การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ตามทัศนะของนักนิติปรัชญาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา จุดอ่อนในนิติปรัชญาของสำนักกฎหมายธรรมชาติคืออะไร และนักนิติปรัชญาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาได้เสนอทฤษฎีของตนในประการที่แตกต่างจากจุดอ่อนดังกล่าวนั้นอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

ปรัชญากฎหมายธรรมชาติ ปรากฏตัวขึ้นในลักษณะที่เป็นการแสดงออกซึ่งความบันดาลใจของมนุษย์ที่มุ่งมั่นจะค้นหาหลักการอันสูงส่งซึ่งเป็นกฎหมายอุดมคติที่จะคอยกำกับกฎหมายลายลักษณ์อักษรของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นอภิปรัชญา หรือที่เรียกว่า “กฎหมายธรรมชาติ” นั่นเอง

ซึ่งแนวคิดตามหลักกฎหมายธรรมชาตินั้น เชื่อว่า มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แน่นอนอยู่ อันเป็นกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและเป็นนิรันดร์ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาซึ่งจะมุ่งเน้นในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม และความยุติธรรมภายในกฎหมาย ดังนั้น รัฐจึงควรที่จะบัญญัติหรือตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายธรรมชาติ

เพลโต (Plato) นำเสนอกฎหมายธรรมชาติโดยทฤษฎีของเขาดังต่อไปนี้

  1. ทฤษฎีแห่งแบบ (Forms) เพลโตกล่าวว่ากฎหมายธรรมชาติเป็นความคิดหรือ “แบบ” (Forms) อันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงที่ใช้เป็นบรรทัดฐานต่อกฎหมายบ้านเมือง (Positive Law) โดยกฎหมายที่ตราขึ้นใด ๆ ต้องสอดคล้องกับ “แบบ” แห่งกฎหมายธรรมชาติ มิฉะนั้นก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นกฎหมายได้

  2. ทฤษฎีราชาปราชญ์ (The Theory of Philosopher Kings) ทฤษฎีนี้ถือเป็นข้อเสียของเพลโต กล่าวคือเพลโตนำเสนอว่ามีเพียงปรัชญาเมธีผู้มีญาณอันบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะเป็นผู้สามารถเข้าถึง “แบบ” (Forms) หรือเนื้อหาแห่งกฎหมายธรรมชาตินี้ได้ ดังนั้น นักปราชญ์เท่านั้นที่ควรจะเป็นราชาผู้ปกครองแผ่นดิน จึงจะสามารถปกครองได้ถูกต้องตามแบบที่ธรรมชาติให้มา

อริสโตเติล (Aristotle) เป็นสานุศิษย์ของเพลโตเห็นถึงความบกพร่องในความคิดของอาจารย์เขาเอง และไม่เห็นด้วยกับเพลโตที่กล่าวว่ามีเพียงปรัชญาเมธีผู้มีญาณอันบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงแบบได้ แต่อริสโตเติลเห็นว่ามนุษย์ทั่ว ๆ ไปก็สามารถเข้าถึงแบบแห่งกฎหมายธรรมชาติได้ถ้าใช้เหตุผลอันบริสุทธิ์ และอริสโตเติลยังไม่เห็นด้วยกับแบบจำลองของรัฐอุดมคติในทรรศนะของเพลโต แต่เชื่อมั่นว่ามีแต่รัฐที่ปกครองภายใต้กฎหมายเท่านั้นซึ่งเป็นรัฐอุดมคติ

แม้เราจะสามารถหามนุษย์ที่ฉลาดปราดเปรื่องหรือบริสุทธิ์เพียบพร้อมดั่งพระเจ้าตามทรรศนะของเพลโตก็ตาม รัฐนั้นก็ยังต้องปกครองด้วยกฎหมายอยู่นั่นเอง และกฎหมายที่เหมาะสมในการปกครองสังคมก็คือกฎหมายธรรมชาติหรือความยุติธรรมโดยธรรมชาติ

ต่อมา เซนต์ โทมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) นักบุญชาวอิตาเลียน (1226 – 1274) ผู้สร้างงานนิพนธ์ชิ้นสำคัญเรื่อง “Summa Theologica” ซึ่งเป็นการเชื่อมวิธีคิดแบบเหตุผลนิยม (Rationalism) และเจตนนียม (Voluntarism) เข้าด้วยกัน โดยนำเอาปรัชญาของอริสโตเติลมาสังเคราะห์กับปรัชญาทางคริสต์ศาสนา

ในขณะที่อริสโตเติลยืนยันว่ามนุษย์สามารถค้นพบกฎหมายธรรมชาติได้โดยอาศัย “เหตุผล” ในตัวมนุษย์เอง อไควนัสก็ได้พยายามเชื่อมโยงเรื่อง “เหตุผล” ดังกล่าวเข้ากับ “เจตจำนง” (Will) ของพระเจ้า โดยถือว่าเหตุผลที่สมบูรณ์ถูกต้องมากกว่า ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหากฎหมายธรรมชาตินั้นปรากฏอยู่ใน “เหตุผลของพระเจ้า” (Divine Reason) หรือ “เจตจำนงของพระเจ้า” ซึ่งถือว่ามีความบริสุทธิ์ถูกต้องมากกว่า “เหตุผล” ของมนุษย์ซึ่งอาจมีความผิดพลาดได้ และจากจุดนี้เองที่ทำให้เขาสรุปว่า “หลักธรรมหรือโองการหรือเจตจำนงของพระเจ้า คือที่มาของกฎหมายธรรมชาติ” (Christian Natural Law)

เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ชาวสก๊อตแลนด์ (ค.ศ. 1711 – 1776) ได้วิพากษ์ถึงจุดอ่อนในนิติปรัชญาของสำนักกฎหมายธรรมชาติไว้ว่า ปรัชญากฎหมายธรรมชาติมีความคลุมเครือ ไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน และเป็นนามธรรม เหตุผลหรือนามธรรมไม่มีอยู่จริง ความยุติธรรมที่มาจากเหตุผลที่เป็นนิรันดร์ไม่มีอยู่จริง/ไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มาจากค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี และความชอบส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจ กฎหมายควรจับต้องได้และปฏิบัติได้จริง

นอกจากนั้น ตามทัศนะของนักนิติปรัชญาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา ยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนของนิติปรัชญาของสำนักกฎหมายธรรมชาติไว้อีกว่า นิติปรัชญาของสำนักกฎหมายธรรมชาตินั้นขาดรูปแบบวิธีการคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ตรวจสอบความถูกต้องได้โดยอาศัยเครื่องมือใด มีข้อบกพร่องต่อสมมติฐานที่มาจากความหลากหลายของสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน การเสนอความคิดเห็นมักจะนิยมใช้สามัญสำนึกซึ่งอาจเอนเอียงไปตามเหตุผลส่วนตัวได้ และนักนิติปรัชญาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาได้นำเสนอทฤษฎีของตนในประการที่แตกต่างจากจุดอ่อนดังกล่าวนั้นด้วย กล่าวคือ

ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) หมายถึง การนำเอาสังคมวิทยาไปใช้ในทางนิติศาสตร์ (นิติปรัชญา) เพื่อสร้างทฤษฎีกฎหมายและทฤษฎีที่ได้ก็จะนำไปสร้างกฎหมายอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของตะวันตก มีที่มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ซึ่งความก้าวหน้าของสังคมและเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุนและผู้ใช้แรงงาน มีการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง จึงทำให้เกิดแนวคิดนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาขึ้น โดยมีหลักการคือ การนำกฎหมายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมหรืออรรถประโยชน์ของสังคม และเป็นเครื่องมือสำหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมให้เกิดความสมดุล

จากที่มาดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดกฎหมาย โดยมีบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาคือ รูดอล์ฟ ฟอน เยียริ่ง และรอสโค พาวด์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดค่อนมาทางปีกขวาหรืออนุรักษ์เสรีนิยม โดยเยียริ่งเน้นความสำคัญของวัตถุประสงค์ โดยถือว่าวัตถุประสงค์เป็นผู้สร้างกฎหมายทั้งหมด ไม่มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายใด ๆ ที่ไม่มีวัตถุประสงค์ กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระทำของมนุษย์ ต้นเหตุสำคัญของกฎหมายอยู่ที่การเป็นเครื่องมือเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม วัตถุประสงค์ของกฎหมายอยู่ที่การปกป้องหรือขยายการปกป้องผลประโยชน์ของสังคม เยียริ่งแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภทคือ

  • ผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล

  • ผลประโยชน์ของรัฐ

  • ผลประโยชน์ของสังคม

บทบาทของกฎหมายในแนวของเยียริ่ง จึงเป็นเรื่องของบทบาททางสังคมของกฎหมายในการสร้างความสมดุลหรือการจัดลำดับขั้นของความสำคัญระหว่างผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลกับผลประโยชน์ของสังคม

ในส่วนของรอสโค พาวด์ นั้น แนวความคิดทางกฎหมายเกิดขึ้นในช่วงของสังคมอเมริกันที่มีความเปลี่ยนแปลงจึงตระหนักต่อปัญหาบทบาทของกฎหมายในสังคม และรับอิทธิพลทางความคิดของเยียริ่งที่เน้นบทบาทหน้าที่ของกฎหมาย และเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือสำหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมเพื่อให้เกิดความสมดุล เขาอธิบายถึงวิธีการคานผลประโยชน์ด้วยการสร้างกลไกต่าง ๆ ซึ่งการคานผลประโยชน์ในสังคมให้เกิดความสมดุลเหมือนการก่อสร้างหรือวิศวกรรมสังคม ซึ่งต่อมาเรียกว่า “ทฤษฎีวิศวกรรมสังคม” ซึ่งพาวด์ได้แบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภท คล้ายกับเยียริ่ง ได้แก่

  • ผลประโยชน์ของปัจเจกชน

  • ผลประโยชน์ของมหาชน

  • ผลประโยชน์ของสังคม

วิธีการของการนำกฎหมายมาใช้นั้น พาวด์มอบให้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายที่เกิดจากทฤษฎีวิศวกรรมทางสังคมของพาวด์ โดยเน้นภารกิจของนักกฎหมายในการจัดระบบผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้สมดุลโดยกลไกทางกฎหมายคล้ายกับการเป็นนักวิศวกรรมสังคมที่มุ่งสร้างโครงสร้างสังคมใหม่อันมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างสูงสุดโดยให้เกิดการร้าวฉานหรือสูญเสียน้อยที่สุด

นอกจากนั้น ยังมีบุคคลที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาอีกท่านหนึ่ง คือ ลีออง ดิกวี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดค่อนมาทางปีกซ้าย หรือโอนเอียงใกล้กับความคิดสังคมนิยม โดยดิกวี่ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งมหาวิทยาลัยบอร์โดซ์ในประเทศฝรั่งเศส เขาได้เสนอ “ทฤษฎีว่าด้วยความสมานฉันท์ของสังคม” โดยได้รับอิทธิพลความคิดของเยียริ่งเกี่ยวกับทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา อธิบายบทบาทของกฎหมายทั้งหมดในแง่ของการปกป้องผลประโยชน์ของสังคม การปฏิเสธแนวคิดดั้งเดิมเรื่องธรรมชาติของรัฐ อำนาจอธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

ทฤษฎีว่าด้วยความสมานฉันท์ของสังคมของดิกวี่มีจุดเริ่มจากเรื่องความสมานฉันท์ของสังคมโดยผ่านรูปการแบ่งแยกแรงงาน (Division of Labour) และอิงอยู่กับวิธีคิดแบบปรัชญาปฏิฐานนิยม (Positivism) ที่มุ่งการเข้าสู่ปัญหาสังคมจากความเปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมที่มีลักษณะเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ (Mechanical) บนพื้นฐานของความต้องการและการทำงานใช้ชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกัน เฉกเช่นวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมได้นำมาสู่ลักษณะความสมานฉันท์ (Solidarity) อันมีรูปแบบใหม่มีลักษณะคล้ายเป็นการรวมตัวขององคาพยพต่าง ๆ (Organic) ดังนั้นในแง่ของกฎหมายหลักนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือชั้นหนึ่งในสังคมที่คอยรักษาและควบคุมการทำงานของระบบการแบ่งงานในสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดก็ได้สามารถดำเนินวิถีชีวิตในสังคมภายใต้กฎหมายอันนี้ได้อย่างราบรื่น

การจัดองค์กรหรือระเบียบทั้งหมดในสังคมจึงควรต้องมุ่งสู่การร่วมมือกันอย่างเต็มพร้อมและราบรื่นมากขึ้นระหว่างประชาชน และเรียกว่า “หลักความสมานฉันท์ของสังคม” (Principle of Social Solidarity) ซึ่งอาจจัดเป็นเสมือนหลักนิติธรรม (A Rule of Law) ที่สมบูรณ์สูงสุดและไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านต่อความเป็นภววิสัย

ข้อ 2. ให้อธิบายแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายและให้อธิบายแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายกับการพิจารณากฎหมายกับความสัมพันธ์ด้านศีลธรรม

ธงคำตอบ

ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หรือ Legal Positivism เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยคำว่า “ปฏิฐานนิยม” แปลโดยรวมคือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหรือโต้ตอบกลับ” ซึ่งในที่นี้ก็คือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหลักกฎหมายธรรมชาติ” ที่มีอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อลงลึกในเนื้อหาแล้วจะเห็นว่า ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายเป็นทฤษฎีความเห็นซึ่งยืนยันว่ากฎหมายเป็นผลผลิตหรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจปกครองในสังคม นักทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายจะยืนยันถึงการแยกจากกันโดยเด็ดขาดระหว่างกฎหมายกับจริยธรรม ศีลธรรมต่าง ๆ รวมทั้งมีความโน้มเอียงที่จะชี้ว่าความยุติธรรม หมายถึง การเคารพปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่รัฐตราขึ้นอย่างเคร่งครัด

แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) ได้แก่

  1. การยืนยันว่า การดำรงอยู่ของกฎหมายใด ๆ มิได้ขึ้นอยู่กับการที่มันตอบสนองหรือสอดคล้องกับหลักคุณค่าทางศีลธรรมอันหนึ่งอันใดที่สามารถปรับใช้ได้อย่างเป็นสากลในทุก ๆ ระบบกฎหมาย

  2. การยืนยันว่า การดำรงอยู่ของกฎหมายขึ้นอยู่กับการที่มันถูกสร้างขึ้นโดยผ่านการตกลงปลงใจของมนุษย์ในสังคม และแยกกฎหมายคืออะไร (Is) กับกฎหมายควรจะเป็นอย่างไร (Ought) ออกจากกันโดยเด็ดขาด

  3. จุดยืนเกี่ยวกับภาคบังคับของกฎหมายที่ต้องมีสภาพบังคับหรือบทลงโทษ

ผลของแนวคิดปฏิฐานนิยมในอดีตที่ยืนยันการดำรงอยู่ของกฎหมายว่ามิได้ขึ้นอยู่กับศีลธรรมใด ๆ พิจารณาได้จากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของตะวันตก ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 – 19 การกำเนิดและขยายตัวฟื้นฟูของรัฐชาติสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงของสังคม การรวมศูนย์อำนาจอธิปไตยภายในรัฐ ความเชื่อมั่นในความจำเป็นของรัฐที่ต้องมีอำนาจเด็ดขาด ความชอบธรรมหรือความศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาดในการใช้อำนาจรัฐโดยอิสระไม่ต้องพึ่งพิงการสนับสนุนจากศาสนจักร และจากแนวคิดที่ว่า สิ่งที่กำหนดกฎหมายคือ อำนาจหาใช่สัจธรรมใด ๆ ไม่

การพิจารณากฎหมายกับศีลธรรมในลักษณะที่ยืนยันว่าการดำรงอยู่ของกฎหมายใด ๆ มิได้ขึ้นอยู่กับการที่มันตอบสนองหรือสอดคล้องกับหลักคุณค่าทางศีลธรรม เป็นการยืนยันการแยกขาดจากกันโดยเด็ดขาดของกฎหมายของรัฐกับจริยธรรม แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับการพิจารณาประเด็นความยุติธรรมที่ชี้ให้เห็นว่าความยุติธรรมคือความถูกต้องตามกฎหมาย เป็นความยุติธรรมตามกฎหมาย และถือว่าความสมบูรณ์ถูกต้องของกฎหมายปรากฏจากสภาพบังคับของกฎหมาย กฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์ไม่อาจเป็นอยุติธรรมได้ เพราะสิ่งที่ถือว่าเป็นความยุติธรรม ความอยุติธรรม หรือความถูกผิดเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายของรัฐ

เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเสนอความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) แล้วจะเห็นว่า มีความแตกต่างกับแนวคิดของปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย เพราะปรัชญากฎหมายธรรมชาติให้ความสำคัญกับคุณค่าของศีลธรรมกับกฎหมาย โดยเชื่อว่าการดำรงอยู่และความสมบูรณ์ของกฎหมายมีรากฐานจากกฎหมายธรรมชาติหรือบรรทัดฐานทางศีลธรรมซึ่งมีผลผูกมัดการกระทำของมนุษย์โดยธรรมชาติ ยืนยันว่าธรรมชาติของมนุษย์มีเหตุผล คือ มีความสามารถในการที่จะรู้ถึงระบบระเบียบทางศีลธรรมหรือความผิดชอบชั่วดีซึ่งเป็นกฎหมายธรรมชาติได้ กฎเกณฑ์ที่ใช้ในสังคมมนุษย์ กฎหมายบ้านเมือง เกิดมาจากเหตุผลของมนุษย์ที่เป็นส่วนของกฎหมายธรรมชาติ กฎเกณฑ์นั้นจึงควรสอดคล้องกับเหตุผลธรรมชาติหรือ…

กฎหมายธรรมชาติ การนำเสนอประเด็นความยุติธรรมตามกฎหมายธรรมชาติจึงถือเป็นแก่นสารอุดมคติในกฎหมาย เป็นเสมือนเป้าหมายสูงสุดของกฎหมายและเชื่อว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกับกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักความถูกต้อง หรือเกณฑ์อุดมคติที่เข้าถึงได้โดยอาศัยเหตุผลในตัวมนุษย์ จึงเป็นการยืนยันว่าความเป็นธรรม ความยุติธรรม และศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกฎหมายบ้านเมือง

ข้อ 3. (ก) ความยุติธรรมคืออะไร และมีความสัมพันธ์กับกฎหมายหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

(ข) จงอธิบายหลักจตุรธรรมในปรัชญากฎหมายไทย

ธงคำตอบ

(ก) “ความยุติธรรม” เป็นคำหนึ่งที่ค้นหาความหมายที่เป็นรูปธรรมได้ยากพอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ได้ให้ความหมายไว้เป็นแนวทางว่า ความยุติธรรม หมายถึง

  1. ความเที่ยงธรรม หมายถึง การไม่เอนเอียง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

  2. ความชอบธรรม หมายถึง ชอบด้วยนิตินัย หรือชอบด้วยธรรมะ

  3. ความชอบด้วยเหตุผล ซึ่งแล้วแต่มุมมองของใคร สังคมใดจะเห็นว่าชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนักคิดทั้งหลายได้พยายามนำเสนอความหมายไว้ที่สำคัญ ๆ ได้แก่

เพลโต (Plato) ได้ให้คำนิยามของความยุติธรรมว่าหมายถึง “การทำกรรมดีหรือการทำสิ่งที่ถูกต้อง” โดยเขามองความยุติธรรมเป็นเสมือนองค์รวมของคุณธรรม ซึ่งถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดยิ่งกว่าคุณธรรมอื่นใด และโดยทั่วไปแล้วความยุติธรรมเป็นคุณธรรมหรือสัจธรรมที่บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้นจะค้นพบได้

อริสโตเติล (Aristotle) มองความยุติธรรมว่าเป็นคุณธรรมเฉพาะเรื่อง หรือคุณธรรมทางสังคมประการหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และคุณธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง โดยอริสโตเติลได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ หมายถึง ความยุติธรรมที่มีลักษณะเป็นสากล ใช้ได้ต่อมนุษย์ทุกคนไม่มีขอบเขตจำกัด และอาจค้นพบได้โดย “เหตุผลบริสุทธิ์” ของมนุษย์

  2. ความยุติธรรมตามแบบแผน หมายถึง ความยุติธรรมซึ่งเป็นไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและความเหมาะสม เป็นต้น

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมายนั้น มีปรากฏรูปความสัมพันธ์ใน 2 แบบตามแนวคิดทางทฤษฎี คือ

  1. ทฤษฎีที่ถือว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกับกฎหมาย ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน เนื่องจากล้วนมีกำเนิดมาจากพระเจ้า จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยหลัง ๆ จนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้โดยมากจะแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่มุ่งยืนยันความเด็ดขาดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย รวมทั้งนักกฎหมายไทยที่ได้รับอิทธิพลของสำนักนี้ด้วย อาทิเช่น

ฮันส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen) กล่าวว่า “ความยุติธรรมคือการรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมายโดยการปรับใช้คำสั่งนั้นอย่างมีมโนธรรม”

อัลฟ รอสส์ (Alf Ross) กล่าวว่า “ความยุติธรรมคือการปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ”

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตรัสว่า “ในเมืองไทย คำพิพากษาเก่า ๆ และคำพิพากษาเดี๋ยวนี้ด้วย อ้างความยุติธรรมขึ้นตั้งเสมอ ๆ แต่คำที่เรียกว่ายุติธรรมเป็นคำไม่ดี เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัย ซึ่งไม่เป็นกิริยาของกฎหมาย กฎหมายต้องเป็นยุติ จะเถียงแปลกออกไปไม่ได้ แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไรเป็นยุติธรรมไม่ยุติธรรมเมื่อ ทุกเรื่อง…”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2473 “กฎหมายต้องแปลให้เคร่งครัดตามกฎหมายที่มีอยู่ จะแปลให้คล้อยตามความยุติธรรมไม่ได้”

  1. ทฤษฎีที่เชื่อว่าความยุติธรรมเป็นอุดมคติในกฎหมาย เป็นแนวคิดที่ความยุติธรรมได้รับการเชิดชูไว้สูงกว่ากฎหมาย ในแง่นี้ความยุติธรรมถูกพิจารณาว่าเป็นแก่นสารอุดมคติในกฎหมาย หรือเป็นความคิดอุดมคติซึ่งเป็นเสมือนเป้าหมายสูงส่งของกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินตามหลังความยุติธรรม ซึ่งเป็นการมองความยุติธรรมในภาพเชิงอุดมคติ อันเป็นวิธีคิดในทำนองเดียวกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ อีกทั้งเป็นวิธีคิดอุดมคตินิยมซึ่งเคยมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเช่นกัน หรือในชื่อที่เรียกกันว่า “ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ” ที่ยืนยันว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกต้องหรือยุติธรรมโดยตัวของมันเอง ยังมีแก่นสารของความยุติธรรมที่อยู่เหนือและคอยกำกับเนื้อหาของกฎหมายในแบบกฎหมายเบื้องหลังกฎหมาย

แนวความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยเองก็มีมาช้านานแล้ว ดังเช่น

คดีอำแดงป้อม ในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่อำแดงป้อมมีชู้แล้วมาฟ้องหย่านายบุญศรีผู้เป็นสามี ตุลาการก็ให้หย่า เพราะกฎหมายในขณะนั้นบัญญัติว่า “หญิงหย่าชาย หย่าได้” ผลของคำพิพากษานี้ รวมทั้งกฎหมายที่สนับสนุนอยู่ เหนือหัวรัชกาลที่ 1 เห็นว่าไม่ยุติธรรม เป็นเหตุให้ต้องมีการชำระสะสางกฎหมายใหม่ จนกลายเป็นกฎหมายตราสามดวงในเวลาต่อมา

ในยุคปัจจุบัน แนวคิดในเรื่องความยุติธรรมเป็นหลักอุดมคติเหนือกฎหมายนี้ก็ยังปรากฏจากบุคคลสำคัญของไทย เช่น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีแนวพระราชดำริต่อความยุติธรรมว่ามีสถานภาพสูงกว่าหรือเป็นสิ่งที่เหนือกฎหมาย ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่ายุติธรรม หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใด ๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้นดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้”

ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายแนะนำไว้ในหนังสือหลักวิชาชีพกฎหมายของท่านไว้ว่า “การที่มีคำใช้อยู่ 2 คำ คือ “กฎหมาย” คำหนึ่ง “ความยุติธรรม” คำหนึ่ง ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าหาใช่สิ่งเดียวกันเสมอไปไม่ การที่นำกฎหมาย จะยึดถือแต่กฎหมาย ไม่คำนึงถึงความยุติธรรมตามความหมายทั่วไปนั้นเป็นความเห็นความเข้าใจแคบกว่าที่ควรจะเป็น”

(ข) หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย นี้เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  1. กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ

  2. กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม

  3. จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร

  4. การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม

หลักทศพิธราชธรรม คือ หลักธรรมอันสำคัญยิ่งสำหรับกษัตริย์หรือผู้ปกครอง 10 ประการ ดังนี้

  1. ทาน คือ การสละวัตถุสิ่งของและให้วิชาความรู้เพื่อเกื้อกูลผู้อื่นและให้ประการอื่น ๆ เช่น กำลังกาย กำลังความคิด ตลอดจนคำแนะนำที่รวมแล้วเรียกว่า ธรรมทาน

  2. ศีล คือ การควบคุมพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ ให้เป็นปกติเรียบร้อย

  3. บริจาค คือ การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

  4. อาชชวะ คือ ความซื่อตรง

  5. มัททวะ คือ ความสุภาพอ่อนโยน

  6. ตบะ คือ ความเพียรพยายามในหน้าที่การงานจนกว่าจะสำเร็จโดยไม่ลดละ

  7. อักโกธะ คือ ความไม่แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นต่อใคร

  8. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้ทุกข์เดือดร้อน

  9. ขันติ คือ ความอดทนต่อความยากลำบาก ทั้งที่เนื่องจากวัตถุธรรมและนามธรรม

  10. อวิโรธนะ คือ ความไม่ประพฤติปฏิบัติผิดไปจากทำนองคลองธรรม

หลักธรรมทั้ง 10 ประการนี้ อาจกล่าวว่าเป็นหลักธรรมทางกฎหมายในแง่พื้นฐานของการใช้อำนาจทางกฎหมาย ถึงแม้โดยเนื้อหา ทศพิธราชธรรมจะมีลักษณะเป็นจริยธรรมส่วนตัวของผู้ปกครองก็ตาม เพราะหากเมื่อจริยธรรมนี้เป็นสิ่งที่ถือว่าควรอยู่เบื้องหลังกำกับการใช้อำนาจรัฐ โดยบทบาทหน้าที่ของธรรมะแล้วบทบาทดังกล่าวย่อมอยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจทางกฎหมาย ไม่ว่าจะในรูปของการนิติบัญญัติหรือการบังคับใช้กฎหมายด้วยเช่นกัน มองที่จุดนี้ ทศพิธราชธรรมย่อมดำรงอยู่ในฐานะหลักธรรมสำคัญในปรัชญากฎหมายของไทยอีกฐานะหนึ่งด้วย

Advertisement