การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. กฎหมายและคำสั่งของโจรมีความแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด เมื่อพิจารณาจากฐานคิดของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายร่วมสมัยของฮาร์ท (H.L.A. Hart)
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ต่อคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยกหรือสามารถแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ (Separation Thesis) ลึก ๆ แล้วเป็นบทสรุปที่ตั้งอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรมและมีลักษณะสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยเสรีนิยม ไม่ใช่แนวคิดอำนาจนิยมทางกฎหมายที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อน
ธงคำตอบ
แนวคิดพื้นฐานทางปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของฮาร์ทนั้น ฮาร์ทถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคม (System of Social Rules) รูปแบบหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย
ความหมายที่หนึ่ง มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม
ความหมายที่สอง สืบแต่มันมีแหล่งที่มาและดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะ
สำหรับฮาร์ทแล้ว เห็นว่า การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้นจะต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย (Legal Obligation Rule) เพื่อจำกัดควบคุมความรุนแรง การลักขโมยทรัพย์สินและการหลอกลวงกัน มนุษย์จะค้นพบเสมอว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเขา เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เองซึ่งมีลักษณะผสมผสานในตัว ทั้งความเห็นแก่ตัวและความต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือการเห็นแก่ผู้อื่น บวกกับความปรารถนาในทุกคนที่ต้องการให้ชีวิตอยู่รอด รวมทั้งความจำกัดของทรัพยากรในโลก และความจำกัดในสติปัญญาความสามารถซึ่งมีอยู่ในคนทั่วไป
ในทรรศนะของฮาร์ท กลุ่มสังคมใดก็ตามที่เชื่อว่าอยู่กันอย่างมีกฎเกณฑ์ (Rule) จะต้องมีความจริงสำคัญสองประการปรากฏให้เห็น ประการแรกคือสมาชิกทั่วไปจะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหมือน ๆ กัน การที่ผู้คนยินยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึง “ลักษณะภายนอก” ของกฎเกณฑ์ ซึ่งมีสภาพให้คนทั่วไปต้องปฏิบัติตาม ประการที่สองจะต้องมีสิ่งที่สะท้อนถึงการมีลักษณะภายในของกฎเกณฑ์ หรือความรู้สึกนึกคิดภายในของบุคคลที่เห็นพ้องต่อกฎหมายที่ใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้จากท่าทีที่สะท้อนออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิกิริยาของผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมที่กระทำต่อบุคคลซึ่งฝ่าฝืนหรือแสดงท่าจะฝ่าฝืนบรรทัดฐานของการประพฤติที่ปรากฏในกฎเกณฑ์ของสังคม และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันเกิดจากการยอมรับโดยทั่วไปว่า บรรทัดฐานของการประพฤติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างแท้จริง
และที่สำคัญ กฎเกณฑ์ (Rule) จะมีความแตกต่างกับคำสั่ง (Order) กล่าวคือ กฎเกณฑ์โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นบรรทัดฐานความประพฤติซึ่งไม่สามารถมีอำนาจผูกมัดผู้คนเพียงด้วยเหตุผลว่า มีใครคนหนึ่งที่มีอำนาจต้องการให้มีผู้ปฏิบัติตาม ผู้ที่ออกกฎเกณฑ์นั้นจะต้องมีความชอบธรรมหรือมีอำนาจอันชอบธรรมในการบัญญัติกฎนั้นขึ้นมา โดยที่อำนาจอันชอบธรรมนั้นจะต้องได้มาจากกฎเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจนั้น ๆ ไม่ใช่อำนาจที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ ดังเช่นคำสั่งของมือปืนหรือผู้เป็นหัวหน้าแก๊งคนใดคนหนึ่ง (คำสั่งของโจร)
นอกจากนั้น ฮาร์ทยังประกาศว่าเขาเป็นนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย จากสิ่งที่เขายืนยันว่า กฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้น ๆ ถึงแม้ฮาร์ทจะยอมรับว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่บางเรื่องของกฎหมายและศีลธรรมจะมีความคาบเกี่ยวกัน แต่เขาก็ยืนยันว่าความจริงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ในทุกความหมายแล้วกฎหมายจะมีที่มาจากหลักทางศีลธรรม และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีจุดเชื่อมโยงทางความคิดที่จำเป็นบางประการระหว่างกฎหมายและศีลธรรม การดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลาย ๆ ประการ ด้วยเหตุนี้กฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้ และฮาร์ทได้ยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า โดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวความคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม ซึ่งจากบทสรุปในแนวคิดของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่ไม่ได้ยืนยันว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวกับศีลธรรมที่จะต้องถูกต้องดีงามเสมอไป บทสรุปเช่นนี้ยังนับเป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และปฏิรูปแก้ไขกฎหมายที่ตราขึ้นได้เสมอ
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีความเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมานั้น ในการออกกฎหมายมาเพื่อบังคับใช้นั้น มีบทบัญญัติของกฎหมายหลายเรื่องที่ตราออกมาโดยไม่เกี่ยวกับศีลธรรม เป็นเพียงหลักกฎหมายที่นักกฎหมายหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายได้สร้างหลักกฎหมายขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีที่สลับซับซ้อนโดยที่ไม่มีหลักของศีลธรรมอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นตามหลักการของประชาธิปไตยเสรีนิยมย่อมสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์และขอให้มีการแก้ไขได้เสมอ
หมายเหตุ นักศึกษาอาจมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ โดยให้เหตุผลตามบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าว
ข้อ 2. จงวิเคราะห์และวิจารณ์โดยสรุปต่อแนวคิดสำคัญของสัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism)
แนวคิดของสัจนิยมทางกฎหมายฯ ดังกล่าว มีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องหลักความรับผิดชอบในการใช้อำนาจตุลาการ (Judicial Responsibility) และหลักความเป็นอิสระ-เป็นกลางของตุลาการหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism) มีที่มาจากงานความคิดของ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ (Oliver Wendel Holmes) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนับแต่ปี ค.ศ.1902
โฮล์มส์ ไม่เชื่อว่าผู้พิพากษาจะสามารถตัดสินคดีตามใจชอบ โดยมองจากประสบการณ์การทำงานของตน ซึ่งไม่อาจปรุงแต่งกฎหมายให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ เป้าหมายสำคัญที่โฮล์มส์วิพากษ์วิจารณ์คือ ความคิดที่เชื่อว่าบทบัญญัติทั้งหมดในกฎหมายล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรม
โฮล์มส์ เชื่อว่า กฎหมายจำนวนมากถูกเขียนขึ้นบนบริบททางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในภายหลัง ดังนี้แล้วจึงสมควรให้มีการตรวจสอบทบทวนอย่างสม่ำเสมอต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่ายังมีควาเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะนี้จึงไม่มีกรณีใด ๆ ซึ่งสมควร…
กล่าวอ้าง (ตามกระบวนการอนุมานความคิด) กฎหมายว่าเป็นเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแน่นอน หากว่าในทางปฏิบัติ ศาลแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แท้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และจากความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงของสังคมดังนี้เองที่ทำให้เห็นว่ามีเพียงผู้พิพากษา (หรือทนายความ) ซึ่งเข้าใจดีถึงบริบททางประวัติศาสตร์, สังคม และเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมต่อบทบาทของตน
นอกเหนือจากโฮล์มส์ ก็ยังมี จอห์น ชิปแมน เกรย์ ที่ยืนยันว่ากฎหมายประกอบด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้ บรรดาพระราชบัญญัติเป็นเพียงที่มาของกฎหมายดังกล่าวนี้เท่านั้น
คาร์ล ลูเวลลิน (Karl Llewellyn) ในฐานะสมาชิกคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง กล่าวในทำนองเดียวกัน ไม่ให้ไว้วางใจนักต่อ “กฎเกณฑ์ในกระดาษ” ควรเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมหรือแบบแผนการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาลซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่กาลเทศะ ตลอดจนสนใจต่อข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคำตัดสินที่ปรากฏจริง ๆ
เยโรม แฟรงค์ (Jerome Frank) ผู้พิพากษาที่ถือว่าเขาเป็น “ผู้ที่ไม่เชื่อใจต่อข้อเท็จจริง” หมายความว่า แม้ในกรณีที่กฎเกณฑ์มีความชัดเจนง่ายดายต่อการตีความแล้วก็ตาม กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจส่งผลสะเทือนน้อยเต็มทีในคำตัดสินของศาลระดับล่าง เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบลูกขุน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสามารถยกข้อเท็จจริงใด ๆ ที่ตนพึงพอใจมาปรับเข้ากับกฎเกณฑ์ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการในที่สุดได้ นอกจากนี้ เหตุปัจจัยเรื่องความสมบูรณ์หรือบกพร่องของพยานหลักฐาน ความสามารถของทนายความหรือผู้พิพากษาก็เป็นตัวกำหนดอันสำคัญต่อผลของคำพิพากษา ความลื่นไหลหรือไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมนับเป็นอุปสรรคในการคาดทำนายการตัดสินใจของศาล
นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1957 แฟรงค์ยังได้ร่วมเขียนงานชิ้นหนึ่งเรื่อง “ไร้ความผิด” (Not guilty) ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องคดีความผิดจำนวนหนึ่ง ซึ่งบรรดาจำเลยต่างถูกตัดสินพิพากษาว่าประกอบอาชญากรรม แต่ได้รับการตัดสินใหม่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศาลชั้นหลัง การค้นพบประจักษ์หลักฐานในความไม่แน่นอนแห่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาลและความผิดพลาดต่าง ๆ อันเกิดขึ้นได้ เหล่านี้นับเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต อีกทั้งยังทำให้เขายืนยันความสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งไม่อาจนำไปแลกกับประสิทธิภาพ (ความรวดเร็ว) ในทางตุลาการ
ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน มีแนวความสำคัญที่เน้นความเป็นกฎหมายในทางปฏิบัติวิจารณ์ความไม่แน่นอนของกฎหมาย ช่องว่างของกฎหมายในตัวบทและความเป็นจริงในแง่การบังคับใช้ รวมทั้งวิจารณ์เบื้องหลังการใช้อำนาจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมว่า เบื้องหลังคำพิพากษาไม่ใช่ตัวบทกฎหมายหากส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้พิพากษาที่เกี่ยวโยงกับการเมือง ทำให้ผู้พิพากษาไม่มีความเป็นอิสระและไม่เป็นกลางได้
ดังนั้นถ้าการพิจารณาตัดสินคดีของศาลไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรืออาศัยช่องว่างของกฎหมายก่อให้เกิดความรู้สึกของคนในสังคมว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิดอคติหรือความไม่พอใจต่อคำตัดสินนั้นและจะก่อให้เกิดการคัดค้าน การต่อต้านของคนในสังคมและจะมีผลไปถึงการคัดค้านหรือการดื้อแพ่งกฎหมาย โดยอ้างว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ไม่มีความเป็นธรรมก็ได้ และโดยเฉพาะในบางสังคมที่ถือว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่มาของกฎหมายด้วยแล้ว เมื่อคำตัดสินของศาลไม่มีความยุติธรรม กฎหมายที่เกิดขึ้นก็ย่อมไม่มีความชอบธรรมไปด้วย ดังนั้นถ้าสังคมใดไม่ต้องการให้เกิดการดื้อแพ่งกฎหมาย ศาลก็จะต้องตัดสินไปให้ถูกต้องตามตัวบทของกฎหมายหรือถ้าเห็นว่ากฎหมายใดมีบทบัญญัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม หรือมีข้อบกพร่อง ก็จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้กฎหมายนั้นมีความเป็นธรรมและเหมาะสมที่จะใช้บังคับกับคนในสังคมนั้น ๆ
ข้อ 3. สาระสำคัญโดยสรุปในแนวคิดที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร ธัมมิกสูตร และจักกวัตติสูตรมีนัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรมทางกฎหมาย/สังคมหรือไม่อย่างไร
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด ต่อบทสรุปเชิงวิเคราะห์วิจารณ์การมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม
ธงคำตอบ
สาระสำคัญในแนวความคิดที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร ธัมมิกสูตร และจักกวัตติสูตร มีนัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรมทางกฎหมาย/สังคมนั้น มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้
-
อัคคัญญสูตร ได้กล่าวถึงเรื่องราวความเสื่อมของมนุษย์ว่า เมื่อมนุษย์มีความต้องการสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต เช่น อาหารและทรัพย์สิน รวมทั้งการที่มนุษย์มีการเหยียดผิว มีการถือวรรณะเกิดขึ้น ย่อมทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายขึ้น ทำให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อแต่งตั้งผู้ปกครองให้ทำหน้าที่ป้องกันและแก้ไขไม่ให้มีการเบียดเบียนกันในสังคม เพื่อป้องกันและรักษาสังคมไม่ให้วุ่นวายหรือเสื่อมทรามลง และเพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยผู้ปกครองที่ถูกเลือกขึ้นมานั้นจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย เพื่อควบคุมและตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดโดยยึดหลักธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นเอกภาพของสังคมมนุษย์
-
ธัมมิกสูตร ได้กล่าวถึงอาเพศของธรรมชาติที่เป็นผลมาจากการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของผู้ปกครอง โดยกล่าวว่า ถ้าผู้ปกครองได้แก่ พระราชา ข้าราชการ หากไม่ตั้งอยู่ในธรรม ก็จะเกิดอาเพศทางธรรมชาติขึ้น ดังนั้น ผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นใหญ่จึงต้องประพฤติและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม
-
จักกวัตติสูตร ได้กล่าวถึงหลักการในการปฏิบัติของผู้ปกครองที่ต้องยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งจะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นแก่ประชาชนในสังคม แต่หากผู้ปกครองไม่ยึดมั่นในหลักธรรมแล้ว ย่อมทำให้สังคมกลับไปสู่สภาพมิคสัญญีในท้ายที่สุด
สำหรับคำถามที่ว่า ข้าพเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ต่อบทสรุปเชิงวิเคราะห์วิจารณ์การมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น อธิบายได้ดังนี้
ลักษณะที่สำคัญของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม คือ ตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม หลักการคือกฎหมายจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรมพระธรรมศาสตร์ และทศพิธราชธรรม รวมทั้งหลักจตุรธรรมแห่งกฎหมายไทย อันเป็นธรรมนิยมแบบพุทธ ขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช และความเป็นจริยธรรมการเมืองแทนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผสมผสานหรือคู่ขนานกลมกลืนกันไป ธรรมนิยมแบบพุทธจะเป็นกระแสหลักในสมัยสุโขทัย ซึ่งจะเห็นได้จากการมีการแปลความธรรมะออกมาเป็นกฎหมายหรือคำสั่งของพ่อขุนรามคำแหง ส่วนธรรมนิยมแบบพราหมณ์หรือแบบฮินดูก็มีอิทธิพลอย่างมากในสมัยอยุธยา
และเมื่อพิจารณาจากภาพรวมทางความคิดแล้ว ข้าพเจ้าเห็นด้วยต่อบทสรุปเรื่องการมีมาตรฐานสองชั้นหรือสองมาตรฐาน (Double Standard) ทางอำนาจหรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม ทั้งนี้เพราะถึงแม้ตามหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น จะตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิเทวราช รวมทั้งแนวความคิดระบบศักดินา ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา จนทำให้การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีลักษณะเป็นมาตรฐานสองชั้นที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในสมัยอยุธยานั้น พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จะไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทวโองการที่มนุษย์ธรรมดาไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดแย้งหรือวิจารณ์หรือแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นในทางใดทั้งสิ้น เป็นต้น (นักศึกษาสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้อย่างอิสระ โดยให้เหตุผลที่เหมาะสม)