POL3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ

คำสั่ง: ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ โดยข้อที่ 1 บังคับทำ ถ้าไม่ทำถือว่าสอบไม่ผ่าน

ข้อ 1. จงอธิบายความหมาย ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ลักษณะ และรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย

[แนวคำตอบ]

1. ความหมายของรัฐวิสาหกิจ
– เกศินี หงสนันทน์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การซึ่งรัฐบาลกลางควบคุมและเป็นเจ้าของ ทั้งนี้เพื่อที่จะปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง และยกฐานะของประชาชนในประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
– ติน ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการต่าง ๆ ของรัฐแต่บริหารงานเชิงธุรกิจ กิจการของรัฐที่บริหารงานเชิงธุรกิจดังกล่าวนี้อาจรวมถึงกิจการทางด้านการสื่อสาร สาธารณูปโภค การคมนาคม สถาบันการเงิน การประกันภัย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การวิจัย ฯลฯ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อาจจะจัดตั้งภายใต้กฎหมาย และกฎเกณฑ์หลายประการ คือ
1. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย
2. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
3. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาที่อำนาจไว้โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เช่น องค์การตลาด
4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
5. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจโดยนัยนี้ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เช่น โรงงานยาสูบ
6. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมาตามนัยของกฎหมายธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น ธนาคารกรุงไทย

2. ความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งของการบริหารจัดการในภาครัฐ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริม พัฒนา และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนมาก เป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ด้านการคมนาคม ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกิจการสาธารณะเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูง แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและมีอัตราการคืนทุนที่ใช้ระยะเวลานาน ทำให้เอกชนขาดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการเองในรูปแบบของ “รัฐวิสาหกิจ” เพื่อให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

3. วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ
2. เพื่อส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรม
3. เพื่อความมั่นคงของประเทศ
4. เพื่อควบคุมสินค้าอันตราย
5. เพื่อประโยชน์ในด้านการคลังและเสริมรายได้ให้แก่รัฐ
6. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ
7. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจแทนรัฐ
8. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนในการดำเนินธุรกิจ
9. เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศ

4. ลักษณะของรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานร่วมกับเอกชนหรือกลุ่มบุคคล
2. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานแบบธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้ปกครอง
3. เป็นกิจการที่มีอิสรภาพทางการบริหารและการจัดการทรัพยากรของตนเองภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล
4. การจัดโครงสร้างขององค์การรัฐวิสาหกิจควรมีลักษณะพิเศษที่เหมาะสมแก่การบริหารงาน
5. ผู้ใช้บริการ คือบุคคลที่จะต้องจ่ายค่าบริการของสินค้านั้น ๆ
6. ราคาของสินค้าและบริการอาจจะมีความผันแปรไปตามความต้องการของผู้บริโภคหรือกลไกของราคาตลาด
7. ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการบริหารในด้านต่าง ๆ จะต้องมีความคล้ายคลึงกับบริษัทเอกชน

5. รูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย
การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

(1) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามหน่วยงานราชการที่สังกัด ตัวอย่างเช่น
1) สำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
2) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 2 แห่ง คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
3) กระทรวงสาธารณสุข มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม

(2) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกลุ่มสาขา ตัวอย่างเช่น
1) สาขาพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2) สาขาสื่อสาร แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

(3) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มประเภทของการจัดตั้ง ดังนี้
1) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
2) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกำหนด เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน จัดตั้งโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน พ.ศ. 2540
3) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกา เช่น องค์การสวนยาง จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504
4) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
5) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ. 2515
6) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น องค์การสุรา จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบจัดตั้งองค์การสุรา กรมสรรพสามิต พ.ศ. 2506

(4) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรค์สร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการให้บริการด้านพลังงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และรักษาความสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ข้อ 2. จงอธิบายความหมาย หลักการ บทบาท ขอบเขตของการบริการสาธารณะ และหลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

[แนวคำตอบ]

1. ความหมายของการบริการสาธารณะ
– นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้อธิบายว่า การบริการสาธารณะ คือ กิจกรรมประเภทหนึ่งซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม เป็นการให้บริการแก่ประชาชน หรือการดำเนินการอื่นเพื่อสนองความต้องการของประชาชน
– เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ ให้ความหมายว่า การบริการสาธารณะ หมายถึง การที่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นของรัฐหรือเอกชน มีหน้าที่ในการส่งต่อการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม การให้บริการสาธารณะมีลักษณะที่เป็น “ระบบ” มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วน คือ
1. สถานที่และบุคคลที่ให้บริการ
2. ปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากร
3. กระบวนการและกิจกรรม
4. ผลผลิตหรือตัวบริการ
5. ช่องทางการให้บริการ
6. ผลกระทบที่มีต่อผู้รับบริการ

2. หลักการให้บริการสาธารณะ
ปราโมทย์ สัจจรักษ์ กล่าวถึง หลักสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะไว้ 5 ประการ คือ
1. บริการสาธารณะเป็นกิจการที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครอง
2. บริการสาธารณะมีวัตถุประสงค์ในการสนองตอบความต้องการส่วนรวมของประชาชน
3. การจัดระเบียบและวิธีดำเนินการบริการสาธารณะย่อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อให้เหมาะสมแก่ความจำเป็นแห่งกาลสมัย
4. บริการสาธารณะจะต้องจัดดำเนินการอยู่เป็นนิจและโดยสม่ำเสมอ ไม่มีการหยุดชะงัก ถ้าบริการสาธารณะหยุดชะงักด้วยประการใด ๆ ประชาชนย่อมได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหาย
5. เอกชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเท่าเทียมกัน การให้บริการสาธารณะมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่ประชาชน

3. บทบาทและขอบเขตของการบริการสาธารณะ

(1) ด้านสังคม
การบริการสาธารณะด้านสังคมเป็นรูปแบบของการบริการที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ต้องการตอบสนองความมีน้ำใจ และความปรารถนาดีที่มุ่งหวังให้ผู้รับบริการหรือประชาชนได้รับความสะดวกสบาย เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยการบริการสาธารณะทางด้านสังคม ได้แก่
1) การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน คือ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การเก็บขยะ การติดตั้งไฟแสงสว่าง น้ำประปา คลองชลประทาน
2) การบริการสาธารณะด้านสุขภาพ เช่น การป้องกันโรคระบาด การรักษาพยาบาล
3) การบริการสาธารณะด้านสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น การไปรษณีย์ โทรศัพท์
4) การบริการสาธารณะด้านนันทนาการและการกีฬา เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา
5) การบริการสาธารณะด้านการประกันภัย เช่น การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร การประกันการว่างงาน

(2) ด้านเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคม โดยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ นโยบายการประกันสังคมและสวัสดิการ นโยบายการเกษตร นโยบายที่อยู่อาศัย นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

จุดมุ่งหมายของการบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ มีดังนี้
1) เพื่อให้มีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของคนสูงขึ้น
2) เพื่อให้เกิดความสมดุลและความมีเสถียรภาพของตลาดในประเทศ
3) เพื่อให้มีการกระจายรายได้ และการกำหนดราคาที่ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน
4) เพื่อให้มีเสรีภาพ และมีอิสระในการเลือกอาชีพและเลือกวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน
5) เพื่อให้ฐานะทางการเงินของประเทศมีความมั่นคง
6) เพื่อให้มีความสงบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
7) เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

(3) ด้านการปกครอง
การบริการสาธารณะทางด้านการปกครองเป็นกิจกรรมสาธารณะที่รัฐทำหน้าที่ในงานด้านการปกครองจะต้องจัดกระทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ประกอบกับบริบทของงานสาธารณะด้านการปกครองเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายปกครองที่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษในการดำเนินงาน รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะที่มีลักษณะทางการปกครอง และมีการกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแผนเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และเป็นระบบเดียวกันในการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนได้ และโดยมากบริการสาธารณะด้านการปกครองเป็นกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม เช่น ตำรวจทำหน้าที่ในการรักษาความสงบสุขภายในประเทศ ทหารทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ข้าราชการฝ่ายปกครองทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เป็นต้น

4. หลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

การดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล คือ การที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมหรือดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ การคมนาคมและการขนส่ง เป็นต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหากปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดหรือเอารัดเอาเปรียบประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐ รัฐมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำหนดบทบาทของตนในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถกำหนดพฤติกรรมในการประกอบการทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดกลไกตลาดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจในการผลิตและอาจทำให้เกิดการว่างงาน แต่หากรัฐเข้ามาแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมก็จะทำให้การกระจายทรัพยากรและการควบคุมสินค้าที่ไม่เหมาะสมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

5. บทบาทในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล

(1) บทบาทในการลงทุนและการผลิต
รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของระบบเศรษฐกิจเมื่อกลไกการทำงานของตลาดเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเกิดมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกิดการผูกขาดของผู้ประกอบการเอกชน เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะของความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1) ระหว่างเอกชนกับเอกชน เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี หรือลัทธิระบบนายทุน ซึ่งเอกชนมีสิทธิและเสรีภาพในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและประกอบอาชีพตามความสามารถที่ตนเองชำนาญ สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินอื่น ๆ ได้อย่างเสรี
2) รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยรัฐบาลจะใช้อำนาจของตนควบคุมปัจจัยการผลิตและดำเนินธุรกิจเอง โดยเชื่อว่า การดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศทั้งหมดให้มีสถานะที่เท่าเทียมกัน และสามารถตัดการแข่งขันออกไปได้
3) เอกชนและรัฐบาลเป็นเจ้าของร่วม เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยการถ่ายโอนการถือหุ้นบางส่วนให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นในกิจการของรัฐที่รัฐเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาเพื่อการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน แต่ต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเกินควร เพื่อช่วยประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นได้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง พลังงานเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น

(2) บทบาทในการกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
เป็นเรื่องของการวางแผนที่อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไข ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการลงทุน หรือจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน รัฐบาลอาจแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการบริหารของรัฐบาล เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราภาษี เป็นต้น ซึ่งการแทรกแซงเหล่านี้มีผลต่อการลงทุน การบริโภค และการประกอบกิจกรรมอื่น ๆ

(3) บทบาทในการกำหนดปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย
1) ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวังเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อผลกระทบของการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
2) ทุน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก และเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทุนไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่สินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง
(1) ทุนพื้นฐานทางสังคม (Social Overhead Capital) คือ การลงทุนที่ช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสังคมให้สูงขึ้น เช่น สนามออกกำลังกาย สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ เป็นต้น
(2) ทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Overhead Capital) คือ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนน รถไฟ สนามบิน เป็นต้น
3) ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยศักยภาพของประชากรในประเทศ เช่น ระดับการศึกษา ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ทักษะ กำลังกาย เป็นต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในการนำทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
4) ผู้ประกอบการ มีบทบาทที่สำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
5) เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตที่ส่งผลต่อการขยายการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

(4) บทบาทในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปัญหานั้น ๆ มีผลกระทบต่อประชาชน หรือปัญหานั้นขัดขวางอัตราการเจริญเติบโตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น ปัญหาการส่งออก ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ปัญหาการว่างงาน ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เป็นต้น

ข้อ 3. จงอธิบายแนวคิดในการบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และอธิบายปัญหาของระบบราชการ

[แนวคำตอบ]

1. แนวคิดในการบริหารรัฐวิสาหกิจ
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด

ดังนั้นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องมีทักษะในการเลือกแนวทางดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับวัฒนธรรม ค่านิยม คน เวลา สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ เพราะในปัจจุบันการบริหารงานในองค์การไม่สามารถใช้ผู้บริหารลองผิดลองถูกได้ และแนวคิดการบริหารที่ดีมีประโยชน์จะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การต่อไปได้

การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ

(1) การบริหารราชการส่วนกลาง
เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชการส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

รัฐวิสาหกิจที่สังกัดการบริหารราชการส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) องค์การของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ทำหน้าที่เป็นองค์การของรัฐในการดำเนินงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประเทศ
2) หน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ จัดตั้งขึ้นภายใต้สังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรม ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
3) บริษัทจำกัด โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือบางส่วน จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(2) การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับขั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง

(3) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะท้องถิ่น

2. การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

(1) อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป
เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจนั้นจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ

(2) อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง
เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคลดังต่อไปนี้
1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ

(3) อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
(1) ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
(2) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
(3) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
(4) กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
(5) รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
– การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
– การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
– การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
– อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลและผลประโยชน์ของประชาชน

2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
(1) กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
(2) กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดได้ว่าเงินที่เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
(3) กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์การต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่
1. รัฐสภา ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจโดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

2. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
2) จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
3) พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงินและการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรับ การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ

3. สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
3) กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน

4. กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับ การเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
2) จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
3) กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินและหนี้
4) กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดรองจ่ายราชการ

5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
2) ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
3) ตรวจสอบบัญชีเอกสาร และทรัพย์สินของทบวงการเมือง

3. ปัญหาของระบบราชการ

(1) ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการมีขั้นตอนในการปฏิบัติงานและระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและรัดกุม ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการทำงานและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
(2) ระบบสายการบังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ จึงทำให้การทำงานของระบบราชการขาดความเป็นอิสระ ข้าราชการขาดความเป็นตัวของตัวเองและขาดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
(3) การควบคุมที่รัดกุม ทำให้ระบบราชการขาดความยืดหยุ่นในการบริหารราชการ
(4) รูปแบบโครงสร้างของระบบราชการ ซึ่งมีการแบ่งอำนาจการบริหารออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดความล่าช้า และขาดความคล่องตัว เนื่องจากมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สลับซับซ้อน
(5) ความสลับซับซ้อนของหน่วยงานในระบบราชการ ในกระบวนการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเองนั้นมีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของระบบราชการเองที่มีลักษณะผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่สังกัดหน่วยงานที่แตกต่างกัน และยังให้เอกชนเข้ามาดำเนินการด้วย เช่น
– กระทรวงศึกษาธิการที่กำกับดูแลวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยพาณิชยการ วิทยาลัยการเกษตร วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ วิทยาลัยช่างศิลป์ และวิทยาลัยเอกชน
– กระทรวงสาธารณสุขที่กำกับดูแลวิทยาลัยของรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ ได้เสนอปัญหาของระบบราชการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ

1. ปัญหาอันเนื่องมาจากการติดยึดกับปรัชญาการบริหารราชการยุคเก่า ได้แก่
1) เน้นบทบาทของรัฐในฐานะเป็นผู้ควบคุมและดำเนินกิจการทุกอย่างเสียเอง ทำให้การบริหารราชการมีลักษณะผูกขาดสูง ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
2) เน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
3) เน้นการจัดโครงสร้างองค์การและการบริหารงานแบบระบบราชการ ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการตัดสินใจและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ
4) เน้นการขยายตัวของหน่วยราชการ ทำให้ระบบราชการมีขนาดใหญ่โต และเกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจ
5) เน้นการใช้กฎระเบียบและการควบคุม โดยมีการใช้กฎระเบียบเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติงานแทนที่จะใช้เป็นเพียงเครื่องมือ
6) เน้นการผูกขาดแนวคิดและยัดเยียดการให้บริการแก่ประชาชน ทำให้กิจการของรัฐขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนขาดความศรัทธาในบริการของรัฐ
7) เน้นให้หน่วยราชการขยายฐานของงบประมาณในแต่ละปีให้มากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ และไม่มีการประเมินผลหรือวัดผลแบบเปิด ทำให้กระบวนการงบประมาณไม่สามารถสะท้อนการแก้ปัญหาของประเทศได้

2. ปัญหาอันเกิดจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่
1) เค้าโครงการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
2) การจัดโครงสร้างส่วนราชการมีความแข็งตัว ไม่เอื้ออำนวยต่อการนำเทคนิคการบริหารงานแบบใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่ามาปรับใช้
3) ความยุ่งยากและความล่าช้าในการจัดตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงส่วนราชการระดับต่าง ๆ
4) การรวมอำนาจและการใช้อำนาจในการบริหาร การจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ไว้กับหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงมาก ทำให้การบริหารงานไม่คล่องตัวและล่าช้า
5) การบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ ระดับจังหวัดและอำเภอ ไม่มีเอกภาพและไม่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน
6) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นยังไม่มีความเข้มแข็งและมีหลายรูปแบบเกินไป
7) การจัดระบบโครงสร้างส่วนราชการและการบริหารราชการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

POL3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ

คำสั่ง: ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ โดยข้อที่ 1 บังคับทำ ถ้าไม่ทำถือว่าสอบไม่ผ่าน

ข้อ 1. จงอธิบายความหมาย ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ลักษณะ และรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย

แนวคำตอบ

[ความหมายของรัฐวิสาหกิจ]

เกศินี หงสนันทน์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การซึ่งรัฐบาลกลางควบคุมและเป็นเจ้าของ ทั้งนี้เพื่อที่จะปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง และยกฐานะของประชาชนในประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ติน ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการต่าง ๆ ของรัฐแต่บริหารงานเชิงธุรกิจ กิจการของรัฐที่บริหารงานเชิงธุรกิจดังกล่าวนี้อาจรวมถึงกิจการทางด้านการสื่อสาร สาธารณูปโภค การคมนาคม สถาบันการเงิน การประกันภัย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การวิจัย ฯลฯ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อาจจะจัดตั้งภายใต้กฎหมาย และกฎเกณฑ์หลายประการ คือ
1. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย
2. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
3. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้อำนาจไว้โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เช่น องค์การตลาด
4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
5. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจโดยนัยนี้ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เช่น โรงงานยาสูบ
6. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมาตามนัยของกฎหมายธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น ธนาคารกรุงไทย

[ความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ]

รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งของการบริหารจัดการในภาครัฐ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริม พัฒนา และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนมากเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ด้านการคมนาคม ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกิจการสาธารณะเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูง แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและมีอัตราการคืนทุนที่ใช้ระยะเวลานาน ทำให้เอกชนขาดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการเองในรูปแบบของ “รัฐวิสาหกิจ” เพื่อให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

[วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ] มีดังนี้
1. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ
2. เพื่อส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรม
3. เพื่อความมั่นคงของประเทศ
4. เพื่อควบคุมสินค้าอันตราย
5. เพื่อประโยชน์ในด้านการคลังและเสริมรายได้ให้แก่รัฐ
6. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ
7. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจแทนรัฐ
8. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนในการดำเนินธุรกิจ
9. เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศ

[ลักษณะของรัฐวิสาหกิจ] มีดังนี้
1. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานร่วมกับเอกชนหรือกลุ่มบุคคล
2. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานแบบธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้ปกครอง
3. เป็นกิจการที่มีอิสรภาพทางการบริหารและการจัดการทรัพยากรของตนเองภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล
4. การจัดโครงสร้างขององค์การรัฐวิสาหกิจควรมีลักษณะพิเศษที่เหมาะสมแก่การบริหารงาน
5. ผู้ใช้บริการ คือบุคคลที่จะต้องจ่ายค่าบริการของสินค้านั้น ๆ
6. ราคาของสินค้าและบริการอาจจะมีความผันแปรไปตามความต้องการของผู้บริโภคหรือกลไกของราคาตลาด
7. ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการบริหารในด้านต่าง ๆ จะต้องมีความคล้ายคลึงกับบริษัทเอกชน

[รูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย]
การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

1. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามหน่วยงานราชการที่สังกัด ตัวอย่างเช่น
1) สำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
2) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 2 แห่ง คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
3) กระทรวงสาธารณสุข มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม

2. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกลุ่มสาขา ตัวอย่างเช่น
1) สาขาพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2) สาขาสื่อสาร แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

3. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มประเภทของการจัดตั้ง ดังนี้
1) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
2) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกำหนด เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน จัดตั้งโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน พ.ศ. 2540
3) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกา เช่น องค์การสวนยาง จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504
4) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
5) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ. 2515
6) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น องค์การสุรา จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบจัดตั้งองค์การสุรา กรมสรรพสามิต พ.ศ. 2506

4. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรค์สร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการให้บริการด้านพลังงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และรักษาความสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 2. จงอธิบายความสัมพันธ์ของระบบราชการกับรัฐวิสาหกิจ และอธิบายแนวคิดในการบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

แนวคำตอบ

[ความสัมพันธ์ของระบบราชการกับรัฐวิสาหกิจ]
เนื่องจากภาครัฐมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน แต่การจัดทำบริการสาธารณะในระบบราชการมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ของทางราชการที่ไม่ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานและเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ดังนั้นหากจะนำเอาระบบราชการไปจัดทำบริการสาธารณะบางประเภทที่มีลักษณะกึ่งการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนอาจทำให้เกิดความไม่เหมาะสมและไม่เกิดผลดี ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการสร้างองค์การขึ้นมาใหม่ที่มีการดำเนินงานที่ผ่อนคลายจากกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของทางราชการ เรียกว่า รัฐวิสาหกิจ

[แนวคิดในการบริหารรัฐวิสาหกิจ]
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด

ดังนั้นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องมีทักษะในการเลือกแนวทางดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับวัฒนธรรม ค่านิยม คน เวลา สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ เพราะในปัจจุบันการบริหารงานในองค์การไม่สามารถให้ผู้บริหารลองผิดลองถูกได้ และแนวคิดการบริหารที่ดีมีประโยชน์จะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การต่อไปได้

การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. การบริหารราชการส่วนกลาง เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชการส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
– รัฐวิสาหกิจที่สังกัดการบริหารราชการส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) องค์การของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ทำหน้าที่เป็นองค์การของรัฐในการดำเนินงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประเทศ
2) หน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ จัดตั้งขึ้นภายใต้สังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรม ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
3) บริษัทจำกัด โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือบางส่วน จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับชั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง

3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการ

บริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะท้องถิ่น

[การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ]
ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

1. อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ

2. อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคลดังต่อไปนี้
1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ

3. อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
(1) ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
(2) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
(3) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าไปร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
(4) กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
(5) รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
– การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
– การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
– การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
– อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลและผลประโยชน์ของประชาชน

2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
(1) กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
(2) กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดว่าเงินที่เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
(3) กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายโดยถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่

1. รัฐสภา ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจโดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

2. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
2) จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
3) พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงินและการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรัด การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ

3. สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
3) กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน

4. กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
2) จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
3) กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินและหนี้
4) กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดรองจ่ายราชการ

5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
2) ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความคิดเห็นว่าการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
3) ตรวจสอบบัญชีเอกสาร และทรัพย์สินของทบวงการเมือง

 

ข้อ 3. จงอธิบายปัญหาของระบบราชการ และความสำคัญ แนวทาง และหลักการในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ

แนวคำตอบ

[ปัญหาของระบบราชการ]

1. ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการมีขั้นตอนในการปฏิบัติงานและระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและรัดกุม ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการทำงานและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
2. ระบบสายการบังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ จึงทำให้การทำงานของระบบราชการขาดความเป็นอิสระ ข้าราชการขาดความเป็นตัวของตัวเองและขาดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
3. การควบคุมที่รัดกุม ทำให้ระบบราชการขาดความยืดหยุ่นในการบริหารราชการ
4. รูปแบบโครงสร้างของระบบราชการ ซึ่งมีการแบ่งอำนาจการบริหารออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดความล่าช้า และขาดความคล่องตัว เนื่องจากมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สลับซับซ้อน
5. ความสลับซับซ้อนของหน่วยงานในระบบราชการ ในกระบวนการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเองนั้นมีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของระบบราชการเองที่มีลักษณะผลลัพธ์ที่เหมือนกันแต่สังกัดหน่วยงานที่แตกต่างกัน และยังให้เอกชนเข้ามาดำเนินการด้วย เช่น
– กระทรวงศึกษาธิการที่กำกับดูแลวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยพาณิชยการ วิทยาลัยการเกษตร วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ วิทยาลัยช่างศิลป์ และวิทยาลัยเอกชน
– กระทรวงสาธารณสุขที่กำกับดูแลวิทยาลัยของรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ สมาน รังสิโยกฤษฎ์ ได้เสนอปัญหาของระบบราชการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ

1. ปัญหาอันเนื่องมาจากการติดยึดกับปรัชญาการบริหารราชการยุคเก่า ได้แก่
1) เน้นบทบาทของรัฐในฐานะเป็นผู้ควบคุมและดำเนินกิจการทุกอย่างเสียเอง ทำให้การบริหารราชการมีลักษณะผูกขาดสูง ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ

2) เน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
3) เน้นการจัดโครงสร้างองค์การและการบริหารงานแบบระบบราชการ ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการตัดสินใจและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ
4) เน้นการขยายตัวของหน่วยราชการ ทำให้ระบบราชการมีขนาดใหญ่โต และเกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจ
5) เน้นการใช้กฎระเบียบและการควบคุม โดยมีการใช้กฎระเบียบเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติงานแทนที่จะใช้เป็นเพียงเครื่องมือ
6) เน้นการผูกขาดแนวคิดและยึดติดการให้บริการแก่ประชาชน ทำให้กิจการของรัฐขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนขาดความศรัทธาในบริการของรัฐ
7) เน้นให้หน่วยราชการขยายฐานของงบประมาณในแต่ละปีให้มากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ และไม่มีการประเมินผลหรือวัดผลแบบเปิด ทำให้กระบวนการงบประมาณไม่สามารถสะท้อนการแก้ปัญหาของประเทศได้

2. ปัญหาอันเกิดจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่
1) เค้าโครงการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
2) การจัดโครงสร้างส่วนราชการมีความแข็งตัว ไม่เอื้ออำนวยต่อการนำเทคนิคการบริหารงานแบบใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่ามาปรับใช้
3) ความยุ่งยากและความล่าช้าในการจัดตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงส่วนราชการระดับต่าง ๆ
4) การรวมอำนาจและการใช้อำนาจในการบริหาร การจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ไว้กับหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงมาก ทำให้การบริหารงานไม่คล่องตัวและล่าช้า
5) การบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือ ระดับจังหวัดและอำเภอ ไม่มีเอกภาพและไม่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน
6) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นยังไม่มีความเข้มแข็งและมีหลายรูปแบบเกินไป
7) การจัดระบบโครงสร้างส่วนราชการและการบริหารราชการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

[ความสำคัญของการพัฒนารัฐวิสาหกิจ]
เนื่องจากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม รูปแบบตลาด พฤติกรรมการบริโภคของประชาชน รูปแบบการแข่งขันทางธุรกิจของภาคเอกชน ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ทำให้รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันไม่สามารถใช้วิธีการบริหารจัดการแบบเดิมได้ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการขององค์การโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
2. เพื่อช่วยลดภาระทางด้านการเงินของรัฐบาล
3. เพื่อแก้ปัญหาผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจที่ประสบกับภาวะขาดทุน
4. เพื่อปรับปรุงคุณภาพการให้บริการสาธารณะ

[แนวทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจ]
สำนักงานคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงรัฐวิสาหกิจ เสนอแนวทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจไว้ 6 ประการ ดังนี้
1. ปรับปรุงหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยให้เขียนรายละเอียดหน้าที่ต่าง ๆ ให้ชัดเจน
2. ตั้งกรรมการที่ปรึกษา โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่เสนอแนวทางการปรับปรุงและวางแผนโดยส่วนรวม เพื่อเสนอรัฐบาล
3. ปรับปรุงกองรัฐวิสาหกิจในกรมบัญชีกลาง โดยให้ย้ายไปสังกัดสำนักปลัดกระทรวงการคลัง
4. จัดตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ เพื่อควบคุมติดตามการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง
5. จัดตั้งสำนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ โดยให้มีหน้าที่เช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้ในข้อ 4.
6. ตั้งทบวงหรือกระทรวงรัฐวิสาหกิจขึ้นโดยตรง

[หลักการในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ]

1. การพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางการบริหาร ได้แก่
1) ปรับบทบาทของราชการจากการตรวจสอบควบคุมเป็นการกำกับดูแลและส่งเสริม
2) ปรับขนาดและโครงสร้างขององค์การภาครัฐให้มีขนาดกะทัดรัด โดยใช้มาตรการเสริมต่าง ๆ เช่น การจ้างเหมาเอกชนในงานบางเรื่อง
3) ปรับระบบราชการให้เป็นระบบวิชาชีพ เพื่อให้ข้าราชการมีโอกาสก้าวหน้าตามความสามารถและมีดุลยภาพกับระบบการเมือง
4) ปรับระบบบริหารราชการ กฎระเบียบต่าง ๆ และขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต และขั้นตอนการปฏิบัติงานให้สั้นและรวดเร็ว
5) ปรับปรุงบรรยากาศและระบบการทำงานภาคราชการให้ทันสมัยและเอื้ออำนวยให้เกิดประสิทธิภาพและความสะดวกรวดเร็ว
6) ปรับระบบการทำงานของข้าราชการโดยการกระจายความรับผิดชอบและอำนาจการตัดสินใจให้แก่ข้าราชการในระดับปฏิบัติการให้มากขึ้น
7) ปรับปรุงโครงสร้างองค์การ ระบบการบริหารและการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความคล่องตัวและเป็นเชิงธุรกิจมากขึ้น

2. การพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางธุรกิจ ได้แก่
1) ลดบทบาทกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐ โดยกำกับเฉพาะที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐ เช่น การก่อหนี้ การนำรายได้ส่งรัฐ การเพิ่มบทบาทภาคเอกชน เป็นต้น
2) กำหนดให้การบริหารรัฐวิสาหกิจภายในอยู่ในความรับผิดชอบของกรรมการและฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตัดสินใจ
3) ให้ความสำคัญกับแผนวิสาหกิจ
4) ปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่ใช้ในการกำกับดูแลให้เกิดความคล่องตัวแก่รัฐวิสาหกิจ

5) ใช้นโยบายราคาเพื่อให้รัฐวิสาหกิจกำหนดราคาสินค้าและบริการที่คุ้มกับต้นทุน
6) ปรับปรุงระบบการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยการเพิ่มบทบาทการดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในกิจการซึ่งเดิมรัฐทำในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียว การร่วมทุนกับเอกชน การทำสัญญาจ้างเอกชนเพื่อดำเนินการกิจกรรมบางอย่างของรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
7) ส่งเสริมการประกอบการเชิงธุรกิจ โดยแก้กฎหมายบางฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการให้เอกชนดำเนินการ ลดเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจให้อยู่ในรูปบริษัทจำกัด

3. การพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางกฎหมาย ได้แก่
1) จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย
2) ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณ บุคลากร และเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นแก่องค์กรปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้การปฏิรูปกฎหมายของประเทศเป็นไปอย่างมีระบบ

4. การพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางสังคมวิทยา ได้แก่
1) วางแผนพัฒนาบุคลากรและค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดแรงงาน
2) กำหนดสิ่งจูงใจและผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การให้ค่าตอบแทนพนักงานโดยพิจารณาความเหมาะสมเป็นกรณี การจัดฝึกอบรมเพื่อหางานใหม่ให้
3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยราชการนำระบบ “การพัฒนาคุณภาพของการทำงาน” มาปรับใช้ให้เหมาะสม
4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานราชการมีระบบข้อมูลกำลังคนที่เหมาะสม
5) จัดทำระบบค่าตอบแทนใหม่
6) จำกัดการเพิ่มและลดขนาดบุคลากรตามภาระหน้าที่หลักของหน่วยงาน
7) สร้างกลไกการโยกย้ายถ่ายเทกำลังคนระหว่างส่วนราชการเพื่อเกลี่ยกำลังคนจากจุดที่หมดความจำเป็นหรือจำเป็นน้อยไปให้จุดที่มีความจำเป็นมาก
8) เพิ่มบทบาทภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจ
9) สร้างความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
10) ปรับปรุงให้แผนงานมีความกระจ่างชัด
11) เสริมสร้างความเข้าใจและเผยแพร่บทบาทของรัฐวิสาหกิจต่อสาธารณชน

5. การพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางเศรษฐศาสตร์ ตามหลักการเศรษฐศาสตร์รัฐวิสาหกิจถือเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างรายได้เข้าสู่รัฐ และเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้ประชาชนในสังคมมีความกินดีอยู่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาความล้มเหลวอันเกิดมาจากระบบตลาดเสรีที่ไม่ต้องการให้คนส่วนน้อยได้รับผลประโยชน์ ดังนั้นการพัฒนารัฐวิสาหกิจตามแนวทางเศรษฐศาสตร์จึงมุ่งเน้นการพิจารณากิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจ เช่น การระดมทุน การลงทุน การค้ำประกัน เงินกู้ และการกำหนดราคาสินค้าและบริการ เป็นต้น

 

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) รัฐในอุดมคติ
(2) วิธีการ
(3) จุดหมายปลายทาง
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) เสรีภาพของผู้ปกครอง
ตอบ 2 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

2. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ที่เขาเรืองอำนาจ
(2) ตกอับหมดอำนาจ
(3) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(4) อยู่ต่างประเทศ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขชน (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้น เป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง

3. มาเคียเวลลี่ถูกมองว่าเป็นนักปราชญ์แห่งนวสมัย เพราะ
(1) เป็นผู้บุกเบิกวิชาปรัชญาการเมือง
(2) เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย
(3) เป็นผู้ให้คำจำกัดความจริยศาสตร์
(4) เป็นผู้อบรมซีซาร์ บอร์เจีย
(5) เป็นผู้ประกาศศาสาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

4. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(2) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
(3) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(4) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(5) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

5. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญคือ
(1) Magna Carta
(2) The Fox
(3) The Element of Law
(4) The Prince
(5) Modern Machine
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

6. มาเคียเวลลี่ถูกจัดให้เป็นนักปราชญ์คนแรกของยุค
(1) ยุคโบราณ
(2) ยุคกลาง
(3) ยุคนวสมัย
(4) ยุคสงครามกลางเมือง
(5) ยุคปฏิรูป
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

7. มาเคียเวลลี่เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนที่เต็มไปด้วยเมตตาธรรม แต่สังคมทำให้เห็นแก่ตัว
(2) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(3) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(4) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
(5) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหา โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

8. ในทัศนะมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองมีขันติเพื่อ
(1) ทบทวนท่าทีของศัตรู
(2) ข่มความรู้สึกที่แท้จริง
(3) รับฟังคำวิจารณ์โดยสุจริตใจ
(4) ให้เกิดความยำเกรง
(5) แสดงความเป็นราชสีห์
ตอบ 3 หน้า 5 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจของเหล่าขุนนาง เพราะจะทำให้ได้ทราบถึงความเป็นไปที่แท้จริงของสถานการณ์ต่าง ๆ

9. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(2) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(3) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
(4) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(5) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า “รัฐ” หรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก

10. มาเคียเวลลี่เป็นชาวเมือง
(1) ปารีส
(2) เวนิช
(3) ฟลอเรนซ์
(4) โรม
(5) ปอมเปอี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

11. “ธรรมชาติของมนุษย์”
(1) ความเมตตา
(2) ชอบท้าทายอำนาจ
(3) ความเห็นแก่ตัว
(4) อยากอยู่ร่วมกัน
(5) เกรงกลัวต่ออำนาจ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

12. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) ความรักสามัคคี
(3) รัฐ
(4) การใช้กำลังอำนาจ
(5) กลุ่มการเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ

13. มาเคียเวลลี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนงานของตนเองเพื่อประจบ
(1) ผู้นำตระกูลเมดิซี่
(2) กษัตริย์ของอิตาลี
(3) ผู้นำเมืองฟลอเรนซ์
(4) ผู้นำกรุงโรม
(5) ทรราช
ตอบ 1 หน้า 7, (คำบรรยาย) ในงานเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองนั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอิตาลี แต่มิได้หมายความว่า ระบบการปกครองโดยคน ๆ เดียวที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดจะเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ซึ่งจากทัศนะดังกล่าวนี้ทำให้มาเคียเวลลี่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขียนงานของตนเองขึ้นมาเพราะต้องการประจบผู้นำตระกูลเมดิซี่ เพื่อขอตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นเอง

14. ในผลงานเรื่อง The Prince ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(2) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(3) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(4) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า เป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

15. ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้าน หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง
(1) ทหาร
(2) ขุนนางอำมาตย์
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชน
(5) เครือญาติ
ตอบ 5 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้น อาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจจะเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

16. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(2) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
(5) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 14. ประกอบ

17. มาเคียเวลลี่สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) นินทาผู้ปกครอง
(2) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(3) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
ตอบ 2 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

18. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูป คือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 15. ประกอบ

19. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(4) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
(5) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
ตอบ 3 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า “ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์”

20. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น

21. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตยมักจะขาด
(1) การไร้เมตตาธรรม
(2) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(3) การสนับสนุนตัวบุคคล
(4) การขาดเสถียรภาพ
(5) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญคือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

22. มาเคียเวลลี่เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

23. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) ภาวะความเป็นผู้นำ
(2) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(3) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(4) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(5) เป้าหมายแห่งรัฐ
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ภาวะความเป็นผู้นำ” นั่นเอง

24. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องมีพรรคพวก
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องรักษาสัจจะ
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถผจญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

25. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) ธนาธิปไตย
(3) อำมาตยาธิปไตย
(4) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(5) สังคมนิยม
ตอบ 4 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

26. ฮอบส์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) กิเลสและตัณหา
(2) ความอยากและความไม่อยาก
(3) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
ตอบ 2 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion) นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

27. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์คือ
(1) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
(2) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(3) มีการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(4) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(5) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 22. ประกอบ

28. เพราะเหตุใดผู้ใต้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(3) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(4) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(5) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
ตอบ 2 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือการสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง

29. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) มนุษย์ขาดวินัย
(2) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) ธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(5) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

30. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ยังไม่เกิดขึ้น
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(5) ขาดความเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

31. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สภาพธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมสมัยใหม่
(5) สังคมเกิดจากสัญญา
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 30. ประกอบ

32. ฮอบส์เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(2) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
(3) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(4) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
(5) ถูกรัฐอื่นรุกราน
ตอบ 2 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม

33. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(2) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
(3) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
(4) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(5) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
ตอบ 1 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเหมือนเดิม

34. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่จะกระทำผิด” ข้อความที่ขีดเส้นใต้แธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การผูกมัดจากสัญญา
(2) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(3) การปฏิบัติไปตามตัวบท-กฎหมาย
(4) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(5) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตอบ 2 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

35. คำว่า “ความยุติธรรม และ อะยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) กฎหมาย
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) สัญญา
(4) ความสามัคคี
(5) ความชอบธรรม
ตอบ 3 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง

36. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

37. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านอวัยวะ
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนทึแข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

38. ฮอบส์เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(2) ต้องการป้องกันตนเองจากภัยภายนอก
(3) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
(4) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(5) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
ตอบ 2 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน

39. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) ประชานิยม
(3) เสรีนิยม
(4) สังคมนิยม
(5) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ตอบ 3 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อคในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

40. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(2) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(3) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(4) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(5) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
ตอบ 1 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผลอันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้ว มนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

41. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) สหรัฐอเมริกา
(2) อิตาลี
(3) ฝรั่งเศส
(4) ฮอลแลนด์
(5) เยอรมนี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

42. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พระผู้เป็นเจ้า
(2) การมีปัญญา
(3) ประสบการณ์
(4) พรสวรรค์
(5) การเอาตัวรอด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 40. ประกอบ

43. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(3) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(4) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือเมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

44. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) คู่สัญญา
(5) บุคคลที่สาม
ตอบ 5 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้นเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

45. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(2) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(3) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(4) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
(5) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
ตอบ 5 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

46. ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวกันนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม

47. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

48. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(2) สงครามระหว่างรัฐ
(3) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(4) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(5) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
ตอบ 1 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

49. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(3) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

50. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมระบบการเมืองสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบ “รัฐสภา” มากที่สุด

51. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) คนคือสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 40. ประกอบ

52. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(2) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(3) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(4) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(5) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 46. ประกอบ

53. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(2) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(3) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(4) ใช้สิทธิพิเศษ
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 2 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

54. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ประชาชนทั้งหมด
(2) ประชาชนส่วนใหญ่
(3) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(5) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
ตอบ 1 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

55. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) ทรัสตรี
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

56. การที่มนุษย์ห่างไกลธรรมชาติ สิ่งที่เขาได้รับนั้นคืออะไร
(1) ความเจริญก้าวหน้า
(2) ความอุดมสมบูรณ์
(3) การสูญเสียความบริสุทธิ์
(4) ความมีเหตุผล
(5) ความยุติธรรม
ตอบ 3 หน้า 66 รุสโซ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกไปจากธรรมชาติ และถ้ามนุษย์ยิ่งห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ความบริสุทธิ์และคุณงามความดีซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของมนุษย์ลดน้อยลงมากเท่านั้น

57. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ร่างกาย
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ความปลอดภัยในชีวิต
ตอบ 1 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

58. รุสโซ เชื่อว่าแม้ว่าสภาพธรรมชาติจะเป็นสภาพที่น่าอยู่ แต่สังคมการเมืองเกิดขึ้นเพราะ
(1) มนุษย์เราเป็นสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เราชอบทดลองสังคมรูปแบบใหม่
(3) มนุษย์เราต้องการความสมบูรณ์โดยการอยู่อาศัยร่วมกัน
(4) มนุษย์เราต้องการหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่ป่าเถื่อน
(5) มนุษย์เราไม่มีทางเลือกอื่น
ตอบ 3 หน้า 69 – 70, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การเกิดสังคมการเมืองเป็นผลมาจากสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการความสมบูรณ์โดยการอาศัยอยู่ร่วมกัน แม้ว่าจะมีส่วนทำลายความบริสุทธิ์และความดีงามของมนุษย์ก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการสูญเสียความบริสุทธิ์และความดีงามในสังคมการเมืองสมัยใหม่นั้นก็คือ ความสมบูรณ์ทางจิตใจ

59. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความอิจฉาริษยา
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความสุขในอนาคต
ตอบ 4 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือการร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

60. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหารซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

61. ในสังคมการเมืองมนุษย์ได้อะไรมาทดแทน
(1) ความเสมอภาค
(2) สันติภาพ
(3) เสรีภาพทางการเมือง
(4) ความปลอดภัย
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 58. ประกอบ

62. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) รัฐ
(2) ครอบครัว
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) สังคมเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ “รัฐ” ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

63. “สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการเสียความบริสุทธิ์ในสังคมสมัยใหม่”
(1) ความเสมอภาคทางการเมือง
(2) ความเสมอภาคในกรรมสิทธิ์
(3) ความสมบูรณ์ในการดำรงชีพ
(4) ความปลอดภัยในชีวิต
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 57. ประกอบ

64. “การเสียความบริสุทธิ์ของมนุษย์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมที่พัฒนาแล้ว
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 57. ประกอบ

65. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมอุตสาหกรรม
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

66. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การแข่งขันระหว่างกัน
(2) การร่วมมือระหว่างกัน
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำสัญญาประชาคม
(5) การทำอะไรตามใจปรารถนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

67. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(4) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(5) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

68. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
(2) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(3) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(4) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(5) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ

69. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอเสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

70. อะไรเป็นตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ครอบครัว
(2) สิทธิประชาชน
(3) กฎหมาย
(4) กลุ่มผลประโยชน์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 120 เฮเกล เห็นว่า ตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ได้แก่ 1. รัฐธรรมนูญหรือการบริหารภายในของแต่ละรัฐ 2. กฎหมายระหว่างประเทศ 3. ประวัติศาสตร์โลก

71. “รัฐธรรมนูญแห่งรัฐ”
(1) เจตจำนงของกฎหมาย
(2) ที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย
(3) ตัวแทนจิตวิสัย (Subject Spirit)
(4) ตัวแทนจิตโลก (World Spirit)
(5) การประนีประนอมผลประโยชน์
ตอบ 4 หน้า 122 เฮเกล อธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งรัฐเป็นตัวแทนจิตโลก (World Spirit) และเป็นองค์อินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิต (Organism) ในกระบวนการพัฒนาอันเป็นการแสดงตัวของจิต (Idea) ซึ่งผู้ทำหน้าที่นิติบัญญัติที่ผ่านหรือตรากฎหมายออกมานั้น จะเป็นเพียงการดำเนินงานเพื่อให้รัฐธรรมนูญก้าวหน้าหรือพัฒนาไปสู่เป้าหมายของจิตโลกเท่านั้น

72. แนวความคิดเรื่อง “รัฐ” ของเฮเกล ในระยะต่อมาถูกนำมาตีความเพื่อสนับสนุนการเมืองการปกครองระบอบใดในสังคม
(1) อำนาจนิยม
(2) ประชาธิปไตยทางตรง
(3) ประชาธิปไตยทางอ้อม
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) คอมมิวนิสต์
ตอบ 1 หน้า 132 – 133 ในปัจจุบันแนวความคิดเรื่องรัฐของเฮเกลนั้น มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองของโลกพอสมควร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม

73. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน คือ
(1) สสารกับอสสาร
(2) จิตกับกาย
(3) จิตกับวัตถุ
(4) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(5) กายภาพกับชีวภาพ
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่
1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้
2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

74. “จิต” (Idea)
(1) อสสาร
(2) มนุษย์
(3) ความขัดแย้ง
(4) การเปลี่ยนแปลง
(5) ความไม่เปลี่ยนแปลง
ตอบ 1 หน้า 110 – 111 ในทัศนะของเฮเกลนั้น จิตหรือความคิด (Idea) คือ ส่วนที่มีลักษณะเป็นอสสาร ซึ่งจะมีบทบาทในการกำหนดส่วนที่เป็นสสาร กล่าวคือ จิตจะทำหน้าที่เป็นประธานส่วนวัตถุหรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ

75. ข้อใดเป็นการอธิบาย “การเปลี่ยนแปลง (Becoming)” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ทุกสิ่งมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ในตัวของมันเอง
(2) ทุกสิ่งมีสภาวะที่ “ปฏิเสธ” (Negation) กับสภาวะธรรมชาติ
(3) ทุกสิ่งเป็น “สภาวะขัดแย้ง” กับประวัติศาสตร์
(4) ทุกสิ่งเป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ขัดแย้งกันเอง
(5) ทุกสิ่งมีเหตุผล
ตอบ 1 หน้า 111 เฮเกล อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลง (Becoming) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพหรือสถานภาพของสรรพสิ่งทั้งหลายจากที่เคยเป็นอยู่ไปสู่สภาพอื่น ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เขาเห็นว่าทุกสิ่งจะมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ภายในตัวของมันเองในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างลักษณะทั้งสองขึ้น ซึ่งการขัดแย้งนี้ก็จะนำไปสู่การผสมผสานเกิดเป็นสิ่งใหม่หรือสภาวะใหม่ที่ดีกว่าของเดิม

76. ลัทธิมาร์กซ์ เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

77. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

78. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(3) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(4) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 77. ประกอบ

79. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน

80. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) นิโคไล เลนิน
(3) สตาลิน
(4) มุสโสลินี
(5) คาร์ล มาร์กซ์
ตอบ 5 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก

81. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

82. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(2) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

83. คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองต์
(2) อดัม สมิธ
(3) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดริช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 174, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับ ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค ซึ่งเชื่อว่าศาสนามิได้เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากวัตถุมากกว่า และคนเป็นผู้กำหนด มิใช่พระเจ้า

84. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานของฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

85. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดไม่ได้เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์
(1) The Holy Family
(2) The German Ideology
(3) Capital
(4) The Communist Manifesto
(5) Socialism : Utopian and Scientific
ตอบ 5 หน้า 176 ในช่วงที่ คาร์ล มาร์กซ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอนนั้น เขาได้เขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายความทุกข์ยากในสังคมทุนนิยม เช่น วิพากษ์เศรษฐกิจการเมือง (The Critique of Political Economy), ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน (Theories of Surplus Values), ทุน (Capital) เป็นต้น (ดูคำอธิบายข้อ 84. ประกอบ)

86. หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด มีสูตรดังนี้
(1) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์
(2) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
(3) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอหลัก (ใหม่)
(4) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอยืน (ใหม่)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 178, (คำบรรยาย) หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด ดังนี้ ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ หรือ Thesis + Antithesis = Synthesis

87. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่

88. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

89. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมกรทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน เพราะนายทุนเป็นผู้กำหนด ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

90. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่าในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

91. ข้อใดไม่ใช่ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติแล้ว
(1) ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
(2) เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
(3) ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
(4) มีผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
(5) รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
ตอบ 4 หน้า 186, (คำบรรยาย) ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ มีดังนี้
1. ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
3. ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
4. รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
5. รัฐเข้ามาควบคุมโรงงาน เครื่องมือการผลิตและการเกษตร เป็นต้น

92. คำทำนายของมาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมที่สะท้อนข้อเท็จจริง
(1) สังคมมีสองชนชั้น
(2) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
(3) สังคมไร้ชนชั้น
(4) ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนัก เพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป้นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย

93. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) จะทำอะไร (What to be done)
(4) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่ 1. จะทำอะไร (What to be done) 2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War) 3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution) 4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

94. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(2) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(3) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(4) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211, (คำบรรยาย) ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

95. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(2) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(3) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
(4) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(5) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพี
ตอบ 4 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

96. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(3) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(4) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(5) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
ตอบ 4 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้นว่าเป็นบการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

97. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(2) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(5) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น

98. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

99. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

100. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. มาเคียเวลลี่ถูกมองว่าเป็นนักปราชญ์แห่งนวสมัยเพราะ
(1) เป็นผู้บุกเบิกวิชาปรัชญาการเมือง
(2) เป็นผู้ประสานศาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง
(3) เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย
(4) เป็นผู้ให้คำจำกัดความจริยศาสตร์
(5) เป็นผู้อบรมซีซาร์ บอร์เจีย
ตอบ 1 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

2. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(2) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
(3) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(4) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(5) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

3. มาเคียเวลลี่ถูกจัดให้เป็นนักปราชญ์คนแรกของยุค
(1) ยุคโบราณ
(2) ยุคกลาง
(3) ยุคนวสมัย
(4) ยุคปฏิรูป
(5) ยุคสงครามกลางเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

4. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ที่เขาเรืองอำนาจ
(2) ตกอับหมดอำนาจ
(3) อยู่ต่างประเทศ
(4) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขชน (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้น เป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง

5. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญคือ
(1) Modern Machine
(2) The Fox
(3) The Prince
(4) Magna Carta
(5) The Element of Law
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

6. “ธรรมชาติของมนุษย์”
(1) ความเมตตา
(2) ชอบท้าทายอำนาจ
(3) ความเห็นแก่ตัว
(4) อยากอยู่ร่วมกัน
(5) เกรงกลัวต่ออำนาจ
ตอบ 3 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหา โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

7. มาเคียเวลลี่เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนที่เต็มไปด้วยเมตตาธรรม แต่สังคมทำให้เห็นแก่ตัว
(2) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(3) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(4) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
(5) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 6. ประกอบ

8. ในผลงานเรื่อง The Prince ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(2) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(3) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(4) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า เป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

9. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) รัฐในอุดมคติ
(2) วิธีการ
(3) จุดหมายปลายทาง
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) เสรีภาพของผู้ปกครอง
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

10. ในทัศนะมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองมีขันติเพื่อ
(1) ทบทวนท่าทีของศัตรู
(2) ข่มความรู้สึกที่แท้จริง
(3) รับฟังคำวิจารณ์โดยสุจริตใจ
(4) ให้เกิดความยำเกรง
(5) แสดงความเป็นราชสีห์
ตอบ 3 หน้า 5 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจของเหล่าขุนนาง เพราะจะทำให้ได้ทราบถึงความเป็นไปที่แท้จริงของสถานการณ์ต่าง ๆ

11. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(2) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(3) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(4) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
(5) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า “รัฐ” หรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก

12. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) ความรักสามัคคี
(3) รัฐ
(4) การใช้กำลังอำนาจ
(5) กลุ่มการเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ

13. มาเคียเวลลี่เป็นชาวเมือง
(1) ปารีส
(2) เวนิช
(3) ฟลอเรนซ์
(4) โรม
(5) ปอมเปอี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

14. มาเคียเวลลี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนงานของตนเองเพื่อประจบ
(1) ผู้นำตระกูลเมดิซี่
(2) กษัตริย์ของอิตาลี
(3) ผู้นำเมืองฟลอเรนซ์
(4) ผู้นำกรุงโรม
(5) ทรราช
ตอบ 1 หน้า 7, (คำบรรยาย) ในงานเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองนั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอิตาลี แต่มิได้หมายความว่าระบบการปกครองโดยคน ๆ เดียวที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดจะเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ซึ่งจากทัศนะดังกล่าวนี้ทำให้มาเคียเวลลี่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขียนงานของตนเองขึ้นมาเพราะต้องการประจบผู้นำตระกูลเมดิซี่ เพื่อขอตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นเอง

15. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(2) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
(5) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

16. ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้าน หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง
(1) ทหาร
(2) ขุนนางอำมาตย์
(3) เครือญาติ
(4) ปัญญาชน
(5) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
ตอบ 5 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้น อาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจจะเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

17. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 16. ประกอบ

18. มาเคียเวลลี่สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) นินทาผู้ปกครอง
(2) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(3) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
ตอบ 2 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความ จริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

19. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตยมักจะขาด
(1) การไร้เมตตาธรรม
(2) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(3) การสนับสนุนตัวบุคคล
(4) การขาดเสถียรภาพ
(5) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตยและประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญคือการขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

20. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(4) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
(5) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
ตอบ 3 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า “ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์”

21. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแร่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น

22. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) ภาวะความเป็นผู้นำ
(2) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(3) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(4) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(5) เป้าหมายแห่งรัฐ
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ภาวะความเป็นผู้นำ” นั่นเอง

23. มาเคียเวลลี่เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

24. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์คือ
(1) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
(2) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) มีการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(5) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ

25. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องมีพรรคพวก
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องรักษาสัจจะ
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

26. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) ธนาธิปไตย
(3) อำมาตยาธิปไตย
(4) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(5) สังคมนิยม
ตอบ 4 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

27. ฮอบส์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) กิเลสและตัณหา
(2) ความอยากและความไม่อยาก
(3) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
ตอบ 2 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion)
นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

28. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) มนุษย์ขาดวินัย
(2) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) ธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(5) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
ตอบ 4 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือ การสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง

29. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ยังไม่เกิดขึ้น
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(5) ขาดความเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

30. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านอวัยวะ
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

31. ฮอบส์เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(2) ต้องการป้องกันตนเองจากภายนอก
(3) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
(4) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(5) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
ตอบ 2 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน

32. ฮอบส์เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(2) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
(3) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(4) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
(5) ถูกรัฐอื่นรุกราน
ตอบ 2 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม

33. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(2) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
(3) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
(4) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(5) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
ตอบ 1 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเหมือนเดิม

34. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่กระทำผิด” ข้อความที่ขีดเส้นใต้อธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การผูกมัดจากสัญญา
(2) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(3) การปฏิบัติไปตามตัวบท-กฎหมาย
(4) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(5) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตอบ 2 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

35. คำว่า “ความยุติธรรม และ อะยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) กฎหมาย
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) สัญญา
(4) ความสามัคคี
(5) ความชอบธรรม
ตอบ 3 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง

36. เพราะเหตุใดผู้ใต้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
(3) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(4) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(5) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ

37. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สภาพธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมสมัยใหม่
(5) สังคมเกิดจากสัญญา
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 29. ประกอบ

38. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

39. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(3) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(4) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้น แม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือ เมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

40. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) คู่สัญญา
(5) บุคคลที่สาม
ตอบ 5 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

41. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) ประชานิยม
(3) เสรีนิยม
(4) สังคมนิยม
(5) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ตอบ 3 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อค ในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

42. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(2) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(3) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(4) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(5) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
ตอบ 1 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้ว มนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

43. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) สหรัฐอเมริกา
(2) อิตาลี
(3) ฝรั่งเศส
(4) ฮอลแลนด์
(5) เยอรมนี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

44. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พระผู้เป็นเจ้า
(2) การมีปัญญา
(3) ประสบการณ์
(4) พรสวรรค์
(5) การเอาตัวรอด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

45. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

46. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) คนคือสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

47. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(2) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(3) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(4) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
(5) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกาย เคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

48. ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม

49. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(2) สงครามระหว่างรัฐ
(3) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(4) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(5) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
ตอบ 1 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

50. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(3) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

51. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมระบบการเมืองสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบ “รัฐสภา” มากที่สุด

52. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(2) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(3) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(4) ใช้สิทธิพิเศษ
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 2 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

53. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(2) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(3) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(4) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(5) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ

54. บุคคลหรือกลุ่มคนใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ประชาชนทั้งหมด
(2) ประชาชนส่วนใหญ่
(3) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(5) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
ตอบ 1 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

55. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) ทรัสตรี
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

56. รุสโซ เชื่อว่าแม้ว่าสภาพธรรมชาติจะเป็นสภาพที่น่าอยู่ แต่สังคมการเมืองเกิดขึ้นเพราะ
(1) มนุษย์เราเป็นสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เราชอบทดลองสังคมรูปแบบใหม่
(3) มนุษย์เราต้องการความสมบูรณ์โดยการอยู่อาศัยร่วมกัน
(4) มนุษย์เราต้องการหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่ป่าเถื่อน
(5) มนุษย์เราไม่มีทางเลือกอื่น
ตอบ 3 หน้า 69 – 70, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การเกิดสังคมการเมืองเป็นผลมาจากสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการความสมบูรณ์โดยการอยู่อาศัยร่วมกัน แม้ว่าจะมีส่วนทำลายความบริสุทธิ์และความดีงามของมนุษย์ก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการสูญเสียความบริสุทธิ์และความดีงามในสังคมการเมืองสมัยใหม่นั้นก็คือ ความสมบูรณ์ทางจิตใจ

57. “สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการเสียความบริสุทธิ์ในสังคมสมัยใหม่”
(1) ความเสมอภาคทางการเมือง
(2) ความเสมอภาคในกรรมสิทธิ์
(3) ความสมบูรณ์ในการดำรงชีพ
(4) ความปลอดภัยในชีวิต
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

58. การที่มนุษย์ห่างไกลธรรมชาติ สิ่งที่เขาได้รับนั้นคืออะไร
(1) ความเจริญก้าวหน้า
(2) ความอุดมสมบูรณ์
(3) การสูญเสียความบริสุทธิ์
(4) ความมีเหตุผล
(5) ความยุติธรรม
ตอบ 3 หน้า 66 รุสโซ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกจากธรรมชาติ และถ้ามนุษย์ยิ่งห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ความบริสุทธิ์และคุณงามความดีซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของมนุษย์ลดน้อยลงมากเท่านั้น

59. ในสังคมการเมืองมนุษย์ได้อะไรมาทดแทน
(1) ความเสมอภาค
(2) สันติภาพ
(3) เสรีภาพทางการเมือง
(4) ความปลอดภัย
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

60. “การเสียความบริสุทธิ์ของมนุษย์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมที่พัฒนาแล้ว
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

61. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ร่างกาย
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ความปลอดภัยในชีวิต
ตอบ 1 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

62. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความอิจฉาริษยา
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความสุขในอนาคต
ตอบ 4 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่ย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือ การร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

63. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมอุตสาหกรรม
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ

64. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การแข่งขันระหว่างกัน
(2) การร่วมมือระหว่างกัน
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำสัญญาประชาคม
(5) การทำอะไรตามใจปรารถนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ

65. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

66. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) รัฐ
(2) ครอบครัว
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) สังคมเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ “รัฐ” ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

67. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
(2) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(3) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(4) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(5) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 66. ประกอบ

68. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(4) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(5) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

69. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

70. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน คือ
(1) สสารกับอสสาร
(2) จิตกับกาย
(3) จิตกับวัตถุ
(4) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(5) กายภาพกับชีวภาพ
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

71. ข้อใดเป็นการอธิบาย “การเปลี่ยนแปลง (Becoming)” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ทุกสิ่งมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ในตัวของมันเอง
(2) ทุกสิ่งมีสภาวะที่ “ปฏิเสธ” (Negation) กับสภาวะธรรมชาติ
(3) ทุกสิ่งเป็น “สภาวะขัดแย้ง” กับประวัติศาสตร์
(4) ทุกสิ่งเป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ขัดแย้งกันเอง
(5) ทุกสิ่งมีเหตุผล
ตอบ 1 หน้า 111 เฮเกล อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลง (Becoming) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพหรือสถานภาพของสรรพสิ่งทั้งหลายจากที่เคยเป็นอยู่ไปสู่สภาพอื่น ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เขาเห็นว่าทุกสิ่งจะมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ภายในตัวของมันเองในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างลักษณะทั้งสองขึ้น ซึ่งการขัดแย้งนี้ก็จะนำไปสู่การผสมผสานเกิดเป็นสิ่งใหม่หรือสภาวะใหม่ที่ดีกว่าของเดิม

72. แนวความคิดเรื่อง “รัฐ” ของเฮเกล ในระยะต่อมาถูกนำมาตีความเพื่อสนับสนุนการเมืองการปกครองระบอบใดในสังคม
(1) อำนาจนิยม
(2) ประชาธิปไตยทางตรง
(3) ประชาธิปไตยทางอ้อม
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) คอมมิวนิสต์
ตอบ 1 หน้า 132 – 133 ในปัจจุบันแนวความคิดเรื่องรัฐของเฮเกลนั้น มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองของโลกพอสมควร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม

73. อะไรเป็นตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ครอบครัว
(2) สิทธิประชาชน
(3) กฎหมาย
(4) กลุ่มผลประโยชน์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 120 เฮเกล เห็นว่า ตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญหรือการบริหารภายในของแต่ละรัฐ
2. กฎหมายระหว่างประเทศ
3. ประวัติศาสตร์โลก

74. “รัฐธรรมนูญแห่งรัฐ”
(1) เจตจำนงของกฎหมาย
(2) ที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย
(3) ตัวแทนจิตวิสัย (Subject Spirit)
(4) ตัวแทนจิตโลก (World Spirit)
(5) การประนีประนอมผลประโยชน์
ตอบ 4 หน้า 122 เฮเกล อธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งรัฐเป็นตัวแทนจิตโลก (World Spirit) และเป็นองค์อินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิต (Organism) ในกระบวนการพัฒนาอันเป็นการแสดงตัวของจิต (Idea) ซึ่งผู้ทำหน้าที่นิติบัญญัติที่ผ่านหรือตรากฎหมายออกมานั้น จะเป็นเพียงการดำเนินงานเพื่อให้รัฐธรรมนูญก้าวหน้าหรือพัฒนาไปสู่เป้าหมายของจิตโลกเท่านั้น

75. “จิต” (Idea)
(1) อสสาร
(2) มนุษย์
(3) ความขัดแย้ง
(4) การเปลี่ยนแปลง
(5) ความไม่เปลี่ยนแปลง
ตอบ 1 หน้า 110 – 111 ในทัศนะของเฮเกลนั้น จิตหรือความคิด (Idea) คือ ส่วนที่มีลักษณะเป็นอสสาร ซึ่งจะมีบทบาทในการกำหนดส่วนที่เป็นสสาร กล่าวคือ จิตจะทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วนวัตถุหรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ

76. ลัทธิมาร์กซ์ เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

77. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(3) นายทุนเอาเปรียบกรรกร
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมทินายทุนเอาเปรียบกรรกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

78. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

79. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน

80. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)
2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin)
3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

81. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) นิโคไล เลนิน
(3) สตาลิน
(4) มุสโสลินี
(5) คาร์ล มาร์กซ์
ตอบ 5 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก

82. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) จะทำอะไร (What to be done)
(4) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

83. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(2) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(3) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(4) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม คือ ระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211, (คำบรรยาย) ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

84. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(2) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(5) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น

85. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุน ใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมการทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน เพราะนายทุนเป็นผู้กำหนด ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

86. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(3) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(4) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(5) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
ตอบ 4 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น ว่าเป็นการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

87. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

88. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(2) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(3) เหมาเป็นผู้นำของขุน ยัด เซน
(4) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพี
(5) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
ตอบ 5 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

89. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

90. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น

91. คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองต์
(2) อดัม สมิธ
(3) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดริช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 174, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับ ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค ซึ่งเชื่อว่าศาสนามิได้เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากวัตถุมากกว่า และคนเป็นผู้กำหนด มิใช่พระเจ้า

92. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานของฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

93. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดไม่ได้เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์
(1) The Holy Family
(2) The German Ideology
(3) Capital
(4) The Communist Manifesto
(5) Socialism : Utopian and Scientific
ตอบ 5 หน้า 176 ในช่วงที่ คาร์ล มาร์กซ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอนนั้น เขาได้เขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายความทุกข์ยากในสังคมทุนนิยม เช่น วิพากษ์เศรษฐกิจการเมือง (The Critique of Political Economy), ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน (Theories of Surplus Values), ทุน (Capital) เป็นต้น (ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ)

94. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

95. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

96. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 77. ประกอบ

97. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่

98. หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด มีสูตรดังนี้
(1) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์
(2) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
(3) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอหลัก (ใหม่)
(4) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอยืน (ใหม่)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 178, (คำบรรยาย) หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะ ทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด ดังนี้ ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
หรือ Thesis + Antithesis = Synthesis

99. ข้อใดไม่ใช่ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติแล้ว
(1) ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
(2) เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
(3) ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
(4) มีผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
(5) รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
ตอบ 4 หน้า 186, (คำบรรยาย) ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพ ได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ มีดังนี้
1. ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
3. ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
4. รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
5. รัฐเข้ามาควบคุมโรงงาน เครื่องมือ การผลิตและการเกษตร เป็นต้น

100. คำทำนายของมาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมที่สะท้อนข้อเท็จจริง
(1) สังคมมีสองชนชั้น
(2) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
(3) สังคมไร้ชนชั้น
(4) ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนัก เพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย

 

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อค ในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

2. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(2) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(3) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(4) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
(5) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
ตอบ 5 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

3. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

4. ระหว่างบุคคลและสิ่งต่อไปนี้ มาเคียเวลลี่สอนให้เคารพสิ่งใดมากที่สุด
(1) ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
(2) คำสั่งของมุขบุรุษ
(3) ผู้นำทางศาสนา
(4) ผู้ที่ออกกฎหมายอย่างมีคุณธรรม
(5) กฎหมาย
ตอบ 5 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองและเป็นหลักประกันสำหรับทุก ๆ คนในรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าคนจะเป็นผู้บัญญัติ ตีความ หรือบริหารกฎหมายก็ตาม แต่เราควรจะเคารพกฎหมายมากกว่าผู้บัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นเป็นหลักการสำหรับการพิพากษาข้อขัดแย้งซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันต่าง ๆ และพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่จะได้รับการเชื่อถือ

5. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การร่วมมือระหว่างกัน
(2) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(3) การทำสัญญาประชาคม
(4) การแข่งขันระหว่างกัน
(5) การทำอะไรตามใจปรารถนา
ตอบ 1 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์คือ การร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

6. ข้อใดคือรูปการปกครองที่มีเสถียรภาพมากที่สุด
(1) ประชาธิปไตย
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) อภิชนาธิปไตย
(4) สาธารณรัฐแบบผสม (ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย)
(5) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างประชาธิปไตยและอภิชนาธิปไตยนั้น เป็นระบบการปกครองที่ดีเพราะมีเสถียรภาพและเสรีภาพมากที่สุด

7. เพราะเหตุใดผู้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
(3) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(4) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(5) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
ตอบ 4 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือการสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง

8. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) ประสบการณ์
(2) การเอาตัวรอด
(3) พระผู้เป็นเจ้า
(4) พรสวรรค์
(5) การมีปัญญา
ตอบ 3 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้วมนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

9. “ความปรารถนาของขุนนางหรือข้าราชการ” คือ
(1) การฉ้อราษฎร์บังหลวง
(2) การประจบสอพลอ
(3) การกดขี่ข่มเหงประชาชน
(4) การใช้อภิสิทธิ์
(5) จงรักภักดีต่อผู้ให้อำนาจแก่ตน
ตอบ 3 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า การได้อำนาจมาด้วยวิธีการปราบดาภิเษกหรือการปฏิวัตินั้น อาจจะเป็นผลมาจากการสนับสนุนของกลุ่มขุนนาง (ข้าราชการ) หรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่เมื่อได้อำนาจมาแล้วหากผู้ปกครองต้องการความมั่นคงหรือเสรีภาพที่แท้จริงในอำนาจ ก็จำต้องแสวงหาการสนับสนุนจากประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมีเพียงสิ่งเดียวคือ อิสรภาพหรือเสรีภาพจากการกดขี่ข่มเหง ซึ่งต่างจากกลุ่มขุนนางที่ต้องการกดขี่ข่มเหงประชาชน

10. ความรักของผู้ใต้ปกครองในที่สุดแล้วมักจะนำไปสู่สิ่งใด
(1) ความมั่นคงของผู้ปกครองเอง
(2) ความร่วมมือ
(3) ความยำเกรง
(4) ความไม่ยำเกรง
(5) ความสามัคคี
ตอบ 4 หน้า 6, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระหว่างความรักและความยำเกรงของประชาชนนั้น หากผู้ปกครองเลือก “ความรัก” ประชาชนจะไม่ยำเกรง แต่ถ้าเลือก “ความยำเกรง” ประชาชนจะไม่รัก ซึ่งถ้าจำเป็นแล้วผู้ปกครองจะต้องเลือกเอาความยำเกรงมากกว่าความรัก เพราะความยำเกรงนั้นจะทำให้ผู้ใต้ปกครองเกิดความเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง

11. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(2) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(3) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(4) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบสังคมนิยม
(5) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
ตอบ 4 หน้า 211 ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

12. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(2) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(3) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(4) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

13. ล็อค เห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(2) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(5) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
ตอบ 2 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวกันนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม

14. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(2) เป้าหมายแห่งรัฐ
(3) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(4) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(5) ภาวะความเป็นผู้นำ
ตอบ 5 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ภาวะความเป็นผู้นำ” นั่นเอง

15. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(2) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(3) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือเมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

16. ผู้เป็นเจ้าของหรือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยจะมีโอกาสใช้อำนาจนี้ของตนเมื่อใด
(1) เป็นรัฐบาล
(2) บัญญัติกฎหมาย
(3) ทำสัญญาประชาคม
(4) เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(5) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมด (ประชาชนทั้งมวล) และประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยนี้ได้โดยการทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย เพราะว่าในการบัญญัติกฎหมายนั้นประชาชนมีอำนาจเต็มที่ไม่ต้องเชื่อฟังใคร

17. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

18. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(2) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
(3) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(4) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(5) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

19. สิ่งใดที่รัฐสามารถนำมาใช้เป็นมาตรการควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
(1) อำนาจบังคับ
(2) การยกเลิกกรรมสิทธิ์
(3) การศึกษาอบรม
(4) ศาสนา
(5) การสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์ร่วม
ตอบ 1 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว แสวงหาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นคนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

20. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่ล่วงละเมิดสัญญา” ข้อความที่ขีดเส้นใต้อธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
(2) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(3) การผูกมัดจากสัญญา
(4) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(5) การปฏิบัติไปตามตัวบท-กฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

21. ลัทธิมาร์กซ์ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(4) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญญาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

22. ฮอบส์ เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
(2) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(3) ถูกรัฐอื่นรุกราน
(4) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(5) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
ตอบ 5 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม

23. ทหารรับจ้างมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เพราะ
(1) เห็นแก่อามิสสินจ้าง
(2) ขาดประสิทธิภาพ
(3) ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
(4) ถูกแทรกแซงได้ง่าย
(5) ไม่ใช่คนท้องถิ่น
ตอบ 1 หน้า 4 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า กองทัพที่ดีจะต้องประกอบด้วยทหารประจำการหรือทหารเกณฑ์ไม่ใช่ทหารรับจ้าง เพราะทหารเกณฑ์เท่านั้นที่จะมีความกล้าหาญและพร้อมจะสละชีวิตในสมรภูมิ ส่วนทหารรับจ้างมักจะมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสมรภูมิ ดังนั้นแทนที่จะส่งเสริมอำนาจผู้ปกครอง กลับจะทำลายอำนาจของผู้ปกครองในที่สุด

24. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) ความขยันขันแข็ง
(2) ความสุขในอนาคต
(3) การร่วมมือกับผู้อื่น
(4) ความอิจฉาริษยา
(5) สภาวะสงคราม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ

25. มาเคียเวลลี่ เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

26. มาเคียเวลลี่ แนะนำว่าการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำทำให้
(1) ผู้นำไม่ต้องรักษาสัจจะ
(2) ผู้นำต้องกล้าได้กล้าเสีย
(3) ผู้นำต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
(4) ผู้นำต้องรักษาสัจจะ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและไม่รักษาสัจจะ หากสัจจะนั้นจะทำลายผลประโยชน์ของตนเอง โดยเขาให้เหตุผลว่า “การรักษาสัจจะนั้นเป็นสิ่งดี หากคนทั้งหมดเป็นคนดี แต่คนตามธรรมชาตินั้นเลว และไม่รักษาสัจจะกับผู้ปกครอง ดังนั้นผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรักษาสัจจะกับเขา”

27. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์ คือ
(1) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
(2) มีการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
(5) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

28. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) The Spirit of the Laws
(2) Confessions และ The Old Regime
(3) Social Contract และ The Prince
(4) Social Contract และ Emile
(5) Emile และ Das Capital
ตอบ 4 หน้า 66 – 67 ผลงานที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. The Origin of Inequality
2. Political Economy
3. La Nouvelle Heloise
4. Social Contract
5. Emile
6. Confessions
7. Dialogues
8. Constitution for Corsica
9. Consideration on the Government of Poland

29. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะนายทุนเป็นผู้กำหนด
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน เพราะนายทุนเป็นผู้กำหนด ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

30. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(3) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(4) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
(5) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
ตอบ 2 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น ว่าเป็นการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่ไม่ได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

31. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าปัญหาของรูปแบบการปกครองเฉพาะ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย
(1) การไร้เมตตาธรรม
(2) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
(3) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(4) การขาดเสถียรภาพ
(5) การสนับสนุนตัวบุคคล
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญ คือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

32. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานของฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

33. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(2) จะทำอะไร (What to be done)
(3) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(4) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

34. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

35. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดไม่ได้เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์
(1) Socialism : Utopian and Scientific
(2) The Communist Manifesto
(3) The German Ideology
(4) Capital
(5) The Holy Family
ตอบ 1 หน้า 176 ในช่วงที่ คาร์ล มาร์กซ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอนนั้น เขาได้เขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายความทุกข์ยากในสังคมทุนนิยม เช่น วิพากษ์เศรษฐกิจการเมือง (The Critique of Political Economy), ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน (Theories of Surplus Values), ทุน (Capital) เป็นต้น (ดูคำอธิบายข้อ 32. ประกอบ)

36. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหารซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

37. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น

38. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
(2) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(3) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(4) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(5) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น

39. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(2) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(3) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
(4) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(5) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

40. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ประชาชนส่วนใหญ่
(2) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(3) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
(4) ประชาชนทั้งหมด
(5) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ตอบ 4 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

41. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) ครอบครัว
(2) สังคมเข้มแข็ง
(3) รัฐ
(4) พระเจ้า
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 3 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรัฐ ถือว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

42. หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด มีสูตรดังนี้
(1) ข้อเสนอหลัก + ข้อรอง = การสังเคราะห์
(2) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
(3) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอหลัก (ใหม่)
(4) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอยืน (ใหม่)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 178, (คำบรรยาย) หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด ดังนี้
ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
หรือ
Thesis + Antithesis = Synthesis

43. รุสโซ เชื่อว่ามนุษย์เราจะปราศจากเสรีภาพ หากปราศจาก
(1) กฎหมายที่เป็นธรรม
(2) ระบบการตรวจสอบที่ดี
(3) หลักประกันทางกฎหมาย
(4) ผู้นำที่ทรงคุณธรรม
(5) ความเสมอภาค
ตอบ 5 หน้า 81 รุสโซ เชื่อว่า ถ้ามนุษย์ปราศจากเสียซึ่งความเสมอภาค การใช้เสรีภาพของมนุษย์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้าคน ๆ หนึ่งตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เสรีภาพของเขาจึงขึ้นอยู่กับเจ้านายเท่านั้น

44. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมการเมือง
(2) สังคมอุตสาหกรรม
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมธรรมชาติ
(5) สังคมเมือง
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ

45. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน อะไรบ้าง
(1) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(2) สสารกับอสสาร
(3) กายภาพกับชีวภาพ
(4) จิตกับวัตถุ
(5) จิตกับกาย
ตอบ 2 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่
1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้
2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

46. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ มุขบุรุษต้องเล่นการเมืองเพื่อ
(1) รักษาไว้ซึ่งอำนาจของตนเอง
(2) เพื่อสร้างความชอบธรรม
(3) เพื่อขยายฐานอำนาจ
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ข้อ 1 และ 3
ตอบ 5 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ นักการเมืองปรารถนาที่จะได้มาหรือผดุงรักษาไว้ซึ่งอำนาจ ดังนั้นจุดประสงค์ที่ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษต้องเข้ามาเล่นการเมืองก็เพื่อการรักษาไว้ซึ่งอำนาจของตนหรือเพื่อการเพิ่มขยายฐานอำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะ

47. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
(2) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
(3) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(4) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(5) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
ตอบ 4 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญาสังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม

48. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านอวัยวะ
(2) ในด้านกำลังกาย
(3) ในด้านการใช้อาวุธ
(4) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(5) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
ตอบ 4 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

49. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) ปรีดี พนมยงค์
(2) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

50. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(2) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(3) เป็นองค์อธิปัตย์
(4) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
(5) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
ตอบ 4 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐ เหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

51. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่าผู้ปกครองควรมีความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เนื่องจาก
(1) ความเด็ดขาดเป็นคุณสมบัติของผู้ชาย
(2) ความอ่อนแอแสดงให้เห็นถึงความโลเล
(3) ความอ่อนแอเป็นคุณสมบัติของอิสตรีเพศ
(4) ความเด็ดขาดทำให้เกิดความยำเกรง
(5) ไม่ควรมีเหตุผลกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
ตอบ 4 หน้า 6 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึงความอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งเหยิงตามมา ดังนั้นด้วยพันธะหน้าที่ผู้ปกครองจึงต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความยำเกรงและเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง รวมทั้งเพื่อรักษาผู้ที่ถูกปกครองให้มีเอกภาพและซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครองด้วย

52. ฮอบส์ เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(2) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(3) ต้องการป้องกันตนเองจากภัยภายนอก
(4) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
(5) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
ตอบ 3 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน

53. คำทำนายของมาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมที่สะท้อนข้อเท็จจริง
(1) สังคมมีสองชนชั้น
(2) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
(3) สังคมไร้ชนชั้น
(4) ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนักเพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย

54. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(2) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(3) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(4) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

55. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) สงครามระหว่างรัฐ
(2) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(3) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(4) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
(5) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
ตอบ 3 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งจนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

56. “เสรีภาพของผู้ปกครอง”
(1) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) ประชาธิปไตย
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) สาธารณรัฐแบบผสม (ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย)
ตอบ 4 หน้า 8 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น เสรีภาพแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ คือ
1. เสรีภาพของผู้บริหารหรือผู้ปกครอง หมายถึง อิสรภาพในการบังคับบัญชา หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงการกดขี่ข่มเหงก็ได้ ซึ่งเกิดจากการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย
2. เสรีภาพของประชาชนทั่วไปหรือผู้ใต้ปกครอง หมายถึง อิสรภาพจากการกดขี่ข่มเหง และประสบความมั่นคงในชีวิตส่วนตัว ซึ่งเกิดจากการปกครองแบบประชาธิปไตย

57. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสสาร
(3) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(4) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(5) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

58. มาเคียเวลลี่ เห็นว่ากลุ่มคนที่จะเป็นอันตรายต่อมุขบุรุษ คือ
(1) ปัญญาชน
(2) ประชาชนหัวแข็ง
(3) คนยากจน
(4) คนต่างด้าว
(5) ขุนนางข้าราชการรอบข้าง
ตอบ 5 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

59. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(2) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(3) ใช้อำนาจสหพันธ์
(4) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(5) ใช้สิทธิพิเศษ
ตอบ 4 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

60. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
(2) ต้องมีพรรคพวก
(3) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(4) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(5) ต้องรักษาสัจจะ
ตอบ 3 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถผจญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

61. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(2) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(3) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
(4) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(5) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 13. ประกอบ

62. ฮอบส์ เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(2) กิเลสและตัณหา
(3) ความรุนแรงและความสงบ
(4) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
(5) ความอยากและความไม่อยาก
ตอบ 5 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion)
นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

63. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สังคมบุพกาล
(2) สังคมสมัยใหม่
(3) สังคมเกิดจากสัญญา
(4) สภาพธรรมชาติ
(5) สังคมการเมือง
ตอบ 4 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

64. คำว่า “ความยุติธรรม และ อยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) ความสามัคคี
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) กฎหมาย
(4) สัญญา
(5) ความชอบธรรม
ตอบ 4 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง

65. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
(2) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
(3) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(4) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(5) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า เป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

66. สาเหตุที่นิโคโล มาเคียเวลลี่ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(2) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(3) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
(4) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(5) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
ตอบ 1 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

67. “มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง” ข้อความที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงอะไร
(1) พฤติกรรมของเราถูกกำหนดโดยบุคคลอื่น
(2) การคำนึงถึงผลประโยชน์ผู้อื่น
(3) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(4) การไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
(5) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ตอบ 5 หน้า 72 ในทัศนะเกี่ยวกับความเป็นทาสนั้น รุสโซ เห็นว่า ทั้งผู้กดขี่และถูกกดขี่ต่างก็อยู่ในเครื่องพันธนาการเช่นกัน ซึ่งพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และต่างก็ตกอยู่ในหลุมพรางของกันและกัน นั่นคือ มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

68. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) อาณาจักรข้างเคียง
(2) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ทหารในระบอบเก่า
(5) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
ตอบ 3 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้น อาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

69. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) สตาลิน
(3) นิโคไล เลนิน
(4) มุสโสลินี
(5) คาร์ล มาร์กซ์
ตอบ 5 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก

70. หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านคือ
(1) ปัญญาชน
(2) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(3) ขุนนางอำมาตย์
(4) ทหาร
(5) เครือญาติ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 68. ประกอบ

71. “ผลที่ตามมาจากการทำสัญญาประชาคม”
(1) การมีหลักประกันการใช้ทรัพย์สิน
(2) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่โดยกฎหมาย
(3) การมีอิสรภาพทางการเมือง
(4) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่จากองค์อธิปัตย์
(5) การมีหลักประกันความปลอดภัย
ตอบ 2 หน้า 73 – 76 รุสโซ เห็นว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาประชาคมมี 2 ประการ ได้แก่
1. เสรีภาพ (แบบใหม่) อันเกิดจากการออกกฎหมายมาใช้บังคับตนเอง ซึ่งทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าไม่ถูกกดขี่จากกฎหมาย
2. ความเสมอภาค เป็นภาวะที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นับตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือเจตจำนงทั่วไป และการเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย

72. ในผลงานเรื่อง “เจ้าผู้ปกครอง” ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(2) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(3) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(4) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 65. ประกอบ

73. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

74. เรื่องของเสรีภาพนั้นเป็นความปรารถนาของกลุ่มใด
(1) ผู้ปกครอง
(2) ผู้แทนราษฎร
(3) ผู้ใต้ปกครอง
(4) ข้อ 1 และ 3
(5) ข้อ 2 และ 3
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ

75. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน

76. แนวความคิดใดที่ไม่ใช่แนวคิดของรุสโซ
(1) สัญญาประชาคม
(2) ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์
(3) เสรีภาพและความเสมอภาค
(4) สุนัขจิ้งจอกกับราชสีห์
(5) เจตจำนงทั่วไป
ตอบ 4 หน้า 69 – 77, (คำบรรยาย) แนวความคิดที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. การเกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัว จะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในหมู่มนุษย์
2. มนุษย์เราเกิดมาย่อมใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
3. การปฏิเสธเสรีภาพ คือ การปฏิเสธในการแยกแยะสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ถูก
4. มนุษย์เราเกิดมาถูกจองจำในอาณาจักรแห่งความคิด
5. คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้น
6. การทำสัญญาประชาคมจะก่อให้เกิดเสรีภาพ (แบบใหม่) และความเสมอภาคขึ้น
7. เจตจำนงทั่วไป คือ เจตจำนงของคนทุกคน
8. ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกไปจากธรรมชาติ เป็นต้น

77. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(2) ระบบทุนนิยมกับการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงานสังคมนิยม
(3) สังคมนิยม
(4) การคอร์รัปชั่น
(5) ระบบทุนนิยม
ตอบ 2 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

78. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(2) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) คนคือสัตว์การเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

79. “เสรีภาพแบบใหม่” อันหมายถึงการเคารพเชื่อฟังเจตจำนงของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากอะไร
(1) การเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป
(2) การเคารพกฎหมายที่ดี
(3) การใช้สิทธิเลือกตั้ง
(4) การใช้เหตุผลกำกับการกระทำ
(5) การกระทำนอกเหนือจากที่กฎหมายห้าม
ตอบ 1 หน้า 78 รุสโซ เชื่อว่า เสรีภาพแบบใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการบัญญัติกฎหมายหรือการร่วมกันแสดงเจตจำนงทั่วไป และขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายหรือเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไปที่ตนเองเป็นผู้บัญญัติขึ้น

80. ผลสำเร็จของการแย่งชิงอำนาจในรูปของการปราบดาภิเษกหรือปฏิวัติมาจากข้อใด
(1) ความร่วมมือจากประชาชนและขุนนางหรือข้าราชการ
(2) ความร่วมมือจากประชาชน
(3) ความช่วยเหลือของขุนนางหรือข้าราชการ
(4) ความร่วมมือจากกองทัพประชาชน
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ

81. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(2) จุดหมายปลายทาง (Ends)
(3) รัฐในอุดมคติ
(4) เสรีภาพของผู้ปกครอง
(5) วิธีการ (Means)
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 66. ประกอบ

82. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
(2) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
(3) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(4) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(5) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
ตอบ 2 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

83. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ทรัสตี
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ตุลาการ
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

84. ข้อใดคือรูปการปกครองที่นำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมือง
(1) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(2) อภิชนาธิปไตย
(3) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(4) ประชาธิปไตย
(5) สาธารณรัฐแบบผสม (ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย)
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รูปการปกครองแบบประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางการเมืองได้ เพราะถ้าให้ประชาชนทั่วไปเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพแล้ว พวกอภิชนจะไม่ไว้วางใจและอาจก่อการขัดขืนหรือปฏิวัติขึ้นได้

85. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ความปลอดภัยในชีวิต
(2) ทรัพย์สิน
(3) ร่างกาย
(4) ความเสมอภาค
(5) เสรีภาพ
ตอบ 3 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

86. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ขาดความเข้มแข็ง
(2) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) ยังไม่เกิดขึ้น
(5) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ

87. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
(2) มนุษย์ขาดวินัย
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) ธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(5) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

88. “มนุษย์เกิดมาอย่างเสรี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการทุกแห่งหน” คำว่า “พันธนาการ” หมายถึง
(1) สภาวะแห่งความเป็นทาส
(2) การบีบบังคับโดยผู้ปกครอง
(3) ความเชื่อในศาสนา
(4) การตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ของตนเอง
(5) ขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อบังคับต่าง ๆ
ตอบ 5 หน้า 67, 71 – 72 จากคำกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งความเป็นอิสระหรือภาวะที่เป็นเสรีนั้นได้ถูกทำลายลงโดยสถาบันการปกครองและอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนบั่นทอนเสรีภาพของมนุษย์ในลักษณะที่แฝงมาในรูปอื่น เช่น กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ปทัสถานของสังคม ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น

89. “อำนาจบังคับ”
(1) สังคมการเมือง
(2) การปราบดาภิเษก
(3) ผู้ปกครอง
(4) เสรีภาพผู้ปกครอง
(5) กองทัพ
ตอบ 1 หน้า 2 – 3, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า หากไม่มีอำนาจใดมาบังคับให้มนุษย์เกิดความเกรงกลัวได้แล้ว มนุษย์ก็มักจะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหรือธรรมชาติอันชั่วร้ายอยู่เสมอ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐหรือสังคมการเมืองจะสามารถนำมาใช้เป็นมาตรการควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของมนุษย์ได้ก็คือ การใช้อำนาจบังคับ

90. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น

91. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(2) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(3) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
(4) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพี
(5) เหมาเป็นลูกนายทหาร
ตอบ 1 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

92. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) เสรีนิยม
(3) สังคมนิยม
(4) ประชานิยม
(5) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

93. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) บุคคลที่สาม
(2) คู่สัญญา
(3) ประชาชน
(4) สภาผู้แทนราษฎร
(5) คณะรัฐมนตรี
ตอบ 1 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้นเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

94. มาเคียเวลลี่สนับสนุนการมีทหารเกณฑ์มากกว่าทหารรับจ้าง เพราะ
(1) ทหารรับจ้างอาจมีคนต่างชาติแทรกซึมได้
(2) ทหารรับจ้างมักเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสมรภูมิ
(3) ทหารเกณฑ์สามารถคัดเลือกได้จากคนหมู่มาก
(4) ทหารรับจ้างไม่มีประสิทธิภาพในการรบ
(5) ทหารรับจ้างมีความสามารถมากกว่า
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ

95. จุดเน้นทางความคิดแตกต่างกันระหว่างเลนินกับเหมาเจ๋อตุง คือ
(1) ศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ
(2) ศักยภาพของชนชั้นกระฎุมพี
(3) ศักยภาพของชนชั้นนายทุน
(4) ศักยภาพในการปฏิวัติของชาวนา
(5) ศักยภาพในการปฏิวัติของปัญญาชน
ตอบ 4 หน้า 203, 227, 230, (คำบรรยาย) เลนินมีความเห็นต่างจากเหมาเจ๋อตุงในเรื่องศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นชาวนา โดยเลนินเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัตินั้นจะต้องเป็นนักปฏิวัติอาชีพหรือปัญญาชน ไม่ใช่ชาวนา ส่วนเหมาเจ๋อตุงเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติอาจหมายถึงประชาชนกลุ่มใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกรรมาชีพหรือกรรมกร ปัญญาชน ชาวนา นายทุน ฯลฯ ที่เห็นด้วยหรือสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม และต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ

96. คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองค์
(2) อดัม สมิธ
(3) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดริช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 174, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับ ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค ซึ่งเชื่อว่าศาสนามิได้เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากวัตถุมากกว่า และคนเป็นผู้กำหนด มิใช่พระเจ้า

97. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 54. ประกอบ

98. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) อิตาลี
(2) ฮอลแลนด์
(3) สหรัฐอเมริกา
(4) ฝรั่งเศส
(5) เยอรมนี
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

99. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึง
(1) ความโลเลไม่กล้าตัดสินใจ
(2) ความอ่อนแอ
(3) ความไม่เฉลียวฉลาด
(4) การมีศีลธรรมกับผู้ที่ไม่ควรได้รับ
(5) ความยำเกรงผู้อื่น
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 51. ประกอบ

100. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) สังคมนิยม
(2) อำมาตยาธิปไตย
(3) ประชาธิปไตย
(4) ธนาธิปไตย
(5) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
ตอบ 5 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. คำว่า “ความยุติธรรม และ อยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(2) ความชอบธรรม
(3) สัญญา
(4) กฎหมาย
(5) ความสามัคคี
ตอบ 3 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง

2. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พรสวรรค์
(2) พระผู้เป็นเจ้า
(3) ประสบการณ์
(4) การมีปัญญา
(5) การเอาตัวรอด
ตอบ 2 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้วมนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

3. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(2) ประชาชนทั้งหมด
(3) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(4) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
(5) ประชาชนส่วนใหญ่
ตอบ 2 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

4. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) สังคมเข้มแข็ง
(2) รัฐ
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ครอบครัว
ตอบ 2 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรัฐ ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

5. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(2) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(3) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
(4) ฝึกใฝ่ความทันสมัย
(5) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
ตอบ 1 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

6. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(2) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(3) เป้าหมายแห่งรัฐ
(4) ภาวะความเป็นผู้นำ
(5) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
ตอบ 4 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสรีภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำนั่นเอง

7. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) วิธีการ (Means)
(2) เสรีภาพของผู้ปกครอง
(3) รัฐในอุดมคติ
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) จุดหมายปลายทาง (Ends)
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ

8. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน อะไรบ้าง
(1) สสารกับอสรสาร
(2) กายภาพกับชีวภาพ
(3) จิตกับกาย
(4) จิตกับวัตถุ
(5) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

9. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อคในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

10. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การร่วมมือระหว่างกัน
(2) การทำสัญญาประชาคม
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำอะไรตามใจปรารถนา
(5) การแข่งขันระหว่างกัน
ตอบ 1 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือการร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

11. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) สงครามระหว่างรัฐ
(2) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(3) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
(4) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(5) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
ตอบ 2 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

12. “มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง” ข้อความที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงอะไร
(1) การคำนึงถึงผลประโยชน์ผู้อื่น
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) พฤติกรรมของเราถูกกำหนดโดยบุคคลอื่น
(4) การไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
(5) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ตอบ 5 หน้า 72 ในทัศนะเกี่ยวกับความเป็นทาสนั้น รุสโซ เห็นว่า ทั้งผู้กดขี่และถูกกดขี่ต่างก็อยู่ในเครื่องพันธนาการเช่นกัน ซึ่งพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และต่างก็ตกอยู่ในหลุมพรางของกันและกัน นั่นคือ มนุษย์ในสังคมอารยะเป็นทาสที่ถูกจองจำอยู่ในจักรวรรดิแห่งความคิด (The Empire of Opinion) ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

13. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน

14. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สังคมบุพกาล
(2) สังคมสมัยใหม่
(3) สังคมการเมือง
(4) สังคมเกิดจากสัญญา
(5) สภาพธรรมชาติ
ตอบ 5 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

15. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(2) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(3) ใช้สิทธิพิเศษ
(4) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 1 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

16. “ผลที่ตามมาจากการทำสัญญาประชาคม”
(1) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่จากองค์อธิปัตย์
(2) การมีหลักประกันความปลอดภัย
(3) ความรู้สึกที่ไม่ถูกกดขี่โดยกฎหมาย
(4) การมีหลักประกันการใช้ทรัพย์สิน
(5) การมีอิสรภาพทางการเมือง
ตอบ 3 หน้า 73 – 76 รุสโซ เห็นว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาประชาคมมี 2 ประการ ได้แก่
1. เสรีภาพ (แบบใหม่) อันเกิดจากการออกกฎหมายมาใช้บังคับตนเอง ซึ่งทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าไม่ถูกกดขี่จากกฎหมาย
2. ความเสมอภาค เป็นภาวะที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นับตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือเจตจำนงทั่วไป และการเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย

17. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(2) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
(5) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
ตอบ 5 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่าเป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

18. มาเคียเวลลี่สนับสนุนการมีทหารเกณฑ์มากกว่าทหารรับจ้าง เพราะ
(1) ทหารรับจ้างมักไม่มีประสิทธิภาพในการรบ
(2) ทหารรับจ้างมักเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ
(3) ทหารเกณฑ์สามารถคัดเลือกได้จากคนหมู่มาก
(4) ทหารรับจ้างอาจมีคนต่างชาติแทรกซึมได้
(5) ทหารรับจ้างมีความสามารถมากกว่า
ตอบ 2 หน้า 4 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า กองทัพที่ดีจะต้องประกอบด้วยทหารประจำการหรือทหารเกณฑ์ไม่ใช่ทหารรับจ้าง เพราะทหารเกณฑ์เท่านั้นที่จะมีความกล้าหาญและพร้อมจะสละชีวิตในสนามรบ ส่วนทหารรับจ้างมักจะมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ ดังนั้นแทนที่จะส่งเสริมอำนาจผู้ปกครอง กลับจะทำลายอำนาจของผู้ปกครองในที่สุด

19. แนวความคิดใดที่ไม่ใช่แนวคิดของรุสโซ
(1) เจตจำนงทั่วไป
(2) สุนัขจิ้งจอกกับราชสีห์
(3) เสรีภาพและความเสมอภาค
(4) สัญญาประชาคม
(5) ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์
ตอบ 2 หน้า 69 – 77, (คำบรรยาย) แนวความคิดที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. การเกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัว จะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในหมู่มนุษย์
2. มนุษย์เราเกิดมาย่อมใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
3. การปฏิเสธเสรีภาพ คือ การปฏิเสธในการแยกแยะสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ถูก
4. มนุษย์เราเกิดมาถูกจองจำในอาณาจักรแห่งความคิด
5. คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้น
6. การทำสัญญาประชาคมจะก่อให้เกิดเสรีภาพ (แบบใหม่) และความเสมอภาคขึ้น
7. เจตจำนงทั่วไป คือ เจตจำนงของคนทุกคน
8. ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกไปจากธรรมชาติ เป็นต้น

20. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(2) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
(3) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(4) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
(5) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
ตอบ 3 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเหมือนเดิม

21. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ขาดความเข้มแข็ง
(4) ปราศจากกฎหมาย
(5) ยังไม่เกิดขึ้น
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 14. ประกอบ

22. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(2) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
(3) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(4) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(5) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
ตอบ 5 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

23. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมอุตสาหกรรม
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมการเมือง
(5) สังคมเมือง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

24. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(2) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
(3) คนคือสัตว์การเมือง
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

25. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญมีหลายประเด็นแต่ไม่ใช่ประเด็นใด
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

26. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(3) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 2 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้นอาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

27. ผู้เป็นเจ้าของหรือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยจะมีโอกาสใช้อำนาจนี้ของตนเมื่อใด
(1) เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(2) เป็นรัฐบาล
(3) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
(4) ทำสัญญาประชาคม
(5) บัญญัติกฎหมาย
ตอบ 5 หน้า 78 รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมด (ประชาชนทั้งมวล) และประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยนี้ได้โดยการทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย เพราะว่าในการบัญญัติกฎหมายนั้นประชาชนมีอำนาจเต็มที่ไม่ต้องเชื่อฟังใคร

28. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

29. มาเคียเวลลี่ เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

30. ในผลงานเรื่อง “เจ้าปกครอง” ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(2) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(3) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(4) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 17. ประกอบ

31. มาเคียเวลลี่ เห็นว่ากลุ่มคนที่จะเป็นอันตรายต่อมุขบุรุษ คือ
(1) คนยากจน
(2) ประชาชนหัวแข็ง
(3) ปัญญาชน
(4) คนต่างด้าว
(5) ขุนนางข้าราชการรอบข้าง
ตอบ 5 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือขุนชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

32. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(4) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
(5) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

33. การแปลงทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ให้เป็นจีน (Signification of Marxism) ของเหมา เซ ตุง หมายถึง
(1) ใช้หลักการของขงจื๊อมาผสมผสาน
(2) เลือกใช้หลักการบางอย่างของมาร์กซ์ซิสม์ที่ใช้ได้กับสังคมจีนเท่านั้น
(3) ปฏิวัติสังคมจีนโดยใช้หลักการมาร์กซ์ซิสม์อย่างเคร่งครัด
(4) ศึกษาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์โดยไม่ละเลยเงื่อนไขประวัติศาสตร์และสังคมของจีน
(5) ส่งเสริมให้มีการศึกษาทางทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์อย่างจริงจังในโรงเรียนจีน
ตอบ 4 หน้า 223, (คำบรรยาย) การแปลงทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ให้เป็นจีน (Signification of Marxism) ของเหมา เซ ตุง หมายถึง การนำเอาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ไปปรับให้ใช้ได้กับสถานการณ์ในจีนที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง หรือการศึกษาทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์โดยไม่ละเลยเงื่อนไขประวัติศาสตร์และสังคมของจีน มิใช่นำทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์ที่เป็นรูปธรรมที่มองไม่เห็นมาใช้อย่างเคร่งครัด แต่เป็นทฤษฎีมาร์กซ์ซิสม์แบบจีน ๆ ที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจได้

34. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(3) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

35. หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านคือ
(1) ขุนนางอำมาตย์
(2) เครือญาติ
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ทหาร
(5) ปัญญาชน
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

36. รุสโซ เชื่อว่ามนุษย์เราจะปราศจากเสรีภาพ หากปราศจาก
(1) ผู้นำที่ทรงคุณธรรม
(2) หลักประกันทางกฎหมาย
(3) ระบบการตรวจสอบที่ดี
(4) ความเสมอภาค
(5) กฎหมายที่เป็นธรรม
ตอบ 4 หน้า 81 รุสโซ เชื่อว่า ถ้ามนุษย์ปราศจากเสียซึ่งความเสมอภาค การใช้เสรีภาพของมนุษย์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้าคน ๆ หนึ่งตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เสรีภาพของเขาจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นนายเท่านั้น

37. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
(2) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(3) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(4) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(5) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
ตอบ 2 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม

38. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) จะทำอะไร (What to be done)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(4) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

39. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(2) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(3) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(5) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
ตอบ 3 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือเมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

40. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) The Spirit of the Laws
(2) Social Contract และ The Prince
(3) Confessions และ The Old Regime
(4) Emile และ Das Capital
(5) Social Contract และ Emile
ตอบ 5 หน้า 66 – 67 ผลงานที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. The Origin of Inequality
2. Political Economy
3. La Nouvelle Heloise
4. Social Contract
5. Emile
6. Confessions
7. Dialogues
8. Constitution for Corsica
9. Consideration on the Government of Poland

41. ล็อค เห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(3) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(4) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 37. ประกอบ

42. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องรักษาสัจจะ
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องมีพรรคพวก
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถผจญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

43. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(2) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(3) เหมาแร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(4) เหมาแร่วมมือกับชนชั้นกระดุมพี
(5) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
ตอบ 1 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

44. แนวคิดของมาร์กซ์เรื่องวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประยุกต์จากแนวความคิดของเฮเกล เรื่อง
(1) ปัญญาชนปฏิวัติ
(2) กระบวนการตกผลึกทางความคิด
(3) Dialectic
(4) กระบวนการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
(5) ความขัดแย้งระหว่างจิตกับวัตถุ
ตอบ 3 หน้า 113 – 114, 178 มาร์กซ์ได้รับเอาแนวความคิดเรื่องวิภาษวิธีหรือความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง (Dialectic) ของเฮเกล มาอธิบายถึงเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งลำดับขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล ประกอบด้วย
1. Thesis คือ ภาวะที่เป็นอยู่หรือกิริยา
2. Anti–Thesis คือ สภาวะแย้งหรือปฏิกิริยา
3. Synthesis คือ สภาวะผสมผสานหรือสหกิริยา

45. ลำดับขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงแบบกระบวนการวิภาษวิธีประกอบด้วยอะไรบ้าง
(1) Thesis, Anti–Thesis, Non–Thesis
(2) Thesis, Anti–Thesis, Synthesis
(3) Thesis, Analysis, Synthesis
(4) Thesis, Analysis, Non–Thesis
(5) Non–Thesis, Analysis, Synthesis
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

46. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์ คือ
(1) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
(2) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) การรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(5) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 29. ประกอบ

47. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

48. ระหว่างบุคคลและสิ่งต่อไปนี้ มาเคียเวลลี่สอนให้เคารพสิ่งใดมากที่สุด
(1) ผู้นำทางศาสนา
(2) กฎหมาย
(3) ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
(4) คำสั่งของมุขบุรุษ
(5) ผู้ที่ออกกฎหมายอย่างมีคุณธรรม
ตอบ 2 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า กฎหมายเป็นสูงสุดในการปกครองและเป็นหลักประกันสำหรับทุก ๆ คนในรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าคนจะเป็นผู้บัญญัติ ตีความ หรือบริหารกฎหมายก็ตาม แต่เราควรจะเคารพกฎหมายมากกว่าผู้บัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นเป็นหลักการสำหรับการพิพากษาข้อขัดแย้งซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันต่าง ๆ และพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่จะได้รับการเชื่อถือ

49. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

50. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) เยอรมนี
(2) ฮอลแลนด์
(3) สหรัฐอเมริกา
(4) อิตาลี
(5) ฝรั่งเศส
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ

51. ระบบการเมือง ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับ “ระบบการเมืองแบบรัฐสภา” มากที่สุด

52. “เสรีภาพแบบใหม่” อันหมายถึงการเคารพเชื่อฟังเจตจำนงของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากอะไร
(1) การใช้สิทธิเลือกตั้ง
(2) การเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป
(3) การกระทำนอกเหนือจากที่กฎหมายห้าม
(4) การใช้เหตุผลกำกับการกระทำ
(5) การเคารพกฎหมายที่ดี
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เชื่อว่า เสรีภาพแบบใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการบัญญัติกฎหมายหรือการร่วมกันแสดงเจตจำนงทั่วไป และขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายหรือเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไปที่ตนเองเป็นผู้บัญญัติขึ้น

53. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

54. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ความปลอดภัยในชีวิต
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ร่างกาย
ตอบ 5 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

55. “มนุษย์เกิดมาอย่างเสรี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการทุกแห่งหน” คำว่า “พันธนาการ” หมายถึง
(1) การบีบบังคับโดยผู้ปกครอง
(2) การตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ของตนเอง
(3) สภาวะแห่งความเป็นทาส
(4) ขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อบังคับต่าง ๆ
(5) ความเชื่อในศาสนา
ตอบ 4 หน้า 67, 71 – 72 จากคำกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งความเป็นอิสระหรือภาวะที่เป็นเสรีนั้นได้ถูกทำลายลงโดยสถาบันการปกครองและอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนบั่นทอนเสรีภาพของมนุษย์ในลักษณะที่แฝงมาในรูปอื่น เช่น กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ปทัสถานของสังคม ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น

56. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(2) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(3) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(4) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211 ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

57. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) เสรีนิยม
(4) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
(5) ประชานิยม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 9. ประกอบ

58. การที่จะบังคับบุคคลที่หลงผิดให้เป็นอิสระ เกิดขึ้นได้ในกรณีใดบ้าง
(1) การถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ส่วนรวม
(2) การถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ส่วนตัว
(3) การถูกบังคับให้ไปเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่บุคคลถูกบังคับไม่ให้เสพยาเสพติด
(5) การถูกบังคับให้ไปใช้อำนาจอธิปไตย
ตอบ 5 หน้า 75, 77 – 78 รุสโซ เห็นว่า เจตจำนงทั่วไปเป็นเจตจำนงที่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ของคนทุกคนเป็นหลัก ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างจากเจตจำนงทั่วไปย่อมแสดงว่าเขาได้หลงผิดไป เพราะตกอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตัวครอบงำจนเกิดเป็นเจตจำนงเฉพาะส่วนขึ้น ทั้งนี้บุคคลที่หลงผิดจะต้องถูกบังคับให้ยอมรับและเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป โดยการให้ไปใช้อำนาจอธิปไตยหรือไปร่วมกันทำหน้าที่บัญญัติกฎหมายในสภาราษฎร เพราะการเคารพกฎหมายบ้านเมืองจะทำให้ทุกคนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง

59. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุโรปที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดมาร์กซ์ซิสม์ คือ
(1) การเกิดชนชั้นกระดุมพีใหม่
(2) การปฏิวัติฝรั่งเศส
(3) ลัทธิล่าอาณานิคม
(4) การประดิษฐ์เครื่องทอผ้า
(5) การปฏิวัติอุตสาหกรรม
ตอบ 5 หน้า 176 จากสถานการณ์ในเยอรมนีและยุโรปที่มีการปฏิวัติทางการเมือง และการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนทำให้คนจนได้รับความทุกข์ยากและถูกเอาเปรียบนั้น มีผลผลักดันให้มาร์กซ์พยายามหาคำตอบของความทุกข์ยากในสังคม และสร้างทฤษฎีขึ้นมาเพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในขณะนั้น พร้อมทั้งเสนอวิธีแก้ไขสังคมให้ดีขึ้น

60. เหตุผลข้อใดที่สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้”
(1) ความสมบูรณ์แห่งอำนาจ
(2) อำนาจเป็นสิ่งที่โอนให้กันไม่ได้
(3) ความสูงสุดเด็ดขาด
(4) เจตจำนงทั่วไป
(5) ผลประโยชน์ส่วนรวม
ตอบ 4 หน้า 76, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่โอนให้กันไม่ได้ (Inalienable) และแบ่งแยกไม่ได้ (Indivisible) เพราะว่าอำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่มาจากเจตจำนงทั่วไป ซึ่งก็คือเจตจำนงของประชาชนทุกคน ดังนั้นผู้อยู่ในฐานะที่จะใช้เจตจำนงของเขาได้เหมาะสมที่สุดก็คือ ตัวเขาเอง

61. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(2) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(3) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(4) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
(5) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

62. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

63. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 34. ประกอบ

64. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(4) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
(5) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
ตอบ 3 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า “ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์”

65. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) ธรรมชาตของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(2) มนุษย์ขาดวินัย
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
(5) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
ตอบ 1 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือการสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง

66. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมกรทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

67. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่จะกระทำผิด” ข้อความที่ขีดเส้นใต้อธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การปฏิบัติตามตัวบท-กฎหมาย
(2) การผูกมัดจากสัญญา
(3) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(4) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(5) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตอบ 3 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

68. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(3) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
(4) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(5) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
ตอบ 5 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้นว่าเป็นสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

69. ฮอบส์ เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) ต้องการป้องกันตนเองจากภัยภายนอก
(2) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
(3) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(4) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(5) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
ตอบ 1 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน

70. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

71. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่

72. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) คาร์ล มาร์กซ์
(2) มุสโสลินี
(3) สตาลิน
(4) เหมา เจ๋อ ตุง
(5) นิโคไล เลนิน
ตอบ 1 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก

73. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความสุขในอนาคต
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความอิจฉาริษยา
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

74. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) การใช้กำลังอำนาจ
(3) กลุ่มการเมือง
(4) ความรักสามัคคี
(5) รัฐ
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รัฐหรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก

75. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

76. ฮอบส์ เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(2) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
(3) ความอยากและความไม่อยาก
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) กิเลสและตัณหา
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion) นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

77. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(2) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
(3) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(4) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(5) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 74. ประกอบ

78. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านอวัยวะ
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

79. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) องค์อธิปัตย์
(2) บริหาร
(3) ทรัสตรี
(4) นิติบัญญัติ
(5) ตุลาการ
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

80. มาเคียเวลลี่ สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
(2) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(3) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) นินทาผู้ปกครอง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

81. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น

82. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(2) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(5) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
ตอบ 2 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น

83. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่าผู้ปกครองควรมีความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เนื่องจาก
(1) ไม่ควรมีเหตุผลกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
(2) ความเด็ดขาดทำให้เกิดความยำเกรง
(3) ความอ่อนแอแสดงให้เห็นถึงความโลเล
(4) ความอ่อนแอเป็นคุณสมบัติของอิสตรีเพศ
(5) ความเด็ดขาดเป็นคุณสมบัติของผู้ชาย
ตอบ 2 หน้า 6 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึงความอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งเหยิงตามมา ดังนั้นด้วยพันธะหน้าที่ผู้ปกครองจึงต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เพื่อให้ประชาชนเกิดความยำเกรงและเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง รวมทั้งเพื่อรักษาผู้ที่ถูกปกครองให้มีเอกภาพและซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครองด้วย

84. เพราะเหตุใดผู้ใต้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(3) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(4) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
(5) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 65. ประกอบ

85. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) สังคมนิยม
(4) อำมาตยาธิปไตย
(5) ธนาธิปไตย
ตอบ 2 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

86. มาเคียเวลลี่ แนะนำว่าการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำทำให้
(1) ผู้นำไม่ต้องรักษาสัจจะ
(2) ผู้นำต้องกล้าได้กล้าเสีย
(3) ผู้นำต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
(4) ผู้นำต้องรักษาสัจจะ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและไม่รักษาสัจจะ หากสัจจะนั้นจะทำลายผลประโยชน์ของตนเอง โดยเขาให้เหตุผลว่า “การรักษาสัจจะนั้นเป็นสิ่งดี หากคนทั้งหมดเป็นคนดี แต่คนตามธรรมชาตินั้นเลว และไม่รักษาสัจจะกับผู้ปกครอง ดังนั้นผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรักษาสัจจะกับเขา”

87. ฮอบส์ เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(2) ถูกรัฐอื่นรุกราน
(3) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(4) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
(5) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
ตอบ 4 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม

88. ลัทธิมาร์กซ์ ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

89. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึง
(1) ความไม่เฉลียวฉลาด
(2) การมีศีลธรรมกับผู้ที่ไม่ควรได้รับ
(3) ความอ่อนแอ
(4) ความโลเลไม่กล้าตัดสินใจ
(5) ความยำเกรงผู้อื่น
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 83. ประกอบ

90. มาเคียเวลลี่เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนเห็นแก่ตัว และสังคมทำให้มีกิเลสตัณหา
(2) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(3) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
(4) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(5) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
ตอบ 3 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนที่แก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหาโดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

91. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญ คือ
(1) The Element of Law
(2) Magna Carta
(3) The Fox
(4) Modern Machine
(5) The Prince
ตอบ 5 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขชน (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้นเป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง

92. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานที่ฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

93. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าปัญหาของรูปแบบการปกครองเฉพาะ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย
(1) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
(2) การขาดเสถียรภาพ
(3) การไร้เมตตาธรรม
(4) การสนับสนุนตัวบุคคล
(5) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
ตอบ 2 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญ คือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

94. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

95. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) บุคคลที่สาม
(3) คู่สัญญา
(4) คณะรัฐมนตรี
(5) สภาผู้แทนราษฎร
ตอบ 2 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐอธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐอธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

96. จุดเน้นทางความคิดแตกต่างกันระหว่างเลนินกับเหมาเจ๋อตุง คือ
(1) ศักยภาพของชนชั้นนายทุน
(2) ศักยภาพในการปฏิวัติของชาวนา
(3) ศักยภาพในการปฏิวัติของปัญญาชน
(4) ศักยภาพของชนชั้นกระดุมพี
(5) ศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ
ตอบ 2 หน้า 203, 227, 230, (คำบรรยาย) เลนินมีความเห็นต่างจากเหมาเจ๋อตุงในเรื่องศักยภาพในการปฏิวัติของชนชั้นชาวนา โดยเลนินเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัตินั้นจะต้องเป็นนักปฏิวัติอาชีพหรือปัญญาชน ไม่ใช่ชาวนา ส่วนเหมาเจ๋อตุงเห็นว่าผู้ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติอาจหมายถึงประชาชนกลุ่มใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกรรมาชีพหรือกรรมกร ปัญญาชน ชาวนา นายทุน ฯลฯ ที่เห็นด้วยหรือสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม และต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ

97. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(3) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

98. ข้อใดเป็นแนวความคิดของ Maoism ในเรื่องการปฏิวัติโลก
(1) องค์กรคอมมิวนิสต์สากลตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง
(2) Maoism เสนอแนวคิดสนับสนุนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพใน “ชนบทโลก”
(3) ขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยถูกชี้นำโดยโซเวียตรัสเซีย
(4) พรรคคอมมิวนิสต์ไทยและของมลายาใช้แนวทางสายจีน
(5) จีนเป็นแบบแผนการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกอย่างเปิดเผย
ตอบ 2 หน้า 234 – 235, (คำบรรยาย) แนวความคิดในเรื่องการปฏิวัติโลกของลัทธิเหมา (Maoism) เห็นว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเกิดขึ้นในแถบเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็น “ชนบทของโลก” และถ้าถือว่าอเมริกาเหนือและยุโรปเป็น “เมืองใหญ่ของโลก” แล้ว จะเห็นว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพได้ลดลงในเมืองใหญ่ของโลก แต่จะมีมากขึ้นในชนบทของโลก ซึ่งเปรียบเสมือนชนบทได้ห้อมล้อมเมืองแล้ว และสถานการณ์ของประเทศในแถบนี้จะเอื้ออำนวยต่อการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ต้องเป็นการปฏิวัติโดยใช้กำลังอาวุธเท่านั้นจึงจะเป็นผลสำเร็จ และการปฏิวัติต้องกระทำโดยพรรคคอมมิวนิสต์

99. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ที่เขาเรืองอำนาจ
(2) ตกอับหมดอำนาจ
(3) อยู่ต่างประเทศ
(4) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 91. ประกอบ

100. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(2) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
(3) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(4) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมา
(5) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านคือ
(1) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(2) ปัญญาชน
(3) เครือญาติ
(4) ขุนนางอำมาตย์
(5) ทหาร
ตอบ 1 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้นอาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

2. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าปัญหาของรูปแบบการปกครองเฉพาะ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย
(1) การสนับสนุนตัวบุคคล
(2) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
(3) การไร้เมตตาธรรม
(4) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(5) การขาดเสถียรภาพ
ตอบ 5 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญ คือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

3. “ธรรมชาติของมนุษย์”
(1) ความเมตตา
(2) อยากอยู่ร่วมกัน
(3) เกรงกลัวต่ออำนาจ
(4) ความเห็นแก่ตัว
(5) ชอบท้าทายอำนาจ
ตอบ 4 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหา โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้ชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

4. มาเคียเวลลี่ สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(2) นินทาผู้ปกครอง
(3) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(4) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(5) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
ตอบ 4 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟังหรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

5. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) รัฐ
(2) กลุ่มการเมือง
(3) การใช้กำลังอำนาจ
(4) สันติภาพ
(5) ความรู้สึกสามัคคี
ตอบ 1 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รัฐหรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก

6. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) เป้าหมายแห่งรัฐ
(2) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(3) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(4) ภาวะความเป็นผู้นำ
(5) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
ตอบ 4 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำนั่นเอง

7. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวนสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(2) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
(3) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(4) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(5) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
ตอบ 4 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวนสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

8. ในผลงานเรื่อง The Prince ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(2) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(3) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(4) ไม่มีข้อใดถูก
(5) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
ตอบ 2 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince นั้น มาเคียเวลลี่เห็นว่าเป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

9. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
(2) เป็นคนที่เต็มไปด้วยเมตตาธรรม แต่สังคมทำให้เห็นแก่ตัว
(3) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(4) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
(5) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

10. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญคือ
(1) Modern Machine
(2) The Prince
(3) Magna Carta
(4) The Element of Law
(5) The Fox
ตอบ 2 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษ (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้น เป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง

11. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(2) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(3) ทหารในระบอบเก่า
(4) อาณาจักรข้างเคียง
(5) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

12. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) การรู้รักสามัคคีของผู้คนในสังคม
(2) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(3) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(4) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
(5) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ

13. มาเคียเวลลี่ ถูกจัดให้เป็นนักปราชญ์คนแรกของยุค
(1) ยุคโบราณ
(2) ยุคปฏิรูป
(3) ยุคนวนสมัย
(4) ยุคกลาง
(5) ยุคสงครามกลางเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

14. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
(4) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(5) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
ตอบ 4 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์

15. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์ คือ
(1) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
(2) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(5) มีการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
ตอบ 1 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้น สนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

16. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ตกอับหมดอำนาจ
(2) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(3) ที่เขาเรืองอำนาจ
(4) ไม่มีข้อใดถูก
(5) อยู่ต่างประเทศ
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 10. ประกอบ

17. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) รัฐในอุดมคติ
(2) วิธีการ (Means)
(3) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(4) จุดหมายปลายทาง (Ends)
(5) เสรีภาพของผู้ปกครอง
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 7. ประกอบ

18. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(2) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
(3) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(4) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(5) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ

19. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(2) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(3) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(4) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) วาทะของบุคคลสำคัญ ๆ มีดังนี้
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาชาญย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น

20. ในทัศนะมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อ
(1) ข่มความรู้สึกที่แท้จริง
(2) รับฟังคำวิจารณ์โดยสุจริตใจ
(3) ทบทวนท่าทีของศัตรู
(4) ให้เกิดความยำเกรง
(5) แสดงความเป็นราชสีห์
ตอบ 2 หน้า 5 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจของเหล่าขุนนาง เพราะจะทำให้ได้ทราบถึงความเป็นไปที่แท้จริงของสถานการณ์ต่าง ๆ

21. ข้อใดที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของการทำสัญญาประชาคม
(1) การไม่สละสิทธิธรรมชาติ
(2) การหาหลักประกันการละเมิดสัญญา
(3) การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(4) การสละสิทธิธรรมชาติ
(5) การไม่เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ตอบ 4 หน้า 21 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือ การสละสิทธิธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย

22. ฮอบส์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) ความรุนแรงและความสงบ
(2) ความอยากและความไม่อยาก
(3) โลกีธรรมและโลกุตรธรรม
(4) กิเลสและตัณหา
(5) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
ตอบ 2 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion) นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

23. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) อำมาตยาธิปไตย
(2) ธนาธิปไตย
(3) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(4) สังคมนิยม
(5) ประชาธิปไตย
ตอบ 3 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

24. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ขาดความเข้มแข็ง
(2) ยังไม่เกิดขึ้น
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(5) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
ตอบ 2 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

25. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องรักษาสัจจะ
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
(4) ต้องมีพรรคพวก
(5) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
ตอบ 2 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถผจญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

26. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สังคมเกิดจากสัญญา
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมสมัยใหม่
(4) สภาพธรรมชาติ
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 24. ประกอบ

27. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ มุขบุรุษต้องเล่นการเมืองเพื่อ
(1) รักษาไว้ซึ่งอำนาจของตนเอง
(2) เพื่อสร้างความชอบธรรม
(3) เพื่อขยายฐานอำนาจ
(4) ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบ 5 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ นักการเมืองปรารถนาที่จะได้มาหรือผดุงรักษาไว้ซึ่งอำนาจ ดังนั้นจุดประสงค์ที่ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษต้องเข้ามาเล่นการเมือง ก็เพื่อการรักษาไว้ซึ่งอำนาจของตนหรือเพื่อการเพิ่มขยายฐานอำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะ

28. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) สังคม
(2) รัฐ
(3) รัฐบาล
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

29. สิ่งที่มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติแข่งขันกันแสวงหาได้แก่สิ่งใด
(1) ความสุขในปัจจุบัน
(2) ความสมบูรณ์
(3) อาหาร
(4) สันติภาพ
(5) อำนาจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 24. ประกอบ

30. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(2) ในด้านอวัยวะ
(3) ในด้านกำลังกาย
(4) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 4 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

31. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(2) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(3) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือ เมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ ทั้งนี้โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

32. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
(3) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(4) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(5) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

33. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจร่วมตามแนวความคิดของสัญญาประชาคม
(1) พระมหากษัตริย์
(2) คณะรัฐมนตรี
(3) องค์อธิปัตย์
(4) ประชาชนทั้งหมด
(5) ผู้แทนราษฎร
ตอบ 3 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

34. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) สัญญา
(2) คณะรัฐมนตรี
(3) บุคคลที่สาม
(4) ประชาชนคู่
(5) สภาผู้แทนราษฎร
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 33. ประกอบ

35. มาเคียเวลลี่ มองว่าทหารรับจ้างมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เพราะ
(1) ถูกแทรกแซงได้ง่าย
(2) ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
(3) ไม่ใช่คนท้องถิ่น
(4) ขาดประสิทธิภาพ
(5) เห็นแก่อามิสสินจ้าง
ตอบ 5 หน้า 4 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า กองทัพที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วยทหารประจำการหรือทหารเกณฑ์ ไม่ใช่ทหารรับจ้าง เพราะทหารเกณฑ์เท่านั้นที่จะมีความกล้าหาญและพร้อมจะสละชีวิตในสมรภูมิ ส่วนทหารรับจ้างมักจะมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสมรภูมิ ดังนั้นแทนที่จะส่งเสริมอำนาจผู้ปกครอง กลับจะทำลายอำนาจของผู้ปกครองในที่สุด

36. ในการทำสัญญาประชาคม ผู้ใดคือผู้ที่ไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(1) ประชาชน
(2) ผู้แทนราษฎร
(3) ผู้ที่ไม่ได้ร่วมทำความตกลง
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ผู้ไม่มีสิทธิออกเสียง
ตอบ 4 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

37. “อำนาจร่วม” (Common Power) ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมมีต้นตอหรือที่มาจากกลุ่มหรือบุคคลใด
(1) สภาผู้แทนราษฎร
(2) คู่สัญญา
(3) องค์อธิปัตย์
(4) บุคคลสมมุติ
(5) คณะรัฐมนตรี
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 33. ประกอบ

38. มาเคียเวลลี่ เห็นว่ากลุ่มคนที่จะเป็นอันตรายต่อมุขบุรุษ คือ
(1) คนยากจน
(2) ขุนนางข้าราชการรอบข้าง
(3) ปัญญาชน
(4) ประชาชนหัวแข็ง
(5) คนต่างด้าว
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ

39. “ทหารเกณฑ์”
(1) ความกล้าหาญ
(2) ความขี้ขลาด
(3) การดุลอำนาจ
(4) สงครามระหว่างรัฐ
(5) ความจงรักภักดีต่อผู้ปกครอง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 35. ประกอบ

40. รุสโซ เชื่อว่ามนุษย์เราจะปราศจากเสรีภาพหากปราศจาก
(1) ระบบการตรวจสอบที่ดี
(2) ผู้นำที่ทรงคุณธรรม
(3) กฎหมายที่เป็นธรรม
(4) ความเสมอภาค
(5) หลักประกันทางกฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 81 รุสโซ เชื่อว่า ถ้ามนุษย์ปราศจากเสียซึ่งความเสมอภาค การใช้เสรีภาพของมนุษย์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้าคน ๆ หนึ่งตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เสรีภาพของเขาจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นนายเท่านั้น

41. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(2) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
(3) สงครามระหว่างรัฐ
(4) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(5) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
ตอบ 5 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาตินั่นเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งจนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

42. ระบบการเมือง ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) กึ่งรัฐสภา
(2) รัฐสภา
(3) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
(4) ประธานาธิบดี
(5) กึ่งประธานาธิบดี
ตอบ 2 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบรัฐสภามากที่สุด

43. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(2) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(3) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
(4) ประชาชนส่วนใหญ่
(5) ประชาชนทั้งหมด
ตอบ 5 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

44. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) Emile และ Das Capital
(2) Confessions และ The Old Regime
(3) Social Contract และ Emile
(4) Social Contract และ The Prince
(5) The Spirit of the Laws
ตอบ 3 หน้า 66 – 67 ผลงานที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. The Origin of Inequality
2. Political Economy
3. La Nouvelle Heloise
4. Social Contract
5. Emile
6. Confessions
7. Dialogues
8. Constitution for Corsica
9. Consideration on the Government of Poland

45. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(2) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(3) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(4) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
(5) มีความมั่นคงมากกว่าเดิม
ตอบ 5 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวกันนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงมากกว่าเดิม

46. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(2) เป็นองค์อธิปัตย์
(3) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
(4) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(5) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
ตอบ 3 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

47. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(2) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(3) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(4) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(5) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
ตอบ 3 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้วมนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

48. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) การเอาตัวรอด
(2) การมีปัญญา
(3) พรสวรรค์
(4) พระผู้เป็นเจ้า
(5) ประสบการณ์
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 47. ประกอบ

49. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) องค์อธิปัตย์
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) กษัตริย์
(5) นิติบัญญัติ
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

50. “มนุษย์เกิดมาอย่างเสรี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการทุกแห่งหน” คำว่า “พันธนาการ” หมายถึง
(1) การบีบบังคับโดยผู้ปกครอง
(2) การตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ของตนเอง
(3) ขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อบังคับต่าง ๆ
(4) สภาวะแห่งความเป็นทาส
(5) ความเชื่อในศาสนา
ตอบ 3 หน้า 67, 71 – 72 จากคำกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งความเป็นอิสระหรือภาวะที่เป็นเสรีนั้นได้ถูกทำลายลงโดยสถาบันการปกครองและอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนบั่นทอนเสรีภาพของมนุษย์ในลักษณะที่แฝงมาในรูปอื่น เช่น กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ปทัสถานของสังคม ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น

51. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(2) คนคือสัตว์การเมือง
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(5) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 47. ประกอบ

52. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) ฮอลแลนด์
(2) อิตาลี
(3) เยอรมนี
(4) ฝรั่งเศส
(5) สหรัฐอเมริกา
ตอบ 1 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิดทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อคในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

53. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) เสรีนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
(4) ประชาเนียม
(5) อนุรักษนิยม
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 52. ประกอบ

54. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) ไม่มีข้อถูก
(2) มองเตสกิเออ
(3) เฮเกล
(4) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(5) รุสโซ
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 52. ประกอบ

55. ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(2) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

56. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(2) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(3) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
(4) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
(5) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
ตอบ 3 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

57. “เสรีภาพแบบใหม่” อันหมายถึงการเคารพเชื่อฟังเจตจำนงของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากอะไร
(1) การเคารพกฎหมายที่ดี
(2) การเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป
(3) การใช้เหตุผลกำกับการกระทำ
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้ง
(5) การกระทำนอกเหนือจากที่กฎหมายห้าม
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เชื่อว่า เสรีภาพแบบใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการบัญญัติกฎหมายหรือการร่วมกันแสดงเจตจำนงทั่วไป และขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายหรือเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไปที่ตนเองเป็นผู้บัญญัติขึ้น

58. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) Social Contract และ Emile
(2) Confessions และ The Old Regime
(3) Social Contract และ The Prince
(4) Emile และ Das Capital
(5) The Spirit of the Laws
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 44. ประกอบ

59. ข้อใดเป็นความคิดของรุสโซ
(1) มนุษย์เราเกิดมาย่อมใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
(2) มนุษย์เราเกิดมาถูกจองจำในอาณาจักรแห่งความคิด
(3) การปฏิเสธเสรีภาพ คือ การปฏิเสธในการแยกแยะสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ถูก
(4) คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 69 – 77, (คำบรรยาย) แนวความคิดที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. การเกิดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัว จะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในหมู่มนุษย์
2. มนุษย์เราเกิดมาย่อมใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
3. การปฏิเสธเสรีภาพ คือ การปฏิเสธในการแยกแยะสิ่งที่ผิดและสิ่งที่ถูก
4. มนุษย์เราเกิดมาถูกจองจำในอาณาจักรแห่งความคิด
5. คนจะยินดีอยู่ในรัฐมากขึ้นเมื่อมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้น
6. การทำสัญญาประชาคมจะก่อให้เกิดเสรีภาพ (แบบใหม่) และความเสมอภาคขึ้น
7. เจตจำนงทั่วไปคือเจตจำนงของคนทุกคน
8. ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกไปจากธรรมชาติ เป็นต้น

60. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ความเสมอภาค
(2) ความปลอดภัยในชีวิต
(3) ร่างกาย
(4) เสรีภาพ
(5) ทรัพย์สิน
ตอบ 3 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศพละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

61. “สิ่งที่มักจะเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาเจตจำนงทั่วไป”
(1) การกดขี่ฝ่ายข้างน้อย
(2) การขาดความสำนึกต่อส่วนรวม
(3) การแปลกแยกในทางการเมือง
(4) การตกอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตัว
(5) การขาดความประนีประนอม
ตอบ 4 หน้า 75, 77 รุสโซ เห็นว่า เจตจำนงทั่วไปเป็นเจตจำนงที่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ของคนทุกคนเป็นหลัก ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างจากเจตจำนงทั่วไปย่อมแสดงว่าเขาได้หลงผิดไป เพราะตกอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตัวครอบงำ ซึ่งรุสโซเรียกว่าเกิดเจตจำนงเฉพาะส่วนนั่นเอง

62. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(3) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

63. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน

64. แนวความคิดใดที่ไม่ใช่แนวคิดของรุสโซ
(1) ความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์
(2) เจตจำนงทั่วไป
(3) เสรีภาพและความเสมอภาค
(4) สัญญาประชาคม
(5) สุนัขจิ้งจอกกับราชสีห์
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

65. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(2) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
(3) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(4) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(5) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
ตอบ 2 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรัฐ ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

66. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

67. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน อะไรบ้าง
(1) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(2) จิตกับกาย
(3) สสารกับอสสาร
(4) กายภาพกับชีวภาพ
(5) จิตกับวัตถุ
ตอบ 3 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

68. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์คนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(3) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสสาร
(4) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(5) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์เมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

69. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมอุตสาหกรรม
(2) สังคมธรรมชาติ
(3) สังคมการเมือง
(4) สังคมการเมือง
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 2 หน้า 69 รุสโซ อธิบายว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะว่าความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือ การร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

70. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(2) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(3) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(4) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(5) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
ตอบ 1 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

71. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การทำอะไรตามใจปรารถนา
(2) การร่วมมือระหว่างกัน
(3) การทำสัญญาประชาคม
(4) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(5) การแข่งขันระหว่ากัน
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

72. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

73. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) องค์อธิปัตย์
(2) พระเจ้า
(3) ครอบครัว
(4) สังคมเข้มแข็ง
(5) รัฐ
ตอบ 5 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรัฐ ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

74. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดไม่ได้เขียนโดยคาร์ล มาร์กซ์
(1) The Communist Manifesto
(2) Socialism : Utopian and Scientific
(3) Capital
(4) The Holy Family
(5) The German Ideology
ตอบ 2 หน้า 176 ในช่วงที่ คาร์ล มาร์กซ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอนนั้น เขาได้เขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายความทุกข์ยากในสังคมทุนนิยม เช่น วิพากษ์เศรษฐกิจการเมือง (The Critique of Political Economy), ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน (Theories of Surplus Values), ทุน (Capital) เป็นต้น

75. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) จะทำอะไร (What to be done)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(4) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

76. ข้อใดไม่ใช่ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติแล้ว
(1) รัฐเข้าควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
(2) มีผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
(3) ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
(4) ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
(5) เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
ตอบ 2 หน้า 186, (คำบรรยาย) ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ มีดังนี้
1. ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
3. ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
4. รัฐเข้าควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
5. รัฐเข้าควบคุมโรงงาน เครื่องมือการผลิตและการเกษตร เป็นต้น

77. คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองต์
(2) อดัม สมิธ
(3) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดรีช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 174, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับ ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค ซึ่งเชื่อว่าศาสนามิได้เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากวัตถุมากกว่า และคนเป็นผู้กำหนด มิใช่พระเจ้า

78. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ

79. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(2) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(3) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพี
(4) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(5) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
ตอบ 1 หน้า 222 ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

80. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

81. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(2) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(3) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
(4) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(5) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
ตอบ 2 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้นว่าเป็นการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

82. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของคอมมิวนิสต์ไม่มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(2) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(3) ประชาชนทุกคนที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคสามารถมีส่วนร่วมได้
(4) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(5) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
ตอบ 3 หน้า 231 – 232, 236, (คำบรรยาย) ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของคอมมิวนิสต์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

83. หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด มีสูตรดังนี้
(1) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์
(2) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
(3) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอหลัก (ใหม่)
(4) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอยืน (ใหม่)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 178, (คำบรรยาย) หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด ดังนี้ ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
หรือ Thesis + Antithesis = Synthesis

84. คำทำนายของมาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมทีสะท้อนข้อเท็จจริง
(1) สังคมมีเพียงชนชั้นเดียว
(2) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
(3) สังคมไร้ชนชั้น
(4) ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนักเพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย

85. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานที่ฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

86. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(2) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(3) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(4) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(5) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
2. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
3. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
4. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น

87. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

88. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น

89. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

90. แนวคิดของมาร์กซ์เรื่องวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประยุกต์จากแนวความคิดของเฮเกลเรื่อง
(1) Dialectic
(2) กระบวนการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
(3) ความขัดแย้งระหว่างจิตกับวัตถุ
(4) กระบวนการตกผลึกทางความคิด
(5) ปัญญาชนปฏิวัติ
ตอบ 1 หน้า 113 – 114, 178 มาร์กซ์ได้รับเอาแนวความคิดเรื่องวิภาษวิธีหรือความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง (Dialectic) ของเฮเกล มาอธิบายถึงเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งลำดับขั้นของกระบวนการวิภาษวิธีตามทัศนะของเฮเกลนั้น ประกอบด้วย
1. Thesis คือ ภาวะที่เป็นอยู่หรือกิริยา
2. Anti-Thesis คือ สภาวะแย้งหรือปฏิกิริยา
3. Synthesis คือ สภาวะผสมผสานหรือสหากิริยา

91. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมกรทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

92. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(2) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(3) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(4) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบสังคมนิยม
(5) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
ตอบ 4 หน้า 211 ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

93. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่

94. มาเคียเวลลี่ มองว่าทหารรับจ้างมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เพราะ
(1) ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
(2) เห็นแก่อามิสสินจ้าง
(3) ขาดประสิทธิภาพ
(4) ไม่ใช่คนท้องถิ่น
(5) ถูกแทรกแซงได้ง่าย
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 35. ประกอบ

95. การใช้อำนาจขององค์อธิปัตย์สอดคล้องกับหลักการของแนวความคิดหรือทฤษฎีใด
(1) นิติธรรม
(2) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(3) ประชาธิปไตย
(4) รัฐธรรมนูญ
(5) การกระจายอำนาจ
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ

96. ผู้เป็นเจ้าของหรือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยจะมีโอกาสใช้อำนาจนี้ของตนเมื่อใด
(1) ทำสัญญาประชาคม
(2) บัญญัติกฎหมาย
(3) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
(4) เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(5) เป็นรัฐบาล
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมด (ประชาชนทั้งมวล) และประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยนี้ได้โดยการทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย เพราะว่าในการบัญญัติกฎหมายนั้นประชาชนมีอำนาจเต็มที่ไม่ต้องเชื่อฟังใคร

97. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ใช้อำนาจสหพันธ์
(2) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(3) ใช้สิทธิพิเศษ
(4) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(5) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
ตอบ 2 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม ดังนั้นหากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

98. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

99. ลัทธิมาร์กซ์ เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

100. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) ความอิจฉาริษยา
(2) ความขยันขันแข็ง
(3) การร่วมมือกับผู้อื่น
(4) ความสุขในอนาคต
(5) สภาวะสงคราม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 69. ประกอบ

 

POL2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม2 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

1. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนที่เต็มไปด้วยเมตตาธรรม แต่สังคมทำให้เห็นแก่ตัว
(2) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
(3) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(4) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
(5) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
ตอบ 2 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว แสวงหาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ

2. ในผลงานเรื่อง The Prince ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(2) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(3) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(4) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince นั้น มาเคียเวลลี่เห็นว่าเป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำบรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก

3. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) รัฐในอุดมคติ
(2) วิธีการ (Means)
(3) จุดหมายปลายทาง (Ends)
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) เสรีภาพของผู้ปกครอง
ตอบ 2 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ

4. มาเคียเวลลี่ จัดเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนวสมัย เพราะ
(1) เป็นผู้บุกเบิกวิชาปรัชญาการเมือง
(2) เป็นผู้ประสาสน์ศาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง
(3) เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย
(4) เป็นผู้ให้คำจำกัดความจริยธรรมศาสตร์
(5) เป็นผู้อบรมซีซาร์ บอร์เจีย
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

5. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(2) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
(5) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 2. ประกอบ

6. หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านคือ
(1) ทหาร
(2) ขุนนางอำมาตย์
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชน
(5) เครือญาติ
ตอบ 3 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้นอาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก

7. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 6. ประกอบ

8. มาเคียเวลลี่ สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) นินทาผู้ปกครอง
(2) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(3) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
ตอบ 2 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความจริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง

9. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าปัญหาของรูปแบบการปกครองเฉพาะ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย
(1) การไร้เมตตาธรรม
(2) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(3) การสนับสนุนตัวบุคคล
(4) การขาดเสถียรภาพ
(5) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญ คือ การขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก

10. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) ภาวะความเป็นผู้นำ
(2) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(3) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(4) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(5) เป้าหมายแห่งรัฐ
ตอบ 1 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำนั่นเอง

11. มาเคียเวลลี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนงานของตนเองเพื่อประจบใคร
(1) ผู้นำตระกูลเมดิชี
(2) กษัตริย์ของอิตาลี
(3) ผู้นำเมืองฟลอเรนซ์
(4) ผู้นำกรุงโรม
(5) ทรราช
ตอบ 1 หน้า 7 ในงานเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองนั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอิตาลี แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบการปกครองโดยคน ๆ เดียวที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ซึ่งจากทัศนะดังกล่าวนี้ทำให้มาเคียเวลลี่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขียนงานของตนเองขึ้นมาเพราะต้องการประจบผู้นำตระกูลเมดิชี เพื่อขอตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นเอง

12. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) ความรู้รักสามัคคี
(3) รัฐ
(4) การใช้กำลังอำนาจ
(5) กลุ่มการเมือง
ตอบ 3 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รัฐหรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก

13. ในทัศนะมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อ
(1) ทบทวนท่าทีของศัตรู
(2) ข่มความรู้สึกที่แท้จริง
(3) รับฟังคำวิจารณ์โดยสุจริตใจ
(4) ให้เกิดความยำเกรง
(5) แสดงความเป็นราชสีห์
ตอบ 3 หน้า 5 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจของเหล่าขุนนาง เพราะจะทำให้ได้ทราบถึงความเป็นไปที่แท้จริงของสถานการณ์ต่าง ๆ

14. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(2) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(3) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
(4) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(5) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 12. ประกอบ

15. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(2) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
(3) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(4) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(5) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 3. ประกอบ

16. มาเคียเวลลี่สนับสนุนการมีทหารเกณฑ์มากกว่าทหารรับจ้าง เพราะ
(1) ทหารรับจ้างมีความสามารถมากกว่า
(2) ทหารเกณฑ์สามารถคัดเลือกได้จากคนหมู่มาก
(3) ทหารรับจ้างมักเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ
(4) ทหารรับจ้างอาจมีคนต่างชาติแทรกซึมได้
(5) ทหารรับจ้างมักไม่มีประสิทธิภาพในการรบ
ตอบ 3 หน้า 4 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า กองทัพที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วยทหารประจำการหรือทหารเกณฑ์ไม่ใช่ทหารรับจ้าง เพราะทหารเกณฑ์เท่านั้นที่จะมีความกล้าหาญและพร้อมจะสละชีวิตในสนามรบ ส่วนทหารรับจ้างมักจะมีปัญหาเรื่องความสวามิภักดิ์เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างมากกว่าหน้าที่ในสนามรบ ดังนั้นแทนที่จะส่งเสริมอำนาจผู้ปกครอง กลับจะทำลายอำนาจของผู้ปกครองในที่สุด

17. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องมีพรรคพวก
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องรักษาสัจจะ
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง

18. มาเคียเวลลี่ เชื่อว่าผู้ปกครองควรมีความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เนื่องจาก
(1) ความเด็ดขาดทำให้เกิดความยำเกรง
(2) ความอ่อนแอแสดงให้เห็นถึงความโลเล
(3) ความเด็ดขาดเป็นคุณสมบัติของผู้ชาย
(4) ความอ่อนแอเป็นคุณสมบัติของอิสตรีเพศ
(5) ไม่ควรมีเหตุผลกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
ตอบ 1 หน้า 6 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องมีความเมตตาและความเด็ดขาดควบคู่กันไป จะมีแต่เพียงความเมตตาไม่ได้ เพราะความเมตตาหมายถึงความอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความยุ่งเหยิงตามมา ดังนั้นด้วยพันธะหน้าที่ผู้ปกครองจึงต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่าความเมตตา เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความยำเกรงและเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง รวมทั้งเพื่อรักษาผู้ที่ถูกปกครองให้มีเอกภาพและซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครองด้วย

19. มาเคียเวลลี่ แนะนำว่าการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำทำให้
(1) ผู้นำไม่ต้องรักษาสัจจะ
(2) ผู้นำต้องกล้าได้กล้าเสีย
(3) ผู้นำต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
(4) ผู้นำต้องรักษาสัจจะ
(5) ถูกทั้งข้อ 2, 3 และ 4
ตอบ 1 หน้า 7 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองต้องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและไม่รักษาสัจจะ หากสัจจะนั้นจะทำลายผลประโยชน์ของตนเอง โดยเขาให้เหตุผลว่า “การรักษาสัจจะนั้นเป็นสิ่งดี หากคนทั้งหมดเป็นคนดี แต่คนตามธรรมชาตินั้นเลว และไม่รักษาสัจจะกับผู้ปกครอง ดังนั้นผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรักษาสัจจะกับเขา”

20. ข้อใดคือรูปการปกครองที่มีเสถียรภาพมากที่สุด
(1) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) ประชาธิปไตย
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) สาธารณรัฐแบบผสม (ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย)
ตอบ 5 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างอภิชนาธิปไตยและประชาธิปไตยนั้น เป็นระบบการปกครองที่ดีเพราะมีเสถียรภาพและเสรีภาพมากที่สุด

21. ข้อใดคือรูปการปกครองที่นำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมือง
(1) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(2) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(3) ประชาธิปไตย
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) สาธารณรัฐแบบผสม (ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย)
ตอบ 3 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า รูปการปกครองแบบประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางการเมืองได้ เพราะถ้าให้ประชาชนทั่วไปเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพแล้ว พวกอภิชนจะไม่ไว้วางใจและอาจก่อการขัดขืนหรือปฏิวัติขึ้นได้

22. ระหว่างบุคคลและสิ่งต่อไปนี้ มาเคียเวลลี่ สอนให้เคารพสิ่งใดมากที่สุด
(1) กฎหมาย
(2) ผู้นำทางศาสนา
(3) คำสั่งของมุขบุรุษ
(4) ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
(5) ผู้ที่ออกกฎหมายอย่างมีคุณธรรม
ตอบ 1 หน้า 9 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองและเป็นหลักประกันสำหรับทุก ๆ คนในรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าคนจะเป็นผู้บัญญัติ ตีความ หรือบริหารกฎหมายก็ตาม แต่เราควรจะเคารพกฎหมายมากกว่าผู้บัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นเป็นหลักการสำหรับการพิพากษาข้อขัดแย้งซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันต่าง ๆ และพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่จะได้รับการเชื่อถือ

23. สิ่งใดที่รัฐสามารถนำมาใช้เป็นมาตรการควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
(1) ศาสนา
(2) การศึกษาอบรม
(3) อำนาจบังคับ
(4) การสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์ร่วม
(5) การยกเลิกกรรมสิทธิ์
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ

24. ผลสำเร็จของการแย่งชิงอำนาจในรูปของการปราบดาภิเษกหรือปฏิวัติมาจากข้อใด
(1) ความร่วมมือจากประชาชน
(2) ความช่วยเหลือของขุนนางหรือข้าราชการ
(3) ความร่วมมือจากกองทัพประชาชน
(4) ข้อ 1 และ 2
(5) ข้อ 2 และ 3
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า การได้อำนาจมาด้วยวิธีการปราบดาภิเษกหรือการปฏิวัตินั้นอาจจะเป็นผลมาจากการสนับสนุนของกลุ่มขุนนาง (ข้าราชการ) หรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่เมื่อได้อำนาจมาแล้วหากผู้ปกครองต้องการความมั่นคงในอำนาจ ก็จำต้องแสวงหาการสนับสนุนจากประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมีเพียงสิ่งเดียวคือ อิสรภาพหรือเสรีภาพจากการกดขี่ข่มเหง ซึ่งต่างจากกลุ่มขุนนางที่ต้องการกดขี่ข่มเหงประชาชนเพื่อมุ่งแข่งอำนาจกับผู้ปกครองเสมอ

25. ความรักของผู้ใต้ปกครองในที่สุดแล้วมักจะนำไปสู่สิ่งใด
(1) ความยำเกรง
(2) ความไม่ยำเกรง
(3) ความสามัคคี
(4) ความร่วมมือ
(5) ความมั่นคงของผู้ปกครองเอง
ตอบ 2 หน้า 6, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระหว่างความรักและความยำเกรงของประชาชนนั้น หากผู้ปกครองเลือก “ความรัก” ประชาชนจะไม่ยำเกรง แต่ถ้าเลือก “ความยำเกรง” ประชาชนจะไม่รัก ซึ่งถ้าจำเป็นแล้วผู้ปกครองจะต้องเลือกเอาความยำเกรงมากกว่าความรัก เพราะความยำเกรงนั้นจะทำให้ผู้ใต้ปกครองเกิดความเชื่อฟังไม่กระด้างกระเดื่อง

26. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) ธนาธิปไตย
(3) อำมาตยาธิปไตย
(4) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(5) สังคมนิยม
ตอบ 4 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

27. ข้อใดที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของการทำสัญญาประชาคม
(1) การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(2) การไม่เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(3) การสละสิทธิธรรมชาติ
(4) การไม่สละสิทธิธรรมชาติ
(5) การหาหลักประกันการละเมิดสัญญา
ตอบ 3 หน้า 21 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือ การสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย

28. ในการทำสัญญาประชาคม ผู้ใดคือผู้ที่ไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(1) องค์อธิปัตย์
(2) ผู้แทนราษฎร
(3) ประชาชน
(4) ผู้ไม่มีสิทธิออกเสียง
(5) ผู้ที่ไม่ได้ร่วมทำความตกลง
ตอบ 1 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง

29. การใช้อำนาจขององค์อธิปัตย์สอดคล้องกับหลักการของแนวความคิดหรือทฤษฎีใด
(1) รัฐธรรมนูญ
(2) การกระจายอำนาจ
(3) เผด็จการเบ็ดเสร็จ
(4) ประชาธิปไตย
(5) นิติธรรม
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 26. ประกอบ

30. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจร่วมตามแนวความคิดของสัญญาประชาคม
(1) พระมหากษัตริย์
(2) ผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) ประชาชนทั้งหมด
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 5 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่อยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์

31. สิ่งที่มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติแข่งขันกันแสวงหาได้แก่สิ่งใด
(1) สันติภาพ
(2) อำนาจ
(3) อาหาร
(4) ความสมบูรณ์
(5) ความสุขในปัจจุบัน
ตอบ 2 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด

32. ฮอบส์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) กิเลสและตัณหา
(2) ความอยากและความไม่อยาก
(3) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) โลกียธรรมและโลกุตรรธรรม
ตอบ 2 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ 1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire) 2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion) นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน

33. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านอวัยวะ
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น

34. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ยังไม่เกิดขึ้น
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(5) ขาดความเข้มแข็ง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

35. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(3) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(4) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้นแม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือ เมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ ทั้งนี้โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่

36. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สภาพธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมสมัยใหม่
(5) สังคมเกิดจากสัญญา
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 31. ประกอบ

37. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง

38. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(3) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(4) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 35. ประกอบ

39. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) คู่สัญญา
(5) บุคคลที่สาม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 30. ประกอบ

40. “อำนาจร่วม” (Common Power) ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมมีต้นตอหรือที่มาจากกลุ่มหรือบุคคลใด
(1) องค์อธิปัตย์
(2) สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) คู่สัญญา
(5) บุคคลสมมุติ
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 30. ประกอบ

41. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(2) รุสโซ
(3) มองเตสกิเออ
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อถูก
ตอบ 4 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อคในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

42. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) คนคือสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
ตอบ 3 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากจะมีความมีเหตุผลแล้ว มนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย

43. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(2) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(3) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(4) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
(5) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกายเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย

44. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) ประชาธิปไตย
(3) เสรีนิยม
(4) สังคมนิยม
(5) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

45. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(2) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(3) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(4) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(5) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

46. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) สหรัฐอเมริกา
(2) อิตาลี
(3) ฝรั่งเศส
(4) ฮอลแลนด์
(5) เยอรมนี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ

47. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พระผู้เป็นเจ้า
(2) การเอาตัวรอด
(3) การมีปัญญา
(4) ประสบการณ์
(5) พรสวรรค์
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ

48. ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงมากกว่าเดิม

49. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(2) สงครามระหว่างรัฐ
(3) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(4) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(5) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
ตอบ 1 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งจนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด

50. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(3) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐ เหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด

51. ระบบการเมือง ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบรัฐสภามากที่สุด

52. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) มีความมั่นคงมากกว่าเดิม
(2) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(3) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(4) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(5) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ

53. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(2) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(3) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(4) ใช้สิทธิพิเศษ
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 2 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม ดังนั้นหากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น

54. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ประชาชนทั้งหมด
(2) ประชาชนส่วนใหญ่
(3) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(5) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
ตอบ 1 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น

55. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) ทรัสตรี
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน

56. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ร่างกาย
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ความปลอดภัยในชีวิต
ตอบ 1 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บ้างบางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น

57. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความอิจฉาริษยา
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความสุขในอนาคต
ตอบ 4 หน้า 69 รุสโซ อธิบายว่า การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะว่าความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือ การร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง

58. ผู้เป็นเจ้าของหรือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยจะมีโอกาสใช้อำนาจนี้ของตนเมื่อใด
(1) เป็นรัฐบาล
(2) บัญญัติกฎหมาย
(3) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
(4) เปลี่ยนแปลงรัฐบาล
(5) ทำสัญญาประชาคม
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมด (ประชาชนทั้งมวล) และประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยนี้ได้โดยการทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย เพราะว่าในการบัญญัติกฎหมายนั้นประชาชนมีอำนาจเต็มที่ไม่ต้องเชื่อฟังใคร

59. ข้อใดเป็นผลงานของรุสโซ
(1) Social Contract และ The Prince
(2) Emile และ Das Capital
(3) The Spirit of the Laws
(4) Confessions และ The Old Regime
(5) Social Contract และ Emile
ตอบ 5 หน้า 66 – 67 ผลงานที่สำคัญของรุสโซ ได้แก่
1. The Origin of Inequality
2. Political Economy
3. La Nouvelle Heloise
4. Social Contract
5. Emile
6. Confessions
7. Dialogues
8. Constitution for Corsica
9. Consideration on the Government of Poland

60. “มนุษย์เกิดมาอย่างเสรี แต่ต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการทุกแห่งหน” คำว่า “พันธนาการ” หมายถึง
(1) การบีบบังคับโดยผู้ปกครอง
(2) การตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ของตนเอง
(3) ขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อบังคับต่างๆ
(4) สภาวะแห่งความเป็นทาส
(5) ความเชื่อในศาสนา
ตอบ 3 หน้า 67, 71 – 72 จากคำกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งความเป็นอิสระหรือภาวะที่เป็นเสรีนั้นได้ถูกทำลายลงโดยสถาบันการปกครองและอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนบั่นทอนเสรีภาพของมนุษย์ในลักษณะที่แฝงมาในรูปอื่น เช่น กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ปทัสถานของสังคม ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น

61. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การแข่งขันระหว่างกัน
(2) การร่วมมือระหว่างกัน
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำสัญญาประชาคม
(5) การทำอะไรตามใจปรารถนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 57. ประกอบ

62. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมอุตสาหกรรม
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 57. ประกอบ

63. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา

64. รุสโซ เชื่อว่ามนุษย์เราจะปราศจากเสรีภาพหากปราศจาก
(1) กฎหมายที่เป็นธรรม
(2) ผู้นำที่ทรงคุณธรรม
(3) ระบบการตรวจสอบที่ดี
(4) ความเสมอภาค
(5) หลักประกันทางกฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 81 รุสโซ เชื่อว่า ถ้ามนุษย์ปราศจากเสียซึ่งความเสมอภาค การใช้เสรีภาพของมนุษย์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้าคน ๆ หนึ่งตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เสรีภาพของเขาจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นนายเท่านั้น

65. “เจตจำนงของทั้งหมด” (Will of All)
(1) ผลประโยชน์ส่วนตัว
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) ผลประโยชน์ของคู่สัญญา
(4) ผลประโยชน์ของกลุ่ม
(5) ผลประโยชน์ขององค์อธิปัตย์
ตอบ 1 หน้า 75, 77, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า เจตจำนงทั่วไปหรือเจตจำนงร่วมกัน (General Will) เป็นเจตจำนงที่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ของคนทุกคนเป็นหลัก ส่วนเจตจำนงเฉพาะส่วนหรือเจตจำนงจากทุกคนหรือเจตจำนงของทั้งหมด (Will of All) เป็นเจตจำนงที่แสดงออกที่มุ่งไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

66. “เสรีภาพแบบใหม่” อันหมายถึงการเคารพเชื่อฟังเจตจำนงของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากอะไร
(1) การเคารพกฎหมายที่ดี
(2) การเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไป
(3) การใช้เหตุผลกำกับการกระทำ
(4) การใช้สิทธิเลือกตั้ง
(5) การกระทำนอกเหนือจากที่กฎหมายห้าม
ตอบ 2 หน้า 78 รุสโซ เชื่อว่า เสรีภาพแบบใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการบัญญัติกฎหมายหรือการร่วมกันแสดงเจตจำนงทั่วไป และขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายหรือเชื่อฟังเจตจำนงทั่วไปที่ตนเองเป็นผู้บัญญัติขึ้น

67. ข้อใดเป็นแนวคิดหลักของ “อนุรักษนิยม”
(1) การเปลี่ยนแปลง (ถ้าจำเป็น) ต้องเป็นไปอย่างช้า ๆ
(2) มนุษย์คิดค้นสถาบันต่าง ๆ มาเพื่อประโยชน์ของมนุษย์
(3) รากฐานของประเพณี กฎหมาย การปกครองมาจากธรรมชาติของมนุษย์
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 86, 89 – 91, 97 นักอนุรักษนิยมคนสำคัญคือ Hume และ Burke โดย Hume เห็นว่า รากฐานของประเพณี กฎหมาย การปกครอง และสังคมการเมือง เกิดมาจากความจำเป็น ความโน้มเอียงโดยธรรมชาติ นิสัย และความเคยชินของมนุษย์ ส่วน Burke เห็นว่า สถาบันต่าง ๆ ที่คนก่อตั้งขึ้นมานั้น เป็นการก่อตั้งขึ้นมาจากขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าเป็นระเบียบทีละเล็กทีละน้อยต่อเนื่องกับอดีต โดยที่มีผลประโยชน์หรือความต้องการของมนุษย์ ส่วนรวมเป็นพลังผลักดันให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดโครงสร้างของสังคมนั้นขึ้นมา

68. หลักที่สำนักอนุรักษนิยมนำมาใช้ในการอธิบายทฤษฎีของตน
(1) หลักของเหตุผล (Rationality)
(2) หลักของกฎธรรมชาติ (Natural Law)
(3) หลักประจักษนิยม (Empiricism)
(4) หลักทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory)
(5) หลักสถาบันนิยม (Institutionalism)
ตอบ 3 หน้า 86, (คำบรรยาย) หลักการที่สำคัญของพวกอนุรักษนิยม คือ การปฏิเสธที่จะยอมรับและเชื่อถือในหลักเหตุผลนิยม โดยหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุนลัทธิประจักษนิยม (Empiricism of Empirical Study) อันหมายถึง การยึดถือหลักประสบการณ์และการสังเกตเป็นสำคัญในการอธิบายทฤษฎีของตน

69. แนวคิดอนุรักษนิยมให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด
(1) อำนาจของประชาชนที่จะกำหนดทิศทางของตนเอง
(2) ดุลยภาพของสังคม
(3) ความเท่าเทียมกันของมนุษย์
(4) สิทธิทางการเมืองของมนุษย์ในสังคม
(5) อำนาจของพระมหากษัตริย์
ตอบ 2 หน้า 97, (คำบรรยาย) นักอนุรักษนิยมโดยเฉพาะ Burke จะให้ความสำคัญแก่ดุลยภาพของสังคมมากที่สุด โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงและการปฏิวัติอาจทำลายดุลยภาพของโครงสร้างทางสังคมให้พินาศเสื่อมสูญลงได้

70. ความยุติธรรม (Justice) ในความหมายของ Hume
(1) ความเท่าเทียมกันด้านการเมือง
(2) ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์
(3) ความเท่าเทียมกันในชีวิตและทรัพย์สิน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 4 หน้า 91 ในทัศนะของ Hume นั้น ความยุติธรรม (Justice) หมายถึง การยอมรับในสิทธิการมีทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือกรรมสิทธิ์ส่วนตัว

71. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) รัฐ
(2) ครอบครัว
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) สังคมเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ “รัฐ” ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม

72. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน อะไรบ้าง
(1) สสารกับอสสาร
(2) จิตกับกาย
(3) จิตกับวัตถุ
(4) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(5) กายภาพกับชีวภาพ
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้

73. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(4) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(5) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง

74. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก

75. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
(2) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(3) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(4) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(5) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 71. ประกอบ

76. ลัทธิมาร์กซ์ เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์

77. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) นายทุนเอาเปรียบกรรมกร
(3) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้ 1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง 2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมที่นายทุนเอาเปรียบกรรมกร 3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรมกร ไม่มีชนชั้นอื่น 4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น

78. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น

79. จุดอ่อนของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกทางชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1
ตอบ 4 หน้า 193 – 194, (คำบรรยาย) จุดอ่อนของลัทธิมาร์กซ์ คือ การมองโลกในด้านเดียว โดยเชื่อว่าความขัดแย้งในสังคมเกิดจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์จะดิ้นรนเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงด้วย ถึงแม้ว่าจะสูญเสียปัจจัยทางเศรษฐกิจก็ตาม ทั้งนี้เพราะคนมิใช่สัตว์เศรษฐกิจอย่างที่มาร์กซ์เข้าใจ

80. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่ 1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 2. นิคโคไล เลนิน (Nicolai Lenin) 3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)

81. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(2) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(3) เหมาเป็นผู้นำของซุน ยัด เซน
(4) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
(5) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระดุมพี
ตอบ 4 หน้า 222 ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น

82. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(3) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(4) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(5) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
ตอบ 4 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น ว่าเป็นการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม

83. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของคอมมิวนิสต์ไม่มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ประชาชนทุกคนที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคสามารถมีส่วนร่วมได้
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236, (คำบรรยาย) ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของคอมมิวนิสต์มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้

84. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”

85. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิคโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น

86. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่

87. หนังสือวิพากษ์ชนชั้นในสังคมไทยเรื่อง “โฉมหน้าศักดินาไทย” เป็นงานเขียนของ
(1) เสนีย์ เสาวพงศ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เปลื้อง วรรณศรี
(4) อัศนี พลจันท์
(5) จิตร ภูมิศักดิ์
ตอบ 5 หน้า 263 จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นมาร์กซิสต์คนสำคัญของไทย โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม แต่เล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมาก คือ หนังสือเรื่อง “โฉมหน้าศักดินาไทย” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้วิธีการของมาร์กซ์ที่แตกต่างจากการเสนอประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนในตำราเรียน

88. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 77. ประกอบ

89. ข้อใดไม่ใช่ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติแล้ว
(1) ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
(2) เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
(3) ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
(4) รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
(5) มีผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
ตอบ 5 หน้า 186, (คำบรรยาย) ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ มีดังนี้
1. ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
3. ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
4. รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
5. รัฐเข้ามาควบคุมโรงงาน เครื่องมือการผลิตและการเกษตร เป็นต้น

90. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้น เพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมสิ่งที่นายทุนคำนึงคืออะไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกรเพราะมีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง

91. ความคิดของมาร์กซ์ข้อใดที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของระบบทุนนิยม
(1) การต่อสู้ทางชนชั้นมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ
(2) การครอบครองปัจจัยการผลิตโดยนายทุน
(3) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ
(4) ชนชั้นกรรมาชีพสามารถเอาชนะชนชั้นนายทุนได้
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนักเพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย เป็นต้น

92. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานที่ฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)

93. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)

94. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดเขียนโดยร่วมกันระหว่าง คาร์ล มาร์กซ์ และ ฟรีดริช เองเกลส์
(1) On New Democracy
(2) On Contradiction
(3) On Practice
(4) The Communist Manifesto
(5) Socialism : Utopian and Scientific
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ

95. วลีต่อต้านศาสนาที่ว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาชาติ” เป็นของนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองด์
(2) อดัม สมิธ
(3) คาร์ล มาร์กซ์
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดริช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก

96. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิคโคไล เลนิน
(1) จะทำอะไร (What to be done)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(4) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิคโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น

97. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(2) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(5) ต้องการให้ปัจเจกบุคคล สามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
2. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
3. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
4. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น

98. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(2) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(3) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(4) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211 ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น

99. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมกรทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น

100. แนวคิดของมาร์กซ์เรื่องวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ประยุกต์จากแนวความคิดของเฮเกลเรื่อง
(1) ความขัดแย้งระหว่างจิตกับวัตถุ
(2) กระบวนการตกผลึกทางความคิด
(3) Dialectic
(4) กระบวนการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
(5) ปัญญาชนปฏิวัติ
ตอบ 3 หน้า 113 – 114, 178 มาร์กซ์ได้รับเอาแนวความคิดเรื่องวิภาษวิธีหรือความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง (Dialectic) ของเฮเกล มาอธิบายถึงเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งลำดับขั้นของกระบวนการวิภาษวิธีตามทัศนะของเฮเกลนั้น ประกอบด้วย
1. Thesis คือ ภาวะที่เป็นอยู่หรือกิริยา
2. Anti-Thesis คือ สภาวะแย้งหรือปฏิกิริยา
3. Synthesis คือ สภาวะผสมผสานหรือสหกิริยา

 

LAW4107 นิติปรัชญา s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ภายหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ประเทศไทยมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) และประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกใช้ในการปกครองประเทศ เราไม่อาจได้ข้อสรุปที่เป็นยุติได้ว่าการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญทำให้ไทยกลายเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เราทราบแต่เพียงว่าการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ปฏิวัติ พ.ศ. 2475 และเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่ทำให้เกิดการหลอมรวมของหลักการที่ว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายหรือหลักการที่รัฐปกครองด้วยกฎหมายเป็นใหญ่ มิใช่ตัวบุคคล เหมือนกับที่เพลโตยอมรับถึงข้อจำกัดของการปกครองโดยบุคคลที่มีคุณธรรมซึ่งเป็น “กษัตริย์นักปรัชญา” (Philosopher’s King) หลังเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ มามากในช่วงบั้นปลายชีวิต เพลโตก็เขียนผลงานชิ้นหนึ่งกล่าวถึงเรื่อง “รัฐที่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย” (The Laws) ว่าเป็นรัฐที่ดีรองลงมาเท่าที่จะเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง หรืออริสโตเติลซึ่งเห็นด้วยว่าการให้กฎหมายปกครองเป็นสิ่งที่ดีกว่าการให้คนใดคนหนึ่งปกครอง เพราะการให้กฎหมายปกครองเป็นเรื่องของ “ปัญญาที่ตัดขาดจากอารมณ์ความรู้สึกแล้ว” (Intelligence without passion) ปัจจุบันเราเรียกการปกครองด้วยหลักกฎหมายว่า “หลักนิติธรรม” แต่น่าจะเป็นคนละความหมายกับคำว่า “นิติธรรม” ในภาษาไทยที่แปลว่า “ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี ซึ่งเป็นที่นิยมสืบต่อกันมาในหมู่ประชาชนแห่งชาติ” การปกครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวหรือระบอบราชาธิปไตยก็เป็นนิติธรรมของชาติได้ ขอให้ท่านอธิบายเรื่อง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) นิยามความหมาย ขอบเขตและลักษณะของหลักการดังกล่าว พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์และปรับใช้หลักการดังกล่าวกับสังคมไทยมาโดยสังเขป

ธงคำตอบ

“หลักนิติธรรม” (Rule of Law) หมายถึง หลักการปกครองที่ถือเอากฎหมายเป็นใหญ่ และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เป็นหลักการปกครองที่บุคคลทั้งหลาย สถาบันและหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสาธารณะหรือเอกชนรวมไปถึงรัฐ ต่างมีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ได้มีการประกาศอย่างเป็นการทั่วไป มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาคกัน

หลักนิติธรรมดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยหลักการที่สำคัญหลายประการ เช่น จะต้องมีมาตรการเพื่อเป็นการประกันการเคารพและปฏิบัติต่อหลักการความสูงสุดของกฎหมาย ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย มีความโปร่งใสและความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย การแบ่งแยกอำนาจ การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ความชัดเจนของกฎหมาย หลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสของกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมาย

และที่สำคัญคือตามหลักนิติธรรมนั้น การปกครองที่ถือเอากฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้จะต้องเป็นกฎหมายหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดที่เรียกกันว่า “รัฏฐาธิปัตย์” และรัฏฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในทางปกครองซึ่งมีอำนาจในการตรากฎหมายออกมาใช้บังคับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในลำดับรอง เช่น พระราชบัญญัติต่าง ๆ นั้น จะต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย มิใช่รัฏฐาธิปัตย์ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดขึ้นโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น เกิดขึ้นจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นต้น

ในประเทศไทยนั้น หลังจากมีเหตุการณ์ของการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น และหลังจากนั้นก็มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ซึ่งโดยหลักการของกฎหมายแล้ว กลุ่มบุคคลผู้ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารดังกล่าวย่อมมีความผิดฐานเป็นกบฏ เนื่องจากเป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารหรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ทุกครั้งคณะบุคคลผู้กระทำการดังกล่าวก็จะออกกฎหมายมาเพื่อนิรโทษกรรมตนเอง และแม้ว่าศาลไทยจะได้วางบรรทัดฐานเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายไว้ว่า เมื่อคณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จแล้ว หัวหน้าคณะรัฐประหารย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองและเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ตามหลักนิติธรรมแล้วไม่ถือว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารดังกล่าวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะเป็นการได้อำนาจการปกครองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือกฎหมายของหัวหน้าคณะรัฐประหาร จะเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการออกกฎหมายเพื่อการนิรโทษกรรมตนเอง ก็ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติต่อหลักการความสูงสุดของกฎหมายและความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หรือการออกคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารก็เป็นการตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือการออกกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารสามารถใช้ดุลพินิจได้ทุกเรื่อง ก็เป็นการขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่ให้คำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ถือเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และให้เป็นที่สุดนั้น ก็เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมเพราะเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และบทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการรับรองผลของการกระทำในอนาคตที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการการใช้บังคับเป็นการทั่วไป

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) กับการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 รวมทั้งการรัฐประหารอีกหลายครั้งต่อมานั้น ถือเป็นการปกครองที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

ข้อ 2. ในเล็กเชอร์ว่าด้วยกฎหมายของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ปรากฏถ้อยคำว่า “กฎหมายคือคำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหลาย เมื่อไม่ทำตามแล้วตามธรรมดาต้องโทษ” สะท้อนให้เห็นแนวความคิดแบบปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หรือสำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal positivism) ที่ว่า “กฎหมายคือคำสั่งบังคับบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ (Law is commands of a sovereign)

มีผู้กล่าวว่าสำนักกฎหมายบ้านเมืองสนับสนุนค้ำจุนการรัฐประหาร คำพิพากษาของศาลเองก็เช่นเดียวกันตัดสินเสมอมาว่า “ข้อความใดที่หัวหน้าคณะรัฐประหารสั่งบังคับประชาชนถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม” คำตัดสินทำนองนี้มีมาตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ขอให้ท่านอธิบายว่าการรัฐประหารที่เกิดในสังคมไทยสอดรับกับแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับดั้งเดิมทั้งของเบนแธม (Jeremy Bentham) และออสติน (John Austin) หรือไม่อย่างไร จงอธิบายพร้อมให้เหตุผลประกอบ

ธงคำตอบ

ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หรือ Legal Positivism เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยคำว่า “ปฏิฐานนิยม” แปลโดยรวมคือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหรือโต้ตอบกลับ” ซึ่งในที่นี้คือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหลักกฎหมายธรรมชาติ” ที่มีอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง กล่าวคือ ตามทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) นั้น ถือว่ากฎหมายมีอยู่แล้วในธรรมชาติ นักปราชญ์ในสมัยโบราณได้ศึกษาธรรมชาติแล้วพบว่าธรรมชาตินั้นมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และก็เชื่อว่ามีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แน่นอนอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาซึ่งจะต้องโยงไปสู่ศีลธรรม ดังนั้น กฎหมายจึงต้องสอดคล้องกับศีลธรรม การบัญญัติกฎหมายจึงควรให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายธรรมชาติ แต่ในทางกลับกัน นักปราชญ์ทางปฏิฐานนิยมเห็นว่ากฎหมายธรรมชาตินั้นไปผูกติดกับศีลธรรมจนทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนไม่เชื่อกฎหมาย ดังนั้น ทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้น (ทฤษฎีปฏิฐานนิยม) จึงต้องการยืนยันว่าทุกคนต้องเชื่อในกฎหมาย กฎหมายนั้นมีอยู่จริงและกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสูงสุด เพราะมาจากรัฏฐาธิปัตย์ที่ใครจะขัดหรือแย้งไม่ได้

นักปราชญ์ของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายท่านหนึ่ง คือ เยเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักปฏิรูปกฎหมายชาวอังกฤษ ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายว่า

  1. ทฤษฎีปฏิฐานนิยมยึดมั่นในจุดยืนที่ว่าความเป็นกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายนั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับศีลธรรม

  2. ทฤษฎีปฏิฐานนิยมมองว่ากฎหมายมาจากมนุษย์ มาจากผู้ปกครอง มาจากรัฐ ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านการตกลงปลงใจของมนุษย์ในสังคม (ไม่ได้มาจากธรรมชาติ) และแยกกฎหมายคืออะไร (Is) กับกฎหมายควรจะเป็นอย่างไร (Ought) ออกจากกันโดยเด็ดขาด

  3. กฎหมายมีสภาพบังคับและบทลงโทษในตัวของมันเอง

นอกจากนั้นยังมีนักปรัชญาอีกท่านหนึ่งคือ จอห์น ออสติน (John Austin) ได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายว่า กฎหมายเป็นเรื่องของคำสั่งซึ่งต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้

  1. เป็นความประสงค์หรือความปรารถนาของผู้สั่ง

  2. มีบทลงโทษหรือสภาพบังคับ

  3. เป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์หรือความปรารถนา

  4. มีผลบังคับทั่วไป

  5. มีการประกาศใช้โดยรัฏฐาธิปัตย์

ซึ่งจากทรรศนะหรือความคิดเห็นของ “เยเรมี เบนแธม” และ “จอห์น ออสติน” นั้น จะเห็นได้ว่า ทั้งสองท่านจะมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง กฎหมายเป็นเจตจำนงหรือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ หรือผู้มีอำนาจรัฐที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่ประชาชน ซึ่งคำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” โดยนัยดังกล่าวนั้น หมายถึง ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐหรือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการกำหนดกฎหมายและนโยบายของรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในระบอบประชาธิปไตยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งอาจถูกใช้โดยผ่านองค์กรตัวแทน เช่น รัฐสภา มิใช่เป็นอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งที่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติหรือการรัฐประหารแต่อย่างใด

ดังนั้น การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมา คณะรัฐประหารหรือหัวหน้าคณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งหรือออกกฎหมายมาบังคับใช้กับประชาชน โดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำ

และยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศ ย่อมไม่สอดรับกับแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับดั้งเดิมทั้งของ “เยเรมี เบนแธม” และ “จอห์น ออสติน” แม้ว่าโดยคำพิพากษาของศาลจะยอมรับว่าคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้บรรดากฎหมาย กระบวนการทางนิติบัญญัติ การบังคับใช้กฎหมาย และอำนาจของคณะรัฐประหารก็ตาม แต่ตามทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายนั้น คณะรัฐประหารไม่ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่อย่างใด

ข้อ 3. เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์หรือบิดากฎหมายไทยทรงมีแนวคิดเป็นประชาธิปไตย ยึดหลักเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ หรือกระทั่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนชั้นยอด ที่เคารพต่อเพื่อนมนุษย์และมุ่งช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น สะท้อนแนวคิดในเชิงสังคมนิยม ขอให้ท่านอธิบายแนวคิดสังคมนิยม (Socialism) ในเชิงวิเคราะห์มาในมุมมองทางปรัชญากฎหมายโดยสังเขป

ธงคำตอบ

แนวคิดสังคมนิยม (Socialism) คือ ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยึดหลักการ “ความเป็นเจ้าของโดยส่วนรวม” ในปัจจัยการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากร ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่เกิดจากระบบทุนนิยม และมีรากฐานมาจากงานของนักคิดอย่าง “คาร์ล มาร์กซ์” (Karl Marx) นักปรัชญาและนักทฤษฎีการเมืองชาวเยอรมัน

แก่นหลักของแนวคิดสังคมนิยมทางปรัชญา

  1. การเป็นเจ้าของโดยส่วนรวม

    ปัจจัยการผลิต เช่น โรงงาน ที่ดิน และทรัพยากรต่าง ๆ อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าของร่วมกันของประชาชนหรือรัฐ ไม่ใช่ของเอกชน

  2. การวางแผนเศรษฐกิจ

    รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการวางแผนและจัดการเศรษฐกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตและการกระจายผลตอบแทนเป็นไปอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ

  3. การกระจายความเท่าเทียม

    มุ่งเน้นการกระจายความมั่งคั่งและผลประโยชน์ให้แก่ทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อลดช่องว่างทางรายได้

  4. การต่อต้านทุนนิยม

    สังคมนิยมวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม โดยเชื่อว่าทุนนิยมจะนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน และการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิต

มุมมองที่สำคัญในแนวคิดสังคมนิยม

  1. สังคมนิยมเสรีนิยม

    สังคมนิยมที่ผสมหลักการเสรีนิยม มองว่าเสรีภาพส่วนบุคคลสามารถบรรลุผลได้โดยผ่านความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและสังคม และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสาน

  2. สังคมนิยมอนาธิปไตย

    เน้นการกระจายอำนาจให้กับทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม โดยต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองไว้ที่กลุ่มคนเพียงไม่กี่คน

  3. สังคมนิยมแบบอุดมคติ

    แนวคิดที่เชื่อมั่นในสังคมที่มีความเสมอภาค สันติภาพ และความสุข โดยผู้คนสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและแบ่งปันผลผลิตอย่างเท่าเทียม

ข้อโต้แย้งและข้อวิพากษ์วิจารณ์

  • ข้อดี คือ ส่งเสริมความเท่าเทียมกัน ลดการแบ่งแยกชนชั้น และตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของทุกคน

  • ข้อเสีย คือ อาจทำให้ภาษีสูงขึ้น ลดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และอาจนำไปสู่การขาดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจหากขาดการแข่งขันในตลาดเสรี

ความท้าทาย

แนวคิดสังคมนิยมถูกนำไปปฏิบัติจริงในหลากหลายรูปแบบ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายมากมายหลายประการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การเมือง และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

LAW4107 นิติปรัชญา 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. กฎหมายและคำสั่งของโจรมีความแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด เมื่อพิจารณาจากฐานคิดของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายร่วมสมัยของฮาร์ท (H.L.A. Hart)

นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ต่อคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยกหรือสามารถแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ (Separation Thesis) ลึก ๆ แล้วเป็นบทสรุปที่ตั้งอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรมและมีลักษณะสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยเสรีนิยม ไม่ใช่แนวคิดอำนาจนิยมทางกฎหมายที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อน

ธงคำตอบ

แนวคิดพื้นฐานทางปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของฮาร์ทนั้น ฮาร์ทถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคม (System of Social Rules) รูปแบบหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย

ความหมายที่หนึ่ง มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม

ความหมายที่สอง สืบแต่มันมีแหล่งที่มาและดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะ

สำหรับฮาร์ทแล้ว เห็นว่า การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้นจะต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย (Legal Obligation Rule) เพื่อจำกัดควบคุมความรุนแรง การลักขโมยทรัพย์สินและการหลอกลวงกัน มนุษย์จะค้นพบเสมอว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเขา เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เองซึ่งมีลักษณะผสมผสานในตัว ทั้งความเห็นแก่ตัวและความต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือการเห็นแก่ผู้อื่น บวกกับความปรารถนาในทุกคนที่ต้องการให้ชีวิตอยู่รอด รวมทั้งความจำกัดของทรัพยากรในโลก และความจำกัดในสติปัญญาความสามารถซึ่งมีอยู่ในคนทั่วไป

ในทรรศนะของฮาร์ท กลุ่มสังคมใดก็ตามที่เชื่อว่าอยู่กันอย่างมีกฎเกณฑ์ (Rule) จะต้องมีความจริงสำคัญสองประการปรากฏให้เห็น ประการแรกคือสมาชิกทั่วไปจะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหมือน ๆ กัน การที่ผู้คนยินยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึง “ลักษณะภายนอก” ของกฎเกณฑ์ ซึ่งมีสภาพให้คนทั่วไปต้องปฏิบัติตาม ประการที่สองจะต้องมีสิ่งที่สะท้อนถึงการมีลักษณะภายในของกฎเกณฑ์ หรือความรู้สึกนึกคิดภายในของบุคคลที่เห็นพ้องต่อกฎหมายที่ใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้จากท่าทีที่สะท้อนออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิกิริยาของผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมที่กระทำต่อบุคคลซึ่งฝ่าฝืนหรือแสดงท่าจะฝ่าฝืนบรรทัดฐานของการประพฤติที่ปรากฏในกฎเกณฑ์ของสังคม และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันเกิดจากการยอมรับโดยทั่วไปว่า บรรทัดฐานของการประพฤติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างแท้จริง

และที่สำคัญ กฎเกณฑ์ (Rule) จะมีความแตกต่างกับคำสั่ง (Order) กล่าวคือ กฎเกณฑ์โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นบรรทัดฐานความประพฤติซึ่งไม่สามารถมีอำนาจผูกมัดผู้คนเพียงด้วยเหตุผลว่า มีใครคนหนึ่งที่มีอำนาจต้องการให้มีผู้ปฏิบัติตาม ผู้ที่ออกกฎเกณฑ์นั้นจะต้องมีความชอบธรรมหรือมีอำนาจอันชอบธรรมในการบัญญัติกฎนั้นขึ้นมา โดยที่อำนาจอันชอบธรรมนั้นจะต้องได้มาจากกฎเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจนั้น ๆ ไม่ใช่อำนาจที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ ดังเช่นคำสั่งของมือปืนหรือผู้เป็นหัวหน้าแก๊งคนใดคนหนึ่ง (คำสั่งของโจร)

นอกจากนั้น ฮาร์ทยังประกาศว่าเขาเป็นนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย จากสิ่งที่เขายืนยันว่า กฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้น ๆ ถึงแม้ฮาร์ทจะยอมรับว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่บางเรื่องของกฎหมายและศีลธรรมจะมีความคาบเกี่ยวกัน แต่เขาก็ยืนยันว่าความจริงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ในทุกความหมายแล้วกฎหมายจะมีที่มาจากหลักทางศีลธรรม และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีจุดเชื่อมโยงทางความคิดที่จำเป็นบางประการระหว่างกฎหมายและศีลธรรม การดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลาย ๆ ประการ ด้วยเหตุนี้กฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้ และฮาร์ทได้ยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า โดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวความคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม ซึ่งจากบทสรุปในแนวคิดของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่ไม่ได้ยืนยันว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวกับศีลธรรมที่จะต้องถูกต้องดีงามเสมอไป บทสรุปเช่นนี้ยังนับเป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และปฏิรูปแก้ไขกฎหมายที่ตราขึ้นได้เสมอ

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีความเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมานั้น ในการออกกฎหมายมาเพื่อบังคับใช้นั้น มีบทบัญญัติของกฎหมายหลายเรื่องที่ตราออกมาโดยไม่เกี่ยวกับศีลธรรม เป็นเพียงหลักกฎหมายที่นักกฎหมายหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายได้สร้างหลักกฎหมายขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีที่สลับซับซ้อนโดยที่ไม่มีหลักของศีลธรรมอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นตามหลักการของประชาธิปไตยเสรีนิยมย่อมสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์และขอให้มีการแก้ไขได้เสมอ

หมายเหตุ นักศึกษาอาจมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ โดยให้เหตุผลตามบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าว

ข้อ 2. จงวิเคราะห์และวิจารณ์โดยสรุปต่อแนวคิดสำคัญของสัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism)

แนวคิดของสัจนิยมทางกฎหมายฯ ดังกล่าว มีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องหลักความรับผิดชอบในการใช้อำนาจตุลาการ (Judicial Responsibility) และหลักความเป็นอิสระ-เป็นกลางของตุลาการหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism) มีที่มาจากงานความคิดของ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ (Oliver Wendel Holmes) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนับแต่ปี ค.ศ.1902

โฮล์มส์ ไม่เชื่อว่าผู้พิพากษาจะสามารถตัดสินคดีตามใจชอบ โดยมองจากประสบการณ์การทำงานของตน ซึ่งไม่อาจปรุงแต่งกฎหมายให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ เป้าหมายสำคัญที่โฮล์มส์วิพากษ์วิจารณ์คือ ความคิดที่เชื่อว่าบทบัญญัติทั้งหมดในกฎหมายล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรม

โฮล์มส์ เชื่อว่า กฎหมายจำนวนมากถูกเขียนขึ้นบนบริบททางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในภายหลัง ดังนี้แล้วจึงสมควรให้มีการตรวจสอบทบทวนอย่างสม่ำเสมอต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่ายังมีควาเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะนี้จึงไม่มีกรณีใด ๆ ซึ่งสมควร…

กล่าวอ้าง (ตามกระบวนการอนุมานความคิด) กฎหมายว่าเป็นเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแน่นอน หากว่าในทางปฏิบัติ ศาลแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แท้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และจากความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงของสังคมดังนี้เองที่ทำให้เห็นว่ามีเพียงผู้พิพากษา (หรือทนายความ) ซึ่งเข้าใจดีถึงบริบททางประวัติศาสตร์, สังคม และเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมต่อบทบาทของตน

นอกเหนือจากโฮล์มส์ ก็ยังมี จอห์น ชิปแมน เกรย์ ที่ยืนยันว่ากฎหมายประกอบด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้ บรรดาพระราชบัญญัติเป็นเพียงที่มาของกฎหมายดังกล่าวนี้เท่านั้น

คาร์ล ลูเวลลิน (Karl Llewellyn) ในฐานะสมาชิกคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง กล่าวในทำนองเดียวกัน ไม่ให้ไว้วางใจนักต่อ “กฎเกณฑ์ในกระดาษ” ควรเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมหรือแบบแผนการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาลซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่กาลเทศะ ตลอดจนสนใจต่อข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคำตัดสินที่ปรากฏจริง ๆ

เยโรม แฟรงค์ (Jerome Frank) ผู้พิพากษาที่ถือว่าเขาเป็น “ผู้ที่ไม่เชื่อใจต่อข้อเท็จจริง” หมายความว่า แม้ในกรณีที่กฎเกณฑ์มีความชัดเจนง่ายดายต่อการตีความแล้วก็ตาม กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจส่งผลสะเทือนน้อยเต็มทีในคำตัดสินของศาลระดับล่าง เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบลูกขุน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสามารถยกข้อเท็จจริงใด ๆ ที่ตนพึงพอใจมาปรับเข้ากับกฎเกณฑ์ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการในที่สุดได้ นอกจากนี้ เหตุปัจจัยเรื่องความสมบูรณ์หรือบกพร่องของพยานหลักฐาน ความสามารถของทนายความหรือผู้พิพากษาก็เป็นตัวกำหนดอันสำคัญต่อผลของคำพิพากษา ความลื่นไหลหรือไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมนับเป็นอุปสรรคในการคาดทำนายการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1957 แฟรงค์ยังได้ร่วมเขียนงานชิ้นหนึ่งเรื่อง “ไร้ความผิด” (Not guilty) ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องคดีความผิดจำนวนหนึ่ง ซึ่งบรรดาจำเลยต่างถูกตัดสินพิพากษาว่าประกอบอาชญากรรม แต่ได้รับการตัดสินใหม่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศาลชั้นหลัง การค้นพบประจักษ์หลักฐานในความไม่แน่นอนแห่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาลและความผิดพลาดต่าง ๆ อันเกิดขึ้นได้ เหล่านี้นับเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต อีกทั้งยังทำให้เขายืนยันความสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งไม่อาจนำไปแลกกับประสิทธิภาพ (ความรวดเร็ว) ในทางตุลาการ

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน มีแนวความสำคัญที่เน้นความเป็นกฎหมายในทางปฏิบัติวิจารณ์ความไม่แน่นอนของกฎหมาย ช่องว่างของกฎหมายในตัวบทและความเป็นจริงในแง่การบังคับใช้ รวมทั้งวิจารณ์เบื้องหลังการใช้อำนาจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมว่า เบื้องหลังคำพิพากษาไม่ใช่ตัวบทกฎหมายหากส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้พิพากษาที่เกี่ยวโยงกับการเมือง ทำให้ผู้พิพากษาไม่มีความเป็นอิสระและไม่เป็นกลางได้

ดังนั้นถ้าการพิจารณาตัดสินคดีของศาลไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรืออาศัยช่องว่างของกฎหมายก่อให้เกิดความรู้สึกของคนในสังคมว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิดอคติหรือความไม่พอใจต่อคำตัดสินนั้นและจะก่อให้เกิดการคัดค้าน การต่อต้านของคนในสังคมและจะมีผลไปถึงการคัดค้านหรือการดื้อแพ่งกฎหมาย โดยอ้างว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ไม่มีความเป็นธรรมก็ได้ และโดยเฉพาะในบางสังคมที่ถือว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่มาของกฎหมายด้วยแล้ว เมื่อคำตัดสินของศาลไม่มีความยุติธรรม กฎหมายที่เกิดขึ้นก็ย่อมไม่มีความชอบธรรมไปด้วย ดังนั้นถ้าสังคมใดไม่ต้องการให้เกิดการดื้อแพ่งกฎหมาย ศาลก็จะต้องตัดสินไปให้ถูกต้องตามตัวบทของกฎหมายหรือถ้าเห็นว่ากฎหมายใดมีบทบัญญัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม หรือมีข้อบกพร่อง ก็จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้กฎหมายนั้นมีความเป็นธรรมและเหมาะสมที่จะใช้บังคับกับคนในสังคมนั้น ๆ

ข้อ 3. สาระสำคัญโดยสรุปในแนวคิดที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร ธัมมิกสูตร และจักกวัตติสูตรมีนัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรมทางกฎหมาย/สังคมหรือไม่อย่างไร

นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด ต่อบทสรุปเชิงวิเคราะห์วิจารณ์การมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม

ธงคำตอบ

สาระสำคัญในแนวความคิดที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร ธัมมิกสูตร และจักกวัตติสูตร มีนัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรมทางกฎหมาย/สังคมนั้น มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้

  1. อัคคัญญสูตร ได้กล่าวถึงเรื่องราวความเสื่อมของมนุษย์ว่า เมื่อมนุษย์มีความต้องการสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต เช่น อาหารและทรัพย์สิน รวมทั้งการที่มนุษย์มีการเหยียดผิว มีการถือวรรณะเกิดขึ้น ย่อมทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายขึ้น ทำให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อแต่งตั้งผู้ปกครองให้ทำหน้าที่ป้องกันและแก้ไขไม่ให้มีการเบียดเบียนกันในสังคม เพื่อป้องกันและรักษาสังคมไม่ให้วุ่นวายหรือเสื่อมทรามลง และเพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยผู้ปกครองที่ถูกเลือกขึ้นมานั้นจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย เพื่อควบคุมและตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดโดยยึดหลักธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นเอกภาพของสังคมมนุษย์

  2. ธัมมิกสูตร ได้กล่าวถึงอาเพศของธรรมชาติที่เป็นผลมาจากการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของผู้ปกครอง โดยกล่าวว่า ถ้าผู้ปกครองได้แก่ พระราชา ข้าราชการ หากไม่ตั้งอยู่ในธรรม ก็จะเกิดอาเพศทางธรรมชาติขึ้น ดังนั้น ผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นใหญ่จึงต้องประพฤติและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม

  3. จักกวัตติสูตร ได้กล่าวถึงหลักการในการปฏิบัติของผู้ปกครองที่ต้องยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งจะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นแก่ประชาชนในสังคม แต่หากผู้ปกครองไม่ยึดมั่นในหลักธรรมแล้ว ย่อมทำให้สังคมกลับไปสู่สภาพมิคสัญญีในท้ายที่สุด

สำหรับคำถามที่ว่า ข้าพเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ต่อบทสรุปเชิงวิเคราะห์วิจารณ์การมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น อธิบายได้ดังนี้

ลักษณะที่สำคัญของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม คือ ตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม หลักการคือกฎหมายจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรมพระธรรมศาสตร์ และทศพิธราชธรรม รวมทั้งหลักจตุรธรรมแห่งกฎหมายไทย อันเป็นธรรมนิยมแบบพุทธ ขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช และความเป็นจริยธรรมการเมืองแทนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผสมผสานหรือคู่ขนานกลมกลืนกันไป ธรรมนิยมแบบพุทธจะเป็นกระแสหลักในสมัยสุโขทัย ซึ่งจะเห็นได้จากการมีการแปลความธรรมะออกมาเป็นกฎหมายหรือคำสั่งของพ่อขุนรามคำแหง ส่วนธรรมนิยมแบบพราหมณ์หรือแบบฮินดูก็มีอิทธิพลอย่างมากในสมัยอยุธยา

และเมื่อพิจารณาจากภาพรวมทางความคิดแล้ว ข้าพเจ้าเห็นด้วยต่อบทสรุปเรื่องการมีมาตรฐานสองชั้นหรือสองมาตรฐาน (Double Standard) ทางอำนาจหรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม ทั้งนี้เพราะถึงแม้ตามหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น จะตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิเทวราช รวมทั้งแนวความคิดระบบศักดินา ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา จนทำให้การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีลักษณะเป็นมาตรฐานสองชั้นที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในสมัยอยุธยานั้น พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จะไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทวโองการที่มนุษย์ธรรมดาไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดแย้งหรือวิจารณ์หรือแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นในทางใดทั้งสิ้น เป็นต้น (นักศึกษาสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้อย่างอิสระ โดยให้เหตุผลที่เหมาะสม)