพลักษณ์องค์การ

(5) สร้างความจงรักภักดี

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

58 ข้อใดเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์

(1) หลักความสามารถ

(2) หลักความมั่นคง

(3) หลักความเสมอภาค

(4) การไม่ยึดถือหลักเกณฑ์

(5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

ตอบ 4 หน้า 12 – 13 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ถือเอาความใกล้ชิดหรือความเป็นพรรคพวกเป็นสำคัญ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้
1 การพิจารณาบรรจุแต่งตั้ง เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นไปตามความพอใจส่วนบุคคลของหัวหน้าเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคลเป็นเกณฑ์ จึงส่งผลให้บุคคลไม่เน้นการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคคล
2 ผู้ปฏิบัติงานมุ่งทำงานเพื่อเอาใจผู้ครองอำนาจมากกว่าจะปฏิบัติงานตามหน้าที่
3 ผู้ปฏิบัติงานไม่มีความมั่นคงในหน้าที่ที่กำลังทำอยู่ เพราะอาจถูกปลดได้ถ้าผู้มีอำนาจไม่พอใจ ฯลฯ

59 ปัจจัยใดที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้าง

(1) ต้นทุนค่าครองชีพ

(2) อัตราเงินเฟ้อ

(3) อัตราค่าจ้างทั่วไป

(4) เส้นความยากจน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 143 – 147, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ สภาพตลาดแรงงาน อัตราค่าจ้างทั่วไป ค่าแรงขั้นต่ำ ต้นทุนค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถของการจ่าย อำนาจการต่อรอง และค่าของงานเปรียบเทียบ

60 ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนระดับ

(1) ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา

(2) ศักยภาพที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้น

(3) ความมีวุฒิภาวะ

(4) วุฒิการศึกษา

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 157, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนระดับตำแหน่ง มีดังนี้:
1 วุฒิการศึกษา
2 ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา
3 ศักยภาพที่จะรับผิดชอบงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น
4 ความมีวุฒิภาวะ ฯลฯ

61 องค์การอาจเกิดปัญหาการปรับตัวและการขัดกันของวัฒนธรรมได้จากข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 4 หน้า 119 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ มีดังนี้
1 มีผลกระทบต่อขวัญกําลังใจและความผูกพันในการทํางานของบุคลากรภายในองค์การ
2 เป็นการปิดกั้นโอกาสความเจริญก้าวหน้าในสายงานอาชีพของบุคลากรภายในองค์การ
3 สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย
4 อาจเกิดปัญหาการปรับตัวและการขัดกันของวัฒนธรรมในองค์การ ฯลฯ

62 ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์

(1) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(2) กระบวนการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(3) กระบวนการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(4) รูปแบบของกิจกรรมที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 273 แรงงานสัมพันธ์ มีความหมายดังนี้
1 ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง หัวหน้าผู้ควบคุมงานหรือระหว่างพนักงานด้วยกัน ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีนี้จะทําให้เกิดความร่วมมือ ความสามัคคี และการที่จะสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีจะต้องมีกิจกรรมหรือการสื่อสารที่ดี มีกระบวนการหรือกลไกคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง หรือความต้องการที่ไม่ตรงกัน รับรู้ความต้องการและปัญหาของอีกฝ่ายโดยมีระบบการพูดคุย เจรจา และสร้างข้อตกลงร่วมกัน
2 กระบวนการเพื่อสร้างความร่วมมือความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีการ แสดงออกซึ่งการเรียกร้อง การเจรจา ทําความเข้าใจตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อเป็นข้อตกลงสภาพการจ้าง

63 ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนํามาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกําหนดเงินเดือน

(1) ราคาเชื้อเพลิง

(2) ราคาสินค้า

(3) อัตราดอกเบี้ย

(4) อัตราแลกเปลี่ยน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนํามาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ในการกําหนดค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ ราคาสินค้า ราคาเชื้อเพลิง อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

64 สิ่งใดคือความต้องการขั้นแรกตามทฤษฎีความต้องการตามลําดับขั้นของ Abraham H. Maslow

(1) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย

(2) ความต้องการทางกายภาพ

(3) ความต้องการทางสังคม

(4) ความต้องการทางจิตใจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 46 – 47, (คําบรรยาย) Abraham H. Maslow ได้เสนอหลักการตอบสนอง ความต้องการ 5 ขั้น โดยเห็นว่า ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลําดับขั้นตอนตาม ความสําคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ําได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลจะให้ความสนใจ กับความต้องการระดับสูงต่อไป ซึ่งความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้น ดังนี้

1. ความต้องการทางกายภาพ
2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3. ความต้องการความรัก
4. ความต้องการยกย่อง
5. ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

65. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์

(1) การระงับข้อพิพาท

(2) การรักษาความเป็นธรรมในด้านสังคมและเศรษฐกิจ

(3) การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

(4) การให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้าง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 283 – 284 วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้ 1. การระงับข้อพิพาท 2. การรักษาความเป็นธรรมในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 3. การส่งเสริมความสัมพันธ์ 4. การให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้าง

66. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี Y ของ McGregor

(1) การสั่งการตามสายการบังคับบัญชา

(2) การเน้นการควบคุม

(3) การเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

(4) การกระจายอำนาจการตัดสินใจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 287 แนวคิดแรงงานสัมพันธ์เชิงรุก (Proactive Labor Relations) เป็นแนวคิดการบริหารจัดการแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี Y ของ McGregor ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการกระจายอำนาจ การบริหารและการตัดสินใจแก่บุคลากรระดับต่าง ๆ มีการกำหนดนโยบายหรือวิธีการบริหารจัดการโดยรับฟังความคิดเห็นของบุคลากร ให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดและความต้องการ ของบุคลากร มีการสำรวจความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน รวมทั้งมีแนวคิดการให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะเป็น “การให้ก่อนที่จะร้องขอ”

67. ข้อใดเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) การแบ่งงานกันทำตามความถนัด

(2) การเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการให้แก่แรงงาน

(3) การแปรรูปกิจการจากรัฐไปเป็นเอกชน

(4) การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ

(5) การย้ายฐานการผลิตจากเมืองไปยังชนบท

ตอบ 1 หน้า 34 – 37 การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิด 1. การนำเอาเครื่องจักรมาใช้ในการทำงาน 2. การผลิตในระบบโรงงาน 3. การใช้แรงงานในโรงงาน 4. การแบ่งงานกันทำตามความถนัด ฯลฯ

68. สิ่งใดต่อไปนี้ที่ไม่ได้สะท้อนถึงการตระหนักถึงการให้คุณค่ากับแรงงาน

(1) การพัฒนาทักษะแรงงาน

(2) การตรากฎหมายคุ้มครองแรงงาน

(3) การขอรับความช่วยเหลือจาก IMF

(4) การรับฟังความคิดเห็นของแรงงาน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 (คำบรรยาย) สิ่งที่สะท้อนถึงการตระหนักถึงการให้คุณค่ากับแรงงานก็คือ การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับฟังความคิดเห็นของแรงงาน และที่สำคัญคือ การตรากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทนการทำงาน การจัดสถานที่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการทำงาน เพื่อให้ลูกจ้างทำงานด้วยความปลอดภัย มีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม

69. วิธีการใดที่ทำให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 3 หน้า 116 – 117 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้:
1 ทำให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
2 หากองค์การไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรภายในองค์การที่ชัดเจน อาจทำให้การสรรหาบุคลากรภายในองค์การเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม
3 ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองค์การ เมื่อองค์การมีความต้องการในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ

70. สิ่งใดไม่ได้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อองค์การ

(1) กระแสโลกาภิวัตน์

(2) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

(3) สิ่งท้าทายด้านคุณภาพ

(4) ความคาดหวังของผู้รับบริการ

(5) วัฒนธรรมองค์การ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 55. ประกอบ

71. การกำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อรับพิจารณาเรื่องอุทธรณ์ร้องทุกข์เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง สอดคล้องกับหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักพิทักษ์คุณธรรมตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้:
1 กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ของข้าราชการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง เช่น ในกรณีที่ข้าราชการถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือได้รับการปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชา (เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย) อย่างไม่เป็นธรรม
2 การจัดให้มีศาลปกครองรับเรื่องด้านการบริหารงานบุคคล
3 การให้พนักงาน/ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องยุติหน้าที่หรือย้ายไปประจำส่วนราชการ เป็นการชั่วคราว ฯลฯ

72. การกำหนดโครงสร้างแบบ Broad banding พบได้ในข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 5 หน้า 213 – 214 การกำหนดโครงสร้างแบบ Broad banding เป็นการกำหนดโครงสร้างของค่าตอบแทนหรือค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งที่มาของการพัฒนาโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนเป็นแบบ Broad banding มีดังนี้:
1 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบเดิมขาดความยืดหยุ่น
2 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบเดิมมีหลายระดับและมีความสัมพันธ์ของงานที่เหมือนกันในแต่ละระดับ จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณางานที่มีความคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน
3 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
4 แนวคิดการบริหารที่เน้นความคล่องตัวและให้อิสระกับผู้ปฏิบัติงานให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ

73. สภาองค์การนายจ้าง หมายถึง

(1) หน่วยงานหนึ่งในสังกัดของกระทรวงแรงงาน

(2) องค์การที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างสมาคมนายจ้างที่มีกิจกรรมในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ 2 สมาคมขึ้นไป

(3) องค์การที่เกิดจากการรวมตัวของสมาคมหรือสหพันธ์นายจ้างตั้งแต่ 5 แห่งขึ้นไป

(4) องค์การระดับแรกของนายจ้างที่มีกิจการในลักษณะเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 297 องค์การนายจ้าง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1 สมาคมนายจ้าง คือ องค์การระดับแรกของนายจ้างที่มีกิจการในลักษณะเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น
2 สหพันธ์นายจ้าง คือ องค์การที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างสมาคมนายจ้างที่มีกิจการในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ 2 สมาคมขึ้นไป
3 สภาองค์การนายจ้าง คือ องค์การที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างสมาคมหรือสหพันธ์นายจ้างตั้งแต่ 5 แห่งขึ้นไป

74. ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา

(1) เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างรอบด้าน

(2) เพื่อนร่วมงานสามารถมีส่วนร่วมในการประเมิน

(3) ทำให้เกิดการสื่อสารที่ดีขึ้นในองค์การ

(4) ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถมีส่วนร่วมในการประเมิน

(5) เป็นวิธีที่ล้าสมัยและไม่มีการใช้ในปัจจุบัน

ตอบ 5 (คำบรรยาย) การประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างรอบด้านโดยผู้ประเมินคือบุคคลรอบ ๆ ตัวเราทั้งหมด เช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ตัวเรา ลูกค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการประเมินที่ทันสมัยและนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน โดยประโยชน์ของการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 มีดังนี้
1 ทำให้ได้ทัศนะที่หลากหลายในการประเมินบุคคลมากยิ่งขึ้น
2 เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานที่ร่วมกิจกรรมในการประเมิน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับผู้บังคับบัญชา ทำให้มีการสื่อสารที่ดี มีความเชื่อมั่นระหว่างกัน และเกิดความร่วมแรงร่วมใจกัน
3 สร้างจิตสำนึกในการมองประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันมากขึ้น

75. ข้อใดเป็นวิธีการประเมินค่างานโดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 4 หน้า 171 (คำบรรยาย) การให้คะแนน (Point Rating) เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน เช่น งานธุรการ ให้คะแนนการศึกษา ร้อยละ 20 ประสบการณ์ร้อยละ 25 ความยุ่งยากในงานร้อยละ 35 ความรับผิดชอบร้อยละ 15 และสภาพการทำงานร้อยละ 5 เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่สำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน สำนักงาน ก.พ. นำไปใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

76 สิ่งใดคือข้อเสียของระบบ Broad banding

(1) ไม่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม

(2) ยากต่อการเปรียบเทียบค่าจ้างเงินเดือนในตลาด

(3) ขาดความยืดหยุ่น

(4) ไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหา คัดเลือก และบรรจุ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 227 – 228 ข้อเสียของโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broad banding มีดังนี้
1 ใช้งบประมาณมากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนจากแบบเดิมมาเป็น แบบ Broad banding
2 ไม่เหมาะสมกับองค์การที่มีลักษณะงานที่แตกต่างกันจำนวนมาก
3 ยากต่อการเปรียบเทียบค่าจ้างเงินเดือนในตลาด
4 ไม่เหมาะสมกับสังคมการทำงานที่พนักงานมีความสามารถแตกต่างกันมาก
5 ไม่เหมาะสมกับองค์การที่ไม่ชอบการเรียนรู้พัฒนาด้วยตนเอง ฯลฯ

77 เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดลำดับความสำคัญหรือความยากง่าย
(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

78 ข้อใดเป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 3 หน้า 170 การจัดระดับงาน (Job Classification or Grading Method) เป็นวิธีการประเมิน ค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน กล่าวคือ งานที่มีลักษณะของความยากง่าย เหมือนกันจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งปัจจัยที่กำหนดความยากง่ายของงาน ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ความรับผิดชอบ และสภาพการทำงาน

79 ข้อใดไม่จำเป็นสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) การทำความเข้าใจกับผู้ประเมินถึงนโยบายและวัตถุประสงค์ในการประเมิน

(2) ผู้รับการประเมินต้องร่วมออกแบบวิธีการประเมิน

(3) ต้องมีการแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับการประเมินทราบ

(4) การประเมินจะต้องกระทำโดยทางลับ

(5) ผู้บังคับบัญชาควรมีส่วนร่วมในการประเมิน

ตอบ 2 หน้า 242, (คำบรรยาย) การออกแบบวิธีการประเมินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ดังนั้นหน่วยงานจะต้องเลือกวิธี ให้เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะงานและความมุ่งหมายที่ตั้งไว้

80 ข้อใดคือผลเสียของการจัดทำโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม

(1) พนักงานลาออก

(2) พนักงานขาดขวัญกำลังใจ

(3) ไม่สามารถดึงดูดบุคคลให้เข้าสู่องค์การ

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 178, (คำบรรยาย) ผลเสียของการจัดทำโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม มีดังนี้
1 พนักงานขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน
2 พนักงานอาจลาออก ไม่เอาใจใส่งาน ขาดงานหรือมาสายเป็นประจำ
3 ไม่สามารถดึงดูดบุคคลให้เข้าสู่องค์การได้ ฯลฯ

81 ข้อใดเป็นวิธีที่ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินค่างาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 8. ประกอบ

82 ข้อใดเป็นวิธีที่ใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 75. ประกอบ

83 สิ่งใดที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) การใช้แรงงานทาส

(2) ช่างฝีมือ

(3) การฝึกงานให้กับช่างฝึกหัด

(4) แรงงานในโรงงาน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 67. ประกอบ

84 การให้นักการเมืองทุกคนแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังการดํารงตําแหน่ง สอดคล้องกับหลักการใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักจริยธรรมและวินัยตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กำหนดสิ่งที่ข้าราชการต้องปฏิบัติและข้อห้ามการปฏิบัติออกจากกันเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน
2 กำหนดให้ส่วนราชการแต่ละแห่งเป็นผู้กําหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อใช้บังคับเฉพาะข้าราชการในสังกัดส่วนราชการนั้นเท่านั้น
3 กำหนดให้ข้าราชการบางตําแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังดํารงตําแหน่ง ฯลฯ

85 ข้อใดไม่ใช่ที่มาของการพัฒนาโครงสร้างเงินเดือนแบบ Broad banding

(1) ความจําเป็นในการพิจารณางานที่มีความคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน

(2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

(3) โครงสร้างเงินเดือนแบบเดิมขาดความยืดหยุ่น

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 72. ประกอบ

86 ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน

(1) ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม

(2) โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

(3) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 3 หน้า 141 จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน มีดังนี้
1 ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทน
2 หลักการออกแบบโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

87 ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐ

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) การพัฒนาแนวคิดด้านนวัตกรรม

(4) ระบบอุปถัมภ์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 58. ประกอบ

88 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ สอดคล้องกับหลักการใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 4. ประกอบ

89 การคัดเลือกในขั้นตอนใดจะกระทําสําเร็จได้จะต้องใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์

(1) การทดสอบ

(2) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(3) การให้กรอกใบสมัคร

(4) การตรวจร่างกาย

(5) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

ตอบ 2 หน้า 128 – 129, (คําบรรยาย) การสัมภาษณ์เบื้องต้น (Preliminary Interview) เป็นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสมของผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยม มากที่สุดในการคัดเลือกบุคคลเข้าทํางาน โดยวิธีการนี้จะช่วยให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติ ตรงตามความต้องการขององค์การหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะรับคนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การสัมภาษณ์จะกระทําสําเร็จได้จะต้องใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์

90 ทําไมต้องรักษากําลังคนไว้กับองค์การ

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทํางาน

(3) ลดความสิ้นเปลืองในการฝึกอบรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 10. ประกอบ

91 ข้อใดเป็นวิธีการคาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์

(1) การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุน-ผลตอบแทน (Cost-Benefit Analysis)

(2) การวิเคราะห์ SWOT

(3) การใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi)

(4) Balance Scorecard

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 77 – 81 เทคนิคหรือวิธีการคาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้
1 เทคนิคเดลฟาย
2 เทคนิคนอมินอลกรุ๊ป
3 เทคนิคการพยากรณ์แนวโน้ม
4 เทคนิคเชิงปริมาณ
5 การใช้เครื่องมือเชิงคุณภาพ
6 เทคนิคการสร้างภาพจําลองกําลังแรงงาน
7 เทคนิคการคาดคะเนโดยการวิเคราะห์ปริมาณงาน 8. เทคนิคการสอบถามและตรวจสอบ

92 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(1) เป็นการจัดวางโครงสร้างองค์การ

(2) เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการธํารงวินัย

(3) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และขอบเขตของงานที่ต้องปฏิบัติ

(4) คือคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน

(5) คือการจัดสรรอัตรากําลังรองรับการบรรจุบุคลากรใหม่

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 51. ประกอบ

93. ข้อใดไม่ใช่วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน
(1) การสังเกต
(2) การสัมภาษณ์
(3) การใช้แบบสอบถาม
(4) การสอบถามโดยใช้ Google Form
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 101 – 107, (คำบรรยาย) วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน มีดังนี้ 2. การใช้แบบสอบถาม เช่น การสอบถามโดยใช้ Google Form 1. การสังเกต ✓ 3. การสัมภาษณ์ 4. การประชุม 5. การบันทึกงาน 6. การทดลองปฏิบัติงาน

94. การทดสอบด้วยการให้ผู้สมัครทดสอบความสามารถด้วยการวิ่งระยะไกลจัดอยู่ในข้อใด
(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น
(2) การให้กรอกใบสมัคร
(3) การทดสอบสมรรถนะทางกาย
(4) การเขียนหนังสือแสดงเจตจำนง
(5) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน
ตอบ 3 (คำบรรยาย) การทดสอบสมรรถนะทางกาย คือ การทดสอบด้วยการให้ผู้สมัครทดสอบ ความสามารถด้วยการวิ่งระยะไกล ว่ายน้ำ ดันพื้น เป็นต้น

95. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศใด
(1) ประเทศจีน
(2) ประเทศญี่ปุ่น
(3) ประเทศอังกฤษ
(4) ประเทศสหภาพโซเวียต
(5) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 67. ประกอบ

96. ข้อใดคือปรัชญาในการประเมินผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน
(1) เน้นการประเมินคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับตัวงาน
(2) ให้ความสำคัญกับทักษะ ความรู้
(3) เน้นบุคลิกลักษณะภายนอกเป็นหลัก
(4) เน้นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการทำงาน
(5) ประเมินทัศนคติและความเชื่อ
ตอบ 4 หน้า 248 ปรัชญาในการประเมินผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันนั้นจะเน้นผลการทำงาน ที่เกิดขึ้นจริงหรือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการทำงาน และยึดเป้าหมายของงานเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากปรัชญาในการประเมินผลการปฏิบัติงานในอดีตที่เน้นการประเมินเฉพาะ ตัวพนักงาน คือจะประเมินผลในเรื่องคุณลักษณะ ความบกพร่อง และความสามารถเฉพาะตัว ของพนักงานซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับตัวงาน

97. การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster) เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด
(1) เพื่อกระจายอำนาจให้ข้าราชการ
(2) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและปรับปรุงระบบงาน
(3) เพื่อขยายขอบข่ายการควบคุม
(4) เพื่อจัดสวัสดิการให้เหมาะสม
(5) เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย
ตอบ 2 (คำบรรยาย) การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster) นั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และปรับปรุงระบบงาน รวมทั้งนำไปใช้ในการกำหนดอัตราเงินเดือนของข้าราชการให้เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับอัตราตลาด

98. “สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด
(1) การวิเคราะห์งาน
(2) คำบรรยายลักษณะงาน
(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification)
(4) การประเมินค่างาน
(5) การกำหนดค่าตอบแทน
ตอบ 3 หน้า 87, 90, (คําบรรยาย) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) เป็นการกําหนดรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานซึ่งใช้ในการทํางานเฉพาะอย่าง เพื่อให้งานประสบความสําเร็จ เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความชํานาญ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ําหนัก เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นํามาใช้ในการกําหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงานนี้จะพิจารณา จากความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)

99 คํากล่าวใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เป็นการประเมินค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ

(2) เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร

(3) มีเป้าหมายเพื่อใช้จัดโครงสร้างองค์การ

(4) ทําให้ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความสามารถเพียงใด

(5) สามารถใช้เครื่องมือในการประเมินได้หลายแบบ

ตอบ 3 หน้า 239 240 การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นการประเมินค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงาน อย่างเป็นระบบในแง่ของผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะทําให้ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความ สามารถในการปฏิบัติงานเพียงใด โดยผลของการประเมินจะถูกนําไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าปฏิบัติงาน การเลื่อนตําแหน่ง การพัฒนาบุคคล การจัดสวัสดิการ การพิจารณาความดีความชอบประจําปี เป็นต้น

100 ข้อใดเอาไปใช้ออกแบบงาน (Job Design)

(1) คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(2) การออกแบบงาน (Job Design)

(3) การประเมินค่างาน (Job Evaluation)

(4) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)

(5) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะ (Job Specification)

ตอบ 4 หน้า 95 – 97 ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) สามารถนําไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ ได้หลายลักษณะ เช่น การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกบุคคล การฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล การประเมินผลการทํางาน การประเมินค่างาน การกําหนด ค่าตอบแทน การส่งเสริมความปลอดภัยในการทํางาน การออกแบบงาน (Job Design) เป็นต้น

POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา POL2303 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ปริมาณงาน

(2) จำนวนบุคลากร

(3) ความรู้ในงาน

(4) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

(5) ประสบการณ์ในงาน

ตอบ 2 หน้า 254 – 255 ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้
1 ปริมาณงาน
2 คุณภาพงาน
3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
4 ความรู้ในงาน
5 การให้ความร่วมมือ
6 ประสบการณ์ในงาน
7 การทำนิติกรรมสัญญากับผู้อื่น
8 การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล
9 ความมีอิสระในการทำงาน
10 ทัศนคติ ฯลฯ

2. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกำหนดเงินเดือน

(1) ราคาเชื้อเพลิง

(2) ราคาสินค้า

(3) อัตราดอกเบี้ย

(4) อัตราแลกเปลี่ยน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกำหนดค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ ราคาสินค้า ราคาเชื้อเพลิง อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

3. ข้อใดคือปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจของพนักงาน (Hygiene Factors)

(1) การจ่ายค่าล่วงเวลา

(2) โบนัส

(3) คอมมิชชั่น

(4) เงื่อนไขในการทำงาน

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 156), (คำบรรยาย) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการทำงานตามทฤษฎีของ Frederick Herzberg ประกอบด้วย
1 ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขภาวะ (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่ลดความไม่พึงพอใจของพนักงานในการทำงาน เช่น เงินเดือน/ค่าจ้าง เงื่อนไขการทำงาน สภาพการทำงาน (เช่น แสงไฟ โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ) นโยบายและการบริหารงาน การควบคุมบังคับบัญชา เป็นต้น
2 ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงานในการทำงาน เช่น การยอมรับนับถือ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการหรือประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ (เช่น โบนัส ประกันชีวิต ค่ารักษาพยาบาล รถประจำตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว) เป็นต้น

4. เหตุผลของการจัดตั้งสหภาพแรงงาน คือ

(1) เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของลูกจ้าง

(2) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ขององค์การ

(3) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้รับบริการ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 1 หน้า 294 สหภาพแรงงาน เป็นองค์การระดับล่างสุดขององค์การลูกจ้าง ซึ่งการจัดตั้งสหภาพแรงงานนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของลูกจ้าง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตการทำงานที่เหมาะสม

5 ให้ข้าราชการต้องไปเพิ่มพูนความรู้ เข้าฝึกอบรมเป็นประจำตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการ เป็นไปตามหลักการในข้อใด
(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ
(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม
(3) หลักระบบค่าตอบแทน
(4) หลักจริยธรรมและวินัย
(5) การกระจายอำนาจ
ตอบ 1 (คำบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1กำหนดให้ข้าราชการไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศ
2 กำหนดให้มีแบบฟอร์มการทำรายงานหลัง/กลับจากการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ
3 กำหนดให้มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกหลายองค์กร เช่น สตง., ป.ป.ช., กกต., จังหวัด และองค์กรวิชาชีพ ฯลฯ

6 เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดลำดับความสำคัญหรือความยากง่าย
(1) Job Analysis
(2) Job Ranking
(3) Job Classification
(4) Point Rating
(5) Factor Comparison
ตอบ 2 หน้า 169 – 170 การเรียงลำดับ (Job Ranking) เป็นวิธีดั้งเดิมหรือเก่าแก่ที่สุด ซึ่งไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจำนวนมากหรือองค์การที่มีโครงสร้างซับซ้อน
สาระสำคัญของวิธีนี้คือ การนำเอางานที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดลำดับความสำคัญจากงานที่ง่ายที่สุดไปยังงานที่ยากที่สุด โดยใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired Comparison) แล้วตัดสินใจว่างานใดสำคัญหรือยากกว่า จึงเป็นวิธีที่มีข้อโต้แย้งในเรื่องมาตรฐานที่ใช้ตัดสินความสำคัญของงาน

7 ข้อใดไม่อยู่ในกระบวนการคัดเลือก
(1) การรับสมัคร
(2) การทดสอบ
(3) การตรวจร่างกาย
(4) การปฐมนิเทศ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 128 กระบวนการของการคัดเลือก ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ดังนี้
1 การรับสมัคร
2 การสัมภาษณ์เบื้องต้น
3 การให้กรอกใบสมัคร
4 การตรวจคุณสมบัติพื้นฐาน
5 การทดสอบ
6 การสัมภาษณ์
7 การคัดเลือกเพื่อบรรจุโดยฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของสายงานที่จะรับพนักงาน
8 การตัดสินใจโดยเจ้าหน้าที่
9 การตรวจร่างกาย

8 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศใด
(1) ประเทศจีน
(2) ประเทศญี่ปุ่น
(3) ประเทศอังกฤษ
(4) ประเทศสหภาพโซเวียต
(5) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ 3 หน้า 34 – 37 การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิด
1 การนำเอาเครื่องจักรมาใช้ในการทำงาน
2 การผลิตในระบบโรงงาน
3 การใช้แรงงานในโรงงาน
4 การแบ่งงานกันทำตามความถนัด ฯลฯ

9. การกําหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อรับพิจารณาเรื่องอุทธรณ์ร้องทุกข์เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง สอดคล้องกับหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 2 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คําบรรยาย) หลักพิทักษ์คุณธรรมตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กําหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ทําหน้าที่พิจารณาเรื่องการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ของ ข้าราชการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง เช่น ในกรณีที่ข้าราชการถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือ ได้รับการปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชา (เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย) อย่างไม่เป็นธรรม
2 การจัดให้มีศาลปกครองรับเรื่องด้านการบริหารงานบุคคล
3 การให้พนักงาน/ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องยุติหน้าที่หรือย้ายไปประจําส่วนราชการเป็นการชั่วคราว ฯลฯ

10. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับค่าตอบแทน

(1) สิ่งที่ได้จากการทํางาน

(2) สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

(3) ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 135 – 136 ค่าตอบแทน หมายถึง
1 สิ่งที่ได้จากการทํางาน
2 สิ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
3 ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร รวมถึงค่าจ้าง เงินเดือน และรางวัลตอบแทนอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าจ้างเงินเดือน

11. “วิเคราะห์และจัดทําแผนของหน่วยงาน…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คําบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกําหนดค่าตอบแทน

ตอบ 2 หน้า 89 คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ขอบเขตของงาน ความสัมพันธ์ในสายงานและกระบวนการปฏิบัติงาน โดยทั่วไปจะประกอบด้วยข้อความสําคัญ ได้แก่ ตําแหน่งงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ คุณลักษณะของงาน และเงื่อนไขสภาวะแวดล้อม

12. การกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตรวจสอบจากภายนอก เช่น สตง. ป.ป.ช. สอดคล้องกับหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 5. ประกอบ

13. การกําหนดโครงสร้างแบบ Broadbanding พบได้ในข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คําบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกําหนดค่าตอบแทน

ตอบ 5 หน้า 213 – 214 การกำหนดโครงสร้างแบบ Broadbanding เป็นการกำหนดโครงสร้างของค่าตอบแทนหรือค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งที่มาของการพัฒนาโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนเป็นแบบ Broadbanding มีดังนี้
1 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบเดิมขาดความยืดหยุ่น
2 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบเดิมมีหลายระดับและมีความสัมพันธ์ของงานที่เหมือนกันในแต่ละระดับ จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณางานที่มีความคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน
3 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
4 แนวคิดการบริหารที่เน้นความคล่องตัวและให้อิสระกับผู้ปฏิบัติงานให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ

14 ข้อใดเป็นวิธีการประเมินค่างานโดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 4 หน้า 171, (คำบรรยาย) การให้คะแนน (Point Rating) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยตีค่าเป็นคะแนนตามแต่ละปัจจัยที่ใช้ในแต่ละงาน เช่น งานธุรการ ให้คะแนนการศึกษา ร้อยละ 20 ประสบการณ์ร้อยละ 25 ความยุ่งยากในงานร้อยละ 35 ความรับผิดชอบร้อยละ 15 และสภาพการทำงานร้อยละ 5 เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่สำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน สำนักงาน ก.พ. นำไปใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

15 ข้อใดเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์

(1) หลักความสามารถ

(2) หลักความมั่นคง

(3) หลักความเสมอภาค

(4) การไม่ยึดถือหลักเกณฑ์

(5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

ตอบ 4 หน้า 12 – 13 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ถือเอาความใกล้ชิดหรือความเป็นพรรคพวกเป็นสำคัญ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้
1 การพิจารณาบรรจุแต่งตั้ง เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นไปตามความพอใจส่วนบุคคลของหัวหน้าเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคลเป็นเกณฑ์ จึงส่งผลให้บุคคลไม่เน้นการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถ
2 ผู้ปฏิบัติงานมุ่งทำงานเพื่อเอาใจผู้ครองอำนาจมากกว่าจะปฏิบัติงานตามหน้าที่
3 ผู้ปฏิบัติงานไม่มีความมั่นคงในหน้าที่ที่กำลังทำอยู่ เพราะอาจถูกปลดได้ถ้าผู้มีอำนาจไม่พอใจ ฯลฯ

16 ข้อใดมิใช่องค์ประกอบของ “ระบบไตรภาคี”

(1) นายจ้าง

(2) นักวิชาการด้านแรงงาน

(3) ลูกจ้าง

(4) รัฐบาล

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 279 ระบบไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง โดยระบบไตรภาคีจะเป็นกลไกให้ตัวแทนสามฝ่ายในการพิจารณาเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันในด้านต่าง ๆ เช่น การปรึกษาหารือ การเจรจาต่อรอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การตัดสินใจต่าง ๆ ร่วมกัน

17 ข้อใดคือความหมายของการสรรหา

(1) กระบวนการในการพิจารณาเลื่อนระดับ

(2) กระบวนการในการค้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง

(3) กระบวนการในการดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 2 และ 3 ถูก

ตอบ 5 หน้า 114 – 115 การสรรหา (Recruitment) หมายถึง กระบวนการในการค้นหา จูงใจ หรือดึงดูดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตําแหน่งงานให้สนใจยื่นใบสมัครงาน กับองค์การให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแหล่งที่ใช้ในการสรรหาบุคคล มี 2 แหล่ง คือ 1. การสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ 2. การสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ

18 ข้อใดไม่ใช่ที่มาของการพัฒนาโครงสร้างเงินเดือนแบบ Broadbanding

(1) โครงสร้างเงินเดือนแบบเดิมขาดความยืดหยุ่น

(2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

(3) ความจําเป็นในการพิจารณางานที่มีความคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 13. ประกอบ

19 การคัดเลือกในขั้นตอนใดจะกระทําสําเร็จได้จะต้องใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 1 หน้า 128 – 129, (คําบรรยาย) การสัมภาษณ์เบื้องต้น (Preliminary Interview) เป็นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูความเหมาะสมของผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยม มากที่สุดในการคัดเลือกบุคคลเข้าทํางาน โดยวิธีการนี้จะช่วยให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติ ตรงตามความต้องการขององค์การหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการที่จะรับคนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การสัมภาษณ์จะกระทํา สําเร็จได้จะต้องใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์

20 ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนระดับ

(1) ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา

(2) ศักยภาพที่จะรับผิดชอบในตําแหน่งที่สูงขึ้น

(3) ความมีวุฒิภาวะ

(4) วุฒิการศึกษา

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 157, (คําบรรยาย) ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนระดับตําแหน่ง มีดังนี้ 1. วุฒิการศึกษา 2. ผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา 3. ศักยภาพที่จะรับผิดชอบงาน ในตําแหน่งที่สูงขึ้น 4. ความมีวุฒิภาวะ ฯลฯ

21 สิ่งใดคือข้อเสียของระบบ Broadbanding

(1) ไม่ส่งเสริมการทํางานเป็นทีม

(2) ขาดความยืดหยุ่น

(3) ยากต่อการเปรียบเทียบค่าจ้างเงินเดือนในตลาด

(4) ไม่ให้ความสําคัญกับกระบวนการสรรหา คัดเลือก และบรรจุ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 227 – 228 ข้อเสียของโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนแบบ Broadbanding มีดังนี้ 1. ใช้งบประมาณมากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนจากแบบเดิมมาเป็น แบบ Broadbanding 2. ไม่เหมาะสมกับองค์การที่มีลักษณะงานที่แตกต่างกันจํานวนมาก 3. ยากต่อการเปรียบเทียบค่าจ้างเงินเดือนในตลาด 4. ไม่เหมาะสมกับสังคมการทํางานที่ พนักงานมีความสามารถแตกต่างกันมาก 5. ไม่เหมาะสมกับองค์การที่ไม่ชอบการเรียนรู้ พัฒนาด้วยตนเอง ฯลฯ

22 ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน

(1) ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม

(2) โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

(3) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก

ตอบ 3 หน้า 141 จุดมุ่งหมายของการศึกษาการบริหารค่าจ้างเงินเดือน มีดังนี้
1 ศึกษาหลักการและวิธีการประเมินค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทน
2 หลักการออกแบบโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 โครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนสามารถจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานเต็มความสามารถ

23 สภาองค์การนายจ้าง หมายถึง

(1) องค์การที่เกิดจากการรวมตัวของสมาคมหรือสหพันธ์ลูกจ้างตั้งแต่ 5 แห่งขึ้นไป

(2) องค์การที่เกิดจากการรวมตัวของสมาคมหรือสหพันธ์นายจ้างตั้งแต่ 5 แห่งขึ้นไป

(3) องค์การที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างสมาคมนายจ้างที่มีกิจกรรมในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ 2 สมาคมขึ้นไป

(4) องค์การระดับแรกของนายจ้างที่มีกิจการในลักษณะเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 297 องค์การนายจ้าง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1. สมาคมนายจ้าง คือ องค์การระดับแรกของนายจ้างที่มีกิจการในลักษณะเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น 2. สหพันธ์นายจ้าง คือ องค์การที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างสมาคมนายจ้างที่มีกิจการ ในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ 2 สมาคมขึ้นไป 3. สภาองค์การนายจ้าง คือ องค์การที่เกิดจาก การรวมตัวกันระหว่างสมาคมหรือสหพันธ์นายจ้างตั้งแต่ 5 แห่งขึ้นไป

24 ทำไมต้องรักษากําลังคนไว้กับองค์การ

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทํางาน

(3) ลดความสิ้นเปลืองในการฝึกอบรม

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การรักษาคนไว้ในองค์การ (Retain) คือ การสร้างแรงจูงใจให้คนทํางาน อยู่กับองค์การยาวนานหรือพยายามลดอัตราการลาออกของคนให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อ
1 คงความต่อเนื่องในการทํางาน
2 รักษาประสิทธิผลขององค์การ
3 ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหาคัดเลือกและฝึกอบรม
4 รักษาภาพลักษณ์ขององค์การ
5 สร้างความจงรักภักดี ฯลฯ

25 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(1) เป็นการจัดวางโครงสร้างองค์การ

(2) เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการธํารงวินัย

(3) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และขอบเขตของงานที่ต้องปฏิบัติ

(4) คือคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน

(5) คือการจัดสรรอัตรากําลังรองรับการบรรจุบุคลากรใหม่

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 11. ประกอบ

26 ข้อใดเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) การแบ่งงานกันทําตามความถนัด

(2) การเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการให้แก่แรงงาน

(3) การแปรรูปกิจการจากรัฐไปเป็นเอกชน

(4) การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ

(5) การย้ายฐานการผลิตจากเมืองไปยังชนบท

ตอบ 1 ดูคําอธิบายข้อ 8. ประกอบ

27 การรักษากําลังคนไว้กับองค์การมีความสําคัญเพราะเหตุใด

(1) รักษาความต่อเนื่องในการทํางาน

(2) รักษาประสิทธิผลขององค์การ

(3) ความสะดวกในการประเมินผลการทํางาน

(4) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 ดูคําอธิบายข้อ 24. ประกอบ

28 ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา

(1) เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างรอบด้าน

(2) ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถมีส่วนร่วมในการประเมิน

(3) เพื่อนร่วมงานสามารถมีส่วนร่วมในการประเมิน

(4) ทําให้เกิดการสื่อสารที่ดีขึ้นในองค์การ

(5) เป็นวิธีที่ล้าสมัยและไม่มีการใช้ในปัจจุบัน

ตอบ 5 (คําบรรยาย) การประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงาน อย่างรอบด้านโดยผู้ประเมินคือบุคคลรอบ ๆ ตัวเราทั้งหมด เช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ตัวเรา ลูกค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการประเมินที่ทันสมัยและนิยมใช้กันมาก ในปัจจุบัน โดยประโยชน์ของการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 มีดังนี้
1 ทําให้ได้ทัศนะที่หลากหลายในการประเมินบุคคลมากยิ่งขึ้น
2 เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานที่ร่วมกิจกรรมในการประเมิน และสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับผู้บังคับบัญชา ทําให้มีการสื่อสารที่ดี มีความเชื่อมั่น ระหว่างกัน และเกิดความร่วมแรงร่วมใจกัน
3 สร้างจิตสํานึกในการมองประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันมากขึ้น

29 สิ่งใดเป็นปัจจัยจูงใจ (Motivation Factors)

(1) ค่าเดินทาง

(2) เงื่อนไขการทํางาน

(3) สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

(4) ค่าตอบแทนพิเศษตามผลงาน

(5) ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการทํางานจากที่บ้าน (Work from Home)

ตอบ 3 ดูคําอธิบายข้อ 3. ประกอบ

30 องค์การอาจเกิดปัญหาการปรับตัวและการขัดกันของวัฒนธรรมได้จากข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 4 หน้า 119 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ มีดังนี้
1 มีผลกระทบต่อขวัญกําลังใจและความผูกพันในการทํางานของบุคลากรภายในองค์การ
2 เป็นการปิดกั้นโอกาสความเจริญก้าวหน้าในสายงานอาชีพของบุคลากรภายในองค์การ
3 สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย
4 อาจเกิดปัญหาการปรับตัวและการขัดกันของวัฒนธรรมในองค์การ ฯลฯ

31 ข้อใดไม่ใช่ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

(1) งานหาทรัพยากรมนุษย์

(2) งานใช้ทรัพยากรมนุษย์

(3) งานดูแลรักษาทรัพยากรมนุษย์

(4) งานแลกเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 7 ภารกิจด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ
1 งานหาทรัพยากรมนุษย์
2 งานใช้ทรัพยากรมนุษย์
3 งานดูแลรักษาทรัพยากรมนุษย์

32 วิธีการใดที่ทําให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 3 หน้า 116 – 117 ข้อเสียของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้
1 ทําให้องค์การอาจเสียโอกาสได้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
2 หากองค์การไม่มีการกําหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรภายในองค์การที่ชัดเจน อาจทําให้การสรรหาบุคลากรภายในองค์การเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม
3 ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรขึ้นภายในองค์การ เมื่อองค์การมีความต้องการ ในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ

33 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับเทคนิคเดลฟาย (Delphi)

(1) เป็นการพยากรณ์ความต้องการ

(2) เป็นการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

(3) คือการสร้างแบบจําลอง

(4) คือการสํารวจข้อมูลเชิงสถิติ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 77 – 78 เทคนิคเดลฟาย (Delphi) เป็นเทคนิคในการรวบรวมความคิดเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยการตอบแบบสอบถาม ลักษณะสําคัญของเทคนิคนี้ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญจะไม่มีโอกาสมาพบกันเพื่อพูดคุยในเรื่องที่ต้องแสดงความคิดเห็น และแต่ละคน
อาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทําให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

34 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการบันทึกงาน (Diary Method)

(1) การจดบันทึกรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทําในแต่ละวัน

(2) การบันทึกข้อมูลที่นักบินจะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างทําการบิน

(3) ใช้เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 107 การบันทึกงาน (Diary Method) เป็นวิธีการที่ใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน
เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์งาน โดยนักวิเคราะห์งานจะให้ผู้ปฏิบัติงาน จดบันทึกรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนกระทําในช่วงเวลาปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น นักบินจะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างทําการบิน เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์มาก ถ้าผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือและจดบันทึกการทํางานตามความเป็นจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย

35. ข้อใดมิใช่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์

(1) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(3) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

(4) พระราชบัญญัติประกันสังคม

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 293 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้
1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน
2 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
3 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
5 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
6 พระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน พ.ศ. 2537
7 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

36. คำกล่าวใดต่อไปนี้ที่กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้ไม่ถูกต้อง

(1) เป็นกระบวนการที่ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน

(2) คือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ

(3) ช่วยให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจ

(4) ทำให้องค์การใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

(5) ช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัว

ตอบ 5 หน้า 4 – 5 (คำบรรยาย) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีลักษณะดังนี้
1 เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ หรือทำให้องค์การใช้ทรัพยากร (คน) ที่มีได้อย่างคุ้มค่า
2 เป็นกระบวนการที่ทำให้องค์การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน
3 ช่วยทำให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ฯลฯ

37. ข้อใดไม่จำเป็นสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) การทำความเข้าใจกับผู้ประเมินถึงนโยบายและวัตถุประสงค์ในการประเมิน

(2) ผู้รับการประเมินต้องร่วมออกแบบวิธีการประเมิน

(3) ต้องมีการแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับการประเมินทราบ

(4) การประเมินจะต้องกระทำโดยทางลับ

(5) ผู้บังคับบัญชาควรมีส่วนร่วมในการประเมิน

ตอบ 2 หน้า 242, (คำบรรยาย) การออกแบบวิธีการประเมินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ดังนั้นหน่วยงานจะต้องเลือกวิธีให้เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะงานและความมุ่งหมายที่ตั้งไว้

38. เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 3 การจัดระดับงาน (Job Classification or Grading Method) เป็นวิธีการประเมินค่างานโดยจัดกลุ่มตามลักษณะ/ปัจจัยของงาน ซึ่งปัจจัยที่กําหนดความยากง่ายของงาน ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ความชํานาญ ความรับผิดชอบ และสภาพการทํางาน

39 การวิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงานคือข้อใด
(1) การวิเคราะห์งาน
(2) ใบพรรณนาหน้าที่งาน
(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน
(4) การประเมินค่างาน
(5) การกําหนดค่าตอบแทน
ตอบ 4 (คำบรรยาย) การประเมินค่างาน หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์เพื่อตีค่าความยากง่ายของงาน หรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์ ตีค่างาน ประเมินหรือเปรียบเทียบคุณค่าของงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างงานหรือประสิทธิภาพในงานกับค่าตอบแทนที่ควรจะจ่าย หรือเป็นการประเมินคุณค่าว่างานใดควรได้ค่าตอบแทนเท่าใด ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินค่างาน ได้แก่ การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) ใบพรรณนาหน้าที่งาน (Job Description) คุณสมบัติตําแหน่ง (Job Specification) และประเภทของ ตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์การ

40 สิ่งใดต่อไปนี้ที่สะท้อนถึงการตระหนักถึงการให้คุณค่ากับแรงงาน
(1) การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
(2) การตรากฎหมายคุ้มครองแรงงาน
(3) การขอรับความช่วยเหลือจาก IMF
(4) การนําเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศมาใช้แทนแรงงาน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 (คำบรรยาย) สิ่งที่สะท้อนถึงการตระหนักถึงการให้คุณค่ากับแรงงาน ก็คือ การตรากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกําหนดมาตรฐานขั้นต่ําในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทนการทํางาน การจัดสถานที่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการทํางาน เพื่อให้ลูกจ้างทํางานด้วยความปลอดภัย มีสุขภาพอนามัยที่ดี ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม

41 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับ “การบริหารแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์”
(1) เป็นการบริหารงานที่เน้นคุณลักษณะของบุคคล
(2) เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบเดิมที่ให้ความสําคัญกับพฤติกรรม
(3) สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะนําไปสู่การเสริมสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
(4) เป็นการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ที่ล้าสมัย
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 (หน้า 249, คำบรรยาย) การบริหารแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result Based Management) เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานเป็นหลัก โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งถือเป็นการบริหารแนวใหม่และถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะนําไปสู่การเสริมสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์

42 นโยบายการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง สะท้อนหลักการในข้อใด
(1) หลักการกระจายอํานาจ
(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม
(3) หลักจริยธรรมและวินัย
(4) หลักระบบค่าตอบแทน
(5) หลักประสิทธิภาพ

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักระบบค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 การจำแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Cluster) และกำหนดบัญชีเงินเดือน เป็น 4 บัญชี ซึ่งแต่ละบัญชีใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่งแต่ละประเภท
2 กำหนดให้มีเงินเพิ่มใหม่อีก 2 ประเภท คือ ตามพื้นที่และตามสายงาน
3 กำหนดให้เพิ่มค่าตอบแทนบุคคลที่มีใบรับรองการมีวุฒิการศึกษาเพิ่มที่ตรงตามหน้าที่
4 กำหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องถูกประเมินผลการปฏิบัติราชการแบบ 360 องศา เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
5 การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมีการกำหนดให้ต้องเบิกยานอกบัญชีหลัก
6 มีการประเมินขั้นเงินเดือนข้าราชการปีละ 2 ครั้ง
7 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ

43. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี Y ของ McGregor

(1) การสั่งการตามสายการบังคับบัญชา

(2) การเน้นการควบคุม

(3) การเน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

(4) การกระจายอำนาจการตัดสินใจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 (หน้า 287 แนวคิดแรงงานสัมพันธ์เชิงรุก (Proactive Labor Relations) เป็นแนวคิดการบริหารจัดการแรงงานที่สอดคล้องกับทฤษฎี Y ของ McGregor ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการกระจายอำนาจ การบริหารและการตัดสินใจแก่บุคลากรระดับต่างๆ มีการกำหนดนโยบายหรือวิธีการบริหารจัดการโดยรับฟังความคิดเห็นของบุคลากร ให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคลากร มีการสำรวจความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน รวมทั้งมีแนวคิดการให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะเป็น “การให้ก่อนที่จะร้องขอ”)

44. สิ่งใดเป็นผลจากการศึกษา Hawthorn Study ของ Elton Mayo และคณะที่โรงงาน Western Electric

(1) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนงานส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน

(2) แสงสว่างมีผลต่อการทำงาน

(3) ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมมีผลต่อการขาดงาน

(4) ความต้องการของมนุษย์มี 5 วัน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1 (หน้า 43 – 44 Elton Mayo และคณะได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการทำงานของคนงานในโรงงาน Western Electric Hawthorne ซึ่งต่อมาเรียกว่า กรณีศึกษาฮอว์ธอร์น (Hawthorn Study) โดยพบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนงานส่งผลต่อขวัญกำลังใจและแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อผลผลิตของการปฏิบัติงานด้วย ผลผลิตส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และความร่วมมือร่วมใจของคนงาน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับความเอาใจใส่ของหัวหน้าที่มีผลกระทบต่อคนงาน)

45. ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์

(1) ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(2) กระบวนการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(3) กระบวนการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

(4) รูปแบบของกิจกรรมที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 273 แรงงานสัมพันธ์ มีความหมายดังนี้
1 ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง หัวหน้าผู้ควบคุมงานหรือระหว่างพนักงานด้วยกัน ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีนี้จะทําให้เกิดความร่วมมือ ความสามัคคี และการที่จะสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีจะต้องมีกิจกรรมหรือการสื่อสารที่ดี
มีกระบวนการหรือกลไกคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง หรือความต้องการที่ไม่ตรงกัน รับรู้ความต้องการและปัญหาของอีกฝ่ายโดยมีระบบการพูดคุย เจรจา และสร้างข้อตกลงร่วมกัน
2 กระบวนการเพื่อสร้างความร่วมมือความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีการ แสดงออกซึ่งการเรียกร้อง การเจรจา ทําความเข้าใจตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อเป็นข้อตกลงสภาพการจ้าง

46. ข้อใดคือปรัชญาในการประเมินผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน

(1) เน้นการประเมินคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับตัวงาน

(2) ให้ความสําคัญกับวุฒิการศึกษา

(3) เน้นบุคลิกลักษณะภายนอกเป็นหลัก

(4) เน้นผลการทํางานที่เกิดขึ้นจริง

(5) ต้องไม่มีความบกพร่องทางกาย

ตอบ 4 หน้า 248 ปรัชญาในการประเมินผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันนั้นจะเน้นผลการทํางาน ที่เกิดขึ้นจริง และยึดเป้าหมายของงานเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากปรัชญาในการประเมินผล การปฏิบัติงานในอดีตที่เน้นการประเมินเฉพาะตัวพนักงาน คือจะประเมินผลในเรื่องคุณลักษณะ ความบกพร่อง และความสามารถเฉพาะตัวของพนักงานซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ กับตัวงาน

47. ข้อใดคือความยุติธรรมภายนอกของการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง

(1) การปรับตามค่าแรงขั้นต่ํา

(2) การปรับตามค่าครองชีพ

(3) การปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

(4) การสํารวจเงินเดือน/ค่าจ้าง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 142, (คําบรรยาย) ความยุติธรรมภายนอกของการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง หมายถึง
กําหนดเงินเดือนและค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับการจ้างงานในตลาดแรงงานซึ่งพิจารณาจาก
ค่าแรงขั้นต่ํา ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ การสํารวจเงินเดือน/ค่าจ้างในตลาดแรงงาน เป็นต้น

48. คํากล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการในข้อใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอํานาจ

ตอบ 4 (คําบรรยาย) คํากล่าวที่ว่า “โตไปไม่โกง” สะท้อนถึงหลักการด้านจริยธรรมและวินัย
ซึ่งถูกนํามาใช้เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทําลายสังคมอย่างรุนแรงและฝังรากลึก โดยคนในสังคมนั้นจะต้องมีค่านิยมในการรักความดีและไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน
และการโกงทุกรูปแบบโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนี้ จะเป็นรากฐานสําคัญที่ทําให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด

49 คํากล่าวใดเป็นไปตามหลักความเป็นกลางทางการเมือง

(1) ข้าราชการต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนเองจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

(2) ข้าราชการไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง

(3) ข้าราชการต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ

(4) ข้าราชการไม่ควรลงสมัครรับเลือกตั้ง

(5) ข้าราชการต้องให้การสนับสนุนกับพรรคการเมืองทุกพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 4 – 5) หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) หมายถึง ข้าราชการประจําต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าตนเอง จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถือว่านโยบายของรัฐบาลเป็นการแสดงออกโดยปริยายถึงความต้องการหรือเจตนารมณ์ ของประชาชน ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ ข้าราชการประจําต้องปฏิบัติ ตามนโยบายนั้น ๆ อย่างเต็มความสามารถ จะละเลยเพิกเฉยมิได้

50 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือและมีความแน่นอนในการเปรียบเทียบ

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 5

หน้า 172 – 173 การเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison) เป็นวิธีการประเมินค่างาน โดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน ซึ่งเป็นวิธีที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่มีความน่าเชื่อถือกว่า วิธีการอื่น ๆ ข้อดีของวิธีนี้ คือ เหมาะสําหรับการกําหนดมาตรฐานเฉพาะงานของแต่ละองค์การ และสามารถเปรียบเทียบค่างานของแต่ละงานได้แน่นอน

51 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมมีวัตถุประสงค์ตามข้อใด

(1) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

(2) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคม

(3) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

(4) เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการลงทุน

(5) เพื่อการบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 6 – 7) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยในสมัยนี้ได้มีการรวบรวมคนจํานวนมาก มาทํางานในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่เนื่องจากการขาดการเอาใจใส่ดูแล จากนายจ้างทําให้คนงานไม่พอใจในสภาพการทํางานที่เป็นอยู่

52 สิ่งใดไม่ได้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อองค์การ

(1) กระแสโลกาภิวัตน์

(2) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

(3) สิ่งท้าทายด้านคุณภาพ

(4) ความคาดหวังของผู้รับบริการ

(5) วัฒนธรรมองค์การ

ตอบ 5 หน้า 24 – 28, 65 – 67 ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อองค์การ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ สิ่งท้าทายด้านคุณภาพ โครงสร้างประชากร และกําลังแรงงาน สภาวะทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน ความคาดหวังของผู้รับบริการ เป็นต้น 2. ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์การ ได้แก่ โครงสร้างองค์การ วัฒนธรรมองค์การ กลยุทธ์ ขององค์การ ค่านิยมร่วมในการปฏิบัติงาน บุคลากรในองค์การ ความสามารถหรือทักษะของ บุคลากร เป็นต้น

53. ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการรักษากำลังคน

(1) ลดความสิ้นเปลืองในการสรรหา

(2) คงความต่อเนื่องในการทำงาน

(3) เพื่อเปิดให้มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

(4) รักษาภาพลักษณ์องค์การ

(5) สร้างความจงรักภักดี

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 24. ประกอบ

54. “สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์…” ข้อความดังกล่าวพบได้จากที่ใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification)

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 3 หน้า 87, 90, (คำบรรยาย) การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) เป็นการกำหนดรายละเอียดของคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานซึ่งใช้ในการทำงานเฉพาะอย่าง เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความชำนาญ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้ในการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ปฏิบัติงานนี้จะพิจารณา จากความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)

55. ข้อใดเป็นวิธีที่ใช้ในการประเมินค่างานของข้าราชการพลเรือนในปัจจุบัน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 14. ประกอบ

56. “อัตราการลาออกลดลง” เป็นเป้าหมายของเรื่องใด

(1) การจูงใจ

(2) การประเมินค่างาน

(3) การสรรหา

(4) การรักษาคนไว้ในองค์การ

(5) การเลื่อนตำแหน่ง

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 24. ประกอบ

57. ข้อใดเป็นปัจจัยเพิ่มแรงจูงใจแก่พนักงาน (Motivation Factors)

(1) แสงไฟในที่ทำงาน

(2) ห้องทำงานส่วนตัว

(3) เครื่องปรับอากาศ

(4) คอมพิวเตอร์

(5) โต๊ะทำงาน

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

58. สิ่งใดคือความต้องการขั้นแรกตามทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของ Abraham H. Maslow

(1) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย

(2) ความต้องการทางกายภาพ

(3) ความต้องการทางสังคม

(4) ความต้องการทางจิตใจ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 2 หน้า 46 – 47, (คำบรรยาย) Abraham H. Maslow ได้เสนอหลักการตอบสนอง ความต้องการ 5 ขั้น โดยเห็นว่า ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลำดับขั้นตอนตาม ความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลจะให้ความสนใจ กับความต้องการระดับสูงต่อไป ซึ่งความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้น ดังนี้
1 ความต้องการทางกายภาพ
2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3 ความต้องการความรัก
4 ความต้องการยกย่อง
5 ความต้องการความสำเร็จด้วยตนเอง

59 ข้อใดคือวิธีการที่ใช้ทดแทนการสรรหา

(1) การทำงานล่วงเวลา

(2) การจ้างงานชั่วคราว

(3) การขอเช่าพนักงาน

(4) การใช้ผู้รับเหมาช่วง

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 123 – 125 วิธีการที่ใช้ทดแทนการสรรหา มีดังนี้
1 การทำงานล่วงเวลา (Overtime)
2 การจ้างงานชั่วคราว (Temporary Employment)
3 การขอเช่าพนักงาน (Employee Leasing)
4 การใช้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontracting)
5 การใช้ผู้รับเหมาอิสระ (Independent Contractors)

60 Employment Test หมายถึงข้อใด

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบเพื่อให้บุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรม

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย
ตอบ 3

หน้า 128 – 130, (คำบรรยาย) การทดสอบ (Employment Test) เป็นเครื่องมือในการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของพนักงานว่าตรงกับลักษณะงานหรือไม่ โดยทั่วไปรูปแบบของการทดสอบอาจจำแนกได้ดังนี้
1 การทดสอบความสามารถ
2 การทดสอบบุคลิกภาพและความสนใจ
3 การทดสอบความสำเร็จ

61 ข้อใดคือความสำคัญของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์

(1) เป็นกระบวนการกำหนดตำแหน่งที่กิจการมีความต้องการ

(2) คาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์

(3) กำหนดแผนปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม

(4) เพื่อความมั่นใจว่าองค์การจะมีบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถเพียงพอ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 60, 72 การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการกำหนดตำแหน่งที่กิจการมีความต้องการและมีวิธีการค้นหาบุคคลเพื่อบรรจุในตำแหน่งดังกล่าว หรือเป็นกระบวนการคาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ขององค์การอันจะส่งผลถึงการกำหนดวิธีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรและการตอบสนองต่อปัจจัยแวดล้อม ตั้งแต่ก่อนบุคคลเข้าร่วมงานกับองค์การ ขณะปฏิบัติงานอยู่ในองค์การ จนกระทั่งพ้นออกจากองค์การ เพื่อให้องค์การใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและเป็นหลักประกันว่าองค์การจะมีบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถเพียงพออยู่เสมอ ตลอดจนเพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่เหมาะสม สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การ

62 ข้อใดเป็นองค์ประกอบของการประเมินผลการปฏิบัติงานสมัยใหม่

(1) เน้นการมีส่วนร่วม

(2) ยึดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน

(3) เน้นผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 248 – 249 องค์ประกอบของการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแนวคิดสมัยใหม่ มี 3 ประการ คือ
1 เน้นผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน
2 ยึดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงานและองค์การ
3 เน้นการมีส่วนร่วมกับผู้บังคับบัญชาในการกำหนดเป้าหมายงาน

63 สิ่งใดที่ไม่จำเป็นต้องมีในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

1) ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง

(2) การแจ้งข้อมูลกลับไปยังผู้ถูกประเมิน

(3) การประเมินโดยอดีตผู้บังคับบัญชา

(4) การเปิดเผยผลการประเมินให้ทุกคนร่วมรับทราบ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 3, 4 หน้า 242, 264, (คำบรรยาย) การประเมินผลการปฏิบัติงานโดยปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาปัจจุบันซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ที่จะถูกประเมิน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบต่องานที่สั่งให้ผู้ถูกประเมินปฏิบัติ ส่วนผลการประเมินการปฏิบัติงานนั้นไม่ควรเปิดเผยให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องรับทราบ ผู้ประเมินควรแจ้งผลการประเมินให้เฉพาะผู้ถูกประเมินรับทราบเท่านั้น เพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นเรื่องผลงานเฉพาะตัวของพนักงานผู้ถูกประเมิน

64 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ภายใต้แนวคิดใดที่ไม่ได้ส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเอง

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) การพัฒนาแนวคิดด้านนวัตกรรม

(4) ระบบอุปถัมภ์

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 15. ประกอบ

65 ความยุติธรรมภายนอก (External Equity) คือ

(1) การกำหนดเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อป้องกันปัญหาความไม่เข้าใจกันในหน่วยงาน

(2) การกำหนดค่าจ้างที่สอดคล้องกับการจ้างงานในตลาดแรงงาน

(3) การกำหนดค่าจ้างโดยพิจารณาจากความรู้และประสบการณ์

(4) การกำหนดค่าจ้างให้เหมาะสมกับรายได้ขององค์การ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 47. ประกอบ

66 หลักการในข้อใดที่คำนึงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินการควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 1 (คำบรรยาย) หลักการเสริมประสิทธิภาพ เป็นหลักการที่คำนึงถึงผลลัพธ์ของการดำเนินการควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

67 คำกล่าวใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เป็นการประเมินค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ

(2) เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร

(3) มีเป้าหมายเพื่อใช้จัดโครงสร้างองค์การ

(4) ทำให้ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความสามารถเพียงใด

(5) สามารถใช้เครื่องมือในการประเมินได้หลายแบบ

ตอบ 3 หน้า 239 – 240 การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นการประเมินค่าของบุคคลผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบในแง่ของผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะทำให้ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนมีความสามารถในการปฏิบัติงานเพียงใด โดยผลของการประเมินจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าปฏิบัติงาน การเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาบุคคล การจัดสวัสดิการ การพิจารณาความดีความชอบประจำปี เป็นต้น

68. สิ่งใดที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม

(1) การใช้แรงงานทาส

(2) ช่างฝีมือ

(3) แรงงานในโรงงาน

(4) การฝึกงานให้กับช่างฝึกหัด

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

69. ข้อใดเป็นวิธีการคาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์

(1) Balance Scorecard

(2) การวิเคราะห์ SWOT

(3) การใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi)

(4) การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุน ผลตอบแทน (Cost-Benefit Analysis)

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 77 – 81 เทคนิคหรือวิธีการคาดการณ์ความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้
1 เทคนิคเดลฟาย
2 เทคนิคนอมินอลกรุ๊ป
3 เทคนิคการพยากรณ์แนวโน้ม
4 เทคนิคเชิงปริมาณ
5 การใช้เครื่องมือเชิงคุณภาพ
6 เทคนิคการสร้างภาพจำลองกำลังแรงงาน
7 เทคนิคการคาดคะเนโดยการวิเคราะห์ปริมาณงาน
8 เทคนิคการสอบถามและตรวจสอบ

70. ข้อใดไม่ใช่วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน

(1) การสังเกต

(2) การสัมภาษณ์

(3) การใช้แบบสอบถาม

(4) การสอบถามโดยใช้ Google Form

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 5 หน้า 101 – 107, (คำบรรยาย) วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน มีดังนี้
1 การสังเกต
2 การใช้แบบสอบถาม เช่น การสอบถามโดยใช้ Google Form
3 การสัมภาษณ์
4 การประชุม
5 การบันทึกงาน
6 การทดลองปฏิบัติงาน

71. ข้อใดคือผลเสียของการจัดทำโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม

(1) พนักงานลาออก

(2) พนักงานขาดขวัญกำลังใจ

(3) ไม่สามารถดึงดูดบุคคลให้เข้าสู่องค์การ

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 178, (คำบรรยาย) ผลเสียของการจัดทำโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม มีดังนี้
1 พนักงานขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน
2 พนักงานอาจลาออก ไม่เอาใจใส่งาน ขาดงานหรือมาสายเป็นประจำ
3 ไม่สามารถดึงดูดบุคคลให้เข้าสู่องค์การได้ ฯลฯ

72. ข้อใดเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความสามารถของพนักงานว่าตรงกับลักษะงานหรือไม่

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบเพื่อให้บุคคลแสดงความสามารถและพฤติกรรม

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 60. ประกอบ

73 ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ของ Frederick W. Taylor

(1) วิธีการทํางานที่ดีที่สุด (One Best Way)

(2) การศึกษาเวลากับการเคลื่อนไหว (Time and Motion Study)

(3) ทฤษฎี X และทฤษฎี Y

(4) มีคําตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 1 หน้า 38 – 40 Frederick W. Taylor ได้เสนอแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) โดยเน้นการนําหลักการ วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกระบวนการทํางาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การ เช่น การพัฒนาวิธีการทํางานที่ดีที่สุด (One Best Way) การคัดเลือกและฝึกอบรมคนงานเพื่อให้ได้คนที่มีความเหมาะสมกับงาน เป็นต้น

74 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire)

(1) จํากัดอิสระในการตอบ

(2) มีตัวเลือกให้ตอบ

(3) สามารถประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์

(4) ถูกทุกข้อ

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 4 หน้า 105 แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (Structured Questionnaire) เป็นแบบสอบถาม ที่จํากัดอิสระในการตอบแบบสอบถามของผู้ตอบ เพราะมีการกําหนดคําตอบให้ผู้ตอบเลือก โดยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างนี้จะช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลและ ทําการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วตรงตามที่ต้องการโดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่มีชุดคําสั่งทางสถิติสําหรับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการประมวลผลข้อมูล

75 ข้อใดเอาไปใช้ออกแบบงาน (Job Design)

(1) คําบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(2) การออกแบบงาน (Job Design)

(3) การประเมินค่างาน (Job Evaluation)

(4) การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะ (Job Specification)

(5) การวิเคราะห์งาน (Job Analysis)

ตอบ 5 หน้า 95 – 97 ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) สามารถนําไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ ได้หลายลักษณะ เช่น การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือกบุคคล การฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล การประเมินผลการทํางาน การประเมินค่างาน การกําหนด ค่าตอบแทน การส่งเสริมความปลอดภัยในการทํางาน การออกแบบงาน (Job Design) เป็นต้น

76 ข้อใดเป็นวิธีการประเมินค่างานโดยใช้วิธีเชิงปริมาณเทียบปัจจัยในงาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 5 ดูคําอธิบายข้อ 50. ประกอบ

77 ข้อดีของการสรรหาบุคคลจากภายใน คือ

(1) ประหยัดค่าใช้จ่าย

(2) สร้างขวัญและกําลังใจ

(3) เปิดมุมมองใหม่ ๆ

(4) ข้อ 2 และ 3 ถูก

(5) ข้อ 1 และ 2 ถูก

ตอบ 5 หน้า 116 – 117 ข้อดีของการสรรหาบุคคลจากภายในองค์การ มีดังนี้
1. ประหยัดค่าใช้จ่าย
2. สร้างขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากร
3. สามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากองค์การมีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับ ทักษะ ความสามารถของผู้สมัครภายในดีกว่าผู้สมัครภายนอก
4. เป็นการให้หลักประกันในการทํางานโดยให้โอกาสความก้าวหน้าในการทํางานแก่บุคลากร ที่มีความตั้งใจทํางาน ผลงานอยู่ในระดับดีได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหน่ง ฯลฯ

78.Robert Owen เป็นนายจ้างคนแรกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องใด

(1) การพัฒนาเครื่องจักรให้ทันสมัย

(2) การนำเข้าแรงงานต่างด้าว

(3) การลดจำนวนเครื่องจักรและใช้คนแทน

(4) การพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม

(5) การเปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายค่าแรงมาเป็นระบบการจ่ายค่าแรงตามจำนวนชิ้นงาน (Piece-Rate Pay System)

ตอบ 4 หน้า 277 โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) เป็นนายจ้างคนแรกที่ให้ความสำคัญต่อผู้ใช้แรงงาน โดยการเสนอแนวคิดว่า ในขณะที่นายจ้างใช้เงินทุนเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อ รักษาเครื่องจักร และโรงงานก็ควรจะให้ความสนใจต่อการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของ เครื่องจักรที่มีชีวิต (ผู้ใช้แรงงาน) ให้เหมาะสม ซึ่งแนวคิดนี้ได้นำไปสู่การผลักดันให้มีการออก กฎหมายมาคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน

79.“ให้ไปรายงานตัวกับหัวหน้างาน” เป็นขั้นตอนในข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 5 หน้า 131 การบรรจุ (Placement) เป็นการให้ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไปทำงานในแผนก ที่ต้องการบุคลากร ในขั้นตอนนี้จะมีการส่งมอบผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปรายงานตัวกับ หัวหน้างานในแผนกที่รับคน ซึ่งจะมีวิธีการให้รายงานอย่างถูกต้อง และมีการส่งรายละเอียด ประวัติ ข้อมูล ตลอดจนผลการคัดเลือกตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การสอนงานในระยะเริ่มแรก โดยหัวหน้างานสามารถกระทำได้สะดวกและง่ายขึ้น

80.การจูงใจให้คนหันมาสนใจยื่นใบสมัครให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คือข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

81.ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์

(1) การระงับข้อพิพาท

(2) การรักษาความเป็นธรรมในด้านสังคมและเศรษฐกิจ

(3) การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

(4) การให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้าง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 หน้า 283 284 วัตถุประสงค์ของแรงงานสัมพันธ์ มีดังนี้ 1. การระงับข้อพิพาท 2. การรักษาความเป็นธรรมในด้านสังคมและเศรษฐกิจ 3. การส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 4. การให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้าง

82. ข้อใดเป็นขั้นตอนที่ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 4 หน้า 128 – 129 การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน (Background Investigation) เป็นขั้นตอนตรวจสอบประวัติของผู้สมัครที่กรอกไว้ในใบสมัคร ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าการทำงานต่าง ๆ ที่แล้วมา หรือข้อมูลต่าง ๆ ของผู้สมัครที่ได้กรอกไว้ในใบสมัคร ตลอดจนสิ่งที่ได้รับฟังจากการสัมภาษณ์ถูกต้องหรือไม่

83. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่คนเลือกอยู่กับองค์การ

(1) ชื่อเสียงขององค์การ

(2) ค่าตอบแทน

(3) วัฒนธรรมองค์การ

(4) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

(5) เป็นไปได้ทุกข้อ

ตอบ 5 (คำบรรยาย) ค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่สามารถจูงใจและรักษาคนให้อยู่กับองค์การ ดังนั้นการที่คนจะอยู่กับองค์การยาวนาน ไม่ลาออกไปหางานใหม่ทำจึงไม่ใช่เพราะเรื่องค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความมั่นคงของงาน โอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล ชื่อเสียงขององค์การ วัฒนธรรมองค์การ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

84. ข้อใดไม่ใช่สภาพแวดล้อมภายในองค์การ

(1) โครงสร้างองค์การ

(2) ค่านิยมร่วม

(3) ทักษะของบุคลากร

(4) กลยุทธ์ของหน่วยงาน

(5) สภาวะทางเศรษฐกิจ

ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 52. ประกอบ

85. ข้อใดใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินค่างาน

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 39. และ 75. ประกอบ

86. เป็นวิธีการประเมินค่างานที่มักใช้การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ (Paired-Comparison)

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 6. ประกอบ

87. สิ่งใดต่อไปนี้ที่สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาอัตราเข้าออกงาน (Turnover Rate)

(1) ปัจจัยจูงใจ

(2) ปัจจัยสุขภาวะ

(3) ทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยสุขภาวะ

(4) การเพิ่มอัตรากำลัง

(5) ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ 3 (คำบรรยาย) การแก้ไขปัญหาอัตราเข้าออกงาน (Turnover Rate) ของพนักงานสูงนั้น จะต้องใช้ทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยสุขภาวะเพื่อจูงใจและรักษาคนดีมีความสามารถให้ทำงานอยู่กับองค์การต่อไป เช่น เงินเดือน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สภาพการทำงานที่เหมาะสม เป็นต้น

88. กระบวนการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานคือข้อใด

(1) การวิเคราะห์งาน

(2) คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description)

(3) คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงาน

(4) การประเมินค่างาน

(5) การกำหนดค่าตอบแทน

ตอบ 1 หน้า 86 การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) หมายถึง กระบวนการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการศึกษาหน้าที่ในงาน ความรับผิดชอบ สภาพการทำงาน รวมทั้งคุณลักษณะประจำของบุคคลที่เหมาะสมกับงานนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้น ๆ สำเร็จลงได้ และเพื่อให้ได้สารสนเทศของงานนั้นเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมอื่นในอนาคต

89. ข้อใดไม่ใช่การประเมินค่างาน

(1) วิธีการจัดลำดับงาน

(2) วิธีการวางแผนงาน

(3) วิธีการเปรียบเทียบปัจจัย

(4) วิธีการให้แต้มหรือคะแนน

(5) วิธีการจัดชั้นงาน

ตอบ 2 หน้า 169 – 172 วิธีการประเมินค่างาน มี 4 วิธี ได้แก่
1 วิธีการเรียงลำดับหรือจัดลำดับงาน (Job Ranking)
2 วิธีการจัดระดับงานหรือการจัดชั้นงาน (Job Classification or Grading Method)
3 วิธีการให้แต้มหรือคะแนน (Point Rating)
4 วิธีการเปรียบเทียบปัจจัย (Factor Comparison)

90. สิ่งใดคือข้อจำกัดที่ทำให้เกิดปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) ความลำเอียง

(2) มาตรฐานของผู้บังคับบัญชา (ผู้ประเมิน) ที่แตกต่างกัน

(3) ความซับซ้อนของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(4) การเมืองภายในองค์การ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 262 – 263 ข้อจำกัดที่ทำให้เกิดปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้
1 ความลำเอียงหรืออคติของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมิน
2 มาตรฐานของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมินที่แตกต่างกัน
3 ความซับซ้อนของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน
4 การใช้ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อกลั่นแกล้ง กีดกัน หรือเกมการเมืองภายในองค์การ
5 การที่ผู้ประเมินมีบทสรุปของการประเมินผลการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า ฯลฯ

91. การให้นักการเมืองทุกคนแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังการดำรงตำแหน่ง สอดคล้องกับหลักการใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 4 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 207), (คำบรรยาย) หลักจริยธรรมและวินัยตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีดังนี้
1 กำหนดสิ่งที่ข้าราชการต้องปฏิบัติและข้อห้ามการปฏิบัติออกจากกันเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน
2 กำหนดให้ส่วนราชการแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อใช้บังคับเฉพาะข้าราชการในสังกัดส่วนราชการนั้นเท่านั้น
3 กำหนดให้ข้าราชการบางตำแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง ฯลฯ

92 ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน

(1) การสัมภาษณ์เบื้องต้น

(2) การให้กรอกใบสมัคร

(3) การทดสอบ

(4) การตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน

(5) การตรวจร่างกาย

ตอบ 5 หน้า 128, 131, (คําบรรยาย) การตรวจร่างกาย (Physical Check/Examination) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือกและสมควรทําเมื่อทราบชัดเจนว่าจะมีการจ้าง อย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพื่อปฏิเสธบุคคลที่มีร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน และเพื่อป้องกันการรับบุคคลที่มีโรคติดต่อต้องห้ามเข้ามาทํางานด้วย

93 เป็นวิธีการประเมินค่างานที่ไม่เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีงานจํานวนมาก

(1) Job Analysis

(2) Job Ranking

(3) Job Classification

(4) Point Rating

(5) Factor Comparison

ตอบ 2 ดูคําอธิบายข้อ 6. ประกอบ

94 การจําแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster) เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด

(1) เพื่อกระจายอํานาจให้ข้าราชการ

(2) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและปรับปรุงระบบงาน

(3) เพื่อขยายขอบข่ายการควบคุม

(4) เพื่อจัดสวัสดิการให้เหมาะสม

(5) เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย

ตอบ 2 (คําบรรยาย) การจําแนกกลุ่มข้าราชการเป็น 4 กลุ่ม (Cluster) นั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และปรับปรุงระบบงาน รวมทั้งนําไปใช้ในการกําหนดอัตราเงินเดือนของข้าราชการให้เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับอัตราตลาด

95 ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานระดับบริหาร

(1) ปริมาณงาน

(2) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

(3) ความยุติธรรม

(4) วุฒิภาวะ

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 1

หน้า 259 – 260 ปัจจัยที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานระดับบริหาร มีดังนี้
1 ความมีเหตุผล
2 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
3 การจูงใจ
4 ความยุติธรรม
5 ภาวะผู้นํา
6 ความสามารถในการจัดการ
7 มนุษยสัมพันธ์
8 วุฒิภาวะ
9 ความเพียรพยายาม
10 ความเอาใจใส่ในงาน
11 การมอบหมายงาน ฯลฯ

96 เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(1) เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรทรัพยากรขององค์การ

(2) เพื่อการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

(3) เพื่อให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นไปตามหลักคุณธรรม

(4) เพื่อให้บุคลากรทุกคนอยู่ในระเบียบ กติกา เดียวกัน

(5) ถูกทุกข้อ

ตอบ 5 หน้า 247 – 248, (คําบรรยาย) เหตุผลที่ต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้
1 เพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรขององค์การให้พนักงานอย่างเป็นธรรม
2 เพื่อการสร้างแรงจูงใจและให้รางวัลแก่พนักงาน
3 เพื่อให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นไปตามหลักคุณธรรม
4 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือผลักดันหรือจูงใจให้มีการสอนเพื่อพัฒนาพนักงาน
5 เพื่อเป็นเครื่องมือบังคับทางอ้อมให้พนักงานทุกคนอยู่ในระเบียบ กติกา ข้อบังคับเดียวกัน
6 เพื่อให้พนักงานได้ทราบถึงความรู้ความสามารถของตนเองในสายตาของผู้บังคับบัญชา
7 เพื่อเป็นการทดสอบความยุติธรรมของผู้บังคับบัญชา

97 มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ สอดคล้องกับหลักการใด

(1) หลักการเสริมประสิทธิภาพ

(2) หลักพิทักษ์คุณธรรม

(3) หลักระบบค่าตอบแทน

(4) หลักจริยธรรมและวินัย

(5) การกระจายอำนาจ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

98 ปัจจัยใดที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้าง

(1) ต้นทุนค่าครองชีพ

(2) อัตราเงินเฟ้อ

(3) อัตราค่าจ้างทั่วไป

(4) ค่าแรงขั้นต่ำ

(5) ราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตอบ 5 หน้า 143 – 147, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อค่าจ้างเงินเดือน ได้แก่ สภาพตลาดแรงงาน อัตราค่าจ้างทั่วไป ค่าแรงขั้นต่ำ ต้นทุนค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถของการจ่าย อำนาจการต่อรอง และค่าของงานเปรียบเทียบ

99 ข้อความนี้สอดคล้องกับหลักการใด “งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน”

(1) หลักความเสมอภาค

(2) หลักความเป็นกลางทางการเมือง

(3) หลักความมั่นคง

(4) หลักความสามารถ

(5) หลักการแบ่งงานกันทำตามความถนัด

ตอบ 1 (เอกสารประกอบการสอน หน้า 3) หลักความเสมอภาค (Equality) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติและมีพื้นฐานความรู้ตามที่กำหนดไว้มีสิทธิที่จะสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องชาติตระกูล ศาสนา เป็นการให้โอกาสแก่ผู้มีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และในการกำหนดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของข้าราชการก็ควรยึดหลักความเสมอภาคเช่นกัน กล่าวคือ งานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบเหมือนกันหรือระดับเดียวกันควรได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนเท่ากัน

100 การตัดสินใจโดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์ขององค์การและคุณสมบัติของคนคือข้อใด

(1) การสรรหา

(2) การคัดเลือก

(3) การสรรหาจากภายใน

(4) การสรรหาจากภายนอก

(5) การบรรจุ

ตอบ 2 หน้า 126, (คำบรรยาย) การคัดเลือก (Selection) เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครงาน เพื่อให้ได้บุคลากรที่ดีที่สุด มีคุณสมบัติเหมาะสม ถูกต้องตรงกับคุณลักษณะเฉพาะของพนักงานที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ขององค์การ ดังนั้นการคัดเลือกจึงเป็นการตัดสินใจโดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์ขององค์การและคุณสมบัติของคน