POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2565

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทำทุกข้อ

ข้อ 1. Paradigm หมายถึงอะไร จงอธิบาย (ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายตามที่ท่านท่องจำมาก็ได้) และ Nicolas Henry ได้จำแนก Paradigm ในวิชาการบริหารรัฐกิจไว้อย่างไรบ้าง จงตอบเป็นข้อ ๆ และอธิบายมาพอเข้าใจ

แนวคำตอบ

Paradigm (กระบวนทัศน์) หมายถึง กรอบความคิดหรือโครงสร้างความคิดของการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดว่า ปัญหาและวิธีการศึกษาวิจัยในเรื่องนั้น ๆ ว่าอะไร อะไรคืออะไร และได้รับการยอมรับจากผู้คนที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบชี้นำในการศึกษาร่วมกัน และค้นหาคำตอบในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งต่อไปในเรื่องนั้น ๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีการค้นพบความจริงมากขึ้น และหลักการอธิบายต้องต่อเนื่องกัน หรือศึกษาต่อเนื่องกันไป โดยนักทฤษฎีในกระบวนทัศน์นั้น ๆ จะมีเนื้อหาที่พูดคุยกันในเรื่องที่เหมือน ๆ กัน และเมื่อมีทฤษฎีหรือกลุ่มทฤษฎีที่มีข้อเสนอที่ชัดเจน และมีการศึกษาวิจัยหลากหลาย เมื่อมีกลุ่มทฤษฎีที่มีข้อเสนอที่ชัดเจนกว่า และมีการศึกษาวิจัยที่หลากหลาย เมื่อมีข้อเสนอที่เด่นชัดกว่าก็จะมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ หรืออาจเรียกว่ากระบวนทัศน์นั้นจะถูกล้มล้าง และจะก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ หรืออาจเรียกว่ากระบวนทัศน์เดิมนั้นถูกล้มล้างลง

นิโคลัส เฮนรี่ (Nicolas Henry) ได้จำแนกพาราไดม์ (Paradigm) ในวิชาการบริหารรัฐกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 พาราไดม์ ได้แก่

1. พาราไดม์ยุคการแยกการเมืองออกจากการบริหาร อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1926 นอกจากจะเป็นช่วงที่มีการแยกการเมืองออกจากการบริหารแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการแยกการบริหารรัฐกิจออกจากจริยธรรม โดยมีการแยกการบริหารรัฐกิจออกจากจริยธรรม ธุรกิจ ซึ่งในช่วงนี้จะเน้นการทำให้เกิดความคิดความเข้าใจเข้าถึงการเมืองนิยมและความจริงเชิงจริยธรรม โดยการบริหารจะเป็นการศึกษาวิทยาศาสตร์และมีความเป็นจริง ส่วนนโยบายสาธารณะและความรู้สึกก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐศาสตร์ และปัญหาค่านิยมนั้นจะเป็นปัญหาค่านิยมการเมือง

2. พาราไดม์ยุคหลักการของการบริหาร อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1927 – 1937 เป็นช่วงที่ค้นพบหลักการทางการบริหารรัฐกิจเกี่ยวกับการบริหาร โดยแนวคิดแหล่งที่มา (Locus) ของการบริหารรัฐกิจถือว่ามีอยู่ทุกที่ หลักการก็คือหลักการบริหาร หลักการบริหารที่ถือว่าหลักการบริหารยุคนี้ถูกเรียกว่า “จุดสูงสุดของการได้รับการยอมรับ” ของวิชาการบริหารรัฐกิจ โดยเริ่มจากงานเขียนของ วิลเลียม วิลลัฟบี (William F. Willoughby) ในหนังสือชื่อ “Principles of Public Administration” และงานเขียนของลูเธอร์ กูลิค (Luther H. Gulick) และลินดัลล์ เออร์วิค (Lyndall Urwick) ในหนังสือชื่อ “Paper on the Science of Administration” หรือแนวคิด “การจัดการในเชิงบริหารงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร” ที่เรียกว่า POSDCORB นั่นเอง

3. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เป็นรัฐศาสตร์ อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1970 เป็นช่วงที่มีแนวคิดว่ารัฐศาสตร์เป็นแม่บทของรัฐประศาสนศาสตร์ ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์จึงต้องโยงกับรัฐศาสตร์ ด้วยซึ่งมีแนวคิดที่มีการพัฒนาแนวคิดที่สำคัญ 3 แนว คือ การศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง การบริหารเปรียบเทียบ และการบริหารการพัฒนา นอกจากนั้นยังมีการแยกย่อยแขนงวิชาออกเป็นช่วงแห่งการตามติดระหว่างการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่ก็แตกกันคล้ายคลึงกับศาสตร์สาขาวิชาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งแนวคิดและประเด็นที่วิเคราะห์

4. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เป็นบริหารศาสตร์ อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1956 – 1970 เนื่องจากรัฐประศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับการบริหารในองค์การ (Organization Theory) และวิทยาการจัดการ (Management Science) นั่นคือ ทฤษฎีองค์การจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมองค์การให้ได้ดีขึ้นว่า การดำเนินงานอย่างไร คือศึกษาพฤติกรรมของคนในองค์การว่าทำไมจึงต้องมีเงื่อนไขตัดสินใจและตัดสินใจอย่างไร ส่วนวิทยาการจัดการนั้นจะเน้นการคิดวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เชิงรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา เป็นต้นมา โดยจะให้ความสนใจในเรื่องวิทยาการทางการบริหารต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมรวมหมู่ ซึ่งนำไปสู่การสะสมองค์ความรู้ในเชิงชุมชนเมืองและสัมพันธภาพทางการบริหารระหว่างองค์การกับเอกชน และการอยู่ร่วมกันระหว่างความเป็นจริงในทางเทคโนโลยีและสังคม อีกทั้งยังเป็นช่วงที่พยายามสร้างเอกลักษณ์แท้จริงของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเหตุที่ผ่านมาพบว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์มีความผูกพันอยู่กับศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่น ๆ

ข้อ 2. ศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ได้เสนอตัวแบบ (Model) การนำนโยบายไปปฏิบัติไว้กี่จำนวน 6 ตัวแบบ ให้นักศึกษายกตัวแบบที่ท่านชื่นชอบมานำเสนอจำนวน 2 ตัวแบบ จงอธิบายให้ละเอียด และยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ได้เสนอตัวแบบ (Model) การนำนโยบายไปปฏิบัติไว้จำนวน 6 ตัวแบบ ดังนี้

1. ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model)
2. ตัวแบบทางการจัดการ (Management Model)
3. ตัวแบบทางการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model)
4. ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)
5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model)
6. ตัวแบบทั่วไป (General Model)

สำหรับตัวแบบที่ท่านจะหยิบยกมานำเสนอจำนวน 2 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบทางการจัดการ (Management Model) และตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)

1. ตัวแบบทางการจัดการ (Management Model) โดยเน้นให้เกิดสมรรถนะภายในของหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารงานให้สำเร็จไปในด้านต่าง ๆ หรือไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างองค์การ บุคลากร งบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารงานให้สำเร็จไปในด้านต่าง ๆ จะส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จตามซึ่งตัวแบบดังกล่าวสามารถแสดงได้ดังต่อไปนี้

(แผนภาพแสดงปัจจัยที่มีผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ)

ปัจจัยนำเข้า (Input)
โครงสร้าง
บุคลากร
งบประมาณ
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้
สถานที่หรือเทคโนโลยี

กระบวนการ สมรรถนะขององค์การ

ผลผลิต (Output) ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

จากตัวแบบดังกล่าวข้างต้นพบว่า ปัจจัยที่จะส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความสำเร็จ ได้แก่ โครงสร้างองค์การ บุคลากร งบประมาณ สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะมีลักษณะสอดคล้องกันปัจจัยในการบริหารงาน

ปัจจัยในการบริหารงาน มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

1) คนหรือบุคคล (Man) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการบริหารงาน หน่วยงานหรือองค์การต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องมีคนหรือทีมงานที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อองค์การหรือหน่วยงานนั้น ๆ
2) เงิน (Money) หน่วยงานจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณเพื่อการบริหารงาน หากขาดเงิน งบประมาณ การบริหารงานของหน่วยงานนั้นย่อมจะบรรลุเป้าหมาย
3) วัสดุอุปกรณ์ (Material) การบริหารจำเป็นต้องมีวัสดุอุปกรณ์ หรือทรัพยากรในการบริหาร หากหน่วยงานขาดวัสดุอุปกรณ์ หรือทรัพยากรในการบริหารแล้วย่อมจะเป็นอุปสรรคก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน
4) การจัดงาน (Management) การบริหารจำเป็นต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ มีการจัดการที่ดี แบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ การควบคุม ตรวจสอบเป็นไปอย่างมีระบบ มีขั้นตอนและมีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติงานที่แน่ชัด

2. ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)** โดยตัวแบบนี้มองว่า การใช้อำนาจดุลยพินิจ (Discretion) ของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งตัวแบบดังกล่าวสามารถแสดงได้ดังต่อไปนี้

(แผนภาพแสดงระดับของเจ้าหน้าที่ที่มีผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ)

ระดับของเจ้าหน้าที่ในองค์การ -> ระดับสภาพเป็นจริงในการให้บริการของผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้บริหารโครงการพัฒนา -> ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ระดับของการยอมรับนโยบาย -> เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ประจำของผู้ปฏิบัติ -> ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามพบว่า หากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเกิดการต่อต้านไม่ยอมรับนโยบายแปลงมาปฏิบัติงานในฐานะที่เป็นงานประจำของตน เจ้าหน้าที่ดังกล่าวอาจจะมีการปฏิบัติตาม หรืออาจจะใช้ดุลยพินิจบิดเบือนตัดสินใจในลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อนโยบาย

ตัวแบบดังกล่าวข้างต้นได้พัฒนามาจากนักคิดนักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะสร้างกรอบองค์การหรือกรอบบุคคลที่บุคคลได้เข้าไปทำงานร่วมกัน ได้แก่ หัวหน้าองค์การ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดในองค์การโดยเฉพาะในทางตรงกันข้ามแล้วถ้าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการกระจัดกระจายกันไปในองค์การซึ่งหมายความว่าสมาชิกขององค์การทุกคนมีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระอย่างยิ่งยวด ข้าราชการประจำมีหน้าที่ต้องติดต่อกับประชาชนอย่างใกล้ชิด สามารถใช้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของตนเองได้ ผู้บังคับบัญชาไม่อาจจะอาจเอื้อมควบคุมได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงโครงการหรือเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของข้าราชการเหล่านั้นจึงมักจะใช้ผลสำเร็จ ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติจะยอมรับหรือปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของตนเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการบริหารหรือวิธีการปฏิบัตินั้น การออกแบบระเบียบแบบแผนเพื่อให้ข้าราชการรับผิดชอบในด้านการบริหารประชาชนเพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงมักจะไม่ค่อยจะได้ผล คุณค่าของตัวแบบอยู่ที่การแสดงให้เห็นว่าในการบริหารงานกำหนดนโยบาย การออกแบบโครงการเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้ปฏิบัติอาจจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนด้วยก็ได้ จำเป็นจะต้องพัฒนามาจากล่างและพัฒนาในลักษณะดังกล่าวข้างต้นจำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เพื่อให้เข้าใจสภาพความเป็นจริงและพฤติกรรมอันเป็นที่เกิดขึ้นจริง ๆ อย่างแน่ชัด

ข้อ 3. เหตุใดสังคมไทยจึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการ และจากการศึกษาเรื่องดังกล่าวทำให้ อดิศัย อริยชาติ ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองในปัจจุบันจะได้รับบทเรียนที่สำคัญอย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมไทยจำเป็นต้องทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะของความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายในมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ในเชิงบริหาร กล่าวคือ ในหลักการปกครองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ข้าราชการการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีหน้าที่และควบคุมรับผิดชอบในการนำนโยบายที่ได้แถลงต่อประชาชนไปดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนั้นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ เสมือนผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ข้าราชการประจำมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลโดยผ่านการเลือกตั้ง และข้าราชการประจำมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในฐานะที่ตนเองเป็นกลไก เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนด

2. ความสัมพันธ์ในการกำหนดนโยบาย กล่าวคือ การกำหนดนโยบายเป็นกระบวนการทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับค่านิยมเพื่อแบ่งปันคุณค่าที่สังคมมีอยู่อย่างจำกัดให้แก่ผู้คนในสังคม ดังนั้นนักการเมือง ส่วนการบริหารเป็นการกระทำตามนโยบายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ข้าราชการประจำมีหน้าที่ดำเนินการ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองการบริหารจึงมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมาย (Ends) กับวิธีการ (Means) การตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้นเป็นการเมืองต้องคำนึงถึงคุณค่าในสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการของผู้คนมีมากมายเกินกว่านโยบายนั้นเป็นการเมืองต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นหลักประกันในการตัดสินใจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นหลักประกันในการดำเนินงานให้เกิดความสำเร็จ แต่เมื่อนโยบายได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว ข้าราชการประจำที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ในกระบวนการตัดสินใจกำหนดเป้าหมายและนโยบายอีกด้วย เนื่องจากนักการเมืองอาจใช้ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการตัดสินใจ แหล่งที่มาของข้อมูลที่สำคัญที่สุดก็คือจากข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง มีความรู้และประสบการณ์

3. ความสัมพันธ์ในด้านนิติบัญญัติ กล่าวคือ รัฐสภาประกอบด้วยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมนิติบัญญัติ ข้าราชการประจำมีส่วนสัมพันธ์กันอาจมีการใช้สิทธิ์เข้าไปชี้แจงรายละเอียดต่อกรรมาธิการข้อซักถามข้อเสนอแนะต่อข้าราชการประจำเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง แต่ยังพบว่าข้าราชการประจำอาจมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายโดยตรงโดยอาศัยวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง

4. ความสัมพันธ์ในการควบคุมบังคับบัญชา กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ถือเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในส่วนนี้มีในเรื่องการให้คุณให้โทษต่อข้าราชการประจำ ทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนในการแต่งตั้งในการโยกย้ายข้าราชการประจำด้วยการเลื่อนขั้นและลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นกระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง เมื่อมีอำนาจเหนือข้าราชการประจำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งตามมาและนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบได้

อำนาจในส่วนนี้มีในเรื่องการให้คุณให้โทษต่อข้าราชการประจำด้วยการเลื่อนขั้นและลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นกระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในกฎหมายแต่ละฉบับ

ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ จะได้รับบทเรียนที่สำคัญในการทบทวนกรอบแนวคิด ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการของไทย รวมถึงนโยบายสาธารณะในยุคปัจจุบัน ที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการออกจากกันอย่างเด็ดขาดนั้น ประเด็นสำคัญในโลกของความเป็นจริงนั้น ฝ่ายการเมืองยังคงมีการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายของตนให้บรรลุเป้าหมาย ฝ่ายข้าราชการประจำเองก็ได้มีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการแทรกแซงการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ข้าราชการประจำเองก็ได้มีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการแทรกแซงการตัดสินใจของตนเองนั้น ภายใต้ระบบการเมืองต่าง ๆ โดยเคร่งครัด ตลอดจนต้องมีการคุ้มครองมิให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจแทรกแซงและสั่งการให้ข้าราชการประจำในการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย

หลักการพื้นฐานสำคัญของการจัดทำข้อเสนอในการปฏิรูปความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายดังนี้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองตามกรอบของโครงสร้างทางการเมืองการปกครองและมีการปรับปรุงความเข้าใจร่วมกันระหว่างบุคคลข้าราชการประจำระดับสูง ทั้งนี้เพราะว่าข้าราชการกลุ่มนี้ต้องมีการทำงานที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองและมีโอกาสในการให้ข้อมูลและความเห็นประกอบการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองในระดับนโยบาย เพราะฉะนั้นต้องมีการดำเนินงานตามที่กำหนดข้อเสนอในการปฏิรูปความเข้าใจร่วมกันให้กับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ โดยจะต้องช่วยกันให้การกระทำการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำระดับสูงมีความโปร่งใสมากขึ้นและข้าราชการประจำต้องมีการทำงานและให้ข้อเสนอแนะต่อฝ่ายการเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยจะต้องยึดหลักความถูกต้องหรือเป็นไปตามระเบียบหากปรากฏว่ากระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายข้าราชการการเมืองไม่มีความเป็นธรรมหรือไม่เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบกฎหมาย

ตัวอย่างกรณีศึกษา

จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการพิจารณาสำนวนการไต่สวนกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะรัฐมนตรี มีมติให้การอนุมัติเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ โดยมิชอบ

เมื่อ ป.ป.ช. มีความเห็นและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เนื่องจากคดีไม่สมบูรณ์ในส่วนนี้และอัยการจึงตั้งคณะทำงานร่วมกันแล้วอัยการสูงสุดชี้ขาดภายหลังอัยการสูงสุดเห็นว่าการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่สมบูรณ์ อัยการสูงสุดจึงไม่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พฤติการณ์ในคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีบันทึกข้อความลับด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอความเห็นชอบและยินยอมรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี ข้อความถึง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ยศในขณะนั้น) เพื่อให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่พิจารณาอนุมัติให้

ต่อมานายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในวันที่ 4 กันยายน 2554 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งการในบันทึกให้ดำเนินการต่อไป และในวันที่ 5 กันยายน 2554 ก่อนนำเสนอให้ ครม.เห็นชอบ วันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งนายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ยื่นเรื่องขอให้ทบทวนและ ครม.มีมติรับทราบการโอนย้าย การดำเนินการดังกล่าวเร่งรีบ รวมกันใช้เวลาใน 4 วัน เท่านั้น

นายถวิล ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ สั่งย้ายตนเองและเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายกรัฐมนตรีโดยให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายถวิล ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือข้อบกพร่อง หรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล จึงถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4. วัฒนธรรมสังคมไทยส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยอย่างไรบ้าง และข้าราชการไทยในปัจจุบันจะนำบทเรียนใดไปสร้างระบบราชการดิจิทัล จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมของระบบราชการไทยนั้นได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อม ๆ กับการปกครองของไทยในอดีต ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และเป็นไปอย่างช้า ๆ มูลเหตุของการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยสุโขทัย เปลี่ยนมาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยอยุธยา โดยโอนอำนาจการปกครองของพระมหากษัตริย์ อย่างเด็ดขาด สิทธิเสรีภาพได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู แต่การใช้อำนาจนั้นจะยึดหลักทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์ เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 พบว่าในช่วงนั้นวัฒนธรรมในเรื่องอำนาจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเล็กน้อยแต่ยังคงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาสู่กลุ่มคนหรือข้าราชการชั้นสูง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในแวดวงที่จำกัดอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นนำไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนแนวปฏิบัติที่เคยเป็นมาแต่ดั้งเดิมนั้นยังคงอยู่ ส่วนที่เป็นแบบแผนยังคงถูกนำมาปฏิบัติอยู่ ส่วนแนวคิดการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนทัศน์เรื่องอำนาจของปวงชน ซึ่งเป็นเพียงข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นส่วนแนวปฏิบัติจริง ๆ นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และน้อยลงเป็นลำดับภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อมีการศึกษาจากจากประเทศตะวันตก และมีการถ่ายทอดไปสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงก่อนที่จะแพร่กระจายมาสู่ประชาชนทั่วไป

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยจึงถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมของสังคมและการปกครอง เป็นผลให้ค่านิยมการยึดติดกับขนบธรรมเนียมและยอมรับอำนาจของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า จัดได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของข้าราชการ ซึ่งแสดงออกในด้านทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการกระทำต่าง ๆ ในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีค่านิยมหลักอีกหลายชนิดที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย เช่น ค่านิยมความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) ค่านิยมรักสนุก ชอบอิสระ ชอบสบาย มีความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

อุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย

1. ปัญหาโครงสร้าง ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างซ้ำซ้อนกัน ทั้งในด้านภารกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ทำให้ไม่คล่องตัว ไม่สามารถตอบสนองและรองรับกับความสลับซับซ้อนของการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้อำนาจซ้ำซ้อนกัน และความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้การบริหารราชการส่วนกลางยังคงยึดอำนาจการบริหารส่วนกลางไว้ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างของระบบราชการ โดยแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง และกรม เป็นศูนย์อำนาจนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ระบบบริหารราชการไม่เหมาะสม

2. ปัญหาการบริหารงาน ทั้งนี้เนื่องจากระบบการบริหารของระบบราชการไม่มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการแทรกแซงจากการเมืองที่เข้ามามีอำนาจกำหนดนโยบาย ซึ่งระบบราชการไทยยังคงยึดถือการปฏิบัติงาน และการยึดตามระเบียบ รวมไปถึงการตรวจสอบความสำเร็จผลเพียงแค่การปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ได้จัดทำตามข้อกำหนดไว้ในระเบียบแบบแผน ไม่ได้เน้นการวัดผลหรือผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในด้านผลงานและด้านค่าใช้จ่ายไว้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

3. ปัญหาการบริหารงานบุคคลและบุคลากร ซึ่งพบว่า ระบบบริหารงานบุคคลไม่มีความเท่าเทียมกัน ทำให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานแตกต่างกัน ระบบการคัดเลือกไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังขาดการใช้มาตรการในการสับเปลี่ยนให้ข้าราชการมีความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ข้าราชการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน หรือเรียกอีกอย่างว่าขาดความเป็นมืออาชีพ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และใช้ระบบอุปถัมภ์ในการทำงาน ทำให้เกิดการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น

4. ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของระบบราชการไทย เนื่องจากลักษณะการทำงานของระบบราชการเป็นแบบผูกขาด และข้าราชการมีพฤติกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เปิดโอกาสให้มีอภิสิทธิ์ชนและเป็นช่องทางให้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อระบบราชการและข้าราชการ

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0 เป็นระบบราชการในบริบทไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศไทยว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ประเทศไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ใน 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ และจะต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องกับทิศทางการบริหารประเทศของประเทศ

รู้จักกันว่า ไทยแลนด์ 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 ดังนั้นระบบราชการจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับและส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ ซึ่งจะต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สามารถปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับทิศทางการบริหารของประเทศ

ความท้าทายใหม่ในการสร้างระบบราชการ 4.0

1. จะทำอย่างไรให้ระบบราชการสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องการกระจายบริการให้มีมาตรฐานเท่านั้น

2. จะทำอย่างไรให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบูรณาการการทำงานอย่างไร้รอยต่อ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบริการที่สิ้นสุด ณ จุดเดียว (Seamless) ซึ่งต่างจากเดิมที่เน้นแต่ละหน่วยงานสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน

3. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการขับเคลื่อนประเทศด้วยการยึดถือภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda-Based) โดยไม่ยึดติดกับภารกิจเดิมที่อาจเล็กลงตามความสำคัญของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

4. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการขับเคลื่อน IT เพื่อเปลี่ยนโฉมทุกส่วนของรัฐอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Transformation) ซึ่งต่างจากเดิมที่ IT มีบทบาทเพียงแค่สนับสนุนการพัฒนาเป็นครั้งคราว

5. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการใช้เทคโนโลยีในการปรับสมดุลระหว่างความมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส ซึ่งต่างจากเดิมที่รัฐต้องการเพียงแค่สร้างกลไกการปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต

ภาครัฐหรือระบบราชการนั้นจะต้องทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก โดยมีการทำงานที่เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะมีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้าน คือ

1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ต้องมีความเปิดเผยและโปร่งใสในการทำงาน โดยบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ หรือร้องขอหรือการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบการทำงานได้ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไกภายนอก หรือภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายอำนาจภารกิจบางอย่างให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามารับผิดชอบดำเนินการแทน

2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ ต้องทำงานในเชิงรุกและมองไปข้างหน้า โดยตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า ประชาชนจะได้อะไร มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความต้องการและความต้องการของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อหรือร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ พร้อมทั้งมีการสำรวจความต้องการมีการเชื่อมโยงของทางราชการ เพื่อให้บริการต่าง ๆ สามารถตอบสนองเสริมสร้างในจุดเดียว

3. มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย กล่าวคือ ต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์มีการใช้วิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ในการตอบโต้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา ตลอดจนต้องมีการจัดการสมรรถนะสูง และปรับตัวเข้าสู่สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่

ความสำเร็จของการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 ต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. การสานพลังระหว่างราชการและภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับการทำงานให้สูงขึ้นไปสู่การประสานงาน (Coordination) หรือทำงานด้วยกัน (Cooperation) ไปสู่การร่วมมือกัน (Collaboration) อย่างแท้จริง โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการร่วมกัน มีการระดมและนำเอาทรัพยากรทุกภาคส่วนมาเข้าร่วมกัน และใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการยอมรับความเสี่ยงและรับผิดชอบต่อผลสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อพัฒนาประเทศหรือแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

2. การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือ Solutions ใหม่ ๆ อันจะเกิด Big Impact เพื่อปรับปรุงและออกแบบการให้บริการสาธารณะและนโยบายสาธารณะให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศหรือตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ อันเป็นไปตามสภาพพลวัตของการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยรูปแบบห้องปฏิบัติการ (Gov Lab-Public Sector Innovation Lab) และใช้กระบวนการความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

3. การปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลผ่าน Cloud Computing อุปกรณ์ประเภท Smart Phone และ Collaboration Tool ทำให้สามารถติดต่อกันได้อย่าง Real Time ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา POL3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาทำข้อสอบทุกข้อ

ข้อ 1. ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองมีความเหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบด้วย ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองมีการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

แนวคำตอบ

ระบบราชการ (Bureaucracy) ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่ฝ่ายบริหาร (Executive) ของประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาประเทศและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดย “ข้าราชการการเมือง” ถือเป็นองค์ประกอบส่วนขององค์กรดังกล่าวที่ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ การกระทำที่เป็นพื้นฐานส่งผลให้ข้าราชการมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจเชิงคุณค่า (Value Judgement) โดยอ้างความชอบธรรมที่เกิดจากการได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มาเป็นความชอบธรรมในการเลือกและกำหนดคุณค่าดังกล่าวเพื่อสะท้อนเจตนารมณ์และความต้องการของประชาชน ขณะเดียวกันข้าราชการการเมืองยังมีบทบาทหลักในการบังคับบัญชาและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ “ข้าราชการประจำ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนที่สามมีบทบาทหลักในการบริหารหรือการจัดการนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จตามคุณค่าที่ข้าราชการการเมืองได้กำหนดไว้ รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะและข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจของข้าราชการการเมือง จากบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นส่งผลให้ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองเปรียบเสมือนคณะละครของเหรียญที่มีอยู่สองด้าน และเป็นการยากที่จะแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างข้าราชการประจำ (นักบริหาร) กับข้าราชการการเมือง (นักการเมือง) ให้มีความชัดเจนและเป็นไปในลักษณะของความสัมพันธ์ที่ได้ดุลยภาพเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของการเมืองไทย ซึ่งบางยุคสมัยมีการเมืองขาดเสถียรภาพหรือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศปกครองโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งอาจมีบทบาทหน้าที่ของข้าราชการประจำที่โดดเด่นแตกต่างไปจากบางช่วงเวลาของการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีบทบาทที่โดดเด่นในการชี้นำหรือการให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายของข้าราชการประจำ รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ มีความใกล้ชิดกับข้าราชการการเมืองเพื่อให้ตนเองได้รับผลตอบแทน

ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “การเมืองและฝ่ายบริหารมีการแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด” นั้น มองว่าบทบาทและความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารนั้นแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะฝ่ายการเมืองนั้นมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความต้องการของประชาชน ตามแนวความคิดในขณะที่ฝ่ายข้าราชการประจำนั้นมีบทบาทหน้าที่ในนโยบายที่กำหนดขึ้นเกิดผลในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับระดับการยอมรับการเข้าสู่อำนาจและระยะเวลาดำรงตำแหน่งของบุคลากรทั้งสองกลุ่มที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองมีการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และมีกรอบระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน ในขณะที่ฝ่ายบริหารหรือข้าราชการประจำเข้าสู่ตำแหน่งโดยกระบวนการคัดสรรที่เป็นระบบและสามารถดำรงตำแหน่งได้จนครบเกษียณอายุ

บุคลากรทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันในเรื่องความรู้ความชำนาญในงาน พฤติกรรมที่ยึดถือ รวมถึงความเป็นกลางทางการเมือง กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองมีความรู้ความสามารถในภาพรวมทั่ว ๆ ไป และทำงานโดยยึดเป้าหมายทางการเมืองที่ตนเองได้มุ่งมั่นในการตอบสนองประชาชนเป็นสำคัญ ในขณะที่ฝ่ายบริหารหรือข้าราชการประจำนั้นจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำงานโดยเน้นระเบียบและกฎหมาย และอ้างอิงความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งความแตกต่างระหว่างบุคลากรทั้งสองกลุ่มที่ทำให้แนวความคิดความเห็นระหว่างการเมืองและฝ่ายการเมืองแยกออกจากกันเป็นเรื่องจำเป็นต้องแยกออกจากกัน

สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ว่า “ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารไม่สามารถแยกจากกันได้” นั้นมีเหตุผลสำคัญ ได้แก่

1. ในเชิงโครงสร้าง ระบบบริหารมีฐานะเป็นระบบย่อยระบบหนึ่งของระบบการเมือง หรืออาจกล่าวได้ว่าระบบบริหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ซึ่งประกอบด้วย ระบบย่อยต่าง ๆ มากมาย เช่น ระบบรัฐสภา ระบบเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง หรือระบบบริหารราชการ นั่นเอง เมื่อระบบบริหารนั้นถูกแยกออกจากระบบการเมืองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก่อนส่งผลต่อระบบการเมือง ดังนั้นจึงไม่อาจแบ่งแยกระบบบริหารออกจากระบบการเมืองได้ เพราะถ้าหากกระทำเช่นนั้นจะทำให้ระบบการเมืองขาดความสมบูรณ์ จนอาจสูญเสียความเป็นระบบการเมืองต่อไปได้

2. ในเชิงกระบวนการ การกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลนั้น มีความจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการประจำ เพราะนักการเมืองมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเฉพาะด้าน กล่าวคือ นอกจากข้าราชการประจำจะมีหน้าที่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้ว ยังมีหน้าที่ในการให้ข่าวสารข้อมูลแก่ฝ่ายการเมือง บุคคลเหล่านี้จะมีอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากความเป็นผู้ชำนาญการของข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน รู้วิธีข้อดีข้อเสียของแต่ละประเด็นเป็นอย่างดี จะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้เป็นทางเลือกในการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย พบว่าการเมืองกับการบริหารมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลแทรกแซงและครอบงำฝ่ายการเมือง ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้นเรียกว่า อำมาตยาธิปไตย

3. ในเชิงพฤติกรรม หากพิจารณาถึงพฤติกรรมทางการบริหารกับพฤติกรรมการเมืองแล้ว จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมทั้งสองเป็นพฤติกรรมที่ต้องมีการติดต่อเกี่ยวเนื่องกันไม่อาจแยกออกจากกันได้ เช่น ในขณะเลือกตั้งเป็นพฤติกรรมการเมือง แต่การจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นพฤติกรรมการบริหาร หรือในขณะที่คณะรัฐมนตรีมีการบัญญัติกฎหมาย แต่การดำเนินการต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการรัฐสภา นับตั้งแต่การพิจารณาร่างกฎหมายจนถึงการประกาศใช้กฎหมายเป็นพฤติกรรมการบริหาร เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ต้องสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และต่อเนื่องกันไป ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้พฤติกรรมทั้งสองไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ข้อ 2. การบริหารราชการแนวใหม่ (New Public Administration) หมายถึงอะไร มีหลักการสำคัญ ๆ อย่างไรบ้าง (ตอบเป็นข้อ ๆ อธิบาย) และเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

แนวคำตอบ

การบริหารราชการแนวใหม่ (New Public Administration) หมายถึง แนวคิดทางการบริหารรัฐกิจที่ต้องการสร้างหน่วยงานให้มีการขับเคลื่อนด้วยกัน มีการกระจายอำนาจ มีลักษณะยืดหยุ่นมีการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในฐานะผู้รับบริการสาธารณะได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญของการบริหารราชการแนวใหม่

1. การสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) เป็นเรื่องที่ทุกสังคมทุกคนทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้เกิดขึ้น แนวคิด Good Governance หรือ “ธรรมาภิบาล” นี้เป็นแนวคิดที่แพร่หลายมากขึ้น กล่าวคือ เพิ่งมีผู้นำมาใช้ในรายงานธนาคารโลก เมื่อปี พ.ศ. 1989 ในส่วนของประเทศไทยนั้นเริ่มมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในปี พ.ศ. 2540 ทั้งนี้เนื่องจากหนังสือแสดงเจตจำนงในการกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุให้ประเทศไทยเท่านั้นที่จะต้องสร้าง Good Governance ให้เกิดขึ้นในการบริหารจัดการภาครัฐ

หลักการของธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ประกอบด้วย

1) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
2) การมีกระบวนงานที่โปร่งใส
3) การพร้อมรับผิดชอบ
4) ความชอบธรรมในการใช้อำนาจ
5) การมีกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน
6) การบริหารที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าหลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีนั้นเป็นการสร้างเงื่อนไขในการใช้อำนาจ เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปเพื่อความสุขของประชาชนและลดความขัดแย้งลง เพื่อให้ระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมดีขึ้นกว่าเดิม และสังคมที่ดีมีความน่าเชื่อถือของสังคมเอง ดังนั้นการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีตามที่ดีที่สุดก็คือมติคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบสำนักงานคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

2. การบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management) เป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทย และเป็นการปรับเปลี่ยนความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชน กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องแสดงให้ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไรบ้าง มีประสิทธิภาพ และได้ผลอย่างไร โดยการแสดงให้เห็นว่ามีผลงานอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรเป็นหลัก โดยใช้ระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์หรือความคุ้มค่าที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งผลการประเมินที่จะนำมาใช้ในการกำหนดความคาดหวังในการทำงานที่จะส่งผลให้ผลผลิตและผลงานของส่วนราชการนั้นจะนำไปสู่กระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

การบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ อาจอธิบายได้อีกแบบหนึ่งว่า เป็นการจัดหาทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) และการได้ผลงานที่บรรลุเป้าหมายขององค์การ (Effectiveness)

3. การบริการประชาชนสู่ความเป็นเลิศ กล่าวคือ การบริการประชาชนของรัฐเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกับการมีรัฐ ซึ่งเหตุผลที่รัฐต้องจัดบริการก็เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในรัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ความมั่นคงและประชาชนของตน ดังนั้นรัฐจึงมีหน้าที่ต้องจัดบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ดังจะเห็นได้จากการส่งเสริมการบริการประชาชนให้ได้รับบริการที่ดี เป็นนโยบายของทุกรัฐบาล ทั้งนี้เพราะในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้นการตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นพันธกิจสำคัญ อันดับแรกที่รัฐพึงกระทำ ทั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่าเป็นเครื่องชี้วัดความอยู่รอดของรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมให้เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีทุกภาคส่วนโลก ดังนั้นการส่งเสริมการบริการประชาชนของรัฐจึงเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลทุกยุคสมัยและทุกประเทศ

ในส่วนของประเทศไทยนั้นกรอบที่ครอบคลุมและแนวทางการบริการประชาชนของรัฐไว้อย่างชัดเจนคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ซึ่งได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานไว้ในหมวด 5 รวม 19 มาตรา ซึ่งถือได้ว่ามีนโยบายการบริการประชาชนที่มีความหลากหลายอย่างยิ่ง

ข้อ 3. เหตุใดสังคมไทยจึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการ และกลุ่มนักศึกษา กลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มนักการเมือง กลุ่มข้าราชการ จะได้รับบทเรียนที่สำคัญอย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมไทยจำเป็นต้องทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นถึงลักษณะของความสัมพันธ์ ทั้งสี่ฝ่ายในมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ในเชิงระบบ กล่าวคือ ในภาพรวมของระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ข้าราชการการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่นำนโยบายและนโยบายที่ได้แถลงต่อประชาชนไว้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในลักษณะของความสัมพันธ์เชิงผู้บังคับบัญชาต่อข้าราชการประจำ โดยมีข้าราชการประจำมีอำนาจในการนำนโยบายไปปฏิบัติในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นกลไก เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนด

2. ความสัมพันธ์ในการกำหนดนโยบาย กล่าวคือ การกำหนดนโยบายเป็นกระบวนการทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับข้าราชการประจำ กล่าวคือ การกำหนดนโยบายและเพื่อเป็นประโยชน์ในสังคม ผู้มีอำนาจรัฐจึงได้แก่ นักการเมือง ส่วนการบริหารเป็นการกระทำตามนโยบายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ กล่าวคือ ข้าราชการประจำมีหน้าที่ดำเนินการ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจึงมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมาย (Ends) กับวิธีการ (Means) การตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้นเป็นการเมืองต้องคำนึงถึงคุณค่าในสังคมที่อยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการของผู้คนมีมากมายเกินกว่านโยบายนั้นเป็นการเมืองต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นหลักประกันในการตัดสินใจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นหลักประกันในการดำเนินงานให้เกิดความสำเร็จ แต่เมื่อนโยบายได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว ข้าราชการประจำที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ในกระบวนการตัดสินใจกำหนดเป้าหมายและนโยบายอีกด้วย เนื่องจากนักการเมืองอาจใช้ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการตัดสินใจ แหล่งที่มาของข้อมูลที่สำคัญที่สุดก็คือจากข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง มีความรู้และประสบการณ์

3. ความสัมพันธ์ในด้านมิติบัญญัติ กล่าวคือ รัฐสภาประกอบด้วยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมบัญญัติ ข้าราชการประจำมีส่วนสัมพันธ์กันอาจมีการใช้สิทธิ์เข้าไปชี้แจงรายละเอียดต่อกรรมาธิการข้อซักถามข้อเสนอแนะต่อข้าราชการประจำเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง แต่ยังพบว่าข้าราชการประจำอาจมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายโดยตรงโดยอาศัยวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง

4. ความสัมพันธ์ในด้านการควบคุมบัญชีบัญชา กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ถือเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในส่วนนี้มีในเรื่องการให้คุณให้โทษต่อข้าราชการประจำ ทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนในการแต่งตั้งในการโยกย้ายข้าราชการประจำด้วยการเลื่อนขั้นและลงโทษทางวินัย ซึ่งเป็นกระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง เมื่อมีอำนาจเหนือข้าราชการประจำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งตามมาและนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบได้

กลุ่มนักศึกษา กลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มนักการเมือง และกลุ่มข้าราชการ จะได้รับบทเรียนที่สำคัญในการทบทวนกรอบแนวคิด ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการของไทย รวมถึงนโยบายสาธารณะในยุคปัจจุบัน ที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและระบบราชการออกจากกันอย่างเด็ดขาดนั้น ประเด็นสำคัญในโลกของความเป็นจริงนั้น ฝ่ายการเมืองยังคงมีการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายของตนให้บรรลุเป้าหมาย ฝ่ายข้าราชการประจำเองก็ได้มีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการแทรกแซงการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ข้าราชการประจำเองก็ได้มีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการแทรกแซงการตัดสินใจของตนเองนั้น ฝ่ายข้าราชการประจำเองก็ได้มีการใช้กลไกต่าง ๆ ในการแทรกแซงการตัดสินใจของตนเองนั้น ภายใต้ระบบการเมืองต่าง ๆ โดยเคร่งครัด ตลอดจนต้องมีการคุ้มครองมิให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจแทรกแซงและสั่งการให้ข้าราชการประจำในการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย

หลักการพื้นฐานสำคัญของการจัดทำข้อเสนอในการปฏิรูปความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายดังนี้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองตามกรอบของโครงสร้างทางการเมืองการปกครองและมีการปรับปรุงความเข้าใจร่วมกันระหว่างบุคคลข้าราชการประจำระดับสูง ทั้งนี้เพราะว่าข้าราชการกลุ่มนี้ต้องมีการทำงานที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองและมีโอกาสในการให้ข้อมูลและความเห็นประกอบการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองในระดับนโยบาย เพราะฉะนั้นต้องมีการดำเนินงานตามที่กำหนดข้อเสนอในการปฏิรูปความเข้าใจร่วมกันให้กับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง

การเมืองและข้าราชการประจำ โดยจะต้องช่วยกันให้การกระทำการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำระดับสูงมีความโปร่งใสมากขึ้นและข้าราชการประจำต้องมีการทำงานและให้ข้อเสนอแนะต่อฝ่ายการเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยจะต้องยึดหลักความถูกต้องหรือเป็นไปตามระเบียบหากปรากฏว่ากระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายข้าราชการการเมืองไม่มีความเป็นธรรมหรือไม่เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบกฎหมาย

ตัวอย่างกรณีศึกษา

จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำนั้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.ป.ช. มาตรา 192 กรณีใช้อำนาจโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการ สมช. ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ

เมื่อ ป.ป.ช. มีความเห็นและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เนื่องจากคดีไม่สมบูรณ์ในส่วนนี้และอัยการจึงตั้งคณะทำงานร่วมกันแล้วอัยการสูงสุดชี้ขาดภายหลังอัยการสูงสุดเห็นว่าการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่สมบูรณ์ อัยการสูงสุดจึงไม่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พฤติการณ์ในคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้บันทึกข้อความลับด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 กฤษฎีกาเห็นว่าเหตุผลการขอย้ายนายถวิล ไม่ชัดเจน วันที่ 5 กันยายน 2554 ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งนายถวิล ได้เสนอให้ทบทวนและ ครม. มีมติรับทราบการโอนย้าย การดำเนินการดังกล่าวเร่งรีบ รวมกันใช้เวลาใน 4 วัน เท่านั้น

นายถวิล ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ สั่งย้ายตนเองและเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายกรัฐมนตรีโดยให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายถวิล ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือข้อบกพร่อง หรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล จึงถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4. วัฒนธรรมสังคมไทยส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยอย่างไรบ้าง และข้าราชการไทยในปัจจุบันจะนำบทเรียนใดไปสร้างระบบราชการดิจิทัล จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงในปัจจุบันมาประกอบให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมของระบบราชการไทยนั้นได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อม ๆ กับการปกครองของไทยในอดีต ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และเป็นไปอย่างช้า ๆ มูลเหตุของการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยสุโขทัย เปลี่ยนมาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยอยุธยา โดยโอนอำนาจการปกครองของพระมหากษัตริย์ อย่างเด็ดขาด สิทธิเสรีภาพได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู แต่การใช้อำนาจนั้นจะยึดหลักทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์ เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 พบว่าในช่วงนั้นวัฒนธรรมในเรื่องอำนาจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเล็กน้อยแต่ยังคงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาสู่กลุ่มคนหรือข้าราชการชั้นสูง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในแวดวงที่จำกัดอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นนำไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนแนวปฏิบัติที่เคยเป็นมาแต่ดั้งเดิมนั้นยังคงอยู่ ส่วนที่เป็นแบบแผนยังคงถูกนำมาปฏิบัติอยู่ ส่วนแนวคิดการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนทัศน์เรื่องอำนาจของปวงชน ซึ่งเป็นเพียงข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นส่วนแนวปฏิบัติจริง ๆ นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และน้อยลงเป็นลำดับภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อมีการศึกษาจากจากประเทศตะวันตก และมีการถ่ายทอดไปสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงก่อนที่จะแพร่กระจายมาสู่ประชาชนทั่วไป

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยจึงถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมของสังคมและการปกครอง เป็นผลให้ค่านิยมการยึดติดกับขนบธรรมเนียมและยอมรับอำนาจของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า จัดได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของข้าราชการ ซึ่งแสดงออกในด้านทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการกระทำต่าง ๆ ในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีค่านิยมหลักอีกหลายชนิดที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย เช่น ค่านิยมความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) ค่านิยมรักสนุก ชอบอิสระ ชอบสบาย มีความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

อุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย

1. ปัญหาโครงสร้าง ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างซ้ำซ้อนกัน ทั้งในด้านภารกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ทำให้ไม่คล่องตัว ไม่สามารถตอบสนองและรองรับกับความสลับซับซ้อนของการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้อำนาจซ้ำซ้อนกัน และความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้การบริหารราชการส่วนกลางยังคงยึดอำนาจการบริหารส่วนกลางไว้ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างของระบบราชการ โดยแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง และกรม เป็นศูนย์อำนาจนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ระบบบริหารราชการไม่เหมาะสม

2. ปัญหาการบริหารงาน ทั้งนี้เนื่องจากระบบการบริหารของระบบราชการไม่มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการแทรกแซงจากการเมืองที่เข้ามามีอำนาจกำหนดนโยบาย ซึ่งระบบราชการไทยยังคงยึดถือการปฏิบัติงาน และการยึดตามระเบียบ รวมไปถึงการตรวจสอบความสำเร็จผลเพียงแค่การปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ได้จัดทำตามข้อกำหนดไว้ในระเบียบแบบแผน ไม่ได้เน้นการวัดผลหรือผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในด้านผลงานและด้านค่าใช้จ่ายไว้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

3. ปัญหาการบริหารงานบุคคลและบุคลากร ซึ่งพบว่า ระบบบริหารงานบุคคลไม่มีความเท่าเทียมกัน ทำให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานแตกต่างกัน ระบบการคัดเลือกไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังขาดการใช้มาตรการในการสับเปลี่ยนให้ข้าราชการมีความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ข้าราชการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน หรือเรียกอีกอย่างว่าขาดความเป็นมืออาชีพ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และใช้ระบบอุปถัมภ์ในการทำงาน ทำให้เกิดการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น

4. ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของระบบราชการไทย เนื่องจากลักษณะการทำงานของระบบราชการเป็นแบบผูกขาด และข้าราชการมีพฤติกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เปิดโอกาสให้มีอภิสิทธิ์ชนและเป็นช่องทางให้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อระบบราชการและข้าราชการ

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0

ระบบราชการดิจิทัล หรือระบบราชการ 4.0 เป็นระบบราชการในบริบทไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศไทยว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ประเทศไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ใน 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและส่งเสริมไทยแลนด์ 4.0 จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ และจะต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องกับทิศทางการบริหารประเทศของประเทศ

ความท้าทายใหม่ในการสร้างระบบราชการ 4.0

1. จะทำอย่างไรให้ระบบราชการสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องการกระจายบริการให้มีมาตรฐานเท่านั้น

2. จะทำอย่างไรให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบูรณาการการทำงานอย่างไร้รอยต่อ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบริการที่สิ้นสุด ณ จุดเดียว (Seamless) ซึ่งต่างจากเดิมที่เน้นแต่ละหน่วยงานสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน

3. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการขับเคลื่อนประเทศด้วยการยึดถือภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda-Based) โดยไม่ยึดติดกับภารกิจเดิมที่อาจเล็กลงตามความสำคัญของความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

4. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการขับเคลื่อน IT เพื่อเปลี่ยนโฉมทุกส่วนของรัฐอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Transformation) ซึ่งต่างจากเดิมที่ IT มีบทบาทเพียงแค่สนับสนุนการพัฒนาเป็นครั้งคราว

5. จะทำอย่างไรให้ภาคราชการใช้เทคโนโลยีในการปรับสมดุลระหว่างความมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส ซึ่งต่างจากเดิมที่รัฐต้องการเพียงแค่สร้างกลไกการปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต

ภาครัฐหรือระบบราชการนั้นจะต้องทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก โดยมีการทำงานที่เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะมีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้าน คือ

1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ต้องมีความเปิดเผยและโปร่งใสในการทำงาน โดยบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ หรือร้องขอหรือการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบการทำงานได้ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไกภายนอก หรือภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายอำนาจภารกิจบางอย่างให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามารับผิดชอบดำเนินการแทน

2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ ต้องทำงานในเชิงรุกและมองไปข้างหน้า โดยตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า ประชาชนจะได้อะไร มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความต้องการและความต้องการของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อหรือร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ พร้อมทั้งมีการสำรวจความต้องการมีการเชื่อมโยงของทางราชการ เพื่อให้บริการต่าง ๆ สามารถตอบสนองเสริมสร้างในจุดเดียว

3. มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย กล่าวคือ ต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์มีการใช้วิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ในการตอบโต้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา ตลอดจนต้องมีการจัดการสมรรถนะสูง และปรับตัวเข้าสู่สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่

ความสำเร็จของการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 ต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. การสานพลังระหว่างราชการและภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับการทำงานให้สูงขึ้นไปสู่การประสานงาน (Coordination) หรือทำงานด้วยกัน (Cooperation) ไปสู่การร่วมมือกัน (Collaboration) อย่างแท้จริง โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการร่วมกัน มีการระดมและนำเอาทรัพยากรทุกภาคส่วนมาเข้าร่วมกัน และใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการยอมรับความเสี่ยงและรับผิดชอบต่อผลสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อพัฒนาประเทศหรือแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

2. การสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นการคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือ Solutions ใหม่ ๆ อันจะเกิด Big Impact เพื่อปรับปรุงและออกแบบการให้บริการสาธารณะและนโยบายสาธารณะให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศหรือตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ อันเป็นไปตามสภาพพลวัตของการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยรูปแบบห้องปฏิบัติการ (Gov Lab-Public Sector Innovation Lab) และใช้กระบวนการความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

3. การปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการผสมผสานกันของการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลผ่าน Cloud Computing อุปกรณ์ประเภท Smart Phone และ Collaboration Tool ทำให้สามารถติดต่อกันได้อย่าง Real Time ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. ระบบราชการหมายถึงอะไร อธิบายและ Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันได้เสนอระบบราชการในอุดมคติไว้อย่างไรบ้าง จงอธิบาย (ตอบเป็นข้อ ๆ อธิบาย)

แนวคำตอบ

Harold J. Laski ได้ให้ความหมายของระบบราชการ (Bureaucracy) ในเชิงปรากฏการณ์ของสังคมในองค์การขนาดใหญ่ที่มีลักษณะซับซ้อนว่า ระบบราชการ หมายถึง ระบบบริหารราชการของรัฐที่ตกอยู่ในมือของข้าราชการโดยเด็ดขาด และอาจก่อให้เกิดอำนาจอันทำลายเสรีภาพของประชาชนได้ มีลักษณะการปฏิบัติงานดำเนินไปตามระเบียบแบบแผนตายตัว ไม่มีการยืดหยุ่นผ่อนสั้นผ่อนยาว การวินิจฉัยสั่งการก็เต็มไปด้วยความลังเล ล่าช้า อาจขาดความคิดริเริ่ม เป็นผลให้เกิดการแข่งขันขึ้นวรรณะ และประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ

ส่วน Punch ได้สรุปความหมายของระบบราชการไว้ 3 ประการ คือ

1. ระบบราชการ หมายถึง โครงสร้างขององค์การ ซึ่งจะเกิดขึ้นในองค์การที่เป็นทางการ (Formal Organization) มีการจัดลำดับชั้นอำนาจหน้าที่ (Authority) มีสายการบังคับบัญชา และมีการแบ่งงานอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์

2. ระบบราชการ หมายถึง พฤติกรรมการบริหาร การกำหนดวิธีการปฏิบัติงานในหน่วยงานในแง่พฤติกรรมของคนหรือกิจกรรมของคน หรือกิจกรรมนั้นแสดงออกมาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในองค์การ

3. ระบบราชการ หมายถึง ระบบการทำงาน ซึ่งทั้งดีและเลวร้าย กล่าวคือ ฝ่ายที่ดีมองระบบราชการในแง่เน้นความเห็นว่าเป็นระบบการบริหารการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบของความล้ำค่า ส่วนฝ่ายที่มองระบบราชการในแง่มีความเห็นว่า ระบบราชการเป็นระบบที่ก่อให้เกิดความล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ เป็นระบบที่รักษาประโยชน์ของส่วนรวม เป็นระบบที่มีการเลือกสรรเข้ามาทำงาน โดยยึดถือความรู้ความสามารถและมีแบบแผนที่แน่นอนในการทำงาน

Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอระบบราชการในอุดมคติไว้ 2 แบบ คือ

1. ระบบราชการในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคม (Social Institute) สถาบันหนึ่ง นั่นคือ เป็นสถาบันการบริหารการปกครองของรัฐ ซึ่งถือเป็นสถาบันหนึ่งของระบบการปกครองประเทศ เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ต้องปกป้อง ดูแล รักษาผลประโยชน์บ้านเมืองอีกแห่งหนึ่ง และต้องการอิสระในการทำงาน สถาบันนั้นมั่นคง ยากต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
2. ระบบราชการในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดองค์การ (A Form of Organization) นั่นคือ ระบบราชการเป็นเครื่องมือหรือระบบการทำงานเพื่อให้องค์การมีโครงสร้างที่แน่นอนเรียกว่า “Weberian Bureaucracy” ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ

ข้อ 2. การบริหารราชการแนวใหม่ (New Public Administration) หมายถึงอะไร มีหลักการสำคัญ ๆ อย่างไรบ้าง (ตอบเป็นข้อ ๆ อธิบาย) และเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

แนวคำตอบ

การบริหารราชการแนวใหม่ (New Public Administration) หมายถึง แนวคิดทางการบริหารรัฐกิจที่ต้องการสร้างหน่วยงานให้มีการขับเคลื่อนด้วยกัน มีการกระจายอำนาจ มีลักษณะยืดหยุ่น มีการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในฐานะผู้รับบริการสาธารณะได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญของการบริหารราชการแนวใหม่

1. การสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) เป็นแนวคิดเรื่องที่ทุกสังคมทุกคนทุกประเทศไม่ว่าจะปกครองประเทศลักษณะใดเป็นประเทศที่พัฒนาหรือกำลังพัฒนาก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้เกิดขึ้น แนวคิด Good Governance หรือ “ธรรมาภิบาล” นี้เป็นคำกล่าวถึงที่อยู่ในรายงานธนาคารโลก เมื่อปี 1989 ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในปี 2540 ทั้งนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และหลังจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในปี 2540 ทั้งนี้เนื่องจากหนังสือแสดงเจตจำนงของทุนระหว่างประเทศ (IMF) ระบุให้ประเทศไทยเท่านั้นที่จะต้องสร้าง Good Governance ให้เกิดขึ้นในการบริหารจัดการภาครัฐ

หลักการของธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ประกอบด้วย
1) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
2) การมีกระบวนงานที่โปร่งใส
3) การพร้อมรับผิดชอบ
4) ความชอบธรรมในการใช้อำนาจ
5) การมีกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน
6) การบริหารที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า หลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีเป็นเรื่องการปรับปรุงการใช้อำนาจ เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปเพื่อความสุขของประชาชนและลดความขัดแย้งลง เพื่อให้ระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้รัฐบาลต้องให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนรัฐวิสาหกิจว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

2. การบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management) เป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการที่เน้นปรับเปลี่ยนแนวคิดของรัฐบาลต่อประชาชน กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องดูแลให้ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ ว่าได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไรบ้าง และได้ผลอย่างไร โดยการแสดงให้เห็นว่ามีผลงานเป็นอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร

การบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์เป็นเรื่องที่มุ่งเน้นในผลผลิตหรือผลสัมฤทธิ์เป็นหลัก โดยใช้ระบบประเมินผลงานที่อาศัยตัวชี้วัดและสะท้อนผลงานมาเป็นรูปธรรม ซึ่งผลการ

ประเมินจะนำมาใช้ในการกำหนดความคาดหวังในการทำงานที่จะส่งผลให้ผลผลิตและผลงานของส่วนราชการ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

การบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ อาจอธิบายได้อีกแบบหนึ่งว่า เป็นการจัดหาทรัพยากรการบริหารมาอย่างประหยัด (Economy) การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และการได้ผลงานที่บรรลุเป้าหมายขององค์การ (Effectiveness)

3. การบริการประชาชนมีความเป็นเลิศ กล่าวคือ การบริการประชาชนของรัฐเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกับการมีรัฐ ซึ่งเหตุผลที่รัฐต้องจัดบริการก็เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในรัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ความมั่นคงและประชาชนของตน ดังนั้นรัฐจึงมีหน้าที่ต้องจัดบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ดังจะเห็นได้จาก

การส่งเสริมการบริการประชาชนให้ได้รับบริการที่ดี เป็นนโยบายของทุกรัฐบาล ทั้งนี้เพราะในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้นการตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นพันธกิจสำคัญ อันดับแรกที่รัฐพึงกระทำ ทั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่าเป็นเครื่องชี้วัดความอยู่รอดของรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมให้เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีทุกภาคทุกส่วนโลก ดังนั้นการส่งเสริมการบริการประชาชนของรัฐจึงเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลทุกยุคสมัยและทุกประเทศ

ในส่วนของประเทศไทยนั้นกรอบที่ครอบคลุมและแนวทางการบริการประชาชนของรัฐไว้อย่างชัดเจนคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ซึ่งได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานไว้ในหมวด 5 รวม 19 มาตรา ซึ่งถือได้ว่ามีนโยบายการบริการประชาชนที่มีความหลากหลายอย่างยิ่ง

ข้อ 3. แนวความคิดในการแบ่งแยกการบริหารออกจากการเมืองอย่างเด็ดขาด กับแนวความคิดที่ว่าการเมืองกับการบริหารไม่สามารถแยกจากกันได้นั้น ในมุมมองของนักศึกษาคิดว่าแนวคิดใดที่มีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบบริหารราชการไทย ตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จงอธิบายมาให้เข้าใจโดยละเอียด

แนวคำตอบ

แนวคิดที่ว่า “การเมืองกับการบริหารไม่สามารถแยกจากกันได้” นั้นเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบบริหารราชการไทย ตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากสภาพความเป็นจริงที่อยู่ด้วยกันแล้วไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา ในหลายลักษณะหลายรูปแบบด้วยกัน

แนวความคิดเกี่ยวกับการเมืองกับการบริหารไม่สามารถแยกจากกันได้ มีเหตุผลสำคัญ ได้แก่

1. ในเชิงโครงสร้าง ระบบบริหารมีฐานะเป็นระบบย่อยของระบบการเมือง หรืออาจกล่าวได้ว่าระบบบริหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ซึ่งประกอบด้วย ระบบย่อยต่าง ๆ มากมาย เช่น ระบบรัฐสภา ระบบเลือกตั้ง ระบบการเมือง หรือระบบบริหารราชการ หรืออาจแบ่งแยกออกจากระบบการเมือง ระบบบริหาร หรืออาจกล่าวได้ว่าถ้าหากกระทำเช่นนั้นจะทำให้ระบบการเมืองหมดความสมบูรณ์ ไม่อาจสูญเสียความเป็นระบบการเมืองอีกต่อไป

จะต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการหรือข้าราชการประจำ เพราะนักการเมืองมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเฉพาะด้าน นอกจากข้าราชการประจำจะมีหน้าที่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้ว ยังมีหน้าที่ในการให้ข่าวสารข้อมูลแก่ฝ่ายการเมือง บุคคลเหล่านี้จะมีอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากจากความเป็นข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน รู้วิธีข้อดีข้อเสียของแต่ละประเด็นเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในการเลือกทางเลือกในการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย การเมืองกับการบริหารมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการชี้แนะและครอบงำฝ่ายการเมืองทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้นจนเกิดการเรียกชื่อว่า อำมาตยาธิปไตย

2. ในแง่กระบวนการ การกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลนั้น มีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการประจำ เพราะนักการเมืองขาดความชำนาญด้านเทคนิคเฉพาะด้าน นอกจากนี้ข้าราชการประจำยังมีหน้าที่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้ว ยังมีหน้าที่ในการให้ข่าวสารข้อมูลแก่ฝ่ายการเมือง บุคคลเหล่านี้จะมีอิทธิพลในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากความเป็นข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน รู้วิธีข้อดีข้อเสียของแต่ละประเด็นเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในการเลือกทางเลือกในการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย การเมืองกับการบริหารมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการชี้แนะและครอบงำฝ่ายการเมืองทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้นจนเกิดการเรียกชื่อว่า อำมาตยาธิปไตย

3. ในแง่พฤติกรรม หากพิจารณาถึงพฤติกรรมทางการบริหารกับพฤติกรรมการเมืองแล้ว จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมทั้งสองมีพฤติกรรมที่ต้องการต่อรองกันอยู่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ในขณะที่เลือกตั้ง ส.ส. เป็นพฤติกรรมการเมือง แต่การจัดการเลือกตั้งให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นพฤติกรรมการบริหาร หรือในขณะที่คณะรัฐมนตรีมีการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้ง แต่การดำเนินการต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการรัฐสภา นับตั้งแต่การพิจารณาร่างกฎหมายจนถึงการประกาศใช้กฎหมายเป็นพฤติกรรมการบริหาร เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ต้องสนับสนุนเกื้อกูลกัน และต่อเนื่องกันไป ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้พฤติกรรมทั้งสองไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ข้อ 4. วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย (Bureaucratic Culture) มีลักษณะอย่างไร และวัฒนธรรมนั้นส่งผลต่อสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เรื้อรังหรือไม่ อย่างไรบ้าง จงอธิบายมาให้เข้าใจ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

แนวคำตอบ

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย (Bureaucratic Culture) มีลักษณะดังนี้

วัฒนธรรมของระบบราชการไทยนั้นมีที่มาแต่ดั้งเดิมแล้ว ๆ กับการปกครองของไทยในอดีต ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และเป็นไปอย่างช้า ๆ มูลเหตุของการปกครองแบบพ่อปกครองลูกในสมัยสุโขทัย โดยโอนอำนาจการปกครองของพระมหากษัตริย์ อย่างเด็ดขาด สิทธิเสรีภาพได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และระบบการปกครองดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยโอนอำนาจการปกครองของพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบการปกครองดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ เมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 พบว่าในช่วงนั้นวัฒนธรรมของไทยยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพียงแต่เปลี่ยนจากอำนาจของพระมหากษัตริย์มาสู่กลุ่มคนหรือข้าราชการชั้นสูง

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในแวดวงที่จำกัดอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นนำไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนแนวการปฏิบัติที่เคยเป็นมาแต่ดั้งเดิมก็ยังคงที่จะเป็นแบบแผนในปัญหาพื้นฐานนั้น ภายในสังคมไทยได้รับการศึกษาจากจากประเทศตะวันตกและมีการไปศึกษาในต่างประเทศนั้นจะแพร่กระจายมาสู่ประชาชนทั่วไปกับอินเดีย จีน และฝรั่งเศส มาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยได้คัดเลือกเอาวัฒนธรรมของชาติอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับค่านิยมไทยมาพัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตจนได้รับเป็นวัฒนธรรมของไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ เรื่องอาหาร อาหารไทยหลาย ๆ อย่างได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ หรือเรื่องการแต่งกายที่ทำลักษณะที่จากจีน อินเดีย การทอผ้าอาหารการกิน หรือการต้อนรับน้ำมันเป็นวิธีการต้อนรับของชาวกรีกโบราณ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอาหารของคนไทยประการหนึ่ง หรือเรื่องเครื่องดื่มน้ำนั้นเป็นวิธีการต้อนรับของแขกที่มาเยือนบ้าน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมทางการกินการดื่มการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย จึงถือได้ว่าเรื่องอาหารการกินไม่ไปกับยุคคุกคาม แต่หลังจากมีการสร้างวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เกิดขึ้นได้ต้องปลูกฝังหลังค่านิยมที่พึงปรารถนาเสียก่อน จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะถ้ายังเข้าถึงไม่แน่นอน นอกจากค่านิยมหลักเดิม ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากอดีตจนถึงปัจจุบันระบบราชการไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับเอาแบบอย่างการจัดโครงสร้างระบบตะวันตกมาใช้ และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างความทันสมัยตามแบบมาตรฐานตะวันตกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยประเทศไทยได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก (2504) ขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตามแบบอย่างตะวันตกนั้น นักวิชาการมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยเพียงแต่รูปแบบ (Form) ภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่การพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้มุ่งหมายที่แท้จริงของการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพราะการพัฒนาอย่างแท้จริงต้องอยู่คู่การพัฒนาความคิดและจิตใจคน นั่นหมายถึงค่านิยมประชาธิปไตย เห็นคุณค่าของตนเอง ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน แต่เมื่อพิจารณาโดยทั่วไปจะเห็นว่าวัฒนธรรมของคนไทยกลับพบว่าเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก นั่นคือ วัฒนธรรมการเมืองไทยไม่ได้ก้าวตามทันกับความถูกต้องในการใช้อำนาจ นั่นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและยังคงยึดตนเองเป็นหลักมากกว่าการคิดถึงส่วนรวม

วัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทยยังถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมของสังคมและการปกครอง เป็นผลให้ค่านิยมการยึดติดกับขนบธรรมเนียมและยอมรับอำนาจของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงกว่า จัดได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของข้าราชการ ซึ่งแสดงออกในด้านทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการกระทำต่าง ๆ ในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีค่านิยมหลักอีกหลายชนิดที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อวัฒนธรรมองค์การในระบบราชการไทย เช่น ค่านิยมความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) ค่านิยมรักสนุก ชอบอิสระ ชอบสบาย มีความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

สภาพปัญหาของระบบราชการไทย

1. ปัญหาโครงสร้าง ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างซ้ำซ้อนกัน ทั้งในด้านภารกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ทำให้คล่องตัว ไม่สามารถตอบสนองและรองรับกับความสลับซับซ้อนของการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้อำนาจซ้ำซ้อนกัน ความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน และความร่วมมือระหว่างส่วนกลางส่วนภูมิภาคส่วนท้องถิ่นยังมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างของระบบราชการ โดยแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง และกรม เป็นศูนย์อำนาจนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ระบบบริหารราชการไม่เหมาะสม

2. ปัญหาเชิงบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการไม่มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการแทรกแซงจากการเมืองที่เข้ามามีอำนาจกำหนดนโยบาย ซึ่งระบบราชการไทยยังคงยึดถือการปฏิบัติงาน และการยึดตามระเบียบ รวมไปถึงการตรวจสอบความสำเร็จผลเพียงแค่การปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ได้จัดทำตามข้อกำหนดไว้ในระเบียบแบบแผน ไม่ได้เน้นตามวัตถุประสงค์ของการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

3. ปัญหาการบริหารงานบุคคลและบุคลากร ซึ่งพบว่า ระบบบริหารงานบุคคลไม่มีความเท่าเทียมกัน ทำให้ข้าราชการมีความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานแตกต่างกัน ระบบการคัดเลือกไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังขาดการใช้มาตรการในการสับเปลี่ยนให้ข้าราชการมีความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสมกับปัญหาบุคลากร นั่นคือ ข้าราชการยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน หรือเรียกอีกอย่างว่าขาดความเป็นมืออาชีพ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และค่านิยมแบบดั้งเดิมส่งผลให้ระบบราชการและข้าราชการขาดการยึดมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม และใช้อำนาจเกินกว่าความเป็นจริงในฐานะผู้ให้บริการและใช้อำนาจเกินกว่าความเป็นกลางทางการเมืองและใช้อำนาจในการทำงาน

4. ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของระบบราชการไทย เนื่องจากลักษณะการทำงานของระบบราชการเป็นแบบผูกขาด และข้าราชการมีพฤติกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เปิดโอกาสให้มีอภิสิทธิ์ชนและเป็นช่องทางให้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อระบบราชการและข้าราชการ

อุปสรรคที่เรื้อรังของระบบราชการไทย

1. ขนาดขององค์การระบบราชการที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ก็จะเกิดขนาดใหญ่โต และมีการแบ่งโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ที่ซับซ้อน ทำให้มีการบังคับบัญชาและการกำกับดูแลหลายชั้น ส่งผลให้การทำงานของระบบราชการมีการขั้นตอนล่าช้า ทำให้เกิดความสับสนและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นจากบทบาทของระบบราชการนั้น ๆ

2. การจัดโครงสร้างองค์การของระบบราชการเป็นรูปปิรามิด ซึ่งบางครั้งก็มีการกระจุกตัวในระดับผู้บริหารในระดับสูงและระดับปฏิบัติ ซึ่งมีความสับสน ความซ้ำซ้อนของบทบาทหน้าที่ส่งผลให้เกิดการทำงานที่ต้องประสานงานกันเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบอันแนบแน่นไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบการบริหารบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในระดับล่างและระดับปฏิบัติของระบบราชการ

3. ระบบราชการไม่สามารถปรับเปลี่ยนการบริหารหรือแนวทางการดำเนินงานได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนที่มีความหลากหลายและมีระเบียบกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขาดความคล่องตัวในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชน

4. การบริหารงานของข้าราชการขาดความกระตือรือร้น เคยชินกับการทำงานตามระเบียบกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขาดการตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนส่วนรวม ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นอีกทั้งยังค้นพบว่าวิธีการบริหารงานส่วนกลางนั้นไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณและการบริหารงานบุคคล

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2561

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. การเมือง (Politics) คืออะไร ? จงอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบ และการเมืองเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับระบบราชการอย่างไร ? (ตอบและอธิบายเป็นข้อ ๆ)

แนวคำตอบ

การเมือง (Politics) คือ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์และคุณค่าต่าง ๆ ทางสังคมให้แก่ประชาชนส่วนรวมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งการจัดสรรผลประโยชน์และคุณค่าทางสังคมให้แก่ประชาชนจะออกมาในรูปของกฎหมาย นโยบาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง

แนวคิดเกี่ยวกับการเมือง สรุปได้ดังนี้

1. การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ โดยแนวคิดนี้มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐในการบริหารกิจการบ้านเมือง โดยบุคคลหรือกลุ่มได้มาซึ่งอำนาจอาจมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดกัน หรือมีความเห็นที่เหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ตาม มาทำการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจหน้าที่ในการปกครองและเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะให้สามารถตัดสินใจในเรื่องของส่วนรวมได้โดยชอบธรรม

2. การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรคุณค่าของสังคม โดยแนวคิดนี้มองว่า การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรของรัฐซึ่งจะมีคุณค่าในสังคม ในสังคมนั้นมีคนชอบบุคคลหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม มีความเห็นที่พ้องต้องกันและยอมรับในกติกาที่กำหนดการใช้อำนาจเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในสังคม

3. การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง โดยแนวคิดนี้มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้งของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองการปกครอง ทั้งที่คนในสังคมหรือคนที่ไม่สมหวัง คนบางส่วนอาจเกิดความไม่พอใจในอำนาจรัฐ และในสังคมเมื่อมีคนอยู่ด้วยกันก็มักจะมีความขัดแย้งจากทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ผู้คนต้องการใช้ทรัพยากรนั้นมีอยู่มาก และมีความต้องการใช้อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งหากไม่มีองค์กรจัดสรรก็อาจเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ บ้านเมืองย่อมมีสภาวะยุ่งยากวุ่นวายและอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารและการพัฒนาประเทศได้

4. การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยแนวคิดนี้มองว่าการเมืองควรจะเป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวก

5. การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐและการบริหารประเทศ โดยแนวคิดนี้มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและการบริหารราชการเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันได้ เนื่องจากอำนาจทางการเมืองมักถูกนำไปใช้ผ่านการบริหารราชการแผ่นดินให้มีการดำเนินตามนโยบาย จึงรวมถึงการควบคุม แต่งตั้งข้าราชการประจำผู้ซึ่งนำนโยบายไปปฏิบัติ
6. การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายของรัฐ โดยแนวคิดนี้มองว่าการเมืองคือกระบวนการกำหนดนโยบาย โดยฝ่ายการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ส่วนฝ่ายข้าราชการทำหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติ

ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับระบบราชการ

1. ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โดยนำเอาความต้องการของประชาชนมาแปรเป็นนโยบาย และฝ่ายข้าราชการประจำนั้นมีบทบาทในการผลักดันให้นโยบายที่ฝ่ายการเมืองกำหนดขึ้นนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับประเพณีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่น

2. ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่ทำให้ข้าราชการประจำ เข้าใจนโยบาย และติดตามผลการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งเปรียบเสมือนวัตถุประสงค์ของนโยบายหรือไม่เพียงใด ในขณะที่ข้าราชการประจำมีหน้าที่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งมีความสำคัญในทุกขั้นตอนของนโยบาย ตั้งแต่เริ่มนโยบาย แผนงาน และโครงการนั้นมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนและมีกรอบเวลาที่แน่นอนอีกด้วย อีกทั้งยังต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ สนับสนุนจำนวนมาก ดังนั้นนโยบายที่ปฏิบัติจะสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติงานของข้าราชการประจำ

3. ฝ่ายข้าราชการประจำมีหน้าที่ให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ คำชี้แจง และความคิดเห็นบางประการแก่นักการเมืองในการกำหนดนโยบาย หรือการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบาย เพราะโดยรายละเอียดระดับปฏิบัติมิใช่ระดับนโยบาย เพราะข้าราชการประจำจะรู้รายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีกว่านักการเมือง

4. ฝ่ายการเมืองอาจมีความรู้ความสามารถแบบกว้าง ๆ และไปในด้านนโยบายหมายทางเมือง และมุ่งเน้นการตอบสนองต่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนกันไป แต่ฝ่ายข้าราชการประจำมีการสั่งสมความรับผิดชอบในแนวยาวเกี่ยวกับงานบริหารราชการบ้านเมืองเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายการเมืองไม่มีเสถียรภาพและยังไม่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ซึ่งต้องอาศัยข้าราชการประจำที่เป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง

5. ฝ่ายข้าราชการประจำมีบทบาทในการริเริ่มและนำเสนอนโยบายใหม่ ๆ แก่ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะข้อคิดเห็นในเรื่องวิชาการในทางเลือกทางนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่รัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้เนื่องจากระบบราชการเป็นที่รวมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานในกระทรวงนั้น ๆ จึงจำเป็นต้องอาศัยความคิดริเริ่มใหม่ ๆ จากข้าราชการประจำ (อธิบดี หรือปลัดกระทรวง) เช่น งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี งานด้านกฎหมาย เป็นต้น

6. ระบบการเมืองและระบบราชการไม่อาจแยกออกจากกันได้ โดยเหตุผลสำคัญ ได้แก่
– ในมิติโครงสร้าง ระบบราชการนั้นมีฐานะเป็นระบบย่อยของระบบการเมือง กล่าวคือ ในระบบการเมืองจะประกอบด้วยระบบรัฐสภา ระบบเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง และระบบบริหารราชการนั่นเอง
– ในมิติกระบวนการ การกำหนดนโยบายของรัฐบาลนั้น นักการเมืองยังมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาข้าราชการประจำ เพราะนักการเมืองเพียงลำพังขาดความชำนาญด้านเทคนิค อีกทั้งยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับระบบราชการที่ซับซ้อนอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นภาระที่นักการเมืองจะเข้าใจและรวบรวมได้
– ในมิติพฤติกรรม บรรดาข้าราชการประจำที่เป็นฝ่ายบริหารต้องป้อนข่าวสารข้อมูล ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะแก่นักการเมืองฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ผูกมัดให้แก่บรรดาข้าราชการเมือง โดยฐานะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารอันแท้จริง ทั้งนี้หัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับบริการทางวิชาการฝ่ายบริหาร มิได้หมายถึงฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น

กฎหมายหรือการตีความกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีหน้าทีกำหนดกฎหมายในบางระดับได้ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงดูเหมือนจะทำหน้าที่ของทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการด้วย

ข้อ 2. Nicolas Henry ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการบริหารภาครัฐ ที่เรียกว่า พาราไดม์ (Paradigm) พบว่า มีจำนวน 5 พาราไดม์ (Paradigm) อะไรบ้าง ? อย่างไร ? จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

แนวคำตอบ

นิโคลัส เฮนรี่ (Nicolas Henry) ได้จำแนกพาราไดม์ (Paradigm) หรือการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการบริหารภาครัฐ ออกเป็น 5 พาราไดม์ ได้แก่

1. พาราไดม์ยุคการแยกการเมืองออกจากการบริหาร อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1926 นอกจากจะเป็นแนวคิดที่มีการแยกการเมืองออกจากการบริหารแล้ว ยังมีแนวคิดเชิงเทคนิคออกจากค่านิยม แยกการบริหารรัฐกิจออกจากจริยธรรม ซึ่งในยุคนี้จะเน้นการทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการบริหารออกเป็นสองส่วน คือการเชื่อมความคิดความเข้าใจเข้าถึงการเมืองนิยมและความจริงเชิงจริยธรรม โดยการบริหารจะเป็นการศึกษาวิทยาศาสตร์และมีความเป็นจริง ส่วนนโยบายสาธารณะและความรู้สึกก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐศาสตร์

2. พาราไดม์ยุคหลักการบริหาร อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1927 – 1937 เป็นช่วงที่ค้นพบหลักการทางการบริหารที่มีการบริหาร โดยแนวคิดแหล่งที่มา (Locus) ของการบริหารรัฐกิจถืออยู่ทุกที่ หลักการก็คือหลักการบริหาร หลักการบริหารที่ถือว่าหลักการบริหารยุคนี้ถูกเรียกว่า “จุดสูงสุดของการบริหารแบบดั้งเดิม” โดยปรัชญาการบริหารรัฐกิจ โดยเริ่มจากงานเขียนของวิลเลียม วิลลัฟบี (William F. Willoughby) ในหนังสือชื่อ “Principles of Public Administration” และงานเขียนของลูเธอร์ กูลิค (Luther H. Gulick) และลินดัลล์ เออร์วิค (Lyndall Urwick) ในหนังสือชื่อ “Paper on the Science of Administration” หรือแนวคิด “การจัดการในเชิงบริหารงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร” ที่เรียกว่า POSDCORB นั่นเอง

3. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เป็นรัฐศาสตร์ อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1970 ช่วงที่มีแนวคิดว่ารัฐศาสตร์เป็นแม่บทของรัฐประศาสนศาสตร์ ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์จึงต้องโยงกับรัฐศาสตร์ ด้วยซึ่งมีแนวคิดที่มีการพัฒนาแนวคิดที่สำคัญ 3 แนว คือ การศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง การบริหารเปรียบเทียบ และการบริหารการพัฒนา นอกจากนั้นยังมีการแยกย่อยแขนงวิชาออกเป็นช่วงแห่งการตามติดระหว่างการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่ก็แตกกันคล้ายคลึงกับศาสตร์สาขาวิชาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งแนวคิดและประเด็นที่วิเคราะห์

4. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เป็นบริหารศาสตร์ อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1956 – 1970 เนื่องจากรัฐประศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับการบริหารในองค์การ (Organization Theory) และวิทยาการจัดการ (Management Science) นั่นคือ ทฤษฎีองค์การหรือพฤติกรรมองค์การจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมองค์การให้ได้ดีขึ้นว่า การดำเนินงานอย่างไร คือศึกษาพฤติกรรมของคนในองค์การว่าทำไมจึงต้องมีเงื่อนไขตัดสินใจและตัดสินใจอย่างไร ส่วนวิทยาการจัดการนั้นจะเน้นการคิดวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. พาราไดม์ยุครัฐประศาสนศาสตร์เชิงรัฐประศาสนศาสตร์** ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา โดยจะให้ความสนใจในเรื่องวิทยาการทางการบริหารต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมรวมหมู่ ซึ่งนำไปสู่การสะสมองค์ความรู้ในเชิงชุมชนเมืองและสัมพันธภาพทางการบริหารระหว่างองค์การกับเอกชน และการอยู่ร่วมกันระหว่างความเป็นจริงในทางเทคโนโลยีและสังคม อีกทั้งยังเป็นช่วงที่พยายามสร้างเอกลักษณ์แท้จริงของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเหตุที่ผ่านมาพบว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์มีความผูกพันอยู่กับศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่น ๆ

ข้อ 3. การนำนโยบายไปปฏิบัติซึ่งถือว่าเป็นบริหารซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบราชการ ให้นักศึกษายกตัวแบบ (Model) การนำนโยบายไปปฏิบัติจากการศึกษากระบวนวิชา POL 3311 ของนักวิชาการท่านใดก็ได้ ที่นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจมากที่สุด เพียงตัวแบบ (Model) เดียว อธิบายให้ละเอียด และยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

ตัวแบบเชิงการพัฒนาองค์การ (The Organization Development Model)

ตัวแบบนี้เน้นการสร้างความผูกพันและการยอมรับ เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาและทางสังคมของมนุษย์ การมีส่วนร่วมขององค์การเป็นสำคัญ และเน้นว่าความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในการนำนโยบายไปปฏิบัติจะประสบความสำเร็จสูงขึ้น ถ้ามีการพัฒนาความสัมพันธ์ดังกล่าว ทั้งในเรื่องการจูงใจ การสื่อส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม ความผูกพันและการยอมรับ โดยได้รับการบริหารจัดการทางองค์การที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงพยายามทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนดไว้ จะต้องพยายามทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความรู้สึกผูกพันกับองค์การและผู้ร่วมงานรู้สึกว่าตนมีโอกาสที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่เพียงพอ ตลอดจนมีโอกาสทำงานที่เป็นทีม มีการใช้ความรู้จากคุณค่าของการตัดสินใจและผู้บังคับบัญชาที่มีทั้งระดับล่างนั้นเป็นเรื่องข้อขัดสภาพความเป็นจริง แต่การให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตระหนักในความสำคัญของนโยบาย และเห็นว่าเรื่องของนโยบายเป็นเรื่องของกระบวนการที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจนโยบายและมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดหรือวางนโยบาย

โดยอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวแบบเชิงการพัฒนาองค์การในการนำนโยบายไปปฏิบัติได้ ความสัมพันธ์ระหว่าง การจูงใจ, การมีส่วนร่วม, การทำงานเป็นทีม, ความผูกพันและการยอมรับ ซึ่งทั้งหมดส่งผลไปยัง ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

ตัวอย่างการพัฒนาองค์การของเคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin)

รูปแบบตามขั้นตอนของ Kurt Lewin ประกอบด้วย

1. การละลายพฤติกรรม (Unfreezing) หรือระยะลายสิ่งที่เป็นอยู่ โดยโดยการขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น การอธิบายถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง การอธิบายถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง เพื่อลดอุปสรรคจากการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

2. การเปลี่ยนแปลง (Changing/Moving) เป็นกระบวนการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมองค์การที่พึงปรารถนา โดยผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การสอนงาน การพัฒนา ฝึกอบรม การสาธิต การวิจัย เป็นต้น

3. การธำรงพฤติกรรมใหม่ (Refreezing) เป็นช่วงที่พฤติกรรมที่ได้เรียนรู้ใหม่อยู่ตัว จึงต้องมีการเสริมแรงโดยการจัดทำเป็นระบบมาตรฐานและกระตุ้นจูงใจให้บุคคลปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการในการพัฒนาองค์การ

1. การรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
2. การวินิจฉัยเบื้องต้น (Initial Diagnosis)
3. การพิสูจน์ข้อมูล (Data Confrontation)
4. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Action Planning)
5. การสร้างทีมงาน (Team Building)
6. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม (Intergroup Development)
7. การประเมินผลและติดตามผล (Appraisal and Follow-Up)

ข้อ 4. นักศึกษาคิดว่า ความขัดแย้งระหว่างการแทรกแซงกับระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองของไทยมีในเรื่องอะไรบ้าง ? อย่างไร ? ตอบเป็นข้อ ๆ และอธิบาย

แนวคำตอบ

ความขัดแย้งระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองของไทย

1. ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงฝ่ายบริหารราชการในแง่ของการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการประจำ อย่าไร้ฝ่ายบริหารราชการมีการแทรกแซงฝ่ายการเมืองโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะเรื่องที่ตนมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการชี้ชวนจูงใจให้ฝ่ายการเมืองกำหนดนโยบายให้เป็นไปตามที่ตนต้องการหรือองค์การต้องการ หรือโดยการเสนอทางเลือกที่นักการเมืองต้องตัดสินใจ

2. ข้าราชการประจำมักเข้าไปมีบทบาทและมีบทบาททางการเมือง ทั้งในเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง** และการใช้อิทธิพลควบคุมพฤติกรรมของนักการเมือง กล่าวคือ ข้าราชการประจำไม่ได้ทำหน้าที่ดำเนินงานไปตามนโยบายเท่านั้น แต่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วย เนื่องจากข้าราชการประจำต้องปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจึงมีความรู้และประสบการณ์ในงานของตนเอง แต่ นักการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งเพียงชั่วคราวเพราะต้องออกไปแล้วด้วยวิธีการทางการเมือง แม้นักการเมืองจะมีอำนาจอย่างเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะทหาร

3. ระบบราชการมีปัญหาส่วนตัวการบริหารงานบุคคล มีระบบการบรรจุบุคคลแบบระบบอุปถัมภ์ (Merit System) มาใช้ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีความล้มเหลวอยู่มาก เนื่องจากยังคงมีพฤติกรรมส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบ่อเกิดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ง่าย ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นบ่อเกิดที่ทำให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างข้าราชการด้วยกันเอง และการเลือกสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งราชการให้ได้ระบบตามสายงาน นอกจากนี้การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนขั้นและหลักการประเมินบุคคลก็ค่อนข้างเป็นนามธรรม ข้าราชการมีการใช้อำนาจตามตำแหน่งในลักษณะที่เกินขอบเขต มักจะใช้อำนาจตามตำแหน่งอย่างเต็มที่จนเกินไปกับประชาชนมาก ส่งผลให้ข้าราชการที่มีความสามารถและมีความตั้งใจจริงปฏิบัติงานขวัญและกำลังใจในการทำงาน และส่วนหนึ่งต้องลาออกไปทำงานนอกระบบราชการ

4. การวางตัวไม่เป็นกลางของข้าราชการประจำ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย ซึ่งระบบราชการมีอำนาจมาแต่เดิม ข้าราชการจึงเป็นผู้มีพฤติกรรมโน้มเอียงไปในทางเลือกนักการเมืองมากกว่าการยึดมั่นในความเป็นกลางในพฤติกรรมและจริยธรรม ในแง่พฤติกรรมแล้วอาจกล่าวได้ว่าข้าราชการจำนวนไม่น้อยในทุกระดับ มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง ข้าราชการประจำบางคนอาจยอมตนรับผลประโยชน์จากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่พรรคการเมืองคนหนึ่งคนใด

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2560

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ

ข้อ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับระบบราชการฝ่ายการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบาย (Policy-Making) ข้าราชการประจำมีหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation) อย่างไรบ้าง จงอธิบายมาให้เข้าใจ

แนวคำตอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ

1. ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย (Policy-Making) โดยจะครอบคลุมถึงระบบรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสององค์การนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตของการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Implementation) จากฝ่ายข้าราชการประจำ การกำหนดขอบเขตอาจทำได้โดยการบัญญัติกฎหมาย หรือกำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรี การออกกฎกระทรวง และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ นอกจากนี้ยังพิจารณาอีกว่าหน่วยราชการใดมีสมรรถนะเพียงพอที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติได้บ้าง

2. นโยบายของฝ่ายการเมืองจะมีลักษณะเป็นนามธรรม ดังนั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติของฝ่ายข้าราชการประจำ จึงเป็นกระบวนการแปลงนโยบายให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม โดยแปลงนโยบายให้เป็นแผนงาน (Program) และโครงงาน (Project) ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ

3. เมื่อนโยบายนั้น ๆ ดำเนินไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ฝ่ายการเมืองอาจจะเข้ามามีบทบาทในแง่ของการใช้อำนาจในการควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่าได้มีการปฏิบัติ และพิจารณาปรับปรุงนโยบาย โดยพิจารณาว่านโยบายนั้นควรจะยุติ หรือควรได้รับการสนับสนุน หรือควรจะขยายผลต่อไป

4. ฝ่ายข้าราชการประจำที่รับผิดชอบนโยบายจะพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับฝ่ายการเมือง เพื่อให้เห็นว่าตนปฏิบัติตามนโยบายนั้นด้วยความเรียบร้อย มีความสำเร็จระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์และความสนับสนุนในการดำเนินงานต่อไป ซึ่งอาจเป็นไปในรูปของการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน หรือการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

5. ฝ่ายข้าราชการประจำ อันได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานเทียบเท่า จะมีบทบาทหน้าที่คล้ายฟันเฟืองหรือกลไกที่จะเชื่อมประสานระหว่างฝ่ายการเมืองตัดสินใจกับการสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน จนมีคำกล่าวว่า “ระบบราชการคือระบบรับใช้ประชาชน” ทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำสามารถสร้างบริการที่ไม่สามารถหาได้ในภาคธุรกิจที่มุ่งหากำไรเป็นที่ตั้ง ระบบราชการจึงเป็นระบบที่สำคัญในการนำนโยบายไปปฏิบัติ

6. ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัตินอกจากข้าราชการประจำ จะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้กำหนดนโยบายหรือฝ่ายการเมือง เพราะถ้าการนำนโยบายไปปฏิบัติสำเร็จ ผู้กำหนดนโยบายก็จะได้รับการยอมรับและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองหรือการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้กำหนดนโยบายนั้นเอง

ข้อ 2. นักวิชาการหลายท่านและศาสตราจารย์ ดร. ทินพันธ์ นาคะตะ ได้ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยถูกครอบงำโดยระบบราชการในเรื่องอะไรบ้าง อย่างไร (ตอบมาเป็นข้อ ๆ) อธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

ศาสตราจารย์ ดร. ทินพันธ์ นาคะตะ ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองของไทยถูกครอบงำโดยระบบราชการ ดังต่อไปนี้

1. ระบบราชการไทยเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลครอบงำทางการเมืองไทยมาตลอด ซึ่งในทางปฏิบัติ อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการกลุ่มอภิสิทธิ์ ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการปฏิบัติงานของนักการเมือง ตลอดจนกระตุ้นให้นักการเมืองและข้าราชการริเริ่ม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบาย

2. ระบบราชการไทยทำหน้าที่แทนพรรคการเมืองเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มิ กฎหมายห้ามการจัดพรรคการเมือง และห้ามการชุมนุมทางการเมือง อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพรรคการเมืองอีกด้วย เพราะพรรคการเมืองถูกยกเลิกบ่อยครั้งโดยการรัฐประหาร ทำให้ขาดโอกาสพัฒนาตนเอง ขาดความต่อเนื่อง และประชาชนไม่มีความคุ้นเคยและมองไม่เห็นความสำคัญของพรรคการเมือง ดังนั้นจึงทำให้ข้าราชการประจำเข้ามามีบทบาทเป็นสื่อกลางระหว่างประชาชนกับรัฐ และทำหน้าที่แทนพรรคการเมืองในการชี้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไข

3. ระบบราชการไทยผูกขาดการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางการเมือง อีกทั้งยังพบว่า ข้าราชการประจำมักเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ เช่น รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นต้น

4. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำการปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมให้แก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมทางการเมืองในเรื่อง “การยกย่องและแสดงความจงรักภักดีกับผู้มีอำนาจเหนือกว่า” สอนให้คนในประเทศเชื่อผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เชื่อว่าการปกครองเป็นเรื่องของเจ้าขุนมูลนาย ข้าราชการชั้นสูง และทหาร ส่วนราษฎรจะเป็นผู้เดินตามหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองจึงเสมือนเป็นนายกับบ่าว

5. ระบบราชการไทยควบคุมการดำเนินงานของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยจะครอบคลุมถึงทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ โดยมีระเบียบในปัจจุบันทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพสื่อจะต้องขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาต ผู้ใดประกอบวิชาชีพสื่อโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีถึงโทษจำคุกและปรับ

6. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลเหนือการกำหนดข้อบัญญัติของสังคมและสภานิติบัญญัติ ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งและที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในเรื่องนี้ข้าราชการประจำคือผู้มีส่วนอย่างน้อยในการเตรียมรับนักการเมืองที่จะเข้าดำรงตำแหน่งบริหารและวางตัวข้าราชการและออกไปช่วยด้วยวิธีการเมือง ดังนั้นเมื่อนักการเมืองคนใหม่เข้าดำรงตำแหน่งจึงต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารและข้อคิดเห็นต่าง ๆ จากข้าราชการในการออกกฎระเบียบ ข้อบัญญัติ หรือข้อบังคับต่าง ๆ นั่นเอง

7. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพราะข้าราชการไทยนั้นมีบทบาทในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาระยะสั้น เนื่องจากเป็นเรื่องของเทคนิค ข้าราชการประจำเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงในการจัดทำงบประมาณ เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ส่วนนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ มักจะขาดความรู้ ประสบการณ์ และถูกจำกัดโดยสถานการณ์ มีข้อผูกพันเดิมและเวลา จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก

8. ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรม และในกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทยนั้นมีโครงสร้างขององค์กรและบุคลากรกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจในการเมือง ทั้งนี้ผู้ใช้อำนาจในเวลาเดียวกัน

 

ข้อ 3.วิชา POL 3311 ปัญหาการเมืองเป็นอย่างไรบ้าง จงอธิบายและหากจะพัฒนาการเมืองจะพัฒนาในเรื่องอะไรบ้าง อย่างไร (ตอบโดยใช้แนวของนักวิชาการท่านใดก็ได้)

แนวคำตอบ

ปัญหาการเมืองในทัศนะของลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) มีดังนี้

1. รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มักร่างขึ้นเพื่อให้กลุ่มที่มีอำนาจที่แท้จริงขณะนั้นเข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศ
2. การพัฒนาสถาบันทางการเมืองมีการครอบงำจากต่าง ๆ ถูกขัดขวางและปิดกั้นจากกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง
3. ชนชั้นปกครองส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับหลักความชอบธรรมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
4. มีการร่วมมือกันในหมู่ชนชั้นนำส่วนน้อยระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ใกล้ชิด
5. ประชาธิปไตยจะถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เสมอ เป็นต้น

การเมืองในทัศนะของลูเซียน พาย

ลูเซียน พาย เห็นว่า การพัฒนาการเมืองเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง…ผลจากการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อระบบและการกระบวนการทางการเมือง โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปในลักษณะที่ทำให้ระบบการเมืองและกระบวนการทางการเมืองสามารถเปิดกว้างให้กลุ่มคนในสังคมซึ่งด้อยอำนาจทางการเมืองสามารถมีสิทธิมีเสียงและมีอำนาจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองและใช้อำนาจนั้นร่วมกับชนชั้นปกครองเดิมได้อย่างสันติและมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองและใช้อำนาจนั้นร่วมกับชนชั้นปกครองเดิมได้อย่างสันติและมีส่วนร่วมทางการเมืองซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองโดยพลังทางสังคมและเศรษฐกิจ และยังเป็นตัวผลักดันให้มีการพัฒนาการเมือง

ลูเซียน พาย ได้สรุปประเด็นในเรื่องการพัฒนาการเมืองไว้ 10 ประการ คือ

1. การพัฒนาการเมืองเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ การเมืองที่พัฒนาแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ปัจจัยสำคัญที่จะเอื้ออำนวยความเจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วยให้รายได้ต่อหัวของชาติดีขึ้น มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้ในระบบการเมืองที่แตกต่างกัน และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็นว่าในหลายประเทศยิ่งทำให้เห็นว่า หากระบบการเมืองเศรษฐกิจสูงก็จะส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาการเมืองของตนเองและสังคม

2. การพัฒนาการเมืองเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือสังคมอุตสาหกรรม กล่าวคือ การเมืองในประเทศอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในสังคมที่มีเหตุผล รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อมหาชนและความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งการ
ของสังคมอุตสาหกรรมนั้นนับได้ว่าเป็นอย่างยิ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะในปัญหาหลักคือ การแข่งขันกันอย่างเสรีในทุกเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่าระบบการเมืองที่พัฒนาแล้วจะนำเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมนั้น ระบบการเมืองจะต้องมีการพัฒนาสูง ดังนั้นลักษณะระบบการเมืองของสังคมอุตสาหกรรมก็คือ รูปธรรมของระบบการเมืองที่จะต้องพัฒนาแล้ว

3. การพัฒนาการเมืองเป็นความทันสมัยทางการเมือง กล่าวคือ การพัฒนาการเมืองจะต้องเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองให้มีความทันสมัย (Political Modernization) นั่นคือ จะต้องมีการแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างกันชัดเจน สร้างสรรค์ให้เกิดเอกภาพในอำนาจทางการปกครอง และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

4. การพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องของรัฐชาติ กล่าวคือ แนวความคิดนี้เกิดจากความเห็นที่ว่า แนวปฏิบัติทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นยังถือได้ว่ามีลักษณะที่พัฒนาแล้วนั้นจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในรัฐชาติยุคใหม่ กล่าวคือ รัฐชาติเหล่านี้จะมีการพัฒนาระดับสูงและสร้างความสำเร็จให้สังคมเรียนรู้รอยต่อสังคมให้มีความมั่นคง และยังสร้างลัทธิชาตินิยมอันเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐหรือชาติจะมีการพัฒนาทางการเมืองที่เรียกว่าการสร้างชาติ (Nation Building) นั่นเอง ดังนั้นแนวคิดนี้จึงหมายถึง การที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยครอบคลุมทั้งประเทศ ประชาชนมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยโอนความจงรักภักดีมาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นชาติอย่างแท้จริง

5. การพัฒนาการเมืองเป็นการพัฒนากระบวนการและกฎหมาย กล่าวคือ แนวความคิดนี้มุ่งที่การพัฒนากฎหมายบ้านเมืองของสถาบันเป็นไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือ การพัฒนากฎหมายเพื่อให้มีความทันสมัยของระเบียบและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะส่งผลถึงการพัฒนาทางการเมือง เพราะการเมืองของประเทศจะมีประสิทธิภาพหากมีกฎหมายแม่บทนั้น ระบบการเมืองที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารราชการ และระบบกฎหมายจะช่วยให้การพัฒนาเพื่อดำรงความยุติธรรมของสังคม และตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ภายใต้ระบบการเมืองที่มีการพัฒนา

6. การพัฒนาการเมืองเป็นการสร้างมวลชนและการมีส่วนร่วมทางการเมือง กล่าวคือ การฝึกฝนและการให้ความสำคัญกับสมาชิกของสังคมในฐานะเป็นราษฎร ตลอดจนการส่งเสริมให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐชาติใหม่ และเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาการเมือง เพราะจะทำให้สำคัญของแนวคิดนี้ก็คือ อำนาจทางการเมืองนั้นเป็นของประชาชน ดังนั้นประชาชนจะต้องแสดงบทบาทในการควบคุม กำกับ และตรวจสอบระบบการเมือง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการเมืองที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าวคือระบบการเมืองที่พัฒนา

7. การพัฒนาการเมืองเป็นการสร้างประชาธิปไตย กล่าวคือ แนวความคิดนี้ค่อนข้างจะแคบเนื่องจากเห็นว่าการพัฒนาการเมืองนั้นจะต้องมีการวางแนวทางเกี่ยวกับการสร้างประชาธิปไตย ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่านิยามที่อ้างถึงนี้ค่อนข้างจะลำเอียง มุ่งเน้นเพียงประชาธิปไตยในแบบตะวันตกในประเทศที่ด้อยพัฒนา ในขณะที่การเมืองของตนนั้นไม่เอื้อประโยชน์โดยเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาการเมืองภายใต้ระบบการเมืองที่มิใช่ประชาธิปไตย โดยมีระบบการเมืองที่มีการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ที่ค่อนข้างแสดงว่ามีการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

8. การพัฒนาการเมืองเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบ กล่าวคือ นักวิชาการบางส่วนมองว่าการเมืองที่มีการพัฒนาแล้วนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่คาดฝันมาก่อน สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใด ๆ ที่เปลี่ยนไปเลย นั่นแสดงว่าการเมืองได้พัฒนาแล้ว โดยได้ให้เหตุผลว่าระบบการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
สังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และไม่อาจก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองได้ ดังนั้นการพัฒนาการเมืองจึงเป็นลักษณะของการดำเนินชีวิตทางการเมืองที่ไม่วุ่นวายและเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน แนวคิดนี้เห็นว่าลักษณะของระบบการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตามกฎเกณฑ์มักจะก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้เพราะประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ

9. การพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องของการระดมทรัพยากรและอำนาจ กล่าวคือ ถ้าระบบการเมืองใดสามารถที่จะระดมทรัพยากรและอำนาจเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถทำให้คนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนของระบบ และระบบยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งสามารถแจกแจงทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นธรรมโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนแล้ว ระบบการเมืองนั้นถือได้ว่าพัฒนาแล้ว

10. การพัฒนาการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กล่าวคือ การพัฒนาการเมืองนั้นจะผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม การที่ด้านใดด้านหนึ่งของสังคมแปรเปลี่ยนไปย่อมกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ด้วย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งปวงของสังคม ดังนั้นในการศึกษาการพัฒนาการเมืองจึงจำเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปพร้อมกันด้วย

 

ข้อ 4. จงอธิบายแนวทางการปฏิรูประบบราชการในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่นักศึกษาสนใจมากที่สุด เพียงประเทศเดียว และยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ

การปฏิรูประบบราชการของประเทศญี่ปุ่น

การปฏิรูประบบราชการในประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีขึ้นภายใต้ความสนใจจากรัฐบาลอย่างจริงจังภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพื่อให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย รวมทั้งผู้นำของญี่ปุ่นมีความคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบระบบบริหารราชการในภาครัฐเสียใหม่ เพื่อที่ระบบราชการของประเทศญี่ปุ่นจะสามารถตอบสนองกระแสโลกานุวัตน์ใหม่ ๆ ด้วยนั่นเอง

แนวทางการปฏิรูประบบราชการของประเทศญี่ปุ่น มีดังนี้

1. การปฏิรูประบบการคลัง โดยการตัดทอนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยกเลิกการดำเนินนโยบายการคลังที่ใช้จ่ายเงินเกินรายได้ และพยายามจัดระบบการเงินให้เงินอุดหนุนมีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
2. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยการปฏิรูปองค์การในลักษณะเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นร่วม จัดระบบการจ้างงานที่สมเหตุสมผล และจัดหารายได้ให้ได้มากจากการขายหุ้นของรัฐบาล
3. การลดกฎระเบียบของทางราชการ โดยปฏิรูประบบการออกใบอนุญาตทั้งหลาย และลดจำนวนกฎระเบียบของรัฐในด้านการโทรคมนาคมและการธนาคารอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่น ยกเลิกการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นของรัฐบาลกลางต่อรัฐบาลท้องถิ่น และปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่นในด้านการจ้างงานและการจ่ายเงินเดือน

4. การปรับบทบาทส่วนภูมิภาค โดยการกระจายอำนาจการบริหารไปสู่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยจัดระบบในการมอบอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่น และปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่นในด้านการจ้างงานและการจ่ายเงินเดือน

5. การปฏิรูประบบสวัสดิการ โดยการปฏิรูปโครงสร้างระบบบำเหน็จบำนาญที่อยู่หลายระบบกระจายอำนาจอยู่ที่ศูนย์บริหารราชการงานบุคคลเดียว และการจัดระบบการประกันภัยสุขภาพ

6. การปรับโครงสร้างระบบราชการและการควบคุมอัตรากำลัง โดยจัดระบบโครงสร้างหน่วยงานกลางทำหน้าที่ด้านการประสานงานให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และปรับโครงสร้างสำนักงานในส่วนกลางของกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานพิเศษทั้งหลาย

7. การปรับปรุงหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ โดยยกเลิกหน่วยบริการเชิงธุรกิจ เช่น โรงพยาบาลของรัฐ กรมไปรษณีย์ และกรมป่าไม้

8. ดำเนินการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ โดยยกเลิกกิจการรัฐวิสาหกิจ 19 แห่ง ทบทวนความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจอีก 50 แห่ง และปรับปรุงระบบการทำงานและการจัดการในรัฐวิสาหกิจ

9. การปรับปรุงกระบวนการบริหาร โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และออกกฎหมายบังคับให้มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์

ยุทธศาสตร์ที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ

1. มีการกำหนดจำนวนส่วนราชการไว้ในกฎหมาย และหากจะจัดตั้งส่วนราชการขึ้นมาใหม่ก็ให้ยุบส่วนราชการที่มีอยู่เดิมในจำนวนเท่ากัน

2. เน้นการปฏิรูปในเรื่อง
1) การลดขนาดของภาคราชการ
2) การลดกฎระเบียบและการควบคุมของภาคราชการ
3) การแบ่งแยกงานบางส่วนราชการให้เอกชนทำ
4) การให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและการจัดการของทางราชการมากขึ้น

3. ยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ
1) รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและความสนใจในการปฏิรูประบบราชการ
2) แต่งตั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ
3) มีการให้คำมั่นสัญญาผูกพันการทำงานล่วงหน้าว่าจะนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการไปดำเนินการอย่างจริงจัง
4) จัดตั้งสำนักงานของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการโดยมีข้าราชการระดับปลัดทบวงเป็นหัวหน้าสำนักงาน และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเต็มเวลา

 

POL2301 องค์การและการจัดการในภาครัฐ 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2301 องค์การและการจัดการในภาครัฐ

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. “คือการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่ และใครเป็นคนทำ” ข้อความดังกล่าว คือความหมายของอะไร
(1) Planning
(2) Organizing
(3) Leading
(4) Controlling
(5) Staffing
ตอบ 1 (คำบรรยาย) Koontz and O’Donnell กล่าวว่า การวางแผน (Planning) คือ การตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่ และใครเป็นคนทำ

2. ข้อใดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการวางแผน
(1) ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(2) ต้องเป็นความลับ
(3) ต้องเกี่ยวข้องกับอนาคต
(4) ต้องมีสายการบังคับบัญชา
(5) ต้องมีช่วงการควบคุมไม่กว้างเกินไป
ตอบ 3 หน้า 219 การวางแผนมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. ต้องเกี่ยวข้องกับอนาคต (Involve The Future)
2. ต้องเกี่ยวข้องกับการที่จะมีการดำเนินการใด ๆ เฉพาะ (Involve The Action)
3. ต้องมีผลต่อบุคคลหรือองค์การหรือต่อสังคม (Personal or Organizational Causation)

ตั้งแต่ข้อ 3. – 8. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Strengths
(2) Weaknesses
(3) Opportunities
(4) Threats
(5) Problems

3. “เป็นการพิจารณาสภาพทางสังคมที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำเนินงานขององค์การ” ข้อความดังกล่าวเป็นการพิจารณาในประเด็นใด
ตอบ 4 หน้า 220, (คำบรรยาย) การวิเคราะห์องค์การโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis นั้น จะประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์การ (Internal Factor) ได้แก่
– S = Strengths คือ จุดแข็ง ศักยภาพ หรือความสามารถขององค์การที่มีอยู่จริง เช่น การมีงบประมาณจำนวนมาก การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความสามัคคีในการปฏิบัติงาน การมีวัฒนธรรมที่ดีภายในองค์การ การมีการวางแผนในระดับหน่วยงานอย่างเป็นระบบ การมีประสบการณ์ในการดำเนินงาน การมีสถานที่รองรับการจัดกิจกรรม เป็นต้น
– W = Weaknesses คือ จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ขององค์การ เช่น บุคลากรขาดความรู้ความสามารถ บุคลากรมีจำนวนน้อยไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่การงาน งบประมาณมีไม่เพียงพอ มีการจัดทำแผนแต่ขาดการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ขาดการสนับสนุนให้มีการทำงานเป็นทีม เป็นต้น

2. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกองค์การ (External Factor) ได้แก่
– O = Opportunities คือ โอกาสขององค์การ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้สำนักงานนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การได้รับรางวัลและการรับรองมาตรฐานสากลจากหน่วยงานภายนอกส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาวะทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มทรงตัวและหนี้สินในครัวเรือนสูงทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นทางเลือกที่ดี เป็นต้น
– T = Threats คือ ภัยคุกคามที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์การ เช่น สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การที่คู่แข่งขันนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าขาดความรู้และทักษะในการใช้งานอินเทอร์เน็ต รัฐบาลไม่สนับสนุนเงินลงทุน เป็นต้น

4. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร “รางวัลที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง หน่วยงานภายนอกและการรับรองมาตรฐานสากลจากภายนอก ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

5. จังหวัดเชียงใหม่ “มีสถานที่ที่รองรับการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

6. มหาวิทยาลัยรามคำแหง “ภาวะทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มทรงตัว หนี้สินในครัวเรือนสูง มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงเป็นทางเลือกที่ดี” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

7. เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ “บุคลากรไม่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ด้านภารกิจต่าง ๆ” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

8. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา “วัฒนธรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนมีระบบการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระทางความคิด กล้าแสดงออก” ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

9. “ในการกำหนดเป้าประสงค์นั้นควรยึดหลัก SMART” ตัวอักษร “R” หมายถึง
(1) เฉพาะเจาะจง
(2) สามารถวัดผลได้
(3) สะท้อนความเป็นจริง
(4) มีความเหมาะสม
(5) มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน
ตอบ 3 (คำบรรยาย) ในการกำหนดเป้าประสงค์ (Goals/Objectives) นั้น ควรยึดหลัก SMART ซึ่งหลัก SMART ประกอบด้วย
1. S = Specific คือ เฉพาะเจาะจง 2. M = Measurable คือ สามารถวัดผลได้
3. A = Appropriate คือ มีความเหมาะสม 4. R = Realistic คือ สะท้อนความเป็นจริง
5. T = Time Bound คือ มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน

10. “การตกลงใจที่จะยุติข้อขัดแย้ง ข้อยกเว้นโดยให้มีการกระทำไปในทางหนึ่งทางใดที่ได้มีการพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว” ข้อความดังกล่าวคือ นิยามของสิ่งใด
(1) Planning
(2) Organizing
(3) Decision Making
(4) Controlling
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 228 การตัดสินใจ (Decision Making) หมายถึง การพิจารณาตกลงใจชี้ขาดจากทางเลือกที่มีอยู่มากกว่าหนึ่งทางเลือกขึ้นไปในอันที่จะก่อให้มีการกระทำในลักษณะเฉพาะใด ๆ หรือหมายถึงการตกลงใจที่จะยุติข้อขัดแย้ง ข้อยกเว้นโดยให้มีการกระทำไปในทางหนึ่งทางใดที่ได้มีการพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว

11. ข้อใดหมายถึงการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ
(1) Global Level
(2) Strategic Level
(3) Coordinative Level
(4) Operational Level
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 229 – 230, (คำบรรยาย) การตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ (Operational Level) เป็นการตัดสินใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรและวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าและบริการตามเป้าหมายขององค์การ การตัดสินใจในระดับนี้เป็นไปในช่วงระยะเวลาอันสั้น มีการใช้เทคนิคประกอบการตัดสินใจ เช่น อาจใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการควบคุมการดำเนินงานโดยจัดให้มีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้า (Programmed Decision) และเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบปิด ดังนั้นการตัดสินใจในระดับนี้จึงเหมาะกับงานในโรงงานอุตสาหกรรม หัวหน้างาน (Supervisor) หัวหน้าคนงาน (Foreman) เป็นต้น

12 หากเปรียบเทียบการตัดสินใจกับการทำงานของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ลักษณะของการปฏิบัติงานของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีลักษณะการตัดสินใจในระดับใด
(1) Global Level
(2) Strategic Level
(3) Coordinative Level
(4) Operational Level
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ

13 การตัดสินใจในระดับใดที่มักเป็นการตัดสินใจในระยะยาวและมีลักษณะที่ไม่แน่นอน จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างมาก
(1) Global Level
(2) Strategic Level
(3) Coordinative Level
(4) Operational Level
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 229, 236 การตัดสินใจในระดับการกำหนดนโยบายและเป้าหมายขององค์การหรือระดับของการกำหนดกลยุทธ์ (Strategic Level) จะมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดลักษณะขอบเขตขององค์การกับสภาพแวดล้อมว่าองค์การจะยอมให้มีความสัมพันธ์กันในระดับใด มีการรับเอาอิทธิพลและทรัพยากรจากสภาพแวดล้อมเข้ามาในองค์การมากน้อยเพียงใด จะเลือกรับเอาสิ่งใดและต้องการให้องค์การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมในลักษณะใด การตัดสินใจระดับนี้มักเป็นการตัดสินใจในระยะยาวและมีลักษณะที่ไม่แน่นอน จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างมาก ดังนั้นการตัดสินใจจึงไม่สามารถจัดทำไว้ล่วงหน้าได้ (Non-Programmable) ต้องใช้วิจารณญาณและความคิดเห็นของผู้ทำการตัดสินใจ (Judgmental)

14 ข้อใดเป็นมุมมอง (Viewpoint) ต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ
(1) Smiling
(2) Stressing
(3) Meaning
(4) Optimizing
(5) Satisficing
ตอบ 4 หน้า 230, (คำบรรยาย) มุมมอง (Viewpoint) ต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจในระดับต่าง ๆ ขององค์การ มีดังนี้

1 การตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ (Operational Level) เป็นการตัดสินใจโดยการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Optimizing)

2 การตัดสินใจในระดับการกำหนดนโยบายและเป้าหมายขององค์การ หรือระดับของการกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Level) เน้นความพอใจ (Satisficing) จากการตัดสินใจเลือกทางเลือกนั้น

3 การตัดสินใจระดับประสานงาน (Coordinative Level) เป็นการตัดสินใจที่อยู่ระหว่างการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Optimizing) และความพึงพอใจ (Satisficing)

15 ข้อใดเป็นเทคนิคที่ใช้ในการตัดสินใจ (Decision Making Techniques) ในระดับกำหนดนโยบาย
(1) Judgmental
(2) Computational
(3) Elite
(4) Validity
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 13. ประกอบ

16 “พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับตัวกระตุ้น ซึ่งได้แก่ xxx โดยผ่านกระบวนการรับรู้ภายใต้จินตนาการหรือมโนภาพของมนุษย์ก่อนที่จะถูกส่งกลับเกิดเป็นพฤติกรรมเฉพาะขึ้นมา” จากข้อความดังกล่าว “xxx” หมายถึงสิ่งใด
(1) IT
(2) Data
(3) Information
(4) MIS
(5) Technology
ตอบ 3 หน้า 233 นักทฤษฎีการรับรู้ (Cognitive Theorists) อธิบายว่า พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับตัวกระตุ้น ซึ่งได้แก่ ข่าวสารข้อมูล (Information) โดยผ่านกระบวนการรับรู้ภายใต้จินตนาการหรือมโนภาพของมนุษย์ก่อนที่จะถูกส่งกลับเกิดเป็นพฤติกรรมเฉพาะขึ้นมา

17 ข้อใดเป็นตัวเชื่อมโยงที่จะทำให้ได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูล
(1) ข้อมูล
(2) สารสนเทศ
(3) ความขัดแย้ง
(4) สารนิเทศ
(5) การสื่อความเข้าใจ
ตอบ 5 หน้า 243 การสื่อข้อความหรือการสื่อความเข้าใจ (Communication) เป็นตัวเชื่อมโยงที่จะทำให้ได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูล โดยอาจเป็นไปในรูปของคำพูด จดหมาย หรือวิธีการอื่นใดซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ความเห็น หรือประสบการณ์ของผู้รับคนอื่นได้

18 การที่ปัจเจกบุคคลเกิดภาวะ Information Overload นั้นเกิดจากการได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างไร
(1) ข้อมูลข่าวสารเล็ก ๆ น้อย ๆ
(2) ข้อมูลข่าวสารคลุมเครือ
(3) ขาดข้อมูลข่าวสาร
(4) ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป
(5) ข้อมูลข่าวสารรวมศูนย์มาจาก ก.
ตอบ 4 หน้า 244, (คำบรรยาย) นักจิตวิทยาบางคนเสนอว่า ความเจ็บป่วยทางจิตเป็นผลมาจากการที่ปัจเจกบุคคลได้รับข้อมูลข่าวสารจากภายนอกจำนวนมากเกินไป หรือเรียกว่า Information Overload ดังนั้นถ้าบุคคลสามารถจะสร้างความสมดุลระหว่างตนเองกับสภาพแวดล้อมอื่นได้ บุคคลนั้น ๆ จะมีสุขภาพดี สามารถที่จะเข้ากันได้กับเงื่อนไขภายนอกและมีบทบาทที่เป็นปกติในสังคม

19 นักวิชาการคนใดให้เห็นพื้นฐานของการสื่อความเข้าใจว่า “เมื่อตัวอักษรใดไม่สามารถสื่อใจความที่ไม่ดีของผู้ส่งข่าวสาร คุณสมบัติของภาษาจะถูกเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสิ่งที่มันสื่ออยู่ในกระบวนการสื่อข้อความ อาจจะโดยการละเลยเนื้อหาที่สำคัญ หรือโดยการเพิ่มเติมสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือออกไป”
(1) Guetzkow
(2) Weber
(3) Wilson
(4) Fayol
(5) Simon
ตอบ 1 หน้า 246 Guetzkow ได้ให้เห็นพื้นฐานของการสื่อความเข้าใจว่า “เมื่อตัวอักษรใดไม่สามารถสื่อใจความที่ไม่ดีของผู้ส่งข่าวสาร คุณสมบัติของภาษาจะถูกเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสิ่งที่มันสื่ออยู่ในกระบวนการสื่อข้อความ อาจจะโดยการละเลยเนื้อหาที่สำคัญ หรือโดยการเพิ่มเติมสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือออกไป”

20 ข้อใดเป็นตัวอย่างของกลไกการควบคุมโดยอัตโนมัติ (Homeostasis)
(1) องค์การได้รับคำชมจากลูกค้า
(2) องค์การกำหนดโปรแกรมการทำงานไว้ล่วงหน้า
(3) องค์การมีการควบคุมให้ปัจจัยต่าง ๆ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
(4) องค์การได้รับการตอบสนองข้อมูลต่างทางจากลูกค้า
(5) องค์การได้รับการตอบสนองข้อมูลทางลบจากลูกค้า
ตอบ 2 หน้า 259 กลไกการควบคุมโดยอัตโนมัติ (Homeostasis) เป็นกลไกที่ปรากฏอยู่ในระบบของสิ่งมีชีวิตต้องการที่จะรักษาสภาพของตนเองให้อยู่รอดอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อร่างกายของมนุษย์ได้รับความร้อนเพิ่มขึ้น อุณหภูมิในร่างกายจะมีการปรับตัวให้อยู่ในสภาพปกติโดยอัตโนมัติซึ่งมีอุณหภูมิคงที่ในเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อม ซึ่งในองค์การเองก็มีลักษณะของ Homeostasis เช่นกัน เช่น การควบคุมคุณภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง องค์การมีการกำหนดโปรแกรมการทำงานไว้ล่วงหน้า (Programmed Control) ผู้ควบคุมไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการควบคุม การดำเนินงานขององค์การจะเป็นไปตามโปรแกรมที่วางเอาไว้

21 ข้อใดไม่ใช่ของการพิจารณาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเชิงคุณภาพ
(1) ความรู้
(2) ความชำนาญ
(3) การกระจายในหน่วยงานต่าง ๆ
(4) การจูงใจ
(5) ความถนัด
ตอบ 3 หน้า 269 การพิจารณาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเชิงปริมาณ คือ การพิจารณาจำนวนและการกระจายของพนักงานในหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนในเชิงคุณภาพ คือ การพิจารณาความรู้ ความถนัด ความสามารถ และแรงจูงใจของทรัพยากรมนุษย์

22 ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ
(1) Needs
(2) Motivation
(3) Leader
(4) Follower
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 271 เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ มี 3 ประการ คือ

1 ความต้องการ (Needs) เกิดจากความขาดแคลนในบางสิ่งบางอย่างของมนุษย์

2 แรงขับ (Drives) หมายถึง ภาวะความเครียดซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์

3 สิ่งล่อใจ (Incentives) หมายถึง สิ่งของหรือเงื่อนไขภายนอกที่กระตุ้นให้มนุษย์กระทำการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์

23 บุคคลใดได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของนักจิตวิทยาอเมริกัน
(1) Max Weber
(2) Frederick Taylor
(3) Henri Fayol
(4) William James
(5) Frederick Herzberg
ตอบ 4 หน้า 272 William James เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาของนักจิตวิทยาอเมริกัน” ได้สนใจศึกษาและให้ความสำคัญกับเรื่ององค์ประกอบของการจูงใจที่เป็นสัญชาตญาณ (Instinct) และการจูงใจจากจิตไร้สำนึก (Unconscious Motivation)

24 ทฤษฎีการลดแรงขับ (Drive-Reduction Theory) เกี่ยวข้องกับนักวิชาการคนใด
(1) William James
(2) Frederick Taylor
(3) Frederick Herzberg
(4) Herbert Simon
(5) Clark Hull
ตอบ 5 หน้า 272, (คำบรรยาย) รากฐานของแนวความคิดในการศึกษาเรื่องแรงจูงใจ ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากงานของ Clark Hull เกี่ยวกับทฤษฎีการลดแรงขับ (Drive-Reduction Theory) และพัฒนามาเป็นทฤษฎีการจูงใจจากความคาดหวัง (Expectancy Theory Motivation) ของ Victor H. Vroom ในสมัยต่อมา

25 ทฤษฎีการจูงใจของ Victor H. Vroom ได้อธิบายแรงจูงใจในรูปสมการ “Motivation = E x I x V” จากสมการดังกล่าว “V” หมายถึงอะไร
(1) แรงจูงใจ
(2) ความคาดหวัง
(3) ความเป็นเครื่องมือ
(4) คุณค่าของรางวัล
(5) แรงขับ
ตอบ 4 (คำบรรยาย) “Motivation = E x I x V” เป็นคำอธิบายของทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีการจูงใจของ Victor H. Vroom โดย

E (Expectation) = ความคาดหวัง คือ การเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ผลงาน

I (Instrumentality) = ความเป็นเครื่องมือ คือ การเชื่อว่าผลงานจะนำไปสู่การได้รับรางวัล

V (Valance) = คุณค่าของรางวัล คือ รางวัลนั้นมีคุณค่ากับเรา

26 “1. การเสริมแรงทางบวก 2. การเสริมแรงทางลบ 3. การลงโทษ 4. การยกเลิก/การดับสูญ” ข้อความดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทฤษฎีใดมากที่สุด
(1) Expectation Theory
(2) Equity Theory
(3) Law of Effect Theory
(4) Reinforcement Theory
(5) Hierarchy of Needs Theory
ตอบ 4 (คำบรรยาย) B. F. Skinner ได้เสนอทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ซึ่งมี 4 ประการ คือ 1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) 2. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) 3. การลงโทษ (Punishment) 4. การยกเลิก/การดับสูญ (Extinction)

27 หากเชื่อตามทฤษฎี Equity Theory ของ J. Stacy Adams แล้ว หากผลของการเปรียบเทียบปัจเจกบุคคลรู้สึกถึงความไม่เสมอภาค/ไม่เป็นธรรมในเชิงบวก ตัวเลือกใดเป็นการแสดงพฤติกรรมที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีดังกล่าว
(1) เพิ่มความพยายามในการทำงาน
(2) คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมของตน
(3) ไปพบเจ้านายเพื่อขอเพิ่ม Outcomes
(4) ลาออกจากงาน
(5) หยุดงานบ่อยขึ้น
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ทฤษฎีความเสมอภาค (Equity Theory) ของ J. Stacy Adams อธิบายว่า บุคคลจะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นว่ามีความเสมอภาคเท่าเทียมหรือไม่ ดังนั้นในการทำงานบุคคลจึงเปรียบเทียบตนเองกับพนักงานคนอื่นที่ทำงานประเภทเดียวกันโดยพิจารณาจากปัจจัยนำเข้า (Input) อันได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความพยายาม ประสบการณ์ เป็นต้น กับผลลัพธ์ (Outcomes) ที่ได้รับ อันได้แก่ ค่าจ้าง ค่าตอบแทน การยกย่องชมเชย การเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น หากเปรียบเทียบแล้วบุคคลรู้สึกถึงความไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมในเชิงบวกก็จะปรับพฤติกรรม เช่น เพิ่มความพยายามในการทำงานไปจนกว่าจะรู้สึกถึงความเสมอภาค Outcomes เป็นต้น แต่หากบุคคลรู้สึกถึงความไม่เสมอภาค/ไม่เป็นธรรมในเชิงลบก็จะปรับพฤติกรรม เช่น ลดความพยายามในการทำงาน ไปจนกว่าจะรู้สึกเป็นธรรม หรือขอเพิ่ม Outcomes คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมของตน หยุกงานบ่อยขึ้น ลาออกจากงาน เป็นต้น

28 นางสาวทับทิมต้องการศึกษาว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง นางสาวทับทิมควรใช้แนวคิดการศึกษาภาวะผู้นำกลุ่มใด
(1) Trait Theories
(2) Behavioral Theories
(3) Contingency Theories
(4) Transformational Leader
(5) Reinforcement Theories
ตอบ 1 หน้า 287 – 288 ทฤษฎีเชิงคุณลักษณะ (Trait Theories) คือ ทฤษฎีที่ศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้นำ ซึ่งการศึกษาทฤษฎีดังกล่าวจะทำให้เราทราบประเภทของผู้นำที่ประสบความสำเร็จว่ามีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง ทั้งนี้หากผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จมีคุณลักษณะเหมือนผู้นำที่ประสบความสำเร็จก็อาจจะทำให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ซึ่งผู้นำที่ประสบความสำเร็จโดยส่วนใหญ่ทั้งสองประเภทมักมีลักษณะเด่นที่เป็นปัจจัยให้เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ โดยนักทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ T. Carlyle, R.M. Stogdill, Edwin Ghiselli และ Keith Davis

29 ข้อใดเป็นลักษณะผู้นำแบบ Autocratic Leadership
(1) ตัดสินใจด้วยตนเองไม่รับฟังความคิดเห็น
(2) รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย
(3) มอบหมายงานให้ลูกน้อง
(4) บริหารงานโดยไม่เน้นงาน
(5) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำของตนเองตามความพร้อมของผู้ตาม
ตอบ 1 หน้า 287, 289 การศึกษาค้นคว้าเรื่องภาวะผู้นำที่มหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa Studies) โดย Ronald Lippitt และ Ralph White ที่ใช้วิธีการแบบ Experimental Approach และควบคุมโดย Kurt Lewin ในปี ค.ศ. 1940 เป็นการศึกษาของกลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมของผู้นำ (Leadership Behavior) หรือทฤษฎีเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theories) ซึ่งผลจากการศึกษาได้ค้นพบแนวทางการแสดงออกของผู้นำ 3 แบบ คือ

1 ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leadership) คือ ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับตนเองมากกว่าผู้อื่น ดังนั้นผู้นำในลักษณะนี้จึงตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินใจด้วย

2 ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) คือ ผู้นำที่ไว้วางใจลูกน้อง เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ บริหารแบบมีส่วนร่วม

3 ผู้นำแบบปล่อยเสรี (Laissez-Faire Leadership) คือ ผู้นำที่ปล่อยให้ลูกน้องปฏิบัติงานตามสบายด้วยวิถีทางของเขาเอง ผู้นำจะดูแลห่าง ๆ ไม่ค่อยควบคุมดูแลแนะนำตัดสินใจซึ่งผู้นำในลักษณะนี้บางทีอาจเรียกว่า ผู้นำแบบจอมปลอม (Pseudo-Leaders)

30 บุคคลใดมีสไตล์การบริหารงานที่สอดคล้องกับแนวคิดแบบ Contingency Theories
(1) ใหม่เป็นเจ้านายที่ดีที่สุดที่เคยมีมา
(2) แดงเป็นเจ้านายที่บริหารงานแบบรวมศูนย์อำนาจ
(3) ทองเป็นเจ้านายที่บริหารงานแบบกระจายอำนาจ
(4) ทองเป็นเจ้านายที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกน้องมีความสุขในการทำงาน
(5) เล็กบริหารงานแบบมอบหมายงานเรื่องจากลูกน้องมีความพร้อมในการทำงานสูง
ตอบ 5 หน้า 287, (คำบรรยาย) สไตล์การบริหารของนายเล็กนั้นสอดคล้องกับทฤษฎีภาวะผู้นำทางด้านสถานการณ์ (Contingency Theories หรือ Situational Theories) โดยเฉพาะแนวความคิดของ Hersey & Blanchard ซึ่งมองว่า ไม่มีแบบของพฤติกรรมผู้นำแบบใดดีที่สุด การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จนั้นต้องมีแบบของพฤติกรรมผู้นำที่สอดคล้องกับความพร้อมของผู้ตาม (ลูกน้อง) ใน 2 ด้าน คือ ความสามารถ (Ability) และความเต็มใจในการทำงาน (Willing) ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถจำแนกได้

1 ผู้ตามไม่มีความสามารถและไม่เต็มใจในการทำงาน ต้องเป็นผู้นำแบบสั่งการ (Telling)

2 ผู้ตามไม่มีความสามารถแต่มีความเต็มใจในการทำงาน ต้องเป็นผู้นำแบบขายความคิด (Selling)

3 ผู้ตามมีความสามารถ แต่ไม่เต็มใจในการทำงาน ต้องเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม (Participating)

4 ผู้ตามมีความสามารถและมีความเต็มใจในการทำงาน ต้องเป็นผู้นำแบบมอบหมายงาน (Delegating)

31 ทฤษฎีภาวะผู้นำของนักวิชาการท่านใดจัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีทางด้านสถานการณ์ (Situational Theories)
(1) Rensis Likert
(2) Kert Lewin
(3) Blake & Mouton
(4) Hersey & Blanchard
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 294, (คำบรรยาย) ทฤษฎีทางด้านสถานการณ์ (Contingency Theories หรือ Situational Theories) คือ ทฤษฎีที่ศึกษาภาวะผู้นำโดยมองความสำคัญของสถานการณ์เป็นหลัก ทฤษฎีนี้เชื่อว่า สถานการณ์เป็นตัวกำหนดว่าผู้นำแบบใดจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งนักทฤษฎีในกลุ่มนี้ ได้แก่ R.M. Stogdill, B.M. Bass, A.C. Pilley, R.J. House, Fred E. Fiedler และ Hersey & Blanchard

32 จากข้อ 31. ทฤษฎีของนักวิชาการคนดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับนักวิชาการคนใด
(1) Aristotle
(2) Max Weber
(3) Fred E. Fiedler
(4) Herbert Simon
(5) Bartal & Martin
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

33 ข้อใดเป็นปัจจัยที่ Fiedler นำมาใช้ในการพิจารณาว่าผู้นำมุ่งเน้นงานหรือมุ่งเน้นความสัมพันธ์
(1) รายได้
(2) อำนาจในตำแหน่ง
(3) ความขัดแย้ง
(4) ความต้องการของผู้ตาม
(5) การรวมหรือกระจายอำนาจ
ตอบ 2 หน้า 295, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่ Fred E. Fiedler นำมาใช้ในการพิจารณาว่าผู้นำควรจะมุ่งเน้นงานหรือมุ่งเน้นความสัมพันธ์ มี 3 ประการ คือ

1 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader-Member Relationship)

2 โครงสร้างของงาน (Task Structure)

3 อำนาจในตำแหน่งของผู้นำ (Position Power)

34 การที่บุคคลทุกคนภายในองค์กรจะต้องรับคำสั่งและรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวเกี่ยวข้องกับเรื่องใด
(1) กฎและระเบียบ
(2) เอกภาพในการบังคับบัญชา
(3) การแบ่งแยกหน้าที่กันทำ
(4) การรวมอำนาจที่เหมาะสม
(5) เอกภาพขององค์การ
ตอบ 2 หน้า 50 – 51, 58, 186 – 187 หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) หมายถึง หลักการที่กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานในองค์การเดียวและจะต้องรับคำสั่งและรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวหรือต่อนายเพียงคนเดียว หรือเป็นหลักเกณฑ์ทางการบริหารที่ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งเสมอว่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานโดยตรงได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยป้องกันมิให้เกิดการสั่งงานซ้ำซ้อนหรือเกิดความยุ่งยากในการทำงาน ตลอดจนสามารถลดความรับผิดชอบส่วนข้อเสีย คือ ทำให้สิ้นเปลืองบุคลากรและประสิทธิภาพการทำงานต่ำ

35 “การกระจายอำนาจ” คือ
(1) Span of Control
(2) Chain of Command
(3) Division of Work
(4) Centralization
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 168 – 169 การกระจายอำนาจ (Decentralization) หมายถึง ถึงความพยายามที่จะมอบหมายหน้าที่ไปยังผู้บริหารในระดับต่าง ๆ ขององค์การโดยให้การตัดสินใจกระทำโดยผู้บริหารระดับต่ำมากขึ้น หรือให้ผู้บริหารระดับรอง ๆ ในองค์การได้มีโอกาสในการตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ ที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความสำคัญต่อบทบาทของผู้บริหารระดับรอง ๆ หรือผู้ใต้บังคับบัญชา

36 Chain of Command คือ
(1) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า หัวหน้าคนหนึ่งมีลูกน้องที่ต้องกำกับดูแลกี่คน
(2) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า หัวหน้าคนหนึ่งมีหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลกี่หน่วยงาน
(3) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า องค์การแห่งหนึ่งมีองค์การอื่นที่อยู่ในบังคับบัญชาระดับ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 139, (คำบรรยาย) สายการบังคับบัญชา (Chain of Command, Line of Authority หรือ Hierarchy) หมายถึง ความสัมพันธ์ตามลำดับชั้นระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละองค์การ เพื่อแสดงให้ทราบว่าในองค์การของการติดต่อสื่อข้อความจากผู้บังคับบัญชาไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละองค์การนั้นจะดำเนินไปอย่างเป็นทางการอย่างไร มีการควบคุมและการรับผิดชอบอย่างไร และมีการบังคับบัญชาระดับ

37 Span of Control คือ
(1) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า หัวหน้าคนหนึ่งมีลูกน้องที่ต้องกำกับดูแลกี่คน
(2) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า หัวหน้าคนหนึ่งมีหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลกี่หน่วยงาน
(3) จำนวนที่บอกให้รู้ว่า องค์การแห่งหนึ่งมีองค์การอื่นที่อยู่ในบังคับบัญชาระดับ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ช่วงของการบังคับบัญชา หรือช่วงของการควบคุม (Span of Control, Span of Management หรือ Span of Supervision) หมายถึง จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชา (ลูกน้อง) ที่ผู้บังคับบัญชา (หัวหน้า) คนหนึ่ง ๆ จะสามารถควบคุมได้ ซึ่งช่วงของการควบคุมนี้เป็นสิ่งที่จะแสดงให้รู้ว่าผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ๆ จะมีขอบเขตของการกำกับดูแลหรือการบังคับบัญชาเพียงใด ทั้งนี้เพื่อการพิจารณาว่าควรจะมีผู้ใต้บังคับบัญชากี่คน หรือมีหน่วยงานภายในความรับผิดชอบกี่หน่วยงาน จึงเป็นการเหมาะสมที่จะทำให้การกำกับดูแลการปฏิบัติงานเป็นไปได้โดยเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

38. Centralization หมายถึง
(1) หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในองค์การต้องมีเจ้านายเพียงคนเดียว
(2) หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้องค์การต้องมีวัตถุประสงค์ที่สนับสนุนกันและกัน
(3) หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้บริหารสูงสุดเท่านั้นเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจ
(4) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 168 การรวมอำนาจ (Centralization) หมายถึง สภาวะขององค์การ ซึ่งในระดับสูง ๆ ของสายการบังคับบัญชาได้รวมอำนาจหน้าที่ไว้ ทั้งนี้เพื่อการตัดสินใจส่วนใหญ่จะได้กระทำจากระดับสูงนั้น ดังนั้นตามหลักการรวมอำนาจ การตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในองค์การส่วนมากแล้วจะมิได้มอบให้ผู้ปฏิบัติงานตัดสินใจเอง หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ตัดสินใจได้

ตั้งแต่ข้อ 39. – 43. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Division of Work
(2) Departmentation
(3) Line Agency
(4) Staff Agency
(5) Auxiliary Agency

39. หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักขององค์การ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 หน้า 197 – 201, (คำบรรยาย) ประเภทของหน่วยงานซึ่งแบ่งตามลักษณะของการปฏิบัติงานภายในองค์การ มี 3 ประเภท คือ
1. หน่วยงานหลัก (Line Agency)** หมายถึง หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักขององค์การ หรือเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานหลักขององค์การ เช่น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศของกระทรวงกลาโหม คณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย หน่วยโยธาและหน่วยสาธารณสุขของเทศบาล เป็นต้น
2. หน่วยงานที่ปรึกษาหรือหน่วยงานสนับสนุน (Staff Agency)** หมายถึง หน่วยงานที่มิได้ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การโดยตรง แต่เป็นหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหลัก เช่น กองอำนวยการนโยบายและแผน หน่วยการเงิน/งบประมาณ หน่วยการเจ้าหน้าที่ หน่วยโฆษณาและประชาสัมพันธ์ หน่วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
3. หน่วยงานธุรการ (Auxiliary Agency) หรือหน่วยงานแม่บ้าน (House-Keeping Agency)** หมายถึง หน่วยงานที่ช่วยบริการหน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษาในกิจกรรมลักษณะของแม่บ้าน เช่น หน่วยพัสดุ หน่วยอาคารสถานที่ หน่วยสารบรรณ หน่วยสวัสดิการ หน่วยงานด้านความสะอาดหรืองานเทศกิจ เป็นต้น

40. หน่วยงานที่มิได้ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การโดยตรง แต่เป็นหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหลัก เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

41. หน่วยงานที่ช่วยบริการแก่หน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษาในกิจกรรมลักษณะของแม่บ้าน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

42. การพิจารณารวมกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นไปตามหลักเกณฑ์การแบ่งหน้าที่การงาน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 191 การจัดแผนกงาน (Departmentation) หมายถึง การพิจารณารวมกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การแบ่งหน้าที่การงาน เพื่อแบ่งแยกกิจกรรมอันมีอยู่มากมายในองค์การ มอบหมายให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้แยกกันปฏิบัติตามความสามารถของตนตามหลักเกณฑ์ของความสามารถเฉพาะด้าน

43. การแบ่งแยกภารกิจต่าง ๆ ขององค์การออกเป็นส่วน ๆ และมอบหมายให้สมาชิกไปปฏิบัติตามเป้าหมายที่องค์การได้วางไว้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 1 หน้า 189 การแบ่งงานกันทำหรือการแบ่งหน้าที่ (Division of Work) หรือการแบ่งแยกแรงงาน (Division of Labor) หรือการแบ่งงานกันทำโดยยึดถือหลักความถนัดและความสามารถหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) หมายถึง การแบ่งแยกภารกิจต่าง ๆ ขององค์การออกเป็นส่วน ๆ และมอบหมายให้สมาชิกไปปฏิบัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งตามเป้าหมายที่องค์การได้วางไว้ ซึ่งการแบ่งงานกันทำนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการทำงานซ้ำซ้อนหรือการเหลื่อมล้ำในการทำงานในหน้าที่

ตั้งแต่ข้อ 44. – 48. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Span of Control
(2) Unity of Command
(3) Responsibility
(4) Hierarchy
(5) Specialization

44. การจัดการที่ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบต่อผู้บริหารมากกว่า 1 คน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 186 เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) หมายถึง การจัดการที่ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบต่อผู้บริหารมากกว่า 1 คน

45. การกำหนดลำดับชั้นในการบังคับบัญชาเพื่อจะบ่งชี้ว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดอยู่ในลำดับอำนาจหน้าที่ชั้นใดหรือสูงกว่าหรือต่ำกว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดบ้าง เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 4 หน้า 139 สายการบังคับบัญชา (Chain of Command, Line of Authority หรือ Hierarchy) หมายถึง การกำหนดลำดับชั้นในการบังคับบัญชาเพื่อจะบ่งชี้ว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดอยู่ในลำดับอำนาจหน้าที่ชั้นใดหรือสูงกว่าหรือต่ำกว่าตำแหน่งใดหรือหน่วยงานใดบ้าง

46. การแบ่งงานกันทำโดยยึดถือหลักความถนัดและความสามารถ เรียกว่าอะไร
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 43. ประกอบ

47. จำนวนที่บอกให้รู้ว่า หัวหน้าคนหนึ่งมีลูกน้องที่ต้องกำกับดูแลกี่คน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ

48. พันธะหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติงาน เรียกว่าอะไร
ตอบ 3 หน้า 150 ความรับผิดชอบ (Responsibility) มองในแง่ของการบริหารงาน หมายถึง พันธะหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายมาในการปฏิบัติงาน โดยความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเท่านั้น จะไม่เกิดขึ้นกับสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องจักร หรือสัตว์ ทั้งนี้ความรับผิดชอบอาจมีลักษณะของพันธะที่ต่อเนื่อง หรือสิ้นสุดลงเป็นครั้งคราวไปหลังจากผู้ใต้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นลงแล้วก็ได้

ตั้งแต่ข้อ 49. – 53. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม

(1) Chain of Command
(2) Delegation of Authority
(3) Power to Command
(4) Limits of Authority
(5) Decentralization of Authority

49. Hierarchy หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 36. และ 45. ประกอบ

50. การให้บุคคลอื่นกระทำหรือไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้มีอำนาจเห็นสมควร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่ได้ตั้งไว้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 หน้า 146 อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึง อำนาจในการสั่งการ (Power to Command) เพื่อให้บุคคลอื่นกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้มีอำนาจจะเห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่ได้ตั้งไว้ อำนาจหน้าที่นี้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของบังคับบัญชาซึ่งได้มาโดยตำแหน่งที่เป็นทางการ ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งการได้ แต่ทั้งนี้จะเป็นผลบังคับได้ก็ต่อเมื่อมีขอบข่ายในขอบเขตของตำแหน่งหน้าที่ด้วย นอกจากนี้อำนาจหน้าที่ยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความรับผิดชอบ (Responsibility) หรืออาจกล่าวได้ว่าอำนาจหน้าที่มีฐานะเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบ เช่น ผู้บริหารระดับสูงมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจหน้าที่มาก จึงต้องมีความรับผิดชอบมากไปด้วย เป็นต้น

51. การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบบางประการให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 153 – 154 การมอบหมายอำนาจหน้าที่ (Delegation of Authority) หมายถึง การกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่โดยผู้บังคับบัญชาที่ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบบางประการให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชามักจะมอบหมายอำนาจหน้าที่แก่หัวหน้างานระดับรองลงไป การมอบอำนาจหน้าที่นี้อาจจะมอบแก่บุคคลคนเดียวหรือหลายคนก็ได้

52. ความพยายามที่จะให้ผู้บริหารระดับล่างมีอำนาจในการตัดสินใจและอำนาจเหล่านั้นได้ถูกมอบหมายไปยังผู้บริหารระดับต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 5 หน้า 169 การกระจายอำนาจ (Decentralization of Authority) หมายถึง ความพยายามที่จะให้ผู้บริหารระดับล่างมีอำนาจในการตัดสินใจและอำนาจเหล่านั้นได้ถูกมอบหมายไปยังผู้บริหารระดับต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกเว้นอำนาจหน้าที่บางอย่างซึ่งจำเป็นจะต้องสงวนไว้ที่ส่วนกลาง

53. ในความเป็นจริงอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการอาจหาายไปเมื่อได้สั่งการให้ปฏิบัติจริง ซึ่งอาจจะมาจากพฤติกรรมของกลุ่ม ขนบธรรมเนียมประเพณี เกี่ยวข้องกับเรื่องใด

ตอบ 4 หน้า 149 – 150 ในความเป็นจริงอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการของผู้บังคับบัญชา มักจะขาดหายไปเมื่อได้มีการสั่งการให้ปฏิบัติจริง เพราะมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของอำนาจหน้าที่ (Limits of Authority) ในด้านต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมของกลุ่ม ขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมในสังคม สภาพทางภูมิศาสตร์ หลักชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมีศาสตร์ เศรษฐกิจ กฎหมายนโยบาย ความด้อยความสามารถของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นต้น

54. หน่วยงานใดเป็น Line Agency
(1) หน่วยนโยบายและแผน
(2) หน่วยการเงินและพัสดุ
(3) หน่วยการเจ้าหน้าที่
(4) หน่วยงบประมาณ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

55. ข้อใดเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
(1) Responsibility
(2) Line Agency
(3) Delegation of Authority
(4) Formal Authority
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ

56. การกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่โดยตัวผู้บังคับบัญชาที่ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เรียกว่า
(1) Responsibility
(2) Line Agency
(3) Delegation of Authority
(4) Formal Authority
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 51. ประกอบ

57. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสายการบังคับบัญชาที่ดี
(1) ระดับชั้นไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป
(2) แต่ละสายต้องชัดเจน
(3) การดำเนินการต่าง ๆ ต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก
(5) ข้อ 1 และ 3 ถูก
ตอบ 3 หน้า 143 หลักเกณฑ์ในการจัดสายการบังคับบัญชาที่ดี มีดังนี้
1. จำนวนระดับชั้นของสายการบังคับบัญชาควรจัดให้พอสมควรไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
2. สายการบังคับบัญชาแต่ละสายควรจะชัดเจนว่าใครเป็นผู้ที่มีอำนาจในการสั่งงาน ผ่านไปยังผู้ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
3. สายการบังคับบัญชาแต่ละสายจะต้องไม่สับสนก้าวก่ายหรือซ้อนกัน

58. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตการมอบหมายอำนาจหน้าที่
(1) บรรยากาศองค์การ
(2) จำนวนชั้นของสายการบังคับบัญชา
(3) ลักษณะของงานที่จะมอบหมาย
(4) ตัวผู้บริหาร
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 157 – 159 การกำหนดขอบเขตของการมอบหมายอำนาจหน้าที่ พิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. บรรยากาศขององค์การ
2. ลักษณะของงานที่จะมอบหมาย
3. ตัวผู้บริหารที่จะมอบหมายอำนาจหน้าที่
4. ความเต็มใจที่จะมอบหมายความไว้วางใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
5. ความเต็มใจในการที่จะกำหนดให้มีการควบคุมอย่างกว้าง

ตั้งแต่ข้อ 59. – 63. จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถาม
(1) Formal Authority
(2) Acceptance Theory
(3) Competence Theory
(4) Formal Position
(5) Responsibility

59. Chester I. Barnard เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด
ตอบ 2 หน้า 148 Chester I. Barnard ได้ให้ความหมายของอำนาจตามทฤษฎีว่าด้วยการยอมรับ (Acceptance Theory) โดยกล่าวว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาจะยอมรับอำนาจของผู้บังคับบัญชาเหนือตนก็ต่อเมื่อเขาสามารถเข้าใจในคำสั่งและเชื่อว่าการใช้อำนาจนั้น ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ การใช้อำนาจดังกล่าวไม่ขัดกับผลประโยชน์ของตน และคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่เขาสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาจะพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เสียก่อนแล้วจึงตัดสินใจว่าจะเชื่อฟังหรือไม่

60. ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 1 หน้า 147 ทฤษฎีว่าด้วย “อำนาจอย่างเป็นทางการ” (Formal Authority Theory) มีความเชื่อว่า การที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้นั้นเพราะผู้บังคับบัญชามีอำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการ (Formal Authority หรือ Legal Authority) หรือเรียกว่า อำนาจที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องในลักษณะสถาบัน (Institutionalized Authority) ซึ่งเป็นอำนาจที่ผู้บังคับบัญชาได้รับมาควบคู่กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นทางการ (Formal Position) แต่อำนาจหน้าที่นี้ก็มิใช่มีอำนาจที่จะใช้บังคับได้โดยเด็ดขาดอย่างไม่มีขอบเขตใด ๆ เพราะการใช้อำนาจยังขึ้นอยู่กับลักษณะของความถูกต้องของความเป็นอำนาจอำนาจนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้อำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการสามารถนำไปใช้ได้ในองค์การบริหารทุกประเภท เพราะเป็นหลักเกณฑ์ทางการบริหารโดยทั่ว ๆ ไป

61. อำนาจหน้าที่ที่แท้จริงมาจากการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้บังคับบัญชาสามารถชักจูง แนะนำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีพฤติกรรมที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 2 หน้า 148 ทฤษฎีว่าด้วยการยอมรับ (Acceptance Theory) อธิบายว่า อำนาจหน้าที่ที่แท้จริงในการบริหารนั้นจะมาจากการที่ผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับในผู้บังคับบัญชามิใช่สิทธิหรืออำนาจเหนือตน และอำนาจหน้าที่นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาสามารถชักจูง แนะนำ หรือเจรจาโน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีพฤติกรรมที่ผู้บังคับบัญชาต้องการหรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความเต็มใจ โดยมีเหตุผลที่กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ในลักษณะนี้ ได้แก่ Chester I. Barnard และ Herbert A. Simon

62. ผู้บังคับบัญชาที่มีชื่อเสียง มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ได้รับการยอมรับนับถือ เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 3 หน้า 149 ทฤษฎีว่าด้วย “ความสามารถ” (Competence Theory) มีความเชื่อว่า อำนาจหน้าที่นั้นจะเกิดขึ้นได้โดยความสามารถพิเศษของผู้บังคับบัญชาในด้านความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังยอมรับนับถือได้ เช่น ผู้บังคับบัญชาที่มีชื่อเสียง มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น ดังนั้นอำนาจหน้าที่นี้จึงเป็นอำนาจหน้าที่ที่ได้มาจากความสามารถพิเศษของผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มาจากตำแหน่งที่เป็นทางการ แต่สามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังยอมรับนับถือจนเป็นเสมือนหนึ่งมิได้มีอำนาจมาโดยปริยาย

63. พันธะหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายมาให้ปฏิบัติงาน เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ

64. ทุกข้อเป็นปัจจัยที่กำหนดขอบเขตของการกระจายอำนาจ ยกเว้น
(1) ความต้องการเป็นแบบเดียวกับด้านนโยบาย
(2) ปรัชญาการบริหาร
(3) เทคนิคในการควบคุม
(4) ประวัติความเป็นมา
(5) งบประมาณ
ตอบ 5 หน้า 170 – 174, (คำบรรยาย) ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดขอบเขตของการกระจายอำนาจ และการรวมอำนาจในองค์การ มีดังนี้
1. ความสำคัญของเรื่องที่ตัดสินใจ
2. ความต้องการเป็นแบบเดียวกันทางด้านนโยบาย
3. ขนาดขององค์การ
4. ประวัติความเป็นมาของกิจการ
5. ปรัชญาของการบริหาร
6. ความต้องการความเป็นอิสระในการดำเนินงาน
7. จำนวนของผู้บริหารที่มีอยู่ในองค์การ
8. เทคนิคในการควบคุม
9. การกระจายของการปฏิบัติงานมีการแบ่งแยกงานไปตามสถานที่ต่างที่ต่างออกไป
10. การเปลี่ยนแปลงขององค์การ
11. อิทธิพลของสภาพแวดล้อมองค์การ

65. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการรวมอำนาจ
(1) ก่อให้เกิดเอกภาพในการปกครองและการบริหาร
(2) ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
(3) ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บริหารระดับสูง
(4) เกิดความรวดเร็วและสะดวกในการบริหาร
(5) เป็นประโยชน์ของการรวมอำนาจทุกข้อ
ตอบ 3 หน้า 175 ประโยชน์ของการรวมอำนาจ มีดังนี้
1. ก่อให้เกิดเอกภาพในการปกครองและการบริหาร
2. ทำให้ทรัพยากรการบริหารรวมอยู่ในที่เดียวกัน
3. เกิดความรวดเร็วและสะดวกในการบริหาร รวมทั้งประหยัดเวลา
4. ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

66. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการกระจายอำนาจ
(1) ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บริหารระดับสูง
(2) เกิดความรวดเร็วและสะดวกในการบริหาร
(3) ปฏิบัติงานได้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
(4) มีโอกาสตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(5) เป็นประโยชน์ของการกระจายอำนาจทุกข้อ
ตอบ 2 หน้า 175 ประโยชน์ของการกระจายอำนาจ มีดังนี้
1. ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บริหารระดับสูง ทำให้มีเวลาทำงานสำคัญจำเป็นได้มากขึ้น
2. เป็นการสนองบริการหรือความต้องการของแต่ละภูมิภาคได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและรวดเร็ว
3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น
4. มีโอกาสในการฝึกฝนผู้บังคับบัญชาระดับรองลงมาให้มีความสามารถ ทักษะ และฝึกฝนการตัดสินใจด้วย
5. โอกาสของการเปรียบเทียบผลของการทำงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

67. ตามทัศนะของ Munsterberg “การกำหนดคนให้เหมาะกับงาน” ให้พิจารณาที่
(1) ความรู้ความสามารถ
(2) แรงจูงใจ
(3) บุคลิกภาพ
(4) ความต้องการ
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 67 – 68, (คำบรรยาย) Hugo Munsterberg เป็นนักทฤษฎีองค์การกลุ่มนีโอคลาสสิก ที่เสนอให้มีการนำเอาแบบทดสอบทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยคัดเลือกคนเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ขององค์การ โดยเน้นว่า การคัดเลือกคนหรือการกำหนดคนให้เหมาะสมกับงานนั้น ไม่ควรพิจารณาเฉพาะความรู้ความสามารถของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาที่บุคลิกภาพหรือคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลให้เหมาะสมกับลักษณะของงานด้วย จึงจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

68. นักทฤษฎีองค์การกลุ่มคลาสสิก “การกำหนดคนให้เหมาะกับงาน” ให้พิจารณาที่
(1) ความรู้ความสามารถ
(2) แรงจูงใจ
(3) บุคลิกภาพ
(4) ทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 1 (คำบรรยาย) นักทฤษฎีองค์การกลุ่มคลาสสิก เช่น Max Weber, Frederick W. Taylor, Henri Fayol ได้เสนอหลักการบริหารองค์การในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ หรือการกำหนดคนให้เหมาะสมกับงานตามหลัก “Put the Right Man on the Right Job” ในระบบคุณธรรม (Merit System) โดยให้พิจารณาที่คุณวุฒิหรือความรู้ความสามารถของบุคคลเป็นหลัก

69. นักทฤษฎีองค์การกลุ่มคลาสสิก เสนอให้พิจารณาปัจจัยด้านใดในการบริหารองค์การ
(1) บุคลิกภาพ
(2) คุณวุฒิ
(3) อายุงาน
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

70. แนวคิดใดที่เชื่อว่า “การควบคุมองค์การเป็นการเป้าหมาย ไม่ใช่วิธีการที่นำไปสู่เป้าหมาย”
(1) Scientific Management
(2) Contingency Theory
(3) Industrial Humanism
(4) The Action Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 112 – 113 Jeffrey Pfeffer เป็นนักทฤษฎีที่ศึกษาองค์การตามแนวทางของ The Action Theory หรือ The Action Approach เสนอว่า “องค์การเป็นที่พึ่งประกอบด้วยผู้มีอำนาจที่ต่างเข้ามาทำงานร่วมกัน อาจมีความขัดแย้งในเป้าหมายขององค์การ การจัดรูปขององค์การจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจเหล่านี้” และ “การควบคุมองค์การเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่วิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมาย การจะเข้าใจองค์การต้องศึกษาความต้องการและความสนใจของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจขององค์การในขณะนั้น ๆ โดยให้ความสำคัญไปที่บรรยากาศทางการเมืองในองค์การ”

71. “สภาพแวดล้อมที่สงบราบเรียบ….การติดต่อเป็นไปโดยมีเหตุให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นน้อยมาก” ตัวอย่างได้แก่
(1) สังคมเด็กวัยประถมศึกษา
(2) สังคมคนชรา
(3) สังคมเด็กวัยรุ่น
(4) สังคมเศรษฐกิจไทย
(5) สังคมชาวเขาเร่ร่อน
ตอบ 5 หน้า 18, (คำบรรยาย) Emery และ Trist ได้แบ่งระดับของความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. Placid Randomized Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่สงบราบเรียบ การติดต่อกับสังคมภายนอกเป็นไปโดยบังเอิญ ทำให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นน้อยมาก เช่น สภาพแวดล้อมของชาวเขาเผ่าโบราณ ชาวเขาเร่ร่อน ทารกในครรภ์ เป็นต้น
2. Placid Clustered Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่ราบเรียบแต่มีการติดต่อกับสังคมภายนอกมากขึ้น เช่น สภาพแวดล้อมของเด็กวัยประถมศึกษา เป็นต้น
3. Disturbed-Reactive Environment เป็นสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนยุ่งยาก ผลของการติดต่อเป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพขึ้นได้ เช่น สภาพแวดล้อมของกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น
4. Turbulent Field เป็นสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น สภาพของระบบสังคมและเศรษฐกิจของไทย เป็นต้น

72. ใครที่เชื่อว่า อำนาจหน้าที่ควรมีการกระจายอำนาจ ใช้การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ
(1) Fayol
(2) Weber
(3) Barnard
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 71 – 72, (คำบรรยาย) Chester I. Barnard ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับองค์การไว้ในหนังสือชื่อ “The Functions of the Executive” ดังนี้
1. องค์การเป็นระบบของความร่วมมือระหว่างบุคคลที่จะต้องร่วมกันดำเนินการกิจให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเปิดเผย
2. อำนาจหน้าที่ควรกำหนดในรูปของความรับผิดชอบของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เป็นการกำหนดตายตัวจากบนลงล่าง รวมทั้งควรมีการกระจายอำนาจ และใช้การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ
3. บทบาทขององค์การจะจูงใจหรือองค์การที่ไม่เป็นทางการเข้ามาใช้ในทฤษฎีองค์การและการบริหารองค์การ
4. บทบาทหลักของผู้บริหารคือการสื่อความเข้าใจและกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานใช้ความพยายามในการทำงานอย่างเต็มที่
5. ผลตอบแทนทางวัตถุไม่จูงใจ สิ่งเดียวที่สำคัญในการจูงใจหรือเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องการ

73. “นำเอาหลักการบริหารงานแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปใช้ในองค์การด้านการศึกษาและหน่วยงานรัฐบาล…….” ผู้ริเริ่มได้แก่
(1) Gilbreths
(2) Emerson
(3) Cooke
(4) Taylor
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 43 Morris L. Cooke ได้นำเอาหลักการและความรู้ทางการจัดการแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปศึกษาการบริหารงานในองค์การหน่วยงานของรัฐบาล เช่น องค์การด้านการศึกษา โดยพบว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์การดังกล่าวได้ และในเรื่องการสร้างประสิทธิภาพให้กับงานนั้น เขาเห็นว่าทุกคนควรช่วยกันค้นหา One Best Way ไม่ควรจำกัดว่าเป็นเรื่องเฉพาะแต่ผู้ชำนาญหรือผู้บริหารเท่านั้น

74. ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี Y จะต้องใช้การบริหารแบบใด
(1) Participative Management
(2) Management by Objectives
(3) Adhocracy
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 78, (คำบรรยาย) ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี Y (มองคนในแง่ดี) จะต้องใช้รูปแบบการบริหารดังนี้
1. การบริหารแบบประชาธิปไตย
2. การบริหารแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participative Management)
3. การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์ (Management by Objectives) หรือการบริหารที่เหมาะกับวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ (Adhocracy)
4. การทำงานเป็นทีม (Teamwork)
5. การบริหารแบบโครงการ (Project Management)
6. การบริหารแบบ Organic Organization
7. การกระจายอำนาจ (Decentralization)
8. การใช้ความรู้มากกว่าอำนาจหน้าที่ (Knowledge than Authority) ฯลฯ

75. Operation Research หมายถึง
(1) วิชาที่เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะของสังคม
(2) วิชาที่มุ่งค้นคว้าเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารงาน
(3) วิชาที่เน้นการทดลองประยุกต์ เพื่อคาดหมายพฤติกรรมการทำงานในองค์การ
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 83 – 84 การบริหารเชิงปริมาณ (Quantitative Science) แบ่งออกเป็น 2 สาขา คือ
1. วิทยาการบริหาร (Management Science : MS) เป็นวิชาที่มุ่งค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารงาน
2. การวิจัยดำเนินงาน (Operation Research : OR) เป็นวิชาที่เน้นการทดลองและประยุกต์เพื่อให้เราสามารถสังเกต เข้าใจ และคาดหมายพฤติกรรมอันเนื่องมาจากการทำงานในองค์การ

76. ในการบริหารงาน คำว่า Red Tape หมายถึง
(1) การทำงานไปตามตัวบทโดยขาดหนึ่ง
(2) ปัญหาการประสานงาน
(3) เส้นทางลัดในโครงสร้าง
(4) ความล่าช้าในการสื่อสาร
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 49 Red Tape หมายถึง ความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ซึ่งเกิดจากความล่าช้าของการติดต่อสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ ในโครงสร้างขององค์การที่จะต้องเป็นไปตามสายการบังคับบัญชาที่ยาวและระบบความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ

77. องค์ประกอบใน “ระบบโครงสร้างองค์การ” ได้แก่
(1) Positions and Authority
(2) Technology
(3) Span of Control
(4) ทั้งข้อ 1 และ 3
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 121, (คำบรรยาย) โครงสร้างองค์การ (Organization Structure) หมายถึง การสร้างแบบ (Pattern) ของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ (Components) ต่าง ๆ ขององค์การ เช่น สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ (Positions and Authority) ช่วงการบังคับบัญชา (Span of Control) เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน (Division of Work) เป็นต้น โดยโครงสร้างขององค์การจะแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมและความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ ของหน่วยงานในองค์การ

78. “……ระบบของสังคมที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทั้งในระหว่างประชาชนด้วยกันเองและระหว่างรัฐกับประชาชน” จัดเป็นสภาพแวดล้อมประเภทใดตามทัศนะ Barton และ Chappell
(1) External Environment
(2) Outer Environment
(3) Secondary Environment
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 14 – 17 กระบวนการยุติธรรม (Judiciary) เป็นระบบของสังคมที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทั้งในระหว่างประชาชนด้วยกันเอง และระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งจัดเป็นสภาพแวดล้อมทางการเมือง (Political/Primary/Inner Environment) ประเภทหนึ่งตามทัศนะของ Barton และ Chappell

79. “……พยายามที่จะจำกัดขอบเขตของการศึกษาเพื่อให้ขอบเขตที่จะสามารถใช้หลักเหตุผลและระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ…….” ที่กล่าวมาเป็นวิธีการของนักทฤษฎีกลุ่มใด
(1) A System Approach
(2) Contingency Theory
(3) Quantitative Science
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 3 หน้า 26 – 27, 33 – 34, 83 – 85 วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการของนักทฤษฎีที่ศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวของ “ระบบปิด” ซึ่งประกอบด้วย
1. นักทฤษฎีองค์การกลุ่มคลาสสิก (Classical Organization Theory หรือ Classical Theory of Organization) ได้แก่ นักทฤษฎีกลุ่มการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management), นักทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucratic Model) และนักทฤษฎีการบริหาร (Administrative Theorists)
2. นักทฤษฎีที่ศึกษาองค์การและการบริหารในเชิงปริมาณ (Quantitative Science) ได้แก่ นักทฤษฎีกลุ่มวิทยาการบริหาร (Management Science) และนักทฤษฎีกลุ่มการวิจัยดำเนินงาน (Operation Research)

80. ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี X จะต้องใช้การบริหารแบบใด
(1) Management by Rules
(2) Participative Management
(3) Management by Objectives
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 2 และ 3
ตอบ 1 หน้า 77 – 78, (คำบรรยาย) ถ้าเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี X (มนุษย์ไม่ชอบทำงานและพยายามหลีกเลี่ยงงานเมื่อมีโอกาส) จะต้องใช้รูปแบบการบริหารดังต่อไปนี้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่บกพร่อง
1. การบริหารแบบเผด็จการ
2. การบริหารโดยยึดกฎระเบียบ (Management by Rules) คือ การใช้ระเบียบวินัยและบทลงโทษที่เข้มงวด หรือใช้กฎระเบียบที่ได้มาตรฐาน
3. การบริหารโดยยึดกระบวนการ (Management by Procedure)
4. การบริหารแบบองค์การแบบเครื่องจักรกล (Mechanistic Organization)
5. การบริหารงานในลักษณะของพวกคลาสสิก เช่น ตัวแบบระบบราชการ (Bureaucracy) หรือ Bureaucratic Model) การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
6. การรวมอำนาจ (Centralization)
7. การใช้อำนาจหน้าที่มากกว่าความรู้ (Authority than Knowledge) ฯลฯ (ดูคำอธิบายข้อ 74. ประกอบ)

81. “ความสามารถของผู้ควบคุมงาน” จัดอยู่ในระบบย่อยใดของระบบขององค์การ
(1) Goals and Values
(2) Technical
(3) Structural
(4) Psychosocial
(5) Managerial
ตอบ 5 หน้า 96 – 97, (คำบรรยาย) ระบบย่อยต่าง ๆ ภายในระบบขององค์การ มีดังนี้
1. ระบบเทคโนโลยี (Technical) หมายถึง ความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน รวมทั้งเทคนิคและวิธีการทำงานต่าง ๆ ที่องค์การต้องใช้ในการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้าให้ออกมาในรูปของผลผลิต
2. ระบบเชิงจิตวิทยา (Psychosocial) เป็นระบบที่รวมความต้องการของบุคคลและความต้องการ เช่น ความต้องการตามลำดับขั้น (Hierarchy of Needs) ตามทฤษฎีของ Maslow เช่น ความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัยในชีวิต ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
3. ระบบโครงสร้างขององค์การ (Structural) เป็นระบบที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบต่าง ๆ ขององค์การ เช่น สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) กฎระเบียบและข้อบังคับ ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ แผนกงาน เป็นต้น
4. ระบบย่อยของศิลปะและทักษะในการบริหารองค์การ (Managerial) หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการของผู้บริหาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ประสานงาน ฯลฯ

82. “Chain of Command” จัดอยู่ในระบบย่อยใดของระบบขององค์การ
(1) Goals and Values
(2) Technical
(3) Structural
(4) Managerial
(5) Psychosocial
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

83. “Hierarchy of Needs” จัดอยู่ในระบบย่อยใดของระบบขององค์การ
(1) Goals and Values
(2) Technical
(3) Structural
(4) Managerial
(5) Psychosocial
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

84. ทุกข้อเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การในลักษณะของระบบ ยกเว้น
(1) มีการวางแผน
(2) มีกลไกให้ข้อมูลข่าวสาร
(3) มีความเจริญเติบโตภายใน
(4) มีเสถียรภาพแบบพลวัต
(5) มุ่งประสิทธิภาพสูงสุด
ตอบ 5 หน้า 98 – 106, (คำบรรยาย) ลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวทางของ “ระบบ (ระบบเปิด)” ได้แก่
1. การวางแผนและจัดการ (Contrived)
2. ความยืดหยุ่นของขอบเขต (Flexible Boundaries)
3. การอยู่รอด (Negative Entropy)
4. การรักษาสภาพของระบบให้มีความสมดุลแบบพลวัตหรือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา (Dynamic Equilibrium)
5. กลไกการให้ข้อมูลข่าวสาร (Feedback Mechanism)
6. กลไกการปรับตัวและรักษาสภาพของระบบ (Adaptive and Maintenance Mechanism)
7. การเจริญเติบโตภายในองค์การ (Growth Through Internal Elaboration)
8. การแบ่งงานในลักษณะยืดหยุ่น ฯลฯ (ส่วนการมุ่งประสิทธิภาพสูงสุด (Maximized Efficiency) เป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการศึกษาองค์การและการจัดการตามแนวทางของ “ระบบปิด”)

85. แนวคิดที่ต้องการให้ผู้บริหารศึกษความหมายของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ และทำความเข้าใจให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้น… แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า
(1) Adhocracies
(2) Contingency Theory
(3) Action Theory
(4) Systems Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 112 – 113, (คำบรรยาย) ทฤษฎีการกระทำ (The Action Theory หรือ The Action Approach) เป็นแนวคิดที่เน้นการอธิบายเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามสภาพที่เป็นจริงหรือตามสภาวะทางการเมืองในองค์การ (Political Nature of Organization) โดยแนวคิดนี้จะเน้นให้ผู้บริหารศึกษาความหมายของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ ทำความเข้าใจให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้น และหามาตรการปรับปรุงแก้ไข

86. การที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานเพียงเท่าเกณฑ์ขั้นต่ำในการทำงาน ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำนั้น Taylor เรียกพฤติกรรมนี้ว่า
(1) การหลีกเลี่ยงงานตามธรรมชาติ
(2) การค้นหามาตรฐานของงาน
(3) ความล้มเหลวในการบังคับบัญชา
(4) การหลีกเลี่ยงงานโดยอาศัยระบบ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 41, (คำบรรยาย) พฤติกรรมการหลีกเลี่ยงงานหรือหนีงานโดยอาศัยระบบ (Systematic Soldiering) ตามแนวคิดของ Frederick W. Taylor นั้น เป็นพฤติกรรมที่อาศัยระบบของงานในองค์การเป็นเครื่องมือเพื่อปิดบังไม่ให้ผู้บังคับบัญชาล่วงรู้ถึงปริมาณงานที่แท้จริงของตน โดยพยายามทำให้เห็นว่าตนมีเนื้องานมีอยู่แล้ว หรือพยายามทำงานเพียงให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของงาน โดยไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถมากกว่าเกณฑ์ หรือพยายามทำงานเท่าที่ระเบียบกำหนด หรือทำงานให้น้อยที่สุดเท่าที่ไม่ผิดระเบียบ ไม่สนใจมาตรฐานขององค์การ เช่น การไปสายกลับก่อนเลิกงาน การใช้สิทธิลาหยุดงานให้ครบวันลาตามสิทธิ เป็นต้น

87. ข้อใดเป็น “ปัจจัยจูงใจ” ตามทฤษฎีของ Herzberg
(1) สภาพการทำงาน
(2) เทคนิคและการควบคุมงาน
(3) ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
(4) ความสัมพันธ์ภายในต่อผู้บังคับบัญชา
(5) นโยบายและการบริหาร
ตอบ 3 หน้า 81 – 82, (คำบรรยาย) ตามทฤษฎีการจูงใจ (Hygiene Theory) ของ Frederick Herzberg นั้น สามารถแบ่งปัจจัยที่มีส่วนช่วยสร้างความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจให้กับพนักงานได้ 2 ประการ คือ
1. ปัจจัยจูงใจ หรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ หรือปัจจัยกระตุ้นให้คนขยันทำงาน (Motivator Factors) เป็นปัจจัยที่เนื่องมาจากในองค์การได้รับการตอบสนองแล้วจะสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน ซึ่งเรียกอีกด้านว่างานในเนื้องาน ได้แก่ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน การยอมรับนับถือจากผู้อื่น ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าในการงาน
2. ปัจจัยอนามัย หรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ หรือปัจจัยค้ำจุนให้คนขยันทำงาน (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่เมื่อพนักงานในองค์การไม่ได้รับการตอบสนองแล้วจะสร้างให้เกิดความไม่พึงพอใจกับพนักงาน หรือทำให้พนักงานไม่ยอมทำงาน ซึ่งเรียกด้านที่ว่างานจากเบื้องนอก ได้แก่ นโยบายและการบริหารงาน เทคนิคและการควบคุมงาน เงินเดือน ความสัมพันธ์ภายในต่อผู้บังคับบัญชา และสภาพการทำงาน

88. Warren Bennis เสนอให้เปลี่ยน “ตัวแบบระบบราชการ” เป็น
(1) ระบบบริหารที่มีโครงสร้างแบบยืดหยุ่น
(2) เน้นการใช้ความรู้
(3) เน้นเอกภาพในการบังคับบัญชา
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 72, (คำบรรยาย) Warren Bennis ได้เสนอให้เปลี่ยน “Ideal Bureaucracy” (ตัวแบบระบบราชการ) ของ Max Weber เป็น “Flexible Adhocracies” ซึ่งเป็นองค์การที่มีลักษณะดังนี้
1. มีการจัดโครงสร้างองค์การให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ หรือเป็นองค์การที่มีการทำงานแบบเฉพาะกิจ
2. เน้นการกระจายอำนาจและเป็นประชาธิปไตย
3. มีโครงสร้างยืดหยุ่น
4. เน้นการใช้ความรู้ (Knowledge) หรือระบบผู้เชี่ยวชาญมากกว่าการใช้อำนาจหน้าที่ (Authority)
5. เน้นการใช้ความสัมพันธ์ในแนวนอนและไม่เป็นทางการ ฯลฯ

89. “องค์การเป็นที่ซึ่งประกอบด้วยผู้มีอำนาจที่ต่างเข้ามาทำงานร่วมกัน อาจมีความขัดแย้งในเป้าหมายขององค์การ การจัดรูปองค์การจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจเหล่านี้” ที่กล่าวมาเป็นแนวคิดของ
(1) Adhocracies
(2) Contingency Theory
(3) Action Theory(4) Systems Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 70. ประกอบ

90. พัฒนาการของทฤษฎีองค์การที่ Robbins นำเสนอไว้ในช่วง ค.ศ. 1900 – 1930 เป็นยุคของนักทฤษฎีกลุ่มใด
(1) Industrial Humanism
(2) Contingency Theory
(3) Action Theory
(4) Systems Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5

91. Secondary Environment หรือ External Environment ที่ Barton และ Chappell แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ประกอบด้วย สังคม…….ที่หายไปคือ
(1) เทคโนโลยีและการศึกษา
(2) เศรษฐกิจและการเมือง
(3) การเมืองและเทคโนโลยี
(4) สื่อมวลชนและเทคโนโลยี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 14 – 17 Barton และ Chappell ได้แบ่งสภาพแวดล้อมขององค์การสาธารณะออกเป็น 2 ระดับ คือ 1. สภาพแวดล้อมภายนอก (Outer/Secondary/External Environment) ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

2. สภาพแวดล้อมทางการเมือง (Political/Primary/Inner Environment) ได้แก่ สาธารณชนโดยทั่วไป ผู้รับบริการและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ สื่อมวลชน ฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้บริหารระดับสูง และกระบวนการยุติธรรม

92. “เป็นทฤษฎีองค์การที่ให้ความสำคัญต่ออิทธิพลของสภาพแวดล้อม และพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมขององค์การภายใต้สภาพแวดล้อมหนึ่ง ๆ ……” เรียกว่าเป็นการศึกษาตามแนวใด
(1) Action Theory
(2) Administrative Theorists
(3) Human Relation Theory
(4) Contingency Theory
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) การศึกษาองค์การและการบริหารตามสถานการณ์ (Contingency Theory หรือ Situational Approach) เป็นการศึกษาที่ปฏิเสธหลัก One Best Way โดยแนวคิดนี้มีแนวคิดพื้นฐานมาจากแนวคิดเชิงระบบ ซึ่งจะให้ความสำคัญต่ออิทธิพลของสภาพแวดล้อม (เช่น ระบบเทคโนโลยี) และพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมขององค์การภายใต้เงื่อนไขของสภาพแวดล้อมหนึ่ง ๆ นักวิชาการในกลุ่มนี้จะมองการบริหารว่าเป็นสิ่งที่แน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงตามเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวแปรที่สนใจศึกษาจะแตกต่างกันไปตามแนวคิดของนักทฤษฎีแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า ไม่มีรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับองค์การทุก ๆ ประเภท วิธีการจัดสรรทรัพยากรที่แตกต่างกันจะทำให้การจัดรูปโครงสร้างมีความแตกต่างกันด้วย

93. ถ้าสมมติฐานมีว่า “มนุษย์มีความเฉื่อยชาโดยกำเนิด” วิธีการแก้ไขพฤติกรรมที่บกพร่องของผู้บริหารที่ยึดสมมติฐานนี้ ได้แก่
(1) ใช้ระเบียบวินัยและบทลงโทษที่เข้มงวด
(2) ใช้คู่มือการทำงาน
(3) ใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม
(4) ทั้งข้อ 1 และ 2
(5) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 4 (PS 252 เลขพิมพ์ 39270 หน้า 91 – 92) Knowles และ Saxberg เสนอว่า ถ้าเรามีสมมติฐานว่า “มนุษย์มีความเฉื่อยชาโดยกำเนิด” เราสามารถทำงานได้โดยมีพฤติกรรมที่บกพร่องของเขาเป็นผลมาจากธรรมชาติในตัวเขาซึ่งเราอาจจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง การแก้ไขจำเป็นต้องใช้มาตรการเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการที่จะแสดงพฤติกรรมส่วนตัว เช่น การใช้ระเบียบวินัยและบทลงโทษที่เข้มงวด การใช้คู่มือการกำกับการทำงาน เป็นต้น

94. ปัจจัยใดต่อไปนี้ที่ Herbert Kaufman เห็นว่าเป็น External Management
(1) การตัดสินใจ
(2) การจูงใจ
(3) การกำหนดนโยบาย
(4) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 14, (คำบรรยาย) Herbert Kaufman เห็นว่า ผู้บริหารจะใช้เวลาของตนให้กับภารกิจ 2 ลักษณะ คือ
1. Pure Internal Management เป็นภารกิจที่ผู้บริหารใช้เวลาน้อยเพียงร้อยละ 10 – 20 ของเวลาทั้งหมด ได้แก่ ภารกิจด้านการวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจ และภารกิจในด้านการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์การเกิดการดำเนินงานตามภาระหน้าที่
2. External Management เป็นภารกิจที่ผู้บริหารต้องใช้เวลามากถึงร้อยละ 85 – 90 ของเวลาทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภารกิจด้านการเป็นตัวแทนขององค์การในการติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 25 – 30 ของเวลาทั้งหมด และภารกิจด้านการรับและการกรองข้อมูลข่าวสาร หรือการแสวงหาข้อมูลข่าวสารจากสังคมประมาณร้อยละ 50 – 60 ของเวลาทั้งหมด

95. Barton และ Chappell เรียกสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจว่าเป็น
(1) Political Environment
(2) Primary Environment
(3) Inner Environment
(4) ทั้งข้อ 1, 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 91. ประกอบ

96. ตามทฤษฎีของ Herzberg ปัจจัยใดต่อไปนี้ที่เป็น Motivator Factors สูงที่สุด
(1) นโยบายและการบริหาร
(2) ความก้าวหน้าในงาน
(3) ลักษณะของงาน
(4) ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
(5) ความรับผิดชอบ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 87. ประกอบ

97. การแบ่งประเภทขององค์การโดย “พิจารณาที่สภาพความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ภายใน” จัดเป็นการแบ่งประเภทขององค์การโดยยึดเกณฑ์ใด
(1) วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน
(2) ความเปิดองค์การ
(3) หน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากร
(4) ความเป็นเจ้าของ
(5) ความเป็นทางการ
ตอบ 5 หน้า 9, (คำบรรยาย) การแบ่งประเภทองค์การโดยพิจารณาจากโครงสร้างขององค์การ เป็นการพิจารณาที่สภาพความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ภายในองค์การ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. องค์การที่เป็นทางการหรือองค์การรูปนัย (Formal Organization) 2. องค์การที่ไม่เป็นทางการหรือองค์การอรูปนัย (Informal Organization)

98. ข้อใดเป็นผลการศึกษาที่สำคัญที่สุดจาก “Hawthorne Experiments”
(1) พบความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพในการทำงานกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
(2) พบความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพในการทำงานกับทรัพยากรนำเข้า
(3) พบผลทางลบที่เกิดเนื่องมาจากความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา
(4) พบอิทธิพลของภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการทำงาน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 68 – 70, (คำบรรยาย) George Elton Mayo ได้ทำการวิจัยแบบทดลองที่เรียกว่า Hawthorne Study หรือ Hawthorne Experiments โดยการให้กลุ่มทดลองได้รับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และกลุ่มควบคุมได้รับสภาพแวดล้อมที่คงที่ ซึ่งขณะผลการทดลองที่สำคัญ คือ การเกิดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบจากการทดลอง ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมต่างไปยอมรับและเห็นพ้องกับงานนั้น ผลผลิตของทั้งสองกลุ่มโดยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่รู้จักและเรียกกันต่อมาว่า “Hawthorne Effect” หมายถึง ผลทางบวกที่เกิดกับผู้ปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานได้รับความสนใจและเอาใจใส่ดูแลที่ดีมากขึ้นจากผู้บังคับบัญชานั่นเอง

99. ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ “ความต้องการที่จะได้รับชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมงาน” เรียกว่า
(1) Self-Realization Needs
(2) Safety Needs
(3) Social Needs
(4) ทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 75 – 76 A.H. Maslow ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Hierarchy of Needs Theory) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ลำดับ จากต่ำสุดไปถึงสูงสุด ดังนี้
1. ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) เช่น อาหาร อากาศ การพักผ่อน
2. ความต้องการความปลอดภัยในชีวิต (Safety Needs)
3. ความต้องการที่จะเข้าร่วมในสังคม (Social Needs)
4. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้รับเกียรติ ชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ร่วมงาน (Esteem Needs, Ego Needs หรือ Status Needs)
5. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิตตามอุดมการณ์ที่ตัวเองได้ตั้งเอาไว้ (Self-Realization Needs)

100. ทุกข้อเป็นทฤษฎีในการศึกษาองค์การแบบ “ระบบเปิด” ยกเว้น
(1) ยึดมนุษย์ไม่ตายตัว
(2) ประสิทธิภาพสูงสุด
(3) สมดุลที่เป็นพลวัต
(4) ความเป็นสถาบัน
(5) ธรรมชาติของมนุษย์
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 84. ประกอบ

 

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 2/2560

การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทำทุกข้อ

ข้อ 1. ข้าราชการไทยมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมาตลอด ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง (24 มิถุนายน 2475) จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวคำตอบ (หนังสือพิมพ์ 53288 หน้า 119 – 124), (เอกสารหมายเลข P-3311 หน้า 29 – 34)

ระบบราชการไทยมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ดังนี้

นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ระบบการเมืองไทยเป็นระบบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic Polity) คือ ถูกครอบงำโดยข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนมาโดยตลอด ประเทศไทยจึงตกอยู่ในภาวะขาดแคลนนักการเมืองอาชีพ และอุดมไปด้วยข้าราชการที่เข้าไปมีบทบาททางการเมืองทั้งในด้านนิติบัญญัติ ด้านตุลาการ ด้านการเมือง และด้านการสร้างสรรค์พรรคการเมือง โดยข้าราชการประจำมักเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ เช่น รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษา เป็นต้น ดังจะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2475 – 2518 คณะรัฐมนตรีเกือบทุกชุดของไทยมีข้าราชการเป็นรัฐมนตรีครึ่งหนึ่ง นักการเมืองอาชีพ เพราะระบบราชการมีอำนาจและมั่นคงกว่าระบบการเมือง และระบบการเมืองยังขาดเสถียรภาพทำให้นักการเมืองอาชีพน้อย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบบการเมืองไทย มีผลทำให้ทหารและข้าราชการพลเรือนมีบทบาทสำคัญทางการเมือง ทหารกลายเป็นสถาบันที่ครอบงำการเมือง ทยอยเข้ามายึดอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัตนโกสินทร์และสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อำมาตยาธิปไตยของทหาร แต่ภายหลังสงครามไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศ และการล่มสลายทางการเมือง

หลังจากนั้นในระยะต่อมาเมื่อนักการเมืองเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย และข้าราชการประจำมีบทบาทในการควบคุมดูแลระบบการเมือง ข้าราชการประจำไม่ได้ทำหน้าที่ทำงานไปตามนโยบายเท่านั้น แต่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วย เนื่องจากข้าราชการประจำปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จึงมีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานของตน แต่การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นนักการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งจึงต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารและความเห็นต่าง ๆ จากข้าราชการประจำในการกำหนดนโยบาย

สถาบันการเมืองมีลักษณะอ่อนแอ ในขณะที่ระบบราชการมีความเข้มแข็ง นักการเมืองมักจะอ่อนแอในการพัฒนานโยบายและความต่อเนื่อง และความสัมพันธ์กับประชาชน เพราะฉะนั้นอำนาจต่อรองทางการเมือง และมีการสรรหาทรัพยากรทางการเมืองอย่างเต็มที่เห็นได้ชัดเจน ข้าราชการจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย

ในการกำหนดนโยบาย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานราชการมีส่วนสำคัญกว่านักการเมืองและพรรคการเมือง โดยข้าราชการประจำมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และแผนพัฒนาในทุกระดับตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเบื้องปลาย

ข้าราชการประจำมีบทบาทในการชี้ขาดทางด้านนโยบาย เพราะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้าราชการประจำมีความรู้และประสบการณ์ และถูกจำกัดด้วยพลวัตรและเวลา จึงไม่สามารถ
ทำการเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ยากนัก แม้ว่าจะมีการแก้ไขให้ตำแหน่งผู้ชำนวยการสำนักงบประมาณเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งทำให้อิทธิพลการเมืองจากภายนอกในการจัดทำงบประมาณลดลง และอาศัยหลักวิชาการและเหตุผล (Rationality) มากขึ้นก็ตาม แต่ในแง่อำนาจให้กับข้าราชการประจำในการจัดทำงบประมาณ

การที่ข้าราชการมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสำคัญจนเคยชิน และการไม่ยอมรับอำนาจของนักการเมือง ทำให้นักการเมืองพยายามเข้ามาควบคุมบุคคลที่เป็นข้าราชการ โดยการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเพื่อควบคุมปลัดกระทรวงได้ก็ดี จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำเสมอมาในอดีตระบบการเมืองไทยถูกครอบงำโดยระบบราชการ ดังต่อไปนี้

1 ระบบราชการไทยเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลครอบงำการเมืองไทยมาตลอด

2 ระบบราชการไทยทำหน้าที่แทนพรรคการเมืองเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มิ กฎหมายห้ามการมีพรรคการเมืองและห้ามการชุมนุมทางการเมือง

3 ระบบราชการไทยผูกขาดการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ทางการเมือง

4 ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำการปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมให้แก่คนไทย

5 ระบบราชการไทยควบคุมการดำเนินงานของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด

6 ระบบราชการไทยมีอิทธิพลเหนือการกำหนดข้อบัญญัติของสังคมและสมาชิกสภา-นิติบัญญัติ ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งและที่มาจากการเลือกตั้ง

7 ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

8 ระบบราชการไทยมีอิทธิพลครอบงำต่อกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรม และในกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

 

ข้อ 2. การเมือง (Politics) คืออะไร จงอธิบาย และแนวทางการศึกษาการเมือง (Approach) มีอย่างไรบ้าง จงอธิบายเป็นข้อ ๆ

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข P-3311 หน้า 7 – 8)

David Popence กล่าวว่า การเมือง (Politics) เป็นกระบวนการที่ประชาชนและกลุ่มแสวงหาอำนาจและใช้อำนาจเหนือผู้อื่น อำนาจเป็นความสามารถในการควบคุมการกระทำของคนอื่น ไม่ว่าจะได้รับการยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีกลไก 3 อย่าง คือ 1. การให้รางวัล 2. การลงโทษ 3. การควบคุมข่าวสาร ทัศนคติและความรู้สึก ส่วนสิทธิอำนาจ (Authority) เป็นอำนาจที่ได้มาโดยชอบธรรมถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจตามตำแหน่งที่ได้รับ

การศึกษาและการวิเคราะห์ทางการเมือง มีดังนี้

1 แนวเน้นเรื่องปรัชญาการเมือง (Political Philosophy Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจการแสวงหารูปแบบที่ดีของรัฐและชีวิตที่ดีของมนุษย์ในสังคม โดยเน้นในเรื่องคุณค่า คุณธรรม จริยธรรม จริยศาสตร์ ธรรมชาติของมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค โครงสร้างของรัฐ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ สิทธิการเมือง และการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ

2 แนวเน้นเรื่องสถาบันทางการเมือง (Political Institution Approach) หรือแนวสถาบันนิยม (Institutionlism) เป็นแนวเน้นการศึกษากระบวนการที่ทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) ซึ่งหมายถึง กระบวนการรวบรวมระเบียบกฎเกณฑ์ของกิจกรรมขึ้นเป็นแม่แบบขององค์การ เป็นแนวเน้นการศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของกฎเกณฑ์ รัฐธรรมนูญ แหล่งที่มา…โครงสร้างของอำนาจและรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันตุลาการ สถาบันบริหารราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้นำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

3 แนวเน้นเรื่องอำนาจ (Power Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจการใช้อำนาจของผู้ปกครองอย่างเหมาะสม โดยทำให้สังคมมีเสถียรภาพและผู้ใต้ปกครองมีความผาสุก นับว่าอำนาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองการปกครองสามารถรักษาระเบียบกฎเกณฑ์ของสถาบันไว้ได้ อำนาจเป็นความสามารถของบุคคลในการควบคุมความคิดจิตใจและความประพฤติของคนอื่น อำนาจจะเป็นวิธีการ (Mean) ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และอำนาจก็เป็นเป้าหมาย (End) ที่บุคคลแสวงหามาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมองว่าการเมืองก็คือการต่อสู้เพื่อการมีอำนาจ

4 แนวเน้นเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและการตัดสินใจ (Public Policy and Decision Making Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจการตัดสินใจมีลักษณะประยุกต์ใช้ในสิ่งที่คาดไม่ถึง ไม่ได้เน้นในเรื่องผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติ เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ

5 แนวเน้นเรื่องระบบการเมือง (Political System Approach) เป็นแนวที่มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและกระบวนการต่าง ๆ ของระบบการเมือง เป็นว่ากระบวนการเมืองเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับหน้าที่ ระบบการเมืองมีหน้าที่เกี่ยวกับการปรับตัวและการอนุรักษ์ การเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้า (Input) ไปเป็นผลผลิต (Output)

6 แนวเน้นเรื่องพฤติกรรมทางการเมือง (Political Behavioral Approach) เป็นแนวที่สนใจพฤติกรรมการเมืองของมนุษย์โดยเน้นจิตวิทยากลุ่ม พฤติกรรมบุคคลและกลุ่ม รวมทั้งจิตวิทยาสังคม เช่น ศึกษาปัจจัยที่ทำให้บุคคลก้าวร้าวและนิยมเผด็จการ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับบุคลิกภาพและการขัดเกลาทางสังคมของผู้มีอำนาจการเมือง เช่น หาเหตุผล พฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแนวที่เน้นการศึกษาในระดับจุลภาคโดยผสมผสานแนวคิดทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน

7 แนวเน้นเรื่องการพัฒนาทางการเมือง (Political Development Approach) เป็นแนวที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมมีผลต่อมิติด้านการเมืองด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้อธิบายนิยามการเมืองจากลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่งด้วย เช่น อำนาจการเมืองมีการนำไปสู่ระบบการเมืองใหม่ จากระบบการเมืองที่ด้อยพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว เป็นต้น

 

ข้อ 3. นักการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ข้าราชการประจำมีหน้าที่หลักคือ นำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึงอะไร จงอธิบายให้ละเอียดและยกตัวอย่างประกอบ

แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข P-3311 หน้า 18 – 20)

การเมืองกับการกำหนดนโยบาย

การกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นการกำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาของส่วนรวม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือนักการเมืองฝ่ายบริหาร ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายก็คือผู้นำ กลุ่มผลประโยชน์ รัฐบาล ความต้องการของประชาชน การสนับสนุนจากกลุ่มต่าง ๆ และการตัดสินใจ

ในสังคมประชาธิปไตยหรือโครงสร้างทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น การแข่งขันเพื่ออำนาจและการแสดงอำนาจเกิดขึ้นตาม “กฎแห่งเกม” (Rules of Game) การจัดระเบียบทางสถานะจะมีกลุ่มหรือพรรคต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป เข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขันกันเพื่อให้ได้อำนาจหรือตำแหน่งผู้นำ โดยอาศัยความเข้มแข็งของนโยบายหรือการสร้างภาพพจน์หรืออาศัยทั้งสองอย่าง และมีประชาชนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดทำการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ (Free Election)

การนำนโยบายไปปฏิบัติกับระบบราชการ

เมื่อมีการกำหนดนโยบายสาธารณะแล้ว จะต้องมีการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยการวางแผน (Planning) ซึ่งอาจจะมีลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ แต่การวางแผนจะต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระของแผนเป็นอย่างมาก โดยมุ่งเน้นรายละเอียดของปัญหาที่จะนำมาจัดทำแผน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาแรงงาน ปัญหาการศึกษา เป็นต้น

การกำหนดนโยบายสาธารณะ (Policy Formulation) เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือนักการเมืองฝ่ายบริหาร ส่วนการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำในหน่วยงานต่าง ๆ ดังนั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติจึงเกี่ยวข้องกับระบบราชการโดยตรง และความสำเร็จของนโยบายหรือแผนที่วางไว้ก็ขึ้นอยู่กับระบบราชการเป็นสำคัญ

 

ข้อ 4. ปัญหาระบบราชการไทยมีอย่างไรบ้าง จงอธิบาย และให้เสนอแนวทางปฏิรูประบบราชการไทยจงวิเคราะห์ และอธิบายให้ละเอียด

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 87 – 90, 108 – 109), (คำบรรยาย)

ปัญหาของระบบราชการไทยที่สำคัญ ได้แก่

1 ปัญหาเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เป็นปัญหาหลักและเรื้อรังที่สะสมมานาน ไม่อาจแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ ทำให้ภาพลักษณ์ของระบบราชการไทยด้อยคุณค่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นขยายวงกว้างออก การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยแก้ไขภาพปัญหาหนี้ให้ลดน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด

2 ปัญหาเรื่องขนาดของระบบราชการมีโครงสร้างของกลุ่มข้าราชการที่ใหญ่ ซับซ้อน มีอัตรากำลังข้าราชการเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบราชการมีภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องคนสูง ปัญหางบประมาณของบุคคลที่สูง ทำให้ค่าใช้จ่ายในงบประมาณมีไม่เพียงพอที่จะนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ อย่างเพียงพอ งบประมาณไม่สมดุล และมีผลกระทบต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจำเป็นของรัฐในการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ

3 ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารราชการไทยยุควิกฤตการณ์ ประสิทธิภาพการบริหารราชการไทยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภาคพื้นเอเชีย แต่ในส่วนราชการส่วนใหญ่ยังไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานว่างานนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด ขาดตัวชี้วัดในการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ถึงความคุ้มทุน และผลสัมฤทธิ์ของราชการได้อย่างชัดเจน แต่โดยที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจึงมีการประเมินคุณภาพ รวมทั้งความคาดหวังของประชาชนโดยทั่วไปจึงต้องการเห็นภาพลักษณ์ใหม่ของระบบราชการไทย ในแนวทางดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องทำให้เห็นถึงเหตุผล และความจำเป็นของการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านประสิทธิภาพของการให้บริการประชาชน

4 ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ กล่าวคือ ราชการบริหารส่วนกลางซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม มีความเข้มแข็ง การบริหารงานและการตัดสินใจมีลักษณะรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด แม้ว่าจะมีการมอบอำนาจการบริหารงานให้กับราชการส่วนภูมิภาค แต่การบริหารงานของราชการส่วนภูมิภาคยังไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้มากนัก ยิ่งต้องอาศัยนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก หลักการบริหารราชการส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรจากส่วนกลาง

5 ปัญหาโครงสร้างส่วนราชการที่ไม่คล่องตัว โครงสร้างการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันมีลักษณะที่เป็นเหลี่ยม ขาดความคล่องตัว การบริหารจัดการขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างทันเหตุการณ์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรทำได้ยาก ไม่คล่องตัว และเนื่องจากโครงสร้างองค์การมีขนาดใหญ่ ทำให้การรับเรื่องร้องเรียนต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการดำเนินการ

6 ปัญหากฎ ระเบียบ เทคโนโลยี และวิธีปฏิบัติงานไม่ทันสมัย การบริหารงานภาครัฐเป็นการบริหารโดยยึดถือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก กฎระเบียบบางเรื่องเป็นอุปสรรคต่อการบริหารภาครัฐและไม่ทันสมัย นอกจากนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในระบบราชการยังขาดความทันสมัยเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจของเอกชน ตลอดจนการบริหารงานภายใต้ระเบียบราชการที่ต้องปฏิบัติงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การบริหารงานให้สำคัญกับกระบวนการมากกว่าเป้าหมาย ทำให้การบริหารงานขาดความคล่องตัว

7 ปัญหากำลังคนภาครัฐไม่มีคุณภาพ กำลังคนภาครัฐที่อยู่ในระบบราชการปัจจุบันส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพและมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านอย่างเร่งด่วน กำลังคนส่วนใหญ่ยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และยึดติดกับการทำงานแบบเดิม ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ระบบราชการที่ทำให้กำลังคนภาครัฐขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน เนื่องจากอยู่ในสถานะของข้าราชการที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงก้าวหน้า

8 ปัญหาค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม ข้าราชการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีรายได้และค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในภาคต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากภาคราชการเป็นองค์การขนาดใหญ่ ทำให้การปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการทำงานได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากภาครัฐต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการเป็นจำนวนมาก รวมถึงค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด รายได้ของข้าราชการอยู่ในระดับต่ำและไม่สัมพันธ์กับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงอยู่ตลอดเวลา

9 ปัญหาทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิม ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับลำดับชั้นของการบังคับบัญชา ปัญหาข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควรต่อการพิจารณาในระบบราชการของข้าราชการ การทำงานขาดการจูงใจ ไม่สามารถแสดงศักยภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิมในภาคราชการดังกล่าว จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการส่งเสริมคนเก่ง คนดี คนที่ความรู้และความสามารถได้มีโอกาสในการแสดงศักยภาพการทำงานได้อย่างเท่าที่ควร ข้าราชการมักจะเคยชินกับระบบการรับคำสั่งและนำมาปฏิบัติงานมากกว่าที่จะริเริ่มและสร้างสรรค์ รวมทั้งขาดความกล้าหาญที่จะโต้แย้งเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติงานนั้นไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติ

แนวทางการแก้ไขเพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1 การมอบอำนาจและการกระจายอำนาจ

2 การให้เอกชนเข้ามามีบทบาทของภาครัฐในด้านการเป็นผู้ควบคุม

3 การลดจำนวนข้าราชการด้านกำลังคน

4 การลดระเบียบให้เหลือเท่าที่จำเป็น

5 ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร

6 ทำให้ระบบราชการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย

7 การปรับเปลี่ยนการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทยให้สอดคล้องกับการเปิดประเทศตามเศรษฐกิจอาเซียน มีดังนี้

1 ให้ภาคราชการมีสมรรถนะที่จะแข่งขันในเวทีโลก (International Competitive Marketing)

2 ลดการควบคุมภาคราชการต่อภาคเอกชนให้น้อยลง โดยการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัย (Deregulation)

3 ให้มีการแปรสภาพภาคราชการไปให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนมากขึ้น (Privatization)

4 ให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5 ปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ (บทบาท วิธีการทำงานและสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน)

6 การปรับปรุงโครงสร้างองค์การบริหารราชการแผ่นดิน

7 การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นระบบงบประมาณมุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์

8 ปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคล (เพิ่มค่าตอบแทนกลาง ปรับปรุงงานบุคคลที่มีศักยภาพของข้าราชการ ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน ปรับกระบวนทัศน์ข้าราชการ)

9 ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

10 ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ (สร้างจิตสำนึก) สร้างระบบการบริหารงานกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) สร้างค่านิยมโปร่งใสทำงานร่วมกับประชาชนอย่างเป็นมิตร

11 เปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูประบบราชการไทย มีดังนี้

1 นำไปสู่ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ระบบราชการโปร่งใสสุจริต ลดความสิ้นเปลืองสูญเปล่า และใช้งบประมาณน้อยลง

2 เป็นข้าราชการที่ดีมีความรับผิดชอบ ซื่อตรงและโปร่งใส

3 เป็นระบบราชการที่สนองตอบความมั่นคง

4 การบริหารราชการมองการณ์ไกล ทันสมัย ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์

5 ได้ระบบและราชการที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน

6 การบริหารราชการที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากประชาชนว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม

7 ได้ข้าราชการที่เข้าใจง่ายและเป็นเพื่อนกับประชาชน โดยที่ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2560

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา POL3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทำทุกข้อ

ข้อ 1. ให้นักศึกษาอธิบายถึงการพัฒนาระบบราชการของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 90, 107 – 109), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 67 – 79), (คำบรรยาย)

การพัฒนาระบบราชการไทย ซึ่งแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

1 ยุคเจ้าขุนมูลนายสุโขทัย (พ.ศ. 1870 – 1893) ลักษณะสำคัญของการปกครองยุคนี้คือ การปกครองแบบพ่อปกครองลูก ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผู้มีอำนาจมากในสังคม ทหารกับพลเรือนมีความแตกต่างกันน้อย ทุกคนทำหน้าที่ทั้งทางการทหารและพลเรือน

2 ยุคระบบราชการอุปถัมภ์อยุธยา (พ.ศ. 1893 – 2310) การปกครองในยุคนี้ถือว่ากษัตริย์เป็นเทวราชา มีลักษณะของนายจ้างกับลูกจ้าง นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบราชการขึ้น โดยไม่เพียงเป็นแค่เครื่องมือของการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการจัดระเบียบทางสังคมอีกด้วย

3 ยุคปฏิรูปของราชวงศ์จักรี (พ.ศ. 2310 – 2475) ยุคนี้เป็นยุคที่มีความก้าวหน้าทางวัตถุเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงกรมต่าง ๆ แบบเก่าให้เป็นกระทรวงแบบยุโรป เปลี่ยนขุนนางมาเป็นข้าราชการพลเรือน มีเงินเดือนประจำ มีการส่งคนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วกลับมารับราชการ

4 ยุครัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา) เป็นยุคที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิในการปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา สาธารณสุข และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสาธารณะ รวมทั้งแรงงานและประกันสังคม

ปัญหาที่สำคัญของระบบราชการไทย มีดังนี้

1 ขนาดของระบบราชการไทยใหญ่โตและอุ้ยอ้ายเกินไป

2 มีการบริหารงานแบบรวมศูนย์อำนาจเกินไป

3 กฎ ระเบียบมีมาก เทคโนโลยีไม่ทันสมัย

4 โครงสร้างส่วนราชการไม่ยืดหยุ่น ขาดความคล่องตัว

5 ระบบราชการไทยขาดเอกภาพ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมและขาดประสิทธิภาพ

6 มีการยึดถือคตินิยมและทัศนคติที่ไม่ดีงาม กล่าวคือ มักใช้อคติ ระบบพรรคพวก ขาดความกระตือรือร้น และความคิดริเริ่มในการทำงาน

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทย

จากปัญหาระบบราชการไทยดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะปฏิรูประบบราชการไทยเกิดขึ้น เพราะประชาชนส่วนรวมต้องการให้มีการปฏิบัติงานบริการที่มีประสิทธิภาพ ภาพพจน์ของระบบราชการที่ดีงาม มาตรฐานในการทำงาน มีความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ และทำงานร่วมมือกัน จุดร่วมของแนวคิดในการปฏิรูป ก็คือ

1 เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารในทางที่ดีขึ้น เพื่อให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน

2 อาจปฏิรูปเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบราชการหรือทั้งระบบก็ได้

3 เป็นการปรับปรุงปรับปรุงส่วนต่าง ๆ วิธีปฏิบัติงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพฤติกรรมของบุคคล

4 มีแนวโน้มไปในปัจจุบันว่าจะมุ่งพัฒนาศักยภาพและกิจกรรมของรัฐในด้านมากกว่าในส่วนใดส่วนหนึ่งเฉพาะ

เหตุผลที่ต้องมีการปรับปรุงและปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1 เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2 เพื่อให้เกิดความประหยัดโดยมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน และมีการใช้คนงาน

3 เพื่อบ่งส่วนราชการให้ถูกต้องตามหลักการแบ่งงานและการจัดองค์การ

4 มีการปฏิรูปราชการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

5 เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

6 ขนาดของระบบราชการไทยใหญ่โตเกินไป

7 กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ทำให้ระบบราชการจะต้องปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

ตัวอย่างการปฏิรูประบบราชการไทยของรัฐบาลต่าง ๆ มีดังนี้

1 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เช่น การกำหนดมาตรการจำกัดการขยายตัวของข้าราชการและลูกจ้างในส่วนราชการให้เหลือร้อยละ 2 ต่อปี เป็นต้น

2 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เช่น การแปรสภาพกิจกรรมของรัฐให้เป็นกิจกรรมของเอกชน (Privatization) เป็นต้น

3 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย เช่น การเสนอให้มีการเกษียณราชการในวันสิ้นสุดครบ 60 ปี เสนอให้ค่าตอบแทนกิจการในการดูแลกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

4 รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เช่น กำหนดแผนแม่บทและแนวทางในการปฏิรูประบบราชการ เพื่อวางหลักการสำคัญเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ การบริการ และแนวทางการปฏิรูประบบการทำงานของรัฐ เป็นต้น

5 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เช่น การเสนอให้มีการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) โดยกำหนดให้มีคุณสมบัติครบที่จะเกษียณอายุราชการในอีก 20 ปี และบรรจุข้าราชการทดแทนได้ไม่เกินร้อยละ 20 เป็นต้น

6 รัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เช่น การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม เป็น 20 กระทรวง ปรับปรุงโครงสร้างข้าราชการ ระบบงบประมาณ กฎหมาย พัฒนาคติของข้าราชการ และวิธีการทำงาน เป็นต้น

7 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่น ประกาศใช้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เป็นต้น

ข้อ 2. ให้นักศึกษาอธิบายถึงแนวคิดเชิงระบบการเมืองของไทยมาโดยละเอียด
แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 3 – 5)

ทฤษฎีระบบ (Systems Theory)
ทฤษฎีระบบการเมืองตามแนวคิดของ David Easton เริ่มต้นด้วยปัจจัยนำเข้า (Input) อันได้แก่ ความต้องการ และการให้ความสนับสนุน นำเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งกระทำหน้าที่เป็นกระบวนการแปรรูป (Process) ผลที่ออกมาจากกระบวนการนี้เรียกว่า ปัจจัยนำออก (Output) อันได้แก่ นโยบายหรือการตัดสินใจของรัฐบาล และเมื่อนโยบายถูกนำไปปฏิบัติก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (Feedback) ไปสู่ปัจจัยนำเข้าเพื่อนำไปเป็นปัจจัยแก้ไขหรือพัฒนาต่อไปอีกครั้ง ซึ่งความต้องการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการรับรู้สภาวะแวดล้อมของบุคคลหรือกลุ่มต่าง ๆ ความต้องการเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อทำให้เกิดนโยบายสาธารณะที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่บุคคลและกลุ่มที่เรียกร้องเมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติ

นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตที่เกิดจากการที่ระบบการเมืองแปรเปลี่ยนความต้องการของประชาชนไปสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม ข้อเรียกร้องของประชาชน ซึ่งตามทฤษฎีนี้ความต้องการและการสนับสนุนจากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะโดยผ่านกระบวนการในระบบการเมือง

เราจะเห็นได้ว่า David Easton มองระบบการเมืองเป็นการดำเนินงานทางการเมืองเนื่องในฐานะที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปจากกระบวนการดำเนินงานในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น การวิเคราะห์การเมืองในรูปแบบนี้เป็นเพียงการยอมรับว่าในสถาบันการเมือง เราสามารถแยกแยะกระบวนการเมืองออกจากกระบวนการอื่น ๆ ในสังคมได้อย่างชัดเจน มีขอบข่ายแน่นอน โดยเราจะต้องคัดค้านการดำเนินงานในกิจกรรมอื่น ๆ ในสังคมได้อย่างชัดเจน มีขอบข่ายแน่นอน โดยเราจะต้องคัดค้านการดำเนินงานในระบบอื่น ๆ และสิ้นสุดลงที่จุดไหน โดยเราจะต้องเลือกตัวจักรสำคัญที่เป็นผลมาจากปัจจัยแวดล้อมในสังคมที่ใหญ่โต โดยกำหนดว่ากิจกรรมอยู่ในขอบเขตของระบบการเมือง จะต้องเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่าง ๆ ในระบบ โดยมีนโยบายโดยตรงบังคับให้ปฏิบัติตามการแบ่งสรร

 

ข้อ 3. ให้นักศึกษาอธิบายถึงขั้นตอนของการพัฒนาระบบราชการไทย
แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 47 – 49, 59 – 61)

ระบบราชการไทย
ระบบราชการไทยเป็นกลไกอย่างหนึ่งต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล รวมถึงการดำเนินการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย อันมีจุดหมายปลายทางเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ระบบราชการไทยที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบันและในอนาคตนั้นจะต้องมีคุณลักษณะและแนวทาง ดังต่อไปนี้

1 ต้องให้ประชาชนเป็น “ศูนย์กลาง” ในการทำงาน โดยต้องรับฟังความคิดเห็น ตอบสนองความต้องการและอำนวยประโยชน์ให้ตกแก่ประชาชน ลดขั้นตอนและภาระในการติดต่อของประชาชน มีระบบการรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามมีปัญหาและความเดือดร้อน

2 ปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่เป็นผู้ดำเนินการเสียเองหรือมีอำนาจมากจนเกินไป รวมทั้งต้องดึงภาคเอกชนและทรัพยากรภายนอกเข้ามาสมทบ ไม่พยายามเข้าแทรกแซงและขยายตัวเกินไปจนเป็นการผูกขาดประเทศ หรือมีผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3 ประเมินการทำงานงานกับผู้รับบริการรายอื่นเพื่อเพิ่มประโยชน์สุขต่อประชาชน สามารถให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างมีเหตุผล ดังนั้นความถูกต้อง เป็นกลาง ปราศจากอคติ และอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลวิชาชีพ นอกจากนี้ยังควรต้องให้การยอมรับและเข้าไปแทรกแซงบทบาทและอำนาจหน้าที่ซึ่งกันและกัน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยในช่วงระยะปี พ.ศ. 2551 – 2555 สามารถแยกออกได้เป็น 4 ประการ ดังนี้

1 ยกระดับการให้บริการและการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่สลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

2 ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการประสานความร่วมมือ และสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

3 มุ่งสู่องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ

4 สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม

แนวคิดในการปฏิรูป พ.ศ. 2511 ประกอบด้วยหลักการสำคัญ ดังต่อไปนี้

1 หลักคุณธรรม โดยยึดมั่นในความดี ความสามารถ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

2 หลักความรับผิดชอบที่จำเป็นและเหมาะสมกับการปฏิบัติราชการ

3 หลักความมีประสิทธิภาพให้ทุกคนได้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ

4 หลักการกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์และแข่งขันกับส่วนราชการในการปฏิบัติงานด้านการบริหาร ทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

5 หลักความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตและการทำงาน

การจัดระเบียบบริหารราชการไทย แบ่งอำนาจบริหารออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1 อำนาจบริหารส่วนกลาง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงหรือทบวง

2 อำนาจบริหารส่วนภูมิภาค โดยการใช้อำนาจคณะรัฐมนตรี มหาดไทย กระทรวง ทบวง กรม และการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ

3 อำนาจตุลาการ โดยการใช้อำนาจทางศาลยุติธรรม

หลักการทั่วไปในการจัดระเบียบการปกครอง มี 3 หลักการสำคัญ คือ

1 หลักการรวมอำนาจปกครอง (Centralization) หมายถึง หลักการจัดระเบียบราชการแผ่นดิน โดยรวมอำนาจการปกครองไว้ให้แก่ราชการบริหารส่วนกลาง อันได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองของรัฐ มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ การรวมอำนาจทางด้านการคลัง และการให้ขึ้นตรงส่วนกลาง ส่วนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคมีบัญชาเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางไปประจำการ

2 หลักการแบ่งอำนาจปกครอง (Deconcentration) หมายถึง หลักการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางที่ได้แบ่งแยกอำนาจไปให้ราชการบริหารส่วนกลางที่เป็นตัวแทนไปประจำยังพื้นที่ส่วนภูมิภาค ซึ่งส่วนภูมิภาคดังกล่าวต้องปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบแบบแผนที่ส่วนกลางกำหนดไว้

3 หลักการกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization) หมายถึง หลักการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางได้กระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลที่เป็นอิสระจากส่วนกลาง หน่วยการบริหารราชการส่วนกลางจะไม่ต้องขึ้นบังคับบัญชา เพียงแต่มีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารราชการส่วนกลางเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐมอบอำนาจในการปกครองส่วนกลางบางอย่างไปให้ประชาชนในท้องถิ่นจัดตั้งองค์กรขึ้นปกครองท้องถิ่นของตนเอง

การกระจายอำนาจปกครองให้แก่ท้องถิ่น มีลักษณะที่สำคัญ คือ

1 มีการจัดตั้งองค์การขึ้นเป็นนิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากส่วนกลาง มีงบประมาณและทรัพย์สินเป็นของตนเองและไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนกลางจะเพียงดูแลให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมายเท่านั้น

2 มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองอย่างใกล้ชิด

3 มีอำนาจอิสระในการปกครองตนเองได้ตามสมควร

4 มีงบประมาณและรายได้เป็นของตนเอง

5 มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เป็นของท้องถิ่นของตนเอง

 

ข้อ 4. ระบบการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบันมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบราชการของไทย จงอธิบาย
แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 119 – 124), (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 26 – 28)

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการ
โดยหลักการทั่วไปการเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายและเป้าหมายของรัฐ (Ends) ส่วนเรื่องการบริหารเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามนโยบายซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการ (Means) และระบบราชการ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการจึงหนีไม่พ้นความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการด้วย ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ระบบราชการ หมายถึง หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่บริหารราชการของประเทศ รวมทั้งองค์กรของรัฐในรูปของรัฐวิสาหกิจ

ส่วนข้าราชการ หมายถึง บุคคลที่ทำงานประจำในระบบราชการตามกระทรวง ทบวง กรม สำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐวิสาหกิจ

ส่วนบุคคลที่ทางกฎหมายเรียกว่าข้าราชการการเมืองนั้น ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ไม่เรียกเป็นข้าราชการ แต่เรียกว่านักการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักการเมืองกับข้าราชการจะมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แต่ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในทางประสานและขัดแย้งกัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมืองนี้เองทำให้นักการเมืองเข้าไปมีอิทธิพลต่อข้าราชการ ขณะเดียวกับข้าราชการก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง

การเมืองมีอิทธิพลต่อระบบราชการไทย ดังนี้

1 นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีกดขี่ข่มเหงบางคนเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรคพวก มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

2 นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีบางครั้งบางคราวไม่มีความชำนาญการและระเบียบแบบแผน การตัดสินใจจึงสั่งการไม่รอบคอบ และในบางกรณีไม่มีความสันทัดจัดเจนในเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน

3 นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีบางครั้งบางคราวสั่งการโดยขัดกับคณะรัฐมนตรีหรือกฎระเบียบ ข้าราชการประจำจำเป็นต้องปฏิบัติตามความเดือดร้อนคือข้าราชการเพราะเป็นผู้ดำเนินการ

4 นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีบางครั้งบางคราวสร้างความหวาดกลัวให้แก่ข้าราชการและใช้อำนาจในการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ

5 นักการเมืองทำผิดต่อมติคณะรัฐมนตรีหรือกฎเกณฑ์ ข้อกฎหมายไม่ถูกลงโทษ แต่ถ้าข้าราชการถูกตรวจสอบและหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะถูกโยกย้ายหรือให้ออกได้

6 นักการเมืองขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาของชาติที่มีความสลับซับซ้อนและมีแง่มุมทางด้านเทคนิคสูง นักการเมืองมักให้ความรู้สึกส่วนตัวโดยขาดข้อมูลทางวิชาการ

7 นักการเมืองที่เข้าไปในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ มักมีพฤติกรรมในระบบปฏิบัติงาน 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ทำงานสานต่อปลัดกระทรวงอีกคนหนึ่งไม่มีแนวการบริหารงานที่ต่างไปจากข้าราชการที่ปฏิบัติอยู่ แบบที่ 2 พยายามเข้าไปก้าวก่ายกิจการของข้าราชการประจำมากเกินไป

กล่าวโดยสรุป ระบบราชการกับการเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ผลของการบริหารเป็นผลที่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมทางการเมืองด้วย และเริ่มศึกษาระบบพร้อมกับสิ่งแวดล้อมทางการเมือง โดยเฉพาะการศึกษาเป็นกรณีเฉพาะเรื่องไป (Case Studies)

นักวิชาการได้มีความเชื่อว่าระบบการปกครองและการบริหารนั้น มีลักษณะที่เป็นในเรื่องของการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มหลากหลายในสังคมซึ่งเป็นลักษณะของสังคมประชาธิปไตย แนวคิดการบริหารให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ที่ถือว่าการบริหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง โดยพิจารณาในด้านการให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน เช่น การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ สนใจนโยบายมาจากกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม สนใจในเรื่องการต่อรองบนฐานแห่งเหตุผล การเมืองนั้นเป็นเรื่องของนโยบายในบางครั้งระบบราชการช่วยแก้ปัญหาในการวางนโยบาย และปัญหาสั้น ๆ ทางการเมืองได้

POL3311 การเมืองและระบบราชการ s/2559

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 3 หน้า ให้นักศึกษาทำทุกข้อ
ข้อ 1. ให้นักศึกษาวิเคราะห์การเมืองไทย (ยุคใดก็ได้) ที่ท่านเข้าใจมากที่สุด โดยใช้ทฤษฎีระบบ (System Theory) ของเดวิด อีสตัน (David Easton) เป็นแนวทางในการวิเคราะห์

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 3 – 5)
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory)
ทฤษฎีระบบการเมืองตามแนวคิดของ David Easton เริ่มต้นด้วยปัจจัยนำเข้า (Input) อันได้แก่ ความต้องการ และการให้ความสนับสนุน นำเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งกระทำหน้าที่เป็นกระบวนการแปรรูป (Process) ผลที่ออกมาจากกระบวนการนี้เรียกว่า ปัจจัยนำออก (Output) อันได้แก่ นโยบายหรือการตัดสินใจของรัฐบาล และเมื่อนโยบายถูกนำไปปฏิบัติก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (Feedback) ไปสู่ปัจจัยนำเข้าเพื่อนำไปเป็นปัจจัยแก้ไขหรือพัฒนาต่อไปอีกครั้ง ซึ่งความต้องการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการรับรู้สภาวะแวดล้อมของบุคคลหรือกลุ่มต่าง ๆ ความต้องการเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อทำให้เกิดนโยบายสาธารณะที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่บุคคลและกลุ่มที่เรียกร้องเมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติ

นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตที่เกิดจากการที่ระบบการเมืองแปรเปลี่ยนความต้องการของประชาชนไปสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมตามทฤษฎีนี้มีความต้องการและการสนับสนุนจากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะโดยผ่านกระบวนการในระบบการเมือง

เราจะเห็นได้ว่า David Easton มองระบบการเมืองเป็นการดำเนินงานทางการเมืองเนื่องในฐานะที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปจากระบบการดำเนินงานในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น การวิเคราะห์ระบบการเมืองในรูปแบบนี้เป็นเพียงการยอมรับว่าในสถาบันการเมือง เราสามารถแยกแยะกระบวนการเมืองออกจากกระบวนการอื่น ๆ ในสังคมได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เราจะต้องต้องเลือกตัวจักรสำคัญที่เป็นผลมาจากปัจจัยแวดล้อมในสังคมที่ใหญ่โต โดยกำหนดว่ากิจกรรมอยู่ในขอบเขตของระบบการเมือง จะต้องเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่าง ๆ ในระบบ โดยมีนโยบายโดยตรงบังคับให้ปฏิบัติตามการแบ่งสรร

ข้อ 2. ท่านคิดว่าหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) และระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 คืออะไร มีรายละเอียดอะไรบ้าง นำมาใช้ในการพัฒนาระบบราชการอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 39 – 40, 145 – 146)

หลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เป็นการสร้างเงื่อนไขในการใช้อำนาจ เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปเพื่อความสุขของประชาชนและตามความมั่นคงของประเทศ
หลักการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 ประกอบด้วย 6 หลัก คือ

1 หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม

2 หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักการนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคม และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆ กัน

3 หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์การทุกภาคส่วนให้มีความโปร่งใส ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้

4 หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ

5 หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะ และกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา

6 หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม รณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
เป็นการนำแนวคิดเกี่ยวกับระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาเป็นแนวทางในการบริหารราชการ เป็นการนำไปสู่การปฏิบัติในทางกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ เป็นการกำหนดขอบเขตแบบแผน วิธีปฏิบัติราชการเพื่อการบริหารราชการบรรลุเป้าหมาย เป็นการสร้างหลักประกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานรวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจเพื่อเสริมสร้างกิจการบ้านเมืองที่ดี

การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้

1 เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

2 เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

3 มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

4 ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

5 มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์

6 ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

7 มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

ข้อ 3. ท่านคิดว่าระบบราชการควรจะต้องปรับปรุงเรื่องอะไรบ้าง อย่างไร และจากการศึกษาเปรียบเทียบในต่างประเทศ ประเทศใดบ้างที่มีส่วนเหมือนและ/หรือคล้ายกับประเทศไทย จงอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นข้อ ๆ

แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 108 – 109), (คำบรรยาย)

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทยให้สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีดังนี้

1 ให้ภาคราชการมีสมรรถนะที่จะแข่งขันในเวทีโลก (International Competitive Marketing)

2 ลดการควบคุมภาคราชการต่อภาคเอกชนให้น้อยลง โดยการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัย (Deregulation)

3 ให้มีการแปรสภาพสาธารณูปโภคให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนมากขึ้น (Privatization)

4 ให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5 ปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ (บทบาท วิธีการทำงาน และสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน)

6 การปรับปรุงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดิน

7 การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์

8 ปรับเปลี่ยนบริหารงานบุคคล (พัฒนาหน่วยงานกลาง บริหารงานบุคคลพัฒนาศักยภาพของข้าราชการ ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน ปรับกระบวนทัศน์ข้าราชการ)

9 ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

10 ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ (สร้างจิตสำนึก) สร้างระบบการบริหารงานกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) สร้างค่านิยมโปร่งใส ทำงานร่วมกับประชาชนอย่างเป็นมิตร

11 เปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูประบบราชการไทย มีดังนี้

1 นำไปสู่ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ระบบราชการโปร่งใสสุจริต ลดความสิ้นเปลืองสูญเปล่า และใช้งบประมาณน้อยลง

2 เป็นข้าราชการที่มีความรับผิดชอบ ซื่อตรงและโปร่งใส

3 เป็นระบบราชการที่แน่นอนคาดค้นคว้า

4 การบริหารราชการทันต่อการณ์ไกล ทันสมัย ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์

5 ได้ระบบและราชการที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน

6 การบริหารราชการที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากประชาชนว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม

7 ได้ข้าราชการที่เข้าใจง่ายและเป็นเพื่อนกับประชาชน โดยที่ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม

ตัวอย่างแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการของประเทศญี่ปุ่น มีดังนี้

1 การปฏิรูประบบการคลัง โดยการตัดทอนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยกเลิกการดำเนินนโยบายการคลังที่ใช้จ่ายเงินเกินรายได้ และพยายามจัดระบบการให้เงินอุดหนุนมีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น

2 การแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ โดยการให้เป็นบริษัทมหาชนที่มีผู้ถือหุ้นร่วม จัดระบบการจ้างงานที่เสมอภาคและผลักดันการจัดการที่มีเหตุผลจากมาตรการของรัฐบาล

3 การลดกฎระเบียบของทางราชการ โดยปฏิรูประบบการออกใบอนุญาตผูกขาดหลาย และลดจำนวนกฎระเบียบของรัฐด้านการโทรคมนาคมและการธนาคาร

4 การปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยจัดระบบการมอบอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนท้องถิ่น ยกเลิกการแทรกแซงของรัฐบาลกลางต่อรัฐบาลส่วนท้องถิ่นในด้านการเงินและการบริหารงานส่วนท้องถิ่น

5 การปฏิรูปทางด้านนโยบาย โดยการรวมระบบบำเหน็จบำนาญที่มีอยู่หลายระบบ กระจายอำนาจให้ศูนย์การจ้างงานศูนย์เดียว และการจัดระบบการประกันสุขภาพ

6 การปรับโครงสร้างระบบบริหารและการควบคุมอัตรากำลัง โดยจัดระบบโครงสร้างให้หน่วยงานกลางทำหน้าที่ด้านการประสานงานที่มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และปรับโครงสร้างสำนักงานของกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานพิเศษหลายแห่ง

7 การปรับปรุงหน่วยงานของรัฐบาลในลักษณะเป็นคณะกรรมการอิสระเชิงบริการ เช่น โรงพยาบาลของรัฐ กรมไปรษณีย์ และกรมป่าไม้

8 ดำเนินการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจทั้ง 19 แห่ง ทบทวนความจำเป็นของรัฐวิสาหกิจทั้ง 50 แห่ง และปรับปรุงระบบการทำงานและการจัดการของรัฐวิสาหกิจ

9 การปรับปรุงกระบวนการบริหาร โดยนำเสนอหลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้ระบบ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และออกกฎหมายป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์

ยุทธศาสตร์ที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการประสบความสำเร็จ มีดังนี้

1 มีการกำหนดจำนวนส่วนราชการไว้ในกฎหมาย และหากจะจัดตั้งส่วนราชการขึ้นมาใหม่ให้ยุบส่วนราชการที่มีอยู่เดิมในจำนวนเท่ากัน

2 เน้นการปฏิรูปเรื่อง

1 การลดขนาดของภาคราชการ

2 การลดกฎระเบียบและการควบคุมของภาคราชการ

3 การแปรสภาพงานภาคราชการให้เอกชนทำ

4 การให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและการจัดการของภาคราชการมากขึ้น

3. ยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ

1 รัฐบาลให้ความสำคัญและความสนใจในการปฏิรูประบบราชการ

2 แต่งตั้งให้บุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมเป็นคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ

3 มีการให้คำมั่นสัญญาเป็นการล่วงหน้าว่าจะนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการไปดำเนินการอย่างจริงจัง

4 จัดตั้งสำนักงานของคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการโดยมีข้าราชการระดับปลัดทบวงเป็นหัวหน้าสำนักงานและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเต็มเวลา

POL3311 การเมืองและระบบราชการ 1/2559

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา POL3311 การเมืองและระบบราชการ

คำสั่ง ข้อสอบมี 2 หน้า (ข้อ 1 ให้ทำในข้อสอบ, ข้อ 2 ให้ทำในสมุดคำตอบ)

ข้อ 1. ให้อธิบายแนวคิดต่อไปนี้พอสังเขป ฃ

1.1 กระบวนการทำให้เป็นสถาบัน
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 34 หน้า 7), (คำบรรยาย)
แนวคิดเชิงสถาบันนิยม (Institutionalism) หรือแนวคิดเชิงสถาบันการเมือง (Political Institution Approach) เป็นแนวที่มุ่งสนใจกระบวนการที่ทำให้เป็นสถาบันหรือกระบวนการสร้างสถาบัน (Institutionalization) การศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แหล่งที่มาและโครงสร้างของอำนาจและรูปแบบของรัฐ บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เช่น สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร สถาบันตุลาการ สถาบันข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมักจะนำไปใช้ในการศึกษารัฐบาลเปรียบเทียบ พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์เปรียบเทียบ และสถาบันข้าราชการเปรียบเทียบ

1.2 การขัดกันแห่งผลประโยชน์
แนวคำตอบ (คำบรรยาย)
การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือ การกำหนดนโยบายที่ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายสาธารณะ แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว
ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) คือ ข้อทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือเรียกว่าการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตัวอย่างการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น

1 นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญา หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

2 การใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตน ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ฯลฯ

1.3 แนวคิดเชิงปรัชญาการเมือง
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7)
แนวคิดเชิงปรัชญาการเมือง (Political Philosophy Approach) เป็นแนวคิดที่มุ่งสนใจการแสวงหารูปแบบที่ดีของรัฐและชีวิตที่ดีของมนุษย์ในสังคม โดยเน้นในเรื่องคุณค่า คุณธรรม จริยศาสตร์ ธรรมชาติของมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค โครงสร้างของรัฐ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ลัทธิการเมือง และการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ

1.4 ลัทธิอำนาจตามเหตุผลทางกฎหมาย
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 15)
ลัทธิอำนาจตามเหตุผลทางกฎหมาย (Legal-Rational Authority) หมายถึง ลัทธิอำนาจที่ได้มาจากระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งลัทธิอำนาจแบบนี้ถือว่าเป็นรากฐานของระบบราชการ
ลัทธิอำนาจตามบารมี (Charismatic Authority) หมายถึง ลัทธิอำนาจที่ได้มาจากลักษณะความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของบุคคล ทำให้เกิดกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ตามผู้มีบารมี

1.5 แนวคิดเชิงระบบ
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 7), (คำบรรยาย)
แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)
David Easton ในทางรัฐศาสตร์ได้นำแนวคิดของนักสังคมวิทยามาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองแล้วอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องว่ามีความเกี่ยวข้องกับอย่างไร ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ

1 สิ่งที่ป้อนเข้าหรือปัจจัยนำเข้า (Input)

2 กระบวนการ (Process) หรือเรียกอีกอย่างว่า กล่องดำ (Black Box)

3 ผลที่ออกมาหรือผลผลิต (Output)

4 ผลย้อนกลับหรือผลกระทบที่เกิดจากผลผลิต (Feedback)

ข้อ 2. ให้นักศึกษาทำข้อสอบทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2 (ทำในสมุดคำตอบ ส่ง รศ.ดร.วิทยา เลิศพนัส) (50 คะแนน)

2.1 Merle Fainsod อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมืองไว้กี่รูปแบบอย่างไรบ้าง จงอธิบายเป็นข้อ ๆ ?
แนวคำตอบ (เอกสารหมายเลข 84 หน้า 23 – 24)
Merle Fainsod แบ่งรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างระบบราชการกับการเมืองเป็น 5 แบบ ดังนี้

1 ระบบราชการที่มีลักษณะเป็นตัวแทนของประชาชน (Representative Bureaucracies) เป็นระบบที่ระบบการเมืองมีอิทธิพลเหนือระบบราชการ โดยระบบราชการจะเป็นเพียงเครื่องมือของระบบการเมือง เพราะนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะพบได้ในประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย

2 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง (Party-State Bureaucracies) เป็นระบบที่ถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ซึ่งมีผลต่อการกลางของพรรคเป็นผู้ควบคุมนโยบายและการปฏิบัติงานของข้าราชการทุกระดับ โดยระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ เช่น ประเทศที่มีการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคสังคมนิยม ซึ่งได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังพบได้ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองหรือผู้นำพรรคการเมืองคณะผู้ชำนาญงานสาขาต่าง ๆ เป็นผู้ช่วยพิเศษของรัฐบาล เช่น คณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีและคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

3 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยคณะทหาร (Military-Dominated Bureaucracies) เป็นระบบที่คณะทหารควบคุมตำแหน่งสำคัญทางราชการไว้แทนข้าราชการซึ่งระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศพม่า อินโดนีเซีย เป็นต้น

4 ระบบราชการที่ถูกครอบงำโดยผู้ปกครองคนเดียว (Ruler-Dominated Bureaucracies) เป็นระบบที่พระมหากษัตริย์ควบคุมระบบราชการไว้อย่างเด็ดขาด ซึ่งระบบราชการประเภทนี้จะพบได้ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น สมเด็จพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน เป็นต้น

5 ระบบราชการที่ทำหน้าที่ทางการเมือง (Ruling Bureaucracies) เป็นระบบที่ข้าราชการเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองและทำหน้าที่ทางการเมืองแทนนักการเมือง ซึ่งจะเกิดขึ้นในระบบที่สถาบันการเมืองอ่อนแอและระบบการเมืองขาดความต่อเนื่อง ในขณะที่ระบบราชการมีความแข็งแกร่งและยาวนานกว่าระบบการเมือง โดย Fred W. Riggs เรียกระบบนี้ว่าอำนาจอธิปไตย (Bureaucratic Polity)

2.2 ท่านคิดว่าระบบราชการไทยมีปัญหาอย่างไรจงอธิบาย และรัฐบาลไทยควรมีรูปแบบการปฏิรูประบบราชการในเรื่องใดบ้าง อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้อธิบายเป็นข้อ ๆ ?
แนวคำตอบ (หนังสือเล่มพิมพ์ 53288 หน้า 87 – 90, 108 – 109), (คำบรรยาย)
ปัญหาระบบราชการของไทยที่สำคัญ ได้แก่

1 ปัญหาเรื่องจริยธรรมและภาพลักษณ์ในเชิงลบของข้าราชการ เป็นปัญหาที่เรื้อรังและสั่งสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบและเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้ช่องทางแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง การเลือกปฏิบัติ และการที่ข้าราชการจำนวนมากถูกครอบงำโดยระบบอุปถัมภ์ทำให้ภาพลักษณ์ของระบบราชการไทยดูตกต่ำลงในที่สุด

2 ปัญหาเนื่องจากระบบราชการไทยมีโครงสร้างของกลุ่มคนที่ขนาดใหญ่ซับซ้อน มีอัตรากำลังข้าราชการเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบราชการขาดความคล่องตัว และประสบปัญหางบประมาณด้านบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณอย่างไม่มีสิ้นสุด และมีผลกระทบต่อประชาชนในภาพรวมในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจำเป็นของรัฐในการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ

3 ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการบริหารงานในระบบราชการไทยในยุคโลกาภิวัตน์และวิกฤตการณ์ ประสิทธิภาพการบริหารงานในส่วนราชการส่วนใหญ่มักจะมีการปฏิบัติงานเป็นกิจวัตร ไม่มีการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขาดวิสัยทัศน์ ขาดการวางแผนที่ดีและมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเพียงใด ขาดตัวชี้วัดในการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถวัดระดับความสำเร็จและความล้มเหลวของรัฐได้ การดำเนินงานของส่วนราชการได้อย่างชัดเจน โดยส่วนใหญ่แล้วการปรับเปลี่ยนสาขาของรัฐจะกระทำเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นปัญหาสำคัญของระบบราชการไทยในปัจจุบันจึงอยู่ที่ต้องหาทางแก้ไขและหาสาเหตุของปัญหาของการปฏิบัติราชการเพื่อแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพของการบริหารให้แก่ประชาชน

4 ปัญหาการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ กล่าวคือ ราชการบริหารส่วนกลางได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม มีความเข้มแข็ง การตัดสินใจสั่งการขั้นสุดท้ายจะถูกสงวนอำนาจทั้งหมดแม้ว่าจะมีส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็ตาม แต่การบริหารงานส่วนภูมิภาคก็ยังไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ยังต้องขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ภายใต้การบังคับบัญชาตามสายการปกครองยังเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานราชการส่วนภูมิภาค ยังต้องขึ้นต่อส่วนกลาง ยังต้องรอรับนโยบายจากส่วนกลาง ทรัพยากรการบริหารส่วนใหญ่จึงอยู่กับการจัดสรรจากส่วนกลาง

5 ปัญหาโครงสร้างส่วนราชการที่ไม่คล่องตัว โครงสร้างการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันมักจะยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเดิม ขาดความยืดหยุ่น การบริหารจัดการองค์กรตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายเป็นหลัก ทำให้การบริหารไม่สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรทำได้ช้า และเนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีขนาดใหญ่ ทำให้การปรับรื้อต้องใช้ระยะเวลากอปรกับความไม่คล่องตัวในการดำเนินการ

6 กฎ ระเบียบ เทคโนโลยี และวิธีปฏิบัติงานไม่ทันสมัย การบริหารราชการเป็นการบริหารโดยยึดถือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก กฎระเบียบเป็นเครื่องมือที่มุ่งไปสู่การควบคุมการบริหารราชการรัฐและทันสมัย นอกจากนั้นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ ระบบราชการจึงมีความทันสมัยเมื่อเทียบกับการดำเนินงานของภาคเอกชน ตลอดจน ราชการส่วนภูมิภาคเองยังต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด การบริหารงานราชการจึงขาดความคล่องตัว

7 ปัญหาความกังวลด้านการรับรู้ไม่ดี กำลังคนภาครัฐที่อยู่ในระบบราชการปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพและมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านอย่างเร่งด่วน ส่วนกำลังคนภาครัฐส่วนใหญ่ยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยึดติดกับการทำงานแบบเดิม ทั้งที่อาจจะเป็นผลเนื่องมาจากความเฉื่อยชาในสถานะของกำลังคนภาครัฐส่วนใหญ่ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และความมั่นคงค่อนข้างสูง

8 ปัญหาค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ไม่เหมาะสม ข้าราชการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีรายได้และค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชนอื่น ๆ ที่มีคุณวุฒิการศึกษาในตลาดต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากการขาดการปรับปรุงค่าตอบแทนให้ทันต่อสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนมากน้อยเพียงใด ส่วนมากจากการที่รัฐต้องใช้งบประมาณในด้านอื่นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการปรับขึ้นเงินเดือนที่ทำได้ในอัตราที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ไม่ก่อให้เกิดกลไกตลาด รายได้ของข้าราชการอยู่ในระดับต่ำและไม่สัมพันธ์กับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงตลอดเวลา

9 ปัญหาวินัยและค่านิยมดั้งเดิม ระบบราชการเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับลำดับขั้นของการบังคับบัญชา ทำให้ข้าราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งต้องการหลีกเลี่ยงอุปสรรคใด ๆ ของการทำงาน ทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่ไม่สามารถแสดงศักยภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติและค่านิยมดั้งเดิมในภาคราชการดังกล่าว จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการส่งเสริมคนเก่ง คนดี คนที่มีความรู้และความสามารถได้ใช้โอกาสในการแสดงศักยภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ตลอดจนข้าราชการมักจะเคยชินกับการรับคำสั่งและนำมาปฏิบัติมากกว่าการจะริเริ่มและสร้างสรรค์ รวมทั้งขาดความกล้าหาญที่จะโต้แย้งเมื่อเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องหรือปฏิบัติงานนั้นไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติ

แนวทางการแก้ไขอันนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการ มีดังนี้

1 การมอบอำนาจและการกระจายอำนาจ

2 การให้เอกชนเข้ามามีบทบาทของภาครัฐไปดำเนินการโดยรัฐเป็นผู้ควบคุม

3 การลดจำนวนข้าราชการลงในด้านกำลังคน

4 การลดระเบียบให้เหลือน้อยเท่าที่จำเป็น

5 ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร

6 ทำให้ระบบราชการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย

7 การปรับเปลี่ยนการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการไทยให้สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีดังนี้

1 ให้ภาคราชการมีสมรรถนะที่จะแข่งขันในเวทีโลก (International Competitive Marketing)

2 ลดการควบคุมภาคราชการต่อภาคเอกชนให้น้อยลง โดยการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัย (Deregulation)

3 ให้มีการแปรสภาพราชการไปให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนมากขึ้น (Privatization)

4 ให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5 ปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ (บทบาท วิธีการทำงาน และสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน)

6 การปรับปรุงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดิน

7 การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์

8 ปรับเปลี่ยนบริหารงานบุคคล (พัฒนาหน่วยงานกลาง บริหารงานบุคคลพัฒนาศักยภาพข้าราชการ ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน ปรับกระบวนทัศน์ข้าราชการ)

9 ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

10 ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ (สร้างจิตสำนึก) สร้างระบบการบริหารงานกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) สร้างค่านิยมโปร่งใสทำงานร่วมกับประชาชนอย่างเป็นมิตร

11 เปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูประบบราชการไทย มีดังนี้

1 นำไปสู่ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ระบบราชการโปร่งใสสุจริต ลดความสิ้นเปลืองสูญเปล่า และใช้งบประมาณน้อยลง

2 เป็นข้าราชการที่มีความรับผิดชอบ ซื่อตรงและโปร่งใส

3 เป็นระบบราชการที่แน่นอนคาดค้นคว้า

4 การบริหารราชการทันต่อการณ์ไกล ทันสมัย ทันโลก ทันต่อเหตุการณ์

5 ได้ระบบและราชการที่มีความมั่นคงเข้มแข็ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน

6 การบริหารราชการที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากประชาชนว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพประสิทธิภาพ และมีคุณธรรม

7 ได้ข้าราชการที่เข้าใจง่ายและเป็นเพื่อนกับประชาชน โดยที่ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม