หน้าแรก บล็อก

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล s/2567

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. มะนาวเกิดที่ประเทศไทยปี พ.ศ. 2550 จากมารดาคนสัญชาติไทยและบิดาคนสัญชาติลาวที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยบิดาและมารดาของมะนาวไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า มะนาวจะเป็นผู้ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่มะนาวเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 นั้น แม้มะนาวจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติลาวที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อมะนาวเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้นมะนาวย่อมได้รับสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดาตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

สรุป มะนาวจะได้สัญชาติไทย

ข้อ 2. นายเคนนี่คนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำสัญญาเช่าเครื่องถ่ายเอกสารจำนวน 100 เครื่อง จากนายอดัมคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศอังกฤษ และขณะทำสัญญาเครื่องถ่ายเอกสารทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายเคนนี่จึงขอเปลี่ยน แต่นายอดัมไม่ยอมเปลี่ยนให้ โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้

ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า หากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามปัญหา การที่นายเคนนี่คนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำสัญญาเช่าเครื่องถ่ายเอกสารจำนวน 100 เครื่อง จากนายอดัมคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศอังกฤษ และขณะทำสัญญาเครื่องถ่ายเอกสารทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายเคนนี่จึงขอเปลี่ยน แต่นายอดัมไม่ยอมเปลี่ยนให้ โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ กรณีดังกล่าวหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่า นายอดัม (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้หรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญาไว้พิจารณา ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับสัญญา (เช่า) ฉบับนี้ ดังนั้น ศาลไทยจึงสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับกับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

สรุป ศาลไทยสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้

ข้อ 3. จงอธิบายความผิดฐานฉ้อโกงระหว่างประเทศที่เรียกว่า White Collar Crimes หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว

ธงคำตอบ

ความผิดฐานอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว (White Collar Crimes) หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือความผิดฐานฉ้อโกงระหว่างประเทศ หมายถึง การกระทำความผิดที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะที่น่าเชื่อถือ แต่งตัวสะอาด โก้หรู มีตำแหน่งหน้าที่การงาน และมีฐานะทางสังคม โดยใช้โอกาสทางวิชาชีพตำแหน่งหน้าที่การงาน และฐานะชื่อเสียงของตนมาเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิด

ลักษณะของการกระทำความผิดประเภทนี้นั้นจะไม่ใช่ความผิดที่มีลักษณะรุนแรงหรือน่ากลัว แต่เป็นการกระทำที่ใช้กลอุบาย และช่องว่างทางวิชาชีพในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นมักมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ เช่น ความผิดฐานคอร์รัปชั่น ความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร การยักยอก การฉ้อโกง ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับการผลิตและการค้ายาเสพติด เป็นต้น

ข้อ 4. ข้อใดกล่าวไว้ถูกต้อง จงพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

(ก) ใช้กับความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก 1 ปี ขึ้นไป และคดีต้องไม่ขาดอายุความ

(ข) ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอ หรือมีความคุ้มกันทางการทูต

(ค) ใช้กับความผิดทางการเมืองได้

ธงคำตอบ

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ การที่รัฐซึ่งบุคคลนั้นไปปรากฏตัวอยู่ส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งต้องคำพิพากษาให้ลงโทษแล้วไปยังรัฐซึ่งผู้นั้นต้องหาว่าได้กระทำความผิดอาญา หรือถูกพิพากษาให้ลงโทษทางอาญาแล้วในดินแดนของรัฐที่ขอให้ส่งตัว

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอหรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนั้น เป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกร้องขอให้ส่งตัวที่เกี่ยวกับฐานะพิเศษของผู้กระทำความผิด ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะให้หลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ผู้กระทำความผิดไปประจำอยู่ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดยังคงอยู่ในประเทศนั้น หรือหลบหนีไปอยู่ในประเทศอื่นแล้วก็ตาม

ดังนั้น กรณีตามปัญหาเมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว

(ก) จะใช้กับความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป และคดีต้องไม่ขาดอายุความนั้นถูกต้อง เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะใช้กับความผิดอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี และต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ

(ข) ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอ หรือมีความคุ้มกันทางการทูตนั้นถูกต้อง เพราะแม้ว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม แต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอแล้วโดยหลักรัฐผู้รับคำร้องขอจะไม่ส่งตัวบุคคลในสัญชาติของตนให้กับรัฐผู้ร้องขอ และในกรณีที่เป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต จะถือเป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด

(ค) ใช้กับความผิดทางการเมืองได้ กรณีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะไม่ใช้กับคดีความผิดทางการเมือง

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล 1/2567

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. สวยเกิดที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 จากบิดาคนสัญชาติพม่าที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและมารดาคนสัญชาติไทย โดยบิดาและมารดาของสวยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่าสวยจะได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่สวยเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 นั้น แม้สวยจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติพม่าก็ตาม แต่เมื่อสวยเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้น สวยย่อมได้รับสัญชาติไทย ตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดา ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ย่อมได้สัญชาติไทย

สรุป สวยจะได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. นายหมูเด้งคนสัญชาติอังกฤษซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าจากนายเอเดนคนสัญชาติอังกฤษซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จีน โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศไทยและขณะทำสัญญาสินค้าทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศอินเดีย เมื่อซื้อขายกันแล้วปรากฏว่าสินค้าทั้งหมดนั้นอยู่ในสภาพชำรุด นายหมูเด้งจึงขอเปลี่ยนเป็นสินค้าล็อตใหม่ แต่นายเอเดนไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ขายไม่จำต้องรับผิดในกรณีที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจจะแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามปัญหา ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายเอเดน (ผู้ขาย) จะต้องรับผิดในกรณีที่สินค้าทั้งหมดนั้นอยู่ในสภาพชำรุด อันเป็นปัญหาในเรื่องของผลแห่งสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่ผลของสัญญา จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ว่าคู่สัญญาจะให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ข้อพิพาทนี้ และเมื่อทั้งนายหมูเด้งและนายเอเดนคู่สัญญานั้นมีสัญชาติอังกฤษ กรณีเช่นนี้กฎหมายที่จะใช้บังคับจึงได้แก่ กฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น หากได้ความว่าศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจึงควรนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น

ข้อ 3. จงอธิบายลักษณะความผิดฐานโจรสลัดอันเป็นความผิดอาญาระหว่างประเทศประเภทหนึ่ง ในประเด็นดังต่อไปนี้

(ก) สถานที่กระทำความผิดเกิดขึ้นในบริเวณทะเลส่วนใด

(ข) ลักษณะความผิดเป็นอย่างไร

(ค) รัฐใดมีเขตอำนาจในการจับกุมและลงโทษ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด พ.ศ.2534

มาตรา 4 วรรคสอง “การกระทำอันเป็นโจรสลัด หมายความว่า

(ก) ยึด หรือเข้าควบคุมเรือลำใด โดยใช้กำลังหรือโดยขู่เข็ญว่าจะกระทำอันตรายต่อเรือ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลในเรือนั้น

(ข) ทำลายเรือ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่เรือ

(ค) หน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย หรือ

(ง) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวงหรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะไม่ว่าจะเป็นของประเทศใด โดยบุคคลในเรือเอกชนหรืออากาศยานเอกชนลำหนึ่งต่อเรือบุคคลหรือทรัพย์สินในเรืออีกลำหนึ่ง และได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้กระทำนั้น”

จากบทบัญญัติดังกล่าว

(ก) สถานที่กระทำความผิดฐานโจรสลัดนั้น จะต้องเป็นการกระทำความผิดในทะเลหลวงหรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่มิได้อยู่ในราชอาณาจักรของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งทำให้ศาลไทยมีเขตอำนาจในการลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

(ข) ลักษณะของการกระทำอันเป็นความผิดฐานโจรสลัดนั้น จะมีลักษณะที่กว้างกว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ทั้งนี้เพราะตามพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำอันเป็นโจรสลัดนั้น ยังหมายความรวมถึงการกระทำอื่น ๆ ด้วย เช่น การยึดหรือเข้าควบคุมเรือ การทำลายเรือหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือ รวมทั้งการหน่วงเหนี่ยว กักขัง การใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลในเรือนั้น เป็นต้น

(ค) เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติในมาตรา 105 แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ที่ระบุว่า “ในทะเลหลวงหรือในที่อื่นใดนอกเขตอำนาจของรัฐใด รัฐทุกรัฐอาจยึดเรือหรืออากาศยานโจรสลัด หรือเรือหรืออากาศยานซึ่งถูกยึดไปโดยการกระทำอันเป็นโจรสลัดและอยู่ภายใต้การควบคุมของโจรสลัดและอาจจับกุมบุคคลและยึดทรัพย์สินบนเรือนั้นได้ ศาลของรัฐซึ่งดำเนินการยึดอาจวินิจฉัยโทษที่จะลง และยังอาจกำหนดการที่จะต้องกระทำเกี่ยวกับเรือ อากาศยาน หรือทรัพย์สิน โดยไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลที่สามซึ่งกระทำการโดยสุจริต” แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า ความผิดฐานโจรสลัดนั้น ถือเป็นความผิดสากลที่รัฐทุกรัฐมีอำนาจในการจับกุมและลงโทษได้

ข้อ 4. แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีคำนิยามที่เป็นสากลในการพิจารณาคดีความผิดทางการเมืองก็ตาม แต่ประเทศผู้รับคำร้องขอมักมีข้อพิจารณาโดยทั่วไปในการพิจารณาคดีความผิดทางการเมือง จงอธิบายข้อพิจารณาโดยทั่วไปที่ใช้ในการพิจารณาคดีความผิดทางการเมือง นอกจากนี้ตามหลักกฎหมายประเทศเยอรมัน มีหลักเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยคดีความผิดทางการเมืองอย่างไร

ธงคำตอบ

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีคำนิยามที่เป็นสากลในการพิจารณาคดีความผิดทางการเมืองก็ตาม ในการพิจารณาว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ประเทศผู้รับคำร้องขอมักจะมีข้อพิจารณาจากสถานะของผู้กระทำความผิด เช่น หากผู้กระทำความผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มักจะถือว่าเป็นคดีทางการเมือง หรืออาจพิจารณาจากการกระทำของผู้กระทำผิด โดยหากผู้กระทำผิดอ้างว่ากระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือด้วยเหตุผลทางการเมือง แม้จะเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่มีบทบาททางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง ก็อาจถือว่าเป็นความผิดทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน

ในการพิจารณาความผิดทางการเมืองตามหลักกฎหมายของประเทศเยอรมันนั้น จะพิจารณาจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง (Political motive) ประกอบกับวัตถุประสงค์ทางการเมือง (Political purpose) โดยให้เหตุผลว่า การมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการกระทำความผิดนั้นเป็นความผิดทางการเมือง แต่การกระทำนั้นจะต้องมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วยจึงจะถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง

ตัวอย่างเช่น คดีในปี ค.ศ.1921 ศาลเยอรมันพิพากษาให้ส่งผู้ต้องหาสองคนในข้อหาสมคบกันฆ่านายกรัฐมนตรีของสเปนเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐบาลสเปน โดยศาลให้เหตุผลว่า แม้ว่าการฆ่านั้นจะเป็นการกระทำเพื่อแก้แค้นซึ่งอาจจะมีมูลเหตุจากเรื่องทางการเมืองเป็นต้นเหตุ แต่ไม่ถึงกับจะถือว่าเป็นการฆ่าโดยมีวัตถุประสงค์จะให้ได้ผลในทางการเมือง จึงถือว่าเป็นการฆ่าคนตายอย่างธรรมดา มิใช่คดีความผิดทางการเมือง

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล s/2566

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ขนมปังเกิดที่ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2539 จากบิดาคนสัญชาติลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายและมารดาคนสัญชาติไทย โดยบิดาและมารดาของขนมปังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่าขนมปังได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ขนมปังเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2539 นั้น แม้ขนมปังจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติลาวก็ตาม แต่มือขนมปังเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้น ขนมปังย่อมได้รับสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดาตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทย

สรุป ขนมปังจะได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. (ก) จงอธิบายหลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่งมาโดยละเอียด และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 บัญญัติถึงทางแก้ปัญหาเรื่องการย้อนส่งกลับไว้ว่าอย่างไร

(ข) นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือสำราญจำนวน 3 ลำ จากนายอีวาคนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาเรือทั้งหมดนั้นจอดเทียบท่าอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าเรือสำราญทุกลำมีรอยรั่วซึมซึ่งเมื่อนำมาเดินทะเลอาจอับปางได้ นายสุดหล่อจึงขอยกเลิกสัญญาเช่า แต่นายอีวาไม่ยอมให้ยกเลิกสัญญาเช่า ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยต้องนำหลักกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

(ก) หลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่ง

“การย้อนส่ง” หมายถึง การที่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งประเทศหนึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายของอีกประเทศหนึ่ง แต่กฎหมายของประเทศหลังนี้ย้อนส่งกลับมาให้ใช้กฎหมายของประเทศแรก หรือย้อนส่งไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สามบังคับแก่กรณี ดังนั้น การย้อนส่งจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. การย้อนส่งกลับ หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น บัญญัติให้ย้อนส่งกลับมาใช้กฎหมายของประเทศแรกอีก

  2. การย้อนส่งต่อไป หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น มีบัญญัติให้ย้อนส่งต่อไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สาม

และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 4 ได้บัญญัติทางแก้ปัญหาเรื่องการย้อนส่งกลับไว้ว่า “ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ และตามกฎหมายต่างประเทศนั้น กฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ มิใช่กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายสยามว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย”

(ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายอีวา (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เรือทั้ง 3 ลำ อยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้หรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับสัญญา (เช่า) ฉบับนี้ ดังนั้น ศาลไทยจึงต้องนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับกับข้อพิพาทดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

สรุป ศาลไทยต้องนำกฎหมายของประเทศอังกฤษปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว

ข้อ 3. จงอธิบายความผิดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และหากประเทศไทยจะนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นโดยธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดทางอาญาระหว่างประเทศมาลงโทษด้วยความร่วมมือกันของประชาคมระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามรับรองธรรมนูญกรุงโรมดังกล่าวแล้วแต่ยังมิได้ดำเนินการให้สัตยาบันเพื่อผูกพันเป็นภาคีอย่างเป็นทางการ

ICC จะมีอำนาจพิจารณาเฉพาะคดี “ปัจเจกบุคคล” ที่กระทำความผิด ไม่ใช่การกระทำของรัฐโดยอาชญากรรมที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของ ICC จะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในสังคมระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างทั้งหมดหรือบางส่วนของกลุ่มชนชาติ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือกลุ่มทางศาสนา

  2. อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ได้กระทำในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอย่างกว้างขวาง หรืออย่างเป็นระบบที่มีเป้าหมายโดยตรงต่อประชาชนพลเรือน และโดยรู้ถึงการกระทำนั้น เช่น การฆาตกรรม การทำลายล้าง การเนรเทศ การทรมาน เป็นต้น

  3. อาชญากรรมสงคราม หมายถึง การกระทำความผิดทั้งในสถานการณ์หรือความขัดแย้งด้วยอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ที่มีส่วนร่วมในการวางแผนหรือนโยบายในลักษณะที่เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อกองกำลังทหารหรือพลเรือนจำนวนมากในระหว่างการรบ เช่น การปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อเชลยศึก การใช้แก๊สพิษ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน เป็นต้น ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

  4. อาชญากรรมการรุกราน

    ในกาานำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น สามารถดำเนินการได้ 4 วิธี ได้แก่

    (1) รัฐที่ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมแล้ว เสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศโดยตรง

    (2) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

    (3) อัยการประจำศาลอาญาระหว่างประเทศลงมาเปิดกระบวนการพิจารณาเอง

(4) กรณีที่เป็นรัฐที่ไม่ได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม แต่ประสงค์จะให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีเขตอำนาจเหนือคดี เพื่อเปิดกระบวนพิจารณา รัฐนั้นก็อาจแสดงเจตจำนงของตนเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ โดยอาศัยมาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรม ทำ “คำประกาศฝ่ายเดียว” เพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีหรือเฉพาะช่วงเวลาได้ต่อนายทะเบียน

ดังนั้น เมื่อประเทศไทยยังมิได้ดำเนินการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม หากจะนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงต้องดำเนินการโดยวิธีการทำ “คำประกาศฝ่ายเดียว” มอบให้แก่นายทะเบียน

ข้อ 4. รัฐมูนบีมเป็นรัฐที่ปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายสุนทรีเป็นแกนนำกลุ่มคนล้มเลิกระบบกษัตริย์เพื่อให้เกิดการปกครองในระบบประธานาธิบดี นายสุนทรีกับพวกได้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ของรัฐมูนบีมแต่ไม่สำเร็จ จึงหลบหนีไปยังรัฐซันไชน์ รัฐมูนบีมได้ร้องขอให้รัฐซันไชน์ส่งตัวนายสุนทรีเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐมูนบีม หากรัฐมูนบีมกับรัฐซันไชน์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องพิจารณาอย่างไร และรัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีเพราะเป็นความผิดทางการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอหรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่างๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น

  2. ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)

แต่อย่างไรก็ดี โดยเหตุที่มีความผิดบางประเภทซึ่งมีลักษณะทางการเมือง แต่หลายประเทศกำหนดไว้ไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติในเรื่องนี้เรียกว่า Attentat Clause ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “บทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้าย” ซึ่งประเทศเบลเยียมนำมาใช้เป็นประเทศแรกโดยบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในของตนเมื่อ ค.ศ. 1865 หลังจากที่ศาลเบลเยียมปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้กระทำความผิดฐานพยายามปลงพระชนม์พระเจ้าโปเลียนที่ 3 ไปให้ฝรั่งเศสในคดี Jacquin ค.ศ. 1854

กล่าวคือ ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติ Attentat Clause นี้ เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 6 แห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเบลเยียม ค.ศ. 1833 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม โดยเพิ่มข้อความลงไปอีกวรรค (clause) หนึ่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้ “การประทุษร้ายต่อบุคคลผู้เป็นประมุขของรัฐบาลต่างประเทศหรือบุคคลซึ่งอยู่ในเครือญาติหรือราชสกุลของประมุขนั้น ไม่ให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำผิดทางการเมือง หรือเป็นการกระทำผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง หากปรากฏว่าเป็นการประทุษร้ายที่เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือลอบฆาตกรรม หรือเป็นการฆาตกรรมด้วยพยายามมาดหมายหรือด้วยการวางยาพิษ”

กรณีตามปัญหา การที่นายสุนทรีกับพวกได้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ของรัฐมูนบีมแต่ไม่สำเร็จ จึงหลบหนีไปยังรัฐซันไชน์ โดยรัฐมูนบีมกับรัฐซันไชน์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันและรัฐมูนบีมได้ร้องขอให้รัฐซันไชน์ส่งตัวนายสุนทรีเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐมูนบีมนั้น เมื่อพิจารณาตามหลัก Attentat Clause หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้ายดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าความผิดที่นายสุนทรีกับพวกได้กระทำนั้น มิให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง แม้จะเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองก็ตาม ดังนั้น รัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีไม่ได้

สรุป รัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีเพราะเป็นความผิดทางการเมืองไม่ได้

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ 1/2566

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. มินนี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติไทยที่จดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”

พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มินนี่เกิดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2532 โดยบิดาเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาเป็นคนสัญชาติไทยซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น มินนี่ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ถึงแม้ว่ามินนี่จะมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม แต่ปรากฏว่าบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นคนที่มีสัญชาติ ดังนั้น เมื่อมินนี่ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงไม่นำการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนมาปรับใช้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อมทำให้มินนี่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากมินนี่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป มินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. (ก) จงอธิบายหลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่งมาโดยละเอียด

(ข) นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือจำนวน 3 ลำจากนายอีวาคนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาเรือทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าเครื่องยนต์ภายในเรือทั้ง 3 ลำนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายสุดหล่อจึงขอเปลี่ยน แต่นายอีวาไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

(ก) หลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่ง

“การย้อนส่ง” หมายถึง การที่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งประเทศหนึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายของอีกประเทศหนึ่ง แต่กฎหมายของประเทศหลังนี้ย้อนส่งกลับมาให้ใช้กฎหมายของประเทศแรกหรือย้อนส่งไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สามบังคับแก่กรณี ดังนั้น การย้อนส่งจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. การย้อนส่งกลับ หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น บัญญัติให้ย้อนส่งกลับมาใช้กฎหมายของประเทศแรกอีก

  2. การย้อนส่งต่อไป หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น มีบัญญัติให้ย้อนส่งต่อไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สาม

(ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายอีวา (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เรือทั้ง 3 ลำ อยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้หรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับสัญญา (เช่า) ฉบับนี้ ดังนั้น ศาลไทยจึงสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับกับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 วรรคหนึ่ง

สรุป ศาลไทยสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้

ข้อ 3. ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และได้ทำการประกาศอาณาเขตทางทะเลตามระยะสูงสุดที่กำหนดไว้ในแต่ละเขตของอนุสัญญาฯ เรือรบหลวงของประเทศไทยได้พบเรือขนสินค้า MARY JANE สัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังชายฝั่งประเทศไทยเพื่อส่งมอบสินค้า ในขณะที่เรือ MARY JANE แล่นอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 20 ไมล์ทะเล เรือ MARY JANE ได้ถูกเรือ BLACK PEARL พร้อมกับลูกเรือไร้สัญชาติจำนวน 10 คน เข้าทำการปล้นทรัพย์บนเรือ MARY JANE เรือรบหลวงของไทยจึงได้ทำการช่วยเหลือและจับกุมผู้กระทำความผิดไร้สัญชาติจำนวน 10 คนเอาไว้ได้ โดยควบคุมตัวไว้บนเรือ MARY JANE เช่นนี้หากเรือ MARY JANE แล่นมาถึงชายฝั่งประเทศไทย ศาลภายในของประเทศไทยจะทำการดำเนินคดีต่อลูกเรือไร้สัญชาติทั้ง 10 คนได้หรือไม่ จงวินิจฉัย

ธงคำตอบ

โดยทั่วไปศาลภายในของรัฐไทยย่อมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาและลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำความผิดในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษตามกฎหมาย” แต่อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้จะได้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็อาจมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาเพื่อลงโทษผู้กระทำได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7, 8 และ 9

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เรือรบหลวงของประเทศไทยได้พบเรือขนสินค้า MARY JANE สัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังชายฝั่งประเทศไทยเพื่อส่งมอบสินค้า ในขณะที่เรือ MARY JANE แล่นอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 20 ไมล์ทะเล เรือ MARY JANE ได้ถูกเรือ BLACK PEARL พร้อมกับลูกเรือไร้สัญชาติ

จำนวน 10 คน เข้าทำการปล้นทรัพย์บนเรือ MARY JANE เรือรบหลวงของไทยจึงได้ทำการช่วยเหลือและจับกุมผู้กระทำความผิดไร้สัญชาติจำนวน 10 คนเอาไว้ได้ โดยควบคุมตัวไว้บนเรือ MARY JANE นั้น เมื่อบริเวณทะเลซึ่งห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 20 ไมล์ทะเลนั้น ถือเป็นเขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone) ซึ่งแม้ว่ารัฐชายฝั่งจะมีสิทธิอธิปไตยเหนือเขตต่อเนื่อง แต่บริเวณเขตต่อเนื่องมิได้อยู่ในราชอาณาจักรของรัฐชายฝั่ง ดังนั้นการที่ลูกเรือไร้สัญชาติจำนวน 10 คนของเรือ BLACK PEARL ทำการปล้นทรัพย์บนเรือ MARY JANE จึงถือเป็นการปล้นต่อเรือ บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่นอกเขตอำนาจของรัฐใด จึงเป็นความผิดฐานโจรสลัดตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 มาตรา 101 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “การกระทำอันเป็นโจรสลัดประกอบด้วยการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

  1. การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายโดยการใช้กำลัง หรือการกักกัน หรือการกระทำอันเป็นการปล้น ซึ่งได้กระทำลงเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว โดยลูกเรือหรือผู้โดยสารของเรือเอกชนหรืออากาศยานเอกชน และมุ่งกระทำ

    (1) ในทะเลหลวง ต่อเรือ หรืออากาศยานลำอื่น หรือต่อบุคคลหรือทรัพย์สินในเรือหรืออากาศยานเช่นว่านั้น

    (2) ต่อเรือ อากาศยาน บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่นอกเขตอำนาจของรัฐนั้น

    …………”

ทำให้รัฐทั้งปวงมีอำนาจจับกุมบุคคล ยึดทรัพย์สินบนเรือนั้น และศาลของรัฐซึ่งดำเนินการยึดอาจวินิจฉัยโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นได้ด้วย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 มาตรา 105 ซึ่งบัญญัติว่า “ในทะเลหลวงหรือในที่อื่นใดนอกเขตอำนาจของรัฐใด รัฐทุกรัฐอาจยึดเรือหรืออากาศยานโจรสลัด หรือเรือหรืออากาศยานซึ่งถูกยึดไปโดยการกระทำอันเป็นโจรสลัดและอยู่ภายใต้การควบคุมของโจรสลัด และอาจจับกุมบุคคลและยึดทรัพย์สินบนเรือนั้นได้ ศาลของรัฐซึ่งดำเนินการยึดอาจวินิจฉัยโทษที่จะลง และอาจกำหนดการที่จะต้องกระทำเกี่ยวกับเรือ อากาศยาน หรือทรัพย์สิน โดยไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลที่สามซึ่งกระทำการโดยสุจริต ดังนั้นศาลภายในของประเทศไทยที่ทำการจับกุมย่อมมีอำนาจดำเนินคดีต่อลูกเรือไร้สัญชาติทั้ง 10 คนในความผิดฐานโจรสลัดได้ อันเป็นการสอดคล้องกับบทบัญญัติตาม ป.อาญา มาตรา 7 (3) ที่บัญญัติให้การชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ซึ่งกระทำในทะเลหลวง ศาลไทยย่อมมีอำนาจลงโทษในราชอาณาจักรได้ แม้ว่าจะเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรก็ตาม

ข้อ 4. จงอธิบายถึงหลักเกณฑ์การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และข้อยกเว้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต (privilege and immunity)

ธงคำตอบ

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อย หรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

ส่วนข้อยกเว้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนั้น เป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกร้องขอให้ส่งตัวที่เกี่ยวกับฐานะพิเศษของผู้กระทำความผิด ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะให้หลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ผู้กระทำความผิดไปประจำอยู่ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดยังคงอยู่ในประเทศนั้น หรือหลบหนีไปอยู่ในประเทศอื่นแล้วก็ตาม

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล s/2565

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. มีมี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2538 ที่ประเทศไทย จากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติสิงคโปร์ที่จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาและมารดาของมีมี่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามีมี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง”

มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้สมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว หรือ

(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มีมี่เกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2538 นั้น ถือว่ามีมี่เกิดในราชอาณาจักรไทย ภายหลังจากที่ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาของมีมี่เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาเป็นคนสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาและมารดาของมีมี่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่ามีมี่จะเกิดในราชอาณาจักรไทย มีมี่ก็ไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 (2) เนื่องจากมีมี่เป็นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง (2) กล่าวคือ มีมี่เป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว โดยในขณะที่มีมี่เกิดนั้นบิดาและมารดาตามกฎหมายเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

สรุป มีมี่ไม่ได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือประมงจำนวน 100 ลำ จากนายเอแคลคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศเวียดนาม และขณะทำสัญญาเรือประมงจำนวนทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อเช่ากันแล้วปรากฏว่าเรือประมงจำนวน 10 ลำนั้นรั่วจนน้ำเข้าเรือหมดทุกลำ นายสุดหล่อจึงขอเปลี่ยน แต่นายเอแคลไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้ว่าต้องการใช้กฎหมายประเทศใดบังคับแก่สัญญาฉบับนี้

ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณาศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายเอแคล (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เรือประมงที่ให้เช่าจำนวน 10 ลำนั้นรั่วจนน้ำเข้าเรือหมดทุกลำหรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่ผลของสัญญา จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ว่าคู่สัญญาจะให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ข้อพิพาทนี้ และเมื่อทั้งนายสุดหล่อและนายเอแคลคู่สัญญาก็ไม่ได้มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้กฎหมายที่จะใช้บังคับจึงได้แก่ กฎหมายประเทศเวียดนามซึ่งเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเช่าฉบับนี้ได้ทำขึ้น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น หากได้ความว่าศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจึงควรนำกฎหมายประเทศเวียดนามขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายของประเทศเวียดนามขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น

ข้อ 3. เรืออความารีนเป็นเรือขนส่งสินค้าทางทะเล สัญชาติสิงคโปร์ เดินทางจากท่าเรือสิงคโปร์เพื่อไปส่งสินค้าในประเทศไทย ระหว่างแล่นอยู่ในทะเล ห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 150 ไมล์ทะเล เรืออความารีนได้ถูกเรือแบล็คเพิร์ลไม่ปรากฏสัญชาติได้ทำการปล้นทรัพย์โดยลูกเรือไร้สัญชาติ 5 คน และสัญชาติกัมพูชา 5 คน ปรากฏว่า เรือตรวจการทางทะเลของประเทศเวียดนามแล่นผ่านมาและได้ทำการเข้าช่วยเหลือและควบคุมตัวผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดไว้บนเรืออความารีน เมื่อเรืออความารีนเดินทางมาถึงประเทศไทย เรืออความารีนจึงได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานทำการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไทย เช่นนี้ศาลไทยจะรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ธงคำตอบ

โดยทั่วไปศาลภายในของรัฐไทยย่อมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาและลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำความผิดในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษตามกฎหมาย” แต่อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้จะได้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็อาจมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาเพื่อลงโทษผู้กระทำได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7, 8 และ 9

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เรืออความารีนซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าทางทะเล สัญชาติสิงคโปร์ ได้ถูกเรือแบล็คเพิร์ลไม่ปรากฏสัญชาติได้ทำการปล้นทรัพย์นั้น ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ค.ศ. 1958 ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานโจรสลัด และเมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือโจรสลัดนั้นได้กระทำในบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของประเทศไทย เพราะอยู่ในระยะไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล นับจากเส้นฐานของชายฝั่ง แม้ว่าตามหลักกฎหมายทะเล ประเทศไทยจะพึงมีสิทธิในการแสวงหาประโยชน์บางอย่างเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนได้แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่บริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นบริเวณที่อยู่นอกราชอาณาจักรของประเทศไทย หากพิจารณาตามหลักเขตอำนาจศาลแล้ว ประเทศไทยย่อมไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาได้

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากหลักการดำเนินคดีในความผิดฐานโจรสลัดตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ที่ให้อำนาจแก่รัฐทั้งปวงสามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ ประกอบกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งได้กระทำในเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งถือว่าเป็นทะเลที่รัฐไม่มีอำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกับในทะเลหลวงนั้น เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ…… (3) ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 339 และความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340 ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง” ที่ศาลไทยลงโทษได้ ดังนั้น กรณีนี้เมื่อเรืออความารีนได้เดินทางมาถึงประเทศไทยและได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานทำการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไทย ศาลไทยย่อมสามารถที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้

สรุป ศาลไทยมีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้

ข้อ 4. ในขณะที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐเอกภาพ ได้มีการรวมกลุ่มประท้วงโดยผู้ชุมนุมมากกว่า 500 คน ทำการปิดถนนและทางเดินรถ ฝ่ายรัฐบาลได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พ.ต.อ.แดงน้อย เป็นผู้ควบคุมตามคำสั่ง นายจันทร์ นายอังคาร และนายพุธเป็นหัวหน้าแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วง ปรากฏว่าเมื่อมีการฉีดน้ำ นายจันทร์พยายามขัดขืนโดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่องศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายอังคารถูกน้ำฉีดเข้าตา ทำให้แก้วตาฉีกขาดตาบอดถาวร นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไป ปรากฏว่านายจันทร์และนายพุธหลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ ซึ่งทั้งสองรัฐไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ โดยความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และลักทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำเกินกว่า 1 ปี ตามกฎหมายของทั้งสองรัฐ เช่นนี้หากรัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งนายจันทร์และนายพุธ ผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติตนให้เพื่อจะดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใดได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น

  2. ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)

จากข้อเท็จจตามอุทาหรณ์ เมื่อนายจันทร์และนายพุธได้หลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ โดยรัฐเอกภาพและรัฐพลานุภาพไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ดังนั้นรัฐพลานุภาพจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน 9 ประการดังกล่าว และเมื่อรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ การที่รัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติตนให้เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายจันทร์

การที่นายจันทร์พยายามขัดขืนการฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมอันเป็นการกระทำทางการเมือง ดังนั้น ความผิดของนายจันทร์จึงเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character) ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

กรณีของนายพุธ

การที่นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไปนั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางการเมือง แต่เป็นความผิดอาญาทั่วไป ดังนั้น ความผิดของนายพุธจึงเป็นความผิดที่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

สรุป รัฐพลานุภาพจะไม่ส่งตัวนายจันทร์ให้แก่รัฐเอกภาพ แต่อาจจะส่งตัวนายพุธได้

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล 1/2565

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. มินนี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2531 ที่ประเทศอิตาลีจากบิดาคนสัญชาติอิตาลีและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”

พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มินนี่เกิดที่ประเทศอิตาลีเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยบิดาเป็นคนสัญชาติอิตาลีและมารดาเป็นคนสัญชาติไทยซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น มินนี่ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ถึงแม้ว่ามินนี่จะมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม แต่ปรากฏว่าบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นคนที่มีสัญชาติ ดังนั้น เมื่อมินนี่ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงไม่นำการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนมาปรับใช้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อมทำให้มินนี่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากมินนี่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป มินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. หมาย (Notice) เป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ที่สำคัญ โดยหมายของ INTERPOL นั้น แบ่งออกเป็นหลายสี แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน จงอธิบายความหมายของแต่ละสี และหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1923 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการป้องกันหรือว่าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

INTERPOL มีอำนาจในการออกหมายรูปพรรณ (Notice) ไปยังประเทศสมาชิกเพื่อให้ทราบและรายงานถึงความเคลื่อนไหว โดยหมายแบ่งเป็นสีต่าง ๆ จำนวน 7 สี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1. หมายสีแดง (Red Notice = Wanted Person) หมายถึง บุคคลที่ต้องการตัว เป็นหมายให้จับบุคคลใดมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

2. หมายสีเหลือง (Yellow Notice = Missing Person) หมายถึง บุคคลที่สูญหายไป

3. หมายสีน้ำเงิน (Blue Notice = Additional Information) หมายถึง การขอข้อมูลเพิ่มเติมของบุคคล เพื่อทราบร่องรอยและพฤติการณ์

4. หมายสีเขียว (Green Notice = Warnings and Intelligence) หมายถึง หมายแจ้งเตือนบุคคลที่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

5. หมายสีส้ม (Orange Notice = Imminent Threat) หมายถึง หมายแจ้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดส่องและป้องกัน

6. หมายสีม่วง (Purple Notice = Modus Operandi) หมายถึง การขอทราบร่องรอยของการกระทำความผิด รูปแบบเฉพาะของฆาตกร หรือรูปคดี

7. หมายสีดำ (Black Notice = Unidentified Bodies) หมายถึง หมายแจ้งรูปพรรณบุคคลที่ถึงแก่ความตาย

ดังนั้น ถ้าหากว่า INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกของ INTERPOL โดยประเทศไทยจะต้องทำการจับนายขจรมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

ข้อ 3. นายโทนี่คนสัญชาติอิตาลี มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอินเดีย ได้สละสัญชาติอิตาลีและได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต่อมานายโทนี่ถูกถอนสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นเกิดคดีขึ้นสู่ศาลไทยโดยประเด็นข้อพิพาทมีว่า นายโทนี่มีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องแยกสารเคมีจำนวน 18 เครื่อง จากนายประดิษฐ์ที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่านี้

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 6 วรรคสาม “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”

มาตรา 10 วรรคหนึ่ง “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า นายโทนี่จะมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องแยกสารเคมีจำนวน 18 เครื่อง จากนายประดิษฐ์ที่กรุงเทพมหานครได้หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องความสามารถของบุคคล ซึ่งโดยหลักแล้วย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายโทนี่คนสัญชาติอิตาลีมีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอินเดีย โดยได้สละสัญชาติอิตาลีและได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งในขณะเกิดข้อพิพาทที่ว่านี้ นายโทนี่ได้ตกเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เพราะนายโทนี่ได้ถูกถอนสัญชาติไทยแล้ว ดังนั้น การจะนำกฎหมายประเทศใดมาปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม ซึ่งมีหลักคือ

  1. ถ้าปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ

  2. ถ้าไม่ปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายโทนี่เป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติและไม่ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้กฎหมายประเทศอินเดียซึ่งเป็นกฎหมายที่นายโทนี่มีถิ่นที่อยู่บังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม

ผลจึงเป็นว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอินเดียขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายโทนี่ที่ว่านี้

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอินเดียขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายโทนี่

ข้อ 4. จงอธิบายจุดมุ่งหมายและผลทางกฎหมายของบทบัญญัติแห่งการประทุษร้าย (Attentat Clause) นอกจากนี้หลักการดังกล่าวปรากฏในกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

อธิบาย

โดยเหตุที่มีความผิดบางประเภทซึ่งมีลักษณะทางการเมือง แต่หลายประเทศกำหนดไว้ไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติในเรื่องนี้เรียกว่า Attentat Clause ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “บทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้าย” ซึ่งประเทศเบลเยียมนำมาใช้เป็นประเทศแรก โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในของตนเมื่อ ค.ศ.1865 หลังจากที่ศาลเบลเยียมปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้กระทำความผิดฐานพยายามปลงพระชนม์พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ไปให้ฝรั่งเศสในคดี Jacquin ค.ศ. 1854

กล่าวคือ ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติ Attentat Clause นี้ เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 6 แห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเบลเยียม ค.ศ. 1833 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม โดยเพิ่มข้อความลงไปอีกวรรค (clause) หนึ่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้ “การประทุษร้ายต่อบุคคลผู้เป็นประมุขของรัฐบาลต่างประเทศหรือบุคคลซึ่งอยู่ในเครือญาติหรือราชสกุลของประมุขนั้น ไม่ให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำผิดทางการเมือง หรือเป็นการกระทำผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง หากปรากฏว่าเป็นการประทุษร้ายที่เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือลอบฆาตกรรม หรือเป็นการฆาตกรรมด้วยพยายามมาดหมายหรือด้วยการวางยาพิษ”

สำหรับเจตนารมณ์ทางกฎหมายของ Attentat Clause นี้มุ่งหมายที่จะไม่ให้ถือว่าความผิดฐานประทุษร้ายต่อชีวิตที่กระทำต่อประมุขของประเทศหรือบุคคลในครอบครัวประมุขของประเทศเป็นความผิดทางการเมือง

ส่วนผลของ Attentat Clause นั้น จะทำให้ความหมายของคดีการเมืองแคบลง กล่าวคือเมื่อมีฆาตกรรมเข้าในลักษณะนี้แล้วย่อมส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันได้

สำหรับประเทศไทย ได้มีการนำเอาหลักการ Attentat Clause มาบังคับใช้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองตามวรรคหนึ่ง (1) ไม่หมายความรวมถึงความผิดดังต่อไปนี้

(1) การปลงพระชนม์ การประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท

(2) การฆ่า ประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาลหรือสมาชิกโดยตรงในครอบครัวของบุคคลนั้น”

LAW4106 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา s/2564

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของประเทศอังกฤษ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อกลางปี 2530 พร้อมกับนางโรสภริยาสัญชาติอังกฤษซึ่งตั้งครรภ์อยู่ เพื่อทำการวิจัยด้านการแพร่ระบาดของไวรัสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความตกลงระหว่างประเทศเป็นเวลา 10 ปี ต้นปี 2531 นางโรสได้ให้กำเนิด ด.ช.แจ็คสัน ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร เมื่อครบกำหนดเวลาวิจัย 10 ปี ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ ก็ถูกเชิญให้ทำการสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ และครอบครัวอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยนายแจ็คสันมีความประพฤติดีและทำงานเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน

จงวินิจฉัยว่า นายแจ็คสัน จะได้สัญชาติไทยหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(3) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337

ข้อ 1. ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

ข้อ 2. บุคคลตามข้อ 1. ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง”

มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้สมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว หรือ

(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง “บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ข้อ 1 และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ข้อ 2 รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ ด.ช.แจ็คสัน เกิดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2531 นั้น ด.ช.แจ็คสันย่อมไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน เนื่องจาก ด.ช.แจ็คสันมีบิดาชอบด้วยกฎหมาย และมารดาเป็นคนต่างด้าว คือ มีสัญชาติอังกฤษ และในขณะที่เกิด บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) เดิม และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 พ.ศ. 2515 ข้อ 2 ประกอบข้อ 1 (2) และจนถึงวันที่ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ด.ช.แจ็คสันก็ยังคงไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง (2)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายแจ็คสันได้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ดังนั้น ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงให้นายแจ็คสันได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป อันเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักโดยผลของกฎหมายนั่นเอง

สรุป นายแจ็คสันได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป อันเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักโดยผลของกฎหมายตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ข้อ 2. นายจอห์น สัญชาติสิงคโปร์ อายุ 19 ปี ทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ราคา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากนายแดง ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ สัญชาติไทย โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ประเทศไทย ปรากฏว่านายเจมส์บิดาของนายจอห์นไม่เห็นด้วยจึงทำการบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว นายแดงเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายสมบูรณ์แล้วจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลไทย จงวินิจฉัยว่านิติกรรมซื้อขายคอนโดมิเนียมของนายจอห์นสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ (หากว่าตามกฎหมายสิงคโปร์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และตามกฎหมายไทย กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์)

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 10 “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น

แต่ถ้าคนต่างด้าวทำนิติกรรมในประเทศสยาม ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติ คนต่างด้าวนั้นย่อมจะไร้ความสามารถหรือมีความสามารถอันจำกัดสำหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถทำนิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายสยาม ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก

ในกรณีที่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำนิติกรรมเช่นว่านั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์นั้น มีกฎหมายภายในของหลายประเทศที่จะต้องนำมาพิจารณาข้อพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายของนายจอห์น สัญชาติสิงคโปร์ อายุ 19 ปี เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาลไทย จึงต้องพิจารณาไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 ดังนี้คือ

ข้อพิพาทเกี่ยวกับความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้แก่กฎหมายสิงคโปร์ เมื่อกฎหมายสิงคโปร์กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ นายจอห์นจึงไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรมดังกล่าวได้

แต่ถ้าคนต่างด้าวทำนิติกรรมในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติคนต่างด้าวนั้น ย่อมจะไร้ความสามารถหรือมีความสามารถอันจำกัดสำหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถทำนิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายไทย (มาตรา 10 วรรคสอง) ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก เมื่อนายจอห์นทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ประเทศไทย จึงต้องพิจารณาความสามารถตามกฎหมายไทยด้วย และตามกฎหมายไทยกำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น นายจอห์นจึงไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้เช่นเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำนิติกรรมเช่นว่านั้นย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ (มาตรา 10 วรรคสาม) และตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น นายจอห์นจึงมีความสามารถในการทำนิติกรรมดังกล่าวได้

สรุป นายจอห์นมีความสามารถในการทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ เพราะนายจอห์นบรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 10 วรรคสาม นิติกรรมซื้อขายคอนโดมิเนียมของจอห์นจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ข้อ 3. จงอธิบายความผิดตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นความผิดเด็ดขาด (Jus Cogens) และตามความเห็นของนักศึกษา ในปัจจุบันความผิดฐานค้ามนุษย์ (Human Trafficking) ยังคงมีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

คำว่า “Jus Cogens” เป็นภาษาละติน แปลว่า กฎหมายบังคับเด็ดขาด หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ความผิดอาญาที่มีลักษณะเป็นความผิดเด็ดขาด หรือความผิดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป หรือ Jus Cogens ได้แก่ความผิดฐานค้าทาส ค้ามนุษย์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การก่อการร้าย การกระทำการเป็นโจรสลัด เป็นต้น ความผิดดังกล่าวนี้เนานาประเทศต้องถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความสงบสุขในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป

สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันความผิดฐานค้ามนุษย์ยังคงมีอยู่ ดังจะเห็นได้จากรายงานการจัดลำดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2564 ซึ่งระบุว่าประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ 2 (tier 2) อันเป็นประเทศที่ต้องจับตามองในการพยายามแก้ไขการค้ามนุษย์ ซึ่งรูปแบบการค้ามนุษย์ในประเทศไทยนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การเอาคนมาลงเป็นทาส การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การขอทาน การค้าอวัยวะมนุษย์ การรับจ้างตั้งครรภ์แทน เป็นต้น

ข้อ 4. ในขณะที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐเอกภาพ ได้มีการรวมกลุ่มประท้วงโดยผู้ชุมนุมมากกว่า 500 คน ทำการปิดถนนและทางเดินรถ ฝ่ายรัฐบาลได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พ.ต.อ.แดงน้อย เป็นผู้ควบคุมตามคำสั่ง นายจันทร์ นายอังคาร และนายพุธ เป็นหัวหน้าแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วง ปรากฏว่าเมื่อมีการฉีดน้ำ นายจันทร์พยายามขัดขืนโดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายอังคารถูกน้ำฉีดเข้าตา ทำให้แก้วตาฉีกขาดตาบอดถาวร นายพุธอศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไป

ปรากฏว่านายจันทร์และนายพุธหลบหนีการจับกุม และไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ ซึ่งทั้งสองรัฐไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ โดยความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำเกินกว่า 1 ปี ตามกฎหมายของทั้งสองรัฐ เช่นนี้ หากรัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติ svéhoให้เพื่อจะดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น

  2. ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายจันทร์และนายพุธได้หลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ โดยรัฐเอกภาพและรัฐพลานุภาพไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ดังนั้น รัฐพลานุภาพจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน 9 ประการดังกล่าว และเมื่อรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ การที่รัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติ svéhoให้เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายจันทร์

การที่นายจันทร์พยายามขัดขืนการฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมอันเป็นการกระทำทางการเมือง ดังนั้น ความผิดของนายจันทร์จึงเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character) ซึ่งต้องห้ามมิให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

กรณีของนายพุธ

การที่นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไปนั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางการเมือง แต่เป็นความผิดอาญาทั่วไป ดังนั้น ความผิดของนายพุธจึงเป็นความผิดที่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

สรุป รัฐพลานุภาพจะไม่ส่งตัวนายจันทร์ให้แก่รัฐเอกภาพ แต่อาจจะส่งตัวนายพุธได้

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล 1/2564

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. นีน่าเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่กรุงเทพฯ จากบิดาคนสัญชาติออสเตรเลียและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาของนีน่าเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่านีน่าเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ

(3) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337

ข้อ 1. ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(1) บุคคลผู้ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

(3) บุคคลผู้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ข้อ 2. บุคคลตามข้อ 1. ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นีน่าเกิดในประเทศไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยนั้น นีน่าจะไม่ได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ทั้งนี้เพราะนีน่าไม่ได้เป็นบุคคลผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย แต่นีน่าจะได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา 7 (3)

และแม้ว่านีน่าจะเกิดในปี 2532 ภายหลังจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 มีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม นีน่าก็ยังได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) เช่นเดิม ทั้งนี้เพราะไม่เข้าเงื่อนไขตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 2. ประกอบข้อ 1. (2) เพราะแม้นีน่าจะมีบิดาเป็นคนสัญชาติออสเตรเลียและบิดาเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่บิดาของนีน่าเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าเงื่อนไขของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1. (2)

และเมื่อ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีผลใช้บังคับ นีน่าย่อมได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) ด้วย เพราะเป็นผู้ที่เกิดโดยมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ประกอบมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า มาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป นีน่าได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) และตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. นายหมูแผ่นคนสัญชาติอเมริกันได้ทำสัญญาซื้อขายวัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดสจากนายเอเดน คนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยสัญญาฉบับนี้ทำกันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาวัคซีนโควิดทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อซื้อขายกันแล้วปรากฏว่าวัคซีนโควิดทั้ง 1 ล้านโดสนั้นหมดอายุแล้ว นายหมูแผ่นจึงขอเปลี่ยน แต่นายเอเดนไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ขายไม่จำต้องรับผิดในกรณีที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า หากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายเอเดน (ผู้ขาย) จะต้องรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สิน (วัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดส) ที่ซื้อขายกันหรือไม่เพียงใดอันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่ผลของสัญญา จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ว่าคู่สัญญาจะให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ข้อพิพาทนี้ เมื่อคู่สัญญาคือนายหมูแผ่นและนายเอเดนมีสัญชาติเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับจึงได้แก่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ศาลไทยจึงควรนำกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

ข้อ 3. หมาย (Notice) เป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ที่สำคัญ โดยหมายของ INTERPOL นั้น แบ่งออกเป็นหลายสี แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน จงอธิบายความหมายแต่ละสี และหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1923 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการป้องกันหรือว่าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

INTERPOL มีอำนาจในการออกหมายรูปพรรณ (Notice) ไปยังประเทศสมาชิกเพื่อให้ทราบและรายงานถึงความเคลื่อนไหว โดยหมายแบ่งเป็นสีต่าง ๆ จำนวน 7 สี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. หมายสีแดง (Red Notice = Wanted Person) หมายถึง บุคคลที่ต้องการตัว เป็นหมายให้จับบุคคลใดมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

  2. หมายสีเหลือง (Yellow Notice = Missing Person) หมายถึง บุคคลที่สูญหายไป

  3. หมายสีน้ำเงิน (Blue Notice = Additional Information) หมายถึง การขอข้อมูลเพิ่มเติมของบุคคล เพื่อทราบร่องรอยและพฤติการณ์

  4. หมายสีเขียว (Green Notice = Warnings and Intelligence) หมายถึง หมายแจ้งเตือนบุคคลที่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

  5. หมายสีส้ม (Orange Notice = Imminent Threat) หมายถึง หมายแจ้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดส่องและป้องกัน

  6. หมายสีม่วง (Purple Notice = Modus Operandi) หมายถึง การขอทราบร่องรอยของการกระทำความผิด รูปแบบเฉพาะของฆาตกร หรือรูปคดี

  7. หมายสีดำ (Black Notice = Unidentified Bodies) หมายถึง หมายแจ้งรูปพรรณบุคคลที่ถึงแก่ความตาย

ถ้าหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกของ INTERPOL โดยประเทศไทยจะต้องทำการจับนายขจรมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

ข้อ 4. จงอธิบายข้อยกเว้นการปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่ามีกี่กรณี และแต่ละกรณีมีสาระสำคัญอย่างไรมาโดยครบถ้วน

ธงคำตอบ

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อรัฐหนึ่งร้องขอแล้ว รัฐที่รับคำขอก็ควรจะส่งตัวให้ตามคำขอ แต่อย่างไรก็ดีมีข้อยกเว้นอยู่ 3 กรณีที่รัฐที่รับคำขออาจปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

1. ลักษณะของความผิด กล่าวคือ หากเป็นความผิดในลักษณะต่อไปนี้ รัฐนั้นก็สามารถยกเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ เช่น เป็นความผิดทางการเมือง ความผิดต่อกฎหมายพิเศษ ความผิดต่อกฎหมายการพิมพ์ ความผิดต่อศาสนา เพราะความผิดเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย อันจะถือเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติแต่อย่างใด และยังมีหลักสากลกำหนดไว้อีกว่า หากเป็นความผิดเหล่านี้ ห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดน

2. สัญชาติของผู้กระทำผิด โดยใช้หลักที่ว่าคนสัญชาติของรัฐใด ก็ควรใช้กฎหมายของรัฐนั้นลงโทษ ถ้ามีการส่งตัวไปให้รัฐอื่นลงโทษ ก็เท่ากับว่าเป็นการยอมลดหรือสละอำนาจอธิปไตยของรัฐผู้รับคำขอ

3. ฐานะพิเศษบางประการของผู้กระทำผิด มีอยู่ 4 ประการ

  1. บุคคลที่ถูกสั่งให้ปล่อยตัวแล้ว กล่าวคือ ถ้าบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวนั้นถูกศาลใดศาลหนึ่งพิจารณาในความผิดที่ขอให้ส่งตัวมาแล้ว และศาลได้พิพากษายกฟ้องปล่อยตัวไปแล้ว หรือศาลได้พิพากษาลงโทษและผู้นั้นได้รับโทษแล้ว รัฐผู้รับคำขอย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการส่งตัวได้

  2. มีโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ถ้าความผิดที่ขอให้ส่งตัวนั้น เป็นความผิดที่มีโทษหนักคือโทษประหารชีวิตสถานเดียว รัฐที่รับคำขอชอบที่จะปฏิเสธการส่งตัวนั้นได้ เพราะถือหลักมนุษยธรรมว่ารัฐไม่ควรยอมเป็นเครื่องมือช่วยรัฐอื่นโดยส่งคนที่เข้ามาอยู่ในรัฐตนไปให้รัฐอื่นประหารชีวิตเสีย

  3. ความผิดที่ขัดกับหลักศีลธรรมของรัฐที่รับคำขออย่างร้ายแรง เช่น การค้าทาส รัฐที่รับคำขอย่อมปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสไปให้รัฐที่ส่งคำขอได้

  4. บุคคลในคณะทูต ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ไปประจำอยู่

LAW4106 (LAW4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ s/2563

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ในปี พ.ศ. 2530 นางขวัญใจสัญชาติไทยได้เดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญ Star Cruise ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ท้องแก่ใกล้คลอด เรือลอยลำอยู่ในเขตทะเลหลวง (High Sea)ซึ่งเป็นน่านน้ำสากล นางขวัญใจคลอด ด.ญ.ขวัญตา บุตรสาว โดยไม่ปรากฏบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้ จงอธิบายตามหลักกฎหมายสัญชาติ

(ก) ในขณะเกิด ด.ญ.ขวัญตา ได้สัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร และหาก ด.ญ.ขวัญตา มีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ด.ญ.ขวัญตา จะยังคงมีสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปว่าในขณะที่คลอด ด.ญ.ขวัญตา มีนายแฟรงก์ สัญชาติอิตาลีเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้คำตอบข้อ (ก) จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วย

กฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”

พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ ในปี พ.ศ. 2530 นางขวัญใจสัญชาติไทยได้เดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญ Star

Cruise ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ท้องแก่ใกล้คลอด และในขณะที่เรือลอยลำอยู่ในเขตทะเลหลวง

ซึ่งเป็นเขตนำ้น้ำสากล นางขวัญใจคลอด ด.ญ. ขวัญตา บุตรสาวนั้น ถือว่า ด.ญ. ขวัญตา เป็นผู้ที่เกิดนอก ราชอาณาจักรไทย และ ด.ญ. ขวัญตา จะได้สัญชาติไทยหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

(ก) ในขณะที่ ด.ญ. ขวัญตาเกิดนั้น ด.ญ. ขวัญตา มีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏ

บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ด.ญ. ขวัญตา ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตจาก

มารดา ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2)

และเมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ด.ญ. ขวัญตา ก็จะ

ได้สัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตตามมาตรา 7 (1) เพราะเป็นผู้ที่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะ

เกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปว่าในขณะที่ ด.ญ.ขวัญตาเกิดนั้น ด.ญ.ขวัญตา มีนายแฟรงก์

สัญชาติอิตาลี เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ คำตอบข้อ (ก) จะเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ด.ญ. ขวัญตา ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) เพราะแม้ ด.ญ. ขวัญตา จะเกิดจาก

มารดาผู้มีสัญชาติไทย แต่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและมีสัญชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อม

ทำให้ ด.ญ. ขวัญตา ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจาก ด.ญ. ขวัญตาเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย

ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งได้บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1)

แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป (ก) ในขณะเกิด ด.ญ. ขวัญตาได้รับสัญชาติไทย

และปัจจุบัน ด.ญ. ขวัญตายังคงมีสัญชาติไทย

(ข) ในขณะเกิด ด.ญ. ขวัญตาไม่ได้รับสัญชาติไทย

แต่ปัจจุบัน ด.ญ. ขวัญตามีสัญชาติไทย

ข้อ 2. ท้าวคำปันชาวลาวเป็นลูกจ้างของท้าวคำม่วนชาวลาวเช่นกัน ท้าวคำปันทำการลักทรัพย์นายจ้าง

และถูกจับได้ ซึ่งกฎหมายของประเทศลาวกำหนดให้ความผิดฐานลักทรัพย์ยอมความกันได้ ท้าว

คำปันกับท้าวคำม่วนจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ประเทศลาว โดยตกลงกันว่าท้าว

คำปันจะชดใช้เงินให้ท้าวคำม่วน 1 ล้าน และท้าวคำม่วนจะไม่ดำเนินคดีอาญากับท้าวคำปัน

ต่อมาท้าวคำปันเดินทางมาเปิดร้านอาหารกับนางแดงแฟนสาวชาวไทย และย้ายมาอาศัยถาวรที่

ประเทศไทยกับนางแดงที่จังหวัดชลบุรี เมื่อท้าวคำม่วนทราบว่าท้าวคำปันอยู่ในประเทศไทย จึง

ตามมายื่นฟ้องท้าวคำปันต่อศาลไทยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

เช่นนี้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีผลอย่างไร และศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 5 “ถ้าจะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับให้ใช้กฎหมายนั้นเพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศสยาม”

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือ

ผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้

ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญา

ไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของ

สัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณา

เป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใด

    มาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้

    บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น

    มาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ท้าวคำม่วนยื่นฟ้องท้าวคำปันต่อศาลไทยเพื่อบังคับให้ท้าวคำปันชดใช้เงิน

จำนวน 1 ล้านบาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ท้าวคำปันได้ทำไว้กับท้าวคำม่วนนั้น เมื่อข้อเท็จจริง

ปรากฏว่าคู่กรณีมีสัญชาติเดียวกัน คือมีสัญชาติของประเทศลาว และคู่กรณีมิได้ตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

จะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญา อีกทั้งสัญญาดังกล่าวก็ทำขึ้นในประเทศลาว และตามกฎหมาย

ของประเทศลาวสัญญาดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ ดังนั้น ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศลาวขึ้นปรับแก่คดี

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ นั้น ได้กำหนดไว้ว่า การที่ศาลไทย

จะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับนั้น กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ของประชาชนแห่งประเทศไทยด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อตกลงในสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างท้าวคำปันกับ

ท้าวคำม่วนที่ว่า ท้าวคำปันจะชดใช้เงินให้ท้าวคำม่วน 1 ล้าน และท้าวคำม่วนจะไม่ดำเนินคดีอาญากับท้าวคำปันนั้น

เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนคนไทย ดังนั้น

ศาลไทยจึงไม่อาจบังคับให้ตามฟ้องได้ ศาลไทยจึงต้องวินิจฉัยยกฟ้อง

สรุป ศาลไทยต้องวินิจฉัยยกฟ้อง

ข้อ 3. จงอธิบายความแตกต่างของการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อการเดินอากาศที่ปรากฏในอนุสัญญา

กรุงโตเกียว ค.ศ. 1963 อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญามอนทรีออล ค.ศ. 1971

ธงคำตอบ

ความแตกต่างของการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อการเดินอากาศที่ปรากฏอยู่ในอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับ คือ

อนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 (อนุสัญญาว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่น ๆ บางประการ

ที่กระทำบนอากาศยาน ค.ศ.1963) ได้กำหนดให้ผู้ควบคุมอากาศยานเป็นบุคคลผู้มีอำนาจในการคุ้มครอง

ความปลอดภัยของอากาศยาน หรือของบุคคล หรือทรัพย์สินบนอากาศยาน รวมถึงการรักษาระเบียบและวินัย

อันดีบนอากาศยาน เนื่องจากในขณะที่อากาศยานกำลังบินอยู่นั้น รัฐมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐเพื่อคุ้มครอง

และป้องกันการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นบนอากาศยาน ประกอบกับทำให้เกิดความยากลำบากแก่เจ้าหน้าที่

ของรัฐในการที่จะเข้าไปดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที อนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 จึงได้

กำหนดให้อำนาจแก่ผู้ควบคุมอากาศยานในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม

บนอากาศยาน

แต่บทบัญญัติของอนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 นั้นขาดความชัดเจน ทำให้ผู้ควบคุมอากาศยาน

นำบทบัญญัติดังกล่าวไปปรับใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดคำนิยามของ

ลักษณะการกระทำความผิดและการฝ่าฝืนระเบียบวินัยอันดีบนอากาศยาน หรือที่เรียกว่าการประพฤติตน

ไม่เหมาะสมบนอากาศยาน ซึ่งนำไปสู่ความลังเลใจในการใช้อำนาจของผู้ควบคุมอากาศยาน

ดังนั้นต่อมา อนุสัญญาอีก 2 ฉบับ คือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญามอนทรีออล

ค.ศ. 1971 จึงได้มีการบัญญัติคำนิยามของลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนี้

อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการขจัดการยึดอากาศยานโดยมิชอบ ค.ศ. 1970 มาตรา 1 บัญญัติว่า

ความผิดฐานสลัดอากาศ หมายถึงบุคคลที่อยู่ในเครื่องบินลำนั้นกระทำการอันเป็นปรปักษ์ต่อความปลอดภัย

ของอากาศยาน โดยใช้กำลังมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อจะยึดอากาศยาน หรือขัดขวางการควบคุมบังคับบัญชา

ของอากาศยานให้เปลี่ยนเส้นทางการบินตามปกติไปสู่เส้นทางการบินตามความต้องการของตน ทั้งนี้รวมถึง

การพยายามกระทำความผิด

ความผิดตามอนุสัญญากรุงเฮกฯ เป็นการกระทำในขณะเครื่องบินกำลังบินหรืออยู่ระหว่างบิน

หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่เมื่อประตูเครื่องถูกปิดหลังจากได้มีการขึ้นเครื่องเรียบร้อย จนกระทั่งประตูถูกเปิด

เพื่อให้ลงจากเครื่องนั้นอีกครั้ง

อนุสัญญามอนทรีออล เพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัย ของการบินพลเรือน ค.ศ.1971 ข้อ 1. ได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดตามอนุสัญญาประการหนึ่ง คือ

การทำลายอากาศยานในขณะให้บริการ หรือกระทำแก่อากาศยานในระหว่างบริการ โดยวิธีใด ๆ ซึ่งกลอุปกรณ์

หรือวัตถุซึ่งอาจทำลายอากาศยานนั้น ดังนั้น การกระทำความผิดอาญาแม้จะเป็นการกระทำภายนอกเครื่องบิน

ก็ถือว่าเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีออลฯ

ข้อ 4. การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition) ของรัฐ ให้พิจารณาจากหลักการใดตามลำดับ และฐานะของ

บุคคลประเภทใดบ้างที่รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ การที่รัฐซึ่งบุคคลนั้นไปปรากฏตัวอยู่ส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งต้อง

คำพิพากษาให้ลงโทษแล้วไปยังรัฐซึ่งผู้นั้นต้องหาว่าได้กระทำความผิดอาญา หรือถูกพิพากษาให้ลงโทษทางอาญา

แล้วในดินแดนของรัฐที่ขอให้ส่งตัว

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณา

เป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกัน

หรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่อง

ดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหาก

ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ

หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอ

จะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีสนธิสัญญาเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ

รวมทั้งสิ้น 14 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เบลเยียม ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ บังกลาเทศ และฟิจิ

สำหรับฐานะของบุคคลผู้กระทำความผิดที่รัฐผู้รับคำขอสามารถยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ส่งคน

สัญชาติของตนให้ตามคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มี 4 ประการ ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกสั่งให้ปล่อยตัวแล้ว กล่าวคือ ถ้าบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวนั้นถูกศาลใดศาลหนึ่ง

    พิจารณาในความผิดที่ขอให้ส่งตัวมาแล้ว และศาลได้พิพากษายกฟ้องปล่อยตัวไปแล้ว หรือศาลได้พิพากษา

    ลงโทษและผู้นั้นได้รับโทษแล้ว รัฐผู้รับคำขอย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการส่งตัวได้

  2. มีโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ถ้าความผิดที่ขอให้ส่งตัวนั้น เป็นความผิดที่มีโทษหนัก

    คือ โทษประหารชีวิตสถานเดียว รัฐที่รับคำขอชอบที่จะปฏิเสธการส่งตัวนั้นได้ เพราะถือหลักมนุษยธรรมที่ว่า

    รัฐไม่ควรยอมเป็นเครื่องมือช่วยรัฐอื่นโดยส่งคนที่เข้ามาอยู่ในรัฐตนไปให้รัฐอื่นประหารชีวิตเสีย

  3. ความผิดที่ขัดกับหลักศีลธรรมของรัฐที่รับคำขออย่างร้ายแรง เช่น การค้าทาส รัฐที่รับคำขอ

    ย่อมปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสไปให้รัฐที่มีคำขอได้

  4. บุคคลในคณะทูต ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

    ทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ไปประจำอยู่

LAW4006 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา 1/2563

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4006 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นาโนเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยจากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาของนาโนเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่านาโนเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นาโนเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2540 นั้น แม้นาโนจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นก็ตาม แต่เมื่อนาโนเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้น นาโนย่อมได้รับสัญชาติไทย ตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดา ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทย

สรุป นาโนจะได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. นายลีคนสัญชาติสิงคโปร์มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอังกฤษ นายลีได้สละสัญชาติสิงคโปร์และได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต่อมานายลีถูกถอนสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นเกิดคดีขึ้นสู่ศาลไทยโดยประเด็นข้อพิพาทมีว่า นายลีมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องกลั่นน้ำมันปาล์มจำนวน 10 เครื่อง จากนายมงคลที่จังหวัดพังงาหรือไม่

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่านี้

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 6 วรรคสาม “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”

มาตรา 10 วรรคหนึ่ง “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า นายลีจะมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องกลั่นน้ำมันปาล์มจำนวน 10 เครื่อง จากนายมงคลที่จังหวัดพังงาได้หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องความสามารถของบุคคล ซึ่งโดยหลักแล้วย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายลีคนสัญชาติสิงคโปร์มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอังกฤษ โดยได้สละสัญชาติสิงคโปร์และได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งในขณะเกิดข้อพิพาทที่ว่านี้ นายลีได้ตกเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เพราะนายลีได้ถูกถอนสัญชาติไทยแล้ว ดังนั้น การจะนำกฎหมายประเทศใดมาปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม ซึ่งมีหลักคือ

  1. ถ้าปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ

  2. ถ้าไม่ปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายลีเป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติและไม่ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้กฎหมายประเทศอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายที่นายลีมีถิ่นที่อยู่บังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ.2481 มาตรา 6 วรรคสาม

ผลจึงเป็นว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอังกฤษขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายลีที่ว่านี้

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอังกฤษขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายลี

ข้อ 3. นายเพนกวิน สัญชาติไทย ได้ร่วมมือกับนายโจวซัว สัญชาติสิงคโปร์ เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ทำการฉ้อโกงประชาชนด้วยการทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่หลอกเงินผู้เสียหายทางออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกและปรับ โดยผู้เสียหายทั้งชาวสิงคโปร์และชาวจีนได้แจ้งความดำเนินคดีกับทั้งคู่ไว้แล้ว ต่อมานายเพนกวินและนายนายโจวซัวได้เดินทางมาหาลูกข่ายใหม่ที่ประเทศไทยและถูกจับกุมในข้อหาฝ่าสัญญาณจราจร รัฐบาลสิงคโปร์ทราบเรื่องจึงได้ร้องขอให้ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายเพนกวินไปดำเนินคดีที่สิงคโปร์ และรัฐบาลจีนขอให้ส่งตัวนายโจวซัวเพื่อไปดำเนินคดีอาญาในประเทศจีน หากประเทศไทย สิงคโปร์ และจีนไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ประเทศไทยจะส่งนายเพนกวินและนายโจวซัวให้กับประเทศสิงคโปร์และจีนตามคำร้องขอได้หรือไม่อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่า รัฐผู้ร้องขอและรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ก็ต้องถือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ได้แก่

  1. ผู้กระทำความผิดนั้นได้ถูกศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวเนื่องจากได้รับโทษตามความผิดนั้นครบถ้วนแล้ว

  2. ผู้กระทำความผิดนั้นได้กระทำความผิดที่มีโทษหนักสถานเดียวคือโทษประหารชีวิต

  3. ผู้กระทำความผิดมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต

  4. ผู้กระทำความผิดมีสัญชาติของประเทศผู้รับคำร้องขอ

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเพนกวินเป็นผู้มีสัญชาติไทย แม้จะได้กระทำความผิดตามกฎหมายสิงคโปร์ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้รับคำร้องขอจะส่งนายเพนกวินไปดำเนินคดีที่ประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการเนรเทศคนชาติตน ซึ่งเป็นการขัดกับหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ส่วนนายโจวซัวนั้นแม้จะไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่การที่นายโจวซัวเป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ย่อมได้รับความคุ้มกันทางทูตในการที่จะไม่ถูกดำเนินคดีใด ๆ ในประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจะปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายโจวซัวให้กับประเทศจีนก็ได้ แต่จะต้องส่งกลับไปให้ประเทศสิงคโปร์ดำเนินคดีแทน

สรุป ประเทศไทยจะไม่ส่งนายเพนกวินและนายโจวซัวให้กับประเทศสิงคโปร์และประเทศจีนตามคำร้องขอได้ แต่จะต้องส่งนายโจวซัวกลับไปให้ประเทศสิงคโปร์ดำเนินคดีแทน

ข้อ 4. นายนิโคลัส สัญชาติรัสเซีย ได้ลอบวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ โดยนำเอาระเบิดไปติดที่ภายนอกของตัวเครื่องบินขณะที่เครื่องบินได้จอดพักเติมน้ำมันอยู่ที่สนามบินประเทศญี่ปุ่น หลังจากการวางระเบิด นายนิโคลัสได้หลบหนีกลับไปยังประเทศรัสเซีย และเครื่องบินได้ระเบิดขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศญี่ปุ่น การกระทำของนายนิโคลัส เป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ. 1971 หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

อนุสัญญามอนทรีล (Montreal Convention) เพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ.1971 ข้อ 1. ได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดตามอนุสัญญาประการหนึ่ง คือ การทำลายอากาศยานในขณะให้บริการ หรือกระทำแก่อากาศยานในระหว่างบริการ โดยวิธีใด ๆ ซึ่งกลอุปกรณ์หรือวัตถุซึ่งอาจทำลายอากาศยานนั้น ดังนั้น การกระทำความผิดอาญาแม้จะเป็นการกระทำภายนอกเครื่องบิน ก็ถือว่าเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลฯ

ตามปัญหา การที่นายนิโคลัส สัญชาติรัสเซีย ได้ลอบวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ โดยนำเอาระเบิดไปติดที่ภายนอกของตัวเครื่องบินขณะที่เครื่องบินได้จอดพักเติมน้ำมันอยู่ที่สนามบินและต่อมาเครื่องบินได้ระเบิดขณะบินอยู่นั้น การกระทำของนายนิโคลัสดังกล่าวถือเป็นการทำลายเครื่องบินในระหว่างให้บริการ จึงเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลฯ

สรุป การกระทำของนายนิโคลัส เป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ.1971